èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè
จักรวาลของมนุษย์ ตำานาน ประวัติศาสตร์ อารยธรรมและดวงดาว
THE HUMAN COSMOS: A Secret History of the Stars
โจ มาร์แชนต์: เขียน
ไนนินทร์ ประภาพัช: แปล
ราคา 490 บาท
ALL RIGHTS RESERVED.
Copyright © Jo Marchant, 2020
Thai translation right © 2023 by Gypsy Publishing Co., Ltd.
© ข้อความและรูปภาพในหนังสือเล่มนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกส่วนใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าในรูปแบบใดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง การวิจารณ์ และประชาสัมพันธ์
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
มาร์แชนต์, โจ.
จักรวาลของมนุษย์ ตำานาน ประวัติศาสตร์ อารยธรรมและดวงดาว = The human cosmos: a secret history
of the stars.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2566.
478 หน้า.
1. จักรวาล. I. ไนนินทร์ ประภาพัช, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.
523.1
ISBN 978-616-301-783-3
บรรณาธิการอำานวยการ : คธาวุฒิ เกนุ้ย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ : ศิริธาดา กองภา
บรรณาธิการเล่ม : สินีนาถ เศรษฐพิศาล
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา วันวิสา เขตรดง
ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน อันโตนิโอ โฉมชา
เลขากองบรรณาธิการ : จตุพร นาคใหม่
พิสูจน์อักษร : ภาณุพงศ์ เชยชื่น
รูปเล่ม : วรินทร์ เกตุรัตน์
ออกแบบปก : เฉลิมพันธุ์ ปัญจมาพิรมย์
ผู้อำานวยการฝ่ายการตลาด : นุชนันท์ ทักษิณาบัณฑิต
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผู้จัดการทั่วไป : เวชพงษ์ รัตนมาลี
พิมพ์ที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จำากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดพิมพ์และจัดจำาหน่ายโดย : บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จำากัด เลขที่ 37/145 รามคำาแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร 0 2728 0939 ต่อ 108
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
Line ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจำานวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำานักพิมพ์ลดราคาพิเศษ ติดต่อ โทร. 0 2728 0939
THE
HUMAN
COSMOS
A Secret History of the Stars
จักรวาลของมนุษย์
ต�ำนำน ประวัติศำสตร์ อำรยธรรมและดวงดำว
โจ มาร์แชนต์ เขียน
ไนนินทร์ ประภาพัช แปล
แด่ ป็อปปี (Popy) และ รูฟัส (Rufus)
ิ
9. ศลปะ
สารบัญ
บทน�ำ
1. ต�ำนำน
12. จตใจ 2. ดนแดน
ิ
ิ
11. มนษย์ตำงดำว 365 19 47 3. โชคชะตำ
่
ุ
327 69
10. ชวต 291 101 4. ศรทธำ
ิ
ี
ั
133
259
231 167
ิ
199 5. เวลำ
9. ศลปะ
6. มหำสมทร ุ
8. แสง
7. อ�ำนำจ
ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์
่
ี
คาร์ล เซแกนนักดาราศาสตร์แห่งศตวรรษท 20 เคยกล่าวไว้ว่า จักรวาลคือ
ิ
ั
ี
ั
ทุกส่งทุกอย่าง เคยเป็นเช่นน้นและจะเป็นเช่นน้นตลอดไป... สปีชีส์ท่อ่อนแอ
และอายุน้อยอย่างมนุษย์เราท่ท้งทะนงตน ช่างสงสัย และชอบต้งคาถามน้น
ั
ั
ั
ี
�
ื
ี
ู้
วิวัฒน์มาเพ่อให้สงสัยใคร่ร การครุ่นคิดเก่ยวกับจักรวาลด้วยสติปัญญาอันอ่อน
�
ี
ิ
ด้อยของเรา ทาให้เราตระหนักได้ว่า ย่งคิดและค้นคว้าเก่ยวกับจักรวาลมาก
ี
ิ
ิ
เท่าใดเราก็คืบใกล้ความลึกลับอันย่งใหญ่ไม่มีท่ส้นสุด
หนังสือเล่มน้พยายามสะท้อนมุมมองตามทัศนะท่เซแกนกล่าวไว้ โดย
ี
ี
�
เสนอเร่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติในการพยายามทาความ
ื
เข้าใจจักรวาลผ่านการคิดและใช้ชีวิตโดยยึดโยงตัวเองกับดวงดาวและธรรมชาต ิ
ื
มาต้งแต่เม่อคร้งบรมสมกัป รูปแบบหรือวิธีการท่มนุษย์ต้งแต่ยุคโบราณเช่อมโยง
ี
ื
ั
ั
ั
ี
ตัวเองเข้ากับจักรวาลน้นสอดคล้องไปกับยุคสมัยและอารยธรรมท่เปล่ยนไป
ั
ี
ตามกาลเวลา
�
ื
ั
โจ มาร์แชนต์ ผู้เขียนได้ร้อยเรียงเร่องราวของท้งตานาน การเมือง
ศิลปะ ศาสนา วิทยาการ และก้าวแรกของวิทยาศาสตร์ โดยเล่าผ่านตัวละครท ่ ี
้
�
มีท้งนักวาดผนังถายุคหินเก่า ปราชญ์ชาวบาบิโลนและกรีกโบราณ นักปรัชญา
ั
นักบวช นักเดินเรือ นักเคล่อนไหวทางการเมือง ศิลปิน และโดยเฉพาะอย่างย่ง
ิ
ื
ี
บรรดานักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษก่อนหน้าท่พยายาม
ไขความลับจักรวาล
มาร์แชนต์เปิดฉากด้วยการนาพาเราไปรู้จักกับมนุษย์กลุ่มแรกท ่ ี
�
่
แหงนหน้ามองดูดวงดาวและเพียงการมองท้องฟ้ายามคาคืนมันจึงตามมาด้วย
�
ื
่
่
ี
่
็
ู
่
่
�
ี
่
ั
ั
่
้
่
�
ตานานดาวทถกเลาตอๆ กนมา และตานานเหลาน้นไมไดเปนเพยงแคเรองเลา
หากแต่เป็นความทรงจาทางวัฒนธรรมท่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกาลเวลานับ
ี
�
�
�
ั
หลายพันปี จากตานานสู่ความเช่อและกลายเป็นศรัทธา จนนาไปสู่การต้งคาถาม
ื
�
�
ี
ี
และคาตอบท่พวกเขาค้นพบจากธรรมชาติและจากท้องฟ้า ทว่าท้ายท่สุดมาร์แชนต์
่
ี
บอกเราว่าด้วยความเจริญทางวิทยาศาสตร์ของฟิสิกส์ในศตวรรษท 21 ซ่ง
ึ
ิ
ิ
เป็นวทยาการแห่งอนาคตกลบค่อยๆ ดึงเราออกห่างจากธรรมชาต มนุษย์
ั
ิ
พยายามสร้างส่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นเทคโนโลยีใหม่อันชาญฉลาด ในขณะ
ี
�
้
เดียวกันก็ผลักชีวิตและระบบนิเวศท่คอยคาจุนตัวเองไปสู่ความพินาศ และน่เอง
ี
�
ท่มนุษย์กาลังตกอยู่ในอันตรายจากการแยกตัวเองออกจากจักรวาล
ี
ปัจจุบันคนในเมืองใหญ่มองดูดาวผ่านแอพลิเคชันบนหน้าจอ ดูเวลา
จากนาฬิกาดิจิทัล และเราอาจไม่จาเป็นต้องใช้ทิศเหนือในการอ้างอิงอีกแล้วเม่อ
ื
�
ี
ึ
ี
ึ
�
เราใช้แอพลิเคชันในการนาทางเราจากท่หน่งไปสู่อีกท่หน่ง จะด้วยเทคโนโลย ี
�
ี
ี
ึ
สมัยใหม่หรือวิธีคิดท่เปล่ยนไป มันเกิดคาถามท่ลึกซ้งกว่าน้นว่า การที่เราไม่
ี
ั
ื
็
้
็
้
สามารถมองเหนดวงดาวไดเปนเพราะมลพษทางแสงหรอเพราะการแหงนหนา
ิ
ิ
ึ
ข้นดูดาวไม่ใช่ส่งจาเป็นสาหรับเราอีกต่อไป
�
�
ี
และส่งท่มาร์แชนต์กระตุ้นเตือนเราผ่านหนังสือเล่มน้คือ โปรดเปิด
ิ
ี
�
ื
ั
ดวงตาของคุณอีกคร้งเพ่อทาความเข้าใจจักรวาล.
ด้วยมิตรภาพ
�
สานักพิมพ์ยิปซ ี
จำกผู้แปล
ู่
ี
ดูเหมือนเราจะลืม ลืมไปแล้วว่าท้องฟ้าอยู่เหนือเรา หมุนเวียนเปล่ยนผ่านอย
ื
ทุกเม่อเช่อวัน ลืมกระท่งเงยหน้ามองฟ้า
ั
ื
หลายคร้งท่มนุษย์เรามักจะพูดถึงท้องฟ้า ดวงดาว ด้วยความรู้สึก
ั
ี
ี
�
ิ
โรแมนติก สวยงาม เพ้อฝัน อาจเพราะเป็นส่งท่เราทาได้แค่มอง และจินตนาการ
ี
ื
ี
�
ถึง แต่หารู้ไม่ว่าความโรแมนติกเหล่าน้เองท่เป็นต้นกาเนิดของเร่องราวมากมาย
ุ
ุ
้
ุ
ั
ทาให้เราเป็นเราอย่างทกวนน การเดนทางของมนษย์ตงแต่ยคเรมแรกจนถง ึ
ี
ิ
้
ั
่
ิ
�
ปัจจุบันล้วนเก่ยวข้องและมาจากจักรวาล
ี
พระอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ท่เรารู้จัก เพียงเท่าน้ก ็
ี
ี
�
�
สร้างตานานท่เล่าขานกันมายาวนานนับไม่ถ้วน สาหรับมนุษย์ในยุคแรกๆ คืนท ี ่
ี
ื
ิ
มืดและคืนท่สว่างจะเป็นตัวขับเคล่อนสาหรับทุกส่งทุกอย่าง ต้งแต่การนอนหลับ
�
ั
ี
ุ์
การออกล่าหาอาหาร ไปจนถึงการสืบพันธ ชาวบาบิโลนใช้เวลามากว่า 300 ปี
เฝ้ามองท้องฟ้า จดบันทึกปรากฏการณ์ท่เกิดข้นจนไขความลับมากมายเก่ยวกับ
ี
ี
ึ
่
ี
ท้องฟ้า เป็นมรดกส่งมายังคนรุ่นหลัง มีปฏิทินและคาดการณ์ปรากฏการณ์ท
ี
ื
ี
เก่ยวกับท้องฟ้าได้ล่วงหน้า ความเช่อ ความศรัทธาท่มีรากฐานและความเช่อมโยง
ื
ั
ั
ู
้
ั
ี
ี
อย่างเหนยวแน่นกบท้องฟ้ากลายเป็นศาสนาทเราร้จกในทุกวนน สร้างและ
่
ี
กาหนดรูปแบบของการดารงชีวิต จุดประกายความคิดทางวิทยาศาสตร์ การเมือง
�
�
ื
สร้างศาสตร์การเดินเรือ สร้างแผนท่ท่เช่อมต่อท้งโลกเข้าด้วยกัน เป็นแรง
ี
ี
ั
บันดาลใจในการสร้างงานศิลปะ และการประดิษฐ์เคร่องมอเคร่องใช้มากมาย
ื
ื
ื
ตามมาด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลย ี
และเพ่อท่จะตอบคาถามว่าเราเป็นใคร เราเป็นเพียงส่งมีชีวิตเดียว
ิ
ื
ี
�
้
หรือไม่ในเอกภพอันกว้างใหญ่น มีโลกใบอ่นอยู่ท่ไหนสักแห่งหรือไม่ หรือยังม ี
ี
ี
ื
ส่งมีชีวิตอ่นๆ อีกมากมายข้างนอกน่น และเม่อทุกอย่างไปไกลมาก มากขนาด
ิ
ื
ั
ื
�
�
ท่เราสามารถออกไปสารวจจักรวาล ไปเหยียบดวงจันทร์ ส่งยานไปสารวจดาว
ี
ี
ี
ี
�
ี
อังคาร มีกล้องและเทคโนโลยีท่ดีท่สุด ฉลาดท่สุด แม่นยาท่สุด แต่นักบิน
ื
ี
อวกาศหรือนักท่องอวกาศกลับรู้สึกถึงตัวตนท่เล็กลงเม่อเทียบกับจักรวาลอัน
กว้างใหญ่ รู้สึกว่าโลกน้นช่างเปราะบาง และเป็นเร่องท่ไร้สาระเหลือเกินท่เรามัว
ี
ื
ี
ั
�
ุ์
�
หมกมุ่นกับการทาสงครามทางการเมือง ชาติพันธ หรือการแย่งชิงอานาจ แต่
ี
้
ั
ี
ท้งหมดท้งมวลน ในท้ายท่สุดเราก็ยังไม่สามารถทาความเข้าใจจิตใจท่แท้จริง
ี
�
ั
ิ
ึ
ั
ี
ของเราได้ คร้งหน่งเราปฏิเสธส่งท่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เรากลับต้อง
ู่
ยอมรับว่ามันมีอย สุดท้ายเราก็ต้องย้อนกลับมาท่ตัวเราเอง และยังคงต้งคาถาม
ั
ี
�
ว่า เราคือใคร?
ี
ั
เร่องราวท่ผู้แต่งหยิบยกมาร้อยเรียงให้เราได้อ่านน้นไม่เพียงสนุกไป
ื
ื
ี
ื
ด้วยเร่องเล่า เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รายละเอียดมากมายท่ซ่อนอยู่เบ้องหลังเร่อง
ื
�
ั
ั
ิ
�
ราวการค้นพบท่ย่งใหญ่ต้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ยังต้งคาถามถึงการดารงอย ู่
ี
�
ิ
ี
ของเราและทาให้เราหันมามองส่งท่อยู่รอบๆ ตัว เพราะจักรวาลและดวงดาวเป็น
เร่องท่เก่ยวกับเราไม่ใช่เพียงแค่ความสว่างไสวงดงามบนท้องฟ้า และมันยัง
ี
ี
ื
เก่ยวข้องโดยตรงกับเราและเราทุกคนบนโลกใบน ี ้
ี
ี
เร่องราวท้งหมดในหนังสือเล่มน้มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานหลาย
ื
ั
ื
ี
ศตวรรษ ปัจจุบันน้กลายเป็นเร่องธรรมดามากจนเราแทบไม่สังเกตเห็น แต่ไม่ใช่
ั
เร่องง่ายเลยกว่าท่เราจะได้ความรู้เหล่าน้นมา นักคิด นักวิชาการมากมายต้องท้ง
ี
ั
ื
ถูกเกลียดชัง ต้องโทษประหาร ถูกกล่าวหาต่างๆ นานา พวกเขาทาการโต้เถียง
�
ู
ั
เรียกร้อง ปฏิวต ต่อส จนเป็นสงทเรามีในทกวนน เช่นนนแล้ว เป็นการไม่สมควร
ิ
ั
้
ุ
ั
ี
่
่
ี
ิ
้
้
ั
ิ
ี
�
ี
เลยท่จะทาให้ส่งท่บรรพบุรุษของเราส่งสมมาอย่างยาวนานต้องสูญเปล่า และส่ง ิ
ท่เราทาได้น้นง่ายนิดเดียว คือ การแหงนมองท้องฟ้า
ี
�
ั
ไนนินทร์ ประภาพัช
บทน�ำ
ี
เกือบหน่งหม่นส่พันล้านปีท่แล้ว สรรพส่งปะทุข้นจากความว่างเปล่า จักรวาล
ี
ึ
ื
ิ
ึ
ิ
ั
ี
ของเราเร่มจากการเป็นจุดเลกๆ ท่ร้อนและหนาแน่นในระดบท่ยากเกิน
ี
็
ิ
็
ิ
ั
ี
จนตนาการ และจากน้นกระเบดออกมาภายนอกในทันท องค์ประกอบ
ิ
ั
มากมายของอวกาศขยายตัวเร็วกว่าความเร็วแสง จนกระท่งสรรพส่งท่ดารงอย ู่
ี
�
ั
ท้งหมดมีขนาดพอๆ กับผลเกรปฟรุต หลังจากน้นเอกภพก็ขยายตัวและเย็น
ั
ื
ึ
ลงอย่างต่อเน่อง และสสารแรกได้ก่อตัวข้น ภายในช่ววินาทีแรกน้น กลุ่มก้อน
ั
ั
หนาแน่นของอนุภาค–นิวตรอน โปรตอน อิเล็กตรอน โฟตอน นิวตริโน–
เบียดอัดกันในความร้อนรุนแรงที่กระเจิงแสงออกราวกับหมอก
ช่วงเวลาดังกล่าวจักรวาลมีอายุราว 380,000 ปี ฟองจักรวาลน้ได้
ี
แผ่ขยายออกไปจนมีความกว้างนับสิบล้านปีแสง อีกท้งเย็นตัวลงจนมีอุณหภูม ิ
ั
ี
ั
ไม่ก่พันองศา บางเบาจนอะตอมสามารถยึดเกาะด้วยกันได้ และเป็นคร้งแรก
ี
ั
ท่จักรวาลมีความโปร่งใสต่อแสง เกิดแสงสว่างวาบแรกแล้วจากน้นตกอยู่ใน
ี
ความมืด มันต้องใช้เวลาอีกนับร้อยล้านปีกว่าท่แรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงจะ
ทางานกับความผันแปรของความหนาแน่นท่บางเบา การยุบตัวลงอย่างไม่
�
ี
หยุดย้งของกลุ่มก๊าซได้ก่อตัวข้นคร้งแรกเป็นดาวฤกษ์และกาแล็กซ และ
ี
ั
ั
ึ
จากนั้นแสงสว่างแห่งท้องฟ้าก็ถูกเปิดขึ้นทีละดวง
คู่มือเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาส่วนใหญ่บอกเล่าล�าดับเหตุการณ์นี้ในบาง
ั
รูปแบบ ความลึกลับยังคงมีต่อไป น่นคือ จริงหรือท่บิกแบง (Big Bang)
ี
ึ
เป็นจุดเร่มต้นของทุกส่ง หรือจักรวาลของเราเป็นเพียงฟองอากาศพองตัวหน่ง
ิ
ิ
ี
เดียวในพหุภพ (multiverse) ที่ใหญ่กว่ามาก? แรงมหาศาลท่ยังคงผลัก
ั
ิ
ื
อวกาศให้ห่างออกจากกันคืออะไร? มันจะขยายตวไปเร่อยๆ ไม่ส้นสุด หรือ
THE HUMAN COSMOS
ี
I
ในท่สุดจะยุบตัวกลับไปกลายเป็นบิกครันช์? (Big Crunch) แต่ธรรมชาต ิ
โดยท่วไปและเร่องราวของจักรวาลน้นเป็นท่ยอมรับกันอยู่แล้ว ความเป็นจริง
ื
ั
ี
ั
ื
ได้รับการเปิดเผยว่าจักรวาลคือเคร่องจักรขนาดมหึมาและซับซ้อน ประกอบ
ด้วยอนุภาคและแรงทางกายภาพท่ควบคุมโดยกฎและสมการทางคณิตศาสตร์
ี
ื
�
หนังสือเล่มน้บอกเล่าเร่องราวท่ต่างออกไป คาอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ี
ี
ของจักรวาลนับเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมยุคใหม่ของพวกเรา เป็นแนวคิด
ื
�
ิ
อันทรงพลังท่ทาให้แนวคิดอ่นถูกลบล้างออกไปจนหมดส้น จักรวาลวิทยา
ี
ี
(Cosmology) คือการศึกษาเก่ยวกับจักรวาล ท่คร้งหน่งเคยอธิบายถึงความ
ั
ึ
ี
ิ
พยายามทางปรชญาและทางจตวญญาณอย่างกว้างๆ เพ่อท�าความเข้าใจถง ึ
ั
ื
ิ
ื
�
ี
การด�ารงอยู่ เพ่อถามว่าเราคือใคร เราอยู่ท่ไหน และทาไมเราจึงมาอยู่ท่น ี ่
ี
ั
ปัจจุบันได้กลายเป็นสาขาวิชาของดาราศาสตร์คณิตศาสตร์ เช่นน้นแล้ว
ิ
ั
ื
ี
ี
�
เกิดอะไรข้นกับคาถามท่ใหญ่กว่าน้น? ไม่มีส่งอ่นใดเก่ยวกับจักรวาลอีกแล้ว
ึ
หรือที่เราต้องการจะรู้?
ี
แทนท่จะลงรายละเอียดเก่ยวกับพัฒนาการล่าสุดทางด้านดาราศาสตร์
ี
ี
ี
ี
น่คือแนวทางเก่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของความรู้ท่มวลมนุษย์ได้
ี
ี
รับมาจากดวงดาว มันเก่ยวกับมุมมองของพวกเขาต่อจักรวาลท่บอกพวกเขา
ี
ให้รู้ถึงธรรมชาติแห่งความเป็นจริงและความหมายของชีวิต เก่ยวกับเทพเจ้า
�
และจิตวิญญาณ ตานานและสัตว์วิเศษ พระราชวังและแดนจินตนาการบน
ิ
ี
ุ
ุ
ท้องฟ้าทพวกเราได้ละทงไป รวมถงเก่ยวกับเหตใดมมมองด้านวิทยาศาสตร์
ี
ึ
่
้
จึงเข้ามามีอิทธิพลและการเดินทางยังคงเป็นตัวกาหนดว่าเราเป็นใครในทุกวัน
�
ี
น้ได้อย่างไร มันเป็นเร่องราวเก่ยวกับผู้คน–ท้ง นักบวช เทพธิดา นักสารวจ
�
ื
ี
ั
ี
นักปฏิวัต และกษัตริย์–และเปล่าเลยมันไม่ได้เร่มต้นท่บิกแบงหรือไม่ใช่แม้แต่
ิ
ิ
I บิกครันช์ (Big Crunch) เป็นทฤษฎีที่ว่า บิกครันช์อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของเอกภพ กระนั้น
ื
บิกครันช์จะเกิดข้นได้ถ้าเราอยู่ในเอกภพปิดและมีความหนาแน่นมากพอ เม่อเอกภพขยายตัวออก
ึ
ิ
ี
จนถึงจุดสูงสุดมันจะหยุดการขยายตัวและเร่มหดตัวกลับ การหดตัวกลับของเอกภพน้เองเรียก
ื
ี
ว่าบิกครันช์ ผู้สนับสนุนทฤษฎีบิกครันช์หลายคนเช่อว่าหลังจากท่เอกภพหดตัวกลับจนเข้าสู่จุด
�
ั
ซิงกูลาริตี (singularity) แล้วมันจะนาพาไปสู่การเกิดบิกแบงรอบใหม่อีกคร้ง และการเกิดใหม่น ้ ี
เรียกว่าบิกบาวนซ์ (Big Bounce) ซึ่งก็คือการดีดตัวกลับของเอกภพ แนวคิดนี้เป็นการเสนอ
ภาพให้เห็นว่าเอกภพอยู่ในวัฏจักรของการขยายและหดตัวและขยายตัวออกไปใหม่เป็นอนันต์
- บ.ก.
14
บทน�ำ
ิ
ี
ี
�
การกาเนิดของวิทยาศาสตร์ หากแต่มันเร่มต้นท่มนุษย์กลุ่มแรกท่มองไปยัง
ดวงดาว และค�าตอบที่พวกเขาค้นพบบนท้องฟ้า
เหตุใดต้องคิดให้ยุ่งยากใจเก่ยวกับความเช่อเร่องท้องฟ้าของคนในอดีต?
ี
ื
ื
ื
ในเม่อนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ไม่ใคร่สนใจนัก เราทราบว่า
วิทยาศาสตร์ถูกสร้างข้นจากความพยายามท่จะเข้าใจสวรรค์ แต่ส่งน้ไม่ค่อย
ี
ี
ิ
ึ
ั
ี
�
ได้รับความสนใจสาหรับนักวิชาการท่ตามรอยพัฒนาการของมนุษย์โดยท่วไป
ี
ิ
ดิฉันคิดว่าส่งน้ได้สร้างจุดบอดขนาดใหญ่ในการทาความเข้าใจถึงท่มาของ
�
ี
ี
ี
พวกเรา อันท่จริงรูปแบบท่มนุษย์เห็นบนท้องฟ้ามักจะส่งอิทธิพลต่อการ
�
ดาเนินชีวิตของพวกเขาบนโลก มีผลต่อแนวคิดเก่ยวกับเวลาและสถานท ่ ี
ี
อ�านาจและความจริง ชีวิตและความตาย
ิ
เราเห็นส่งเหล่าน้ในอารยธรรมยุคโบราณ ความหลงใหลในคราสของ
ี
ื
�
ชาวบาบิโลน ฟาโรห์แห่งอียิปต์ผู้สร้างพีระมิดเพ่อนาทางวิญญาณของตนสู่
�
ดวงดาว จักรพรรดิโรมันท่ทาศึกภายใต้ธงสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ แนวคิด
ี
่
่
่
เกี่ยวกับจักรวาลยังสงอิทธิพลตอโลกยุคใหมอีกด้วย สิ่งเหลานี้ยังคงฝงแนน
่
ั
่
ื
ื
ั
ั
อย่ในสงคมของพวกเรา–แม้ว่าเราจะลมเลอนจดกาเนดของพวกมนไปแล้ว–
ู
ิ
ุ
�
ื
ี
ั
ี
ท้งในรัฐสภา โบสถ์ แกลเลอร นาฬิกา และแผนท ความเช่อเก่ยวกับดวง
ี
่
อาทตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวมบทบาทสาคญในการกาเนิดคริสต์ศาสนา
ั
ิ
�
�
ี
ี
้
ุ
้
ี
ึ
�
ื
่
รวมถงการสารวจและครอบครองโลกของชาวยโรป ความเชอเหล่านชนา
�
ี
ผู้บัญญัติกฎหมายท่มีแนวคิดกบฏซ่งได้ก่อต้งหลักการประชาธิปไตยและ
ั
ึ
ิ
ื
ิ
ั
ู้
สทธิมนุษยชน นกเศรษฐศาสตร์ผพัฒนาโครงสร้างท่พงพาระบบทุนนยม หรอ
ึ
่
ี
แม้กระทั่งจิตรกรผู้สร้างผลงานศิลปะนามธรรมชิ้นแรก
ื
ทุกวันน เม่อมลภาวะทางแสงหุ้มล้อมโลกของเรามากข้น ดวงดาว
ี
้
ึ
ี
�
เกือบจะเลือนหายไปหมด แทนท่จะมองเห็นได้นับพันดวงในคาคืนท่มืดมิด
่
ี
ในเมืองต่างๆ ทุกวันน้พวกเรามองเห็นดวงดาวเพียงไม่ก่สิบดวง และ
ี
ี
นักดาราศาสตร์กังวลว่าอีกไม่นานดาวเทียมจะมีปริมาณมากกว่ามาก ผู้คน
ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้แล้ว
ิ
ื
ี
มันเป็นมหันตภัยท่กัดกร่อนมรดกทางธรรมชาต เป็นการลบความเช่อมโยง
15
THE HUMAN COSMOS
ของตัวเรากับกาแล็กซีและจักรวาลอันกว้างใหญ่ออก ไม่มีเสียงคัดค้านจาก
มวลชนส่วนใหญ่ คนส่วนมากยักไหล่ไม่แยแส ติดหนึบอยู่กับโทรศัพท์ของ
ื
พวกเขา หาได้กังวลต่อการสูญเสียทัศนวิสัยอันนับเป็นพ้นฐานของทุกๆ
วัฒนธรรมมนุษย์ในประวัติศาสตร์
ั
กระน้น เรายังคงพยายามท่จะหาตาแหน่งแห่งหนของตัวเองในจักรวาล
�
ี
�
การศึกษาวิทยาศาสตร์ประสบความสาเร็จในวงกว้าง ทุกวันน เด็กห้าขวบ
้
ี
มีความรู้เก่ยวกับประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ และธรรมชาติของจักรวาลใน
ี
เชิงกายภาพมากกว่าความรจากหลากวัฒนธรรมในยุคแรกๆ ซงสงสมรวมกน
ั
ู้
่
ึ
ั
่
มาในระยะเวลาหลายพันปี แต่มันก็ได้ลบเลือนความหมายมากมายท ่ ี
ั
�
วัฒนธรรมเหล่าน้นค้นพบในการดารงชีวิต [ความรู้จาก] ประสบการณ์ส่วน
บุคคลถูกกวาดออกไปจากความเข้าใจเก่ยวกับความเป็นจริงของเรา แทนท ี ่
ี
ด้วยตารางทางคณิตศาสตร์ในเชิงทฤษฎีของกาล-อวกาศ โลกถูกกระแทก
ออกจากศูนย์กลางของการด�ารงอยู่ไปยังชายขอบ ชีวิตถูกตีกรอบใหม่ว่าเป็น
ี
เพียงอุบัติเหตุแบบสุ่ม พระเจ้าก็ถูกละเลยไปด้วยเช่นกัน ขณะน้ทุกๆ ส่ง ิ
ิ
สามารถอธิบายได้ด้วยกฎของธรรมชาต ห่างไกลจากบทบาทอันมีความหมาย
ในระเบียบแบบแผนของจักรวาล เราเป็นเพียง ‘กากเคมี’ ท่แขวนลอยอยู่บน
ี
ึ
ื
พ้นผิวของดาวเคราะห์ขนาดกลางซ่งโคจรรอบดาวฤกษ์ท่ไม่ได้มีความพิเศษ
ี
อะไรเลย ดังที่สตีเฟน ฮอว์กิง กล่าวไว้
นักวิจารณ์ต่อสู้กับมุมมองเชิงกลไกเก่ยวกับลักษณะธรรมชาติของ
ี
มนุษย์มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยปฏิเสธกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ี
ื
ั
แบบเหมารวม แต่ในปัจจุบันแม้กระท่งนักวิทยาศาสตร์ท่มีช่อเสียงยังส่งเสียง
ื
ื
ี
แสดงความกังวลจนเกือบจะเป็นเร่องต้องห้ามเม่อไม่นานมาน พวกเขาเสนอ
้
ั
ี
ั
ี
ว่าสสารทางกายภาพอาจจะไม่ใช่ท้งหมดท่จักรวาลน้เป็น; ไม่ใช่ท้งหมดท่เรา
ี
ึ
เป็น บางทีวิทยาศาสตร์อาจจะเป็นการมองเห็นเพียงคร่งเดียว เรา [อาจ]
ื
สามารถอธิบายดวงดาวและกาแล็กซีได้ แต่เร่องจิตใจเล่า? ไหนจะเร่องการ
ื
ึ
มีจิตรู้สานึกในตัวมันเอง? มันกาลังเผชิญกับการสู้รบคร้งใหญ่ซ่งอาจเปล่ยน
ั
ี
�
�
โลกทัศน์แบบตะวันตกทั้งหมด
การเตรียมพร้อมที่จะตั้งรับประเด็นของความขัดแย้งนี้ ดิฉันคิดว่าเรา
ี
ี
ต้องปรับโลกทัศน์; ภาพรวม น่คือหนังสือเก่ยวกับจักรวาล ไม่ใช่คู่มือทาง
16
บทน�ำ
ื
ี
วิทยาศาสตร์ แต่เป็นเร่องเก่ยวกับมนุษย์ แทนท่จะอธิบายอย่างละเอียด ดิฉัน
ี
ี
ี
�
เลือกสิบสองช่วงเวลา สิบสองก้าวย่างท่สาคัญ และถ้าคุณต้องการ น่เป็น
ี
ี
ิ
หนังสือท่บอกเราถึงบางส่งเก่ยวกับวิธีท่ผู้คนตลอดประวัติศาสตร์มองดูท้องฟ้า
ี
โดยเฉพาะอย่างย่งเร่องราวสิบสองเร่องน้ติดตามการกาเนิดของจักรวาลท่เป็น
ิ
ื
ื
ี
�
ี
ี
�
ข้อเท็จจริงแบบตะวันตกและแบบจาลองของจักรวาลน้เข้ามาครอบงาชีวิตของ
�
ื
เราอย่างไร เร่องราวสืบย้อนจากการแสดงออกทางความคิดในยุคแรกของ
้
�
มนุษยชาติผ่านภาพวาดในถ�าและกลุ่มวงกลมหิน; ผ่านไปสู่การกาเนิดของ
จารีตประเพณีที่ส�าคัญอย่าง คริสต์ศาสนา ประชาธิปไตย และวิทยาศาสตร์;
ไปจนถึงการไล่ล่าส่งมีชีวิตต่างดาวและเท่ยวบินสู่อวกาศของเราท่เกิดข้นจริง
ึ
ี
ิ
ี
และเสมือนจริง
้
ี
มันเป็นการเดินทางท่ช่วยอธิบายว่าเราคือใครในทุกวันน และอาจ
ี
ิ
ื
เป็นแนวทางในอนาคตได้ด้วย อาจเป็นเร่องยากท่จะเห็นขีดจากัดของบางส่ง
�
ี
�
ั
ื
่
ู
ิ
่
ื
่
ั
ั
้
ิ
เมอเราได้ฝังตวอย่ภายในสงนน ดฉนหวงว่าการถอยออกมาเพอสารวจ
ั
ื
ี
ประวัติศาสตร์เชิงลึกในความเช่อของมนุษย์เก่ยวกับจักรวาล อาจจะช่วยให้
ั
เราได้สารวจขอบโลกทัศน์ของเราเองและอาจมองออกไปไกลกว่าน้น เหตุใด
�
ื
เราจึงกลายเป็นเคร่องจักรอันเฉ่อยเนือยในจักรวาลอันไร้จุดหมาย? ความเช่อ
ื
ื
ี
เหล่าน้นหล่อหลอมการใช้ชีวิตของเราอย่างไร? และจากจุดน้เราจะเดินทางไป
ั
ที่ไหนกัน?
17
1
ต�ำนำน
ี
ึ
ึ
ี
มีรูปแบบการเรียงตัวท่แปลกตาของจุดรูปแบบหน่งท่มักจะปรากฏข้นซาๆ ใน
�
้
ั
ั
ี
งานศิลปะท่วโลกและตลอดประวติศาสตรท่ผ่านมา จานวนของจดนนมความ
์
ุ
้
�
ี
ั
ุ
ุ
หลากหลายแต่โดยปกติแล้วจะเป็นจดทรงกลมขนาดเล็กหกจดเกาะกลุ่มใกล้ๆ
ี
กัน มีลักษณะเฉพาะแยกเป็นแถว แถวละส่จุดและสองจุด รูปแบบน้พบได้
ี
ี
ในหลากหลายชุมชนแผ่กระจายออกไป ต้งแต่ลวดลายของรูท่เจาะลงบนผิว
ั
ื
�
้
ของผลนาเต้าท่เป็นเคร่องเคาะจังหวะของชนเผ่านาวาโฮ (Navajo) ไปจนถึง
ี
ภาพวาดบนกลองของชามันไซบีเรียน หรือแม้กระทั่งปรากฏบนโลโก้ของ
I
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างซูบารุ (Subaru)
ั
้
ึ
ี
ในตัวอย่างท้งหมดเหล่าน จุดซ่งแสดงลักษณะเฉพาะท่โดดเด่นท่สุด
ี
ี
อย่างหน่งบนท้องฟ้ายามคาคืนก็คือ กระจุกดาวลูกไก่ (Pleiades) กลุ่มดาว
ึ
่
�
้
หกหรือเจ็ดดวงน (จานวนท่แน่นอนข้นอยู่กับสภาพอากาศในตอนท่มอง)
ี
ี
ี
�
ึ
ึ
ปรากฏอยู่ใกล้กับเส้นทางโคจรซ่งเกิดข้นประจาปีของดวงอาทิตย์ท่พาดผ่าน
ี
ึ
�
�
ื
ท้องฟ้า และมันยังเป็นโครงหลักสาคัญในเร่องเล่าและตานานต่างๆ มากมาย
�
ี
เช่น ในตานานของชาวเชโรก (Cherokee) กลุ่มดาวน้คือเหล่าเด็กหลงทาง
ี
�
ื
ส่วนพวกไวก้งเช่อว่ามันคือลูกไก่ของเทพธิดาเฟร็วยา [Freyja- เทพใน
ิ
I ชามัน (shaman) กลุ่มลัทธิที่เชื่อว่าเป็นสื่อกลางระหว่างธรรมชาติกับสิ่งเหนือธรรมชาติ พบได้
มากในทางตอนเหนือและตอนกลางของทวีปเอเชีย ชามันในแต่ละวัฒนธรรมจะมีความแตกต่าง
กันไป อาทิ ผู้ท�าหน้าที่รักษาโรคโดยผ่านพิธีกรรม หรือสามารถเดินทางระหว่างโลกมนุษย์และ
แดนวิญญาณ นรกและสวรรค์ ลัทธิชามันน้ยังแบ่งออกได้หลากหลายประเภท ท้งในรูปแบบ
ั
ี
คนทรง ผู้เผยพระวจนะ ผู้ร่ายคาถา พ่อมดหรือหมอผี - บ.ก.
THE HUMAN COSMOS
ุ
�
่
ี
ุ
ี
้
ั
ั
ตานานนอร์ส] กล่มดาวนยงเป็นองค์ประกอบทเป็นลกษณะเฉพาะของกล่ม
ื
ั
ู
ู
ุ
ั
ื
ดาวพฤษภ [Taurus- หรอกล่มดาววว] กล่มดาวลกไก่ปรากฏอย่เหนอสะบก
ุ
ของวัวสวรรค์ท่มีเขาย่นทอดยาวออกมา ดวงตาท่โดดเด่นคือดาวยักษ์แดง
ี
ื
ี
อัลดีบาแรน [Aldebaran- หรือดาวตาวัว] และกระจุกดาวอีกกลุ่มหนึ่งคือ
ี
ึ
ไฮอาดีส [Hyades- หรือกระจุกดาวสามเหล่ยมหน้าวัว] ซ่งกระจายเป็น
รูปตัว ‘วี’ (V) พาดผ่านส่วนใบหน้าของมัน
การปรากฏข้นบ่อยคร้งของรูปแบบจุดหกจุดนี้แสดงให้เห็นถึงความ
ั
ึ
ู
ุ
สาคญของกล่มดาวลกไก่ในสังคมทวโลก ตลอดจนความปรารถนาร่วมกัน
�
่
ั
ั
ี
ของมนุษย์ในการจับเอารูปลักษณ์ต่างๆ ของท้องฟ้าท่เต็มไปด้วยดวงดาวมา
ื
ึ
ี
ั
ใส่ไว้ในงานศิลปะ แต่เร่องราวน้มีอะไรมากกว่าน้น –อีกตัวอย่างหน่งของ
้
จุดเหล่าน ซ่งต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าดูเหมือนไม่น่าเกิดข้นได้ ท่ถา
�
ี
ึ
้
ี
ึ
ั
ั
่
ี
ั
ลสโก (Lascaux) ทางตะวนตกเฉียงใต้ของฝร่งเศสซงมีชอเสยงเกยวกบ
ั
ี
ื
่
ึ
่
ศิลปะยุคหินเก่าท่มีอยู่จานวนมาก มีท้งภาพวาดและจารึกภาพสัตว์หลายช้น
ั
�
ี
ิ
ิ
ิ
ั
ท่มีอายุประมาณ 20,000 ปี ต้งแต่ยุคเร่มต้นของมนุษยชาต นักวิชาการต่าง
ี
โต้เถียงกันมานานหลายทศวรรษถึงความหมายของภาพที่ค้นพบในถาน ใน
้
ี
�
้
ขณะเดียวกัน ภาพของจุดธรรมดาหกจุดท่มีลักษณะตรงกับกลุ่มดาวลูกไก่
ี
้
�
้
ี
พอดิบพอดีบนเพดานของโถงทางเข้าถาอันโอ่อ่า กลับไม่ถูกสังเกตเห็น ภาพน
ถูกวาดอย่างประณีตด้วยดินโอเคอร์ (ochre) สีแดง พวกมันลอยอยู่เหนือ
สะบักของภาพวัวป่าออรอคที่น่าเกรงขาม [aurochs- วัวป่าปัจจุบันเป็นสัตว์
สูญพันธุ์]
ด้วยความยาว 5.2 เมตร ท�าให้ภาพ ‘วัวหมายเลข 18’ เป็นภาพวาด
ี
ท่ใหญ่ท่สุดและน่าจะเป็นท่รู้จักมากท่สุดในบรรดาภาพในถาท้งหมด มันด ู
ี
ี
้
ี
�
ั
ี
คล้ายกับกลุ่มดาววัวในยุคปัจจุบันอย่างน่าประหลาด–มีแม้กระท่งจุดท่เรียง
ั
ี
ี
ี
ตัวกันเป็นรูปทรงตัววีท่ส่วนใบหน้าของวัว–ความเหมือนกันน้เป็นท่สังเกตเห็น
ี
มาหลายปีแล้ว แต่ถึงจะเป็นเช่นน้นมันก็ไม่เคยถูกกล่าวถึงในหนังสือนาเท่ยว
ั
�
และไม่เป็นประเด็นให้นามาถกเถียงกันในแวดวงนักโบราณคดีกระแสหลัก
�
ี
กลุ่มดาววัวเป็นหน่งในกลุ่มดาวกลุ่มแรกๆ ท่ได้รับการอธิบาย มีหลักฐานการ
ึ
บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรท่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปได้ถึงเกือบ 3,000 ปี
ี
่
ในมุมมองของนักบวชชาวบาลิโลนมองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่เป็นเหมือนขนท
ี
20
ต�ำนำน
�
ี
ั
ี
ต้งชันอยู่บนหลังของวัวสวรรค์ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ท่กาเนิดท่แท้จริงของ
้
ึ
ุ
ึ
ั
ี
่
็
�
ึ
มนอาจเป็นแผนท่ดาวซงสร้างขนโดยมนุษย์ดกดาบรรพ์ในยคเกบของป่าล่า
ี
ี
สัตว์แห่งลัสโก? แนวคิดน้ไม่ได้ถูกปฏิเสธพอๆ กันกับท่ไม่มีการพูดถึงมันเลย
ุ
ู
อย่างไรกตาม ในช่วงไม่ก่ปีทผ่านมาผ้เชยวชาญด้านมานษยวทยา
ี
็
ี
ี
่
ิ
่
ิ
ปรัมปราวิทยา[เทวตานาน] และดาราศาสตร์เร่มถกเถียงกันเก่ยวกับการ
�
ี
ประเมินทักษะความสามารถของบรรพบุรุษในยุคหินเก่าของพวกเราเสียใหม่
อย่างถึงแก่นรวมถึงอิทธิพลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับเรื่องราวที่พวกเขาได้
บอกเล่าไว้ ดังน้นในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับดวงดาวน ี ้
ั
ี
�
�
มาเร่มกันท่ความลึกลับของวัวหมายเลข 18 เราจะสารวจว่าศิลปินแห่งถา
ิ
้
ลัสโกต้งใจท่จะวาดกลุ่มดาวจริงๆ หรือไม่ และคาถามว่าเหตุใดพวกเขาถึงให้
ั
�
ี
ี
ความสนใจท้องฟ้ามากนัก มันคือการเดินทางท่นาเราไปสู่หัวใจของความ
�
หมายท่จักรวาลมีต่อมนุษย์กลุ่มแรกท่มีความสามารถในการจินตนาการ จดจา
ี
�
ี
ึ
อธิบาย และแสดงให้เห็น จักรวาลท่พวกเขาสร้างสรรค์ข้นยังคงเป็นตัวกาหนด
ี
�
ชีวิตของเราในทุกวันนี้
วันท 12 กันยายน ปี 1940 มาร์เซล ราวีดา (Marcel Ravidat) เด็กฝึกงาน
ี
่
ั
ช่างยนต์วย 17 ปี ไปเดนเล่นกบเพอนสามคนทเนนเขาใกล้หม่บ้านมงตญก
่
ู
ิ
ี
ั
ั
ี
ิ
ื
่
ั
(Montignac) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝร่งเศส ตามต�านานของหมู่บ้านว่า
กันว่ามีถาอยู่ใต้เนินเขา–ในช่วงระลอกแห่งการประหารท่ตามมาหลังการปฏิวัต ิ
�
ี
้
ี
ั
ฝร่งเศส เจ้าอธิการแห่งลาบรูส (Labrousse) เจ้าของคฤหาสน์ท่อยู่ใกล้เคียง
�
ั
ี
ได้ใช้บริเวณหน่งในถาน้นเป็นท่ซ่อนตัว–และราวีดาสงสัยว่าพวกเขาอาจจะเก็บ
ึ
้
ิ
ั
�
้
ิ
สมบัตไว้ในน้น ไม่ก่วันก่อนหน้าเขาเร่มนาส่งกีดขวางออกจากโพรงถาบน
�
ี
ิ
พ้นดิน อย่างดูมีความหวัง และตอนน้เขากลับมาพร้อมกับอาวุธมีดและ
ี
ื
ตะเกียงพก เขาวางแผนจะลงไปในถ�้าให้ได้
ื
ื
ี
ี
เป้าหมายของกลุ่มเด็กหนุ่มคือพ้นท่แอ่งกระทะท่ยุบตัวลงไปในพ้นดิน
ท่ล้อมรอบด้วยไม้จาพวกสนและจูนิเปอร์อีกท้งยังเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาม ท ี ่
ี
ั
�
ี
ิ
ื
ก้นแอ่งมีช่องโหว่ขนาดเล็กเช่อมไปสู่ปล่องแคบยาวท่เกือบจะเป็นแนวด่ง กลุ่ม
เด็กหนุ่มช่วยกันถางพุ่มหนาม–รวมถึงเก็บซากของลา–และใช้มือขุดเพ่อขยาย
ื
21
THE HUMAN COSMOS
โพรงให้กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร พวกเขาโยนก้อนหินลงไปและต้อง
ิ
่
ู
้
ี
่
ั
่
้
้
ี
้
่
ี
ื
ประหลาดใจกบระยะเวลาทกอนหนรวงลงสพนและเสยงกองทสะทอนตามมา
พุ่มไม้หนามเหล่านั้นได้ซ่อนบางสิ่งที่ส�าคัญเอาไว้
ี
�
ี
ราวีดามีอายุมากท่สุดและแข็งแรงท่สุดในกลุ่ม เขาใช้หัวมุดนาลง
ไปก่อนแล้วค่อยๆ ถัดตัวไปมาผ่านผืนดินลงไปหลายเมตรก่อนท่จะตกบน
ี
ี
กองดินเหนียวและหินรูปทรงกรวย เขาจุดตะเกียงท่ทาจากปั๊มอัดจารบีและ
�
ั
ื
ขดเชือก แต่ในทันทีน้นเอง เขาเสียการทรงตัวและล่นไถลลงไปถึงจุดลึกสุด
และก็พบว่าตัวเองก�าลังอยู่ในโถงขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 20 เมตร
เขาจึงตะโกนเรียกให้เพื่อนๆ ตามลงมา
ี
้
�
พวกเขาเดินตัดข้ามโถงถาหินปูนไปในความมืดสลัว เดินเล่ยงแอ่งนา ้ �
ื
ี
ั
ต้นๆ บนพ้น จนกระท่งมาถึงทางเดินแคบๆ ท่มีเพดานโค้งสูงข้นไปด้านบน
ื
ึ
ี
ซ่งมีลักษณะคล้ายเพดานโบสถ์ ณ จุดน้ราวีดาชูตะเกียงข้น และเด็กหนุ่มก็ได้
ึ
ึ
พบกับกรุสมบัติท่พวกเขาตามหา ส่งท่ปกคลุมผนังสีขาวอยู่น้นคือการปะท ุ
ั
ี
ิ
ี
�
ออกของส่งมีชีวิต ภาพต่างๆ จากยุคกาเนิดของสปีชีส์ของเราถูกนากลับมาให้
�
ิ
เห็นเป็นครั้งแรกในรอบ 20,000 ปี
ในตอนแรกพวกเขาสังเกตเส้นสีและสัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิตท่ด ู
ี
ั
ื
แปลกตา จากน้นเม่อเคล่อนตะเกียงไปรอบๆ พวกเขาพบ[ภาพ]เหล่าสัตว์ ม ี
ื
ี
่
�
ม้าอยู่ท่วทุกท ม้าสีทองขนแผงคอสีดา อีกท้งวัวสีแดงดา แพะภูเขา และกวาง
ั
�
ั
้
�
ตัวผู้มีเขาท่กาลังส่งเสียงร้อง ฝูงสัตว์ปีนป่ายกันอยู่บนผนังถ�าและถลาข้าม
ี
ื
เพดาน บางภาพชัดเจนและหลากสีสัน บางภาพพร่าเลอนเหมือนตกอยู่
�
ท่ามกลางหมอก กลุ่มเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจถึงความสาคัญของส่งท่พวกเขา
ิ
ี
ี
ิ
ี
ค้นพบท้งหมดน แต่พวกเขารู้แน่ว่ามันต้องเป็นส่งท่พิเศษ จึงฉลองด้วยการ
ั
้
กระโดดโลดเต้นและร้องตะโกนท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหววูบวาบ
ึ
้
�
ื
ถาลัสโก (ต้งช่อตามคฤหาสน์ท่อยู่ใกล้เคียง) ปัจจุบันนับเป็นหน่งใน
ี
ั
การค้นพบทางโบราณคดีท่น่าอัศจรรย์ใจท่สุดแห่งหน่งในประวัติศาสตร์ ถาน ้ ี
�
้
ึ
ี
ี
เป็นเพียงหน่งในหลายร้อยถาทางตอนใต้ของฝร่งเศสและทางตอนเหนือของ
้
�
ึ
ั
ุ
ี
สเปนท่มีภาพวาดบนผนังอาย 37,000 ถึง 11,000 ปีก่อน โดยมนุษย์ท่ม ี
ี
ลักษณะทางกายภาพเหมือนมนุษย์ยุคใหม่ ซ่งอพยพจากแอฟริกาไปยังยุโรป
ึ
เป็นกลุ่มแรกเมื่อประมาณ 45,000 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคน�้าแข็ง เป็นยุคที่
22
ต�ำนำน
ั
ึ
เรียกว่า ยุคหินเก่าตอนปลาย (Upper Paleolithic) ซ่งต้งช่อตามการใช้
ื
่
�
ิ
้
ื
ู
่
่
ั
่
ื
ื
ิ
ุ
เครองมอจากหนในชวงเวลาดงกลาว และดเหมอนวาจะทาใหเกดการปะททาง
ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ศิลปะหิน[Rock art–โดยมากมักหมายถึง
�
้
ี
ศิลปะตามผนังถา-บ.ก.]จากช่วงเวลาน้พบได้ตามแหล่งต่างๆ–ไม่ว่าจะเป็นใน
�
อินโดนีเซียและออสเตรเลีย–รวมถึงแหล่งต้นกาเนิดงานเหล่าน้ท่มีมาก่อนหน้า
ี
ี
้
ั
ี
่
่
ื
้
ั
อยางแอฟรกาอกดวย แตเนองจากความสลบซบซอน[ในการเขาถง] การดแล
ิ
ู
้
ึ
่
�
รักษาอย่างพิถีพิถัน และปริมาณของภาพวาดและงานสลักลายที่มีจานวนเกือบ
2,000 ชิ้น ท�าให้ถ�้าลัสโกเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุด
ี
ศิลปินท่น่ใช้แปรงท่ทาจากพืชหรือวัสดุช้นเล็กๆ หรือขนสัตว์ และม ี
�
ี
ี
ิ
การใช้สีท่ได้จากแร่เหล็กและแมงกานีส ดินขาวและแท่งถ่าน วาดภาพคลุม
ี
ั
ิ
ั
ทางเดินและห้องต่างๆ ทอดยาวนบร้อยเมตรบนผนงหน การสร้างสรรค์ของ
ึ
พวกเขาให้ความเข้าใจอย่างลึกซ้งในจิตใจของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ท ่ ี
ี
ึ
หายากและสวยงามอย่างน่าท่ง ผู้คนยุคแรกเหล่าน้คือใคร? อะไรคือส่งท่พวก
ี
ิ
ิ
ุ
ั
้
้
้
่
้
่
�
ั
ี
เขาใหความสาคญ และอะไรทกระตนใหพวกเขาสรางงานศิลปะ? สงใดกนท ่ ี
ส่งผลท�าให้พวกเขามีลักษณะของ[ความเป็น]มนุษย์?
ในช่วงหลายทศวรรษนับต้งแต่การค้นพบของกลุ่มเด็กหนุ่ม นัก
ั
�
�
ี
้
วิชาการต่างคิดหาคาตอบมากมายสาหรับคาถามเหล่าน แนวคิดแรกๆ คือ
�
ี
ื
ภาพอันลึกลับน้เป็นเพียงการตกแต่ง เป็น ‘ศิลปะเพ่อศิลปะ (art for art’s
ั
ึ
sake)’ เท่าน้น ไม่ได้มีความหมายพิเศษแต่อย่างใด ส่วนอีกข้อเสนอหน่งคือ
ภาพสัตว์เหล่าน้เป็นตัวแทนของเผ่าต่างๆ โดยท่ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงการ
ี
ี
ต่อสู้และการเป็นพันธมิตรกันระหว่างพวกเขา ผู้เช่ยวชาญบางท่านคิดว่า
ี
ภาพวาดน้ต้งใจจะสร้างให้เป็นมนต์คาถาเพ่อเสริมอิทธิฤทธ์ในการออกล่าสัตว์
ิ
ื
ี
ั
ี
หรือปัดเป่าวิญญาณร้าย ในช่วงทศวรรษท 1960 เหล่านักวิชาการได้ใช้วิธีการ
่
ี
้
�
ทางสถิติบันทึกชนิดของรูปภาพภายในถาท่แตกต่างกันออกเป็นประเภทต่างๆ
ี
ี
และสร้างทฤษฎีเก่ยวกับประเภทของรูปภาพท่พวกเขาเห็น ยกตัวอย่างเช่น ม้า
และไบซันนั้นแสดงถึงความเป็นชายกับหญิง
ู
ู
ต่อมา นอร์แบร์ อฌลา (Norbert Aujoulat) ผ้ซงอาจจะเป็นคนที่
ู
ึ
่
�
้
ี
ั
ั
ี
ร้จกภาพวาดน้นดีกว่าใครๆ ด้วยการเป็นคนท่มความสนใจเก่ยวกับถา เขา
ี
ู
อธิบายตัวเองว่าเป็น ‘มนุษย์ใต้ดิน’ เขามักจะหายตัวไปทีละหลายวัน เดินทาง
23
THE HUMAN COSMOS
�
ื
ั
ท่องไปตามลาพังในหุบเขาของฝร่งเศส และช่วยในการค้นพบโถงใต้พ้นดิน
หลายสิบแห่งอีกด้วย แต่เขาไม่เคยลืมบ่ายวันหน่งในฤดูหนาวปี 1970 ได้เลย
ึ
้
ี
้
ั
ี
�
�
มันเป็นคร้งแรกท่เขาได้เห็นถาลัสโก นับจากวันท่ถาถูกค้นพบ มันก็ได้เปิดให้
ื
กับสาธารณชนเข้าชมและก็ถูกปิดลงในเวลาต่อมา เน่องด้วยลมหายใจของ
ี
ื
ี
ผู้เข้าชมนับพันๆ รายต่อวัน รวมถึงเช้อจุลินทรีย์ท่ติดไปกับรองเท้าล้วนม
ส่วนสร้างความเสียหายแก่ภาพวาดอันลาค่า อูฌูลา เม่อคร้งเป็นนักศึกษาอาย ุ
ั
ื
�
้
24 ปี ได้เข้าร่วมทัวร์ส่วนตัวท่นาโดยฌัก มาร์ซาล (Jacques Marsal)
ี
�
หนึ่งในกลุ่มเด็กหนุ่มสี่คนผู้ค้นพบถ�้านี้เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว
ื
�
เพ่อไปให้ถึงภาพวาด มาร์ซาลนาพวกเขาเดินลงมาตามทางลาดผ่าน
ี
ื
ึ
โถงทางเข้าและประตูท่เรียงเป็นแถวแนวซ่งสร้างด้วยหินเพ่อรักษาความ
ปลอดภัย น่นทาให้อูฌูลา รู้สึกราวกับว่าพวกเขาก�าลังเข้าสู่พื้นท่ด้านในของ
ั
�
ี
์
ิ
�
ิ
วิหารอันศักด์สิทธิ ประตูบานสุดท้ายทาด้วยทองสัมฤทธ์หนาหนักและประดับ
ั
ด้วยหินขัด อูฌูลา ใช้เวลาเพียงคร่งช่วโมงเพ่อสารวจสมบัติลาค่าท่อยู่ด้าน
ึ
ี
ื
�
้
�
ั
�
หลังประต แต่ช่วงเวลาเท่าน้นก็เพียงพอแล้วท่จะกาหนดเส้นทางชีวิตของเขา
ี
ู
ี
เขาเหมือนถูกมนต์สะกดด้วยความรู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของมนุษย์ถาท่เข้า
�
้
ั
�
ครอบงา มันทรงพลังมากพอท่จะข้ามผ่านกาลเวลาหลายพันปี เขามุ่งม่นใน
ี
การท�าความเข้าใจว่าท�าไมภาพวาดเหล่านี้จึงถูกสร้างขึ้นและเพื่ออะไร
ั
ื
ู
ู
็
่
็
เปนเวลาเกอบสองทศวรรษกวาทอฌลา จะเตมเตมความฝนของเขาได
ิ
่
้
ี
้
�
ในปี 1988 ในฐานะหัวหน้าแผนกศิลปะในโพรงถาของกระทรวงวัฒนธรรม
�
้
ิ
ฝร่งเศส เขาใช้เวลาเร่มศึกษาถาลัสโกอันเก่าแก่เป็นเวลายาวนานนับทศวรรษ
ั
ต้งแต่ภาพวัวขนาดใหญ่ท่อยู่บริเวณรอบๆ เพดานของโถงทางเข้า ไปจนถึง
ี
ั
ภาพสลักท่มีอยู่หนาแน่นและพัวพันกันอยู่ในโพรงขนาดเล็กท่เรียกว่า ‘มุข
ี
ี
โถงถา’ (apse) ขณะท่นักวิชาการคนอ่นๆ มุ่งความสนใจไปท่งานศิลปะ แต่
ี
้
ี
�
ื
้
�
อูฌูลา เข้าสู่ถาลัสโกโดยใช้วิธีแบบผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาต เขาเรียนรู้
ิ
�
ั
้
ในทุกๆ แง่มุมต้งแต่ธรณีวิทยาของหินปูนไปจนถึงชีววิทยาของสัตว์บนผนังถา
เขาได้ข้อสรุปว่าคนอื่นๆ ล้วนพลาดมิติที่ส�าคัญไปและนั่นคือ มิติของเวลา
ี
ี
้
�
เม่อได้ศึกษาภาพวาดบนผนังถาท่ซ้อนทับกันซึ่งม ม้า วัวป่าออรอค
ื
และกวางปรากฏอยู่ร่วมกัน เขาค้นพบว่าในทุกๆ กรณ ม้าจะได้รับการวาด
ี
ิ
ั
ั
ก่อน ต่อจากน้นเป็นวัวป่าออรอคและปิดท้ายด้วยกวาง ย่งไปกว่าน้นสัตว์
24
ต�ำนำน
ี
แต่ละชนิดยังแสดงคุณลักษณะท่สอดคล้องกับช่วงเวลาท่เฉพาะเจาะจงใน
ี
ึ
ี
แต่ละปี ม้าจะมีขนดกหนาและหางท่ยาวซ่งตรงกับช่วงปลายฤดูหนาว วัวป่า
ี
ี
ออรอคตรงกับช่วงฤดูร้อน และกวางท่มเขาเด่นชัดและสมบูรณ์บ่งบอกถึงช่วง
ี
ฤดูใบไม้ร่วง และช่วงเวลาเหล่าน้สาหรับสัตว์แต่ละชนิด คือช่วงฤดูผสมพันธ ุ์
�
ของพวกมัน
ื
ี
ิ
อูฌูลา ได้อธิบายส่งท่เขาค้นพบไว้เม่อปี 2005 ในหนังสือ Lascaux:
Movement, Space, and Time เขาเสนอว่า เมอภาพวาดในถาเป็นการ
้
ื
่
�
แสดงถึงวัฏจักรสาคัญในการเจริญพันธุ์ของสัตว์ ควรจะยอมรับว่าถาคือสถาน
�
้
�
ิ
ศักด์สิทธ์ทางจิตวิญญาณ ท่มีจุดประสงค์ให้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้าง
ิ
ี
ิ
ั
�
ั
(creation) และท่วงทานองอนเป็นนรันดร์ของชีวิต วฏจักรแห่งการสร้างท ี ่
ี
ี
ส่อออกมาโดยภาพวาดน้ไม่เพียงเก่ยวกับมนุษย์เท่าน้น หากแต่ยังเก่ยวโยง
ี
ั
ื
ถึงสัตว์และสภาพอากาศ มันขยายรวมไปถึงห้วงจักรวาลทั้งมวล
ึ
ี
วัฏจักรรอบปีของการสร้างใหม่ (re-creation) ท่เกิดข้นในโลกยุค
หินเก่าน้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านวัฏจักรของดวงดาว โดยในแต่ละ
ั
�
ฤดูกาลจะถูกทาสัญลักษณ์จากเส้นโคจรของดวงอาทิตย์ รวมไปถึงการปรากฏ
ของกลุ่มดาวท่มีลักษณะเฉพาะบนท้องฟ้ายามคาคืน อูฌูลา เช่อว่าน่คือหัวใจ
ื
ี
ี
�
่
ิ
้
ิ
่
่
ุ
ิ
ู
สาคญในการรบรและมองเหนของศลปน เขาสรปวาเหลาศลปนกาลงแสดงให ้
�
็
ั
ั
ั
ิ
�
ี
เห็นว่าส่งมีชีวิตและเวลาของจักรวาลเก่ยวพันกันอย่างไร เขาเปรียบเทียบถา ้ �
ิ
ี
กับชะง่อนท่ย้อยย่นออกมาจากผนังและภาพวาดท่พาดผ่านเพดานถากับ
�
ื
้
ี
ี
ั
‘อุโมงค์สวรรค์ (celestial vault)’ อีกทั้งยังช้ให้เห็นว่า สัตว์เหล่าน้นไม่ได้
อยู่บนพื้นดิน หากแต่อยู่บนท้องฟ้า
ู่
ั
ั
น่นอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดสัตว์เหล่าน้นมักจะดูเหมือนลอยอย จากการ
ิ
ุ
่
ี
ั
แต่งแต้มลงสีในทกเหลยมมมโดยไม่มีเส้นของพ้นดนเลย บางคร้งดเหมือน
ื
ุ
ู
�
�
้
ื
กีบเท้าห้อยอยู่เสียด้วยซา หากข้อเสนอของอูฌูลาถูก ถาลัสโกก็เป็นเร่อง
้
ี
�
เก่ยวกับจักรวาลวิทยามากพอๆ กับชีววิทยา แทนท่จะทาเพียงคัดลอกส่ง ิ
ี
ี
ี
ต่างๆ ท่อยู่รอบตัว ศิลปินได้เก็บรวมเอาความเปล่ยนแปลงทุกๆ อย่าง–ท้ง ั
�
ื
บนโลกและในท้องฟ้า–มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเพ่อนิยามการดารงอยู่ของ
�
�
ั
�
ั
พวกเขา มันเป็นด่งลานา หากคุณจะเรียกเช่นน้น สาหรับจักรวาลของพวกเขา
ี
มนแสดงให้เห็นแนวคิดแรกของมนษยชาตทว่าด้วยธรรมชาตของจักรวาลและ
่
ั
ุ
ิ
ิ
25
THE HUMAN COSMOS
ต้นก�าเนิดของชีวิต
ั
�
อูฌลาเป็นแกนหลกสาคญของสถาบันทางวชาการของฝรงเศส ผลงาน
ู
ั
่
ั
ิ
ั
ของเขามีอิทธิพลใหญ่หลวง ถึงกระน้นแนวคิดเก่ยวกับท้องฟ้าของเขาก็ได้
ี
ื
รับการกล่าวถึงไม่มากนัก เม่อไม่มีหลักฐานท่ยืนยันได้ชัดเจน นักโบราณคด ี
ี
ื
ี
พบว่าเป็นเร่องง่ายกว่าท่จะยอมรับว่าภาพวาดเป็นการสรรเสริญธรรมชาต ิ
มากกว่าทรรศนะท่มีต่อท้องฟ้า มีนักวิชาการบางท่านท่คิดว่าอูฌูลา ยังไปไม่
ี
ี
ี
้
�
ไกลพอ แทนท่จะจินตนาการไปเองว่าเป็นเพียงสัตว์บนท้องฟ้า ศิลปินแห่งถา
ลัสโก[อาจ]ก�าลังเขียนภาพแผนที่ดาว
ี
ในปี 1921 ผู้เช่ยวชาญด้านยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาวฝร่งเศสมาร์เซล โบดวง
ั
(Marcel Baudouin) ค้นพบฟอสซิลฟองนาท่มีรูปร่างคล้ายองคชาต
�
ี
้
ฟอสซิลช้นดังกล่าวถูกพบท่เมืองเบน (Beynes) ทางภาคกลางตอนเหนือของ
ิ
ี
ึ
ั
ฝร่งเศส มีรอยคราบสีแดงสดซ่งศิลปินยุคโบราณได้กะเทาะบางส่วนออกไป
�
ทาให้เกิดกลุ่มของจุดสีเหลืองรูปทรงคล้ายกีบเท้าสัตว์ โบดวงเขียนอย่าง
ี
ื
ต่นเต้นว่า ‘มันเป็นคร้งแรกท่ผมเจอช้นงานแบบน้’ ในงานวิจัยช่อ ‘ดาวหมีใหญ่
ิ
ั
ื
ี
และลึงค์แห่งสวรรค์’ เขาเสนอว่ากลุ่มจุดน้นดูเหมือนกับกลุ่มดาวทางซีกโลก
ั
ี
ึ
เหนือซ่งเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) โดยดาวดวงทสว่างท่สุดจะ
่
ี
แสดงแทนด้วยรอยจุดที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
ี
เป็นไปไม่ได้เลยท่จะระบุถึงอายุท่แท้จริงของกลุ่มจุดเหล่าน้น แต่เขา
ั
ี
ื
ลงความเห็นว่ามันถูกสลักข้น ไม่ในยุคหินเก่าก็ยุคหินใหม่ เน่องจากการหมุน
ึ
รอบตัวเองของโลก ดวงดาวในซีกโลกเหนือจึงดูเหมือนโคจรรอบจุดท่หยุดน่ง
ิ
ี
บนท้องฟ้าเหนือข้วโลกเหนือพอด (หรือท่เรียกกันในปัจจุบันว่า ข้วฟ้าเหนือ)
ี
ี
ั
ั
ั
ั
ี
โบดวงเสนอว่าจุดสีของฟอสซิลน้น่าจะมีเจตนาเพ่อแสดงว่าข้วฟ้า (pole) น้น
ื
เปรียบเสมือนองชาตแห่งท้องฟ้า และจุดท่มีรอยสลักน้นเป็นสัญลักษณ์แทน
ี
ั
กลุ่มดาวหมีใหญ่ที่โคจรอยู่รอบแกนของมัน
ึ
โบดวงเป็นหน่งในคนกลุ่มแรกท่มองเห็นดวงดาวในงานศิลปะยุคก่อน
ี
ประวัติศาสตร์ ตลอดช่วงทศวรรษท 1920 ถึง 1930 นักวิชาการหลายคน
่
ี
ื
ี
ี
รวมถึงโบดวงได้บันทึกถึงกลุ่มดาวในบริเวณพ้นผิวท่มีรอยกดเป็นวงท่เรียกว่า
26
ต�ำนำน
ึ
ร่องรอยรูปถ้วย (cup marks) ซ่งขุดค้นพบตามโบราณสถานหินและ
ื
ี
�
้
ั
ผนังถาในพ้นท่ต่างๆ ต้งแต่ทางใต้ของฝร่งเศสไปจนถึงแถบสแกนดิเนเวีย
ั
แต่คากล่าวอ้างของพวกเขาน้นไม่สามารถพิสจน์ได้จงถูกลืมไปเสียเป็น
ู
ึ
�
ั
ส่วนใหญ่ แต่หลายทศวรรษต่อมา ราวปี 1972 นกโบราณคดชาวอเมรกน
ั
ั
ิ
ี
ี
�
อเล็กซานเดอร์ มาร์แชค (Alexander Marshack) ได้ทาให้แนวคิดเก่ยวกับ
ดาราศาสตร์ในยุคหินเก่ากลายเป็นที่นิยม ด้วยหนังสืออันมีอิทธิพลของเขาที่
ชื่อ The Roots of Civilization
มาร์แชคใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูร่องรอยบนเศษกระดูกท่สร้างข้นโดย
ี
ึ
มนุษย์ในยุคหินเก่าตอนปลาย [Upper Paleolithic ประมาณ 50,000-
ุ
ิ
ึ
10,000 ปีก่อน] หน่งในงานแรกท่เขาศึกษาคือช้นส่วนกระดูกอาย 30,000 ปี
ี
จากถ�้าหินบล็องชาร์ (Blanchard) ในจังหวัดดอร์ดอญ (Dordogne) ของ
ี
ฝร่งเศส ด้านหน่งถูกสลักเป็นหลุมรูปทรงกลมแบน-หรือรูปจันทร์เส้ยว-
ึ
ั
จานวน 69 หลุม เรียงกันเป็นเส้นคดเค้ยว มาร์แชคแสดงให้เห็นว่าหลุม
ี
�
ึ
ี
ี
เหล่าน้ถูกสร้างข้นด้วยการตอกด้วยรูปแบบท่ต่างกัน 24 แบบ โดยเขาบอก
ี
ว่าพวกมันถูกสลักเป็นกลุ่มในวาระท่ต่างกัน 24 คร้ง มันเป็นมากกว่าเส้น
ั
�
�
ึ
ี
ร่างท่ทาข้นแบบสะเปะสะปะ มีใครบางคนกาลังสังเกตการณ์บางส่งบางอย่าง
ิ
�
I
อยู่ มาร์แชคคิดว่ามันคือการเปล่ยนดิถีของดวงจันทร์ เขาสารวจรูปแบบท ่ ี
ี
คล้ายกันบนกระดูก ก้อนหิน และเขากวาง และเสนอว่าผู้คนในยุคหินเก่าม ี
ื
การสังเกตการณ์ท้องฟ้าเป็นประจาและมีการใช้ปฏิทินจันทรคติเพ่อบันทึก
�
[ช่วง]เวลาที่ผ่านไป
ี
้
ิ
ด้วยแนวคดของมาร์แชคเก่ยวกับดาราศาสตร์ในยคนาแข็งได้รับการ
�
ุ
ยอมรับในวงกว้างอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าจะไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่ในเวลา
ั
ิ
ไม่นานเหล่านักวิจัยก็เร่มมองหากลุ่มดาวในยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกคร้ง
�
้
ิ
่
ั
ั
โดยเฉพาะอย่างยงในหลายๆ ส่วนของถาลสโก นกดาราศาสตร์ชาวเยอรมน
ั
ิ
ี
มชาเอล รัพเพินกลค (Michael Rappenglûck) ได้ยนเกยวกบแนวคด
ิ
ั
่
ิ
ึ
ั
น้เป็นคร้งแรกในปี 1984 เม่อคร้งยังเป็นนักศึกษาท่มหาวิทยาลัยมิวนิก เขา
ี
ื
ั
ี
ี
้
ั
เข้าฟังการบรรยายท่เสนอว่าภาพวาดในถาลัสโกน้นอาจมีบางส่วนเป็นแผนท ี ่
�
I Phase of Moon-การเกิดข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ - ผู้แปล
27
THE HUMAN COSMOS
�
ดาว ‘ผมรู้สึกเหมือนต้องมนต์’ เขากล่าว ปัจจุบันเขาเป็นผู้อานวยการศูนย์
ี
การศึกษาสาหรับผู้ใหญ่และหอดูดาวของเมืองกิลชิงในเยอรมน รวมท้งเป็น
�
ั
อดีตประธานสมาคมดาราศาสตร์วัฒนธรรมแห่งยุโรป เขาได้ทาการค้นคว้า
�
ข้อสมมติฐานนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ึ
หน่งในภาพท่เขาศึกษาคือภาพวัวหมายเลข 18 เม่อระยะเวลาผ่านไป
ื
ี
ื
นานวันเข้ากลุ่มดาวจะเคล่อนตัวไปบนท้องฟ้า ด้วยเหตุจากการแกว่งไปมาของ
แกนตามการหมุนของโลก ดาวแต่ละดวงยังโคจรตามวิถีโคจรของมันเอง
ั
ดังน้นเพ่อทดสอบว่ากลุ่มดาววัวและกลุ่มดาวลูกไก่จะมีการโคจรท่สอดคล้อง
ี
ื
�
ี
กันได้ดีเพียงใด รัพเพินกลึคจึงคานวณว่ากลุ่มดาวเหล่าน้จะถูกมองเห็นเป็น
ี
ั
ี
�
ิ
ี
่
เช่นไรเมอประมาณ 20,000 ปีทแลว และเปรยบเทียบส่งท่คานวณออกมากบ
่
้
ื
้
ลักษณะท่ได้จากภาพถ่ายของผนังถา เขาพบว่าในช่วงเวลาท่ภาพวัวถูกเขียน
�
ี
ี
ึ
ข้น กลุ่มดาวลูกไก่อยู่เหนือส่วนหลังของวัวเล็กน้อย ส่วนดาวอัลดีบาแรน
(ดาวตาวัว) ถูกล้อมกรอบจากกลุ่มดาวไฮอาดีสอย่างเห็นได้ชัด ซ่งดูใกล้เคียง
ึ
กับภาพวาดมากกว่า[ต�าแหน่ง]ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ั
ี
้
ื
เขาเช่อว่าความเหมือนนไม่ใช่เหตุบงเอิญ ท้งยังให้เหตุผลว่ากลุ่มดาว
ั
ั
วัวของเรา (ท่คร้งหนึ่งเคยแสดงให้เห็นเป็นภาพของวัวท้งตัว แต่ตลอดหลาย
ั
ี
ศตวรรษที่ผ่านมามันได้เสียส่วนหลังไปเพื่อให้พื้นที่กับกลุ่มดาวใหม่ ซึ่งก็คือ
ี
กลุ่มดาวแกะหรือกลุ่มดาวราศีเมษ) มีต้นกาเนิดจากกลุ่มดาวท่มีอายุเก่าแก่
�
่
ั
่
ุ
ึ
กว่ามาก–ซงจะขอเรยกว่า กล่มดาว ‘ออรอค (Aurochs)’ ซึงได้รบแรง
ี
บันดาลใจจากวัวป่าขนาดยักษ์ที่มนุษย์ในยุคน�้าแข็งล่าเป็นอาหาร
รัพเพินกลึคสนับสนุนแนวคิดของเขาด้วยหลักฐานทางมานุษยวิทยา
โดยเขาช้ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ใช้กลุ่มดาวลูกไก่เป็น
ี
�
ี
่
ั
ั
ปฏิทิน ดวงดาวโคจรรอบข้วฟ้าเหนือและข้วฟ้าใต้ทุกคาคืน แต่การท่โลกของ
ั
เราโคจรรอบดวงอาทิตย์น่นก็หมายความว่าดวงดาวก็โคจรตามวัฏจักรในรอบ
ื
ึ
ื
ปีเช่นกัน ดวงดาวและกลุ่มดาวต่างๆ ‘เคล่อนข้น’ หรือ ‘เคล่อนลง’ (การ
่
ปรากฏคร้งแรกเหนือขอบฟ้าช่วงยารุ่งหรือลับหายไปช่วงยาคา) ในช่วงเวลา
่
�
ั
่
�
�
ี
ื
เฉพาะของปี เน่องจากเป็นกระจุกดาวท่เด่นชัดใกล้กับสุริยวิถี–เส้นทางการ
ื
เคล่อนท่ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า–กลุ่มดาวลูกไก่จึงเป็นเคร่องบ่งบอก
ื
ี
ฤดูกาลได้เป็นอย่างดี
28
ต�ำนำน
ึ
ั
ั
ทกวนนชุมชนเกษตรกรรมท้งจากลิทวเนีย มาล ไปจนถงแถบ
ี
้
ั
ี
ุ
�
เทือกเขาแอนดีส ยังคงใช้เกณฑ์จากการมองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่สาหรับการ
ท�าเกษตรประจ�าปีของพวกเขา ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันอย่างชนเผ่าแบล็กฟุต
ื
(Blackfoot) ยังคงเช่อมโยงวิถีชีวิตแบบด้งเดิมของพวกเขาให้สอดประสาน
ั
เข้ากับกลุ่มดาวเหล่าน้และวงจรชีวิตของไบซัน กล่าวคือ เม่อกลุ่มดาวลูกไก่
ื
ี
ื
ู
เคล่อนตัวปรากฏ ก็ได้เวลาออกล่า ชาวเผ่าทีตันซ (Teton Sioux) และ
ื
ชาวเผ่าไชแอนน์ (Cheyenne) ยังตั้งช่อเดือนตามวัฏจักรชีวิตของไบซัน
ิ
[โดยยึดช่วงเวลาตามการโคจรของดวงจันทร์-บ.ก.] อาท เดือนพฤศจิกายน
ี
คือ ‘เดือนแห่งการผสมพันธุ์ของวัวควาย’ ในขณะท่เดือนมกราคม คือ ‘เดือน
ที่ขนของลูกควายเปลี่ยนสี’
รัพเพินกลึคเสนอว่าศิลปินแห่งถาลัสโกน่าจะพัฒนาปฏิทินดวงดาวใน
�
้
ทานองเดียวกัน โดยใช้กลุ่มดาวลูกไก่เป็นเกณฑ์สาหรับช่วงเวลาสาคัญใน
�
�
�
ี
วงจรชีวิตของวัวป่าออรอค เขาคานวณว่าช่วงเวลาท่ภาพวัวหมายเลข 18 ถูก
�
ั
ุ่
ี
ิ
ึ
ึ
้
เขยนขนน้น กลมดาวลูกไก่น่าจะปรากฏก่อนพระอาทตย์ข้นในช่วงกลางเดือน
ุ
ึ
ิ
ตลาคม โดยจะขนถงจดสงสดบนท้องฟ้าในช่วงต้นของฤดใบไม้ผลและจะ
ุ
ู
ึ
ู
ุ
้
หายไปในช่วงปลายเดือนสิงหาคม นั่นหมายความว่าการหายไปและการกลับ
ั
มาปรากฏอีกคร้งของกลุ่มดาวลูกไก่บอกถึงฤดูผสมพันธุ์ของวัวป่าออรอค ซ่ง ึ
ี
คือช่วงเวลาระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จุดน้อาจเป็นข้นตอนตาม
ั
ี
ี
ื
�
ธรรมชาติท่ทาให้เกิดการเช่อมโยงหมู่ดาวท่อยู่รอบๆ กลุ่มดาวลูกไก่กับภาพ
ของวัว มันจะครอบครองท้องฟ้าในฤดูใบไม้ผลิไปจรดด้านตะวันตกของทิวเขา
ี
�
้
ท่โอบล้อมถาลัสโก สัตว์ขนาดยักษ์บนท้องฟ้ามีตาสีแดงวาววามและมีแผงขน
เป็นประกายบนแผ่นหลัง ซึ่งพร้อมที่จะขวิดทางช้างเผือกด้วยเขาของมัน
รัพเพินกลึคมองเห็นความเช่อมโยงท่เป็นไปได้ในทางดาราศาสตร์ใน
ี
ื
ึ
ถาแห่งอ่นด้วยเช่นกัน ภาพวัวป่าออรอคอีกภาพ ซ่งมีอายุมากกว่าภาพวัว
้
ื
�
หมายเลข 18 เกือบ 4,000 ปี ในถาแต็ต-ดู-ลิยง (Téte-du-Lion[ถ�้า
�
้
หัวสิงโต]) แถบแคว้นอาร์แด็ช (Ardçche) ก็มีภาพของกลุ่มจุดเจ็ดจุดอยู่
�
�
้
เหนือลาตัววัว ซ่งเขาคิดว่าอาจเป็นตัวแทนของกลุ่มดาวลูกไก่ และในถาเอล
ึ
กัสติโย (El Castillo) ในเมืองซันตันเดร์ (Santander) ทางตอนเหนือของ
สเปนพบภาพกลุ่มจุดปริศนาทรงกลมสีดินแดงเจ็ดกลุ่ม ประมาณอายุได้
29
THE HUMAN COSMOS
ี
ิ
12,000-11,000 ปีก่อนครสตกาล กล่มจุดเรียงตัวช้ลงเป็นแนวโค้ง ใกล้ๆ กับ
ุ
ี
แถบรอยประทับรูปฝ่ามือสีแดงท่เรียงต่อกันยาวถึง 5 เมตรดูโดดเด่นสะดุดตา
ื
�
�
หลังจากทาการคานวณดูว่าจะมีการใช้ท้องฟ้าเพ่อดูเวลาโดยวิธีใด
ี
รัพเพินกลึคลงความเห็นว่าจุดเหล่าน้นใกล้เคียงกันมากกับกลุ่มดาวท่เรียกว่า
ั
มงกุฎเหนือ (Northern Crown [หรือ Coronae Borealis]) และยังเสนอว่า
ี
ั
่
ี
ื
ั
ื
ภาพฝ่ามอทเรยงตวเป็นแนวยาวใกล้กนอาจเป็นภาพแทนของทางช้างเผอก
ื
ิ
่
ุ
่
ี
ั
่
ในช่วง 12,000 ปกอนครสตกาล กลมดาวมงกุฎเหนอไมเคยตกลบฟ้า แต–
่
ั
ี
้
่
ุ
ุ
หน้าทของมันในยคหินเก่านนเทยบเท่ากบดาวเหนือในยคของเรา–มันจะโคจร
ั
ี
ั
ั
ี
รอบข้วฟ้าเหนือ ดังน้นมันจึงมีบทบาทสาคัญในการช้บอกทิศเหนือ เช่นเดียว
�
กับกลุ่มดาวลูกไก่ กลุ่มดาวมงกุฎเหนือเองก็มีลักษณะโดดเด่นในตานานด้วย
�
ี
เช่นกัน ในตานานของชาวเคลต์ (Celtic) กล่าวไว้ว่า มันคือบ้านของเทพ
�
แห่งดวงดาวอาเรียนรอด (Arianrhod) เป็นปราสาทนาแข็งบนเกาะท่มีมนต์
ี
�
้
�
ึ
วิเศษ ซ่งโคจรอยู่บนท้องฟ้าทางทิศเหนือ เร่องราวของตานานอาจมาจากยุค
ื
หินเก่า แต่เมื่อใดกันที่ดวงดาวเหล่านี้ถูกพบเห็นว่าโคจรอยู่บนฟากฟ้า?
ื
ผู้ท่คลางแคลงใจกับเร่องน้ยืนกรานว่าแนวคิดเหล่าน้ไม่สามารถพิสูจน์
ี
ี
ี
ี
ได้ มันเป็นการรวมกันท่ค่อนข้างจะบังเอิญเกินไป–มีกลุ่มจุดมากมายในถา � ้
้
ี
ของยโรปอกทงยงมกล่มดาวมากมายบนท้องฟ้า แต่ก็มผ้โต้แย้งว่าลกษณะ
ุ
ี
ั
ู
ุ
ั
ั
ี
ี
ต่างๆ โดยเฉพาะของภาพวัวหมายเลข 18 คงจะเป็นเหตุบังเอิญท่ผิดธรรมดา
ไปมากหากมิใช่การกระทาโดยต้งใจ และรัพเพินกลึคไม่ได้เป็นคนเดียวท
่
�
ี
ั
เชื่อมโยงถ�้าในยุคหินเก่าเข้ากับเรื่องราวที่พวกเราบอกเล่าเกี่ยวกับดวงดาว
�
มันเป็นปริศนาท่มีมาช้านาน เหตุใดตานานท่คล้ายๆ กันมักมีอยู่ในกลุ่มสังคม
ี
ี
ี
มนุษย์ท่อยู่ห่างไกลและไม่มีความข้องเก่ยวกันเลย ดังเช่นในตานานเก่ยวกับ
ี
�
ี
คอสมิค ฮันต์ (Cosmic Hunt-การไล่ล่าสู่ดวงดาว) ท่สัตว์ถูกไล่ล่าข้นไป
I
ึ
ี
I เรื่องราวของ Cosmic Hunt จัดเป็นเป็นต�านานเก่าแก่ในแถบยูเรเชียตอนเหนือและบางส่วนของ
อเมริกา ต�านานเล่าเกี่ยวกับสัตว์ใหญ่ที่ถูกพรานไล่ล่าและกลายร่างเป็นกลุ่มดาว ประเด็นส�าคัญ
ี
ี
�
ของตานานน้คือเร่องราวชีวิตของนักล่า(ซ่งเป็นบรรพบุรุษของคนในวัฒนธรรมน้น) ท่พยายาม
ึ
ื
ั
ทาความเข้าใจจักรวาลและโลกรอบตัว จนกลายเป็นการเฝ้ามองท้องฟ้ายามคาคืนและนาไปสู่การ
�
�
�
่
สร้างแผนที่ดาว - บ.ก.
30