The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanyanat.l, 2024-02-29 01:52:09

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

เรื่อง : การแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมน าเสนอ Microsoft Office PowerPoint รายวิชาโปรแกรมน าเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3/2) รายงานผลการวิจย ั ในชน ั ้ เรย ี น ภาคเรย ี นท ี ่ 1 ปีการศึกษา 2565 ประเภทวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดท ำโดย นำงสำวกัญญำนัฐ เหล่ำอำภำกุล ต ำแหน่ง พนักงำนรำชกำร สำขำวิชำเทคโนโลยีสำรสนเทศ วิทยำลัยสำรพัดช่ำงน่ำน ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ กระทรวงศึกษำธิกำร


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ 1 ความเป็นมาของการวิจัย 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการวิจัย 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 23 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 23 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 23 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 23 การรวบรวมข้อมูล 28 การวิเคราะห์ข้อมูล 24 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 26 สรุปอภิปรายผลการวิจัย 27 ข้อเสนอแนะ 27 ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป 27 เอกสารอ้างอิง 28 ประวัติผู้วิจัย 29 ภาคผนวก 32


1 การแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint รายวิชาโปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาในระดับชั้น ปวช.3/2 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน จำนวน 14 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้วิจัยครั้งนี้คือ การเขียนโปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint โดยนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 14 คน เมื่อนักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้เรียนด้วยชุดการสอน โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint แล้วได้นำค่าข้อมูลที่ได้จากการทดสอบมา วิเคราะห์และสรุปผล ผลปรากฏว่าการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนโดยใช้การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม สำเร็จรูป SPSS มีประสิทธิภาพ 80/90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้ง ไว้และยังสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคลทำให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียน และการทำงานต่อไปอีกด้วย ความเป็นมาของการวิจัย เนื่องจากวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ เป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากการที่ข้าพเจ้าได้ทำการสอนวิชานี้ พบว่านักศึกษาบางส่วนไม่ สามารถทำแบบทดสอบในโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ในภาคเรียนที่ 1/2565 มีจำนวน 14 คน ที่ทำแบบทดสอบในโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือร้อยละ 60 ซึ่งโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint นี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงาน ด้าน การนำเสนอเรื่องราวต่างๆ (Presentation) ซึ่งอยู่ในการเรียนการสอนหน่วยต้นๆ หากผู้เรียน ไม่เข้าใจก็จะทำให้การเรียนในรายวิชานี้เป็นโดยใช้ยากและไม่มีความสุขในการเรียน ไม่สามารถเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ผู้วิจัยจึงได้ทำการสำรวจหาสาเหตุ พบว่าจากการที่นักศึกษาไม่สามารถทำแบบทดสอบได้ สาเหตุเนื่องจากไม่สามารถจำสัญลักษณ์ของโปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ว่าใช้อย่างไรและมีความหมายอย่างไร ตัวอย่าง เช่น ต้องการนำข้อมูลเข้าแบบไม่ระบุสื่อ ต้องกำหนด อย่างไร และต้องเขียนคำอธิบายภายในสัญลักษณ์อย่างไร ดังนั้นเพื่อให้นักศึกษาสามารถจำสัญลักษณ์ของโปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ได้ นักศึกษาจะต้องท่องจำสัญลักษณ์บ่อย ๆ ก็จะสามารถทำแบบทดสอบโดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPointได้ ผู้วิจัยจึงได้มอบหมายให้นักศึกษาจำนวน 14 คน ไปอ่านและท่องสัญลักษณ์ต่าง ๆ ว่าใช้อย่างไร มีความหมายอย่างไร และให้นักศึกษามาท่อง


2 และสาธิตวิธีการให้ผู้วิจัยฟัง เพื่อตรวจปรับความเข้าใจในช่วงหลังเลิกเรียน และทำแบบทดสอบใหม่ อีกครั้งเพื่อตรวจสอบทักษะทางการเรียนของผู้เรียน วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint รายวิชาการ ใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยใช้ชุดการสอน วิธีท่องจำสัญลักษณ์ สูตรการคำนวน และความหมาย โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint สำหรับนักศึกษาระดับ ปวช.3/2 แผนก วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 1/2565 วิทยาลัยสารพัดช่างน่านโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ นักศึกษาสามารถใช้สูตรการคำนวนจากโปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ได้และมี ทักษะทางการเรียนโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint เพิ่มขึ้น สมมติฐานในการวิจัย ชุดการสอน โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีทักษะทางการเรียนสูงขึ้นในวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ โดยใช้โปรแกรม นำเสนอ Microsoft Office PowerPoint 2. ครูมีชุดการสอน โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 3. วิทยาลัยสารพัดช่างน่านได้รับการพัฒนาชุดการสอนวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint เพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพ ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหาทำการวิจัยในเนื้อหาโดยใช้ชุดการเรียนการสอนวิชาการใช้โปรแกรม นำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2563 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษา ปวช.3/2 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 14 คน 3. กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือนักศึกษา ปวช.3/2 แผนกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 14 คน


3 3.1 ตัวแปรที่ศึกษา 3.1.1 ตัวแปรอิสระ - ชุดการสอน โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint 3.1.2 ตัวแปรตาม - ทักษะทางการเรียน นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ชุดการสอน หมายถึง รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาจากการวิเคราะห์งาน ประกอบด้วย คู่มือครู แผนการสอน ใบเนื้อหา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และสื่อการสอน คือ PowerPoint 2. แบบฝึกหัด หมายถึง หมายถึงเครื่องมือที่สร้างขึ้น ใช้สำหรับประเมินผลความก้าวหน้า ทางการเรียนของนักศึกษาในระหว่างเรียน 3. แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่สร้างขึ้น สำหรับวัดทักษะ ทางการเรียนของนักศึกษา ก่อนและหลังจากการเรียนด้วยชุดการสอนที่สร้างขึ้นสิ้นสุดลง 4. การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน หมายถึง คุณภาพของชุดการสอนที่วัดจากค่าเฉลี่ย ของคะแนนที่นักศึกษาทั้งหมดจากการทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบทักษะทางการเรียนตามเกณฑ์ที่ กำหนด 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนของนักศึกษา ทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียน ของนักศึกษาทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้ค่าเฉลี่ย (x̅) แบบทดสอบทักษะทางการเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนที่เรียน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ระดับ ปวช.3/2 แผนกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มีทักษะทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ การศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยได้เสนอรายละเอียดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังนี้คือ 1. ความหมายของชุดการสอน 2. ประเภทของชุดการสอน 3. องค์ประกอบของชุดการสอน 4. หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน 5. ขั้นตอนการสร้างชุดการสอน 6. คุณค่าของชุดการสอน


4 7. ความสำคัญของการหาประสิทธิภาพชุดการสอน 8. แนวทางการประเมินชุดการสอน 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน 10. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา 1. เอกสารเกี่ยวกับชุดการสอน 1.1 ความหมายของชุดการสอน คำว่าชุดการสอนนั้นมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น Instructional Package , Learning Package , Self Instructional Package, Learning Kits, Individualized Package , Instructional Modules. นอกจากนี้มีผู้ให้ความหมายของชุดการสอนไว้คล้ายคลึงกันหลายท่านดังนี้ ชุดการสอน หมายถึง สื่อที่จัดขึ้นสำหรับหน่วยการเรียน หัวข้อเนื้อหาและ ประสบการณ์ของแต่ละหน่วยจะจัดไว้เป็นชุด หรือกล่องที่มีคู่มือการใช้ที่ประกอบด้วยรายละเอียด และคำแนะนำต่าง ๆ รวมทั้งสื่อการสอนที่จำเป็น เช่นรูปภาพ แผนภูมิ ของจำลอง สไตล์เทป และ อื่น ๆ (เปรื่อง กุมุท. 2518 : 1) ชุดการสอน หมายถึง การรวบรวมสื่อการสอนอย่างสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ เกิดผลตามจุดมุ่งหมายของการสอน ในลักษณะของสื่อประสมที่ช่วยให้ครูสามารถนำไปใช้ได้สะดวก (ทวีศักดิ์ กิจวิวัฒนาชัย. 2519 : 8) ชุดการสอน หมายถึง สื่อประสมเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์เรียนรู้อย่างกว้างขวาง และเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ (วาสนา ชาวหา. 2522 : 55) ชุดการสอน คือ การนำเอาระบบสื่อประสมที่สอดคล้องกับเนื้อหา และประสบการณ์ ของแต่ละหน่วย มาช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายในชุดการสอนจะประกอบด้วยคู่มือการใช้ชุดการสอน สื่อการสอนที่สอดคล้องกับเนื้อหาและ ประสบการณ์ เช่น รูปภาพ ตำรา เอกสาร แผนภูมิ แผ่นคำบรรยาย วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 200) ชุดการสอน เป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน อันมีการกำหนด จุดมุ่งหมายแน่ชัด กำหนดเนื้อหาวัสดุและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งตัวครูและนักเรียน เพื่อให้เกิดผลบรรลุ จุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ชม ภูมิภาค. 25220 : 100) ชุดการสอน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อันประกอบด้วย วัตถุประสงค์เนื้อหา และวัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายไว้เป็นชุด ๆ (จะใส่เป็นกล่องหรือชุด หรือถุง หรือห่อก็ได้) เพื่อจัดกิจกรรมให้ เกิดการเรียนรู้ (เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต. 2529 : 291) ชุดการสอน เป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งประกอบด้วย คำแนะนำที่ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนจนบรรลุพฤติกรรมที่เป็นผลของการเรียนรู้ การรวบรวม เนื้อหาที่นำมาสร้างเป็นชุดการสอนนั้นได้มาจากขอบข่ายของความรู้ ที่หลักสูตรต้องการให้นักเรียนได้ เรียนรู้เนื้อหานั้นจะต้องตรงและให้ชัดเจนที่จะสื่อความหมายให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามเป้าหมาย ของการเรียน ชุดการสอน หมายถึง ชุดการสอนที่ประกอบด้วยรูปภาพ สไลด์ เพลง เทป ประกอบการสอนเป็นต้น อันเป็นเครื่องมือช่วยสอนที่สำคัญ ที่ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น


5 และหลังจากนักเรียนเรียนจบแล้ว สามารถทดสอบหรือสำรวจความก้าวหน้าในการเรียนของตนเอง โดยทำแบบทสอบที่อยู่ในชุดการสอน (Ashby. 1972 : 15 – 17) ชุดการสอน หมายถึง สื่อการสอนสำเร็จรูปเฉพาะหน่วยประกอบด้วย สื่อการสอน บทเรียน คู่มือครู แบบทดสอบระหว่างเรียนและหลังเรียน อันมีเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้อง และ ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ (Good. 1973: 306) สรุปได้ว่า ชุดการสอน หมายถึง รูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนที่ กำหนดจุดมุ่งหมายไว้อย่างแน่ชัด เป็นสื่อการสอนสำเร็จรูปเฉพาะหน่วย เนื้อหาที่กำหนดไว้ในชุดการ สอนจะเป็นไปตามหลักสูตรมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้อย่างถูกต้อง โดยจัดไว้เป็นชุดประกอบด้วย คำแนะนำต่าง ๆ รวมทั้งสื่อการสอนที่จำเป็นและสอดคล้องกับเนื้อหา เช่น รูปภาพ ตำรา เอกสาร แผนภูมิ แผ่นคำบรรยาย สไลด์เทป และวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามเป้าหมาย ของการเรียน และเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครู ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ประเภทของชุดการสอน ชุดการสอนจำแนกออกเป็น 20 ประเภท (ชัยยงศ์ พรหมวงศ์. 2523 : 203) 1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการสอนที่มุ่งช่วยขยายเนื้อหาสาระการสอน แบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น เช่น รูปภาพ แผนภูมิ แผ่นโปร่งใส 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมใน ลักษณะศูนย์การเรียนหรือแก้ปัญหาแบบกลุ่มประมาณ 5 – 7 คน เช่น รูปภาพ บัตรคำ หุ่นจำลอง หรือของตัวอย่าง 3. ชุดการสอนรายบุคคล เป็นชุดการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนตามอัตภาพของตนประเมินผล การเรียนด้วยตนเอง 4. ชุดการสอนทางไกล เป็นชุดการสอนที่ผู้สอนกับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่นต่างเวลากัน มุ่งสอนให้ ผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตนเอง ในชุดการสอนประกอบด้วยสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ชุดการสอนทางไปรษณีย์ เช่น ชุดการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ชุดการสอนที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. มีความสะดวกในการใช้ 2. มีการตรวจสอบและพัฒนาแล้ว 3. มีครบตามจำนวนนักเรียน 4. เคยทดลองใช้มาแล้วหลายครั้ง 5. สามารถยืดหยุ่นได้ 6. ส่งเสริมความแตกต่างระหว่างบุคคล 7. ใช้สื่อการสอนหลาย ๆ อย่างที่สัมพันธ์และสอดคล้องกับเนื้อหา 8. จัดและประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ หรือตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ ชม ภูมิภาค (25220 : 101) แบ่งชุดการสอนตามลักษณะการใช้งานเป็น 3 ประการ ดังนี้


6 1. ชุดการสอนประกอบการบรรยาย เป็นชุดการสอนที่กำหนดกิจกรรมและสื่อการสอนให้ ครูได้ใช้ประกอบการสอนแบบบรรยาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทให้ครูพูดน้อยลง และเปิดโอกาสให้นักเรียน มีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นชุดการสอนที่ครูเป็นผู้ใช้บางครั้งจึงเรียกว่า “ชุดการสอนสำหรับครู” ชุดการสอนประกอบการบรรยายจะมีเนื้อหาเพียงอย่างเดียว โดยแบ่งหัวข้อ ที่จะบรรยายและประกอบกิจกรรมไว้ตามลำดับชั้น สื่อที่ใช้อาจเป็นแผ่นคำสอน, สไลด์ประกอบเสียง บรรยายในเทป, แผนภูมิ, แผ่นภาพ, ภาพยนตร์โทรทัศน์ และกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้นักเรียนได้อภิปราย ตามปัญหาและหัวข้อที่ครูกำหนดให้ เพื่อความเรียบร้อยในการใช้ ชุดการสอนประเภทนี้มักจะบรรจุ ในกล่องที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนสื่อการสอน หากเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป ราคาแพง แตกเสียหายง่ายหรือเป็นสิ่งมีชีวิต จะไม่ใส่ไว้ในชุดการสอน แต่จะกำหนดไว้ในส่วน ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ครูต้องตระเตรียมล่วงหน้าก่อนทำการสอนในคู่มือครู วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้นิยมจัดไว้ใน ห้องปฏิบัติการ เช่น ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องวิชาการ เช่น ห้องสังคมศึกษา เป็นต้น 2. ชุดการสอนสำรับกิจกรรมกลุ่ม ชุดการสอนแบบนี้มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรม ร่วมกัน และอาจจัดการเรียนในรูปของศูนย์การเรียน ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มจะประกอบด้วย ชุดการสอนย่อย ที่มีจำนวนเท่ากับจำนวนศูนย์ที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์มีสื่อการเยนหรือ บทเรียนครบชุดตามจำนวนผู้เรียนในศูนย์กิจกรรมนั้น การเรียนอาจจะจัดในรูปของรายบุคคลหรือ ผู้เรียนทั้งศูนย์ใช้ร่วมกันได้ ผู้เรียนที่เรียนจากชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มอาจจะต้องการความ ช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อยในระยะเริ่มเท่านั้น หลังจากเคยชินต่อวิธีการใช้แล้วผู้เรียนจะสามารถ ช่วยเหลือกันและกันได้เอง ระหว่างประกอบกิจกรรมการเรียนหากมีปัญหาผู้เรียนสามารถซักถามครู ได้เสมอ เมื่อจบการเรียนแต่ละศูนย์แล้ว ผู้เรียนอาจจะสนใจการเรียนเสริมเพื่อระลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้ได้ 3. ชุดการสอนรายบุคคล เป็นชุดการสอนที่จัดระบบขั้นตอนเพื่อให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วจะทำการทดสอบประเมินผลความก้าวหน้า และ ศึกษาชุดอื่นต่อไปตามลำดับ เมื่อมีปัญหาผู้เรียนจะปรึกษากันได้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนพร้อมที่จะ ให้ความช่วยเหลือทันทีในฐานผู้ประสานงานหรือผู้ชี้แนะแนวทางการเรียน ชุดการสอนแบบนี้จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล ให้พัฒนาการเรียนรู้ของตนองไปได้จนสุด ความสามารถ โดยไม่ต้องเสียเวลารอผู้อื่น อันเป็นการถูกต้องและยุติธรรมในการจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันนี้ชุดการสอนแบบนี้บางครั้งก็เรียกว่าบทเรียนโมดูล (Instructional Module) นอกจากการจำแนกดังกล่าวแล้ว ยังสามารถจำแนกตามลักษณะเนื้อหาได้อีก 2 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนรายวิชา ซึ่งได้จัดทำเป็นรายวิชาต่าง ๆ แยกเป็นรายวิชา 2. ชุดการสอนสหวิทยาการ ซึ่งจัดทำเป็นโดยใช้ๆ ที่มีวิชาต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 3. องค์ประกอบของชุดการสอน ชุดการสอนอาจมีรูปแบบต่างกันออกไป นักการศึกษาที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับชุดการสอนได้แจก แจงถือองค์ประกอบของชุดการสอนต่าง ๆ ไว้ดังนี้ ชุดการสอนควรประกอบด้วย 5 ส่วน คือ (Houston And Others. 1972 : 10 – 15) 1. คำชี้แจง อธิบายถึงความสำคัญของบทเรียนขอบข่ายของชุดการสอน สิ่งที่ผู้เรียนจะต้อง มีพื้นฐานความรู้ก่อนเรียน และขอบข่ายของกระบวนการทั้งหมดของชุดการสอน


7 2. จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่กำหนดว่า ผู้เรียนจะประสบผลสำเร็จอะไร หลังจากที่เรียนแล้ว 3. การประเมินผลเบื้องต้น เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เรียนก่อนใช้ชุดการสอน 4. การกำหนดกิจกรรม เป็นการกำหนดแนวทางและวิธี เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้โดย ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น 5. การประเมินผลขั้นสุดท้าย โครงสร้างพื้นฐานของชุดการสอนที่คล้ายคลึงกันทุกรูปแบบมี 7 ประการ คือ (Duann. 1973 : 169) 1. จุดมุ่งหมายและเนื้อหาที่จะต้องเรียน 2. บรรยายเนื้อหา 3. จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม 4. กิจกรรมในการเรียนการสอน 5. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน 6. เครื่องมือวัดผลระหว่างเรียนและหลังเรียน 7. คู่มือครู กิดานันท์ มลิทอง (2536 : 181) กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการสอนนี้ 1. คู่มือสำหรับผู้สอนในการใช้ชุดการสอน และสำหรับผู้เรียน 2. คำสั่งเพื่อกำหนดแนวทางในการเรียนการสอน 3. เนื้อหาสาระบทเรียน จะจัดอยู่ในรูปสื่อต่าง ๆ เช่น สไลด์ เทป ฯลน 4. กิจกรรมการเรียน เป็นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนรายงานหรือค้นคว้าต่อจากที่เรียนแล้ว 5. การประเมินผลเป็นแบบทดสอบที่เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนั้น ประเภทของสื่อการสอน นักวิชาการได้แบ่งประเภทของสื่อการสอนแตกต่างกันออกไป ดังเช่น เดล (Dale. 19720 : 202 – 203) ได้จัดแบ่งสื่อการเรียนการสอนโดยสร้างเป็นกรวย ประสบการณ์ (Cone of Experiences) เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง สื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 1. ประสบการณ์ตรง เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยการให้ผู้เรียนได้รับ ประสบการณ์โดยตรงจากของจริง สถานการณ์จริงหรือด้วยการกระทำของตนเอง 2. ประสบการณ์รอง การให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งอาจ เป็นของจำลองหรือสถานการณ์จำลองก็ได้ 3. ประสบการณ์นาฏการหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร 4. การสาธิต เป็นการแสดงหรือการกระทำประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขึ้นตอนของ การกระทำนั้น 5. การศึกษานอกสถานที่ การให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการท่องเที่ยว การเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆเป็นต้น


8 6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ การจัดป้ายนิเทศเพื่อให้สาระประโยชน์และ ความรู้แก่ผู้ชม 7. โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์ทางการศึกษาและโทรทัศน์เพื่อการเรียนการสอนเพื่อให้ ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ทางบ้าน 8. ภาพยนตร์ เป็นภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกโดยใช้ราวเหตุการณ์ลงบนฟิล์ม เพื่อให้ผู้เรียน ได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียง หรืออาจเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวอย่างเดียวในกรณีที่เป็น ภาพยนตร์เงียบ 9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง การบันทึกเสียงอาจเป็นได้ทั้งในรูปของแผ่นเสียง หรือเทป บันทึกเสียง วิทยุเป็นสื่อที่เฉพาะเสียง ส่วนภาพนิ่งอาจเป็นรูปภาพสไลด์ 10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ แผนสถิติหรือเครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ แทน ความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ หรือข้อมูลที่ต้องการให้เรียนรู้ 11. วจนสัญลักษณ์ เป็นประสบการณ์ขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษา เขียน และเสียงพูดในภาษาพูด สื่อการสอน เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2528 : 202-203) ได้กล่าวถึงความหมายของสื่อการสอนไว้ว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุเครื่องมือ และ / วิธีการที่จะนำหรือถ่ายทอดสารไปยังผู้รับ หลักสำคัญในการออกแบบสื่อประเภทวัสดุสองมิติ ได้แก่ สื่อจำพวกรูปภาพผนึก แผนภูมิ แผนภาพ แผนสถิติ โปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เป็นต้น คือ 1. มีความสะดวกในการใช้และการเก็บรักษา เช่น ภาพผนึกมีขนาดเล็กควรผนึกบนกระดาษ แข็ง เพื่อให้สามารถตั้งแสดงหน้าชั้น หรือครูถือแสดงให้ผู้เรียนดูได้ ถ้าเป็นจำพวกวัสดุกราฟิกที่มีขนาด ใหญ่ก็ควรจะผนึกลงบนผ้าและเจาะรู หรือติดขอบสำหรับแขวนเป็นต้น 2. มีความประหยัด หมายถึงใช้วัสดุให้ได้ประโยชน์มากที่สุด 3. มีรูปแบบที่เป็นที่นิยม ในด้านขนาด สัดส่วน รูปแบบเหมาะแก่การศึกษา หรือการใช้ รูปแบบที่เป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าว่าเป็นแบบที่ดีที่สุด 4. มีขนาดมาตรฐาน ควรกำหนดให้เป็นขนาดเดียวกัน หรือ 2,3 ขนาด แต่ไม่ควรหลาย ขนาดนัก เพราะจะทำให้เกิดปัญหาในการเก็บรักษา การกำหนดขนาดอาจถือเอาขนาดของกลุ่ม ผู้เรียนหรือขนาดของวัสดุเป็นตัวกำหนด สื่อประเภทวัสดุฉาย สื่อประเภทนี้ประกอบด้วย สไลด์ ฟิล์มสตริฟ แผ่นภาพโปร่งใส แผ่น ภาพทึบแสง ภาพยนตร์ ความสำคัญอยู่ที่รูปแบบของรูปภาพ หรืองานศิลปะที่ทำเป็นต้นแบบ ผู้ออกแบบต้องรู้ว่าสื่อที่ตนออกแบบนั้นควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร มีขอบเขตการใช้งานเพียงใด มีรูปแบบใด สื่อการสอนแต่ละชนิด สามารถสื่อความหมายในลักษณะที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติที่ มีอยู่ ถ้าผู้ออกแบบละเลยสิ่งบางอย่างที่จำเป็นสำหรับสื่อนั้น ทำให้การผลิตไม่สมบูรณ์ แผ่นภาพโปร่งใส แผ่นภาพโปร่งใสเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทวัสดุฉาย สามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้เรียน ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ให้ภาพที่ชัดเจนแม้จะเป็นการฉายในห้องเรียนที่มีแสงสว่างตามปกติ วิธีใช้


9 ก็ง่าย ผู้ใช้ใช้เวลาศึกษาเพียงเล็กน้อยก็สามารถใช้ได้ และยังสามารถนำเทคนิคที่ดึงดูดความสนใจมา ใช้ได้มากมายหลายวิธี สามารถแสดงแนวความคิด กระบวนการ ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ในขณะ ที่ใช้แผ่นภาพโปร่งใสครูยังสามารถหันหน้าเข้าหาผู้เรียนได้ตลอดเวลา (เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต. (2528 : 258) การเลือกสื่อการสอนมิได้เริ่มต้นจากตัวสื่อ แต่จะเริ่มจากวัตถุประสงค์ของการสอน ซึ่งจะต้อง พิจารณาเนื้อหาของบทเรียน ตัวผู้เรียน งบประมาณ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่จำเป็นแล้วจึงเลือกสื่อ ที่มีความเหมาะสม การเลือกใช้แผ่นภาพโปร่งใส ควรพิจารณาดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการฝึกทักษะ เจตคติ หรือความรู้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไว้ในบทเรียนหรือไม่ 2. เนื้อหา ดูว่ามีความเหมาะสมกับเนื้อหาที่จะสอนหรือตรงกับหลักสูตรหรือไม่ มีความ ทันสมัย มีความยากง่าย เหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ 3. วิธีการนำเสนอ ดูความเหมาะสมของการนำเสนอเนื้อหาว่ามีความเหมาะสมเพียงใดและ มีความจำเป็นหรือไม่ 4. การทดลองใช้ ต้องตรวจสอบดูว่าแผ่นภาพโปร่งใสดังกล่าวได้ผ่านการทดลองใช้หรือไม่ การทดลองใช้มีความเชื่อถือได้เพียงใด 5. ราคา พิจารณาราคาก่อนที่จะเลือกซื้อว่าเหมาะสมคุ้มค่ากับการใช้สอนเพียงใด ถ้าราคา แพงมากต้องลองเปรียบเทียบกับสื่ออย่างอื่นว่าจะสามารถใช้ได้ผลพอกันหรือไม่หรือดีกว่า ถ้าเป็น เช่นนั้นก็ควรเลือกสื่อที่ราคาถูกกว่า 6. กลุ่มผู้เรียน ดูว่าจะใช้กับกลุ่มผู้เรียนขนาดใด 7. การออกแบบ พิจารณาว่าการออกแบบส่วนต่าง ๆ ได้เหมาะสมเพียงใดในด้านขนาด รูปภาพ สี เหมาะสมหรือไม่ รูปภาพ รูปภาพ ทางการสื่อความหมายต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า รูปภาพสามารถเล่าโดยใช้ราวจาก ตัวของมันเองได้เป็นส่วนมาก จะอาศัยตัวหนังสือก็เพียงแต่จะให้เข้าใจโดยใช้จากภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รูปภาพไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือภาพเขียน ก็จัดว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่หาได้ง่ายและ ราคาถูก ลักษณะของรูปภาพที่ดีดังนี้ 1. มีคุณภาพทางศิลปะ เช่น มีส่วนประกอบดี สีสวยสด และการถ่ายทำดี 2. ภาพคมชัดเจน 3. มีลักษณะตรงกับความเป็นจริง เช่น มีความถูกต้องในโดยใช้ของสัดส่วน เป็นต้น 4. เป็นภาพที่น่าสนใจ 5. เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการสอน 6. มีขนาดโตพอที่เด็กจะเห็นได้ง่าย ลักษณะของรูปภาพที่เด็กชอบ เด็กเล็กจะชอบภาพลักษณะง่าย เด็กโตจะชอบภาพที่ซับซ้อน มากขึ้นตามลำดับ เด็กจะชอบภาพสีมากกว่าภาพขาวดำ ภาพขนาดโตจะได้รับความสนใจมากกว่า


10 ภาพขนาดเล็ก เด็กจะชอบดูภาพที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของตน โดยเฉพาะภาพที่มีตัวเองอยู่ด้วย ภาพที่แสดงการเคลื่อนไหวจะได้รับความสนใจสูง ภาพจะช่วยอธิบายโดยใช้ราวต่าง ๆ สร้างความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพเร้าความสนใจไม่ว่า จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ชอบดูภาพกันทั้งนั้น เกณฑ์การเลือกภาพมาใช้ในการเรียนการสอน 1. เหมาะกับวัยของผู้เรียน 2. ภาพนั้นมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการสอน 3. ภาพหนึ่ง ๆให้แนวความคิดเดียว 4. ภาพนั้นมีความคมชัด 5. ภาพนั้นมีความพอเหมาะ เช่น ถ้าใช้กับผู้เรียนรายบุคคล หรือกลุ่มเล็กไม่เกิน 8 คน ภาพ นั้นควรมีขนาด 8 x 10 นิ้ว 6. การจัดองค์ประกอบของภาพดี 7. ภาพนั้นมีความถูกต้องตรงกับความเป็นจริง เช่น สีและโทน สัดส่วน เป็นต้น คุณค่าและประโยชน์ของรูปภาพในการเรียนการสอน 1. รูปภาพจำลองเอาความจริงมาให้เราศึกษารายละเอียดได้ เช่น นักเรียนยังไม่เคยไปยัง สถานที่นั้นจริง ๆ ถึงแม้ครูจะอธิบายด้วยคำพูดมากมายเพียงใดก็ตาม นักเรียนก็อาจจะนึกภาพ สถานที่นั้นต่าง ๆ กันรูปถ่ายของสถานที่นั้นมีค่ามากกว่าคำอธิบายของครูเสียอีก และผู้ดูจะดูนาน เท่าใดก็ได้ 2. รูปภาพนำเอาสิ่งที่นักเรียนไม่เคยพบเห็น หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์หรือสิ่ง ที่ อยู่ห่างไกลลามสู่ห้องเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งนั้น ๆ ได้ 3. รูปภาพสามารถใช้เตือนใจและเปลี่ยนเจตคติของผู้เรียนได้ รูปภาพจะทำให้ผู้ดูเกิด อารมณ์ต่าง ๆ ตามภาพนั้น ๆ โดยที่ครูไม่ต้องเตือนด้วยคำพูดอะไรมากมายนัก 4. รูปภาพทำให้ผู้เรียนสามารถสรุปสิ่งนั้นได้เองและจำได้นาน คือจำติดหูติดตา 5. รูปภาพช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน และส่งเสริมการอภิปรายร่วมกัน เมื่อนำภาพ มาใช้นักเรียนแต่ละคนจะเห็นอะไรในภาพก็จะพูดถกเถียง ซักถาม หรือเล่าโดยใช้ที่ตนรู้มาให้เพื่อนฟัง เพิ่มเติม ทำให้เข้าใจบทเรียนนั้นดีขึ้น และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีรูปภาพ นักเรียนก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะอภิปราย (เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต 2528 : 239 – 2205) 4. หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน ชุดการสอนเป็นนวัตกรรมการใช้สื่อการเรียนการสอนให้มีบทบาทในการเรียนการสอน การสร้างชุดการสอนจึงต้องอาศัยหลักการและทฤษฎีที่สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. การเรียนเพื่อรอบรู้ การเรียนเพื่อรอบรู้เป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอน ที่คำนึงถึงความสามารถในการ เรียนรู้ของนักเรียนที่มีความแตกต่างกัน โดยการเรียนจะต้องคำนึงถึงเนื้อหาและจุดประสงค์ของ กิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม และให้เวลาในการเรียนของนักเรียนอย่างเต็มที่ ตามความ ต้องการและความสามารถของแต่ละคน ในการเรียนการสอนจะให้นักเรียนเกิดมโนมติและมีการฝึก


11 ทักษะพื้นฐานเพื่อจะเรียนรู้ในขั้นต่อไป หลักการเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนจะมีการทดสอบเพื่อ วินิจฉัยข้อบกพร่องของกิจกรรม และแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ จึงเรียนใน โดยใช้ต่อไปได้ (กรมวิชาการ. 2535 : 8) ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบรอบรู้ 1. บอกจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียน วิธีเรียน และการประเมินผลการเรียน 2. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่ม เน้นการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดมโนมติใน โดยใช้ที่เรียน สลับด้วยการฝึกทักษะจากการทำแบบฝึกหัด 3. ทดสอบครั้งที่ 1 เป็นการทดสอบย่อย และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียน 4. จัดกิจกรรมการสอนซ่อมเสริมเพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องที่พบ 5. ทดสอบครั้งที่ 2 แล้วเริ่มต้นขั้นตอนการจัดกิจกรรม ข้อ 1 – 5 สำหรับหน่วยการเรียน ต่อไป 6. ทดสอบวัดทักษะทางการเรียนเพื่อสรุปผล บลูม (Bloom. 19720 : 13 – 15) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรู้ในโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยตัว แปรที่เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนักเรียน องค์ประกอบทางด้านจิตใจก่อนเรียน และคุณภาพ ของการสอน เป็นตัวกำหนดผลการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ทักษะทางการเรียน อัตราการเรียนรู้และ ผลทางด้านจิตใจหลังเรียน จากหลักการดังกล่าวจึงได้นำมาเป็นพื้นฐานในการสร้างชุดการสอนโดยมี รูปแบบ ดังนี้ ภาพที่ 1 รูปแบบการเรียนรู้ในโรงเรียนของบลูม คุณลักษณะนักเรียน ความรู้พื้นฐานก่อนเรียน องค์ประกอบทางด้านจิต ใจก่อนเรียน การสอน กิจกรรมการสอน ผลการเรียน ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ผลทางด้านจิตใจ หลังเรียน คุณภาพของการสอน 1. การชี้แนะ 2. การเสริมแรง 3. การมีส่วนร่วมในกิจ กรรมการเรียนของผู้เรียน 20. การแก้ไขข้อบกพร่อง ในการเรียน


12 2. ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล ตามหลักจิตวิทยาผู้เรียนมีความแตกต่างกันในด้าน ต่าง ๆ เช่น ความสามารถ สติปัญญา ความต้องการ ความสนใจ ร่างกาย อารมณ์ สังคมและอื่น ๆ นักการศึกษาได้นำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล วิธีการที่เหมาะสมที่สุด คือการจัดการเรียนการสอนรายบุคคล หรือการศึกษาตามเอกัตภาพ การศึกษาโดยเสรี การศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการ เรียนตามสติปัญญา ความสามารถและความสนใจ โดยมีครูคอยแนะนำช่วยเหลือตามความเหมาะสม (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 200) หลักการตามทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งประหยัด จิระวรพงศ์ (2539 : 209) กล่าวไว้ ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีความแตกต่างกันเป็นพื้นฐานจากพัฒนาการอยู่แล้ว 2. วิธีเรียนของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน 3. ทฤษฎีการเรียนการสอนรายบุคคลจะมุ่งให้บุคลากรกำหนดวัตถุประสงค์ด้วยตนเอง เรียนด้วยตนเอง วัดความรู้ความก้าวหน้าของตน ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน 4. การสอนจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทุกด้าน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาขีด ความสามารถได้เต็มที่ อันจะเป็นผลนำไปสู่ความก้าวหน้าของตน 5. การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 6. ผู้เรียนแต่ละคนย่อมเรียนเร็วหรือช้าแตกต่างกัน เนื้อหาระยะเวลาการเรียนของแต่ ละคนย่อมไม่เท่ากัน 7. ผู้เรียนจะเรียนได้ดีจากวิธีการสอนหลาย ๆ แบบ และสื่อหลาย ๆ อย่าง 8. การสอนรายบุคคลจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างแรงจูงใจภายในตนได้เป็นฝ่าย ปฏิบัติ และได้รับรู้ผลการเรียนโดยเร็ว 3. การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมทราบผลการ เรียนของตนเองทันที การเสริมแรงที่เหมาะสม และการเรียนทีละขั้นไปตามลำดับ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 200) 20. ทฤษฎีสื่อประสม จากการศึกษาและวิจัยพบว่าสื่อแต่ละอย่างมีคุณประโยชน์แตกต่างกัน และไม่สามารถสนองจุดมุ่งหมายของการเรียนได้สมบูรณ์ทุก ๆ ด้าน แต่การนำสื่อหลาย ๆ อย่างมา บูรณาการเพื่อสนองจุดมุ่งหมายของกิจกรรมการเรียนการสอน เรียกว่า สื่อประสม (ประหยัด จิระวร พงศ์. 2539 : 255) สื่อประสม หมายถึง การนำเอาสื่อการสอนหลาย ๆ อย่างมาสัมพันธ์กัน ซึ่งมีคุณค่าที่ส่งเสริม ซึ่งกันและกัน สื่อการสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจ ในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้อธิบาย ข้อเท็จจริงของเนื้อหา และอีกชนิดหนึ่งใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง และป้องกันการเข้าใจ ความหมายผิด การใช้สื่อประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกัน ได้พบ วิธีการที่จะเรียนในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเองมากขึ้น (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 205) การนำสื่อ ประสมไปใช้ โดยการนำเอาสื่อการสอนหลายประเภทมาใช้สัมพันธ์กันอย่างมีระบบ ความพยายามอัน นี้ก็เพื่อจะเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนจากเดิมที่เคยยึดครูเป็นแหล่งใช้ความรู้หลัก มาเป็นการจัด


13 ประสบการณ์ให้ผู้เรียนเรียนด้วยการใช้แหล่งความรู้จากสื่อประเภทต่าง ๆ (เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต. 2528 : 292) หรืออีกความหมายหนึ่ง หมายถึงการนำวัสดุอุปกรณ์ชนิดต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพตัวอย่าง หุ่นจำลอง หนังสือ เป็นต้น ซึ่งมีเนื้อหาสาระสัมพันธ์กับ กิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละครั้ง ชุดการเรียนการสอนเป็นนวัตกรรมที่ใช้หลักการและทฤษฎีของ สื่อประสม 5. แนวคิดในการนำหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพสิ่งแวดล้อม มีการจัดสภาพการณ์ใน ลักษณะโปรแกรม ซึ่งหมายถึงระบบการสอนที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ทราบว่าการตัดสินใจ หรือการทำงานของตนเองถูกหรือผิดอย่างไร ผู้เรียนอาจได้เรียนบทเรียนนั้นซ้ำอีกในอนาคต ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถ ความสนใจของตนเองโดยไม่มีใครบังคับ การจัดสภาพการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ดังกล่าว จะต้องมีเครื่องมือช่วยให้บรรลุ จุดมุ่งหมายปลายทาง โดยจัดการสอนแบบโปรแกรมในรูปของกระบวนการ และใช้ชุดการสอนเป็น เครื่องมือสำคัญ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 120) การเอากระบวนการกลุ่มมาใช้ เดิมนั้นความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนในห้องเรียนมี ลักษณะเป็นทางเดียว กล่าวคือครูเป็นผู้กระทำและนักเรียนเป็นผู้ตาม และแสดงความคิดเห็นอย่าง เสรี นักเรียนไม่มีโอกาสฝึกฝนการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ฝึกฝนและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เมื่อโตขึ้นจึงทำงานร่วมกันไม่ได้ แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตของกระบวนการเรียนรู้จึงต้องนำ กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มาใช้ มีการเปิดโอกาสให้เด็กได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ทฤษฎีกระบวนการ กลุ่มจึงเป็นแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งนำมาไว้ในรูปของชุดการสอนแบบกลุ่ม ทฤษฎีการเรียนรู้ ยึดหลัดจิตวิทยาการเรียนรู้ หมายถึงการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง ทราบผลการเรียนของตนทันที มีการเสริมแรงอันจะทำ ให้นักเรียนกระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำ ทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ ดีใจที่ตนเองทำได้ถูกต้อง เป็นการ ให้กำลงใจที่จะเรียนต่อไป ถ้าตนเองทำไม่ถูกต้องก็จะได้ทราบว่าที่ถูกต้องนั้นคืออะไร หรือหลีกเลี่ยงไม่ กระทำ และการได้เรียนรู้ไปทีละขั้น ตามความสามารถและความสนใจของนักเรียนเอง การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบ เป็นการนำเอาการวิเคราะห์ระบบมาใช้โดยจัดเนื้อหาวิชาให้ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวัยของผู้เรียน ทุกสิ่งทุกอย่างที่จัดไว้ในชุดการสอนจะสร้างขึ้นอย่างมี ระบบ จะต้องมีการตรวจเช็คทุกขั้นตอน และทุกอย่างจะต้องสัมพันธ์สอดคล้องกันเป็นอย่างดี มีการ ทดลองปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นที่เชื่อถือได้จึงนำออกมาใช้ (เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต. 2528 : 293) การนำไปประยุกต์ใช้ ผลลัพธ์ที่พึงปรารถนาของการเรียนรู้ คือ การเพิ่มความสามารถของแต่ละบุคคล ในการ ประยุกต์หรือการถ่ายโยงการเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้กับปัญหาหรือสภาพการณ์ใหม่ได้ (สุนีย์ เหมะประสิทธิ์. 2533 : 21)


14 สาโรจน์ แพ่งยัง (2539 : 17) ได้สรุปเพิ่มเติมว่า ในการผลิตชุดการสอนเพื่อให้ได้ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนนั้น จำเป็นต้องอาศัยหลักการจัด แนวคิดของทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สำคัญดังนี้ 1. ต้องให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าในการผลิต การใช้หรือการประเมิน 2. สื่อการสอนที่ดีต้องให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นขั้นตอนทีละน้อย จากง่ายไปยาก 3. สื่อการสอนที่ดีจะต้องเร้าความสนใจของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถตอบสนองได้ในทันที 4. สื่อการสอนที่ดีจะต้องเหมาะกับวุฒิภาวะ และความสามารถของผู้เรียน 5. สื่อการสอนที่ดีจะต้องสามารถให้ผู้เรียนทราบผลในการเรียนได้ทันที 6. สื่อการสอนที่ดีต้องให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ในความสำเร็จของตน ถ้าสื่อการสอนที่ผลิตสามารถตอบสนองตามหลักการดังกล่าวข้างต้นได้ สื่อนั้นย่อมนำไปใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ 5. ขั้นตอนการสร้างชุดการสอน เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต (2528 : 2920) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างชุดการสอนไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์และกำหนดความต้องการ 2. กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ 3. ออกแบบองค์ประกอบของระบบ 4. วิเคราะห์แหล่งทรัพยากรที่ต้องการ ทั้งทรัพยากรที่มีอยู่และข้อจำกัด 5. เลือก และ / หรือผลิตวัสดุเพื่อการสอน 6. ออกแบบประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน 7. ทดลองและปรับปรุงแก้ไข 8. นำไปใช้ สำหรับการเตรียมชุดการสอนบทเรียนแต่ละบทนั้น (กาเย่. 19720) ได้เสนอขั้นตอนไว้ดังนี้ 1. แบ่งรายวิชาออกเป็นหน่วย แบ่งหน่วยออกเป็นหัวโดยใช้กำหนดหัวโดยใช้ที่จะใช้เวลา สอนจบในช่วงที่ไม่นานนัก อันจะสามารถดำเนินการให้ครบทุกตอนของระบบการสอนในช่วงเวลา เดียวกัน 2. กำหนดจุดหมายของบทเรียน 3. กำหนดความสามารถที่จะต้องกระทำตามจุดมุ่งหมายนั้น 4. จัดลำดับการสอนโดยยึดถือบุรพกรรม 5. กำหนดแผนการสอนที่เหมาะกับจุดมุ่งหมาย โดยพิจารณาเหตุการณ์ของการสอนให้ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย 6. เลือกสื่อที่จะก่อให้เกิดภาวการณ์ที่กำหนดเอาไว้ในเหตุการณ์ของการสอน 7. ดำเนินการตามแผนและประเมินผลเพื่อปรับปรุงแก้ไขหากจำเป็น 6. คุณค่าของชุดการสอน ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523 : 121) กล่าวถึงคุณค่าของชุดการสอนไว้ ดังนี้ 1. นักเรียนใช้ชุดการสอนด้วยตนเองจุมีโอกาสศึกษาวัสดุประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียน มีประสบการณ์ในหัวข้อนั้นกว้างขวางขึ้น


15 2. นักเรียนเห็นคุณค่าความจำเป็นของวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียน และพยายามที่จะ ศึกษาพิจารณาผลการเรียนของตนอง รู้ว่าอะไรอีกบ้างที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม 3. สีสันต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่แปลก ๆ จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ 4. ชุดการสอนจะมีคำแนะนำให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนแหล่งวัสดุอุปกรณ์ อื่น ๆ ที่จะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม เช่นห้องสมุด เป็นต้น 5. กิจกรรมใดที่ผู้เรียนทำได้สำเร็จบรรลุถึงวัตถุประสงค์แล้ว ย่อมก่อให้เกิดความพอใจแก่ ผู้เรียน อันเป็นการเสริมแรงให้ผู้เรียนอยากศึกษา หรือกระทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป สุนันท์ ปัทมาคม (2523 : 20) กล่าวถึงการนำชุดการสอนมาใช้จะก่อให้เกิดผลดีในการเรียน กล่าว คือกระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเพราะชุดการสอนผลิตขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญหลายด้าน และมีการทดลองใช้แล้วจนแน่ใจว่าได้ผลดีจึงนำออกมาใช้ 1. ชุดการสอนจะลดภาระของผู้สอน เมื่อมีชุดการสอนสำเร็จรูปแล้ว ผู้สอนจะดำเนินการ สอนตามคำแนะนำที่บอกไว้ในชุดการสอนตามลำดับชั้น แต่ละชั้นจะมีอุปกรณ์ กิจกรรมตลอดจน ข้อแนะนำไว้ให้พร้อม ผู้สอนไม่จำเป็นต้องทำใหม่หรือทำเพิ่มอีก จะใช้ได้ทันที 2. ได้ความรู้ในแนวเดียวกัน เดิมการสอนที่มีผู้สอนหลายคนในวิชาเดียวกัน ก็อาจเกิดความ แตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพของการสอน การมีชุดารสอนจะแก้ปัญหาในโดยใช้นี้ได้ทั้งหมด แม้ผู้เรียนจะมีจำนวนมากเท่าใดก็จะช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี 3. มีวัตถุประสงค์บอกไว้ชัดเจนแน่นอน 4. มีกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนข้อแนะนำในการทำกิจกรรม พร้อมทั้งอุปกรณ์ ครบถ้วน 5. มีข้อสอบประเมินผลเพื่อวัดผลการเรียนไว้ครบถ้วน 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถ และความต้องการของตน อัตราการเรียน ของแต่ละคนจะมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล ชุดการสอนนี้จะช่วยให้ ทุกคนได้ประสบผลสำเร็จทางการเรียนได้ทั้งสิ้น ตามอัตราการเรียนของผู้นั้น 7. ชุดการสอนช่วยเสริมสร้างการเรียนแบบต่อเนื่อง ประหยัด จิระวรพงศ์ (2527 ; 267) ได้กล่าวถึงคุณค่าของชุดการสอนว่า 1. ช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนมีความมั่นใจในการดำเนินการสอน เพราะลดเวลาในการเตรียม ล่วงหน้า 2. ช่วยแก้ปัญหาในการขาดแคลนครู 3. สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง และมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างแท้จริงจากชุดการ สอนรายบุคคลและชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 5. ช่วยสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบ เพราะชุดการสอนเอื้อต่อการใช้ทั้งในแง่เวลา และสถานที่ 6. มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้มากที่บูรณาการเป็นอย่างดี จึงทำให้การเรียนการ สอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


16 สรุปได้ว่า ชุดการสอนนี้มีคุณค่าหลายประการ โดยเฉพาะคุณค่าของชุดการสอนแบบ ประกอบการบรรยาย หรือ ชุดการสอนสำหรับครู ซึ่งชวยให้ครูมีความสะดวกอย่างยิ่งในการสอน มีแบบอย่างที่เป็นมาตรฐาน สามารถทำการสอนด้วยความมั่นใจ ช่วยลดภาระของครูในการเตรียมการ สอนและผลิตอุปกรณ์จึงกล่าวได้ว่า ชุดการสอนมีประโยชน์ในการช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาได้ ช่วย อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7. ความสำคัญของการหาประสิทธิภาพของชุดการสอน ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533 : 127) กล่าวถึงการประเมินสื่อการเรียนการสอนว่า เป็น การพิจารณาหาประสิทธิภาพ และคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน ดังนั้นการประเมินสื่อจึงเริ่มด้วย การกำหนดปัญหา หรือคำถามเช่นเดียวกับการวิจัย ด้วยเหตุนี้การประเมินสื่อจึงเป็นการวิจัยอีกแบบ หนึ่งที่เรียกว่า การวิจัยประเมิน บุญชม ศรีสะอาด (2533 : 23) กล่าวว่าสื่อที่แตกต่างกัน อาจช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ต่างกัน และสื่อชนิดเดียวกันถ้าจัดทำแตกต่างกัน ก็อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ต่างกัน และสื่อชนิดเดียวกันถ้าจัดทำแตกต่างกัน ก็อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ในจุดประสงค์ และเนื้อหาสาระอย่างเดียวกันได้ไม่เท่ากัน เมื่อจุดประสงค์ของการใช้สื่อการสอน ก็เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องพัฒนาและเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุด กับสถานการณ์นั้น เพื่อทราบว่าสื่อการสอนมีคุณภาพและมีคุณค่าหรือไม่ระดับใด ฐิติทร ทองสุข (25201 : 23) กล่าวถึงความสำคัญของการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนว่า เป็นขั้นตอนที่สำคัญของการผลิตชุดการสอน ทำให้ทราบว่าชุดการสอนนั้นมีคุณภาพมากเพียงใด มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร ช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ของการสอนได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อจะนำข้อมูล ที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อไป การวัดผลประเมินผล การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หลักสูตร ประถมศึกษาได้กำหนดให้มีการประเมินผล 2 ลักษณะ คือ การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียน การสอน และการประเมินผลเพื่อสรุปการเรียนการสอน (กรมวิชาการ. 25320 : 520) ในการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน ให้ผู้สอนประเมินผลเมื่อสอนจบในแต่ละ หน่วยย่อย ผู้เรียนคนใดที่ไม่สามารถผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้จะต้องจัดให้มีการสอนซ่อมเสริม เพื่อแก้ไขข้อบกพรอง แล้วประเมินผลซ้ำ ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 8. แนวทางการประเมินชุดการสอน บุญชม ศรีสะอาด (2533 : 25 – 29) ได้จำแนกวิธีการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนเป็น 3 วิธี คือ 1. การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญหรือครู จะใช้แบบประเมินผลให้ผู้เชี่ยวชาญหรือ ครูพิจารณาทางด้านคุณภาพ เนื้อหาสาระ และเทคนิคการจัดทำสื่อประเภทนั้น แบบประเมินอาจเป็น มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) หรือเป็นแบบเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย สรุปผลเป็นความถี่แล้ว อาจทดสอบความแตกต่างระหว่างความถี่ด้วยไคสแคว์


17 2. การประเมินผลโดยผู้เรียน มีลักษณะเช่นเดียวกับการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญหรือครู แต่จะเน้นการรับรู้คุณค่าเป็นสำคัญ 3. การประเมินผลโดยการตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นการหาประสิทธิภาพสื่อ การสอนทีมีความเที่ยงตรง ที่จะพิสูจน์คุณภาพและคุณค่าของสื่อการสอนนั้น ๆ โดยจะวัดว่าผู้เรียน เกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง เป็นการวัดเฉพาะผลที่เป็นจุดประสงค์ของการสอนโดยใช้สื่อนั้น อาจจำแนก เป็น 2 วิธีคือ กำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำไว้ เช่น เกณฑ์ 80/80 หรือ 90/90 ไม่ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ล่วงหน้า แต่จะพิจารณาจากการเปรียบเทียบผลการสอบ หลังเรียน ว่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือเปรียบเทียบว่าทักษะจากการเรียนด้วยสื่อ นั้นสูงกว่าหรือเท่ากับสื่อ หรือเทคนิคการสอนอย่างอื่นหรือไม่ โดยใช้สถิติทดสอบ t –test ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533 : 128 – 130) กล่าวถึงการประเมินสื่อว่าอาจทำได้ 5 วิธี คือ 1. การประเมินโดยผู้สอน 2. การประเมินโดยผู้ชำนาญ 3. การประเมินโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ 4. การประเมินโดยผู้เรียน 5. การหาประสิทธิภาพของสื่อ สำหรับการหาประสิทธิภาพของสื่อนั้น ไชยยศ เรืองสุวรรณ ได้จำแนกออกเป็น 2 วิธี กล่าวคือ ประเมินโดยอาศัยเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หรือ 90/90 และประเมินโดยไม่ได้ตั้งเกณฑ์ไว้ ล่วงหน้า แต่จะเปรียบเทียบผลการสอบของผู้เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (Pretest – Posttest) เกณฑ์การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพเป็นการคาดหมายว่า ผู้เรียนจะบรรลุจุดประสงค์ หรือ เปลี่ยน พฤติกรรมเป็นที่พอใจของผู้ประเมิน โดยกำหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ ผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงาน และการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด ต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการสอนหลังเรียนของผู้เรียน ทั้งหมดนั้นคือ E1 /E2 หรือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ : อ้างอิงมาจากอธิพร ศรียมก . 2525 : 2207) ประสิทธิภาพของกระบวนการคือ การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องของผู้เรียน ( Transitional Behavior) ได้แก่ การประเมินกิจกรรมกลุ่ม งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ผู้สอนกำหนดไว้ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คือ การประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal Behavior) โดย พิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต (2528 : 2920 – 295) ได้เสนอแนวทางในการหาประสิทธิภาพชุด การสอนโดยถือหลักแบบสมรรถฐาน คือ ถือเกณฑ์ 90/90 โดยใช้สูตรคำนวณหาประสิทธิภาพดังนี้


18 100 100 2 1 x B N F E x A N X E = = โดยที่ E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในชุดการสอน คือ เป็นร้อยละจาก การทำ แบบฝึกหัดและ / หรือประกอบกิจกรรมทางการเรียน E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ พฤติกรรมที่เปลี่ยนในตัวผู้เรียน ทำแบบทดสอบหลัง เรียนและ / หรือการประกอบกิจกรรมหลังเรียน X หมายถึง คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทำแบบฝึกหัดและ / หรือการประกอบ กิจกรรมหลังเรียน F หมายถึง คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทดสอบหลังเรียนและ / หรือการประกอบ กิจกรรมหลังเรียน N หมายถึง จำนวนผู้เรียน A หมายถึง คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดและ / หรือ กิจกรรมการเรียน B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียนและ / หรือกิจกรรมหลังเรียน หากผู้เรียนได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จะต้องแก้ไขปรับปรุงชุดการสอนนั้น แล้วทำการ หาประสิทธิภาพใหม่อีกครั้ง ถ้ายังได้ผลต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ต้องปรับปรุงแก้ไขอีกจนกว่าจะได้ผลตาม เกณฑ์ที่ตั้งไว้ อรพรรณ พรสีมา (2530 : 130 – 131) เสนอแนวทางการกำหนดเกณฑ์ความสัมพันธ์ ระหว่างผลลัพธ์ร่วม และผลลัพธ์เฉพาะจุดมุ่งหมาย เป็นการประเมินผลพฤติกรรมขั้นสุดท้าย โดย พิจารณาจากคะแนนสอบหลังเรียน เกณฑ์ที่ใช้ คือ E1 /E2อาจเท่ากับ 80/80 หรือ 90/90 หรืออื่น ๆ อีกก็ได้แต่ถ้ากำหนดเกณฑ์ไว้ต่ำเกินไป อาจทำผู้ใช้บทเรียนไม่เชื่อคุณภาพของบทเรียน การหาค่า E1 และ E2อาจใช้วิธีคำนวณหาค่าร้อยละ นอกจากนั้นยังสามารถทดสอบประสิทธิภาพโดยอาศัยเกณฑ์พัฒนาของผู้เรียน กล่าวคือ การทดสอบความก้าวหน้าของผู้เรียน ที่เกิดจากการศึกษาบทเรียน หรือชุดการสอน โดยพิจารณาจาก ความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียน และคะแนนสอบหลังเรียน และพิจารณาว่าผู้เรียนมี ความก้าวหน้าเพียงใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ความแตกต่างระหว่างคะแนนของทั้งสองชุดนั้นมี นัยสำคัญที่ระดับใด ระดับนัยสำคัญที่จัดว่าใช้ได้ต้องไม่ต่ำกวา 0.5 นำค่าที่ได้จากการคำนวณไปตรวจสอบในตารางการทดสอบ (t –test) ถ้าค่าที่ได้จากการ คำนวณมากกว่าค่าที่ได้จากตาราง (ไม่คิดเครื่องหมายติดลบ) ย่อมแสดงว่า การสอนหรือสื่อนั้นมี คุณภาพ และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริง (อรพรรณ พรสีมา. 2530 : 129 – 130)


19 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในการหาประสิทธิภาพของชุดการสอน ต้องมีเกณฑ์ในการประเมิน ประสิทธิภาพ ซึ่งมีแนวคิดในการประเมินหลายแนวทาง บางแนวคิดอาจใช้เกณฑ์พัฒนาการของ ผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลัก บางแนวคิดอาจใช้เกณฑ์ความสัมพันธ์ ระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนโดย เฉลี่ยของผู้เรียนทั้งกลุ่ม กับคะแนนทดสอบหลังเรียนโดยเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งกลุ่มในแต่ละจุดหมาย ส่วนการที่จะตัดสินใจเลือกแนวคิดใดในการกำหนดเกณฑ์การหาประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับความ เหมาะสม ความสอดคล้อง และกระบวนการใช้ชุดการสอนแต่ละประเภทที่สร้างขึ้น การยอมรับประสิทธิภาพของชุดการสอน ชุดการสอนที่ผ่านกระบวนการทดสอบประสิทธิภาพตามขั้นตอน ตั้งแต่การทดลองแบบเดี่ยว แบบกลุ่มย่อย และแบบกลุ่มใหญ่แล้ว จะนำผลของคะแนนมาเปรียบเทียบค่าระหว่างผลของ ประสิทธิภาพกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เพื่อดูว่าจะยอมรับประสิทธิภาพหรือไม่ การยอมรับประสิทธิภาพให้ถือ ค่าแปรปรวน 2.5 -5 % นั่นคือประสิทธิภาพของชุดการสอนไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์เกิน 5% แต่โดยปกติ จะกำหนดไว้ 2.5% (อธิพร ศรียมก. 2525 : 252) ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์ (2528 : 215) ได้เสนอเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุดการสอนที่ผลิตได้ นั้น กำหนดได้ 3 ระดับ คือ 1. สูงกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดการสอนสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้เกิน 2.5% ขึ้นไป 2. เท่าเกณฑ์ เป็นประสิทธิภาพของชุดการสอนเท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่เกิน 2.5% ขึ้นไป 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพของชุดการสอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่ไม่ต่ำกว่า 2.5% ถือว่ายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ ดังนั้นการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนสามารถสรุปได้ว่า เป็นการตรวจสอบคุณภาพของ ชุดการสอนที่สร้างขึ้น โดยมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขึ้น สำหรับทดสอบ สามารถทราบได้ว่าชุด การสอนนั้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่สร้างขึ้นหรือไม่ และผลที่เกิดจากการใช้ชุดการสอนนั้นมีคุณภาพ ต่อผู้เรียนมากน้อยเพียงใด 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไพบูลย์ คำกันยา (25201 : บทคัดย่อ) สร้างชุดการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต โดยใช้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อหาประสิทธิภาพและเปรียบเทียบทักษะทาง การเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอน ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ และทักษะทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดการสอน สูงกว่าผลการ ทดสอบก่อนเรียน รัชนีวรรณ มณีพันธ์ (2520 : 82 -820) ได้สร้างชุดการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต โดยใช้มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 220 คน ของโรงเรียนบ้านซับแดง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมบัติ จงรุ่งเรืองพัฒนะ (2520 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดการสอน โดยใช้สิ่งเสพติดให้โทษ โดยแบ่งออกเป็น 3 ชุด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียน


20 ประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมรัชดาภิเษก จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 126 คน ผลการศึกษาพบว่า ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมในระดับดี และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ตามที่กำหนดไว้ สุทธิศักดิ์ ศิริคง (2520 : บทคัดย่อ) ได้ออกแบบและพัฒนาชุดการสอน สำหรับวิชากลุ่มการ งานและพื้นฐานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การถนอมอาหาร เพื่อหาประสิทธิภาพและ เปรียบเทียบทักษะทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนจากชุดการสอนกับกลุ่มที่เรียนจากการสอนแบบ ปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดโพธินิมิต จำนวน 85 คน เพื่อใช้หาประสิทธิภาพ และ นักเรียนโรงเรียนวัดราษฎรบำรุง จำนวน 60 คน เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางการเรียนกลุ่มละ 30 คน ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ทักษะทางการเรียนของกลุ่มที่สอน โดยใช้ชุดการสอนสูงกว่ากลุ่มที่สอนโดยการสอนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เตอร์ค (Turk. 1985 : 22036) ทำการวิจัยเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาการทดสอบการฟัง ทำนองจังหวัดดนตรีในแต่ละบุคคล โดยใช้ชุดการสอนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ทดลองกับอาสาสมัคร จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีอายุระหว่าง 20 -120 ปี ผลการทดลอง หลังจากที่ได้ศึกษาจากชุดการสอนแล้ว พบว่าการใช้ชุดการสอนเพื่อพัฒนาการฟังทำนองจังหวะดนตรี นั้น การอธิบายเนื้อหาที่อยู่ในชุดการสอนชัดเจนดี ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อบุคคลแต่ละคน ที่สามารถรับรู้ และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่ใช้ชุดการสอนนี้แล้ว วีวาส (Vival. 1985 : 605) วิจัยเกี่ยวกับการออกแบบพัฒนาและประเมินค่าของการรับรู้ทาง ความคิดของนักเรียนเกรด 1 ในประเทศเวเนซูเอล่า โดยใช้ชุดการสอน จากการศึกษาเกี่ยวกับความ เข้าใจในการพัฒนาทักษะทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านความคิด ด้านความพร้อมในการเรียน ด้านเชาวน์ปัญญา และด้านการปรับตัวทางสังคม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 1 จากโรงเรียนเรนีส – กัวเทียร์ เขตรัฐ มิลันดา ประเทศเวเนซูเอล่า จำนวน 2201 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 3 ห้องเรียน จำนวน 2020 คน รับการสอนโดยชุดการสอน กลุ่มควบคุม 3 ห้องเรียน จำนวน 100 คน รับการสอนตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนมีความสามารถเพิ่มขึ้นทางด้านความคิด ด้านความพร้อมในการเรียน ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านเชาว์ปัญญา และด้านการปรับตัวทางสังคม หลังจากได้รับการสอนด้วยชุดการสอนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ วิลสัน (Wilson. 1989 : 2019) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลการใช้ชุดการสอนของ ครู เพื่อแก้ปัญหาในการเรียนของเด็กนักเรียนช้าด้านคณิตศาสตร์ เกี่ยวกับการบวก การลบ ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนยอมรับว่าการใช้ชุดการสอนมีผลดีมากกว่าการสอนตามปกติ เป็นวิธีการ หนึ่งที่สามารถช่วยครูแก้ปัญหาการสอน ที่อยู่ในหลักสูตรคณิตศาสตร์สำหรับเด็กเรียนช้า จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับชุดการสอนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พอจะสรุปได้ว่า การเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอน ทำให้ทักษะทางการเรียนของผู้เรียนสูงกว่าผู้เรียนที่เรียน ตามปกติ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี และพบว่า หลังจากใช้ชุดการสอน ผู้เรียนและผู้สอนมีทัศนคติต่อชุดการสอนในทางบวก ทั้งนี้เพราะชุดการสอนมี บทบาท คุณค่า และประโยชน์อย่างมาก ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างชุดการสอน เพื่อนำมา แก้ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มวิชาและสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียน การสอนในระดับชั้นประถมศึกษาต่อไป


21 10. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา (Educational Research and Development) หรือ R & D เป็นการพัฒนาการศึกษาบนพื้นฐานการวิจัย (Research Based Education Development) เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการสำคัญวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้ในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาการศึกษา โดยเน้นหลักเหตุผลและตรรกวิทยาเป็นเป้าหมายหลัก ใช้เป็นกระบวนการในการพัฒนาและ ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา (Education Product) อันหมายถึง วัสดุ ครุภัณฑ์ ทางการศึกษา ได้แก่หนังสือแบบเรียน ฟิล์ม สไลด์ เทปเสียง เทปโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ตลอดจนวิธีการและกระบวนการทางการศึกษา เช่น ระบบการสอน เทคนิควิธีการ สอนแบบต่าง ๆ (พฤทธ์ ศิริบรรณพิทักษ์. 2531 : 21) ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (25200 : 9 – 10) กล่าวถึงการวิจัยและการวิจัยทาง การศึกษาไว้ว่า การวิจัยเป็นการค้นคว้าหาความจริงโดยวิธีการอย่างมีระบบที่เชื่อถือได้ ส่วนการวิจัย ทางการศึกษา เป็นการค้นคว้าเพิ่มเติมในกฎเกณฑ์ข้อสรุปอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรม ซึ่งสามารถ นำไปใช้ทำนายและควบคุมเหตุการณ์ในสถานการณ์ทางการศึกษา การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา เป็นกระบวนการของการพัฒนา การทดสอบภาคสนาม และการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ ถึงแม้ว่าการพัฒนาสื่อจะประกอบด้วยการวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ ซึ่งจุดประสงค์พื้นฐานคือการค้นพบความรู้ใหม่ ๆ ในทางตรงกันข้ามเป้าหมาย ของการวิจัยและพัฒนา คือ การนำความรู้ที่ศึกษาได้ไปพัฒนาสื่อให้สามารถใช้ได้ในโรงเรียน หรือ กล่าวไว้ว่าการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษาเป็นตัวเชื่อมระหว่างการวิจัยและการปฏิบัติ ดังนั้นการ วิจัยและพัฒนาทางการศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่ทำให้สื่อการศึกษาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย การวิจัย การค้นคว้าส่วนประกอบของสื่อเพื่อนำมาพัฒนา ซึ่งยัง อยู่ในขั้นการวิจัยพื้นฐาน การทดลองภาคสนามเป็นสิ่งที่ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องในการศึกษา โดยจะใช้ในขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในทางตรงกันข้าม การวิจัยไม่ได้รวมถึงการวิจัยและพัฒนา เข้าไปด้วย แต่เป็นเพียงการค้นพบความรู้ใหม่ ๆ หรือการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง ๆ เท่านั้น เปรื่อง กุมุท (2536 : 21) ได้ให้ความหมายการวิจัย และพัฒนาว่าเป็นการวิจัยที่เกิดจาก ความพยายามที่จะสร้างสรรค์ผลิตผลและกระบวนการ บางสิ่งบางอย่างตามหลักการเฉพาะและตาม ระเบียบวิธีวิจัยที่สามารถรับรองคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตผล และกระบวนการเมื่อนำผลนั้น ไปใช้ ซึ่งรูปแบบการวิจัยและพัฒนาเป็นการแก้ปัญหาทางด้านการศึกษาบางประการ ผู้วิจัยต้อง ออกแบบสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตผล ด้วยการทดลองประสิทธิผล และป้อนข้อมูลย้อนกลับ เพื่อปรับปรุงผลิตผลนั้นให้พัฒนาขึ้นทั้งด้านคุณภาพ และประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สามารถแบ่งการวิจัยและพัฒนาระบบต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1. การวิจัยและพัฒนาระบบสื่อการสอน เช่น ระบบสื่อการสอนรายบุคคล ระบบชุด การสอนและระบบสื่อประสม 2. การวิจัยและพัฒนาระบบสื่อการเรียนการสอน 3. การวิจัยแลพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีทางการศึกษา 4. การวิจัยและพัฒนาด้านการบริการเทคโนโลยีทางการศึกษา


22 5. การวิจัยและพัฒนาด้านการประเมิน และติดตามการบริหารและบริการเทคโนโลยี ทางการศึกษา ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา บอร์ก และ แกลล์ (Borg and Gall. 1989 : 7820 – 795) ได้จัดทำลำดับขั้นตอนของ การวิจัยและพัฒนา 20 ขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาที่จะดำเนินการพัฒนา เป็นการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะ ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาสิ่งใด ลักษณะ รายละเอียดและวัตถุประสงค์ของ การใช้เป็นอย่างไร 2. รวบรวมข้อมูลและงานวิจัย เป็นการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโดยใช้ที่ จะดำเนินการวิจัยและพัฒนา ศึกษารูปแบบวิธีการ เพื่อหาคำตอบและนำไปสู่การพัฒนาต่อไป 3. การวางแผนการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการ ใช้ผลิตภัณฑ์ การกำหนดงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากรและระยะเวลาที่ใช้ พิจารณาถึงผลที่จะ ได้มาจากผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ 4. พัฒนารูปแบบขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ เป็นการกำหนดโครงสร้าง เพื่อกำหนดหลักสูตร วัสดุอุปกรณ์ เอกสาร คู่มือ ตลอดจนเครื่องมือการประเมินผล 5. ทดลองหรือทดสอบผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1 เป็นการนำรูปแบบที่เตรียมไว้ไปทำการทดสอบ คุณภาพ โดยการใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ใช้วิธีการประเมินโดยการสอบถาม สังเกต สัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลทำการวิเคราะห์ 6. ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 1 โดยนำผลจากข้อมูลในขั้นที่ 5 มาพิจารณาปรับปรุง 7. ทดลองหรือทดสอบผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 2 เป็นการนำผลิตภัณฑ์ที่ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง แล้วไปทดสอบหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ กลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า การทดลองในครั้งแรก อาจต้องทำการทดลองในเชิงปริมาณให้มากและหลายครั้ง มีการประเมินผล ด้วยแบบประเมิน นำผลการประเมินก่อนเรียนหรือขณะเรียน และผลการประเมินหลังเรียนมา เปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์ อาจมีทั้งกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองด้วยก็ได้ 8. การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองครั้งที่ 2 มาปรับปรุงแก้ไข หากมีข้อบกพร่อง 9. ทดลองหรือทดสอบผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 3 เป็นการนำผลิตภัณฑ์ที่ปรับปรุงในครั้งที่ 2 แล้วไป ทำการทดลองทดสอบคุณภาพของการใช้งานผลิตภัณฑ์ โดยการนำไปใช้ในโรงเรียน 10 – 30 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ขึ้น มีเครื่องมือประเมินโดยการใช้แบบสอบถาม การสังเกต และ การสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลทำการวิเคราะห์ 10. ปรับปรุงแก้ไขผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 3 นำผลที่ได้จากการทดลองครั้งที่ 3 มาปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่อง เผยแพร่ การนำเสนอผลงาน เขียนรายงานการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อ การเผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ นำเสนอผลในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ นำเผยแพร่ใน หน่วยงานทางการศึกษา หรือหน่วยงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์


23 นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย แบบทดสอบทักษะทางการเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและเพื่อหาประสิทธิภาพของการสร้างและ หาประสิทธิภาพ ชุดการสอนรายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint เพื่อเปรียบเทียบทักษะ ทางการเรียนระหว่าง การเรียนด้วยชุดการสอนแบบเดิม สำหรับพัฒนานักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการตามระเบียบวิธี การวิจัยเชิงทดลอง โดยเลือกแบบเจาะจง มีขั้นตอนดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.3/2 แผนกวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 14 คน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.3/2 แผนกวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ชุดการสอนรายวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพื่องานอาชีพ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วย 1. คู่มือครู ประกอบด้วย คำแนะนำในการใช้ชุดการสอน และแผนการสอน 2. รายการวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3. ใบเนื้อหาวิชา แสดงเนื้อหาสั้น ๆ พร้อมมีภาพประกอบ 4. แบบฝึกหัด เป็นเครื่องมือสำหรับวัดความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง การเรียน 5. ใบเฉลยแบบฝึกหัด 6. สื่อที่ใช้ในการสอน คือ โปรแกรมนำเสนอผลงาน, ของจริง 7. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียนของนักเรียน การสร้างเครื่องมือในการวิจัย ชุดฝึกปฏิบัติ มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1. วิเคราะห์วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. ใบเนื้อหา หลังผ่านกระบวนการวิเคราะห์หัว โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint วิเคราะห์เนื้อหาสำคัญประเมินคุณค่าของหัวโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint วิเคราะห์รายละเอียดโดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office


24 PowerPoint และความรู้ ซึ่งจะได้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อนำข้อมูลที่ได้มากำหนดเนื้อหาวิชา ทั้งหมด 3. สื่อการเรียนการสอน การสร้างสื่อการเรียนการสอนต้องอาศัยวัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรมและใบเนื้อหาวิชาเป็นหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสม และให้เกิดทักษะทางการเรียน การสอนมากที่สุด ซึ่งชุดการเรียนการสอนมีส่วนประกอบและขั้นตอนดังนี้ ส่วนประกอบของชุดการสอนมีดังนี้ 1. สื่อการเรียนโปรแกรมนำเสนอผลงาน ใช้ประกอบการสอนทุกหัวข้อโดยใช้ 2. ของจริง เป็นใบงานแผ่นพับหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เห็นความ สวยงาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถจูงใจให้นักเรียนแต่ละคนตั้งใจและได้รับความรู้ได้ดีขึ้น 3. ใบแบบฝึกหัด สำหรับวัดความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนในระหว่างเรียน แต่ละหัวข้อ โดยผู้วิจัยได้สร้างข้อสอบ จำนวน 1 แบบฝึกหัด คิดเป็น 20 คะแนน 4. คู่มือครู คู่มือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 5. แผนการสอน เป็นแผนซึ่งแสดงถึงวัตถุประสงค์ เนื้อหาที่ใช้สอน วิธีการสอนสื่อ การเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล ในแต่ละหัวข้อโดยใช้ 6. ใบแบบฝึกหัด เป็นใบประเมินผล สำหรับวัดความก้าวหน้าทางการเรียนของ นักเรียนในระหว่างการเรียน แต่ละหัวข้อ โดยใช้พร้อมใบเฉลยแบบฝึกหัด 7. แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียน หรือแบบทดสอบระหว่างเรียนและหลังเรียน และใบเฉลยแบบทดสอบ ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลัง โดยมีแบบแผนการ วิจัยดังนี้ ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัย สอบก่อนการทดลอง ทดลอง สอบหลังการทดลองทันที T1 X T2 T1 แทนการสอบก่อนการทดลอง (Pretest) T2 แทนการสอบหลังการทดลอง (Posttest) X แทนการจัดกระทำหรือการทดลอง (Treatment) การรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้วิธีการทดลองแบบกลุ่มเดียว ลักษณะการทดลองแบบนี้ คือ มีกลุ่ม ตัวอย่างกลุ่มเดียวแล้วทำการทดลอง เมื่อทำการทดลองแล้วจึงทำการทดสอบเพื่อดูผลการทดลอง โดยรายละเอียดการดำเนินการทดลองมีดังนี้ 1. ทดสอบพื้นฐานความรู้ (Pretest) ด้วยแบบทดสอบทักษะทางการเรียน 2. สอนกลุ่มตัวอย่างด้วยชุดการสอนที่สร้างขึ้น ใช้เวลาสอน 180 นาที


25 3. ทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากนักเรียนได้ผ่านการเรียนการสอนแล้วทำการ ทดสอบผลการเรียนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกับแบบทดสอบระหว่างเรียน 4. นำผลที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดและทำแบบทดสอบมาวิเคราะห์มาประสิทธิภาพ ของชุด การสอน การวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาวิจัยเพื่อจัดสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนผู้วิจัยได้ดำเนินการ วิเคราะห์ต่างๆดังนี้ คือ 1. ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆโดยใช้หลักสูตรทางสถิติดังต่อไปนี้ 1. การหาคะแนนเฉลี่ย (รัตนา , 2537 : 39) เมื่อ X = คือคะแนนเฉลี่ย ∑X = คือผลรวมของคะแนน N = คือจำนวนข้อมูล 2. สถิติ t – test สำหรับทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ ของคะแนนทดสอบก่อน เรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียน (รัตนา , 2537 : 86) เมื่อ D คือความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ n คือจำนวนคู่ 3. สูตรคำนวณหาประสิทธิภาพของชุดการสอน (เสาวนีย์ , 2528 : 2920 – 295 ) เมื่อ E1 คือประสิทธิภาพของกระบวนการที่วัดได้ในชุดการสอนคิดเป็นร้อยละ จากการทำ แบบฝึกหัด E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (พฤติกรรมที่เปลี่ยนในตัวนักศึกษาหลังจากเรียนด้วย ชุดการสอนแล้ว) คิดเป็นร้อยละ จากการทดสอบหลังเรียน คือคะแนนรวมของนักศึกษาจากการทำแบบฝึกหัดได้ คือคะแนนรวมของนักศึกษาจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน


26 N คือจำนวนนักศึกษา A คือคะแนนเต็มของแบบฝึกหัด B คือคะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน รายวิชาการใช้ โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.3/2 วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน โดยเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะตารางประกอบคำบรรยาย ดังนี้ การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดการสอน ตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลการประเมิน โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) คะแนนทดสอบหลังเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) 1 15 19 2 15 18 3 17 19 4 13 18 5 17 18 6 17 18 7 15 16 8 15 19 9 13 19 10 17 19 11 13 18 12 17 18 13 17 18 14 15 16 ในระหว่างการเรียนการสอนด้วยชุดการสอนได้จัดให้นักศึกษาทำแบบทดสอบ ผลคะแนน แสดงไว้ในตารางที่ 3 รายการ N คะแนนเต็ม ∑ ̅ ร้อยละ คะแนนการทำแบบทดสอบก่อนเรียน 14 20 216 15.43 77.14 คะแนนการทำแบบทดสอบวัดทักษะ ทางการเรียน 14 20 243 18.07 90.36


27 จากตาราง 3 แสดงว่านักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 14 คน ทำแบบทดสอบก่อนเรียน ได้ถูกต้อง เฉลี่ยร้อยละ 80.00 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์ร้อยละ 80 ตัวแรกที่ตั้งไว้ และทำข้อสอบใน แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียนได้ถูกต้อง เฉลี่ยร้อยละ 90.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80 ตัวหลังที่ตั้งไว้ แสดงว่า ชุดการสอนรายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรม นำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 สรุปอภิปรายผลการวิจัย การสร้างและพัฒนาชุดช่วยสอนรายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้ โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint สำหรับนักศึกษา ปวช.3/2 สาขาวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศ ผู้วิจัยได้จัดทำเต็มรูปแบบ และได้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยได้ จัดทำการวิจัยในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.3/2 ซึ่งมีการสรุปผลการดำเนินการวิจัยและ ข้อเสนอแนะดังนี้ นักศึกษาที่ใช้ชุดช่วยสอนฯ จำนวน 20คน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204- 2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ในระดับชั้น ปวช.3/2 มีความรู้ความ เข้าใจ ด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ แผนการสอนและการใช้ชุดช่วยสอน มีค่า คะแนนของนักศึกษาก่อนการช่วยสอนใช้ (ก่อนเรียน) รวม 216 คะแนน และค่าคะแนนหลังการใช้ชุดช่วย สอน (ทักษะการเรียน) รวม 243 คะแนน จากคะแนนเต็ม 280คะแนน และค่าเฉลี่ยก่อนใช้ชุดช่วยสอน และค่าเฉลี่ยหลังการใช้ชุดช่วยสอน เป็น 15.43 คะแนน และ 18.07 คะแนน จากคะแนน 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 77.14 และ 90.36ตามลำดับ โดยสรุปว่า นักศึกษามีคะแนนความก้าวหน้าโดยรวมคิด เป็นร้อยละ 13.22 ข้อเสนอแนะ 1. ควรจะมีการสนับสนุนให้ครูผู้สอนทุกคนได้จัดทำการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อที่จะทราบ ปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนได้ด้วยตนเอง 2. ควรมีการนำเสนอผลที่ได้รับจากการวิจัย ไปพัฒนาการเรียนการสอนและเผยแพร่ให้กับ ผู้ที่สนใจ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป เนื่องจากในรายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ เป็นรายวิชาบังคับของหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ดังนั้นสถานศึกษาด้านอาชีวศึกษาภายในจังหวัด หรือจังหวัดอื่น ควร มีกระบวนการจัดการเรียนการสอน การดำเนินการสอนการจัดทำสื่อการเรียนการสอนเพื่อเป็น บรรทัดฐานเดียวกัน ก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพพร้อม ๆ กันเป็นแนวทางในการวิจัยในรายวิชา อื่น ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการเรียนการสอนก่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากร ของชาติให้มีศักยภาพต่อไป


28 เอกสารอ้างอิง ทัศนา แขมมณี รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย กรุงเทพฯ; แอคทีฟพริ้นท์, 2551. ธีระพัฒน์ ฤทธิ์ทอง วิจัยในชั้นเรียน กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2 ; เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง, 25205. บุญเลี้ยง ทุมทอง การทำวิจัยในชั้นเรียนในสไตล์การเขียนรายงานแบบหน้าเดียว กรุงเทพฯ ; ธนชัชการพิมพ์, 25209 สุภาภรณ์ มั่นเกตุวิทย์ การวิจัยในชั้นเรียน ประสบการณ์ตรงจากครูต้นแบบ กรุงเทพฯ ; 21 เซ็นจูรี่, 252020. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ 19 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ กรุงเทพฯ ; ภาพพิมพ์, 25205 -------------- กลยุทธ์การสอนคิดเชิงมโนทัศน์กรุงเทพฯ ; ภาพพิมพ์, 25207. ไสว ฟักขาว หลักการสอนสำหรับครูมืออาชีพ กรุงเทพฯ ; เอมพันธ์, 252020.


29 ประวัติผู้วิจัย 1. ชื่อ-ชื่อสกุล นางสาวกัญญานัฐ เหล่าอาภากุล วันเดือนปีเกิด 25 ธันวาคม 2530 . ภูมิลำเนา/สถานที่เกิดระบุจังหวัด น่าน 2. วุฒิการศึกษา บธ.บ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ . จบจากสถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ 3. เริ่มทำการสอนที่วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ถึง 21 มิถุนายน 2564 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ครูพิเศษ สอนประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระยะเวลาปฏิบัติงาน 11 ปี8 เดือน) 22 มิถุนายน 2564 จนถึงปัจจุบัน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง พนักงานราชการ (ครู) ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระยะเวลาปฏิบัติงาน 1 ปี 3 เดือน) และได้รับมอบหมายให้ทำการสอนมาแล้วหลายวิชาดังนี้ 1) 22020-2006 พื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2) 22020-2001 คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ 3) 22020-2002 ระบบปฏิบัติการเบื้องต้น 4) 2001-2001 การใช้โปรแกรมนำเสนอ 5) 20001-2001การใช้โปรแกรมนำเสนอ 6) 22020-2106 โปรแกรมมัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอ 7) 22020-2108 โปรแกรมประมวลผลคำ 8) 22020-2103 โปรแกรมตารางคำนวณ 9) 32020-2007 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 10) 3200-0020 คอมพิวเตอร์และสารสนเทศในงานธุรกิจ 11) 32020-2002 การใช้โปรแกรมสำนักงานขั้นสูง 12) 32020-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย 13) 3001-2001 ช่างยนต์เพื่อการจัดการอาชีพ 14) 32020-6001 โครงการ 15) 32020-2103 การประยุกต์ใช้โปรแกรมสื่อประสม 16) 32020-2006 การวิเคราะห์และออกแบบระบบ


30 20. ทำการสอน ณ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ได้จัดทำวิจัยในชั้นเรียนมาแล้วจำนวน 15 ชิ้น/โดยใช้ ดังนี้ 1) ทักษะจากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาการใช้โปรแกรมกราฟิก หลักสูตรระยะสั้น โรงเรียนขยายโอกาสแกนมัธยม โรงเรียนบ้านผาตูบ ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2555 2) ทักษะจากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำ หลักสูตรระยะสั้นโรงเรียนขยายโอกาสแกนมัธยม โรงเรียนบ้านหาดเค็ด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 3) ทักษะจากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชากราฟิก หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2556 4) การสร้างชุดการสอนโดยใช้การพิมพ์แผ่นพับ 3 พับ ด้วยโปรแกรม Microsoft Word 2010 ในรายวิชา 2201-0001 คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 5) การสร้างชุดการสอน โดยใช้งานพิมพ์บทความโดยใช้โปรแกรม Microsoft Word 2010 ในรายวิชา 22020-2108 โปรแกรมประมวลผลคำ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 6) การสร้างชุดการสอน โดยใช้งานสร้างตาราง กราฟและแผนผัง โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ในรายวิชา 22020-2106 โปรแกรมมัลติมีเดียเพื่องานนำเสนอ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 7) การสร้างชุดการสอนงานสร้างตาราง กราฟและแผนผัง โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 8) การสร้างชุดการสอน รายวิชา 3001-2001 ช่างยนต์จัดการอาชีพ ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวส.) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 9) การสร้างชุดการสอน รายวิชา 3001-2001 ช่างยนต์จัดการอาชีพ โดยใช้การปรับแต่ง และจัดพิมพ์เอกสารโดยใช้โปรแกรม Word 2010 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 10) การแก้ปัญหาทักษะทางการเรียนต่ำใน รายวิชาการเขียนโปรแกรมบนมาตรฐานเปิด รหัส วิชา 2204-2007 หัวข้อเรื่อง ผังงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 11) การแก้ปัญหาทักษะทางการเรียนต่ำใน รายวิชาการโปรแกรมคอมพิวเตอร์เชิงโครงสร้าง รหัสวิชา 3901-1001 หัวข้อเรื่อง ผังงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 12) การแก้ปัญหาทักษะทางการเรียนต่ำใน รายวิชา การโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในสาขา งานอาชีพ รหัสวิชา 3900-0005 โดยใช้ผังงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562


31 13) การแก้ปัญหาทักษะทางการเรียนต่ำใน รายวิชาการใช้โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204- 2104โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPointของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างยนต์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 14) การแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำใน รายวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพื่องานอาชีพ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 15) การแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำใน รายวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพื่องานอาชีพ รหัสวิชา 20204-2104 โดยใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 16) การแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมตารางงาน Microsoft Office Excel รายวิชา คอมพิวเตอร์และสารสนเทศเพื่องานอาชีพ รหัสวิชา 20001-2001ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 17) การแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint รายวิชา โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 18) การแก้ปัญหาทักษะการใช้โปรแกรมนำเสนอ Microsoft Office PowerPoint รายวิชา โปรแกรมนำเสนอ รหัสวิชา 20204-2104 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3/2) สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลงชื่อ …………………………………………… ผู้จัดทำรายงานผลการวิจัยในชั้นเรียน (นางสาวกัญญานัฐ เหล่าอาภากุล) วันที่ ……………………………………………… ลงชื่อ …………………………………………… หัวหน้างานพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน (นายมานพ ดีหนองไชย) วันที่ ……………………………………………… ลงชื่อ …………………………………………… รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ (นางรำไพ แก้วเตชะ) วันที่ ………………………………………………


1. ข้อใดคือความส าคัญของการใส่ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรในงาน น าเสนอข้อมูล ก. เพื่อความสวยงาม ข. เพื่อให้อ่านเนื้อหาทั้งหมด ค. เพื่ออธิบายรูปภาพ ง. เพื่อสร้างความน่าสนใจ 2. การสร้างงาน าเสนอควรค านึงถึงสิ่งใดก่อน ก. เนื้อหา ข. วัตถุประสงค์ ค. เป้าหมาย ง. ความสวยงาม 3. ข้อใดไม่ใช่ข้อควรระวังในการสร้างงานน าเสนอ ก. การเลือกรูปภาพประกอบงานน าเสนอ ข. การเลือกใช้รูปภาพเป็นพื้นหลัง ค. การเลือกข้อมูลให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการน าเสนอ ง. จ านวนตัวอักษร (ข้อมูล) ที่ละเอียด 4. ข้อใดคือการใช้งานน าเสนอทางด้านการศึกษา ก. เสนอรายงาน ข. สื่อการสอน ค. สรุปรายงาน ง. เสนอโครงการ 5. การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint เวอร์ชั่นใดการใช้ งานแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ก. Microsoft PowerPoint 2003 ข. Microsoft PowerPoint 2007 ค. Microsoft PowerPoint 2010 ง. Microsoft PowerPoint 2013 6. การใช้รูปภาพในงานน าเสนอมีประโยชน์ในด้านใดมากที่สุด ก. รูปภาพอธิบายความหมาย ข. สวยงาม ค. น่าสนใจ ง. ท าให้ลดพื้นที่ว่างในงานน าเสนอ 7. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของ Storyboard ก.ใช้ในการออกแบบ ข.ใช้ในการเรียงล าดับเหตุการณ์ ค.ใช้ในการแสดงส่วนประกอบของสไลด์ ง.ใช้ในการแสดงข้อมูล 8. Theme คืออะไร ก.รูปแบบของสไลด์ที่ก าหนดไว้แล้ว ข.รูปแบบของสไลด์ที่ก าหนดเอง ค.รูปแบบของสไลด์ที่สร้างขึ้นมาเอง ง.รูปแบบของสไลด์ที่เคยใช้ไปแล้ว 9. การเขียน Storybord อยู่ในขั้นตอนใดของการสร้างงานน าเสนอ ก.การหาข้อมูล ข.การออกแบบ ค.การทดลองใช้ ง.การแก้ไข 10. Hide backgound graphics ใช้ส าหรับท าอะไร ก. ลบ backgound ข. ซ่อนพื้นหลัง ค. ใส่กราฟิกให้พื้นหลัง ง. สร้างพื้นหลัง 11. ส่วนที่เห็นก่อนส่วนอื่นๆ ในงานน าเสนอคือส่วนใด ก.ตรงกลาง ข.มุมบนซ้ายมือ ค.มุมบนขวามือ ง.มุมล่างขวามือ 12. Title Bar มีความส าคัญอย่างไร ก. แสดงชื่อไฟล์ ข. แสดงขนาดของไฟล์ ค. แสดงจ านวนของสไลด์ ง. แสดงว่าก าลังท างานที่สไลด์ใด แบบทดสอบก่อนเรียน รหัสวิชา 20204-2104 รายวิชา โปรแกรมน าเสนอ เรื่อง โดยใช้โปรแกรมน าเสนอ Microsoft Office PowerPoint จ านวน 20 ข้อ /20 คะแนน


13. ส่วนของ Status Bar มีความส าคัญอย่างไร ก. บอกจ านวนของสไลด์ ข. ชื่อโปรแกรม ค. ขนาดของสไลด์ในมุมมอง ง. แถบเครื่องมือด่วน 14. การจัดเก็บงานครั้งแรกควรใช้ค าสั่งใด ก. Save As ข. Save At ค. Save ง. Save With 15. ถ้าต้องการเริ่มงานน าเสนอโดยแสดงจากสไลด์แรกต้องใช้ค าสั่ง ใด ก. From Beginning ข. From Current Slide ค. Custom Slide Show ง. Slide Show 16. เมื่อท าการจัดเก็บไฟล์เรียบร้อยแล้ว ชื่อไฟล์จะไปแสดงที่ส่วนใด ก.Status Bar ข.Menu Bar ค. Tool Bar ง. Title Bar 17. การเลือก Layout คืออะไร ก. เลือกรูปแบบตัวอักษร ข. เลือกรูปแบบการน าเสนอ ค. เลือกรูปแบบการจัดเนื้อหา ง. เลือกรูปแบบพื้นหลัง 18. ข้อใดคือประโยชน์ของ Word Art ก. เพิ่มความน่าสนใจ ข. เพิ่มความเด่นของข้อความ ค. เพิ่มความหลากหลาย ง. การปรับขนาดอักษรให้เล็กลง 19. เครื่องมือ ใช้เพื่ออะไร ก. ใช้เพิ่มขนาดของตัวอักษร ข. ใช้ใส่สีให้กับตัวอักษร ค. ใช้ใส่พื้นหลังของตัวอักษร ง. ใช้ลดขนาดของตัวอักษร 20. การก าหนดขนาดของตัวอักษรสามารถใช้เครื่องมือใด ก. Font Style ข. พิมพ์ขนาดที่ต้องการลงใน Font Size ค. เลือก Format เลือก Size ง. เลือก Font เลือก Style


1. ข้อใดคือความส าคัญของการใส่ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรในงาน น าเสนอข้อมูล ก. เพื่อความสวยงาม ข. เพื่อให้อ่านเนื้อหาทั้งหมด ค. เพื่ออธิบายรูปภาพ ง. เพื่อสร้างความน่าสนใจ 2. การสร้างงาน าเสนอควรค านึงถึงสิ่งใดก่อน ก. เนื้อหา ข. วัตถุประสงค์ ค. เป้าหมาย ง. ความสวยงาม 3. ข้อใดไม่ใช่ข้อควรระวังในการสร้างงานน าเสนอ ก. การเลือกรูปภาพประกอบงานน าเสนอ ข. การเลือกใช้รูปภาพเป็นพื้นหลัง ค. การเลือกข้อมูลให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการน าเสนอ ง. จ านวนตัวอักษร (ข้อมูล) ที่ละเอียด 4. ข้อใดคือการใช้งานน าเสนอทางด้านการศึกษา ก. เสนอรายงาน ข. สื่อการสอน ค. สรุปรายงาน ง. เสนอโครงการ 5. การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint เวอร์ชั่นใดการใช้ งานแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ก. Microsoft PowerPoint 2003 ข. Microsoft PowerPoint 2007 ค. Microsoft PowerPoint 2010 ง. Microsoft PowerPoint 2013 6. การใช้รูปภาพในงานน าเสนอมีประโยชน์ในด้านใดมากที่สุด ก. รูปภาพอธิบายความหมาย ข. สวยงาม ค. น่าสนใจ ง. ท าให้ลดพื้นที่ว่างในงานน าเสนอ 7. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของ Storyboard ก.ใช้ในการออกแบบ ข.ใช้ในการเรียงล าดับเหตุการณ์ ค.ใช้ในการแสดงส่วนประกอบของสไลด์ ง.ใช้ในการแสดงข้อมูล 8. Theme คืออะไร ก.รูปแบบของสไลด์ที่ก าหนดไว้แล้ว ข.รูปแบบของสไลด์ที่ก าหนดเอง ค.รูปแบบของสไลด์ที่สร้างขึ้นมาเอง ง.รูปแบบของสไลด์ที่เคยใช้ไปแล้ว 9. การเขียน Storybord อยู่ในขั้นตอนใดของการสร้างงานน าเสนอ ก.การหาข้อมูล ข.การออกแบบ ค.การทดลองใช้ ง.การแก้ไข 10. Hide backgound graphics ใช้ส าหรับท าอะไร ก. ลบ backgound ข. ซ่อนพื้นหลัง ค. ใส่กราฟิกให้พื้นหลัง ง. สร้างพื้นหลัง 11. ส่วนที่เห็นก่อนส่วนอื่นๆ ในงานน าเสนอคือส่วนใด ก.ตรงกลาง ข.มุมบนซ้ายมือ ค.มุมบนขวามือ ง.มุมล่างขวามือ 12. Title Bar มีความส าคัญอย่างไร ก. แสดงชื่อไฟล์ ข. แสดงขนาดของไฟล์ ค. แสดงจ านวนของสไลด์ ง. แสดงว่าก าลังท างานที่สไลด์ใด แบบทดสอบหลังเรียน รหัสวิชา 20204-2104 รายวิชา โปรแกรมน าเสนอ เรื่อง โดยใช้โปรแกรมน าเสนอ Microsoft Office PowerPoint จ านวน 20 ข้อ /20 คะแนน


13. ส่วนของ Status Bar มีความส าคัญอย่างไร ก. บอกจ านวนของสไลด์ ข. ชื่อโปรแกรม ค. ขนาดของสไลด์ในมุมมอง ง. แถบเครื่องมือด่วน 14. การจัดเก็บงานครั้งแรกควรใช้ค าสั่งใด ก. Save As ข. Save At ค. Save ง. Save With 15. ถ้าต้องการเริ่มงานน าเสนอโดยแสดงจากสไลด์แรกต้องใช้ค าสั่ง ใด ก. From Beginning ข. From Current Slide ค. Custom Slide Show ง. Slide Show 16. เมื่อท าการจัดเก็บไฟล์เรียบร้อยแล้ว ชื่อไฟล์จะไปแสดงที่ส่วนใด ก.Status Bar ข.Menu Bar ค. Tool Bar ง. Title Bar 17. การเลือก Layout คืออะไร ก. เลือกรูปแบบตัวอักษร ข. เลือกรูปแบบการน าเสนอ ค. เลือกรูปแบบการจัดเนื้อหา ง. เลือกรูปแบบพื้นหลัง 18. ข้อใดคือประโยชน์ของ Word Art ก. เพิ่มความน่าสนใจ ข. เพิ่มความเด่นของข้อความ ค. เพิ่มความหลากหลาย ง. การปรับขนาดอักษรให้เล็กลง 19. เครื่องมือ ใช้เพื่ออะไร ก. ใช้เพิ่มขนาดของตัวอักษร ข. ใช้ใส่สีให้กับตัวอักษร ค. ใช้ใส่พื้นหลังของตัวอักษร ง. ใช้ลดขนาดของตัวอักษร 20. การก าหนดขนาดของตัวอักษรสามารถใช้เครื่องมือใด ก. Font Style ข. พิมพ์ขนาดที่ต้องการลงใน Font Size ค. เลือก Format เลือก Size ง. เลือก Font เลือก Style


เฉลย แบบทดสอบก่อนเรียน ข้อที่ เฉลย ข้อที่ เฉลย 1 ค 11 ข 2 ข 12 ก 3 ข 13 ง 4 ข 14 ค 5 ก 15 ก 6 ก 16 ง 7 ค 17 ค 8 ก 18 ข 9 ข 19 ข 10 ข 20 ข เฉลย แบบทดสอบหลังเรียน ข้อที่ เฉลย ข้อที่ เฉลย 1 ค 11 ข 2 ข 12 ก 3 ข 13 ง 4 ข 14 ค 5 ก 15 ก 6 ก 16 ง 7 ค 17 ค 8 ก 18 ข 9 ข 19 ข 10 ข 20 ข


Click to View FlipBook Version