THE
THIRD
CHIMPANZEE
ชิมแปนซีที่สาม
èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè
ชิมแปนซีที่สาม วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์
THE THIRD CHIMPANZEE: The Evolution and Future of The Human Animal
จาเร็ด ไดมอนด์: เขียน
อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ และ สัญญา นาวายุทธ: แปล
ราคา 580 บาท
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง 2566 ส�านักพิมพ์ยิปซี
COPYRIGHT NOTICE EXACTLY AS IN USA EDITION
Copyright © 1992 by Jared Diamond.
Published by arrangement with Brockman, Inc.
ALL RIGHTS RESERVED.
Thai translation right © 2023 by Gypsy Publishing Co., Ltd.
© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�านักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ไดมอนด์, จาเร็ด.
ชิมแปนซีที่สาม วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์ = THE THIRD CHIMPANZEE:
The Evolution and Future of The Human Animal.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
552 หน้า.
1. วิวัฒนาการของมนุษย์. I. อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ, ผู้แปล.
II. สัญญา นาวายุทธ, ผู้แปลร่วม. III. ชื่อเรื่อง.
599.9
ISBN 978-616-301-779-6
บรรณาธิการอ�านวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ที่ปรึกษาฝายต่างประเทศ : ศิริธาดา กองภา
บรรณาธิการรับเชิญ : วิชญดา ทองแดง
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง
: ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน อันโตนิโอ โฉมชา
นักศึกษาฝกงานกองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่ ณัฐดนัย ทัพพุ่ม สหัสทิวา กิจจริต
พิสูจน์อักษร : มนินทรีย์ สิริพิทยพงศ์
รูปเล่ม : พนชล มณฑลแก้ว
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
ผู้อ�านวยการฝายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จ�ากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจ�าหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ากัด เลขที่ 37/145 รามค�าแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจ�านวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา ส�านักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939
THE
THIRD
CHIMPANZEE
The Evolution and Future of The Human Animal
Jared Diamond
ชิมแปนซีที่สาม
วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์
จาเร็ด ไดมอนด์
ค�น�
มนุษย์กว่าคร่งโลกรับรู้แนวคิดหรือยอมรับได้ว่าพวกเราอาจนับเป็นชิมแปนซ ี
ึ
สปีชีส์ท่สามนอกเหนือจากอีกสองสปีชีส์ คือชิมแปนซีแคระท่พบในประเทศ
ี
ี
ี
ั
ซาอีร์ และชิมแปนซีท่พบท่วไปบริเวณเขตร้อนของทวีปแอฟริกา ด้วย
ลักษณะทางพันธุกรรมของเรากว่าร้อยละ 98 ตรงกับชิมแปนซีสองชนิดนั้น
ความเช่อท่ว่า ”มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง„ ไม่ใช่สิ่งใหม่ และ
ี
ื
แม้จะมีบ้างท่เห็นตรงข้ามกันว่ามนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากลิง เพียงแต่ลิง
ี
และมนุษย์เป็นญาติกัน เร่องเหล่านี้ก็เหมือนจะไม่น่าประหลาดใจมากนักแล้ว
ื
ถ้าเช่นนั้น จาเร็ด ไดมอนด์ จะบอกอะไรแก่เราและชาวโลกได้อีกใน
ชิมแปนซีที่สาม (The Thrid Chimpanzee)?
ทุกวันนี้ชาวโลกและชาวไทยรู้จักจาเร็ด ไดมอนด์ จากผลงานหนังสือ
อันมีชื่อเสียงหลากหลายเล่ม ว่าเฉพาะท่สานักพิมพ์ยิปซีน�าเสนอต่อผู้อ่าน
�
ี
ได้แก่ ปืน เชื้อโลก เหล็กกล้า : กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ (GUNS,
GERMS, AND STEEL : The Fates of Human Societies) และ
การเปล่ยนแปลงขนานใหญ่ : จุดเปลี่ยนสาหรับนานาประเทศท่ามกลางภาวะ
�
ี
วิกฤต (UPHEAVAl : Turning Points for Nations in Crisis)
่
ี
�
หากย้อนกลับไปเมื่อราวสามสิบกว่าปีก่อน ส่งหนึ่งททาให้จาเร็ดเขียน
ิ
ชิมแปนซีท่สาม ในวัย 54 ปีนั้น เป็นเพราะเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ
ี
ี
และเขาก็ตระหนักดีถึงคุณสมบัติข้อนั้น ดังอัตชีวประวัติท่เขียนอย่างภูมิใจ
ี
หลังจากได้รับรางวัลแมคอาเธอร์ ท่ให้เงินทุน 45,000 ดอลลาร์ต่อปีเป็นเวลา
5 ปีโดยไม่มีเง่อนไขใด ๆ ว่า ”รางวัลนี้ก่อต้งข้นส�าหรับผมกับคนอื่น ๆ อีก
ั
ึ
ื
ึ
ื
ี
20 กว่าคนด้วยความเช่อท่ว่าพวกเรามีอะไรบางอย่างซ่งไม่ธรรมดาท่สามารถ
ี
อุทิศให้แก่โลกได้...„
ิ
นันคือจดเปลยนจากนักวชาการทเคยตพมพเฉพาะผลงานในวงจากัด
�
์
ี
่
ี
ิ
่
่
ุ
ี
ื
มาเป็นการค้นคว้าและเชอมโยงศาสตร์หลายแขนงเข้ากับประสบการณ์และ
่
ความรอบรู้ เพื่อหาค�าตอบถึงที่มาและที่ไปของเผ่าพันธุ์มนุษย์
6
ใน ชิมแปนซีท่สาม จาเร็ดแบ่งการเล่าเร่องเป็นห้าภาค ภาคแรก และ
ื
ี
ภาคสอง พาส�ารวจแง่มุมทางชีววิทยาและทางชีวเคมี จากหลักฐานทางประวัติ-
ั
ั
ี
ิ
ศาสตร์เท่าท่พอจะฉายภาพถึงการเร่มต้งเค้าเป็นมนุษย์ต้งแต่นีแอนเดอร์ธัลส์
ึ
โครมันยอง มาจนถึงโฮมินอยด์ ซ่งปัจจุบันเหลืออยู่แต่ โฮโมเซเปียนส์ ภาค
สาม ไล่เรียงชวนคิดถึงพฤติกรรมอันแปลกแปร่งไปจากญาติร่วมสาแหรกพงศ์
พันธุ์ (family tree) จนมีวงจรชีวิตแปลกประหลาด ท้งเร่องทางเพศ
ื
ั
ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด ฯลฯ ไปจนกระทั่งความชราและความตาย
ี
�
ิ
ี
ก่อนช้แนะว่าภาษา ศิลปะ และการเกษตร คือสิ่งท่ทาให้มนุษย์ค่อย ๆ ท้งห่าง
ี
่
จากชิมแปนซีอีกสองชนิด ภาคสี กล่าวถึงพฤติกรรมด้านลบท่มนุษย์จะ
ี
สังหารมนุษย์หรือสัตว์กลุ่มอื่นท่ไม่ใช่พวกตนและยังพร่าผลาญธรรมชาติใน
อัตราเรงทมากขนทกขณะ ภาคหา เน้นใหตระหนักวาสถานการณทมนุษย์ตอง
่
้
่
์
่
ี
้
้
ึ
้
ี
่
ุ
ั
เผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องใหม่แตยกระดับรุนแรงขึ้น ก่อนในปจฉิมบท จะ
่
ย�้าถึงพฤติกรรมที่ก�าลังน�าความเสื่อมมาสู่มนุษยชาติ
ปี 2566 จาเร็ด ไดมอนด์ ผ่านโลกมาแล้ว 85 ปี คงภาคภูมิใจกับ
ชีวิตและผลงานท่รังสรรค์อย่างเต็มก�าลังเพ่อชาวโลก แม้บางอย่างท่เขาต้ง
ื
ี
ี
ั
ค�าถามไว้จะมีค�าตอบ หรือมีความรู้ใหม่ที่ไปไกลกว่าเดิมมากแล้วก็ตาม
ี
หลายสิ่งใน ชิมแปนซีท่สาม ยังเปี่ยมด้วยพลังกระตุ้นให้ผู้อ่าน
ั
ี
ทบทวนว่ามนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวท่ต้งถิ่นฐานทุกมุมโลก หากมนุษย์
้
�
ภาคภูมิใจว่ามีพัฒนาการก้าวไกล มีปัญญาสูงลา เหตุใดกันจึงไม่น�าความรู้
ื
เร่องแนวโน้มของอุปนิสัยและความเป็นมาเพ่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ
ื
เราเอง
นี่คือสิ่งที่จาเร็ด ไดมอนด์ อุทิศแก่โลกไว้แล้วใน ชิมแปนซีที่สาม
วิชญดา ทองแดง
บรรณาธิการรับเชิญ
7
แด่บุตรชายของผม
แมกซ์และโจชัว
เพ่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจ
ื
ี
ว่าเรามาจากท่ไหน
ี
และเราอาจมุ่งสู่ท่ใด
แก่นเร่อง
ื
สปีชีส์มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในเวลาอันสั้น
จากท่เป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สปีชีส์หนึ่งสู่ผู้พิชิตโลก
ี
และเราสร้างศักยภาพในการพลิกผันความก้าวหน้าท้งมวล
ั
ในช่วข้ามคืนได้อย่างไร
ั
สารบัญ
อารัมภบท 15
ภาคหนึ่ง
ก็แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่ง 29
บทที่ 1 เรื่องเล่าของชิมแปนซีทั้งสาม 33
บทที่ 2 การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ 56
ภาคสอง
สัตว์ที่มีวงจรชีวิตแปลกประหลาด 91
บทที่ 3 วิวัฒนาการเรื่องทางเพศของมนุษย์ 101
บทที่ 4 ศาสตร์แห่งการคบชู้ 127
บทที่ 5 เราเลือกคู่ครองและคู่นอนอย่างไร 146
บทที่ 6 การคัดเลือกทางเพศและก�าเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ 160
บทที่ 7 ท�าไมคนเราจึงแก่และตาย 175
ภาคสาม
มนุษย์ที่ไม่เหมือนใคร 195
บทที่ 8 สะพานสู่ภาษามนุษย์ 201
บทที่ 9 ที่มาแห่งศิลปะของสัตว์ 238
บทที่ 10 ทวิลักษณ์ของการเกษตร 253
บทที่ 11 ท�าไมเราจึงสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้ยาอันตราย 269
บทที่ 12 เดียวดายในจักรวาลอันคับคั่ง 286
11
ภาคสี่
ผู้พิชิตโลก 301
บทที่ 13 การติดต่อครั้งแรกเป็นครั้งสุดท้าย 307
บทที่ 14 ผู้พิชิตโดยบังเอิญ 323
บทที่ 15 ม้า ฮิตไทต์ และประวัติศาสตร์ 340
บทที่ 16 ในด�ากับขาว 376
ภาคห้า
ความก้าวหน้าพลิกผันได้ในชั่วข้ามคืน 421
บทที่ 17 ยุคทองที่ไม่เป็นจริง 429
บทที่ 18 สงครามสายฟ้าแลบและวันขอบคุณพระเจ้าในโลกใหม่ 457
บทที่ 19 เมฆทะมึนแบบที่สอง 470
ปัจฉิมบท : ไม่เรียนรู้อะไรเลย และลืมเลือนทุกสิ่ง? 488
กิตติกรรมประกาศ 496
หนังสือและเอกสารอ่านเพิ่มเติม 497
ภาคผนวก 533
เกี่ยวกับผู้เขียน 534
เกี่ยวกับหนังสือ 539
12
THE
THIRD
CHIMPANZEE
The Evolution and Future of The Human Animal
ชิมแปนซีที่สาม
วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์
อารัมภบท
ั
เห็นได้ชัดว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นท้งหมด แต่ก็เห็นชัดอีกเช่นกัน
ว่าเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สปีชีส์หนึ่ง จนถึงระดับรายละเอียด
่
ี
ิ
๋
ั
ั
้
้
ิ
เล็กจวทสุดทงทางกายวภาคและโมเลกุล ความย้อนแย้งเช่นนีคือลกษณะ
ี
ึ
ื
ี
เด่นอันน่าท่งท่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่เป็นเร่องท่เราต่างคุ้นเคย แต่ก็เข้าใจ
ได้ยากว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและหมายความว่าอย่างไร
ั
ในแง่หนึ่งระหว่างเรากับสัตว์สปีชีส์อื่น ๆ ท้งหมดดูเหมือนมีช่องว่าง
แสนกว้างใหญ่จนไม่อาจเชื่อมต่อถึงกัน ทว่ารับรู้โดยการนิยามส่งมีชีวิตข้น
ึ
ิ
ประเภทหนึ่งว่า ”สัตว์„ ค�านี้ส่อโดยนัยว่าพวกเราเห็นว่าตะขาบ ชิมแปนซ ี
ื
ี
และหอยกาบมีลักษณะเด่นส�าคัญบางอย่างร่วมกันโดยท่ไม่มีในมนุษย์ และ
ี
ก็ขาดลักษณะเด่นต่าง ๆ ท่มีแต่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น ลักษณะเด่นท ่ ี
จาเพาะมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ได้แก่ พูด เขียน และสร้างจักรกลอันซับซ้อน
�
มนุษย์อาศัยเคร่องมือเคร่องใช้ต่าง ๆ เป็นตัวช่วยในการด�ารงชีวิต ไม่ใช่แค่
ื
ื
มือเปล่า พวกเราส่วนใหญ่สวมใส่เส้อผ้า ช่นชมศิลปะ และจานวนมากก็
ื
ื
�
เชื่อมั่นศรัทธาในศาสนา
15
อารัมภบท
ั
ื
มนุษย์อยู่อาศัยกระจายกันไปในพ้นท่ต่าง ๆ ท่วทุกมุมโลก ใช้พลังงานและ
ี
ิ
ึ
ิ
ู
ผลผลตของโลกในปรมาณมาก ก�าลังเรมแผ่อาณาเขตลงส่ห้วงลกแห่ง
่
ิ
ื
ี
มหาสมุทรและทะยานสู่ห้วงอวกาศ มนุษย์ยังมีพฤติกรรมด้านมืดท่สัตว์อ่น
�
ไม่มีทางทาได้ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความชื่นชอบในการทรมาน การใช้
�
ี
สารเสพติด และการสังหารสิ่งมีชีวิตสปีชีส์อื่นจานวนมาก ในขณะท่มีสัตว์
ื
ี
เพียงไม่กี่ชนิดท่มีพฤติกรรมเช่นนี้แค่หนึ่งหรือสองอย่างในระดับพ้นฐานง่าย ๆ
ื
(เช่นการใช้เคร่องมือ) มนุษย์เรากลับเหนือชั้นกว่าสัตว์เหล่านั้นอย่างเทียบกัน
ไม่ได้
ั
ด้วยเหตุนี้ท้งในแง่นิตินัยและพฤตินัยจึงถือกันว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์
ใน ค.ศ. 1859 ตอนท่ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอว่าคนเรามีวิวัฒนาการมาจาก
ี
เอป (ape-ลิงไม่มีหาง) นั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าในตอนแรกนั้น
คนส่วนใหญ่เห็นว่าทฤษฎีของเขาเหลวไหลและยังคงยืนยันว่าพระเจ้าต่างหาก
ู
ท่สร้างมนุษย์ ปัจจุบันผ้คนจานวนมากรวมถึงบณฑิตระดับมหาวทยาลัย
�
ั
ิ
ี
ชาวอเมริกันราว 1 ใน 4 ยังคงเชื่อเช่นนั้น
ทว่าในอีกแง่หนึ่งเห็นได้ชัดว่าเราก็คือสัตว์ เพราะส่วนต่าง ๆ ของ
ั
ร่างกาย โมเลกุล และยีนล้วนเป็นแบบเดียวกับสัตว์ท่วไป และชัดเจน
ด้วยว่าเราเป็นสัตว์ประเภทใด มองจากรูปลักษณ์ภายนอกเราคล้ายชิมแปนซ ี
ี
มากเสียจนกระท่งนักกายวิภาคศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษท่ 18 ผู้เช่อว่า
ื
ั
้
พระเจ้าสร้างโลกก็คงยอมรบความคล้ายคลึงกันนีแล้ว ลองจนตนาการให้
ั
ิ
�
ื
�
คนธรรมดาจานวนหนึ่งถอดเส้อผ้า ปลดทรัพย์สินอ่น ๆ ออก พูดไม่ได้ ทาได้
ื
ื
แค่เสียงครางในล�าคอ โดยท่ลักษณะทางกายภาพอ่นใดไม่เปล่ยนไปเลย
ี
ี
ขังคนเหล่านี้ไว้ในกรงติดกับกรงชิมแปนซีในสวนสัตว์ แล้วให้พวกเราส่วน
ี
ึ
ท่เหลือซ่งสวมใส่เสื้อผ้าและพูดได้เข้าไปเท่ยวสวนสัตว์แห่งนี้ คนในกรงท ่ ี
ี
ิ
ี
พูดไม่ได้ดังกล่าวคงถูกมองเป็นส่งท่พวกเราทุกคนเป็นกันโดยแท้จริง นั่นคือ
ชิมแปนซีที่แทบไม่มีขนและเดินตัวตรง
นักสัตววิทยาจากต่างดาวก็คงจาแนกพวกเราทันทีว่าน่าจะเป็น
�
ิ
ี
ี
ชมแปนซอีกสปีชีส์หนึ่ง เป็นสปีชีส์ท่สามนอกเหนือจากอีกสองสปีชีส์ คือ
ี
ิ
ชมแปนซแคระท่พบในประเทศซาอีร์ และชิมแปนซีท่พบท่วไปบริเวณเขตร้อน
ี
ั
ี
ของทวีปแอฟริกา
16
อารัมภบท
ี
ุ
การศึกษาด้านพันธศาสตร์โมเลกุลในช่วงหลายปีท่ผ่านมาพบว่า
ลักษณะทางพันธุกรรมของเรากว่าร้อยละ 98 ยังคงตรงกับชิมแปนซีอีก
สองชนิดดังกล่าว ค่าระยะห่างทางพันธุกรรม (genetic distance) โดย
รวมระหว่างเรากับชิมแปนซีมีน้อยกว่าระยะห่างทางพันธุกรรมระหว่างนก
ในสปีชีส์ใกล้เคียงกันมาก เช่นนกในวงศ์ vieos เหมือนกันแต่มีสีตา
ต่างกัน คือนกวิริโอตาแดงกับนกวิริโอตาขาว ดังนั้นเราจึงยังคงพกพา
สัมภาระทางชีวภาพ (biological baggage) อันเก่าแก่ส่วนใหญ่ติดตัวอยู่
จนถึงทุกวันนี้ ต้งแต่ยุคชาร์ลส์ ดาร์วิน จนถึงปัจจุบันมีการค้นพบฟอสซิล
ั
ิ
กระดูกของส่งมีชีวิตหลายร้อยตัวอย่างท่เป็นรอยต่อระหว่างเอปกับมนุษย์
ี
ี
สมัยใหม่ จึงเป็นไปไม่ได้ท่บุคคลผู้มีเหตุมีผลจะปฏิเสธหลักฐานท่วมท้น
ี
เช่นนี้ สิ่งท่คร้งหนึ่งถูกมองว่าเหลวไหลไร้สาระท่ว่ามนุษย์วิวัฒนาการจาก
ี
ั
เอปนั้นจึงเป็นเรื่องจริง
ี
แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบช่วงเชื่อมต่อท่ขาดหายไปจานวนมากรังแต่
�
ึ
ทาให้ปัญหานี้ยิ่งน่าอัศจรรย์ใจมากข้น โดยยังไม่อาจไขปัญหานี้ได้อย่าง
�
หมดจดสมบูรณ์ ส่วนเสี้ยวเพียงเล็กน้อยของสัมภาระทางชีวภาพท่เราได้
ี
มาใหม่คือยีนร้อยละ 2 ท่ต่างจากยีนของชิมแปนซีอีกสองชนิดนั้นต้อง
ี
เป็นต้นเหตุของลักษณะพิเศษท้งหมดท่ดูเหมือนมีเฉพาะในหมู่มนุษย์เท่านั้น
ี
ั
ี
เราผ่านการเปล่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างแต่ส่งผลกระทบอันใหญ่
หลวงในเวลาค่อนข้างรวดเร็วและเกิดขึ้นไม่นานมานี้ในประวัติศาสตร์
่
ิ
ิ
ั
ั
ิ
ี
ววฒนาการ อนทจรงถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 1 แสนปี นักสัตววทยาจาก
นอกโลกก็คงมองเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งเท่านั้น จริงอย ู่
ว่าเรามีพฤติกรรมแปลก ๆ น่าสนใจบางอย่าง โดยเฉพาะความสามารถ
ื
ในการใช้ไฟและพึ่งพาเคร่องมือเคร่องใช้บางอย่าง แต่ในสายตาของ
ื
อาคันตกะจากต่างดาวแล้ว พฤตกรรมเหล่านีคงดูไม่น่าสนใจมากไปกว่า
้
ุ
ิ
พฤติกรรมของเจ้าตัวบีเวอร์หรือนกบาวเวอร์เลย
ี
่
ี
่
ึ
่
�
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาอกไม่กีหมืนปตอมา (ซงในความทรงจาของ
่
ี
ี
ิ
เราดูเหมือนยาวนานไม่มีท่ส้นสุด แต่ท่จริงเป็นเพียงเส้ยวเวลาอันน้อยนิดของ
ี
ี
ประวัติศาสตร์ท่เผ่าพันธุ์มนุษย์แยกตัวออกมา) มนุษย์ก็เร่มแสดงคุณสมบัต ิ
ิ
ต่าง ๆ ที่ท�าให้เรามีลักษณะเปราะบางและพิเศษไม่เหมือนสัตว์อื่นใด
17
อารัมภบท
ี
�
ส่วนผสมส�าคัญไม่กี่อย่างท่ทาให้เรากลายเป็นมนุษย์นั้นคืออะไร?
ิ
เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้เพ่งปรากฏเมื่อไม่นานมานี้และเกี่ยวข้อง
ี
ี
กับการเปล่ยนแปลงเพียงไม่กี่อย่าง คุณสมบัติเหล่านี้หรืออย่างน้อยท่สุด
ก็พฤติกรรมท่ปรากฏมาก่อนแล้วในสัตว์ ว่าแต่พฤติกรรมน�าร่องของสัตว์
ี
(animal precursors) ด้านศิลปะ ภาษา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และ
การใช้สารเสพติดคืออะไร?
�
ี
คุณสมบัติพิเศษจาเพาะของมนุษย์เรานี่เองท่เป็นต้นเหตุแห่งความส�าเร็จ
ในเชิงชีววิทยาของมนุษย์ปัจจุบันในฐานะสัตว์สปีชีส์หนึ่ง ไม่มีสัตว์ขนาดใหญ่
ี
้
ี
่
ื
ุ
ั
ื
่
่
ุ
อืนใดเลยทเป็นสัตว์พนถินได้ในทกทวีป หรอขยายเผ่าพนธ์ได้ในถินท่อยู่
่
้
่
ั
็
่
ุ
ทกรปแบบ ไม่วาจะเปนทะเลทราย ข้วโลกเหนือ จนถึงปาฝนเขตรอน ไม่มี
ู
สัตว์ขนาดใหญ่ชนิดใดเลยท่มีจานวนมากจนเทียบเคียงพวกเราได้ แต่
ี
�
ในบรรดาคุณสมบัติท่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ท้งหมดนั้น มีพฤติกรรม
ั
ี
ี
สองประการท่ถึงตอนนี้กลายเป็นภัยคุกคามต่อการด�ารงอยู่ของมนุษย์เราเอง
�
ี
นั่นคือแนวโน้มท่จะเข่นฆ่ากันและกันและพร่าผลาญทาลายสิ่งแวดล้อม
ั
แน่นอนว่าพฤติกรรมท้งสองประการพบในสัตว์อื่น ๆ ด้วย เช่นสิงโตและสัตว์
ื
�
ี
อ่น ๆ อีกจานวนมากก็ฆ่าสัตว์ชนิดเดียวกัน ขณะท่ช้างและสัตว์หลายชนิดก็
ทาลายสภาพแวดล้อม แต่แนวโน้มดังกล่าวของมนุษย์นับเป็นภัยคุกคาม
�
มากกว่าสัตว์อื่น ๆ อย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีท้งอ�านาจทางเทคโนโลยีและ
ั
มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ี
�
ค�าพยากรณ์ท่ว่าโลกคงถึงจุดจบในไม่ช้าหากมนุษย์ยังไม่สานึกถึง
การกระทาท่ผิดพลาดของตนนั้นไม่ใช่เร่องใหม่ แต่ส่งใหม่ก็คือตอนนี้น่าจะ
ิ
�
ื
ี
ี
�
เป็นจริงได้ด้วยเหตุผลท่ชัดเจนสองประการ ประการแรก อาวุธปรมาณูทาให้
้
�
ี
ั
้
ั
เรามีวิธทาลายล้างพวกเราเองให้สูญสินได้ในเวลาอนรวดเร็ว ทงนียังไม่มี
้
มนุษย์เผ่าพันธุ์ใดเคยครอบครองอาวุธประเภทนี้มาก่อน ประการท่ 2 ถึง
ี
ตอนนี้เราใช้ประโยชน์จากผลิตภาพสุทธิของโลกแล้วราวร้อยละ 40 (นั่นคือ
ิ
ึ
ิ
้
่
ิ
ี
่
ั
่
ี
พลังงานสุทธท่ได้จากแสงอาทตย์) จากการทประชากรมนุษย์ทวโลกเพมขน
�
2 เท่าทุก 41 ปี อีกไม่นานการเจริญเติบโตก็คงถึงขีดจากัดในทางชีวภาพ
18
อารัมภบท
ิ
เมื่อถึงตอนนั้นเราก็คงต้องเร่มต่อสู้ฆ่าฟันกันเองเพ่อแย่งชิงทรัพยากรโลกท ่ ี
ื
มีจากัด นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาอัตราท่เราก�าลังทาลายล้างสิ่งมีชีวิตสปีชีส์
�
ี
�
ั
อื่น ๆ ในปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตท้งหลายส่วนใหญ่ท่วโลกจะสูญพันธุ์หรืออาจใกล้
ั
้
่
ึ
ั
ั
้
้
่
ุ
์
ี
ิ
่
�
่
ิ
สูญพนธภายในศตวรรษหน้านี ทง ๆ ทเรายังตองพงพงสิงมีชีวตตาง ๆ จานวน
มากเพื่อความอยู่รอดของเราเอง
้
�
ทาไมจึงต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันน่าหดหู่ท่รู้กันอยู่แล้วซา ๆ?
�
ี
และทาไมจึงพยายามเล่าย้อนถึงจุดก�าเนิดของคุณสมบัติการเป็นสัตว์นัก
�
�
ทาลายล้างของเรา? ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวิวัฒนา-
การแล้วย่อมมีนัยบ่งบอกว่ามันฝังมากับยีน นั่นหมายถึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่อันท่จริงสถานการณ์ของเรายังไม่ถึงกับสิ้นหวัง บางทีแรงกระตุ้น
ี
ี
ให้ฆ่าคนแปลกหน้าหรือคู่แข่งท่จะแย่งชิงคู่ครองนั้นอาจฝังแน่นในตัวเรามา
ั
ต้งแต่ก�าเนิด แต่ก็ไม่ได้กีดกั้นสังคมมนุษย์ไม่ให้พยายามขัดขวางสกัดกั้น
ู
ิ
้
้
ั
่
สัญชาตญาณนี้ โดยทสังคมมนุษย์ก็รกษาชีวตผคนส่วนใหญ่ไม่ใหถูกสังหาร
ี
ั
ได้อย่างประสบความส�าเร็จ แม้หากนับการสูญเสียในสงครามโลกท้งสองคร้ง
ั
ี
ด้วย ประชาชนในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมแห่งคริสต์ศตวรรษท่ 20 ก็
ยังเสียชีวิตจากการใช้ความรุนแรงน้อยกว่าผู้คนในสังคมชนเผ่ายุคหินมาก
(เมื่อเทียบสัดส่วนจานวนประชากร) ประชากรในสังคมสมัยใหม่จานวนมาก
�
�
มีความสุขกับชีวิตท่ยืนยาวมากข้นยิ่งกว่าผู้คนในอดีต บรรดานักส่งแวดล้อม
ึ
ี
ิ
ั
�
ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อกรกับบรรดานักพฒนาและนักทาลายล้าง
*
เสมอไป แม้แต่โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น โรคฟีนิลคีโตนูเรีย และ
โรคเบาหวานในเด็กก็รักษาหรือบรรเทาอาการได้แล้วในปัจจุบัน
ี
ื
จุดประสงค์ท่ผมทบทวนสถานการณ์ของเราเวลานี้ก็เพ่อช่วยให้
ื
�
�
เลี่ยงการกระทาผิดซา นั่นคือน�าความรู้เร่องแนวโน้มของอุปนิสัยและความ
้
ื
เป็นมาในอดีตมาเป็นประโยชน์เพ่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง
นั่นคือความหวังของผมในการทุ่มเทเขียนหนังสือเล่มนี้ ลูกชายฝาแฝดของ
* ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria)–โรคทางพันธุกรรมท่ยีนด้อยก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบ
ี
เผาผลาญอาหารจนระดับกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนสะสมในร่างกายมากขึ้น ส่งผลต่อระบบประสาทและ
�
สมอง ทาให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา หรืออาจเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น อาการ
ชัก จิตเวช ปัญหาทางพฤติกรรม พัฒนาการล่าช้า ฯลฯ—ผู้แปล
19
อารัมภบท
*
ผมเกิดเมื่อ ค.ศ. 1987 และจะมีอายุเท่าผมตอนนี้ใน ค.ศ. 2041 สิ่งที่
เรากระท�ากันในปัจจุบันจะก�าหนดรูปร่างหน้าตาโลกเราในอนาคต
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การน�าเสนอทางออกแบบเฉพาะ
ื
เจาะจงเพ่อจัดการกับสถานการณ์ยากล�าบากท่เราเผชิญอยู่ เพราะทางออก
ี
ของปัญหาท่ควรน�ามาใช้นั้นชัดเจนอยู่แล้วในภาพกว้าง ทางออกเหล่านี ้
ี
บางประการได้แก่ ชะลอการเติบโตของประชากร จากัดหรือก�าจัดอาวุธ
�
ปรมาณู พัฒนาวิธีการแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ ลด
ิ
ผลกระทบต่อส่งแวดล้อม อนุรักษ์พืชและสัตว์รวมถึงถิ่นท่อยู่ตามธรรมชาต ิ
ี
เป็นต้น มีหนังสือชั้นเยี่ยมมากมายที่จัดท�าข้อเสนอแนะพร้อมรายละเอียด
ี
เกี่ยวกับวิธีการท่จะทาให้นโยบายต่าง ๆ ดังกล่าวบรรลุผล ปัจจุบันนโยบาย
�
เหล่านี้บางอย่างก็ด�าเนินการแล้วในบางกรณี เรา ”แค่„ จาเป็นต้องน�าไป
�
ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ถ้าวันนี้พวกเราทุกคนเช่อมั่นว่านโยบายเหล่านี ้
ื
ส�าคัญอย่างยิ่ง ก็คงรู้ดีมากพอว่าควรเริ่มลงมือกันตั้งแต่พรุ่งนี้
ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปก็คือเจตจ�านงทางการเมือง (ซึ่งจ�าเป็น) ตลอด
หนังสือเล่มนี้ผมพยายามหาทางสนับสนุนเจตจานงนี ด้วยการเล่าย้อน
้
�
ประวัติศาสตร์ของพวกเราในฐานะสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่ง ปัญหาต่าง ๆ ของเรา
ี
ั
หยั่งรากลึกมาต้งแต่ยุคบรรพบุรุษท่เป็นสัตว์ พอกพูนมาแสนนานพร้อม ๆ
กับพลังอ�านาจและจานวนประชากรท่เพ่มขึ้น และยิ่งมีอัตราเร่งท่สูงขึ้น
ี
ิ
�
ี
ี
ทุกขณะในปัจจุบัน เราเชื่อได้ถึงผลกระทบท่ไม่อาจหลีกเล่ยงจากการกระทา
ี
�
แบบไม่มองการณ์ไกล โดยพิจารณาสังคมในอดีตจานวนมากท่ทาลายตนเอง
�
ี
�
ั
�
ี
ด้วยการพร่าผลาญฐานทรัพยากร ท้ง ๆ ท่ยุคนั้น ๆ พวกเขามีวิธีการทาลาย
ตัวเองน้อยกว่าพวกเราในเวลานี้มาก
นักประวัติศาสตร์การเมืองชี้ถึงความถูกต้องเหมาะสมในการศึกษา
ื
รัฐและผู้ปกครองต่าง ๆ โดยมองท่ผลลัพธ์เร่องการถอดบทเรียนจากอดีต
ี
�
เหตุผลเดียวกันนี้ใช้ได้ดีมากยิ่งกว่าเสียด้วยซาสาหรับการศึกษาประวัติ-
�
้
ศาสตร์ของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพราะบทเรียนจากการศึกษานี ้
ง่าย ตรงไปตรงมา และชัดเจนกว่า
* จาเร็ด ไดมอนด์ เขียนหนังสือ The Third Chimpanzee เมื่อ ค.ศ. 1991 ขณะมีอายุ 54 ปี—บ.ก.
20
อารัมภบท
�
หนังสือท่ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางเช่นนี้จาเป็นต้องคัดสรรมาเฉพาะอย่าง
ี
ี
ผู้อ่านจะพบว่าหนังสือเล่มนี้อาจข้ามเร่องสาคัญ ๆ ท่ท่านชมชอบบางเร่อง
ื
ื
�
ี
ื
ขณะท่บางเร่องอาจมีรายละเอียดมากเกินไป ดังนั้นเพ่อไม่ให้ไขว้เขว ผมจะ
ื
ปูพื้นเริ่มแรกในสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษและที่มาที่ไปของมัน
ี
คุณพ่อของผมเป็นหมอ ส่วนคุณแม่เป็นนักดนตรีท่มีพรสวรรค์ด้าน
้
่
่
ึ
ภาษา ตอนเป็นเด็กเมือใดก็ตามทมีคนถามว่าโตขนอยากเป็นอะไร ผมมัก
ี
ตอบว่าอยากเป็นหมอเหมือนคุณพ่อ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
เป้าหมายนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ยังคงเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคืองานวิจัยทางการ
แพทย์ ดังนั้นผมจึงศึกษาอบรมด้านสรีรวิทยาซ่งเป็นสาขาวิชาท่ปัจจุบัน
ี
ึ
ผมสอนและทาวิจัยอยู่ท่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่ง
�
ี
ลอสแอนเจลิส
อย่างไรก็ตาม ตอน 7 ขวบผมสนใจการดูนกด้วย และก็โชคดีท ่ ี
ได้เรียนในโรงเรียนท่เปิดโอกาสให้ศึกษาค้นคว้าด้านภาษาและประวัติศาสตร์
ี
้
ั
ี
้
ี
ิ
ิ
ั
็
ี
ิ
อย่างเตมท หลงจากจบปรญญาเอก ความคิดทว่าผมตองอุทศทงชวตใหแก ่
่
้
่
ความสนใจด้านสรีรวิทยาเพียงอย่างเดียวเร่มน่าหดหู่มากขึ้นเร่อย ๆ
ิ
ื
ี
ในตอนนั้นเองเกิดประจวบเหมาะท่ผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ
ี
เปิดโอกาสให้ผมใช้เวลาช่วงฤดูร้อนแถบพ้นท่สูงของนิวกินี หากมองอย่าง
ื
ผิวเผินเป้าหมายการเดินทางของผมคือการวัดความส�าเร็จในการสร้างรัง
ของนกในนิวกินี แต่โครงการนี้พังไม่เป็นท่า น่าผิดหวังในเวลาแค่ไม่กี ่
สัปดาห์ เพราะผมไม่อาจหาและระบุตาแหน่งรังนกในป่าลึกได้เลยแม้แต่
�
ี
ี
ั
รงเดียว ทว่าเป้าหมายทแท้จรงของการเดินทางเท่ยวนั้นกลับประสบความ
ิ
่
ู
็
ส�าเรจอย่างสมบรณ์แบบ นั่นคือได้สนองตอบความกระหายใฝ่ฝันอยาก
ี
ผจญภัยและได้ดูนกในพ้นท่ป่าเขาท่ยังคงความเป็นธรรมชาติดิบเถื่อน
ี
ื
แห่งหนึ่งของโลก
ี
สิ่งท่ผมเห็นตอนนั้นคือเหล่านกชนิดต่าง ๆ ของนิวกินีท่งดงาม
ี
เหลือเช่อ เช่นนกบาวเวอร์และนกปักษาสวรรค์ ชักน�าให้ผมสานต่อพัฒนา
ื
ึ
ี
เป็นอาชีพท่ 2 ซ่งได้แก่นิเวศวิทยานก วิวัฒนาการ และชีวภูมิศาสตร์
ควบคู่กับอาชีพหลัก นับจากนั้นผมยังคงกลับไปที่นิวกินีและหมู่เกาะใน
มหาสมุทรแปซิฟิกใกล้เคียงเพื่อท�าวิจัยเรื่องนกอีกสิบกว่าครั้ง
21
อารัมภบท
ี
�
ึ
ื
แต่ท่นิวกินีซ่งการทาลายนกและป่าไม้ท่ผมรักเกิดเร็วมากขึ้นเร่อย ๆ
ี
นั้น ผมพบว่ายากมากท่จะทางานโดยไม่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาเชิงอนุรักษ์
�
ี
ิ
(conservation biology) ดังนั้นผมจึงเร่มผสมผสานงานวิจัยทางวิชาการ
กับงานเชิงปฏิบัติการในฐานะท่ปรึกษาของรัฐบาล โดยปรับประยุกต์ความรู้
ี
ื
�
ด้านการกระจายพันธุ์ของสัตว์เพ่อออกแบบจัดทาระบบอุทยานแห่งชาติและ
ส�ารวจพื้นที่ที่ถูกเสนอให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่
การทางานในนิวกินียังเป็นงานยากด้วยเช่นกันหากผมไม่กลับไป
�
ี
ฟื้นความสนใจด้านภาษาในวัยเด็ก เพราะท่เกาะแห่งนี้ภาษาจะเปล่ยนเป็น
ี
อีกภาษาหนึ่งทุก ๆ 20 ไมล์ (ราว 32 กิโลเมตร) การเรียนรู้ชื่อนกในภาษา
ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็เป็นหัวใจส�าคัญในการเช่อมต่อกับความรอบรู้มหาศาล
ื
ของชาวนิวกินีเกี่ยวกับนกนานาชนิด
ื
่
ิ
เหนือส่งอืนใดเป็นเรองยากท่จะศึกษาววัฒนาการและการสูญพันธ์ ุ
่
ี
ิ
ของนกสปีชีส์ต่าง ๆ โดยไม่สนใจใคร่รู้อยากทาความเข้าใจในวิวัฒนาการและ
�
ี
ึ
โอกาสท่อาจสูญพันธุ์ได้ของโฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ซ่งเป็น
ั
ี
ี
สิ่งมีชีวิตท่น่าสนใจท่สุดในบรรดาสรรพชีวิตท้งมวล และยิ่งยากเป็นพิเศษ
ท่จะเพิกเฉยต่อประเด็นน่าสนใจดังกล่าวเพราะในนิวกินีมีความหลากหลาย
ี
ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เหลือคณานับ
ี
ทงหมดนีคือท่มาอันหลากหลายซ่งทาให้ผมสนใจมนุษย์ในบางมิต ิ
ั
้
�
ึ
้
ี
�
ดังท่เน้นศึกษาในหนังสือเล่มนี้ มีหนังสือชั้นเยี่ยมจานวนมากท่เขียนโดย
ี
ี
นักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีท่กล่าวถึงวิวัฒนาการมนุษย์ในแง่
่
ึ
้
่
ื
เครองมือเครองใช้และโครงกระดูกไว้แล้ว ซงในหนังสือเล่มนีจะสรปอย่าง
ุ
่
ื
คร่าว ๆ อย่างไรก็ดี หนังสือต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ค่อยกล่าวถึงแง่มุมท่ผมสนใจ
ี
เป็นพิเศษ เช่น วงจรชีวิตมนุษย์ ภูมิศาสตร์มนุษย์ ผลกระทบจากมนุษย์ต่อ
สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ในฐานะสัตว์สปีชีส์หนึ่ง ประเด็นเหล่านี้ส�าคัญต่อ
ื
ื
วิวัฒนาการมนุษย์มากพอ ๆ กับประเด็นเดิม ๆ เกี่ยวกับเคร่องมือเคร่องใช้
และโครงกระดูก
ิ
ส่งท่ในตอนแรกดูเหมือนยกตัวอย่างจากนิวกินีมากเกินควรนั้น
ี
ผมเชื่อว่าเหมาะสมแล้ว จริงอยู่ นิวกินีเป็นเพียงเกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่
ส่วนหนึ่งของโลก (มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน) และแทบไม่มีกลุ่มตัวอย่าง
22
อารัมภบท
มนุษย์สมัยใหม่ในแบบสุ่มเลย แต่ก็เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษยชาติกลุ่มก้อน
ี
ื
ี
ใหญ่กว่าท่คุณคาดไว้ตอนแรกเป็นอย่างมาก หากมองจากขนาดพ้นท่ของ
เกาะ
ในบรรดาภาษาต่าง ๆ ในโลกท่มีประมาณ 5,000 ภาษานั้น ราว
ี
�
1,000 ภาษาพูดกันเฉพาะท่นิวกินี ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจานวน
ี
ี
มากทยังหลงเหลืออยู่ในโลกสมัยใหม่ก็มีอยู่เฉพาะบนเกาะแห่งนี้ กลุ่ม
่
ี
ื
้
่
ประชากรตาง ๆ ทงหมดในเขตพนทสูงแถบภูเขาสูงของเกาะตอนในยังคงใช้
่
ั
้
ชีวิตแบบเกษตรกรยุคหินจนกระท่งเมื่อไม่นานมานี้ ขณะท่กลุ่มประชากร
ั
ี
ต่าง ๆ จ�านวนมากแถบที่ลุ่มก็ยังด�ารงชีวิตแบบพวกเก็บของป่าล่าสัตว์เร่ร่อน
่
ี
ี
ั
้
่
�
็
ื
และชาวประมงททาการเกษตรเลก ๆ น้อย ๆ เพอยังชพ โรคกลวคนแปลกหนา
้
ื
ู
ั
ของชนพนเมืองมีสงมากเช่นเดียวกับความหลากหลายทางวฒนธรรม การ
เดินทางออกนอกอาณาเขตเผ่าของตนอาจเสมือนการฆ่าตัวตายได้เลยทีเดียว
ชาวนิวกินีท่เคยทางานกับผมหลายคนเป็นพรานชาชองมือฉมังท่ผ่านวัยเด็ก
�
ี
่
�
ี
โดยการใช้ชีวิตแบบยุคหินและกลัวคนต่างถิ่น ด้วยเหตุนี้นิวกินีจึงถือเป็น
โมเดลที่ดีที่ยังหลงเหลือในแง่ที่ครั้งหนึ่งโลกมนุษย์ในอดีตเคยเป็นมา
เร่องราวเกี่ยวกับความรุ่งโรจน์และความเสื่อมของมนุษย์นั้นพอจะแบ่งออก
ื
ได้เป็นห้าภาค
ภาคแรก ผมจะเร่มต้งแต่ยุคหลายล้านปีก่อนจนถึงช่วงก่อนหน้า
ั
ิ
ี
ี
ึ
ท่การเกษตรจะปรากฏข้นเมื่อราวหมื่นปีท่ผ่านมา สองบทในภาคนี้จะ
ื
�
กล่าวถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์จาพวกโครงกระดูก เคร่องมือเคร่องใช้
ื
ี
และยีนหรือลักษณะทางพันธุกรรม นั่นคือหลักฐานท่หลงเหลือทางโบราณคดี
และชีวเคมีซ่งให้ข้อมูลตรงมากท่สุดท่บ่งบอกว่าเราเปลี่ยนแปลงกันมาอย่างไร
ี
ึ
ี
ื
ี
ื
ฟอสซิลกระดูกและเคร่องมือเคร่องใช้ท่พบมักก�าหนดอายุหรือยุคสมัยของ
ึ
มันได้ ซ่งทาให้พออนุมานได้ว่าเราเปลี่ยนแปลงกันตอนไหน เราจะส�ารวจ
�
ื
ี
ตรวจตราพ้นฐานของข้อสรุปท่ว่าเรายังคงมียีนร้อยละ 98 แบบเดียวกับ
ชิมแปนซี และจะพยายามหาค�าตอบว่าอะไรคือความแตกต่างของยีนอีก
ร้อยละ 2 ที่เป็นสาเหตุของความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของมนุษย์
23
อารัมภบท
ภาคสอง กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในวงจรชีวิตมนุษย์ ซ่งมีส่วน
ึ
ส�าคัญยิ่งต่อพัฒนาการทางภาษาและศิลปะ เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลง
้
ี
ของโครงสร้างกระดูกมนุษย์ท่กล่าวถึงในภาคแรก โดยจะเน้นย�าข้อสังเกต
่
ี
เด่น ๆ เช่น เรายังคงเลี้ยงดูบุตรต่อมาหลังช่วงหย่านมแทนทจะปล่อยให้
หาอาหารกินเอง ชายหญิงในวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ด้วยกันเป็นค ๆ พ่อและ
ู่
แม่ส่วนใหญ่ยังดูแลเอาใจใส่ลูก คนจานวนมากมีอายุยืนยาวมากพอจนได้
�
เลี้ยงดูหลาน ๆ สตรีมีภาวะหมดประจ�าเดือน เป็นต้น
ื
ื
ั
ส�าหรับเรา เร่องพวกนี้ถือเป็นเร่องปกติท่วไป แต่หากวัดจาก
มาตรฐานของสัตว์ท่เป็นญาติใกล้ชิดท่สุดของเราแล้วนับเป็นเร่องแปลก
ี
ี
ื
ื
ี
ั
ประหลาด เร่องเหล่านี้ประกอบกันเป็นการเปลี่ยนแปลงคร้งส�าคัญท่แตกต่าง
จากสภาวการณ์ของบรรพบุรุษ แต่ไม่อาจถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเป็นซาก
ฟอสซิลได้ ดังนั้นเราจึงไม่รู้ว่ามันเกิดข้นต้งแต่เมื่อไร นี่เป็นสาเหต ุ
ั
ึ
ื
ิ
ี
่
ทหนังสอด้านบรรพชีวนวทยามนุษย์ (human paleontology) กล่าวถึง
ิ
เร่องพวกนี้น้อยกว่าการเปล่ยนแปลงของกระดูกเชิงกรานและขนาดสมองมาก
ื
ี
แต่เร่องเหล่านี้ก็สาคัญต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ
ื
�
มนุษย์และควรได้รับความใส่ใจมากพอ ๆ กัน
ี
�
จากภาคแรกและภาคสองได้สารวจแง่มุมทางชีววิทยาท่มีส่วนช่วย
สนับสนุนการเบ่งบานทางวัฒนธรรมมนุษย์ ในภาคสามจึงพิจารณาต่อ
ถึงลักษณะทางวัฒนธรรมที่ท�าให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่น
ิ
ส่งแรก ๆ ท่ผุดขึ้นในใจก็คือส่งท่เราภูมิใจมากท่สุด นั่นคือภาษา
ี
ี
ี
ิ
ศิลปะ เทคโนโลยี และการเกษตร
สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นแห่งความรุ่งโรจน์ของมนุษย์ แต่กระนั้น
ลักษณะทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นยังรวมถึงร่องรอยด�ามืดในประวัติศาสตร์
ด้วย เช่น การใช้สารพิษ เป็นต้น แม้บางคนอาจแย้งว่าลักษณะเหล่านี้จัดว่า
มีเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้นจริงหรือ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ประกอบกัน
เป็นความก้าวหน้าอย่างมโหฬารจากพฤติกรรมน�าร่องของสัตว์
พฤติกรรมเช่นนี้ต้องมีมาก่อนแล้ว ลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นถึง
ได้พัฒนาเบ่งบานต่อมาในช่วงหลัง ๆ มานี้เองบนตารางเวลาแห่งวิวัฒนาการ
มนุษย์
24
อารัมภบท
พฤติกรรมน�าร่องของสัตว์เหล่านี้คืออะไร? การขยายเบ่งบานเช่นนี ้
ิ
ิ
ี
เป็นส่งท่หลีกเล่ยงไม่ได้ในประวัติศาสตร์ส่งมีชีวิตบนโลกเรากระนั้นหรือ?
ี
มันเลี่ยงไม่ได้ถึงขนาดท�าให้เราสงสัยว่าบนดาวเคราะห์อื่น ๆ มากมายในห้วง
อวกาศมีสิ่งมีชีวิตซึ่งก้าวหน้าพอ ๆ กับเราอาศัยอยู่หรือไม่?
นอกจากการใช้สารเคมีโดยไม่สมควรแล้ว ยังมีลักษณะด�ามืดอีก
สองแบบที่ร้ายแรงอย่างยิ่งถึงขนาดอาจพาเราไปสู่ความล่มสลายได้
ี
ภาคสี จะกล่าวถึงลักษณะด�ามืดแบบแรก นั่นคือแนวโน้มท่เราจะ
่
สังหารมนุษย์กลุ่มอื่นท่ไม่ใช่พวกเดียวกับเรา ลักษณะเช่นนี้เป็นพฤติกรรม
ี
น�าร่องดั้งเดิมแบบสัตว์โดยตรง นั่นคือการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างสัตว์แต่ละ
ตัวหรือแต่ละกลุ่ม ซ่งนอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์หลายชนิดพันธุ์ก็อาจแก้ปัญหา
ึ
ด้วยการเข่นฆ่าสังหารเช่นกัน เราเพียงแต่ใช้ความสามารถทางเทคโนโลยีท ่ ี
ึ
เหนือกว่าเพ่มพูนพลังอ�านาจในการสังหารให้มีประสิทธิภาพมากข้นเท่านั้นเอง
ิ
ในภาคสี่จะกล่าวถึงโรคหวาดกลัวคนต่างถิ่น (xenophobia) และ
การแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยวแบบสุดขั้ว (extreme isolation) ซ่งแสดงถึง
ึ
ี
ิ
สภาวการณ์ของมนุษย์ยุคก่อนการเกิดรัฐท่เร่มทาให้เราผสมกลมกลืนทาง
�
วัฒนธรรมเป็นแบบเดียวกันมากขึ้น เราจะได้พบว่าเทคโนโลยี วัฒนธรรม
และภูมิศาสตร์ส่งผลกระทบต่อผลการต่อสู้ระหว่างมนุษย์สองกลุ่มซ่งรู้จัก
ึ
ี
กันมากท่สุดในประวัติศาสตร์อย่างไรบ้าง จากนั้นเราจะส�ารวจบันทึกทาง
ึ
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสังหารหมู่จากโรคหวาดกลัวคนต่างถิ่นซ่งเกิดข้น
ึ
ื
ี
ท่วโลก นี่เป็นเร่องท่สร้างความเจ็บปวดก็จริง แต่เหนือสิ่งอ่นใดก็เป็นตัวอย่าง
ั
ื
ให้เห็นว่าการปฏิเสธและไม่ยอมรับความจริงในประวัติศาสตร์จะทาให้เรา
�
กระท�าความผิดพลาดซ�้า ๆ และอันตรายยิ่งกว่าเดิม
ี
พฤติกรรมด้านมืดอีกแบบหนึ่งท่ปัจจุบันคุกคามการอยู่รอดของเรา
ิ
ได้แก่การพร่าผลาญธรรมชาติส่งแวดล้อมในอัตราเร่งท่มากขึ้นทุกขณะ
ี
พฤติกรรมนี้สืบทอดโดยตรงมาจากพฤติกรรมน�าร่องของสัตว์เช่นกัน
ประชากรสัตว์ท่รอดชีวิตจากการคุมจานวนประชากรโดยสัตว์ผู้ล่าหรือปรสิต
�
ี
(บางกรณีก็รอดชีวิตจากการคุมจานวนประชากรในกลุ่มของตนเองด้วย) เพ่ม
ิ
�
่
ี
ั
ั
้
�
�
จานวนทบทวจนกระทงทาลายฐานทรพยากรของตนเองและบางครงก็ปทาง
ั
ู
่
้
ุ
ั
ึ
ุ
้
ไปสู่การสูญพนธ์ ความเสียงเช่นนีมีโอกาสเกิดขนอย่างรนแรงกับมนุษย์
25
อารัมภบท
ี
เพราะการตกเป็นเหยื่อถูกสังหารจากสัตว์อื่นเป็นไปได้น้อยมาก ไม่มีถิ่นท่อย ู่
ื
ี
ี
�
แบบใดท่รอดจากเง้อมมือเรา อ�านาจในการสังหารและทาลายล้างถิ่นท่อยู่
ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
่
ี
�
โชคร้ายทคนจานวนมากยังคงยึดตดอยู่กับความคิดเพ้อฝันแบบ
ิ
*
ี
รุสโซ ท่ว่ามนุษย์ไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนจนกระทั่งเกิดการปฏิวัต ิ
ี
อุตสาหกรรม โดยท่ก่อนหน้านั้นมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกลมกลืนกับ
ธรรมชาติ
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าเราไม่มีอะไรต้องเรียนรู้จากอดีตเลย
นอกจากว่าคร้งหนึ่งเราเคยเป็นมนุษย์ท่มีศีลธรรมอันดีงามและกลายเป็นคน
ี
ั
เลวร้ายได้อย่างไรเท่านั้น
ภาคห้า จะเป็นการทาลายความคิดความเช่อเช่นนี้ด้วยการยอมรับ
ื
�
ิ
ความจรงในประวัตศาสตร์การจดการสิงแวดล้อมอย่างผดพลาดมาตลอด
ิ
่
ิ
ั
ระยะเวลาอันยาวนาน
ี
ในภาคห้าก็เช่นเดียวกับภาคส่ คือเน้นให้ตระหนักว่าสถานการณ์
ื
ึ
ปัจจุบันของเราไม่ใช่เร่องใหม่ ยกเว้นระดับความรุนแรงท่มากข้นกว่าเดิม
ี
ประสบการณ์การพยายามจัดการสังคมโดยบริหารจัดการสภาพแวดล้อม
ั
ี
อย่างผิด ๆ นั้นเกิดข้นหลายต่อหลายคร้งแล้ว และผลท่ตามมาก็มีพร้อมให้
ึ
เราได้เรียนรู้อยู่แล้ว
หนังสือเล่มนี้สรุปด้วยปัจฉิมบทท่ย้อนล�าดับถึงความรุ่งโรจน์ของ
ี
มนุษย์จากสถานภาพการเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง และล�าดับให้เห็นถึงวิธีการต่าง ๆ
ที่ก�าลังน�าความเสื่อมมาสู่พวกเราเอง
ี
ผมคงไม่เขียนหนังสือเล่มนี้หากคิดว่าภาวะเส่ยงของมนุษย์เป็นเร่อง
ื
ไกลตัว แต่ก็คงไม่เขียนเช่นกันหากเห็นว่าชะตาลิขิตให้เป็นเช่นนั้นโดยไร้
ื
ทางออก เพ่อมิให้ผู้อ่านรู้สึกทดท้อใจจากการย้อนอดีตและสภาวการณ์อัน
�
ั
�
ยากลาบากในปัจจุบันมากเสียจนกระท่งมองข้ามสาระสาคัญนี้ไป ผมจึงขอ
ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณความหวังและวิธีการต่าง ๆ ที่เรียนรู้ได้จากอดีต
* ฌ็อง-ฌัก รุสโซ (Jean Jacques. Rousseau ค.ศ. 1772-1778) นักปรัชญาชาวเจนีวา—บ.ก.
26
ภาคหนึ่ง
ก็แค่
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่
อีกสปีชีส์หนึ่ง
ี
ร่องรอยท่บอกให้รู้ว่าเมื่อไร เหตุใด และด้วยวิธีใดเราจึงสิ้นสุดสถานภาพ
การเป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งนั้นมาจากหลักฐาน
สามประเภท ภาคหนึ่ง พิจารณาหลักฐานแบบดั้งเดิมด้านโบราณคดี ซ่ง
ึ
ี
ศึกษาฟอสซิลกระดูกและเคร่องมือเคร่องใช้ต่าง ๆ ท่หลงเหลือบวกกับ
ื
ื
หลักฐานใหม่ทางชีววิทยาโมเลกุล
ค�าถามพ้น ๆ มีอยู่ว่ายีนของมนุษย์กับชิมแปนซีต่างกันมากน้อย
ื
เพียงไร นั่นคือยีนของเรากับชิมแปนซีต่างกันร้อยละ 10 50 หรือ 99?
ึ
ี
เพียงแค่จับจ้องดูมนุษย์กับชิมแปนซีหรือนับลักษณะท่ต่างกันซ่งเห็นได้
ด้วยตานั้นคงยังไม่พอ เพราะความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหลาย ๆ อย่าง
มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ในขณะท่บางอย่างก็สร้างผลกระทบใหญ่หลวงได้
ี
ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างสุนัขบางสายพันธุ์ เช่นพันธุ์เกรตเดนกับ
่
ุ
พันธ์ปักกิงนันมองเหนได้ชัดเจนมากยิ่งกว่าความแตกต่างระหว่างชิมแปนซ ี
้
็
กับมนุษย์เสียอีก แต่ถึงอย่างนั้นสุนัขทุกสายพันธุ์ก็ยังผสมข้ามพันธุ์ได้ (เป็น
ไปได้ในทางเทคนิค) หากมีโอกาสและอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน ผู้ไม่ประสี
29
ชิมแปนซีท่สาม : จาเร็ด ไดมอนด์
ี
ประสาอาจมองว่าสุนัขพันธุ์เกรตเดนกับพันธุ์ปักกิ่งนั้นแตกต่างกันทาง
้
�
พันธุกรรมมากกว่ามนุษย์กับชิมแปนซีด้วยซา ความแตกต่างของสุนัข
สายพันธุ์ต่าง ๆ ท่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ท้งในแง่ขนาด สัดส่วน สีขนนั้นข้นอย ู่
ั
ึ
ี
กับยีนเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งส่งผลน้อยมากในแง่ชีววิทยาการเจริญพันธุ์
ถ้าเช่นนั้นเราจะประเมินความแตกต่างทางยีนระหว่างเรากับ
ชิมแปนซีได้อย่างไร นักชีววิทยาโมเลกุลเป็นผู้ไขปัญหานี้ได้ในช่วงราว
ี
่
ี
ิ
5–6 ปีทผ่านมา ค�าตอบไม่เพยงสร้างความประหลาดใจในเชงวชาการแต่ยัง
ิ
สื่อถึงนัยเชิงจริยธรรมในแง่วิถีปฏิบัติท่เรากระทาต่อลิงชนิดนี้ด้วย เราจะ
ี
�
ได้เห็นกันว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างมนุษย์กับชิมแปนซีนั้น
ี
แม้นับว่ามากเมือเทยบกับระหว่างประชากรมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ หรอระหว่าง
ื
่
ี
สุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยกัน แต่ก็ยังน้อยหากเทียบกับความแตกต่างท่พบในสัตว์
ี
ี
สองสปีชีส์ท่ใกล้เคียงกันมากท่เราคุ้นเคยดี เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลง
ั
ในโปรแกรมพนธุกรรมของชิมแปนซีในเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยนั้นส่ง
ี
ผลกระทบมหาศาลต่อพฤติกรรมมนุษย์ และเป็นไปได้ท่จะหาค่าระยะห่าง
ี
่
ึ
ทางพนธกรรมและระยะเวลาทเกิดข้น และเราก็จะได้ค�าตอบต่อค�าถามท่ว่า
ี
ั
ุ
ตอนไหนท่เรากับลิงชนิดนี้แยกสปีชีส์ออกจากบรรพบุรุษเดียวกัน ท้งนี้ระบ ุ
ั
ี
คร่าว ๆ ได้ว่าน่าจะราว 7 ล้านปีก่อน บวกลบราว 2–3 ล้านปี
แม้ผลการศึกษาทางชีววิทยาโมเลกุลช่วยให้มีเกณฑ์วัดความ
ี
ั
่
แตกต่างทางพนธกรรมและช่วงเวลาทเกิดข้นอย่างคร่าว ๆ แต่ก็ไม่ช่วยให้
ึ
ุ
ทราบเลยว่าเราแตกต่างจากชิมแปนซีเป็นพิเศษได้อย่างไร และความแตกต่าง
เป็นพิเศษนั้น ๆ เกิดข้นเมื่อไร ดังนั้นเราจะพิจารณาต่อไปว่าจะเรียนรู้อะไร
ึ
ื
ี
อีกบ้างจากกระดูกและเคร่องมือต่าง ๆ ท่หลงเหลืออยู่ของสิ่งมีชีวิตท่คั่นอยู ่
ี
ี
ระหว่างบรรพบุรุษของเราท่คล้ายเอปกับมนุษย์สมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลง
ี
ท่เห็นจากกระดูกนั้นประกอบกันเป็นความรู้พ้นฐานในสาขาวิชามานุษยวิทยา
ื
ี
กายภาพ ท่ส�าคัญอย่างยิ่งก็คือการขยายใหญ่ขึ้นของขนาดสมองมนุษย์ การ
เปลี่ยนแปลงของโครงกระดูกซ่งสัมพันธ์กับการเดินตัวตรง และการลดขนาด
ึ
ความหนาของกะโหลก ฟัน และกล้ามเนื้อยึดขากรรไกร
�
แน่นอน สมองขนาดใหญ่จาเป็นต้องเกิดข้นก่อนเพ่อพัฒนาภาษา
ื
ึ
และสร้างสรรค์นวัตกรรมของมนุษย์ ดังนั้นใคร ๆ ก็อาจคาดว่าหลักฐาน
30
ึ
ึ
ี
ภาคหน่ง : ก็แค่สัตว์เล้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หน่ง
ี
ฟอสซิลน่าจะแสดงถึงปรากฏการณ์แบบคู่ขนานอันใกล้ชิดระหว่างสมองท่มี
่
ั
ั
ี
้
ึ
ื
่
ิ
้
ึ
่
ขนาดใหญ่ขนกับเครองมือทก้าวหน้าซบซ้อน แต่อนทจรงไม่ได้เกิดขน
ี
่
้
เช่นนันเลย นีเป็นเรองน่าประหลาดใจและเป็นปรศนายิงใหญ่ทสุดใน
่
่
ิ
่
ี
ื
ื
วิวัฒนาการมนุษย์ เคร่องมือหินยังคงหยาบมากเป็นเวลานานหลายแสนปี
หลังจากสมองส่วนใหญ่ของเราขยายขนาดจนโตกว่าเดิมแล้ว คร้งหลังสุดคือ
ั
ี
ี
ั
่
เมื่อ 4 หมื่นปท่แล้วนี้เอง พวกนีแอนเดอร์ธลส์มีขนาดสมองใหญกว่ามนุษย์
่
ื
สมัยใหม่เสียอีก ทว่าเครองมือเครองใช้ก็ไม่สือแสดงความคิดสร้างสรรค์
่
่
ื
ึ
ี
ั
ื
ใหม่ ๆ หรอศิลปะใด ๆ เลย จงถือกันว่านีแอนเดอร์ธลส์ยังคงเป็นเพยงสตว์
ั
ั
ี
เล้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งเท่านั้น แม้กระท่งช่วงหลายหมื่นปี
ี
หลังจากท่มนุษย์บางกลุ่มมีกายวิภาคโครงกระดูกแบบมนุษย์สมัยใหม่แล้ว
เครื่องมือเครื่องใช้ก็ยังคงดูน่าเบื่อพอ ๆ กับของพวกนีแอนเดอร์ธัลส์
ลักษณะท่ดูขัดแย้งกันเองนี้ยิ่งเน้นผลสรุปจากหลักฐานทางชีววิทยา
ี
ึ
โมเลกุลให้เห็นชัดเจนยิ่งข้น ภายในสัดส่วนความแตกต่างเพียงน้อยนิด
็
้
่
่
ึ
ระหว่างยีนของเรากับชมแปนซีต้องมีส่วนหนึงซงเลกกระจ้อยร่อยยิงกว่านัน
่
ิ
่
็
อกทไม่เกี่ยวของกับรปทรงกระดูก แตเปนตนเหตอันเปนทมาของลักษณะเด่น
ี
ี
่
่
ู
็
้
ุ
้
ี
ื
ของมนุษย์ท้งในด้านนวัตกรรม ศิลปะ และเคร่องมือท่ซับซ้อน อย่างน้อย
ี
ั
ท่สุดก็ในทวีปยุโรป ลักษณะเด่นเหล่านี้พลันปรากฏอย่างปัจจุบันทันด่วน
ี
*
ในช่วงที่พวกโครมันยอง เข้าแทนที่พวกนีแอนเดอร์ธัลส์ นี่คือช่วงเวลาที่เรา
ยุติสถานะที่เป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่ง
ช่วงท้ายของภาคหนึ่ง ผมจะประเมินว่าความเปล่ยนแปลงเพียง
ี
ไม่กี่อย่างเหล่านี้อันใดบ้างท่กระตุ้นให้เราผงาดข้นสู่สถานะมนุษย์ในเวลา
ึ
ี
อันรวดเร็ว
* ค�านี้อักษรโรมันใช้ว่า Cro-Magnon ซ่งอาจถ่ายถอดเสียงได้เป็น ”โคร-แม็กนอน„ แต่ในหนังสือเล่มนี ้
ึ
ใช้ ”โครมันยอง„ ตามความนิยม—บ.ก.
31