The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2023-09-20 03:53:29

เลียดก๊กเล่มสอง

อุดมการณ์ของนักสัญจรบนหน้ากระดาษ ผู้พิศมัยแสวงหาความรู้และภูมิปัญญาใหม่มาบรรณาการนักอ่าน


เล่มท่ 2

(พงศาวดารจีน)


คณะผู้แปลในรัชกำลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แปล
เลขมำตรฐำนสำกลประจ�ำหนังสือ 978-616-301-194-7
พิมพ์ครั้งแรก : ยิปซี ส�ำนักพิมพ์, กันยำยน 2556
รำคำชุดละ 1,800 บำท


ข้อมูลทำงบรรณำนุกรม
เลียดก๊ก.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2556.
2320 หน้ำ.
1. นวนิยำยจีน I. คณะผู้แปล สมัยรัชกำลที่ 2, ผู้แปล II. ชื่อเรื่อง.
895.13



จัดพิมพ์โดย บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ำกัด ประธำนกรรมกำร คธำวุฒิ เกนุ้ย รองประธำนกรรมกำร
นุชนันท์ ทักษิณำบัณฑิต ผู้จัดกำรทั่วไป เวชพงษ์ จันสด ผู้จัดกำรฝ่ำยกำรตลำด ชิตพล จันสด
ฝ่ำยธุรกำร พรรณิกำ ครโสภำ จิรำภรณ์ บุญช่วย คณิตำ สุตรำม ดำรียำ ครโสภำ
ฝ่ำยงบประมำณ รำตรี อิงคะละ นพรัตน์ สุรพล


ที่ปรึกษำส�ำนักพิมพ์ สถำพร ศรีสัจจัง วรภ วรภำ นิรัติ หมำนหมัด สำโรจน์ มณีรัตน์
ยิปซี ส�ำนักพิมพ์ : บรรณำธิกำรอ�ำนวยกำร เริงวุฒิ มิตรสุริยะ บรรณำธิกำรบริหำร สังคม จิรชูสกุล
คณะบรรณำธิกำร มุกรินทร์ แพรกนกแก้ว ชมพร ไชยล้อม ปุริษำ ตำสำโรจน์
ผู้จัดกำรกองบรรณำธิกำร อรทัย ดีสวัสดิ์ กองบรรณำธิกำร อรรถสิทธิ์ เกษรรำช ชัยวัฒน์ วงศ์นภดล
กิตติพงษ์ คัดทะจันทร์ ไพฑูร บุญมำเลิศ สุรศักดิ์ ศักดิ์สันเทียะ ณัฐพล มณีด�ำ ด�ำรง โกยทอง
ศิลปกรรม Tarot team


พิมพ์ที่ บริษัท เอส. เค. เอส. อินเตอร์พริ้นต์ จ�ำกัด 16 ซอยมำเจริญ 1 แยก 3 แขวงหนองค้ำงพลู
เขตหนองแขม กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2812-0597 โทรสำร 0-2812-0587
จัดจ�ำหน่ำยโดย บริษัท ยิปซี กรุ๊ป จ�ำกัด 37/145 รำมค�ำแหง 98 แขวงสะพำนสูง เขตสะพำนสูง
กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ 0-2729-3537 โทรสำร 0-2729-3537 ต่อ 108
เว็บไซต์ www.gypsygroup.net


สงวนสิทธิ์ตำมพระรำชบัญญัติลิขสิทธิ์


คณะผู้แปลในพระราชด�าริของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์



เสมือนค�ำน�ำ : คุณค่ำแห่งวรรณกรรมท่ควรอนุรักษ์



“เลียดก๊ก” แปลเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที 2 และเป็น 1 ใน 34 หนังสือ



พงศาวดารจีนทีได้รับการแปลนับแต่สมัยรัชกาลที 1 ถึงรัชกาลที 6 ของกรุง

รัตนโกสินทร์


เนือหาและเรืองราวว่าด้วยการเมืองการปกครองของจีนในสมัยราช
วงศ์โจว (ในหนังสือเลียดก๊ก เรียกว่า ราชวงศ์จิว) โดยเริมตังแต่รัชสมัยของ


พระเจ้าชวนอ๋องกระทังถึงรัชสมัยของพระเจ้าจิวเสียงอ๋อง

หากย้อนเวลาไปดูประวัติศาสตร์จีนทีแท้จริงแล้วก็กล่าวได้ว่าเรืองราว



ทีปรากฏในหนังสือเลียดก๊ก ฉบับนีเป็นเรืองของประวัติศาสตร์จีนในสมัยที ่


นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ยุคโจวตะวันออก ซึ่งในยุคโจวตะวันออกนี้ถูกแบ่ง
ออกเป็นยุคย่อยอีกสองยุค นันคือ ยุคชุนชิว (ใบไม้ผลิ) และยุคจ้านกว๋อ

(เลียดก๊ก)




กระนันในเนือเรืองของหนังสือในช่วงต้นได้ย้อนกลับไปยังจุดสินสุด
ของสมัยโจวตะวันตกรวมอยู่ด้วย



ในการด�าเนินการแปล พงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงเกิดขึนใน

สมัยรัชกาลที 2 นันนักประวัติศาสตร์และนักวรรณคดีของไทยถือกันว่าการ

ด�าเนินงานในการแปลในครังนันนับได้ว่าเป็นการท�างานทีถือว่าเป็น “งาน



ระดับชาติ” ทังนีเพราะนอกเหนือจากผู้ทรงด�าริหรือองค์อุปถัมภ์จะเป็นพระเจ้า


แผ่นดิน คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แล้วคณะผู้แปลอัน

ประกอบด้วยนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ทังฝ่ายจีนและฝ่ายไทยรวมกันถึง 12


คน ซึงถือว่ามากและยิงใหญ่พอสมควร ก็ท�าให้ภาพของการด�าเนินงานการ


แปลหนังสือในครังนันมีความยิงใหญ่จนเป็นทีจดจ�ากัน


4
( )


ไม่ต่างจากการท�างานตามพระราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระพุทธ





ยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที 1 ในครังทีทรงสังให้มีการแปลพงศาวดารจีน



อันถือเป็นปฐมในรัชสมัยของพระองค์ 2 เรืองนันคือ เรือง สามก๊ก และ

ไซ่ฮัน



ทีส�าคัญผลงานพงศาวดารจีนเรือง สามก๊ก ทีมี เจ้าพระยาพระคลัง
(หน) เป็นผู้อ�านวยการแปล และ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาภิมุข (เจ้าทอง


อินทร์ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ หรือวังหลัง) ทรงอ�านวยการแปลเรือง “ไซ่ฮัน”
ยังกลายเปนผลงานอันทรงคาและไดรับค�าชื่นชมกันอยางมากยิ่งดวยแลว ก็







ยิงกลายให้เป็นแรงกดดันให้การแปลพงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงเกิดขึน






ในรัชสมัยต่อมามีความส�าคัญและเป็นทีสนใจอย่างยิงเพิมขึนไปอีก

นอกจากนัน ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชา

นุภาพในเวลาต่อมา ทีมองว่าจุดประสงค์ของการแปลหนังสือพงศาวดารจีน







ทีเกิดขึนในสมัยรัชกาลที 1 และที 2 นัน เป็นไปเพือ”ประโยชน์บ้านเมือง”

ก็ยิงท�าให้การท�างานต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดและมีระเบียบกฎเกณฑ์ทีเข้ม

แข็งแม่นมันอย่างแน่นอน

ดังที่ได้กล่าวมาว่า เมื่อ “สามก๊ก” และ “ไซ่ฮั่น” กลายเป็นหนังสือแปล

ทีทรงคุณภาพแล้ว ผู้รับภาระรับผิดชอบในการแปลหนังสือเล่มหลังๆ มาจึง

จ�าต้องท�างานให้ออกมาได้ดีหรือดียิงกว่าผลงานเล่มก่อนให้ได้

ปรากฏนามผู้รับสังให้เป็นพนักงานการแปลล้วนเป็นผู้มีศักดิสูงและ

ทรงความสามารถถึง 12 ท่าน ประกอบไปด้วย กรมหมืนนเรศโยธี, เจ้าพระยา


ยมราช, เจ้าพระยาวงษาสุรียศักดิ, พระยาโชดึกราชเศรษฐี, ขุนท่องสือ,


จหมืนไวยวรนารถ, นายเล่ห์อาวุธ, นายจ่าเรศ, หลวงลิขิตปรีชา, หลวงญาณ
ปรีชา, ขุนมหาสิทธิโวหาร และหลวงวิเชียรปรีชา
5
( )




ด้วยความโดดเด่นของ สามก๊ก และไซ่ฮัน ทีปรากฏมาก่อนหน้านัน

ย่อมถูกน�ามาใช้เป็นแนวทางในการด�าเนินงานในการแปลครังหลัง จึงไม่ใช่

เรืองแปลกดังทีเราได้พบว่า ในเรืองของส�านวนภาษาของเลียดก๊ก จะปรากฏ



ออกมาเป็นท�านองเดียวกับ สามก๊ก นั่นคือ ใช้ภาษาง่าย มีภาษาเรียบเรียงอย ู่
ในชันดี มีการตังข้อสังเกตว่า อาจจะถือเป็นธรรมเนียมการแปลในรัชกาลที ่




2 ก็ได้ว่า ให้ยึดถือ สามก๊ก และ ไซฮัน ในรัชกาลที 1 เป็นต้นแบบ ท�าให้
ส�านวนต่างๆ คล้ายคลึงกัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเรือง เลียดก๊ก

เมือ พ.ศ.2362 เสร็จสินออกมาเป็นหนังสือ 153 เล่มสมุดไทย ในเวลาต่อมา



ได้มีการจัดพิมพ์ออกมาครังแรกใน พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที 5 โดยเป็น
สมุดไทยจ�านวน 5 เล่ม จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์




หลังจากนันหนังสือเล่มนีก็ได้รับการน�ากลับมาตีพิมพ์ซ�าอีกหลายครัง







และหลายส�านักพิมพ์ ครังทีส�าคัญครังหนึงคือเมือครังทีองค์การค้าครสภา




ได้รวบรวมน�าผลงานพงศาวดารจีนทีแปลเป็นไทย จ�านวน 34 เรืองตามการ
ส�ารวจของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ มาจัดพิมพ์ใหม่ออกมาเป็น


หนังสือ 35 เรือง พงศาวดารจีนเรือง เลียดก๊ก นีก็จัดเป็น 1 ในจ�านวนนี ้

ด้วย โดยได้พิมพ์ในนามองค์การค้าคุรุสภาครังแรกใน พ.ศ. 2506 จัดแบ่ง

ออกเป็นหนังสือจ�านวน 12 เล่ม
และครั้งนี้นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ยิปซี ส�านักพิมพ์ ได้น�าพงศาวดารจีน



เรือง เลียดก๊ก กลับมาพิมพ์ใหม่ ทังนีเพราะเห็นว่าหนังสืออันทรงคุณค่านีห่าง

หายไปจากท้องตลาดและห้องสมุดนานพอควรแก่เวลาแล้ว
แม้ทีผ่านมาจะปรากฏว่ามีนักปราชญ์หรือผู้รู้หลายท่านได้แปล

พงศาวดารจีนเรือง เลียดก๊ก ออกมาใหม่ ตามส�านวนต่างๆ ออกจ�าหน่าย

6
( )




บ้าง กระนัน ยิปซี ส�านักพิมพ์ก็ยังคงยืนยันทีจะจัดพิมพ์ “เลียดก๊ก” ตาม
ส�านวนทีได้มีการแปลกันขึนมาในสมัยรัชกาลที 2 เล่มนี ทังนีเพราะเห็นว่า








นอกจากความส�าคัญในเรืองเนือหาของหนังสือแล้ว ในฐานะทีหนังสือผลงาน

แปลเล่มนี เป็นผลงานทียืนยงผ่านกาลเวลา อีกทังมีลักษณะเฉพาะนันคือ มี




การตังกองคณะแปลและมีการเรียบเรียง ขัดเกลา ให้เข้ากับขนบประเพณี




ของคนไทย ทีส�าคัญด้วยระยะเวลาทีงานเล่มนีสามารถยืนยงมาจนผ่านกาล
เวลาและแปรสภาพจากความเป็นวรรณกรรมของจีนมาเป็นวรรณคดีของ

ไทยไปแล้ว หนังสือแปลส�านวนนีจึงถือว่ามีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาและ
อนุรักษ์เอาไว้ทีสุด

พงศาวดารจีนกับสังคมการอ่านของไทย
สมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชนุภาพเคยส�ารวจหนังสือพงศาวดารจีน

ทีได้แปลและพิมพ์ เป็นภาษาไทยตังแต่รัชกาลที 1 ถึง รัชกาลที 6 พบว่ามี




จ�านวนถึง 34 เรือง แยกแปลตามรัชกาลได้ดังนี ้
แปลในรัชกาลที 1 เรือง ไซ่ฮัน สามก๊ก






แปลในรัชกาลที 2 เรือง เลียดก๊ก ห้องสิน ตังฮัน และไม่ปรากฏว่ามี


พงศาวดารจีนเรืองใดแปลในสมัยรัชกาลที 3





แปลในรัชกาลที 4 เรือง ไซ่จิน ตังจิน น�าซ้อง ซุยถัง น�าปักซ้อง



หงอโต้ว เม่งเฉียว บ้านฮวยเหลา โหงวโฮ้วเพงไซ โหงวโฮ้วเพ็งหน�า ซวยงัก
ซ้องกัง

แปลในรัชกาลที 5 เรือง ไคเภ็ก ส้วยถัง เสาปัก ซิยินกุ้ยเจงตัง


ซิเตงซันเจงไซ เองเลียดต้วน อิวกังหน�า ไตัอั้งเผา เซียวอั้งเผ่า เนียหน�าอิดซือ
7
( )




เม่งมวดเซงฌ้อ ไซอิว เปาเล่งถูกงอัน
และแปลในรัชกาลที 6 เรือง เชงเฉียว ง่วนเฉียว บูเช็กเทียน และ


โหงวโฮ้วเพงปัก


กล่าวกันว่า ในจ�านวน 34 เรืองทีกล่าวมานี ไม่มีส�านวนหรือเรือง




ใดจะดีเท่าพงศาวดารจีนเรือง สามก๊ก ทีเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็น

ผู้อ�านวยการแปล โดยเห็นได้จากทีกระทังถึงปัจจุบัน หนังสือ สามก๊ก ฉบับ

เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังได้รับความนิยม และน�ามาตีพิมพ์ซ�าอย่างต่อ


เนือง อีกทังยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรืองสามก๊ก ฉบับต่างๆ ทังร้อย




แก้วและร้อยกรองอีกมากมาย ทีส�าคัญทีสุด สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยา


พระคลัง (หน) ยังเป็นทียอมรับของนักกวีทุกยุคทุกสมัย จนวรรณคดีสโมสร


ในรัชกาลที 6 ได้ตัดสินให้ “สามก๊ก” เป็นยอดของความเรียงเรืองนิทาน


สามก๊ก และไซฮัน นับเป็นหนังสือพงศาวดารจีน 2 เรืองแรกทีได้

รับการแปลมาเป็นภาษาไทย ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเกิดขึนในรัชสมัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที 1

มีค�าบอกกล่าวเล่ากันสืบมาว่า พระองค์มีพระราชด�ารัสให้แปล
พงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรือง โดยโปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ

กรมพระราชวังบวรมหาเสนาภิมุข (เจ้าทองอินทร์ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์
หรือวังหลัง) ทรงอ�านวยการแปลเรือง “ไซ่ฮัน” และเจ้าพระยาพระคลัง (หน)


อ�านวยการแปลเรื่อง “สามก๊ก” กล่าวกันว่า ในการแปลวรรณกรรมจีนมาเป็น



ไทยในครังนัน นับเป็นงานระดับชาติ ทังนีก็เนืองจากเป็นงานทีเกิดจากพระ



ราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก



อีกทัง ทีถือเป็นเรืองใหญ่หรือ “งานระดับชาติ” อีกเหตุหนึงก็เพราะ


วิธีการด�าเนินงาน ทีมิได้มีการแปลเพียงคนเดียวหรือเป็นส่วนตัว หากแต่
8
( )



ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันในหลายขันตอนด้วยกัน คือ ต้องอาศัยกลุ่ม
บุคคลจ�านวนหนึงซึงเป็นผู้ช�านาญภาษาจีนมาแปลเนือความจากต้นฉบับภาษา





จีน แล้วให้เสมียนจดลงเพือเป็นทีเข้าใจของคนไทย และมีผู้ช�านาญภาษาไทย
อีกกลุ่มหนึงเรียบเรียงเนือความเป็นภาษาไทยทีเรียบร้อยถูกต้องตามหลัก



ภาษา สอดคล้องกับความเข้าใจตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย

โดยมีผู้อ�านวยการแปลท�าหน้าทีควบคุมให้การด�าเนินงานเป็นไปด้วยความ



เรียบร้อย และมีหน้าทีพิจารณาขันสุดท้ายเมือเรียบเรียงไปได้แต่ละตอนแล้ว
และถ้ามีปัญหาอย่างใดอย่างหนึงก็ท�าหน้าทีชีขาดเพือให้ยุติลงได้ ดังนันผู้ที ่





ท�าหน้าทีผู้อ�านวยการแปลจึงต้องมีความรู้ทางภาษาและวรรณศิลป์เป็นอย่าง

ดี และมีบารมีพอทีจะเป็นทีเกรงใจของทุกฝ่าย





เรียกว่า อย่างน้อยจะต้องมีผู้เข้าเกียวข้องไม่ต�ากว่า 2-4 ฝ่าย นันคือ
ผู้อุปถัมภ์การแปล ผู้แปล ผู้เรียบเรียงและผู้ขัดเกลาภาษาส�านวน
และด้วยเพราะผู้อุปถัมภ์การแปลเป็นองค์พระมหากษัตริย์เอง พร้อม
พรังไปด้วยนักปราชญ์ทังฝ่ายจีนและยังต้องมีนักปราชญ์ฝ่ายไทยเป็นผู้จัด




เรียบเรียงและเกลาส�านวน ผลงานทีปรากฏออกมาจึงมีความประณีตกระทัง
กลายเป็นแบบฉบับของการแปลเรืองจีนในเวลาต่อมา


ปรากฏว่าการทีพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ในการแปลนอก

เหนือจากในสมัยรัชกาลที 1 แล้ว ในสมัยรัชกาลที 2 ก็ยังทรงเป็นองค์


อุปถัมภ์ต่อมา ซึงปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

นภาลัย พระองค์ก็ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ให้มีการแปลพงศาวดารจีนขึนมาอีก
3 เรือง ประกอบไปด้วย เลียดก๊ก ห้องสิน และตั้งฮั่น



รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที 3 กลับ
ไม่ปรากฏว่าให้มีการแปลวรรณกรรมจีนออกมา และมาเริมเห็นการแปล

9
( )


ู่
วรรณกรรมจีนกันใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหัว รัชกาล

ที 4 และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที 5 หากแต่




ใน 2 รัชสมัยหลังนี กลับมีการเปลียนแปลงไปจากแรกเดิมนังคือ ผู้อุปถัมภ์
กลับไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน หากแต่ลงมาเป็นข้าราชการชันสมเด็จเจ้าพระยา

และเจ้าพระยาคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยาทิพากร

วงศ์ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ มหาโกษาธิบดี และปรากฏมีชันหลวงอยู่อีกผู้หนึง

คือ หลวงพิศาลศุภผล
ไม่เพียงเท่านันจ�านวนผู้แปลก็ดูเหมือนจะลดลง โดยปรากฏว่าในบาง

เล่มมีชือผู้แปลอยู่เพียง 1 คนบ้างหรือ 2 คนบ้าง และบางครังก็ไม่ปรากฏ






นามผู้แปล อาจมีเพียงบางเล่มเท่านันทีปรากกฎชือชัดเจน เช่นเรือง ซุยถัง ที ่
เขียนเอาไว้ชัดว่า เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เป็นผู้อุปถัมภ์การแปล โดยมีผู้แปล
คือ จีนปั้นกิมกับจีนแพง และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี) เป็นผู้เรียบเรียง


อีกชัน เป็นต้น

ครันมาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที 6 ผู้อุปถัมภ์การแปลก็ยิงลดชันลงมาอีก โดยปรากฏว่า ในจ�านวน 4 เรือง






ทีถูกนับเนืองเข้ามาอยู่ในชุด 34 เล่มของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ

และคุรุสภาได้รวบรวมจัดพิมพ์ออกทังหมดในเวลาต่อมานี มีผู้อุปถัมภ์การ


แปลเป็นสามัญชนโดยมีทังเจ้าของโรงพิมพ์ และคณะหนังสือพิมพ์

ทีส�าคัญจุดประสงค์ในการแปลก็แตกต่างกันไปตามยุคสมัย กล่าวคือ
ในสมัยรัชกาลที 1 และ 2 มีจุดประสงค์ทีเป็นไปอย่างชัดเจนว่า “เพือประโยชน์



ราชการบ้านเมือง” มาในสมัยรัชกาลที 4 และ 5 ก็ปรากฏจุดประสงค์ชัดเจน





ว่า “เพือความบันเทิง” และในสมัยรัชกาลที 6 ก็ชัดยิงขึนว่า “เพือการค้า”

ไม่ว่าหนังสือแปลพงศาวดารจีนทีกล่าวมานีจะมีจุดประสงค์เช่นไร


( 10 )







หากแต่เมือมาถึงปัจจุบันนีทีหนังสือหลายเรืองได้รับการจัดพิมพ์และตีพิมพ์ซ�า
กระทังมีการรวบรวมพิมพ์ออกมาเป็นชุดชัดเจนโดยองค์การค้าคุรุสภาออกมา


เป็นหนังสือ 35 เรืองนีได้กลายมาเป็นสมบัติทางวรรณกรรม วรรณคดีของ

ชาติไทยไปแล้วโดยปริยาย


แน่นอนว่าในจ�านวนนีอาจมีบางเล่มทีมีเนือหาหรือสาระทีโดดเด่น


กว่าอีกบางเล่ม และมีหลายเล่มทีภาษาและวรรณศิลป์ดีเด่นกว่าเล่มอืน แต่




กระนันในแง่ของประวัติวรรณกรรมแล้วหนังสือทังหมดล้วนทรงคุณค่าและ
น่าแสวงหามาอ่านมาเก็บเอาไว้เป็นสมบัติทางภูมิปัญญาสืบต่อไป
เลียดก๊ก กับ เหตุแห่งการจัดพิมพ์



กล่าวเฉพาะหนังสือเล่มทีอยู่ในมือของผู้อ่านในเวลานี คือ พงศาวดาร


จีนเรือง “เลียดก๊ก” ซึงในครังนีจัดพิมพ์ขึนโดย “ยิปซี ส�านักพิมพ์” แน่นอน





ทีสุดว่าในชันต้นนัน ย่อมเป็นไปเพือการค้าโดยตรง ซึงก็เป็นไปตามระบบและ



กลไกของการจัดพิมพ์หนังสือสู่ตลาดและผู้อ่านในปัจจุบัน หากแต่ทีนอกเหนือ


ไปกว่านันก็คือ ด้วยความตระหนักและเห็นถึงคุณค่าของหนังสือพงศาวดาร
จีนเรืองนี ซึงมองว่า ด้วยเนือหาและสาระของหนังสือทียังคงมีคุณประโยชน์





ในด้านต่างๆ ต่อคนอ่านในปัจจุบัน อีกทังหนังสือเล่มนีก็ขาดหายไปจากท้อง


ตลาดและแวดวงการอ่านไปนานพอสมควรแล้ว คนรุ่นหลังคิดจะหามาอ่านก็

หาเล่มฉบับพิมพ์ครังก่อนๆ มาอ่านยากอยู่ ท�าให้ ยิปซี ส�านักพิมพ์ ตัดสินใจ

น�าหนังสือ พงศาวดารจีนเรือง “เลียดก๊ก” ฉบับแปลในสมัยรัชกาลที 2 นี ้

กลับมาจัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยิปซี ส�านักพิมพ์ยังตั้งความหวัง

เอาไว้อีกว่า หากมีโอกาสแล้ว จะด�าเนินการจัดพิมพ์พงศาวดารจีนเรืองอืนๆ

( 11 )





ออกมาให้ต่อเนือง และครบครันเพือให้ผู้อ่านและผู้ทีสนใจสามารถจัดเก็บ
และอนุรักษ์หนังสือชุดนีเอาไว้เพือสืบทอดสู่คนรุ่นหลังได้


เกิดค�าถามว่า เหตุใดจึงต้องพิมพ์เรือง “เลียดก๊ก” ออกมาเป็นปฐม


ทังทีในจ�านวนหนังสืออันทรงคุณค่าชุดนี ยังมีเล่มอืนๆ ทีเป็นประโยชน์ไม่




แตกต่างกัน?

ค�าตอบก็คือ เพราะ นอกเหนือจากเหตุผลทีกล่าวมาแต่ต้นแล้ว เหตุ

ทีต้องจัดพิมพ์ “เลียดก๊ก” ออกมาเป็นปฐม ก็เพราะ “เลียดก๊ก” ถือหรือถูก


นับว่าเป็นงานแปลระดับชาติทีเกิดขึนมาเล่มหนึงในสมัยรัชกาลที 2 อันนัก



วรรณคดีถือว่าเป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางวรรณคดีสมัยหนึงของไทย

อีกทังด้วยความเหมาะสมในอีกหลายประการท�าใหหนังสือเลมนีถูกคัดเลือก





ออกมาจัดพิมพ์ในนามของส�านักพิมพ์เป็นเล่มแรก ซึงหวังว่าเล่มอืนๆ จะ

ติดตามมาในโอกาสต่อไป



สิงทีควรกล่าวถึงและควรสนใจส�าหรับ “เลียดก๊ก” ก็คือ เนือหาสาระ


ของเรืองราวทีปรากฏในหนังสือเล่มนี ดังทีได้กล่าวไปแล้วว่า เลียดก๊ก เป็น



เรืองราวอิงพงศาวดารจีนในสมัยราชวงศ์โจวหรือจิว กินเวลาในสมัยตอน

ปลายของยุคโจวตะวันตกถึงสินสุดสมัยจ้านกว๋อ (เลียดก๊ก) ผ่านช่วงเวลา

สืบทอดกันหลายรัชสมัย ในหนังสือเล่มนีใช้วิธีการเรียบเรียงเรืองราวแบบเล่า



ต่อเนืองกันไป ตามขนบของการเขียนความเรียงในสมัยโบราณ นันคือ ผู้อ่าน

ตองพิจารณาเอาเองวา สวนใดคือการบรรยายความ ส่วนใดคือบทสนทนาของ



ตัวละคร หรือส่วนใดคือส่วนของการด�าเนินเรือง
เนือหาทีน�าเสนอ เป็นเรืองของการชิงไหวชิงพริบในสังคมการเมืองของ



รัฐต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย แม้ในตอนหลังจะเหลือรัฐใหญ่ๆ เพียงไม่กี่รัฐก็ตาม
แต่กระนันก็ไม่พ้นจากประเด็นของการแสวงหาอ�านาจและความส�าเร็จของ

( 12 )




บรรดาผู้น�าแห่งรัฐต่างๆ ไม่เพียงเท่านันหนังสือเล่มนียังสอดแทรกอรรถรส


อันหลากหลายในประเด็นเรืองราวของวิธีคิดมากมายหลายด้าน ไม่ว่าเรืองของ



การใช้ชีวิต หรือเรืองของการใช้อ�านาจ และเรืองอืนๆ ทีผู้อ่านจะสามารถเก็บ




รับเอาอรรถรสอันหลากหลายได้อย่างสนุกสนาน มีครบครันทังเรืองตืนเต้น

เรืองเศร้าสร้อย เรืองรักเรืองใคร่ และเรืองการใช้ปฏิภาณไหวพริบต่างๆ ใน



การแย้งชิงความได้เปรียบ
หากจะว่าไปแล้ว แม้ว่า สามก๊ก จะถูกมองและยอมรับว่าทรงคุณค่า
ด้านภูมิปัญญาและอรรถรสทางวรรณกรรมก็ตาม แต่หากพิจารณาถึงเนือหา





ของเลียดก๊กแล้ว เราก็สามารถกล่าวได้ว่า เรืองราวทีเกิดขึนในหนังสือเล่มนีก็

ทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิงหากเราพิจารณาว่า ช่วงเวลา




หรือยุคสมัยทีวรรณกรรมเรืองนีกล่าวถึงนันเป็นยุคสมัยทีเรียกกันว่าเป็นสมัย

แห่ง “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยส�านักประชันปัญญา” กล่าวคือเป็นยุค
ทีสมัยทีปรากฏสาวงามของแผ่นดินมากมาย พร้อมกันเป็นสมัยทีปราชญ์ยิง




ใหญ่หลายคนถือก�าเนิดมา




ชือบุคคลอย่าง ขงจือ เล่าจือ ซุนวู ฯลฯ ชือผู้น�ายิงใหญ่ของ



ประวัติศาสตร์จีนหลายคน หรือแม้แต่ชือสาวงามหลายคนทีตราตรึงแผนดิน


ล้วนถือก�าเนิดมาในยุคสมัยนีทังสิน


ด้วยสีสันและเรืองราวอันหลากหลายเช่นนีเองทีท�าให้ เลียดก๊ก ยัง




กลายเป็นหนังสือทีคนในสมัยปัจจุบันสมควรหามาอ่านเป็นทียิง ่

โดยเฉพาะหากเราตระหนักว่านอกเหนือจากได้อ่านวรรณกรรมที่ทรง
ค่า สนุก และได้สาระแล้ว เราจะสามารถเห็นภาพร่างของประวัติศาสตร์จีน



ช่วงทีมีสีสันทีสุดสมัยหนึงอีกด้วย

ยิปซี ส�านักพิมพ์ ต้องขอขอบพระคุณทุกความกรุณาทีสนับสนุน
( 13 )





เรามาโดยดีตลอด และหวังว่าทุกท่านจะพอใจกับการจัดพิมพ์ในครังนีทีเรา


พยายามเน้นให้มีความประณีตทีสุด แต่กระนัน ด้วยข้อจ�ากัดบางอย่างโดย


เฉพาะเรืองของเวลา และจ�านวนของหนังสือทีนับว่าหนามาก อาจท�าให้เกิด


ข้อผิดพลาดไปบ้าง ซึงเราหวังว่า หากมีโอกาสทีดีต่อไป เราจะสามารถท�าการ
แก้ไขให้ดียิงขึนไปอีก



ขอขอบพระคุณผู้รู้ทุกท่าน ทีให้ค�าแนะน�าในการจัดพิมพ์หนังสือใน




ครังนี หวังว่านีจะเป็นอีกหนึงหนังสือแห่งความภาคภูมิใจของทังส�านักพิมพ์

และผู้เป็นเจ้าของ
ยิปซี ส�านักพิมพ์
































( 14 )


“ข้าพเจ้าได้ยินว่าในเมืองฌ้อนีมีนกตัวหนึงใหญ่ จับอยู่บน


ยอดเขาสูงนานถึงสามปีแล้ว ไม่เห็นร้องไม่เห็นบินเลย จะเป็นนก

อันใด ข้าพเจ้ามิได้ทราบ เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก็เข้าใจในค�าเปรียบ

เทียบ จึงตอบว่า นกนันเรารู้จักแล้ว มิใช่นกในแผ่นดิน เป็นนก

ในสวรรค์ ยังไม่ถึงคราวจะบินก็ยังไม่บิน ถ้าถึงคราวจะบินแล้วก็
บินขึนไปจนถึงสวรรค์ ถ้าได้ร้องขึนแล้วก็มีคนกลัวเกรง ท่านจง



คอยดูไปเถิด ก็จะได้เห็นสักวันหนึงเป็นมันคง”



เลียดก๊ก เล่ม 2


เล่ม 2


บทที่ 60



ฝ่ายอีฮูซึงเป็นจีนฮุยก๋ง ครองเมืองจีนได้สิบสีปี เกิดโรคป่วยลง


ออกว่าราชการบ้านเมืองมิได้ คิดถึงกงจูหึงผู้บุตรจะให้ว่าราชการ

แทนตัวต่อไป กงจูหึงก็ไปเป็นจ�าน�าอยู่เมืองจิน อยู่วันหนึงมีผู้


มาบอกว่าเจ้าเมืองเหลียงผู้เป็นบิดาภรรยานันท�าการไม่สุจริต อาณาประชา



ราษฎรหนีไปเข้าเมืองจินเป็นอันมาก ก็มีความวิตกหนักโรคนันก็ยังเกิดขึน
ทุกวัน
ฝ่ายเจ้าเมืองจินรู้ว่าเจาเมืองเหลียงท�าการมิชอบ ไพร่บานพลเมืองหนี



เข้ามาด้วย จึงให้เป๊กลีเหเป็นแม่ทัพยกไปเมืองเหลียง เจ้าเมืองเหลียงรู้ว่าเป๊ก

ลีเหยกมาก็จัดแจงทหารออกรบ ต้านต่อฝีมือทหารเมืองจินมิได้ก็แตกหนีเข้า

เมือง ชาวเมืองเหลียงทีมีความชิงชังอยู่นันก็ชวนกันถือเครืองสาตราวุธ ออก


ไล่ล้อมจับตัวเมืองเหลียงฆ่าเสีย แล้วเปิดประตูเมืองรับเป๊กลีเห เป๊กลีเหยก

เข้าเมือง เกลียกล่อมขุนนางชาวเมืองราบคาบแล้วให้นายทหารอยู่รักษาเมือง
เหลียง แล้วเป๊กลีเหก็กลับมาแจ้งราชการแก่เจ้าเมืองจิน









545


546 พงศำวดำรจีน



ฝ่ายกงจูหึงผู้บุตรอีฮูเป็นจ�าน�าอยู่เมืองจิน ได้บุตรีเจ้าเมืองจินเป็น
ภรรยาอยู่กินด้วยกัน ครันรู้ว่าเจ้าเมืองจินซึงเป็นบิดาภรรยา ให้ทหารไปตีเมือง



เหลียง ฆ่าตาของตัวตาย ก็มีความน้อยใจ อยู่มาวันหนึงมีผู้มาแต่เมืองจีน

แจ้งความว่าบิดาซึงเป็นเจ้าเมืองจีนนันป่วยหนัก ก็คิดวิตกว่าเรามาอยู่ทีนีแต่





ผู้เดียวหามีผู้ใดจะเอ็นดูกรุณาไม่ ขุนนางในเมืองจินผู้ใดจะเป็นทีสนิทแต่สัก

คนหนึงก็ไม่มี ครันจะนิงอยู่จนหาบุญบิดาไม่ ขุนนางในเมืองจีนก็จะจัดเอาผู้






อืนขึนเป็นเจ้าเมือง ตัวเราตกในเมืองจินส�าหรับก็แต่จะตายถมแผ่นดิน เหมือน
หนึงกอหญ้าและต้นไม้ หาเป็นประโยชน์สิงใดไม่ จ�าเราคิดจะหนีไปหาบิดา


เราแตยังไมตาย จะไดคิดอานเอาบานเมืองจึงจะชอบ ครั้นค�่าเขาในที่นอน จึง






บอกนางป๋วยเอ๋งผู้เป็นภรรยาว่า บิดาข้าได้ข่าวว่าป่วยหนัก ครั้นจะนิ่งอยู่ดังนี้
เล่าหาบุญบิดาไม่ บ้านเมืองจะเป็นของผู้อืน ข้าคิดว่าจะหนีบิดาเจ้าไปแต่ตัวผู้เดียว


สงสารด้วยเจ้าผู้เป็นภรรยา ให้ห่วงหน้าห่วงหลังมิรู้ทีจะท�าประการใดเลย


นางป๋วยเอ๋งได้ฟังดังนัน ก็ซบหน้าลงร้องไห้แล้วจึงว่า ซึงท่านมาอยู่



กับข้าพเจ้าก็ช้านานแล้ว ยังมิได้ท�าการสิงใดให้ขัดเคืองแต่สักสิงหนึงเลย

ข้าพเจ้าก็ตังใจปฏิบัติโดยสุจริต อนึงบิดามารดานันก็มีคุณหาทีจะอุปมามิได้




บัดนีท่านทังสองก็ชราแล้ว ซึงข้าจะละบิดามารดาไว้หนีไปกับท่านนันเห็นโทษ





จะมีเป็นอันมาก ท่านจงได้เอ็นดูไปก่อนเถิด และความซึงท่านจะหนีไปนันข้า
ก็มิบอกให้ใครรู้ ท่านอย่าวิตเลย กงจูหึงได้ฟังภรรยาว่าก็ทอดใจใหญ่อยู่มิได้

ตอบประการใด ครันเห็นผู้คนเงียบสงัดแล้ว ได้กระบีถือเป็นอาวุธแต่ผู้เดียว


ลอบหนีออกจากเมืองจินรีบไป

ครันรุ่งขึนเจ้าเมืองจินรู้ว่าบุตรเขยหนีไปก็โกรธ ครันขุนนางเข้ามา



พร้อมจึงเล่าความให้ฟัง อีฮูซึ่งเป็นเจ้าเมืองจีนนั้นพูดจากับเราไม่มีความสัตย์



ทังกงจูหึงผู้บุตรก็หนีเราไป หาคิดถึงคุณเราทีได้ท�านุบ�ารุงไม่ อันคนทังสองนี ้


เลียดก๊ก เล่มที่ 2 547




ถึงเทวดาก็ไม่เข้าด้วย ท่านทังปวงยังรู้ข่าวว่าต๋งนีพีชายอีฮูนัน ไปอยู่เมืองไหน
ผู้ใดรู้บ้าง ขุนนางคนหนึงค�านับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าต๋งนีไปอาศัยอยู่ด้วย

เจ้าเมืองฌ้อหลายเดือนแล้ว


กงจูบุนแจ้งดังนันก็มีความยินดี จึงให้จัดแจงสิงของตามสมควรแล้ว
ให้กงซุนกีขุนนางฝ่ายทหาร คุมไปให้เจ้าเมืองฌ้อเป็นทางไมตรีตามเคยไปมา
หากันแต่ก่อน แล้วสังเป็นความลับไปว่า ถ้าพบต๋งนีจึงบอกว่า อีฮูป่วยหนัก

อยู่แล้ว ถ้าต๋งนีจะใคร่ได้สมบัติในเมืองจีน เราจะช่วยท�านุบ�ารุงให้ได้สมคิด
ให้เชิญมาเมืองเราโดยเร็ว กงซุนกีก็ค�านับลาเจ้าเมืองจีนคุมทหารทังปวงรีบ


ไป ครันถึงเมืองฌ้อ จึงให้ขุนนางเจ้าพนักงานพาเข้าค�านับฌ้อเชียงอ๋อง แล้ว





จึงว่าเจ้าเมืองจินมีน�าใจคิดถึงท่าน ให้ข้าพเจ้าคุมสิงของทังนีมาโดยทางไมตรี

เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนันก็มีความยินดี สังให้ขุนนางรับของไว้แล้ว กงซุนกี



ก็ค�านับลาเจ้าเมืองฌ้อออกมา ครันสืบรู้ว่าต๋งนีอาศัยอยู่ทีกงก๊วนในเมืองฌ้อ
ก็เข้าไปคุกเข่าค�านับบอกว่า เจ้าเมืองจินใช้ให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความแก่ท่าน ด้วย

บัดนีอีฮูป่วยหนักเห็นชีวิตจะไม่รอด ให้เชิญท่านเร่งไปหานายข้าพเจ้า นาย

ข้าพเจ้าควรจะช่วยคิดอ่านเอาเมืองจีนให้แก่ท่านจงได้ ต๋งนีแจ้งความแล้วก็รู้




ว่าการครังนีเห็นจะส�าเร็จเป็นมันคง จึงบอกทหารทังปวง ทหารทังปวงต่างคน

ก็ดีใจนัก ต๋งนีก็เข้าไปค�านับฌ้อเสียงอ๋องแล้วว่า ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยกับท่าน
ก็หลายวันหลายเดือนแล้ว ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าหาทีสุดมิได้ บัดนีข้าพเจ้า


รู้ข่าวว่าอีฮูป่วยหนักเห็นได้ท่วงที ข้าพเจ้าขอลาท่านไปคิดการตีเอาเมืองจีน
ให้จงได้ ฌ้อเสียงอ๋องได้ฟังแล้วจึงว่า ซึงท่านจะไปคิดการเอาเมืองจีนนัน เรา


ก็มีความยินดีด้วย ท่านจงเร่งรีบไปเถิด เจ้าเมืองฌ้อก็จัดทองค�าและแพรสี


ต่างๆ กับเกวียนและม้ามาให้ต๋งนี ต๋งนีก็รับเอาสิงของเจ้าเมืองฌ้อให้นันออก

มาทีอยู่ จึงให้จัดทหารและเครืองสาตราวุธเสร็จแล้ว ก็ให้ขนเสบียงอาหาร


548 พงศำวดำรจีน


บรรทุกเกวียน ครันรุ่งเช้าก็ได้ฤกษ์ดีก็ยกทัพออกจากเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็

ตามออกมาส่งจนนอกเมือง ต๋งนีก็เร่งรีบพาทหารเดินตามระยะทางไปเมืองจิน

ฝ่ายกงจูบุนเจ้าเมืองจิน ครันรู้ข่าวว่าต๋งนีมาก็ออกไปต้อนรับถึงนอก



เมือง แล้วเชิญให้ต๋งนีเข้าไปพักอยู่ทีกงก๊วนในเมือง จึงให้ยกโต๊ะมาตังรินสุรา

ออกชวนให้ต๋งนีกินพลางปราศรัยถึงทุกข์ร้อน ซึงจากบ้านเมืองไปช้านาน ต๋ง

นีได้ฟังดังนันก็ตอบว่า ซึงข้าพเจ้าจากบ้านเมืองไปก็มีแต่ความทุกข์ร้อนกันดาร


ทุกสิง แต่หากเทวดาช่วยท�านุบ�ารุงจึงหาอันตรายมิได้ บัดนีข้าพเจ้าก็ตังใจมา





หวังว่าจะขอบุญและปัญญาท่านเป็นทีพึงสืบไป เจ้าเมืองจินก็รับค�าว่าธุระของ



ท่านเราจะช่วยให้ส�าเร็จ ครันเลียงดูเสร็จแล้วเจ้าเมืองจินก็ลาต๋งนีกลับไปทีอย ู่




จึงบอกนางเป๊กกีผ้เป็นภรรยาว่า ข้าออกไปรับต๋งนีดกิริยาอาการพดจาหลัก
แหลม ทังทแกล้วทหารก็ล้วนดีควรทีจะเป็นใหญ่ได้ ข้าคิดว่าจะยกนางป๋วย


เอ๋งเมียกงจูหึงทีหนีไปนัน ให้เป็นเมียต๋งนี เจ้าจะเห็นประการใด




นางเป๊กกีได้ฟังดังนันจึงตอบว่า ซึงเห็นว่าต๋งนีเป็นคนดี พอจะพึงได้

ข้าพเจ้าเป็นหญิงก็อาศัยสติปัญญาท่าน ตามแต่จะจัดแจงให้สมควร กงจูบุน

ได้ฟังภรรยาว่าก็มีความยินดี จึงหากงซุนกีเข้ามาสังว่า ท่านจงไปบอกต๋งนีว่า
เราได้เห็นหน้าต๋งนีมีน�าใจรักใคร่นัก หมายจะได้ไว้เป็นตาเป็นใจสืบไป อัน


นางป๋วยเอ๋งผู้บุตรของเราก็เป็นทีรักยิงนัก เราจะยกให้ต๋งนีเลียงเป็นภรรยา




อย่าให้ต๋งนีคิดรังเกียจสงสัยสิงใดเลย กงซุนกีก็ค�านับลาไปยังทีอยู่ต๋งนี แล้ว
แจ้งความตามค�าเจ้าเมืองจินว่ามาให้ต๋งนีฟังทุกประการ



ต๋งนีได้ฟังดังนันก็ยินดีนักจึงว่า ซึงเจ้าเมืองจินมีความกรุณาเราเมือ






ยามยากครังนีพระคุณหาทีสุดไม่ วันนีก็เป็นวันฤกษ์ดีแล้ว จึงจะจัดแจงให้

เข้าไปรับนางป๋วยเอ๋งมาให้ทันฤกษ์ ท่านจงไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจินช่วยว่ากล่าว
ท�านุบ�ารุงเราให้สมความคิดด้วย จะรู้คุณท่านกว่าจะตาย กงซุนกีก็ค�านับลา


เลียดก๊ก เล่มที่ 2 549




ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิน เจ้าเมืองจินรู้ความแล้วก็สังนางเป๊กกีให้จัดแจงแต่งนาง
ป๋วยเอ๋งผู้บุตร กับหยกเงินทองและเครืองใช้ให้มาเป็นอันมาก แล้วให้หญิง








สาวใชซึ่งรอัชฌาสัยนั้นไปดวยนางปวยเองสี่คน พอพวกตงนีเอาเกวียนมารับ


ก็ให้นางป๋วยเอ๋งเข้านังในเกวียนแห่แหนมาส่ง ณ ทีอยู่ต๋งนี ตังแต่นางป๋วย


เอ๋งเป็นภรรยาแล้ว ซีจูเอ๋งเป็นน้องนางป๋วยเอ๋ง ก็ไปมาเยียมเยียนรักใคร่ต๋งนี
พีเขยนัก ต๋งนีก็อ่อนน้อมฝากตัวเจ้าเมืองจินโดยสุจริต เจ้าเมืองจินก็มีความ



กรุณายิงกว่าแต่ก่อน บรรดาขุนนางในเมืองจินกับทหารต๋งนีต่างคนก็ผูกไมตรี


ชอบพอกัน
ฝ่ายกงจูหึงหนีกงจูบุนมาถึงเมืองจีน ก็ไปค�านับจีนฮุยก๋งผู้บิดา จีน
ฮุยก๋งเห็นบุตรมาก็ดีใจจึงว่า แต่บิดาป่วยมาก็นานแล้ว คิดจะใคร่เห็นหน้าเจ้า


ก็จนใจอยู่ จะให้ผู้ใดไปบอกก็หามีผู้ใดอาจไปได้ไม่ ก็หมายความว่าครังนีจะ


ตายไม่ได้เห็นหน้าลูก บัดนีเจ้ามาได้ ถึงบิดาจะตายก็สินความวิตกแล้ว สมบัติ
ในเมืองจีนนี้บิดายกให้แก่เจ้า เจ้ายังเยาว์แก่ความคิดอยู่ จงปรึกษาลีอีเสงกับ

คับโยยขุนนางผู้ใหญ่ ว่าราชการแทนบิดาไปเสียเถิด อันวงศ์วานของเรานีใคร
คิดร้ายต่อเรานันหามีไม่ แต่ต๋งนีนันเจ้าอย่าไว้ใจเลยเป็นอันขาด





กงจูหึงได้ฟังบิดาสังดังนันก็คิดเสียใจ ซบหน้าลงแล้วก็ร้องไห้ ครัน

เวลาดึกโรคก�าเริบขึนมาจีนฮุยก๋งก็ขาดใจตาย กงจูหึงร้องไห้รักบิดา ครันวาย




โศกแล้วก็จัดแจงการฝังศพจีนฮุยก๋งเสร็จแล้ว ขนนางทังปวงยกกงจหึงขึน

เป็นทีฮวยก๋งเจ้าเมืองจีน ว่าราชการต่อไปตามประเพณีแต่ก่อน กงจูหึงครัน


ได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว จึงประกาศสังขุนนางทังปวง เป็นกฎหมายว่าตังแต่วันนี ้




ไป ขุนนางและลูกหลานขุนนางบรรดาทีไปด้วยต๋งนีนัน ให้บิดามารดาและพี ่

น้องเร่งมีหนังสือส่งไปถึงกัน ให้กลับมาเมืองเราในสามเดือน เราจึงจะเลียง

เป็นขุนนางต่อไป ถ้าผู้ใดไม่มาทันก�าหนดจะเอาโทษถึงตายทังบิดามารดาด้วย


550 พงศำวดำรจีน



คับโยยได้ฟังฮวยก๋งสังดังนัน จึงบอกความแก่เฮาตุกว่าเฮามัว เฮาเอียน




บุตรของท่านทีไปด้วยต๋งนีนัน บัดนีมาอยู่เมืองจิน ท่านจงเร่งมีหนังสือไปหา
ตัวมาให้ทันก�าหนด ถ้าช้าไปท่านจะพลอยเป็นโทษด้วย เฮาตุกได้ฟังดังนั้นจึง



ว่า บุตรเราทังสองนี ใช่จะพึงไปก็หาไม่ ได้ติดตามต๋งนีไปถึงสิบเก้าปีแล้ว ถึง

เรามีหนังสือไปก็เห็นจะไม่มา คับโยยได้ฟังเฮาตุกว่าดึงดันนันจึงหยิบเอา

กระดาษกับพู่กันส่งให้ แล้วจับเอามือเฮาตุกมาให้เขียนหนังสือให้ จึงว่าทีบุตร



ท่านจะไม่มานันเป็นธระเราจะคิดอ่านให้ท่านอย่าวิตกเลย เฮาตกจึงว่าท่าน
อย่าหยิบมือเราเลย เราจะเขียนให้ แล้วเฮาตุกจึงเขียนเป็นอักษรแปดอักษร
ว่า จูบูญีสินบูญีกุน แปลว่าบุตรไม่มีบิดาเป็นสอง ข้าราชการไม่มีเจ้าเป็นสอง
คน ครั้นเขียนแล้วเอาส่งหนังสือให้คับโยย คับโยยเห็นหนังสือว่ากล่าวดังนั้น

ก็คิดขัดใจ จึงเอาหนังสือทีเฮาตุกเขียนนัน เข้าไปค�านับส่งให้แก่ฮวยก๋ง แล้ว

แจ้งความตามถ้อยค�าเฮาตุกว่ากล่าวทุกประการ ฮวยก๋งรับหนังสือมาดูแจ้ง
ความแล้วก็โกรธ จึงให้หาตัวเฮาตุกเข้ามาถามว่า เหตุใดตัวจึงไม่ฟังถ้อยค�า
คับโยย แล้วเขียนหนังสือให้มาดังนี ตัวไม่กลัวความตายหรือประการใด

เฮาตุกจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามีความกลัวอยู่แต่เหตุสองประการ เป็นบุตร

ไม่กตัญญูต่อบิดามารดาประการหนึง เป็นข้าราชการไม่ตรงต่อเจ้าประการ
หนึง แต่ซึงท่านถามข้าพเจ้าว่าไม่กลัวตายหรือนัน เป็นความสัตว์ ความจริง



ข้าพเจ้าไม่กลัวความตายเลย ด้วยเป็นประเวณีเกิดมาแล้วก็มีแต่ความตาย


เหมือนกันทุกคน ฮวยก๋งได้ฟังเฮาตุกว่าดือดึงอยู่ดังนันขัดใจนัก จึงสังให้

ทหารเอาเฮาตุกไปฆ่าเสีย เฮาตุกก็มานะมิได้ขอโทษ ทหารก็คุมเอาตัวไปตัด



ศีรษะเสีย ขณะเมือฮวยก๋งให้เอาตัวเฮาตกไปฆ่านัน กวยกิวซึงเป็นโหรเดินมา


เห็นศพเฮาตุกจึงว่า กงจูหึงได้เป็นทีเจ้าเมืองขึนใหม่ๆ มาฆ่าเฮาตุกซึงเป็น


ขุนนางผู้ใหญ่อันหาความผิดมิได้เสียดังนี เห็นบ้านเมืองจะหายืดยาวไม่แล้ว


เลียดก๊ก เล่มที่ 2 551



ตังแต่วันนันมากวยกิวก็บอกป่วยมิได้เข้าไปรับราชการ



ฝ่ายคนต้นเรือนเฮาตก ครันร้ว่าฮวยก๋งฆ่านายเสียแล้วก็ลอบหนีไป
เมืองจิ๋น เข้าไปค�านับบอกความแก่เฮามัว เฮาเอียนว่าจีนฮุยก๋งตายแล้ว บัดนี้
กงจูหึงหนีเจ้าเมืองจินไปได้สมบัติ กงจูหึงโกรธบิดาท่านว่าไม่มีหนังสือให้ท่าน

ทังสองไปเมืองจีน จึงฆ่าบิดาท่านเสีย เฮามัว เฮาเอียนแจ้งว่าบิดาตาย แค้น


ใจเอามือตีอกเข้าแล้วก็ร้องไห้รักบิดา เตียวสวยกับขุนนางทังปวงเห็นเฮามัว

เฮาเอียนร้องไห้ จึงว่าบิดาท่านตายแล้วท่านจะมาร้องไห้รักอยู่ดังนี ใช่ว่าบิดา

ท่านจะตืนมาก็หาไม่ เชิญท่านเข้าไปบอกความต๋งนีให้รู้ จะได้ช่วยคิดการแก้
แค้นกงจูหึงดีกว่า เฮามัว เฮาเอียนก็เห็นด้วยจึงเข้าไปค�านับต๋งนีแล้วแจ้งความ
ตามค�าผู้มาบอกทุกประการ แล้วเฮามัว เฮาเอียนก็ซบหน้าลงร้องไห้
ต๋งนีแจ้งว่า กงจูหึงฆ่าเฮาตุกเสียแล้ว ก็คิดสงสารเฮามัว เฮาเอียนจึง

ว่า ซึงกงจูหึงท�าแค้นฆ่าบิดาท่านเสียนัน ก็เหมือนกงจูหึงท�าแก่เรา ครังนีเรา





จะคิดอ่านเอาเมืองจีนให้ได้ ถ้าได้เมืองจีนแล้ว จะได้ดูหน้ากงจูหึงทีฆ่าบิดาท่าน

ท่านก็จะได้ท�าทดแทนให้สาสมทีความแค้นบ้าง ต๋งนีก็ชวนเฮามัว เฮาเอียน
เข้าไปค�านับเล่าความให้กงจูบุนฟังทุกประการ



เจ้าเมืองจินแจ้งความดังนันจึงตอบว่า ซึงกงจูหึงได้เป็นเจ้าเมืองท�าการ


หยาบช้า ฆ่าเฮาตุกขุนนางผู้ใหญ่นัน เหมือนหนึงเทพยดาจะช่วยยกเมืองจีน

ให้แก่ท่าน และการซึงจะเอาเมืองจีนนันไว้ธุระจะช่วยให้ส�าเร็จท่านอย่าวิตก


เลย เตียวสวยได้ฟังเจ้าเมืองจินก็ดีใจ คุกเข่าลงค�านับแล้วจึงว่าข้าพเจ้าได้ข่าว
ว่ากงจูหึงพึ่งเป็นเจ้าเมือง ได้แต่ลีอีเสงกับคับโยยเป็นขุนนางที่ปรึกษา บรรดา
ขุนนางเก่าๆ ทังปวงหาเข้าด้วยไม่ ต่างคนต่างเอาใจออกหาก ขอท่านจงช่วย


คิดอ่านเร่งยกไปตีเอาเมืองจีนในวันหนึงสองวันเห็นจะได้โดยง่าย ถ้าละไว้นาน


ไปกงจูหึงมีความคิดแก่กล้าจะเกลียกล่อมขุนนางทังปวงเลียงขึนพร้อมมูลกัน


552 พงศำวดำรจีน




เป็นน�าหนึงใจเดียวกันแล้ว ถึงจะยกไปตีก็จะได้โดยยาก เจ้าเมืองจินจึงตอบ
ว่า ท่านว่ากล่าวนีก็ชอบอยู่ ต๋งนีพูดจากับเจ้าเมืองจินแล้ว ก็ลากลับมาทีกง



ก๊วนพอนายประตูมาแจ้งความว่า บัดนีมีผู้หนึงว่าเป็นชาวเมืองจีนจะขอเข้ามา




หาบอกความลับกับท่าน ต๋งนีจึงสังให้หาตัวเข้ามาแล้วถามว่าท่านชือใด เป็น
พวกพ้องของผู้ใด


ผู้นันค�านับแล้วจึงแจ้งความว่า ข้าพเจ้าชือลอนตุนเป็นบุตรไต้หูลอนกี ๋
อยู่เมืองจีน ตังใจมาหาท่าน ด้วยเมืองจีนทุกวันนี กงจูหึงมีแต่ลีอีเสงกับคับโยย


เป็นเพื่อนคิด ขุนนางทั้งปวงหาเข้าด้วยไม่ บัดนี้ไต้หูลอนกี๋ซึ่งเป็นบิดาข้าพเจ้า
คิดอ่านกับขุนนางทังปวงพร้อมแล้ว จัดแจงเครืองสาตราวุธไว้คอยท่า ท่าน



จะยกทัพไปถึงเมืองจีนวันใด บิดาข้าพเจ้ากับขุนนางทังปวงจะรับท�าการใน
เมือง ถ้าท่านจะยกกองทัพไปวันใดเป็นแน่ ขอท่านจงก�าหนดวันคืนให้ข้าพเจ้า


จะกลับไปแจ้งแก่บิดาให้รู้ ต๋งนีได้ฟังดังนันก็มีความยินดี จึงตอบว่าซึงบิดา




ท่านและขุนนางทังปวง มีน�าใจรักเราจะช่วยท�าการนันก็ขอบใจแล้ว แต่ซึงจะ
ให้ก�าหนดทีจะยกทัพวันใดนัน ยังไม่ก�าหนดได้ ด้วยกองทัพเรายังไม่ได้




จัดแจงพร้อมมูล ท่านจงงดท่าสักหน่อยหนึงก่อน ครันรุ่งเช้าต๋งนีก็พาลอนตุน
เข้าไปหาเจ้าเมืองจิน แล้วแจ้งความตามถ้อยค�าลอนตุนว่าทุกประการ

กงจูบุนได้ฟังดังนันจึงตอบว่า ซึงขุนนางเมืองจีนเป็นใจด้วยก็ดีแล้ว



เราจะเร่งจัดแจงทแกล้วทหารให้ท่านยกไป แต่ในเดือนสิบสองขึนสิบสามค�า ่

เป็นวันฤกษ์ดี ท่านจงบอกก�าหนดให้ลอนตนรีบไปบอกขนนางทังปวงให้


จัดแจงไว้ให้พร้อมเถิด ต๋งนีได้ฟังก็ดีใจ สังให้ลอนตุนรีบไปบอกก�าหนดวัน

คืนกับขุนนางเมืองจีน ลอนตุนค�านับ รีบลากลับไปแจ้งกับบิดาตามค�าตังนี

ฝ่ายกงจูบุน ครันลอนตุนไปแล้ว จึงจัดข้าวของเครืองใช้ให้ต๋งนีเป็น


อันมาก กับศิลาหยกสิบแท่ง ม้าสีร้อยตัว เกวียนบรรทุกสิงของและเสบียง


เลียดก๊ก เล่มที่ 2 553





สีร้อยเล่ม ทหารส�าหรับรักษาเกวียนเล่มละยีสิบห้าคน เป็นทหารหมืนหนึง
แล้วให้ของแก่ทหารต๋งนีเก้าคนเสมอกัน ให้ศิลาหยกอีกคนละคู่กับให้ม้านาย

ละสีม้า แล้วให้เป๊กลีหูกับอิวอีเป็นแม่ทัพ ให้กงซุนกี กงจูจี อีฮูป๋า สามนาย
เป็นแม่ทัพหน้า จัดแจงทหารครบเป็นกระบวนพร้อมแล้ว เพลารุ่งเช้าฤกษ์ดี


กงจูบุนก็พาต๋งนีขึนขีเกวียนคนละเล่ม ยกทัพออกจากเมืองจิน ซีจูเอ๋ง ผู้เป็นน้อง




นางป๋วยเอ๋งนันก็ตามมาส่งต๋งนีผ้เป็นพีเขยถึงทีจับลีเต๋งนอกเมือง แล้วกลับ




มาอยู่รักษาเมืองจิน เจ้าเมืองจินยกกองทัพไปส่งต๋งนีถึงฝั่งแม่น�าใหญ่ปลาย


แดนเมืองจิน ก็จัดแจงเรือจะให้ต๋งนีข้ามทัพแล้วสังต๋งนีว่า ท่านได้เมืองจิน


แล้วอย่าลืมเราเสีย ต๋งนีก็ค�านับรับค�าแล้วก็พาทหารลงเรือข้ามน�าไป กงจูบุน
ก็ยกกลับมาเมืองจิน


ขณะนันพระเจ้าจิวเชียงอ๋อง เสวยราชสมบัติได้สิบหกปี ฝ่ายกงจูหึง
ได้เป็นเจ้าเมืองจีนสองเดือนเศษ แจ้งว่าต๋งนีกับทหารเมืองจินเข้ากันยกทัพมา

จึงจัดทหารเป็นสองกอง ให้ลีอีเสง คับโยยคุมทหารกองหนึ่งไปตั้งสกัดอยู่ ณ



ต�าบลลูลิว แต่ตัวกงจหึงนันคุมทหารกองหนึงออกไปตังค่ายคอยฟังข่าวอยู่

นอกเมือง ฝ่ายต๋งนีครันข้ามมาเข้าแดนเมืองจีน เห็นอาซกจูซึงเป็นพนักงาน


คุมของท�ากิริยาวุ่นวาย เก็บของเก่าใหม่เล็กน้อยบรรทุกเกวียนมิให้ตกหล่ม
ได้ ต๋งนีดแล้วหัวเราะจึงว่าวันหนึงสองวันเราก็จะได้เมืองจีน ท่านจะมาเป็น



ธุระอะไรกับของเก่าไม่ต้องการ จะทิงเสียให้สินเถิด เราจะรีบไปโดยเร็ว ทหาร

ทังปวงได้ยินต๋งนีว่าให้อาซกจูทิงของเก่าเสีย ต่างคนก็มีความน้อยใจพูดกัน




ว่า ใจต๋งนีนีได้ของใหม่แล้ว ท่านมักลืมของเก่า ก็เหมือนเราทังปวงซึงเป็นข้า


เก่ามา ถ้านานไปท่านได้ข้าใหม่แล้วก็จะลืมเราคนเก่าเสีย เหมือนกับสิงของที ่
ให้ทิงเสียนัน


เฮาเอียนจึงเอาศิลาหยกของตัว เข้าไปค�านับส่งให้ต๋งนีแล้วว่าข้าพเจ้า


554 พงศำวดำรจีน

อุตส่าห์ติดตามท่านมาถึงสิบเก้าปี เหมือนของเก่าของท่าน บัดนี้ท่านก็จวนจะ

เป็นเจ้าเมือง ได้ข้าใหม่บริบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาท่านกลับไปอยู่ด้วยเจ้า
ู่
เมืองจิ๋น เหมือนท่านโปรดปล่อยข้าพเจ้าไปเป็นข้าอยภายนอกเถิด ต๋งนีได้ฟัง


เฮาเอียนว่าดังนันก็สะดุ้งใจ จึงว่าเราเป็นเพือนยากมาด้วยกันช้านาน เราได้ว่า

ได้แต่เดิมว่า ถ้าได้ดีก็จะให้ได้ดีด้วยกัน เหตุใดท่านจึงมาว่าดังนีเล่า เฮาเอียน

จึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้ามีความผิดถึงสามประการ ประการหนึงข้าพเจ้าเป็นข้า














มิไดยกยองตังทานใหไดเปนใหญ ประการหนึงขาพเจาพาทานเทียวไปไดความ

ทุกข์จนอดอยาก ประการหนึ่งเมื่อท่านอย่กับภรรยาท่านเมืองเจ๋ ท่านเสพสรา


เมาสินสมประดี ได้อุ้มท่านขึนเกวียนพาหนีภรรยามา โทษข้าพเจ้าผิดดังนี ้

ท่านจะมีความอาลัยเลียงข้าพเจ้าต้องการอะไร ถ้าท่านยังจะได้ความอยากอย ู่


เหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่จากท่านได้ บัดนีท่านก็จะได้เป็นเจ้าเมืองจีนแล้ว
ข้าพเจ้าจึงจะลาท่านไป

ต๋งนีได้ฟังเฮาเอียนว่าดังนัน ก็ถอนใจใหญ่คิดว่า เฮาเอียนได้ยินเรา


สังอาซกจูให้ทิงของเก่าเสีย จึงผูกใจเจ็บมาว่ากล่าวดังนี ต๋งนีจึงตอบค�าเฮา


เอียนว่า ซึงเราสังอาซกจูเมือกีนันหาทันคิดว่าท่านจะโกรธไม่ เราพูดผิดแล้ว




ขอโทษเสียเถิด ว่าแล้วก็เอาศิลาหยกทิ้งลงในน�้าแล้วสาบานว่า ถ้าภายหน้าไป
เราได้บ้านเมืองลืมคุณท่านเสีย ก็อย่าให้เทพยดาช่วยท�านุบ�ารุงเลย








ไกจือฉยไดยินตงนีสาบานใหเฮาเอียนดังนัน ก็เสียน�าใจ จึงคิดวา ครัง
นีเฮาเอียนจะได้ดีด้วยต๋งนีให้สัญญาไว้ อันเฮาเอียนนีเป็นคนโลภ นานไปก็


จะเอาความชอบแต่ผู้เดียว ซึงเราจะอยู่ท�าราชการไปด้วยต๋งนี ก็จะต้องเป็น

ลูกมือเฮาเอียนได้ความอัปยศ หาต้องการไม่ เราจะหนีต๋งนีไปอยู่บ้านนอก



ท�าเลียงมารดาเห็นจะดีกว่า ไกจือฉุยก็ลอบหนีไป ต๋งนีครันทหารทังปวงข้าม
มาถึงพร้อมแล้ว ก็ยกกองทัพไปทางตะวันออกถึงต�าบลเหลงทองเป็นเมือง


เลียดก๊ก เล่มที่ 2 555

ด่าน จึงให้ทหารเข้าล้อมเมือง อีฮูป๋าซึ่งเป็นกองทัพหน้า จึงพาทหารปีนก�าเพง

เข้าไปไล่ฟันชาวเมืองแตกหนีจับตงหุนนายด่านได้ฆ่าเสีย
ฝ่ายชาวเมืองด่านทังปวงรู้ว่าต๋งนียกทัพมาก็ไม่ต่อสู้พากันเข้ามาถึง



เมืองซกอัก ก็ให้ตังค่ายมันลงไว้ไกลค่าย ลีอีเสง คับโยย ทางประมาณสอง

ร้อยเส้น กงจูจีจึงเขียนหนังสือฉบับหนึง ไปเกลียกล่อมลีอีเสงคับโยยว่าแต่


ก่อน เจ้าเมืองจินได้ท�าคุณไว้แก่จีนฮุยก๋งผู้ตาย ก็หารู้จักคุณไม่ กลับชิงชัง

เหมือนหนึงเป็นข้าศึก เจ้าเมืองจินก็อดกลันมิได้ คิดท�าร้ายกงจูหึงผู้เป็นบุตร


นัน เลียงไว้โดยสุจริตแล้วทรยศหนีมา ครันนีเจ้าเมืองจีนจึงให้เราพาต๋งนียก






ทัพมาหวังจะให้เป็นเจ้าเมืองจีน ท�านบ�ารงอาณาประชาราษฎร ให้อย่เย็น



เป็นสุขสืบไป ถ้าท่านทังสองรู้หนังสือนีแล้ว จงเร่งมาสามิภักดิต๋งนีโดยเร็วจึง


จะพ้นผิด ถ้าแข็งขัดอยู่ก็จะพลอยผิดด้วย กงจูหึงหาต้องการไม่ ครันเขียน
แล้วจึงเอาหนังสือส่งให้ทหารเอาไปให้ลีอีเสง คับโยย


ลีอีเสง คับโยย ครันรู้หนังสือแล้ว จึงปรึกษากันว่า ซึงกองทัพยกมา
ครังนีก็เห็นหนักแน่น ครันเราจะไปต่อสู้ก็ไม่ชนะ จะยอมเข้าด้วยก็เกรงต๋งนี



จะผูกพยาบาทเรา ซึงท�าความผิดไว้แต่หลัง จึงคิดกันเขียนหนังสือตอบไปว่า

ข้าพเจ้าลีอีเสง คับโยย ขอค�านับมาถึงกงจูจี ด้วยท่านมีหนังสือมาถึงข้าพเจ้า

นัน ก็เห็นว่าท่านกรุณาแก่ข้าพเจ้าคุณหาทีสุดไม่ แต่ข้าพเจ้าทุกวันนีมีความ


วิตก ด้วยต๋งนีกับเจ้าเมืองจินยกทัพมา ครันจะไม่ไปก็กลัว ทุกวันนีโดยแต่





จะนอนต้องใส่เกราะอยู่ไม่ขาด การครังนีถ้ากงจูจีกรุณาจะรับธุระมิให้เป็น

อันตรายได้ ข้าพเจ้าก็จะท�าตามถ้อยค�าท่าน ครันเขียนแล้วก็ส่งหนังสือให้
ทหารกลับไป ทหารได้หนังสือแล้วก็มาถึงกงจูจี จึงเอาหนังสือส่งให้กงจูจี กง
จูจีแจ้งในหนังสือนันจึงคิดว่า คนทังสองมีความวิตกไม่ไว้ใจจึงว่ากล่าวมาดังนี ้


จ�าจะไปหาพูดจาให้สินสงสัยจึงจะควร คิดแล้วกงจูจีก็ขึนเกวียนกับบ่าวสอง


556 พงศำวดำรจีน

คน ไปหาลีอีเสง คับโยย ณ ค่าย

ลีอีเสง คับโยย ครันเห็งกงจูจีมา ก็ยินดีออกไปรับเชิญเข้าในค่าย ก็

ค�านับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ามีความกลัวทหารต๋งนีนัก ถ้าต๋งนีจะเลี้ยงข้าพเจ้าจริง

ต๋งนีให้ความสัตย์กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็มิได้แข็งขัดจะยอมเข้าด้วย กงจู

จีจึงตอบว่า ซึงท่านมีความสงสัยดังนัน อย่าวิตกเป็นธุระเราจะคิดมิให้ท่าน


เป็นอันตราย แต่ให้ท่านถอยทัพไปอยู่ทีเมืองสุนเสียก่อนเถิด ลีอีเสง คับโยย
ก็รับค�ากงจูจี กงจูจีก็ลาลีอีเสงคับโยยกลับมา ลีอีเสง คับโยยก็ถอยทัพไปตาม
ค�ากงจูจี กงจูจีจึงมาถึงค่ายเข้าไปค�านับต๋งนี แล้วเล่าความให้ต๋งนีฟังทุก

ประการ ต๋งนีแจ้งแล้วก็ยินดี จึงสังให้เฮาเอียนไปหาลีอีเสง คับโอยว่ากล่าว


แทนตัวเรา สุดแต่ให้คนทังสองสินความสงสัยจงได้

เฮาเอียนก็ค�านับพากงจูจีไปถึงเมืองสุนเสีย ก็เข้าไปหาลีอีเสง คับโยย


ลีอีเสง คับโยย ครันเห็นเฮาเอียน กงจูจี ก็ดีใจ ออกไปค�านับเชิญเข้ามานังที ่

สมควรต่างค�านับกัน เฮาเอียนจึงว่า ซึงท่านมีความสงสัยไม่ไว้ใจต๋งนีนัน






บัดนีต๋งนีให้เรามาแทนตัว ท่านอย่าคิดสิงหนึงสิงใดเลย ทหารทังสีนายต่างก็

เอาเลือดใส่ลงในถ้วยสุรา ต่างคนต่างกินเข้าไป แล้วให้สัตย์สาบานกันทั้งสอง

ฝ่ายว่า เราทังสีนีมิได้คิดท�าอันตรายแก่กันจะตังในท�านุบ�ารุงต๋งนีขึนให้เป็น




เจ้า ถ้าเรามิตรงต่อกันประการใดก็ดี ขออย่าให้แคล้วคมอาวุธเลย ครั้นสี่นาย
ได้สัตย์สาบานแล้ว ก็พากันมาถึงกลางทางพบแปะสวยออกมาจากเมืองจีนว่า
จะไปรับต๋งนีก็พากันมา

กงจูหึงเจ้าเมืองจีนคอยฟังข่าวลีอีเสง คับโยย ซึงออกไปตังรบข้าศึก


ก็ไม่รู้ว่าร้ายดีประการใด จึงได้บุดเถไปเร่งให้ลีอีเสง คับโยยออกรบ ครังบุดเถ
ถึงกลางทางรู้ข่าวว่า ลีอีเสง คับโยย ไปเข้าด้วยต๋งนี แล้วจะยกต๋งนีให้เป็น

เจ้าเมืองจีนก็รีบกลับมาแจ้งความแก่กงจูหึง กงจูหึงรู้ความดังนันก็ตกใจยก


Click to View FlipBook Version