The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-03-02 02:53:46

The Third Chimpanzee

THE

THIRD


CHIMPANZEE










ชิมแปนซีที่สาม


èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè


ชิมแปนซีที่สาม วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์
THE THIRD CHIMPANZEE: The Evolution and Future of The Human Animal
จาเร็ด ไดมอนด์: เขียน
อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ และ สัญญา นาวายุทธ: แปล
ราคา 580 บาท
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง 2566 ส�านักพิมพ์ยิปซี
COPYRIGHT NOTICE EXACTLY AS IN USA EDITION
Copyright © 1992 by Jared Diamond.
Published by arrangement with Brockman, Inc.
ALL RIGHTS RESERVED.
Thai translation right © 2023 by Gypsy Publishing Co., Ltd.
© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�านักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ไดมอนด์, จาเร็ด.
ชิมแปนซีที่สาม วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์ = THE THIRD CHIMPANZEE:
The Evolution and Future of The Human Animal.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
552 หน้า.
1. วิวัฒนาการของมนุษย์. I. อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ, ผู้แปล.
II. สัญญา นาวายุทธ, ผู้แปลร่วม. III. ชื่อเรื่อง.
599.9
ISBN 978-616-301-779-6
บรรณาธิการอ�านวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ที่ปรึกษาฝายต่างประเทศ : ศิริธาดา กองภา
บรรณาธิการรับเชิญ : วิชญดา ทองแดง
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง
: ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน อันโตนิโอ โฉมชา
นักศึกษาฝกงานกองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่ ณัฐดนัย ทัพพุ่ม สหัสทิวา กิจจริต
พิสูจน์อักษร : มนินทรีย์ สิริพิทยพงศ์
รูปเล่ม : พนชล มณฑลแก้ว
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
ผู้อ�านวยการฝายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จ�ากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจ�าหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ากัด เลขที่ 37/145 รามค�าแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจ�านวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา ส�านักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939


THE

THIRD


CHIMPANZEE



The Evolution and Future of The Human Animal

Jared Diamond







ชิมแปนซีที่สาม






วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์
จาเร็ด ไดมอนด์


ค�น�






มนุษย์กว่าคร่งโลกรับรู้แนวคิดหรือยอมรับได้ว่าพวกเราอาจนับเป็นชิมแปนซ ี

สปีชีส์ท่สามนอกเหนือจากอีกสองสปีชีส์ คือชิมแปนซีแคระท่พบในประเทศ




ซาอีร์ และชิมแปนซีท่พบท่วไปบริเวณเขตร้อนของทวีปแอฟริกา ด้วย
ลักษณะทางพันธุกรรมของเรากว่าร้อยละ 98 ตรงกับชิมแปนซีสองชนิดนั้น
ความเช่อท่ว่า ”มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง„ ไม่ใช่สิ่งใหม่ และ


แม้จะมีบ้างท่เห็นตรงข้ามกันว่ามนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากลิง เพียงแต่ลิง

และมนุษย์เป็นญาติกัน เร่องเหล่านี้ก็เหมือนจะไม่น่าประหลาดใจมากนักแล้ว

ถ้าเช่นนั้น จาเร็ด ไดมอนด์ จะบอกอะไรแก่เราและชาวโลกได้อีกใน
ชิมแปนซีที่สาม (The Thrid Chimpanzee)?
ทุกวันนี้ชาวโลกและชาวไทยรู้จักจาเร็ด ไดมอนด์ จากผลงานหนังสือ
อันมีชื่อเสียงหลากหลายเล่ม ว่าเฉพาะท่สานักพิมพ์ยิปซีน�าเสนอต่อผู้อ่าน


ได้แก่ ปืน เชื้อโลก เหล็กกล้า : กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ (GUNS,
GERMS, AND STEEL : The Fates of Human Societies) และ
การเปล่ยนแปลงขนานใหญ่ : จุดเปลี่ยนสาหรับนานาประเทศท่ามกลางภาวะ


วิกฤต (UPHEAVAl : Turning Points for Nations in Crisis)



หากย้อนกลับไปเมื่อราวสามสิบกว่าปีก่อน ส่งหนึ่งททาให้จาเร็ดเขียน

ชิมแปนซีท่สาม ในวัย 54 ปีนั้น เป็นเพราะเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ


และเขาก็ตระหนักดีถึงคุณสมบัติข้อนั้น ดังอัตชีวประวัติท่เขียนอย่างภูมิใจ

หลังจากได้รับรางวัลแมคอาเธอร์ ท่ให้เงินทุน 45,000 ดอลลาร์ต่อปีเป็นเวลา
5 ปีโดยไม่มีเง่อนไขใด ๆ ว่า ”รางวัลนี้ก่อต้งข้นส�าหรับผมกับคนอื่น ๆ อีก






20 กว่าคนด้วยความเช่อท่ว่าพวกเรามีอะไรบางอย่างซ่งไม่ธรรมดาท่สามารถ

อุทิศให้แก่โลกได้...„

นันคือจดเปลยนจากนักวชาการทเคยตพมพเฉพาะผลงานในวงจากัด











มาเป็นการค้นคว้าและเชอมโยงศาสตร์หลายแขนงเข้ากับประสบการณ์และ

ความรอบรู้ เพื่อหาค�าตอบถึงที่มาและที่ไปของเผ่าพันธุ์มนุษย์
6


ใน ชิมแปนซีท่สาม จาเร็ดแบ่งการเล่าเร่องเป็นห้าภาค ภาคแรก และ


ภาคสอง พาส�ารวจแง่มุมทางชีววิทยาและทางชีวเคมี จากหลักฐานทางประวัติ-




ศาสตร์เท่าท่พอจะฉายภาพถึงการเร่มต้งเค้าเป็นมนุษย์ต้งแต่นีแอนเดอร์ธัลส์

โครมันยอง มาจนถึงโฮมินอยด์ ซ่งปัจจุบันเหลืออยู่แต่ โฮโมเซเปียนส์ ภาค
สาม ไล่เรียงชวนคิดถึงพฤติกรรมอันแปลกแปร่งไปจากญาติร่วมสาแหรกพงศ์
พันธุ์ (family tree) จนมีวงจรชีวิตแปลกประหลาด ท้งเร่องทางเพศ


ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด ฯลฯ ไปจนกระทั่งความชราและความตาย




ก่อนช้แนะว่าภาษา ศิลปะ และการเกษตร คือสิ่งท่ทาให้มนุษย์ค่อย ๆ ท้งห่าง


จากชิมแปนซีอีกสองชนิด ภาคสี กล่าวถึงพฤติกรรมด้านลบท่มนุษย์จะ

สังหารมนุษย์หรือสัตว์กลุ่มอื่นท่ไม่ใช่พวกตนและยังพร่าผลาญธรรมชาติใน
อัตราเรงทมากขนทกขณะ ภาคหา เน้นใหตระหนักวาสถานการณทมนุษย์ตอง














เผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องใหม่แตยกระดับรุนแรงขึ้น ก่อนในปจฉิมบท จะ

ย�้าถึงพฤติกรรมที่ก�าลังน�าความเสื่อมมาสู่มนุษยชาติ
ปี 2566 จาเร็ด ไดมอนด์ ผ่านโลกมาแล้ว 85 ปี คงภาคภูมิใจกับ
ชีวิตและผลงานท่รังสรรค์อย่างเต็มก�าลังเพ่อชาวโลก แม้บางอย่างท่เขาต้ง




ค�าถามไว้จะมีค�าตอบ หรือมีความรู้ใหม่ที่ไปไกลกว่าเดิมมากแล้วก็ตาม

หลายสิ่งใน ชิมแปนซีท่สาม ยังเปี่ยมด้วยพลังกระตุ้นให้ผู้อ่าน


ทบทวนว่ามนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวท่ต้งถิ่นฐานทุกมุมโลก หากมนุษย์


ภาคภูมิใจว่ามีพัฒนาการก้าวไกล มีปัญญาสูงลา เหตุใดกันจึงไม่น�าความรู้

เร่องแนวโน้มของอุปนิสัยและความเป็นมาเพ่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ

เราเอง
นี่คือสิ่งที่จาเร็ด ไดมอนด์ อุทิศแก่โลกไว้แล้วใน ชิมแปนซีที่สาม
วิชญดา ทองแดง
บรรณาธิการรับเชิญ
7


แด่บุตรชายของผม

แมกซ์และโจชัว
เพ่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจ


ว่าเรามาจากท่ไหน

และเราอาจมุ่งสู่ท่ใด


แก่นเร่อง

สปีชีส์มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในเวลาอันสั้น
จากท่เป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สปีชีส์หนึ่งสู่ผู้พิชิตโลก

และเราสร้างศักยภาพในการพลิกผันความก้าวหน้าท้งมวล

ในช่วข้ามคืนได้อย่างไร


สารบัญ







อารัมภบท 15



ภาคหนึ่ง
ก็แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่ง 29
บทที่ 1 เรื่องเล่าของชิมแปนซีทั้งสาม 33

บทที่ 2 การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ 56


ภาคสอง

สัตว์ที่มีวงจรชีวิตแปลกประหลาด 91
บทที่ 3 วิวัฒนาการเรื่องทางเพศของมนุษย์ 101
บทที่ 4 ศาสตร์แห่งการคบชู้ 127
บทที่ 5 เราเลือกคู่ครองและคู่นอนอย่างไร 146

บทที่ 6 การคัดเลือกทางเพศและก�าเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ 160
บทที่ 7 ท�าไมคนเราจึงแก่และตาย 175



ภาคสาม
มนุษย์ที่ไม่เหมือนใคร 195
บทที่ 8 สะพานสู่ภาษามนุษย์ 201

บทที่ 9 ที่มาแห่งศิลปะของสัตว์ 238
บทที่ 10 ทวิลักษณ์ของการเกษตร 253
บทที่ 11 ท�าไมเราจึงสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้ยาอันตราย 269

บทที่ 12 เดียวดายในจักรวาลอันคับคั่ง 286








11


ภาคสี่
ผู้พิชิตโลก 301
บทที่ 13 การติดต่อครั้งแรกเป็นครั้งสุดท้าย 307

บทที่ 14 ผู้พิชิตโดยบังเอิญ 323
บทที่ 15 ม้า ฮิตไทต์ และประวัติศาสตร์ 340

บทที่ 16 ในด�ากับขาว 376


ภาคห้า
ความก้าวหน้าพลิกผันได้ในชั่วข้ามคืน 421

บทที่ 17 ยุคทองที่ไม่เป็นจริง 429
บทที่ 18 สงครามสายฟ้าแลบและวันขอบคุณพระเจ้าในโลกใหม่ 457
บทที่ 19 เมฆทะมึนแบบที่สอง 470



ปัจฉิมบท : ไม่เรียนรู้อะไรเลย และลืมเลือนทุกสิ่ง? 488



กิตติกรรมประกาศ 496
หนังสือและเอกสารอ่านเพิ่มเติม 497



ภาคผนวก 533
เกี่ยวกับผู้เขียน 534
เกี่ยวกับหนังสือ 539




















12


THE


THIRD

CHIMPANZEE



The Evolution and Future of The Human Animal









ชิมแปนซีที่สาม





วิวัฒนาการและอนาคตของสัตว์มนุษย์


อารัมภบท

























เห็นได้ชัดว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นท้งหมด แต่ก็เห็นชัดอีกเช่นกัน
ว่าเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สปีชีส์หนึ่ง จนถึงระดับรายละเอียด









เล็กจวทสุดทงทางกายวภาคและโมเลกุล ความย้อนแย้งเช่นนีคือลกษณะ




เด่นอันน่าท่งท่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่เป็นเร่องท่เราต่างคุ้นเคย แต่ก็เข้าใจ
ได้ยากว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและหมายความว่าอย่างไร

ในแง่หนึ่งระหว่างเรากับสัตว์สปีชีส์อื่น ๆ ท้งหมดดูเหมือนมีช่องว่าง
แสนกว้างใหญ่จนไม่อาจเชื่อมต่อถึงกัน ทว่ารับรู้โดยการนิยามส่งมีชีวิตข้น


ประเภทหนึ่งว่า ”สัตว์„ ค�านี้ส่อโดยนัยว่าพวกเราเห็นว่าตะขาบ ชิมแปนซ ี


และหอยกาบมีลักษณะเด่นส�าคัญบางอย่างร่วมกันโดยท่ไม่มีในมนุษย์ และ

ก็ขาดลักษณะเด่นต่าง ๆ ท่มีแต่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น ลักษณะเด่นท ่ ี
จาเพาะมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ได้แก่ พูด เขียน และสร้างจักรกลอันซับซ้อน

มนุษย์อาศัยเคร่องมือเคร่องใช้ต่าง ๆ เป็นตัวช่วยในการด�ารงชีวิต ไม่ใช่แค่


มือเปล่า พวกเราส่วนใหญ่สวมใส่เส้อผ้า ช่นชมศิลปะ และจานวนมากก็



เชื่อมั่นศรัทธาในศาสนา
15


อารัมภบท




มนุษย์อยู่อาศัยกระจายกันไปในพ้นท่ต่าง ๆ ท่วทุกมุมโลก ใช้พลังงานและ





ผลผลตของโลกในปรมาณมาก ก�าลังเรมแผ่อาณาเขตลงส่ห้วงลกแห่ง




มหาสมุทรและทะยานสู่ห้วงอวกาศ มนุษย์ยังมีพฤติกรรมด้านมืดท่สัตว์อ่น

ไม่มีทางทาได้ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความชื่นชอบในการทรมาน การใช้


สารเสพติด และการสังหารสิ่งมีชีวิตสปีชีส์อื่นจานวนมาก ในขณะท่มีสัตว์


เพียงไม่กี่ชนิดท่มีพฤติกรรมเช่นนี้แค่หนึ่งหรือสองอย่างในระดับพ้นฐานง่าย ๆ

(เช่นการใช้เคร่องมือ) มนุษย์เรากลับเหนือชั้นกว่าสัตว์เหล่านั้นอย่างเทียบกัน
ไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ท้งในแง่นิตินัยและพฤตินัยจึงถือกันว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์
ใน ค.ศ. 1859 ตอนท่ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอว่าคนเรามีวิวัฒนาการมาจาก

เอป (ape-ลิงไม่มีหาง) นั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าในตอนแรกนั้น
คนส่วนใหญ่เห็นว่าทฤษฎีของเขาเหลวไหลและยังคงยืนยันว่าพระเจ้าต่างหาก

ท่สร้างมนุษย์ ปัจจุบันผ้คนจานวนมากรวมถึงบณฑิตระดับมหาวทยาลัย




ชาวอเมริกันราว 1 ใน 4 ยังคงเชื่อเช่นนั้น
ทว่าในอีกแง่หนึ่งเห็นได้ชัดว่าเราก็คือสัตว์ เพราะส่วนต่าง ๆ ของ

ร่างกาย โมเลกุล และยีนล้วนเป็นแบบเดียวกับสัตว์ท่วไป และชัดเจน
ด้วยว่าเราเป็นสัตว์ประเภทใด มองจากรูปลักษณ์ภายนอกเราคล้ายชิมแปนซ ี

มากเสียจนกระท่งนักกายวิภาคศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษท่ 18 ผู้เช่อว่า



พระเจ้าสร้างโลกก็คงยอมรบความคล้ายคลึงกันนีแล้ว ลองจนตนาการให้





คนธรรมดาจานวนหนึ่งถอดเส้อผ้า ปลดทรัพย์สินอ่น ๆ ออก พูดไม่ได้ ทาได้


แค่เสียงครางในล�าคอ โดยท่ลักษณะทางกายภาพอ่นใดไม่เปล่ยนไปเลย


ขังคนเหล่านี้ไว้ในกรงติดกับกรงชิมแปนซีในสวนสัตว์ แล้วให้พวกเราส่วน


ท่เหลือซ่งสวมใส่เสื้อผ้าและพูดได้เข้าไปเท่ยวสวนสัตว์แห่งนี้ คนในกรงท ่ ี



พูดไม่ได้ดังกล่าวคงถูกมองเป็นส่งท่พวกเราทุกคนเป็นกันโดยแท้จริง นั่นคือ
ชิมแปนซีที่แทบไม่มีขนและเดินตัวตรง
นักสัตววิทยาจากต่างดาวก็คงจาแนกพวกเราทันทีว่าน่าจะเป็น




ชมแปนซอีกสปีชีส์หนึ่ง เป็นสปีชีส์ท่สามนอกเหนือจากอีกสองสปีชีส์ คือ


ชมแปนซแคระท่พบในประเทศซาอีร์ และชิมแปนซีท่พบท่วไปบริเวณเขตร้อน



ของทวีปแอฟริกา
16


อารัมภบท




การศึกษาด้านพันธศาสตร์โมเลกุลในช่วงหลายปีท่ผ่านมาพบว่า
ลักษณะทางพันธุกรรมของเรากว่าร้อยละ 98 ยังคงตรงกับชิมแปนซีอีก
สองชนิดดังกล่าว ค่าระยะห่างทางพันธุกรรม (genetic distance) โดย
รวมระหว่างเรากับชิมแปนซีมีน้อยกว่าระยะห่างทางพันธุกรรมระหว่างนก

ในสปีชีส์ใกล้เคียงกันมาก เช่นนกในวงศ์ vieos เหมือนกันแต่มีสีตา
ต่างกัน คือนกวิริโอตาแดงกับนกวิริโอตาขาว ดังนั้นเราจึงยังคงพกพา
สัมภาระทางชีวภาพ (biological baggage) อันเก่าแก่ส่วนใหญ่ติดตัวอยู่

จนถึงทุกวันนี้ ต้งแต่ยุคชาร์ลส์ ดาร์วิน จนถึงปัจจุบันมีการค้นพบฟอสซิล


กระดูกของส่งมีชีวิตหลายร้อยตัวอย่างท่เป็นรอยต่อระหว่างเอปกับมนุษย์


สมัยใหม่ จึงเป็นไปไม่ได้ท่บุคคลผู้มีเหตุมีผลจะปฏิเสธหลักฐานท่วมท้น

เช่นนี้ สิ่งท่คร้งหนึ่งถูกมองว่าเหลวไหลไร้สาระท่ว่ามนุษย์วิวัฒนาการจาก


เอปนั้นจึงเป็นเรื่องจริง

แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบช่วงเชื่อมต่อท่ขาดหายไปจานวนมากรังแต่


ทาให้ปัญหานี้ยิ่งน่าอัศจรรย์ใจมากข้น โดยยังไม่อาจไขปัญหานี้ได้อย่าง

หมดจดสมบูรณ์ ส่วนเสี้ยวเพียงเล็กน้อยของสัมภาระทางชีวภาพท่เราได้

มาใหม่คือยีนร้อยละ 2 ท่ต่างจากยีนของชิมแปนซีอีกสองชนิดนั้นต้อง

เป็นต้นเหตุของลักษณะพิเศษท้งหมดท่ดูเหมือนมีเฉพาะในหมู่มนุษย์เท่านั้น



เราผ่านการเปล่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างแต่ส่งผลกระทบอันใหญ่
หลวงในเวลาค่อนข้างรวดเร็วและเกิดขึ้นไม่นานมานี้ในประวัติศาสตร์







ววฒนาการ อนทจรงถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 1 แสนปี นักสัตววทยาจาก
นอกโลกก็คงมองเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งเท่านั้น จริงอย ู่
ว่าเรามีพฤติกรรมแปลก ๆ น่าสนใจบางอย่าง โดยเฉพาะความสามารถ

ในการใช้ไฟและพึ่งพาเคร่องมือเคร่องใช้บางอย่าง แต่ในสายตาของ

อาคันตกะจากต่างดาวแล้ว พฤตกรรมเหล่านีคงดูไม่น่าสนใจมากไปกว่า



พฤติกรรมของเจ้าตัวบีเวอร์หรือนกบาวเวอร์เลย







อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาอกไม่กีหมืนปตอมา (ซงในความทรงจาของ




เราดูเหมือนยาวนานไม่มีท่ส้นสุด แต่ท่จริงเป็นเพียงเส้ยวเวลาอันน้อยนิดของ


ประวัติศาสตร์ท่เผ่าพันธุ์มนุษย์แยกตัวออกมา) มนุษย์ก็เร่มแสดงคุณสมบัต ิ

ต่าง ๆ ที่ท�าให้เรามีลักษณะเปราะบางและพิเศษไม่เหมือนสัตว์อื่นใด
17


อารัมภบท




ส่วนผสมส�าคัญไม่กี่อย่างท่ทาให้เรากลายเป็นมนุษย์นั้นคืออะไร?

เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้เพ่งปรากฏเมื่อไม่นานมานี้และเกี่ยวข้อง


กับการเปล่ยนแปลงเพียงไม่กี่อย่าง คุณสมบัติเหล่านี้หรืออย่างน้อยท่สุด
ก็พฤติกรรมท่ปรากฏมาก่อนแล้วในสัตว์ ว่าแต่พฤติกรรมน�าร่องของสัตว์

(animal precursors) ด้านศิลปะ ภาษา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และ
การใช้สารเสพติดคืออะไร?







คุณสมบัติพิเศษจาเพาะของมนุษย์เรานี่เองท่เป็นต้นเหตุแห่งความส�าเร็จ
ในเชิงชีววิทยาของมนุษย์ปัจจุบันในฐานะสัตว์สปีชีส์หนึ่ง ไม่มีสัตว์ขนาดใหญ่











อืนใดเลยทเป็นสัตว์พนถินได้ในทกทวีป หรอขยายเผ่าพนธ์ได้ในถินท่อยู่







ทกรปแบบ ไม่วาจะเปนทะเลทราย ข้วโลกเหนือ จนถึงปาฝนเขตรอน ไม่มี

สัตว์ขนาดใหญ่ชนิดใดเลยท่มีจานวนมากจนเทียบเคียงพวกเราได้ แต่


ในบรรดาคุณสมบัติท่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ท้งหมดนั้น มีพฤติกรรม



สองประการท่ถึงตอนนี้กลายเป็นภัยคุกคามต่อการด�ารงอยู่ของมนุษย์เราเอง


นั่นคือแนวโน้มท่จะเข่นฆ่ากันและกันและพร่าผลาญทาลายสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าพฤติกรรมท้งสองประการพบในสัตว์อื่น ๆ ด้วย เช่นสิงโตและสัตว์



อ่น ๆ อีกจานวนมากก็ฆ่าสัตว์ชนิดเดียวกัน ขณะท่ช้างและสัตว์หลายชนิดก็
ทาลายสภาพแวดล้อม แต่แนวโน้มดังกล่าวของมนุษย์นับเป็นภัยคุกคาม

มากกว่าสัตว์อื่น ๆ อย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีท้งอ�านาจทางเทคโนโลยีและ

มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


ค�าพยากรณ์ท่ว่าโลกคงถึงจุดจบในไม่ช้าหากมนุษย์ยังไม่สานึกถึง
การกระทาท่ผิดพลาดของตนนั้นไม่ใช่เร่องใหม่ แต่ส่งใหม่ก็คือตอนนี้น่าจะ






เป็นจริงได้ด้วยเหตุผลท่ชัดเจนสองประการ ประการแรก อาวุธปรมาณูทาให้






เรามีวิธทาลายล้างพวกเราเองให้สูญสินได้ในเวลาอนรวดเร็ว ทงนียังไม่มี

มนุษย์เผ่าพันธุ์ใดเคยครอบครองอาวุธประเภทนี้มาก่อน ประการท่ 2 ถึง

ตอนนี้เราใช้ประโยชน์จากผลิตภาพสุทธิของโลกแล้วราวร้อยละ 40 (นั่นคือ











พลังงานสุทธท่ได้จากแสงอาทตย์) จากการทประชากรมนุษย์ทวโลกเพมขน

2 เท่าทุก 41 ปี อีกไม่นานการเจริญเติบโตก็คงถึงขีดจากัดในทางชีวภาพ
18


อารัมภบท



เมื่อถึงตอนนั้นเราก็คงต้องเร่มต่อสู้ฆ่าฟันกันเองเพ่อแย่งชิงทรัพยากรโลกท ่ ี

มีจากัด นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาอัตราท่เราก�าลังทาลายล้างสิ่งมีชีวิตสปีชีส์




อื่น ๆ ในปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตท้งหลายส่วนใหญ่ท่วโลกจะสูญพันธุ์หรืออาจใกล้

















สูญพนธภายในศตวรรษหน้านี ทง ๆ ทเรายังตองพงพงสิงมีชีวตตาง ๆ จานวน
มากเพื่อความอยู่รอดของเราเอง


ทาไมจึงต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันน่าหดหู่ท่รู้กันอยู่แล้วซา ๆ?


และทาไมจึงพยายามเล่าย้อนถึงจุดก�าเนิดของคุณสมบัติการเป็นสัตว์นัก


ทาลายล้างของเรา? ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวิวัฒนา-
การแล้วย่อมมีนัยบ่งบอกว่ามันฝังมากับยีน นั่นหมายถึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่อันท่จริงสถานการณ์ของเรายังไม่ถึงกับสิ้นหวัง บางทีแรงกระตุ้น


ให้ฆ่าคนแปลกหน้าหรือคู่แข่งท่จะแย่งชิงคู่ครองนั้นอาจฝังแน่นในตัวเรามา

ต้งแต่ก�าเนิด แต่ก็ไม่ได้กีดกั้นสังคมมนุษย์ไม่ให้พยายามขัดขวางสกัดกั้น






สัญชาตญาณนี้ โดยทสังคมมนุษย์ก็รกษาชีวตผคนส่วนใหญ่ไม่ใหถูกสังหาร


ได้อย่างประสบความส�าเร็จ แม้หากนับการสูญเสียในสงครามโลกท้งสองคร้ง


ด้วย ประชาชนในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมแห่งคริสต์ศตวรรษท่ 20 ก็
ยังเสียชีวิตจากการใช้ความรุนแรงน้อยกว่าผู้คนในสังคมชนเผ่ายุคหินมาก
(เมื่อเทียบสัดส่วนจานวนประชากร) ประชากรในสังคมสมัยใหม่จานวนมาก


มีความสุขกับชีวิตท่ยืนยาวมากข้นยิ่งกว่าผู้คนในอดีต บรรดานักส่งแวดล้อม





ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อกรกับบรรดานักพฒนาและนักทาลายล้าง
*
เสมอไป แม้แต่โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น โรคฟีนิลคีโตนูเรีย และ
โรคเบาหวานในเด็กก็รักษาหรือบรรเทาอาการได้แล้วในปัจจุบัน


จุดประสงค์ท่ผมทบทวนสถานการณ์ของเราเวลานี้ก็เพ่อช่วยให้



เลี่ยงการกระทาผิดซา นั่นคือน�าความรู้เร่องแนวโน้มของอุปนิสัยและความ


เป็นมาในอดีตมาเป็นประโยชน์เพ่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง
นั่นคือความหวังของผมในการทุ่มเทเขียนหนังสือเล่มนี้ ลูกชายฝาแฝดของ
* ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria)–โรคทางพันธุกรรมท่ยีนด้อยก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบ

เผาผลาญอาหารจนระดับกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนสะสมในร่างกายมากขึ้น ส่งผลต่อระบบประสาทและ

สมอง ทาให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา หรืออาจเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น อาการ
ชัก จิตเวช ปัญหาทางพฤติกรรม พัฒนาการล่าช้า ฯลฯ—ผู้แปล
19


อารัมภบท


*
ผมเกิดเมื่อ ค.ศ. 1987 และจะมีอายุเท่าผมตอนนี้ใน ค.ศ. 2041 สิ่งที่
เรากระท�ากันในปัจจุบันจะก�าหนดรูปร่างหน้าตาโลกเราในอนาคต
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การน�าเสนอทางออกแบบเฉพาะ

เจาะจงเพ่อจัดการกับสถานการณ์ยากล�าบากท่เราเผชิญอยู่ เพราะทางออก

ของปัญหาท่ควรน�ามาใช้นั้นชัดเจนอยู่แล้วในภาพกว้าง ทางออกเหล่านี ้

บางประการได้แก่ ชะลอการเติบโตของประชากร จากัดหรือก�าจัดอาวุธ

ปรมาณู พัฒนาวิธีการแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ ลด


ผลกระทบต่อส่งแวดล้อม อนุรักษ์พืชและสัตว์รวมถึงถิ่นท่อยู่ตามธรรมชาต ิ

เป็นต้น มีหนังสือชั้นเยี่ยมมากมายที่จัดท�าข้อเสนอแนะพร้อมรายละเอียด

เกี่ยวกับวิธีการท่จะทาให้นโยบายต่าง ๆ ดังกล่าวบรรลุผล ปัจจุบันนโยบาย

เหล่านี้บางอย่างก็ด�าเนินการแล้วในบางกรณี เรา ”แค่„ จาเป็นต้องน�าไป

ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ถ้าวันนี้พวกเราทุกคนเช่อมั่นว่านโยบายเหล่านี ้

ส�าคัญอย่างยิ่ง ก็คงรู้ดีมากพอว่าควรเริ่มลงมือกันตั้งแต่พรุ่งนี้
ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปก็คือเจตจ�านงทางการเมือง (ซึ่งจ�าเป็น) ตลอด

หนังสือเล่มนี้ผมพยายามหาทางสนับสนุนเจตจานงนี ด้วยการเล่าย้อน


ประวัติศาสตร์ของพวกเราในฐานะสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่ง ปัญหาต่าง ๆ ของเรา


หยั่งรากลึกมาต้งแต่ยุคบรรพบุรุษท่เป็นสัตว์ พอกพูนมาแสนนานพร้อม ๆ
กับพลังอ�านาจและจานวนประชากรท่เพ่มขึ้น และยิ่งมีอัตราเร่งท่สูงขึ้น





ทุกขณะในปัจจุบัน เราเชื่อได้ถึงผลกระทบท่ไม่อาจหลีกเล่ยงจากการกระทา


แบบไม่มองการณ์ไกล โดยพิจารณาสังคมในอดีตจานวนมากท่ทาลายตนเอง






ด้วยการพร่าผลาญฐานทรัพยากร ท้ง ๆ ท่ยุคนั้น ๆ พวกเขามีวิธีการทาลาย
ตัวเองน้อยกว่าพวกเราในเวลานี้มาก
นักประวัติศาสตร์การเมืองชี้ถึงความถูกต้องเหมาะสมในการศึกษา

รัฐและผู้ปกครองต่าง ๆ โดยมองท่ผลลัพธ์เร่องการถอดบทเรียนจากอดีต


เหตุผลเดียวกันนี้ใช้ได้ดีมากยิ่งกว่าเสียด้วยซาสาหรับการศึกษาประวัติ-


ศาสตร์ของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพราะบทเรียนจากการศึกษานี ้
ง่าย ตรงไปตรงมา และชัดเจนกว่า
* จาเร็ด ไดมอนด์ เขียนหนังสือ The Third Chimpanzee เมื่อ ค.ศ. 1991 ขณะมีอายุ 54 ปี—บ.ก.
20


อารัมภบท



หนังสือท่ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางเช่นนี้จาเป็นต้องคัดสรรมาเฉพาะอย่าง


ผู้อ่านจะพบว่าหนังสือเล่มนี้อาจข้ามเร่องสาคัญ ๆ ท่ท่านชมชอบบางเร่อง





ขณะท่บางเร่องอาจมีรายละเอียดมากเกินไป ดังนั้นเพ่อไม่ให้ไขว้เขว ผมจะ

ปูพื้นเริ่มแรกในสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษและที่มาที่ไปของมัน

คุณพ่อของผมเป็นหมอ ส่วนคุณแม่เป็นนักดนตรีท่มีพรสวรรค์ด้าน




ภาษา ตอนเป็นเด็กเมือใดก็ตามทมีคนถามว่าโตขนอยากเป็นอะไร ผมมัก

ตอบว่าอยากเป็นหมอเหมือนคุณพ่อ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
เป้าหมายนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ยังคงเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคืองานวิจัยทางการ
แพทย์ ดังนั้นผมจึงศึกษาอบรมด้านสรีรวิทยาซ่งเป็นสาขาวิชาท่ปัจจุบัน


ผมสอนและทาวิจัยอยู่ท่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่ง


ลอสแอนเจลิส
อย่างไรก็ตาม ตอน 7 ขวบผมสนใจการดูนกด้วย และก็โชคดีท ่ ี
ได้เรียนในโรงเรียนท่เปิดโอกาสให้ศึกษาค้นคว้าด้านภาษาและประวัติศาสตร์












อย่างเตมท หลงจากจบปรญญาเอก ความคิดทว่าผมตองอุทศทงชวตใหแก ่



ความสนใจด้านสรีรวิทยาเพียงอย่างเดียวเร่มน่าหดหู่มากขึ้นเร่อย ๆ



ในตอนนั้นเองเกิดประจวบเหมาะท่ผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ

เปิดโอกาสให้ผมใช้เวลาช่วงฤดูร้อนแถบพ้นท่สูงของนิวกินี หากมองอย่าง

ผิวเผินเป้าหมายการเดินทางของผมคือการวัดความส�าเร็จในการสร้างรัง
ของนกในนิวกินี แต่โครงการนี้พังไม่เป็นท่า น่าผิดหวังในเวลาแค่ไม่กี ่
สัปดาห์ เพราะผมไม่อาจหาและระบุตาแหน่งรังนกในป่าลึกได้เลยแม้แต่




รงเดียว ทว่าเป้าหมายทแท้จรงของการเดินทางเท่ยวนั้นกลับประสบความ




ส�าเรจอย่างสมบรณ์แบบ นั่นคือได้สนองตอบความกระหายใฝ่ฝันอยาก

ผจญภัยและได้ดูนกในพ้นท่ป่าเขาท่ยังคงความเป็นธรรมชาติดิบเถื่อน


แห่งหนึ่งของโลก

สิ่งท่ผมเห็นตอนนั้นคือเหล่านกชนิดต่าง ๆ ของนิวกินีท่งดงาม

เหลือเช่อ เช่นนกบาวเวอร์และนกปักษาสวรรค์ ชักน�าให้ผมสานต่อพัฒนา



เป็นอาชีพท่ 2 ซ่งได้แก่นิเวศวิทยานก วิวัฒนาการ และชีวภูมิศาสตร์
ควบคู่กับอาชีพหลัก นับจากนั้นผมยังคงกลับไปที่นิวกินีและหมู่เกาะใน
มหาสมุทรแปซิฟิกใกล้เคียงเพื่อท�าวิจัยเรื่องนกอีกสิบกว่าครั้ง
21


อารัมภบท






แต่ท่นิวกินีซ่งการทาลายนกและป่าไม้ท่ผมรักเกิดเร็วมากขึ้นเร่อย ๆ

นั้น ผมพบว่ายากมากท่จะทางานโดยไม่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาเชิงอนุรักษ์



(conservation biology) ดังนั้นผมจึงเร่มผสมผสานงานวิจัยทางวิชาการ
กับงานเชิงปฏิบัติการในฐานะท่ปรึกษาของรัฐบาล โดยปรับประยุกต์ความรู้



ด้านการกระจายพันธุ์ของสัตว์เพ่อออกแบบจัดทาระบบอุทยานแห่งชาติและ
ส�ารวจพื้นที่ที่ถูกเสนอให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่
การทางานในนิวกินียังเป็นงานยากด้วยเช่นกันหากผมไม่กลับไป


ฟื้นความสนใจด้านภาษาในวัยเด็ก เพราะท่เกาะแห่งนี้ภาษาจะเปล่ยนเป็น

อีกภาษาหนึ่งทุก ๆ 20 ไมล์ (ราว 32 กิโลเมตร) การเรียนรู้ชื่อนกในภาษา
ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็เป็นหัวใจส�าคัญในการเช่อมต่อกับความรอบรู้มหาศาล

ของชาวนิวกินีเกี่ยวกับนกนานาชนิด



เหนือส่งอืนใดเป็นเรองยากท่จะศึกษาววัฒนาการและการสูญพันธ์ ุ



ของนกสปีชีส์ต่าง ๆ โดยไม่สนใจใคร่รู้อยากทาความเข้าใจในวิวัฒนาการและ



โอกาสท่อาจสูญพันธุ์ได้ของโฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ซ่งเป็น



สิ่งมีชีวิตท่น่าสนใจท่สุดในบรรดาสรรพชีวิตท้งมวล และยิ่งยากเป็นพิเศษ
ท่จะเพิกเฉยต่อประเด็นน่าสนใจดังกล่าวเพราะในนิวกินีมีความหลากหลาย

ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เหลือคณานับ

ทงหมดนีคือท่มาอันหลากหลายซ่งทาให้ผมสนใจมนุษย์ในบางมิต ิ







ดังท่เน้นศึกษาในหนังสือเล่มนี้ มีหนังสือชั้นเยี่ยมจานวนมากท่เขียนโดย


นักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีท่กล่าวถึงวิวัฒนาการมนุษย์ในแง่





เครองมือเครองใช้และโครงกระดูกไว้แล้ว ซงในหนังสือเล่มนีจะสรปอย่าง



คร่าว ๆ อย่างไรก็ดี หนังสือต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ค่อยกล่าวถึงแง่มุมท่ผมสนใจ

เป็นพิเศษ เช่น วงจรชีวิตมนุษย์ ภูมิศาสตร์มนุษย์ ผลกระทบจากมนุษย์ต่อ
สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ในฐานะสัตว์สปีชีส์หนึ่ง ประเด็นเหล่านี้ส�าคัญต่อ


วิวัฒนาการมนุษย์มากพอ ๆ กับประเด็นเดิม ๆ เกี่ยวกับเคร่องมือเคร่องใช้
และโครงกระดูก

ส่งท่ในตอนแรกดูเหมือนยกตัวอย่างจากนิวกินีมากเกินควรนั้น

ผมเชื่อว่าเหมาะสมแล้ว จริงอยู่ นิวกินีเป็นเพียงเกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่
ส่วนหนึ่งของโลก (มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน) และแทบไม่มีกลุ่มตัวอย่าง
22


อารัมภบท


มนุษย์สมัยใหม่ในแบบสุ่มเลย แต่ก็เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษยชาติกลุ่มก้อน




ใหญ่กว่าท่คุณคาดไว้ตอนแรกเป็นอย่างมาก หากมองจากขนาดพ้นท่ของ
เกาะ
ในบรรดาภาษาต่าง ๆ ในโลกท่มีประมาณ 5,000 ภาษานั้น ราว


1,000 ภาษาพูดกันเฉพาะท่นิวกินี ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจานวน


มากทยังหลงเหลืออยู่ในโลกสมัยใหม่ก็มีอยู่เฉพาะบนเกาะแห่งนี้ กลุ่ม





ประชากรตาง ๆ ทงหมดในเขตพนทสูงแถบภูเขาสูงของเกาะตอนในยังคงใช้



ชีวิตแบบเกษตรกรยุคหินจนกระท่งเมื่อไม่นานมานี้ ขณะท่กลุ่มประชากร


ต่าง ๆ จ�านวนมากแถบที่ลุ่มก็ยังด�ารงชีวิตแบบพวกเก็บของป่าล่าสัตว์เร่ร่อน









และชาวประมงททาการเกษตรเลก ๆ น้อย ๆ เพอยังชพ โรคกลวคนแปลกหนา




ของชนพนเมืองมีสงมากเช่นเดียวกับความหลากหลายทางวฒนธรรม การ
เดินทางออกนอกอาณาเขตเผ่าของตนอาจเสมือนการฆ่าตัวตายได้เลยทีเดียว
ชาวนิวกินีท่เคยทางานกับผมหลายคนเป็นพรานชาชองมือฉมังท่ผ่านวัยเด็ก





โดยการใช้ชีวิตแบบยุคหินและกลัวคนต่างถิ่น ด้วยเหตุนี้นิวกินีจึงถือเป็น
โมเดลที่ดีที่ยังหลงเหลือในแง่ที่ครั้งหนึ่งโลกมนุษย์ในอดีตเคยเป็นมา
เร่องราวเกี่ยวกับความรุ่งโรจน์และความเสื่อมของมนุษย์นั้นพอจะแบ่งออก

ได้เป็นห้าภาค
ภาคแรก ผมจะเร่มต้งแต่ยุคหลายล้านปีก่อนจนถึงช่วงก่อนหน้า





ท่การเกษตรจะปรากฏข้นเมื่อราวหมื่นปีท่ผ่านมา สองบทในภาคนี้จะ


กล่าวถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์จาพวกโครงกระดูก เคร่องมือเคร่องใช้


และยีนหรือลักษณะทางพันธุกรรม นั่นคือหลักฐานท่หลงเหลือทางโบราณคดี
และชีวเคมีซ่งให้ข้อมูลตรงมากท่สุดท่บ่งบอกว่าเราเปลี่ยนแปลงกันมาอย่างไร






ฟอสซิลกระดูกและเคร่องมือเคร่องใช้ท่พบมักก�าหนดอายุหรือยุคสมัยของ

มันได้ ซ่งทาให้พออนุมานได้ว่าเราเปลี่ยนแปลงกันตอนไหน เราจะส�ารวจ



ตรวจตราพ้นฐานของข้อสรุปท่ว่าเรายังคงมียีนร้อยละ 98 แบบเดียวกับ
ชิมแปนซี และจะพยายามหาค�าตอบว่าอะไรคือความแตกต่างของยีนอีก
ร้อยละ 2 ที่เป็นสาเหตุของความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของมนุษย์
23


อารัมภบท


ภาคสอง กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในวงจรชีวิตมนุษย์ ซ่งมีส่วน

ส�าคัญยิ่งต่อพัฒนาการทางภาษาและศิลปะ เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลง


ของโครงสร้างกระดูกมนุษย์ท่กล่าวถึงในภาคแรก โดยจะเน้นย�าข้อสังเกต


เด่น ๆ เช่น เรายังคงเลี้ยงดูบุตรต่อมาหลังช่วงหย่านมแทนทจะปล่อยให้
หาอาหารกินเอง ชายหญิงในวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ด้วยกันเป็นค ๆ พ่อและ
ู่
แม่ส่วนใหญ่ยังดูแลเอาใจใส่ลูก คนจานวนมากมีอายุยืนยาวมากพอจนได้

เลี้ยงดูหลาน ๆ สตรีมีภาวะหมดประจ�าเดือน เป็นต้น



ส�าหรับเรา เร่องพวกนี้ถือเป็นเร่องปกติท่วไป แต่หากวัดจาก
มาตรฐานของสัตว์ท่เป็นญาติใกล้ชิดท่สุดของเราแล้วนับเป็นเร่องแปลก






ประหลาด เร่องเหล่านี้ประกอบกันเป็นการเปลี่ยนแปลงคร้งส�าคัญท่แตกต่าง
จากสภาวการณ์ของบรรพบุรุษ แต่ไม่อาจถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเป็นซาก
ฟอสซิลได้ ดังนั้นเราจึงไม่รู้ว่ามันเกิดข้นต้งแต่เมื่อไร นี่เป็นสาเหต ุ






ทหนังสอด้านบรรพชีวนวทยามนุษย์ (human paleontology) กล่าวถึง

เร่องพวกนี้น้อยกว่าการเปล่ยนแปลงของกระดูกเชิงกรานและขนาดสมองมาก


แต่เร่องเหล่านี้ก็สาคัญต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ


มนุษย์และควรได้รับความใส่ใจมากพอ ๆ กัน


จากภาคแรกและภาคสองได้สารวจแง่มุมทางชีววิทยาท่มีส่วนช่วย
สนับสนุนการเบ่งบานทางวัฒนธรรมมนุษย์ ในภาคสามจึงพิจารณาต่อ
ถึงลักษณะทางวัฒนธรรมที่ท�าให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่น

ส่งแรก ๆ ท่ผุดขึ้นในใจก็คือส่งท่เราภูมิใจมากท่สุด นั่นคือภาษา




ศิลปะ เทคโนโลยี และการเกษตร
สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นแห่งความรุ่งโรจน์ของมนุษย์ แต่กระนั้น
ลักษณะทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นยังรวมถึงร่องรอยด�ามืดในประวัติศาสตร์
ด้วย เช่น การใช้สารพิษ เป็นต้น แม้บางคนอาจแย้งว่าลักษณะเหล่านี้จัดว่า
มีเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้นจริงหรือ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ประกอบกัน
เป็นความก้าวหน้าอย่างมโหฬารจากพฤติกรรมน�าร่องของสัตว์
พฤติกรรมเช่นนี้ต้องมีมาก่อนแล้ว ลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นถึง
ได้พัฒนาเบ่งบานต่อมาในช่วงหลัง ๆ มานี้เองบนตารางเวลาแห่งวิวัฒนาการ
มนุษย์



24


อารัมภบท


พฤติกรรมน�าร่องของสัตว์เหล่านี้คืออะไร? การขยายเบ่งบานเช่นนี ้




เป็นส่งท่หลีกเล่ยงไม่ได้ในประวัติศาสตร์ส่งมีชีวิตบนโลกเรากระนั้นหรือ?

มันเลี่ยงไม่ได้ถึงขนาดท�าให้เราสงสัยว่าบนดาวเคราะห์อื่น ๆ มากมายในห้วง
อวกาศมีสิ่งมีชีวิตซึ่งก้าวหน้าพอ ๆ กับเราอาศัยอยู่หรือไม่?
นอกจากการใช้สารเคมีโดยไม่สมควรแล้ว ยังมีลักษณะด�ามืดอีก
สองแบบที่ร้ายแรงอย่างยิ่งถึงขนาดอาจพาเราไปสู่ความล่มสลายได้

ภาคสี จะกล่าวถึงลักษณะด�ามืดแบบแรก นั่นคือแนวโน้มท่เราจะ

สังหารมนุษย์กลุ่มอื่นท่ไม่ใช่พวกเดียวกับเรา ลักษณะเช่นนี้เป็นพฤติกรรม

น�าร่องดั้งเดิมแบบสัตว์โดยตรง นั่นคือการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างสัตว์แต่ละ
ตัวหรือแต่ละกลุ่ม ซ่งนอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์หลายชนิดพันธุ์ก็อาจแก้ปัญหา

ด้วยการเข่นฆ่าสังหารเช่นกัน เราเพียงแต่ใช้ความสามารถทางเทคโนโลยีท ่ ี

เหนือกว่าเพ่มพูนพลังอ�านาจในการสังหารให้มีประสิทธิภาพมากข้นเท่านั้นเอง

ในภาคสี่จะกล่าวถึงโรคหวาดกลัวคนต่างถิ่น (xenophobia) และ
การแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยวแบบสุดขั้ว (extreme isolation) ซ่งแสดงถึง



สภาวการณ์ของมนุษย์ยุคก่อนการเกิดรัฐท่เร่มทาให้เราผสมกลมกลืนทาง

วัฒนธรรมเป็นแบบเดียวกันมากขึ้น เราจะได้พบว่าเทคโนโลยี วัฒนธรรม
และภูมิศาสตร์ส่งผลกระทบต่อผลการต่อสู้ระหว่างมนุษย์สองกลุ่มซ่งรู้จัก


กันมากท่สุดในประวัติศาสตร์อย่างไรบ้าง จากนั้นเราจะส�ารวจบันทึกทาง

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสังหารหมู่จากโรคหวาดกลัวคนต่างถิ่นซ่งเกิดข้น



ท่วโลก นี่เป็นเร่องท่สร้างความเจ็บปวดก็จริง แต่เหนือสิ่งอ่นใดก็เป็นตัวอย่าง


ให้เห็นว่าการปฏิเสธและไม่ยอมรับความจริงในประวัติศาสตร์จะทาให้เรา

กระท�าความผิดพลาดซ�้า ๆ และอันตรายยิ่งกว่าเดิม

พฤติกรรมด้านมืดอีกแบบหนึ่งท่ปัจจุบันคุกคามการอยู่รอดของเรา

ได้แก่การพร่าผลาญธรรมชาติส่งแวดล้อมในอัตราเร่งท่มากขึ้นทุกขณะ

พฤติกรรมนี้สืบทอดโดยตรงมาจากพฤติกรรมน�าร่องของสัตว์เช่นกัน
ประชากรสัตว์ท่รอดชีวิตจากการคุมจานวนประชากรโดยสัตว์ผู้ล่าหรือปรสิต


(บางกรณีก็รอดชีวิตจากการคุมจานวนประชากรในกลุ่มของตนเองด้วย) เพ่ม









จานวนทบทวจนกระทงทาลายฐานทรพยากรของตนเองและบางครงก็ปทาง









ไปสู่การสูญพนธ์ ความเสียงเช่นนีมีโอกาสเกิดขนอย่างรนแรงกับมนุษย์
25


อารัมภบท



เพราะการตกเป็นเหยื่อถูกสังหารจากสัตว์อื่นเป็นไปได้น้อยมาก ไม่มีถิ่นท่อย ู่




แบบใดท่รอดจากเง้อมมือเรา อ�านาจในการสังหารและทาลายล้างถิ่นท่อยู่
ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน



โชคร้ายทคนจานวนมากยังคงยึดตดอยู่กับความคิดเพ้อฝันแบบ

*

รุสโซ ท่ว่ามนุษย์ไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนจนกระทั่งเกิดการปฏิวัต ิ

อุตสาหกรรม โดยท่ก่อนหน้านั้นมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกลมกลืนกับ
ธรรมชาติ
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าเราไม่มีอะไรต้องเรียนรู้จากอดีตเลย
นอกจากว่าคร้งหนึ่งเราเคยเป็นมนุษย์ท่มีศีลธรรมอันดีงามและกลายเป็นคน


เลวร้ายได้อย่างไรเท่านั้น
ภาคห้า จะเป็นการทาลายความคิดความเช่อเช่นนี้ด้วยการยอมรับ



ความจรงในประวัตศาสตร์การจดการสิงแวดล้อมอย่างผดพลาดมาตลอด




ระยะเวลาอันยาวนาน

ในภาคห้าก็เช่นเดียวกับภาคส่ คือเน้นให้ตระหนักว่าสถานการณ์


ปัจจุบันของเราไม่ใช่เร่องใหม่ ยกเว้นระดับความรุนแรงท่มากข้นกว่าเดิม

ประสบการณ์การพยายามจัดการสังคมโดยบริหารจัดการสภาพแวดล้อม


อย่างผิด ๆ นั้นเกิดข้นหลายต่อหลายคร้งแล้ว และผลท่ตามมาก็มีพร้อมให้

เราได้เรียนรู้อยู่แล้ว
หนังสือเล่มนี้สรุปด้วยปัจฉิมบทท่ย้อนล�าดับถึงความรุ่งโรจน์ของ

มนุษย์จากสถานภาพการเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง และล�าดับให้เห็นถึงวิธีการต่าง ๆ
ที่ก�าลังน�าความเสื่อมมาสู่พวกเราเอง

ผมคงไม่เขียนหนังสือเล่มนี้หากคิดว่าภาวะเส่ยงของมนุษย์เป็นเร่อง

ไกลตัว แต่ก็คงไม่เขียนเช่นกันหากเห็นว่าชะตาลิขิตให้เป็นเช่นนั้นโดยไร้

ทางออก เพ่อมิให้ผู้อ่านรู้สึกทดท้อใจจากการย้อนอดีตและสภาวการณ์อัน



ยากลาบากในปัจจุบันมากเสียจนกระท่งมองข้ามสาระสาคัญนี้ไป ผมจึงขอ
ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณความหวังและวิธีการต่าง ๆ ที่เรียนรู้ได้จากอดีต


* ฌ็อง-ฌัก รุสโซ (Jean Jacques. Rousseau ค.ศ. 1772-1778) นักปรัชญาชาวเจนีวา—บ.ก.



26


ภาคหนึ่ง







ก็แค่




สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่


อีกสปีชีส์หนึ่ง















ร่องรอยท่บอกให้รู้ว่าเมื่อไร เหตุใด และด้วยวิธีใดเราจึงสิ้นสุดสถานภาพ
การเป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งนั้นมาจากหลักฐาน

สามประเภท ภาคหนึ่ง พิจารณาหลักฐานแบบดั้งเดิมด้านโบราณคดี ซ่ง


ศึกษาฟอสซิลกระดูกและเคร่องมือเคร่องใช้ต่าง ๆ ท่หลงเหลือบวกกับ


หลักฐานใหม่ทางชีววิทยาโมเลกุล
ค�าถามพ้น ๆ มีอยู่ว่ายีนของมนุษย์กับชิมแปนซีต่างกันมากน้อย

เพียงไร นั่นคือยีนของเรากับชิมแปนซีต่างกันร้อยละ 10 50 หรือ 99?


เพียงแค่จับจ้องดูมนุษย์กับชิมแปนซีหรือนับลักษณะท่ต่างกันซ่งเห็นได้
ด้วยตานั้นคงยังไม่พอ เพราะความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหลาย ๆ อย่าง
มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ในขณะท่บางอย่างก็สร้างผลกระทบใหญ่หลวงได้

ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างสุนัขบางสายพันธุ์ เช่นพันธุ์เกรตเดนกับ



พันธ์ปักกิงนันมองเหนได้ชัดเจนมากยิ่งกว่าความแตกต่างระหว่างชิมแปนซ ี


กับมนุษย์เสียอีก แต่ถึงอย่างนั้นสุนัขทุกสายพันธุ์ก็ยังผสมข้ามพันธุ์ได้ (เป็น
ไปได้ในทางเทคนิค) หากมีโอกาสและอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน ผู้ไม่ประสี
29


ชิมแปนซีท่สาม : จาเร็ด ไดมอนด์



ประสาอาจมองว่าสุนัขพันธุ์เกรตเดนกับพันธุ์ปักกิ่งนั้นแตกต่างกันทาง


พันธุกรรมมากกว่ามนุษย์กับชิมแปนซีด้วยซา ความแตกต่างของสุนัข
สายพันธุ์ต่าง ๆ ท่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ท้งในแง่ขนาด สัดส่วน สีขนนั้นข้นอย ู่



กับยีนเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งส่งผลน้อยมากในแง่ชีววิทยาการเจริญพันธุ์
ถ้าเช่นนั้นเราจะประเมินความแตกต่างทางยีนระหว่างเรากับ
ชิมแปนซีได้อย่างไร นักชีววิทยาโมเลกุลเป็นผู้ไขปัญหานี้ได้ในช่วงราว




5–6 ปีทผ่านมา ค�าตอบไม่เพยงสร้างความประหลาดใจในเชงวชาการแต่ยัง

สื่อถึงนัยเชิงจริยธรรมในแง่วิถีปฏิบัติท่เรากระทาต่อลิงชนิดนี้ด้วย เราจะ


ได้เห็นกันว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างมนุษย์กับชิมแปนซีนั้น

แม้นับว่ามากเมือเทยบกับระหว่างประชากรมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ หรอระหว่าง



สุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยกัน แต่ก็ยังน้อยหากเทียบกับความแตกต่างท่พบในสัตว์


สองสปีชีส์ท่ใกล้เคียงกันมากท่เราคุ้นเคยดี เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลง

ในโปรแกรมพนธุกรรมของชิมแปนซีในเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยนั้นส่ง

ผลกระทบมหาศาลต่อพฤติกรรมมนุษย์ และเป็นไปได้ท่จะหาค่าระยะห่าง



ทางพนธกรรมและระยะเวลาทเกิดข้น และเราก็จะได้ค�าตอบต่อค�าถามท่ว่า



ตอนไหนท่เรากับลิงชนิดนี้แยกสปีชีส์ออกจากบรรพบุรุษเดียวกัน ท้งนี้ระบ ุ


คร่าว ๆ ได้ว่าน่าจะราว 7 ล้านปีก่อน บวกลบราว 2–3 ล้านปี
แม้ผลการศึกษาทางชีววิทยาโมเลกุลช่วยให้มีเกณฑ์วัดความ



แตกต่างทางพนธกรรมและช่วงเวลาทเกิดข้นอย่างคร่าว ๆ แต่ก็ไม่ช่วยให้


ทราบเลยว่าเราแตกต่างจากชิมแปนซีเป็นพิเศษได้อย่างไร และความแตกต่าง
เป็นพิเศษนั้น ๆ เกิดข้นเมื่อไร ดังนั้นเราจะพิจารณาต่อไปว่าจะเรียนรู้อะไร



อีกบ้างจากกระดูกและเคร่องมือต่าง ๆ ท่หลงเหลืออยู่ของสิ่งมีชีวิตท่คั่นอยู ่


ระหว่างบรรพบุรุษของเราท่คล้ายเอปกับมนุษย์สมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลง

ท่เห็นจากกระดูกนั้นประกอบกันเป็นความรู้พ้นฐานในสาขาวิชามานุษยวิทยา


กายภาพ ท่ส�าคัญอย่างยิ่งก็คือการขยายใหญ่ขึ้นของขนาดสมองมนุษย์ การ
เปลี่ยนแปลงของโครงกระดูกซ่งสัมพันธ์กับการเดินตัวตรง และการลดขนาด

ความหนาของกะโหลก ฟัน และกล้ามเนื้อยึดขากรรไกร

แน่นอน สมองขนาดใหญ่จาเป็นต้องเกิดข้นก่อนเพ่อพัฒนาภาษา


และสร้างสรรค์นวัตกรรมของมนุษย์ ดังนั้นใคร ๆ ก็อาจคาดว่าหลักฐาน
30





ภาคหน่ง : ก็แค่สัตว์เล้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หน่ง

ฟอสซิลน่าจะแสดงถึงปรากฏการณ์แบบคู่ขนานอันใกล้ชิดระหว่างสมองท่มี












ขนาดใหญ่ขนกับเครองมือทก้าวหน้าซบซ้อน แต่อนทจรงไม่ได้เกิดขน



เช่นนันเลย นีเป็นเรองน่าประหลาดใจและเป็นปรศนายิงใหญ่ทสุดใน







วิวัฒนาการมนุษย์ เคร่องมือหินยังคงหยาบมากเป็นเวลานานหลายแสนปี
หลังจากสมองส่วนใหญ่ของเราขยายขนาดจนโตกว่าเดิมแล้ว คร้งหลังสุดคือ





เมื่อ 4 หมื่นปท่แล้วนี้เอง พวกนีแอนเดอร์ธลส์มีขนาดสมองใหญกว่ามนุษย์


สมัยใหม่เสียอีก ทว่าเครองมือเครองใช้ก็ไม่สือแสดงความคิดสร้างสรรค์







ใหม่ ๆ หรอศิลปะใด ๆ เลย จงถือกันว่านีแอนเดอร์ธลส์ยังคงเป็นเพยงสตว์



เล้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่งเท่านั้น แม้กระท่งช่วงหลายหมื่นปี

หลังจากท่มนุษย์บางกลุ่มมีกายวิภาคโครงกระดูกแบบมนุษย์สมัยใหม่แล้ว
เครื่องมือเครื่องใช้ก็ยังคงดูน่าเบื่อพอ ๆ กับของพวกนีแอนเดอร์ธัลส์
ลักษณะท่ดูขัดแย้งกันเองนี้ยิ่งเน้นผลสรุปจากหลักฐานทางชีววิทยา


โมเลกุลให้เห็นชัดเจนยิ่งข้น ภายในสัดส่วนความแตกต่างเพียงน้อยนิด





ระหว่างยีนของเรากับชมแปนซีต้องมีส่วนหนึงซงเลกกระจ้อยร่อยยิงกว่านัน




อกทไม่เกี่ยวของกับรปทรงกระดูก แตเปนตนเหตอันเปนทมาของลักษณะเด่น











ของมนุษย์ท้งในด้านนวัตกรรม ศิลปะ และเคร่องมือท่ซับซ้อน อย่างน้อย


ท่สุดก็ในทวีปยุโรป ลักษณะเด่นเหล่านี้พลันปรากฏอย่างปัจจุบันทันด่วน

*
ในช่วงที่พวกโครมันยอง เข้าแทนที่พวกนีแอนเดอร์ธัลส์ นี่คือช่วงเวลาที่เรา
ยุติสถานะที่เป็นแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกสปีชีส์หนึ่ง
ช่วงท้ายของภาคหนึ่ง ผมจะประเมินว่าความเปล่ยนแปลงเพียง

ไม่กี่อย่างเหล่านี้อันใดบ้างท่กระตุ้นให้เราผงาดข้นสู่สถานะมนุษย์ในเวลา


อันรวดเร็ว
* ค�านี้อักษรโรมันใช้ว่า Cro-Magnon ซ่งอาจถ่ายถอดเสียงได้เป็น ”โคร-แม็กนอน„ แต่ในหนังสือเล่มนี ้

ใช้ ”โครมันยอง„ ตามความนิยม—บ.ก.
31


Click to View FlipBook Version