นักสัญจรบนหน้ากระดาษ
ผู้แสวงหาความรู้และภูมิปัญญามาบรรณาการนักอ่าน
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน: เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
Barbarian Conquests
ภาสพันธ์ ปานสีดา: เขียน
ราคา 485 บาท
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�านักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ภาสพันธ์ ปานสีดา.
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน: เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก =
Barbarian conquests.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
512 หน้า.
1. ประวัติศาสตร์โลก. I. ชื่อเรื่อง.
909
isbn 978-616-301-786-4
© ข้อความในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์
บรรณาธิการอ�านวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
บรรณาธิการเล่ม : อันโตนิโอ โฉมชา
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน
เลขากองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่
พิสูจน์อักษร : ฟ้า นรินท์
รูปเล่ม : เปมิกา ตันติทวีโชค
ออกแบบปก : เฉลิมพันธุ์ ปัญจมาพิรมย์
ผู้อ�านวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จ�ากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจ�าหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ากัด เลขที่ 37/145 รามค�าแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
Line ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจ�านวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา ส�านักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939
Barbarian Conquests
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
เรื่องราวของอนารยชน
ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
ภาสพันธ์ ปานสีดา
ิ
ค�าน�าส�านักพมพ ์
ื
่
เชือว่าหลายท่านทเคยชมภาพยนตร์องประวตศาสตร์หรอเล่น
่
ิ
ั
ี
ิ
ื
เกมเก่ยวกับประวัติศาสตร์ จะต้องเคยเจอเร่องของ ‘อารยชน’ ปะทะ
ี
‘อนารยชน’ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย หากเป็นภาพยนตร์ตะวันตก ก็จะ
ฉายภาพของนักรบชาวกรีกหรือโรมันผู้มีอารยะ และสามารถเอาชนะ
อนารยชนป่าเถ่อนตามป่าเขาด้วยกลยุทธ์ เทคโนโลยี หรือแม้แต่มายเซ็ตท ี ่
ื
ุ
็
่
ึ
�
์
่
ั
้
์
่
ั
เหนอกวาชนเผ่าอันดกดาบรรพนงหมขนสตวเหลานน หากเปนภาพยนตร ์
ื
่
จีน ตัวเอกก็มักเป็นนายทหารผู้ทาศึกขับเค่ยวกับชนเผ่านอกด่านอย่าง
�
ี
ื
ั
ห้าวหาญ เพ่อปกป้องแผ่นดินเกิดให้พ้นจากพวก ‘ฮวนน้ง’ (อนารยชน,
ื
ี
ื
คนเถ่อน) หรือไม่ก็ต่อต้านราชวงศ์ของชนเผ่าเหล่าน้เพ่อฟื้นฟูอ�านาจของ
�
ชาวจีนฮั่นเท่ยงแท้ข้นมาใหม่ ภาพจ�าท่ทาให้เรามองเหล่า ‘อนารยชน’
ี
ี
ึ
ว่าเป็นชนเผ่าที่ไร้อารยธรรมนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในมโนส�านึกกันมายาวนาน
แม้ชื่อหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์คนเถ่อน: เร่องราวของอนารยชน
ื
ื
ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก’ ดูจะเป็นการตอกยาแนวคิดเหล่าน้ แต่
�
้
ี
ี
น่เป็นการเรียกความสนใจให้กับกลุ่มชนท่ถูกมองข้ามบทบาทอยู่บ่อยคร้ง ั
ี
ในหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อเราลองศึกษาเกี่ยวกับพวกเขา เราจะ
พบว่าอนารยชนเหล่านี้ล้วนแต่มีที่มาที่ไปอันน่าสนใจ พวกเขาอาจไม่ได้
ื
ต้องการทาลายล้างเพ่อความสะใจเหมือนวายร้ายท่จ้องจะครองโลกใน
�
ี
ี
ภาพยนตร์ แต่เป็นการแสวงหาพ้นท่ใหม่อันอุดมสมบูรณ์ ล้ภัยเข้าไปใน
ื
ี
ต่างถิ่น หรือแม้แต่ยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม เพื่อให้ชนเผ่า
ั
ของตนอยู่รอดต่อไป บางชนเผ่าก็ยังสานต่อหรือต่อยอดอารยธรรมด้งเดิม
ี
ื
ี
ในพ้นท่ท่พวกเขาไปอาศัยจนกลายเป็นอารยธรรมใหม่ ในบางคร้งก็กลับ
ั
เป็นอารยชนที่เป็นฝ่ายยั่วยุให้เกิดการรบราฆ่าฟันด้วยซ�้า
หากเราลองมองย้อนกลับไปแล้ว หลาย ‘อารยธรรม’ ที่เราชื่นชมว่า
ี
�
ี
เจริญรุ่งเรือง ต่างก็มีจุดกาเนิดท่ไม่ต่างออกไปจาก ‘อนารยชน’ ท่พวกเขา
ดูแคลนนักหนาเลย เพียงแต่อารยธรรมเหล่านี้ได้พิชิตและท�าลายวัฒน-
ื
ธรรมอ่นๆ จนเหลือร่องรอยให้เราได้ศึกษาน้อยมากและสร้างภาพความ
เป็น ‘ชนผู้มีอารยะ’ ให้ตัวเอง แม้จะต้องแลกมาด้วยเลือดของชนต่างกลุ่ม
ี
ี
ี
ึ
มากมายก็ตาม มีบุคคลหน่งท่สรุปถึงความย้อนแย้งน้ได้อย่างดีเย่ยม
เขาคือ คัลกาคุส (Calgacus) หัวหน้าเผ่าชาวเคลต์ในสกอตแลนด์ปัจจุบัน
ที่ได้กล่าวถึงพวกโรมันเอาไว้ว่า
“พวกโรมันล้างผลาญแผ่นดินจนเห้ยน แล้วเรียกมันว่าสันติภาพ”
ี
(“The Romans make it a wasteland and call it peace”)
เราหวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับการย้อนอดีตประวัติศาสตร์ของเหล่า
อนารยชนที่ออกมาโลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน
ด้วยความปรารถนาดี
ส�ำนักพิมพ์ยิปซี
ค�าน�าผู้เขียน
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะได้ยินค�าว่า ‘บาร์บาเรียน’ (Barbarians)
ที่แปลว่าพวก ‘คนเถื่อน’ (Savages) หรือ ‘อนารยชน’ มากันอยู่บ้างแล้ว
�
�
ี
ั
และผมเองก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับคาคาน้มาต้งแต่คร้งสมัยยังเป็นเด็ก
ั
ั
ประถมเสียด้วย เพราะผมจาได้ว่าครูสอนวิชาภาษาอังกฤษช้นประถม
�
4-5 ของผมมักจะด่าว่าพวกผมว่าเป็นไอ้พวกบาร์บาเรียน ไอ้พวกเด็ก
ื
ป่าเถ่อน สอนไม่รู้จักฟัง อะไรเทือกน้น ซึ่งต่อมาผมก็ได้มารู้ว่าท่มาของ
ี
ั
ี
ี
�
ั
คาว่าบาร์บาเรียนน้พอจะมีเค้าใกล้เคียงกับเจตนาท่คุณครูคนน้นเคยด่าว่า
่
้
้
ั
ี
พวกผมเอาไวอยบาง โดยคาวาบารบาเรยนนนมาจากภาษากรกโบราณวา
์
�
่
่
้
ี
ู
‘บาร์บารอส’ (βάρβαρος - bárbaros) ท่แปลว่า ‘ไอ้พวกบาร์-บาร์’
ี
ื
ท่หมายถึงอาการพูดจาบลาๆ (Blah blah) ไม่รู้เร่อง หรือจะแปลอย่าง
ี
ตรงไปตรงมาตามเจตนาของชาวกรีกเลยก็คือ “ไอ้พวกพูดจาไม่รู้เรื่อง”
�
ื
ั
�
ี
ื
น่นเอง และชาวกรีกใช้คาคาน้เพ่อส่อถึงพวกชนเผ่าหรืออาณาจักรต่างชาต ิ
่
้
์
็
�
้
ู
่
ทไม่ไดพดภาษาเดยวกบตน และชาวโรมันกไดรับคาวาบารบารอสมาจาก
ี
ั
ี
�
กรีกและผันเป็นคาของตนคือ ‘บาร์บารุส’ (Barbarus) ในความหมาย
เดียวกัน
ั
ในขณะท่อารยธรรมโลกตะวันออกน้นมีคาเรียกเหล่าอนารยชนท ี ่
�
ี
ิ
หลากหลายย่งกว่า เพราะอย่างแค่คาว่าคนเถ่อนในโลกทัศน์ของเอเชีย
�
ื
�
ตะวันออก อย่างเช่นในวัฒนธรรมจีนก็มีคาใช้เรียกพวกอนารยชนอยู่
สองค�าหลักๆ คือค�าว่า ‘หู’(胡) ที่ใช้เรียกพวกคนเถื่อนจากแดนเหนือหรือ
ี
้
�
่
่
่
่
่
ี
้
่
พวกชนเผาเรรอนบนหลังมา และคาวา ‘อว’ (越) ทใชเรยกพวกคนปาและ
๋
ี
�
้
ี
ชนกลุ่มน้อยท่อาศัยอยู่ในเขตป่าดิบชื้นทางตอนใต้ของลุ่มแม่นาฉางเจียง
ิ
ไปจนถึงดินแดนในแถบภูมิภาคอุษาคเนย์น้อีกด้วย แต่ส่งท่ท้งสังคม
ี
ี
ั
ตะวันตกและตะวันออกโบราณต่างมีมุมมองหรือโลกทัศน์ถึงสภาวะความ
ื
เป็นคนเถ่อนร่วมกันก็คือ พวกเขาต่างมองว่าเหล่าอนารยชนน้นล้วนแต่
ั
เป็นมนุษย์ท่ไม่มีความเป็นอารยะหรือความเจริญทางสังคมในระดับเดียว
ี
กับตนเอง หรือแม้แต่อาจมองอย่างหยามเหยียดว่ามีสภาพความเป็นอยู่
ที่แทบไม่ต่างจากสัตว์ป่ากันเลยทีเดียว
ื
ี
เพราะเหตุน้ เร่องราวของเหล่าอนารยชนกลุ่มต่างๆ ในหน้า
ประวัติศาสตร์มักถูกกล่าวถึงใน ‘ตัวประกอบ’ และมักจะเป็น ‘ดาวร้าย
ตัวประกอบ’ อย่างเช่นเร่องราวของชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าจากทุ่งหญ้า
ื
ทางเหนือของยูเรเชียท่มักยกทัพลงมาปล้นสะดมหัวเมืองตามแนว
ี
ชายแดนทางเหนือของภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก หรือจะ
เป็นการรุกรานของพวกคนเถ่อนจากแดนเหนือท่บุกเข้าโจมตีหัวเมือง
ี
ื
ต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเช่นพวกเคลต์และพวกเยอร์มานิกที่ถือเป็นศัตรู
�
ตลอดกาลของชาวโรมัน โดยเฉพาะฝ่ายหลังท่สามารถบุกโจมตีทาลาย
ี
จักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่ให้ถึงกาลล่มสลายลงในท้ายที่สุดได้ด้วย
�
ี
และในช่วงท่ยุโรปกาลังอยู่ในห้วงสมัยของยุคมืด ภูมิภาคแห่งน ี ้
ล้วนแตกออกเป็นราชอาณาจักรใหญ่น้อยต่างๆ นั้น ทวีปยุโรปกลับยังคง
ต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานและการโจมตีของเหล่าอนารยชนสารพัดเผ่า
ไม่ว่าจะเป็นพวกนอร์สหรือท่รู้จักในชื่อของพวกไวก้งท่ได้จัดต้งกองเรือของ
ั
ิ
ี
ี
ตนออกไปปล้นสะดมบรรดาหัวเมืองตามแนวชายฝั่ง หรือแม้แต่บุกเข้า
ยึดดินแดนโพ้นทะเลมาเป็นของตนเอง และนอกจากน้ก็ยังมีการรุกราน
ี
จากชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าจากเอเชียอีกหลายกลุ่มท่บุกเข้ามาจนถึง
ี
ี
�
ใจกลางทวปยุโรป นับแต่พวกฮันท่เคยเกือบทาลายจักรวรรดิโรมันลงได้
ี
และยังตามมาด้วยพวกอะวาร์ แมกยาร์ และโดยเฉพาะพวกมองโกล หรือ
1
่
ี
ี
�
่
ุ
ทชาวยโรปเรยกขานนามว่า ‘ตารตาร์’ (Tartars) ซึงแผลงมาจากคาว่า
‘ทาร์ทารัส’ (Tartarus) อันเป็นชื่อขุมนรกในคติความเชื่อของคนยุคน้น
ั
ื
ื
�
เพ่อใช้ส่อถึงความเป็นกองทัพม้าปีศาจจากนรกท่ได้ข้นมาทาลายล้างโลก
ึ
ี
ในวันสิ้นโลกตามความเชื่อของชาวคริสตชนนั่นเอง
ี
ส่วนในโลกตะวันออกกลางเองท่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของ
ั
ี
ี
อารยธรรมท่เก่าแก่ท่สุดในโลกน้นก็ยังต้องเผชิญกับการรุกรานและการ
โจมตีจากเหล่าคนเถ่อนมานับคร้งไม่ถ้วนเช่นกัน และด้วยมรดกแห่ง
ั
ื
้
ั
ี
ความทรงจ�าของสังคมตะวนออกกลางโบราณนยงได้สะท้อนลงไปใน
ั
�
ความเชื่อทางศาสนาอีกด้วย อย่างเช่นตานานของ ‘โกกและมาโกก’ (Gog
and Magog) ในศาสนายูดายและคริสต์ศาสนา หรือ ยะอ์ญูจ - มะอ์ญูจ
ี
ในศาสนาอิสลามท่ต่างถูกกล่าวถึงในฐานะชนชาติปริศนาจากดินแดน
ทางเหนือที่จะปรากฏตัวขึ้นมาท�าลายล้างโลกในวันสิ้นยุค
่
ั
้
้
ั
้
อยางไรกตาม แม้วาโลกทงโลกจะตองเผชิญหนากบการรุกรานของ
่
็
เหล่าอนารยชนกลุ่มต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องหลายพันปี แต่ด้วยหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีกลับบ่งฟ้องว่าพวกเขาก็มิได้เป็นเพียง
ื
�
ผู้ทาลายสถานเดียว เพราะบรรดาอนารยชนจากแดนเถ่อนเหล่าน้นก็ยัง
ั
�
ี
ั
ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างสรรค์เรื่องราวอันย่งใหญ่หรือจุดเปล่ยนผ่านคร้งสาคัญ
ิ
ให้กับโลกท้งโลกมาโดยตลอดด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากการสร้างยุคแห่ง
ั
�
�
1 แม้คาว่า ‘ตารตาร์’ จะออกเสียงและเขียนคล้ายกับคาว่า ‘ตาตาร์’ (Tatar) แต่ท้งสองคาก็มี
�
ั
ความหมายท่แตกต่างกันอยู่บ้าง โดยคาว่าตารตาร์น้เป็นชื่อท่ชาวยุโรปใช้เรียกชาวมองโกลโดย
ี
ี
�
ี
เฉพาะ ส่วนค�าว่าตาตาร์นี้หมายความถึงชนเผ่าเร่ร่อนอยู่สองกลุ่ม ดังนี้
ี
- กลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่พูดภาษาเตอร์กิคและนับถือศาสนาอิสลามท่อาศัยอยู่ในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์
ี
ทะเลด�าโดยเฉพาะ
- ชนเผ่าเร่ร่อนท่อ้างว่าสืบเชื้อสายของชนเผ่าโหรวหรันท่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้ามองโกเลียก่อนหน้า
ี
ี
การเรืองอ�านาจของจักรวรรดิมองโกล
่
ุ
ั
ื
�
ี
ความน่าสะพรึงกลวผ่านการรกรานทจะนาไปสู่การสร้างอาณาจักรหรอ
ี
จักรวรรดิอันกว้างใหญ่ในยูเรเชียแล้ว แต่เหล่าอนารยชนแห่งยูเรเชียน้ยัง
้
่
่
ื
้
ั
้
่
็
์
ึ
ไดชอวาเปนทงผูกระจายตวของกลุมภาษาดกดาบรรพตามเส้นทางทพวก
ั
�
่
ี
�
ั
ี
เขาเข้ายึดครอง จนทาให้ภาษาท่พวกเขาเคยใช้น้นกลายมาเป็นบรรพบุรุษ
ของภาษาต่างๆ ที่มีใช้อยู่ในทั่วโลกทุกวันนี้ และด้วยผลจากการเข้าพิชิต
และปกครองต่างๆ อันกว้างใหญ่นี้ ยังท�าให้พวกเขาได้เข้าถึงภูมิปัญญา
ด้งเดิมอ่นๆ และได้ส่งมอบภูมิปัญญาจากโลกฟากหน่งให้กับโลกอีกฟาก
ื
ึ
ั
หน่ง หรือแม้แต่อยู่ในฐานะของผู้เสริมสร้างรากฐานหลักแห่งศรัทธา
ึ
ี
ี
ั
ต่างๆ ให้ม่นคง และน่คือโอกาสท่เราจะได้ร่วมกันหาคาตอบว่าบรรดา
�
ชนเผ่าอนารยชนผู้น่าสะพรึงกลัวเหล่าน้ พวกเขาได้สร้างมรดกอะไรไว้
ี
ให้กับโลกของเรา และสิ่งท่พวกเขาสร้างไว้ได้ส่งผลต่อโลกท้งโลกใน
ี
ั
ทุกวันนี้อย่างไรบ้าง
ในท้ายที่สุดนี้แล้ว ผมต้องขอขอบคุณพี่นกหรือคุณสุรชัย พิงชัยภูมิ
ี
กองบรรณาธิการบริหารท่ยังคงให้โอกาสกับผมในการเขียนหนังสือใน
รูปแบบที่ผมถนัดได้อย่างเต็มที่ คุณอันโตนิโอ โฉมชา มิตรสหายรุ่นน้อง
ิ
�
ี
ในกองบรรณาธิการ ท่ได้ช่วยแนะนาแหล่งสืบค้นข้อมูลต่างๆ เพ่มเติม
ี
และคุณชานัสตา อมะลัษเฐียร แห่งเพจ Archaeo GO ท่ได้ช่วยเป็น
ธุระในการช่วยสืบค้นและสนับสนุนข้อมูลเก่ยวกับเอกสารวิชาการ
ี
ประวัติศาสตร์และโบราณคดี จนทาให้หนังสือเล่มน้สามารถรวบรวมและ
ี
�
เรียบเรียงข้อมูลของเหล่าอนารยชนได้โดยสมบูรณ์ในที่สุด
ขอให้พระเจ้าทรงอวยพร
ภาสพันธ์ ปานสีดา
สารบัญ
บทที่ 1 : ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน - บุรพอนารยชน 13
บทที่ 2 : ชนเผ่าฮิกซอส - ราชันปริศนา 35
บทที่ 3 : ชาวทะเล - มหันตภัยโพ้นทะเล 57
บทที่ 4 : ชนเผ่าซีเธียน - จอมราชันบนหลังม้า 77
บทที่ 5 : ชนเผ่าเคลต์ - คนเถื่อนผู้สร้างยุโรป 99
บทที่ 6 : เผ่าซงหนู - มฤตยูจากแดนเหนือ 123
บทที่ 7 : ชาวคูชาน - จอมจักรพรรดิแห่งอนุทวีป 145
บทที่ 8 : ชนเผ่าเยอร์มานิก - ศัตรูตลอดกาลของชาวโรมัน 167
บทที่ 9 : ชาวฮัน - หายนะจากพระเจ้า 189
บทที่ 10 : ชาวกอธ - ผู้ปิดฉากจักรวรรดิโรมัน 211
บทที่ 11 : ชาวแฟรงก์ - ดาบแห่งพระเจ้า 235
บทที่ 12 : ชาวอะวาร์ - มหันตภัยครั้งใหม่ 259
บทที่ 13 : ชาวเอมิชิ - อนารยชนผู้ถูกกลืนกิน 279
บทที่ 14 : ชาวก็อกเติร์ก - บุตรแห่งหมาป่า 299
บทที่ 15 : ชาวคาซาร์ - ชนเผ่าที่สิบสามแห่งอิสราเอล 321
บทที่ 16 : ชาวบุลการ์ - มัจจุราชแห่งบอลข่าน 341
บทที่ 17 : ชาวแมกยาร์ - ทหารม้าปีศาจ 363
บทที่ 18 : ชาวไวกิ้ง - ผู้พิชิตจากทะเลเหนือ 385
บทที่ 19 : ชาวมุสลิมเติร์ก - นักรบแห่งอิสลาม 407
บทที่ 20 : ชาวมองโกล - ผู้พิชิตโลก 429
บทที่ 21 : ชาวแมนจู - คนป่าผู้กลายเป็นจอมจักรพรรดิ 453
ล�าดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ 474
บรรณานุกรม 506
บทที่
1
ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน
บุรพอนารยชน
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
13
�
สาหรับจุดเริ่มต้นของการอุบัติสังคมชนเผ่าเร่ร่อนและเหล่า
ั
ั
อนารยชนท้งปวงในประวัติศาสตร์โลกโบราณน้น สามารถสืบย้อนกลับไป
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านระหว่างการสิ้นสุดยุคน�้าแข็งครั้งเมื่อราว
ึ
ี
หน่งหมื่นปีก่อน เพราะในขณะท่มนุษยชาติกลุ่มต่างๆ พากันมุ่งหน้า
ื
สู่ดินแดนท่มีอากาศอบอุ่นมากกว่าทางตอนกลางหรือทางใต้ของภาคพ้น
ี
2
�
ทวีปยูเรเชีย (Eurasia) หรือในดินแดนแถบท่ราบลุ่มแม่นาขนาดใหญ่
้
ี
ท่มีความอุดมสมบูรณ์น้น กลุ่มมนุษย์ท่ถือเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่า
ี
ี
ั
เร่ร่อนดึกด�าบรรพ์เหล่านี้ กลับเลือกที่จะอาศัยอยู่ในแดนทุ่งหญ้าสเตปป์
3
(Steppe) อันกว้างใหญ่ที่อยู่ยังใจกลางภูมิภาคยูเรเชีย สืบต่อมา
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก 2 ถึงดินแดนในเขตใจกลางทวีปเอเชียและยุโรปเป็นหลักมากกว่า
บรรยากาศทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลางที่ยังคงสภาพเดิมไม่ต่างจากเมื่อครั้งยุคดึกด�าบรรพ์
ที่มา - https://www.kaichitravel.com/attractions/chuya-steppe/
หมายถึงดินแดนมหาทวีปท่รวมท้งทวีปยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกัน แต่โดยมากมักจะถูกใช้สื่อ
ี
ั
14 3 หมายถึงภูมิศาสตร์ทุ่งหญ้ากึ่งแห้งแล้ง
ั
แต่ถึงพวกเขาเลือกท่จะอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งทุ่งหญ้าท่ท้ง
ี
ี
ี
ั
ทุรกันดารและยังมีสภาวะอากาศอันเลวร้ายเกือบตลอดท้งปีเช่นน้ พวก
ิ
ี
ึ
เขากลับเป็นหน่งในมนุษยชาติกลุ่มแรกๆ ในประวัติศาสตร์ท่ริเร่มการ
เลี้ยงสัตว์หรือวิถีปศุสัตว์ (pastoralism) อย่างเต็มรูปแบบ หรือกล่าวคือ
�
การดารงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างไปจากบรรดาชุมชน
ี
ี
�
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ท่มีการเพาะเล้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการดารงชีพใน
วิถีกสิกรรม อย่างเช่นชุมชนโบราณในภูมิภาคตะวันออกกลางโบราณท ่ ี
�
ิ
ี
ได้ริเร่มนาแกะภูเขา (Mouflon) มาเพาะเล้ยงเมื่อราว 11,000-9,000 ปี
�
ั
ก่อน และจากน้นในเวลาอันไล่เลี่ยกันก็มีการนาวัวออรอซ (Aurochs)
ี
�
ซึ่งเป็นวัวป่าดึกดาบรรพ์ท่เคยอาศัยอยู่ท่วไปในภูมิภาคตะวันออกกลางมา
ั
เพาะเลี้ยงร่วมด้วย โดยจุดประสงค์ของการเพาะเลี้ยงสัตว์เท้ากีบยุคแรก
�
เหล่าน้ ก็เพ่อนามาใช้เป็นท้งแหล่งอาหารและวัตถุดิบในการทาเคร่อง
ั
ี
ื
ื
�
�
นุ่งห่มและเคร่องประดับได้โดยง่าย และไม่จาเป็นต้องออกไปไล่ล่าจาก
ื
ในธรรมชาติอันแสนอันตรายอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ั
แต่ส�าหรับชนเผ่าเร่ร่อนดึกด�าบรรพ์แห่งยูเรเชียน้น พวกเขากลับ
ั
ึ
หันมาให้ความสนใจหน่งในสัตว์ป่าเท้ากีบท่มีอยู่ท่วไปในเขตทุ่งหญ้า
ี
ื
สเตปป์น่นคือ ‘ม้าป่า’ (Wild Horse) ซึ่งคร้งหน่งเคยถูกไล่ล่าเพ่อนามาเป็น
�
ั
ึ
ั
ั
อาหาร แต่แล้วในราว 6,000 ปีก่อนน้น กลับมีชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยูเรเชีย
ตะวันตกได้ริเริ่มการจับและเพาะเลี้ยงม้าป่าเพื่อเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยงเป็น
คร้งแรก จนกลายมาเป็น ‘ม้าบ้าน’ (Domestic Horse) ในยุคเร่มแรก
ั
ิ
ั
ี
ชนเผ่าเร่ร่อนดึกดาบรรพ์แห่งยูเรเชียตะวนตกยังได้ฝึกฝนม้าป่าเหล่าน้ให้
�
เป็นสัตว์พาหนะส�าหรับการควบขี่และบรรทุกสิ่งของได้อีกด้วย ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
15
ม้าพันธุ์เฮ็ค (Heck Horse) ม้าพื้นเมืองของยุโรปที่ยังคงลักษณะดั้งเดิม
มาตั้งแต่ยุคดึกด�าบรรพ์ และถูกจัดว่าเป็นบรรพบุรุษของม้าบ้านในทุกวันนี้
ที่มา - http://www.helgeschulz.de/en/gallery/heck-horse-tarpan-breed-back/1.html
ชุมชนเผ่าเร่ร่อนแห่งยูเรเชียโบราณท่ได้รับการค้นพบและยอมรับ
ี
่
ว่าเป็นสถานทแห่งแรกในการเพาะเล้ยงม้านนกคือ “วฒนธรรมโบไต”
ั
ี
้
็
ั
ี
(Botai culture) ซ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุ 6,000 ปี
ึ
ท่ถูกต้งชื่อตามหมู่บ้านโบไต (Botai) ท่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ
ั
ี
ี
�
คาซัคสถาน นักวิชาการเรียกขานนามของกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนดึกดาบรรพ์
เหล่าน้ว่า ‘กลุ่มชนโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน’ (Proto-Indo-Europeans)
4
ี
ผู้ซึ่งต่อมากลายมาเป็นบรรพบุรุษทางด้านวัฒนธรรมของเหล่าอนารยชน
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก 4 โจนส์ (Sir William Jones) ผู้เป็นท้งนักนิรุกติศาสตร์ (philologist) และผู้พิพากษาชาวอังกฤษท ี ่
หลายกลุ่มในโลกยูเรเชียโบราณนั่นเอง
ั
ผู้บัญญัติชื่อกลุ่มชนเผ่าโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน และอินโด-ยูโรเปียนน้นมาจาก เซอร์วิลเล่ยม
ี
ั
�
ประจ�าการในศาลสูงสุดแห่งอาณานิคมในเบงกอลเมื่อปี ค.ศ. 1796 โดยโจนส์ได้ทาการศึกษาค้นคว้า
ความเป็นมาของภาษาสันสกฤตและภาษาต่างๆ ในอนุทวีปอินเดีย และนามาเปรียบเทียบกับภาษา
�
ต่างๆ ในยุโรป เขาพบว่าภาษาในอินเดียมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มภาษาอิหร่านและยุโรปอื่นๆ อย่าง
�
น่าแปลกใจ จนนาไปสู่ข้อสันนิษฐานว่ากลุ่มภาษาเหล่าน้ล้วนมีท่มาจากบรรพบุรุษเดียวกัน และกลาย
ี
ี
มาเป็นที่มาของการตั้งชื่อกลุ่มชนเผ่าและกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพื่อบ่งบอกถึงความเชื่อมโยง
ระหว่างกลุ่มภาษาในอินเดียกับในทวีปยุโรปนั่นเอง
16
ิ
่
ี
้
ิ
ั
�
�
สาหรบผลจากความสาเร็จในการรเรมเพาะเลยงม้าป่าของกลุ่ม
ึ
�
วัฒนธรรมโบไตน้ ยังช่วยให้ชนเผ่าเร่ร่อนดกดาบรรพ์เหล่าน้มีขีดความ
ี
ี
ิ
ิ
สามารถในการอพยพหรือโยกย้ายถ่นฐานได้กว้างไกลย่งกว่าเดิม โดยการ
อพยพระลอกแรกของกลุ่มโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนน้น ได้เข้าไปต้งถ่นฐาน
ั
ั
ิ
้
ุ
่
์
ี
ในเขตทงหญาสเตปปปอนตก-แคสเปยน (Pontic-Caspian Steppe) ทอย ่ ู
่
ี
ิ
้
ี
�
ระหว่างเขตท่ราบลุ่มแม่นาโวลกา (Volga) กับทะเลแคสเปียน (Caspian
Sea) และทะเลปอนติกหรือทะเลด�า (Pontic Sea; Black Sea) ที่อยู่ใน
ประเทศรัสเซียและยูเครนในทุกวันนี้
ี
สาหรับกลุ่มวัฒนธรรมของชนเผ่าโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนท่เข้ามา
�
ั
ิ
ต้งถ่นฐานดินแดนแห่งน้ก็ได้พัฒนาองค์ความรู้และส่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
ี
ิ
เพ่มเติมจากบรรดาชนเผ่าพ้นเมืองในแถบท่ราบสูงคอเคซัส (Cauca-
ิ
ื
ี
sus) ท่อยู่ยังรอยต่อระหว่างภูมิภาคยุโรปตะวันออกกับภูมิภาคเอเชีย
ี
ตะวันออกกลาง ซึ่งนอกจากการเรียนรู้วิทยาการหลอมโลหะอย่างสาริด
�
ี
�
ิ
(Bronze) อนเป็นแร่โลหะทกาลงเป็นทนยมอย่างแพร่หลายในโลกยค
่
ั
ี
ุ
ั
่
ี
ี
ิ
โบราณ แต่ส่งประดิษฐ์ท่ส�าคัญท่สุดของพวกเขาท่จะมีส่วนช่วยพลิก
ี
5
โฉมหน้าให้กับประวัติศาสตร์โลกมากย่งข้นก็คือการประดิษฐ์ ‘เกวียน’
ึ
ิ
ิ
(Wagon) หรือรถลากส�าหรับบรรทุกส่งของสัมภาระต่างๆ ซึ่งการ
ี
ประดิษฐ์เกวียนน้ยังส่งผลให้ขอบเขตการอพยพของกลุ่มวัฒนธรรม
่
ุ
ิ
่
ิ
ู
โปรโต-อนโด-ยโรเปียนได้เรมขยายวงกว้างเรือยๆ จนถงช่วงสดท้ายแห่ง
ึ
ื
สหัสวรรษท่ 3 ก่อนคริสตกาล ราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเม่อราว
ี
ิ
4,000 ปีก่อน ชนเผ่าเร่ร่อนโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนก็เร่มเปิดฉากยุคแห่ง
ี
้
ั
การอพยพคร้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอีกครังท่จะถูก
�
�
ี
5 สาริดคือโลหะท่เกิดจากการนาโลหะสองชนิดคือทองแดงและดีบุกมาหลอมรวมกัน เพราะแร่
ั
ื
�
ี
โลหะท่ถูกค้นพบในยุคน้นยังคงเป็นโลหะเน้ออ่อน จึงนาไปสู่การผสมแร่โลหะสองชนิดเข้าด้วยกัน ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
17
เรียกว่า ‘การอพยพครั้งใหญ่’ (The Great Migration) โดยการอพยพครั้ง
ใหญ่น้ยงเป็นจุดเร่มต้นแห่งการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณ
ี
ิ
ั
ั
ั
คร้งส�าคัญ เพราะการอพยพของพวกเขาในคราวน้นจะกลายมาเป็น
�
รากฐานสาคัญในการสร้างอารยธรรมโลกตะวันตกและตะวันออกกลาง
�
ี
ในกาลต่อมา จึงทาให้นักวิชาการได้เรียกขานถึงกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่อยู่
ในกลุ่มวัฒนธรรมโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนน้ว่าเป็น ‘กลุ่มอินโด-ยูโรเปียน’
ี
(Indo-Europeans) เพ่อแสดงถึงความเชื่อมโยงในด้านมรดกทาง
ื
ั
วัฒนธรรมของพวกเขาท่ครอบคลุมต้งแต่ทวีปยุโรปไปจนถึงอนุทวีป
ี
ั
อินเดีย โดยการอพยพครั้งใหญ่ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้นสามารถ
แบ่งได้อยู่สามระลอกคือ
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก ซากรถลากหรือเกวียนอายุกว่า 4,000 ปีที่ถูกค้นพบในอาร์เมเนีย การประดิษฐ์รถลากเป็นจุดเปลี่ยน
ครั้งส�าคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษย์สามารถประดิษฐ์พาหนะที่บรรทุกสัมภาระจ�านวนมาก
พร้อมกับการน�าม้าป่ามาฝึกให้เป็นสัตว์เลี้ยงและใช้เทียมแอกเพื่อชักลากรถนี้
และน�าไปสู่การอพยพครั้งใหญ่ของชนเผ่าเร่ร่อนดึกด�าบรรพ์ในยูเรเชีย
ท่มา - https://www.thearchaeologist.org/blog/this-incredibly-preserved-4000-year-old-wag-
ี
on-made-of-just-oakwood-unearthed-in-armenia
18
�
ั
การอพยพระลอกแรก (the First Migration) สาหรบการอพยพ
ี
ี
ิ
ระลอกแรกน้ได้เริ่มข้นในช่วงส้นสุดสหัสวรรษท่ 3 ก่อนคริสตกาลหรือ
ึ
2000 ปีก่อนคริสตกาลหรือราว 4,000 ปีก่อน โดยเส้นทางการอพยพของ
ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนในระลอกแรกนี้มีอยู่สามเส้นทางด้วยกัน คือ
- เส้นทางการอพยพเข้าสู่เขตที่ราบสูงคอเคซัส
- เส้นทางการอพยพเข้าสู่เขตคาบสมุทรบอลข่าน (Balkan Peninsula)
ั
ี
่
�
้
่
ทจะนาไปสูการอพยพขามช่องแคบบอสฟอรส (Bosporus Strait) จากทาง
ื
ฝั่งทวีปยุโรป เพ่อเข้าสู่แคว้นอานาโตเลีย (Anatolia) หรือภูมิภาคเอเชีย
ไมเนอร์ (Asia Minor) อันเป็นท่ต้งของประเทศตุรกีหรือตุรเคียในทุกวันน ี ้
ี
ั
- เส้นทางสายตะวันออกท่มุ่งเข้าสู่เขตท่ราบสูงเทือกเขาอัลไต (Altai
ี
ี
ี
Mountains) และจากการอพยพเส้นทางสายท่สามน้ก็ยังมีการแยกตัว
ี
ื
ั
และอพยพลงใต้มายังเขตแอ่งทาริม (Tarim Basin) ซ่งยังถอเป็นท่ตง
ึ
ี
้
ี
ของทะเลทรายทาคลามากัน (Taklamakan Desert) ท่อยู่ยังใจกลาง
ทวีปเอเชียอีกด้วย
ี
โดยการอพยพระลอกน้มิได้สร้างผลกระทบหรือความเปล่ยนแปลง
ี
อะไรให้กับภูมิภาคต่างๆ มากนัก เพราะดินแดนส่วนใหญ่ท่พวกเขาอพยพ
ี
็
ื
ิ
่
ั
่
เข้าไปอาศยอย่กยงคงเป็นดนแดนรกร้าง หรอหาไม่กเป็นถนทอย่ของ
ู
ี
ู
ิ
ั
็
ชนกลุ่มน้อยที่ไร้อารยธรรมไม่ต่างกัน แต่ด้วยการมาถึงของชนเผ่าเร่ร่อน
�
เหล่าน้อาจจะทาให้พวกเขากลายเป็นท่หวาดกลัวและยาเกรงของชน
ี
ี
�
่
่
้
้
ี
่
่
ี
ุ
็
ื
พนเมืองทไมเคยเหนมนษยกลุมใดจะสามารถบงคบม้าปาไดเชนนมากอน
่
้
์
่
ั
ั
ิ
ื
และกอปรกับการใช้เกวียนเพ่อบรรทุกส่งของโดยมีม้าเป็นสัตว์พาหนะใน
การชักลากสัมภาระต่างๆ ด้วยแล้ว เปิดโอกาสให้ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน
ี
ถือสิทธ์แสดงอานาจในการเข้าครอบครองดินแดนท่ค้นพบ โดยเฉพาะ
�
ิ
�
ั
ี
การอพยพในเส้นทางสายท่สามท่มุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียในน้น ทาให้
ี
เกิดเครือข่ายวัฒนธรรมยุคส�าริดแห่งแรกในภูมิภาคยูเรเชียตอนเหนือท ่ ี ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
19
ถูกเรียกว่า ‘วัฒนธรรมแอนโดรโนโว’ (Andronovo culture) จนเกิดมา
เป็นต้นก�าเนิดของชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในชนชาติอัน
ี
�
ย่งใหญ่ท่ถือกาเนิดมาจากการหลอมรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าอินโด-
ิ
ี
ื
ั
ยูโรเปียนและชนพ้นเมืองน้นก็คือชาวฮิตไทต์ (Hittites) ท่มีศูนย์กลางอยู่ใน
แถบอานาโตเลียตอนกลาง และอาจจะรวมถึงชาวเฮอร์เรียน (Hurrians)
ท่อาศัยอยู่ทางฝั่งอานาโตเลียตะวันออก โดยท่ชนเผ่าท้งสองกลุ่มน้จะ
ี
ี
ี
ั
ิ
็
่
ุ
ู
้
่
ี
�
ี
กลายมาเปนชนชาตททรงอานาจทสดในภมิภาคเอเชียไมเนอร์หรือแควน
อานาโตเลียในกาลต่อมาอีกด้วย
ชาวอินโด-ยูโรเปียนยังได้นาม้ามาค้าขายกับบรรดารัฐอารยธรรมอ่นๆ
ื
�
ด้วย ดังมีปรากฏการค้าม้าระหว่างชาวอินโด-ยูโรเปียนจากแถบเทือกเขา
คอเคซัสกับพวกอัคคาเดียน (Akkadians) ท่อาศัยอยู่ในเขตท่ราบลุ่ม
ี
ี
แม่นาไทกริส-ยูเฟรติสหรือแคว้นเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) แล้ว
�
้
จนทาให้ม้าค่อยๆ กลายมาเป็นพาหนะสาคัญแทนท่ลา และโดยเฉพาะ
�
�
ี
ี
�
6
คังก้า (Kunga) ซึ่งเป็นสัตว์ลูกผสมชนิดแรกของโลกท่เกิดจากการนาพ่อ
ลาป่ามาผสมกับแม่ลาบ้าน (Domestic Donkey) เพื่อให้ได้ลาลูกผสมที่
มีทั้งความแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดนั่นเอง และในขณะเดียวกันนั้น ผล
จากการท่พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งอารยธรรมยุคแรกเช่นน้ก ็
ี
ี
ี
�
ทาให้พวกเขาได้ยอมรับวัฒนธรรมการเล้ยงวัวและแกะไปด้วยเช่นกัน อัน
�
�
นาไปสู่การพัฒนาเกวียนสาหรับบรรทุกและชักลากของ และโดยเฉพาะ
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก แต่งกายแทนการใช้หนังสัตว์ฟอกหยาบอย่างที่เคยเป็นมาด้วยเช่นกัน
ื
ื
ี
ภูมิปัญญาด้านการทอผ้าท่มีการนาใยขนแกะมาทอเป็นเส้อผ้าและเคร่อง
�
อย่างไรก็ตาม ในขณะท่กลุ่มชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนเร่มลงหลัก
ี
ิ
ปักฐานในดินแดนทางฝั่งตะวันตกแล้วน้น ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนอีกสาย
ั
คังก้าจัดว่าเป็นสัตว์ลูกผสม (Hybrid) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มนุษย์ค้นพบ โดยมันถูกเพาะพันธุ์
6
20 ขึ้นในดินแดนซีเรียและเมโสโปเตเมียเมื่อช่วงกลางสหัสวรรษที่ 3 หรือราว 2500 ปีก่อนคริสตกาล
ึ
หน่งกลับมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางตะวันออกด้วยการเดินทางอพยพข้าม
ี
เขตท่ราบสูงเทียนชาน (Tianshan) อันกว้างใหญ่เข้าไปลงหลักปักฐาน
ยังดินแดนทางตอนใต้ของไซบีเรีย (Siberia) ใกล้กับเขตท่ราบสูงเทือก
ี
เขาอัลไตทางฝั่งตะวันออก แต่ก็มีพบหลักฐานว่าชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน
ี
ี
บางส่วนก็เลือกท่จะอพยพลงใต้เข้าสู่แอ่งทาริมท่อยู่ในเขตทะเลทราย
�
ิ
ี
ั
้
ทาคลามากันด้วย โดยพวกเขาได้เลือกท่จะเข้าไปต้งถ่นฐานตามแหล่งนา
ในทะเลทรายหรือที่เรียกว่า ‘โอเอซิส’ หรือแหล่งน�้ากลางทะเลทราย โดย
หลักฐานท่แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มชนเผ่าอินโดยูโรเปียนใน
ี
แดนตะวันออกกับแดนตะวันตกก็คือการค้นพบทางโบราณคดีคร้งสาคัญ
ั
�
ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์แห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เมื่อมีการขุดค้นพบซากมัมมี่ในเขตแอ่งทาริมที่
ล้วนแต่มีรูปร่างสูงใหญ่ มีผมสีอ่อนหรือออกโทนแดงเข้ม เบ้าตาลึก
ั
จมูกโด่ง ส่วนเครื่องแต่งกายหรือผ้าท่ห่อร่างของเขาน้นล้วนแต่เป็นผ้าทอ
ี
ิ
ด้วยขนแกะ และเมื่อมีการตรวจสอบค่าอายุเพ่มเตมแล้วจึงได้พบว่า
ิ
ื
ี
คนเหล่าน้เคยมีชีวิตอยู่เม่อราว 3,000-4,000 ปีก่อน บรรดาหลักฐาน
ี
เหล่าน้นับเป็นการยืนยันว่าชาวอินโด-ยูโรเปียนเคยอพยพมาจนถึงดินแดน
ทางฝั่งตะวันออกเมื่อหลายพันปีก่อนแล้ว และด้วยการอพยพเข้ามาของ
ี
ชนเผ่ายุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่าน้ พวกเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ก่อต้ง
ั
ื
นครรัฐต่างๆ บนดินแดนทุรกันดารแห่งเอเชียกลาง และเช้อสายของ
พวกเขากลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อของ ชาวโทคาเรียน (Tokharians) กลุ่ม
ชาติพันธุ์ดึกดาบรรพ์ผู้เปล่ยนโฉมหน้าของดินแดนแอ่งทาริมท่ได้ชื่อ
�
ี
ี
ว่าเป็นหน่งในดินแดนท่รกร้างและอันตรายท่สุดในโลก กลายมาเป็น
ี
ึ
ี
ั
ั
ึ
ี
หน่งในดินแดนแห่งนครรัฐอันรุ่งเรืองและม่งค่งท่มีความส�าคัญต่อหน้า
ประวัติศาสตร์โลกโบราณในฐานะดินแดนท่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ
ี
ด้านอารยธรรมและการค้าระหว่างภูมิภาคตะวันออกไกลและโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
ในสหัสวรรษต่อมานั่นเอง
21
ี
การอพยพระลอกท่สอง (the Second Migration) เริ่มข้นในช่วง
ึ
ิ
่
1700 ปีกอนครสตกาล หรือเมือราว 3,700 ปีก่อน โดยการอพยพระลอกน ี ้
่
�
มีความสาคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณมากท่สุดในการอพยพ
ี
ทั้งสามระลอก เพราะนอกจากการอพยพนี้จะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทวีป
ยุโรป เอเชียตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย ไปจนถึงชายแดนจีนแล้ว แต่
สิ่งที่เปลี่ยนไปจากการอพยพระลอกแรกอีกประการหนึ่งก็คือ ชาวอินโด-
ื
ี
ี
ยูโรเปียนในยุคน้สามารถพัฒนารถลากหรือเกวียนท่เคยมีไว้เพ่อบรรทุก
สัมภาระในการเดินทางให้กลายเป็น ‘รถศึก’ สาหรับการทาสงครามโดย
�
�
เฉพาะ และด้วยความสาเร็จในการพัฒนารถศึกน้ก็ทาให้เป้าหมายใน
ี
�
�
การอพยพของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนกลายมาเป็นการรุกรานเพ่อยึดครอง
ื
ิ
ี
ดินแดนอย่างเต็มรูปแบบไปด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงท่พวกเขาเร่ม
การอพยพระลอกใหม่น้เอง ก็เป็นห้วงเวลาท่บรรดาสังคมเมืองในกลุ่ม
ี
ี
ี
ื
้
�
อารยธรรมตามพ้นท่ราบลุ่มแม่นาขนาดใหญ่ หรือตามแนวชายฝั่งทะเล
�
�
เร่มขยายตัวมากข้นแล้ว ทาให้การอพยพของชาวอินโด-ยูโรเปียนนาไป
ึ
ิ
สู่การเผชิญหน้ากับบรรดานครรัฐต่างๆ ในโลกโบราณด้วยเช่นกัน
สาหรับการอพยพเข้าสู่ยุโรปในคราวน้มีกลุ่มชาวอินโด-ยูโรเปียนท ี ่
ี
�
เลือกอพยพไปตามแนวชายฝั่งทะเลด�าตามเส้นทางในการอพยพระลอก
ี
แรก แต่พวกเขาเลือกท่จะบุกลงใต้เข้าสู่คาบสมุทรเพโลปอนเนส (Pelo-
ponnese) ในแถบทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของ
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก พ้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ท่มีวัฒนธรรมอยู่ในยุคสาริดตามแบบอย่าง ี ่
ิ
ดินแดนบอลข่านในช่วงปี 1750 ปีก่อนคริสตกาล ซ่งเป็นถ่นอาศัยของชน
ึ
ื
ี
�
7
อารยธรรมไมโนอัน (Minoan Civilization) และด้วยการเข้ามาปกครอง
�
ี
ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้เองจึงทาให้เกิดยุคของอารยธรรมลูกผสมท
เรียกว่า ‘อารยธรรมไมซีเนียน’ (Mycenaean Civilization) และด้วยการ
อารยธรรมไมโนอันนับว่าเป็นยุคอารยธรรมเริ่มแรกของอารยธรรมกรีกโบราณ โดยมีจุดศูนย์กลาง
22 7 ดั้งเดิมอยู่ที่เกาะครีต (Crete)
�
ี
ั
ท่ชนเผ่าผู้รุกรานเหล่าน้มีท้งรถศึกและม้าเป็นขุมกาลังหลักในการทา
ี
�
ั
สงครามจนสามารถรวบรวมดินแดนๆ ต่างท่วท้งบอลข่านได้อย่างรวดเร็ว
ั
�
ื
ี
นอกจากจะทาให้ชาวพ้นเมืองรู้จักการเล้ยงม้าและประดิษฐ์รถศึกแล้ว
ภาษาพูดของพวกเขาก็กลายมาเป็นภาษาหลักของเหล่าชนชั้นปกครอง
ั
�
ท่วท้งดินแดนแห่งน้ จนทาให้เกิดการผสมผสานระหว่างภาษาของชาว
ี
ั
อินโด-ยูโรเปียนและภาษาชนเผ่าพ้นเมืองกลุ่มต่างๆ กลายมาเป็นต้นกาเนิด
�
ื
ของภาษากรีกโบราณ (Ancient Greek Language) ในกาลต่อมา
ภาพสีฝุ่นภาพรถศึกไมซีเนียนที่ถูกค้นพบในเมืองไปลอส (Pylos) ประเทศสาธารณรัฐเฮลเลนนิก (กรีซ)
ที่มา - https://theshieldofachilles.net/2017/05/30/guest-post-construction-of-the-mycenaean-
chariot-by-rita-roberts/
ในยุคสมัยแห่งการเรืองอ�านาจของอารยธรรมไมซีเนียนน้นถือว่า
ั
เป็นการวางรากฐานของกลุ่มนครรัฐกรีซโบราณอย่างแท้จริง เพราะเหล่า ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
23
ี
�
ี
ื
ผู้นานครรัฐท่มีเช้อสายอินโด-ยูโรเปียนเหล่าน้ก็จะแยกย้ายกันไปสถาปนา
นครรัฐหรืออาณาจักรอิสระของตนท่วท้งแหลมเพโลปอนเนส และตาม
ั
ั
หมู่เกาะในเขตทะเลอีเจียนและไอโอเนีย (Ionian Sea) และแม้ว่าพวกเขา
จะมีภูมิหลังเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากยูเรเชีย แต่ชนชั้นปกครองแห่งไมซีเนียนก ็
ยังคงให้การยอมรับและสนับสนุนด้านวิทยาการด้านการเดินเรือของชาว
ั
ิ
�
ื
ั
พ้นเมือง จนทาให้วัฒนธรรมไมซีเนียนเร่มแพร่หลายไปท่วท้งแนวชายฝั่ง
ั
ทะเลอีเจียนและไอโอเนียท้งทางฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออก และด้วย
ั
ี
่
่
ั
ี
ี
้
ื
่
ี
ิ
การเตบโตของกลุมนครรฐในเครอขายของวฒนธรรมไมซเนยนนเอง ทจะ
�
นาไปสู่ความขัดแย้งกับเหล่านครรัฐตามชายฝั่งตะวันออกท่อยู่ในแคว้น
ี
ี
อานาโตเลียด้วยเช่นกัน และด้วยความขัดแย้งจะกลายมาเป็นท่มาของหน่ง
ึ
ในมหากาพย์ท่ย่งใหญ่ท่สุดของโลกโบราณคือ ‘มหากาพย์อีเลียด’ (Iliad)
ี
ิ
ี
หรือที่รู้จักในชื่อ ‘สงครามโทรจัน’ (Trojan war) หรือ ‘สงครามกรุงทรอย’
ื
อันเป็นเร่องราวของการทาสงครามระหว่างกลุ่มนครรัฐกรีซในยุคไมซีเนียน
�
กับชาวกรุงทรอย (Troy) นั่นเอง
�
ี
ในขณะท่อารยธรรมไมซีเนียนกาลังก่อตัวข้นในภูมิภาคยุโรปใต้
ึ
กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ในเขตเอเชียไมเนอร์และตะวันออกกลางต่างก�าลัง
แข่งขันกันเป็นผู้ย่งใหญ่เหนือภูมิภาค อย่างเช่นการขับเค่ยวระหว่าง
ี
ิ
ี
ชาวฮิตไทต์และพวกเฮอร์เรียนในช่วงศตวรรษท่ 17 ก่อนคริสตกาลหรือ
ราว 3,600 ปีที่แล้ว โดยฝ่ายชาวเฮอร์เรียนนั้นนับเป็นชนชาติแรกในโลก
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก สงครามอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ดังปรากฏจากตาราการฝึกม้าสาหรับ ิ
ท่ประสบความส�าเร็จในการพัฒนารถศึกและการฝึกม้าสาหรับการทา
�
ี
�
�
�
ี
เทียมรถศึกโดยเฉพาะท่เรียกว่า ‘จารึกแห่งคิกคุลิ’ (Kikkuli Text) และ
ด้วยความส�าเร็จนี้นอกจากจะท�าให้พวกเขายกย่องตนเองว่าเป็นถึง ‘เจ้า
แห่งอาชา’ แล้ว ชาวเฮอร์เรียนยังประสบความสาเร็จในการสถาปนา
�
ิ
ี
ึ
จักรวรรดิอันย่งใหญ่ของตนข้นมาได้ และเป็นท่รู้จักในนาม ‘จักรวรรด
24
ี
มิทานนี’ (Mitanni Empire) ท่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าครอบครอง
ดินแดนเมโสโปเตเมียทางตอนเหนือได้อีกด้วย
แต่ชาวฮิตไทต์ก็สามารถสร้างมหาอาณาจักรหรือจักรวรรดิอัน
ึ
ิ
ย่งใหญ่ของตนข้นมาได้ และยังสามารถพิชิตจักรวรรดิมิทานนีลงได้สาเร็จ
�
ี
เม่อช่วงกลางศตวรรษท่ 13 ก่อนคริสตกาล แต่ชาวฮิตไทต์ก็ยังคงสืบทอด
ื
�
�
องค์ความรู้ด้านการพัฒนารถศึกและฝึกม้าสาหรับการทาสงครามจาก
�
�
พวกเฮอร์เรียนหรือมิทานนีสืบมา จนทาให้จักรวรรดิฮิตไทต์สามารถทา
ั
สงครามแผ่ขยายอานาจเข้าครอบครองท้งภูมิภาคเอเชียไมเนอร์จนถึง
�
ดนแดนในซีเรีย (Syria) ได้อีกด้วย แต่ความส�าเร็จท่แท้ของชาวฮิตไทต์
ิ
ี
น้นมิได้อยู่ท่การสร้างจักรวรรดิท่ย่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายัง
ี
ิ
ี
ั
ี
เป็นชนชาติแรกในประวัติศาสตร์โลกท่ประสบความส�าเร็จในการพัฒนา
การถลุงแร่โลหะชนิดใหม่อย่างเหล็กที่มีคุณภาพยิ่งกว่าส�าริด และความ
ี
ั
ั
นิยมในอาวุธเหล็กน้ก็ค่อยๆ แพร่หลายไปท่วท้งภูมิภาคตะวันออกกลาง
จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกในอีกพันปีต่อมา
่
ั
ึ
ี
ิ
ุ
กลุ่มชาวอนโด-ยูโรเปียนอีกสายหน่งทยังอาศยอยู่ในแถบท่งหญ้า
สเตปป์ตอนกลางของยูเรเชียได้ขยายเส้นทางการอพยพจนลงไปถึงแถบ
ี
ท่ราบสูงอิหร่าน (Iranian Plateau) เม่อราว 1500 ปีก่อนคริสตกาล หรือเม่อ
ื
ื
ราว 3,500 ปีก่อนนั้น โดยการขยายตัวของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มนี้
ี
ได้นาไปสู่การกาเนิดเครือข่ายทางวัฒนธรรมใหม่ท่ถูกเรียกขานในภายหลัง
�
�
ว่า ‘อินโด-อิหร่าน’ (Indo-Iranians) อันเป็นการผสมผสานวัฒนธรรม
ื
ด้านภาษาระหว่างภาษาของชาวอินโด-ยูโรเปียนเข้ากับกลุ่มชนพ้นเมือง
ี
ี
ในแถบท่ราบสูงอิหร่าน ซึ่งชาวอินโด-อิหร่านเหล่าน้จะกลายมาเป็น
บรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์อิหร่าน (Iranic Peoples) กลุ่มต่างๆ ท่จะอพยพ
ี
ั
เข้าไปต้งถ่นฐานท่วท้งแถบรอยต่อระหว่างภูมิภาคตะวันออกกลางและ
ิ
ั
ั
เอเชียกลางในกาลต่อมา และด้วยการเข้ามาลงหลักปักฐานในดินแดน ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
25
ุ
�
่
ิ
ิ
ั
ุ
่
้
อนกว้างใหญ่แห่งนนเอง ทาให้กล่มชาตพนธ์อนโด–อิหร่านเริมอพยพ
ี
ั
ี
ครั้งใหญ่ของตนเองด้วยเช่นกัน
โดยพวกเขาจะทาการอพยพข้ามท่ราบสูงฮินดูกุช (Hindu Kush)
ี
�
ั
ี
ท่เปรียบเสมือนปราการธรรมชาติขนาดมหึมาท่แบ่งก้นอนุทวีปอินเดีย
ี
ออกจากดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปเอเชียมานับพันปี และเมื่อพวกเขา
สามารถข้ามท่ราบสูงฮินดูกุชลงมาได้แล้ว ก็ได้พบกับเขตท่ราบลุ่มแห่ง
ี
ี
ี
�
้
หุบเขาแม่นาสินธุ (Indus Valley) อันกว้างใหญ่ แต่ดินแดนท่ราบลุ่ม
้
ี
ิ
ุ
่
่
ิ
็
ี
�
ิ
้
แม่นาสนธนกมิใชแดนร้างเหมือนดนแดนทพวกเขาจากมา เพราะดนแดน
ี
แห่งน้กลายมาเป็นหน่งในศูนย์กลางของอารยธรรมโลกโบราณด้วยเช่น
ึ
กัน นั่นคือ ‘อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น�้าสินธุ’ (Indus Valley Civilization)
หรือ อารยธรรมฮารัปปา (Harappan Civilization) โดยอารยธรรมแห่งนี้
ได้ก่อตัวข้นมาจากการรวมตัวของชนเผ่าดราวิเดียน (Dravidians) ในเขต
ึ
้
ั
�
ลุ่มแม่นาสินธุ ต้งแต่เมื่อราว 3300 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว แต่บรรดาชุมชน
ั
และนครรัฐต่างๆ ตามลุ่มนาสินธุน้นก็มีสภาพไม่ต่างจากกลุ่มอารยธรรม
้
�
ี
ต่างๆ ในดินแดนทางตะวันตก คือเป็นเพียงหัวเมืองท่แยกตัวกันเป็นอิสระ
�
ั
ี
ี
่
จากกน มิได้มศนย์กลางแห่งอานาจทชัดเจน จงทาให้แหล่งอารยธรรม
ู
�
ึ
แห่งน้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอันง่ายดายของกองทัพอินโด-อิหร่าน
ี
ั
�
ี
ท่มีขุมกาลังรบเป็นทัพรถศึกเทียมม้าอันเห้ยมหาญน่นเอง การรุกราน
ี
ิ
�
ี
ของกองกาลังชาวอินโด-อิหร่านเหล่าน้จึงกลายมาเป็นจุดเร่มต้นแห่งยุค
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก ‘ยุคพระเวท’ (Vedic Age) ี ิ ี ้ �
ี
ประวัติศาสตร์ท่แท้จริงของภูมิภาคน้ ซึ่งจะถูกเรียกขานในกาลต่อมาว่า
ี
่
ี
เหตุทยุคแห่งการรุกรานน้ได้รับการยอมรับให้เป็นยุคแห่ง
ประวัติศาสตร์ท่แท้จริงของอินเดียมากย่งกว่ายุคแห่งอารยธรรมลุ่มแม่นา
ี
ั
สินธุน้น เพราะการเข้ามาของชนต่างเผ่าเหล่าน้ พวกเขามิได้มาเพียง
เพ่อปล้นสะดม แต่มาเพ่อพิชิตและปกครองอย่างแท้จริง โดยพวกเขา
ื
ื
26
ิ
�
ได้เร่มวางระเบียบและแบบแผนในการปกครองของตนเอง ด้วยการนา
ประเพณีความเชื่อและกฎหมายของตนเองมาหลอมรวมเข้ากับความ
ี
ิ
เชื่อและวัฒนธรรมท้องถ่นของชาวดราวิเดียน โดยเหล่าผู้รุกรานพวกน้ได้
ประกาศตนว่าเป็น ‘อารยัน’ (Aryan) อันมีความหมายว่าเป็น ‘ขัตติยชน’
ี
ั
ื
�
หรือชนช้นปกครองท่มีสถานะอันสูงกว่าชนพ้นเมืองด้งเดิม จึงทาให้
ั
ี
ี
ชนเผ่าอินโด-อิหร่านท่ลงมาปกครองอิหร่านและอินเดียเหล่าน้ถูกเรียกใน
อีกชื่อว่า อินโด-อารยัน (Indo-Aryans) และด้วยแนวคิดแห่งความเป็น
ชาวอารยันผู้สูงส่งน้ก็จะถูกหลอมรวมเข้ากับความเช่อในศาสนาพราหมณ์
ี
ื
และกลายมาเป็นคติ ‘วรรณะ’ อันว่าด้วยการแบ่งชนชั้นตามชาติกาเนิด
�
ของมนุษย์ท่ฝังรากอยู่ในสังคมแห่งความเชื่อของชาวฮินดูจนถึงทุกวันน ้ ี
ี
ิ
ภาษาพูดของพวกเขาก็ถูกหลอมรวมเข้าภาษาท้องถ่นจนเกิดเป็น
ั
่
้
กลุ่มภาษาต่างๆ ทวทงอนุทวีป และในบรรดาภาษาท่ได้รับอิทธิพลจาก
ั
ี
ं
कृ
ั
ภาษาของชาวอารยันน้นก็คือ ‘สัมสกฤตัม’ (सस्तम् : ส�สฺกฺฤตมฺ ) หรือ
‘ภาษาสันสกฤต’ (Sanskrit) และ ‘ปาฬี’ (पालि : Pali) หรือภาษาบาลี
ิ
ั
โดยท้งสองภาษาน้จะกลายมาเป็น ‘ภาษาศักด์สิทธ์’ ของแดนอนุทวีป
ิ
ี
ี
เพราะมันจะกลายมาเป็นภาษาท่ใช้ในพิธีทางศาสนาโดยเฉพาะ และคต ิ
ความเชื่อน้ก็ยังได้แพร่หลายไปยังภูมิภาคอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออก
ี
เฉียงใต้ในภายหลังอีกด้วย
้
ั
�
้
้
่
ิ
ู
ี
นอกจากน ชาวอนโด-ยโรเปยนยงไดนาความเชือของตนเขามาดวย
้
ี
ี
่
ั
เช่นกน โดยหลักฐานด้านความเชื่อทแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม
ื
้
อารยธรรมต่างๆ ทถกชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านเข้ายดครองก็คอความเชือใน
่
ึ
ี
ู
ี
่
เทพสายฟ้า (Thunder God) ในฐานะจอมเทพสงสด (Supreme God)
ู
ุ
หรือประมุขแห่งปวงเทพท้งปวง โดยเราไม่ทราบนามด้งเดิมของเทพสูงสุด
ั
ั
ี
องค์น้ แต่กลับพบหลักฐานว่าในบรรดาอารยธรรม นครรัฐ หรือดินแดน
ี
ั
ื
ต่างๆ ท่ถูกชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนยึดครองน้นจะมีความเชื่อในเร่องเทพ ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
27
สายฟ้าเหมือนกันเกือบทั้งสิ้น อย่างเช่นความเชื่อในเรื่องเหล่าเทพโอลิม-
เปียน (Olympian Gods) ของชาวกรีกโบราณก็จะมีประมุขแห่งปวงเป็น
เทพสายฟ้าผู้มีนามว่า ซุส (Zeus) หรือ จูปิเตอร์ (Jupiter) ในคติโรมัน
สวนในอินเดียก็เคยมีจอมเทพสูงสุดอยาง อินดรา (Indra) หรือพระอินทร ์
่
่
ี
ี
ท่เคยเป็นจอมเทพสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ก่อนหน้าท่เหล่าตรีมูรติอย่าง
พระพรหม พระอิศวรหรือพระศิวะ กับพระวิษณุหรือพระนารายณ์ จะก้าว
ึ
ข้นมาเป็นจอมเทพสูงสุดท้งสามในภายหลัง และเมื่อพระพุทธศาสนา
ั
ถือก�าเนิดในกาลต่อมา ก็ยังมีการยอมรับให้พระอินทร์เข้ามาเป็นประมุข
แห่งปวงเทพด้วยเช่นกัน ส่วนในกลุ่มอนารยชนเยอร์มานิกหรือชาว
เยอรมันโบราณก็มีเทพสายฟ้านาม ธูนอร์ (Thunor) ธูนาร์ (Thunar) หรือ
ท่รู้จักกันในความเชื่อของชาวนอร์ส (Norse) ว่า ธอร์ (Thor) แต่ด้วย
ี
ี
�
การท่เทพสายฟ้าของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนได้ถูกนาเข้ามาในดินแดน
ื
ี
�
ี
เหล่าน้ก็ย่อมทาให้เรื่องราวของเทพสายฟ้าถูกปรับเปล่ยนเร่องราวและ
ฤทธิ์อ�านาจให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนนั้นๆ
แต่ก็ยังมีกลุ่มความเชื่อท่ยังคงยึดถือให้เทพสายฟ้าเป็นเทพสูงสุด
ี
ั
เหมือนเมื่อคร้งบรรพกาลก็คือกลุ่มชนเผ่ามองโกลและพวกเตอร์กิคท่ยัง
ี
คงบูชาเทพสายฟ้านามว่า เท็งกรี (Tengri) ในฐานะเทพบิดร (Heavenly
ี
Father) ผู้ทรงมีฤทธานุภาพสูงสุดในบรรดาปวงเทพ โดยท่มิได้ถูกลด
สถานะหรือปรับเปล่ยนบทบาทเหมือนกับเทพสายฟ้าในคติอ่นๆ แต่คร้น
ี
ั
ื
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก อิสลามมากข้นเร่อยๆ จึงทาให้สถานะของเทพเท็งกรีค่อยๆ ลดบทบาท
ิ
เมื่อชาวมองโกลและเตอร์กิคเร่มหันไปนับถือพุทธศาสนาและศาสนา
�
ึ
ื
ลงไป เว้นแต่พวกกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนท่ยังคงอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าและป่าเขา
ี
อันห่างไกลตามแนวตะเข็บชายแดนเอเชียกลางกับแคว้นไซบีเรียท่ยังคง
ี
ี
ั
บูชาเทพเท็งกรีตามแบบด้งเดิมอยู่บ้าง และนอกจากน้ก็ยังมีชุมชนชาว
ี
นูริสถาน (Nuristanis) หรือท่เรียกในอีกช่อว่า ดาร์ดิค (Dardic) ซึ่งเป็น
ื
28
ี
ชนเผ่าเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียนท่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน
ทุกวันน้ท่ยังคงรักษาความเช่อในการบูชาเทพ ‘อินดร์’ (Indr) หรือพระอินทร์
ื
ี
ี
ในฐานะเทพสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งบรรพกาลอีกด้วย
ส่วนการอพยพในเส้นทางตะวันออกน้น กลับไม่ปรากฏหลักฐาน
ั
แน่ชัดนักว่าพวกเขาได้เข้ารุกรานดินแดนใด หรืออพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน
ในบริเวณไหนกันแน่ แต่กระน้นก็ยังมีหลักฐานบางอย่างท่พอจะยืนยัน
ั
ี
ได้ว่ามีกลุ่มชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนได้เดินทางมาถึงภูมิภาคตะวันออกไกล
ก็คือ การค้นพบซากรถศึกและโครงกระดูกของม้าศึก และนักรบท่ถูก
ี
ฝังพร้อมเคร่องยุทธภัณฑ์ต่างๆ ทาจากส�าริดซึ่งมีอายุราว 1200 ปีก่อน
ื
�
คริสตกาล อยู่ในสุสานหลวงแห่งราชวงศ์ชาง (Shang Dynasty) ที่เมือง
อันหยาง (安陽-Anyang) มณฑลเหอหนาน โดยสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ารถศึก
ี
น้น่าจะเป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มอินโด-ยูโรเปียนก็คือการท ี ่
ล้อรถศึกแห่งอันหยางน้นมีซี่ล้อรถมากถึง 6 ซี่เหมือนกับซากล้อรถศึกท่พบ
ี
ั
ในเขตเทือกเขาคอเคซัส และยังมีการค้นพบมีดส�าริดที่มีลักษณะเหมือน
�
กับมีดสาริดท่พบในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์ถูกฝังรวมกับรถศึกและม้าด้วย
ี
อันแสดงให้เห็นว่ารถศึกคันน้เป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน
ี
�
ื
แน่นอน แต่ก็ไม่มีหลักฐานอ่นใดท่ระบุว่าทาไมราชส�านักชางถึงรู้จักวิธ ี
ี
การประดิษฐ์รถศึกแบบนี้ขึ้นมาได้
หากแต่ในพงศาวดารแห่งราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) ซึ่งเป็น
ึ
ุ
ั
ู
ราชวงศ์ค่แข่งและผ้พชิตราชวงศ์ชางในภายหลงได้ระบถงความเป็นมา
ิ
ู
ี
ของราชวงศ์น้ว่า บรรพชนแห่งราชวงศ์โจวมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับ
ชนเผ่าโบราณท่ชื่อว่า ‘เชียง’ (羌 : Qiang) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนโบราณ
ี
ิ
ทอาศยอย่ในดนแดนทางตะวนตกของจีน จึงทาให้เกดข้อสนนษฐานว่า
ิ
ั
ั
่
ู
ิ
ั
ี
�
แท้จริงแล้วชนเผ่าเชียงอาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่างเก่ยวกับชนเผ่า
ี
อินโด-ยูโรเปียน หรือเผ่าเชียงอาจจะเป็นชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนท่อพยพ ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
ี
29
ภาพถ่ายซากรถศึกแห่งอันหยาง พร้อมกับโครงกระดูกของม้าศึก
และนักรบที่ถูกสังหารเพื่อให้ตามไปรับเจ้าเหนือหัวในปรภพ
ที่มา - https://www.world-archaeology.com/great-discoveries/
anyang-the-first-chinese-civilization/
เดินทางมาจนถึงชายแดนตะวันตกของจีนแล้ว และพวกเขาก็น่าจะ
ี
เป็นผู้นาภูมิปัญญาในการข่ม้าและวิทยาการในการประดิษฐ์และขับข ี ่
�
รถศึกมาเผยแพร่ให้กับชาวโจวและชางในดินแดนหัวเซี่ยหรือแผ่นดินจีน
โบราณนั่นเอง
การอพยพระลอกท่สาม (the Third Migration) ในการอพยพระลอก
ี
ึ
้
ี
ั
ิ
ุ
ิ
สุดท้ายน น่าจะเกดขนในช่วงสดท้ายของสหสวรรษท่ 2 ก่อนครสตกาล
ี
้
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก แรก คือเป็นการอพยพในขอบเขตของพ้นท่ไม่กว้างไกลมากนัก โดย
หรือราว 1000 ปีก่อนคริสตกาล มีความคล้ายคลึงกบการอพยพระลอก
ั
ี
ื
สังเกตจากการกระจายตัวของกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนในยุโรปตะวัน-
ี
ี
ิ
ื
ออกท่เร่มแพร่หลายเข้าไปในพ้นท่แถบยุโรปกลาง ยุโรปเหนือ และ
ยุโรปใต้ แม้ว่าการอพยพระลอกท่สามน้จะมิได้สร้างปรากฏการณ์อัน
ี
ี
ยิ่งใหญ่ใดๆ เหมือนกับการอพยพทั้งสองระลอกแรกที่ผ่านมาก็ตาม
30
ี
การอพยพในระลอกสุดท้ายน้ถือว่าเป็นการช่วยให้กลุ่มภาษา
อินโด-ยูโรเปียนแพร่หลายไปยังดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป จนทา
�
ั
ั
ี
�
ให้กลุ่มภาษาน้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มภาษาสาคัญท่วท้งโลก
ตะวันตกโบราณอย่างแท้จริง จนเราอาจกล่าวได้ว่า มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียนน้น มิใช่เพียงแค่การเป็นชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มแรก
ั
ื
ิ
ี
ท่ริเร่มฝึกม้าเพ่อใช้เป็นสัตว์พาหนะและสัตว์สงคราม หรือการส่งมอบ
ภูมิปัญญาด้านการทาสงครามให้กับชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มอ่นๆ และบรรดา
ื
�
ั
อาณาจักรต่างๆ ท่วท้งยูเรเชียเท่าน้น แต่เป็นการสร้างเครือข่ายกลุ่ม
ั
ั
ี
ภาษาโบราณท่เรียกว่า ‘กลุ่มภาษาอินโด–ยูโรเปียน’ (Indo-European
ี
Languages) โดยกลุ่มภาษาท่สืบสายมาจากภาษาของพวกอนารยชน
ี
เหล่าน้ก็คือกลุ่มภาษาอิตาลิก (Italic Languages) กลุ่มภาษาเยอรมานิก
(Germanic Languages) กลุ่มภาษาสลาวิก (Slavic Languages) กลุ่ม
ุ
ื
่
ภาษาเคลตก (Celtic Languages) หรอแม้แตกลมภาษาในตะวนออกกลาง
ิ
่
ั
โบราณอย่างภาษาอะเวสตัน (Avestan Language) หรือภาษาเปอร์เซีย
โบราณ และภาษาสันสกฤตกับภาษาบาลีในภูมิภาคอนุทวีป และเมื่อ
ิ
ภาษาลูกเหล่าน้ได้มีการปะทะสังสรรค์กันในภายหลัง ก็ย่งเกิดการ
ี
ี
ิ
พัฒนาภาษาเหล่าน้ให้แพร่หลายออกไปกว้างไกลย่งกว่าเดิม ซึ่งสภาวะ
ี
ั
การกระจายตัวของภาษาอินโด-ยูโรเปียนน้ยังทาให้ภาษาด้งเดิมค่อยๆ
�
ู
็
ิ
ั
ววฒนาการไปเป็นภาษาใหม่จนถกเรยกวาเปน ‘ภาษาลกสาว’ (Daughter
่
ี
ู
8
Language) โดยหนึ่งในภาษาสากลที่ถือว่าเป็นมรดกของชนเผ่าอินโด-
ั
ยูโรเปียนก็คือภาษาอังกฤษน่นเอง หรือแม้แต่ภาษาไทยในปัจจุบันท ี ่
ี
มิได้ถือเป็นลูกหลานสายตรงของกลุ่มภาษาน้ ก็ยังได้รับอิทธิพลของ
8 ภาษาลูกสาว หรือที่เรียกในอีกชื่อว่า ‘ภาษาทายาท’ (Descendant Language) ถือเป็นภาษา
สืบสายหรือวิวัฒนาการมาจากอีกภาษาโดยตรง จนก�าเนิดเป็นภาษาใหม่ อย่างเช่น ภาษาฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
สเปน และอิตาลีที่เป็นภาษาลูกของภาษาละติน
31
ภาษาในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียนด้วยเช่นกัน ผ่านการใช้ภาษาสันสกฤตท่มา
ี
จากการเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์จากอินเดียอีกทอดหนึ่ง
�
อย่างเช่น คาว่า ‘กษัตริย์’ ในภาษาไทยน้มีรากศัพท์มาจากคาในภาษา
�
ี
�
ี
สันสกฤตว่า ‘กษฺตตรา’ (श्रेष्ठ) หรือ ‘กษตฺตรียา’ (क्षितीश) โดยท่คาว่ากษตฺ-
ตราและกษตฺตรียาน้นมีรากมาจากภาษาอะเวสตันหรือภาษาเปอร์เซีย
ั
ี
โบราณท่ถือว่าเป็นทายาทสายตรงของกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนว่า
‘ชตฺตรียา’ (xshathrya) และ ‘ชตฺตรา’ (xshathra) ที่แปลว่า ‘อ�านาจ’ หรือ
�
ี
‘การปกครอง’ โดยคาว่าชตฺตรียาและชตฺตราน้ก็ยังเป็นท่มาของคาว่า
�
ี
ี
‘ชายะติยา’ (Xš yathiya) ในภาษาเปอร์เซียทแปลว่า ‘กษัตริย์’ หรือ
่
�
‘เจ้าผู้ปกครอง’ และคาว่าซายะติยาจะถูกกร่อนปรับมาเป็น ‘ชาห์’ (shah)
�
หรือ ‘ชาห์ฮันชาห์’ (Sahanshah) อันเป็นตาแหน่งพระประมุขของพวก
เปอร์เซีย และวงศ์วานอิหร่านทั้งปวงในกาลต่อมาอีกด้วย
แม้ว่าการอพยพของชนเผ่าอินโด-ยโรเปียนจะสินสุดลงไปพร้อม
้
ู
ั
กับความส�าเร็จในการก่อต้งอาณาจักรของพวกเขาเหนือดินแดนสาคัญ
�
ั
ต่างๆ ท่วท้งภูมิภาคยูเรเชียโบราณ แต่ก็มิได้หมายความว่าโลกโบราณ
ั
จะเข้าสู่ยุคแห่งความสุขสงบท่แท้จริงแต่อย่างใด เพราะผลจากการอพยพ
ี
ั
�
ครั้งใหญ่ท้งสามระลอกของชาวอินโด-ยูโรเปียนได้นาภูมิปัญญาด้าน
การใช้เครื่องโลหะและการเลี้ยงม้าไปใหกับชนเผ่าเร่ร่อนยุคก่อนประวัติ-
้
ศาสตร์กลุ่มต่างๆ ในยูเรเชียตอนบนแล้ว ทาให้ชนเผ่าเร่ร่อนเหล่าน ้ ี
�
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก สามารถในการเดินทางท่มากข้นเช่นน้ย่อมนาไปสู่การสร้างปฏิสัมพันธ์
ิ
ึ
สามารถอพยพโยกย้ายถ่นฐานได้กว้างไกลมากย่งข้น และด้วยความ
ิ
ี
�
ึ
ี
หรือแม้แต่การเผชิญหน้าระหว่างชนต่างเผ่า หรือแม้แต่การขยายตัวของ
บรรดารัฐและราชอาณาจักรโบราณต่างๆ เพ่อเข้าควบคุมเส้นทางการ
ื
ค้าภายในภาคพื้นทวีปมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเป็นการบีบคั้นหรือกระตุ้นให้เหล่า
อนารยชนแห่งยูเรเชียจ�าเป็นต้องเข้าไปมีส่วนพัวพันในการเปลี่ยนแปลง
32 เหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ี
�
และด้วยภาวะอันบีบค้นเช่นน้จึงทาให้พวกเขาพยายามหาหนทาง
ั
�
เอาตัวรอด ด้วยการรวมกาลังปล้นสะดมเพ่อช่วงชิงทรัพยากรต่างๆ ท ่ ี
ื
�
ี
มีความจ�าเป็นในการดารงชีพเท่าท่จะหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นฝูงปศุสัตว์
ื
จากเผ่าใกล้เคียง ไปจนถึงการเข้าปล้นเมืองชายขอบต่างๆ เพ่อฉกฉวย
�
ี
ทรัพย์สมบัติอันมีค่าต่างๆ ท่พวกเขาไม่อาจแสวงหามาได้ด้วยกาลังของ
�
ตน จนนาไปสู่เหตุแห่งการรุกรานอันน่าสะพรึงกลัวของเหล่าอนารยชน
จากแดนเหนือตลอดหน้าประวัติศาสตร์โลกโบราณน่นเอง หากแต่
ั
ภายใต้การรุกรานและการทาลายล้างของชนเผ่าป่าเถ่อนน้ก็มิใช่วาจะนา
�
ื
่
�
ี
มาแต่ความพินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียว เพราะการรุกรานของพวกเขา
ี
ั
ได้สร้างผลกระทบท้งต่อดินแดนท่ถูกรุกรานหรือแม้แต่ตัวของพวกเขา
เองด้วย และกลายมาเป็นเหตุและปัจจัยส�าคัญให้สังคมและชุมชนใน
โลกโบราณหรือแม้แต่เหล่าอนารยชนมีการปรับตัวเพ่อให้เท่าทันกับ
ื
�
ั
่
ี
่
สถานการณ์ต่างๆ ทเปลยนแปลงไป จนกลายมาเป็นรากฐานสาคญ
ี
ให้กับท้งโลกอย่างไม่มีใครในห้วงเวลาน้นสามารถจินตนาการหรือคาดคิด
ั
ั
ได้ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลจากการรุกรานและการโจมตีจากเหล่า
อนารยชนแห่งยูเรเชียจะได้ถูกน�ามากล่าวถึงในล�าดับต่อไป
ประวัติศาสตร์คนเถื่อน
33
เรื่องราวของอนารยชนผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์โลก
34