The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาเวสสันดรชาดก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by smkeiyrtikhngnukul, 2022-11-28 09:07:11

มหาเวสสันดรชาดก

มหาเวสสันดรชาดก

มหาเวสสันดรชาดก

ต อ น กั ณ ฑ์ มั ท รี

จั ด ทำ โ ด ย

นางสาวจุฑาทิพย์ คงนุกูล
ม๕/๒ เลขที่ ๒๐

ป ร ะ วั ติ ผู้ แ ต่ ง

เจ้าพระยาพระคลัง นามเดิมว่า หน
เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่าเดิม เป็นหลวงสรวิชิต เคยตามเสด็จ
พระราชดำเนินราชการสงครามในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อครั้งหลวงสรวิ
ชิตรับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรีมีความดีความชอบมากโดยเฉพาะฝีมือใน
การเรียบเรียงหนังสือรัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นพระยาพิพัฒ
โกษา ต่อมาตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังว่างลง รัชกาลที่ ๑ จึงโปรด
เกล้าฯ แต่งตั้งพระยาพิพัฒโกษาขึ้นเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (หน)
พระยาพิพัฒโกษามีบุตรชาย ๒ คนคนหนึ่งเป็นจินตกวีและอีกคนหนึ่ง
เป็นครูพิณพาทย์ส่วนบุตรหญิง คือเจ้าจอมมารดานิ่มเป็นเจ้าจอม
มารดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร ในรัชกาลที่ ๒
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๔๘ ใน
สมัยรัชกาลที่ ๑ หนังสือที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งที่สำคัญ ได้แก่
มหาชาติกลอนเทศน์หรือเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
โดยทั้งสองกัณฑ์นี้นับได้ว่าแต่งได้ดีเยี่ยม ไม่มีสำนวนของผู้ใดสู้ได้แม้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสจะได้ทรงนิพนธ์ขึ้น
อีกสำนวนหนึ่งในภายหลังก็ยังเว้นกัณฑ์ทั้งสองนี้ เพราะของเดิมดีเยี่ยม
อยู่แล้ว

ค ว า ม เ ป็ น ม า ข อ ง เ รื่ อ ง

กัณฑ์มัทรีเป็นกัณฑ์ที่ ๙ จากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก เริ่มตั้งแต่เทว
บุตร ๓ องค์นิรมิตกาย เป็นสัตว์ร้ายขวางทางพระนางมัทรีเกิดลางแก ่
พระนางมัทรี พระนางจึงทรงวิงวอนขอทาง ต่อสัตว์ร้ายทั้งสาม เมื่อเสด็จ
กลับถึงอาศรม พระนางทูลถามพระเวสสันดรถึงพระกุมารทั้งสอง พระ
เวสสันดรจึงทรงตัดพ้อต่อว่าถึงการที่กลับมาผิดเวลา พระนางมัทรีทรง
เฝ้ารำพึงรำพันถึงสองกุมาร พลางเที่ยวเสด็จตามหาจนสลบไปครั้นพอ
พระนางมัทรีทรงฟื้ นคืนสติแล้ว พระเวสสันดรจึงตรัสบอก ความจริงว่า
ได้พระราชทานสองกุมารเป็นทานแก่ชูชก พระนางมัทรีจึงทรง
อนุโมทนาบุตรทานบารมี

มาจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระ
เวสสันดร เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทยใน
สมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรด
เกล้าฯให้ปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นมหาชาติ
สำนวนแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สวด ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม
โปรดเกล้าให้แต่งกาพย์มหาชาติ เพื่อใช้สำหรับเทศน์ แต่เนื้อความใน
กาพย์มหาชาติค่อนข้างยาว ไม่สามารถเทศน์ให้จบภายใน ๑ วัน จึงเกิด
มหาชาติขึ้นใหม่อีกหลายสำนวน เพื่อให้เทศน์จบภายใน ๑ วัน
มหาชาติสำนวนใหม่นี้เรียกว่า มหาชาติกลอนเทศน์ หรือ ร่ายยาวมหา
เวสสันดรชาดก

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดเกล้าฯให้มีการ
ชำระและรวบรวมมหาชาติกลอนเทศสำนวนต่าง ๆ แล้วคัดเลือกสำนวน
ที่ดีที่สุดของแต่ละกัณฑ์ นำมาจัดพิมพ์เป็นฉบับของหลวง ๒ ฉบับ คือ
ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ และ ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ย่ อ

พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดรทำนาย
ฝันให้ แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระ
โอรสกับพระธิดากับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนางมัทรี
ก็เสด็จเข้าป่าเพื่อหาผลไม้มาปรนนิบัติพระเวสสันดรและสองกุมาร
ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติผิดปกติไปจากที่เคยพบเห็น
เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็กลายเป็นต้นที่มีแต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่งโน้มลง
มาให้พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลายเป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่ถึง ทั้ง
ท้องฟ้าก็มืดมิด ขอบฟ้าเป็นสีเหลืองให้รู้สึกหวั่นหวาดเป็นอย่างยิ่ง ไม้
คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัดตกจากบ่า ไม้ตะขอที่ใช้เกี่ยวผลไม้
พลัดหลุดจากมือ ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่งขึ้นบรรดาเทพยดาทั้งหลายต่าง
พากันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วและทราบเรื่องที่พระ
เวสสันดร ทรงบริจาคพระโอรสธิดาเป็นทาน ก็จะต้องออกติดตามพระ
กุมารทั้งสองคืนจากชูชก พระอินทร์จึงส่งเทพบริวาร 3 องค์ให้แปลง
กายเป็นสัตว์ร้าย 3 ตัว คือราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง ขวางทาง
ไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลาปกติ เมื่อล่วงเวลาดึกแล้วจึงหลีก
ทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่
พบสองกุมารก็โศกเศร้าเสียพระทัย เที่ยวตามหาและร้องไห้คร่ำครวญ
พระเวสสันดรทรงเห็นพระนางเศร้าโศก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วย
การแกล้งกล่าวหานางว่าคิดนอกใจคบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึง
อาศรมในเวลาดึก เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงในขณะที่พระนาง
กำลังโศกเศร้าหนักและกำลังอ่อนล้า พระนางจะเป็นอันตรายได้ ใน
ที่สุดพระนางมัทรีทรงคร่ำครวญหาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้ นขึ้น พระ
เวสสันดรทรงเล่าความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่ชูชก
ไปแล้วด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรงค่อย
หายโศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานบารมีของพระ
เวสสันดรด้วย

ลั ก ษ ณ ะ คำ ป ร ะ พั น ธ์

แต่งเป็นร่ายยาว มีพระคาถาภาษาบาลีนำ และพรรณนาเนื้อความ
โดยมีพระคาถาสลับเป็นตอน ๆ ไปจนจบกัณฑ์ คำประพันธ์ประเภทร่าย
ยาว หนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป วรรคหนึ่ง ๆ มี
ตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า มีบังคับเฉพาะระหว่างวรรค
คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป
เมื่อจบตอนมักมีคำสร้อย เช่น “นั้นแล” “นี้แล” ร่ายยาวมหาเวสสันดร
ชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์บาลีขึ้นก่อน แล้วแปลเป็น
ภาษาไทย แล้วจึงมีร่ายตาม ในระหว่างการดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีคั่น
เป็นระยะ ๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับข้อความที่ตามมา

แผนผังร่ายยาว

ร่ายยาว คือ ร่ายที่ไม่กำหนดจำนวนคำในวรรคหนึ่ง ๆ แต่ละวรรคจึงอาจ
มีคำน้อยมากแตกต่างกันไป การสัมผัส คำสุดท้ายของวรรคหน้าสัมผัส
กับคำหนึ่งคำใดในวรรคถัดไป จะแต่งสั้นยาวเท่าไรเมื่อจบนิยมลงท้าย
ด้วยคำว่า แล้วแล นั้นแล นี้เถิด โน้นเถิด ฉะนี้ ฉะนั้น ฯลฯ เป็นต้น

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด ค ว า ม

พระมหาสัตว์เจ้ายังมหาปฐพีอันใหญ่ให้หวั่นไหวด้วยพระราชทานปิย
บุตรทั้งสองแก่พราหมณ์ แล้วเกิดโกลาหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตลอดถึงพรหมโลก โกลาหลอันนั้นหมู่เทพเจ้าชาวป่าหิมพานต์ได้สดับ
เสียงพิลาปรำพันของสองพระกุมารกุมารีที่พราหมณ์นำไป ก็มีความ
สงสารประหนึ่งว่าหฤทัยจะแตกทำลาย จึงปรึกษากันว่าถ้าพระนางมัทรี
เสด็จกลับมาสู่อาศรมในเวลากลางวัน เมื่อไม่ได้เห็นพระเจ้าลูกทั้งสองก็
จะต้องรบกวนทูลถามซึ่งพระเวสสันดร ครั้นได้ทรงทราบว่าพระ
เวสสันดรได้พระราชทานให้ไปแก่พราหมณ์แล้ว พระนางเธอก็จะต้องวิ่ง
ติดตามด้วยความสิเนหาอันแรงกล้าก็จะเสวยเวทนาอันใหญ่หลวง จำ
เราทั้งปวงจะคิดหาอุบายกั้นกาง อย่าให้พระนางเธอเสด็จมาได้แต่ใน
เวลายังวัน

ครั้นปรึกษากันอย่างนี้แล้วจึงพร้อมกันมอบหน้าที่ให้เทพบุตรทั้งสาม
ว่า ท่านทั้งสามจงจำแลงเพศเป็นราชสีห์องค์หนึ่ง เป็นเสือโคร่งองค์หนึ่ง
เป็นเสือเหลืององค์หนึ่ง แล้วพากันไปขัดขวางกั้นกางหนทางที่พระนาง
เธอเสด็จมา ถึงพระนางเธอจะอ้อนวอนสักเพียงไรอย่าอนุญาตให้มาได้
จนกว่าพระอาทิตย์จะอัสดงคต จึงค่อยพากันละลดเลิกถอยหนีไปให้
พระนางเธอเสด็จมาด้วยรัศมีจันทร์ แต่ว่าท่านทั้งสามจงพากันป้องกัน
อย่าให้พระนางเธอเป็นอันตรายด้วยสัตว์ร้ายต่าง ๆ ได้เป็นอันขาด

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อเทพบุตรทั้งสามรับเทวราชปกาสิตของเทพเจ้าเหล่าที่ประชุมอยู่ใน
สถานที่นั้นแล้ว ก็กระทำตามคำสั่งสอนทุกประการ ฝ่ายพระเยาวมาลย์มาศ
มัทรีพระนางเธอมีพระหฤทัยไหวหวาดด้วยทรงคำนึงความฝัน แล้วทรงรีบ
ขมีขมันแสวงหามูลผลาหาร แต่บังเอิญเสียมที่พระนางเธอถือก็หลุดจาก
พระหัตถ์ กระเช้าก็จะพลัดตกลงจากพระอังสา ทั้งพระเนตรเบื้องขวาก็
เขม่นอยู่ริก ๆ ต้นไม้ที่พระนางเคยปลิดผลก็เผอิญไม่แลเห็น ท้องฟ้า
อากาศก็เป็นประหนึ่งว่ามืดมิดไปทั่วทุกทิศ พระนางเธอก็ทรงหลากจิตว่า
เหตุไรหนอจึงเป็นอย่างนี้ ชะรอยจะมีเหตุอันใดอันหนึ่งแก่ตัวเราหรือไม่ก็
พระเจ้าลูกทั้งสอง มิฉะนั้นก็พระสวามีเวสสันดรอย่างใดอย่างหนึ่ง

ครั้นทรงคำนึงอย่างนี้แล้วจึงบ่ายหน้าเสด็จกลับแต่ได้มาพบมฤคราช
ร้ายทั้งสามที่นอนขวางทางพระนางอยู่ พอนางเสด็จจวนถึง มฤคราชทั้ง
สามนั้นก็พร้อมกันลุกขึ้นยืนสกัดขวางทางพระนางไว้พระนางเธอจึงทรง
พิไรรำพันว่า เวลาพระอาทิตย์ก็จวนจะตกต่ำอยู่แล้วทั้งพระอาศรมก็ยังอยู่
ไกล พระเจ้าลูกทั้งสองกับพระสวามีคงจะคอยเสวยมูลผลาหารที่เราจะนำ
ไป ป่านนี้พระจอมไทขัตติยาเบศร์คงจักปลอบพระราชโอรสธิดาผู้หิวโหย
อยู่ในบรรณศาลาตั้งหน้าทอดพระเนตรคอยเป็นแน่แท้ พระลูกรักทั้งสอง
ของเราก็จักพากันทรงกันแสงด้วยถึงเวลาเสวยแล้ว พระลูกแก้วกัณหาก็คง
หิว พระถันธารา หรือไม่อย่างนั้น พระเจ้าลูกทั้งสองก็คงจักมาคอยทางแม่
เหมือนกับลูกโคอ่อนที่ชะแง้แลหาแม่โค หรือไม่อย่างนั้นพระลูกทั้งสองคง
ยืนคอยแม่อยู่แต่ในอาศรม เหมือนกับหงส์ที่ตกอยู่บนเปือกตมฉะนั้น อัน
หนทางก็ยังอยู่ไกล ทั้งเป็นหนทางน้อยเดินได้แต่ผู้เดียว เราไม่อาจจะเลี้ยว
ลัดให้พญาสัตว์ทั้งสามนี้ได้ เพราะข้างหน้าหนึ่งก็มีสระ อีกข้างหนึ่งก็มีบึง
เราจำเป็นจะอ้อนวอนพญาสัตว์ทั้งสามนี้ให้หลีกหนีจากหนทางเรา

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

ครั้นทรงพระดำริแล้วจึงปลดกระเช้าผลไม้ลงจากพระอังสาแล้ว
ประคองอัญชลีขึ้นอ้อนวอนว่า ข้าแต่พญามฤคราชผู้ทรงฤทธิรอน ขอ
ท่านทั้งสามจงเห็นแก่ความอ้อนวอนของข้าพเจ้าผู้เป็นพระราชธิดาของ
มนุษย์ ส่วนท่านทั้งสามก็เป็นราชบุตรของพญามฤคราชเหมือนกัน
ข้าพเจ้ากับท่านทั้งสามชื่อว่าเป็นพี่น้องกันโดยทางธรรม ข้าพเจ้าขอก
ราบไหว้ท่านทั้งสาม ท่านทั้งสามจงกรุณาหลีกหนทางให้ข้าพเจ้า อัน
ข้าพเจ้านี้เป็นอัครมเหสีของพระราชโอรสกรุงสีพี ซึ่งถูกขับจากประเทศ
มาบวชเป็นชีไพร ข้าพเจ้านี้มิได้หมิ่นประมาทพระราชสามี จงรักภักดี
ต่อพระราชสามีอยู่เสมอเป็นเนืองนิตย์ ขอท่านทั้งสามจงนิมิตจิตหลีก
หนทางให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ช่วยให้ข้าพเจ้าได้กลับไปเห็นหน้าลูกรักทั้ง
สองศรี คือชาลีและกัณหา ท่านทั้งสามก็จงพากันแสวงหาอาหารตาม
ต้องการเถิด อีกประการหนึ่ง ลูกไม้หัวมันที่ข้าพเจ้าได้มานี้มีอยู่มาก
ข้าพเจ้าจะแบ่งให้ท่านทั้งสามเสียกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งจักนำไปฝากพระลูก
รักและแลผัวขวัญ ขอท่านทั้งสามจงรีบด่วนให้หนทางแก่ข้าพเจ้า

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อพระนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต
พญามฤคราชทั้งสามนั้นจึงพากันละลดหลีกหนทางให้ ในคืนวันนั้นเป็น
วันเพ็ญมีพระจันทร์เด่นเต็มดวง พระนางเธอก็ได้เสด็จล่วงมรรคามาจน
กระทั่งถึงที่สุดจงกรม เมื่อได้ทรงพบเห็นพระเจ้าลูกทั้งสองในที่ ๆ เคย
เห็นมา จึงตรัสว่าเราได้เคยเห็นพระเจ้าลูกทั้งสองพากันยืนคอยต้อนรับ
อยู่ที่นี้ พอเห็นแม่มาถึงก็พากันวิ่งเข้ารับ แต่วันนี้เหตุไรจึงกลับกลาย
เราไม่พบเห็นพระเจ้าลูกทั้งสองเหมือนอย่างที่เคย แม่นี้มีอุปมาเหมือน
แม่แพะหรือแม่เนื้อที่ละลูกน้อยไปเที่ยวหากิน หรือเหมือนกับปักษิณที่
ทิ้งลูกน้อยไปจากรังหรือแม่ราชสีห์ที่พะว้าพะวังอาหาร ละลูกน้อยไว้ใน
สถานของตนแล้วเที่ยวไปหากินฉะนั้น วันนี้แม่ได้เห็นแต่รอยเท้าของ
เจ้าทั้งสองกับกองทรายที่เจ้าทั้งสองเคยกองเล่น วันอื่น ๆ แม่ได้เห็นเจ้า
ทั้งสองขะมุกขะมอมอยู่ด้วยฝุ่นและทราย พอเห็นแม่มาถึงก็พากันวิ่ง
รับรองข้าง มาวันนี้แม่รู้สึกอ้างว้างด้วยไม่เห็นหน้าเจ้าทั้งสอง วันก่อน ๆ
เจ้าทั้งสองเคยคอยต้อนรับแม่ผู้กลับมาจากป่า เคยชะแง้แลหาแม่
เหมือนกับลูกแพะหรือลูกเนื้อทราย อันมีความมุ่งหมายหาแม่ฉะนั้น
แต่วันนี้แม่มิได้เห็นหน้าเจ้าทั้งสองเหมือนแต่ก่อนเลย เห็นแต่ผล
มะตูมสุกที่เจ้าทั้งสองเคยอุ้มเล่นมาตกกระเด็นอยู่ในที่นี้ โอ้ลูกรักของ
แม่เอ๋ย เวลานี้ถันทั้งสองเต้าของแม่ที่ลูกกัณหาเคยได้ดูดดื่มมาแต่
ก่อนก็เต่งเต็มประดุจว่าจะแตก ใครเล่าเวลานี้จะมาค้นชายพกแม่เพื่อ
หาของเล่น และใครเล่าจะเข้าเหนี่ยวถันแม่เสวยนม โอ้ พระอาศรมนี้
เมื่อก่อนปรากฏแก่เราเหมือนกับมีมหรสพครึกครื้น มาวันนี้ดูช่าง
เงียบเหงานี่กระไร เราได้ดูอาศรมแล้วประหนึ่งว่าอาศรมหมุนเวียน
เหมือนกับแป้นแห่งนายช่างหม้อ โอ้ ไฉนหนอพระอาศรมนี้จึงมาเป็น
เช่นนี้

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

ทั้งฝูงกาและสกุณาชาติทั้งหลายก็มิได้ส่งเสียงขันเหมือนวันก่อน หรือ
ว่าลูกในอุทรของแม่ตายเสียแน่แล้วประการใด หรือว่ามีผู้ใดมานำเอา
ลูกแม่ไปเสียที่อื่น ลูกแม่จึงไม่เห็นปรากฏเหมือนกับในวันก่อน ๆ

เมื่อพระนางเธอทรงพิลาปรำพันอยู่ดังนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าไปเฝ้าพระ
อดิศรสวามีเวสสันดรราชฤาษี ทรงวางกระเช้าผลไม้ลงแล้วถวายบังคม
เมื่อได้เห็นสมเด็จพระเวสสันดรราชฤาษีเสด็จประทับนั่งนิ่งอยู่มิได้ทรง
พาที ทั้งมิได้เห็นพระชาลีกัณหา จึงกราบทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ เหตุไรพระองค์จึงทรงนิ่งอยู่เช่นนี้ ทำให้หัวใจของ
หม่อมฉันมัทรีนี้หวั่นหวาด ทั้งเมื่อเวลาจวนจะใกล้รุ่งวันนี้ หม่อมฉันมัท
รีก็ฝันประหลาดอยู่แล้วพระเจ้าข้า ในเวลานี้ฝูงนกกาไพรและนกต่าง ๆ
ก็มิได้ส่งเสียงขับร้อง หรือพระเจ้าลูกทั้งสองพี่น้องตายเสียแล้วประการ
ใด ข้าแต่พระจอมไทธิราชเจ้า มีสัตว์ร้ายคาบเอาพระเจ้าลูกทั้งสองไป
เคี้ยวกินเสียแล้วหรือไฉน หรือว่ามีใครนำเอาไปเสียในป่า หรือในทุ่ง
กว้างอันสุดที่จะแสวงหา หรือว่าพระองค์ให้พระเจ้าลูกทั้งสองให้เป็นทูต
ไปเฝ้าพระเจ้าสีพี หรือพระเจ้าลูกทั้งสองเข้าไปบรรทมอยู่ในอาศรมนี้
หรือว่าพระเจ้าลูกทั้งสองพากันออกไปเที่ยวเล่นในที่อื่น ขอพระองค์จง
ตรัสบอกแก่กระหม่อมฉันด้วยเถิด แม้แต่พระเกศาและพระหัตถ์
พระบาทของพระเจ้าลูกทั้งสอง ก็มิได้ปรากฏในคลองจักษุของหม่อมฉัน
หรือนกหัสดีลิงค์จะโฉบเฉี่ยวพระลูกเจ้าทั้งสองของกระหม่อมฉันไป
แล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่กระหม่อมฉันด้วยเถิด

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อพระนางมัทรีทูลอ้อนวอนอยู่สักเท่าไรพระมหากษัตริย์เจ้าก็มิได้
ตรัสตอบ นางมัทรีจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเวสสันดรเจ้า ทุกข์ที่ข้า
พระองค์ไม่ตรัสแก่กระหม่อมฉันนี้เป็นทุกข์อันยิ่งใหญ่กว่าทุกข์ที่ถูก
เนรเทศจากเมือง ยังมิหนำซ้ำทุกข์ไม่ได้เห็นหน้าพระเจ้าลูกทั้งสองอีก
ขอพระองค์อย่าทรงทรมานกระหม่อมฉันให้ลำบากหัวใจเช่นนี้เลย หัวใจ
ของกระหม่อมฉันเวลานี้เหมือนกับถูกไฟจี้ การที่พระองค์ทรงนิ่งอยู่
อย่างนี้ทำให้กระหม่อมฉันลำบากหัวใจยิ่งนัก การที่พระองค์ทรงทำอย่าง
นี้เหมือนกับคนที่ตกต้นไม้แล้วมีผู้ตีซ้ำอีก หัวใจของกระหม่อมฉันเวลา
นี้รู้สึกชอกช้ำเหมือนกับถูกลูกศร หัวใจของกระหม่อมฉันเวลานี้เร่าร้อน
ยิ่งนักในการที่ไม่ได้เห็นพระลูกรักทั้งสอง กระหม่อมฉันขอกราบทูลให้
ทรงทราบว่า ถ้ากระหม่อมฉันไม่ได้เห็นหน้าลูกในคืนนี้ หรือพระองค์ไม่
ตรัสกับหม่อมฉันในคืนนี้แล้ว เช้าขึ้นพระองค์ก็จะเห็นซากศพของ
กระหม่อมฉันแน่

พระมหากษัตริย์เจ้าจึงทรงพระดำริว่าจำเราจักห้ามความโศกพระนาง
ด้วยความหึงหวงจึงจะได้ ครั้นทรงพระดำริแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนมัทรีผู้มี
รูปสวย อันในป่าหิมพานต์นี้ย่อมมีนายพรานและดาบสหรือวิทยาธร
เป็นอันมาก หากเจ้าไปทำอะไรในป่าก็ไม่มีใครจะรู้เห็น เจ้าออกป่าแต่
เช้าเป็นอย่างไรจึงกลับมาจนค่ำมืดเช่นนี้ นี่แน่ะแม่มัทรี ธรรมดาหญิงที่
ทิ้งลูกหนีไปในป่าเขาจะมีสามีหรือไม่มีก็ตามเขาไม่ทำอย่างนี้ ตัวเจ้า
เหตุไรจึงทำเป็นไม่มีห่วงลูกห่วงผัวบ้างเลย ที่ถูกเข้าควรจะนึกถึงลูกบ้าง
ไม่นึกถึงผัวก็ช่างเถิด แต่นี่สิเข้าป่าแต่เช้าจนกระทั่งกลางคืนจึงกลับมา
ยากที่เราจะเข้าใจว่าเจ้าไปทำอะไร เมื่อเจ้ามีข้อแก้ไขอย่างไรจงว่ามาอย่า
ได้ช้า

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อพระนางมัทรีได้ทรงสดับพระวาจาอันเสียดแทงพระหฤทัยเช่นนี้
จึงกราบทูลว่า พระองค์ไม่ได้ยินเสียงราชสีห์เสือโคร่ง สัตว์สี่เท้าสองเท้า
และนกอันบันลือร้องในตอนเย็นนี้บ้างหรือ นั่นแหละคืออันตรายที่
ทำให้กระหม่อมฉันกลับมาแต่ยังวันไม่ได้ ในเวลาที่กระหม่อมฉันไป
แสวงหาลูกไม้หัวมันนั้นเกิดรางร้ายขึ้นหลายประการ คือเสียมก็หลุดมือ
กระเช้าก็หลุดจากบ่า และในป่านั้นกระหม่อมฉันรู้สึกหวาดกลัวจนตัว
สั่นขวัญหาย ได้ไหว้วอนเทพเจ้าทั้งหลายให้ช่วยคุ้มครองพระองค์กับ
พระเจ้าลูกที่อยู่ข้างหลัง แล้วกระหม่อมฉันได้นึกถึงความฝันร้ายในคืน
นี้จึงตั้งใจจะกลับมาเร็ว ในกาลนั้นตาของกระหม่อมฉันก็เขม่นอยู่ริก ๆ
ทั้งรู้สึกพร่าพราวแลเห็นต้นไม้แปลกไปกว่าแต่ก่อน คือต้นไม้ที่เคยผลิ
ผลก็แลเห็นเป็นไม่มีผล ส่วนต้นไม้ที่ไม่มีผลสิกลับแลเห็นเป็นมีผล
กระหม่อมฉันจึงเที่ยวหาผลไม้ได้โดยลำบากนัก พอแสวงหาได้แล้วก็รีบ
กลับมา ครั้นมาถึงช่องเขาก็มีสัตว์ร้ายสามตัว คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือ
เหลือง มานอนขวางทางกระหม่อมฉันอยู่ กระหม่อมฉันไม่รู้ที่จะหลีกไป
ทางไหน ได้กราบไหว้อ้อนวอนต่อสัตว์ทั้งสามอยู่จนกระทั่งพลบค่ำสัตว์
ร้ายทั้งสามนั้นจึงหลีกทางให้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันได้รีบเดินเป็น
วิ่งมาจนกระทั่งถึงอาศรมศาลาที่นี้ เหตุที่กระหม่อมฉันไปเช้ากลับมาถึง
ในเวลากลางคืนอยู่อย่างนี้แหละพระเจ้าข้า ฯ ส่วนพระมหากษัตริย์เจ้า
เมื่อพระนางมัทรีกราบทูลชี้แจงอย่างนี้แล้วก็มิได้ตรัสตอบประการใด
ทรงนิ่งอยู่จนตลอดราตรี

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

ฝ่ายพระนางมัทรีก็ได้แต่ทรงโศกร่ำร้องปรับทุกข์ไปตามประสา
หญิงด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ว่าตัวเราไม่เคยประมาทต่อพระราชสามีเลย ได้
ตั้งใจปฏิบัติพระราชสามีเป็นอย่างดีเหมือนศิษย์ปฏิบัติอาจารย์ ได้
เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่ามาเลี้ยงพระสามีแลพระลูกรักทั้งสองทุก
วันมา โอ้พระลูกเอ๋ย นี่แน่ะขมิ้นแม่บดไว้สำหรับใช้เวลาเจ้าทั้งสองอาบ
น้ำ โอ้นี้สิผลมะตูมสุกที่เจ้าทั้งสองเคยเล่น นี่ก็เง่าบัวฝักบัวที่แม่หามาไว้
นี่ก็ลูกกระจับอันมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของ
กระหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้โปรดเรียกพระลูกทั้งสองมาเสวยลูกไม้
หัวมันเถิด ขอพระองค์จงประทานดอกไม้ประทุกแก่พ่อชาลีประทาน
ดอกโกมุทแก่แม่กัณหา ให้พระเจ้าลูกทั้งสองประดับประดาแล้วฟ้อนรำ
ให้ทอดพระเนตร ขอพระปิ่ นเกษจงเรียกพระเจ้าลูกทั้งสองให้ตื่นจาก
บรรทมเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าพลโยธี เราทั้งสองก็ย่อมมีสุข
ทุกข์เสมอกันได้ถูกขับจากพระนครมาด้วยกัน สมควรที่พระองค์จะทรง
พระกรุณาแก่กระหม่อมฉันบ้างอย่าทรงให้กระหม่อมฉันลำบากใจนัก
เลยพระเจ้าข้า หรือว่าข้ามัทรีมีบาปกรรมได้กระทำมา ได้เคยด่าว่าสมณ
พราหมณ์ว่าขอให้ท่านพลัดพรากจากบุตรธิดาไว้ในปางก่อนหรือ
อย่างไร วันนี้กระหม่อมฉันถึงพลัดพรากจากพระลูกรักทั้งสอง

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อพระนางเธอไม่ได้รับคำตอบจากพระราชสามีอย่างนี้แล้ว ก็
ถวายบังคมลาออกเที่ยวเสาะแสวงหาพระลูกเจ้าทั้งสองในที่ต่าง ๆ เมื่อ
พระนางเจ้าไปถึงต้นไม้ที่พระเจ้าลูกทั้งสองเคยเล่นอยู่แต่ก่อนมา
พระนางเจ้าก็ทรงปริเทวนารำพันเพ้อต่าง ๆ จนกระทั่งหมู่เนื้อและนกได้
ตกใจกลัวด้วยเสียงฝีพระบาทและเสียงร่ำร้องของพระนางเธอ เมื่อ
พระนางเธอได้ทอดพระเนตรเห็นของเล่น คือตุ๊กตารูปเนื้อทรายตัวเล็ก
ๆ รูปกระต่าย รูปนกเค้า รูปชะมด รูปหงส์ รูปนกกะเรียน รูปนกยูง ซึ่ง
พระลูกทั้งสองได้เคยเล่นมาในกาลก่อน พระนางเจ้าก็ยิ่งทรงสะท้าน
อาวรณ์ถึงซึ่งพระเจ้าลูกทั้งสอง

แล้วพระนางเจ้าจึงวิ่งกลับไปที่พระอาศรมแล้วกลับออกมาจากพระ
อาศรมไปเที่ยวแสวงหาตามนานาสถาน มีสระโบกขรณีเป็นต้น แล้วก
ลับมากราบทูลพระมหาสัตว์อีก เมื่อทรงเห็นพระมหาสัตว์ประทับนิ่งอยู่
อีกเหมือนแต่ก่อน จึงกราบทูลตัดพ้อต่อว่า ว่าเหตุไรพระองค์จึงไม่
ทรงตักน้ำ ผ่าฟืน ก่อไฟไว้เหมือนวันก่อน ๆ มาทรงนั่งนิ่งอยู่เหมือน
อย่างนี้ทำไม ข้าแต่พระเวสสันดรเจ้าผู้เป็นที่รักของกระหม่อมฉันอย่าง
ยิ่ง ไม่มีผู้ใดจะเป็นที่รักของกระหม่อมฉันยิ่งไปกว่าพระองค์เลย วันก่อน
ๆ เวลากระหม่อมฉันกลับมาเห็นพระพักตร์ของพระองค์แล้วก็หาย
เหน็ดเหนื่อยทุกข์ แต่วันนี้กระหม่อมฉันยิ่งทุกข์ร้อนขึ้นอีก ในการที่
พระองค์ไม่ทรงจำนรรจากับกระหม่อมฉัน ทั้งไม่ได้เห็นหน้าของพระลูก
เจ้าทั้งสอง เมื่อพระนางเธอเห็นพระมหาสัตว์เจ้าทรงนิ่งอยู่ ก็ทรงโศก
เศร้าเป็นกำลังดังประหนึ่งว่ามีลูกศรมาเสียบทรวง มีพระกายสะทก
สะท้านปานแม่ไก่ถูกตี ได้ถวายอัญชลีแล้วออกเที่ยวตามหาพระลูกเจ้า
ทั้งสองอีก

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

เมื่อไม่ทรงพบเห็นในที่ใด ๆ จึงกลับมาทูลอ้อนวอนถามพระมหา
สัตว์เจ้าอีก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ไม่ตรัสประการใด พระนางเธอได้
เที่ยวแสวงหาพระเจ้าลูกทั้งสองวกไปเวียนมารอบขอบเขตพระบรรณ
ศาลาอยู่ตลอดราตรี ถ้าจะคลี่คลายหนทางทรงออกไปก็ได้ถึง ๑๕ โยชน์
โดยคณา พอสิ้นราตรีแล้วพระนางเจ้าก็กลับไปเฝ้าพระมหาสัตว์เจ้าอีก
ทรงร้องไห้รำพันด้วยประการต่าง ๆ แล้วทรงยกย่องพระบาทว่าจะออก
เที่ยวแสวงหาอีก แต่พอดีพระนางเจ้าได้สิ้นพระสติสัมปฤดีล้มสลบลงที่
พื้นพสุธาต่อหน้าพระที่นั่งของพระเวสสันดรราชฤๅษี

ในขณะนั้นพระเวสสันดรราชฤๅษีทรงตกพระทัยว่า พระมัทรี
สิ้นพระชนม์ชีพแล้วทรงตระหนกตกประหม่า จนมีพระกายสั่นสะท้าน
ด้วยความโศกศัลย์อันแรงกล้า ออกพระโอษฐ์ว่า เจ้ามัทรีไม่ควรจะมา
ตายในที่เช่นนี้เลย ถ้าเจ้าตายอยู่ในกรุงสีพีก็จะได้มีการถวายเพลิง
เป็นการใหญ่ ประชาชนและกษัตริย์ทั้งสองประเทศก็จะได้ถวายสักการะ
พิเศษพระศพของเจ้า ครั้นออกพระโอษฐ์อย่างนี้แล้ว จึงรีบเสด็จจาก
พระบรรณศาลา เพื่อทรงตรวจดูว่าพระนางสิ้นพระชนม์แล้วจริงหรือ
เมื่อทรงวางพระหัตถ์เบื้องขวาลงที่พระทรวงของพระนาง ก็ทรงทราบว่า
พระนางยังทรงพระชนม์อยู่เพระพระทรวงยังอุ่นอยู่ จึงรีบไปหยิบเอา

พระเต้าลงมาช้อนพระเศียรของพระนางขึ้นวางบนพระเพลา เทน้ำ
ออกจากพระเต้ารดตัวพระนางให้เปียกชุ่ม แล้วทรงวักน้ำลูบพระพักตร์
และทรวงของพระนาง ฝ่ายพระนางมัทรีก็ทรงได้สติสมปฤดีขึ้นมา แล้ว
เคลื่อนพระองค์ลงจากพระเพลาขึ้นถวายบังคมทูลถามว่า พระเจ้าลูกทั้ง
สองอยู่ที่ไหนพระเจ้าข้า

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

ก็แลนับแต่พระเวสสันดรได้ทรงบรรพชามาถึง ๗ เดือนแล้ว ยัง
ไม่เคยแตะต้องพระกายของพระนางเลย เพิ่งได้มาแตะต้องในคราวนี้
ด้วยความเศร้าโศกอันแรงกล้าเท่านั้น ครั้นพระนางมัทรีทูลถามถึงพระ
ลูกทั้งสอง จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนมัทรี พระเจ้าลูกทั้งสองนั้นเราได้ให้แก่
พราหมณ์ชราไปเสียแต่วานนี้แล้ว ขอเจ้าจงทรงผ่องแผ้วอนุโมทนาต่อ
ทานบารมีของเราเถิด พระนางมัทรีกราบทูลว่า เหตุไรพระองค์จึงไม่
ตรัสบอกกระหม่อมฉันเสียในเวลาคืนนี้เล่า ดูก่อนมัทรี เพราะเราเห็นว่า
ถ้าเราจะบอกแต่เดิมทีก็กลัวเจ้าจะหัวใจแตกตายด้วยความเสียใจ
เพราะฉะนั้น ขอเจ้าอนุโมทนาในเวลานี้เถิด

พระนางมัทรีจึงกราบอนุโมทนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
กระหม่อมฉันขออนุโมทนาปุตตทานอันอุดมของพระองค์ ขอพระองค์
จงทรงทำพระหฤทัยให้ผ่องใส ให้พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทานบารมียิ่ง ๆ
ขึ้นไปเถิด เมื่อคนทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจของความตระหนี่เหนี่ยว
แน่น พระองค์ผู้ทำแว่นแคว้นสีพีให้เจริญได้ทรงพระราชทานซึ่งพระเจ้า
ลูกทั้งสองให้เป็นทานแก่พราหมณาจารย์แล้ว จัดว่าเป็นทานอัน
ประเสริฐของพระองค์ ฯ ลำดับนั้นพระเวสสันดรจึงตรัสว่า ดูก่อนมัทรี
ถ้าเราไม่มีใจเลื่อมใสยินดีแล้ว อัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ไม่เกิดมี คือแผ่นดิน
ไหว ฟ้าก็ร้อง ภูเขาก็สะท้านเหมือนกับจะถล่มเป็นที่น่าอัศจรรย์

เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ ถ อ ด
ค ว า ม ( ต่ อ )

พระคันถรจนาจารย์จึงสังวรรณนาการไว้ว่าอัศจรรย์ต่าง ๆ นั้นคือ
เทพเจ้าทั้งสองหมู่ที่สิงอยู่ในนารทบรรพต ก็ได้อนุโมทนาต่อปุตตทาน
ของพระเวสสันดรอยู่ที่ประตูวิมานแห่งตน ๆ มิใช่แต่เท่านั้น พระอินทร์
พระพรหม ท้าวปชาบดี พระจันทรเทพบุตร พระยม ท้าวเวสสุวัณ
เทพเจ้าแห่งดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นหัวหน้า และเทพเจ้าทุกราศีก็มีใจ
ยินดีอนุโมทนาต่อปุตตทานของพระเวสสันดรขึ้นพร้อมกันว่า ข้าแต่
พระเวสสันดรเจ้า ทานที่พระองค์ทรงบำเพ็ญนี้เป็นทานอันอุดม เป็นอัน
พระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วเป็นอย่างดี ฝ่ายพระนางมัทรีผู้เป็นพระราช
บุตรีมียศก็เปล่งสุนทรอนุโมทนาต่อปุตตทานอันอุดมของพระ
เวสสันดรบรมราชสวามี

ข้ อ คิ ด จ า ก เ รื่ อ ง

๑. ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก
แนวคิด พระนางมัทรีมีความรักในสองกุมารยิ่งนัก พระนางทุ่มเททั้ง
กำลังกาย กำลังสติปัญญาที่มีเพื่อค้นหาสองกุมารจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
และสิ้นเสียงที่ร่ำร้องเรียกหา พระนางมัทรีดั้นด้นตามหาสองกุมารในป่า
โดยมิได้พรั่นกลัวต่อภยันตรายเลยถึง ๓ รอบ จนกระทั่งหมดกำลังและ
สิ้นสติไปในที่สุด
๒. ผู้ที่ปรารถนาสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วยความอดทนและเสีย
สละอันยิ่งใหญ่ด้วย
แนวคิด เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงปรารถนาพระโพธิญาณ จึงต้อง
ทรงบำเพ็ญบุตรทานที่ถือว่าเป็นทานที่สูงส่ง พระองค์ต้องทรงตัดความ
อาลัยรักที่มีต่อพระลูกรักทั้งสอง
๓. ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข
แนวคิด เฉกเช่นพระนางมัทรีมีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรยิ่งนัก
ไม่ว่าพระเวสสันดรจะทรงกล่าวบริภาษพระนางอย่างรุนแรงก็ตาม
๔. ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี แนวคิด เห็นได้จาก
พระเวสสันดรที่ทรงมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยมในการแก้ปัญหาเฉพาะ
หน้า
๕. การบริจาคบุตรทานงบารมีเป็นสิ่งที่ยากยิ่งที่ใครจะกระทำได้ง่ายๆ
แนวคิด เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงกระทำด้วยการให้บุตรทั้งสองแก่ชู
ชกทั้งๆ ที่ทรงรู้ว่าชูชกจะนำไปเป็นข้ารับใช้ พระองค์ก็ยังมีพระทัยอัน
แน่วแน่ที่จะทรงกระทำ และอีกทั้งพระนางมัทรีเมื่อทรงทราบว่าพระ
เวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญทานดังกล่าว พระนางก็ยังทรงยินดีร่วม
อนุโมทนาด้วยอีก


Click to View FlipBook Version