The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติการจัดเก็บภาษีอากร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sumanarat.lao, 2021-10-08 00:24:27

ประวัติการจัดเก็บภาษีอากร

ประวัติการจัดเก็บภาษีอากร

ประวัติการจัดเกบ็ ภาษอี ากร

ตามหลกั ฐานในประวตั ิศาสตร์ท่ีอา้ งอิงไดเ้ ก่ียวกบั ประวตั ิการจดั เก็บภาษอี ากรของชาติไทย คอื ศิลาจารึก
สมยั พ่อขนุ รามคาแหงมหาราชซ่ึงอยใู่ นยคุ สมยั กรุงสุโขทยั แตค่ วามเป็นมาก่อนยคุ สุโขทยั ดว้ ยเคยมีการ
วเิ คราะห์โดยพิจารณาถึงลกั ษณะประวตั ิศาสตร์การปกครองของชาติไทย ซ่ึงคาดวา่ การจดั เก็บภาษีอากร
น่าจะเป็นวิวฒั นาการมาจากผลของการก่อสร้างราชอาณาจกั รในยคุ แรกๆของชนชาติไทย ที่ตอ้ งมีการรบพงุ่
เป็นสงครามกบั เพื่อนบา้ นใกลเ้ คยี ง เมื่อมีการรบชนะกจ็ ะมีการกวาดตอ้ นผคู้ นและทรัพยส์ ิน หลงั จากน้นั ก็
จะใหป้ ระเทศผแู้ พท้ ี่อยภู่ ายใตก้ ารปกครองจดั ส่งเครื่องบรรณาการมามอบให้ ซ่ึงลกั ษณะการไดม้ าซ่ึงรายได้
และทรัพยส์ ินขา้ งตน้ เป็นการนารายไดจ้ ากนอกราชอาณาจกั รเขา้ มาในราชอาณาจกั ร ซ่ึงอาจถือวา่ เป็น
รูปแบบการจดั เก็บภาษีประเภทหน่ึง และในขณะเดียวกนั การที่จะใหร้ าชอาณาจกั รมีการปกครองท่ีเข้มแขง็
มีการพฒั นาในดา้ นความเป็นอยทู่ ่ีดีข้ึน รัฐจาเป็นที่จะตอ้ งมีการเกณฑแ์ รงงานภายในประเทศ เพ่ือเขา้ มาทานุ
บารุงประเทศ ท้งั ในดา้ นการก่อสร้างถาวรวตั ถุ การขดุ คลอง ถนนหนทางตา่ งๆท้งั น้ีโดยการเกณฑแ์ รงงาน
อาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษี ท่ีไม่เป็นตวั เงินประเภทหน่ึงเช่นกนั จนกระทงั่ ต่อมาเมื่อมีการพฒั นาจนมี
การนาระบบเงินตรามาใชใ้ นการแลกเปล่ียนในราชอาณาจกั ร ถา้ ผทู้ ี่ถูกเกณฑเ์ ป็นแรงงานตอ้ ง
การประกอบอาชีพเป็นอิสระกอ็ าจนาเงินตราท่ีหามาไดม้ าใชใ้ หก้ บั รัฐหรือเจา้ ขนุ มูลนายเพอ่ื ขอความเป็น
อิสระในการประกอบอาชีพ อนั เป็นกา้ วหน่ึงของการเร่ิมเป็นระบบการจดั เกบ็ ภาษีอากรในระยะต่อมา

จากลกั ษณะของการหารายไดแ้ ละการเกณฑแ์ รงงานมาใชใ้ นการพฒั นาประเทศ จนเร่ิมกา้ วเขา้ มาสู่ระบบ
การเสียภาษีอากรใหก้ บั รัฐขา้ งตน้ เป็นเพยี งการวิเคราะห์ถึงววิ ฒั นาการของระบบภาษีของชาติไทย โดยอิงกบั
รูปแบบการปกครองเทา่ น้นั แต่ตามบทความน้ีจะเนน้ เฉพาะประวตั ิการจดั เกบ็ ภาษีอากรในส่วนที่มีหลกั ฐาน
อา้ งอิงได้ โดยเป็นหลกั ฐานต้งั แต่สมยั กรุงสุโขทยั เป็นตน้ มาวา่ ประเทศไทยไดม้ ีวิวฒั นาการในการจดั เก็บ
ภาษี เป็นอยา่ งใดมาจนถึงปัจจุบนั

การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในสมัยกรุงสุโขทยั (พ.ศ. 1763 - พ.ศ. 1893)

รูปจาหลกั ศิลา

ในรัชสมยั พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช ราชอาณาจกั รสุโขทยั มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะพระองค์เป็นท้งั
นกั รบและนกั ปราชญ์ ทรงปกครองประเทศชาติไดเ้ ป็นปึ กแผน่ และมีการขยายการคา้ ไปทว่ั ราชอาณาจกั ร
และไปถึงตา่ งประเทศ จากความเจริญรุ่งเรืองและมีการประกอบการคา้ ท้งั ในและนอกราชอาณาจกั รในยตุ
สมยั ราชอาณาจกั รสุโขทยั ดงั ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ ปรากฏในศิลาจารึกซ่ึงแสดงหลกั ฐานว่า มีการจดั เกบ็ ภาษี
อากรมาต้งั แต่ก่อนยคุ พ่อขนุ รามคาแหง คือขอ้ ความตอนหน่ึงท่ีวา่

เม่ือชว่ั พ่อขนุ รามคาแหง เมืองสุโขทยั น้ีดี

ในน้ามีปลาในนามีขา้ ว เจา้ เมืองบเ่ อาจงั กอบในไพร่ลทู่ าง

เพอ่ื นจองววั ไปคา้ ขมี่ า้ ไปขาย

ใครจกั คา้ ชา้ งคา้ ใครจกั คา้ มา้ คา้

ส่ิงก่อสร้างสมยั สุโขทยั

จากขอ้ ความที่วา่ แตเ่ ดิมมีการจดั เก็บจงั กอบ จากอบ หรือจกอบน้ี เป็นคา่ เดียวกนั เป็นภาษชี นิดหน่ึงท่ีเก็บจาก
ผนู้ าสตั วแ์ ละสิ่งของสินคา้ ไปเพือ่ ขายในท่ีต่างๆ หรือหมายถึงภาษีที่เกบ็ จากสัตวแ์ ละส่ิงของที่นาเขา้ มา
จาหน่าย โดยวิธีเกบ็ จงั กอบในสมยั น้นั จะเก็บในอตั รา 10 ชกั 1 และการเกบ็ น้นั มิไดเ้ ก็บเป็นตวั เงินเสมอไป
คอื เก็บเป็นสิ่งของแทนตวั เงินก็ไดแ้ ลว้ แต่จะเก็บอยา่ งใดไดส้ ะดวก เพราะในสมยั น้นั วตั ถทุ ี่ใชแ้ ทนเงินตรายงั
ไม่สมบูรณ์ ในยคุ สมยั น้นั ในการจดั เกบ็ จงั กอบ รัฐบาลจะต้งั เป็นสถานที่คอยดกั เกบ็ ในสถานท่ีที่สะดวก
เช่นถา้ เป็นทางบก ก็จะไปต้งั ท่ีปากทางหรือทางท่ีจะเขา้ เมือง ถา้ เป็นทางน้า กจ็ ะต้งั ใกลท้ า่ แมน่ ้าหรือเป็นทาง
ร่วมสายน้า โดยสถานท่ีเกบ็ จงั กอบ เรียกวา่ ขนอน ท้งั น้ีขนอนจะเป็นที่คอยเก็บจงั กอบสินคา้ ทว่ั ไป ไม่
เฉพาะเพยี งการนาเขา้ และขนออกนอกราชอาณาจกั รเท่าน้นั เพราะมีท้งั ขนอนบก ขนอนน้า ขนอนช้นั นอก
ขนอนช้นั ใน และ ขนอนตลาด เป็นตน้ การจดั เก็บจงั กอบเกิดข้ึนต้งั แตส่ มยั ก่อนยคุ สุโขทยั และไดย้ กเวน้ ไม่

เกบ็ จงั กอบจากราษฎรเลยในสมยั พ่อขนุ รามคาแหง ในภายหลงั จากสมยั พ่อขนุ รามคาแหงไมม่ ีหลกั ฐานวา่
ในยคุ สุโขทยั ไดม้ ีการจดั เก็บจงั กอบจากราษฎรอีกหรือไม่

การจดั เกบ็ ภาษีอากรในสมัยกรุงศรีอยธุ ยา (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310)

ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาไดม้ ีการจารึกในประวตั ิศาสตร์วา่ เป็นยคุ ที่มีการจดั เก็บภาษอี ากรรุ่งเรืองมาก การก่อต้งั
กรุงศรีอยธุ ยาเริ่มข้ึนในปี พ.ศ. 1893 ต้งั แตส่ มยั พระเจา้ อู่ทอง ไดส้ ร้างพระนครข้ึนท่ีริมหนองโสน แลว้ ทา
การราชาภิเษกทรงพระนามวา่ สมเดจ็ พระรามาธิบดี ขนานนามราชธานีวา่ กรุงเทพทวาราวดีศรี
อยธุ ยา ในช่วงตลอดอายกุ รุงศรีอยธุ ยา เป็นเวลา 417 ปี บา้ นเมืองมีท้งั ความเจริญและความเสื่อม ในสมยั ท่ี
บา้ นเมืองเจริญรุ่งเรืองมาก คือ สมยั สมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเดจ็ พระนารายณ์
มหาราช และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แตใ่ นบางรัชสมยั พระมหาธรรมราชาและพระเพทราชา การ
จดั เก็บภาษีอากรในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา หรือท่ีเรียกกนั ในสมยั น้นั วา่ ส่วยสาอากร ไดม้ ีการแบง่ การจดั เกบ็
ออกเป็น 4 ประเภท คือ จงั กอบ อากร ส่วย และฤชา โดยมีรายละเอียดดงั น้ี
1. จังกอบ หรือ จากอบ เป็นภาษที ่ีเรียกเก็บจากการชกั ส่วนสินคา้ ที่นาเขา้ มาจาหน่ายตามท่ีไดอ้ ธิบายขา้ งตน้
2. อากร หมายถึง ส่วนที่เก็บจากผลประโยชนท์ ่ีราษฎรทามาหาไดใ้ นการประกอบการต่างๆเช่น ทานา ทาไร่
ทาสวน ฯลฯ หรือการไดร้ ับสิทธิจากรัฐบาลไปกระทาการ เช่น ตม้ กลน่ั สุรา เก็บของในป่ า จบั ปลาในน้า
ฯลฯ เช่น อากรค่านา อากรสวน อากรสุรา อากรคา่ น้า เป็นตน้ การเก็บอากรอาจจดั เก็บเป็นตวั เงินหรือเป็น
สิ่งของ ถือเป็นภาษที ี่จดั เกบ็ ตามหลกั ผลประโยชน์ที่ไดร้ ับจากรัฐไมท่ างตรงก็ทางออ้ ม
3. ส่วย ความหมายของส่วย สมเด็จฯกรมพระยาดารงราชานุภาพไดท้ รงสนั นิษฐานวา่ คาวา่ ส่วย

- ส่ิงของท่ีรัฐบาลเรียกร้องเอาจากเมืองท่ีอยภู่ ายใตป้ กครอง หรืออยใู่ นความคมุ้ ครองเป็นค่าตอบแทนการ
ปกครองหรือคุม้ ครอง ส่วยตามความหมายน้ีจึงมีลกั ษณะเป็นเครื่องราชบรรณาการ

- เงินช่วยราชการตามที่กาหนดเรียกเกบ็ จากราษฎรชายที่มิไดร้ ับราชการทหารเป็นรายบุคคล เนื่องจาก
สังคมไทยแตด่ ้งั เดิม มีระบบเกณฑแ์ รงงานจากราษฎร โดยรัฐไม่ตอ้ งจ่ายคา่ จา้ ง แตจ่ ะใหค้ วามคุม้ ครองทาง
กฎหมายเป็นการตอบแทน ท้งั น้ีเดิมราษฎรท่ีถกู เกณฑแ์ รงงาน จะมาประจาการเป็นเวลาปี ละ 6 เดือน โดยผทู้ ี่
ไม่มารับราชการเม่ือถึงเวรของตน จะตอ้ งเสียส่วยเรียกวา่ ส่วยแทนแรง เพ่ือที่ราชการจะไดจ้ า้ งคนมาทางาน
แทน ส่วยแทนแรง เพื่อท่ีราชการจะไดจ้ า้ งคนมาทางานแทน ส่วยแทนแรงน้ีไดถ้ ูกเปล่ียนชื่อเป็นเงิน
รัชชูปการในระยะต่อมา ( รัชกาลท่ี 6 )

- เงินท่ีทางราชการกาหนดให้ราษฎรร่วมรับภาระในการกระทาบางอยา่ ง เช่น เกณฑใ์ หช้ ่วยสร้างป้อม
ปราการ เป็นตน้

- ทรัพยม์ รดกของผมู้ รณภาพซ่ึงตอ้ งถูกริบเป็นของหลวง อนั เนื่องจากเกินกาลงั ของทายาทที่จะเอาไวใ้ ชส้ อย
เป็ นตน้

4. ฤชา คือคา่ ธรรมเนียมท่ีทางราชการเรียกเก็บจากราษฎรซ่ึงไดร้ ับประโยชน์จากรัฐเป็นการเฉพาะตวั เช่น
ผใู้ ดจะขอโฉนดตราสาร เพื่อมิใหผ้ อู้ ื่นบุกรุกแยง่ ชิงที่เรือกสวนไร่นา จกั ตอ้ งเสียฤชาแก่รัฐ เป็นตน้ ฤชาท่ี
สาคญั ไดแ้ ก่ คา่ ธรรมเนียม และค่าปรับทางการศาล

เม่ือพิจารณาตามลกั ษณะการจดั เก็บภาษอี ากรขา้ งตน้ จะเห็นวา่ มีการจดั เก็บภาษีท้งั ในรูปของการบงั คบั
จดั เก็บจะไดร้ ับประโยชนใ์ นทางออ้ ม คือ กรณีจงั กอบและส่วย ส่วนอีกกรณีหน่ึงคือในรูป ท่ีผถู้ ูกจดั เก็บจะ
ไดร้ ับผลประโยชนจ์ ากรัฐโดยตรง คือ อากรและฤชา

ในขณะเดียวกนั เมื่อมีการศึกษาคน้ ควา้ ถึงวิวฒั นาการในดา้ นการบริหารงานจดั เกบ็ ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา จะ
พบวา่ ในรัชสมยั ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นช่วงเวลาที่มีการปฏิรูประบบการปกครองแผ่นดินคร้ัง

ใหญ่ ท้งั ในดา้ นการวางระเบียบทางการคลงั การส่วยสาอากร ฯลฯ โดยพระองคไ์ ดท้ รงแบ่งการบริหารการ
ปกครองออกเป็น 4 ส่วน เรียกวา่ จตสุ ดมภ์ โดยแตล่ ะส่วนมีหนา้ ท่ีดงั น้ี

• เวียง เรียกวา่ นครบาล มีหนา้ ที่ราชการปกครองทอ้ งที่ และดูแลทกุ ขส์ ุขของราษฎรพลเมือง
• วัง เรียกวา่ ธรรมธิกรณ์ มีหนา้ ท่ีวา่ ราชการศาลหลวง และวา่ ราชการอรรถคดีในพระราชสานกั
• คลงั เรียกวา่ โกษาธิบดี มีหนา้ ที่ราชการจดั การพระราชทรัพย์ เกบ็ ส่วยสาอากรซ่ึงเป็นผลประโยชน์

แผน่ ดิน
• นา เรียกวา่ เกษตราธบิ ดี มีหนา้ ที่ปฏิบตั ิราชการเกี่ยวกบั เรื่องนาและสวน การเพาะปลกู พืชพนั ธุ์

ธญั ญาหาร ท้งั น้ีโดยรูปแบบการบริหารงานฯของพระองคข์ า้ งตน้ ไดถ้ กู ใชเ้ ป็นแบบอยา่ งรูปแบบ
การปกครองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบนั
การจดั เกบ็ ภาษีอากรในสมยั กรุงธนบุรี (พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2324) และสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ตอนตน้ (รัชกาล
ท่ี 1-รัชกาลที่ 3 ระหวา่ งพ.ศ. 2325-พ.ศ. 2394)
การติดตอ่ คา้ ขายดว้ ยเรือสาเภา
การจดั เกบ็ ส่วยสาอากรท้งั 4 ประเภท ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไดถ้ ูกกาหนดเป็นรูปแบบการจดั เกบ็ ต่อเนื่องมา
จนถึงสมยั พระเจา้ กรุงธนบุรี และตอนตน้ รัชกาลท่ี 1 - รัชกาลท่ี 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงในสมยั
รัชกาลที่ 3 พระบามสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดเ้ กิดกบฏเจา้ อนุวงศเ์ วียงจนั ทร์ รัฐบาลมีความจาเป็นท่ี
ตอ้ งการใชเ้ งินในราชการมากกวา่ แต่ก่อนพระองคจ์ ึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหม้ ีการปรับปรุงการจดั เก็บ
ภาษีเป็นผลใหเ้ กิดการจดั เก็บภาษขี ้นึ ใหม่ 38 ประเภท ท้งั น้ีโดยเป็นภาษีท่ีเก็บจากการพนนั และจากผลผลิต
ประเภทต่างๆ จาแนกไดด้ งั น้ี

บ่อนเบ้ีย หวย ก.ข. ภาษีเบด็ เสร็จ (เก็บของลงสาเภา)
ภาษีของตอ้ งหา้ มหกอยา่ ง (ไดแ้ ก่ อากรรังนก, ไมก้ ฤษณา, นอแรด, งาชา้ ง, ไมจ้ นั ทร์, ไมห้ อม)
ภาษพี ริกไทย (เก็บจากผซู้ ้ือลงสาเภา)
ภาษพี ริกไทย (เก็บจากชาวไร่ที่ปลูกพริกไทย)
ภาษีฝาง
ภาษีไมแ้ ดง (เกบ็ จากผซู้ ้ือลงสาเภา)
ภาษไี มแ้ ดง (เกบ็ จากผขู้ าย)
ภาษเี กลือ
ภาษนี ้ามนั มะพร้าว
ภาษนี ้ามนั ตา่ งๆ
ภาษีกระทะ
ภาษตี น้ ยาง
ภาษีไตช้ นั
ภาษฟี ื น
ภาษจี าก
ภาษกี ระแซง
ภาษไี มไ้ ผป่ ่ า
ภาษีไมร้ วก
ภาษีไมส้ ีสุก
ภาษไี มค้ า้ งพลู
ภาษไี มต้ อ่ เรือ
ภาษีไมซ้ ุง

ภาษีฝ้าย
ภาษยี าสูบ
ภาษปี อ
ภาษคี ราม
ภาษีเน้ือแหง้
ปลาแหง้
ภาษีเยอ่ื เคย
ภาษนี ้าตาลทราย
ภาษีน้าตาลหมอ้
ภาษนี ้าตาลออ้ ย
ภาษสี ารวจ
ภาษีเตาตาล
ภาษจี นั อบั ไพ่ เทียนไขเน้ือ และขนมต่างๆ
ภาษปี นู
ภาษีเกวยี น โคตา่ ง
เรือจา้ งทางโยง
ตรา

และในสมยั รัชกาลท่ี 3 น้ี พระองคไ์ ดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กเลิกอากรซ่ึงเคยมีมาแต่คร้ังกรุงศรี
อยธุ ยา 2 ชนิดคือ อากรรักษาเกาะ และอากรค่าน้า นอกจากการกาหนดใหม้ ีการปรับปรุงการจดั เกบ็ ภาษี โดย
การเพม่ิ ประเภทภาษีอากรท่ีจดั เกบ็ 38 ประเภทขา้ งตน้ พระองคย์ งั ไดก้ าหนดใหม้ ีการปรับปรุงรูปแบบการ
จดั เก็บโดยการนาระบบเจา้ ภาษนี ายอากรมาใชก้ ล่าวคอื ใหม้ ีการจดั เก็บภาษเี ป็นการผกู ขาดโดยเอกชน ท้งั น้ี
เอกชนผใู้ ดประสงคจ์ ะรับเหมาผกู ขาดการจดั เก็บภาษีประเภทใด กจ็ ะเขา้ มาร่วมประมลู ผใู้ หร้ าคาสูงสุดจะ
เป็นผผู้ กู ขาดจดั เก็บ ซ่ึงจะเรียกวา่ เจา้ ภาษนี ายอากรรัฐบาลจะมอบอานาจสิทธิขาดในการจดั เกบ็ ภาษอี ากร
ชนิดน้นั ใหไ้ ปดาเนินการ เมื่อถึงเวลากาหนด ผปู้ ระมูลจะตอ้ งนาเงินภาษีอากรท่ีจดั เก็บมาส่งใหค้ รบจานวน
ตามท่ีประมูลไว้

ดงั น้นั คาวา่ ภาษี จึงเขา้ ใจวา่ คงเกิดข้ึน ในรัชกาลท่ี 3 น้ีเอง โดยคาดคะเนกนั วา่ น่าจะมาจาก คาในภาษา
แตจ้ ิ๋ววา่ บูซ้ ี อนั หมายถึง สานกั เจา้ พนกั งาน ทาการเกบ็ ผลประโยชน์แผน่ ดินซ่ึงต้งั ข้ึนจากระบบเจา้ ภาษีนาย
อากรน่ีเอง คาวา่ ภาษีน้ี จะใชก้ บั อากรท่ีเกิดข้ึนใหมใ่ นสมยั รัชกาลที่ 3 เพือ่ ใหฟ้ ังดู แตกต่างจากอากรเก่าที่เคย
จดั เกบ็ มาแตโ่ บราณ ดงั ที่ปรากฎในหนงั สือพระราชดารัสในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรง
อธิบายวา่ "...เกิดอากร

อาคาร

ข้นึ ใหมๆ่ ไดเ้ งินใชใ้ นราชการแผน่ ดิน ดีกวา่ กาไรคา้ สาเภา อากรเหล่าน้นั ใหเ้ รียกวา่ ภาษี เพราะเป็นของท่ี
เกิดข้ึนใหม่เหมือนหน่ึงเป็นกาไร ซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั มีพระราชประสงคจ์ ะใหเ้ ห็นวา่
เงินเก่าเทา่ ใด เกิดข้ึนในรัชกาลของทา่ นเท่าใด... การบงั คบั บญั ชาอากรเก่าใหมเ่ หลา่ น้ี จึงไดแ้ ยกออกเป็นสอง
แผนก อากรเก่าอยใู่ นพระคลงั มหาสมบตั ิ อากรใหม่ซ่ึงเรียกวา่ ภาษี อยใู่ นกรมพระคลงั สินคา้ คงเรียกช่ือวา่
อากรอยู่ แตห่ วยจีนก.ข. ซ่ึงเป็นของเกิดใหม่แต่คลา้ ยกบั อากรบ่อนเบ้ียของเดิม จึงคงเรียกวา่ อากร แตก่ ค็ งยก
มาไวใ้ นพวกภาษเี หมือนกนั "

การจดั เกบ็ ภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - พ.ศ. 2411)

ในสมยั รัชกาลท่ี 4 มีชาวต่างประเทศเขา้ มาติดต่อคา้ ขายกบั ประเทศไทยมากข้นึ โดยเฉพาะประเทศองั กฤษ
ไดส้ ่งเซอร์จอห์น เบาริ่ง เจา้ เมืองฮ่องกง เป็นราชฑูตเชิญพระราชสาส์น เขา้ มาขอทาหนงั สือสญั ญาทางพระ
ราชไมตรีในปี พ.ศ. 2397 ท้งั น้ีโดยมีขอ้ ความของสนธิสัญญาทางดา้ นภาษที ี่สาคญั ประการหน่ึงคือ ใหม้ ีการ
ยกเลิกภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือที่เก็บตามสัญญา ฉบบั ปี พ.ศ. 2369 โดยใหเ้ ก็บภาษขี าเขา้ แทน และให้
เกบ็ ในอตั ราเพียงร้อยละ 3 ของสินคา้ เทา่ น้นั ผลของสญั ญาฉบบั น้ีไดท้ าใหไ้ ทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ที่ตอ้ งเลิก
เกบ็ ค่าธรรมเนียมสินคา้ ขาเขา้ ขาออกอยา่ งแตก่ ่อน ซ่ึงในขณะน้นั รัฐบาลไทยจาเป็นตอ้ งยอมทาสนธิสัญญา
ในลกั ษณะเดียวกนั กบั ประเทศในแถบยโุ รปอีกหลายประเทศ เพราะขณะน้นั ประเทศในแถบยโุ รปมี
แสนยานุภาพดา้ นกองทพั มาก และไดเ้ ขา้ มามีอานาจในเอเซียตะวนั ออก ดงั น้นั เพอื่ ใหเ้ ป็นการคงรักษาเอก
ราชไว้ รัฐบาลจึงจาตอ้ งทาสนธิสญั ญาดงั กล่าว รวมท้งั รัฐบาลไทยตอ้ งยอมใหน้ านาประเทศมีการซ้ือขาย
สินคา้ กบั ราษฎรไดอ้ ยา่ งเสรี ท้งั น้ีโดยใหเ้ สียภาษีตามพกิ ดั อตั ราท่ีกาหนดไวใ้ นสนธิสัญญา ทาให้
ผลประโยชนร์ ายไดภ้ าษีของรัฐบาลตกต่าลงเป็นอยา่ งมาก รัฐบาลในขณะน้นั จึงขาดแคลนเงินทนุ เพ่ือนามา
ทานุบารุงใหท้ นั กบั ความเจริญของบา้ นเมือง จึงไดก้ าหนดใหม้ ีการจดั เก็บภาษปี ระเภทใหม่ข้ึนอีก 14
ประเภท รวมท้งั ไดน้ าภาษีเดิมท่ีเลิกจดั เกบ็ มาใชใ้ นการจดั เกบ็ ใหม่ ดงั น้ี

- กาหนดให้มีการจดั เกบ็ ภาษีที่ต้งั ขนึ้ ใหม่ มี 14 ประเภท คือ

1. ภาษฝี ิ่น
2. ภาษีสุกร
3. ภาษปี ลาสด
4. ภาษปี ลาทู
5. ภาษไี หม
6. ภาษขี ้ผี ้ึง
7. ภาษผี า้
8. ภาษีหมอ้ หวด
9. ภาษีถงั
10. ภาษเี ตาหล่อ
11. ภาษีมาดเรือโกลน
12. ภาษีแจว พาย โกลน
13. อากรพนนั
14. อากรมหรสพ

- นาภาษีอากรที่ยกเลิกในรัชกาลท่ี 3 กลบั มาใชใ้ หม่ 2 ประเภท คือ 1. อากรค่าน้า 2. อากรรักษาเกาะ

เม่ือพิจารณาถึงลกั ษณะของภาษที ่ีจดั เกบ็ ใหม่ 14 ประเภทขา้ งตน้ มีขอ้ สงั เกตคือ แต่เดิมภาษที ่ีจดั เกบ็ ใน
รัชกาลท่ี 3 จานวน 38 ประเภท จาแนกไดว้ า่ เป็นการจดั เก็บจากการพนนั และผลผลิตประเภทต่างๆ แต่ใน 14
ประเภทขา้ งตน้ นอกจากมีการจดั เก็บจากผลผลิตต่างๆมากข้ึน เพื่อมุ่งหวงั ทางดา้ นรายไดใ้ หม้ ากข้ึนแลว้ ยงั มี
การจดั เกบ็ ภาษีเพ่ือวตั ถปุ ระสงคอ์ ื่นๆ เช่น ภาษีฝิ่ น ภาษปี ลาสด ภาษปี ลาทู และอากรมหรสพ รวมถึงการนา
ภาษอี ากรท่ียกเลิกการจดั เกบ็ ไปแลว้ เช่น อากรค่าน้า และอากรรักษาเกาะมาใชใ้ นการจดั เก็บ ท้งั น้ี โดยมี
รายละเอียดวตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั เก็บภาษใี นแตล่ ะลกั ษณะดงั น้ี

ภาษฝี ิ่ น

จดั เก็บโดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อเป็นการจากดั และควบคุมการดูดฝ่ิ นของประชาชน โดยแต่เดิมคนไทยถือวา่
ฝ่ินเป็นยารักษาโรคชนิดหน่ึง ต่อมากลายเป็นสิ่งเสพติดท่ีนิยมทว่ั ไปในสมยั รัชกาลท่ี 1-3 รัฐบาลถือวา่ ฝ่ิน
เป็นสินคา้ ตอ้ งหา้ มโดยทางการไดอ้ อกกฎหมายหา้ มซ้ือขาย แต่ไดม้ ีการลกั ลอบซ้ือขายสูบฝิ่นกนั อยา่ ง
มากมาย ในสมยั รัชกาลท่ี 4 รัฐบาลจงต้งั ใหม้ ีการเก็บภาษีฝิ่ น ท้งั น้ีภาษีฝิ่นท่ีจดั เก็บในคร้ังน้นั จดั เกบ็ ใน
ลกั ษณะภาษีผกู ขาดโดยใหผ้ กู ขาดเป็นรายเมืองเหมือนอากรสุรา ต่อมาไดม้ ีการยกเลิกการเสพและคา้ ฝ่ินโดย
เด็ดขาดในปี พ.ศ. 2502

ภาษปี ลาทูสด ปลาทู

จดั เกบ็ จากผทู้ ี่ไดร้ ับประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเป็นภาษีท่ีเกิดจากการประมูลของภาคเอกชน
และไดร้ ับสิทธิผกู ขาดจากรัฐบาล ต่อมาไดม้ ีการยกเลิกในปี พ.ศ. 2470

อากรมหรสพ

อากรประเภทน้ีมีจุดมงุ่ หมายเพือ่ จดั เก็บรายไดจ้ ากผจู้ ดั มหรสพ ซ่ึงมีรายไดด้ ีมากในสมยั น้นั อากรชนิดน้ีเร่ิม
มีการจดั เกบ็ มาต้งั แตส่ มยั พระนารายณ์มหาราช ซ่ึงเกบ็ จากการละเลน่ ตา่ งๆ และไดน้ ามาจดั เกบ็ ใหม่ในสมยั
รัชกาลท่ี 4 โดยอากรมหรสพเป็นอากรผกู ขาด นายอากรจะประมูลขอรับผกู ขาดจดั แสดงและนาส่งรายได้
ใหก้ บั รัฐ

อากรค่าน้าและอากรรักษาเกาะ

ในสมยั รัชกาลที่ 4 ไดม้ ีการนาการจดั เก็บอากรค่าน้า และอากรรักษาเกาะมาใชใ้ นการจดั เกบ็ อีกคร้ังหน่ึง
ท้งั น้ีเน่ืองจากผลของการยกเลิกการจดั เกบ็ ในสมยั รัชกาลที่ 3 ก่อใหเ้ กิดผลกระทบท่ีสาคญั คือ มีประชาชน
พากนั มาจบั ปลามากข้นึ ทาใหเ้ ป็นการทาลายพนั ธุ์ปลา และรัฐบาลตอ้ งสูญเสียรายไดอ้ นั พึงไดจ้ ึงไดม้ ีการนา
กลบั มาจดั เกบ็ อีกคร้ัง สาหรับรายละเอียดการจดั เก็บอากรท้งั 2 ประเภท มีดงั น้ี

- อากรค่านา้

เป็นการเรียกเกบ็ อากรจากการจบั ปลาในแมน่ ้าลาคลอง หนองบึง ทะเล อากรค่าน้า มีท้งั น้าจืดและน้าเคม็
สาหรับกรณีอากรค่าน้าเคม็ เป็นอากรผกู ขาด รัฐบาลจะออกกฎหมายกาหนดอตั ราอากรไวเ้ ป็นมาตรฐานตาม
ชนิดของเคร่ืองมือท่ีทามาหากิน

- อากรรักษาเกาะ เป็นการเก็บจากผหู้ าไข่จาระเมด็ (ไข่ฟองเต่าตนุ) บนเกาะในฝ่ังทะเลตะวนั ออก โดยอากร
ชนิดน้ีเป็นอากรผกู ขาด ผใู้ ดสามารถใหเ้ งินประมลู สูงสุดแก่รัฐ กจ็ ะไดร้ ับเป็นนายอากรดูแลผลประโยชน์
ของเกาะที่รับผกู ขาด การจดั เกบ็ อากรชนิดน้ีมีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ ผลจากการยกเลิกในรัชกาลท่ี 3 ทา
ใหเ้ ตา่ ตนุแถบชายฝ่ังทะเลถกู จบั ไปมากจนเกือบสูญพนั ธุ์ ในสมยั รัชกาลท่ี 4 จึงไดน้ ากลบั มาจดั เก็บใหม่
อยา่ งไรก็ดี ในแง่ของการบริหารการจดั เก็บ ในขณะน้นั มีการจดั เกบ็ ท่ีค่อนขา้ งกระจดั กระจาย มิไดอ้ ยใู่ น
หนา้ ท่ีการจดั เกบ็ ของหน่วยงานที่มีการจดั เกบ็ ภาษีอากรโดยตรง เช่น กรมพระคลงั มหาสมบตั ิ จดั เกบ็ ภาษี
น้ามนั มะพร้าว ภาษีเสา อากรบ่อนเบ้ีย อากรสวนนอกและอากรสวนใน ฯลฯ กรมพระกลาโหม จดั เกบ็ อากร
สุรากรุงเทพฯ ภาษีเหลก็ หล่อ อากรรังนก ฯลฯ กรมมหาดไทย จดั เก็บภาษีเรือโรงร้าน ภาษีละคร ภาษไี มไ้ ผ่
ฯลฯ กรมทา่ กลาง จดั เกบ็ อากรสมพดั สร พริกไทย อากรรักษาเกาะ ภาษีเบด็ เตลด็ ฯลฯ กรมทา่ ซา้ ยจดั เก็บ
ภาษีเกลือ กรมนาจดั เก็บอากรค่านา เป็นตน้

การจดั เกบ็ ภาษีอากรในสมยั รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)

ในสมยั รัชกาลท่ี 5 ไดม้ ีพระราชปรารภวา่ เงินภาษีอากรอนั เป็นผลประโยชนข์ องแผน่ ดิน จดั เก็บกนั ไมเ่ ป็น
ระเบียบกระจดั กระจายร่ัวไหลไปมากมาย ในปี พ.ศ. 2416 จึงไดต้ ราพระราชบญั ญตั ิสาหรับหอรัษฎากร
พพิ ฒั น์ จุลศกั ราช 1235 และไดโ้ ปรดเกลา้ ต้งั สาหรับหอรัษฎากรพิพฒั นข์ ้ึน เพ่อื เป็นสานกั งานกลางสาหรับ
เกบ็ เงินผลประโยชน์รายไดภ้ าษีอากรของแผน่ ดินมารวมไวใ้ นที่แห่งเดียว มิใหแ้ ยกยา้ ยกระจดั กระจายอยู่
ตามหน่วยงานตา่ งๆ ดงั ท่ีเคยเป็นมาแต่ก่อน ใหห้ น่วยงานราชการทกุ แห่ง นาส่งเงินผลประโยชนเ์ ขา้ สาหรับ
หอรัษฎากรพพิ ฒั น์เป็นรายไดแ้ ผน่ ดิน ใหม้ ีพนกั งานบญั ชีกลางสาหรับรวบรวมบญั ชีผลประโยชนแ์ ผน่ ดิน
และตรวจตราการเกบ็ ภาษี

อากรของหน่วยงานตา่ งๆใหเ้ ป็นไปอยา่ งรัดกุม ไม่รั่วไหลดงั แตก่ ่อน ซ่ึงนบั เป็นตน้ กาเนิดของ
กระทรวงการคลงั ในปัจจุบนั ต่อมาในปี พ.ศ. 2418ไดโ้ ปรดเกลา้ ใหต้ ราพระราชบญั ญตั ิกรมพระคลงั มหา
สมบตั ิ จุลศกั ราช 1237 ต้งั กรมพระคลงั มหาสมบตั ิ แยกงานการคลงั ออกจากงานการต่างประเทศ ซ่ึงเวลาน้นั
รวมกนั อยู่เป็นราชการในกรมทา่ และตอ่ มาในปี พ.ศ. 2433 ไดย้ กฐานะกรมพระคลงั มหาสมบตั ิ เป็น
กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ ตามพระธรรมนูญ หนา้ ท่ีราชการกระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิรัตนโกสินทร์
ศก 109

ในดา้ นการจดั เกบ็ ภาษี ไดโ้ ปรดใหเ้ ปล่ียนแปลงวธิ ีการเก็บภาษอี ากรเสียใหม่ จากระบบเจา้ ภาษนี ายอากร มา
เป็นทางราชการเป็นผเู้ ก็บเอง โดยในช่วงแรกไดท้ ดลองใหเ้ ทศาภิบาลบางแห่งจดั เกบ็ ภาษอี ากรเอง ปรากฏวา่
ไดผ้ ลดี สามารถจดั เกบ็ ภาษีอากร ไดเ้ พ่มิ ข้นึ กวา่ แต่ก่อนมาก จึงโปรดใหเ้ ลิกวิธีการเรียกประมูลรับเหมา
ผกู ขาดเกบ็ ภาษีอากรจากราษฎรโดยสิ้นเชิง และใหเ้ ทศาภิบาลเก็บเองเหมือนกนั หมดทุกมณฑล
ในดา้ นรายจ่าย พระองคไ์ ดท้ รงวางพิกดั อตั ราเงินเดือนให้แก่ขา้ ราชการตามตาแหน่งเป็นที่แน่นอนแทนเงิน
เบ้ียหวดั ที่จ่ายแต่เดิม และยงั พระราชทานเบ้ียบานาญแก่ขา้ ราชการ เพ่ือเป็นเครื่องเล้ียง เม่ือรับราชการไม่ได้
แลว้ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2439 พระองคไ์ ดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ีการจดั ทางบประมาณแผน่ ดิน
ข้ึนเป็นคร้ังแรกอนั เป็นแบบฉบบั ท่ีจะตอ้ งทางบประมาณแผน่ ดินข้ึน

นอกจากการปฏิรูปตามท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ยงั ไดท้ รงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯใหย้ กเลิกภาษชี นิดที่เป็นโทษแก่ราษฎร และภาษอี ากรบางประเภทท่ีทารายไดใ้ หก้ บั รัฐบาลไม่
มากนกั และเป็นภาระแก่คนยากจน เช่น ภาษีอากรภายใน อากรบอ่ นเบ้ีย เป็นตน้ (อากรบอ่ นเบ้ีย ไดม้ ีการ
ออกพระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยการเลิกอากรบ่อนเบ้ีย จ.ศ. 1249 (พ.ศ. 2430) โดยลดจานวนบอ่ นเบ้ียลงทุกปี
และ ในท่ีสุดก็เลิกไดห้ มดทงั่ ราชอาณาจกั ร เมื่อปี พ.ศ. 2460 ในสมยั รัชกาลที่ 6) สาหรับบทบญั ญตั ิของภาษี
อากรที่ไดม้ ีการตราข้นึ ในรัชสมยั น้ี เป็นเพียงการแกไ้ ขปรับปรุงภาษอี ากรท่ีมีอยเู่ ท่าเดิมน้นั มิไดม้ ีการเพ่ิม
ประเภทภาษีข้นึ ใหม่แต่อยา่ งใด

การจดั เกบ็ ภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)

รวมเงินผลประโยชน์ของแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหย้ กกรมสรรพากรใน และขา้ ราชการ
กรมสรรพากรใน ซ่ึงเดิมข้ึนอยกู่ บั กระทรวงนครบาล มาข้นึ อยใู่ นบงั คบั บญั ชากระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ
ต้งั แต่วนั ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นตน้ ไป และตอ่ มาในวนั ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458 ทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯใหย้ กกรมสรรพากรนอก ซ่ึงแตเ่ ดิมข้ึนอยใู่ นกระทรวงมหาดไทยมาข้นึ กบั กระทรวงพระคลงั มหา
สมบตั ิ และใหร้ วมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเขา้ เป็นกรมเดียวกนั เรียกวา่ กรมสรรพากร

นบั แตไ่ ดม้ ีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯให้รวมกรมสรรพากรเมื่อ วนั ที่ 2 กนั ยายน พ.ศ. 2458 จนถึง
พ.ศ. 2467 ไดม้ ีการปรับปรุงภาษีอากรอีกหลายอยา่ ง ภาษีอากรและคา่ ธรรมเนียมประเภทตา่ งๆที่อยใู่ นหนา้ ที่
กรมสรรพากรปฏิบตั ิจดั เก็บ ซ่ึงแยกออกตามแผนกต่างๆในกรมสรรพากรไดด้ งั น้ีคือ
- แผนกสรรพากร ไดแ้ ก่

1. อากรคา่ น้า
2. อากรคา่ นาเกลือ
3. อากรสมพดั สร
4. ค่าไร่ออ้ ย
5. คา่ ไร่ยาสูบ
6. คา่ สวนใหญ่
7. คา่ สวนจาก
8. คา่ ที่สวน
9. อากรตน้ ตาลโตนด

10. ค่าสรรพภาษภี ายใน
11. ค่าภาษขี าเขา้ ร้อยชกั สาม
12. คา่ ภาษขี าออกเบ็ดเสร็จ
13. คา่ ภาษขี า้ วขาออก
14. ค่าภาษโี รงร้าน
15. อากรจนั อบั
16. อากรฟองเต่าตนุ
17. อากรรังนกอีแอน่
18. ค่ารัชชูปการ
19. คา่ จาหน่ายใบลาน
20. คา่ อนุญาตฆ่าสัตว์
21. อากรการพนนั
22. ค่าธรรมเนียมสวนใหญ่
23. คา่ ธรรมเนียมศลุ กากร
24. อากรการพนนั
25. คา่ เช่าของหลวง
26. ค่าขายแบบพิมพ์
27. ค่าเบด็ เตลด็

- แผนกมหาดไทยนครบาล ไดแ้ ก่

1. คา่ ธรรมเนียมอาเภอ
2. คา่ ธรรมเนียมอาวธุ
3. ค่าธรรมเนียมจุดดอกไมเ้ พลิง
4. ค่าธรรมเนียมโรงรับจานา
5. ค่าธรรมเนียมสัญจรโรค
6. คา่ ภาษีรถเกวียน
7. ค่าใบอนุญาตคนขบั

8. คา่ จาหน่ายของหลวง
9. คา่ เช่าตา่ งๆ
10. ค่าปรับละเมิดกฎหมาย
11. คา่ นาเรือผา่ นทานบ
12. คา่ เบด็ เตลด็ ฯลฯ

- แผนกเกษตร ไดแ้ ก่

1. ค่าธรรมเนียมหวงหา้ มที่ดิน
2. คา่ ธรรมเนียมซ้ือขายที่ดิน
3. คา่ ธรรมเนียมประตูน้า
4. คา่ ธรรมเนียมกรมราชโลหกิจ
5. คา่ เบด็ เตลด็
6. คา่ ภาคหลวงไม้
7. ค่าอนุญาตตดั หวาย
8. อากรป่ าผ้ึง
9. ค่าปรับไม้
10. ค่าเผาตา่ งๆ
11. คา่ อนุญาตตดั ไม้
12. ค่าอนุญาตเจาะเผาตน้ ยาง ฯลฯ

- แผนกพระคลงั มหาสมบตั ิ ไดแ้ ก่

1. ค่าจาหน่ายฝ่ิน
2. คา่ ธรรมเนียมพเิ ศษฝ่ิน
3. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

4. ค่าเบด็ เตลด็
5. ค่าธรรมเนียมตม้ กลน่ั สุรา
6. คา่ ปรับสุรา
7. คา่ เช่าต่างๆ

- แผนกกรมตรวจเงินแผน่ ดิน ไดแ้ ก่

1. คา่ เช่าท่ีดิน
2. ค่าเช่าติดบา้ นโรงร้าน
3. คา่ เช่าตลาด
4. คา่ เช่าแผงลอย
5. ค่าเช่าทา่ เรือจา้ ง
6. คา่ เช่าท่าเรือจอด
7. ค่าดอกเบ้ียค่าเรือจา้ ง
8. ค่าเช่าเบด็ เตลด็
9. ค่าจาหน่ายของหลวง

- แผนกกลาโหม ไดแ้ ก่

1. คา่ ใบอนุญาตทหารหาบ
2. คา่ ภาคหลวงชา้ ง
3. คา่ อนุญาตจบั ชา้ ง
4. ค่าเบด็ เตลด็

การจดั เก็บภาษีอากรในสมยั รัชกาลที่ 7 เป็นตน้ มาจนถึงปัจจุบนั (พ.ศ. 2468 - ปัจจุบนั )

แต่เดิมในตอนตน้ รัชกาลท่ี 7 การจดั เก็บภาษีอากรยงั คงคลา้ ยคลึงกบั ในสมยั ก่อน ภายหลงั จากท่ีคณะราษฎร์
ไดม้ ีการปฏิรูปการปกครองแผน่ ดิน ในปี พ.ศ. 2475 ไดม้ ีการออกพระราชบญั ญตั ิในการจดั เก็บภาษขี ้นึ ใหม่
ดงั น้ี

1. พระราชบญั ญตั ิภาษีเงินเดือน พ.ศ. 2475
2. พระราชบญั ญตั ิภาษเี งินได้ พ.ศ. 2475
3. พระราชบญั ญตั ิภาษีการคา้ พ.ศ. 2475
4. พระราชบญั ญตั ิอากรแสตมป์ พ.ศ. 2475
5. พระราชบญั ญตั ิภาษโี รงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475
6. พระราชบญั ญตั ิภาษีการธนาคารและประกนั ภยั พ.ศ. 2476
7. พระราชบญั ญตั ิภาษีอากรมรดกและอากรทางรับ มรดก พ.ศ. 2476

แตก่ ฎหมายในการจดั เก็บเกี่ยวกบั ภาษอี ากรในขณะน้นั ยงั มิไดม้ ีการรวบรวมเขา้ เป็นฉบบั เดียวกนั ไดม้ ีการ
แยกการจดั เกบ็ ออกเป็นตามพระราชบญั ญตั ิขา้ งตน้ ตอ่ มารัฐบาลในขณะน้นั มีนโยบายนาลทั ธิชาตินิยมมา
ใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการผลกั ดนั การพฒั นาเศรษฐกิจและไดเ้ นน้ ใหป้ ระชาชนเห็นความสาคญั ของภาษีดว้ ย
การกาหนดใหเ้ ป็นหนา้ ที่ของประชาชนไวใ้ นรัฐธรรมนูญ รวมท้งั อนั ตรายท่ีอาจเกิดข้นึ จากการปลอ่ ยให้
กิจกรรมทางเศรษฐกิจตกอยใู่ นมือของตา่ งชาติ รวมท้งั ไดม้ ีการวางแนวทางในการจดั เกบ็ ภาษตี าม
ความสามารถในการเสียภาษีของประชาชน กาหนดรูปแบบภาษสี มยั ใหม่โดยมีเทคนิคและวธิ ีการคานวณ
เป็นแบบสมยั ใหม่ ซ่ึงไดแ้ ก่การกาหนดฐานการคานวณภาษี อตั ราภาษี วิธีการคานวณ การใหห้ กั ค่าใชจ้ ่าย
ค่าลดหยอ่ น ฯลฯ ไดม้ ีการรวบรวมกฎหมาย การจดั เกบ็ เป็นหมวดหมูบ่ รรจุไวเ้ ป็นกฎหมายประมวลรัษฎากร
ฉบบั ปี พ.ศ. 2481 ท้งั น้ี โดยกระทรวงการคลงั ได้มกี ารออกพระราชบญั ญตั ิให้ใช้บทบัญญัติ แห่งประมวล
รัษฎากร พ.ศ. 2482 เป็ นต้นไป และตามพระราชบญั ญตั ินี้ได้มีการให้ยกเลกิ กฎหมายภาษีอากรหลายฉบบั คือ

1. พระราชบญั ญตั ิรัชชูปการ พ.ศ. 2468
2. พระราชบญั ญตั ิลกั ษณะเก็บเงินคา่ นา ร.ศ. 119
3. พระราชบญั ญตั ิลกั ษณะการเกบ็ ภาษีคา่ ท่ีไร่ออ้ ย พ.ศ. 2464
4. พระราชบญั ญตั ิเปลี่ยนวธิ ีเก็บภาษยี า ร.ศ. 119
5. ประกาศพระราชทานยกเลิกอากร สวนใหญค่ า้ งเก่าและเดินสารวจตน้ ผลไมใ้ หมส่ าหรับเก็บเงิน

อากรสวนใหญ่ ร.ศ. 130
6. พระราชบญั ญตั ิภาษเี งินได้ พ.ศ. 2475
7. พระราชบญั ญตั ิภาษกี ารคา้ พ.ศ. 2475
8. พระราชบญั ญตั ิภาษีการธนาคารและการประกนั ภยั พ.ศ. 2476
9. บรรดาพิกดั อตั รา ขอ้ บงั คบั กฎ ประกาศ และบทกฎหมายอ่ืนซ่ึงออกเพื่อแกไ้ ขเพิ่มเติมหรือ

ดาเนินการตามกฎหมายดงั กล่าวขา้ งตน้
10. พระราชบญั ญตั ิอากรแสตมป์ พ.ศ. 2475 สาหรับภาษอี ากรที่อยใู่ นบงั คบั จดั เกบ็ โดยตรง และอยใู่ น

ความควบคุมของกรมสรรพากรในขณะน้นั มีดงั น้ีคอื

- ภาษตี ามประมวลรัษฎากร ไดแ้ ก่

1. ภาษเี งินได้
2. ภาษกี ารธนาคารและการประกนั ภยั
3. ภาษโี รงคา้
4. อากรแสตมป์
5. อากรมหรสพ
6. เงินช่วยบารุงทอ้ งท่ี
7. เงินช่วยการประถมศึกษา

- ภาษีอากรตามกฎหมายอื่น ไดแ้ ก่

1. พระราชบญั ญตั ิอากรฆา่ สตั ว์
2. พระราชบญั ญตั ิอากรรังนกอีแอน่
3. พระราชบญั ญตั ิอากรค่าน้า
4. ประกาศจดั เกบ็ ภาษีเรือ โรงร้าน ตึก แพ
5. พระราชบญั ญตั ิอากรมรดก

พระราชบญั ญตั ิภาษโี รงเรือนและท่ีดิน คร้ันเมื่อวนั ท่ี 8 ธนั วาคม พ.ศ. 2485 ไดเ้ กิดสงครามมหาเอเชียบรู พา
ข้ึน และในระหวา่ งน้นั รัฐบาลจาเป็นจะตอ้ งใชเ้ งิน จึงไดม้ ีการออกกฎหมายเพื่อใหม้ ีการจดั เก็บภาษนี ามา
ช่วยชาติในยามคบั ขนั หลายประเภทคือ

- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติการประถมศึกษา
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติภาษีโรงคา้
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติจากการซ้ือขา้ ว
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติอากรแสตมป์
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติอากรมหรสพ
- พระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติอากรโรงแรม ภตั ตาคาร

เมื่อสงครามโลกสงบลงในปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลไดป้ ระกาศยกเลิกพระราชบญั ญตั ิเงินช่วยชาติท้งั หมด โดย
ไดเ้ ปลี่ยนแปลงเป็นภาษกี ารซ้ือขา้ ว ภาษกี ารซ้ือน้าตาล ภาษีโรงแรมและภตั ตาคารรวมอยใู่ นส่วนหน่ึงของ
ประมวลรัษฎากร นบั แตน่ ้นั มา ไดม้ ีการแกไ้ ขเปล่ียนแปลงประมวลรัษฎากรหลายคร้ัง โดยคร้ังสาคญั ในปี
พ.ศ. 2496ไดม้ ีประกาศใช้ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เติมประมวลรัษฎากร (ฉบบั ที่ 10) พ.ศ. 2496 แกไ้ ขหลกั การ
จดั เกบ็ จากเดิมอยา่ งมากมาย โดยไดย้ กเลิกภาษโี รงคา้ ภาษีการซ้ือขา้ ว ภาษกี ารซ้ือน้าตาล ภาษีโรงแรมและ

ภตั ตาคาร ภาษีธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการะประกนั ภยั และไดจ้ ดั เก็บภาษีอากรประเภท
ใหญ่ๆ ดงั น้ีคือ

1. ภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา

2. ภาษีเงินไดน้ ิติบคุ คล

3. ภาษีการคา้

4. อากรมหรสพ

5. ภาษปี ้าย

6. อากรแสตมป์

7. ภาษีบารุงทอ้ งท่ี

8. ภาษีการซ้ือโภคภณั ฑ์

โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ภาษีการคา้ ไดว้ างหลกั การจดั เกบ็ จากรายรับหรือจากยอกการขายทุกทอด (Multiple
Stages Tax) และภาษีการซ้ือโภคภณั ฑ์ จดั เกบ็ จากสินคา้ ฟ่ ุมเฟื อยบางประเภท ซ่ึงมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกบั
Purchase Tax ของประเทศองั กฤษ นบั วา่ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลกั การจดั เกบ็ ภาษอี ากรคร้ังสาคญั ของ
ประเทศไทย

กฎหมายประมวลรัษฎากร ไดถ้ ูกแกไ้ ขปรับปรุงใหส้ อดคลอ้ งกบั การพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศอยา่ ง
ต่อเน่ือง โดยคร้ังหลงั สุดในปี พ.ศ. 2535 รัฐบาลไดเ้ ร่ิมนาระบบภาษมี ลู ค่าเพิ่ม และภาษธี ุรกิจเฉพาะมาใชใ้ น
การจดั เก็บแทนภาษกี ารคา้ ท่ีมีปัญหาการจดั เก็บที่ซ้าซอ้ นไมเ่ ป็นธรรม และไม่สนบั สนุน ต่อภาคการส่งออก
ของประเทศ ในขณะเดียวกนั ไดม้ ีการแกไ้ ขเพ่ิมเติมการให้หกั คา่ ใชจ้ ่าย ค่าลดหยอ่ นภาษเี งินไดบ้ ุคคล
ธรรมดา การปรับปรุงอตั ราการจดั เกบ็ ภาษเี งินไดน้ ิติบคุ คลใหส้ อดคลอ้ งกบั การพฒั นาเศรษฐกิจ
ภายในประเทศมาอยา่ งต่อเน่ือง เป็นตน้ โดยการปรับปรุงแกไ้ ขประมวลรัษฎากรน้นั มีท้งั การยกเลิกภาษที ่ี
ไม่เหมาะสม การเพิม่ ภาษีประเภทใหม่ข้นึ และการแกไ้ ขเพ่มิ เติมขอ้ ความเดิมใหท้ นั สมยั และรัดกมุ ยงิ่ ข้ึน จน
ในปัจจุบนั มีกฎหมายภาษอี ากรและภาษอี ากรท่ีอยใู่ นความรับผดิ ชอบของกรมสรรพากร ดงั น้ี

- พระราชบัญญตั ใิ ห้ใช้บทบัญญตั ิแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 มีภาษีอากรประเภทต่างๆตามประมวล
รัษฎากร ดังนี้

1. ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

2. ภาษีเงินไดน้ ิติบุคคล

3. ภาษีมลู ค่าเพม่ิ

4. ภาษธี ุรกิจเฉพาะ

5. อากรแสตมป์ ตึกสูงในยา่ นธุรกิจ

- ภาษีอากรตามกฎหมายอ่ืนไดแ้ ก่

1. พระราชบญั ญตั ิอากรรังนกอีแอน่ พ.ศ. 2482 กาหนดใหจ้ ดั เก็บอากรรังนกอีแอ่น

2. พระราชบญั ญตั ิภาษีเงินไดป้ ิ โตรเลียม พ.ศ. 2514 กาหนดใหจ้ ดั เกบ็ ภาษีเงินไดป้ ิ โตรเลียม


Click to View FlipBook Version