The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-09-20 03:58:54

เลียดก๊กเล่มสาม

อุดมการณ์ของนักสัญจรบนหน้ากระดาษ ผู้พิศมัยแสวงหาความรู้และภูมิปัญญาใหม่มาบรรณาการนักอ่าน


เล่มท่ 3

(พงศาวดารจีน)


คณะผู้แปลในรัชกำลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แปล
เลขมำตรฐำนสำกลประจ�ำหนังสือ 978-616-301-194-7
พิมพ์ครั้งแรก : ยิปซี ส�ำนักพิมพ์, กันยำยน 2556
รำคำชุดละ 1,800 บำท


ข้อมูลทำงบรรณำนุกรม
เลียดก๊ก.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2556.
2320 หน้ำ.
1. นวนิยำยจีน I. คณะผู้แปล สมัยรัชกำลที่ 2, ผู้แปล II. ชื่อเรื่อง.
895.13



จัดพิมพ์โดย บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ำกัด ประธำนกรรมกำร คธำวุฒิ เกนุ้ย รองประธำนกรรมกำร
นุชนันท์ ทักษิณำบัณฑิต ผู้จัดกำรทั่วไป เวชพงษ์ จันสด ผู้จัดกำรฝ่ำยกำรตลำด ชิตพล จันสด
ฝ่ำยธุรกำร พรรณิกำ ครโสภำ จิรำภรณ์ บุญช่วย คณิตำ สุตรำม ดำรียำ ครโสภำ
ฝ่ำยงบประมำณ รำตรี อิงคะละ นพรัตน์ สุรพล


ที่ปรึกษำส�ำนักพิมพ์ สถำพร ศรีสัจจัง วรภ วรภำ นิรัติ หมำนหมัด สำโรจน์ มณีรัตน์
ยิปซี ส�ำนักพิมพ์ : บรรณำธิกำรอ�ำนวยกำร เริงวุฒิ มิตรสุริยะ บรรณำธิกำรบริหำร สังคม จิรชูสกุล
คณะบรรณำธิกำร มุกรินทร์ แพรกนกแก้ว ชมพร ไชยล้อม ปุริษำ ตำสำโรจน์
ผู้จัดกำรกองบรรณำธิกำร อรทัย ดีสวัสดิ์ กองบรรณำธิกำร อรรถสิทธิ์ เกษรรำช ชัยวัฒน์ วงศ์นภดล
กิตติพงษ์ คัดทะจันทร์ ไพฑูร บุญมำเลิศ สุรศักดิ์ ศักดิ์สันเทียะ ณัฐพล มณีด�ำ ด�ำรง โกยทอง
ศิลปกรรม Tarot team


พิมพ์ที่ บริษัท เอส. เค. เอส. อินเตอร์พริ้นต์ จ�ำกัด 16 ซอยมำเจริญ 1 แยก 3 แขวงหนองค้ำงพลู
เขตหนองแขม กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2812-0597 โทรสำร 0-2812-0587
จัดจ�ำหน่ำยโดย บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ำกัด 37/145 รำมค�ำแหง 98 แขวงสะพำนสูง เขตสะพำนสูง
กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ 0-2729-3537 โทรสำร 0-2729-3537 ต่อ 108
เว็บไซต์ www.gypsygroup.net


สงวนสิทธิ์ตำมพระรำชบัญญัติลิขสิทธิ์


คณะผู้แปลในพระราชด�าริของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์



เสมือนค�ำน�ำ : คุณค่ำแห่งวรรณกรรมท่ควรอนุรักษ์



“เลียดก๊ก” แปลเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที 2 และเป็น 1 ใน 34 หนังสือ



พงศาวดารจีนทีได้รับการแปลนับแต่สมัยรัชกาลที 1 ถึงรัชกาลที 6 ของกรุง

รัตนโกสินทร์


เนือหาและเรืองราวว่าด้วยการเมืองการปกครองของจีนในสมัยราช
วงศ์โจว (ในหนังสือเลียดก๊ก เรียกว่า ราชวงศ์จิว) โดยเริมตังแต่รัชสมัยของ


พระเจ้าชวนอ๋องกระทังถึงรัชสมัยของพระเจ้าจิวเสียงอ๋อง

หากย้อนเวลาไปดูประวัติศาสตร์จีนทีแท้จริงแล้วก็กล่าวได้ว่าเรืองราว



ทีปรากฏในหนังสือเลียดก๊ก ฉบับนีเป็นเรืองของประวัติศาสตร์จีนในสมัยที ่


นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ยุคโจวตะวันออก ซึ่งในยุคโจวตะวันออกนี้ถูกแบ่ง
ออกเป็นยุคย่อยอีกสองยุค นันคือ ยุคชุนชิว (ใบไม้ผลิ) และยุคจ้านกว๋อ

(เลียดก๊ก)




กระนันในเนือเรืองของหนังสือในช่วงต้นได้ย้อนกลับไปยังจุดสินสุด
ของสมัยโจวตะวันตกรวมอยู่ด้วย



ในการด�าเนินการแปล พงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงเกิดขึนใน

สมัยรัชกาลที 2 นันนักประวัติศาสตร์และนักวรรณคดีของไทยถือกันว่าการ

ด�าเนินงานในการแปลในครังนันนับได้ว่าเป็นการท�างานทีถือว่าเป็น “งาน



ระดับชาติ” ทังนีเพราะนอกเหนือจากผู้ทรงด�าริหรือองค์อุปถัมภ์จะเป็นพระเจ้า


แผ่นดิน คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แล้วคณะผู้แปลอัน

ประกอบด้วยนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ทังฝ่ายจีนและฝ่ายไทยรวมกันถึง 12


คน ซึงถือว่ามากและยิงใหญ่พอสมควร ก็ท�าให้ภาพของการด�าเนินงานการ


แปลหนังสือในครังนันมีความยิงใหญ่จนเป็นทีจดจ�ากัน


4
( )


ไม่ต่างจากการท�างานตามพระราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระพุทธ





ยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที 1 ในครังทีทรงสังให้มีการแปลพงศาวดารจีน



อันถือเป็นปฐมในรัชสมัยของพระองค์ 2 เรืองนันคือ เรือง สามก๊ก และ

ไซ่ฮัน



ทีส�าคัญผลงานพงศาวดารจีนเรือง สามก๊ก ทีมี เจ้าพระยาพระคลัง
(หน) เป็นผู้อ�านวยการแปล และ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาภิมุข (เจ้าทอง


อินทร์ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ หรือวังหลัง) ทรงอ�านวยการแปลเรือง “ไซ่ฮัน”
ยังกลายเปนผลงานอันทรงคาและไดรับค�าชื่นชมกันอยางมากยิ่งดวยแลว ก็







ยิงกลายให้เป็นแรงกดดันให้การแปลพงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงเกิดขึน






ในรัชสมัยต่อมามีความส�าคัญและเป็นทีสนใจอย่างยิงเพิมขึนไปอีก

นอกจากนัน ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชา

นุภาพในเวลาต่อมา ทีมองว่าจุดประสงค์ของการแปลหนังสือพงศาวดารจีน







ทีเกิดขึนในสมัยรัชกาลที 1 และที 2 นัน เป็นไปเพือ”ประโยชน์บ้านเมือง”

ก็ยิงท�าให้การท�างานต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดและมีระเบียบกฎเกณฑ์ทีเข้ม

แข็งแม่นมันอย่างแน่นอน

ดังที่ได้กล่าวมาว่า เมื่อ “สามก๊ก” และ “ไซ่ฮั่น” กลายเป็นหนังสือแปล

ทีทรงคุณภาพแล้ว ผู้รับภาระรับผิดชอบในการแปลหนังสือเล่มหลังๆ มาจึง

จ�าต้องท�างานให้ออกมาได้ดีหรือดียิงกว่าผลงานเล่มก่อนให้ได้

ปรากฏนามผู้รับสังให้เป็นพนักงานการแปลล้วนเป็นผู้มีศักดิสูงและ

ทรงความสามารถถึง 12 ท่าน ประกอบไปด้วย กรมหมืนนเรศโยธี, เจ้าพระยา


ยมราช, เจ้าพระยาวงษาสุรียศักดิ, พระยาโชดึกราชเศรษฐี, ขุนท่องสือ,


จหมืนไวยวรนารถ, นายเล่ห์อาวุธ, นายจ่าเรศ, หลวงลิขิตปรีชา, หลวงญาณ
ปรีชา, ขุนมหาสิทธิโวหาร และหลวงวิเชียรปรีชา
5
( )




ด้วยความโดดเด่นของ สามก๊ก และไซ่ฮัน ทีปรากฏมาก่อนหน้านัน

ย่อมถูกน�ามาใช้เป็นแนวทางในการด�าเนินงานในการแปลครังหลัง จึงไม่ใช่

เรืองแปลกดังทีเราได้พบว่า ในเรืองของส�านวนภาษาของเลียดก๊ก จะปรากฏ



ออกมาเป็นท�านองเดียวกับ สามก๊ก นั่นคือ ใช้ภาษาง่าย มีภาษาเรียบเรียงอย ู่
ในชันดี มีการตังข้อสังเกตว่า อาจจะถือเป็นธรรมเนียมการแปลในรัชกาลที ่




2 ก็ได้ว่า ให้ยึดถือ สามก๊ก และ ไซฮัน ในรัชกาลที 1 เป็นต้นแบบ ท�าให้
ส�านวนต่างๆ คล้ายคลึงกัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเรือง เลียดก๊ก

เมือ พ.ศ.2362 เสร็จสินออกมาเป็นหนังสือ 153 เล่มสมุดไทย ในเวลาต่อมา



ได้มีการจัดพิมพ์ออกมาครังแรกใน พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที 5 โดยเป็น
สมุดไทยจ�านวน 5 เล่ม จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์




หลังจากนันหนังสือเล่มนีก็ได้รับการน�ากลับมาตีพิมพ์ซ�าอีกหลายครัง







และหลายส�านักพิมพ์ ครังทีส�าคัญครังหนึงคือเมือครังทีองค์การค้าครสภา




ได้รวบรวมน�าผลงานพงศาวดารจีนทีแปลเป็นไทย จ�านวน 34 เรืองตามการ
ส�ารวจของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ มาจัดพิมพ์ใหม่ออกมาเป็น


หนังสือ 35 เรือง พงศาวดารจีนเรือง เลียดก๊ก นีก็จัดเป็น 1 ในจ�านวนนี ้

ด้วย โดยได้พิมพ์ในนามองค์การค้าคุรุสภาครังแรกใน พ.ศ. 2506 จัดแบ่ง

ออกเป็นหนังสือจ�านวน 12 เล่ม
และครั้งนี้นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ยิปซี ส�านักพิมพ์ ได้น�าพงศาวดารจีน



เรือง เลียดก๊ก กลับมาพิมพ์ใหม่ ทังนีเพราะเห็นว่าหนังสืออันทรงคุณค่านีห่าง

หายไปจากท้องตลาดและห้องสมุดนานพอควรแก่เวลาแล้ว
แม้ทีผ่านมาจะปรากฏว่ามีนักปราชญ์หรือผู้รู้หลายท่านได้แปล

พงศาวดารจีนเรือง เลียดก๊ก ออกมาใหม่ ตามส�านวนต่างๆ ออกจ�าหน่าย

6
( )




บ้าง กระนัน ยิปซี ส�านักพิมพ์ก็ยังคงยืนยันทีจะจัดพิมพ์ “เลียดก๊ก” ตาม
ส�านวนทีได้มีการแปลกันขึนมาในสมัยรัชกาลที 2 เล่มนี ทังนีเพราะเห็นว่า








นอกจากความส�าคัญในเรืองเนือหาของหนังสือแล้ว ในฐานะทีหนังสือผลงาน

แปลเล่มนี เป็นผลงานทียืนยงผ่านกาลเวลา อีกทังมีลักษณะเฉพาะนันคือ มี




การตังกองคณะแปลและมีการเรียบเรียง ขัดเกลา ให้เข้ากับขนบประเพณี




ของคนไทย ทีส�าคัญด้วยระยะเวลาทีงานเล่มนีสามารถยืนยงมาจนผ่านกาล
เวลาและแปรสภาพจากความเป็นวรรณกรรมของจีนมาเป็นวรรณคดีของ

ไทยไปแล้ว หนังสือแปลส�านวนนีจึงถือว่ามีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาและ
อนุรักษ์เอาไว้ทีสุด

พงศาวดารจีนกับสังคมการอ่านของไทย
สมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชนุภาพเคยส�ารวจหนังสือพงศาวดารจีน

ทีได้แปลและพิมพ์ เป็นภาษาไทยตังแต่รัชกาลที 1 ถึง รัชกาลที 6 พบว่ามี




จ�านวนถึง 34 เรือง แยกแปลตามรัชกาลได้ดังนี ้
แปลในรัชกาลที 1 เรือง ไซ่ฮัน สามก๊ก






แปลในรัชกาลที 2 เรือง เลียดก๊ก ห้องสิน ตังฮัน และไม่ปรากฏว่ามี


พงศาวดารจีนเรืองใดแปลในสมัยรัชกาลที 3





แปลในรัชกาลที 4 เรือง ไซ่จิน ตังจิน น�าซ้อง ซุยถัง น�าปักซ้อง



หงอโต้ว เม่งเฉียว บ้านฮวยเหลา โหงวโฮ้วเพงไซ โหงวโฮ้วเพ็งหน�า ซวยงัก
ซ้องกัง

แปลในรัชกาลที 5 เรือง ไคเภ็ก ส้วยถัง เสาปัก ซิยินกุ้ยเจงตัง


ซิเตงซันเจงไซ เองเลียดต้วน อิวกังหน�า ไตัอั้งเผา เซียวอั้งเผ่า เนียหน�าอิดซือ
7
( )




เม่งมวดเซงฌ้อ ไซอิว เปาเล่งถูกงอัน
และแปลในรัชกาลที 6 เรือง เชงเฉียว ง่วนเฉียว บูเช็กเทียน และ


โหงวโฮ้วเพงปัก


กล่าวกันว่า ในจ�านวน 34 เรืองทีกล่าวมานี ไม่มีส�านวนหรือเรือง




ใดจะดีเท่าพงศาวดารจีนเรือง สามก๊ก ทีเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็น

ผู้อ�านวยการแปล โดยเห็นได้จากทีกระทังถึงปัจจุบัน หนังสือ สามก๊ก ฉบับ

เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังได้รับความนิยม และน�ามาตีพิมพ์ซ�าอย่างต่อ


เนือง อีกทังยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรืองสามก๊ก ฉบับต่างๆ ทังร้อย




แก้วและร้อยกรองอีกมากมาย ทีส�าคัญทีสุด สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยา


พระคลัง (หน) ยังเป็นทียอมรับของนักกวีทุกยุคทุกสมัย จนวรรณคดีสโมสร


ในรัชกาลที 6 ได้ตัดสินให้ “สามก๊ก” เป็นยอดของความเรียงเรืองนิทาน



สามก๊ก และไซฮัน นับเป็นหนังสือพงศาวดารจีน 2 เรืองแรกทีได้
รับการแปลมาเป็นภาษาไทย ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเกิดขึนในรัชสมัย


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที 1
มีค�าบอกกล่าวเล่ากันสืบมาว่า พระองค์มีพระราชด�ารัสให้แปล
พงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรือง โดยโปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ

กรมพระราชวังบวรมหาเสนาภิมุข (เจ้าทองอินทร์ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์
หรือวังหลัง) ทรงอ�านวยการแปลเรือง “ไซ่ฮัน” และเจ้าพระยาพระคลัง (หน)


อ�านวยการแปลเรื่อง “สามก๊ก” กล่าวกันว่า ในการแปลวรรณกรรมจีนมาเป็น






ไทยในครังนัน นับเป็นงานระดับชาติ ทังนีก็เนืองจากเป็นงานทีเกิดจากพระ
ราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก




อีกทัง ทีถือเป็นเรืองใหญ่หรือ “งานระดับชาติ” อีกเหตุหนึงก็เพราะ

วิธีการด�าเนินงาน ทีมิได้มีการแปลเพียงคนเดียวหรือเป็นส่วนตัว หากแต่
8
( )



ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันในหลายขันตอนด้วยกัน คือ ต้องอาศัยกลุ่ม
บุคคลจ�านวนหนึงซึงเป็นผู้ช�านาญภาษาจีนมาแปลเนือความจากต้นฉบับภาษา





จีน แล้วให้เสมียนจดลงเพือเป็นทีเข้าใจของคนไทย และมีผู้ช�านาญภาษาไทย
อีกกลุ่มหนึงเรียบเรียงเนือความเป็นภาษาไทยทีเรียบร้อยถูกต้องตามหลัก



ภาษา สอดคล้องกับความเข้าใจตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย

โดยมีผู้อ�านวยการแปลท�าหน้าทีควบคุมให้การด�าเนินงานเป็นไปด้วยความ



เรียบร้อย และมีหน้าทีพิจารณาขันสุดท้ายเมือเรียบเรียงไปได้แต่ละตอนแล้ว
และถ้ามีปัญหาอย่างใดอย่างหนึงก็ท�าหน้าทีชีขาดเพือให้ยุติลงได้ ดังนันผู้ที ่





ท�าหน้าทีผู้อ�านวยการแปลจึงต้องมีความรู้ทางภาษาและวรรณศิลป์เป็นอย่าง

ดี และมีบารมีพอทีจะเป็นทีเกรงใจของทุกฝ่าย





เรียกว่า อย่างน้อยจะต้องมีผู้เข้าเกียวข้องไม่ต�ากว่า 2-4 ฝ่าย นันคือ
ผู้อุปถัมภ์การแปล ผู้แปล ผู้เรียบเรียงและผู้ขัดเกลาภาษาส�านวน
และด้วยเพราะผู้อุปถัมภ์การแปลเป็นองค์พระมหากษัตริย์เอง พร้อม
พรังไปด้วยนักปราชญ์ทังฝ่ายจีนและยังต้องมีนักปราชญ์ฝ่ายไทยเป็นผู้จัด




เรียบเรียงและเกลาส�านวน ผลงานทีปรากฏออกมาจึงมีความประณีตกระทัง
กลายเป็นแบบฉบับของการแปลเรืองจีนในเวลาต่อมา


ปรากฏว่าการทีพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการแปลนอก

เหนือจากในสมัยรัชกาลที 1 แล้ว ในสมัยรัชกาลที 2 ก็ยังทรงเป็นองค์


อุปถัมภ์ต่อมา ซึงปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

นภาลัย พระองค์ก็ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ให้มีการแปลพงศาวดารจีนขึนมาอีก
3 เรือง ประกอบไปด้วย เลียดก๊ก ห้องสิน และตั้งฮั่น



รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที 3 กลับ
ไม่ปรากฏว่าให้มีการแปลวรรณกรรมจีนออกมา และมาเริมเห็นการแปล

9
( )


ู่
วรรณกรรมจีนกันใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหัว รัชกาล

ที 4 และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที 5 หากแต่




ใน 2 รัชสมัยหลังนี กลับมีการเปลียนแปลงไปจากแรกเดิมนังคือ ผู้อุปถัมภ์
กลับไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน หากแต่ลงมาเป็นข้าราชการชันสมเด็จเจ้าพระยา

และเจ้าพระยาคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยาทิพากร

วงศ์ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ มหาโกษาธิบดี และปรากฏมีชันหลวงอยู่อีกผู้หนึง

คือ หลวงพิศาลศุภผล
ไม่เพียงเท่านันจ�านวนผู้แปลก็ดูเหมือนจะลดลง โดยปรากฏว่าในบาง

เล่มมีชือผู้แปลอยู่เพียง 1 คนบ้างหรือ 2 คนบ้าง และบางครังก็ไม่ปรากฏ






นามผู้แปล อาจมีเพียงบางเล่มเท่านันทีปรากกฎชือชัดเจน เช่นเรือง ซุยถัง ที ่
เขียนเอาไว้ชัดว่า เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เป็นผู้อุปถัมภ์การแปล โดยมีผู้แปล
คือ จีนปั้นกิมกับจีนแพง และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี) เป็นผู้เรียบเรียง


อีกชัน เป็นต้น

ครันมาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที 6 ผู้อุปถัมภ์การแปลก็ยิงลดชันลงมาอีก โดยปรากฏว่า ในจ�านวน 4 เรือง






ทีถูกนับเนืองเข้ามาอยู่ในชุด 34 เล่มของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ

และคุรุสภาได้รวบรวมจัดพิมพ์ออกทังหมดในเวลาต่อมานี มีผู้อุปถัมภ์การ


แปลเป็นสามัญชนโดยมีทังเจ้าของโรงพิมพ์ และคณะหนังสือพิมพ์

ทีส�าคัญจุดประสงค์ในการแปลก็แตกต่างกันไปตามยุคสมัย กล่าวคือ
ในสมัยรัชกาลที 1 และ 2 มีจุดประสงค์ทีเป็นไปอย่างชัดเจนว่า “เพือประโยชน์



ราชการบ้านเมือง” มาในสมัยรัชกาลที 4 และ 5 ก็ปรากฏจุดประสงค์ชัดเจน





ว่า “เพือความบันเทิง” และในสมัยรัชกาลที 6 ก็ชัดยิงขึนว่า “เพือการค้า”

ไม่ว่าหนังสือแปลพงศาวดารจีนทีกล่าวมานีจะมีจุดประสงค์เช่นไร


( 10 )







หากแต่เมือมาถึงปัจจุบันนีทีหนังสือหลายเรืองได้รับการจัดพิมพ์และตีพิมพ์ซ�า
กระทังมีการรวบรวมพิมพ์ออกมาเป็นชุดชัดเจนโดยองค์การค้าคุรุสภาออกมา


เป็นหนังสือ 35 เรืองนีได้กลายมาเป็นสมบัติทางวรรณกรรม วรรณคดีของ

ชาติไทยไปแล้วโดยปริยาย


แน่นอนว่าในจ�านวนนีอาจมีบางเล่มทีมีเนือหาหรือสาระทีโดดเด่น


กว่าอีกบางเล่ม และมีหลายเล่มทีภาษาและวรรณศิลป์ดีเด่นกว่าเล่มอืน แต่




กระนันในแง่ของประวัติวรรณกรรมแล้วหนังสือทังหมดล้วนทรงคุณค่าและ
น่าแสวงหามาอ่านมาเก็บเอาไว้เป็นสมบัติทางภูมิปัญญาสืบต่อไป
เลียดก๊ก กับ เหตุแห่งการจัดพิมพ์



กล่าวเฉพาะหนังสือเล่มทีอยู่ในมือของผู้อ่านในเวลานี คือ พงศาวดาร


จีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงในครังนีจัดพิมพ์ขึนโดย “ยิปซี ส�านักพิมพ์” แน่นอน





ทีสุดว่าในชันต้นนัน ย่อมเป็นไปเพือการค้าโดยตรง ซึงก็เป็นไปตามระบบและ



กลไกของการจัดพิมพ์หนังสือสู่ตลาดและผู้อ่านในปัจจุบัน หากแต่ทีนอกเหนือ


ไปกว่านันก็คือ ด้วยความตระหนักและเห็นถึงคุณค่าของหนังสือพงศาวดาร
จีนเรืองนี ซึงมองว่า ด้วยเนือหาและสาระของหนังสือทียังคงมีคุณประโยชน์





ในด้านต่างๆ ต่อคนอ่านในปัจจุบัน อีกทังหนังสือเล่มนีก็ขาดหายไปจากท้อง


ตลาดและแวดวงการอ่านไปนานพอสมควรแล้ว คนรุ่นหลังคิดจะหามาอ่านก็

หาเล่มฉบับพิมพ์ครังก่อนๆ มาอ่านยากอยู่ ท�าให้ ยิปซี ส�านักพิมพ์ ตัดสินใจ

น�าหนังสือ พงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ฉบับแปลในสมัยรัชกาลที 2 นี ้

กลับมาจัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยิปซี ส�านักพิมพ์ยังตั้งความหวัง

เอาไว้อีกว่า หากมีโอกาสแล้ว จะด�าเนินการจัดพิมพ์พงศาวดารจีนเรืองอืนๆ

( 11 )





ออกมาให้ต่อเนือง และครบครันเพือให้ผู้อ่านและผู้ทีสนใจสามารถจัดเก็บ
และอนุรักษ์หนังสือชุดนีเอาไว้เพือสืบทอดสู่คนรุ่นหลังได้


เกิดค�าถามว่า เหตุใดจึงต้องพิมพ์เรือง “เลียดก๊ก” ออกมาเป็นปฐม


ทังทีในจ�านวนหนังสืออันทรงคุณค่าชุดนี ยังมีเล่มอืนๆ ทีเป็นประโยชน์ไม่




แตกต่างกัน?

ค�าตอบก็คือ เพราะ นอกเหนือจากเหตุผลทีกล่าวมาแต่ต้นแล้ว เหตุ

ทีต้องจัดพิมพ์ “เลียดก๊ก” ออกมาเป็นปฐม ก็เพราะ “เลียดก๊ก” ถือหรือถูก


นับว่าเป็นงานแปลระดับชาติทีเกิดขึนมาเล่มหนึงในสมัยรัชกาลที 2 อันนัก



วรรณคดีถือว่าเป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางวรรณคดีสมัยหนึงของไทย

อีกทังด้วยความเหมาะสมในอีกหลายประการท�าใหหนังสือเลมนีถูกคัดเลือก





ออกมาจัดพิมพ์ในนามของส�านักพิมพ์เป็นเล่มแรก ซึงหวังว่าเล่มอืนๆ จะ

ติดตามมาในโอกาสต่อไป



สิงทีควรกล่าวถึงและควรสนใจส�าหรับ “เลียดก๊ก” ก็คือ เนือหาสาระ


ของเรืองราวทีปรากฏในหนังสือเล่มนี ดังทีได้กล่าวไปแล้วว่า เลียดก๊ก เป็น



เรืองราวอิงพงศาวดารจีนในสมัยราชวงศ์โจวหรือจิว กินเวลาในสมัยตอน

ปลายของยุคโจวตะวันตกถึงสินสุดสมัยจ้านกว๋อ (เลียดก๊ก) ผ่านช่วงเวลา

สืบทอดกันหลายรัชสมัย ในหนังสือเล่มนีใช้วิธีการเรียบเรียงเรืองราวแบบเล่า



ต่อเนืองกันไป ตามขนบของการเขียนความเรียงในสมัยโบราณ นันคือ ผู้อ่าน

ตองพิจารณาเอาเองวา สวนใดคือการบรรยายความ ส่วนใดคือบทสนทนาของ



ตัวละคร หรือส่วนใดคือส่วนของการด�าเนินเรือง
เนือหาทีน�าเสนอ เป็นเรืองของการชิงไหวชิงพริบในสังคมการเมืองของ



รัฐต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย แม้ในตอนหลังจะเหลือรัฐใหญ่ๆ เพียงไม่กี่รัฐก็ตาม
แต่กระนันก็ไม่พ้นจากประเด็นของการแสวงหาอ�านาจและความส�าเร็จของ

( 12 )




บรรดาผู้น�าแห่งรัฐต่างๆ ไม่เพียงเท่านันหนังสือเล่มนียังสอดแทรกอรรถรส


อันหลากหลายในประเด็นเรืองราวของวิธีคิดมากมายหลายด้าน ไม่ว่าเรืองของ



การใช้ชีวิต หรือเรืองของการใช้อ�านาจ และเรืองอืนๆ ทีผู้อ่านจะสามารถเก็บ




รับเอาอรรถรสอันหลากหลายได้อย่างสนุกสนาน มีครบครันทังเรืองตืนเต้น

เรืองเศร้าสร้อย เรืองรักเรืองใคร่ และเรืองการใช้ปฏิภาณไหวพริบต่างๆ ใน



การแย้งชิงความได้เปรียบ
หากจะว่าไปแล้ว แม้ว่า สามก๊ก จะถูกมองและยอมรับว่าทรงคุณค่า
ด้านภูมิปัญญาและอรรถรสทางวรรณกรรมก็ตาม แต่หากพิจารณาถึงเนือหา





ของเลียดก๊กแล้ว เราก็สามารถกล่าวได้ว่า เรืองราวทีเกิดขึนในหนังสือเล่มนีก็

ทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิงหากเราพิจารณาว่า ช่วงเวลา




หรือยุคสมัยทีวรรณกรรมเรืองนีกล่าวถึงนันเป็นยุคสมัยทีเรียกกันว่าเป็นสมัย

แห่ง “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยส�านักประชันปัญญา” กล่าวคือเป็นยุค
ทีสมัยทีปรากฏสาวงามของแผ่นดินมากมาย พร้อมกันเป็นสมัยทีปราชญ์ยิง




ใหญ่หลายคนถือก�าเนิดมา




ชือบุคคลอย่าง ขงจือ เล่าจือ ซุนวู ฯลฯ ชือผู้น�ายิงใหญ่ของ



ประวัติศาสตร์จีนหลายคน หรือแม้แต่ชือสาวงามหลายคนทีตราตรึงแผนดิน


ล้วนถือก�าเนิดมาในยุคสมัยนีทังสิน


ด้วยสีสันและเรืองราวอันหลากหลายเช่นนีเองทีท�าให้ เลียดก๊ก ยัง




กลายเป็นหนังสือทีคนในสมัยปัจจุบันสมควรหามาอ่านเป็นทียิง ่

โดยเฉพาะหากเราตระหนักว่านอกเหนือจากได้อ่านวรรณกรรมที่ทรง
ค่า สนุก และได้สาระแล้ว เราจะสามารถเห็นภาพร่างของประวัติศาสตร์จีน



ช่วงทีมีสีสันทีสุดสมัยหนึงอีกด้วย

ยิปซี ส�านักพิมพ์ ต้องขอขอบพระคุณทุกความกรุณาทีสนับสนุน
( 13 )





เรามาโดยดีตลอด และหวังว่าทุกท่านจะพอใจกับการจัดพิมพ์ในครังนีทีเรา


พยายามเน้นให้มีความประณีตทีสุด แต่กระนัน ด้วยข้อจ�ากัดบางอย่างโดย


เฉพาะเรืองของเวลา และจ�านวนของหนังสือทีนับว่าหนามาก อาจท�าให้เกิด


ข้อผิดพลาดไปบ้าง ซึงเราหวังว่า หากมีโอกาสทีดีต่อไป เราจะสามารถท�าการ
แก้ไขให้ดียิงขึนไปอีก



ขอขอบพระคุณผู้รู้ทุกท่าน ทีให้ค�าแนะน�าในการจัดพิมพ์หนังสือใน




ครังนี หวังว่านีจะเป็นอีกหนึงหนังสือแห่งความภาคภูมิใจของทังส�านักพิมพ์

และผู้เป็นเจ้าของ
ยิปซี ส�านักพิมพ์
































( 14 )


“ธรรมเนียมแต่โบราณว่า บุคคลผู้ใดจะเป็นขุนนางรับ

ราชการที่ไทสือ ก็ให้มีใจสัตย์โดยสุจริต อย่าท�าให้เส้นพู่กันผิดกับ


ความจริง ดีและชัวอย่าให้กลัวความตาย ถึงปู่ย่าตายายและบิดา

มารดาและลูกหลานพวกพ้องทังปวง ถ้าท�าการทุจริตและสุจริตก็
ต้องมิได้คิดแก่หน้า ถึงท่านไม่เมตตาจะฆ่าเสียก็จะก้มหน้าตาย

รักษาจดหมายไว้ในแผ่นดิน”



เลียดก๊ก เล่ม 3


เล่ม 3


บทที่ 102



ฝ่ายลวนหยงรักษาค่ายอยู่ ครังแจ้งว่าลวนงักตายก็เสียใจรองไห้


รักเป็นอันมาก ซุนหงอเห็นทหารลวนหยงกระจัดกระจายไป เห็น


ได้ทีก็ให้ทหารเข้าลากเกวียนเหล็กซึงล้อมอยู่นันพอเป็นทางออก
ไป ก็ให้ทหารตีกระหนาบค่ายลวนหยงเป็นสามารถ ลวนหยงเห็นจะต้านทาน
มิได้ ก็พาลวนหังผู้หลานหนีไปเมืองซกอัก อ้อมไปทิศใต้พบงุยสีตังสกัดอยู่



ลวนหยงเห็นดังนันก�าลังแค้นงุยสีจนน�าตาตกแล้วร้องว่า วันนีก็เป็นวันตาย



ของเราแล้ว ขอท่านจงเอ็นดูคิดถึงความซึงเรารักท่าน และความเชือท่านแต่

หนหลัง จงเอาอาวุธใส่ฝักเสีย ละให้เราไปตายด้วยคมอาวุธผู้อืนหน่อยเถิด

งุยสีได้ฟังดังนันก็มีความละอายเปิดทางให้ลวนหยง ลวนหังไป ณ เมืองซกอัก

ฝ่ายสิดโต๋กับกวยจวย ครันกองทัพพวกตัวแตกแล้ว ก็หานึกว่าจะ
กลับไปเมืองเจ๋ไม่ ด้วยกลัวว่าเจ้าเมืองเจ๋จะเอาโทษ สิดโต๋ก็หนีไปอาศัยอยู่
เมืองโอย กวยจวยไปอยู่เมืองจีน ฝ่ายเตียวบู๊กับหวมบ๊อง ครันแจ้งว่างุยสี


เปิดทางให้ลวนหยงหนีไปได้ก็ไปต่อว่า ซึงท่านกระท�าการครังนีหมายจะเอา



บ�าเหน็จความชอบ จะให้มีชือไว้ในแผ่นดินชัวลูกหลาน เหตุใดท่านจึงไม่จับ

ลวนหยง ปล่อยให้ไปเสียครังนีถ้าเจ้าเมืองจีนรู้จะมิเป็นโทษใหญ่หรือ


1127


1128 พงศำวดำรจีน

งุยสีจึงตอบว่า ลวนหยงเสียทีหนีไปครั้งนี้เปรียบเหมือนปลาอยู่ในจั่น

ยังแต่จะตาย ถึงรอดไปครังนีใช่จะพ้นฝีมือพวกเราไปหามิได้ จะเอาตัวเมือใด




ก็จะได้เมือนัน ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าบิดามารดาปู่ย่าตายาย ได้มีความชอบกัน

มาหลายชัวหาได้ท�าอันตรายต่อกันไม่ ข้าพเจ้าจึงปล่อยให้ไปเพราะความข้อ


นีแล้วแต่จะโปรด หวมบ๊องได้ฟังดังนันก็หาตอบประการใดไม่ จึงว่ากับหวม


เอียงผู้บุตรว่า ซึงลวนหยงท�าการขบถทังนี อาศัยก�าลังไพร่พลเสบียงอาหาร







ในเมืองซกอัก ซึงแตกไปครังนีไหนจะไปอยู่เมืองอืน ก็คงจะกลับไปอยู่ซกอัก


ท่านจงคมเกวียนสามร้อยเล่มให้ซนหงอเป็นทัพหน้า ท่านเป็นทัพหลวง

ยกไปตีเมืองซกอักจับตัวลวนหยงมาให้จงได้ สังแล้วหวมบ๊องก็เข้าไปเชิญจีน
เปงก๋งยกครอบครัวกลับไปอยู่เมืองจีนดังเก่า แล้วหวมบ๊องจึงเสนอความชอบ

โปยป้าว่า ตัวโปยป้าเป็นคนโทษอยู่ก็จริง แต่ครังนีมีความชอบเป็นอันมาก ขอ

ท่านจงชุดเลียงเขาให้สมควร

จีนเปงก๋งจึงว่า ความชอบของโปยป้าครังนีประหลาดกว่าความชอบ


คนทังปวง จ�าเราจะบ�าเหน็จรางวัลให้ประหลาดจึงจะควร แล้วสังให้เอาสมุด


บัญชีซึงจดรายชือคนโทษ ซึงโปยป้าอยู่ในเล่มใดก็ให้ยกโทษให้กับโปยป้าทัง





เล่มนัน แล้วให้ตังโปยป้าเป็นทหารด้วย

ฝ่ายเจ๋จงก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ขณะเมือจัดให้ทหารไปช่วยลวนหยงตีเมืองจีน




ครังนันแล้ว ตัวก็จัดกองทัพหมายจะยกไปซ�าเติมชิงเอาเมืองจีนให้อยู่ใน
อ�านาจเมืองเจ๋ จึงให้กงซุนหุยเป็นแม่ทัพ ซินเซียงงูเป็นยกกระบัตร จิวโต๋กับ

เฮงโก้ยสองคนเป็นทัพหน้า เอียนหลีเป็นทัพหลัง ตัวเจ๋จงก๋งเป็นทัพหนุน เกียกือ
เปียสูเป็นปีกขวาซ้าย ได้ฤกษ์ดีก็ยกมาทางเมืองโอยหมายจะตีเอาทีต�าบล

อุยเต้ให้เป็นฤกษ์ไว้ก็ไม่สมความคิด ด้วยทหารเขารักษากวดขันอยู่ก็ยกเลย

ไปเมืองจิวโก๋ซึงเป็นต�าบลน้อยขึนกับเมืองจีน ล้อมอยู่สามวันก็ได้เมืองจิวโก๋


เลียดก๊ก เล่มที่ 3 1129


แล้วเจ๋จงก๋งจึงแบ่งเป็นสองกอง กองหนึงให้กงซุนหุยเป็นแม่ทัพ ไปข้างซ้าย

ต�าบลเบงบุน เจ๋จงก๋งยกไปต�าบลกิสัน ก�าหนดให้เข้าพร้อมกันทีท้ายหางสัน


ครันยกเข้าไปถึงท้ายหางสันแล้ว เจ๋จงก๋งก็พาคนสนิทขึนไปบนเขาท้ายหางสัน



และดูท่าทางซึงจะเข้าไปเมืองจีนนันก�าลังปรึกษากันอยู่ พอมีผู้เอาเนือความ


มาแจ้งว่า กองทัพลวนหยงซึงไปตีเมืองจีนนันแตกหนีไปอยู่เมืองซกอักแล้ว
แล้วกองทัพเมืองจีนก็ยกมาล้อมต�าบลซกอักไว้ หมายจะจับตัวลวนหยงให้จง


ได้ เจ๋จงก๋งได้แจ้งดังนันก็เสียน�าใจ จึงว่าการครังนีเห็นเราจะป่วยการเสียเปล่า




แล้วก็สังให้เลิกทัพกลับไปเมืองเจ๋ไปทางเมืองก�าตัน เจ๋จงก๋งเลิกทัพมาครังนัน


หาเป็นกระบวนทัพไม่
ฝ่ายเตียวเสงซึ่งรักษาเมืองก�าตั๋นอยู่ ครั้นทัพเมืองเจ๋ยกมาไม่เป็นกระ

บวน ก็จัดหาทหารซึงเข้มแข็งคุมกันออกไปโจมตีกองทัพเอียนหลี ซึงเป็น



กองหลังแตกกระจัดกระจาย ตัวเอียนหลีก็ตายในทีรบ เจ๋จงก๋งแจ้งดังนัน ก็

เสียน�าใจให้รีบยกกองทัพกลับไปเมืองเจ๋ เจ๋จงก๋งยกทัพจะไปตีเมืองจีนครัง ้

นันเพราะโลภอยากได้เป็นประมาณหาทันพิจารณาไม่ เสียทหารใหญ่สองคน




คือเฮงโก้ยนันงูขบตายคนหนึง เอียนหลีตายในทีรบคนหนึง
ฝ่ายหวมเอียงกับซุนหงอ ซึงหวมบ๊องใช้ให้ไปจับตัวลวนหยงทีต�าบล



ซกอักนัน ก็เกณฑ์ทหารเข้าล้อมเมืองไว้ทังสีด้าน แต่หักเอาเมืองก็หลายครัง




หาได้ไม่ ก็ตังล้อมเมืองไว้ประมาณเดือนเศษ จนเสบียงอาหารในเมืองก็ขัดสน

ลง สูง้อเห็นจะรักษาเมืองไว้มิได้ก็เชือดคอตายเสีย คนทังปวงครันรู้ว่าสูง้อ



ตายแล้ว ก็เปิดประตูรับกองทัพเข้าไปในเมือง หวมเอียง ซุนหงอก็เข้าไปใน
เมืองพากันไปล้อมบ้านลวนหยงไว้ ให้ทหารเข้าไปค้นจับตัวลวนหยงได้ ก็ให้

ใส่กรงขังไว้บนเกวียน ลวนหยงจึงคิดว่า ถ้าเดิมเราเชือซินยูแล้วหาได้ความ
ล�าบากถึงเพียงนี ้


1130 พงศำวดำรจีน





ฝ่ายลวนหังเมือกองทัพเขาเมืองได้นัน ก็วิงขึนบนเชิงเทินกระโดดจาก

ก�าแพงหนีไปเมืองซอง หวมเอียงปรึกษากับซุนหงอว่า ถ้าเราเอาตัวลวนหยง

ไปเมืองจีน เห็นเจ้าเมืองจีนจะเสียอ้อนวอนลวนหยงมิได้ ก็จะปล่อยเสีย
ลวนหยงก็จะเป็นคู่พยาบาทกันกับเราหาต้องการไม่ เราจะคิดฆ่าลวนหยงเสีย



ท่านจะคิดเห็นเป็นประการใด ซุนหงอจึงว่า ซึงท่านว่านีควรแล้ว หวมเอียงก็
สังคนสนิทให้ลอบไปฆ่าลวนหยงเสียในเพลาวันนี คนสนิทก็ไปท�าตามถ้อย


ค�าหวมเอียงสังทุกประการ หวมเอียงกับซุนหงอก็ยกทัพกลับไปเมืองจีน เข้าไป



ค�านับจีนเปงก๋งแจ้งความทุกประการ จีนเปงก๋งก็มีความยินดี จึงให้มีหนังสือ


ไปแจกกับหัวเมืองทังปวงว่า ลวนหยงคิดขบถเราจับฆ่าเสียแล้ว หัวเมืองทัง
ปวงรู้ดังนัน ก็จัดแจงเครืองบรรณาการมาถามข่าวจีนเปงก๋ง จีนเปงก๋งก็ดีใจ


หวมบ๊องจึงว่ากับจีนเปงก๋งว่า ข้าพเจ้าก็แก่แล้ว จะขอลาออกเสียจากที จีน



เปงก๋งก็ยอมให้ จึงตังเตียวบู๊เป็นผู้ส�าเร็จราชการแทนทีต่อไป
ฝ่ายเจ๋จงก๋งไปตีเมืองจีนหาได้ไม่ ยกกองทัพกลับมาตังอยู่นอกเมือง



จึงคิดว่าเมือเราไปท�าศึกกับเมืองจีนนัน เมืองกีก็ลอบมาตีเอาเขตแดนของเรา


จ�าเราจะไปตีเมืองกีแก้แค้นเสียให้ได้จึงจะสินเสียนหนาม แล้วก็จัดทหารจะ


ไปตีเมืองกี๋ จึงให้เกวียนกับทหารเอกทั้งปวงคนละห้าเล่ม เกียกือจึงว่า คนใน




เมืองเจ๋นีมีฝีมืออยู่สองคน ชือกีหลงหนึง ฮัวจิวหนึง ขอท่านให้เอาตัวมาเลียง







ไวเปนทหารเถิด เจจงกงก็ใหไปหาตัวกีหลงกับฮัวจิวมา จึงใหเกวียนเลมหนึง ่

แล้วว่า ท่านจงอยู่ท�าราชการด้วยเราเถิด ฮัวจิวกับกีหลงก็ค�านับลาออกมา จึง
ปรึกษากันว่าอันเจ๋จงก๋งให้เกวียนแก่ทหารทังปวงคนละห้าเล่ม แต่เราสองคน

ให้เล่มเดียวจะรบกับผู้ใดได้ จะมิกีดกันอยู่หรือแกล้งจะให้เราอายกับขุนนาง
ทังปวง ซึงจะท�าราชการด้วยท่านหาต้องการไม่




กีหลงจึงว่า ซึงท่านว่านีก็ชอบอย่ แต่จะไปปรึกษากับมารดาเราเสีย


เลียดก๊ก เล่มที่ 3 1131


ก่อนก็ไป ณ บ้าน เข้าไปค�านับแจ้งความทังปวงให้มารดาฟังทุกประการ มารดา


ได้ฟังจึงด่ากีหลงว่า เอ็งเป็นคนชัวโฉดหามีกตัญญูไม่ เมือยังไม่มีความชอบ


จะเอาเกวียนเป็นห้าเล่มเอ็งจะขีอย่างไร ไม่อายกับคนทังปวงหรือ ซึงอยู่ใน

แผ่นดินของเจ๋จงก๋งชอบแต่จะสนองคุณจึงจะควร นี่เอ็งเป็นคนหากตัญญูไม่
จงไปเสียอย่ามาอยู่กับกู กีหลงเห็นมารดาโกรธจึงว่ามารดาว่า ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะ
ท�าตามแล้ว ก็ค�านับลามาหาฮัวจิวแจ้งความซึงมารดาว่าให้ฟังทุกประการ ฮัว



จิวได้ฟังดังนันจึงคิดว่า แต่ผู้หญิงยังมีกตัญญูนีเป็นชายชาติทหารหาควรทีจะ

โกรธเจ๋จงก๋งไม่ ก็กลับมายังทีเจ๋จงก๋ง เจ๋จงก๋งก็ให้กงซุนหุยเป็นนายทัพคุม


ทหารเอก ทีได้เกวียนมาคนละห้าเล่มกับทหารเลวสามพัน กีหลงกับฮัวจิวจึง
เข้าไปว่ากับเจ๋จงก๋งว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาเป็นทัพหน้ายกไปครังนี เจ๋จงก๋งจึง




ว่า ซึงท่านจะเป็นทัพหน้าไปนัน ท่านจะต้องการทหารสักเท่าใด
กีหลงกับฮัวจิวจึงว่า ข้าพเจ้ามาอาสาท่านแต่สองคนก็ไปแต่สองคนเท่านี ้

หาต้องการสิงใดไม่ จะตีเมืองกีให้ได้เป็นความชอบไว้ ท่านจะได้ให้เกวียนกับ

ข้าพเจ้าเหมือนทหารทั้งปวงบ้าง เจ๋จงก๋งก็หัวเราะแล้วคิดว่า จะลองทหารสอง

คนนีจะมีฝีมือจริงหรือประการใด จึงว่าท่านจะเป็นทัพหน้าก็ตามเถิด ฮัวจิว
กีหลงก็ค�านับลามาขึนเกวียนผลัดกันขับเกวียนไป กีหลงจึงว่า เสียดายนัก


ถ้าได้อีกสักคนหนึง จะได้นังสองคนขับเกวียนคนหนึงพอได้เป็นปลัดทัพจะ



รับตีเมืองกีอีกด้านหนึง ่
ขณะนันมีทหารเลวคนหนึงร้องเข้ามาว่า ข้าพเจ้าจะช่วยท่านขับเกวียน



ฮัวจิวจึงร้องถามว่าท่านชือใด สิบเฮาตงจึงบอกว่า ข้าพเจ้าแซ่สิบเฮาตงข้าพเจ้า

เป็นคนในเมืองเจ๋ เห็นว่าท่านมีสติปัญญาและฝีมือ ทังมีกตัญญูต่อแผ่นดิน

ข้าพเจ้าจะขอตามท่านไปท�าราชการด้วย ฮัวจิวได้ฟังดังนันก็ดีใจ แล้วก็พากัน
ขึนเกวียนขับรีบไป ครังถึงแดนเมืองกีก็พักอยู่ทีนันคืนหนึง ครังเพลารุ่งเช้า







1132 พงศำวดำรจีน


ฝ่ายเหลปีก๋งเจ้าเมืองกีแจ้งว่า เจ้าเมืองเจ๋ยกทัพมาจะตีเอาเมืองตัว จึงจัดทหาร



สามร้อยคนพากันออกไปเทียวตรวจตราดูผู้รักษาหน้าทีเชิงเทินของตัวทีนอก
เมือง พอพบเกวียนกีหลง ฮัวจิวออกขวางหน้าไว้ จึงให้ทหารร้องถามว่าท่าน
นีชือใด เหตุไรจึงมาขวางหน้าเราไว้ฉะนี ท่านประสงค์สิงใดหรือ




กีหลง ฮัวจิวได้ยินดังนันจึงว่า เราหรือคือทหารเมืองเจ๋ยกมาจะตีเอา


เมืองท่าน ท่านจงเร่งจัดทหารออกมาส้รบให้เห็นฝีมือกัน เหลปีก๋งได้ยินดัง

นันก็ตกใจ แลไปหาเห็นผู้คนหนุนตามมาไม่ เห็นแต่เกวียนเล่มหนึงกับคน


สามคนก็โกรธนัก จึงสังทหารสามร้อยให้เข้าล้อมไว้หวังจะจับเอาตัวให้ได้ กี

หลงจึงบอกแก่สิบเฮาตงว่าท่านอยู่บนเกวียนจงตีกลองให้ถีไว้กว่าจะกลับมา
สังแล้วกีหลงกับฮัวจิวต่างคนถือทวนโดดลงจากเกวียนเข้ารบตะลุมบอนไล่

ทิมทหารสามร้อยคนล้อมตายเป็นอันมาก เหลปีก๋งเห็นทหารตัวล้มตายไป

ประมาณครึงหนึงจึงร้องว่า ท่านผู้มีฝีมือจงหยุดเถิด เราเห็นฝีมือแล้ว เราจะ




ยอมยกเมืองให้แก่ท่านกึงหนึง ท่านกับเราจงเป็นไมตรีกันเถิด
กีหลงกับฮัวจิวจึงตอบว่า ธรรมดาเป็นชาติทหารอาสาเจ้ามาว่าจะรบ



เอาเมืองกีให้ได้ บัดนีท่านจะมายกเมืองให้แก่เรากึงหนึง ยังหาเหมือนค�าเรา


ว่าไว้ไม่ เราจะรับเอาดูประดุจหนึงเป็นคนหามีกตัญญูต่อแผ่นดินไม่ ว่าแล้ว
ก็เข้ารบกับทหารเหลปีก๋ง เหลปีก๋งเห็นจะต้านทานมิได้ก็หนีกลับเข้าเมืองจึง


สังให้ปิดประตูเมืองเสีย แล้วจัดแจงทหารให้รักษาหน้าทีเชิงเทินไว้มันคง ขณะ

นันพอทัพเจ๋จงก๋งยกมา ได้ยินข่าวว่าฮัวจิว กีหลงฆ่าทหารเหลปีก๋งล้มตาย

เป็นอันมาก จึงสังคนใช้ให้ไปเรียกฮัวจิว กีหลงกลับมาว่า เราจะยกเมืองเจ๋ให้

เป็นบ�าเหน็จมือครึ่งหนึ่งอย่าให้รบต่อไปเลย เราเห็นฝีมือแล้ว คนใช้ก็ไปบอก


ฮัวจิว กีหลง ฮัวจิว กีหลงครังแจ้งดังนันจึงว่ากับคนใช้ว่า เจ๋จงก๋งเมือจะเกณฑ์









ทหารนันไดใหเกวียนกับนายทหารคนละหาเลม แต่เราสองคนนีไดเกวียนเลม


เลียดก๊ก เล่มที่ 3 1133



หนึง เรายังสู้มาท�าราชการฆ่าทหารเมืองกีสนองคุณท่านยังหาสมควรไม่ บัดนี ้



ท่านว่าจะให้เมืองเจ๋กึงหนึงนัน เราไม่เห็นด้วยท่านอย่าเอาลาภมาล่อเลย เรา
เป็นชาติทหาร ทหารหาปรารถนาไม่ ว่าแล้วฮัวจิวกับกีหลงก็ขับเกวียนไปข้าง





ประตจอหมึง เหลปกงเห็นดังนั้นจึงใชใหทหารเอาถานเพลิงติดไฟนั้นไปเทลง






ในคูเมืองทังสีด้าน ฮัวจิว กีหลงเห็นดังนันก็หยุดเกวียน สิบเฮาตงจึงว่าเรา
ได้ยินค�าโบราณว่า เป็นชาติทหารจะไว้ชือในแผ่นดินย่อมไม่รักชีวิต อันตัว



ท่านมาท�าราชการครังนีจะข้ามคูไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจะยอมตัวลงเป็นสะพานให้
ท่านข้ามไปจึงจะได้ความชอบ ว่าแล้วสิบเฮาตงก็โดดลงนอนพังพาบบนถ่าน

ไฟเป็นสะพาน ฮัวจิว กีหลงเห็นดังนันก็รีบเดินเหยียบบนตัวสิบเฮาตงข้ามคู
ไป แล้วเหลียวหลังมาเห็นสิบเฮาตงตัวเกรียมไหม้งอตายอยู่ในถ่านเพลิงนัน

คิดสงสารนัก ต่างคนก็ร้องไห้รักสิบเฮาตง กีหลงเห็นว่าฮัวจิวยังร้องไห้อยู่มิได้
หยุด จึงแกล้งว่าท่านร้องไห้รักสิบเฮาตงหรือ หรือร้องไห้รักชีวิตท่านประการใด
ฮัวจิวจึงว่าร้องไห้นี ใช่จะร้องไห้รักชีวิตนันหามิได้ ร้องไห้รักสิบเฮาตง




ดอก ดวยเปนคนใจกล้าหาญทั้งมีกตัญญซื่อสัตย์มาตายเสียครั้งนี้ การเรายัง


มิส�าเร็จ จึงมีความอาลัยในสิบเฮาตงนัก ขณะนันเหลปีก๋งอยู่บนเชิงเทินเห็น

กีหลงกับฮัวจิวข้ามคูมาได้ จึงให้ทหารทีแม่นเกาทัณฑ์ขึนบนเชิงเทินระดมยิง


เกาทัณฑ์ลงไปเป็นอันมาก ฮัวจิว กีหลงเห็นดังนันก็วิงฝ่าลูกเกาทัณฑ์ฟันประต ู

จะเข้าไปในเมือง ทหารทีเฝ้าประตูเมืองก็รบกับฮัวจิว กีหลง ฮัวจิว กีหลงก็

ฆ่าทหารทีเฝ้าประตูนันล้มตายเป็นหลายคน พอทหารบนเชิงเทินก็ระดมยิง


เกาทัณฑ์ลงมาประดุจห่าฝน กีหลงหลบมิทันถูกลูกเกาทัณฑ์เป็นอันมากก็ลม
ลงขาดใจตาย

ส่วนฮัวจิวก็ถูกลูกเกาทัณฑ์เป็นหลายแห่ง สินก�าลังเซไปทหารเฝ้า
ประตูเห็นดังนันก็กรูกันออกมาจับตัวเอาฮัวจิวนันมัดเข้าไปในเมืองได้ ขณะ


1134 พงศำวดำรจีน



นันคนใช้ก็กลับไปบอกเจ๋จงก๋งว่า กีหลงกับฮัวจิวหากลับมาไม่ บัดนีขัดขับ


เกวียนจะเข้าไปตีเมืองกีอีกแล้ว เจ๋จงกงรู้ดังนันก็ตกใจกลัวจะเสียทียกทัพรีบ


ตามเข้าไปแจ้งว่ากีหลงถูกเกาทัณฑ์ตายในทีรบ ฮัวจิวเหล่าทหารเมืองกีก็จับเอา

ตัวไปได้ นึกโกรธนักก็ขับทหารเข้าล้อมเมืองไว้มันคง คิดจะตีเอาเมืองให้ได้













ฝายเหลปกงเจาเมืองกี เห็นทัพเจจงกงตังลอมเมืองไว เห็นจะตอสมิได ้


จึงใช้คนสนิทออกไปพูดแก่เจ๋จงก๋งเป็นใจความว่า เราท�าทังนีหารู้ว่าเป็นทหาร
ของท่านไม่ เห็นแต่เกวียนเล่มหนึงกับคนสามคนกันหน้าทหารเราไว้ ทหาร


ท่านฆ่าฟันทหารเราล้มตายเป็นอันมาก ท่านเสียทหารแค่สามคนก็พอลบล้าง

กัน บัดนีเราเห็นท่านยกทัพมาล้อมเมืองไว้ เราให้คนมาขอออกแก่ท่าน
ธรรมเนียม ท่านจงเป็นไมตรีเถิด คนใช้ก็ค�านับลาออกไปแจ้งความกับเจ๋จง
ก๋งทุกประการ เจ๋จงก๋งครันแจ้งดังนันยังโกรธอยู่หายอมไม่ คนใช้ก็รีบเข้าไป


แจ้งความเหลปีก๋ง เหลปีก๋งครันรู้ดังนันจึงให้คนใช้กลับออกไปบอกเจ๋จงก๋ง


ว่า ถ้ามิดังนันเราจะคืนตัวฮัวจิวและศพกีหลงกับค่าป่วยการของท่านลงทุนมา

เท่าใด เราจะใช้ให้ด้วย คนใช้ก็ค�านับลาไปแจ้งแก้เจ๋จงก๋งทุกประการ

เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนันก็นิงอยู่ ยังหาทันว่าประการใดไม่ พอกงซุนหุยมี

หนังสือมาแจ้งความว่าเจ้าเมืองจีน เมืองซอง เมืองฬ่อ เมืองโอย เมืองเตง ห้า
เมืองกระท�าสัตย์สาบานกันแล้วชวนกันยกทัพมาตีเมืองเจ๋ ขอท่านจงเลิกทัพ

กลับมาจงเร็ว เจ๋จงก๋งแจ้งความดังนันแล้วก็ยอมเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองกี คนใช้


เจ้าเมืองกีก็น�าเอาความไปแจ้งแก่เหลปีก๋ง เหลปีก๋งก็มีความยินดี จึงจัดแจง
เงินทองข้าวของเสบียงอาหาร กับตัวฮัวจิวซึงจับได้ และเอาศพกีหลงบรรทุก

เกวียน ให้ขุนนางคุมออกไปค�านับเจ้าเมืองเจ๋ แต่ศพสิบเฮาตงนันเพลิงไหม้

เป็นเถ้าเสียสินหาเก็บได้ไม่ เจ๋จงก๋งก็มีความยินดีเลิกทัพกลับไปเมืองเจ๋แต่ยัง

หาเข้าไปในเมืองไม่ อยู่นอกเมืองเพือจะจัดแจงการฝังศพกีหลงเสียก่อน


เลียดก๊ก เล่มที่ 3 1135

ขณะนันนางเมงขยงภรรยากีหลง ครันแจ้งว่าเจ้าเมืองเจ๋น�าศพสามีมา


ก็ออกมารับ เจ๋จงก๋งเห็นดังนันจึงว่าอันศพสามีท่านนี เราจะท�าการฝังศพเอง



บัดนีท่านออกมารับเราก็ยอมให้ท่าน จงรับเอาศพไปฝังตามชอบใจท่านเถิด

แล้วจึงจัดแจงข้าวของซึงเป็นเครืองส�าหรับส่งสักการะศพให้คนใช้คุมตามไป


ช่วยเป็นอันมาก นางเมงขยงเห็นคนใช้เจ้าเมืองเจ๋คุมของมาช่วยทีกลางทางดัง

นันก็โกรธ จึงว่าสามีข้าพเจ้าซึงถึงแก่ความตายครังนี ถ้าหาความชอบมิได้ก็





ไม่ควรทีเจ้าเมืองจะเอาของมาช่วย นีสามีข้าพเจ้าไปการสงครามอาสาจนตัว


ตายในทีรบ มีความชอบเป็นอันมาก ควรอยู่แล้วทีเจ้าเมืองจะมาช่วยให้เป็น
เกียรติยศแก่ไพร่ฟ้าข้าทหารทั้งปวง ที่จะท�าราชการไปภายหน้าแต่ซึ่งจะมาให้

กลางทางฉะนีหาควรไม่ บ้านเรือนข้าพเจ้าก็มีอยู่ จะอุตส่าห์ไปให้ถึงบ้านหน่อย
หนึงไม่ได้เชียวหรือ ข้าพเจ้ายังหาสมควรจะรับไม่ ท่านจงเอาค�าซึงข้าพเจ้าว่า


นี ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเจ๋ก่อน คนใช้เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังดังนันก็เห็นชอบด้วย จึง


ไปแจ้งกับเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังก็นึกละอายแก่ใจ จึงสังให้คนใช้คุม

สิงของไปช่วยศพกีหลงจนถึงบ้าน ภรรยากีหลงรับแล้วก็จัดแจงการศพสามี

ไปฝังไว้นอกเมืองเจ๋ตามสมควร แล้วภรรยากีหลงหากลับมาบ้านไม่ ร้องไห้


รักศพสามีอยู่ทีฝังศพถึงสามวันสามคืนจนน�าตาไหลเป็นโลหิตออกมา ร�าไร


พรรณนาถึงความรักและร่วมทุกข์กันต่างๆ ขณะนันเทพยดาซึงรักษาก�าแพง

เมืองเจ๋ด้านนั้น ก็บันดาลให้ก�าแพงพังไปประมาณหลายวาด้วยผลความสัตย์
ของนาง ซึงซือตรงสุจริตต่อสามี ฝ่ายฮัวจิวซึงถูกเกาทัณฑ์ป่วยมาอยู่เมืองเจ๋



สองสามวันก็ถึงแก่ความตาย ภรรยาฮัวจิวก็กระท�าการศพดุจนางเมงขยง
กระท�าให้สามีเหมือนกัน


1136 พงศำวดำรจีน


บทที่ 103



ขณะนันพระเจ้าจิวเลงอ๋องเสวยราชย์ได้ยีสิบปี ยังเกิดน�าท่วมแผ่น



ดินทุกหัวเมืองลึกประมาณศอกหนึง ด้วยแม่น�าใหญ่ในแผ่นดิน






จีนชือก๊กซุยกับลกซุนไหลมาร่วมกันทีแม่น�าอึงโห จึงมากขึน ขณะ

เมือเจ้าเมืองจีน เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองเตง ชวนกัน



เกณฑ์กองทัพจะยกไปตีเมืองเจ๋ครังนัน ครันเห็นน�ามากท่วมแผ่นดินทุกต�าบล

ก็ให้งดกองทัพไว้

ฝ่ายซุยทู้ซึงเป็นขุนนางฝ่ายทหารอยู่ในเมืองเจ๋เป็นอริกันอยู่กับเจ๋จง


ก๋งคิดจะท�าร้ายอยู่มิได้ขาด มีเพือนสนิทคิดการด้วยกันคนหนึงชือเคงหอง

เป็นขุนนางฝ่ายทหารเบืองขวา นัดกันว่าถ้าเราคิดฆ่าเจ้าเมืองเจ๋เสียได้ เราจะ



แบ่งสมบัติกันคนละกึง คิดหาช่องซึงจะท�าร้ายเมืองเจ๋อยู่มิได้ขาด ครันได้



ข่าวหัวเมืองทังห้าจะยกมาตีเมืองเจ๋ ก็ดีใจจะได้แก้แค้นเจ้าเมืองเจ๋ ครันเห็น



กองทัพกลับไปเสียเพราะน�ามาก็เสียใจ เจ้าเมืองเจ๋นันมีคนใช้สนิทอย่คนหนึง ่

ชือก๋าตี แต่เจ้าเมืองเจ๋มักกระท�าโทษอยู่เนืองๆ ถ้าก๋าตีท�าผิดเล็กน้อยก็ให้ตี



ร้อยหนึงบ้างกว่าร้อยบ้าง ก๋าตีมีความแค้นอยู่ ซุยทู้แจ้งความดังนันก็มีความ



ยินดี จึงให้คนสนิทไปชวนก๋าตีให้ไปมาพูดจากินนอนด้วยกัน เห็นรักใคร่สนิท
แล้วซุยทู้จึงว่า ท่านกับเราก็มีความแค้นเจ๋จงก๋ง ท่านเป็นคนใช้เจ๋จงก๋งสนิท
จงคอยดู ถ้าเห็นเจ๋จงก๋งประมาทไปเทียวต�าบลใด ท่านจงรีบมาบอกเรา เรา

จะได้คิดกระท�าแก้แค้น

ขณะนันพระเจ้าจิวเลงอ๋อง เสวยราชย์ได้สามสิบสามปี เหลปีก๋งเจ้า

เมืองกีมาขึนกับเมืองเจ๋ได้สิบเอ็ดปี แต่งขุนนางมาค�านับเจ้าเมืองเจ๋ทุกปีมิได้

ขาด แต่ครังนีเจ้าเมืองกีจัดแจงเครืองบรรณาการตัวมาเอง ครันถึงแดนเมือง





เลียดก๊ก เล่มที่ 3 1137



เจ๋ก็ตังประทับอยู่กงก๊วนต�าบลปักก๊กนอกเมือง เจ๋จงก๋งแจ้งว่าเจ้าเมืองกีมา


ค�านับก็มีความยินดี จึงสังให้ขุนนางจัดแจงโต๊ะแล้วก็ออกไปรับเจ้าเมืองกี


ขณะนันขุนนางตามเจ้าเมืองเจ๋ไปเป็นอันมาก แต่ซุยทู้นันบอกป่วยเสียหาตาม

ไปไม่ ครันเจ้าเมืองเจ๋ออกไปรับเจ้าเมืองกีแล้ว ก๋าตีจึงเอาเนือความรีบไปบอก




แก่ซุยทู้ว่า วันนีเจ๋จงก๋งออกไปรับเจ้าเมืองกีเลียงดูกันแล้วเมือกลับว่าจะแวะ



มาเยียมท่านป่วย

ซุยทู้ได้ฟังแล้วก็หัวเราะแล้วว่า ซึงเจ้าเมืองเจ๋จะมาวันนี ใช่จะมาเยียม





โดยเมตตาสุจริตนันหามิได้ มาวันนีปรารถนาจะมาหยอกภรรยาเราให้ได้ความ
ละอายดอก กาตีบอกความแลวก็กลับไป ซยทจึงเรียกนางซงขยงเขามาแลววา











วันนีเจ๋จงก๋งจะมาเยียมเรา เราเห็นได้ทีเราก็จะฆ่าเสีย เจ้าจะคิดประการใด
ถ้าเจ้ายังมีความรักคิดถึงเราอยู่มาช่วยกันคิดล่อลวง ให้เจ้าเมืองงวยงง
หลงใหล ถ้าได้ท่วงทีจะฆ่าเสีย เราก็จะเลียงเจ้าต่อไป บุตรเจ้าก็จะได้เป็นที ่


แทนเรา ถ้าเจ้าชอบข้างยศถาบรรดาศักดิรักเจ๋จงก๋งอยู่ เราก็จะฆ่าเจ้าเสียให้
ตายตามไปตามกัน



นางซงขยงจึงตอบว่า ซึงท่านไม่เอาโทษโปรดมาทังนี เพราะท่านเห็น




วาขาพเจาเปนเพื่อนยากพระคณหาที่สดมิได ขาพเจาเกิดมาเปนอิสตรีจะชั่วก็







ไม่ให้ซ�าเป็นสอง ข้าพเจ้าก็คงปรองดองไปตามท่าน ซุยทู้ได้ฟังภรรยาตอบก็
ชอบใจ ถ้ากระนันเจ้าคอยต้อนรับเจ้าเมืองเจ๋ ปฏิบัติตามเคย อย่าให้เจ้าเมือง



เจ๋มีความรังเกียจสงสัยได้ แล้วจึงเรียกทังม่อกิวเข้ามาสังว่าท่านจงคุมทหาร

ทีมีฝีมือ ถืออาวุธพร้อมร้อยหนึงเข้าไปคอยอยู่ในฉาก แล้วซุยเสง ซุยเกียงผู้



บุตรซึงเกิดแต่ภรรยาเก่า คุมทหารไปคอยแอบอยู่ทีประตู จึงให้ตังออกเอียม



ออกไปคอยอยู่ทีส�าคัญนอกประตูแห่งหนึง แล้วก�าชับทหารทังปวงว่าท่านจง


คอยฟังเสียงระฆังสัญญาณตีขึนเมือใด จงพาทหารรีบเข้ามาจับเจ้าเมืองเจ๋กับ


1138 พงศำวดำรจีน




ขนนางฆ่าเสียให้สินเมือวันนัน แล้วให้คนสนิทลอบไปบอกความกับก๋าตี ผู้






เป็นเพือนสนิทร่วมคิดกันว่า เพลาวันนีเจ้าเมืองเจ๋จะมาเยียมเรา การซึงเราคิด
นันจัดแจงไว้พร้อมแล้ว ท่านสิจะตามเจ้าเมืองเจ๋ออกไปรับเจ้าเมืองกี ถ้าเห็น






เจ้าเมืองเจรังเกียจอยู่จะไมมา ทานจงพูดจาใหสินสงสัย สุดแท้แตอย่าใหเสีย





การของเราในวันนี กาตีก็รับค�าทุกประการ

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋ครันจัดแจงการเสร็จแล้ว ก็พาขุนนางไปรับเจ้าเมืองกี ๋

ทีกงก๊วนนอกเมือง ครันถึงต่างคนค�านับไต่ถามกันตามธรรมเนียม แล้วเชิญ



ให้เจ้าเมืองกีกินโต๊ะ ขณะเมือเสพสุราอยู่นันเจ้าเมืองเจ๋จิตผูกอยู่แต่นางซง



ขยงภรรยาซุยทู้หาขาดไม่ ครันกินโต๊ะแล้วก็ขึนเกวียนพาขุนนางรีบมาบ้านซุย

ทู้ครันถึงประตูนายประตูจึงออกมาแกล้งบอกว่า วันนีเสียงก๊กนอนป่วยมาก

หมอประกอบยาให้รับประทานแล้วนอนหลับไป เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังก็มีความ
ยินดีจึงถามว่า เสียงก๊กนอนป่วยอยู่ทีห้องใด นายประตูจึงบอกว่า นอนอยู่


ห้องนอก เจ้าเมืองเจ๋จึงคิดว่าซะรอยนางซงขยงจะอยู่ห้องในเป็นมันคง คิด
แล้วก็เข้าไปข้างในปรารถนาจะไปหานางซงขยง

ขณะนันขุนนางทังปวงตามเจ้าเมืองเจ๋ไปมาก ขุนนางทังปวงพักอยู่ข้าง


นอกสิน แต่จิวเซียก เกียกือ กงซุนเหงา ลูอิน สีคนนีเป็นขุนนางฝ่ายทหาร





จะตามเจ้าเมืองเจ๋เข้าไปด้วย ก๋าตีซึงเป็นเพือนกับซุยทู้จึงห้ามไว้ว่า เสียงก๊ก




เป็นขนนางผ้ใหญ่มียศถาศักดิ ป่วยมากจนเจาเมืองเจ๋ออกมาเยียม ก็ควรแลว






ทีจะเข้าไปเยียมถึงข้างในนันแต่เจ้าเมืองเจ๋ผู้เดียว อันเราทังปวงเป็นแต่ขุนนาง


ผู้น้อยรักใคร่เสียงก๊ก จะมีใจมาเยียมก็ขอแต่เพียงภายนอกเถิด ก็จัดได้ว่า


มาเยียมถึงตัวเสียงก๊กเหมือนกัน เกียกือจึงตอบว่า ท่านว่านีก็ควรอยู่ แต่เจ้า

เมืองเจ๋เป็นผู้ใหญ่จะปล่อยให้เข้าไปแต่ผู้เดียวนันหาสมควรไม่ ท่านทังสาม

จะไม่เข้าไปก็ตามเถิด แต่เราจะต้องเข้าไปด้วยเจ้าเมืองเจ๋จึงจะชอบ ว่าแล้ว


Click to View FlipBook Version