The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2022-01-11 03:24:15

แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว


แต้จ๋ว แต่แจ๋ว

สมชาย จิว: เขียน
ราคา 275 บาท
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
สมชาย จิว.
แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2565.
272 หน้า.
1. จีน -- ประวัติศาสตร์. 2. จีน -- วัฒนธรรม. I. ชื่อเรื่อง.
951
ISBN 978-616-301-755-0

© ข้อความในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์

บรรณาธิการอำานวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
บรรณาธิการเล่ม : วาสนา ชูรัตน์
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง
เลขากองบรรณาธิการ : กันยารัตน์ ทานะเวช
พิสูจน์อักษร : ยุพดี ตันติทวีโชค
รูปเล่ม : Evolution Art
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
ผู้อำานวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จำากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจำาหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำากัด เลขที่ 37/145 รามคำาแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร. 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
Line ID: @gypzy

สนใจสั่งซื้อหนังสือจำานวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำานักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939


แต้จ๋ว แต่แจ๋ว
潮州




























สมชาย จิว

ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์





‘แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว’ เป็นผลงานหนังสือล�าดับที่ 4 ของ ‘สมชาย จิว’

ที่จัดพิมพ์โดยส�านักพิมพ์ยิปซี ซึ่งล�าดับที่ 1 นั้นคือ ‘จีนมีเกร็ด’ บอกเล่า


เกร็ดประวติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนหลากยคหลายสมัย กับเรองเล่าเร้น



ใจลูกหลานมังกรโบราณ ล�าดับที่ 2 ‘เกร็ดเทพเจ้าจีน’ บอกเล่าก�าเนิดของ
เทพเจ้าแต่ละองค์ และเกร็ดแปลกใหม่ของเทพเจ้าองค์ต่างๆ ลาดับท่ 3


‘มังกรสยายเกร็ด’ บอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์จีนอันตื่นตาตื่นใจ เรื่องราว
ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ย้อน ‘เกร็ด’ มังกรจากโพ้นอดีตสู่ปัจจุบัน


และส�าหรับ ‘แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว’ เล่มนี้ ผู้เขียนได้คัดสรรเรื่องราวของ

คนจีนแต้จิ๋วทั้งที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ และที่เป็นจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย



โดยค่อยๆ พาผู้อ่านไปรู้จักกับดินแดนท่เรียกว่าแต้จ๋ว ไล่เรียงประวัติศาสตร์

แต้จ๋วผ่านแต่ละราชวงศ์เร่อยลงมาจนปัจจุบัน ในท่วงทานองแบบเล่าสู่


กันฟัง ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง และในแบบฉบับ ‘สมชาย จิว’ ที่หลาย
ท่านคุ้นเคยและประทับใจ


ด้วยความขอบคุณ
ส�านักพิมพ์ยิปซี

ค�ำน�ำผู้เขียน





床前明月光,

疑是地上霜。
举头望明月,

低头思故乡。



ปลายเตียงแสงจันทร์พร่าง
น�้าค้างแข็งฤาไฉน

เงยหน้ามองจันทร์อ�าไพ
ก้มหน้าคิดไกลถึงบ้านเกิด


静夜思 : หวนค�านึงในดึกสงัด : หลี่ไป๋







คนจีนแต้จ๋ว เป็นหน่งในชาวจีนโพ้นทะเลท่มีมากท่สุดในเมืองไทย ผ ู้


เขียนเองก็เป็นลูกจีนแต้จ๋ว ท่พ่อและแม่มาจากเมืองจีนท้งคู่ ตัวเองจึงโตมา

ในแวดล้อมของความเป็นจีน ทว่า ก็เหมือนใกล้เกลือกินด่าง เพราะไม่ใคร่




จะให้ความสาคัญกับท่มาท่ไปของตัวเองมากนัก ต้งแต่เล็กมา ก็รู้เพียงว่าตัว
เองเป็นคนจีนแต้จิ๋ว พูดภาษาจีนแต้จิ๋วได้ แต่ถ้าซักไซ้ไล่เรียงมากไปกว่านี้




ผ้เขียนกไปไม่เป็นเหมือนกน จนเมอมาสนใจกับความเป็นจีนมากข้นน่เอง



ที่ค่อยๆ กลับไปเสาะค้นเรื่องราวของบรรพชน ยิ่งศึกษาหาความรู้ ก็ยิ่งค้น
พบความน่าสนใจมากมาย

คนเชื้อสายจีนในเมืองไทยที่เคยถูกก�าหนดให้เป็น “คนนอก” เป็น
“เจ๊ก” ในวันนั้น ณ วันนี้ล้วนกลายเป็น “ลูกจีน” ที่เปี่ยมไปด้วยความภาค

ภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะ “ต่อไม่ติด”
กับความเป็นจีนของตัวเองเท่าไรนัก

เรามักได้ยินค�ากล่าวขานกันว่า...
“บรรพบุรุษของเราโล้สาเภา เส่อผืนหมอนใบหนีความอดอยากจาก


เมืองจีนมาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยสองมือเปล่า”
ประโยคนี้จะว่าผิดก็ไม่เชิง แต่จะว่าถูกต้องทั้งหมดก็ไม่ใช่


• บรรพบุรุษของเรา เม่อตอนมานาเส่อและหมอนติดตัวมาด้วย


จริงหรือ?
• เรือที่บรรพบุรุษของเราโดยสารมายังเป็นเรือส�าเภา กางใบอาศัย
ลม หรือเป็นเรือกลไฟแล้วกันแน่

• บรรพบุรุษของเรา สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยสองมือเปล่า หรืออาศัย
เครือข่ายความสัมพันธ์อื่นประกอบด้วย



แค่ประโยคเดียว ยังท�าให้ตั้งค�าถามได้มากมาย!



หนังสือ “แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว” เล่มนี้ ผู้เขียนพยายามคัดสรรเรื่องราว



ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ของคนจีนแต้จ๋ว ท้งท่อยู่ในจีน

แผ่นดินใหญ่ และท่เป็นจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย โดยอาศัยการเล่าเร่องผ่าน


ค�าศัพท์ที่เราๆ อาจคุ้นหู แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป โดยจะค่อยๆ พาผู้อ่านไปรู้จักกับ




ดินแดนท่เรียกว่าแต้จ๋ว ท่คนจีนทุกวันน้เรียกว่า เฉาซ่าน ไล่เรียงประวัติศาสตร์
แต้จิ๋วผ่านแต่ละราชวงศ์เรื่อยลงมาจนปัจจุบัน




จากน้นก็ค่อยพาท่านผู้อ่านลงเรืออ่งเถ่าจุ๊ง รู้จักเรือสาเภาหัวแดง ท ี ่
ครั้งหนึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกของสยาม จากนั้นไปรู้ที่มาของค�าว่าหัวเฉียว



ท่ไม่ใช่แค่ช่อโรงพยาบาล พากระทบไหล่เจ้าสัว การสร้างเน้อสร้างตัว
และการสร้างเครือข่าย คุยกับกุลีจีนจนรู้จักตึ่งซัว ตึ่งนั้ง กากี่นั้ง เยี่ยมยล

โพยก๊วน ธุรกิจท่เป็นสายใยเช่อมคนสองฝั่งระหว่างโพ้นทะเลและถ่นเกิด


เกาะขอบโรงง้วแต้จ๋วจากจีนสู่สยาม ไปดูประเพณีคนแต้จ๋วท่ไหว้เจ้าแทบ




จะทุกวัน รู้จักกับบางเมนูอาหารแต้จิ๋วเลื่องชื่อ

พบคนดังแต้จ๋วในจีนและไทย ท้งแม่ทัพท่สละชีพเพ่อชาติ จอหงวน




หนุ่ม มหาเศรษฐีฮ่องกง และลูกจีนแต้จ๋วผู้ย่งยงอย่างอาจารย์ป๋วย อ๊งภากรณ์


แล้วพาไปสนุกกับสุภาษิต ค�าคมแต้จิ๋วที่แฝงแง่คิดและบทที่ว่าด้วยส�าเนียง



เสียงจีนแต้จ๋วท่มีเอกลักษณ์ ปิดท้ายด้วยเกร็ดจีนแต้จ๋วท่เต็มไปด้วยอรรถรส


ไม่ว่าจะเป็นเร่องคนจีนแต้จ๋วผู้อยู่เบ้องหลังการเชิญธงชาติในวันสถาปนา


สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน เร่องของคู่ชีวิตชาวจีน

แต้จ๋วสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ท่เข้ามาถูกจับในเมืองไทย เม่อ 91 ปี



ที่แล้ว ฯลฯ

องค์ความรู้อันว่าด้วยจีนแต้จ๋วน้นมีท่านผู้รู้หลายต่อหลายท่านเคย



ถ่ายทอดไว้แล้ว ซ่งล้วนแต่เป็นหนังสือท่มีค่าย่ง ผู้เขียนจึงพยายามนาเสนอ



แต้จ๋วในส่วนท่ยังไม่ถูกกล่าวถึง หรือนามาเล่าใหม่ในแง่มุมท่แผกแตกต่างกัน



ออกไป ด้วยหวังจะเป็นส่วนหน่งท่ได้เติมเต็มความรู้ด้านจีนแต้จ๋วในไทยให้



เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

คนจีนนั้น ว่ากันว่า ด้วยความผูกพันกับบรรพบุรุษ หากเลือกได้มัก




ไมมีใครอยากเคลื่อนยายถิ่นฐาน หรืออพยพไปแดนไกล แตเมื่อจ�าตองจาก
มา ก็อดหวนค�านึงถึงบ้านเกิดไม่ได้ ดั่งบทกวีของหลี่ไป๋ แห่งราชวงศ์ถัง ที่



หยิบยกข้นมาข้างต้น แต่ก่อนน้นบรรพบุรุษของเราเม่อมาทามาหากินแดน

ไกล ล้วนหวังจะเป็น “ใบไม้หวนคืนสู่ราก” ได้กลับคืนภูมิลาเนา ทว่า มาถึง

วันนี้ หลายต่อหลายตระกูล กลายเป็นผู้ “หยั่งรากฝังลึก” ในแผ่นดินไทย
นี้แล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว” เล่มนี้ จะได้เป็นสื่อพาทุกท่าน
หวนคืนสู่รากเหง้าถิ่นเกิดบรรพชน



สมชาย จิว

เมษายน 2564

สำรบัญ





บทน�า 10

1. แต้จิ๋ว 14


2. อั่งเถ่าจุ๊ง 36

3. หัวเฉียว 52


4. เจ้าสัว 66

5. กุลี 82


6. ตึ่งซัว ตึ่งนั้ง กากี่นั้ง 94

7. โพยก๊วน 102


8. งิ้วแต้จิ๋ว 116

9. ไป๊เหล่าเอี๊ย แต้จิ๋วไหว้เจ้า 150


10. รสแต้จิ๋ว 164

11. คนแต้จิ๋ว 174


12. คมแต้จิ๋ว 200

13. เสียงแต้จิ๋ว 216


14. เกร็ดแต้จิ๋ว 226

บท



น�ำ

ในรัชสมัยยงเจิ้งฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ต้าชิง



ณ ท่าเรือเจียงหลิน (จึงล้มในส�าเนียงแต้จ๋ว) 樟林 อาเภอเฉิงห่าย

(เถ่งไฮ่) 澄海 เมืองแต้จิ๋ว วันนั้น ผู้คนขวักไขว่

เสียงดังเซ็งแซ่ ลูกเรือกาลังขนสินค้าลงเรือกันโกลาหล ลมมรสุม

ตะวันออกเฉียงเหนือมาแล้ว ถึงฤดูกางใบแล่นเรือข้ามนาข้ามทะเลไป

ค้าขายยังต่างแดนอีกแล้ว



ในท่ามกลางความอึกทึกจอแจ กลับมีชายหนุ่มผู้หน่งกาลังยืนน่ง


ไม่ไหวติง เขายืนมองดูเรือสาเภาอ่งเถ่าจุ๊งลาใหญ่ตรงหน้า ดวงตากลมโต











ทถูกวาดขนตรงหวเรอสีแดงเหมือนกาลงสบตากบเขาอยู่ มันคล้ายกบ
จะถามเขาว่า...
“แน่ใจแล้วหรือ ที่จะทิ้งแผ่นดินเกิดไปกับข้า”
เขาคือ เจิ้งยง (แต้ยง) 郑镛 ชายหนุ่มชาวแต้จิ๋วจากหมู่บ้านหัวฝู่
(ฮัวปู๋) 华富村 อ�าเภอเถ่งไฮ่ เจิ้งยง เดิมชื่อ เจิ้งต๋า เขาเป็นคนออกจะ
โผงผาง อารมณ์ร้อน จนคนในหมู่บ้านเอือมระอา ต่างเรียกขานเขาลับหลัง
ว่า “อันธพาลต๋า” ชีวิตของเขาที่บ้านเกิดคงไม่น่าอภิรมย์นัก เขาจึงตัดสิน



ใจจะท้งแผ่นดินเกิดไปแสวงโชคท่ต่างแดน ถ้ารารวยกลับมาเม่อไร ชาวบ้าน



จะต้องเสียใจที่เคยเรียกเขาว่าอันธพาล
วันนั้น เป็นวันที่หนาวผิดปกติ เจิ้งยงไม่แน่ใจว่าเป็นหนาวยะเยือก
จากภายนอก หรือว่าหนาวยะเยือกจากภายในใจ
เจ้งยงหันกลับไปมองด้านหลัง เหมือนจะส่งลามาตุภูมิเป็นคร้ง




สุดท้าย จากน้นก็ก้มลงหยิบตะกร้าท่มีเพียงขนมเข่งและฟักเขียวลูกหน่ง


ขึ้นมา แล้วตัดใจเดินอาดๆ ไปยังเรือส�าเภาอั่งเถ่าจุ๊ง เรือที่จะกางใบรับลม
11

แหวกคลื่นพาเขาไปยังเมืองสยาม


และเม่อมาถึงยังพระนครศรีอยุธยาโดยสวัสดิภาพ เจ้งยงก็ไปต้ง


รกรากอยู่ในย่านของคนแต้จิ๋วด้วยกันที่แถวคลองสวนพลู ข้างวัดพนัญเชิง
















กรงศรอยธยาเวลานน ชาวจนฮกเกยนมจานวนมากทสดและมอทธพล





ท่สุด เจ้งยงท่เป็นจีนแต้จ๋วเลือกประกอบสัมมาชีพเท่าท่จะทาได้ จาก

ค้าขายค่อยๆ ขยับฐานะสู่นายอากร
แต่เจ้งยงคงไม่คาดคิดว่า โชคชะตาจะพาเขาไปไกลจนเหลือเช่อ


เพราะต่อมาเขาจะกลายเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของลูกชายคนหน่ง ลูกชายท ี ่




เมื่อเติบใหญไดกุมดาบปราบขาศึก รวมแผนดินสยามกลับมาเปนหนึ่ง แลว



สถาปนาแผ่นดินกรุงธนบุรี ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช


เร่องราวของเจ้งยง เป็นตัวอย่างหน่งของชาวจีนแต้จ๋วโพ้นทะเล







ทมาแสวงโชคสร้างเนอสร้างตวบนแผ่นดนอนจนประสบความสาเรจ (แม้





ในกรณีเจิ้งยงจะประสบความส�าเร็จเกินคาดหมายไปมาก)
สุสานหลวงพระเจ้าตากสิน ที่เถ่งไฮ่ แต้จิ๋ว
12




เร่องราวของจีนแต้จ๋ว จะนับได้ว่า “แต้จ๋ว แต่แจ๋ว” ก็ไม่ผิดนัก
เพราะแต้จิ๋ว อาจจะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของชนกลุ่มน้อยบนแผ่นดิน
มังกร เแต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราว สถานที่ ผู้คน ศิลปวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่

ลูกจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว ยังมีอยู่มากมายบนผืนแผ่นดินไทย แต่เรารู้จัก
แต้จิ๋วรากเหง้าของเรามากน้อยเพียงใดกัน

หลายคนรู้เพียงแค่ว่า บรรพบุรุษของตัวเองเป็นคนจีนแต้จิ๋ว หลาย
คนพอจะบอกได้ว่า นามสกุลที่ตนใช้อยู่มาจากแซ่อะไรของบรรพบุรุษ เช่น

ขึ้นต้นด้วย อัศวะ... มักมาจาก แซ่เบ๊ ขึ้นต้นด้วย จิระ... มักมาจาก แซ่จิว



ข้นต้นด้วย สิมะ... มักมาจาก แซ่ซ้ม ข้นต้นด้วย ลี... มักมาจาก แซ่ล ี ้
แต่เรื่องราวพ้นไปจากนี้เล่า รากเหง้าของเราอยู่ที่ไหน เป็นเช่นไร





แต้จ๋วคือใคร แต้จ๋วอยู่ท่ไหน แต้จ๋วต่างกับจีนอ่นอย่างไร
ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมจีนแต้จ๋วมีเอกลักษณ์อย่างไร องค์

ความรู้เหล่านี้ ดูเหมือนจะเลือนรางห่างไกลจากเราไปทุกที

หนังสือเล่มน้ ขออาสาพาคุณย้อนคืนสู่รากเหง้าความเป็นชาวจีน
แต้จิ๋ว โดยบอกเล่าผ่านค�าจีนแต้จิ๋ว ที่เราๆ ท่านๆ อาจคุ้นหูแต่ไม่รู้ที่มาที่
ไป เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะพบว่า แต้จิ๋ว แต่แจ๋ว


หมายเหตุ

ชื่อบุคคล และสถานที่ต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ จะพยายามถ่ายทอด



เป็นภาษาจีนกลางเป็นหลัก โดยมีสาเนียงแต้จ๋วกากับไว้ในวงเล็บ ยกเว้น




บางช่อท่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะออกเสียงตามท่คุ้นเคยกันมา
เช่น แต้จิ๋ว หรือ กวางตุ้ง เป็นต้น




13

1.






แต้



จิ๋ว











有潮水的地方就有潮汕人


ที่ใดมีกระแสน�้า ที่นั่นมีคนแต้จิ๋ว

แต้จิ๋ว...อยู่หนใด




กังไส


ตั่วโปว ฮกเกี้ยน



กวางตุ้ง
ฮงสุง เหยี่ยวเพ้ง


กิ๊กเอี๊ย ไหเอี๊ย
เถ่งไฮ่ เมืองแต้จ๋ว ิ

โผวเล้ง เตี่ยเอี๊ย เมืองซัวเถา

ฮุ่ยไล้



แผนที่แสดงบริเวณแถบแต้จิ๋วใน ค.ศ. 1911 โดยระบุชื่อแต่ละอ�าเภอเป็นแต้จิ๋วและจีนกลาง







คาว่า 潮州 แต้จ๋ว หรือ เฉาโจว ในสาเนียงจีนกลาง เป็นช่อดินแดน
ในทางตอนใต้ของจีน ต้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง ทิศ




ตะวันออกอยู่ติดกับมณฑลฮกเก้ยน บริเวณแถบน้บางคร้งก็มีขนาดใหญ่ข้น

บางครั้งก็หดเล็กลง แล้วแต่ยุคสมัย
แต้จ๋วมีขนาดพ้นท่ 10,451 ตารางกิโลเมตร มีพ้นท่ราบเพียง 1 ใน 3









ของพ้นท่ท้งหมด มีเทือกเขา เหลียนฮัวซาน ทางตะวันตก ท่แยกแต้จ๋วออก



จากกลุ่มคนท่ใช้ภาษากวางตุ้งในเขตแม่นาจูเจียง ในขณะท่ภูเขาเฟิ่งหวงซาน




ก็ก้นพวกแต้จ๋วออกจากพวกฮากกาทางเหนือ ดินแดนน้หันหน้าออกสู่

ทะเลจีนใต้ มีชายฝั่งยาวประมาณ 325.6 กิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่บริเวณ
16

ชายฝั่ง เกาะที่มีขนาดใหญ่สุด คือเกาะหนานเอ้า แต้จิ๋ว มีแม่น�้าส�าคัญสาย

หลักอยู่ 3 สาย ได้แก่
1. แม่น�้าหานเจียง (หั่งกัง) 韩江 ไหลผ่าน แต้จิ๋ว เท่งไฮ้ ซัวเถา

2. แม่น�้าหยงเจียง (หย่งกัง) 榕江 ในกิ๊กเอี๊ย โผวเล้ง


3. แม่นาเล่ยนเจียง (เหล่ยงกัง) 练江 ท่ไหลผ่านเต่ยเอ๊ยและ





โผวเล้ง
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ปิดในทางบก และเปิดออกทางทะเล ท�าให้
แต้จิ๋วเป็นเขตที่มีลักษณะเฉพาะตัว แม้จะได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑล

กวางตุ้ง แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากทางกวางตุ้งน้อยมาก และแม้จะเป็นส่วนหน่ง

ของมณฑลกวางตุ้ง แต่ทางภาษาและวัฒนธรรม กลับมีความเชื่อมโยงกับ

ชาวฮกเกี้ยนที่อยู่ติดกันทางด้านตะวันออกมากกว่า




แต้จิ๋ว...แปลว่าอะไร



ช่อแต้จ๋วน้น ในสาเนียงแต้จ๋วจริงๆ ต้องออกเสียงว่า เต่ยจิว จีน





กลางออกเสียงว่า เฉาโจว ประกอบด้วยสองค�า คือ เตี๋ย หรือ เฉา ที่แปล
ว่า กระแสน�้า หรือ คลื่นทะเลใหญ่ กับค�าว่า จิว หรือ โจว ที่แปลว่า เมือง
หรือ เขตการปกครอง




ท่เรียกว่า เฉาโจว หรือ แต้จ๋ว มีสาเหตุจากการท่ดินแดนแถบน้ม ี
กระแสนาทะเลไหลกลับไปกลับมาขึ้นลงตลอดเวลา (บางคร้งก็ท่วมเป็น



อุทกภัย)
ก่อนจะได้ชื่อว่า แต้จิ๋ว สมัยที่ราชวงศ์ฮั่นผนวกดินแดนแถบชายฝั่ง
ทะเลจีนใต้เข้ามาในปกครอง ก็ให้เรียกดินแดนนี้ว่า เจียหยาง (กิ๊กเอี๊ย ใน

17






สาเนียงแต้จ๋ว) ต่อมาสมัยราชวงศ์จ้นถูกเรียกเสียใหม่ว่า อ้อัน (หง่อัง) 义安
จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์สุย จึงถูกเรียกว่า เฉาโจว หรือ แต้จิ๋ว อย่างเป็น
ทางการ
ชื่อแต้จิ๋ว ไปปรากฏในเอกสารของชาวตะวันตกครั้งแรก ในหนังสือ
The History of the Great and Mighty Kingdom of China and

the Situation Thereof ของ Juan González de Mendoza ซึ่งตี
พิมพ์เป็นภาษาสเปนใน ค.ศ. 1586 แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1588

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่าถึงโจรสลัดที่ชื่อ หลินอาเฟิ่ง (หลิ่มอาฮวง) ว่า...
เป็นคนพื้นเพเมือง “Trucheo” ซึ่งก็คือเมืองแต้จิ๋วนั่นเอง




แม้ชาวจีนโพ้นทะเลจะยังคุ้นชินท่จะเรียกดินแดนบรรพบุรุษว่า
แต้จิ๋ว เรียกตัวเองว่า เป็นคนแต้จิ๋ว กินอาหารแต้จิ๋ว ดูงิ้วแต้จิ๋ว แต่ในเมือง





จนปจจบน คนจนเรียกดนแดนแถบนี้ดวยสาเนยงจนกลางวา เฉาซาน หรอ














เตยซว ในสาเนยงแต้จว ซงประกอบไปด้วยสามจังหวดหลกคอ เฉาโจว






(แต้จิ๋ว) เจียหยาง (กิ๊กเอี๊ย) และ ซ่านโถว (ซัวเถา)



18

เฉาซ่าน 潮汕 : ชื่ออันที่มาจากเส้นทางรถไฟ






























ภาพพิธีเปิดเดินรถไฟสายเฉาซ่าน วันที่ 25 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1906


เดือนเมษายน ค.ศ. 1904 พ่อค้านักลงทุนชาวจีนโพ้นทะเลโดย

การน�าของจางอวี้หนาน 张煜南 และน้องชายกับพวก ได้ระดมทุนกัน

ก่อตั้งบริษัทรถไฟเฉาซ่าน 潮汕铁路有限公司 ขึ้นมาเพื่อเชื่อม
เส้นทางจากเมืองท่าซ่านโถว (ซัวเถา) เข้าสู่เฉาโจว (แต้จิ๋ว) เส้นทางรถไฟ


สายน้ยังถือเป็นรถไฟสายแรกของจีนท่ใช้ทุนสร้างและการบริหารจัดการ
โดยชาวจีนทั้งหมด



หลังจากท่ได้รับสัมปทานในปี 1903 ก็เร่มต้นก่อสร้างในปี 1904
โดยมีวิศวกรชาวญี่ปุ่นเป็นคนดูแลโครงการ ทางรถไฟสายนี้สร้างแล้วเสร็จ
ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 มีความยาวทั้งหมด 39.8 กิโลเมตร มี




19

สถานีรถไฟ 4 สถานี ต่อมาในปี 1908 มีการสร้างส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นอีก

2.3 กิโลเมตร ท�าให้เส้นทางรถไฟสายนี้มีความยาวรวม 42.1 กิโลเมตร
ชื่อบริษัทรถไฟเฉาซ่านมาจากการน�าค�าแรกของชื่อเมืองทั้งสองคือ

เฉา 潮 จาก เฉาโจว (แต้จิ๋ว) และ ซ่าน 汕 จาก ซ่านโถว (ซัวเถา)
เมื่อน�ามารวมกันจึงเป็น เฉาซ่าน



ต่อมาช่อ เฉาซ่าน 潮汕 ถูกนามาเรียกใช้บริเวณแถบน้ท้งหมด





สาหรับชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่จึงรู้จักและใช้คาว่า เฉาซ่าน (เต่ยซัว)
มากกว่า เฉาโจว (เตี่ยจิว หรือ แต้จิ๋ว)

แต้จิ๋ว...ในประวัติศาสตร์จีน




บริเวณท่เป็นเขตแต้จ๋วมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่โบราณนานมา


ก่อนประวัติศาสตร์


มีการค้นพบเครื่องมือหินของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว
8,000 ปี บนภูเขาเซ่ยงซาน เกาะหนานเอ้า จึงเช่อได้ว่าดินแดนแถบน้ม ี



มนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพกาล



แผ่นดินแถบน้ เคยเป็นท่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองท่เรียกว่าพวก



ไป๋เยว่ ในหนงสือ อตก่วงจ้ สมยราชวงศ์ซ่งเหนือ ระบไว้ว่า: “แต้จว ยค








ชุนชิวเป็นดินแดนชีหมิ่น ยุคจ้านกว๋อเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเยว่” โดยใน
ยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉู่ปราบปรามแคว้นเยว่ ท�าให้มีคนของแคว้นเยว่อพยพ
เข้ามาดินแดนแถบนี้จนเกิดเป็นวัฒนธรรมหนานเยว่ขึ้น
20

ราชวงศ์ฉิน




จนมาถึงราชวงศ์ฉิน จีนจึงเร่มเข้ามาผสมผสานกับคนพ้นเมือง



เพราะเม่อจ๋นซีฮ่องเต้ปราบหกแคว้น รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหน่งเดียว


ได้แล้ว ก็ส่งกองกาลังส่วนหน่งลงใต้ปราบชนพ้นเมืองหนานเยว่ ต้งเมือง


หนานไห่จุนข้น บริเวณท่จะเป็นแต้จ๋วในปัจจุบันก็เป็นส่วนหน่งของหนานไห่จุน




นี่เอง
ราชวงศ์ฮั่น
เมื่อราชวงศ์ฉินล่มสลาย แม่ทัพของฉิน นาม จ้าวทัว น�าไพร่พลหนี

ลงมาก่อตั้ง หนานเยว่กว๋อ ขึ้นที่นี่ แล้วน�าประเพณีการปกครองแบบแคว้น
ฉินเข้ามาด้วย ต่อมา ในรัชสมัยฮ่นอู่ต้ หนานเยว่กว๋อก็ล่มสลาย ดินแดนทาง


ใต้กลับไปผนวกรวมกับแผ่นดินฮั่น











สมัยราชวงศ์ฮ่นตะวันตก บรเวณทจะเป็นเมองแต้จว ก็ถกตงให้เปน
อ�าเภอเจียหยาง กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญขึ้นมาระดับหนึ่ง



ในยุคฮ่นตะวันออก ท่เมืองเจียหยางน่เอง ก็เกิดยอดคนข้นมาผู้หน่ง


นาม อู่ต้ง คนผู้น้มีความรู้ความสามารถจนได้เป็นขุนนางปกครองเมือง


อานเฉิง ในฉางซา ต่อมาเมื่อฮั่นระส�่าระสาย บ้านเมืองเริ่มแบ่งเป็นสามก๊ก

ซุนกวนแห่งง่อก๊กบุกตีเมืองอานเฉิง โลซกท่เป็นเสนาธิการของง่อก๊ก ส่ง
คนมาเกล้ยกล่อมอู่ต้งให้สวามิภักด์เข้าด้วยกับง่อก๊ก แต่อู่ต้งปฏิเสธอย่าง




แข็งขัน เขากล่าวว่า
“ข้า (อู่) ตั้ง รับพระราชโองการโอรสสวรรค์
รู้จักเพียงฮั่นไม่รู้จักอู่ (ง่อก๊ก)
21

แต่น�้าน้อยย่อมแพ้ไฟ อู่ตั้งไม่อาจรักษาเมืองอานเฉิงไว้ได้ หลังจาก

เมืองแตก อู่ตั้งก็หนีกลับบ้านเกิดที่เมืองเจียหยาง แล้วตัวเขาก็ค่อยๆ เลือน
หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์




สามก๊กและราชวงศ์จิ้น





ในยคสามกก และสมยราชวงศจน แผนดินแถบจงหยวนระสาระสาย






ด้วยภัยสงครามกลางเมือง ผู้คนส่วนหนึ่งก็อพยพหลบลี้มาหาความสงบใน





ดินแดนแถบแต้จ๋วน้กันมากข้น ในสมัยตงจ้น หรือราชวงศ์จ้นตะวันออก ดิน

แดนแถบน้ได้ช่อว่าจังหวัดอ้อัน ข้นอยู่กับสวินโจว คร้นสมัยซีจ้น หรือจ้น






ตะวันตก ราชวงศ์จิ้นใกล้ล่มสลาย มีการย้ายเมืองหลวงจากลั่วหยาง ลงใต้
มาที่เมืองเจี้ยนคัง (หนานจิงในปัจจุบัน) ผู้คนก็ทะลักเข้าฮกเกี้ยน แล้วเลย
ลงมาสู่แต้จิ๋วอีกทอด
ราชวงศ์สุย
ครั้นถึงปีที่ 10 ของรัชสมัยสุยเหวินตี้ แห่งราชวงศ์สุย จังหวัดอี้อาน

ถูกเปล่ยนช่อเป็นเป็นเมืองเฉาโจว หรือ แต้จ๋วท่เราคุ้นเคย น่นับเป็นคร้งแรก





ที่ค�าว่า เฉาโจว หรือ แต้จิ๋ว ถือก�าเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ





คาว่า เฉาโจว น้น แปลว่า เมืองแห่งกระแสนา เน่องจากบริเวณแถบ
นี้ติดทะเล มีกระแสน�้าขึ้นลงตลอดเวลา ถ้าจะพยายามแปลให้ใกล้เคียงกับ
ชื่อบ้านนามเมืองในไทย จะเรียกว่า เมืองชลบุรี ก็ไม่น่าจะผิดนัก





พอเข้าส่รชสมยของพระเจ้าสุยหยางต แผ่นดนกกลบมาว่นวายอีก




คร้ง เกิดการลุกฮือก่อกบฏของบรรดาผู้มีอิทธิพลตามท้องถ่นต่างๆ แทบทุก


22






หัวระแหง ท่แต้จ๋ว หยางซ่อเลว่ย นากองกาลังยึดเมืองแต้จ๋วแล้วไปเข้าร่วม


กับกองก�าลังกบฏของ หลินซื่อหง ที่สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น ฉู่ตี้ จักรพรรดิ
ฉู่ ซึ่งมีเขตอิทธิพลอยู่ในแถบมณฑลเจียงซีหรือกังไส และมณฑลกวางตุ้ง
ราชวงศ์ถัง




คร้นสุยล่มสลาย ราชวงศ์ถังสืบต่อ มีการส่งกองกาลังจากส่วนกลางเข้า
ปราบปรามกบฏทางใต้ กองทัพของราชวงศ์ถังเกล้ยกล่อมจนหยางซ่อเลว่ย





ยอมสวามิภักด์ จนกระท่งต่อมาทัพราชวงศ์ถังก็ปราบปรามกบฏหลินซ่อหง

ลงได้เป็นผลส�าเร็จ

วัฒนธรรมของชาวจงหยวน แพร่เข้ามาสู่แต้จ๋วเป็นอย่างมากใน

สมัยราชวงศ์ถังน่เอง เพราะเม่อทางราชสานกส่งแม่ทพเฉินเจ้งและบตร






ชาย เฉินหยวนกวง เข้ามาปราบปรามกบฏ และควบคุมดูแลทางใต้ มีชาว

จีนจากทางเหนืออพยพเข้ามาลงหลักปักฐานพร้อมๆ กับนาวัฒนธรรมของ
ชาวฮั่นเข้ามาด้วย


เน่องจากแต้จ๋วเป็นดินแดนทุรกันดารห่างไกลจากฉางอานเมือง


หลวงในสมัยน้น จึงถูกเลือกให้เป็นเมืองท่ใช้ลงโทษเนรเทศขุนนางจากส่วน
กลางให้มาประจาการท่น่ ขุนนางจากส่วนกลางท่มีช่อเสียงท่สุดท่เคยถูก







เนรเทศมาอยู่แต้จิ๋ว ย่อมหนีไม่พ้น หานอี้ว์ หรือ (หั่งยู่) 韩愈 แต่ก่อน
หน้า หานอี้ว์ ก็เคยมีขุนนางถูกเนรเทศมาที่นี้ แล้วท�าประโยชน์ให้กับเมือง

แต้จ๋วมาก่อนแล้ว อาทิ ฉางไหว่เต๋อ ฉางกุน ผู้ริเร่มทาเร่องการศึกษาใน



แต้จิ๋ว และหลี่ซู่ ผู้สอนชนพื้นเมืองท�าการเกษตร แต่ขุนนางที่เข้ามาสร้าง
ความเจริญให้กับแต้จ๋ว และได้รับการยอมรับและเคารพนับถือเป็นอย่าง

มากในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋วก็คือ ท่านหานอี้ว์ นี่เอง
23

รูปเคารพหานอี้ว์ภายในศาลเจ้าหานเหวินกง (หั่งบุ่งกง) ที่แต้จิ๋ว


หานอี้ว์ กับ แต้จิ๋ว



หานอี้ว์ เป็นทั้งกวี ปัญญาชน และเป็นขุนนางตงฉิน พื้นเพเป็นคน

มณฑลเหอหนาน เร่มเข้ารับราชการเม่ออายุ 29 ปี แล้วก้าวหน้าข้นตามลาดับ




จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 51 ปี ค.ศ. 819 รัชสมัยพระเจ้าถังเซี่ยนจง หานอี้ว์
ถวายฎีกาคัดค้านการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าในวังหลวง
(หานอ้ว์ ไม่นิยมศาสนาพุทธ เพราะเป็นบัณฑิตท่ศรัทธาในลัทธิหรู ของขงจ๊อ



ถึงกับเคยลั่นวาจาว่า 若世无孔子,不当在弟子之列:






หากโลกน้ไม่มีขงจ่อ ก็ไม่ขอเป็นศิษย์ใคร) การถวายฎีกาครงน้ทาให้
หานอี้ว์ถูกถอดจากต�าแหน่ง แล้วให้เนรเทศไปเป็นเจ้าเมืองแต้จิ๋ว


การเดินทางไปแต้จวน้นก็ไม่ต่างจากเดนทางไปตาย ด้วยหนทางท ่ ี


24

ยาวไกล และเต็มไปด้วยภยันตราย หานอี้ว์ใช้เวลาเดินทางจากฉางอานไป

ถึงเมืองแต้จิ๋วรวมทั้งสิ้น 70 วัน หานอี้ว์เมื่อไปถึงเมืองแต้จิ๋วก็ไปสร้างความ





เจริญให้กับเมืองแต้จ๋ว มีท้งตานานการขับไล่จระเข้ออกจากแม่นาเอ้อซ ี
แต่ท่สาคัญสุดคือสร้างสถานศึกษา ฟื้นฟูและเผยแพร่ลัทธิขงจ๊อ จะเรียกว่านา





ความเป็นจีนเข้าไปสู่ดินแดนชนพ้นเมืองก็ว่าได้ ด้วยสาเหตุน้ ทาให้ชาวแต้จ๋ว




นับถือบูชาหานอ้ว์เป็นอย่างมาก ผู้คนกลับยกย่องท่านเป็น หานเหวินกง
หรือ หั่งบุ่งกง สร้างศาลบูชาให้กับท่าน แล้วยังน�าแซ่ของท่านไปเรียกขาน





ช่อบ้านนามเมืองต่างๆ เพ่อระลึกถึง เช่น แม่นาท่เดิมช่อ เอ้อซี ลานาจระเข้





ก็เปล่ยนช่อเป็น แม่นาหานเจียง (ห่งกัง) มีภูเขาหานซาน (ห่งซัว) ศาลา







หานถิง (ห่งเต๊ง) เป็นต้น แต่เร่องน้ต้องตราไว้ว่า ในความเป็นจริงทาง
ประวัติศาสตร์นั้น หานอี้ว์เป็นเจ้าเมืองแต้จิ๋วเพียงเจ็ดเดือนเศษ
กระบวนการสร้างความนิยมหานอ้ว์ในแต้จ๋วน้น น่าจะเกิดจากคนใน





ช้นหลังมากกว่า เพราะในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เฉินเหราจว (ซ่งก็เป็นขุนนาง








ท่ถูกลดตาแหน่งมาน่งเมืองแต้จ๋วไม่ต่างจากหานอ้ว์) เป็นผู้ท่ให้สร้างศาล
บูชาหานอี้ว์ขึ้นเป็นแห่งแรกในแต้จิ๋ว
ราชวงศ์ซ่ง
พอเข้าราชวงศ์ซ่ง ด้วยเหตุแห่งความวุ่นวายจากศึกสงครามในดิน

แดนภาคกลาง จึงมีผู้คนจานวนมากอพยพมายังมณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะ


ท่แต้จ๋ว เน่องจากท่น่เป็นเมืองชายฝั่งทะเลอยู่ห่างไกลจากภัยสงคราม ม ี




บันทึกว่า ในระหว่างช่วงราชวงศ์ซ่ง แต้จ๋วมีพลเรือนเพ่มข้นจาก 5,831 ครัว


เรือน เป็น 74,682 ครัวเรือน และเป็นในสมัยราชวงศ์ซ่งนี่เองที่มีผู้คนจาก


ฮกเก้ยนอพยพเข้ามาอีกเป็นระลอกใหญ่ ทาให้วัฒนธรรมและภาษาของ
25

ฮกเกี้ยนเข้าผสมผสานกับแต้จิ๋ว

ยุคราชวงศ์ซ่ง ถือเป็นยุคทองของแต้จ๋ว เศรษฐกิจรุ่งเรือง มีการส่งออก

เคร่องถ้วยสกุลช่างแต้จ๋วออกไปค้าขายตามเส้นทางสายไหมทางทะเล (มีการ




ค้นพบเศษเคร่องถ้วยแต้จ๋วสมัยราชวงศ์ซ่งทางตอนใต้ของประเทศไทย) การ











ศกษาของชาวแตจวในยคนกเฟองฟ จนไดรบการยกย่องใหเปน “ดนแดนแหง







ขงจ่อและเม่งจ่อในชายฝั่งทะเล” วัดได้จากจานวนจ้นซ่อ (ผู้ท่ผ่านการสอบ











คัดเลือกหน้าพระท่น่ง) ในสมัยถังมีชาวแต้จ๋วท่สอบได้เป็นจ้นซ่อเพียง 4 คน




พอมาถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง มีคนแต้จ๋วสอบผ่านได้เป็นจ้นซ่อถึง 172 คน

ในเวลาน้นมีขุนนางช่อดังท่เป็นชาวแต้จ๋วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น




ขุนนางสัตย์ซ่อไม่เห็นแก่ประโยชน์ตนอย่าง หลินฉงโจว หลิวยุ่น และจางขุย
ผู้ได้รับพระราชทานป้ายยกย่องให้เป็น “ผู้ลือเล่องแห่งแดนใต้” รวมถึง

หวังต้าเป้า (เฮ้งไต่ป้อ) ขุนนางคนส�าคัญในรัชสมัยซ่งเสี้ยวจง ที่มีพื้นเพเป็น
คนไห่หยาง หรือเฉาอัน (เตี่ยอัง) ในปัจจุบัน หวังต้าเป้าผู้นี้ แท้จริงก็สอบ
ได้ที่จอหงวน แต่ถูกฮ่องเต้ขอต�าแหน่งจอหงวนไปให้คนอื่น เขาจึงถูกจัดให้
เป็นอันดับสองที่ ป๋างเหยี่ยน 榜眼
หวังต้าเป้าเป็นหนึ่งใน “แปดปัญญาชนแต้จิ๋วแห่งยุคถัง, ซ่ง” ครั้ง


















หนงซงเสียวจงฮองเตเคยตรสถามหวงตาเปาวาทแตจว เรองการศกษาเปน


เช่นไร หวังต้าเป้าทูลว่า
“ทดนเพาะปลกได้น้อย ครอบครวยากจน แต่ลกหลานสนใจ






ศึกษา”
และเป็นในรัชสมัยซ่งเสี้ยวจง แห่งราชวงศ์ซ่งใต้นี่เอง ในปี 1171 ได้



มีการเร่มต้นสร้างสะพานเซียงจ่อเฉียว (เซียงจ๋อเก๊ย) สะพานช่อดังท่เป็น



หน้าเป็นตาของเมืองแต้จิ๋วมาจนถึงทุกวันนี้
26

เซียงจื๋อเกี๊ย 湘子桥 : สะพานลือเลื่องเมืองแต้จิ๋ว




























สะพานเซียงจื๋อเกี๊ย ที่ใช้เรือผูกติดกันช่วงกลางสะพาน

























อีกบางมุมของสะพานเซียงจื๋อเกี๊ย



27

ในแผ่นดินจีน มีสะพานท่ถูกจัดอันดับให้เป็นสะพานเก่าแก่และ



ย่งใหญ่อยู่ 4 สะพาน คือ สะพานหลูโกวเฉียวในปักก่ง เจ้าโจวเฉียวใน
เหอเป่ย ล่วหยางเฉียวในฮกเก้ยน และ เซียงจ่อเฉียว หรือท่คนแต้จ๋วเรียกว่า





เซียงจื๋อเกี๊ย สะพานนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ก่วงจี้เฉียว (กวงจี้เกี๊ย) 广济桥

เร่มต้นก่อสร้างปี 1171 ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ต้งอยู่นอกประตูเมืองทิศ


ตะวันออกของเขตเซียงเฉียว เมืองแต้จ๋ว เช่อมฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก

ของแม่น�้าหั่งกังเข้าไว้ด้วยกัน มีความยาวทั้งสิ้น 518 เมตร


สะพานแห่งน้มีความงดงาม แปลกตาจนถูกจัดให้เป็น “หน่งในแปด


ทิวทัศน์แต้จ๋ว” ท่คนต้องมาเยือน จนคนแต้จ๋วมีคากล่าว ... ขออ่านเป็น


ส�าเนียงแต้จิ๋วเพื่ออรรถรสว่า
到潮不到桥,白白走一场
“เก้าเตี๊ยปุ๊กเก๋าเกี๊ย แปะแป๊ะเจาเจ็กเตี๊ย”
“มาถึงแต้จิ๋วไปไม่ถึงสะพาน ก็เสียเที่ยวเปล่า”






สะพานเซียงจ๋อเก้ย จากสองฝั่งเป็นแบบสะพานคานคา โดยสร้าง
ฐานตอม่อเข้าหากันรวม 24 ฐาน บนตอม่อก่อเป็นศาลาที่แต่ละหลังมีรูป
แบบแตกต่างกันออกไป ช่วงกลางลานาใช้เรือผูกติดกันเข้าไว้ 18 ลาเป็น





สะพานทุ่นลอย จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของสะพานน้ ท่มีการผสมผสาน

รูปแบบสะพานแบบคานคา และสะพานทุ่นลอยเข้าไว้ด้วยกันได้อย่าง




ลงตัว ช่วงกลางสะพานท่เป็นเรือผูกเข้าไว้ด้วยกันน้น เม่อมีเรือสัญจรไปมาก ็

สามารถเปิดออกให้เรือแล่นผ่านได้ เหมาอ่เซิงปรมาจารย์วิศวกรโครงสร้าง





แห่งจีนใหม่ ยกย่องให้สะพานเซียงจ๋อเก๊ยแห่งน้เป็นสะพานเปิด-ปิดได้ท่เก่า
แก่อันดับต้นๆ ของโลก
28

ในปีที่สอง ของรัชสมัยยงเจิ้งฮ่องเต้ (1724) ราชวงศ์ชิง มีการหล่อ




รูปโค มาต้งไว้ฝั่งละหน่งตัว ด้วยความเช่อว่าจะช่วย “คุ้มครองสะพาน ทาน
น�้าท่วม” แต่ที่สุด ในสมัยเต้ากวงฮ่องเต้ ปี 1842 ก็เกิดน�้าท่วมรุนแรงพัด
พาเอาโคของฝั่งตะวันออกจมหายไปกับสายน�้า




























โคเหล็กที่หลงเหลือ



จนต่อมามีบทกลอนที่บอกเล่าถึงตัวสะพานและโคทั้งสองตัวไว้ว่า



潮州湘桥好风流,
十八梭船廿四洲。

廿四楼台廿四样,
两只锉牛一只溜





29

“สะพานเซียง (จื๋อ) เกี๊ยแห่งแต้จิ๋วช่างงดงาม

สิบแปดล�าเรือยี่สิบสี่ตอม่อ
ยี่สิบสี่หอยี่สิบสี่ลักษณ์

โคเหล็กสองตัวเหลือเพียงหนึ่ง”



สะพานเก่าแก่แห่งน้มีการบูรณะซ่อมแซมต่อๆ กันมาทุกยุคทุกสมัย



เปล่ยนหน้าค่าตาไปหลายคร้ง อย่างในปี 1958 ก็มีการเอาเรือท่เป็นสะพาน






ท่นลอยออก แล้วทาเป็นสะพานปด้วยแผ่นเหลกขนมาแทนกมี สะพาน



เซียงจ๋อเก๊ยท่เราเห็นทุกวันน้ กลับมาฟื้นคืนชีพอีกคร้งในโครงการบูรณะ




ปี 2007 นี่เอง
นิทานพื้นบ้าน สะพานพุทธ-เต๋า
นอกจากความงดงามแปลกตาของสะพานเซียงจื๋อเกี๊ยแล้ว สะพาน

แห่งน้ยังกลายเป็นจุดกาเนิดของนิทานพ้นบ้านว่าด้วยกาเนิดแห่งสะพาน



โดยเรื่องเล่าย่อมหนีไม่พ้นต้องไปเกี่ยวพันกับหานอี้ว์ (หั่งยู่) พ่อเมืองแต้จิ๋ว
ในสมัยราชวงศ์ถังที่คนแต้จิ๋วนับถือนั่นเอง
ในนิทานเล่าว่า หานอี้ว์ เห็นผู้คนสองฝั่งน�้าไปมาหาสู่กันล�าบาก จึง
ชักชวนให้ หานเซียงจ่อ ผู้เป็นหลานชาย และเป็นหน่งในโป๊ยเซียน ให้มาช่วย


สร้างสะพาน โดยหลวงจีนก่วงจี้ ได้มาร่วมสร้างด้วย แล้วจึงกลายเป็นการ
แข่งขันกันกลายๆ ระหว่าง เซียนเต๋า และ หลวงจีนพุทธ ว่าต้องสร้างสะพาน


ในฝั่งของตัวเองให้เสร็จก่อนฟ้าสาง หานเซียงจ่อรับหน้าท่สร้างสะพานจาก

ฝั่งตะวันออก หลวงจีนก่วงจี้รับผิดชอบฝั่งตะวันตก



30

หานเซียงจื่อ เรียกสหายเซียนอีกเจ็ดเซียนที่เหลือมาช่วยสร้าง

ข้างหลวงจีนก่วงจี้ก็นิมนต์สิบแปดอรหันต์ให้ออกหน้า



หานเซียงจื่อและเหล่าเซียนเหาะไปยังภูเขาหงเฟิ่งซาน เสกให้ก้อน
หินกลายเป็นสุกรด�า เดินแถวลงจากเขาเพื่อไปเป็นหินก่อตอม่อ แต่พลันมี

หญิงท้องแก่มาพบเห็นเข้า นางร้องทักว่า “ช่างประหลาดแท้” แค่ร้องทัก
มนต์ก็เสื่อม พวกสุกรด�ากลับกลายเป็นหินดังเดิม



ข้างหลวงจีนก่วงจ้และสิบแปดอรหันต์อยู่อีกฝั่งแม่นา ก็เหาะไปยัง

เขาอีกลูก เสกก้อนหินให้กลายเป็นฝูงแพะเดินลงแม่น�้าเช่นกัน แต่ก็มีเหตุ
ให้เจ้าที่ ณ ที่แห่งนั้น เกิดอยากได้แพะเหล่านี้ขึ้นมา จึงมาทวงสิทธิ์ว่า แพะ

เหล่าน้อยู่ในท่ของเขา จึงสมควรเป็นของเขา หลวงจีนก่วงจ้จาต้องมอบ



ให้ไป แต่เมื่อเจ้าที่ต้อนฝูงแพะไป ฝูงแพะก็คืนร่างกลายเป็นหินไปในที่สุด


ท้งสองเหตุการณ์น้ เป็นการอธิบายว่า เพราะหินมีไม่พอสะพานน ้ ี
จึงไม่ได้สร้างเป็นสะพานมีคานตอม่อไปท้งสะพาน จึงเว้นว่างให้มีส่วนท ่ ี

เป็นสะพานทุ่น ซึ่งในนิทานเล่าว่า เมื่อหินไม่พอ ทั้งเซียนเต๋า และหลวงจีน
พุทธก็ใช้อิทธิฤทธิ์แก้ปัญหา
เหอเซียนกู โปรยกลีบดอกบัวลงไปในนากลายเป็นเรือสิบแปดลา




หลวงจีนก่วงจ้ โยนไม้เท้าลงไปกลายเป็นโซ่คล้องเรือท้งสิบแปดลาเข้าไว้


ด้วยกันจนส�าเร็จเป็นสะพานขึ้นมาได้
และด้วยเหตุน้ ชาวบ้านจึงเช่อกันว่า สะพานฝั่งตะวันออกเรียกว่า


เซียงจื่อเฉียว ตามชื่อของโป๊ยเซียน หานเซียงจื่อ ส่วนฝั่งตะวันตกเรียกว่า



ก่วงจ้เฉียว ตามช่อของหลวงจีนก่วงจ้ น่นเป็นสาเหตุท่ทาให้สะพานเส้นน ี ้



มีสองชื่ออย่างที่ทราบกัน
31

ปลายราชวงศ์ซ่งใต้ กองทัพมองโกลของราชวงศ์หยวนรุกไล่จนราช




สานักซ่งต้องเร่ร่อนลงใต้ ในเวลาน้ มีชาวแต้จ๋วเข้าร่วมปกปักพิทักษ์ราชวงศ์
มากมาย โดยเฉพาะชาวแต้จิ๋วจากอ�าเภอเหยี่ยวเพ้ง น�าโดย แม่ทัพจางต๋า
(เตียตั๊ก) และภริยา เฉินปี้เหนียง (ตั่งเพ็กเนี้ย)

ในชวงซงใต้นี่เอง ที่มีผูคนอพยพเข้าแตจิ๋วเพื่อหนีภัยมองโกลเขามา




อีกระลอกหนึ่ง

ราชวงศ์หยวน


ต่อมากองทัพมองโกลล้อมเมืองแต้จ๋วไว้ได้ ในเวลาน้น แม่ทัพหม่าฟา


พยายามป้องกันเมืองอย่างแข็งขัน ทว่า พอถึงวันที่ 27 เดือน 1 ปี 1278

หวงหู่จ่อ ผู้รักษาประตูเมืองด้านทิศใต้กลับลอบเปิดประตูเมืองให้กองทัพ
หยวนเข้ามา หม่าฟายังสู้ต่อจนถึงวันที่ 1 เดือน 3 แต่สุดท้ายน�้าน้อยย่อม

แพ้ไฟ หม่าฟาให้ลูกเมียฆ่าตัวตาย ก่อนท่เขาจะด่มยาพิษตายตามไป แต้จ๋ว




แตกพ่ายอย่างส้นเชิงแล้ว กองทัพหยวนสังหารชาวแต้จ๋วอย่างไม่เลือกหน้า

ราชวงศ์หมิง


ในสมัยราชวงศ์หมิง มีชาวแต้จ๋วท่สร้างช่อในประวัติศาสตร์จีน



มากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลินต้าชิน (หลิ่มไต่คิม) จอหงวนฝ่ายบุ๋นชาวแต้จิ๋ว
คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์จีน รวมไปถึง เอ็งบ่วงตั๊ก จิวกวงเฮ้า

และอีกมาก

และเป็นในยุคราชวงศ์หมิงนีเอง ท่ทางราชสานักมีนโยบายห้ามเดิน


เรือออกทะเล จากนโยบายน้ทาให้เกิดปฏิกิริยาแข็งข้อต่อรัฐบาล เช่น กรณ ี


32

ของ หลินเต้าเฉียน หรือที่คนไทยคุ้นในชื่อว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ที่ทางราชส�านัก

ถือว่าเป็นกบฏ โจรสลัด หลินเต้าเฉียน รวบรวมสมัครพรรคพวกราว 1,000
คน ลงเรืออพยพหนีราชภัยไปยังลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ จนมาลงหลักปัก

ฐานที่แผ่นดินปตานี หลินเต้าเฉียน เป็นชาวจีนแต้จิ๋วจากอ�าเภอเถ่งไฮ่ (แต่
บางข้อมูลว่ามาจากฮุ่ยไล้ บ้างว่าเป็นชาวฮกเกี้ยน)

หลินเต้าเฉียนนี่เอง ที่เป็นพี่ชายของลิ้มกอเหนี่ยว ในต�านานเจ้าแม่
ลิ้มกอเหนี่ยวของไทย




ราชวงศ์ชิง


เมื่อชาวแมนจูบุกเข้าด่าน ยึดครองดินแดนจีน สถาปนาราชวงศ์ชิง












แผ่นดนจนทางใต้ยังไม่สงบราบคาบ มการแขงข้อขนทนนทน โดยเฉพาะ







จากกองกาลังของเจ้งเฉิงกง หรือ โคชิงกา ส่วนท่แต้จ๋วเองก็มีแม่ทัพห่าว
ซ่างจิ่วที่ตั้งตนเป็นใหญ่อยู่




ตัวห่าวซ่างจ่วน้น อุดมการณ์ไม่ชัดแจ้ง เด๋ยวจะฟื้นหมิง เด๋ยว
สวามิภักดิ์ชิง จนกระทั่งเดือนสาม วันที่ 15 ปีที่ 10 ของรัชสมัยซุ่นจื้อแห่ง



ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1653) ห่าวซ่างจ่วส่งจับกุมทหารต้าชิงท่อยู่ในแต้จ๋วท้งหมด





จากน้นเขาก็ออกคาส่งให้ไพร่พลตัดเปีย เปล่ยนเคร่องแบบ กลับไปเป็น


ทหารต้าหมิง ห่าวซ่างจิ่วตั้งตนขึ้นเป็น “แม่ทัพกอบกู้หมิง”



แต่พอถึงเดือนแปด ต้าชิงส่งกองทัพบุกตีแต้จ๋ว เกินกาลังท่ห่าวซ่างจ่ว

จะต้านทานไหว กลางดึกวันที่ 11 เดือน 9 เมืองแต้จิ๋วก็แตก ห่าวซ่างจิ่ว
พร้อมบุตรชาย ห่าวเย่าถง กระโดดลงบ่อน�้าดับชีวิตตัวเอง ทหารต้าชิงเมื่อ
เข้าเมืองได้แล้ว ก็ไล่ฆ่าชาวเมืองเป็นว่าเล่น ผู้คนล้มตายกว่าแสนคน จน
ประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กรณีสังหารหมู่แต้จิ๋ว”
33




เม่อราชสานักแมนจูปราบปรามกบฏท่ฟอร์โมซาราบคาบลงแล้ว
กฎหมายการห้ามออกทะเลก็ถูกยกเลิกไปในปี 1684 เมื่อบ้านเมืองสงบ
การเมืองมั่นคง ประชากรในแต้จิ๋วก็มีเพิ่มมากขึ้น เมื่อประชากรมาก ที่ดิน

















ทากนนอย พชพนธธญญาหารไมเพยงพอ ในปท 61 ของรชสมยคงซฮองเต ้


(ค.ศ. 1772) ทางราชส�านักเริ่มให้มีการน�าเข้าข้าวจากสยาม เป็นการเริ่ม

ค้าขายกับสยามอย่างเป็นทางการอีกคร้ง การเดินทางจากแต้จ๋วไปสยาม

เริ่มคึกคัก โดยใช้เมืองท่าจึงลิ้มที่อ�าเภอเถ่งไฮ่เป็นหลัก


หลังจากจีนแพ้สงครามฝิ่นคร้งท่สอง ต่างชาติบีบให้จีนเปิดเมือง
ท่าค้าขายเพิ่มมากขึ้น ท�าให้ซัวเถาเปิดเมืองท่าในปี 1860 ตามสนธิสัญญา
เทียนจิน การเปิดเมืองท่าที่ซัวเถา ท�าให้ความส�าคัญของเมืองท่าจึงลิ้มลด
ลงโดยปริยาย จีนอพยพจากซัวเถาไปยังหนานหยางหรืออุษาคเนย์ก็มีเพิ่ม
มากขึ้น และเป็นที่นี่ ที่เรือกลไฟเข้ามามีบทบาท จนเรือส�าเภาอั่งเถ่าจุ๊งลด
ความส�าคัญและกลายเป็นอดีตไปในที่สุด
จีนยุคใกล้
วันที่ 23 เดือนกันยายน ค.ศ. 1927 เกิดเหตุการณ์ส�าคัญที่แต้จิ๋ว
เมื่อกองทัพปฏิวัติที่น�าโดย โจวเอินไหล บุกเข้ายึด แต้จิ๋ว ซัวเถาไว้ได้ จาก






น้นเกิดการปะทะกับกองกาลงของกว๋อหมินตงอย่างดเดือด เป็นการรบ

ท่กล้าหาญชาญชัย แต่ที่สุด ในวันท่ 30 เดือนกันยายน กองกาลังของ


โจวเอินไหลจึงต้องยอมล่าถอยออกจากแต้จิ๋ว นับเวลาการรบกันครั้งนี้รวม
7 วัน จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า
“แต้จิ๋วแดงเจ็ดวัน”


34


Click to View FlipBook Version