The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gypzy Publishing, 2020-06-19 05:42:31

THE PLOTS AGAINST HITLER

èĀÐùĀÜ×òéèúèśāÐòÿãāø
ëĈśČùöÖúāÓöāðòĈśČôÿïĈðăêŠÜÜāðāéòòâāÐāòèĀÐüŚāè



แผนลอบสังหารฮิตเลอร์





THE PLOTS AGAINST HITLER































แดนนี ออร์บัค เขียน
ภก. กิตติชาติ บุณยะภักดิ์ แปล

แผนลอบสังหารฮิตเลอร
THE PLOTS AGAINST HITLER
แดนนี ออรบัค: เขียน
ภก. กิตติชาติ บุณยะภักดิ์: แปล
ราคา 485 บาท
All rights reserved.
THE PLOTS AGAINST HITLER by DANNY ORBACH
Copyright: © 2016 BY DANNY ORBACH
Thai translation right © 2020 by Gypsy Publishing Co.,Ltd.
© ขอความและรูปภาพในหนังสือเลมนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกสวนใดๆ ในหนังสือเลมนี้ไปเผยแพรไมวาในรูปแบบใดตองไดรับอนุญาตจากเจาของลิขสิทธิ์กอน
ยกเวนเพื่อการอางอิง การวิจารณ และประชาสัมพันธ
ขอมูลทางบรรณานุกรมของสํานักหอสมุดแหงชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ออรบัค, แดนนี.
แผนลอบสังหารฮิตเลอร = The plots against Hitler.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุป, 2563.
596 หนา.
1. ฮิตเลอร, อดอลฟ, ค.ศ. 1889-1945.
I. กิตติชาติ บุณยะภักดิ์, ผูแปล. II. ชื่อเรื่อง.
923.143
ISBN 978-616-301-709-3
บรรณาธิการอํานวยการ : คธาวุฒิ เกนุย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ผูชวยบรรณาธิการบริหาร : วาสนา ชูรัตน
บรรณาธิการเลม : สินีนาถ เศรษฐพิศาล
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา
หัวหนาฝายพิสูจนอักษร : สวภัทร เพ็ชรรัตน
ฝายพิสูจนอักษร : วนัชพร เขียวชอุม สุธารัตน วรรณถาวร
พิสูจนอักษร : กันตา
นักศึกษาฝกงาน : ประภัสสร สุโคตร ชนิสรา ทองขํา ศิยานนท หัตถะมา
ปก : Wrong design
รูปเลม : ประเสริฐศักดิ์ ประดิษฐเกษร
ผูอํานวยการฝายการตลาด : นุชนันท ทักษิณาบัณฑิต
ผูจัดการฝายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผูจัดการทั่วไป : เวชพงษ รัตนมาลี
จัดพิมพโดย : บริษัท ยิปซี กรุป จํากัด เลขที่ 37/145 รามคําแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร. 0 2728 0939 ตอ 108
พิมพที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จํากัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดจําหนายโดย : บริษัท ยิปซี กรุป จํากัด โทร. 0 2728 0939
www.gypsygroup.net
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID: @gypzy
สนใจสั่งซื้อหนังสือจํานวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สํานักพิมพลดราคาพิเศษ ติดตอ โทร. 0 2728 0939

ค�าน�าส�านักพิมพ์

















นับจากเหตุการณ์ลอบสังหารผู้น�านาซีที่รังหมาป่าในวันที่ 20 กรกฎาคม

1944 จนกระท่งทุกวันน้ก็เป็นเวลาล่วงเลยมานานค่อนศตวรรษ ทว่ายัง



มีงานวิเคราะห์ ต้งคาถาม ในปมประเด็นต่างๆ เก่ยวกับขบวนการ


ต่อต้านนาซีเยอรมันจากเหล่านักประวัติศาสตร์ออกมาอย่างต่อเน่อง แผน
ลอบสังหารฮิตเลอร์ หรือ The Plots Against Hitler (2016) เล่มนี้นั้นแม้
เนื้อหาที่เขียนถึงจะเป็นข้อมูลที่ผู้ศึกษาและสนใจงานเกี่ยวกับขบวนการ
ต่อต้านหลายๆ ท่านอาจจะรู้มาบ้างแล้ว เน่องจากเหตุการณ์และตัวละคร

ต่างๆ ล้วนถูกกล่าวถึงอยู่เสมอในหนังสือ บทความ สารคดี หรือแม้กระท่ง


ในภาพยนตร์ แต่ทว่าผู้เขียนได้ทาให้หนังสือเล่มน้กลายเป็นหนังสือเล่ม

ล่าสุดท่วิเคราะห์ประเด็นแนวคิดของฝ่ายต่อต้านแตกต่างออกไปจาก

งานเขียนที่ผ่านๆ มา

แดนนี ออร์บัค ผู้เขียนหนังสือเล่มน้เป็นชาวอิสราเอล เคยมีประ-


สบการณ์ทางานในหน่วยข่าวกรอง (Israeli Intelligence Community)
หลังจบปริญญาตรีท่มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University)

สาขาประวัติศาสตร์ตะวันตกและเอเชียตะวันออก เขาได้ศึกษาต่อท ี ่

มหาวิทยาลัยโตเกียว ปัจจุบันกาลังศึกษาปริญญาเอกท่มหาวิทยาลัย


ฮาร์วาร์ด และเป็นนักวิชาการอาวุโสด้านประวัติศาสตร์และการศึกษา
เอเชียที่มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลม

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ออร์บัคมีบทความทางวิชาการท่ให้ความ

สาคัญและเน้นประเด็นการต่อต้านรัฐ การลอบสังหารทางการเมืองท้งใน


เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน อิสราเอล และตะวันออกกลาง ที่ส�าคัญเขาศึกษางาน
เกี่ยวกับขบวนการต่อต้านเยอรมันมาอย่างยาวนาน The Plots Against




Hitler เล่มน้เป็นหนังสือเล่มท่สองท่เขียนเก่ยวกับขบวนการต่อต้าน ซึ่ง
ใช้เวลาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งทมาเป็นเวลา


ร่วมทศวรรษ ส่วนงานเล่มแรกท่เก่ยวกับขบวนการต่อต้านเยอรมันคือ


Valkyrie - German Resistance to Hitler (2009) เขียนเป็นภาษาฮีบรู
แผนลอบสังหารฮิตเลอร์ เล่มนี้มีเนื้อหาครอบคลุมเหตุการณ์ในช่วง

ปี 1938-1944 ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากนาซีข้นเถลิงอ�านาจแล้วและ
กาลังเดินหน้ารุกรานประเทศท่รายล้อมท้งทางตะวันตกและตะวันออก




อย่างบ้าคล่ง หนังสือมีข้อสรุปท่น่าสนใจเก่ยวกับประเด็นทางคุณธรรม


และศีลธรรม ซึ่งท�าให้เกิดมุมมองแตกต่างไปจากงานเกี่ยวกับขบวนการ


ต่อต้านนาซีเยอรมันเล่มอ่น อีกท้งอ้างอิงข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งท่มา


หลากหลาย และการค้นคว้าเพ่มเติมจากงานภาษาต่างประเทศจ�านวน
มาก นอกจากน้ ผู้เขียนยังมีโครงสร้างการเล่าเร่องท่สนับสนุนการวิเคราะห์



ของตนเองอย่างแหลมคม

ผู้อ่านจะเกิดมุมมองและทัศนคติท่ต่างออกไปจากเดิมเก่ยวกับ




ขบวนการต่อต้านและผู้นากลุ่มแต่ละคน เช่น การเล่าเร่องของผู้เขียน
เผยแผ่บางแง่มุมและกะเทาะเปลือกวิธีคิดของชายชาติทหารอย่าง เคลาส์
ฟอน ชเตาฟ์เฟินแบร์ค หัวหน้าขบวนการต่อต้านคนสุดท้าย หรือกระทั่ง


การทาให้เราได้พินิจพิเคราะห์ความหม่นเทาในตัวของ เฮนนิง ฟอน เทรสโค

ผู้นากลุ่มต่อต้านคนส�าคัญอีกคน ออร์บัคแทบไม่ได้ให้ภาพมรณสักข ี


ของนักบุญแก่ขบวนการต่อต้านเลย แต่เขากลับต้งคาถามซึ่งอาจฟังด ู
เจ็บปวดถึงความเป็นหรือไม่เป็น “วีรบุรุษ” ของขบวนการต่อต้าน
แม้เราจะรู้อยู่แล้วว่าท้ายท่สุดฝ่ายต่อต้านไม่บรรลุเป้าหมายสูงสุด

ในการก�าจัดผู้น�านาซี และความพยายามลอบสังหารที่ล้มเหลวในแต่ละ
ครั้งนั้นกลับไปสนับสนุนความเชื่อของฮิตเลอร์ว่าพระเจ้าทรงปกป้องเขา

เพ่อให้เขาได้กระทาการตามวิสัยทัศน์ของตนต่อเยอรมนี ซึ่งน่นก็อาจ



ทาให้เกิดคาถามข้นในใจผู้อ่าน หลังได้รับรู้ความล้มเหลวในการลอบวาง


ระเบิดของเกออร์ค เอลเซอร์ที่โรงเบียร์ เราอาจตั้งค�าถามว่า พระเจ้าทรง
ต้องการให้ฮิตเลอร์มีชีวิตอยู่ต่อเพื่อทรมานและเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์อย่าง
ทารุณโหดร้ายกระนั้นหรือ?
และแท้จริงแล้ว ขบวนการต่อต้านนั้นเป็น “วีรบุรุษ” หรือไม่?

ค�าตอบหลังนี้คงต้องรอให้ผู้อ่านเป็นฝ่ายตัดสิน


ด้วยมิตรภาพ

ส�านักพิมพ์ยิปซี

ค�าน�าผู้แปล















ทางผู้แปลเคยได้ยินเร่องการรัฐประหาร 20 กรกฎาคมคร้งแรกก ็

จากภาพยนตร์เร่อง Valkyrie (ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก) ท่เข้า


ฉายเมื่อปี 2008 ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่เก่ยวกับสภาพใน “นาซีเยอรมัน”




ภาพจ�าของเยอรมันในช่วงสงครามโลกท่เรารู้จักคือรัฐชั่วร้ายท่นาโดยจอม
ทรราชย์ชื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทว่า “การตีขลุมพวกเขาทั้งชาติด้วยกรอบ
กว้างๆ นั้นเป็นเรื่องถูกแล้วหรือไม่?”
ค�าตอบคือ “ไม่สมควร”

ข้อสงสัยถัดมา “เยอรมันทุกคนเห็นด้วยกับฮิตเลอร์เช่นนั้นหรือ?”
“ไม่มีทาง ไม่มีผู้น�ารายใดที่คุมคนได้ 100 เปอร์เซ็นต์”
ทั้งช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวเยอรมันจ�านวน

มากท้งท่เป็นทหารและพลเรือนท่ไม่เห็นด้วยกับนาซี หนังสือ แผนลอบ



สังหารฮิตเลอร์ (The Plots Against Hitler) ที่คุณก�าลังถืออยู่นี้จะพาเรา




ไปรู้จักกับท้งมือสังหารท่ลงมือคนเดียวและพลพรรคฝ่ายต่อต้านท่ลอบ
วางแผนโค่นล้มนาซีอยู่หลังฉากจักรวรรดิที่ก�าลังสยายปีกไปทั่วยุโรป
ผิดถนัดเช่นกันหากคิดว่าเหตุการณ์จะดาเนินเป็นเส้นตรง รูปแบบการ

เขียนของแดนนี ออร์บัค (Danny Orbach) ยังเผยให้เห็นการรัฐประหาร

20 กรกฎาคม ปี 1944 ในแง่มุมใหม่ ฝ่ายต่อต้านจะต้องพบกับอุปสรรค
มากมาย ท้งสัมพันธมิตรท่เคลือบแคลงสงสัย ฝ่ายความมั่นคงท่คอยสืบหา









หนอนบ่อนไส้ ความขดแย้งภายใน ผ้นาทไม่เข้มแขง ฯลฯ นอกจากน ี ้
ผู้เขียนยังตอกยาถึงบทเรียนและมอบประเด็นชวนให้ผู้อ่านขบคิด เช่น เราจะ


มั่นใจได้แค่ไหนว่าคนท่เราเรียกว่า “วีรบุรุษ” น้นเป็น “คนมือสะอาด” จริงๆ


ภก. กิตติชาติ บุณยะภักดิ์

สารบัญ














ค�าน�าส�านักพิมพ์

ค�าน�าผู้เขียน
หมายเหตุเรื่องชั้นยศของทหาร 12
บทน�า 13

1. ท�าลายฝ่ายคิดต่าง 23
2. “เพราะไอ้ม้าตัวเมียนั่นแท้ๆ!”: เรื่องอื้อฉาวของนาย
ทหารระดับสูง 45

3. นายทหาร นายกเทศมนตรี และจารชน 52
4. “มีเพียงความมืดมน”: การตัดสินใจของนายพลเบ็ค 72
5. นกในกรงขัง: ความพยายามก่อรัฐประหารครั้งแรก

ในเดือนกันยายน ปี 1938 81
6. ไร้ราก ไร้เครือข่าย: มือสังหารเดี่ยว 117

7. ไม่มีหันหลังกลับ: การจลาจลและสงคราม 136

8. จิตวิญญาณแห่งโซสเซิน:
ความล้มเหลวของฝ่ายต่อต้าน 152
9. ลางหายนะ: การกลับมาของฝ่ายต่อต้าน 167

10. วาดวิมานในอากาศ: เครือข่ายในจินตนาการ 173
11. โบรกเกอร์ในแนวหน้า: ยุทธวิธีใหม่ 194
12. มอดไหม้ไฟสงคราม: ฝ่ายต่อต้านกับการฮอโลคอสต์ 203

13. “แสงวาบ” และขวดเหล้า: ความพยายามลอบสังหาร
ในแนวรบตะวันออก 212

14. ยุทธการ U-7: การช่วยเหลือและหายนะ 235
15. เคานต์ ชเตาฟ์เฟินแบร์ค: ชะตากรรมอันผกผัน 260
16. เจ้าจักสังหาร: ปัญหาการพิฆาตทรราชย์ 292

17. ทฤษฎีการสมคบคิดแบบวงล้อ: ยุคสมัยของ
ชเตาฟ์เฟินแบร์ค 303

18. วันพิฆาต: 20 กรกฎาคม ปี 1944 334
19. อาภรณ์ของเนสซัส 382
20. มูลเหตุเบื้องหลัง 419

21. เครือข่ายฝ่ายต่อต้าน 439
บทส่งท้าย อัศวินผู้แปดเปื้อน: วีรบุรุษฝ่ายต่อต้านและเรา 452
กิตติกรรมประกาศ 458

หมายเหตุอ้างอิง 465
อภิธานศัพท์ 553
ดัชนี 556

บรรณานุกรม 578

หมายเหตุเรื่องชั้นยศทางทหาร



บุคคลท่มีส่วนเก่ยวข้องในหนังสือเล่มน้หลายรายเป็นนายทหารในกองทัพ
ยุคไรช์ที่ 3: ทั้งจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองก�าลังเอ็สเอ็ส และมี
หลายรายที่ได้รับเลื่อนยศระหว่างช่วงปี 1938 - 1944 อันเป็นช่วงเวลาที่

รายละเอียดในหนังสือเล่มน้ครอบคลุมมากกว่าหน่งหน หนังสือหลายเล่ม




ท่เขียนเก่ยวกลุ่มต่อต้านเยอรมันโดยเฉพาะท่ตีพิมพ์ด้วยภาษาอังกฤษ

น้นมักจะอ้างอิงเฉพาะยศสูงสุดซึ่งเป็นยศสุดท้ายของทหารรายน้น ยก






ตวอย่างเช่นกรณของ เคลาส์ ฟอน ชเตาฟ์เฟินแบร์ค ทมักถกอ้างถงว่า




เป็นนายทหารยศพันเอกท้งท่เขาเพ่งได้รับการเล่อนข้นเป็นพันเอกในเดือน


กรกฎาคม ปี 1944 ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนจึงท�าการระบุชั้นยศโดย
อ้างอิงตามอนุกรมเวลา ดังเช่นกรณีของ เฮนนิง ฟอน เทรสโค จะถูกระบุ
ว่าเป็นนายทหารยศพันเอกในบทท่มีการพยายามลอบสังหารเมื่อเดือน

มีนาคม ปี 1943 แต่ในช่วงท้ายของหนังสือเขาจะครองยศนายพลตรี
ตาแหน่งของนายพลกองทัพบกเยอรมันจะมีอยู่สองตาแหน่งท่ไม่



อาจหาค�าในภาษาอังกฤษมาเทียบแปลได้คือ “General der Infanterie/
General der Artillerie” และ “Generaloberst” ดังนั้นผู้เขียนจึงขอแทน



ยศท้งสองน้ด้วยคาว่า “นายพล” ส่วนกองกาลังเอ็สเอ็สน้นมีการจัดลาดับ



ชั้นยศที่แปลกแยกออกไปเป็นเอกเทศซึ่งผู้เขียนได้น�ามาเปรียบเทียบกับ
ยศนายทหารในสังกัดกองทัพอเมริกัน เช่น พลจัตวาเนเบอ แทนที่จะเป็น
โอแบร์ฟือห์เรอร์ (Oberführer) เนเบอ
หมายเหตุการอ้างอิง


จุดอ้างอิงท่กากับด้วยตัวเลขโรมันเป็นการอธิบายความเพ่มเติมในส่วน

ของผู้แปลและบรรณาธิการ
ส่วนการอ้างอิงที่ก�ากับด้วยตัวเลขอารบิกเป็นการอ้างอิงแหล่งที่มา




ของเนอความในฉบบภาษาอังกฤษ ซึงขอมูลอางองจะอยทายเลมในหนา








465-552

13

















บทน�า












เมื่อเสียงยุคเข็ญระงมก้อง
ข้าฯ เคยร้องเตือน แต่มันไม่ดังพอ!

วันนี้ข้าฯ หายสงสัยสิ้นแล้ว ว่าท�าไมถึงต้องมายืนอยู่ตรงนี้
— อัลเบร็ชท์ เฮาส์โฮเฟอร์, 1945



แปดเปื้อน ไม่มีค�าใดที่จะใช้อธิบายประวัติศาสตร์ของเยอรมันได้ชัดเจน
เท่านี้อีกแล้ว แม้แต่การลอบสังหารในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1944 โดย
พ.อ. เคลาส์ ฟอน ชเตาฟ์เฟินแบร์คกับพลพรรคขบวนการต่อต้านนาซีเอง

ก็ยังมีมลทินและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันดั่งที่เราจะได้เห็นผ่าน
เรื่องเล่าจากความทรงจ�าและที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในค�าลวง
เรื่องราวของฝ่ายต่อต้านนาซีในกองทัพเยอรมันและความพยายาม

ลอบสังหารฮิตเลอร์หลายครั้งหลายหนได้ถูกนามากล่าวถึงบ่อยคร้ง ท้ง



ในรูปแบบของหนังสือ ภาพยนตร์ ละครและรายการโทรทัศน์ ไม่น่า

14 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์







แปลกใจนกท่เรืองราวจะเตมไปด้วยฉากชวนติดตาม: ท้งการประชุมลับ

ยามวิกาล; บทเสริมเล่นใหญ่ของฝ่ายต่อต้านในกองทัพ; ระเบิดท่ถูกซ่อน

ในกระเป๋าและขวดเหล้า; อีกท้งวันช้ชะตา 20 กรกฎาคม ปี 1944 ท่จบลง



ด้วยความล้มเหลวในการลอบสังหารและความพยายามท่จะก่อรัฐประหาร
อย่างสิ้นหวัง


นอกจากความต่นเต้นชวนระทึก เร่องศีลธรรมจรรยาก็มีส่วนกับฝ่าย





ต่อต้านเยอรมันไม่แพ้กน นอกจากนน ยคนาซีครองเมืองยงถกทวโลก











และทสาคญทสุดคอประเทศเยอรมันเองมองวาเปนยคแหงมลทน เปนความ





ผิดบาปในหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องรับผิดชอบ
ต่ออาชญากรรมท่นาซีก่อ นักประวัติศาสตร์เยอรมันฝั่งอนุรักษนิยม นับแต่

ยุคทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบันมีทัศนคติโน้มเอียงที่จะมองฝ่ายต่อต้าน
เยอรมันว่าเป็น “แสงปลายอุโมงค์” ในยุคนาซีทมิฬมาร เป็นเหมือน
เหตุการณ์ไถ่บาปความผิดในหน้าประวัติศาสตร์ นักสู้ฝ่ายต่อต้านถูกชูว่า


เป็นพระเอกท่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ตามคาของ ฮันส์ โรท์เฟลส์ บิดาของ

ประวัติศาสตร์ฝ่ายต่อต้านในเยอรมัน เขาพูดว่าฝ่ายต่อต้าน “ลุกข้นท้าทาย
อ�านาจมืด” บทบาทที่นักประวัติศาสตร์เยอรมันอนุรักษนิยมเสนอ หรือ
1
จะกล่าวให้เจาะจงก็คือ เพเทอร์ ฮอฟฟ์มันน์นั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดที่

เขาขางนักสูฝายตอตาน ความพยายามรัฐประหารในวันที่ 20 กรกฎาคม







ปี 1944 ในทศนคตของเคาน์เตส มารีออน ฟอน เดนฮอฟฟ์ คอ “การ


i
ลุกฮือของฝ่ายคุณธรรม” เธอเขียนบอกว่าแรงจูงใจของฝ่ายต่อต้านคือ
เร่องศีลธรรม ส่วนเพเทอร์ ฮอฟฟ์มันน์ระบุว่าเป้าหมายท่ส�าคัญท่สุด



2
i เคาน์เตส มารีออน ฟอน เดินฮอฟฟ์ (Countess Marion von Dönhoff) เป็นนักข่าวสาว
ชาวเยอรมันผู้มีส่วนร่วมในการต่อต้านลัทธินาซีพร้อมด้วยเฮลมูท เจมส์ ฟอน มอล์ทเคอ หลัง
สงครามเธอกลายเป็นหน่งในนักข่าวและปัญญาชนชั้นนาของเยอรมัน เธอเป็นบรรณาธิการ


ผู้ก่อตั้ง Die Zeit หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของเมืองฮัมบวร์ค


บทนา 15


อย่างแรกเลยคือการหยุดอาชญากรรมท่ก่อโดยนาซี ซึ่งตีความครอบคลุม

ไปถึงการฮอโลคอสต์ มันดาเนินไปตามสามัญสานึกว่าต้อง “การช่วยเหลือ

เพ่อนมนุษย์” สมาชิกฝ่ายต่อต้านเป็นคนเยอรมันผู้รักชาติอย่างไม่ต้อง

3
สงสัย คนจ�าพวกท่ต้องการจะช่วยปิตุภูมิจากความพินาศ แต่ความรักชาต ิ

ก็เป็นเรื่องรองจากศีลธรรม
เมือเวลาลวงเลยมาถงทศวรรษท 60 บรรยากาศการเมืองในเยอรมัน





เปลี่ยนทิศชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ก็เหมือนกับ
ปัญญาชนเยอรมันรุ่นราวคราวเดียวกันท่เริ่มขุดคุ้ย “คาลวง” ในอดีต


อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ฝ่ายต่อต้านเยอรมันเองก็ไม่ได้ลอยตัว

จากการฟื้นฝอยหาตะเข็บรอบน้ หลังจากทศวรรษท่ 60 นักประวัติศาสตร์

ฝ่ายซ้ายฝีปากกล้าอย่าง ฮันส์ มอมม์เซิน, คริสตอฟ ดิพเพอร์ และ คริส-
ทีอัน แกร์ลัค เริ่มตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงของฝ่ายต่อต้าน
เยอรมัน ในมุมมองของพวกเขา สมาชิกฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ท่เป็นข้ารัฐการ


หัวอนุรักษนิยมและนายทหารต่างเป็นกลุ่มผลประโยชน์ท่มีลับลมคมใน


เป็นเร่องจริงท่ เคานต์ ชเตาฟ์เฟินแบร์คยอมเอาชีวิตเข้าแลกในความ

พยายามลอบสังหารฮิตเลอร์ ทว่าก่อนหน้าน้นเขาไม่ได้ให้ความร่วมมือกับ
นาซีมาตลอดหรอกหรือ? แล้วสมาชิกคนอ่นๆ ล่ะ? บรรดาสมาชิกชายหญิง

หัวต่อต้านนาซีพยายามชู “การลุกฮือของศีลธรรม” จริง หรือว่าเป็นเพียง
พวกฉวยโอกาสที่ร่วมหัวจมท้ายกับนาซีจนกระทั่งเห็นเค้าลางหายนะ?


สุดท้ายแล้ว คาสรรเสริญเยินยอท่มีให้กับสมาชิกฝ่ายต่อต้านซ่ง


เคยเป็นท่นับหน้าถือตารายแล้วรายเล่าก็ถูกลบออก พวกเขาอาจจะหัน
มาเกลียดและต่อต้านอาชญากรรมของนาซีอย่างช้าๆ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง

สมาชิกฝ่ายต่อต้านก็เป็นนักเคล่อนไหวต้านประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน
ฮันส์ มอมม์เซินให้ความเห็นแย้ง ในงานวิจัยของ คริสตอฟ ดิพเพอร์ ซึ่ง
4
เขียนเมื่อปี 1984 และได้รับการยอมรับในวงกว้าง ระบุว่าฝ่ายต่อต้าน

16 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์




เช่อเร่องต่อต้านชาติพันธุ์ชนิดฝังหัว พวกเขาอาจต้านการฮอโลคอสต์
แต่เสียงส่วนใหญ่ต่างต้องการไล่ยิวออกนอกเยอรมัน อีกทั้งยังสนับสนุน
การเหยียดชาติพันธุ์แบบ “ถูกกฎหมาย” และด�าเนินการแบบปราศจาก





“ความรนแรง” พวกเขาไม่ได้เป็นแค่กลุ่มคนท่เหยียดชาตพันธ์ แต่ยง
5

เป็นฆาตกรและอาชญากรสงครามตามท่คริสทีอัน แกร์ลัค ระบุไว้ในปี
1995 สมาชิกฝ่ายต่อต้านคนส�าคัญหลายราย โดยเฉพาะ พล.ต. เฮนนิง
ฟอน เทรสโคท่ให้ความร่วมมือในการฆ่าคนรัสเซีย ยิว และโปแลนด์

แกร์ลัคนักประวัติศาสตร์รุ่นบุกเบิกเลือกยืนกระต่ายขาเดียวท่จะมองข้าม

อาชญากรรมของฝ่ายต่อต้านและเขียน “บิดเบือน” ประวัติศาสตร์อัน

ไม่สามารถลบล้างได้ น่าเศร้าแต่จริงท่พวกเขาไม่ได้ต้านฮิตเลอร์เพราะ




อาชญากรรมท่ผู้นาเยอรมันก่อ แต่ทาไปเน่องจากไม่เห็นด้วยกับ “วิธ ี
ชนะสงคราม” 6

ข้อถกเถียงยังคงดาเนินต่อ ประเด็นการต่อต้านฮิตเลอร์ในเยอรมัน
ดูจะไม่ได้เป็นทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ แต่เขียนข้นจากความนิยมส่วน

บุคคล สมาชิกคนหน่งอาจถูกนักประวัติศาสตร์รายหน่งยกให้เป็นพ่อพระ








แตในงานของนกประวตศาสตรอีกราย สมาชิกรายนนอาจเปนไดแคเดนคน





มีคาตาหนิโต้ไปมาจากท้งฝั่งของนักวิชาการและความคิดเห็นส่วนบุคคล



อยู่ตลอด ส�าหรับในส่วนของผู้เขียนน้น ผู้อ่านก็จะได้เห็นในหนังสือ









เล่มน้เช่นกนว่าผ้เขียนเองก็ไม่ได้เป็นนกเล่าท่ยนอย่ในมุมทเป็นกลางสก


เท่าไร ผมเร่มหันมาสนใจหัวข้อฝ่ายต่อต้านต้งแต่ยังเป็นแค่นักเรียน และ

มีความประทับใจกับความเสียสละของพวกเขาท่เอาชีวิตเข้าแลกอย่าง


กล้าหาญ ในฐานะคนรุ่นท่สามของผู้ท่รอดชีวิตจากการฮอโลคอสต์ ผม

จึงมีความสนใจใคร่อ่านเรื่องราวของฝ่ายต่อต้านที่แอบช่วยเหลือชาวยิว
เป็นพิเศษ ทว่าผมเองก็เสียใจไม่แพ้กันท่ได้ทราบจากงานของดิพเพอร์

และแกร์ลัค ว่าพวกเขามีความคิดต้านชาติพันธุ์และเอาตัวเข้าไปเก่ยวกับ



บทนา 17




อาชญากรรมสงคราม ดังน้น ผมจึงตัดสินใจท่จะเสาะหาข้อมูลและนามา
เรียบเรียงบอกเล่าในรูปแบบของตนเอง
ตลอดระยะเวลา 10 ปีของการค้นคว้าก่อนหน้าจะตีพิมพ์ Valkyrie


งานเขียนเร่องฝ่ายต่อต้านของผมในภาษาฮีบรู ผมได้วิเคราะห์ท้ง





หลักฐานปฐมภมิและทตยภมิทกชินเทาท่จะสามารถหาได ผมเดินทางไป




7
หอจดหมายเหตุถึง 13 แห่ง ท้งในเยอรมัน อังกฤษ รัสเซีย และสหรัฐฯ ส่งท ่ ี


ค้นพบได้พาผมเบนออกจากงานศึกษาฝ่ายต่อต้านฝ่ายซ้าย “ช่างติ” ท ี ่


ครอบงามาตลอด เหล่านักวิชาการปากมอมตาหนินักสู้ฝ่ายต่อต้านว่าเป็น
พวกฉวยโอกาส เหยียดชาติพันธุ์และเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม
โดยใช้หลักฐานเล่อนลอย บิดเบือน และความเข้าใจหลักฐานปฐมภูมิ

แบบผิดๆ ดังนั้นภาพของฝ่ายต่อต้านที่นักวิชาการกลุ่มดังกล่าวน�าเสนอ

มักเป็นไปในรปของการเสียดส เป็นพวก “ใจคด” แสดงให้เราเหนอคต ิ


ทางการเมืองของนักวิชาการมากกว่าการให้ข้อมูลของฝ่ายต่อต้านเสียอีก 8
อย่างไรก็ตามผมก็ไม่สามารถมองภาพฝ่ายต่อต้านในฐานะวีรบุรุษ

ด่งท่นักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าวาดให้ได้ จริงแท้แน่นอนท่คาวิจารณ์จาก



นักประวัติศาสตร์ปากมอมพวกนั้นเลอะเทอะ แต่ประเด็นที่พวกเขาหยิบ
ขึ้นมานั้นก็น่าเอาไปวิเคราะห์ต่อ โดยสรุป ผู้เขียนเชื่อว่าเราต้องก้าวข้าม
ความขัดแย้งในการเอาศีลธรรมในปัจจุบันมาจับ และช่วยกันช�าระคนละ
ไม้คนละมือ



หนังสือเล่มน้พยายามจะทาแบบน้น นาเร่องของฝ่ายต่อต้านมา


ปัดฝุ่นเล่าใหม่ ฉายให้เห็นแง่มุมทางจิตวิทยา สังคมและพลวัตทางการ
ทหารเช่นเดียวกับเหตุผลเบื้องหลังในการลอบสังหารฮิตเลอร์ ผมใช้ฝ่าย

ต่อต้านเยอรมันเป็นตัวอย่างในการแสดงถึงความขัดแย้งพ้นฐานท่เกิด


ข้น: ทาไมคนกลุ่มน้ถึงเห็นดีเห็นงามกับการลงมือท้งท่มีศีลธรรมคาคอ?








คนลักษณะใดท่มีสิทธ์จะกลายเป็นฝ่ายต่อต้านได้มากท่สุด? เราได้


18 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์





บทเรียนอะไรจากแรงจูงใจท่ซับซ้อนและพลิกผันซึ่งอาจเป็นสิ่งท่เปล่ยน


ให้คนลุกข้นมาต่อต้าน? หากลองถอยออกมาจากเร่องศีลธรรม หรือไม่

เอาการตระบัดคาปฏิญาณมาประกอบ เราอาจได้เห็นโลกทัศน์ใหม่ก็เป็นได้



โลกท่แรงจูงใจและความต้งใจเป็นส่งท่ล่นไหลและยากจะตีกรอบ อย่างท ่ ี


เอวีอาท ไคลน์แบร์ค ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยุคกลาง ระบุในงานศึกษา
นักบุญคาทอลิกของเขาว่า
การถามว่าแรงจูงใจท่แท้จริงของนักบวชคือความว่างเปล่าหรือไม่

นั้นไม่ต่างอะไรจากการถามว่า “พระอรหันต์” มีจริงหรือไม่ ถ้าตอบ

ว่า “จริง” คนผู้นั้นต้องใจบริสุทธิ์ในทุกด้าน ดังนั้นค�าตอบย่อมเป็น
ไม่ โลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ไร้มลทิน แล้วทุกอย่างบนโลกใบนี้โสมมเช่น
นั้นหรือ? ค�าตอบก็เป็น ไม่ เช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น เราต้องเผชิญหน้า



กับคาถามด้านศีลธรรมเชิงเปรียบเทียบเช่นน้อยู่ตลอด...ยังไม่นับ



ประเด็นท่เรื่องการตัดสินใจ ว่าทาไมมนุษย์ถึงตัดสินใจแบบหน่ง





แทนท่จะเป็นอีกแบบ มีหลายคร้งหลายหนท่การกระทาเหล่าน้นเป็นไป
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์; เรื่องยศศักดิ์ อ�านาจ นิสัย หรือความอ่อนล้า

ก็อาจบดบังเจตนารมณ์ท่ดีได้ แทบไม่มีมนุษย์รายใดท่จะเดินใน

รูปแบบที่ตายตัวตลอด เหมือนกับเท้าซึ่งไม่พอดีกับรองเท้าไซส์ 11
ท่ไม่หลวมก็แน่นเกินไปเล็กน้อยเสมอ มนุษย์มีความผันผวน แปร

เปล่ยนไปตามสถานการณ์ พฤติกรรมท่แสดงออกน้นเป็นผลจาก



สมดุลของแรงขับและความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลให้เกิดสถานการณ์
พิเศษซึ่งไม่อาจเกิดได้ซ�้าสอง 9




อะไรคือเหตผลแท้จรงท่ปลุกให้นกส้ฝ่ายต่อต้านมี “ศลธรรม” หรอ



“ความรักชาติ” โดยไม่แปลความหมายถึงศีลธรรมและความรักชาติท ่ ี


บทนา 19


พวกเขามี? เป็นไปได้หรือไม่ท่จะขีดเส้นแบ่งศีลธรรมออกจากความ
รักชาติได้อย่างหมดจด และถ้าท�าแบบนั้นได้จริง สมาชิกฝ่ายต่อต้านท�า





แบบน้นเพราะสานกได้แบบน้นหรือ? มนษยสามารถหาวิธกาวข้ามส่งยวย ุ








ได้หรือ? ประเด็นเหล่าน้จะปรากฏแทรกอยู่ตลอดในหนังสือ และจะทาการ
ขมวดประเด็นในบทที่ 20

ส่งท่ขาดไม่ได้เก่ยวกับเร่องราวของฝ่ายต่อต้านคือเรื่องการทหาร



หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าเรื่องราวสุดระทึก การพยายามลอบสังหาร และ


แผนวางระเบิดท่พวกเขามีส่วนร่วมติดตามเหล่าสมาชิกฝ่ายต่อต้านต้งแต่


ปี 1938-1944 เผยถึงแผนลอบสังหาร มีท้งผู้ท่มีชื่อเสียงและผู้ท่ไม่ค่อย



เป็นท่รู้จัก หนังสือเล่มน้ต้องการแสดงด้านท่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงของ


เครือข่าย การศึกษาท่ผ่านๆ มามุ่งเน้นไปแค่ตัวกลุ่มและตัวสมาชิก เท่าท่ผ ู้

เขียนทราบ แทบไม่มีงานไหนเลยท่มีการวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่าง

สมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม พวกเขาเกณฑ์สมาชิกใหม่ด้วยวิธีไหน? พวก
10

เขาปฏิบัติงานจริงอย่างไร และลักษณะการนาท่แตกต่างกันส่งผลกับแผน

และโอกาสส�าเร็จอย่างไร? เหนืออื่นใด เราจะได้เห็นถึงความส�าคัญของ
ปัจเจกบุคคลที่เราควรแทนว่าโบรกเกอร์ (brokers) และคนประสานงาน
ว่าช่วยพยุงเครือข่ายไว้ด้วยอ�านาจของข้อมูล
นอกจากนี้ เรายังควรน�าความซับซ้อนในการตัดสินใจของนักสู้ฝ่าย
ต่อต้านเยอรมันในการลอบสังหารฮิตเลอร์มาพิจารณาประกอบ ในทาง

หน่ง การลงมือลักษณะน้นย่วยวนใจอย่างมาก พวกเขาจะพลิกกระแส


ประวัติศาสตร์ได้ด้วยการยิงปืนนัดเดียว แต่อีกด้าน ฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่


กมองการสงหารประมุขแห่งรฐว่าเป็นสงทผด ทงทางแนวคด กฎหมาย










และศีลธรรม แกนนาฝ่ายต่อต้านซ่งล้วนเป็นคริสเตียนเคร่งศาสนาจะ

คิดอ่านอย่างไรกับการฆ่าผู้นาท่ตนเคยสาบานว่าจะจงรักภักดี? เร่อง





เหล่าน้สอนเราหลายอย่าง นอกจากเร่องของฝ่ายต่อต้าน ยังรวมถึง

20 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


ประเด็นความจงรักภักดีในนาซีเยอรมันและเหตุการณ์อื่นๆ



หนังสือเล่มน้เขียนข้นโดยอ้างอิงหลักฐานชั้นปฐมภูมิเป็นหลัก—


อนุทิน จดหมาย บันทึกและคาให้การ—เช่นเดียวกับเอกสารของท้ง






เยอรมน อเมรกน องกฤษ ฟินแลนด์ และโซเวยต ผมยงใช้ข้อมูลจาก
เอกสารสอบสวนของเกสตาโพและการไต่สวนของศาลนาซีร่วมกับการ
สัมภาษณ์สมาชิกฝ่ายต่อต้านและญาติๆ ด้วยเช่นกัน
หลักฐานท่จะขาดเสียไม่ได้คือคลังเอกสารมากมายท่ ศาสตราจารย์


แฮโรลด์ ซี. ดอยท์ชผู้ล่วงลับได้รวบรวมและเก็บรักษาไว้ร่วมกับงานช้น



อ่นๆ ของเขาท่ศูนย์การศึกษาและการทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา
(U.S. Army Heritage and Education Center) ใน คาร์ไลส์เอล มลรัฐ
เพนซิลเวเนีย ผู้เขียนยังใช้หลักฐานอ้างอิงจากคลังเอกสารส่วนตัว

ของนักประวัติศาสตร์ช่อดังอีกสองรายคือคุณเอเบอร์ฮาร์ท เซลเลอร์
และโบโด ช็อยริช งานของท้งคู่ถูกเก็บรักษาอยู่ท่สถาบันประวัติศาสตร์


ร่วมสมัย (Institute for Contemporary History) ในเมืองมิวนิก



เอกสารหลายฉบับท่ผู้เขียนใช้น้นแทบไม่เคย (หรือไม่เคย) ถูกนา


มาประกอบงานเขยนทงหมดทมีอย่ เช่นอนทนทน่าสนใจของ แฮร์มันน์










ไคเซอร์ โบรกเกอร์คนส�าคญท่คอยประสานงานระหว่างฝ่ายต่อต้าน


หลายกลุ่มในเบอร์ลินกับทางตะวันออกซึ่งทาให้เราเห็นภาพในมุมท่ไม่

เคยเห็น ผมยังได้ใช้การสัมภาษณผู้เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อเดือน
กันยายน ปี 1938 แบบละเอียดท่ แฮโรลด์ ซี. ดอยท์ช กับคณะได้จัดทาไว้



ซึ่งยังคงเป็นหัวข้อท่คลุมเครือจวบจนปัจจุบัน การสัมภาษณ์น้เองท่ทาให้














เราไดเหนกรอบความคดของสมาชิกระดบสูงในฝายตอตานตงแตช่วงตน
และระหว่างสงครามโลก แหล่งอ้างอิงของฝรงเศสด้วยเช่นกนทไม่ได้รบ






ความสนใจนัก ซึ่งแท้จริงแล้วหลักฐานในส่วนน้ทาให้ผู้เขียนสามารถไข


เรื่องการเจรจาที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปี 1944 ระหว่างฝ่ายต่อต้านเยอรมัน


บทนา 21



กับนายทหารฝรั่งเศสท่คุมหน่วยใต้ดินได้ อีกหน่งแหล่งอ้างอิงส�าคัญท ่ ี





ถกนามาประกอบเป็นครงแรกคอเอกสารแปลแฟ้มการสอบสวนของ พ.อ.
ฮันส์ โคร์เมอ สมาชิกฝ่ายต่อต้านท่ตกเป็นเชลยของกองทัพแดงในปี 1944

โดยหน่วยสืบรัฐการลับโซเวียต เอกสารบันทึกเป็นภาษารัสเซียและถูกเก็บ
รักษาในหอจดหมายเหตุสหพันธรัฐรัสเซียที่กรุงมอสโก ความส�าคัญของ

เอกสารฉบับน้คือการให้เห็นข้อมูลเรื่องวิธีการเกณฑ์สมาชิก และเผยวิธ ี
การสื่อสารกับโครงสร้างองค์กร




นอกจากน้ ผู้เขียนยังได้นางานศึกษาวิจัยท่เก่ยวข้องกับฝ่ายต่อต้าน
ซึ่งตีพิมพ์ต้งแต่ปี 1945 ถึง 2015 จานวนมากมาประกอบการวิเคราะห์ ซึ่ง


มีทั้งงานภาษาอังกฤษ ฮีบรู และเยอรมัน ผมได้พบกับข้อผิดพลาดใหญ่


หลายประการในงานศึกษาหลัก การเข้าถึงหลักฐานท้งช้นปฐมภูมิและ

ทุติยภูมิ ทาให้ผู้เขียนสามารถนาเสนอเหตุการณ์ได้อย่างครอบคลุม

รวมไปถึงวินาทีวิกฤตและจุดหัวเลี้ยวหัวต่อไปพร้อมๆ กับเผยแง่มุมใหม่
นอกเหนือจากเรื่องหลัก ในโลกแห่งการ “ลุกฮือ” ปฏิวัติ สงครามกลางเมือง


การยึดครองและการปกครองโดยทรราชย์แห่งน้ ประเด็นเร่องฝ่ายต่อต้าน
จึงยิ่งทวีความส�าคัญมากกว่าที่เคย



23

















1.



ท�าลายฝ่ายคิดต่าง









แม้นาซีก้าวขึ้นเถลิงอ�านาจในวันที่ 30 มกราคม ปี 1933 อนาคตที่รออยู่

ข้างหน้ากลับยังไม่แน่นอนว่าฮิตเลอร์กบพรรคกรรมกรชาตสังคมนิยม


i

จะสามารถกุมบังเหียนประเทศเยอรมันโดยท่มือไม่เปื้อนเลือดได้หรือไม่
พรรคขั้วตรงข้ามมีอยู่ด้วยกัน 2 พรรค คือ พรรคคอมมิวนิสต์ และพรรค
ii
ประชาธิปไตยสังคมฯ ซึ่งต่างถือไพ่เหนือกว่าด้านจ�านวนเครือข่ายนัก
iii



เคล่อนไหวท่มีมากกว่าอย่างท่นาซีไม่อาจทาบรัศมี ยังไม่นับรวมเร่องท่ฝั่ง


i พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมันหรือพรรคนาซี (National Socialist German
Workers’ Party, Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei, NSDAP)
ii พรรคคอมมิวนิสต์เยอรมนี (Communist Party of Germany, Kommunistische Partei
Deutschlands, KPD)
iii พรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมแห่งเยอรมนี (Social Democratic Party of Germa-
ny, Sozialdemokratische Partei Deutschlands, SPD) ในท่น้จะเรียกสั้นๆ ว่า พรรค


ประชาธิปไตยสังคมนิยมฯ

24 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์




ตรงข้ามก็มีอาวธครบมืออีกไม่น้อย ท้งสองพรรคต่างคุยโวว่าตนมีฐานเสียง
เหนียวแน่นหลายล้านคน สโมสรกับสหภาพแรงงานหลายแห่ง รวมถึง

ชายฉกรรจ์อีกมากท่เป็นแนวหน้าพร้อมปะทะ แต่เครือข่ายท่มีมหาศาล

จนดูเหมือนไม่มีวันถูกบดขยี้ได้นั้นจะอันตรธานจนหมดสิ้นด้วยฤทธิ์พระ
เพลิงภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น


เย็นวันท่ 27 กุมภาพันธ์ ปี 1933 ขณะท่ประชาชนท่สัญจรไปมาสอง





คนและตารวจอีกหน่งนายกาลังเดินผ่านหน้าไรชส์ทาค สถานท่รัฐการ
สุดโอ่อ่าของรัฐสภาเยอรมันในกรุงเบอร์ลิน ก็พลันมีภาพเหตุการณ์ผิด

วิสัยปรากฏแก่สายตาของพวกเขา เปลวไฟท่ลุกโชติช่วงโลมเลียอยู่หลัง

หน้าต่างสาดให้เห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่ภายในตัวอาคาร ตารวจนายน้น


ทราบทันทีว่าเจ้าของเงาจะต้องเป็นมือเพลิงอย่างแน่นอน จึงทาการเรียก




กาลังมาสมทบ ตารวจระดมกาลังบุกฝ่าควันดาหนาทึบเข้าไปในไรชส์ทาค

และใช้เวลาควานหาตัวไม่นานก่อนจะพบผู้ต้องสงสัยท่แอบอยู่ในห้องโถง
ชายคนนั้นเปลือยครึ่งท่อน ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬแตกพล่าน หน้า
แดงราวหัวบีท ผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิง พาสปอร์ตที่พบในตัวบ่งบอกว่า
ชายสัญชาติดัตช์รายนี้มีชื่อว่า มารีนึส ฟาน แดร์ ลุบเบอ มือเพลิงใช้เสื้อ

เชิ้ตของตัวเองและก๊าซโซลีนกระป๋องเป็นเชื้อไฟ เมื่อทาการไต่สวนหาเหต ุ
แรงจูงใจ เขาให้การว่า “นี่คือการประท้วง! นี่คือการประท้วง!” 1


ชาวเบอร์ลินน้อยรายทได้ร่วมเป็นสกขพยานในเหตวางเพลงเขย่า






ขวัญคร้งน้จะคิดฝันไปถึงว่านายกรัฐมนตรีป้ายแดงนาม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
จะใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข้ออ้างจัดการฝ่ายตรงข้ามแบบถอนรากถอน


โคนท้งเครือข่าย องค์กร ลามไปถึงพรรคการเมือง นายกฯ ใหม่ท่เพ่งได้รับ

การแต่งต้งเม่อหน่งเดือนก่อนหน้า หรือวันท่ 30 มกราคม จะใช้เวลาไม่ถึง






หน่งปีในการทุบทาลายอิทธิพลของทุกพรรคการเมือง อ�านาจปกครอง


ส่วนท้องถ่นของแต่ละรัฐ และสหภาพแรงงานท่มีอ�านาจต่อรองคาฟ้า



ทาลายฝ่ายคิดต่าง 25


การเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารนี้ยังสะเทือนไปถึงหน่วยงานรัฐ ระบบศาล

โรงเรียนกับมหาวิทยาลัย และเหนืออ่นใดคือสถาบันกองทัพ เมื่อถึงปลาย

ปี 1934 ฮิตเลอร์และพรรคคือเจ้าของประเทศเยอรมันแต่เพียงฝ่ายเดียว
ไร้ซึ่งผู้ใดหาญลุกขึ้นมาต่อกรได้


นักการเมืองนาซีเดินทางมาถึงท่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว หน่งในคน


ท่มาถึงแรกๆ คือ แฮร์มันน์ เกอริง ประธานไรชส์ทาค สมุนคู่ใจฮิตเลอร์


แม้หวหนาหนวยดับเพลิงจะรายงานความคืบหน้าของการคุมเพลงตรงหนา




ให้ฟัง แต่ในใจของเกอริงน้นกระหายใคร่ดับอย่างอ่นเสียย่งกว่า “น ่ ี









เป็นฝมือของพวกนกปฏวตคอมมิวนสต” เขาเอยขน “การกอการครังนเปน








เสียงปืนแตกปลุกให้คอมมิวนิสต์ลุกฮือ เราต้องชิงทุบด้วยกาปั้นเหล็กเพ่อ


ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยทันที” ฮิตเลอร์และสมุนอัจฉริยะแห่งการโฆษณา

โยเซฟ เกิบเบิลส์ยืนอยู่ไม่ห่างออกไป “นับต้งแต่บัดน้เป็นต้นไป” นายก

รัฐมนตรีคนใหม่กล่าว “ผู้ท่ประพฤติตัวเป็นปรปักษ์ต่อเราจะต้องถูกกาจัด


เผ่าพงศ์เยอรมันไม่รู้จักคาว่าประนีประนอม บรรดาผู้นาคอมมิวนิสต์


จะต้องถูกแขวนคอคืนนี้”
2


ไรชส์ทาค หน่งในมรดกท่สาธารณรัฐไวมาร์ ท่กาลังจะล่มสลาย


iv



ได้ท้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้าน้นต้องมาถูกเพลิงผลาญจนดาทะมึน ความ
กลัวเข้าปกคลุมท่วประเทศ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าพากันพาดหัวข่าว

โครมครามว่า “ฆาตกร มือเพลิงและพวกวางยาพิษนั้นต้องถูกจัดการขั้น
เด็ดขาด” หน่งในหนังสือพิมพ์จ่าหัวว่า “ต่อต้านการก่อการร้าย โทษประหาร

คือค�าตอบ” ไม่ช้า ความหวาดกลัวก็ลุกลามเลยเถิด “พวกนั้นต้องการจะ


iv สาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) คอชื่อท่ใช้เรียกเยอรมนีในยุคสาธารณรัฐช่วงปี
1919-1933 โดยตั้งตามชื่อเมืองไวมาร์ ที่รัฐสภาได้จัดประชุมในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ
ใหม่เมื่อจักรวรรดิเยอรมันล่มสลายลงหลังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

26 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


ส่งอันธพาลติดอาวุธออกฆ่าคนและเผาหมู่บ้าน” ครูหัวอนุรักษนิยมชื่อลูอี-


เซอ ซ็อลมิทซ์ บันทึกไว้ในอนุทินส่วนตัวของเธอ “ตอนน้ฝ่ายคอมมิวนิสต์
3

ก็มาอย่เบื้องหลังการเผาไรชส์ทาค” เซบัสทีอัน ฮัฟฟ์เนอร์ ทนายหนุ่มและ
หนึ่งในน้อยคนที่ยังรู้สึกคลางแคลงใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


พวกนั้นอาจท�าจริง ไม่ผิดคาดไปเท่าไร แต่น่าขัน ท�าไมพวกนั้นต้อง
เผาไรชส์ทาคตอนร้างคน ดูไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์เลย หรือบางท ี

มันอาจจะเป็นการส่ง “สัญญาณ” ให้ทาการลุกฮือแต่ก็โดนรัฐบาลใช้


“มาตรการข้นเด็ดขาด” ปราบจนราบไปหมดแล้วตามท่หนังสือพิมพ์

ลงไว้ ซึ่งก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี อีกเรื่องท่น่าขันคือการท่พลพรรคนาซี






ดูเอาจริงเอาจังกับเร่องไรชส์ทาคมากท้งท่ก่อนหน้าพวกน้นเรียก
สถานที่นี้อย่างดูแคลนว่า “โรงงานลมร้อน” (hot air factory) ตอนนี้
กลับมาป่าวร้องว่า ไยอาคารแสนศักดิ์สิทธิ์ต้องมาถูกพระเพลิงเผา

จนพังราบ… แก่นเร่องก็คือ ภัยจากการลุกฮือของคอมมิวนิสต์ถูก
ปราบสิ้น และเราค่อยนอนตาหลับได้หน่อย 4



ก่อนเหตุการณ์วางเพลิงไรชส์ทาค ท้งฝ่ายรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ยัง
อยู่ในสภาวะจดๆ จ้องๆ ฮิตเลอร์ยังไม่มีเสียงประชาชนส่วนใหญ่หนุนหลัง


แต่อย่างใด เร่องจ�านวนท่น่งในสภาน้นทางพรรคนาซีก็ยังเสียเปรียบอยู่





มาก ฝ่ายซ้ายอย่างพรรคประชาธปไตยสังคมนยมกบพรรคคอมมิวนสต์

ยังคงเสียงข้างมากในไรชส์ทาค นาซีจึงหยิบเอาเรื่องภัยคอมมิวนิสต์มา
5

หาประโยชน์ใส่ตัวโดยการสร้างความหวาดกลัวให้สาธารณชน วิธีน้สาเร็จ



ด้วยดีกระท่งคนท่เกลียดชังฮิตเลอร์ก็เร่มคล้อยตามว่าเขาไม่ได้ร้ายกาจ

อย่างท่คิด คนอ่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษนิยมก็เร่มมองนาซีในฐานะ



ผู้กอบกู้ แม่พิมพ์ของชาติหัวอนุรักษ์อย่างลูอีเซอ ซ็อลมิทซ์ ท่แต่งงาน


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 27




กับยิวเข้ารีตก็ยังเป็นหน่งในคนกลุ่มน้ “ฮิตเลอร์ครองใจคนเยอรมันส่วน
ใหญ่” เธอบันทึกความในใจลงสมุด “เขาดังเป็นพลุแตก เขาคือผู้กอบกู้
โลกจากความหม่นหมองและชั่วร้าย” ความกลัวของสาธารณชนถูกใช้
6
เป็นเชื้อเพลิงให้กับแผนที่วางอย่างครึ่งผีครึ่งคนเพื่อให้นาซีขึ้นกุมอ�านาจ

ทางวัฒนธรรม และปลูกฝังอุดมการณ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่ามกลาง





บรรยากาศของประเทศท่กาลังวุ่นวายน้นย่อมทาให้การกาจัดข้วอ�านาจ

อื่นที่เป็นเสี้ยนหนามด�าเนินไปอย่างไม่ยากเย็น
ใครกันที่อยู่เบื้องหลังการเผาไรชส์ทาค? เป็นฝีมือของนาซีหรือการ






กระทาท่ไร้ความย้งคิดของ ฟาน แดร์ ลุบเบอ? เร่องน้ยังคงเป็นท่ถกเถียงกัน

ในแวดวงวิชาการ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ฝ่ายท่ได้ประโยชน์ก็คือ
7
พรรคนาซี ตอนท่นาซีต้งรัฐบาล พวกเขาต้องการตาแหน่งอ่นนอกเหนือ





จากนายกรัฐมนตรีเพียงแค่ 2 ตาแหน่งคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการ

ภายในและตาแหน่งในกระทรวงท่เก่ยวข้องกับปรัสเซียซึ่งเป็นรัฐใหญ่และ


ส�าคัญที่สุดในเยอรมัน เรื่องนี้มีนัยแอบแฝง ทั้งสองต�าแหน่งมอบอ�านาจ


ให้นาซีมีอานาจส่งการกองกาลังตารวจกับตารวจลับ รวมไปถึงหน่วยงาน




ความม่นคงภายในท่วท้งจักรวรรดิ นาซีอาศัยอ�านาจท่เพ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ




ในการท�าลายล้างคู่แข่งแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ
ขายฝันให้ประชาชน และกาจัดฝ่ายตรงข้ามชนิดไม่เหลือแม้แต่รายเดียว




การแข็งขืนต่อต้านต่อไปเริ่มอันตรายมากย่งข้น หน่งในสมาชิกหลัก

รุ่นก่อต้งกลุ่มใต้ดินเยอรมันอย่าง ฮันส์ แบร์นท์ กีเซวิอุส บันทึกไว้อย่าง

ขมข่นในภายหลังว่า “ท่โดนเผาก็มีเพียงแค่ไรชส์ทาคไม่ใช่หรือ? หาใช่

เบอร์ลินท้งนคร?” ทว่าแคมเปญการประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามชนิด

8



ถอนรากถอนโคนน้นเป็นเพียงแค่ส่วนเดยวของภาพทใหญ่กว่าซึงภาย


หลังจะรจักกนในชื่อวาไกลช์ชัลทง (Gleichschaltung – กระบวนการทาให ้

ู้



พรรคการเมืองอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน) เป้าหมายคือการคุมสังคมเยอรมัน

28 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์



ท้งระบบโดยอัดฉีดอุดมการณ์นาซีเข้าไปในทุกจังหวะของชีวิตควบคู่ไปกับ
มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมและโทษทัณฑ์ส�าหรับผู้กล้าแข็งขืน
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หนึ่งวันหลังจากไรชส์ทาคถูกเผา รัฐธรรมนูญก็
ไม่อาจพึ่งพาได้อีกต่อไปหลังจากรัฐบาลออกกฎอัยการศึก “เพื่อด�ารงไว้

ซึ่งประชาชนและรัฐ” มอบอานาจให้รัฐสามารถเปิดอ่านจดหมาย โทรเลข


และดักฟังข้อความในโทรศัพท์ได้ อีกท้งยังครอบคลุมไปถึงการจ�ากัดสิทธ ิ


เสรีภาพส่อและการแสดงความคิดเห็น ท่ร้ายท่สุดคือการชะลอสิทธ์ใน


การคุ้มครองบุคคลไม่ให้ถูกรัฐจับกุมคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายออก
ไป ดังนั้น คนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคนาซีจึงย่อมไม่ได้รับการปฏิบัติตาม
กระบวนการยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น

เหย่อรายแรกคือคอมมิวนิสต์ นาซีโทษว่าคอมมิวนิสต์เป็นผู้อยู่เบ้อง-


หลังการวางเพลิงและออกคาส่งให้จับกุมผู้อานวยการฝ่ายรัฐสภา ภายใน



ระยะเวลาไม่ก่สัปดาห์ พรรคคอมมิวนิสต์ก็แตกฉานซ่านเซ็น: หนังสือพิมพ์

ถูกปิด องค์กรถูกแบน และแกนนาทุกคนถูกโยนเข้าเรือนจ�า กองกาลัง


คอมมิวนสต์ท่สาธารณชนเยอรมันเคยเปรยบว่าเป็นมีดทคอยจ่อคออย่ ู





น้นต้องกลับกลายเป็นหมัน องค์กรพังพาบจนไม่เหลือกาลังจะลุกข้น


ต้านทาน การล่มสลายชนิดปัจจุบันทันด่วนสร้างความประหลาดใจให้กับ

คนท่สนับสนุนคอมมิวนิสต์และประชาชนท่วไป; พวกเขาเคยวาดภาพไว้ว่า

อย่างไรเสียก็คงเลี่ยงวันเสียงปืนแตกไม่พ้น ทางฟากตรงข้ามอย่างพรรค
ประชาธิปไตยสังคมฯ ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ฮัฟฟ์เนอร์บันทึกไว้ว่า



การโจมตของคอมมวนสต์ไม่ใช่สงทอย่เหนอความคาดหมาย






คอมมิวนิสต์เป็นศูนย์รวมของพวกหัวรุนแรงท่กล่าวสวัสดีกันด้วย

หมัดและอาวุธ รุนแรงน้อยสุดก็ก่อเหตุยิงกันในผับอยู่เนืองๆ องค์กร
และขุมกาลังของคอมมิวนิสต์เติบโตข้นอย่างต่อเน่อง ซึ่งก็น่า




ทาลายฝ่ายคิดต่าง 29




จะไปฝึกทาเร่อง “ทานองน้” กันมาจากในรัสเซีย ใครๆ ก็รู้ว่านาซี


ต้องการจะจัดการพวกน้ และเป็นเรืองธรรมดาท่ว่าคอมมิวนิสต์จะต้อง



ล้างแค้นแน่ 9
แต่คอมมิวนิสต์ไม่ตอบโต้

เพราะเหตุใดพรรคคอมมิวนิสต์ถึงล่มสลายไปอย่างรวดเร็วท้งๆ ท ่ ี

เตรียมก่อความรุนแรงใส่ท้งฝ่ายประชาธิปไตยและฟาสซิสม์มาโดยตลอด?



เพเทอร์ ฮอฟฟ์มันน์ให้เหตุผลว่าเร่องน้เกิดจากความหัวร้นของบรรดา


แกนนาเอง ท้งแกนนาและนายใหญ่อย่างโยเซฟ สตาลินซึ่งเป็นผู้นา


10
โซเวียตด้วยต่างเชื่อว่าการขึ้นสู่อ�านาจของนาซีนั้นจะเป็นการตอกฝาโลง
พวกชนชั้นกลางหัวก้าวหน้า หรือก็คือตัวสาธารณรัฐไวมาร์ ทูตรัสเซียใน
เบอร์ลินให้สัมภาษณ์กับฟรีดริช ชตัมพ์เฟอร์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์
ฟอร์แวร์ทส์ แสดงความม่นใจว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะจัดต้งรัฐบาลได้หลัง


v

จากฮิตเลอร์ช่วยล้มฝ่ายประชาธิปไตยให้ ความมั่นใจแบบผิดๆ น้เอง
11

ทาให้พรรคคอมมิวนิสต์เดินหมากพลาดอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเร่องการ

ปฏิเสธที่จะจับมือกับพรรคประชาธิปไตยสังคมฯ เพื่อต้านภัยนาซี ความ


ผิดพลาดสดท้ายคอการทพวกเขาสร้างวมานในอากาศว่าประชาชนจะ



เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติ อีกท้งนักการเมืองของพรรคก็คาดไม่ถึงว่า





ฝ่ายตรงข้ามจะดาเนินการแข็งกร้าวรุนแรงขนาดน้ จนในทสุดก็ล้มหาย
ตายจากไปเช่นเดียวกับตัวพรรค
ด้านพรรคประชาธิปไตยสังคมฯ ท่เป็นคู่แข่งหลักของนาซีและยังเป็น

พรรคการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสาธารณรัฐไวมาร์นั้นก็ขยับตัวอะไร

v ฟอร์แวร์ทส์ (Vorwärts) เป็นหนังสือพิมพ์ท่ตีพิมพ์โดยพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมแห่ง
เยอรมนี ก่อตั้งขึ้นในปี 1876 ท�าหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส�าคัญของพรรค

30 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์



ไม่ได้ ทว่าไม่ใช่จากเหตุผลเดียวกันกับท่พรรคคอมมิวนิสต์โดน หัวหน้า

พรรคประชาธิปไตยสังคมฯ เลือกท่จะเดินหน้าสู้โดยยึดหลัก “นิติรัฐ”



แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับนาซีท่ฉีกกฎหมายทุกข้อเพ่อให้ได้มาซึ่งอานาจ

เบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยสังคมฯยังคงเช่อมั่นว่า

ตารวจ ศาล รัฐ หรือประชาชนจะยืนอยู่ข้างพวกเขา พวกเขาเชื่อแบบน ้ ี
จนกระทั่งมันสายเกินไป
ความจริงแล้วธรรมชาติของพรรคประชาธิปไตยสังคมฯน้นไม่ได้

เฉื่อยชาแบบนี้ ระหว่างยุคแห่งความวุ่นวายช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขา
ตอบโต้การรัฐประหารของว็อล์ฟกัง คัพพ์ นักการเมืองสายอนุรักษนิยม


ท่หวังฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยการนัดคนงานหยุดงาน
ครั้งมโหฬารจนท�าให้คัพพ์กับพลพรรคทหารที่ร่วมขบวนการยอมลงจาก

อานาจและเร่มการฟื้นฟูสาธารณรัฐไวมาร์อย่างเป็นรูปธรรม แต่หลังจาก

เหตุการณ์วางเพลิงไรชส์ทาคในปี 1933 พรรคประชาธิปไตยสังคมฯก็ไม่


ได้ใช้อาวุธท่ทรงประสิทธิภาพท่สุดในมืออย่างการเรียกร้องให้คนงานหยุด





งาน แต่เลือกยอมเอนอ่อนเพยงเพอไม่ให้เกด “เงอนไข” ให้รฐบาลนาซี


ตัดสิทธิ์พรรคการเมืองตามที่พวกนั้นต้องการได้
กลับกัน พรรคนาซีน้นมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด พวกเขาใช้วิกฤตเป็น

ข้ออ้างถึงความชอบธรรมในการรวบอ�านาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยการดัน






ร่าง “รฐบัญญติมอบอานาจ” ขนในเดอนมีนาคม ซ่งจะทาใหคณะรฐมนตรี




สามารถผ่านกฎหมายได้โดยไม่จ�าเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา
กฎหมายท่ถูกตราข้นตามรัฐบัญญัติน้นถูกเขียนข้นอย่างแยบยลเพ่อ









ปทางไปสการขนเปนจอมเผด็จการแหงไรชท 3 ในอนาคต พรรคการเมือง






vi




vi ไรช์ท่ 3 (Third Reich) เป็นช่อเรียกหน่งของนาซีเยอรมนี ระหว่างปี 1933-1945 ซ่งอยู่
ภายใต้ระบอบเผด็จการของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 31


ท้งฝ่ายกลางและขวาต่างเลือกลงคะแนนอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้รัฐบัญญัต ิ


ฉบับน้ผ่าน กล่าวได้ว่าพวกเขายังไม่รู้จักฮิตเลอร์ดีพอ หลงคิดว่าการทา
แบบน้จะสร้างความดีความชอบให้พรรคนาซีละเว้นชีวิต ฮิตเลอร์เองก็ทา


ทุกวิถีทางเพ่อหว่านล้อม: เขาให้คามั่นสัญญาว่าใช้อานาจท่ได้รับมาเพียง




เพ่อปราบการปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์เพียงอย่างเดียว และจะปรึกษา

หารือกับประธานาธิบดีก่อนทุกครั้ง ทว่าฮิตเลอร์ก็ยังขาดเสียงในสภาเพ่อ

ผ่านร่างรัฐบัญญัติซึ่งจะต้องใช้ถึงสองในสามส่วน พรรคคอมมิวนิสต์

และประชาธิปไตยสังคมนิยมยังคงถือไพ่เหนือกว่าเพ่อดันร่างน้ตกไป

อย่างไรก็ตาม นาซีย่อมไม่ยอมให้เร่องเล็กน้อยแบบน้มาเป็นประเด็น


วันที่ 5 มีนาคม ส.ส.พรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหมดถูกจับกุม เกอริงที่ขึ้นเป็น
ประธานรัฐสภาประกาศกร้าวว่าอาจโยน ส.ส. พรรคประชาธิปไตยสังคมฯ
ออกไปนอกห้องประชุมด้วยหากจ�าเป็น เพ่อให้สภาเหลือแต่คนท่มีสิทธ ิ ์


ลงคะแนนจริงๆ
ส.ส. ฝ่ายซ้ายที่เหลือรอดเข้าไปประชุมในสภาชั่วคราวที่โรงโอเปรา


เบอร์ลินต่างพบกับบรรยากาศการประชุมท่เต็มไปด้วยความกดดันเพราะ
กองก�าลังเอ็สอา ซึ่งเป็นขุมก�าลังส่วนตัวของฮิตเลอร์พากันมายืนอออยู่
vii

เต็มไปหมดพร้อมแสดงกิริยาก้าวร้าวใส่ผู้เข้าร่วมประชุม ท้งพูดสอด โห่
ไล่และร้องเพลงแทรก อย่างไรกตาม พรรคประชาธิปไตยสังคมฯยงคง


เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ อ็อทโท เวลส์หัวหน้าพรรคได้
ข้นพูดคร้งสุดท้ายแทนระบบสภาท่กาลังจะล่มสลายว่า “เรา เสียงของ




พรรคประชาธิปไตยสังคมฯ” เขาปราศรัย “ให้คาม่นสัญญาว่าจะปฏิบัต ิ




vii เอ็สอา หรือชตวร์มอัพไทลุง (SA, Sturmabteilung) เป็นกองกาลังก่งทหารเก่าของ
พรรคนาซีก่อนเกิดกองก�าลังเอ็สเอ็ส เอ็สอามีบทบาทส�าคัญท�าให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก้าวขึ้น

สู่อ�านาจ โดยมีหน้าที่ก่อกวนพรรคฝ่ายค้าน สู้กับหน่วยกึ่งทหารของฝ่ายตรงขาม และสร้าง
ความหวาดกลัวให้แก่ชาวยิว

32 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


ตามหลักมนุษยธรรมและยุติธรรม เสรีภาพและสังคมนิยม ไม่มีรัฐบัญญัต ิ

ข้อใดจะยินยอมให้คุณมาทุบท�าลายคุณค่านิรันดร์เหล่านี้ได้” ฮิตเลอร์
12
ขึ้นโต้: “คุณเป็นพวกเฉื่อยชา แต่อย่างน้อยคุณก็รู้ตัวเสียที!... ไม่มีใครให้







ราคาคณอกตอไปแล้ว… ดวงดาวของเยอรมันจะจรัสขน แตของคณจะลด

ตา ระฆังประหารของคุณกาลังดังอยู่...ผมไม่ใคร่สนใจเสียงของคุณว่าจะ


สนับสนุนหรือไม่ เยอรมันจะเป็นไท แต่ไม่ใช่เพราะคุณ” 13

ระฆังงานศพของพรรคประชาธิปไตยสังคมฯกาลังล่นร้องอย่างไม่

อาจหลบเลี่ยงท่ามกลางการโห่ร้องดีใจและเสียงตบมือของฝ่ายตรงข้าม

วันท่ 22 มิถุนายน ปี 1933 รัฐมนตรีมหาดไทยนาซี วิลเฮล์ม ฟริค แถลงว่า
พรรคประชาธิปไตยสังคมฯเป็น “ปฏิปักษ์ต่อรัฐและชาติ” มีผลให้ท�าการ
ยุบพรรคโดยทันที รูดม่านปิดฉากพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน
พรรคฝ่ายกลางกับขวาน้นก็มีสถานะท่ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร แม้จะ


ร่วมหัวจมท้ายกับฮิตเลอร์มาตลอด วันท่ 21 มิถุนายน ตารวจและกองกาลัง





เอ็สอาบุกเข้าทลายท่ทาการใหญ่ของพรรคประชาชาตินิยม ของอัลเฟรด
viii


ฮูเกินแบร์ค พันธมิตรทางการเมืองของฮิตเลอร์ ท้งคู่มีหลายจุดท่เหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดชาตินิยมเข้มข้น นิยมกษัตริย์ และต่อต้านชาติพันธุ์
จริงๆ แล้วฮูเกินแบร์คนั้นกินต�าแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของฮิตเลอร์

ด้วยซ�า แต่นาซีก็เลือกจะฟาดฟันมิตรท่ช่วยเหลือเก้อกูลกันมาถึงจุดน้ ท้าย



ท่สุดพรรคประชาชาตินิยมก็ถูกบีบให้ยุบตัวเองไป และวันท่ 26 มิถุนายน


ฮูเกินแบร์คก็ประกาศลาออกจากรัฐบาล หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น วันที่ 4



และ 5 กรกฎาคม พรรคคาทอลกอกสองพรรคกถกบีบให้ยบเลิกไปเช่น







เดยวกน รัฐบาลนาซีตอกตะปตวสดท้ายใส่ฝาโลงของพรรคทเหลอด้วย



viii พรรคประชาชาตินิยม (German National People’s Party, Deutschnationale
Volkspartei, DNVP)

ทาลายฝ่ายคิดต่าง 33



การออกรัฐบัญญัติฉบับใหม่ในวันท่ 14 กรกฎาคม ส่งผลให้ประเทศเหลือ
พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว: “พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน

เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในประเทศเยอรมัน การกระทาของบุคคล
ใดท่มุ่งหมาย หรือการจัดต้งพรรคการเมืองมีโทษจ�าคุกสูงสุด 3 ปี หรือ


กักบริเวณ 6 เดือนถึง 3 ปี” 14
น่นคือจุดจบของระบบพรรคการเมืองซึ่งเป็นอ�านาจอันชอบธรรม

และส�าคัญที่สุดในการถ่วงอ�านาจรัฐบาลในเยอรมัน อย่างไรก็ตาม การ



ไกลช์ชัลทุงน้นยังไม่จบลงเพียงแค่น้ ตอนน้ฮิตเลอร์ได้เบนเข็มเดินหน้า



เข้ากวาดล้างกลุ่มอานาจอื่นๆ ท่หลงเหลืออยู่ในประเทศโดยปราศจาก
การต้านทาน











ทวาผลลัพธนนผิดไปจากทคาดไวหลายชวงตว เยอรมันเปนชาตทมี




ความเป็นภูมิภาคนิยมอยู่ในตัวสูงมาตงแต่ก่อนการรวมชาติ ก่อนปี 1871




นนมีดนแดนท่ใช้ภาษาเยอรมันยังคงแบ่งออกเป็นหลายราชรัฐซึ่งต่างมี
สกุลเงิน รัฐบาลและกองทัพของตัวเอง ซึ่งรบพุ่งกันเองหรือกอดคอเป็น










พนธมิตรกนตามแตสถานการณ บางราชรฐอยางเช่นปรสเซยนนมีสถานะ


กระท่งถูกมองว่าเป็นมหาอ�านาจระดับโลก หลังจากบิสมาร์ค ทาการรวม
ix



ประเทศแล้ว จักรวรรดิเยอรมันท่ต้งข้นใหม่ก็ไม่ได้ยกเลิกการปกครองแบบ

ราชรัฐ แต่ปรับให้มาอยู่ภายใต้อานาจส่วนกลาง จนกระท่งปี 1918 กระแส

การปฏิวัติท่แพร่เข้ามาถึงราชรัฐต่างๆ ได้ทาให้เกิดการปฏิรูปเปล่ยนสถานะ




เป็นสาธารณรัฐแทน แต่เยอรมันก็ยังคงเป็นประเทศท่ใช้ระบอบสหพันธรัฐ
และรัฐต่างๆ ก็ยังคงมีรัฐบาลท้องถ่นของตัวเอง หน่งในน้นคือบาวาเรีย



ix บิสมาร์ค หรือ อ็อทโท ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) รัฐบุรุษและนักการทูตแห่งราช-
อาณาจักรปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมัน ผู้นาทางการเมืองซึ่งทรงอิทธิพลท่สุดในยุโรป ช่วง


ทศวรรษ 1860-1890 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งจักรวรรดิเยอรมันระหว่าง 1871-1890

34 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


ที่เกือบจะแยกตัวเป็นอิสระส�าเร็จในช่วงต้นทศวรรษ 1920



ตอนน้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รัฐบาลท้องถ่นท่ยอม


ศิโรราบต่อกลุ่มอ�านาจใหม่เพียงเพ่อจะโดนเข่ยตกจากเก้าอ้ตามกันไป


ทีละราย รัฐบาลกลางของนาซีท�าการตั้งผู้ว่าการรัฐ (เกาไลเทอร์ ) ที่เป็น
x



คนของตัวเองแทนตาแหน่งนายกเทศมนตรี ซึ่งพร้อมจะน้อมนาคาสั่งจาก

เบอร์ลินไปปฏิบัติมากกว่ากฎหมายท้องถ่น มีเพียงรัฐคาทอลิกทางตอนใต้


อย่างบาวาเรียซึ่งมีเอกลักษณ์ท้องถ่นท่แข็งแกร่งรัฐเดียวเท่าน้นท่หาญกล้า



ยืนหยัดต่อต้าน แต่ก็ถูกโค่นลงหลังจากกองกาลังเอ็สอาท่รู้เห็นเป็นใจกับ

ต�ารวจได้บุกที่ท�างานนายกฯ บาวาเรียของ ดร.ไฮน์ริช เฮลท์ รัฐบาลนาซี
ท�าการปลดเฮลท์ออกจากต�าแหน่งและส่งนายทหารในสังกัดขึ้นนั่งแทน
ท้ายที่สุดบาวาเรียก็ไม่อาจหนีจากการไกลช์ชัลทุงไปได้



สหพันธ์แรงงานท่มีสมาชิกหลายล้านคนท่วเยอรมันน้นก็หายไปจาก
สารบบอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้สนับสนุนหลัก
รายอ่นๆ สถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้เป็นในทิศทางเดียวกับท่เคยเกิดข้นใน



ปี 1920 และการนัดหยุดงานครั้งใหญ่เพื่อต้านการปกครองของนาซีก็ไม่
ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ต่อรองด้วยซ�้า ประธานสหพันธ์แรงงานคิดว่าหาก
พวกเขายอมก้มหัวให้กับฮิตเลอร์ ก็จะสามารถหาข้อตกลงทางธุรกิจร่วม
กันกับข้วอานาจใหม่ได้ ดังน้น สหพันธ์แรงงานจึงพยายามแข่งกับกลุ่ม




อ่นๆ เพ่อป่าวร้องว่าตัวเองจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์มากกว่า ทว่าแท้จริง

แล้วการกระท�าแบบนี้นั้นไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาเลย เผด็จการนาซีเลือก
ที่จะไม่เปิดช่องให้กลุ่มอ�านาจอื่นๆ อยู่เป็นก้างขวางคอแข่งบารมีกับตน


x เกาไลเทอร์ (Gauleiter) คือตาแหน่งหัวหน้าพรรคนาซีสาขาภูมิภาค มีตาแหน่งเป็นอันดับ



สองของกองกาลังก่งทหารของพรรคนาซีระดับสูง รับคาสั่งจากไรชส์ไลเทอร์ (Reichsleiter)
และฟือเรอร์ ตลอดสงครามโลกคร้งท่สอง ตาแหน่งของเกาไลเทอร์จะแต่งต้งโดยตรงจาก




อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เท่านั้น


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 35

ฮิตเลอร์ประกาศให้วันท่ 1 มิถุนายนเป็นวันแรงงานและเป็นวันหยุด




ของพรรค อีกทั้งยังสงบัตรเชิญใหสหพันธแรงงานมารวมงานเลี้ยงรับรอง

ที่จัดขึ้นอยางเอิกเกริกดวยขบวนพาเหรดผสมจากพรรคนาซีและสหพันธ ์


แรงงาน ทว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่กลลวง นักกิจกรรมคอมมิวนิสต์ชื่อฟรันทซ์
ยุง ปูดความจริงอย่างเจ็บปวดในอีกหลายปีให้หลังว่าพวกเขากับเพื่อนๆ
เดินพาเหรด “ในสภาพท่ถูกประกบด้วยเอ็สอา, เอ็สเอ็ส และยุวชน

xi

ฮิตเลอร์ชนิดหายใจรดต้นคอ” อย่างไรก็ตาม ภาพพาเหรดท่ออกมาก็แสดง
ถึงความกลมเกลียวรักใคร่สามัคคีกันอย่างไร้ที่ติ 15
กลลวงดาเนินไปด้วยดีตามท่วางไว้ ความรู้สึกปลอดภัยน้จะคงอยู่




กับประธานสหพันธ์แรงงานเพียงช่วข้ามคืนเท่าน้น ขณะท่เสียงพาเหรด


เมื่อวานยังไม่ทันจางหายไป วันถัดมานาซีก็ทุ่มก�าลังเข้าบุกที่ท�าการของ




สหพนธ์แรงงานและยดเอกสารทงหมด ฝ่ายทพยายามเอาอกเอาใจ


ข้วอ�านาจใหม่ต่างถูกจูงเข้าไปค่ายกักกันโดยละม่อม เมื่อสหพันธ์แรงงาน

ยุบเลิกไป แรงงานเยอรมันท้งหมดก็ถูกผนวกเป็นส่วนหน่งตามแผน ไกลช์-


ชัลทุง และองค์กรแรงงานที่นาซีจัดตั้งขึ้น xii



ส่วนข้วอานาจอ่นๆ ท่เหลือรอดน้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนาซีท่จะ



ก�าจัด นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ปี 1933 เป็นต้นมา กระทรวงต่างๆ เริ่ม
กวาดล้างข้ารัฐการเชื้อสายยิวกับฝ่ายตรงข้ามออกและลามลึกไปถึงระบบ
ศาล ตารวจ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย แม้แต่นักวิชาการเองก็ไม่มีการ

เคล่อนไหวอะไรท้งๆ ท่เพ่อนร่วมงานของตนต้องออกจากงานอย่างไม่





เป็นธรรม ความจริงแล้ว ผู้มีชื่อเสียงจ�านวนมากรวมท้งนักปรัชญาบางราย


xi เอ็สเอ็ส หรือ ชุทซ์ชตัฟเฟิล (SS, Schutzstaffel) องค์กรกาลังก่งทหารสังกัดพรรคนาซี









ภายใต้การนาของไฮน์รช ฮิมม์เลอร์ เป็นหนงในองค์กรท่มีอทธพลทสุดในเยอรมนี หน้าท ี ่
ขององค์กรนี้คือสอดส่องดูแลความมั่นคงภายในไรช์
xii German Labour Front (Deutsche Arbeitsfront, DAF)

36 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์








อย่าง มาร์ทน ไฮเดคเกอร์ นนกเป็นพวกฝักใฝ่นาซ ภาคอตสาหกรรม
เศรษฐกิจและการเงินเองก็ไม่รอด หลังจากวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป

นักอุตสาหกรรม นักธุรกิจ และนักการเงินชั้นนาก็ต่างรีบตบเท้ากันเข้ามา

แบ่งเค้กชิ้นงาม ฮิตเลอร์กับท่ปรึกษาทราบดีว่าสามารถจูงใจคนกลุ่มน ้ ี
ได้ด้วยการส่งห้ามการหยุดงานประท้วงโดยเด็ดขาดและยุบเลิกสหพันธ์


แรงงาน ประกาศพักหน้ให้กับกลุ่มการเมืองขนาดเล็กท่ฝักใฝ่ประชาธิปไตย



และท่ส�าคัญท่สุดคือการฟื้นฟูกองทัพขนานใหญ่ซึ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ให้บริษัทต่างๆ เข้ามาหาประโยชน์

“พูดได้เต็มปากเต็มคาเลยว่าเขามีอิทธิพลสูงข้นมากจนคู่แข่งและ






หวหน้าพรรคฝ่ายตรงข้ามเองยงประหลาดใจ ไม่น่าเชือเลยว่านกพด
สติหลุดจะผันตัวเองข้นไปจนถึงรัฐบุรุษได้” ข้อความยกมาจากช่วงต้น



ในบันทึก วันท่ 21 มีนาคม ของนักเขียนนิยายช่อ เอริช เอเบอร์ไมเออร์




ซึงไม่ได้มีใจฝักใฝ่นาซแต่อย่างใด เขาไม่ใช่ประชาชนรายเดยวทร้สก



16


แบบน มีประชาชนเยอรมนมากมายถกเสน่ห์ของฮิตเลอร์สะกดและไป


ร่วมในการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนการ ไกลช์ชัลทุง การจัดการ
เลือกตั้งทั่วไปมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1933 ซึ่งมีผู้ออกมา
ใช้สิทธิ์สูงถึงกว่าร้อยละ 95 แต่การเลือกตั้งคราวนี้มีพรรคเดียวเท่านั้นที่
ได้รับอนุญาตให้ลงสนาม นั่นก็คือพรรคนาซี
ฮิตเลอร์ “ชนะ” อย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงกว่า 92.11
เปอร์เซ็นต์ มีประชาชนเพียง 7.89 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่
ประสงค์ลงคะแนน อย่างไรก็ตาม การเลือกตงน้นถกจัดขนในสภาวะ






17

ท่บ้านเมืองเป็นเผด็จการ อีกท้งยังไม่มีคู่แข่งและมีการประโคมด้วย

โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้คณะกรรมการการเลือกต้ง

จะไม่ได้ประกาศรับรองผล แต่การชนะเลือกตั้งด้วยเสียงถล่มทลายนั้นก็


ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเยอรมันส่วนใหญ่น้นเห็นดีเห็นงามกับข้วอ�านาจใหม่


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 37


ฮิตเลอร์และเหล่าท่ปรึกษาเดินหมากแต่ละตาอย่างระมัดระวัง นายกฯ

เลือกท่จะตอบปฏิเสธพวกหัวรุนแรงในพรรคท่เรียกร้องให้ปฏิวัติต่อ












เพอเอาใจชนชันนา โดยเฉพาะจากสถาบนกองทพทมีความอนรกษนยมสูง

และมีธรรมเนียมปฏิบัติของตนเองมาอย่างยาวนานและมีอานาจเหนือฝ่าย
การเมือง มีคนไม่น้อยที่มองว่ากองทัพยังคงเป็นแหล่งหลบภัยจากความ
อนารยะไร้ข่อแปของนาซี เพราะเป็นหน่วยงานเดียวท่นาซีไม่สามารถเอื้อม


มือเข้ามายุ่งได้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามเข้ามายุ่งในกิจการของกองทัพ
น้นถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งต้งแต่ต้น สถาบันกองทัพน้นแตกต่าง



จากพรรคประชาธิปไตยสังคมฯและคอมมิวนิสต์ตรงท่พวกเขาไม่ใช่คู่แข่ง

ทางการเมืองกับพรรคนาซีแต่เป็นพันธมิตร จริงอยู่ว่าผู้บัญชาการทหาร
ระดับสูงเองก็จับจ้องการกระทาอันโหดร้ายป่าเถ่อนของฮิตเลอร์อยู่ แต่


พวกเขาก็ยังคงให้ความร่วมมือ บรรดานายทหารระดับสูงของไรชส์แวร์
xiii
(ภายหลังเปล่ยนชื่อเป็นแวร์มัคท์) ต่างคิดว่าพวกเขาจะสามารถชักใย

ควบคุมฮิตเลอร์และกลุ่มอ�านาจใหม่ได้ ทว่าเยาวชนและทหารใหม่ก็เริ่ม

แสดงท่าทีเอนเอียงไปหานาซี จ�านวนนายทหารชั้นสูงเองท่แตกแถวก็มี
มากข้นเรื่อยๆ ทหารท่ฝักใฝ่ฝ่ายตรงข้ามส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนส่งเก็บก็ให้



ออกจากรัฐการ หน่งในนายทหารคนส�าคัญท่ได้รับผลกระทบคือ พล.อ.


ควร์ท ฟอน ฮัมแมร์ชไตน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเป็นตัวตั้งตัวตีใน

การต่อต้านฮิตเลอร์ เมื่อถึงปี 1934 ก็เหลือนายทหารน้อยรายท่ยังคัดค้าน
การล้วงลูกเอาเร่องชาติพันธุ์มาบรรจุในกฎกองทัพ ทว่าไม่นานนักแรง

เสียดทานก็หมดไป สถาบันกองทัพจึงค่อยๆ ถูกกลืนเข้าไปอยู่ในอุ้งมือ
ของฮิตเลอร์ทีละเล็กละน้อยอย่างยากจะถอนตัว


xiii ไรชส์แวร์ (Reichswehr) เป็นช่อเรียกกองกาลังป้องกันตนเองของเยอรมนีระหว่างปี
1919-1935

38 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์




ความสัมพันธ์ระหว่างฮิตเลอร์กับกองทัพแนบแน่นมากย่งข้น ใน





เดอนกรกฎาคม ป 1934 หลังจากเขาสงยบเอ็สอาซึ่งเป็นกองกาลงสวนตว







ท่ผ่านมาผู้นาของเอ็สอาเดินเกมจัดการฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผยทาให้


ภาพลักษณ์ของเอ็สอาเต็มไปด้วยความรุนแรง อีกท้งยังต้งตนเป็นศัตรูกับ


ชนช้นสูงซึ่งคุมกองทัพและหมายจะดันกองกาลังท่ข้นตรงกับพรรคนาซีส ู่



การเป็นกองทัพแห่งชาติแทน บรรดานายพลต่างแสดงจุดยืนย่นคาขาดให้

ฮิตเลอร์เลือก ในท้ายที่สุด จอมเผด็จการก็ต้องเลือกข้าง ฮิตเลอร์ด�าเนิน


การล้างไพ่บนมืออย่างโหดเห้ยมซึ่งภายหลังเรียกเหตุการณ์น้ว่า ราตรีแห่ง
มีดยาว เขาส่งสังหารผู้นากองกาลังเอ็สอาของตัวเองท้งท้งหมดโดยมีฝ่าย





xiv
อนุรักษนิยมบางรายกับสองนายทหารอาวุโสอย่างอดีตนายกฯ พล.อ. ควร์ท
ฟอน ชไลเชอร์ และนายทหารการข่าว พล.ต. แฟร์ดีนันท์ ฟอน เบรเดา
ติดร่างแหครั้งนี้ไปด้วย แต่นี่ไม่ได้ท�าให้กองทัพสะทกสะท้านอะไร อีกทั้ง
สองนายทหารระดับสูงของประเทศอย่าง ผู้บัญชาการสูงสุด พล.อ. แวร์-
เนอร์ ฟอน ฟริทช์ และ เสธ. พล.อ. ลูดวิช เบ็ค ก็ยังเลือกที่จะเพิกเฉย แต่
แท้จริงแล้วชัยชนะของกองทัพครั้งนี้เป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น เอ็สอาจะ

ถูกแทนดวยเอ็สเอ็สซึ่งเป็นกองก�าลังหัวกะทิที่ขึ้นตรงกับพรรคนาซี อีกทั้ง
มีการจัดการเป็นระบบระเบียบมากกว่าและในระยะยาวแล้วจะเป็นภัย
คุกคามกับเหล่าทัพโดยแท้จริง
เพ่อตอบแทนบุญคุณในการช่วยกาจัดพวกเอ็สอาท่เป็นคู่แข่งออก



ไป บรรดานายพลอาวโสซึงนาโดยจอมพลโบลมแบร์คได้เสนอว่าตงแต่





xiv ราตรีแห่งมีดยาว (Night of the Long Knives, Nacht der langen Messer) หรือรู้จักกัน
ในชื่อ ปฏิบัติการฮัมมิงเบิร์ด (Operation Hummingbird) หรือกบฏเริม (เริม-พุทช์ – Röhm-
Putsch) เป็นการกวาดล้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม ปี 1934 เมื่อ



พรรคนาซีได้วสามัญฆาตกรรมทางการเมืองเพ่อรวบอ�านาจอย่างเบ็ดเสรจในเยอรมนี ซึง ่
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้น�าระดับสูงของหน่วยเอ็สอา

ทาลายฝ่ายคิดต่าง 39




บัดน้เป็นต้นไปทหารจะต้องเข้าทาพิธีสาบานต่อชาติ ธง และฮิตเลอร์



(นับต้งแต่ปี 1934 ฮิตเลอร์รับตาแหน่งควบท้งประธานาธิบดีและนายก








รฐมนตร และมีคาทใช้เรยกฮิตเลอร์ว่า ฟือเรอร์ หมายถง ท่านผู้นา )
xv
ค�าสาบานมีดังต่อไปนี้ “ข้าพเจ้าขอให้สัตย์สาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่าจะ
เชื่อฟังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ท่านผู้น�าแห่งจักรวรรดิและปวงชนเยอรมัน และ
ผู้ด�ารงต�าแหน่งจอมทัพโดยปราศจากความเคลือบแคลง ในฐานะทหาร
หาญ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะสละชีพทุกเมื่อเพื่อค�าสัตย์สาบานที่ได้ให้ไว้” 18
อทธพลของนาซีได้แผ่ขยายเข้ามาในกลุ่มผ้ใช้แรงงานซึงเป็นฐาน





เสียงหลักของท้งพรรคประชาธิปไตยสังคมฯและคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน
รัฐบาลกระตุ้นการบริโภคของภาคประชาชน อนุมัติเงินมาลงกับโครงการ






สร้างอนสาวรียและเริมสร้างกองทพข้นใหม่ อัตราการวางงานจึงลดลงไป
มหาศาล แม้ว่าการนัดหยุดงานจะถูกสั่งห้ามโดยเด็ดขาดและไม่มีการปรับ
ขึ้นค่าแรง แต่เมื่อเทียบกับในสมัยปลายสาธารณรัฐไวมาร์แล้ว ต้องบอก
ว่าแรงงานมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก พรรคนาซีจัดบริการ
19

สาธารณะ ริเริ่มโครงการนนทิพล จัดสรรวันหยุด โครงการท่องเท่ยว
xvi
กิจกรรมสันทนาการและส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้แก่ผู้ใช้แรงงาน



และรัฐการ เคร่องจักรโฆษณาของนาซีเร่มปลูกฝังแนวคิดของพรรคต้งแต่





ระดบโรงเรียน มหาวทยาลัย และททางาน ตามหน้าหนงสือพมพ์และ



โรงภาพยนตร์ จนมีประชาชนจ�านวนไม่น้อยท่เริ่มคล้อยตาม เซบัสทีอัน



xv หลังจากข้นสู่อานาจในปี 1934 ฮิตเลอร์ได้ประกาศตนเองเป็นท้งฟือเรอร์และนายกรัฐมนตร ี

โดยใช้ชื่อตาแหน่งเต็มว่า ฟือเรอร์และนายกรัฐมนตรีไรช์ (Führer und Reichskanzler)
ซึ่งเป็นการรวมตาแหน่งประมุขแห่งรัฐและนายกรัฐมนตรีเข้าด้วยกัน และทาให้ฮิตเลอร์


กลายมาเป็นประมุขแห่งไรช์และหัวหน้ารัฐบาลไรช์อย่างเป็นทางการ
xvi โครงการนนทิพล หรือ ความแข็งแกร่งผ่านความรื่นเริง (Strength Through Joy, Kraft
durch Freude-ครัฟท์ ดวร์ช ฟร็อยเดอ)

40 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


ฮัฟฟ์เนอร์ เขียนเรื่องราวช่วงนั้นไว้ในบันทึกความทรงจ�าว่า:




ผลลัพธ์ท่ตามมา [จากการโฆษณาชวนเชื่อ] น้นเข้มข้นรุนแรงเพราะ

มันแทรกซึมเข้าไปในความคิดของผู้คนโดยไม่รู้เน้อรู้ตัวผ่านงานเฉลิม


ฉลอง งานรัฐพิธี และงานประจ�าชาติท่จัดข้นมากมาย สมัยน้นมีการ


เดนพาเหรดครงใหญ่ งานแสดงดอกไม้ไฟ งานแสดงกลอง วง



โยธวาทิต และโบกสะบัดธงไปท่วประเทศ ลาโพงหลายพันตัวถ่ายทอด




ถ้อยคาให้สัตย์ปฏิญาณและคาปราศรัยของฮิตเลอร์… แน่นอนว่า


งานมหกรรมต่างๆ ท่ดูแสนกลวงเปล่าน้นกลับไม่ได้กลวงเหมือน
อย่างท่คด สาธารณชนเร่มเสพตดเสียงโห่ร้องและหลงไปกับงาน





ร่นเริงแม้ว่าไม่มีความจ�าเป็นอะไรเลย ส่วนคนท่ไม่ยอมคล้อยตาม



ก็จะถูกทาให้สงบปากสงบคาไปตลอดกาล!—มีคนถูกทรมานจน
ตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยแส้เหล็กและสว่านไฟฟ้า 20

อีกด้านหน่ง ข้างหลังภาพแห่งความสมัครสมานสามัคคีของ ประชาชน


คือปัญหาเร่อง “ยิว” ชนชาติซึ่งเป็นท่จงเกลียดจงชังจากก้นบ้งหัวใจ








นาซ พวกเขาถกหยามเหยยดและตตราให้ว่าเป็นศตรทประชาชนทกคน


ต้องร่วมใจกนต่อต้าน แต่ไม่ใช่ว่าทกคนจะคล้อยตามโดยดษฎ จ�านวน





สาธารณชนท่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านยิวเมื่อวันท่ 1 เมษายน ปี 1933


น้นกลับมีอยู่อย่างจ�ากัดแม้ว่าจะมีการโหมโฆษณาอย่างมากมายจาก
รัฐบาลกลางและคนของพรรคนาซีที่กระจายอยู่ตามชุมชน 21
อย่างไรก็ตาม การโหมโฆษณาชวนเชื่อให้ต่อต้านยิวโดยหยิบยก





เอาประเด็นเร่องชาติพันธุ์มาโจมตีน้นเร่มเห็นผลชัดเจนย่งข้นโดยเฉพาะ

กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ความจริงแล้วการสร้างศัตรูร่วมน้นเป็นกลไกสาคัญ


อย่างหน่งของนาซีในการเสริมความสามัคคีในหมู่ประชาชน เซบัสทีอัน


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 41



ฮัฟฟ์เนอร์หวนย้อนระลึกถึงคร้งท่เขาออกเดทเดินป่ากับสาวชาวยิวใกล้
กรุงเบอร์ลินท่ามกลางกระแสการต่อต้านยิว ระหว่างทางท้งคู่ได้พบกับ

คณะครูและนักเรียนที่มาทัศนศึกษา




เด็กทุกคนท่เดินผ่านมาต่างตะโกน “ยูดา แฟร์เรกเคอ!” ใส่เราด้วย
xvii
นาเสียงใสๆ แบบเด็กน้อยราวกบมันเป็นคาทกทายของนกเดนป่า








เด็กๆ พวกน้นอาจไม่ได้เจาะจงด่าเรา ผมก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมีเชื้อ
ยิวสักนิด และชาร์ลี (ยิว) นั้นก็ไม่ได้ดูยิวจ๋าขนาดนั้น บางทีอาจเป็น
แค่การทักทายฉันมิตร… ผมนั่งลงบนเนินเขาเพื่อดื่มด�่าบรรยากาศ
ของ “วสันตฤดู” และกระชับร่างของโฉมงามไว้ในอ้อมแขน เราจุมพิต



กันดดดมไม่อายฟ้าดิน เด็กๆ ท่เดินผ่านไปมาต่างสาปส่งใส่เราอย่ ู

หลายครั้งว่าให้สองเราไปตายเสีย 22



ภายใต้สภาพการณ์แบบน้จึงทาให้มีฝ่ายตรงข้ามน้อยรายท่กล้าเผย
ตัวต่อต้าน คนที่กล้าพอต่อกรก็ถูกจัดการอย่างเลือดเย็น ในครึ่งหลังของ

ปีแรกหลังจากนาซีก้าวข้นสู่อานาจ อันธพาลการเมืองอย่างเอ็สอาน้นโด่งดัง


ไปท่วในวีรเวรท่มักอุ้ม “บุคคลไม่พึงประสงค์” เอาไปซ้อมเสียจนตายใน


ห้องขัง หลังจากที่เอ็สอาถูกยุบไปในเดือนมิถุนายน ปี 1934 การจัดการ

อย่างอันธพาลก็เร่มมีแบบแผนและทรงประสิทธิภาพมากย่งข้นภายใต้


การควบคุมของเอ็สเอ็ส มีค่ายกักกันกระจายอยู่ทั่วประเทศเยอรมนีกว่า
50 แห่งไว้ใช้จองจ�านักโทษหลายแสนคนซึ่งมาจากทุกชนชั้น โดยเฉพาะ

สมาชิกกลุ่มใต้ดิน แต่คนในค่ายส่วนใหญ่เป็นแค่ประชาชนท่วิพากษ์


วิจารณ์รัฐบาลในท่สาธารณะ หรือบางกรณีก็อาจแค่ยิงมุกตลกร้ายเก่ยวกับ

xvii ยูดา แฟร์เรกเคอ! (“Juda verrecke!”)—พวกยิว ไปตายซะ!

42 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์



ด้านลบของฮิตเลอร์ นักโทษต้องใช้ชีวิตหลังร้วลวดหนามด้วยความ
อดอยากหิวโหยและท�างานหนักหลังขดหลังแข็งทุกวัน การท�าผิดกฎนั้น

อาจถูกลงโทษถึงตายและมีหลายคนท่ไม่ได้กลับออกมาอีกเลยเมื่อเดิน



เข้าไปหลังร้วไฟฟ้า ช่วงน้นมีเพลงส้นนิยมร้องกันอยู่ว่า: “ขอพระองค์โปรด
สาปข้าให้บ้าใบ้, ด้วยข้าไซร้เกรงถูกไสไปดาเคา ” (Lieber Gott, Mach
xviii
mich stumm, / dass ich nicht nach Dachau kumm) 23
ภายนอกค่ายกักกัน ฝ่ายตรงข้ามพรรคนาซีน้นต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ

ซ่อนๆ ด้วยความกลัว แม้ว่าจะไม่ได้ถูกจับกมแต่ก็อาจถกบีบให้เสียหน้าท ่ ี


การงานอย่างไม่เป็นธรรม รัฐบาลสามารถเข้าถึงตัว ครอบครัวหรือเพื่อน
ของพวกเขาได้ทุกเมื่อ และไม่สามารถไว้ใจใครได้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย


ทุกคนอาจเป็นสายข่าวหรือตารวจลับของรัฐบาลหรือท่เรียกโดยย่อว่า
เกสตาโพ ในความเป็นจริงแล้วเกสตาโพมีจ�านวนน้อยกว่าท่คิดกันไว้มาก

24

สายข่าวส่วนใหญ่ก็คือประชาชนคนธรรมดาท่แจ้งเบาะแสให้กับทางการ
โดยเจตจ�านงตัวเอง: อาจเป็นเด็กๆ ที่ถูกล้างสมองจากโรงเรียนหรือกลุ่ม
ยุวชนฮิตเลอร์ ไม่ก็เพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมงาน แม้อุดมการณ์


นาซีจะมีส่วนโดยตรงท่ทาให้คนกลุ่มน้เลือกท่จะรายงาน ทว่าน่ไม่ใช่ปัจจัย





เดียว เร่องผลประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นปัจจัยหน่ง เพราะการประจบผู้มีอานาจ

อาจช่วยให้สามารถก้าวหน้าในอาชีพการงานได้อย่างรวดเร็ว




แต่นเป็นแค่ส่วนเดยวของภาพใหญ่ ฝ่ายตรงข้ามน้นกไม่ใช่ผ้ถก



กระทาแบบท่จะยอมถูกยายีอยู่ฝ่ายเดียว มีหลายรายแสดงความกล้าหาญ





เด็ดเด่ยวและเสียสละให้ได้ประจักษ์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ปี 1933
พรรคประชาธิปไตยสังคมฯ และพรรคคอมมิวนิสต์ก็กระชับความสัมพันธ์

กับฐานเสียงเดิมของตัวเองเพ่อจัดต้งเครือข่ายกลุ่มใต้ดินตามชนบท คลับ

xviii ดาเคา (Dachau) ชื่อค่ายกักกันนาซีแห่งแรกในเยอรมนี


ทาลายฝ่ายคิดต่าง 43

และโรงงาน มีหลายกลุ่มที่พยายามเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายตนด้วยการ


แจกใบปลิว พิมพ์หนังสือพิมพ์ และส่อใต้ดินชนิดอื่นๆ โดยได้รับความ









ช่วยเหลือจากแกนนาทอย่ทงในและนอกประเทศ ฝ่ายคอมมวนสต์เดน
เกมไว้หนักข้อย่งกว่าด้วยการสร้างขบวนการใต้ดินรูปแบบเดียวกับพรรค


บอลเชวิค ไม่ผิดเพี้ยน ถึงกระนั้นบันทึกของเพเทอร ฮอฟฟมันนเขียนไว ้


xix
ว่าปี 1935 นั้น “เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการใต้ดินขนาดใหญ่ถูกกวาดจนไม่

เหลือหลังถูกเกสตาโพลงแรงปราบอยู่หลายคร้งหลายครา” ความจริง
25



แล้ว ปีเดียวกันน้เองท่แกนนาและหัวหน้าองค์กรคอมมิวนิสต์ท่ถูกฟูมฟัก

มาอย่างดีน้นโดนจับเข้าค่ายกักกัน บ้างก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ไม่ก ็

อยู่ในสภาพหมดลมหายใจ
สาเหตุนั้นไม่ได้เกิดจากความสะเพร่าหรือขาดประสบการณ์ แต่มา
จากโครงสร้างองค์กร คอมมิวนิสต์ขับเคลื่อนด้วยพลังของมวลชนท่ลุกข้น












มาต่อสู้ปฏวตซึงทาให้เครอข่ายมีขนาดใหญ่มาก ในช่วงนนมการพดคย


อย่างกว้างขวางว่าแต่ละกลุ่มท่อยู่กระจัดกระจายจะหันหน้ามาจับมือกัน

เป็น “แนวร่วม” เพ่อจัดกิจกรรมเผยแพร่แนวคิดในโรงงานและท่ทางานท่ว





ประเทศ ทว่าขณะท่เครือข่ายขยายตัวออกไป การทาการคัดกรองสมาชิก

กลับทาได้อย่างจ�ากัด ไม่ช้าเครือข่ายก็โตอย่างสะเปะสะปะ การเติบโต


ลักษณะน้อาจเป็นเร่องท่ดีในยุคท่ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย


แต่ไม่ใช่กับยุคเผด็จการทรราชย์ สมาชิกใหม่ท่เข้ามาแต่ละรายน้นมีสิทธ ิ ์




ท่จะเป็นตัวอันตราย; อาจเป็นสายข่าวหรือกระท่งเป็นเจ้าพนักงานเกสตาโพ

ด้วยซ�า ยังไม่นับรวมปัจจัยท่ประชาชนเยอรมันส่วนใหญ่ต่างเห็นดีเห็น


งามกับนาซี การรับสมาชิกใหม่เข้ามาจึงเป็นเร่องคอขาดบาดตายและยัง
xix กลุ่มสมาชิกในพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (Russian Social Democratic
Labour Party) ซึ่งนิยมลัทธิมากซ์ น�าโดยวลาดีมีร์ เลนิน

44 แผนลอบสังหารฮิตเลอร์


เป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเจาะเข้ามา สมาชิกอาจจะ



บอกความลับไปกับสายข่าวโดยไม่รู้เน้อรู้ตัว ส่วนสมาชิกท่ถูกเจ้าหน้าท ี ่







นาตวไปสอบสวนนนกจะถกทรมานจนกว่าจะยอมชีเป้าไปยงสมาชิก


รายอื่นๆ เพ่อให้เกสตาโพสาวไส้จัดการชนิดถอนรากถอนโคนได้ท้งองค์กร



ดังน้น เครือข่ายท่มีขนาดใหญ่มากเกินไปในลักษณะเดียวกับเครือข่าย
คอมมิวนิสต์ก็จะถูกท�าลาย เกสตาโพมีหน้าที่แค่ตั้งตารอจังหวะ เงื่อนไข


เดียวท่จะให้การทารัฐประหารภายใต้สภาวะท่บ้านเมืองอยู่ในกามือ



ของเผด็จการส�าเร็จลุล่วงได้ก็คือ ผู้ก่อการจะต้องเป็นกลุ่มผู้นาระดับสูง

ท่รวมตัวกันอย่างลับๆ ซึ่งสามารถเข้าถึงอาวุธและมีสมาชิกจ�านวนไม่มาก
อีกทั้งต้องมีเส้นสายที่ดีพอ แม้ในปี 1935 นั้นจะยังไม่เกิดกลุ่มแบบที่ว่า
แต่จะมีการรวมตัวกันขึ้นในอีกสองปีให้หลัง พวกเขาไม่ใช่คู่แข่งทางการ
เมืองของฮิตเลอร์ แต่เป็นพลพรรคฝ่ายเดียวกันน่นเองท่รอคอยโอกาส


เข้าจ้วงแทงจอมเผด็จการแบบไม่ให้ทันตั้งตัว


Click to View FlipBook Version