The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-07-18 02:33:18

Selling Hitlerเกิบเบิลส์คิด ฮิตเลอร์ทำ ศาสตร์นาซีและทฤษฎีแห่งการชวนเชื่อ

นักสัญจรบนหน้ากระดาษ
ผู้แสวงหาความรู้และภูมิปัญญามาบรรณาการนักอ่าน


เกิบเบิลส์คิด ฮิตเลอร์ท�ำ: ศำสตร์นำซีและทฤษฎีแห่งกำรชวนเชื่อ
SELLING HITLER: Propaganda and the Nazi Brand
นิโคลัส โอ’ชอเนสซี เขียน
สรศักดิ์ สุบงกช แปล
รำคำ 495 บำท

First published in the United Kingdom in 2016 by
C. Hurst & Co. (Publishers) Ltd.,
41 Great Russell Street, London, WC1B 3PL
© Nicholas O’Shaughnessy, 2016
ALL RIGHTS RESERVED.
Thai translation copyright © 2023 by Gypsy Publishing Co., Ltd.

© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์

ข้อมูลทำงบรรณำนุกรมของส�ำนักหอสมุดแห่งชำติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
โอ’ชอเนสซี, นิโคลัส.
เกิบเบิลส์คิด ฮิตเลอร์ท�า ศาสตร์นาซีและทฤษฎีแห่งการชวนเชื่อ = Selling Hitler:
Propaganda and the Nazi Brand.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
535 หน้า.
1. พรรคนาซี -- โฆษณา. 2. นาซี I. สรศักดิ์ สุบงกช, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.
324.23
isbn 978-616-301-781-9
บรรณำธิกำรอ�ำนวยกำร : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณำธิกำรบริหำร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ที่ปรึกษำฝ่ำยต่ำงประเทศ : ศิริธาดา กองภา
บรรณำธิกำรเล่ม : วันวิสา เขตรดง
กองบรรณำธิกำร : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา
อันโตนิโอ โฉมชา ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน
เลขำกองบรรณำธิกำร : จตุพร นาคใหม่
พิสูจน์อักษร : Jojo Pumpkin
รูปเล่ม : เปมิกา ตันติทวีโชค
ออกแบบปก : Chalermpun P.
ผู้อ�ำนวยกำรฝ่ำยกำรตลำด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดกำรฝ่ำยกำรตลำด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดกำรทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จ�ากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจ�ำหน่ำยโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ากัด เลขที่ 37/145 รามค�าแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจ�านวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา ส�านักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939


SELLING



HITLER

Propaganda and the Nazi Brand











เกิบเบิลสคิด

ฮิตเลอร์ท�ำ

ศาสตร์นาซีและทฤษฎีแห่งการชวนเชื่อ








นิโคลัส โอ’ชอเนสซี เขียน

สรศักดิ์ สุบงกช แปล



ค�าน�าส�านักพมพ ์







“...โอม...จะเป่าคาถามหาระรวย ดลหัวใจคนสวยให้มาหลง

เสน่ห์…”
แน่นอนว่าเจ้าแห่งเผด็จการนาซีอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ได้ร้อง





เพลงน้เพ่อมัดใจมหาชนชาวเยอรมันในช่วงสงครามโลกคร้งท่ 2 แต่
แล้วอะไรกันท่อดีตทหารผ่านศึกชาวออสเตรียใช้เป็นเคร่องมือสาคัญใน




การปลุกปั่นกระแสสังคมท่บอบชาจากความพ่ายแพ้อย่างน่าอัปยศ จน


สามารถผลักดันตัวเองขึ้นเป็น ฟือเรอร์ (Führer) หรือ ท่านผู้น�าสูงสุดของ
ประเทศในยามคับขันได้
อย่างท่ทราบกันดีว่า จิตวิทยาเป็นสิ่งส�าคัญอย่างย่งในเกมการเมือง





คร้งน้ของเยอรมัน แต่จะทาอย่างไรเพ่อปลุกจิตวิญญาณความ รักชาติย่ง ิ

ชีพ ที่หลับใหลของชาวเยอรมันให้ลุกฮืออย่างพร้อมเพียงกันอีกครั้ง แล้ว



พาคนในชาตหวนคืนส่ความร่งโรจน์แห่ง จักรวรรดโรมนอนศกดสทธ ์ ิ







(Holy Roman Empire) สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ของฮิตเลอร์ และทุกสิ่ง




จะเกดข้นไม่ได้หากไร้ซึ่งนกประชาสัมพนธ์ตวฉกาจอย่าง โยเซฟ เกิบ-










เบลส ผเปรยบเสมือนคนวางรากฐานระบบแนวคดตางๆ ใหแกพรรคนาซี





ู้
เยอรมัน การเชือในตวผนาอยางไรขอกงขา ความเกลยดชังในชาวยว รวม







ถงสารพดแนวคดล้างสมองอนน่าทง ชนดทสามารถสบถออกมาได้ว่า









“แบบน้ก็ได้เหรอ?” ประเด็นท้งหมดเหล่าน้ล้วนถูกตีแผ่ในหนังสือ Selling
Hitler: Propaganda and the Nazi Brand ที่น่าสนใจอย่างมีนัยส�าคัญ
ด้วยสานวนการแปลท่ดุดัน เข้มข้น ตรงประเด็น ของ สรศักด์ สุบงกช




นักอ่านจึงมั่นใจได้ในความสนุก น่าติดตามของเน้อหาภายในเล่ม และ
เพื่อคงไว้ซึ่งอรรถรสในการอ่าน ต้นฉบับเล่มนี้จึงใช้การถอดเสียงค�าศัพท์

บางคาตามแบบภาษาต้นทาง ท้งเยอรมัน ฝร่งเศส และอิตาลี ตามลาดับ



เช่น กรุงแบร์ลีน (เบอร์ลิน) โฟล์ค ชทวร์ม (โฟล์ค สตอร์ม) ดังคีร์ก (ดันเคิร์ก)
นโปเลอ็อง (นโปเลียน) เรอเนซ็องซ์ (เรเนซองส์) ฟาสชิสม์ (ฟาสซิสม์)
ยิปซีขอพานักอ่านท่รักทุกท่านไปค้นลึกถึงเบ้องหลังของสุดยอด



แนวคิด การชักจูงให้เหมือนไม่ชักจูง ตามแบบฉบับของผู้นานาซี ใน Sell-
ing Hitler: Propaganda and the Nazi Brand เกิบเบิลส์คิด ฮิตเลอร์ท�า!



ด้วยความปรารถนาดี
ส�ำนักพิมพ์ยิปซี


ค�ำน�ำผู้แปล









สงครามโลกคร้งท่ 1 คือผลพวงขององค์ประกอบหลายอย่าง ท้ง



การปฏิวัติอุตสาหกรรมท่ส่งผลต่อเน่องมาจนทาให้ชาติอุตสาหกรรมต้อง

แย่งตลาดเพ่อกระจายสินค้า ท้งแนวความคิดแบบอาณานิคมท่ทาให้




ชาติใหญ่รุกรานชาติท่อ่อนแอกว่า และแนวความคิดแบบชาตินิยมสุด




โต่งท่ทาให้ผู้คนในชาติท่มีเกียรติประวัติมาแต่อดีต รู้สึกภูมิใจในความ
เป็นชาติของตนอย่างแรงกล้าจนกลายเป็นความหลงชาติ ซึ่งเป็นเสมือน
เชื้อปะทุที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น หลังจากเยอรมันที่เคยผยอง
จากวัฒนธรรมทางทหารอันเกรียงไกรแต่คร้งอดีตต้องพ่ายแพ้อย่าง

หมดรูป กองทัพถูกจ�ากัดกาลังทหารและยุทโธปกรณ์ ต้องเสียดินแดนท ี ่


เคยครอบครองกับต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้กับชาติผู้ชนะ ท่ร้าย
หนักกวานนคอสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดจากเศรษฐกจตกตาช่วงหลง











สงคราม เกิดข้วความคิดทางการเมืองข้นแย่งชิงอานาจกันจนประเทศ
เยอรมนีระส�่าระสาย
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ท�าให้คนเยอรมันเกิดความคิดร่วมกันว่าต้อง เอา
คืน” ให้ได้ เยอรมนีต้องกลับมาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งเช่นในสมัย

ของฟรดริคมหาราช ยคแห่งการเดนหมากคทางการเมืองอย่างชาญ



ฉลาดของออตโต ฟอน บิสมาร์ค ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นคน
เยอรมันพร้อมอยู่แล้วท่จะแก้เผ็ดผู้ชนะท่พวกตนคิดว่าเล่นไม่ซื่อ ขาดอย ู่






อย่างเดียวคือศูนย์รวมจิตใจท่จะนาพาคนท้งชาติเข้าต่อตีเพ่อช่วงชิงเอา

เกียรติภูมิอันเคยโชติช่วงกลับคืนมา คนคนน้นต้องรวมใจชาวเยอรมันได้






ชะงัด ต้องส่งคนท้งชาติได้ว่าจะให้ไปลงนรกหรือข้นสวรรค์ท่ไหน ต้องเด็ด
ขาดพอท่จะให้คามั่นสัญญาท่ทาได้จริงไม่ว่าจะโหดร้ายหรือน่าสยดสยอง




แค่ไหน ขอเพียงอย่างเดียวคือเยอรมันต้องยิ่งใหญ่ เยอรมันต้องกลับมา
เป็น จักรวรรดิ” อีกครั้ง ไม่ใช่ประเทศง่อยๆ อย่างที่เป็น
แล้วชื่อหนึ่งก็ปรากฏขึ้น “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” อดีตลูกชายเสมียนรัฐ
จนๆ ที่เคยคิดจะเป็นจิตรกร เข้ารบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วบาดเจ็บ
จนได้เหรียญกางเขนเหล็กชั้น 1 จากการถูกแก๊สพิษในแนวรบ เขามีองค์

ประกอบทุกส่งท่ตรงกับคุณสมบัติของ “ผู้ถูกเลือกสรรแล้ว” ว่าให้มากอบ


กู้ศักด์ศรีของประเทศเยอรมนีของชาวเยอรมัน แม้จะเป็นชาวออสเตรีย
จากหมู่บ้านเล็กๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จัก แต่สไตล์ของฮิตเลอร์นั้นได้ใจชาว

เยอรมัน มันคือสไตล์ที่ “ตะโกน” ออกมาดังๆ ส�าหรับผู้พบเห็นว่าเขาคือ



คนเยอรมันท้งชีวิตจิตใจและเลือดเน้อ การปราศรัยทุกคร้งมีผู้เข้าฟัง
เนืองแน่นประดุจร็อกคอนเสิร์ตในปัจจุบัน ผู้เลื่อมใสจะชูมือขวาขึ้นแล้ว
เปล่งเสียง “ซีก...ไฮล์!” อย่างกระหึ่มพร้อมเพรียงกันด้วยใจพองโต ทุกสิ่ง
ท่มาจากฮิตเลอร์และพรรคนาซีคือความหวังอันโชติช่วงของเยอรมันใหม่


เยอรมนีท่เหนือกว่าทุกชาติ ไม่ว่าจะเป็นเพลงปลุกใจ เครื่องแบบทหารอัน
สวยหรู เหรียญตราอันเงาวับและงามสง่า ธงทิวรูปนกอินทรีและเครื่อง

หมายสวัสดิกะอันบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรทางทหารของชาติที่
“เหนือกว่าชาติใด” เรื่องราวของชาติพันธุ์ที่เกิดมาเพื่อ “ครองโลก” อุบัติ

ขึ้นเพื่อเป็นนายของโลก


ท้งหมดน้จะเกิดข้นไม่ได้หากไม่ถูกสร้างข้นโดยฮิตเลอร์ และมัน




สมองของพรรคอย่างโยเซฟ เกิบเบิลส์ นักจิตวิทยาคู่ใจผู้มองการณ์ไกล

และเป็นต้นกาเนิดของความคิดแทบจะท้งหมด หรือเปรียบได้ง่ายๆ

ว่า “เกิบเบิลส์คิด ฮิตเลอร์ท�า” สังคมใหม่ของนาซีเพื่อการแก้แค้นและ
สร้างจักรวรรดิเยอรมันขึ้นใหม่นี้ ต้องเป็นสังคมใหม่ทั้งหมด ต้องเปลี่ยน

ประเทศเยอรมนี เปลี่ยนความคิดของคนเยอรมันเพ่อให้ได้สังคมของ
คนชาติพันธุ์ใหม่ เพื่อให้ได้คนรุ่นใหม่ที่จะปฏิบัติตามการชี้น�าของพรรค
นาซีของฮิตเลอร์และเกิบเบิลส์โดยไม่ต้งคาถาม รักเยอรมนีเหมือนชีวิต


จิตใจและรักอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เหมือนพ่อบังเกิดเกล้า สังคมใหม่น้จะถูก

ขับเคล่อนด้วยสัญลักษณ์ใหม่ๆ อันทรงพลังท้งนกอินทรี เคร่องหมาย



เอส.เอส. (SS) เครื่องหมายสวัสดิกะ และต�านานที่ถูกตีขลุมสร้างขึ้นใหม่



เพ่อเปลียนคนเยอรมันใหเป็นประชากรในรัฐใหม่ตามทนาซีต้องการ เสรม







ความเชือในเรืองราวและตานานใหหนักแน่นขนด้วยชัยชนะทางการเมือง




และสงครามในช่วงแรกๆ อันเป็นชัยชนะท่มาเพ่มความขลังให้กับฮิตเลอร์


ซึ่งจะเปล่ยนสภาพจากมนุษย์ไปเป็นเทพท่พูดอะไรใครก็ฟัง แม้แต่พวก

นายพลท่เคยดูถูกเขาว่าเป็น “ไอ้สิบโทซ�าเหมาจากออสเตรีย” ก็ยังต้อง
เงียบ แล้วปฏิบัติตามค�าสั่งของ “ท่านผู้น�า” โดยไร้เงื่อนไข
เบื้องหลังของเรื่องราวการสร้างจักรวรรดิเยอรมันใหม่ดังที่กล่าวมา
ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มน้แล้ว โดยผู้เขียนได้วิเคราะห์และพรรณนา



เน้อความได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะทาให้เข้าใจได้ถึงกายวิภาคของรัฐเผด็จการ
ว่ามันคลาสสิก มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่สมัยโรมันเรืองอ�านาจ
จนถึงยุคสมัยของวลาดิมีร์ ปูติน จงท�าความเข้าใจกับหนังสือเล่มนี้ให้ได้
แล้วจะเข้าใจได้ถึงความเลวร้ายของรัฐเผด็จการท่กระทาต่อประชาชน












เสมือนเป็นเหยอ เพยงเพอให้บรรลวตถประสงค์ของคนกล่มเลกๆ ผ้ ู
ครองอ�านาจเท่าน้น และร้อยท้งร้อยคือการนาพาประเทศชาติไปสู่ความ



หายนะ ไม่มีสิ่งใดน้อยกว่านี้อีก
หากจะเปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า Selling Hitler น้คือ


คู่มือทางความคิดท่จะทาให้เรารู้เท่าทันความคิดของผู้ปกครองรัฐท่เป็น


เผด็จการ ได้รู้ถึงกลวิธีการกล่อมเกลาความคิด ได้เข้าใจถึงการสร้าง
สัญลักษณ์ท่ส่อความคิดได้ลึกกว่าคาพูด การประดิดประดอยถ้อยคา




เพื่อใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อชี้น�าความคิดให้คล้อยตามผู้น�า รู้ถึงความคิด
ด้านชาติพันธุ์อันน�าไปสู่การสังหารผลาญชีวิตครั้งส�าคัญ อย่างที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ รวมถึงกลไกการ “ปั่น” การปิดหูปิดตา
ประชาชนแล้วป้อนข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อให้เชื่อและคล้อยตาม
เม่อรู้แล้วจะได้ไม่ตกเป็นเหย่อ ไม่ต้องเสียใจในภายหลังเมื่อรู้ว่า



ตนเองคือผู้มีส่วนในการสร้างปีศาจร้ายให้เติบใหญ่ข้น ฮิตเลอร์และพรรค
นาซีเป็นแบรนด์ การโฆษณาชวนเชื่อ การใช้กลยุทธ์ทางการตลาด และ
โหมประโคมความคิดเพียงด้านเดียวต่อเหย่อก็เปรียบเสมือนกลยุทธ์การ

ตลาดที่ท�าให้แบรนด์ “นาซี” นี้ติดตลาด เป็นแบรนด์ที่คนนิยมซื้อและใช้

เพียงแต่ต่างจากการตลาดท่เรารู้จักกัน ตรงท่ว่าผู้รับสาร (หรือซื้อ) ใน

การตลาดปกติคือลูกค้า แต่ผู้รับสาร (หรือถูกยัดเยียด) จากรัฐเผด็จการ
นั้นคือเหยื่อ
ความรู้คืออาวุธ และความรู้เท่าทันคืออาวุธร้ายแรง ขอให้ทุกท่าน

จงติดอาวุธให้กับสติปัญญาของตนเองด้วยหนังสือเล่มนี้ครับ


สรศักดิ์ สุบงกช


สารบัญ









อำรัมภบท 13

กล่ำวน�ำ 19


ภำค 1
กำรพรรณนำและทฤษฎี





บทท 1 : การโฆษณาชวนเชื่อของจักรวรรดิเยอรมันท่ 3 (1920-1939) :

จักรวรรดิเยอรมันในอุดมคติ 43

บทท 2 : การโฆษณาชวนเชื่อของจักรวรรดิเยอรมันท่ 3 (1939-1945) :


ภาพลวงแห่งสวรรค์ของวีรบุรุษ 109
บทที่ 3 : แนวคิดด้านการชักจูงของนาซี:
เสียงกรีดร้องจากเบื้องลึกของลัทธิฟาสชิสม์ 193


ภำค 2

สำมองค์ประกอบส�ำคัญแห่งกำรโฆษณำชวนเชื่อ


บทที่ 4 : ต�านาน: ก�าเนิดจักรวรรดิเยอรมันที่ 3 263
บทที่ 5 : ความคิดเชิงสัญลักษณ์:
การสื่อความหมายที่ล�้าลึกกว่าภาษา 399

บทที่ 6 : วาทศิลป์: ค�าพูดที่ครอบง�าความคิด 475


บทส่งท้าย: 521

โฆษณาชวนเชื่อ: สัจธรรมของศาสตร์ที่น�าไปใช้ในทางที่ผิด


อำรัมภบท











ประชาธปไตยคือรูปแบบการเมืองใหม่ในประวัติศาสตร์โลก ใหม่ต่อ


คาถามด้านความอยู่รอด ต่อการดารงอยู่ในระยะยาว เมื่อมันถูกบิดเบือน

ได้โดยใครก็ตามท่ไม่ได้รักประชาธิปไตย เมื่อคนท่ชักจูงเก่งสามารถสยบ

ข้อโต้แย้งแล้วเปลี่ยนกระแสสังคมให้กลายเป็นสินค้าเหมือนของอ่นๆ ได้




เมื่อจิตสานึกผิดๆ ได้ถูกปลุกข้นมา อันปรากฏชัดในเร่องราวของอดอล์ฟ
ฮิตเลอร์
เป็นเวลาหลายปีท่ผมได้ศึกษากลวิธีการชักจูงโน้มน้าวจากโฆษณา

ต่างๆ เขียนเป็นหนังสือเล่มแรกคือ ปรากฏการณ์แห่งการตลาดทางการ

เมือง (Phenomenon of Political Marketing) ในปี 1990 ซ่งประจักษ์

ชัดต่อตัวเองในขณะน้นว่า การตลาด ไม่ใช่แค่การอุปมา เปรียบเทียบ


แต่เป็นมุมมองท่สัมพันธ์กันและมีประโยชน์ เป็นวิธีท่จะตีความการเมือง
และรัฐบาลของสหรัฐฯ เอง ความสนใจด้านนี้น�าไปสู่ความสนใจทั่วๆ ไป


มากข้นในด้านการส่อสารเพ่อการเมือง โดยเฉพาะในรูปแบบท่หลาก


หลายข้นของการถกเถียงหาข้อยุติ จนถึงความพยายามด้านความคิดท ่ ี

จะปรับเปลี่ยนค�าว่าโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เสียใหม่ทั้งในด้าน

13

SELLING HITLER



แนวความคิดและการศึกษา งานชิ้นน้นมีการอธิบายขยายความ และ

พัฒนาการตลาดทางการเมืองไปสู่การแบ่งขอบเขตท่สัมพันธ์กัน ด้วยการ

เน้นหนักด้านอารมณ์และการใช้สัญลักษณ์ ดังน้นจึงต้องใช้เวลา ก่อนท ี ่

ผมจะแจกแจงรายละเอียดของเรื่องราวท่ถือว่าไม่ค่อยสร้างสรรค์นักของ
ท้งด้านการตลาดและการโฆษณาชวนเชื่อท่ปรากฏในจักรวรรดิเยอรมันท ่ ี


3 (Third Reich) เป็นความเลวร้ายที่ผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้หากไร้ซึ่งแนว


ความคิดท่เป็นหัวใจของมัน ความเก่งกาจด้านการชักจูงน้นอธิบายได้ถึง
การข้นครองอ�านาจ ท่ยึดและย้อมันไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัวและความ





โหดร้ายอย่างถึงท่สุด การศึกษาเร่องน้ไม่ได้เกิดข้นจากความสนใจในแนว


ความคิดแบบนาซีเป็นหลัก แต่เพราะระบอบฮิตเลอร์นั้นแสดงให้เห็นถึง



การใช้ท้งการตลาดและการโฆษณาชวนเชื่อท่ไม่ได้เป็นแค่สาระสาคัญ
ของรัฐบาล แต่ในที่นี้คือเป็นบริบทอันเป็นเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์
ทีเดียว หลักความคิดแบบนาซีน้นพูดง่ายๆ ว่าเป็นการต่อสู้ทางการเมือง




คร้งสาคัญในประวัติศาสตร์ มันจึงเป็นท่น่าสนใจส�าหรับผู้ศึกษาในด้านน ้ ี


ฮิตเลอร์อาจไม่ได้เป็นคนสุดท้าย แต่เป็นคนแรกท่เร่มศักราชใหม่
ของการชักจูงคนหมู่มาก นักข่าวชื่อจอห์น เร็นทูลได้เคยต�าหนิเรื่องการ
ท่ผมเปรียบเทียบฮิตเลอร์กับนักการเมืองยุคต่อๆ มา แต่ผมขอยาไว้ว่า







ตราบใดท่ กฎของก็อดวิน น้นเป็นจริงท่ว่า เม่อพูดถึงการเมืองก็อดจะ
เปรียบเทียบกับยุคสมัยของฮิตเลอร์เสียมิได้ ฮิตเลอร์ก็คือผู้มาก่อนกาล
ในด้านความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง การทาให้คนยอมรับความคิดได้สนิท

ใจ อันเป็นความพยายามท่มีมาเน่นนานด้านการชี้นาทัศนคติของคนหม ู่



มาก และรัฐบาลจากการจัดตั้ง ด้วยการใช้กลวิธีอันสลับซับซ้อนของการ
ชักจูง ที่พัฒนาขึ้นในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมบริโภค
14
Propaganda and the Nazi Brand


ผมให้เหตุผลได้ว่าในกรณีของจักรวรรดิเยอรมันที่ 3 โดยเฉพาะนั้น
ต้องยกประโยชน์ให้กับปัจจัยภายนอกบางตัวด้วย ล�าพังฮิตเลอร์เองนั้น



คงเป็นคนท่นักประวัติศาสตร์อ้างไม่ได้ชัดๆ ว่าเป็นคนท่มีความสลับซับ


ซ้อนทางจิตวิทยามากท่สุด การศึกษาคร้งก่อนๆ ด้านการโฆษณาชวนเช่อ


ของเยอรมันในยุคของฮิตเลอร์ บางชิ้นท่โดดเด่นมากๆ น้นค่อนไปทางการ


พรรณนาบอกเล่าเรืองราว แต่กมีคณค่าในการแสวงหาความร้ใหม่ๆ




ด้านจิตวิทยาหรือสังคมศาสตร์ ด้วยการวิเคราะห์ท่อาจทาให้เราเข้าใจ

ปรากฏการณ์นี้ได้ดีขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการเดาด้วย ทฤษฎี มากเกิน
มีข้อจ�ากัดด้านวิธีการเขียนหนังสือเล่มน้ คือต้องพ่งพากับหอ



จดหมายเหตุโฆษณาชวนเชื่อเยอรมันของคาลวิน คอลเลจ (ท่เปิดกว้าง
สาหรับนักวิชาการร่วมสมัย) แต่ก็ไม่มีผู้ศึกษาหัวข้อน้อย่างจริงจังคน





ไหนท่กระทาไปในแนวทางอ่นเลย ตรงน้มีข้อมูลมากมายท่น่าประหลาด


ใจ เป็นเข็มทิศท่ช่วยให้นักวิชาการได้เข้าถึงการโฆษณาชวนเชื่อของนาซี

ได้ เป็น อัญมณี แท้ๆ ตามค�าพูดของอริสโตเติล คัลลิส ผมอาจจะเลือก
ใช้สไตล์การเขียนที่แตกต่าง เล่าเรื่องราวอย่างเห็นภาพได้น้อยกว่าก็ได้
แต่ความมีนัยส�าคัญของหัวข้อน้และผลกระทบมหาศาลต่อมนุษยชาต ิ


ในเวลาต่อมา ต่อความทุกข์ทรมานท่เกิดจากมัน และระเบียบโลกใหม่




ทเกดจากการจุดประกายของมน ย่อมพสจน์ได้ชัดถงการใช้ภาษาทเกน









ความจริง อีกส่งท่หนังสือเล่มน้มีคือ การอ้างอิงอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ผู้ท ่ ี
เขียนเรื่องราวการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีจะเป็นนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ท ี ่
มีความคิดแยบคายอย่างหาได้ยากในการแสดงออกทางวรรณกรรม และ
สามารถอ้างอิงได้ชัดเจน (เช่น เฟรเดอริค สป็อตต์ส, เจย์ ดับเบิลยู. แบร์ด
หรือ คอรีย์ รอสส์) แต่ก็ยังต้องการการยืนยันสนับสนุนและความน่าเชื่อ
15
SELLING HITLER


ถือจากนักประวัติศาสตร์มืออาชีพอีกมาก ในเมื่อมีการกล่าวอ้างไว้ในนี้

ถึงมันจะไม่ยากเกินไปนักสาหรับการตีความตามปกติทางประวัติศาสตร์
ของช่วงเวลานี้ ก็ใช่ว่าจะเข้าใจมันได้ง่ายๆ


ผมขอขอบคุณผู้ท่ช่วยเหลือผมในการเขียนหนังสือเล่มน้ และผู้ท ่ ี
เพียงแค่รอให้หนังสือเสร็จ ขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อไจล์ แม็คโดนัฟ ผู้ให้


คาแนะนาในการเขียนต้นฉบับ และเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผมใน
ความถูกต้องของประวัติศาสตร์เยอรมนี 250 ปี ขอขอบคุณแมรี แมนนิง
ญาติของผมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาท่ถือว่ามีคุณค่าสูง ขอบคุณผู้พิมพ์คือ





ไมเคิล ดไวเยอร์ ท่สนับสนุนและชี้นาผมต้งแต่เร่มเขียน และขอขอบคุณ


ดร.ทิม เพจ ผู้เป็นบรรณาธิการให้ผมท่สานักพิมพ์เฮิร์สต์ ขอบคุณคุณพ่อ


จอห์นและคุณแม่มาจอรี แอนดรูว์น้องชายผมและเพ่อนๆ ทุกคนท่รอคอย
หนังสือเล่มนี้ด้วยความอดทน
ลอนดอน มิถุนายน 2016
นิโคลัส โอ' ชอเนสซี























16

Propaganda and the Nazi Brand


กล่ำวน�ำ










มีการโฆษณาชวนเชื่ออยู่ทุกแห่งหน

เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 ผ่านไป มุมมองที่เกิดขึ้นจาก


การวางบรรทัดฐานของทิม สไนเดอร์ ก็เร่มเน้นไปท่การล้างผลาญอย่าง
ไร้เหตุผลในช่วงเวลาส�าคัญนั้น แนวความคิด “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่าง

รุนแรง” ท่เกิดจากอานาจนิยม และ/หรือแนวความคิดทางการเมืองเฉพาะ

กลุ่มของยุคนั้น


แต่การอธิบายใดๆ เก่ยวกับศตวรรษท่ 20 และความสยดสยองจาก

ฮิตเลอร์, สตาลิน, เขมรแดง น้นเป็นท่ชัดเจนว่าต้องมีมากกว่าแค่เร่อง






ความคิดทางการเมือง เร่องความคิดท่ว่าโลกจะเปล่ยนแปลงคร้งใหญ่ทุก
พันปี และความคิดแบบโลกในอุดมคติที่มีมาหลายร้อยปีก่อนศตวรรษที่

20 และมีโอกาสอย่างมากท่จะคงอยู่ไปอีกนาน แทนท่จะเน้นความส�าคัญ

ของการสังหารหมู่ในยุคน้นไปจนถึงแนวความคิดทางการเมืองเพียงอย่าง

เดียว กจ�าเป็นต้องรด้วยว่าการทาลายล้างอยางเป็นเอกลักษณในศตวรรษ

ู้





น้ ความจริงแล้วเกิดข้นจากความลงตัวของการโฆษณาชวนเชื่อและความ


คิดทางการเมือง เมื่อสองสิ่งน้ทางานร่วมกัน ตามท่แฮโรลด์ ลาสส์เวลล์ได้

19
SELLING HITLER


กล่าวไว้ คือเพื่อผลักมนุษย์นับล้านๆ คนเข้าสู่ “อาณาจักรหนึ่งเดียวของ
ความเกลียดชัง ความมุ่งมั่นและความหวัง...”

แต่ประวัติศาสตร์ก็เป็นกิจกรรมสาธารณะได้เช่นเดียวกับเป็นงาน

วิชาการ และในความทรงจ�าของคนเฉพาะกลุ่มน้นจักรวรรดิเยอรมันท ่ ี




3 (ไรค์ท 3: Third Reich) โดดเด่นทงในเรองความชัดเจนและความน่า


สะพรึงกลัวที่สุด ในบรรดาปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด บาง

ส่วนจากเหตุการณ์น้ เห็นได้ชัดแล้วว่ายังอธิบายไม่ได้ กล่าวคือ เป็นไป

ได้อย่างไรท่ชาติศิวิไลซ์ทันสมัยอย่างเยอรมนีถึงได้เป็นไปอย่างท่เห็น


เมื่อฮิตเลอร์และพรรคนาซีได้นาพาคนท้งชาติท่เต็มใจหรือไม่ก็ตาม เข้าส ู่


สงครามล้างเผ่าพันธุ์ท่สังหารผลาญชีวิตผู้คนไปนับล้านๆ ? มันคือปริศนา





และจ�าเป็นท่ต้องวิเคราะห์ส่งน้เพ่ออธิบายถึงความเก่งกาจด้านการ
โฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซี และการเชื่อมโยงเอาอุดมการณ์การเมือง










กบการโฆษณาชวนเชือเข้าด้วยกน เป้าหมายของหนงสอเล่มนคอเพอ


อธิบายท้งสองกิจกรรมน้นอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อการใช้สานวนโวหาร


เพ่อโน้มน้าวคือการเอาชนะจิตใจจากภายใน แล้วไปขยายผลภายนอก

ด้วยชัยชนะทางทหารต่อประเทศชาติและประชาชนด้วยสงคราม เน้อหา



ของหนังสือเล่มน้เน้นท่ความสาเร็จของนาซีเยอรมัน ในการผลักดันชาติท ี ่
เป็นอารยะของยุโรป เข้าสู่ความเป็นอนารยะ ซึ่งจะเข้าใจได้ด้วยการย้อน
กลับไปศึกษาถึงธรรมชาติของระบอบนาซี และความสัมพันธ์ระหว่างแนว
ความคิดแบบนาซีกับการโฆษณาชวนเชื่อ

เน้อหาของหนังสือน้คือการให้เหตุผลว่าระบอบนาซีควรจะถูก






มองและเข้าใจว่าเป็นปฏบัติการประชาสัมพนธ์ท่สมฤทธผลท่สุดใน








ประวติศาสตร์ ทกาเนดขนจากฮิตเลอร์ผู้มีความคดหลกๆ คอการสร้าง




20
Propaganda and the Nazi Brand


สังคมในอุดมคติ ไม่ใช่ความเกลียดชัง ในการกล่าวว่าฮิตเลอร์ต่างหาก ท ่ ี
เป็นต้นความคิดด้านอาณาจักรแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่เกิบเบิลส์


จริงๆ ฮิตเลอร์เป็นท้งสุดยอดผู้บริหารและผู้บัญชาการ ฮิตเลอร์ผู้เพียบ
พร้อมในแนวความคิดด้านโฆษณาชวนเชื่อ เขาเชื่ออย่างฝังใจว่านี่คือวิธี

ที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งอ�านาจและรักษามันไว้


การกล่าวนาน้คือการสรุปท้งบริบท ข้อโต้แย้งและกรอบความคิด



ของหนังสือ เร่มต้นด้วยการถกเถียงอย่างรวบรัดเก่ยวกับโฆษณาชวนเชื่อ
ในรายละเอียดอย่างกว้างๆ ของช่วงเวลาก่อนท่มันจะถูกเปลี่ยนเป็นกลวิธ ี

ของนาซี จากนนจึงพดถงโครงสร้างของแนวความคด และการนาข้อถก









เถียงในหนังสือน้มาใช้ เพ่อให้เกิดความเข้าใจโดยท่วๆ ไปถึงจักรวรรด ิ
เยอรมันที่ 3
บริบทแห่งการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีเยอรมัน
ระบอบโฆษณาชวนเชื่อนาซีส่วนใหญ่เกิดข้นจากการตีความ

ประวัติศาสตร์ผิดๆ ตามท่กล่าวว่าอังกฤษชนะสงครามโลกคร้งท่ 1



เพราะข่าวในเชิงลบด้านขวัญและกาลังใจของกองทัพเยอรมัน จากกรม

โฆษณาชวนเชื่อของลอร์ด นอร์ธคลิฟฟ์ท่คริว เฮาส์ซึ่งแน่นอนว่าไม่จริง

ในเมื่อการพลิกสถานการณ์ของฝ่ายสัมพันธมิตรในฤดูร้อนปี 1918 น้น

ส่วนใหญ่มาจากการวางแผนที่ดีกว่า แต่เรื่องการปล่อยข่าวนี้ก็เป็นที่เชื่อ







กนทวไปในสงคมเยอรมัน ปรากฏชัดเจนในการเมืองท่เกยวข้องกับกระแส
สังคมช่วงหลังสงคราม และกลายเป็นแนวคิดใหม่ของบรรดาผู้นาทางการ


เมืองในเยอรมนีหลังจากความคิดเรื่องการโฆษณาชวนเช่อแพร่หลาย แต่











ในขณะทฝายสัมพนธมตรหลังสงครามมีการถกเถยงกนอยางจรงจงเรอง

21
SELLING HITLER





ท่เน้นการใช้โฆษณาชวนเชื่อไปในทางท่ผิดน้น ทางฝ่ายเยอรมันกลับเห็น
ว่าเป็นการใช้โฆษณาชวนเชื่อที่ไร้ประสิทธิภาพ การโฆษณาชวนเชื่อของ



สัมพันธมิตรในสงครามโลกคร้งท่ 1 น้นเหนือกว่าของฝ่ายเยอรมันตรงท่ใช้







กรรมวธอันเปน “วทยาศาสตร” เปนการพดคยหารอในสาธารณรฐไวมาร ์




และด้วยความคิดท่ว่ามันสามารถใช้ “ชักจูงคนหมู่มากได้ตามต้องการ”


หลักการของการโฆษณาชวนเชื่อจึงได้ถูกจุดประกายข้นจากความคิด

แบบคลั่งชาติของฮิตเลอร์ ท่เขาเช่อว่ากองทัพของจักรวรรดิเยอรมันจะ

ล่มสลายไปไม่ได้ด้วยวิธีการปกติ นอกเสียจากใช้เวทมนตร์ และเวทมนตร์
ที่ว่านั่นคือการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งถือว่าเป็น “หมัดเด็ด” ในอุดมคติ หรือ
เรียกได้ว่าเป็นการชักจูงอย่างเข้ากระดูก ความสาเร็จของฝ่ายอังกฤษน้น


เมื่อพูดตามท่ตีความไป คือเกิดจากการให้ความส�าคัญต่อขุนทหารและผ ู้

สื่อข่าวอย่างเท่าเทียมกันในชัยชนะในสงคราม


ความเชื่อเรื่องการใช้โฆษณาชวนเชื่อเกิดข้นท้งจากการวิเคราะห์






ย้อนหลงถึงความล้มเหลวของเยอรมันช่วงสงครามโลกครงท 1 และยง
มีต้นกาเนิดจากวัฒนธรรมทางการเมืองแต่เดิมของชาวเยอรมันและ


ออสเตรีย ท่เป็นการสนับสนุนความคิดซึ่งเน้นหนักด้านชาติพันธุ์-ชาตินิยม

ท่เกิดมาก่อนเน่นนาน ไม่ใช่แค่ระหว่างสงครามคร้งน้น แต่เกิดต้งแต่




ยุคของบิสมาร์ค เม่อการโต้เถียงทางการเมืองคือประเพณีนิยมของชาว

เยอรมัน เร่มต้นด้วยการสอดแทรกความเหนือกว่าแบบทิวทอนิก (ชาว

เยอรมันตอนเหนือ) มาแต่ครั้งสงครามนโปเลอ็อง (ค.ศ.1803-1815) จึง



หลีกเล่ยงไม่ได้ท่การโต้แย้งถกเถียงด้านชาติพันธุ์-ชาตินิยมจะหย่งรากลึก
ลงในสาธารณรัฐไวมาร์ของเยอรมนี อันเน่องมาจากการเป็นวัฒนธรรมท ี ่

สืบต่อกันมายาวนาน ต้งแต่การเขียนโจมตีการเหยียดผิวของคาร์ล ลูเกอร์

22
Propaganda and the Nazi Brand



นายกเทศมนตรีมหานครเวียนนา จนถึงความเคล่อนไหวทางการเมืองของ

มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หนังสือของคนกลุ่มน้และบทความต่างๆ ในยุค

ท่หลักความเชื่อแบบคลั่งชาติดูเหมือนจะเป็นจริงเป็นจังและเป็นรูปแบบท ี ่
ใช้สติปัญญา ในวัฒนธรรมของการถกเถียงหาข้อยุตินี้ จักรวรรดิเยอรมัน

คอความมนคงเช่นเดยวกบความเสอมเสย เป็นการเล่นแร่แปรธาตแบบ















แปลกๆ ทเปลยนองคาพยพด้านความคดของชาวเยอรมันและยโรปไป


จากเมือร้อยปีก่อนมาส่ความไม่สงบ โดยเฉพาะลทธต่อต้านชาวยวท ่ ี



สะท้อนถึงบริบททางสังคม สิ่งเหล่าน้ท้งสืบทอดและแพร่กระจายไปใน


ความคิดของชาวยุโรป และเป็นรูปแบบท่ใหม่มากข้นของพัฒนาการทาง


ความคิด โดยเฉพาะอุดมการณ์ทางสังคมแบบดาร์วิน การเหยียดเชื้อชาต ิ
จึงเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป เหมือนอากาศที่ใช้หายใจ




ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกคร้งท่ 1 และ 2 คือเวลาท่ต้องพ่งพา
การโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนัก และระบอบโฆษณาชวนเชื่อนาซีน้น ต่อมา



ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบของรัฐท่สร้างข้นด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ

ร่วมสมัยเดิม และเกิดข้นในบริบททางวัฒนธรรมของโลกแห่งการพาณิชย์
ของสื่อมวลชนและการตลาด สิ่งเหล่านี้ยังรวมถึงรัฐฟาสชิสต์ของเบนิโต



มุสโซลินีท่ครองอิตาลีมานานนับสิบปีก่อนนาซีข้นเถลิงอานาจ เป็นรูป


แบบท่ใช้งานได้จริงอย่างท่วิธีโฆษณาชวนเชื่อต้องเป็นในการเชื่อมโยง

ระหว่างชีวิตประจ�าวันของประชาชนเข้ากับรัฐบาล และวิธีท่ประชาชน


ส่วนใหญ่จะถูกชักจูงคือต้องเดินตามวิธีการท่ต้องเชื่อเท่าน้นจึงจะบรรล ุ

จุดหมายอันรุ่งโรจน์ได้ ต่อมาคือรูปแบบของโซเวียตท่สตาลินปกครองอย ู่


ระหว่างฮิตเลอร์ข้นสู่อ�านาจ มีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างหนักเพ่อบังคับ


ใช้กฎเกณฑ์ ซึ่งนาซีเองก็ให้ความสาคัญกับท้งการกระทาและภาพลักษณ์

23
SELLING HITLER


เช่นเดียวกับกรณีของรัฐบาลเหล่านั้น เพื่อส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย

ระบอบโฆษณาชวนเชื่อเยอรมันน้นไม่ต่างกันเลยจากระบบฟาส-

ชิสต์ในอิตาลีของมุสโซลินีและสหภาพโซเวียตของสตาลิน ท่สอดแทรก








วฒนธรรมด้านการพาณชย์อนลาลกรวมถงโลกแห่งการพาณชย์ของ
สื่อมวลชนและการตลาดที่เพิ่งเริ่มก่อตัว สภาพแวดล้อมที่ใช้ในการเรียน
รู้ระบบเหล่าน้ล้วนมาจากลัทธิบริโภคนิยม ลัทธิคอมมิวนิสม์ และแนวคิด




แบบอเมรกัน ซึงกลายเป็นครูในด้านศิลปะของความชัวร้ายแห่งการ
โฆษณาชวนเชื่อและการชักจูง
จริงๆ แล้วการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีน้นสะท้อนให้เห็นถึงความ

เป็นไปได้ในยุคนั้นเกี่ยวกับ “การชี้น�าทางจิตวิทยา” ในวงการโฆษณาอัน
สลับซับซ้อน (ฮิตเลอร์เองก็ยังเคยพูดถึง “การชี้นาทางจิตวิทยา” น้) ย่ง ิ





กว่าน้นจักรวรรดิเยอรมันท่ 3 ยังเกิดข้นจากความลงตัวทางประวัติศาสตร์


เม่อเทคโนโลยีใหม่ๆ พัฒนาไปจนได้คุณภาพท่น่าพอใจ สื่อในขณะน้นจึง

มีอิทธิพลในการส่งสาร เช่น ภาพยนตร์ท่มีเสียงพูดประกอบ เสียงประกอบ




ททาใหบอกเลาเรองราวไดมาก ขณะทฮิตเลอรนนยนหนงในตาแหนงของ


















ซีซาร์ท่สืบทอดกันมานาน เป็นบุรุษผู้ทาให้การข้นสู่อ�านาจน้เป็นพิธีกรรม

ด้วยสัญลักษณ์ที่แพร่หลาย เป็นเจ้าของวิธีการสื่อสารอันชัดเจน จนเป็น
ภาพของมรดกทางประวัติศาสตร์ท่ไม่มีใครเหมือน ด้วยการประดิษฐ์



คิดค้นเทคโนโลยีการส่อสารใหม่ๆ ข้น สารเหล่าน้จึงส่งไปยังผู้รับได้อย่าง

กว้างขวาง ท่วถึง ความพยายามของระบอบท่จะรวบอานาจจึงถูกส่งเสริม




อย่างมากโดยการปฏิวัติด้านการสื่อสาร และการท่ผู้บริโภคได้ครอบครอง
เทคโนโลยีการส่อสารอย่างวิทยุน้น จึงเป็นตัวช่วยให้การโฆษณาชวนเชื่อ


ของนาซีแพร่ไปอย่างไร้ขอบเขตในสังคมชาวเยอรมัน
24
Propaganda and the Nazi Brand


แต่ผลิตภัณฑ์ด้านการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีเองก็มีการแข่งขัน
กันอยู่ตลอด เช่นเดียวกันกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อนปี 1933 ที่การกระท�า



อย่างเดียวกันน้มีข้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการชักจูง วิลเฮล์ม “วิลลี” มึนเซิน-
แบร์ค โดยต้องแข่งกับสื่อระดับสากลในทศวรรษที่ 1930 รวมทั้งต่อสู้กับ

การกระจายเสียงทางวิทยุจากฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกคร้งท ่ ี
2 นับเป็นเวทีการแข่งขันและเป็นภาพลักษณ์ของอ�านาจนิยมแท้ๆ (ด้วย



















การควบคมพนทการสอสารไว้ทงหมด) ซงจรงๆ แล้วสงเหล่านเป็นวธท ่ ี


ผิด เพราะการโฆษณาชวนเชื่อทางานได้ในขีดความสามารถระดับหน่ง
เท่าน้น วิธีน้ทาให้ต้องเผชิญกับคู่แข่งมาตลอดช่วงเวลาท่นาซีครองอ�านาจ




กลวิธีโฆษณาชวนเชื่อของจักรวรรดินาซี
ความส�าเร็จของการโฆษณาชวนเชื่อแบบนาซีในการผลักดัน
เยอรมันไปสู่ความเลวร้ายในทศวรรษ 30 และ 40 คือการใช้วิธีการชักจูง
อันหลากหลาย เหนือสิ่งอื่นใดคือบุคลิกภาพของฮิตเลอร์เอง ถึงแม้ว่า
พรรคนาซีจะไม่ได้ครองที่นั่งส่วนใหญ่ในรัฐสภา (ไรค์ชตาก-Reichstag)
ฮินเดินบวร์คก็ยังแต่งต้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนมกราคม

1933 เขามีบุคลิกภาพหรือมนตร์สะกดอันน่าประทับใจต่อผู้ลงคะแนน

ชาวเยอรมัน สามารถทาให้คนเชื่อได้ท้งในวงกว้างและในระดับตัวบุคคล

ท�าให้คนเกิดความเชื่ออย่างแรงกล้าราวกับการนับถือศาสนา ผู้ที่เคยฟัง
ฮิตเลอร์ปราศรัยมักจะพูดว่ามันเหมือนต้องมนตร์ขลัง เหมือนเป็นการ

ยอมรับหรือรู้สึกว่าหลุดพ้นแล้วอย่างถ่องแท้ เขาเป็นท้งพระราชาและ
หัวหน้าคณะสงฆ์ท่ยึดมั่นในชาติเหนืออื่นใด และความตายเท่าน้นคือ




ความศักด์สิทธ์สูงสุด ฮิตเลอร์ยังเป็นท้งนักสร้างภาพ เป็นนักแสดงมือ

25
SELLING HITLER



อาชีพผู้มีลีลาการชักจูงอันหลากหลาย มีความคิดและถ้อยคาแปลกๆ





หล่งไหลต่อเน่องในการแสดงเย่ยงเล่นละคร เพียงแต่น่นคือการกระทา
จริงๆ
ยิ่งกว่านั้นคือในฐานะที่เป็นคนของพรรคไปต่อสู้ในการเลือกตั้ง ไม่

ว่าจะมองจากมุมใดพวกนาซียังเป็นได้ท้งผู้ปฏิบัติตามขนบ เป็นนักฉวย


โอกาส เป็นการเมืองอย่างเข้าเส้น เป็นทุกส่งเพ่อทุกคน คล้ายก้งก่าเปล่ยน


สีท่พูดถึงความต้องการอันหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์ท่แตกต่างได้


ด้วยภาษาที่กระแทกใจคนเหล่านั้น
อีกกลวิธีท่พวกนาซีใช้คือการบิดเบือนการรับรู้ต่อภัยคุกคามท่เผชิญ


อยู่ สงครามคือการตัดสินครั้งสุดท้ายของโลกระหว่างชนชาติที่เหนือกว่า
กับ อุนเทอร์เม็นเชิน (Untermenschen: ชาติพันธุ์ด้อย) หรือพูดตรงๆ คือ
ยิว ท่จะมาล้างผลาญความเป็นเยอรมันให้เสียส้น เว้นแต่พวกมันจะถูก


ท�าลายเสียก่อน ในมุมมองของศัตรูนาซีอย่างธีโอดอร์ เคาฟ์มัน (บทที่ 4)

มองว่าพวกนาซีคือ “กลุ่มคนพาลผู้ประพฤติผิดของโลก ท่ประกอบด้วย
พวกข้เมาท่รวมตัวกันในซ่องโสเภณี และคบค้าอยู่แต่กับพวกแมงดา” มอง





ภาพของยิวว่าเป็นพวกท่ก่อเร่องเส่อมเสียไม่หยุด จนในท่สุดได้กลายเป็น

ทั้งจุดเริ่มและจุดจบ เป็นศัตรูผู้อยู่เบื้องหลังศัตรูทั้งปวง

วิธีท่ไปไกลย่งข้นและน่าประหลาดใจย่งกว่า คือการใช้ขีดความ



สามารถของประชาชนเป็นตัวแบ่งแยก เพื่อหยุดวัฒนธรรมของโลกแบบ
หน่งและไปสร้างโลกอีกแบบ ย่งดูไม่ธรรมดาเข้าไปอีกเมื่อเห็นว่าโลก





ยุคน้นเป็นปรปักษ์กับส่งเหล่าน้ จิตสานึกแบบตะวันตกร่วมสมัยได้ถูก

แสดงออกทางดนตร ภาพยนตร์และงานโฆษณา ผู้ทคดล่วงหน้าได้ใน




ขณะนั้นมักจะเป็นผู้ถือลัทธิบริโภคนิยม มีอิทธิพลของความเป็นอเมริกัน
26
Propaganda and the Nazi Brand










เข้ามาผสมโรงด้วย โดยทจกรวรรดเยอรมันทงไหลตามและนาความขด
แย้งมาผสมผสานกันในเชิงโครงสร้าง เป็นชุดความขัดแย้งระหว่างฝ่าย
ซ้ายจัดกับฝ่ายขวาจัด ฝ่ายแนวคิดใหม่กับฝ่ายแนวคิดเก่า ฝ่ายอเมริกัน-


นิยมกับฝ่ายต่อต้าน โดยท่จักรวรรดิเยอรมันมีความคิดท่ขัดแย้งต่อ
ความทันสมัย การแบ่งทัศนคติออกเป็นสองฝ่ายและความสามารถของ


เยอรมันท่จะก้าวไปพร้อมกันในหลายๆ ทางเพ่อให้อยู่รอด ทาให้จักรวรรด ิ

เยอรมันท่ 3 เป็นท้งความน่าหวาดหว่น และเป็นการทดสอบจิตสานึกของ




มนุษยชาติในขณะเดียวกัน
แต่ยังมีอีกทัศนคติ คือทัศนคติท่ว่าด้วยความเหนือกว่าและลัทธ ิ


ชาติพันธุ์-ชาตินิยม การกาเนิดข้นของการบริโภคข้ามชาติและวัฒนธรรม

ประชานิยมในช่วงสั้นๆ น้น ไม่ได้นาไปสู่สมรภูมิสตาลินกราดหรือค่าย


สังหารเอาชวิทซ์ การมีอยู่ของแนวคิดนี้เป็นเงื่อนไขที่จ�าเป็นต่อการสร้าง
อีกโลกหนึ่ง โลกแห่งความบ้าคลั่งของรัฐนาซี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยขีด
ความสามารถของประชาชนท่เลือกจะรับรู้แล้วตัดเอาสิ่งท่ไม่ต้องการ



รับรู้ออกไป แต่ไม่ได้เรียกร้องอย่างหนักว่าต้องเช่อเท่าน้นจึงจะมองเห็น

เพียงด้านเดียว ซึ่งพบได้อย่างชัดเจนเสมอในความพยายามท่จะรักษา

สถานภาพเดิมๆ ที่คิดว่าดีอยู่แล้วเอาไว้
ความโอหังของผู้ที่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์:
เหตุผลที่มุมมองทางเลือกมีความส�าคัญ


คนบางกลุ่มอาจคิดว่าดูอวดดี หรือแม้แต่มองว่าเป็นเรืองไร้สาระ


ท่พยายามจะเปลี่ยนนวนิยายให้กลายมาเป็นหน้าประวัติศาสตร์ แต่ถึง

อย่างน้นก็ยังมีการสืบทอดคุณค่าดังกล่าวท่ยึดถือกันมา ในฐานะตัวแทน



27

SELLING HITLER




ของมุมมองหรือกรอบความคิดเดียวท่ไปสารวจตรวจสอบแนวความคิด





อ่น ส่งน้เองท่ทาให้เกิดความเช่อมโยงและเกิดแบบแผนต่างๆ ท่ไม่ได้



ปรากฏออกมาทันทีในการสนทนา อาจจะมีผู้คนไม่น้อยท่วิพากษ์วิจารณ์
ต่อทฤษฎีอันแตกต่างในหนังสือน้ เพราะมุมมองน้นไม่ใช่รูปแบบของ


ความถูกต้องไม่ว่าจะมองแบบไหน การกล่าวว่าโฆษณาชวนเชื่อคือ
กระบวนการจัดการแบบรวมศูนย์และเป็นจุดหักเหของจักรวรรดิเยอรมัน
ที่ 3 นั้น เป็นการอธิบายถึงความแข็งแกร่งของการโฆษณาชวนเชื่อที่ยัง


ไม่ชัดเจนพอ และการถกเถียงท่ดีน้นต้องสามารถอ้างอิงได้อย่างหนักแน่น
จึงอ้างได้เช่นกันว่าถึงแม้การโฆษณาจะเป็นแนวคิดท่เป็นระบบตามคา


พูดของฮิตเลอร์และเกิบเบิลส์ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นการให้เหตุผลของสิ่ง


ต่างๆ ท่ใช้การได้กับกลุ่มการเมืองแบบด้งเดิมอ่นๆ ส่วนความสาเร็จใน


ด้านการทูตและการทหารน้น คือตัวอย่างของการโฆษณาชวนเชื่อในรูป

แบบเฉพาะของตนเอง
บรรดานักวิชาการผู้มีชื่อเสียงและผู้แสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้
ปฏิเสธความสาคัญในการใช้โฆษณาชวนเชื่อของนาซีว่าเป็นความเลย


เถิดทางประวัติศาสตร์ ในขณะท่อีกหลายคนกล่าวว่าเป็นไปได้ท่จะพูด







อยางเกนจรงถงผลกระทบของมัน นกวชาการ รชาร์ด เบสเซิล ไดแสดงให ้


เห็นว่านาซีมีองค์กรท่ค่อนข้างจ�ากัดในเมืองไนเดินบวร์ค (ปรัสเซียตะวัน-

ออก) ก่อนปี 1931 แต่ก็สามารถเพิ่มคะแนนเสียงได้จาก 2.3 เปอร์เซ็นต์
(ปี 1928) มาเป็นเกือบ 26 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน 1930 ลอเรนซ์
รีส อธิบายว่า “ผู้ออกเสียงของฮินเดินบวร์คไม่ได้ลงคะแนนให้พรรคนาซี
เพราะนิยมในตัวฮิตเลอร์ หรือถูกการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคมอมเมา

พวกเขาสนับสนุนนาซีก็เพราะอยากให้เกิดความเปล่ยนแปลง และในมุม

28

Propaganda and the Nazi Brand




มองของนักรัฐศาสตร์ ฟรันซ์ นอยมันน์น้นมองว่า ยังมีองค์ประกอบสาคัญ




อ่นๆ ท่ส�าคัญกว่าการโฆษณาชวนเช่อท่เป็นตัวเร่งความเปลี่ยนแปลง
ในผลงานทางวิชาการของเขาชื่อ Behemoth: The Structure and
Practice of National Socialism (1933-1944) (1942) ที่กล่าวว่า “การ
โฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีไม่ได้ทาลายประชาธิปไตยของไวมาร์”

อีกคนคือแกร์ฮาร์ด ริทเทอร์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวเยอรมันผู้


มีการศึกษาส่วนใหญ่ ท่ยึดม่นในธรรมเนียมประเพณีเดิมๆ ไม่เคยไว้ใจ

การโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์เลย มีจ�านวนมากด้วยท่รู้สึกได้เมื่อ

ฮิตเลอร์ชนะเลือกตั้ง ว่านี่เป็นระบอบการเมืองที่พวกเขาไม่คุ้นเคย


ประเด็นต่างๆ น้ได้ถูกนามาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แต่ส่งท ่ ี





แน่นอนคือ หากปรารถนาท่จะเปล่ยนแปลงน้น จาเป็นต้องชัดเจน ต้อง

พดกบประชาชนและหาโอกาสในการแสดงออก แม้จะทราบดว่าการ



ย่วยุปลุกปั่นเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันเสมอมา แต่ผู้คนก็ยังกระหายท่จะ

เปล่ยนแปลง โดยมีการถกเถียงหาข้อยุติเป็นตัวขับเคลื่อน เหตุการณ์

ต่างๆ แม้แต่เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในไนเดินบวร์ค คือตัวแปรท่เข้า


มามีอิทธิพลระหว่างปี 1928 และ 1930 ท่แทบจะปรากฏชัดในตัวมัน




เองอยู่แล้ว ท้งหมดน้ต้องถูกทาให้ชัดเจนและวางโครงสร้างท่อธิบายใน


วงกว้างได้ และขณะท่นักประวัติศาสตร์กาลังจะยอมรับว่านาซีได้ยก
ให้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นหัวใจหลักของระบบ ก็มีผู้คนจ�านวนมากท ่ ี

แย้งว่านาซีน้นผิดแล้วท่คิดเช่นน้น อีกท้งการโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่เคยมี



มากกว่าหน่ง และหน่งในหลายองค์ประกอบก็เป็นสิ่งท่ใช้อธิบายความ




สาเร็จของนาซีในด้านการชักจูงทางการเมือง แต่การจะกล่าวสนับสนุน






ความคดนได้ต้องยดพนฐานความแตกต่างระหว่างเหตการณ์และความ

29
SELLING HITLER




รู้สึกของประชาชนต่อเหตุการณ์น้นด้วย เน่องจากเหตุการณ์น้นๆ จะมี


สาระสาคัญเพียงอย่างเดียวในความคิดของคนท่วไป และไม่ต้องการ



ตัวแปรเข้ามาแทรกให้ชัดเจนข้น ความคิดเช่นน้แม้ว่าจะยอมรับได้แต่ก ็


เป็นสิ่งท่ผมไม่เห็นด้วย กล่าวคือท้งเหตุการณ์และผลกระทบน้นเป็นตัว

อธิบายถึงความส�าเร็จทางการเมืองอย่างท่ไม่สามารถแยกออกจากกัน

ได้ ทั้งสองสิ่งจึงได้ถูกหลอมรวมเข้าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน
มีนักวิชาการอีกหลายคนท่ไม่ได้ให้ความส�าคัญกับบทบาทของ




การโฆษณาชวนเชือ เช่น คอรีย์ รอสส์ ทไม่ใส่ใจกบ “การวเคราะห์การ


ล่อลวงรูปแบบเก่า” ในการโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซี กล่าวว่าเป็น
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อความจากส่อและการตอบสนองจากผู้รับสาร

อย่างง่ายๆ ที่ต้านทานไม่ได้
แต่มุมมองตามปกติเก่ยวกับอัจฉริยภาพในการล่อลวงของการ



โฆษณาชวนเชื่อมักจะเกินจริง ส่วนหน่งคือเพราะการประเมินในยุคน้นถูก
เขียนโดยนักโฆษณาที่ถือเอาความคิดของตนเองเป็นส�าคัญ และยังเป็น



เพราะในเวลาน้นไม่ถือว่าเป็นความผิดท่ทาให้พวกนาซีล่อลวงผู้ออกเสียง
ชาวเยอรมันได้เหมือนเซลส์แมนจอมกะล่อนหลอกลูกค้าผู้ไม่รู้เท่าทัน การ

ศึกษาเมื่อไม่นานมาน้ได้แสดงให้เห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีก่อน

ปี 1933 นอกจากจะไม่ใช่ระบบแล้ว ยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างท่ถูกทึกทัก
กันบ่อยๆ อีกด้วย และการที่พรรคพูดเรื่องการฟื้นฟูชาติ การปฏิรูปสังคม

และภาวะผู้น�าแบบต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามนั้น เป็นที่นิยมในเยอรมนี
ยุคเสื่อมถอยพออยู่แล้ว มากพอท่จะ “ขายได้ด้วยตัวของมันเอง” โดย



ไม่ต้องใช้เวทมนตร์ทางการเมือง อันเป็นท่ทราบในหมู่เจ้าหน้าท่นาซีใน


30

Propaganda and the Nazi Brand




เวลาน้นอยู่แล้ว บางคนยังไม่เห็นด้วยเลยกับชัยชนะท่เน้นหนักด้านการ

ชี้นาและสร้างอารมณ์ร่วม กลุ่มชตราสเซอร์ (เยอรมนีเหนือ) ของพรรค




นาซียังอ้างด้วยว่าการไปเน้นท่วิธีน้จะทาให้ประชาชนย่งถอยห่าง เกรกอร์

ชตราสเซอร์ คือคนหน่งท่เน้นเร่องการให้การศึกษาทางการเมืองมากกว่า


การปลุกปั่นคน และออตโต ชตราสเซอร์ น้องชายยังได้กล่าววิพากษ์อย่าง
เปิดเผยถึงวิธีการต่อสู้ของเกิบเบิลส์ ว่าเป็นวิธีการคิดแบบอเมริกันชัดๆ

ในความเห็นของรอสส์ การถกเถียงพูดคุยในยุคน้นเร่องการ



โฆษณาชวนเช่อ มีต้งแต่ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ไปจนถึงความเห็น
ท่วไป ท่วางอยู่บน “การประเมินพลังอานาจของการโฆษณาชวนเชื่อไว้




อย่างสูงเกิน” และเช่นเดียวกันคือความเข้าใจเชิงอานาจนิยมของกระแส
สังคม กับการวางเฉยต่อความเป็นจริงของการโฆษณาชวนเชื่อ ดังน้น

เหตุผลแวดล้อมอันเหมาะสมต่างหากที่ส�าคัญ ไม่ใช่เรื่องของวิธีการใดๆ


ผู้วพากษ์ความเห็นในหนังสือจะอ้างต่อไปได้ว่าการกระทาน้นเสียง


ดังกว่าคาพูด สาระสาคัญคือชัยชนะทางนโยบายต่างประเทศและใน




สนามรบ แต่น่นคือการทึกทักเอาว่าท้งหมดน้นไม่ใช่ส่วนเดียวกัน การ
โฆษณาชวนเชื่อเป็นเพียงแค่กลไกเล็กๆ ของเครื่องจักรใหญ่งั้นหรือ แล้ว
อะไรท่สาคัญจริงๆ อะไรท่ใช้ได้ อะไรคือผลพวงของมัน? แล้วต่อจากน้นมี





อะไรท่เป็นผลต่อเน่องจากมันอีก? การยอมรับการโต้แย้งของหนังสือเล่ม



น้คือส่วนหน่งของการถกเถียงท่กว้างข้นเก่ยวกับวิธีท่นักประวัติศาสตร์




จัดการกับบทบาทของการชักจูงโน้มน้าวในอดีต ถือว่าเป็นมุมมองท่ใช้ได้

แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นแค่มุมมองเท่านั้น พวกนักวิชาการจะเน้นการค้นหา

เรื่องการชักจูงจิตใจคร้งใหญ่ในเหตุการณ์ท่เกิดข้นต่อเน่อง มากกว่าหาวิธ ี



31
SELLING HITLER





การท่เหตุการณ์เหล่าน้นถูกตีความและนาเสนอ เป็นผู้เฝ้ามองและไม่ได้มี
ส่วนร่วมกับเหตุการณ์ใดๆ ที่ซึ่งตามปกติจะต่อต้านมุมมองความคิดของ
ผม แล้วพยายามไม่มามีส่วนร่วมกับการใช้เหตุผลในหนังสือเล่มนี้



การโฆษณาชวนเช่อและการถกเถียงในกล่มนักประวัติศาสตร ์


ไม่มีข้อยุติในการถกกันถึงส่งน้ แต่การโต้แย้งเร่องการโฆษณา



ชวนเชื่อแบบรวมศูนย์ยังเก่ยวพันไปยังภาพในอดีตของจักรวรรดิเยอรมัน
ท่ 3 และความเห็นท่ไม่ลงรอยกันของบรรดานักประวัติศาสตร์ แท้จริง






แล้วการโฆษณาชวนเช่อยังมีอกมุมมองหน่งทน่าเชือถอจากงานวิจัย





ของคริสโตเฟอร์ บราวนิงเร่องการปฏิบัติหน้าท่ของ ออร์ดนุงส์ โพลิไซ


(Ordnungs Polizei) หรือตารวจในเขตยึดครองโปแลนด์ ในหนงสือชือ

Ordinary Men: Reserve Police Battalion 101 and the Final Solution
in Poland (1992) ที่อ้างว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ควรจะคงลักษณะส�าคัญ

ในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอานาจนิยมของเยอรมนีเอาไว้ การแบ่ง

ระดับชั้นและอ�านาจทางทหารน้นเป็นท่ยอมรับอยู่แล้ว จึงเป็นวัฒนธรรม



ด้านการเชื่อฟังและความกดดันระหว่างชนชั้นท่มีมาก่อน ท่อธิบายได้


ถึงเหตุผลท่พวกนาซีสามารถจะทาอะไรๆ ได้อย่างท่เห็น ส่งท่ทาให้การ




อธิบายน้เชื่อถือได้คือทหารในกองพันตารวจน้นไม่ได้ถูกคัดเลือกอย่าง



เข้มงวดอย่างพวกเอส.เอส. แต่เป็น “คนธรรมดา” ในวัยกลางคนท่ไม่ใช่


ทหารในหน่วยรบ หรือพูดให้ตรงกว่าน้นคือหัวหน้าหน่วยส่งการคนกลุ่ม


น้เป็นผู้ตัดสินว่าจะร่วมกันสังหารหมู่พวกยิวหรือไม่ เกือบทุกคนตอบ
ตกลง ใน 500 คนจะมีปฏิเสธมากที่สุดเพียง 12 คน ในทางกลับกันการ
วิเคราะห์นี้ได้กลายเป็นปัญหาของแดเนียล โกลด์ฮาเก็น เจ้าของหนังสือ
32
Propaganda and the Nazi Brand


อื้อฉาวอย่าง Hitler’s Willing Executioners: Ordinary Germans and

the Holocaust (1996) ท่ว่าด้วยการกล่าวอ้างถึงอัตลักษณ์และการ

สืบทอดวัฒนธรรมเหยียดผิวในการเมืองเยอรมัน ซึ่งมีหัวใจสาคัญเป็น


“การเหยียดผิวและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ท่ทาให้ชาวเยอรมันธรรมดาๆ กลาย
เป็น “กลุ่มเพชฌฆาตเลือดเย็น” ไปได้

จริงๆ แล้วน่นถือเป็นวัฒนธรรมหรือการโฆษณาชวนเชื่อกันแน่? ใน



ทางปฏิบัติ น่คือการแบ่งข้วแบบผิดๆ ท่การโฆษณาชวนเชื่อได้ส่งผ่านหรือ


ปอนใหกบวฒนธรรม การอธบายเหลานจึงไมมีจุดใดเลยทเนนไปทความ

















เชอฟังหรอความคดแบบเหยยดเชอชาตทฝังแน่นในวฒนธรรมเยอรมัน






โดยเฉพาะการแยกบทบาทของการโฆษณาชวนเชื่อออกไป ในเมื่อการ
ชักจูงน้นเป็นได้ท้งการเสริมแรงกดดันทางสังคมให้เชื่อฟังและเป็นแรง



กดดันทางวัฒนธรรมให้เกลียดชัง แต่ท้งสองสิ่งน้ได้ถูกอธิบายโดยไปเน้น

ที่จุดอื่นแทน และให้ความส�าคัญต่อการโฆษณาชวนเชื่อน้อยมาก
ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนี้อ้างอิงว่าการเน้นที่จุดดังกล่าวนั้น คือ

การประเมินขีดความสามารถในการดาเนินกลยุทธ์ของโฆษณาชวนเชื่อ


ตาเกิน ความเชื่อและพฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป



สองส่งน้จึงไม่สามารถถูกแช่แข็งไว้ได้ แต่สามารถลดหรือเพ่มได้ด้วยการ




ชักจูงทมีประสิทธภาพ โฆษณาชวนเชือทาให้เกดการตความใหม่ สร้าง




ภาพลักษณ์ใหม่ให้วัฒนธรรมหรือศีลธรรมได้ในแบบท่คนรุ่นก่อนนึกไม่
ถึง และท�าให้เรามีวัตถุดิบส�าหรับการชักจูงจิตใจตัวเองด้วย เช่น ปี 1942
ท่เริ่มต้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวเยอรมันต้องถูกบ่มอารมณ์ด้วยการ

โฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นพิษอยู่หลายปี กว่า 10 ปีที่แนวความคิดเหนือ

อ่นใดอย่างชาตินิยมได้ถูกกระตุ้นให้แรงข้นด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ รวม

33
SELLING HITLER


ถึงการยอมรับต่อความคิดเรื่องชาติที่เหนือกว่า

มุมมองเพ่มเติมจากกิจกรรมชื่อ “Historikerstreit” (ฮิสโตริเคอร์ช-
ไตรต์) หรือกลุ่มเสวนาของนักประวัติศาสตร์เยอรมันในทศวรรษที่ 1980


ท่เสนอการตีความอันแตกต่างของแนวความคิดแบบนาซี ท่ฝ่ายอนุรักษ์-

นิยมอธิบายว่าเกิดจากการอุบัติข้นของความเป็นอ�านาจนิยมและมีความ
เชื่อมโยงกับแนวคิดแบบคอมมิวนิสม์ ส่วนฝ่ายตรงข้ามนั้นโต้แย้งว่าเป็น



เพราะลัทธิฟาสชิสม์ในเยอรมนีท่เติบโตเร็วอย่างไม่เคยปรากฏท่ไหนมา
1
ก่อน (หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นมุมมองแบบ โซนเดอร์เว็ก ) ในผลงาน
ยุคแรกๆ เช่น หนังสือ Origins of Totalitarianism (1949) ได้น�าเอาแนว
ความคิดแบบอ�านาจนิยมกลับมาเพิ่มน�้าหนักให้กับความคล้ายคลึงทาง
โครงสร้างระหว่างรัฐนาซีกับรัฐแบบโซเวียต ในทางกลับกันลัทธิฟาสชิสม์






ในอิตาลีน้นเป็นแบบก่งอานาจนิยมก่งชาตินิยม แต่เท่าท่เห็นโดยท่วไป


แล้วแนวคิดแบบนาซีคือเป็นรัฐบาลอานาจนิยม และคล้ายคลึงกับโซเวียต

มุมมองท้งสองน้นไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของการโฆษณาชวนเชื่อเลย และ

ความคิดแบบรวมศูนย์ของการโฆษณาชวนเชื่อเองก็ไม่ได้รับการยอมรับ
ด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าความคิดแบบนาซีจะมีหลายส่งท่คล้ายคลึงกับคอมมิวนิสม์






และนาซีเยอรมันน้นจริงๆ แล้วก็เป็นอานาจนิยมท่ต่างกันมากกว่าหน่ง


ประการแทนท่จะเหมือนกันเลย บทบาทหลักในระบอบนาซีข้นอยู่กับ
การโฆษณาชวนเชื่ออย่างชัดเจน เพราะชาวเยอรมันมีการศึกษาดีและ
มีความคิดท่ละเอียดอ่อนกว่า และย่งกว่าน้นคือไม่ใช่เร่องง่ายท่จะบีบ







1 Sonderweg view คือ ทฤษฎีท่อ้างว่าดินแดนเยอรมนีหรือคนเยอรมันล้วนดาเนินแนวทางจากความ
เป็นชนชั้นสูงสู่ประชาธิปไตย – บ.ก.
34
Propaganda and the Nazi Brand




บังคับพวกเขาให้ยึดม่นในอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว (ประเด็นน้ถูกเสนอ
โดยนักประวัติศาสตร์ อลัน บุลล็อค) พลังขับเคลื่อนหลักของระบบน้จึง

ต้องมีท้งการชักจูงและการบีบบังคับ แน่นอนว่าในลัทธิคอมมิวนิสม์น้น





ไม่เคยปฏเสธความส�าคญของการโฆษณาชวนเชือ ความจริงแล้วพรรค

บอลเชวคใช้กรอบความคดทต่อมาได้ถกนาซีลอกเลยนแล้วกระหนา










โฆษณาชวนเชื่อหนักข้อข้นอีก สหภาพโซเวียตคือชาติท่เพ่งเร่มพัฒนาซึ่ง

ยังไม่ยงยืน ดงน้นจึงยังไม่ต้องการความร่วมมือมากนักจากชนชั้นกลางท ี ่




ค่อนข้างมีการศึกษา

ส่งท่ทาให้นาซีแตกต่าง คือการใช้โฆษณาชวนเช่อให้เป็นมากกว่า










เคร่องมือหรืออุปกรณ์ของรัฐบาล ซึ่งจรงๆ แล้วเป็นส่งทเกิดขนมาตลอดใน
ประวัติศาสตร์ แต่ในภาพรวมคือความคิดท่ว่ารัฐบาลเป็นผู้ปกครองท่มอง




กระแสสังคมว่าเป็นส่งท่สร้างข้นได้ ทาให้เป็นสินทรัพย์และดัดแปลงใหม่


ได้ ไม่มีความแตกต่างจริงๆ ระหว่างนโยบายกับการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้ง



สองส่งน้คือเคร่องมือเดียวกันซึ่งจะใช้งานไม่ได้หากไม่มีอีกสิ่ง จักรวรรด ิ


เยอรมันท่ 3 จึงเปรียบเสมือนห้องทดลอง ไม่เคยมีระบอบใดๆ ท่ใช้การ



ชักจูงชี้นาได้กว้างไกลเท่าน้ ในน้นมีท้งทีมปั่นข่าวลือ ทีมวาดภาพบน



กาแพง ใช้สื่อทุกอย่างเพ่อโฆษณาชวนเชื่อต้งแต่รูปปั้นไปจนถึงอาวุธ




การนาเอาประดิษฐกรรมท้งหมดมาเป็นส่อคือส่งท่ไม่เคยมีใครตระหนัก







มาก่อน ดงนนการโฆษณาชวนเชือและความจรงจงไม่แตกต่างกนไม่




ว่าจะวิเคราะห์เยอรมนียุคนาซีในมุมไหน และสิ่งน้เองท่ทาให้แนวคิดน ี ้

เป็นระบอบที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกนาซีเป็นเหมือนผู้คิดค้น
เทคโนโลยีการส่อสารและอาวุธสงครามท่ในหลายคร้งถูกมองว่าเป็นสิ่ง



เดียวกัน หรืออย่างน้อยก็ตามท่พวกเขาคิดว่ามันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ

35
SELLING HITLER




ไม่ใช่ส่งท่เราจะทาให้มันใช้การได้เหมือนขุนทหารของจักรวรรดิเยอรมัน


ท่ 3 แล้วแข่งกันเรียกร้องความสนใจจากฮิตเลอร์ มันมีหลักการในตัว


ของมันเอง ท้งโรเซินแบร์ค, ฮิมม์เลอร์ และคนอื่นๆ ในนาซีเยอรมนีน้น

ทุกสิ่งสามารถจะถูกนามาใช้เพ่อเพ่มศักยภาพของการโฆษณาชวนเชื่อ


ได้ท้งส้น ทุกหนแห่งล้วนถูกจารึกด้วยความหมายของการโต้แย้งถกเถียง



ทุกๆ จิตสานึกสาธารณะล้วนมาจากตัวอักษรและหนังสือพิมพ์ ตลอด
จนข้อความในแถลงการณ์ของกองทพ ในสถาปัตยกรรม ไปจนถงการ


ออกแบบและใช้อาวุธเอง ทุกส่อมีการโฆษณาชวนเชื่อแฝงอยู่ไม่ใช่เฉพาะ

แค่ในศิลปะหรือภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีระบอบใดๆ ที่ท�าได้ขนาดนี้มาก่อน
ช�าแหละฮิตเลอร์: โครงสร้างกรอบความคิด


คาว่า “การโฆษณาชวนเชื่อ” น้โดยท่วไปในปัจจุบันถูกมองว่าไม่เข้า


กับยุคสมัย และในยุคน้กรอบความคิดดังกล่าวได้ถูกนาเสนอใหม่ด้วย


ภาษาแบบเลี่ยงๆ เช่น การชี้น�า การสื่อสาร และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าความ



หมายน้นเป็นส่งสาคัญ เพราะการให้คาจ�ากัดความก็ถือว่าเป็นการบอก


ถงทฤษฎีต่างๆ ทใช้กับกรอบความคิดน้ในตวมันเองอย่แล้ว ตามทเอ็ด-







เวิร์ด เบอร์เนย์สช้ให้เห็นในหนังสือ Crystallizing Public Opinion (1923)


ว่า “การสนับสนุนส่งท่เราเชื่อคือการศึกษา ส่วนโฆษณาชวนเชื่อคือการ



สนับสนุนส่งท่เราไม่เชื่อ” แน่นอนว่าการโฆษณาชวนเชื่อน้นมีความหมาย





ค่อนไปทางการช้นา แต่ส่อถงความคิดด้านการขับเคลือนด้วยการหารือ



ถกเถียงในวงกว้าง (การถกเถียงเร่องความหมายของคาท่ปรากฏอยู่ใน

งานชิ้นแรกๆ ของผม เช่น ข้อความข้างล่างที่แสดงความหมายต่างๆ รวม
ทั้งบทความ 4 ชุดส�าคัญที่เพิ่งเผยแพร่ไป)
36
Propaganda and the Nazi Brand




หนังสือเล่มน้ถูกเขียนด้วยสามกรอบความคิด เพ่อตีความการ
โฆษณาชวนเชื่อของนาซีผ่านทางกรอบความคิดทั้งสาม ได้แก่ “ต�านาน”


“ความเป็นสัญลักษณ์” และ “การใช้ถ้อยคาเพ่อโน้มน้าว” [หาอ่านได้
จากหนังสือของผม Politics and Propaganda: Weapons of Mass

Seduction (2004)] ท้งสามคือกรอบความคิดทางกายภาพของการ

โฆษณาชวนเชื่อท้งหมด ท่เราสามารถนามาย่อ จัดการ และตีความได้แทบ










ทกองคาพยพของการส่อสารทมีการโต้แย้งถกเถียงกน แนวความคดน้เกด
จากงานของจีออร์จี เชิปฟลิน นักการเมืองชาวฮังการี (1997) ผู้ให้เหตุผล

ว่าความเป็นตานาน สัญลักษณ์ และพิธีกรรมน้นทาให้เกิดภาษาท่ฝังแน่น








ย่งกว่าตัวภาษาเอง คาพูดน้นจะหนักแน่นข้นด้วยการใช้สัญลักษณ์กากับ


ทาให้เข้าใจถึงความเป็นจริงได้ง่ายข้น สัญลักษณ์จึงกลายเป็นทางลัดให้
จดจ�าได้เร็ว เช่นที่ผมได้เคยกล่าวไว้ว่าทั้งต�านาน สัญลักษณ์ และการใช้
ถ้อยค�าเพื่อโน้มน้าวนั้นคือสามสิ่งที่เกี่ยวเนื่องต่อกัน สิ่งหนึ่งจะใช้การไม่
ได้เลยหากไม่มีอีกส่งมาประกอบ การโฆษณาชวนเชื่อท่ดีจึงต้องใช้องค์


ประกอบที่เกื้อกูลกัน
การแบ่งประเภทเพ่ออธิบายอย่างละเอียดถึงการโฆษณาชวนเชื่อ

ของจักรวรรดิเยอรมันที่ 3 สรุปได้ดังนี้

1. ตานาน: ทุกวัฒนธรรมล้วนมีเร่องเล่า ส่งน้เป็นจริงสาหรับ







ประเทศท่มีอุตสาหกรรมอันสลับซับซ้อนและมีเร่องราวแต่หนหลัง ตานาน
ของนาซีใช้แนวความคิดอย่างชาวปรัสเซีย โดยอ้างว่าแนวคิดดังกล่าว


เป็นของตนและใช้แนวคิดน้เป็นเครื่องยึดเหน่ยวทางประวัติศาสตร์ ดึง

เอาความทรงจ�าจากประวัติศาสตร์มาทาให้เป็นแบบของนาซี จนกลาย
37
SELLING HITLER




มาเป็นแนวคิดหลักในท่สุด โดยเฉพาะเกิบเบิลส์น้นเข้าใจดีถึงคุณค่า
ของต�านานและคิดว่าทุกเรื่องราวล้วนมีต�านานอยู่เต็มไปหมด เช่น เรื่อง


อาชญากรเดือนพฤศจิกายน, เร่องการแทงข้างหลัง, ชัยชนะท่ปล้นมา,
การปกครองโดยเศรษฐีในระดับนานาชาติและการสมคบคิดกันของพวก




ยว, พวกคอมมวนสต์ยว, ปฏกรยาแบบเก่า แต่การโฆษณาชวนเชือใน




เรื่องยิวนั้นถือว่าแต่งขึ้นเอง เป็นเรื่องแต่งที่ใช้ภาษาแบบทั่วไป เช่น การ

จินตนาการถึงภาพของชาวยิวท่แบกกระเป๋าทรัพย์สินแท้ๆ ของนาซี ซึ่งท ี ่
จริงแล้วเป็นแค่ภาพที่สร้างขึ้นมา ส่วนความเป็นนาซีแท้ๆ นั้นปรากฏอยู่
ในเรื่องราวของการเหยียดเชื้อชาติ
2. สัญลักษณ์: สัญลักษณ์คือภาพของความคิด เป็นรูปแบบหน่ง

ของภาษา นาซีเยอรมันใช้ภาษาสัญลักษณ์ท่ทันสมัย ประกอบกับผลิต

สัญลักษณ์ต่างๆ ออกมามากมาย สร้างรูปทรงแบบสมมาตรขึ้น เปลี่ยน


ส่งท่ไม่เป็นรูปเป็นร่างให้กลายเป็นรูปแบบทางคณิตศาสตร์ และรู้ลึกถึง

ธรรมชาติแห่งอานาจของการใช้สัญลักษณ์ต่อการรับรู้ของมนุษย์ (จริงๆ
แล้วมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เก่ยวกับบทบาทของสัญลักษณ์ใน




การทาให้ความหมายชัดเจนข้น การเข้าถึงจิตใจและจดจาได้ผ่านทาง




สัญลักษณ์ท่ใช้แทนความเป็นจริง) พวกนาซีเข้าใจถึงช่วงความจาท่ส้น

ของคนหมู่มาก จึงต้องทาความหมายให้กระชับ (หรือกล่าวได้ว่าการสร้าง
สัญลักษณ์นั้นต้องท�าให้ร่วมสมัย เพื่อให้คนจ�านวนมากจดจ�าได้เร็ว)

3. การใช้ถ้อยคาชักจูง: จักรวรรดิเยอรมันท่ 3 ดาเนินไปในแบบท ่ ี


ผู้คนต้องสนับสนุนและโต้แย้งกันตลอด การใช้ถ้อยคาของนาซีแตกต่าง

จากในอดีต ไม่ใช่แค่หยาบกระด้าง แต่ยังต้องสั้นกระชับด้วย เป็นภาษา
ที่เหมือนการโฆษณาที่อาจจะซ�้าซากแต่จดจ�าได้ง่าย ติดตรึง โดนใจ แม้

38

Propaganda and the Nazi Brand






จะเป็นถ้อยคาธรรมดาๆ ในหนังสอเล่มนเป็นการแสดงความเห็นเกยว





กับการใช้ถ้อยคาชักจูงท่เน้นในความสัมพันธ์กับงานชิ้นสาคัญท่ชื่อว่า

Language of the Third Reich (ดูบทที่ 6) เขียนโดยวิกตอร์ เคลมเพอ-
เรอร์ (1881-1960) ถ้าส่งน้อาจจะดูเหมือนต้องพ่งพาความพยายามใน



การยึดโยงความคิดท่ดูย้อนแย้งในตัวเอง ผมก็ขอสารภาพผิดเสียตรงน ี ้


เลย โดยท่วไปแล้วเคลมเพอเรอร์จะเสนอความคิดท่ว่า จักรวรรดิเยอรมัน

ที่ 3 มักแสวงหาการใช้ภาษาเยอรมันอย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับการ



วิเคราะห์ของผมท่ว่า ในการต้งชื่อสิ่งต่างๆ น้น ต่างสะท้อนถึงความคิด


ของเรา เมอคาพดไม่ใช่เครองมืออเนกประสงค์แต่เป็นรูปธรรมของการ




แสดงความคิด
ต่อจากนี้คือเรื่องราว






















39

SELLING HITLER


ภาค 1














กำรพรรณนำและทฤษฎี


1




กำรโฆษณำชวนเชื่อของจักรวรรดิเยอรมันที่ 3
(1920-1939)

จักรวรรดิเยอรมันในอุดมคติ















“เป็นกลุ่มคนพาลผู้ประพฤติผิดของโลกท่ประกอบด้วยพวกข้เมาท ่ ี
รวมตัวกันในซ่องโสเภณี และคบค้าอยู่แต่กับพวกแมงดา”

ธีโอดอร์ เคาฟ์มัน (Theodore Kaufman)



เป็นอาณาจักรแห่งความหยาบกระด้างถึงที่สุด เต็มไปด้วยพวกรก


โลก เหมือนพวกคนป่าเถ่อนกลุ่มใหญ่ท่ชอบอวดอ้างความย่งใหญ่และ

มีอัจฉริยภาพในทางเส่อม อยู่ในกองขยะเน่าเหม็นท่มีแต่ซากสิ่งของและ




ซากสัตว์ไร้ประโยชน์ เป็นส่งปฏิกูลท่กลวงเปล่าและผุพัง เปรียบเสมือน
เศษซากทางสติปัญญาแห่งศตวรรษ
ฮิวจ์ เทรเวอร์ โรเปอร์ (Hugh Trevor Roper)


43

SELLING HITLER


ประวัติศาสตร์ช่วงแรก


รัฐเยอรมันมีความหลากหลาย ผู้เป็นใหญ่ไม่ใช่แค่เป็นพระราชาเคอ-
นิก (Koenig) แต่เป็นถึงระดับจักรพรรดิ หรือ ไคเซอร์ (Kaiser) พวกนาซีจึง


พึงพอใจกับจิตใต้สานึกของสาธารณชนท่นิยามว่าผู้นาควรมีสถานะเป็น



ด่งยอดมนุษย์ เป็นผู้รักชาติเปี่ยมวิสัยทศน์ท่เฉลียวฉลาดเกินคนปกติ เป็น

บุคคลผู้ทัดเทียมกับมหาบุรุษอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ มนุษย์ศักดิ์สิทธิ์เดิน


ดินผู้เป็น ซีซาร์ของประชาชน น่จึงเป็นเหตุให้ไคเซอร์เป็นตาแหน่งท่ชนชั้น


เจ้าของท่ดิน หรือ ยุงเคอร์ (Juncker) เป็นไม่ได้ ผู้นาในระดับน้ต้องเปล่ยน




ความเป็นชาติไปสู่การแสวงหาเพ่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ ด้วยภารกิจ



ทางศีลธรรมท่แก้ไขในส่งผิด หรือทาชีวิตประจ�าวันให้กลายเป็นความ
หลุดพ้น ในเมื่อพวกนาซีน้นระมัดระวังมากในการอ�าพรางวาระซ่อนเร้น

ไว้จากชาวเยอรมัน ประเทศเยอรมนีในทศวรรษท่ 1930 จึงมีความหวัง


ท่ค่อนข้างริบหรี่ โดยจุดหมายปลายทางดูเหมือนจะไม่ใช่สงคราม พวก
เขาจึงต้องสร้างความรู้สึกท่แสดงถึงความอยู่ยงคงกระพันอันรุนแรงข้น



เพ่อให้จักรวรรดิเยอรมันน้นได้กลายเป็นรถด่วนขบวนแรง รวดเร็ว และ



น่าหวาดเสียว เป็นในลักษณะท่ว่าประวัติศาสตร์คือตัวกาหนดในการวาง
จุดหมายปลายทางของเยอรมนีไว้แล้ว ซึ่งฮิตเลอร์ทาได้และหาประโยชน์

จากมันได้อีกด้วย
จักรวรรดิเยอรมันท่ 3 คือผลพวงของสองระบบ ได้แก่ ระบบแห่ง

ความเรืองปัญญา (Enlightenment) และระบบท่เป็นปฏิกิริยาแบบเพ้อฝัน

ในทางตรงกันข้ามกับความเรืองปัญญา ท้งสองระบบได้รับอิทธิพลมาจาก

ยุคฟื้นฟูและปฏิรูปศิลปวิทยาการของยุโรป การปกครองแบบนาซีจึงเป็น
เหมือนลูกผสมที่รวมคุณสมบัติต่างๆ ของทั้งสองระบบไว้ด้วยกัน คล้าย

44

Propaganda and the Nazi Brand


Click to View FlipBook Version