The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-09-27 23:56:14

ประวัติศาสตร์คนเถื่อน : Barbarian Conquests

นักสัญจรบนหน้ากระดาษ
ผู้แสวงหาความรู้และภูมิปัญญามาบรรณาการนักอ่าน


ประวัติศาสตร์คนเถื่อน: เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
Barbarian Conquests
ภาสพันธ์ ปานสีดา: เขียน
ราคา 485 บาท
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�านักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ภาสพันธ์ ปานสีดา.
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน: เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก =
Barbarian conquests.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
512 หน้า.
1. ประวัติศาสตร์โลก. I. ชื่อเรื่อง.
909
isbn 978-616-301-786-4
© ข้อความในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์
บรรณาธิการอ�านวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
บรรณาธิการเล่ม : อันโตนิโอ โฉมชา
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน
เลขากองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่
พิสูจน์อักษร : ฟ้า นรินท์
รูปเล่ม : เปมิกา ตันติทวีโชค
ออกแบบปก : เฉลิมพันธุ์ ปัญจมาพิรมย์
ผู้อ�านวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จ�ากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจ�าหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ากัด เลขที่ 37/145 รามค�าแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
Line ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจ�านวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา ส�านักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939


Barbarian Conquests


ประวัติศาสตร์คนเถื่อน



เรื่องราวของอนารยชน
ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก






















ภาสพันธ์ ปานสีดา



ค�าน�าส�านักพมพ ์










เชือว่าหลายท่านทเคยชมภาพยนตร์องประวตศาสตร์หรอเล่น






เกมเก่ยวกับประวัติศาสตร์ จะต้องเคยเจอเร่องของ ‘อารยชน’ ปะทะ

‘อนารยชน’ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย หากเป็นภาพยนตร์ตะวันตก ก็จะ
ฉายภาพของนักรบชาวกรีกหรือโรมันผู้มีอารยะ และสามารถเอาชนะ
อนารยชนป่าเถ่อนตามป่าเขาด้วยกลยุทธ์ เทคโนโลยี หรือแม้แต่มายเซ็ตท ี ่













เหนอกวาชนเผ่าอันดกดาบรรพนงหมขนสตวเหลานน หากเปนภาพยนตร ์


จีน ตัวเอกก็มักเป็นนายทหารผู้ทาศึกขับเค่ยวกับชนเผ่านอกด่านอย่าง




ห้าวหาญ เพ่อปกป้องแผ่นดินเกิดให้พ้นจากพวก ‘ฮวนน้ง’ (อนารยชน,



คนเถ่อน) หรือไม่ก็ต่อต้านราชวงศ์ของชนเผ่าเหล่าน้เพ่อฟื้นฟูอ�านาจของ

ชาวจีนฮั่นเท่ยงแท้ข้นมาใหม่ ภาพจ�าท่ทาให้เรามองเหล่า ‘อนารยชน’



ว่าเป็นชนเผ่าที่ไร้อารยธรรมนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในมโนส�านึกกันมายาวนาน
แม้ชื่อหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์คนเถ่อน: เร่องราวของอนารยชน


ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก’ ดูจะเป็นการตอกยาแนวคิดเหล่าน้ แต่




น่เป็นการเรียกความสนใจให้กับกลุ่มชนท่ถูกมองข้ามบทบาทอยู่บ่อยคร้ง ั

ในหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อเราลองศึกษาเกี่ยวกับพวกเขา เราจะ
พบว่าอนารยชนเหล่านี้ล้วนแต่มีที่มาที่ไปอันน่าสนใจ พวกเขาอาจไม่ได้

ต้องการทาลายล้างเพ่อความสะใจเหมือนวายร้ายท่จ้องจะครองโลกใน



ภาพยนตร์ แต่เป็นการแสวงหาพ้นท่ใหม่อันอุดมสมบูรณ์ ล้ภัยเข้าไปใน


ต่างถิ่น หรือแม้แต่ยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม เพื่อให้ชนเผ่า



ของตนอยู่รอดต่อไป บางชนเผ่าก็ยังสานต่อหรือต่อยอดอารยธรรมด้งเดิม



ในพ้นท่ท่พวกเขาไปอาศัยจนกลายเป็นอารยธรรมใหม่ ในบางคร้งก็กลับ

เป็นอารยชนที่เป็นฝ่ายยั่วยุให้เกิดการรบราฆ่าฟันด้วยซ�้า
หากเราลองมองย้อนกลับไปแล้ว หลาย ‘อารยธรรม’ ที่เราชื่นชมว่า



เจริญรุ่งเรือง ต่างก็มีจุดกาเนิดท่ไม่ต่างออกไปจาก ‘อนารยชน’ ท่พวกเขา
ดูแคลนนักหนาเลย เพียงแต่อารยธรรมเหล่านี้ได้พิชิตและท�าลายวัฒน-

ธรรมอ่นๆ จนเหลือร่องรอยให้เราได้ศึกษาน้อยมากและสร้างภาพความ
เป็น ‘ชนผู้มีอารยะ’ ให้ตัวเอง แม้จะต้องแลกมาด้วยเลือดของชนต่างกลุ่ม




มากมายก็ตาม มีบุคคลหน่งท่สรุปถึงความย้อนแย้งน้ได้อย่างดีเย่ยม
เขาคือ คัลกาคุส (Calgacus) หัวหน้าเผ่าชาวเคลต์ในสกอตแลนด์ปัจจุบัน
ที่ได้กล่าวถึงพวกโรมันเอาไว้ว่า
“พวกโรมันล้างผลาญแผ่นดินจนเห้ยน แล้วเรียกมันว่าสันติภาพ”

(“The Romans make it a wasteland and call it peace”)
เราหวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับการย้อนอดีตประวัติศาสตร์ของเหล่า
อนารยชนที่ออกมาโลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน



ด้วยความปรารถนาดี
ส�ำนักพิมพ์ยิปซี


ค�าน�าผู้เขียน









ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะได้ยินค�าว่า ‘บาร์บาเรียน’ (Barbarians)
ที่แปลว่าพวก ‘คนเถื่อน’ (Savages) หรือ ‘อนารยชน’ มากันอยู่บ้างแล้ว




และผมเองก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับคาคาน้มาต้งแต่คร้งสมัยยังเป็นเด็ก


ประถมเสียด้วย เพราะผมจาได้ว่าครูสอนวิชาภาษาอังกฤษช้นประถม

4-5 ของผมมักจะด่าว่าพวกผมว่าเป็นไอ้พวกบาร์บาเรียน ไอ้พวกเด็ก

ป่าเถ่อน สอนไม่รู้จักฟัง อะไรเทือกน้น ซึ่งต่อมาผมก็ได้มารู้ว่าท่มาของ






คาว่าบาร์บาเรียนน้พอจะมีเค้าใกล้เคียงกับเจตนาท่คุณครูคนน้นเคยด่าว่า





พวกผมเอาไวอยบาง โดยคาวาบารบาเรยนนนมาจากภาษากรกโบราณวา







‘บาร์บารอส’ (βάρβαρος - bárbaros) ท่แปลว่า ‘ไอ้พวกบาร์-บาร์’


ท่หมายถึงอาการพูดจาบลาๆ (Blah blah) ไม่รู้เร่อง หรือจะแปลอย่าง

ตรงไปตรงมาตามเจตนาของชาวกรีกเลยก็คือ “ไอ้พวกพูดจาไม่รู้เรื่อง”






น่นเอง และชาวกรีกใช้คาคาน้เพ่อส่อถึงพวกชนเผ่าหรืออาณาจักรต่างชาต ิ








ทไม่ไดพดภาษาเดยวกบตน และชาวโรมันกไดรับคาวาบารบารอสมาจาก




กรีกและผันเป็นคาของตนคือ ‘บาร์บารุส’ (Barbarus) ในความหมาย
เดียวกัน

ในขณะท่อารยธรรมโลกตะวันออกน้นมีคาเรียกเหล่าอนารยชนท ี ่



หลากหลายย่งกว่า เพราะอย่างแค่คาว่าคนเถ่อนในโลกทัศน์ของเอเชีย



ตะวันออก อย่างเช่นในวัฒนธรรมจีนก็มีคาใช้เรียกพวกอนารยชนอยู่
สองค�าหลักๆ คือค�าว่า ‘หู’(胡) ที่ใช้เรียกพวกคนเถื่อนจากแดนเหนือหรือ













พวกชนเผาเรรอนบนหลังมา และคาวา ‘อว’ (越) ทใชเรยกพวกคนปาและ





ชนกลุ่มน้อยท่อาศัยอยู่ในเขตป่าดิบชื้นทางตอนใต้ของลุ่มแม่นาฉางเจียง

ไปจนถึงดินแดนในแถบภูมิภาคอุษาคเนย์น้อีกด้วย แต่ส่งท่ท้งสังคม



ตะวันตกและตะวันออกโบราณต่างมีมุมมองหรือโลกทัศน์ถึงสภาวะความ

เป็นคนเถ่อนร่วมกันก็คือ พวกเขาต่างมองว่าเหล่าอนารยชนน้นล้วนแต่

เป็นมนุษย์ท่ไม่มีความเป็นอารยะหรือความเจริญทางสังคมในระดับเดียว

กับตนเอง หรือแม้แต่อาจมองอย่างหยามเหยียดว่ามีสภาพความเป็นอยู่
ที่แทบไม่ต่างจากสัตว์ป่ากันเลยทีเดียว


เพราะเหตุน้ เร่องราวของเหล่าอนารยชนกลุ่มต่างๆ ในหน้า
ประวัติศาสตร์มักถูกกล่าวถึงใน ‘ตัวประกอบ’ และมักจะเป็น ‘ดาวร้าย
ตัวประกอบ’ อย่างเช่นเร่องราวของชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าจากทุ่งหญ้า

ทางเหนือของยูเรเชียท่มักยกทัพลงมาปล้นสะดมหัวเมืองตามแนว

ชายแดนทางเหนือของภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก หรือจะ
เป็นการรุกรานของพวกคนเถ่อนจากแดนเหนือท่บุกเข้าโจมตีหัวเมือง


ต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเช่นพวกเคลต์และพวกเยอร์มานิกที่ถือเป็นศัตรู

ตลอดกาลของชาวโรมัน โดยเฉพาะฝ่ายหลังท่สามารถบุกโจมตีทาลาย

จักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่ให้ถึงกาลล่มสลายลงในท้ายที่สุดได้ด้วย


และในช่วงท่ยุโรปกาลังอยู่ในห้วงสมัยของยุคมืด ภูมิภาคแห่งน ี ้
ล้วนแตกออกเป็นราชอาณาจักรใหญ่น้อยต่างๆ นั้น ทวีปยุโรปกลับยังคง
ต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานและการโจมตีของเหล่าอนารยชนสารพัดเผ่า
ไม่ว่าจะเป็นพวกนอร์สหรือท่รู้จักในชื่อของพวกไวก้งท่ได้จัดต้งกองเรือของ




ตนออกไปปล้นสะดมบรรดาหัวเมืองตามแนวชายฝั่ง หรือแม้แต่บุกเข้า
ยึดดินแดนโพ้นทะเลมาเป็นของตนเอง และนอกจากน้ก็ยังมีการรุกราน

จากชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าจากเอเชียอีกหลายกลุ่มท่บุกเข้ามาจนถึง



ใจกลางทวปยุโรป นับแต่พวกฮันท่เคยเกือบทาลายจักรวรรดิโรมันลงได้


และยังตามมาด้วยพวกอะวาร์ แมกยาร์ และโดยเฉพาะพวกมองโกล หรือ
1






ทชาวยโรปเรยกขานนามว่า ‘ตารตาร์’ (Tartars) ซึงแผลงมาจากคาว่า
‘ทาร์ทารัส’ (Tartarus) อันเป็นชื่อขุมนรกในคติความเชื่อของคนยุคน้น




เพ่อใช้ส่อถึงความเป็นกองทัพม้าปีศาจจากนรกท่ได้ข้นมาทาลายล้างโลก


ในวันสิ้นโลกตามความเชื่อของชาวคริสตชนนั่นเอง

ส่วนในโลกตะวันออกกลางเองท่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของ



อารยธรรมท่เก่าแก่ท่สุดในโลกน้นก็ยังต้องเผชิญกับการรุกรานและการ
โจมตีจากเหล่าคนเถ่อนมานับคร้งไม่ถ้วนเช่นกัน และด้วยมรดกแห่ง





ความทรงจ�าของสังคมตะวนออกกลางโบราณนยงได้สะท้อนลงไปใน


ความเชื่อทางศาสนาอีกด้วย อย่างเช่นตานานของ ‘โกกและมาโกก’ (Gog
and Magog) ในศาสนายูดายและคริสต์ศาสนา หรือ ยะอ์ญูจ - มะอ์ญูจ

ในศาสนาอิสลามท่ต่างถูกกล่าวถึงในฐานะชนชาติปริศนาจากดินแดน
ทางเหนือที่จะปรากฏตัวขึ้นมาท�าลายล้างโลกในวันสิ้นยุค






อยางไรกตาม แม้วาโลกทงโลกจะตองเผชิญหนากบการรุกรานของ


เหล่าอนารยชนกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องหลายพันปี แต่ด้วยหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีกลับบ่งฟ้องว่าพวกเขาก็มิได้เป็นเพียง


ผู้ทาลายสถานเดียว เพราะบรรดาอนารยชนจากแดนเถ่อนเหล่าน้นก็ยัง




ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างสรรค์เรื่องราวอันย่งใหญ่หรือจุดเปล่ยนผ่านคร้งสาคัญ

ให้กับโลกท้งโลกมาโดยตลอดด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากการสร้างยุคแห่ง




1 แม้คาว่า ‘ตารตาร์’ จะออกเสียงและเขียนคล้ายกับคาว่า ‘ตาตาร์’ (Tatar) แต่ท้งสองคาก็มี


ความหมายท่แตกต่างกันอยู่บ้าง โดยคาว่าตารตาร์น้เป็นชื่อท่ชาวยุโรปใช้เรียกชาวมองโกลโดย




เฉพาะ ส่วนค�าว่าตาตาร์นี้หมายความถึงชนเผ่าเร่ร่อนอยู่สองกลุ่ม ดังนี้

- กลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่พูดภาษาเตอร์กิคและนับถือศาสนาอิสลามท่อาศัยอยู่ในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์

ทะเลด�าโดยเฉพาะ
- ชนเผ่าเร่ร่อนท่อ้างว่าสืบเชื้อสายของชนเผ่าโหรวหรันท่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้ามองโกเลียก่อนหน้า


การเรืองอ�านาจของจักรวรรดิมองโกล








ความน่าสะพรึงกลวผ่านการรกรานทจะนาไปสู่การสร้างอาณาจักรหรอ

จักรวรรดิอันกว้างใหญ่ในยูเรเชียแล้ว แต่เหล่าอนารยชนแห่งยูเรเชียน้ยัง











ไดชอวาเปนทงผูกระจายตวของกลุมภาษาดกดาบรรพตามเส้นทางทพวก







เขาเข้ายึดครอง จนทาให้ภาษาท่พวกเขาเคยใช้น้นกลายมาเป็นบรรพบุรุษ
ของภาษาต่างๆ ที่มีใช้อยู่ในทั่วโลกทุกวันนี้ และด้วยผลจากการเข้าพิชิต
และปกครองต่างๆ อันกว้างใหญ่นี้ ยังท�าให้พวกเขาได้เข้าถึงภูมิปัญญา
ด้งเดิมอ่นๆ และได้ส่งมอบภูมิปัญญาจากโลกฟากหน่งให้กับโลกอีกฟาก



หน่ง หรือแม้แต่อยู่ในฐานะของผู้เสริมสร้างรากฐานหลักแห่งศรัทธา




ต่างๆ ให้ม่นคง และน่คือโอกาสท่เราจะได้ร่วมกันหาคาตอบว่าบรรดา

ชนเผ่าอนารยชนผู้น่าสะพรึงกลัวเหล่าน้ พวกเขาได้สร้างมรดกอะไรไว้

ให้กับโลกของเรา และสิ่งท่พวกเขาสร้างไว้ได้ส่งผลต่อโลกท้งโลกใน


ทุกวันนี้อย่างไรบ้าง
ในท้ายที่สุดนี้แล้ว ผมต้องขอขอบคุณพี่นกหรือคุณสุรชัย พิงชัยภูมิ

กองบรรณาธิการบริหารท่ยังคงให้โอกาสกับผมในการเขียนหนังสือใน
รูปแบบที่ผมถนัดได้อย่างเต็มที่ คุณอันโตนิโอ โฉมชา มิตรสหายรุ่นน้อง



ในกองบรรณาธิการ ท่ได้ช่วยแนะนาแหล่งสืบค้นข้อมูลต่างๆ เพ่มเติม

และคุณชานัสตา อมะลัษเฐียร แห่งเพจ Archaeo GO ท่ได้ช่วยเป็น
ธุระในการช่วยสืบค้นและสนับสนุนข้อมูลเก่ยวกับเอกสารวิชาการ

ประวัติศาสตร์และโบราณคดี จนทาให้หนังสือเล่มน้สามารถรวบรวมและ


เรียบเรียงข้อมูลของเหล่าอนารยชนได้โดยสมบูรณ์ในที่สุด

ขอให้พระเจ้าทรงอวยพร
ภาสพันธ์ ปานสีดา


สารบัญ








บทที่ 1 : ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน - บุรพอนารยชน 13

บทที่ 2 : ชนเผ่าฮิกซอส - ราชันปริศนา 35

บทที่ 3 : ชาวทะเล - มหันตภัยโพ้นทะเล 57
บทที่ 4 : ชนเผ่าซีเธียน - จอมราชันบนหลังม้า 77

บทที่ 5 : ชนเผ่าเคลต์ - คนเถื่อนผู้สร้างยุโรป 99
บทที่ 6 : เผ่าซงหนู - มฤตยูจากแดนเหนือ 123

บทที่ 7 : ชาวคูชาน - จอมจักรพรรดิแห่งอนุทวีป 145

บทที่ 8 : ชนเผ่าเยอร์มานิก - ศัตรูตลอดกาลของชาวโรมัน 167
บทที่ 9 : ชาวฮัน - หายนะจากพระเจ้า 189

บทที่ 10 : ชาวกอธ - ผู้ปิดฉากจักรวรรดิโรมัน 211
บทที่ 11 : ชาวแฟรงก์ - ดาบแห่งพระเจ้า 235


บทที่ 12 : ชาวอะวาร์ - มหันตภัยครั้งใหม่ 259

บทที่ 13 : ชาวเอมิชิ - อนารยชนผู้ถูกกลืนกิน 279

บทที่ 14 : ชาวก็อกเติร์ก - บุตรแห่งหมาป่า 299
บทที่ 15 : ชาวคาซาร์ - ชนเผ่าที่สิบสามแห่งอิสราเอล 321

บทที่ 16 : ชาวบุลการ์ - มัจจุราชแห่งบอลข่าน 341
บทที่ 17 : ชาวแมกยาร์ - ทหารม้าปีศาจ 363

บทที่ 18 : ชาวไวกิ้ง - ผู้พิชิตจากทะเลเหนือ 385

บทที่ 19 : ชาวมุสลิมเติร์ก - นักรบแห่งอิสลาม 407
บทที่ 20 : ชาวมองโกล - ผู้พิชิตโลก 429

บทที่ 21 : ชาวแมนจู - คนป่าผู้กลายเป็นจอมจักรพรรดิ 453
ล�าดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ 474

บรรณานุกรม 506


บทที่


1












ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน

บุรพอนารยชน


























ประวัติศาสตร์คนเถื่อน

13



สาหรับจุดเริ่มต้นของการอุบัติสังคมชนเผ่าเร่ร่อนและเหล่า


อนารยชนท้งปวงในประวัติศาสตร์โลกโบราณน้น สามารถสืบย้อนกลับไป
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านระหว่างการสิ้นสุดยุคน�้าแข็งครั้งเมื่อราว


หน่งหมื่นปีก่อน เพราะในขณะท่มนุษยชาติกลุ่มต่างๆ พากันมุ่งหน้า

สู่ดินแดนท่มีอากาศอบอุ่นมากกว่าทางตอนกลางหรือทางใต้ของภาคพ้น

2

ทวีปยูเรเชีย (Eurasia) หรือในดินแดนแถบท่ราบลุ่มแม่นาขนาดใหญ่


ท่มีความอุดมสมบูรณ์น้น กลุ่มมนุษย์ท่ถือเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่า



เร่ร่อนดึกด�าบรรพ์เหล่านี้ กลับเลือกที่จะอาศัยอยู่ในแดนทุ่งหญ้าสเตปป์
3
(Steppe) อันกว้างใหญ่ที่อยู่ยังใจกลางภูมิภาคยูเรเชีย สืบต่อมา

















เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก 2 ถึงดินแดนในเขตใจกลางทวีปเอเชียและยุโรปเป็นหลักมากกว่า


บรรยากาศทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลางที่ยังคงสภาพเดิมไม่ต่างจากเมื่อครั้งยุคดึกด�าบรรพ์
ที่มา - https://www.kaichitravel.com/attractions/chuya-steppe/


หมายถึงดินแดนมหาทวีปท่รวมท้งทวีปยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกัน แต่โดยมากมักจะถูกใช้สื่อ







14 3 หมายถึงภูมิศาสตร์ทุ่งหญ้ากึ่งแห้งแล้ง



แต่ถึงพวกเขาเลือกท่จะอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งทุ่งหญ้าท่ท้ง




ทุรกันดารและยังมีสภาวะอากาศอันเลวร้ายเกือบตลอดท้งปีเช่นน้ พวก



เขากลับเป็นหน่งในมนุษยชาติกลุ่มแรกๆ ในประวัติศาสตร์ท่ริเร่มการ
เลี้ยงสัตว์หรือวิถีปศุสัตว์ (pastoralism) อย่างเต็มรูปแบบ หรือกล่าวคือ

การดารงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างไปจากบรรดาชุมชน



ยุคก่อนประวัติศาสตร์ท่มีการเพาะเล้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการดารงชีพใน
วิถีกสิกรรม อย่างเช่นชุมชนโบราณในภูมิภาคตะวันออกกลางโบราณท ่ ี



ได้ริเร่มนาแกะภูเขา (Mouflon) มาเพาะเล้ยงเมื่อราว 11,000-9,000 ปี


ก่อน และจากน้นในเวลาอันไล่เลี่ยกันก็มีการนาวัวออรอซ (Aurochs)


ซึ่งเป็นวัวป่าดึกดาบรรพ์ท่เคยอาศัยอยู่ท่วไปในภูมิภาคตะวันออกกลางมา

เพาะเลี้ยงร่วมด้วย โดยจุดประสงค์ของการเพาะเลี้ยงสัตว์เท้ากีบยุคแรก

เหล่าน้ ก็เพ่อนามาใช้เป็นท้งแหล่งอาหารและวัตถุดิบในการทาเคร่อง






นุ่งห่มและเคร่องประดับได้โดยง่าย และไม่จาเป็นต้องออกไปไล่ล่าจาก

ในธรรมชาติอันแสนอันตรายอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่ส�าหรับชนเผ่าเร่ร่อนดึกด�าบรรพ์แห่งยูเรเชียน้น พวกเขากลับ


หันมาให้ความสนใจหน่งในสัตว์ป่าเท้ากีบท่มีอยู่ท่วไปในเขตทุ่งหญ้า


สเตปป์น่นคือ ‘ม้าป่า’ (Wild Horse) ซึ่งคร้งหน่งเคยถูกไล่ล่าเพ่อนามาเป็น





อาหาร แต่แล้วในราว 6,000 ปีก่อนน้น กลับมีชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยูเรเชีย
ตะวันตกได้ริเริ่มการจับและเพาะเลี้ยงม้าป่าเพื่อเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยงเป็น
คร้งแรก จนกลายมาเป็น ‘ม้าบ้าน’ (Domestic Horse) ในยุคเร่มแรก




ชนเผ่าเร่ร่อนดึกดาบรรพ์แห่งยูเรเชียตะวนตกยังได้ฝึกฝนม้าป่าเหล่าน้ให้

เป็นสัตว์พาหนะส�าหรับการควบขี่และบรรทุกสิ่งของได้อีกด้วย ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
15


ม้าพันธุ์เฮ็ค (Heck Horse) ม้าพื้นเมืองของยุโรปที่ยังคงลักษณะดั้งเดิม
มาตั้งแต่ยุคดึกด�าบรรพ์ และถูกจัดว่าเป็นบรรพบุรุษของม้าบ้านในทุกวันนี้
ที่มา - http://www.helgeschulz.de/en/gallery/heck-horse-tarpan-breed-back/1.html
ชุมชนเผ่าเร่ร่อนแห่งยูเรเชียโบราณท่ได้รับการค้นพบและยอมรับ


ว่าเป็นสถานทแห่งแรกในการเพาะเล้ยงม้านนกคือ “วฒนธรรมโบไต”






(Botai culture) ซ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุ 6,000 ปี

ท่ถูกต้งชื่อตามหมู่บ้านโบไต (Botai) ท่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ




คาซัคสถาน นักวิชาการเรียกขานนามของกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนดึกดาบรรพ์
เหล่าน้ว่า ‘กลุ่มชนโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน’ (Proto-Indo-Europeans)
4

ผู้ซึ่งต่อมากลายมาเป็นบรรพบุรุษทางด้านวัฒนธรรมของเหล่าอนารยชน
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก 4 โจนส์ (Sir William Jones) ผู้เป็นท้งนักนิรุกติศาสตร์ (philologist) และผู้พิพากษาชาวอังกฤษท ี ่
หลายกลุ่มในโลกยูเรเชียโบราณนั่นเอง

ผู้บัญญัติชื่อกลุ่มชนเผ่าโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน และอินโด-ยูโรเปียนน้นมาจาก เซอร์วิลเล่ยม



ประจ�าการในศาลสูงสุดแห่งอาณานิคมในเบงกอลเมื่อปี ค.ศ. 1796 โดยโจนส์ได้ทาการศึกษาค้นคว้า
ความเป็นมาของภาษาสันสกฤตและภาษาต่างๆ ในอนุทวีปอินเดีย และนามาเปรียบเทียบกับภาษา

ต่างๆ ในยุโรป เขาพบว่าภาษาในอินเดียมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มภาษาอิหร่านและยุโรปอื่นๆ อย่าง

น่าแปลกใจ จนนาไปสู่ข้อสันนิษฐานว่ากลุ่มภาษาเหล่าน้ล้วนมีท่มาจากบรรพบุรุษเดียวกัน และกลาย


มาเป็นที่มาของการตั้งชื่อกลุ่มชนเผ่าและกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพื่อบ่งบอกถึงความเชื่อมโยง
ระหว่างกลุ่มภาษาในอินเดียกับในทวีปยุโรปนั่นเอง
16










สาหรบผลจากความสาเร็จในการรเรมเพาะเลยงม้าป่าของกลุ่ม


วัฒนธรรมโบไตน้ ยังช่วยให้ชนเผ่าเร่ร่อนดกดาบรรพ์เหล่าน้มีขีดความ




สามารถในการอพยพหรือโยกย้ายถ่นฐานได้กว้างไกลย่งกว่าเดิม โดยการ
อพยพระลอกแรกของกลุ่มโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนน้น ได้เข้าไปต้งถ่นฐาน








ในเขตทงหญาสเตปปปอนตก-แคสเปยน (Pontic-Caspian Steppe) ทอย ่ ู






ระหว่างเขตท่ราบลุ่มแม่นาโวลกา (Volga) กับทะเลแคสเปียน (Caspian
Sea) และทะเลปอนติกหรือทะเลด�า (Pontic Sea; Black Sea) ที่อยู่ใน
ประเทศรัสเซียและยูเครนในทุกวันนี้

สาหรับกลุ่มวัฒนธรรมของชนเผ่าโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนท่เข้ามา



ต้งถ่นฐานดินแดนแห่งน้ก็ได้พัฒนาองค์ความรู้และส่งประดิษฐ์ใหม่ๆ


เพ่มเติมจากบรรดาชนเผ่าพ้นเมืองในแถบท่ราบสูงคอเคซัส (Cauca-



sus) ท่อยู่ยังรอยต่อระหว่างภูมิภาคยุโรปตะวันออกกับภูมิภาคเอเชีย

ตะวันออกกลาง ซึ่งนอกจากการเรียนรู้วิทยาการหลอมโลหะอย่างสาริด




(Bronze) อนเป็นแร่โลหะทกาลงเป็นทนยมอย่างแพร่หลายในโลกยค









โบราณ แต่ส่งประดิษฐ์ท่ส�าคัญท่สุดของพวกเขาท่จะมีส่วนช่วยพลิก

5
โฉมหน้าให้กับประวัติศาสตร์โลกมากย่งข้นก็คือการประดิษฐ์ ‘เกวียน’



(Wagon) หรือรถลากส�าหรับบรรทุกส่งของสัมภาระต่างๆ ซึ่งการ

ประดิษฐ์เกวียนน้ยังส่งผลให้ขอบเขตการอพยพของกลุ่มวัฒนธรรม






โปรโต-อนโด-ยโรเปียนได้เรมขยายวงกว้างเรือยๆ จนถงช่วงสดท้ายแห่ง


สหัสวรรษท่ 3 ก่อนคริสตกาล ราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเม่อราว


4,000 ปีก่อน ชนเผ่าเร่ร่อนโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนก็เร่มเปิดฉากยุคแห่ง



การอพยพคร้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอีกครังท่จะถูก



5 สาริดคือโลหะท่เกิดจากการนาโลหะสองชนิดคือทองแดงและดีบุกมาหลอมรวมกัน เพราะแร่




โลหะท่ถูกค้นพบในยุคน้นยังคงเป็นโลหะเน้ออ่อน จึงนาไปสู่การผสมแร่โลหะสองชนิดเข้าด้วยกัน ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
17


เรียกว่า ‘การอพยพครั้งใหญ่’ (The Great Migration) โดยการอพยพครั้ง
ใหญ่น้ยงเป็นจุดเร่มต้นแห่งการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณ





คร้งส�าคัญ เพราะการอพยพของพวกเขาในคราวน้นจะกลายมาเป็น

รากฐานสาคัญในการสร้างอารยธรรมโลกตะวันตกและตะวันออกกลาง


ในกาลต่อมา จึงทาให้นักวิชาการได้เรียกขานถึงกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่อยู่
ในกลุ่มวัฒนธรรมโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนน้ว่าเป็น ‘กลุ่มอินโด-ยูโรเปียน’

(Indo-Europeans) เพ่อแสดงถึงความเชื่อมโยงในด้านมรดกทาง


วัฒนธรรมของพวกเขาท่ครอบคลุมต้งแต่ทวีปยุโรปไปจนถึงอนุทวีป


อินเดีย โดยการอพยพครั้งใหญ่ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้นสามารถ
แบ่งได้อยู่สามระลอกคือ

















เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก ซากรถลากหรือเกวียนอายุกว่า 4,000 ปีที่ถูกค้นพบในอาร์เมเนีย การประดิษฐ์รถลากเป็นจุดเปลี่ยน



ครั้งส�าคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษย์สามารถประดิษฐ์พาหนะที่บรรทุกสัมภาระจ�านวนมาก
พร้อมกับการน�าม้าป่ามาฝึกให้เป็นสัตว์เลี้ยงและใช้เทียมแอกเพื่อชักลากรถนี้
และน�าไปสู่การอพยพครั้งใหญ่ของชนเผ่าเร่ร่อนดึกด�าบรรพ์ในยูเรเชีย
ท่มา - https://www.thearchaeologist.org/blog/this-incredibly-preserved-4000-year-old-wag-

on-made-of-just-oakwood-unearthed-in-armenia




18




การอพยพระลอกแรก (the First Migration) สาหรบการอพยพ



ระลอกแรกน้ได้เริ่มข้นในช่วงส้นสุดสหัสวรรษท่ 3 ก่อนคริสตกาลหรือ

2000 ปีก่อนคริสตกาลหรือราว 4,000 ปีก่อน โดยเส้นทางการอพยพของ
ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนในระลอกแรกนี้มีอยู่สามเส้นทางด้วยกัน คือ
- เส้นทางการอพยพเข้าสู่เขตที่ราบสูงคอเคซัส
- เส้นทางการอพยพเข้าสู่เขตคาบสมุทรบอลข่าน (Balkan Peninsula)






ทจะนาไปสูการอพยพขามช่องแคบบอสฟอรส (Bosporus Strait) จากทาง

ฝั่งทวีปยุโรป เพ่อเข้าสู่แคว้นอานาโตเลีย (Anatolia) หรือภูมิภาคเอเชีย
ไมเนอร์ (Asia Minor) อันเป็นท่ต้งของประเทศตุรกีหรือตุรเคียในทุกวันน ี ้


- เส้นทางสายตะวันออกท่มุ่งเข้าสู่เขตท่ราบสูงเทือกเขาอัลไต (Altai



Mountains) และจากการอพยพเส้นทางสายท่สามน้ก็ยังมีการแยกตัว



และอพยพลงใต้มายังเขตแอ่งทาริม (Tarim Basin) ซ่งยังถอเป็นท่ตง




ของทะเลทรายทาคลามากัน (Taklamakan Desert) ท่อยู่ยังใจกลาง
ทวีปเอเชียอีกด้วย

โดยการอพยพระลอกน้มิได้สร้างผลกระทบหรือความเปล่ยนแปลง

อะไรให้กับภูมิภาคต่างๆ มากนัก เพราะดินแดนส่วนใหญ่ท่พวกเขาอพยพ







เข้าไปอาศยอย่กยงคงเป็นดนแดนรกร้าง หรอหาไม่กเป็นถนทอย่ของ






ชนกลุ่มน้อยที่ไร้อารยธรรมไม่ต่างกัน แต่ด้วยการมาถึงของชนเผ่าเร่ร่อน

เหล่าน้อาจจะทาให้พวกเขากลายเป็นท่หวาดกลัวและยาเกรงของชน














พนเมืองทไมเคยเหนมนษยกลุมใดจะสามารถบงคบม้าปาไดเชนนมากอน








และกอปรกับการใช้เกวียนเพ่อบรรทุกส่งของโดยมีม้าเป็นสัตว์พาหนะใน
การชักลากสัมภาระต่างๆ ด้วยแล้ว เปิดโอกาสให้ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน

ถือสิทธ์แสดงอานาจในการเข้าครอบครองดินแดนท่ค้นพบ โดยเฉพาะ





การอพยพในเส้นทางสายท่สามท่มุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียในน้น ทาให้

เกิดเครือข่ายวัฒนธรรมยุคส�าริดแห่งแรกในภูมิภาคยูเรเชียตอนเหนือท ่ ี ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
19


ถูกเรียกว่า ‘วัฒนธรรมแอนโดรโนโว’ (Andronovo culture) จนเกิดมา
เป็นต้นก�าเนิดของชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในชนชาติอัน


ย่งใหญ่ท่ถือกาเนิดมาจากการหลอมรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าอินโด-




ยูโรเปียนและชนพ้นเมืองน้นก็คือชาวฮิตไทต์ (Hittites) ท่มีศูนย์กลางอยู่ใน
แถบอานาโตเลียตอนกลาง และอาจจะรวมถึงชาวเฮอร์เรียน (Hurrians)
ท่อาศัยอยู่ทางฝั่งอานาโตเลียตะวันออก โดยท่ชนเผ่าท้งสองกลุ่มน้จะ














กลายมาเปนชนชาตททรงอานาจทสดในภมิภาคเอเชียไมเนอร์หรือแควน
อานาโตเลียในกาลต่อมาอีกด้วย
ชาวอินโด-ยูโรเปียนยังได้นาม้ามาค้าขายกับบรรดารัฐอารยธรรมอ่นๆ


ด้วย ดังมีปรากฏการค้าม้าระหว่างชาวอินโด-ยูโรเปียนจากแถบเทือกเขา
คอเคซัสกับพวกอัคคาเดียน (Akkadians) ท่อาศัยอยู่ในเขตท่ราบลุ่ม


แม่นาไทกริส-ยูเฟรติสหรือแคว้นเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) แล้ว


จนทาให้ม้าค่อยๆ กลายมาเป็นพาหนะสาคัญแทนท่ลา และโดยเฉพาะ





6
คังก้า (Kunga) ซึ่งเป็นสัตว์ลูกผสมชนิดแรกของโลกท่เกิดจากการนาพ่อ
ลาป่ามาผสมกับแม่ลาบ้าน (Domestic Donkey) เพื่อให้ได้ลาลูกผสมที่
มีทั้งความแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดนั่นเอง และในขณะเดียวกันนั้น ผล
จากการท่พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งอารยธรรมยุคแรกเช่นน้ก ็




ทาให้พวกเขาได้ยอมรับวัฒนธรรมการเล้ยงวัวและแกะไปด้วยเช่นกัน อัน


นาไปสู่การพัฒนาเกวียนสาหรับบรรทุกและชักลากของ และโดยเฉพาะ
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก แต่งกายแทนการใช้หนังสัตว์ฟอกหยาบอย่างที่เคยเป็นมาด้วยเช่นกัน



ภูมิปัญญาด้านการทอผ้าท่มีการนาใยขนแกะมาทอเป็นเส้อผ้าและเคร่อง

อย่างไรก็ตาม ในขณะท่กลุ่มชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนเร่มลงหลัก


ปักฐานในดินแดนทางฝั่งตะวันตกแล้วน้น ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนอีกสาย

คังก้าจัดว่าเป็นสัตว์ลูกผสม (Hybrid) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มนุษย์ค้นพบ โดยมันถูกเพาะพันธุ์
6
20 ขึ้นในดินแดนซีเรียและเมโสโปเตเมียเมื่อช่วงกลางสหัสวรรษที่ 3 หรือราว 2500 ปีก่อนคริสตกาล



หน่งกลับมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางตะวันออกด้วยการเดินทางอพยพข้าม

เขตท่ราบสูงเทียนชาน (Tianshan) อันกว้างใหญ่เข้าไปลงหลักปักฐาน
ยังดินแดนทางตอนใต้ของไซบีเรีย (Siberia) ใกล้กับเขตท่ราบสูงเทือก

เขาอัลไตทางฝั่งตะวันออก แต่ก็มีพบหลักฐานว่าชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน



บางส่วนก็เลือกท่จะอพยพลงใต้เข้าสู่แอ่งทาริมท่อยู่ในเขตทะเลทราย





ทาคลามากันด้วย โดยพวกเขาได้เลือกท่จะเข้าไปต้งถ่นฐานตามแหล่งนา
ในทะเลทรายหรือที่เรียกว่า ‘โอเอซิส’ หรือแหล่งน�้ากลางทะเลทราย โดย
หลักฐานท่แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มชนเผ่าอินโดยูโรเปียนใน

แดนตะวันออกกับแดนตะวันตกก็คือการค้นพบทางโบราณคดีคร้งสาคัญ


ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์แห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เมื่อมีการขุดค้นพบซากมัมมี่ในเขตแอ่งทาริมที่
ล้วนแต่มีรูปร่างสูงใหญ่ มีผมสีอ่อนหรือออกโทนแดงเข้ม เบ้าตาลึก

จมูกโด่ง ส่วนเครื่องแต่งกายหรือผ้าท่ห่อร่างของเขาน้นล้วนแต่เป็นผ้าทอ


ด้วยขนแกะ และเมื่อมีการตรวจสอบค่าอายุเพ่มเตมแล้วจึงได้พบว่า



คนเหล่าน้เคยมีชีวิตอยู่เม่อราว 3,000-4,000 ปีก่อน บรรดาหลักฐาน

เหล่าน้นับเป็นการยืนยันว่าชาวอินโด-ยูโรเปียนเคยอพยพมาจนถึงดินแดน
ทางฝั่งตะวันออกเมื่อหลายพันปีก่อนแล้ว และด้วยการอพยพเข้ามาของ

ชนเผ่ายุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่าน้ พวกเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ก่อต้ง


นครรัฐต่างๆ บนดินแดนทุรกันดารแห่งเอเชียกลาง และเช้อสายของ
พวกเขากลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อของ ชาวโทคาเรียน (Tokharians) กลุ่ม
ชาติพันธุ์ดึกดาบรรพ์ผู้เปล่ยนโฉมหน้าของดินแดนแอ่งทาริมท่ได้ชื่อ



ว่าเป็นหน่งในดินแดนท่รกร้างและอันตรายท่สุดในโลก กลายมาเป็น







หน่งในดินแดนแห่งนครรัฐอันรุ่งเรืองและม่งค่งท่มีความส�าคัญต่อหน้า
ประวัติศาสตร์โลกโบราณในฐานะดินแดนท่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ

ด้านอารยธรรมและการค้าระหว่างภูมิภาคตะวันออกไกลและโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
ในสหัสวรรษต่อมานั่นเอง
21



การอพยพระลอกท่สอง (the Second Migration) เริ่มข้นในช่วง



1700 ปีกอนครสตกาล หรือเมือราว 3,700 ปีก่อน โดยการอพยพระลอกน ี ้


มีความสาคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณมากท่สุดในการอพยพ

ทั้งสามระลอก เพราะนอกจากการอพยพนี้จะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทวีป
ยุโรป เอเชียตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย ไปจนถึงชายแดนจีนแล้ว แต่
สิ่งที่เปลี่ยนไปจากการอพยพระลอกแรกอีกประการหนึ่งก็คือ ชาวอินโด-



ยูโรเปียนในยุคน้สามารถพัฒนารถลากหรือเกวียนท่เคยมีไว้เพ่อบรรทุก
สัมภาระในการเดินทางให้กลายเป็น ‘รถศึก’ สาหรับการทาสงครามโดย


เฉพาะ และด้วยความสาเร็จในการพัฒนารถศึกน้ก็ทาให้เป้าหมายใน



การอพยพของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนกลายมาเป็นการรุกรานเพ่อยึดครอง



ดินแดนอย่างเต็มรูปแบบไปด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงท่พวกเขาเร่ม
การอพยพระลอกใหม่น้เอง ก็เป็นห้วงเวลาท่บรรดาสังคมเมืองในกลุ่ม






อารยธรรมตามพ้นท่ราบลุ่มแม่นาขนาดใหญ่ หรือตามแนวชายฝั่งทะเล


เร่มขยายตัวมากข้นแล้ว ทาให้การอพยพของชาวอินโด-ยูโรเปียนนาไป


สู่การเผชิญหน้ากับบรรดานครรัฐต่างๆ ในโลกโบราณด้วยเช่นกัน
สาหรับการอพยพเข้าสู่ยุโรปในคราวน้มีกลุ่มชาวอินโด-ยูโรเปียนท ี ่


เลือกอพยพไปตามแนวชายฝั่งทะเลด�าตามเส้นทางในการอพยพระลอก

แรก แต่พวกเขาเลือกท่จะบุกลงใต้เข้าสู่คาบสมุทรเพโลปอนเนส (Pelo-
ponnese) ในแถบทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของ
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก พ้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ท่มีวัฒนธรรมอยู่ในยุคสาริดตามแบบอย่าง ี ่

ดินแดนบอลข่านในช่วงปี 1750 ปีก่อนคริสตกาล ซ่งเป็นถ่นอาศัยของชน




7
อารยธรรมไมโนอัน (Minoan Civilization) และด้วยการเข้ามาปกครอง


ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้เองจึงทาให้เกิดยุคของอารยธรรมลูกผสมท
เรียกว่า ‘อารยธรรมไมซีเนียน’ (Mycenaean Civilization) และด้วยการ
อารยธรรมไมโนอันนับว่าเป็นยุคอารยธรรมเริ่มแรกของอารยธรรมกรีกโบราณ โดยมีจุดศูนย์กลาง
22 7 ดั้งเดิมอยู่ที่เกาะครีต (Crete)





ท่ชนเผ่าผู้รุกรานเหล่าน้มีท้งรถศึกและม้าเป็นขุมกาลังหลักในการทา



สงครามจนสามารถรวบรวมดินแดนๆ ต่างท่วท้งบอลข่านได้อย่างรวดเร็ว




นอกจากจะทาให้ชาวพ้นเมืองรู้จักการเล้ยงม้าและประดิษฐ์รถศึกแล้ว
ภาษาพูดของพวกเขาก็กลายมาเป็นภาษาหลักของเหล่าชนชั้นปกครอง


ท่วท้งดินแดนแห่งน้ จนทาให้เกิดการผสมผสานระหว่างภาษาของชาว


อินโด-ยูโรเปียนและภาษาชนเผ่าพ้นเมืองกลุ่มต่างๆ กลายมาเป็นต้นกาเนิด


ของภาษากรีกโบราณ (Ancient Greek Language) ในกาลต่อมา



















ภาพสีฝุ่นภาพรถศึกไมซีเนียนที่ถูกค้นพบในเมืองไปลอส (Pylos) ประเทศสาธารณรัฐเฮลเลนนิก (กรีซ)
ที่มา - https://theshieldofachilles.net/2017/05/30/guest-post-construction-of-the-mycenaean-
chariot-by-rita-roberts/


ในยุคสมัยแห่งการเรืองอ�านาจของอารยธรรมไมซีเนียนน้นถือว่า

เป็นการวางรากฐานของกลุ่มนครรัฐกรีซโบราณอย่างแท้จริง เพราะเหล่า ประวัติศาสตร์คนเถื่อน






23






ผู้นานครรัฐท่มีเช้อสายอินโด-ยูโรเปียนเหล่าน้ก็จะแยกย้ายกันไปสถาปนา
นครรัฐหรืออาณาจักรอิสระของตนท่วท้งแหลมเพโลปอนเนส และตาม


หมู่เกาะในเขตทะเลอีเจียนและไอโอเนีย (Ionian Sea) และแม้ว่าพวกเขา
จะมีภูมิหลังเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากยูเรเชีย แต่ชนชั้นปกครองแห่งไมซีเนียนก ็
ยังคงให้การยอมรับและสนับสนุนด้านวิทยาการด้านการเดินเรือของชาว





พ้นเมือง จนทาให้วัฒนธรรมไมซีเนียนเร่มแพร่หลายไปท่วท้งแนวชายฝั่ง

ทะเลอีเจียนและไอโอเนียท้งทางฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออก และด้วย












การเตบโตของกลุมนครรฐในเครอขายของวฒนธรรมไมซเนยนนเอง ทจะ

นาไปสู่ความขัดแย้งกับเหล่านครรัฐตามชายฝั่งตะวันออกท่อยู่ในแคว้น


อานาโตเลียด้วยเช่นกัน และด้วยความขัดแย้งจะกลายมาเป็นท่มาของหน่ง

ในมหากาพย์ท่ย่งใหญ่ท่สุดของโลกโบราณคือ ‘มหากาพย์อีเลียด’ (Iliad)



หรือที่รู้จักในชื่อ ‘สงครามโทรจัน’ (Trojan war) หรือ ‘สงครามกรุงทรอย’

อันเป็นเร่องราวของการทาสงครามระหว่างกลุ่มนครรัฐกรีซในยุคไมซีเนียน

กับชาวกรุงทรอย (Troy) นั่นเอง


ในขณะท่อารยธรรมไมซีเนียนกาลังก่อตัวข้นในภูมิภาคยุโรปใต้

กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ในเขตเอเชียไมเนอร์และตะวันออกกลางต่างก�าลัง
แข่งขันกันเป็นผู้ย่งใหญ่เหนือภูมิภาค อย่างเช่นการขับเค่ยวระหว่าง



ชาวฮิตไทต์และพวกเฮอร์เรียนในช่วงศตวรรษท่ 17 ก่อนคริสตกาลหรือ
ราว 3,600 ปีที่แล้ว โดยฝ่ายชาวเฮอร์เรียนนั้นนับเป็นชนชาติแรกในโลก
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก สงครามอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ดังปรากฏจากตาราการฝึกม้าสาหรับ ิ
ท่ประสบความส�าเร็จในการพัฒนารถศึกและการฝึกม้าสาหรับการทา






เทียมรถศึกโดยเฉพาะท่เรียกว่า ‘จารึกแห่งคิกคุลิ’ (Kikkuli Text) และ
ด้วยความส�าเร็จนี้นอกจากจะท�าให้พวกเขายกย่องตนเองว่าเป็นถึง ‘เจ้า
แห่งอาชา’ แล้ว ชาวเฮอร์เรียนยังประสบความสาเร็จในการสถาปนา




จักรวรรดิอันย่งใหญ่ของตนข้นมาได้ และเป็นท่รู้จักในนาม ‘จักรวรรด
24



มิทานนี’ (Mitanni Empire) ท่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าครอบครอง
ดินแดนเมโสโปเตเมียทางตอนเหนือได้อีกด้วย
แต่ชาวฮิตไทต์ก็สามารถสร้างมหาอาณาจักรหรือจักรวรรดิอัน


ย่งใหญ่ของตนข้นมาได้ และยังสามารถพิชิตจักรวรรดิมิทานนีลงได้สาเร็จ


เม่อช่วงกลางศตวรรษท่ 13 ก่อนคริสตกาล แต่ชาวฮิตไทต์ก็ยังคงสืบทอด



องค์ความรู้ด้านการพัฒนารถศึกและฝึกม้าสาหรับการทาสงครามจาก


พวกเฮอร์เรียนหรือมิทานนีสืบมา จนทาให้จักรวรรดิฮิตไทต์สามารถทา

สงครามแผ่ขยายอานาจเข้าครอบครองท้งภูมิภาคเอเชียไมเนอร์จนถึง

ดนแดนในซีเรีย (Syria) ได้อีกด้วย แต่ความส�าเร็จท่แท้ของชาวฮิตไทต์


น้นมิได้อยู่ท่การสร้างจักรวรรดิท่ย่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายัง





เป็นชนชาติแรกในประวัติศาสตร์โลกท่ประสบความส�าเร็จในการพัฒนา
การถลุงแร่โลหะชนิดใหม่อย่างเหล็กที่มีคุณภาพยิ่งกว่าส�าริด และความ



นิยมในอาวุธเหล็กน้ก็ค่อยๆ แพร่หลายไปท่วท้งภูมิภาคตะวันออกกลาง
จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกในอีกพันปีต่อมา






กลุ่มชาวอนโด-ยูโรเปียนอีกสายหน่งทยังอาศยอยู่ในแถบท่งหญ้า
สเตปป์ตอนกลางของยูเรเชียได้ขยายเส้นทางการอพยพจนลงไปถึงแถบ

ท่ราบสูงอิหร่าน (Iranian Plateau) เม่อราว 1500 ปีก่อนคริสตกาล หรือเม่อ


ราว 3,500 ปีก่อนนั้น โดยการขยายตัวของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มนี้

ได้นาไปสู่การกาเนิดเครือข่ายทางวัฒนธรรมใหม่ท่ถูกเรียกขานในภายหลัง


ว่า ‘อินโด-อิหร่าน’ (Indo-Iranians) อันเป็นการผสมผสานวัฒนธรรม

ด้านภาษาระหว่างภาษาของชาวอินโด-ยูโรเปียนเข้ากับกลุ่มชนพ้นเมือง


ในแถบท่ราบสูงอิหร่าน ซึ่งชาวอินโด-อิหร่านเหล่าน้จะกลายมาเป็น
บรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์อิหร่าน (Iranic Peoples) กลุ่มต่างๆ ท่จะอพยพ


เข้าไปต้งถ่นฐานท่วท้งแถบรอยต่อระหว่างภูมิภาคตะวันออกกลางและ



เอเชียกลางในกาลต่อมา และด้วยการเข้ามาลงหลักปักฐานในดินแดน ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
25











อนกว้างใหญ่แห่งนนเอง ทาให้กล่มชาตพนธ์อนโด–อิหร่านเริมอพยพ



ครั้งใหญ่ของตนเองด้วยเช่นกัน
โดยพวกเขาจะทาการอพยพข้ามท่ราบสูงฮินดูกุช (Hindu Kush)




ท่เปรียบเสมือนปราการธรรมชาติขนาดมหึมาท่แบ่งก้นอนุทวีปอินเดีย

ออกจากดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปเอเชียมานับพันปี และเมื่อพวกเขา
สามารถข้ามท่ราบสูงฮินดูกุชลงมาได้แล้ว ก็ได้พบกับเขตท่ราบลุ่มแห่ง





หุบเขาแม่นาสินธุ (Indus Valley) อันกว้างใหญ่ แต่ดินแดนท่ราบลุ่ม












แม่นาสนธนกมิใชแดนร้างเหมือนดนแดนทพวกเขาจากมา เพราะดนแดน

แห่งน้กลายมาเป็นหน่งในศูนย์กลางของอารยธรรมโลกโบราณด้วยเช่น

กัน นั่นคือ ‘อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น�้าสินธุ’ (Indus Valley Civilization)
หรือ อารยธรรมฮารัปปา (Harappan Civilization) โดยอารยธรรมแห่งนี้
ได้ก่อตัวข้นมาจากการรวมตัวของชนเผ่าดราวิเดียน (Dravidians) ในเขต




ลุ่มแม่นาสินธุ ต้งแต่เมื่อราว 3300 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว แต่บรรดาชุมชน

และนครรัฐต่างๆ ตามลุ่มนาสินธุน้นก็มีสภาพไม่ต่างจากกลุ่มอารยธรรม



ต่างๆ ในดินแดนทางตะวันตก คือเป็นเพียงหัวเมืองท่แยกตัวกันเป็นอิสระ





จากกน มิได้มศนย์กลางแห่งอานาจทชัดเจน จงทาให้แหล่งอารยธรรม



แห่งน้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอันง่ายดายของกองทัพอินโด-อิหร่าน




ท่มีขุมกาลังรบเป็นทัพรถศึกเทียมม้าอันเห้ยมหาญน่นเอง การรุกราน




ของกองกาลังชาวอินโด-อิหร่านเหล่าน้จึงกลายมาเป็นจุดเร่มต้นแห่งยุค
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก ‘ยุคพระเวท’ (Vedic Age) ี ิ ี ้ �

ประวัติศาสตร์ท่แท้จริงของภูมิภาคน้ ซึ่งจะถูกเรียกขานในกาลต่อมาว่า



เหตุทยุคแห่งการรุกรานน้ได้รับการยอมรับให้เป็นยุคแห่ง
ประวัติศาสตร์ท่แท้จริงของอินเดียมากย่งกว่ายุคแห่งอารยธรรมลุ่มแม่นา


สินธุน้น เพราะการเข้ามาของชนต่างเผ่าเหล่าน้ พวกเขามิได้มาเพียง
เพ่อปล้นสะดม แต่มาเพ่อพิชิตและปกครองอย่างแท้จริง โดยพวกเขา


26




ได้เร่มวางระเบียบและแบบแผนในการปกครองของตนเอง ด้วยการนา
ประเพณีความเชื่อและกฎหมายของตนเองมาหลอมรวมเข้ากับความ


เชื่อและวัฒนธรรมท้องถ่นของชาวดราวิเดียน โดยเหล่าผู้รุกรานพวกน้ได้
ประกาศตนว่าเป็น ‘อารยัน’ (Aryan) อันมีความหมายว่าเป็น ‘ขัตติยชน’




หรือชนช้นปกครองท่มีสถานะอันสูงกว่าชนพ้นเมืองด้งเดิม จึงทาให้



ชนเผ่าอินโด-อิหร่านท่ลงมาปกครองอิหร่านและอินเดียเหล่าน้ถูกเรียกใน
อีกชื่อว่า อินโด-อารยัน (Indo-Aryans) และด้วยแนวคิดแห่งความเป็น
ชาวอารยันผู้สูงส่งน้ก็จะถูกหลอมรวมเข้ากับความเช่อในศาสนาพราหมณ์


และกลายมาเป็นคติ ‘วรรณะ’ อันว่าด้วยการแบ่งชนชั้นตามชาติกาเนิด

ของมนุษย์ท่ฝังรากอยู่ในสังคมแห่งความเชื่อของชาวฮินดูจนถึงทุกวันน ้ ี


ภาษาพูดของพวกเขาก็ถูกหลอมรวมเข้าภาษาท้องถ่นจนเกิดเป็น



กลุ่มภาษาต่างๆ ทวทงอนุทวีป และในบรรดาภาษาท่ได้รับอิทธิพลจาก



कृ

ภาษาของชาวอารยันน้นก็คือ ‘สัมสกฤตัม’ (सस्तम् : ส�สฺกฺฤตมฺ ) หรือ
‘ภาษาสันสกฤต’ (Sanskrit) และ ‘ปาฬี’ (पालि : Pali) หรือภาษาบาลี


โดยท้งสองภาษาน้จะกลายมาเป็น ‘ภาษาศักด์สิทธ์’ ของแดนอนุทวีป



เพราะมันจะกลายมาเป็นภาษาท่ใช้ในพิธีทางศาสนาโดยเฉพาะ และคต ิ
ความเชื่อน้ก็ยังได้แพร่หลายไปยังภูมิภาคอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ในภายหลังอีกด้วย









นอกจากน ชาวอนโด-ยโรเปยนยงไดนาความเชือของตนเขามาดวย





เช่นกน โดยหลักฐานด้านความเชื่อทแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม


อารยธรรมต่างๆ ทถกชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านเข้ายดครองก็คอความเชือใน






เทพสายฟ้า (Thunder God) ในฐานะจอมเทพสงสด (Supreme God)


หรือประมุขแห่งปวงเทพท้งปวง โดยเราไม่ทราบนามด้งเดิมของเทพสูงสุด



องค์น้ แต่กลับพบหลักฐานว่าในบรรดาอารยธรรม นครรัฐ หรือดินแดน



ต่างๆ ท่ถูกชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนยึดครองน้นจะมีความเชื่อในเร่องเทพ ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
27


สายฟ้าเหมือนกันเกือบทั้งสิ้น อย่างเช่นความเชื่อในเรื่องเหล่าเทพโอลิม-
เปียน (Olympian Gods) ของชาวกรีกโบราณก็จะมีประมุขแห่งปวงเป็น
เทพสายฟ้าผู้มีนามว่า ซุส (Zeus) หรือ จูปิเตอร์ (Jupiter) ในคติโรมัน
สวนในอินเดียก็เคยมีจอมเทพสูงสุดอยาง อินดรา (Indra) หรือพระอินทร ์




ท่เคยเป็นจอมเทพสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ก่อนหน้าท่เหล่าตรีมูรติอย่าง
พระพรหม พระอิศวรหรือพระศิวะ กับพระวิษณุหรือพระนารายณ์ จะก้าว

ข้นมาเป็นจอมเทพสูงสุดท้งสามในภายหลัง และเมื่อพระพุทธศาสนา

ถือก�าเนิดในกาลต่อมา ก็ยังมีการยอมรับให้พระอินทร์เข้ามาเป็นประมุข
แห่งปวงเทพด้วยเช่นกัน ส่วนในกลุ่มอนารยชนเยอร์มานิกหรือชาว
เยอรมันโบราณก็มีเทพสายฟ้านาม ธูนอร์ (Thunor) ธูนาร์ (Thunar) หรือ
ท่รู้จักกันในความเชื่อของชาวนอร์ส (Norse) ว่า ธอร์ (Thor) แต่ด้วย



การท่เทพสายฟ้าของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนได้ถูกนาเข้ามาในดินแดน




เหล่าน้ก็ย่อมทาให้เรื่องราวของเทพสายฟ้าถูกปรับเปล่ยนเร่องราวและ
ฤทธิ์อ�านาจให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนนั้นๆ
แต่ก็ยังมีกลุ่มความเชื่อท่ยังคงยึดถือให้เทพสายฟ้าเป็นเทพสูงสุด


เหมือนเมื่อคร้งบรรพกาลก็คือกลุ่มชนเผ่ามองโกลและพวกเตอร์กิคท่ยัง

คงบูชาเทพสายฟ้านามว่า เท็งกรี (Tengri) ในฐานะเทพบิดร (Heavenly

Father) ผู้ทรงมีฤทธานุภาพสูงสุดในบรรดาปวงเทพ โดยท่มิได้ถูกลด
สถานะหรือปรับเปล่ยนบทบาทเหมือนกับเทพสายฟ้าในคติอ่นๆ แต่คร้น



เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก อิสลามมากข้นเร่อยๆ จึงทาให้สถานะของเทพเท็งกรีค่อยๆ ลดบทบาท

เมื่อชาวมองโกลและเตอร์กิคเร่มหันไปนับถือพุทธศาสนาและศาสนา



ลงไป เว้นแต่พวกกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่ยังคงอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าและป่าเขา

อันห่างไกลตามแนวตะเข็บชายแดนเอเชียกลางกับแคว้นไซบีเรียท่ยังคง



บูชาเทพเท็งกรีตามแบบด้งเดิมอยู่บ้าง และนอกจากน้ก็ยังมีชุมชนชาว

นูริสถาน (Nuristanis) หรือท่เรียกในอีกช่อว่า ดาร์ดิค (Dardic) ซึ่งเป็น

28



ชนเผ่าเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียนท่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน
ทุกวันน้ท่ยังคงรักษาความเช่อในการบูชาเทพ ‘อินดร์’ (Indr) หรือพระอินทร์



ในฐานะเทพสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งบรรพกาลอีกด้วย
ส่วนการอพยพในเส้นทางตะวันออกน้น กลับไม่ปรากฏหลักฐาน

แน่ชัดนักว่าพวกเขาได้เข้ารุกรานดินแดนใด หรืออพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน
ในบริเวณไหนกันแน่ แต่กระน้นก็ยังมีหลักฐานบางอย่างท่พอจะยืนยัน


ได้ว่ามีกลุ่มชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนได้เดินทางมาถึงภูมิภาคตะวันออกไกล
ก็คือ การค้นพบซากรถศึกและโครงกระดูกของม้าศึก และนักรบท่ถูก

ฝังพร้อมเคร่องยุทธภัณฑ์ต่างๆ ทาจากส�าริดซึ่งมีอายุราว 1200 ปีก่อน


คริสตกาล อยู่ในสุสานหลวงแห่งราชวงศ์ชาง (Shang Dynasty) ที่เมือง
อันหยาง (安陽-Anyang) มณฑลเหอหนาน โดยสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ารถศึก

น้น่าจะเป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มอินโด-ยูโรเปียนก็คือการท ี ่
ล้อรถศึกแห่งอันหยางน้นมีซี่ล้อรถมากถึง 6 ซี่เหมือนกับซากล้อรถศึกท่พบ


ในเขตเทือกเขาคอเคซัส และยังมีการค้นพบมีดส�าริดที่มีลักษณะเหมือน

กับมีดสาริดท่พบในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์ถูกฝังรวมกับรถศึกและม้าด้วย

อันแสดงให้เห็นว่ารถศึกคันน้เป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน



แน่นอน แต่ก็ไม่มีหลักฐานอ่นใดท่ระบุว่าทาไมราชส�านักชางถึงรู้จักวิธ ี

การประดิษฐ์รถศึกแบบนี้ขึ้นมาได้
หากแต่ในพงศาวดารแห่งราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) ซึ่งเป็น




ราชวงศ์ค่แข่งและผ้พชิตราชวงศ์ชางในภายหลงได้ระบถงความเป็นมา



ของราชวงศ์น้ว่า บรรพชนแห่งราชวงศ์โจวมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับ
ชนเผ่าโบราณท่ชื่อว่า ‘เชียง’ (羌 : Qiang) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนโบราณ


ทอาศยอย่ในดนแดนทางตะวนตกของจีน จึงทาให้เกดข้อสนนษฐานว่า









แท้จริงแล้วชนเผ่าเชียงอาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่างเก่ยวกับชนเผ่า

อินโด-ยูโรเปียน หรือเผ่าเชียงอาจจะเป็นชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนท่อพยพ ประวัติศาสตร์คนเถื่อน

29


ภาพถ่ายซากรถศึกแห่งอันหยาง พร้อมกับโครงกระดูกของม้าศึก
และนักรบที่ถูกสังหารเพื่อให้ตามไปรับเจ้าเหนือหัวในปรภพ
ที่มา - https://www.world-archaeology.com/great-discoveries/
anyang-the-first-chinese-civilization/


เดินทางมาจนถึงชายแดนตะวันตกของจีนแล้ว และพวกเขาก็น่าจะ

เป็นผู้นาภูมิปัญญาในการข่ม้าและวิทยาการในการประดิษฐ์และขับข ี ่

รถศึกมาเผยแพร่ให้กับชาวโจวและชางในดินแดนหัวเซี่ยหรือแผ่นดินจีน
โบราณนั่นเอง
การอพยพระลอกท่สาม (the Third Migration) ในการอพยพระลอก








สุดท้ายน น่าจะเกดขนในช่วงสดท้ายของสหสวรรษท่ 2 ก่อนครสตกาล


เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก แรก คือเป็นการอพยพในขอบเขตของพ้นท่ไม่กว้างไกลมากนัก โดย
หรือราว 1000 ปีก่อนคริสตกาล มีความคล้ายคลึงกบการอพยพระลอก



สังเกตจากการกระจายตัวของกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนในยุโรปตะวัน-




ออกท่เร่มแพร่หลายเข้าไปในพ้นท่แถบยุโรปกลาง ยุโรปเหนือ และ
ยุโรปใต้ แม้ว่าการอพยพระลอกท่สามน้จะมิได้สร้างปรากฏการณ์อัน


ยิ่งใหญ่ใดๆ เหมือนกับการอพยพทั้งสองระลอกแรกที่ผ่านมาก็ตาม
30



การอพยพในระลอกสุดท้ายน้ถือว่าเป็นการช่วยให้กลุ่มภาษา
อินโด-ยูโรเปียนแพร่หลายไปยังดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป จนทา





ให้กลุ่มภาษาน้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มภาษาสาคัญท่วท้งโลก
ตะวันตกโบราณอย่างแท้จริง จนเราอาจกล่าวได้ว่า มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้น มิใช่เพียงแค่การเป็นชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มแรก




ท่ริเร่มฝึกม้าเพ่อใช้เป็นสัตว์พาหนะและสัตว์สงคราม หรือการส่งมอบ
ภูมิปัญญาด้านการทาสงครามให้กับชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มอ่นๆ และบรรดา



อาณาจักรต่างๆ ท่วท้งยูเรเชียเท่าน้น แต่เป็นการสร้างเครือข่ายกลุ่ม



ภาษาโบราณท่เรียกว่า ‘กลุ่มภาษาอินโด–ยูโรเปียน’ (Indo-European

Languages) โดยกลุ่มภาษาท่สืบสายมาจากภาษาของพวกอนารยชน

เหล่าน้ก็คือกลุ่มภาษาอิตาลิก (Italic Languages) กลุ่มภาษาเยอรมานิก
(Germanic Languages) กลุ่มภาษาสลาวิก (Slavic Languages) กลุ่ม



ภาษาเคลตก (Celtic Languages) หรอแม้แตกลมภาษาในตะวนออกกลาง



โบราณอย่างภาษาอะเวสตัน (Avestan Language) หรือภาษาเปอร์เซีย
โบราณ และภาษาสันสกฤตกับภาษาบาลีในภูมิภาคอนุทวีป และเมื่อ

ภาษาลูกเหล่าน้ได้มีการปะทะสังสรรค์กันในภายหลัง ก็ย่งเกิดการ



พัฒนาภาษาเหล่าน้ให้แพร่หลายออกไปกว้างไกลย่งกว่าเดิม ซึ่งสภาวะ


การกระจายตัวของภาษาอินโด-ยูโรเปียนน้ยังทาให้ภาษาด้งเดิมค่อยๆ





ววฒนาการไปเป็นภาษาใหม่จนถกเรยกวาเปน ‘ภาษาลกสาว’ (Daughter



8
Language) โดยหนึ่งในภาษาสากลที่ถือว่าเป็นมรดกของชนเผ่าอินโด-

ยูโรเปียนก็คือภาษาอังกฤษน่นเอง หรือแม้แต่ภาษาไทยในปัจจุบันท ี ่

มิได้ถือเป็นลูกหลานสายตรงของกลุ่มภาษาน้ ก็ยังได้รับอิทธิพลของ
8 ภาษาลูกสาว หรือที่เรียกในอีกชื่อว่า ‘ภาษาทายาท’ (Descendant Language) ถือเป็นภาษา
สืบสายหรือวิวัฒนาการมาจากอีกภาษาโดยตรง จนก�าเนิดเป็นภาษาใหม่ อย่างเช่น ภาษาฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
สเปน และอิตาลีที่เป็นภาษาลูกของภาษาละติน
31


ภาษาในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียนด้วยเช่นกัน ผ่านการใช้ภาษาสันสกฤตท่มา

จากการเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์จากอินเดียอีกทอดหนึ่ง

อย่างเช่น คาว่า ‘กษัตริย์’ ในภาษาไทยน้มีรากศัพท์มาจากคาในภาษา




สันสกฤตว่า ‘กษฺตตรา’ (श्रेष्ठ) หรือ ‘กษตฺตรียา’ (क्षितीश) โดยท่คาว่ากษตฺ-
ตราและกษตฺตรียาน้นมีรากมาจากภาษาอะเวสตันหรือภาษาเปอร์เซีย


โบราณท่ถือว่าเป็นทายาทสายตรงของกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนว่า
‘ชตฺตรียา’ (xshathrya) และ ‘ชตฺตรา’ (xshathra) ที่แปลว่า ‘อ�านาจ’ หรือ


‘การปกครอง’ โดยคาว่าชตฺตรียาและชตฺตราน้ก็ยังเป็นท่มาของคาว่า



‘ชายะติยา’ (Xš yathiya) ในภาษาเปอร์เซียทแปลว่า ‘กษัตริย์’ หรือ


‘เจ้าผู้ปกครอง’ และคาว่าซายะติยาจะถูกกร่อนปรับมาเป็น ‘ชาห์’ (shah)

หรือ ‘ชาห์ฮันชาห์’ (Sahanshah) อันเป็นตาแหน่งพระประมุขของพวก
เปอร์เซีย และวงศ์วานอิหร่านทั้งปวงในกาลต่อมาอีกด้วย
แม้ว่าการอพยพของชนเผ่าอินโด-ยโรเปียนจะสินสุดลงไปพร้อม



กับความส�าเร็จในการก่อต้งอาณาจักรของพวกเขาเหนือดินแดนสาคัญ


ต่างๆ ท่วท้งภูมิภาคยูเรเชียโบราณ แต่ก็มิได้หมายความว่าโลกโบราณ

จะเข้าสู่ยุคแห่งความสุขสงบท่แท้จริงแต่อย่างใด เพราะผลจากการอพยพ



ครั้งใหญ่ท้งสามระลอกของชาวอินโด-ยูโรเปียนได้นาภูมิปัญญาด้าน
การใช้เครื่องโลหะและการเลี้ยงม้าไปใหกับชนเผ่าเร่ร่อนยุคก่อนประวัติ-

ศาสตร์กลุ่มต่างๆ ในยูเรเชียตอนบนแล้ว ทาให้ชนเผ่าเร่ร่อนเหล่าน ้ ี

เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก สามารถในการเดินทางท่มากข้นเช่นน้ย่อมนาไปสู่การสร้างปฏิสัมพันธ์


สามารถอพยพโยกย้ายถ่นฐานได้กว้างไกลมากย่งข้น และด้วยความ





หรือแม้แต่การเผชิญหน้าระหว่างชนต่างเผ่า หรือแม้แต่การขยายตัวของ
บรรดารัฐและราชอาณาจักรโบราณต่างๆ เพ่อเข้าควบคุมเส้นทางการ

ค้าภายในภาคพื้นทวีปมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเป็นการบีบคั้นหรือกระตุ้นให้เหล่า
อนารยชนแห่งยูเรเชียจ�าเป็นต้องเข้าไปมีส่วนพัวพันในการเปลี่ยนแปลง
32 เหล่านี้ด้วยเช่นกัน




และด้วยภาวะอันบีบค้นเช่นน้จึงทาให้พวกเขาพยายามหาหนทาง


เอาตัวรอด ด้วยการรวมกาลังปล้นสะดมเพ่อช่วงชิงทรัพยากรต่างๆ ท ่ ี



มีความจ�าเป็นในการดารงชีพเท่าท่จะหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นฝูงปศุสัตว์

จากเผ่าใกล้เคียง ไปจนถึงการเข้าปล้นเมืองชายขอบต่างๆ เพ่อฉกฉวย


ทรัพย์สมบัติอันมีค่าต่างๆ ท่พวกเขาไม่อาจแสวงหามาได้ด้วยกาลังของ

ตน จนนาไปสู่เหตุแห่งการรุกรานอันน่าสะพรึงกลัวของเหล่าอนารยชน
จากแดนเหนือตลอดหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณน่นเอง หากแต่

ภายใต้การรุกรานและการทาลายล้างของชนเผ่าป่าเถ่อนน้ก็มิใช่วาจะนา





มาแต่ความพินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียว เพราะการรุกรานของพวกเขา


ได้สร้างผลกระทบท้งต่อดินแดนท่ถูกรุกรานหรือแม้แต่ตัวของพวกเขา
เองด้วย และกลายมาเป็นเหตุและปัจจัยส�าคัญให้สังคมและชุมชนใน
โลกโบราณหรือแม้แต่เหล่าอนารยชนมีการปรับตัวเพ่อให้เท่าทันกับ






สถานการณ์ต่างๆ ทเปลยนแปลงไป จนกลายมาเป็นรากฐานสาคญ

ให้กับท้งโลกอย่างไม่มีใครในห้วงเวลาน้นสามารถจินตนาการหรือคาดคิด


ได้ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลจากการรุกรานและการโจมตีจากเหล่า
อนารยชนแห่งยูเรเชียจะได้ถูกน�ามากล่าวถึงในล�าดับต่อไป












ประวัติศาสตร์คนเถื่อน

33


เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
















34


Click to View FlipBook Version