The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-09-18 00:26:06

จักรวาลของมนุษย์ ตำนาน ประวัติศาสตร์ อารยธรรมและดวงดาว THE HUMAN COSMOS: A Secret History of the Stars

èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè


จักรวาลของมนุษย์ ตำานาน ประวัติศาสตร์ อารยธรรมและดวงดาว
THE HUMAN COSMOS: A Secret History of the Stars
โจ มาร์แชนต์: เขียน
ไนนินทร์ ประภาพัช: แปล
ราคา 490 บาท

ALL RIGHTS RESERVED.
Copyright © Jo Marchant, 2020
Thai translation right © 2023 by Gypsy Publishing Co., Ltd.

© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
มาร์แชนต์, โจ.
จักรวาลของมนุษย์ ตำานาน ประวัติศาสตร์ อารยธรรมและดวงดาว = The human cosmos: a secret history
of the stars.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
478 หน้า.
1. จักรวาล. I. ไนนินทร์ ประภาพัช, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.
523.1
ISBN 978-616-301-783-3
บรรณาธิการอำานวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ : ศิริธาดา กองภา
บรรณาธิการเล่ม : สินีนาถ เศรษฐพิศาล
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง
ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน อันโตนิโอ โฉมชา
เลขากองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่
พิสูจน์อักษร : ภาณุพงศ์ เชยชื่น
รูปเล่ม : วรินทร์ เกตุรัตน์
ออกแบบปก : เฉลิมพันธุ์ ปัญจมาพิรมย์
ผู้อำานวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จำากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจำาหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำากัด เลขที่ 37/145 รามคำาแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
Line ID: @gypzy


สนใจสั่งซื้อหนังสือจำานวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำานักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939


THE

HUMAN

COSMOS


A Secret History of the Stars




จักรวาลของมนุษย์

ต�ำนำน ประวัติศำสตร์ อำรยธรรมและดวงดำว




















โจ มาร์แชนต์ เขียน
ไนนินทร์ ประภาพัช แปล


แด่ ป็อปปี (Popy) และ รูฟัส (Rufus)



9. ศลปะ


สารบัญ




บทน�ำ



1. ต�ำนำน
12. จตใจ 2. ดนแดน



11. มนษย์ตำงดำว 365 19 47 3. โชคชะตำ





327 69


10. ชวต 291 101 4. ศรทธำ




133
259

231 167

199 5. เวลำ
9. ศลปะ


6. มหำสมทร ุ

8. แสง
7. อ�ำนำจ


ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์












คาร์ล เซแกนนักดาราศาสตร์แห่งศตวรรษท 20 เคยกล่าวไว้ว่า จักรวาลคือ




ทุกส่งทุกอย่าง เคยเป็นเช่นน้นและจะเป็นเช่นน้นตลอดไป... สปีชีส์ท่อ่อนแอ
และอายุน้อยอย่างมนุษย์เราท่ท้งทะนงตน ช่างสงสัย และชอบต้งคาถามน้น







ู้
วิวัฒน์มาเพ่อให้สงสัยใคร่ร การครุ่นคิดเก่ยวกับจักรวาลด้วยสติปัญญาอันอ่อน



ด้อยของเรา ทาให้เราตระหนักได้ว่า ย่งคิดและค้นคว้าเก่ยวกับจักรวาลมาก



เท่าใดเราก็คืบใกล้ความลึกลับอันย่งใหญ่ไม่มีท่ส้นสุด
หนังสือเล่มน้พยายามสะท้อนมุมมองตามทัศนะท่เซแกนกล่าวไว้ โดย



เสนอเร่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติในการพยายามทาความ

เข้าใจจักรวาลผ่านการคิดและใช้ชีวิตโดยยึดโยงตัวเองกับดวงดาวและธรรมชาต ิ

มาต้งแต่เม่อคร้งบรมสมกัป รูปแบบหรือวิธีการท่มนุษย์ต้งแต่ยุคโบราณเช่อมโยง






ตัวเองเข้ากับจักรวาลน้นสอดคล้องไปกับยุคสมัยและอารยธรรมท่เปล่ยนไป


ตามกาลเวลา



โจ มาร์แชนต์ ผู้เขียนได้ร้อยเรียงเร่องราวของท้งตานาน การเมือง
ศิลปะ ศาสนา วิทยาการ และก้าวแรกของวิทยาศาสตร์ โดยเล่าผ่านตัวละครท ่ ี


มีท้งนักวาดผนังถายุคหินเก่า ปราชญ์ชาวบาบิโลนและกรีกโบราณ นักปรัชญา

นักบวช นักเดินเรือ นักเคล่อนไหวทางการเมือง ศิลปิน และโดยเฉพาะอย่างย่ง



บรรดานักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษก่อนหน้าท่พยายาม
ไขความลับจักรวาล
มาร์แชนต์เปิดฉากด้วยการนาพาเราไปรู้จักกับมนุษย์กลุ่มแรกท ่ ี


แหงนหน้ามองดูดวงดาวและเพียงการมองท้องฟ้ายามคาคืนมันจึงตามมาด้วย



















ตานานดาวทถกเลาตอๆ กนมา และตานานเหลาน้นไมไดเปนเพยงแคเรองเลา
หากแต่เป็นความทรงจาทางวัฒนธรรมท่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกาลเวลานับ





หลายพันปี จากตานานสู่ความเช่อและกลายเป็นศรัทธา จนนาไปสู่การต้งคาถาม





และคาตอบท่พวกเขาค้นพบจากธรรมชาติและจากท้องฟ้า ทว่าท้ายท่สุดมาร์แชนต์


บอกเราว่าด้วยความเจริญทางวิทยาศาสตร์ของฟิสิกส์ในศตวรรษท 21 ซ่ง



เป็นวทยาการแห่งอนาคตกลบค่อยๆ ดึงเราออกห่างจากธรรมชาต มนุษย์


พยายามสร้างส่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นเทคโนโลยีใหม่อันชาญฉลาด ในขณะ



เดียวกันก็ผลักชีวิตและระบบนิเวศท่คอยคาจุนตัวเองไปสู่ความพินาศ และน่เอง


ท่มนุษย์กาลังตกอยู่ในอันตรายจากการแยกตัวเองออกจากจักรวาล

ปัจจุบันคนในเมืองใหญ่มองดูดาวผ่านแอพลิเคชันบนหน้าจอ ดูเวลา
จากนาฬิกาดิจิทัล และเราอาจไม่จาเป็นต้องใช้ทิศเหนือในการอ้างอิงอีกแล้วเม่อ







เราใช้แอพลิเคชันในการนาทางเราจากท่หน่งไปสู่อีกท่หน่ง จะด้วยเทคโนโลย ี




สมัยใหม่หรือวิธีคิดท่เปล่ยนไป มันเกิดคาถามท่ลึกซ้งกว่าน้นว่า การที่เราไม่







สามารถมองเหนดวงดาวไดเปนเพราะมลพษทางแสงหรอเพราะการแหงนหนา



ข้นดูดาวไม่ใช่ส่งจาเป็นสาหรับเราอีกต่อไป



และส่งท่มาร์แชนต์กระตุ้นเตือนเราผ่านหนังสือเล่มน้คือ โปรดเปิด





ดวงตาของคุณอีกคร้งเพ่อทาความเข้าใจจักรวาล.
ด้วยมิตรภาพ

สานักพิมพ์ยิปซ ี


จำกผู้แปล










ู่

ดูเหมือนเราจะลืม ลืมไปแล้วว่าท้องฟ้าอยู่เหนือเรา หมุนเวียนเปล่ยนผ่านอย

ทุกเม่อเช่อวัน ลืมกระท่งเงยหน้ามองฟ้า


หลายคร้งท่มนุษย์เรามักจะพูดถึงท้องฟ้า ดวงดาว ด้วยความรู้สึก





โรแมนติก สวยงาม เพ้อฝัน อาจเพราะเป็นส่งท่เราทาได้แค่มอง และจินตนาการ





ถึง แต่หารู้ไม่ว่าความโรแมนติกเหล่าน้เองท่เป็นต้นกาเนิดของเร่องราวมากมาย





ทาให้เราเป็นเราอย่างทกวนน การเดนทางของมนษย์ตงแต่ยคเรมแรกจนถง ึ







ปัจจุบันล้วนเก่ยวข้องและมาจากจักรวาล

พระอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ท่เรารู้จัก เพียงเท่าน้ก ็




สร้างตานานท่เล่าขานกันมายาวนานนับไม่ถ้วน สาหรับมนุษย์ในยุคแรกๆ คืนท ี ่



มืดและคืนท่สว่างจะเป็นตัวขับเคล่อนสาหรับทุกส่งทุกอย่าง ต้งแต่การนอนหลับ




ุ์
การออกล่าหาอาหาร ไปจนถึงการสืบพันธ ชาวบาบิโลนใช้เวลามากว่า 300 ปี

เฝ้ามองท้องฟ้า จดบันทึกปรากฏการณ์ท่เกิดข้นจนไขความลับมากมายเก่ยวกับ





ท้องฟ้า เป็นมรดกส่งมายังคนรุ่นหลัง มีปฏิทินและคาดการณ์ปรากฏการณ์ท



เก่ยวกับท้องฟ้าได้ล่วงหน้า ความเช่อ ความศรัทธาท่มีรากฐานและความเช่อมโยง








อย่างเหนยวแน่นกบท้องฟ้ากลายเป็นศาสนาทเราร้จกในทุกวนน สร้างและ


กาหนดรูปแบบของการดารงชีวิต จุดประกายความคิดทางวิทยาศาสตร์ การเมือง



สร้างศาสตร์การเดินเรือ สร้างแผนท่ท่เช่อมต่อท้งโลกเข้าด้วยกัน เป็นแรง



บันดาลใจในการสร้างงานศิลปะ และการประดิษฐ์เคร่องมอเคร่องใช้มากมาย



ตามมาด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลย ี
และเพ่อท่จะตอบคาถามว่าเราเป็นใคร เราเป็นเพียงส่งมีชีวิตเดียว





หรือไม่ในเอกภพอันกว้างใหญ่น มีโลกใบอ่นอยู่ท่ไหนสักแห่งหรือไม่ หรือยังม ี



ส่งมีชีวิตอ่นๆ อีกมากมายข้างนอกน่น และเม่อทุกอย่างไปไกลมาก มากขนาด






ท่เราสามารถออกไปสารวจจักรวาล ไปเหยียบดวงจันทร์ ส่งยานไปสารวจดาว







อังคาร มีกล้องและเทคโนโลยีท่ดีท่สุด ฉลาดท่สุด แม่นยาท่สุด แต่นักบิน


อวกาศหรือนักท่องอวกาศกลับรู้สึกถึงตัวตนท่เล็กลงเม่อเทียบกับจักรวาลอัน
กว้างใหญ่ รู้สึกว่าโลกน้นช่างเปราะบาง และเป็นเร่องท่ไร้สาระเหลือเกินท่เรามัว





ุ์

หมกมุ่นกับการทาสงครามทางการเมือง ชาติพันธ หรือการแย่งชิงอานาจ แต่




ท้งหมดท้งมวลน ในท้ายท่สุดเราก็ยังไม่สามารถทาความเข้าใจจิตใจท่แท้จริง







ของเราได้ คร้งหน่งเราปฏิเสธส่งท่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เรากลับต้อง
ู่
ยอมรับว่ามันมีอย สุดท้ายเราก็ต้องย้อนกลับมาท่ตัวเราเอง และยังคงต้งคาถาม



ว่า เราคือใคร?


เร่องราวท่ผู้แต่งหยิบยกมาร้อยเรียงให้เราได้อ่านน้นไม่เพียงสนุกไป




ด้วยเร่องเล่า เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รายละเอียดมากมายท่ซ่อนอยู่เบ้องหลังเร่อง






ราวการค้นพบท่ย่งใหญ่ต้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ยังต้งคาถามถึงการดารงอย ู่




ของเราและทาให้เราหันมามองส่งท่อยู่รอบๆ ตัว เพราะจักรวาลและดวงดาวเป็น
เร่องท่เก่ยวกับเราไม่ใช่เพียงแค่ความสว่างไสวงดงามบนท้องฟ้า และมันยัง



เก่ยวข้องโดยตรงกับเราและเราทุกคนบนโลกใบน ี ้


เร่องราวท้งหมดในหนังสือเล่มน้มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานหลาย




ศตวรรษ ปัจจุบันน้กลายเป็นเร่องธรรมดามากจนเราแทบไม่สังเกตเห็น แต่ไม่ใช่

เร่องง่ายเลยกว่าท่เราจะได้ความรู้เหล่าน้นมา นักคิด นักวิชาการมากมายต้องท้ง



ถูกเกลียดชัง ต้องโทษประหาร ถูกกล่าวหาต่างๆ นานา พวกเขาทาการโต้เถียง




เรียกร้อง ปฏิวต ต่อส จนเป็นสงทเรามีในทกวนน เช่นนนแล้ว เป็นการไม่สมควร

















เลยท่จะทาให้ส่งท่บรรพบุรุษของเราส่งสมมาอย่างยาวนานต้องสูญเปล่า และส่ง ิ
ท่เราทาได้น้นง่ายนิดเดียว คือ การแหงนมองท้องฟ้า



ไนนินทร์ ประภาพัช


บทน�ำ











เกือบหน่งหม่นส่พันล้านปีท่แล้ว สรรพส่งปะทุข้นจากความว่างเปล่า จักรวาล








ของเราเร่มจากการเป็นจุดเลกๆ ท่ร้อนและหนาแน่นในระดบท่ยากเกิน







จนตนาการ และจากน้นกระเบดออกมาภายนอกในทันท องค์ประกอบ


มากมายของอวกาศขยายตัวเร็วกว่าความเร็วแสง จนกระท่งสรรพส่งท่ดารงอย ู่



ท้งหมดมีขนาดพอๆ กับผลเกรปฟรุต หลังจากน้นเอกภพก็ขยายตัวและเย็น



ลงอย่างต่อเน่อง และสสารแรกได้ก่อตัวข้น ภายในช่ววินาทีแรกน้น กลุ่มก้อน


หนาแน่นของอนุภาค–นิวตรอน โปรตอน อิเล็กตรอน โฟตอน นิวตริโน–
เบียดอัดกันในความร้อนรุนแรงที่กระเจิงแสงออกราวกับหมอก
ช่วงเวลาดังกล่าวจักรวาลมีอายุราว 380,000 ปี ฟองจักรวาลน้ได้

แผ่ขยายออกไปจนมีความกว้างนับสิบล้านปีแสง อีกท้งเย็นตัวลงจนมีอุณหภูม ิ



ไม่ก่พันองศา บางเบาจนอะตอมสามารถยึดเกาะด้วยกันได้ และเป็นคร้งแรก


ท่จักรวาลมีความโปร่งใสต่อแสง เกิดแสงสว่างวาบแรกแล้วจากน้นตกอยู่ใน

ความมืด มันต้องใช้เวลาอีกนับร้อยล้านปีกว่าท่แรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงจะ
ทางานกับความผันแปรของความหนาแน่นท่บางเบา การยุบตัวลงอย่างไม่


หยุดย้งของกลุ่มก๊าซได้ก่อตัวข้นคร้งแรกเป็นดาวฤกษ์และกาแล็กซ และ




จากนั้นแสงสว่างแห่งท้องฟ้าก็ถูกเปิดขึ้นทีละดวง
คู่มือเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาส่วนใหญ่บอกเล่าล�าดับเหตุการณ์นี้ในบาง

รูปแบบ ความลึกลับยังคงมีต่อไป น่นคือ จริงหรือท่บิกแบง (Big Bang)


เป็นจุดเร่มต้นของทุกส่ง หรือจักรวาลของเราเป็นเพียงฟองอากาศพองตัวหน่ง



เดียวในพหุภพ (multiverse) ที่ใหญ่กว่ามาก? แรงมหาศาลท่ยังคงผลัก



อวกาศให้ห่างออกจากกันคืออะไร? มันจะขยายตวไปเร่อยๆ ไม่ส้นสุด หรือ


THE HUMAN COSMOS




I
ในท่สุดจะยุบตัวกลับไปกลายเป็นบิกครันช์? (Big Crunch) แต่ธรรมชาต ิ
โดยท่วไปและเร่องราวของจักรวาลน้นเป็นท่ยอมรับกันอยู่แล้ว ความเป็นจริง





ได้รับการเปิดเผยว่าจักรวาลคือเคร่องจักรขนาดมหึมาและซับซ้อน ประกอบ
ด้วยอนุภาคและแรงทางกายภาพท่ควบคุมโดยกฎและสมการทางคณิตศาสตร์



หนังสือเล่มน้บอกเล่าเร่องราวท่ต่างออกไป คาอธิบายทางวิทยาศาสตร์


ของจักรวาลนับเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมยุคใหม่ของพวกเรา เป็นแนวคิด



อันทรงพลังท่ทาให้แนวคิดอ่นถูกลบล้างออกไปจนหมดส้น จักรวาลวิทยา


(Cosmology) คือการศึกษาเก่ยวกับจักรวาล ท่คร้งหน่งเคยอธิบายถึงความ




พยายามทางปรชญาและทางจตวญญาณอย่างกว้างๆ เพ่อท�าความเข้าใจถง ึ






การด�ารงอยู่ เพ่อถามว่าเราคือใคร เราอยู่ท่ไหน และทาไมเราจึงมาอยู่ท่น ี ่


ปัจจุบันได้กลายเป็นสาขาวิชาของดาราศาสตร์คณิตศาสตร์ เช่นน้นแล้ว






เกิดอะไรข้นกับคาถามท่ใหญ่กว่าน้น? ไม่มีส่งอ่นใดเก่ยวกับจักรวาลอีกแล้ว

หรือที่เราต้องการจะรู้?

แทนท่จะลงรายละเอียดเก่ยวกับพัฒนาการล่าสุดทางด้านดาราศาสตร์




น่คือแนวทางเก่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของความรู้ท่มวลมนุษย์ได้


รับมาจากดวงดาว มันเก่ยวกับมุมมองของพวกเขาต่อจักรวาลท่บอกพวกเขา

ให้รู้ถึงธรรมชาติแห่งความเป็นจริงและความหมายของชีวิต เก่ยวกับเทพเจ้า

และจิตวิญญาณ ตานานและสัตว์วิเศษ พระราชวังและแดนจินตนาการบน




ท้องฟ้าทพวกเราได้ละทงไป รวมถงเก่ยวกับเหตใดมมมองด้านวิทยาศาสตร์




จึงเข้ามามีอิทธิพลและการเดินทางยังคงเป็นตัวกาหนดว่าเราเป็นใครในทุกวัน


น้ได้อย่างไร มันเป็นเร่องราวเก่ยวกับผู้คน–ท้ง นักบวช เทพธิดา นักสารวจ





นักปฏิวัต และกษัตริย์–และเปล่าเลยมันไม่ได้เร่มต้นท่บิกแบงหรือไม่ใช่แม้แต่


I บิกครันช์ (Big Crunch) เป็นทฤษฎีที่ว่า บิกครันช์อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของเอกภพ กระนั้น

บิกครันช์จะเกิดข้นได้ถ้าเราอยู่ในเอกภพปิดและมีความหนาแน่นมากพอ เม่อเอกภพขยายตัวออก



จนถึงจุดสูงสุดมันจะหยุดการขยายตัวและเร่มหดตัวกลับ การหดตัวกลับของเอกภพน้เองเรียก


ว่าบิกครันช์ ผู้สนับสนุนทฤษฎีบิกครันช์หลายคนเช่อว่าหลังจากท่เอกภพหดตัวกลับจนเข้าสู่จุด


ซิงกูลาริตี (singularity) แล้วมันจะนาพาไปสู่การเกิดบิกแบงรอบใหม่อีกคร้ง และการเกิดใหม่น ้ ี
เรียกว่าบิกบาวนซ์ (Big Bounce) ซึ่งก็คือการดีดตัวกลับของเอกภพ แนวคิดนี้เป็นการเสนอ
ภาพให้เห็นว่าเอกภพอยู่ในวัฏจักรของการขยายและหดตัวและขยายตัวออกไปใหม่เป็นอนันต์
- บ.ก.
14


บทน�ำ







การกาเนิดของวิทยาศาสตร์ หากแต่มันเร่มต้นท่มนุษย์กลุ่มแรกท่มองไปยัง
ดวงดาว และค�าตอบที่พวกเขาค้นพบบนท้องฟ้า

เหตุใดต้องคิดให้ยุ่งยากใจเก่ยวกับความเช่อเร่องท้องฟ้าของคนในอดีต?





ในเม่อนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ไม่ใคร่สนใจนัก เราทราบว่า
วิทยาศาสตร์ถูกสร้างข้นจากความพยายามท่จะเข้าใจสวรรค์ แต่ส่งน้ไม่ค่อย







ได้รับความสนใจสาหรับนักวิชาการท่ตามรอยพัฒนาการของมนุษย์โดยท่วไป


ดิฉันคิดว่าส่งน้ได้สร้างจุดบอดขนาดใหญ่ในการทาความเข้าใจถึงท่มาของ




พวกเรา อันท่จริงรูปแบบท่มนุษย์เห็นบนท้องฟ้ามักจะส่งอิทธิพลต่อการ

ดาเนินชีวิตของพวกเขาบนโลก มีผลต่อแนวคิดเก่ยวกับเวลาและสถานท ่ ี

อ�านาจและความจริง ชีวิตและความตาย

เราเห็นส่งเหล่าน้ในอารยธรรมยุคโบราณ ความหลงใหลในคราสของ



ชาวบาบิโลน ฟาโรห์แห่งอียิปต์ผู้สร้างพีระมิดเพ่อนาทางวิญญาณของตนสู่

ดวงดาว จักรพรรดิโรมันท่ทาศึกภายใต้ธงสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ แนวคิด




เกี่ยวกับจักรวาลยังสงอิทธิพลตอโลกยุคใหมอีกด้วย สิ่งเหลานี้ยังคงฝงแนน







อย่ในสงคมของพวกเรา–แม้ว่าเราจะลมเลอนจดกาเนดของพวกมนไปแล้ว–








ท้งในรัฐสภา โบสถ์ แกลเลอร นาฬิกา และแผนท ความเช่อเก่ยวกับดวง


อาทตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวมบทบาทสาคญในการกาเนิดคริสต์ศาสนา














รวมถงการสารวจและครอบครองโลกของชาวยโรป ความเชอเหล่านชนา


ผู้บัญญัติกฎหมายท่มีแนวคิดกบฏซ่งได้ก่อต้งหลักการประชาธิปไตยและ






ู้
สทธิมนุษยชน นกเศรษฐศาสตร์ผพัฒนาโครงสร้างท่พงพาระบบทุนนยม หรอ



แม้กระทั่งจิตรกรผู้สร้างผลงานศิลปะนามธรรมชิ้นแรก

ทุกวันน เม่อมลภาวะทางแสงหุ้มล้อมโลกของเรามากข้น ดวงดาว





เกือบจะเลือนหายไปหมด แทนท่จะมองเห็นได้นับพันดวงในคาคืนท่มืดมิด


ในเมืองต่างๆ ทุกวันน้พวกเรามองเห็นดวงดาวเพียงไม่ก่สิบดวง และ


นักดาราศาสตร์กังวลว่าอีกไม่นานดาวเทียมจะมีปริมาณมากกว่ามาก ผู้คน
ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้แล้ว



มันเป็นมหันตภัยท่กัดกร่อนมรดกทางธรรมชาต เป็นการลบความเช่อมโยง
15


THE HUMAN COSMOS



ของตัวเรากับกาแล็กซีและจักรวาลอันกว้างใหญ่ออก ไม่มีเสียงคัดค้านจาก
มวลชนส่วนใหญ่ คนส่วนมากยักไหล่ไม่แยแส ติดหนึบอยู่กับโทรศัพท์ของ

พวกเขา หาได้กังวลต่อการสูญเสียทัศนวิสัยอันนับเป็นพ้นฐานของทุกๆ
วัฒนธรรมมนุษย์ในประวัติศาสตร์

กระน้น เรายังคงพยายามท่จะหาตาแหน่งแห่งหนของตัวเองในจักรวาล



การศึกษาวิทยาศาสตร์ประสบความสาเร็จในวงกว้าง ทุกวันน เด็กห้าขวบ


มีความรู้เก่ยวกับประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ และธรรมชาติของจักรวาลใน

เชิงกายภาพมากกว่าความรจากหลากวัฒนธรรมในยุคแรกๆ ซงสงสมรวมกน

ู้




มาในระยะเวลาหลายพันปี แต่มันก็ได้ลบเลือนความหมายมากมายท ่ ี


วัฒนธรรมเหล่าน้นค้นพบในการดารงชีวิต [ความรู้จาก] ประสบการณ์ส่วน
บุคคลถูกกวาดออกไปจากความเข้าใจเก่ยวกับความเป็นจริงของเรา แทนท ี ่

ด้วยตารางทางคณิตศาสตร์ในเชิงทฤษฎีของกาล-อวกาศ โลกถูกกระแทก
ออกจากศูนย์กลางของการด�ารงอยู่ไปยังชายขอบ ชีวิตถูกตีกรอบใหม่ว่าเป็น

เพียงอุบัติเหตุแบบสุ่ม พระเจ้าก็ถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน ขณะน้ทุกๆ ส่ง ิ

สามารถอธิบายได้ด้วยกฎของธรรมชาต ห่างไกลจากบทบาทอันมีความหมาย
ในระเบียบแบบแผนของจักรวาล เราเป็นเพียง ‘กากเคมี’ ท่แขวนลอยอยู่บน



พ้นผิวของดาวเคราะห์ขนาดกลางซ่งโคจรรอบดาวฤกษ์ท่ไม่ได้มีความพิเศษ

อะไรเลย ดังที่สตีเฟน ฮอว์กิง กล่าวไว้
นักวิจารณ์ต่อสู้กับมุมมองเชิงกลไกเก่ยวกับลักษณะธรรมชาติของ

มนุษย์มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยปฏิเสธกระบวนการทางวิทยาศาสตร์



แบบเหมารวม แต่ในปัจจุบันแม้กระท่งนักวิทยาศาสตร์ท่มีช่อเสียงยังส่งเสียง



แสดงความกังวลจนเกือบจะเป็นเร่องต้องห้ามเม่อไม่นานมาน พวกเขาเสนอ





ว่าสสารทางกายภาพอาจจะไม่ใช่ท้งหมดท่จักรวาลน้เป็น; ไม่ใช่ท้งหมดท่เรา


เป็น บางทีวิทยาศาสตร์อาจจะเป็นการมองเห็นเพียงคร่งเดียว เรา [อาจ]

สามารถอธิบายดวงดาวและกาแล็กซีได้ แต่เร่องจิตใจเล่า? ไหนจะเร่องการ


มีจิตรู้สานึกในตัวมันเอง? มันกาลังเผชิญกับการสู้รบคร้งใหญ่ซ่งอาจเปล่ยน




โลกทัศน์แบบตะวันตกทั้งหมด
การเตรียมพร้อมที่จะตั้งรับประเด็นของความขัดแย้งนี้ ดิฉันคิดว่าเรา


ต้องปรับโลกทัศน์; ภาพรวม น่คือหนังสือเก่ยวกับจักรวาล ไม่ใช่คู่มือทาง
16


บทน�ำ





วิทยาศาสตร์ แต่เป็นเร่องเก่ยวกับมนุษย์ แทนท่จะอธิบายอย่างละเอียด ดิฉัน




เลือกสิบสองช่วงเวลา สิบสองก้าวย่างท่สาคัญ และถ้าคุณต้องการ น่เป็น



หนังสือท่บอกเราถึงบางส่งเก่ยวกับวิธีท่ผู้คนตลอดประวัติศาสตร์มองดูท้องฟ้า

โดยเฉพาะอย่างย่งเร่องราวสิบสองเร่องน้ติดตามการกาเนิดของจักรวาลท่เป็น








ข้อเท็จจริงแบบตะวันตกและแบบจาลองของจักรวาลน้เข้ามาครอบงาชีวิตของ


เราอย่างไร เร่องราวสืบย้อนจากการแสดงออกทางความคิดในยุคแรกของ


มนุษยชาติผ่านภาพวาดในถ�าและกลุ่มวงกลมหิน; ผ่านไปสู่การกาเนิดของ
จารีตประเพณีที่ส�าคัญอย่าง คริสต์ศาสนา ประชาธิปไตย และวิทยาศาสตร์;
ไปจนถึงการไล่ล่าส่งมีชีวิตต่างดาวและเท่ยวบินสู่อวกาศของเราท่เกิดข้นจริง




และเสมือนจริง


มันเป็นการเดินทางท่ช่วยอธิบายว่าเราคือใครในทุกวันน และอาจ



เป็นแนวทางในอนาคตได้ด้วย อาจเป็นเร่องยากท่จะเห็นขีดจากัดของบางส่ง















เมอเราได้ฝังตวอย่ภายในสงนน ดฉนหวงว่าการถอยออกมาเพอสารวจ



ประวัติศาสตร์เชิงลึกในความเช่อของมนุษย์เก่ยวกับจักรวาล อาจจะช่วยให้

เราได้สารวจขอบโลกทัศน์ของเราเองและอาจมองออกไปไกลกว่าน้น เหตุใด


เราจึงกลายเป็นเคร่องจักรอันเฉ่อยเนือยในจักรวาลอันไร้จุดหมาย? ความเช่อ



เหล่าน้นหล่อหลอมการใช้ชีวิตของเราอย่างไร? และจากจุดน้เราจะเดินทางไป

ที่ไหนกัน?
17


1

ต�ำนำน






















มีรูปแบบการเรียงตัวท่แปลกตาของจุดรูปแบบหน่งท่มักจะปรากฏข้นซาๆ ใน





งานศิลปะท่วโลกและตลอดประวติศาสตรท่ผ่านมา จานวนของจดนนมความ








หลากหลายแต่โดยปกติแล้วจะเป็นจดทรงกลมขนาดเล็กหกจดเกาะกลุ่มใกล้ๆ

กัน มีลักษณะเฉพาะแยกเป็นแถว แถวละส่จุดและสองจุด รูปแบบน้พบได้


ในหลากหลายชุมชนแผ่กระจายออกไป ต้งแต่ลวดลายของรูท่เจาะลงบนผิว




ของผลนาเต้าท่เป็นเคร่องเคาะจังหวะของชนเผ่านาวาโฮ (Navajo) ไปจนถึง

ภาพวาดบนกลองของชามันไซบีเรียน หรือแม้กระทั่งปรากฏบนโลโก้ของ
I
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างซูบารุ (Subaru)




ในตัวอย่างท้งหมดเหล่าน จุดซ่งแสดงลักษณะเฉพาะท่โดดเด่นท่สุด


อย่างหน่งบนท้องฟ้ายามคาคืนก็คือ กระจุกดาวลูกไก่ (Pleiades) กลุ่มดาว




หกหรือเจ็ดดวงน (จานวนท่แน่นอนข้นอยู่กับสภาพอากาศในตอนท่มอง)






ปรากฏอยู่ใกล้กับเส้นทางโคจรซ่งเกิดข้นประจาปีของดวงอาทิตย์ท่พาดผ่าน





ท้องฟ้า และมันยังเป็นโครงหลักสาคัญในเร่องเล่าและตานานต่างๆ มากมาย


เช่น ในตานานของชาวเชโรก (Cherokee) กลุ่มดาวน้คือเหล่าเด็กหลงทาง



ส่วนพวกไวก้งเช่อว่ามันคือลูกไก่ของเทพธิดาเฟร็วยา [Freyja- เทพใน

I ชามัน (shaman) กลุ่มลัทธิที่เชื่อว่าเป็นสื่อกลางระหว่างธรรมชาติกับสิ่งเหนือธรรมชาติ พบได้
มากในทางตอนเหนือและตอนกลางของทวีปเอเชีย ชามันในแต่ละวัฒนธรรมจะมีความแตกต่าง
กันไป อาทิ ผู้ท�าหน้าที่รักษาโรคโดยผ่านพิธีกรรม หรือสามารถเดินทางระหว่างโลกมนุษย์และ
แดนวิญญาณ นรกและสวรรค์ ลัทธิชามันน้ยังแบ่งออกได้หลากหลายประเภท ท้งในรูปแบบ


คนทรง ผู้เผยพระวจนะ ผู้ร่ายคาถา พ่อมดหรือหมอผี - บ.ก.


THE HUMAN COSMOS












ตานานนอร์ส] กล่มดาวนยงเป็นองค์ประกอบทเป็นลกษณะเฉพาะของกล่ม







ดาวพฤษภ [Taurus- หรอกล่มดาววว] กล่มดาวลกไก่ปรากฏอย่เหนอสะบก

ของวัวสวรรค์ท่มีเขาย่นทอดยาวออกมา ดวงตาท่โดดเด่นคือดาวยักษ์แดง



อัลดีบาแรน [Aldebaran- หรือดาวตาวัว] และกระจุกดาวอีกกลุ่มหนึ่งคือ


ไฮอาดีส [Hyades- หรือกระจุกดาวสามเหล่ยมหน้าวัว] ซ่งกระจายเป็น
รูปตัว ‘วี’ (V) พาดผ่านส่วนใบหน้าของมัน
การปรากฏข้นบ่อยคร้งของรูปแบบจุดหกจุดนี้แสดงให้เห็นถึงความ




สาคญของกล่มดาวลกไก่ในสังคมทวโลก ตลอดจนความปรารถนาร่วมกัน





ของมนุษย์ในการจับเอารูปลักษณ์ต่างๆ ของท้องฟ้าท่เต็มไปด้วยดวงดาวมา




ใส่ไว้ในงานศิลปะ แต่เร่องราวน้มีอะไรมากกว่าน้น –อีกตัวอย่างหน่งของ

จุดเหล่าน ซ่งต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าดูเหมือนไม่น่าเกิดข้นได้ ท่ถา











ลสโก (Lascaux) ทางตะวนตกเฉียงใต้ของฝร่งเศสซงมีชอเสยงเกยวกบ






ศิลปะยุคหินเก่าท่มีอยู่จานวนมาก มีท้งภาพวาดและจารึกภาพสัตว์หลายช้น







ท่มีอายุประมาณ 20,000 ปี ต้งแต่ยุคเร่มต้นของมนุษยชาต นักวิชาการต่าง

โต้เถียงกันมานานหลายทศวรรษถึงความหมายของภาพที่ค้นพบในถาน ใน




ขณะเดียวกัน ภาพของจุดธรรมดาหกจุดท่มีลักษณะตรงกับกลุ่มดาวลูกไก่





พอดิบพอดีบนเพดานของโถงทางเข้าถาอันโอ่อ่า กลับไม่ถูกสังเกตเห็น ภาพน
ถูกวาดอย่างประณีตด้วยดินโอเคอร์ (ochre) สีแดง พวกมันลอยอยู่เหนือ
สะบักของภาพวัวป่าออรอคที่น่าเกรงขาม [aurochs- วัวป่าปัจจุบันเป็นสัตว์
สูญพันธุ์]
ด้วยความยาว 5.2 เมตร ท�าให้ภาพ ‘วัวหมายเลข 18’ เป็นภาพวาด

ท่ใหญ่ท่สุดและน่าจะเป็นท่รู้จักมากท่สุดในบรรดาภาพในถาท้งหมด มันด ู







คล้ายกับกลุ่มดาววัวในยุคปัจจุบันอย่างน่าประหลาด–มีแม้กระท่งจุดท่เรียง




ตัวกันเป็นรูปทรงตัววีท่ส่วนใบหน้าของวัว–ความเหมือนกันน้เป็นท่สังเกตเห็น

มาหลายปีแล้ว แต่ถึงจะเป็นเช่นน้นมันก็ไม่เคยถูกกล่าวถึงในหนังสือนาเท่ยว


และไม่เป็นประเด็นให้นามาถกเถียงกันในแวดวงนักโบราณคดีกระแสหลัก


กลุ่มดาววัวเป็นหน่งในกลุ่มดาวกลุ่มแรกๆ ท่ได้รับการอธิบาย มีหลักฐานการ


บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรท่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปได้ถึงเกือบ 3,000 ปี


ในมุมมองของนักบวชชาวบาลิโลนมองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่เป็นเหมือนขนท

20


ต�ำนำน







ต้งชันอยู่บนหลังของวัวสวรรค์ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ท่กาเนิดท่แท้จริงของ










มนอาจเป็นแผนท่ดาวซงสร้างขนโดยมนุษย์ดกดาบรรพ์ในยคเกบของป่าล่า


สัตว์แห่งลัสโก? แนวคิดน้ไม่ได้ถูกปฏิเสธพอๆ กันกับท่ไม่มีการพูดถึงมันเลย


อย่างไรกตาม ในช่วงไม่ก่ปีทผ่านมาผ้เชยวชาญด้านมานษยวทยา








ปรัมปราวิทยา[เทวตานาน] และดาราศาสตร์เร่มถกเถียงกันเก่ยวกับการ


ประเมินทักษะความสามารถของบรรพบุรุษในยุคหินเก่าของพวกเราเสียใหม่
อย่างถึงแก่นรวมถึงอิทธิพลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับเรื่องราวที่พวกเขาได้
บอกเล่าไว้ ดังน้นในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับดวงดาวน ี ้




มาเร่มกันท่ความลึกลับของวัวหมายเลข 18 เราจะสารวจว่าศิลปินแห่งถา


ลัสโกต้งใจท่จะวาดกลุ่มดาวจริงๆ หรือไม่ และคาถามว่าเหตุใดพวกเขาถึงให้




ความสนใจท้องฟ้ามากนัก มันคือการเดินทางท่นาเราไปสู่หัวใจของความ

หมายท่จักรวาลมีต่อมนุษย์กลุ่มแรกท่มีความสามารถในการจินตนาการ จดจา




อธิบาย และแสดงให้เห็น จักรวาลท่พวกเขาสร้างสรรค์ข้นยังคงเป็นตัวกาหนด


ชีวิตของเราในทุกวันนี้
วันท 12 กันยายน ปี 1940 มาร์เซล ราวีดา (Marcel Ravidat) เด็กฝึกงาน



ช่างยนต์วย 17 ปี ไปเดนเล่นกบเพอนสามคนทเนนเขาใกล้หม่บ้านมงตญก











(Montignac) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝร่งเศส ตามต�านานของหมู่บ้านว่า
กันว่ามีถาอยู่ใต้เนินเขา–ในช่วงระลอกแห่งการประหารท่ตามมาหลังการปฏิวัต ิ





ฝร่งเศส เจ้าอธิการแห่งลาบรูส (Labrousse) เจ้าของคฤหาสน์ท่อยู่ใกล้เคียง



ได้ใช้บริเวณหน่งในถาน้นเป็นท่ซ่อนตัว–และราวีดาสงสัยว่าพวกเขาอาจจะเก็บ







สมบัตไว้ในน้น ไม่ก่วันก่อนหน้าเขาเร่มนาส่งกีดขวางออกจากโพรงถาบน



พ้นดิน อย่างดูมีความหวัง และตอนน้เขากลับมาพร้อมกับอาวุธมีดและ


ตะเกียงพก เขาวางแผนจะลงไปในถ�้าให้ได้




เป้าหมายของกลุ่มเด็กหนุ่มคือพ้นท่แอ่งกระทะท่ยุบตัวลงไปในพ้นดิน
ท่ล้อมรอบด้วยไม้จาพวกสนและจูนิเปอร์อีกท้งยังเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาม ท ี ่






ก้นแอ่งมีช่องโหว่ขนาดเล็กเช่อมไปสู่ปล่องแคบยาวท่เกือบจะเป็นแนวด่ง กลุ่ม
เด็กหนุ่มช่วยกันถางพุ่มหนาม–รวมถึงเก็บซากของลา–และใช้มือขุดเพ่อขยาย

21


THE HUMAN COSMOS



โพรงให้กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร พวกเขาโยนก้อนหินลงไปและต้อง















ประหลาดใจกบระยะเวลาทกอนหนรวงลงสพนและเสยงกองทสะทอนตามมา
พุ่มไม้หนามเหล่านั้นได้ซ่อนบางสิ่งที่ส�าคัญเอาไว้



ราวีดามีอายุมากท่สุดและแข็งแรงท่สุดในกลุ่ม เขาใช้หัวมุดนาลง
ไปก่อนแล้วค่อยๆ ถัดตัวไปมาผ่านผืนดินลงไปหลายเมตรก่อนท่จะตกบน


กองดินเหนียวและหินรูปทรงกรวย เขาจุดตะเกียงท่ทาจากปั๊มอัดจารบีและ



ขดเชือก แต่ในทันทีน้นเอง เขาเสียการทรงตัวและล่นไถลลงไปถึงจุดลึกสุด
และก็พบว่าตัวเองก�าลังอยู่ในโถงขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 20 เมตร
เขาจึงตะโกนเรียกให้เพื่อนๆ ตามลงมา



พวกเขาเดินตัดข้ามโถงถาหินปูนไปในความมืดสลัว เดินเล่ยงแอ่งนา ้ �



ต้นๆ บนพ้น จนกระท่งมาถึงทางเดินแคบๆ ท่มีเพดานโค้งสูงข้นไปด้านบน



ซ่งมีลักษณะคล้ายเพดานโบสถ์ ณ จุดน้ราวีดาชูตะเกียงข้น และเด็กหนุ่มก็ได้


พบกับกรุสมบัติท่พวกเขาตามหา ส่งท่ปกคลุมผนังสีขาวอยู่น้นคือการปะท ุ





ออกของส่งมีชีวิต ภาพต่างๆ จากยุคกาเนิดของสปีชีส์ของเราถูกนากลับมาให้


เห็นเป็นครั้งแรกในรอบ 20,000 ปี
ในตอนแรกพวกเขาสังเกตเส้นสีและสัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิตท่ด ู



แปลกตา จากน้นเม่อเคล่อนตะเกียงไปรอบๆ พวกเขาพบ[ภาพ]เหล่าสัตว์ ม ี




ม้าอยู่ท่วทุกท ม้าสีทองขนแผงคอสีดา อีกท้งวัวสีแดงดา แพะภูเขา และกวาง





ตัวผู้มีเขาท่กาลังส่งเสียงร้อง ฝูงสัตว์ปีนป่ายกันอยู่บนผนังถ�าและถลาข้าม


เพดาน บางภาพชัดเจนและหลากสีสัน บางภาพพร่าเลอนเหมือนตกอยู่

ท่ามกลางหมอก กลุ่มเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจถึงความสาคัญของส่งท่พวกเขา





ค้นพบท้งหมดน แต่พวกเขารู้แน่ว่ามันต้องเป็นส่งท่พิเศษ จึงฉลองด้วยการ


กระโดดโลดเต้นและร้องตะโกนท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหววูบวาบ




ถาลัสโก (ต้งช่อตามคฤหาสน์ท่อยู่ใกล้เคียง) ปัจจุบันนับเป็นหน่งใน


การค้นพบทางโบราณคดีท่น่าอัศจรรย์ใจท่สุดแห่งหน่งในประวัติศาสตร์ ถาน ้ ี





เป็นเพียงหน่งในหลายร้อยถาทางตอนใต้ของฝร่งเศสและทางตอนเหนือของ






สเปนท่มีภาพวาดบนผนังอาย 37,000 ถึง 11,000 ปีก่อน โดยมนุษย์ท่ม ี

ลักษณะทางกายภาพเหมือนมนุษย์ยุคใหม่ ซ่งอพยพจากแอฟริกาไปยังยุโรป

เป็นกลุ่มแรกเมื่อประมาณ 45,000 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคน�้าแข็ง เป็นยุคที่
22


ต�ำนำน





เรียกว่า ยุคหินเก่าตอนปลาย (Upper Paleolithic) ซ่งต้งช่อตามการใช้















เครองมอจากหนในชวงเวลาดงกลาว และดเหมอนวาจะทาใหเกดการปะททาง
ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ศิลปะหิน[Rock art–โดยมากมักหมายถึง



ศิลปะตามผนังถา-บ.ก.]จากช่วงเวลาน้พบได้ตามแหล่งต่างๆ–ไม่ว่าจะเป็นใน

อินโดนีเซียและออสเตรเลีย–รวมถึงแหล่งต้นกาเนิดงานเหล่าน้ท่มีมาก่อนหน้า










อยางแอฟรกาอกดวย แตเนองจากความสลบซบซอน[ในการเขาถง] การดแล






รักษาอย่างพิถีพิถัน และปริมาณของภาพวาดและงานสลักลายที่มีจานวนเกือบ
2,000 ชิ้น ท�าให้ถ�้าลัสโกเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุด

ศิลปินท่น่ใช้แปรงท่ทาจากพืชหรือวัสดุช้นเล็กๆ หรือขนสัตว์ และม ี




การใช้สีท่ได้จากแร่เหล็กและแมงกานีส ดินขาวและแท่งถ่าน วาดภาพคลุม




ทางเดินและห้องต่างๆ ทอดยาวนบร้อยเมตรบนผนงหน การสร้างสรรค์ของ

พวกเขาให้ความเข้าใจอย่างลึกซ้งในจิตใจของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ท ่ ี


หายากและสวยงามอย่างน่าท่ง ผู้คนยุคแรกเหล่าน้คือใคร? อะไรคือส่งท่พวก














เขาใหความสาคญ และอะไรทกระตนใหพวกเขาสรางงานศิลปะ? สงใดกนท ่ ี
ส่งผลท�าให้พวกเขามีลักษณะของ[ความเป็น]มนุษย์?
ในช่วงหลายทศวรรษนับต้งแต่การค้นพบของกลุ่มเด็กหนุ่ม นัก





วิชาการต่างคิดหาคาตอบมากมายสาหรับคาถามเหล่าน แนวคิดแรกๆ คือ



ภาพอันลึกลับน้เป็นเพียงการตกแต่ง เป็น ‘ศิลปะเพ่อศิลปะ (art for art’s


sake)’ เท่าน้น ไม่ได้มีความหมายพิเศษแต่อย่างใด ส่วนอีกข้อเสนอหน่งคือ
ภาพสัตว์เหล่าน้เป็นตัวแทนของเผ่าต่างๆ โดยท่ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงการ


ต่อสู้และการเป็นพันธมิตรกันระหว่างพวกเขา ผู้เช่ยวชาญบางท่านคิดว่า

ภาพวาดน้ต้งใจจะสร้างให้เป็นมนต์คาถาเพ่อเสริมอิทธิฤทธ์ในการออกล่าสัตว์





หรือปัดเป่าวิญญาณร้าย ในช่วงทศวรรษท 1960 เหล่านักวิชาการได้ใช้วิธีการ




ทางสถิติบันทึกชนิดของรูปภาพภายในถาท่แตกต่างกันออกเป็นประเภทต่างๆ


และสร้างทฤษฎีเก่ยวกับประเภทของรูปภาพท่พวกเขาเห็น ยกตัวอย่างเช่น ม้า
และไบซันนั้นแสดงถึงความเป็นชายกับหญิง


ต่อมา นอร์แบร์ อฌลา (Norbert Aujoulat) ผ้ซงอาจจะเป็นคนที่









ร้จกภาพวาดน้นดีกว่าใครๆ ด้วยการเป็นคนท่มความสนใจเก่ยวกับถา เขา


อธิบายตัวเองว่าเป็น ‘มนุษย์ใต้ดิน’ เขามักจะหายตัวไปทีละหลายวัน เดินทาง
23


THE HUMAN COSMOS






ท่องไปตามลาพังในหุบเขาของฝร่งเศส และช่วยในการค้นพบโถงใต้พ้นดิน
หลายสิบแห่งอีกด้วย แต่เขาไม่เคยลืมบ่ายวันหน่งในฤดูหนาวปี 1970 ได้เลย








มันเป็นคร้งแรกท่เขาได้เห็นถาลัสโก นับจากวันท่ถาถูกค้นพบ มันก็ได้เปิดให้

กับสาธารณชนเข้าชมและก็ถูกปิดลงในเวลาต่อมา เน่องด้วยลมหายใจของ



ผู้เข้าชมนับพันๆ รายต่อวัน รวมถึงเช้อจุลินทรีย์ท่ติดไปกับรองเท้าล้วนม
ส่วนสร้างความเสียหายแก่ภาพวาดอันลาค่า อูฌูลา เม่อคร้งเป็นนักศึกษาอาย ุ




24 ปี ได้เข้าร่วมทัวร์ส่วนตัวท่นาโดยฌัก มาร์ซาล (Jacques Marsal)



หนึ่งในกลุ่มเด็กหนุ่มสี่คนผู้ค้นพบถ�้านี้เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว


เพ่อไปให้ถึงภาพวาด มาร์ซาลนาพวกเขาเดินลงมาตามทางลาดผ่าน



โถงทางเข้าและประตูท่เรียงเป็นแถวแนวซ่งสร้างด้วยหินเพ่อรักษาความ
ปลอดภัย น่นทาให้อูฌูลา รู้สึกราวกับว่าพวกเขาก�าลังเข้าสู่พื้นท่ด้านในของ







วิหารอันศักด์สิทธิ ประตูบานสุดท้ายทาด้วยทองสัมฤทธ์หนาหนักและประดับ

ด้วยหินขัด อูฌูลา ใช้เวลาเพียงคร่งช่วโมงเพ่อสารวจสมบัติลาค่าท่อยู่ด้าน








หลังประต แต่ช่วงเวลาเท่าน้นก็เพียงพอแล้วท่จะกาหนดเส้นทางชีวิตของเขา



เขาเหมือนถูกมนต์สะกดด้วยความรู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของมนุษย์ถาท่เข้า




ครอบงา มันทรงพลังมากพอท่จะข้ามผ่านกาลเวลาหลายพันปี เขามุ่งม่นใน

การท�าความเข้าใจว่าท�าไมภาพวาดเหล่านี้จึงถูกสร้างขึ้นและเพื่ออะไร







เปนเวลาเกอบสองทศวรรษกวาทอฌลา จะเตมเตมความฝนของเขาได






ในปี 1988 ในฐานะหัวหน้าแผนกศิลปะในโพรงถาของกระทรวงวัฒนธรรม



ฝร่งเศส เขาใช้เวลาเร่มศึกษาถาลัสโกอันเก่าแก่เป็นเวลายาวนานนับทศวรรษ

ต้งแต่ภาพวัวขนาดใหญ่ท่อยู่บริเวณรอบๆ เพดานของโถงทางเข้า ไปจนถึง


ภาพสลักท่มีอยู่หนาแน่นและพัวพันกันอยู่ในโพรงขนาดเล็กท่เรียกว่า ‘มุข


โถงถา’ (apse) ขณะท่นักวิชาการคนอ่นๆ มุ่งความสนใจไปท่งานศิลปะ แต่







อูฌูลา เข้าสู่ถาลัสโกโดยใช้วิธีแบบผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาต เขาเรียนรู้





ในทุกๆ แง่มุมต้งแต่ธรณีวิทยาของหินปูนไปจนถึงชีววิทยาของสัตว์บนผนังถา
เขาได้ข้อสรุปว่าคนอื่นๆ ล้วนพลาดมิติที่ส�าคัญไปและนั่นคือ มิติของเวลา




เม่อได้ศึกษาภาพวาดบนผนังถาท่ซ้อนทับกันซึ่งม ม้า วัวป่าออรอค

และกวางปรากฏอยู่ร่วมกัน เขาค้นพบว่าในทุกๆ กรณ ม้าจะได้รับการวาด




ก่อน ต่อจากน้นเป็นวัวป่าออรอคและปิดท้ายด้วยกวาง ย่งไปกว่าน้นสัตว์
24


ต�ำนำน




แต่ละชนิดยังแสดงคุณลักษณะท่สอดคล้องกับช่วงเวลาท่เฉพาะเจาะจงใน



แต่ละปี ม้าจะมีขนดกหนาและหางท่ยาวซ่งตรงกับช่วงปลายฤดูหนาว วัวป่า


ออรอคตรงกับช่วงฤดูร้อน และกวางท่มเขาเด่นชัดและสมบูรณ์บ่งบอกถึงช่วง

ฤดูใบไม้ร่วง และช่วงเวลาเหล่าน้สาหรับสัตว์แต่ละชนิด คือช่วงฤดูผสมพันธ ุ์

ของพวกมัน



อูฌูลา ได้อธิบายส่งท่เขาค้นพบไว้เม่อปี 2005 ในหนังสือ Lascaux:
Movement, Space, and Time เขาเสนอว่า เมอภาพวาดในถาเป็นการ




แสดงถึงวัฏจักรสาคัญในการเจริญพันธุ์ของสัตว์ ควรจะยอมรับว่าถาคือสถาน




ศักด์สิทธ์ทางจิตวิญญาณ ท่มีจุดประสงค์ให้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้าง






(creation) และท่วงทานองอนเป็นนรันดร์ของชีวิต วฏจักรแห่งการสร้างท ี ่


ส่อออกมาโดยภาพวาดน้ไม่เพียงเก่ยวกับมนุษย์เท่าน้น หากแต่ยังเก่ยวโยง



ถึงสัตว์และสภาพอากาศ มันขยายรวมไปถึงห้วงจักรวาลทั้งมวล


วัฏจักรรอบปีของการสร้างใหม่ (re-creation) ท่เกิดข้นในโลกยุค
หินเก่าน้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านวัฏจักรของดวงดาว โดยในแต่ละ


ฤดูกาลจะถูกทาสัญลักษณ์จากเส้นโคจรของดวงอาทิตย์ รวมไปถึงการปรากฏ
ของกลุ่มดาวท่มีลักษณะเฉพาะบนท้องฟ้ายามคาคืน อูฌูลา เช่อว่าน่คือหัวใจ













สาคญในการรบรและมองเหนของศลปน เขาสรปวาเหลาศลปนกาลงแสดงให ้








เห็นว่าส่งมีชีวิตและเวลาของจักรวาลเก่ยวพันกันอย่างไร เขาเปรียบเทียบถา ้ �


กับชะง่อนท่ย้อยย่นออกมาจากผนังและภาพวาดท่พาดผ่านเพดานถากับ






‘อุโมงค์สวรรค์ (celestial vault)’ อีกทั้งยังช้ให้เห็นว่า สัตว์เหล่าน้นไม่ได้
อยู่บนพื้นดิน หากแต่อยู่บนท้องฟ้า
ู่


น่นอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดสัตว์เหล่าน้นมักจะดูเหมือนลอยอย จากการ





แต่งแต้มลงสีในทกเหลยมมมโดยไม่มีเส้นของพ้นดนเลย บางคร้งดเหมือน







กีบเท้าห้อยอยู่เสียด้วยซา หากข้อเสนอของอูฌูลาถูก ถาลัสโกก็เป็นเร่อง



เก่ยวกับจักรวาลวิทยามากพอๆ กับชีววิทยา แทนท่จะทาเพียงคัดลอกส่ง ิ



ต่างๆ ท่อยู่รอบตัว ศิลปินได้เก็บรวมเอาความเปล่ยนแปลงทุกๆ อย่าง–ท้ง ั


บนโลกและในท้องฟ้า–มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเพ่อนิยามการดารงอยู่ของ





พวกเขา มันเป็นด่งลานา หากคุณจะเรียกเช่นน้น สาหรับจักรวาลของพวกเขา

มนแสดงให้เห็นแนวคิดแรกของมนษยชาตทว่าด้วยธรรมชาตของจักรวาลและ





25


THE HUMAN COSMOS



ต้นก�าเนิดของชีวิต


อูฌลาเป็นแกนหลกสาคญของสถาบันทางวชาการของฝรงเศส ผลงาน






ของเขามีอิทธิพลใหญ่หลวง ถึงกระน้นแนวคิดเก่ยวกับท้องฟ้าของเขาก็ได้


รับการกล่าวถึงไม่มากนัก เม่อไม่มีหลักฐานท่ยืนยันได้ชัดเจน นักโบราณคด ี



พบว่าเป็นเร่องง่ายกว่าท่จะยอมรับว่าภาพวาดเป็นการสรรเสริญธรรมชาต ิ
มากกว่าทรรศนะท่มีต่อท้องฟ้า มีนักวิชาการบางท่านท่คิดว่าอูฌูลา ยังไปไม่





ไกลพอ แทนท่จะจินตนาการไปเองว่าเป็นเพียงสัตว์บนท้องฟ้า ศิลปินแห่งถา
ลัสโก[อาจ]ก�าลังเขียนภาพแผนที่ดาว

ในปี 1921 ผู้เช่ยวชาญด้านยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาวฝร่งเศสมาร์เซล โบดวง

(Marcel Baudouin) ค้นพบฟอสซิลฟองนาท่มีรูปร่างคล้ายองคชาต



ฟอสซิลช้นดังกล่าวถูกพบท่เมืองเบน (Beynes) ทางภาคกลางตอนเหนือของ




ฝร่งเศส มีรอยคราบสีแดงสดซ่งศิลปินยุคโบราณได้กะเทาะบางส่วนออกไป

ทาให้เกิดกลุ่มของจุดสีเหลืองรูปทรงคล้ายกีบเท้าสัตว์ โบดวงเขียนอย่าง


ต่นเต้นว่า ‘มันเป็นคร้งแรกท่ผมเจอช้นงานแบบน้’ ในงานวิจัยช่อ ‘ดาวหมีใหญ่




และลึงค์แห่งสวรรค์’ เขาเสนอว่ากลุ่มจุดน้นดูเหมือนกับกลุ่มดาวทางซีกโลก



เหนือซ่งเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) โดยดาวดวงทสว่างท่สุดจะ


แสดงแทนด้วยรอยจุดที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

เป็นไปไม่ได้เลยท่จะระบุถึงอายุท่แท้จริงของกลุ่มจุดเหล่าน้น แต่เขา



ลงความเห็นว่ามันถูกสลักข้น ไม่ในยุคหินเก่าก็ยุคหินใหม่ เน่องจากการหมุน

รอบตัวเองของโลก ดวงดาวในซีกโลกเหนือจึงดูเหมือนโคจรรอบจุดท่หยุดน่ง


บนท้องฟ้าเหนือข้วโลกเหนือพอด (หรือท่เรียกกันในปัจจุบันว่า ข้วฟ้าเหนือ)







โบดวงเสนอว่าจุดสีของฟอสซิลน้น่าจะมีเจตนาเพ่อแสดงว่าข้วฟ้า (pole) น้น

เปรียบเสมือนองชาตแห่งท้องฟ้า และจุดท่มีรอยสลักน้นเป็นสัญลักษณ์แทน


กลุ่มดาวหมีใหญ่ที่โคจรอยู่รอบแกนของมัน

โบดวงเป็นหน่งในคนกลุ่มแรกท่มองเห็นดวงดาวในงานศิลปะยุคก่อน

ประวัติศาสตร์ ตลอดช่วงทศวรรษท 1920 ถึง 1930 นักวิชาการหลายคน






รวมถึงโบดวงได้บันทึกถึงกลุ่มดาวในบริเวณพ้นผิวท่มีรอยกดเป็นวงท่เรียกว่า
26


ต�ำนำน




ร่องรอยรูปถ้วย (cup marks) ซ่งขุดค้นพบตามโบราณสถานหินและ





ผนังถาในพ้นท่ต่างๆ ต้งแต่ทางใต้ของฝร่งเศสไปจนถึงแถบสแกนดิเนเวีย

แต่คากล่าวอ้างของพวกเขาน้นไม่สามารถพิสจน์ได้จงถูกลืมไปเสียเป็น




ส่วนใหญ่ แต่หลายทศวรรษต่อมา ราวปี 1972 นกโบราณคดชาวอเมรกน






อเล็กซานเดอร์ มาร์แชค (Alexander Marshack) ได้ทาให้แนวคิดเก่ยวกับ
ดาราศาสตร์ในยุคหินเก่ากลายเป็นที่นิยม ด้วยหนังสืออันมีอิทธิพลของเขาที่
ชื่อ The Roots of Civilization
มาร์แชคใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูร่องรอยบนเศษกระดูกท่สร้างข้นโดย


มนุษย์ในยุคหินเก่าตอนปลาย [Upper Paleolithic ประมาณ 50,000-



10,000 ปีก่อน] หน่งในงานแรกท่เขาศึกษาคือช้นส่วนกระดูกอาย 30,000 ปี

จากถ�้าหินบล็องชาร์ (Blanchard) ในจังหวัดดอร์ดอญ (Dordogne) ของ

ฝร่งเศส ด้านหน่งถูกสลักเป็นหลุมรูปทรงกลมแบน-หรือรูปจันทร์เส้ยว-


จานวน 69 หลุม เรียงกันเป็นเส้นคดเค้ยว มาร์แชคแสดงให้เห็นว่าหลุม





เหล่าน้ถูกสร้างข้นด้วยการตอกด้วยรูปแบบท่ต่างกัน 24 แบบ โดยเขาบอก

ว่าพวกมันถูกสลักเป็นกลุ่มในวาระท่ต่างกัน 24 คร้ง มันเป็นมากกว่าเส้น





ร่างท่ทาข้นแบบสะเปะสะปะ มีใครบางคนกาลังสังเกตการณ์บางส่งบางอย่าง


I
อยู่ มาร์แชคคิดว่ามันคือการเปล่ยนดิถีของดวงจันทร์ เขาสารวจรูปแบบท ่ ี

คล้ายกันบนกระดูก ก้อนหิน และเขากวาง และเสนอว่าผู้คนในยุคหินเก่าม ี

การสังเกตการณ์ท้องฟ้าเป็นประจาและมีการใช้ปฏิทินจันทรคติเพ่อบันทึก

[ช่วง]เวลาที่ผ่านไป



ด้วยแนวคดของมาร์แชคเก่ยวกับดาราศาสตร์ในยคนาแข็งได้รับการ


ยอมรับในวงกว้างอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าจะไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่ในเวลา


ไม่นานเหล่านักวิจัยก็เร่มมองหากลุ่มดาวในยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกคร้ง






โดยเฉพาะอย่างยงในหลายๆ ส่วนของถาลสโก นกดาราศาสตร์ชาวเยอรมน



มชาเอล รัพเพินกลค (Michael Rappenglûck) ได้ยนเกยวกบแนวคด






น้เป็นคร้งแรกในปี 1984 เม่อคร้งยังเป็นนักศึกษาท่มหาวิทยาลัยมิวนิก เขา







เข้าฟังการบรรยายท่เสนอว่าภาพวาดในถาลัสโกน้นอาจมีบางส่วนเป็นแผนท ี ่

I Phase of Moon-การเกิดข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ - ผู้แปล
27


THE HUMAN COSMOS




ดาว ‘ผมรู้สึกเหมือนต้องมนต์’ เขากล่าว ปัจจุบันเขาเป็นผู้อานวยการศูนย์

การศึกษาสาหรับผู้ใหญ่และหอดูดาวของเมืองกิลชิงในเยอรมน รวมท้งเป็น


อดีตประธานสมาคมดาราศาสตร์วัฒนธรรมแห่งยุโรป เขาได้ทาการค้นคว้า

ข้อสมมติฐานนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา

หน่งในภาพท่เขาศึกษาคือภาพวัวหมายเลข 18 เม่อระยะเวลาผ่านไป



นานวันเข้ากลุ่มดาวจะเคล่อนตัวไปบนท้องฟ้า ด้วยเหตุจากการแกว่งไปมาของ

แกนตามการหมุนของโลก ดาวแต่ละดวงยังโคจรตามวิถีโคจรของมันเอง

ดังน้นเพ่อทดสอบว่ากลุ่มดาววัวและกลุ่มดาวลูกไก่จะมีการโคจรท่สอดคล้อง




กันได้ดีเพียงใด รัพเพินกลึคจึงคานวณว่ากลุ่มดาวเหล่าน้จะถูกมองเห็นเป็น







เช่นไรเมอประมาณ 20,000 ปีทแลว และเปรยบเทียบส่งท่คานวณออกมากบ




ลักษณะท่ได้จากภาพถ่ายของผนังถา เขาพบว่าในช่วงเวลาท่ภาพวัวถูกเขียน




ข้น กลุ่มดาวลูกไก่อยู่เหนือส่วนหลังของวัวเล็กน้อย ส่วนดาวอัลดีบาแรน
(ดาวตาวัว) ถูกล้อมกรอบจากกลุ่มดาวไฮอาดีสอย่างเห็นได้ชัด ซ่งดูใกล้เคียง

กับภาพวาดมากกว่า[ต�าแหน่ง]ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน




เขาเช่อว่าความเหมือนนไม่ใช่เหตุบงเอิญ ท้งยังให้เหตุผลว่ากลุ่มดาว


วัวของเรา (ท่คร้งหนึ่งเคยแสดงให้เห็นเป็นภาพของวัวท้งตัว แต่ตลอดหลาย


ศตวรรษที่ผ่านมามันได้เสียส่วนหลังไปเพื่อให้พื้นที่กับกลุ่มดาวใหม่ ซึ่งก็คือ

กลุ่มดาวแกะหรือกลุ่มดาวราศีเมษ) มีต้นกาเนิดจากกลุ่มดาวท่มีอายุเก่าแก่






กว่ามาก–ซงจะขอเรยกว่า กล่มดาว ‘ออรอค (Aurochs)’ ซึงได้รบแรง

บันดาลใจจากวัวป่าขนาดยักษ์ที่มนุษย์ในยุคน�้าแข็งล่าเป็นอาหาร
รัพเพินกลึคสนับสนุนแนวคิดของเขาด้วยหลักฐานทางมานุษยวิทยา
โดยเขาช้ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ใช้กลุ่มดาวลูกไก่เป็น






ปฏิทิน ดวงดาวโคจรรอบข้วฟ้าเหนือและข้วฟ้าใต้ทุกคาคืน แต่การท่โลกของ

เราโคจรรอบดวงอาทิตย์น่นก็หมายความว่าดวงดาวก็โคจรตามวัฏจักรในรอบ



ปีเช่นกัน ดวงดาวและกลุ่มดาวต่างๆ ‘เคล่อนข้น’ หรือ ‘เคล่อนลง’ (การ

ปรากฏคร้งแรกเหนือขอบฟ้าช่วงยารุ่งหรือลับหายไปช่วงยาคา) ในช่วงเวลา








เฉพาะของปี เน่องจากเป็นกระจุกดาวท่เด่นชัดใกล้กับสุริยวิถี–เส้นทางการ

เคล่อนท่ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า–กลุ่มดาวลูกไก่จึงเป็นเคร่องบ่งบอก


ฤดูกาลได้เป็นอย่างดี
28


ต�ำนำน






ทกวนนชุมชนเกษตรกรรมท้งจากลิทวเนีย มาล ไปจนถงแถบ






เทือกเขาแอนดีส ยังคงใช้เกณฑ์จากการมองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่สาหรับการ
ท�าเกษตรประจ�าปีของพวกเขา ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันอย่างชนเผ่าแบล็กฟุต

(Blackfoot) ยังคงเช่อมโยงวิถีชีวิตแบบด้งเดิมของพวกเขาให้สอดประสาน

เข้ากับกลุ่มดาวเหล่าน้และวงจรชีวิตของไบซัน กล่าวคือ เม่อกลุ่มดาวลูกไก่




เคล่อนตัวปรากฏ ก็ได้เวลาออกล่า ชาวเผ่าทีตันซ (Teton Sioux) และ

ชาวเผ่าไชแอนน์ (Cheyenne) ยังตั้งช่อเดือนตามวัฏจักรชีวิตของไบซัน

[โดยยึดช่วงเวลาตามการโคจรของดวงจันทร์-บ.ก.] อาท เดือนพฤศจิกายน

คือ ‘เดือนแห่งการผสมพันธุ์ของวัวควาย’ ในขณะท่เดือนมกราคม คือ ‘เดือน
ที่ขนของลูกควายเปลี่ยนสี’
รัพเพินกลึคเสนอว่าศิลปินแห่งถาลัสโกน่าจะพัฒนาปฏิทินดวงดาวใน


ทานองเดียวกัน โดยใช้กลุ่มดาวลูกไก่เป็นเกณฑ์สาหรับช่วงเวลาสาคัญใน




วงจรชีวิตของวัวป่าออรอค เขาคานวณว่าช่วงเวลาท่ภาพวัวหมายเลข 18 ถูก


ุ่





เขยนขนน้น กลมดาวลูกไก่น่าจะปรากฏก่อนพระอาทตย์ข้นในช่วงกลางเดือน



ตลาคม โดยจะขนถงจดสงสดบนท้องฟ้าในช่วงต้นของฤดใบไม้ผลและจะ






หายไปในช่วงปลายเดือนสิงหาคม นั่นหมายความว่าการหายไปและการกลับ

มาปรากฏอีกคร้งของกลุ่มดาวลูกไก่บอกถึงฤดูผสมพันธุ์ของวัวป่าออรอค ซ่ง ึ

คือช่วงเวลาระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จุดน้อาจเป็นข้นตอนตาม





ธรรมชาติท่ทาให้เกิดการเช่อมโยงหมู่ดาวท่อยู่รอบๆ กลุ่มดาวลูกไก่กับภาพ
ของวัว มันจะครอบครองท้องฟ้าในฤดูใบไม้ผลิไปจรดด้านตะวันตกของทิวเขา



ท่โอบล้อมถาลัสโก สัตว์ขนาดยักษ์บนท้องฟ้ามีตาสีแดงวาววามและมีแผงขน
เป็นประกายบนแผ่นหลัง ซึ่งพร้อมที่จะขวิดทางช้างเผือกด้วยเขาของมัน
รัพเพินกลึคมองเห็นความเช่อมโยงท่เป็นไปได้ในทางดาราศาสตร์ใน



ถาแห่งอ่นด้วยเช่นกัน ภาพวัวป่าออรอคอีกภาพ ซ่งมีอายุมากกว่าภาพวัว



หมายเลข 18 เกือบ 4,000 ปี ในถาแต็ต-ดู-ลิยง (Téte-du-Lion[ถ�้า


หัวสิงโต]) แถบแคว้นอาร์แด็ช (Ardçche) ก็มีภาพของกลุ่มจุดเจ็ดจุดอยู่



เหนือลาตัววัว ซ่งเขาคิดว่าอาจเป็นตัวแทนของกลุ่มดาวลูกไก่ และในถาเอล

กัสติโย (El Castillo) ในเมืองซันตันเดร์ (Santander) ทางตอนเหนือของ
สเปนพบภาพกลุ่มจุดปริศนาทรงกลมสีดินแดงเจ็ดกลุ่ม ประมาณอายุได้
29


THE HUMAN COSMOS





12,000-11,000 ปีก่อนครสตกาล กล่มจุดเรียงตัวช้ลงเป็นแนวโค้ง ใกล้ๆ กับ


แถบรอยประทับรูปฝ่ามือสีแดงท่เรียงต่อกันยาวถึง 5 เมตรดูโดดเด่นสะดุดตา



หลังจากทาการคานวณดูว่าจะมีการใช้ท้องฟ้าเพ่อดูเวลาโดยวิธีใด

รัพเพินกลึคลงความเห็นว่าจุดเหล่าน้นใกล้เคียงกันมากกับกลุ่มดาวท่เรียกว่า

มงกุฎเหนือ (Northern Crown [หรือ Coronae Borealis]) และยังเสนอว่า








ภาพฝ่ามอทเรยงตวเป็นแนวยาวใกล้กนอาจเป็นภาพแทนของทางช้างเผอก








ในช่วง 12,000 ปกอนครสตกาล กลมดาวมงกุฎเหนอไมเคยตกลบฟ้า แต–







หน้าทของมันในยคหินเก่านนเทยบเท่ากบดาวเหนือในยคของเรา–มันจะโคจร





รอบข้วฟ้าเหนือ ดังน้นมันจึงมีบทบาทสาคัญในการช้บอกทิศเหนือ เช่นเดียว

กับกลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวมงกุฎเหนือเองก็มีลักษณะโดดเด่นในตานานด้วย


เช่นกัน ในตานานของชาวเคลต์ (Celtic) กล่าวไว้ว่า มันคือบ้านของเทพ

แห่งดวงดาวอาเรียนรอด (Arianrhod) เป็นปราสาทนาแข็งบนเกาะท่มีมนต์





วิเศษ ซ่งโคจรอยู่บนท้องฟ้าทางทิศเหนือ เร่องราวของตานานอาจมาจากยุค

หินเก่า แต่เมื่อใดกันที่ดวงดาวเหล่านี้ถูกพบเห็นว่าโคจรอยู่บนฟากฟ้า?

ผู้ท่คลางแคลงใจกับเร่องน้ยืนกรานว่าแนวคิดเหล่าน้ไม่สามารถพิสูจน์




ได้ มันเป็นการรวมกันท่ค่อนข้างจะบังเอิญเกินไป–มีกลุ่มจุดมากมายในถา � ้


ของยโรปอกทงยงมกล่มดาวมากมายบนท้องฟ้า แต่ก็มผ้โต้แย้งว่าลกษณะ









ต่างๆ โดยเฉพาะของภาพวัวหมายเลข 18 คงจะเป็นเหตุบังเอิญท่ผิดธรรมดา
ไปมากหากมิใช่การกระทาโดยต้งใจ และรัพเพินกลึคไม่ได้เป็นคนเดียวท




เชื่อมโยงถ�้าในยุคหินเก่าเข้ากับเรื่องราวที่พวกเราบอกเล่าเกี่ยวกับดวงดาว

มันเป็นปริศนาท่มีมาช้านาน เหตุใดตานานท่คล้ายๆ กันมักมีอยู่ในกลุ่มสังคม



มนุษย์ท่อยู่ห่างไกลและไม่มีความข้องเก่ยวกันเลย ดังเช่นในตานานเก่ยวกับ



คอสมิค ฮันต์ (Cosmic Hunt-การไล่ล่าสู่ดวงดาว) ท่สัตว์ถูกไล่ล่าข้นไป
I


I เรื่องราวของ Cosmic Hunt จัดเป็นเป็นต�านานเก่าแก่ในแถบยูเรเชียตอนเหนือและบางส่วนของ
อเมริกา ต�านานเล่าเกี่ยวกับสัตว์ใหญ่ที่ถูกพรานไล่ล่าและกลายร่างเป็นกลุ่มดาว ประเด็นส�าคัญ



ของตานานน้คือเร่องราวชีวิตของนักล่า(ซ่งเป็นบรรพบุรุษของคนในวัฒนธรรมน้น) ท่พยายาม



ทาความเข้าใจจักรวาลและโลกรอบตัว จนกลายเป็นการเฝ้ามองท้องฟ้ายามคาคืนและนาไปสู่การ




สร้างแผนที่ดาว - บ.ก.
30


Click to View FlipBook Version