The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาอิสระทางสารสนเทศศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและเพื่ออนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารไทลื้อ ด้วยการประยุกต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-13 12:34:57

หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

การศึกษาอิสระทางสารสนเทศศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและเพื่ออนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารไทลื้อ ด้วยการประยุกต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม

หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริม

ภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

An interactive Augmented reality book for
local wisdom of Tai lue foods

คำนิยาม

การกินหรือการรับประทานอาหารเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติทั่วโลก การปรุงอาหารมี
วิวัฒนาการมาอย่างไม่หยุดยั้งโดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีเมนูอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีทั้งอาหาร
ประยุกต์ และอาหารที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ นอกจากนี้วัฒนธรรมในการรับประทานอาหารก็ แตกต่างกัน
ไปตามสิ่งแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น

เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วมนุษย์มีอาหารอยู่เพียง ๕๐๐ ชนิดเท่านั้น แต่เมื่อ ร้อยปีผ่านไปถึงยุคปัจจุบัน
อาหารมีมากถึง ๕๐,๐๐๐ ชนิด แต่อาหารหลักที่มนุษย์ แต่ละเผ่าพันธุ์กินตามที่ร่างกายต้องการจำเป็น
(NEEDS) นั้นมีไม่มากมายอะไร นอกเหนือนั้นอาจจะให้โทษมากกว่าให้คุณ ถ้าหากเราบริโภคมากเกิน
ความจำเป็น ในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคอ้วน (OBESITY) อย่างที่เป็นปัญหาขึ้นแล้วในโลกปัจจุบัน จนมี
คำกล่าวที่สะท้อนถึงโรคอ้วนออกมาว่า "กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น"

จากงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับภูมิปัญญาด้านอาหารของชาวไทลื้อ ถือได้ว่าเป็นผลงานศึกษาค้นคว้า
เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหาร ของชาติพันธุ์ไทลื้อที่รวมเอาอาหารหายากเข้าไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้
ท่าน สนใจศึกษาหาความรู้ จนสามารถนำไปทดลองปรุงเป็นอาหารรับประทานได้ เพราะวัตถุดิบสำหรับ
นำมาปรุงอาหารส่วนใหญ่หาง่าย เป็นอาหารและเป็นยา ไปในตัว ดังที่คนโบราณท่านกล่าวไว้อย่างน่า
คิดว่า "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำว้าเป็นอาหารเสริม" โดยเฉพาะผู้สูงวัยควรตระหนัก
ถึง คำกล่าวนี้ให้มาก แม้คำที่กล่าวนี้จะดูธรรมดา แต่มีความหมายสำคัญไม่น้อยต่อความยืนยงของชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังได้นำเสนอในรูปแบบที่นำสนใจคือมี รูปภาพอาหารที่แสดงออกมาเป็น
ความจริงเสมือน สีสันดูเสมือนของจริง ช่วยให้ผู้อ่านจดจำและเห็นภาพของอาหารแต่ละชนิดได้อย่างถูก
ต้องและความเป็นจริง และยังเห็นถึงวัฒนธรรมของชาวไทลื้อในด้านการทำอาหารได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถือได้
ว่าการนำเสนอผลงาน ประเภทนี้ในทางวิชาการ

กิตติกรรมประกาศ




การศึกษาค้นคว้าอิสระเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ ดร.กิตติ ภูริทัต อาจารย์ที่
ปรึกษาในการศึกษาค้นคว้าอิสระ และอาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ทุก
ท่านที่ได้กรุณาให้ความรู้และคำแนะนำ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดมาจนการ
ศึกษาค้นคว้าอิสระเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์

ขอขอบพระคุณ คุณวิทวัส มัจฉาชีพ ช่างภาพสนับสนุนและเอื้ออำนวยอุปกรณ์ คุณณัฐกานต์ มีสุข
และคุณสิ‌ปปกร‌‌ธนะ‌สาร‌ที่คอยสอนในส่วนของงาน 3D SOFTWARE และคุณนภสร พันธุ์ชัยที่สนับสนุน
ในเรื่องของการสืบค้นข้อมูลและตรวจเช็คความถูกต้องของรายงาน รวมถึงการให้กำลังใจตลอดจนการ
ศึกษาค้นคว้าอิสระสำเร็จ รวมไปถึงขอขอบคุณเพื่อนที่คอยให้ความช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความรู้ให้คำ
ปรึกษาและให้กำลังใจตลอดการค้นคว้าอิสระนี้

สุดท้ายนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้ศึกษาต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่า หนังสือสื่อความ
เป็นจริงเสมือนเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลการศึกษาค้นคว้าอิสระนี้

ณัฐกรธ์ อัศวธีรศักดิ์

คำนำ



หนังสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบกระบวนวิชาการศึกษาค้นคว้าอิสระ (009489) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ได้
นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาและค้นคว้าในเรื่องของอาหารไทลื้อ ทำให้นักศึกษาได้เข้าใจถึง
ข้อมูลอาหารไทลื้อในระดับหนึ่ง

ผู้จัดทำได้เลือกทำหัวข้อนี้ เนื่องจากเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารของชาวไทลื้อ
และให้ผู้คนที่สนใจในอาหารไทลื้อได้รู้จักอาหารของชาวไทลื้อไม่มากก็น้อย ทั้งนี่ผู้เขียนกราบขอบพระคุณผู้ให้ความ
ช่วยเหลือทุกท่าน

หากมีความผิดพลาดประการใดต้องขอกราบอภัย มา ณ ที่นี้ด้วย

ณัฐกรธ์ อัศวธีรศักดิ์
610110229

สารบัญ

รายการอาหาร หน้าที่
น้ำพริกน้ำหน่อ ๑
น้ำพริกน้ำปู๋ ๓
น้ำผัก ๕
แกงบอน ๗
แกงหน่อไม้เผา ๑๐
แกงปลี
ต้มหน่อโอ่ ๑๒
ส้ามะเขือแจ้ ๑๕
๑๗

สารบัญ (ต่อ)

รายการอาหาร หน้าที่
ลาบปลา ๑๙
ลาบหมู ๒๑
คั่วขนุน ๒๕
ตำมะเขือ ๒๗
ข้าวควบ ๒๙
ขนมวง ๓๑
บรรณานุกรม ๓๓

ชาติพันธุ์ไทลื้อ

ชาวไทลื้อเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แถบสิบสองปันนาของจีน และอพยพ
เข้ามาทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยมีเหตุผลการอพยพเพราะชอบพื้นที่อาศัย หรือเหตุผล
ทางด้านสังคมและการเมือง และการประกอบอาชีพ ในส่วนแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวไทลื้อที่อพยพจะ
อาศัยบริเวณริมแม่น้ำ และชาวไทลื้อมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือ ภาษาของตนเองเรียกว่า
ภาษาไทลื้อ การแต่งกาย ขนบธรรมเนียนประเพณีและวัฒนธรรม ความเชื่อ และอาหาร

อาหารไทลื้อ

อาหารไทลื้อ อาหารไทลื้อนับว่าเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทลื้อที่ปัจจุบันหารับประทานได้ค่อนข้างยาก
หากเป็นอาหารไทลื้อแท้ การศึกษาในครั้งนี้พบว่าอาหารไทลื้อแต่ละพื้นที่มีลักษณะคล้ายกันอีกทั้ง
อาหารไทลื้อส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารพื้นเมืองภาคเหนือของประเทศไทย คือ มีการใช้
วัตถุดิบในการปรุงจากธรรมชาติ เน้นการรับประทานอาหารที่เป็นผัก ทั้งที่ปลูกไว้กินเองและผักที่ขึ้น
ตามธรรมชาติ และอาหารไทลื้อจะไม่มันมาก ประเภทของอาหารไทลื้อ มีดังนี้ น้ำพริก หลาม แกง นึ่ง
ดอง ยำ ตำ ส้า แอ็บ ต้ม เอาะ ปิ้ง คั่ว และลาบ ในการ สืบค้นหาภูมิปัญญาของชาวไทลื้อครั้งนี้ พบว่ามี
อาหารไทลื้อที่หายากและ เริ่มสูญหายไปจากชุมชนไทลื้อหลายประเภท การสืบค้นภูมิปัญญาการทำ
อาหาร ไทลื้อครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสตรีชาวไทลื้อในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด ในการทำอาหารไท
ลื้อ เพื่อเก็บเป็นองค์ความรู้ให้ถ่ายทอด สู่สังคมต่อไป ในหนังสือเล่มนี้ นำเสนออาหารไทลื้อประเภทน้ำ
พริก แกง ต้ม ส้า ลาบ คั่ว ตำ และขนมหวาน ทั้งหมด ๑๔ รายการ

ความเป็นจริงเสริม

เป็นเทคโนโลยีการนำเสนอภาพ 2 มิติ การจำลอง ภาพวัตถุ 3 มิติ การสร้างภาพเคลื่อนไหว และ
การออกแบบสถานการณ์ให้เสมือนกับว่ามีวัตถุหรือมีเหตุการณ์ เกิดขึ้นจริงบนสภาวะแวดล้อมขณะนั้น
และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับอุปกรณ์แสดงผลด้วยคอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
AR เป็นความต่อเนื่องของการขยายสภาพความจริงไปสู่สภาพเสมือนหรือเป็นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
ระหว่างสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงและสภาพแวดล้อมที่เสมือน อย่างไรก็ตามความหมายของ AR ยังไม่มี
การนิยามที่ แจ่มชัด แม้ว่าเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางก็ตาม

ประเภทน้ำพริก

"น้ำพริก" เป็นอาหารที่มาจากการนำเอาพริกชนิดต่างๆ ได้แก่ พริกหนุ่ม พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูสวน มาโขลกกับ
กระเทียม หัวหอมแดง แล้วปรุงรสตามชอบด้วยเกลือ ส่วนมากนิยมรับประทาน พร้อมกับเครื่องเคียงที่เป็นผักหลาก
หลายชนิดตามฤดูกาล การรับประทานน้ำพริกของคนไทลื้อจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเช่นกัน เช่น น้ำพริกน้ำ
หน่อ รับประทานมากในฤดูฝน น้ำพริกมะขามนิยมรับประทานมากในฤดูที่มะขามออกลูกคือปลายฤดูหนาวถึงฤดู
ร้อน ในปัจจุบันพบว่าชาวไทลื้อมีภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารหรือเก็บรักษาอาหารไว้รับประทานนอกฤดูกาลด้วย
ทำให้สามารถรับประทานได้นอกฤดูกาล โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหารประเภทน้ำพริก ๓ รายการ

ประเภทแกง

เป็นอาหารประเภทที่มีน้ำ โดยการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่ ซับซ้อน มีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับประเภทของแกง หาก
แกงเนื้อส่วนประกอบก็จะแตกต่างจากการแกงปลา ดังที่ผู้เขียนได้ยินจากคำบอก เล่าของแม่บ่อยๆ ในตอนเด็กเกี่ยว
กับการทำอาหารว่า "แก๋งปลาใส่ขะมิ้น แก๋งจิ๋นใส่จักไค" หมายถึง การทำสูตรแกงปลากับแกงเนื้อจะมีความแตกต่าง
กันตรงที่ แกงปลาต้องใส่ขมิ้นจำนวนมากเพื่อดับคาวปลา ส่วนแกงเนื้อต้องใส่ตะไคร้จำนวนมากเพื่อลดความคาวจาก
เนื้อ อาหารประเภทแกงมักมีการคั่วเครื่องปรุงก่อนใส่น้ำลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอมแล้วใส่เนื้อลงไปคั่วเพื่อให้พอสุก หลัง
จากนั้นจะใส่น้ำลงไป รอจนน้ำเดือดแล้วใส่ส่วนประกอบอื่นที่เป็นผักตามไป ส่วนการแกงปลาจะไม่ได้นำปลาไปคั่วกับ
เครื่องแกงในช่วงแรก เพราะปลามีคุณสมบัติสุกง่าย จึงใส่หลังจากที่น้ำเดือดแล้ว การทำแกงของชาวไทลื้อบางแห่ง
ไม่มีการคั่วเนื้อกับเครื่องแกงแต่จะใส่เนื้อลงไปตอนที่กำลังจะต้มน้ำ โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหารประเภทแกง
๓ รายการ

ประเภทต้ม

เป็นการประกอบอาหารที่ไม่มีความชับซ้อนมาก เป็นการ ต้มน้ำในหม้อแล้วปรุงรสด้วยเกลือ ถั่วเน่า ปลาว้า บาง
ครั้งมีการใส่ กระดูกหมูหรือเนื้อหมูด้วย อาหารประเภทต้มได้แก่ ต้มผักกาด ต้มผักชม และบางครั้งชาวไทลื้อได้นำ
เอาวัตถุดิบที่ผ่านการดองมาแล้วมาต้ม เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหาร โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหารประเภทต้ม
๑ รายการ

ประเภทส้า

“ส้า” เป็นประเภทอาหารที่นําเอาเครื่องปรุง ได้แก่ ตะไคร้ รวมถึงพริก หอมแดง กระเทียม มาย่างไฟให้สุก แล้ว
โขลกเครื่องปรุง ทั้งหมดให้เข้ากัน ปรุงรสตามชอบ แล้วใส่ผักชนิดต่าง ๆ หรือ มะเขือเปราะลงไป ปรุงรสให้เปรี้ยว
ด้วยมะกอกป่า หรือมะนาว ส่วนใหญ่คําว่า “ส้า” จะหมายถึงอาหารที่ปรุงจาก “ผัก” เป็น ส่วนใหญ่ โดยหนังสือเล่ม
นี้ได้นำเสนออาหารประเภทส้า ๑ รายการ

ประเภทลาบ

“ลาบ” เป็นวิธีการปรุงอาหารโดยใช้กระบวนการทําให้อาหาร นั้นมีลักษณะละเอียด สิ่งที่นิยมนํามาลาบ ได้แก่
เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อหมู และเนื้อปลา หลังจากผ่านกระบวนการทําให้ละเอียดแล้วจะ นําเนื้อไปปรุงเพื่อเพิ่มรสชาติ
ตามต้องการ โดยมีเครื่องปรุงเฉพาะคือ “พริกลาบ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทําให้อาหารประเภทลาบอร่อย หรือไม่
อร่อย พริกลาบในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสูตรที่แต่กต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนและแต่ละพื้นที่ หาก
พูดถึงอาหารประเภทลาบมักเป็นประเภทอาหารที่มีลักษณะเป็น “อาหารดิบ” มากกว่าอาหารสุก จึงเป็นที่มาของ
การสั่งอาหารประเภทลาบตาม ร้านว่า “สาบสุก” หากไม่รับประทานลาบดิบ การรับประทานลาบ ให้อร่อยต้องมีผัก
ที่เป็นเครื่องเคียงหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่มีสรรพคุณทางยา โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหารประเภทลาบ
๒ รายการ

ความเชื่อของคนล้านนาบางพื้นที่เชื่อว่าการรับประทานลาบ จะช่วยส่งเสริมให้มีโชคมีลาภ มีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
และบางครั้งจะ รับประทานในโอกาสสำคัญๆ ของชีวิต เช่น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ประเภทคั่ว

คือ คล้ายกับการผัดเพียงแต่การทำอาหารให้สุกแห้ง ด้วยไฟอ่อน จนส่วนที่เป็นน้ำระเหยออกไป แต่การผัด
เป็นการทำอาหารให้สุกโดยใช้น้ำมันน้อย ไฟแรง เพื่อให้สุกในระยะเวลาสั้น โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหาร
ประเภทคั่ว ๑ รายการ

ประเภทตำ

คนไทลื้อออกเสียงว่า "ต๋ำ" เป็นวิธีการปรุงอาหารโดยนำเอาเครื่องปรุงต่างๆ ได้แก่ เกลือ กระเทียม หัวหอมแดง
พริกแห้งหรือพริกสด การนำวัตถุไปย่างในเตาถ่านหรือลอยเหนือเตาถ่านเพื่อวัตถุดิบสุก แล้วมาโขลกรวมกันในครก
ให้ละเอียดก่อนนำไปรับประทาน เพื่อนำไปปรุงอาหารต่อหรือรับประทานได้เลย ส่วนใหญ่จะนิยม การย่างผัก อย่าง
มะเขือเพื่อนำไปตำ หรือการนำเนื้อสัตว์ไปย่าง เพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมแบบปิ้ง โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอ
อาหารประเภทตำ ๑ รายการ

ขนมพื้นบ้านไทลื้อ

เป็นอาหารประเภทของหวานขนมพื้นบ้านไทลื้อจะได้รับอิทธิพลมาจากขนมพื้นบ้านของคนภาคเหนือ และส่วน
ใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาล
สำคัญ เช่น วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันพระ วันสงกรานต์ เป็นต้นขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาล คือ
ขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก โดยหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนออาหารประเภทขนมพื้นบ้านไทลื้อ ๒ รายการ

น้ำพริกน้ำหน่อ

ลักษณะอาหาร
น้ำพริกน้ำหน่อเป็นการนำเอาหน่อไม้ที่ผ่านการดองแล้วมาตำผสมกับพริก ลักษณะของน้ำพริกจึงมี

สีเขียวและมีลักษณะข้น ไม่มีน้ำ พริกที่นิยมใช้คือพริกหนุ่มหรือพริกขี้หนูสวน

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากชางไทลื้อจะนำหน่อไม้ที่มีมากในฤดูฝนมาดองเพื่อ

เป็นการถนอมอาหารและเก็บไว้ปรุงอาหารนอกฤดูกาล

ส่วนประกอบ ๑ - ๒ หน่อ
๑. หน่อไม้ดอง ๑ กำมือ
๒.พริกหนุ่ม หรือพริกขี้หนู ๖ เม็ด
๓.กระเทียม หรือหอมขาว ๑๐ ลูก
๔. มะเขือเปราะ
๕. เกลือ

หน้า ๑ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

น้ำพริกน้ำหน่อ

วิธีการดองหน่อไม้
๑. นำหน่อไม้ไร่มาแกะเอาเปลือกออกแล้วนำไปล้างด้วยน้ำให้สะอาด
๒. นำหน่อไม้ที่ล้างสะอาดแล้วมาขูดให้เป็นฝอยแล้วใส่ไปในภาชนะที่ใช้สำหรับดอง
๓. ใส่น้ำลงไปในภาชนะที่มีหน่อไม้ที่ขูดแล้ว ประมาณ ๒ ถ้วย
๔. ใส่เกลือเพื่อให้มีความเค็มและไม่ให้หน่อไม้เน่า
๕. ใส่ข้าวเหนียวสุกลงไปเพื่อเร่งให้หน่อไม้ดองมีรสเปรี้ยว และใช้ระยะเวลาใน การดองน้อยลง ปิดฝาให้

สนิท แล้วทิ้งไว้ ๓-๕ คืน ก่อนที่จะนำไปประกอบอาหาร ต่อไป

วิธีการทำน้ำพริก
๑. นำหน่อไม้ที่ดองไว้มาล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มให้สุก
๒. นำพริกหนุ่มและกระเทียมมาจำไฟ (คล้ายการย่างไฟแต่นำเอาพริกลงไปวางบนถ่าน ส่วนการย่างจะ

มีช่องห่างระหว่างพริกกับถ่าน) ให้สุกแล้วแกะเปลือกออก แล้วนำ มาโขลกรวมกันให้ละเอียด
๓. โขลกหน่อไม้ตองที่ต้มสุกแล้วรวมกับเครื่องปรุงให้ละเอียด ได้แก่ เกลือ มะเขือเปราะ และมะเขือพวง
๔. เจียวกระเทียมด้วยน้ำมันหมูจนมีสีออกเหลืองและมีกลิ่นหอม
๕. ใส่หน่อไม้คองและเครื่องปรุงที่โขลกละเขียตแล้วลงไปผัดในหมัยที่เจีบวกระเทียม จนมีกลิ่นหอม
๖. ยกลงจากเตา

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเอาวัตถุดิบมาประกอบอาหารใด้หลายประเภท และ มีการปรับเปลี่ยน

รสชาติอาหารไปตามความชอบ
๒. ชาวไทลื้อมีเทคนิคในการถนอมอาหารไว้เพื่อนำไปรับประทานนอกฤกาล โดยการดองหน่อไม้ที่ต้องมี

การใส่วัตถุดิบที่พอดี เช่น จำนวนหน่อไม้ น้ำ และเกลือ เพราะหากจำนวนไม่พอดีจะทำให้เน่าได้

เคล็บลับความอร่อย
ควรนำน้ำพริกน้ำหน่อมาผัดหรือเจียวกับน้ำมัน (คนลื้อเรียกว่า "โซ่น้ำมัน" จะทำให้มีกลิ่นหอมและ

เพิ่มรสชาติให้อร่อยมากขึ้น

หน้า ๒ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

น้ำพริกน้ำปู๋

ลักษณะอาหาร
น้ำพริกน้ำปู๋เป็นการนำเอาน้ำปูมาตำผสมกับพริก ลักษณะของน้ำพริกจึงมีสีดำและมีลักษณะข้น มี

น้ำเล็กน้อย พริกที่นิยมใช้ในการทำจะเป็นพริกหนุ่มหรือพริกขี้หนูสวน

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถรับประทานได้ทั้งปีเพราะวัตถุดิบในการประกอบอาหารหาได้ง่าย

ส่วนประกอบ ๒๐ เม็ด
๑. พริกขี้หนู ๑๐ กลีบ
๒. กระเทียม
๓. หอมแดง ๕ หัว
๔. ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
๕. น้ำปู ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. เกลือ

หน้า ๓ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

น้ำพริกน้ำปู๋

วิธีการทำน้ำพริก
๑. โขลกเกลือ ตะไคร้ กระเทียม และหอมแดง รวมกันให้ละเอียด
๒. โขลกพริกขี้หนูรวมกัน
๓. ใส่น้ำปูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. น้ำปู หรือ น้ำปู๋ เป็นอาหารที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านชุมชนไทลื้อ ที่ต้องการการถนอมอาหาร

เพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลานาน
๒. การทำน้ำปูต้องอาศัยความอดทน และความเพียรพยายามของผู้ที่ทำอย่างสูง ตั้งแต่ไปจับปูนาใน

ช่วงฤดูฝนมาตำทั้งกระดองกับสมุนไพร เครื่องปรุงรส และเคี่ยวจนเข้มข้น จึงนับเป็นแหล่งโปรตีน
และแคลเซียมที่สามารถเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี
เคล็บลับความอร่อย
ควรชิมน้ำปูก่อนน้ำมาทำน้ำพริก เพราะน้ำปูอาจจะเค็มหรือไม่เค็มขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก
เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยและถูกปาก

หน้า ๔ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

น้ำพริกน้ำผัก

ลักษณะอาหาร
น้ำพริกน้ำผักเป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้นถึงขลุกขลิก เป็นอาหารที่ทำมาจากผักกาดเขียวแก่ทั้งต้น

นำมาดองสัก 2 วัน ให้มีรสเปรี้ยว นิยมรับประทานกับแคบหมูและผักขี้หูด

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถรับประทานได้ในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว เพราะเป็นฤดูที่ผักกาดจะเจริญเติบโต

ส่วนประกอบการหมักผักกาด ๑ หัว
๑. ผักกาด ๑ ช้อนโต๊ะ
๒. เกลือเม็ด ๑ ช้อนโต๊ะ
๓. ข้าวนึ่ง ๑ ถ้วย
๔. น้ำซาวข้าว

หน้า ๕ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

น้ำพริกน้ำผัก

ส่วนประกอบการทำน้ำพริก ๕ เม็ด
๑. พริกแห้ง ๕ กลีบ
๒. กระเทียม ๑ ช้อนชา
๓. เกลือป่น ๑ ช้อนชา
๔. มะแขว่น ๑ ช้อนโต๊ะ
๕. ผักชีซอย ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. ต้นหอมซอย

วิธีการทำผักกาดดอง
๑. หั่นผักกาด ให้ละเอียด
๒. นำผักกาดไปตากแดดประมาณ ๑๕ นาที แดดแรงๆ ให้ผักกาดอ่อนแดด
๓. ขยำผักกาดกับเกลือเม็ด จนนิ่ม
๔. ใส่ข้าวนึ่ง น้ำซาวข้าว ขยำให้เข้ากัน
๕. ผักใช่ภาชนะปิดฝาได้ หมักไว้ประมาณ ๒ วัน

วิธีการทำน้ำพริกน้ำผัก
๑. นำผักกาดที่หมักได้ที่ มาต้ม ต้มให้น้ำงวดเล็กน้อย ปิดไฟ พักไว้ให้เย็น
๒. โขลกพริก เกลือ กระเทียม และมะแขว่น รวมกันให้ละเอียด
๓. ใส่เครื่องปรุงที่โขลกแล้วลงในน้ำผัก คนให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยผักชีต้นหอม

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
ภูมิปัญญาในการถนอมอาหารโดยวิธีการดองเพื่อให้อาหารเสียช้าลงและรับประทานให้ทุกฤดู

เคล็บลับความอร่อย
๑. ควรชิมผักกาดดองก่อนน้ำมาทำน้ำพริก เพราะผักกาดดองอาจจะเค็มหรือไม่เค็มขึ้นอยู่กับระยะเวลา

ในการหมัก เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยและถูกปาก
๒. ควรใช้เกลือเม็ดในการทำห้ามใช้เกลือไอโอดีน

หน้า ๖ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงบอน

ลักษณะอาหาร
เป็นอาหารที่เกิดจากการนำก้านและใบของต้นบอนมาประกอบอาหาร มีลักษณะคล้ายกับ "หลาม

บอน" แต่มีความแตกต่างตรงวิธีการทำโดยที่หลามบอนจะใช้กระบอกไม้ไผ่ในการทำและข้นน้อยกว่า
ลักษณะของแกงบอนจะออกข้นที่มาจากการต้มบอนให้ละเอียด มีน้ำน้อย
ฤดูกาลที่รับประทาน

สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปี เพราะชุมชนไทลื้อส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำ ต้นบอนจะขึ้นตามแหล่งน้ำ
ที่มีความชุ่มชื้น

หน้า ๗ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงบอน

ส่วนประกอบ ๒ กำมือ
๑. ก้านและใบบอน ๑ ท่อน
๒. จักค่าน (หรือสะค้าน) ๑ ถ้วย
๓. หนังควายต้มที่ซอยแล้ว ๑ มัด
๔. ใบแมงลัก ๒ หัว
๕. ตะไคร้ ๒ ลูก
๖. มะนาว ๑ ถ้วย
๗. มะขามเปียก ครึ่ง ถ้วย
๘. พริกขี้หนูสวนแห้ง ๕ หัว
๙. หอมแคง ๕ หัว
๑๐. กระเทียม ๕ ใบ
๑๑. ใบมะกรูด ๓-๔ ต้น
๑๒. ต้นหอม ๓-๔ ต้น
๑๓. ผักชี
๑๔. เกลือ

วิธีการทำ
๑. น้ำก้านและใบบอนสดมาล้างน้ำให้สะอาด
๒. นำบอนไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
๓. นำบอนไปนึ่งหรือต้ม ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที หรือจนกว่าบอนจะเละแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น
๔. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด ได้แก่ พริกขี้หนูสวนแห้ง เกลือ หองแกง และกระเทียม
๕. นำเครื่องแกงที่โขลกแล้วไปผัดกับน้ำมันหมูในกระทะเพื่อให้สุกและมีกลิ่นหอม
๖. ผัดส่วนผสมและเครื่องปรุงให้เข้ากัน ได้แก่ สะค้านซอย ตะไคร้ซอย น้ำมะขามเปียก เกลือ หนังควาย

ที่ซอยแล้ว ใบมะกรูดที่ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ และบอนที่ต้มสุกลงไป
๗. ยกลงจากเตา

หน้า ๘ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงบอน

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. องค์ความรู้ในการเลือกใช้ต้นบอนที่มีคุณสมบัติที่ไม่ทำให้คันคอ โดยการดูจากสี

และขนาดของลำต้นบอน
๒. องค์ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีสภาพตามที่ต้องการ คือ

การใช้น้ำมะขามเปียกหรือน้ำส้มปอยไม่ให้บอนเละจนเกินไป
เคล็ดลับความอร่อย
๑. ต้องใส่ดอกต้าง (เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งออกตามธรรมชาติในป่า รับประทานดอกเพียงอย่างเดียว)

และใช้หวายที่มีรสฝาด โดยสังเกตจากลำต้นของหวายที่มีลำต้นอวบและมีขนาดใหญ่ เพราะรสชาติ
ดีกว่าและเมื่อผสมกับเนื้อของบอนแล้วทำให้รสชาติดีขึ้น แต่ปัจจุบันหายากจึงใช้หวายชมแทน
(หวายชมมีลักษณะลำต้นเล็ก)
๒. ต้องนึ่งบอนให้สุกจนเละ หากบอนไม่สุกจะทำให้เกิดอาการระคายคอหรือคันคอ
๓. เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม ต้องใช้บอนต้นอ่อน พันธุ์สีเขียวสด และไม่มีสีขาวอยู่ตามก้านและ
ใบ (ก้านบอนสีเขียวสด เรียกว่า "บอนหวาน" ส่วนชนิดที่มีสีซีดและขาวนวลกว่าเรียกว่า "บอนคัน"
ส่วนของบอนที่นำมาแกงคือ "หลี่บอน" คือ "ยอดอ่อน" หรือ "ใบอ่อน" ของบอนที่อยู่ใกล้โคนต้น

หน้า ๙ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงหน่อไม้เผา

ลักษณะอาหาร
เป็นแกงที่นำเอาหน่อไม้มาเผา มีรสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอม ของหน่อไม้เผาและผักหลายชนิด

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ในฤดูฝน คือ ช่วงเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน เพราะเป็นฤดูที่มีหน่อไม้จำนวนมาก

ส่วนฤดูอื่นจะหารับประทานยาก

ส่วนประกอบ ๑ หัว
๑. หน่อไม้ไร่ ครึ่ง กิโลกรัม
๒. เนื้อหมู ๑ กำมือ
๓. ใบย่านาง ๑ กำมือ
๔. ซะอม ๕ เม็ด
๕. พริกขี้หนูสด ๕ หัว
๖. หัวหอมแดง ๓ หัว
๗. กระเทียม ๔ ดอก
๘. เห็ดหูหนูดำ
๘. เกลือ

หน้า ๑๐ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงหน่อไม้เผา

วิธีการทำ
๑. นำหน่อไม้ไร่ไปเผาจนมีสีดำและสุก
๒. แกะเอาเปลือกของหน่อไม้ไร่ออก
๓. หั่นหน่อไม้ไร่ออกเป็นชิ้นพอคำแล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด
๔. โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด ได้แก่ พริกขี้หนูสด กระเทียม หอมแดง และเกลือ
๕. ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่หมูลงไป
๖. ใส่เครื่องแกงตามลงไป
๗. ใส่หน่อไม้และเห็ดหูหนูดำลงไป
๘. ใส่ผักที่เตรียมไว้ ได้แก่ ใบย่านาง และยอดผักชะอม
๙. ปรุงรสตามชอบ
๗. ยกลงจากเตา

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. การเพิ่มรสชาติของอาหารโดยการนำหน่อไม้ไปเผาก่อนนำไปปรุงอาหาร ทำให้มี กลิ่นหอมและอร่อย

และยังลดความขมของหน่อไม้บางชนิดได้ เช่น หน่อไผ่ลวก จะมีรสชม
๒. วิธีการเลือกหน่อไม้ไร่ที่มีเนื้อนุ่ม หอม และมีรสชาติหวาน
๓. การใส่ใบย่านางทำให้ลดกรดยูริกในหน่อไม้ ซึ่งมีโทษต่อร่างกาย และใบย่านาง มีฤทธิ์เป็นยาเย็น

ช่วยลดฤทธิ์ร้อนจากหน่อไม้

เคล็ดลับความอร่อย
๑. หากแกงหน่อไม้ในฤดูฝนหน่อจะมีเนื้อนุ่มและอร่อย
๒. ขณะที่ต้มหน่อต้องคนบ่อยๆ เพื่อให้หน่อมีเนื้อนุ่มและรสชาติดี
๓. เพื่อเพิ่มรสชาติของแกงหน่อไม้เผาให้อร่อยควรใส่ผักหลายชนิดลงไปด้วย เช่น ตำลึง ชะอม และบวบ

หน้า ๑๑ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงปลี

ลักษณะอาหาร
เป็นอาหารประเภทแกงชนิดหนึ่งที่ใช้หัวปลีของกล้วยป่าหรือ กล้วยน้ำว้า ลักษณะมีน้ำแกงสีขาวขุ่น

นิยมแกงใส่เนื้อหมู ปลาทูเค็ม ปลา ไก่ และกบ
ฤดูกาลที่รับประทาน

สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากปลีกล้วยออก ตลอดทั้งปี ในชุมชนก็นิยมปลูกกล้วยกัน
ทุกครัวเรือน และชาวไทลื้อก็นิยมใช้ปลีของกล้วยป่า ซึ่งก็สามารถหาได้ง่ายในป่า

หน้า ๑๒ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงปลี

ส่วนประกอบ ๑ หัว
๑. หัวปลีกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยป่า ๕-๖ ตัว (ตามความต้องการ)
๒. ปลาแห้ง
๓. เนื้อหมู ๑ ถ้วย
๔. ใบสะค้าน ๑ กำมือ
๕. ใบชะพลู ๑ กำมือ
๖. ใบแมงลัก ๑ กำมือ
๗. ดอกแคขาว ๑ กำมือ
๘. ผักชะอม ๑ กำมือ
๙. บวบ (มะนอย) ๑ กำมือ
๑๐. มะเขือพวง (มะแคว้ง) ๑ กำมือ
๑๑. มะเขือเทศลูกเล็ก
๑๒. พริกขี้หนูดิบ ๑๕ เม็ด
๑๓. กระเทียม ๒ หัว
๑ ๔. หัวหอมแดง ๒ หัว
๑๕. เกลือ

วิธีการทำ
๑. นำหัวปลีกล้วยมาแกะเอาเปลือกออกเพื่อให้เหลือแต่ใบอ่อนๆ ที่มีสีขาว
๒. สับหัวปลีที่แกะเอาใบแก่ออกแล้วให้เป็นชิ้นขนาดเล็ก
๓. โขลกเครื่องแกงรวมกัน ได้แก่ พริก กระเทียม หัวหอมแกง เกลือ และปลาแห้ง
๔. ต้มน้ำให้เดือด
๕. นำเครื่องแกงที่โขลกละเอียดแล้วลงไปในน้ำเดือด
๖. ใส่เนื้อหมูที่หั่นแล้วลงไป
๗. ใส่หัวปลีที่สับละเอียดลงไป แล้วต้มจนหัวปลีสุก
๘. ใส่ส่วนประกอบที่เป็นผักต่างๆ ลงไป ได้แก่ มะเขือเทศลูกเล็ก ใบชะพลู และชะอม แล้วคนให้เข้ากัน
๙. ปรุงรสตามชอบ
๑๐. ยกลงจากเตา

หน้า ๑๓ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

แกงปลี

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. องค์ความรู้ในการเลือกหรือรักษารสชาติของอาหารโดยการนำปลีที่ซอยไปแช่น้ำ เพื่อให้รสฝาดออก
๒. การใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้นกล้วยเพื่อนำมาเป็นอาหารได้หลายประเภท
๓. การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณสมบัติตามที่ชอบ เช่น การเลือกใช้ปลีของกล้วย การเลือกชะอมที่มีหนาม
เคล็บลับความอร่อย
๑. หากต้องการความอร่อยต้องใช้หัวปลีของกล้วยป่าเท่านั้น เพราะไม่มีรสชาติฝาด
๒. ควรใช้หัวปลีที่อ่อนเพราะจะทำให้มีรสชาติดีและไม่ขม
๓. การเลือกเอาเฉพาะเนื้อข้างในของหัวปลีที่มีสีขาวอ่อนๆ ซอยแล้วนำไปแช่น้ำทิ้ง ไว้แล้วนวดเพื่อให้

น้ำฝาดออก
๔. ควรเลือกปลีของกล้วยป่าเนื่องจากกล้วยป่ามีรสชาติอร่อยกว่าหัวปลีกล้วย ชนิดอื่นๆ ถ้าหาปลีกล้วย

ป่าไม่ได้ ควรใช้ปลีกล้วยน้ำว้าแทน
๕. ควรเลือกชะอมที่มีหนาม จะทำให้รสชาติของแกงกลมกล่อมและจะมีกลิ่นหอม

หน้า ๑๔ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ต้มหน่อโอ่ (หน่อดอง)

ลักษณะอาหาร
เป็นอาหารที่ทำมาจากหน่อไม้ดอง ชาวบ้านเรียกว่า "หน่อไม้" โดยการนำหน่อไม้ดองมาต้ม เป็น

อาหารที่มีกลิ่นแรง รับประทานโดยจิ้มกับเกลือ หรือพริกแห้งป่น
"หน่อโอ่" หมายถึง หน่อไม้ที่มีกลิ่นแรงที่เกิดจากการดองเป็นเวลานาน
"โอ่" แปลว่า กลิ่นแรง บางคนบอกว่าหอมในชณะที่บางคนบอกว่ามีกลิ่นเหม็น เนื่องจากหมักดอง

นิยมใช้หน่อไม้ไร่ และหน่อไม้บง

ฤดูกาลที่รับประทาน
รับประทานได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูฝน (สิงหาคม กันยายน) ที่มีจำนวนหน่อไม้มาก

ส่วนประกอบ ๑๐ หาง
๑. หน่อไม้ไร่ หรือหน่อไม้บ่ง ๑ กำมือ
๒. ใบแมงลัก ๑ ช้อนโต๊ะ
๓. พริกป่น ๒ หัว
๔. ตะไคร้
๕. เกลือ

หน้า ๑๕ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ต้มหน่อโอ่ (หน่อดอง)

วิธีการทำ
๑. แกะเปลือกหน่อไม้ออกแล้วล้างหน่อไม้ให้สะอาด
๒. ใช้มีดกรีดหน่อไม้ออกเป็นเส้นๆ ตั้งแต่ส่วนโคนจนถึงส่วนที่อ่อนที่สุด
๓. ใส่หน่อไม้ไปในภาชนะที่ใช้ดอง พร้อมกับใส่น้ำเปล่าลงไป แล้วดองทิ้งไว้ ๒ คืน
๔. นำหน่อไม้ที่ดองได้ที่แล้วมาต้มประมาณ ๑ ชั่วโมง
๕. ใส่ตะไคร้ ใบแมงลัก และเกลือลงไปในหม้อต้มหน่อ ต้มจนหน่อไม้สุก
๖. ยกลงจากเตา และพร้อมรับประทานกับพริกแห้งบ่น
ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
๑. การใส่ใบแมงลักเพื่อช่วยให้หน่อไม้ดองมีกลิ่นเปรี้ยวน้อยลง
๒. ภูมิปัญญาในการถนอมอาหารโดยวิธีการดองเพื่อใช้รับประทานนอกฤดูกาล
เคล็ดลับความอร่อย
๑. ใช้เวลาต้มหน่อไม่ให้นานและสุกมากๆ จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อย หากต้มไม่สุกหน่อไม้จะมีรสขื่น
(ชาวไทลื้อเรียกว่าฮืน)
๒. บางพื้นที่ใส่ "มะแคว่น" ที่สุกแล้วผสมลงไปในพริกป่นเพื่อช่วยให้มีกลิ่นหอม
๓. ใช้หน่อไม้ไร่จะมีรสอร่อย

หน้า ๑๖ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ส้ามะเขือแจ้

ลักษณะอาหาร
เป็นอาหารที่มีลักษณะคล้ายยำ เป็นการนำเอามะเขือเปราะหรือ มะเขือขื่นที่แก่จนมีสีเหลือง แล้วมา

ประกอบอาหาร ชาวไทลื้อเรียก "มะเขือแจ้" หมายถึง มะเขือที่มีลูกเล็กและแก่จัด

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถรับประทานได้ทุกฤดูกาลเพราะวัตถุดิบในการประกอบอาหารหาได้ง่าย

ส่วนประกอบ

๑. มะเขือเปราะแก่จนมีสีเหลือง ๑๐ ลูก

(เพราะมีรสชาติดี กรอบ ตัวเยื่อหุ้มเมล็ดจะนิ่มกว่ามะเขือดิบ)

๒. พริกขี้หนูสวน ๑๐ เม็ด

๓. กระเทียม ๑ หัว

๔. หอมแดง ๕ หัว

๕. ตะไคร้ ๑ หัว

๖. มะนาว ๒ ลูก

๗. ผักแพว

๘. ใบแมงลัก

๙. ข่า

๑๐.เกลือ

หน้า ๑๗ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ส้ามะเขือแจ้

วิธีการทำ
๑. ซอยมะเขือเปราะ แล้วนำไปแช่น้ำเกลือ ประมาณ ๕-๑๐ นาที เพื่อให้มะเขือกรอบและสีไม่คล้ำ แล้ว
แยกเอาเมล็ดออก
๒. โขลกเครื่องแกงได้แก่ พริกขี้หนูสวน กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ และเกลือรวมกันให้ละเอียด
๓. นำมะเขือเปราะ ใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องแกงที่โขลกไว้ให้เข้ากัน
๔. โรยหน้าด้วยผักแพวหรือโหระพา
๕. ปรุงรสตามชอบ

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
องค์ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของเกลือ ที่เมื่อนำมะเขือเปราะไปแช่ในน้ำเกลือจะทำให้ มีความกรอบ

และสีไม่คล้ำ น่ารับประทาน

เคล็ดลับความอร่อย
๑. แช่มะเขือเปราะในน้ำเกลือจะทำให้ มะเขือเปราะกรอบอร่อย สีของ มะเขือเปราะไม่ดำคล้ำ ชวนรับ
ประทาน
๒.เลือกมะเขือเปราะที่แก่จัดมีสีเหลือง เพราะจะทำให้มะเขือมีรสชาติดี
๓. เลือกใช้มะเขือที่มีรสชาติ "ฮืน" หรือ "ชื่น" จะเพิ่มรสชาติดียิ่งขึ้น
๔. เคล็ดลับความอร่อย อยู่ที่เครื่องเคียง ที่บางคนชอบใส่ถั่วลิสงและงาขาว ลงไปตอนปรุงเพื่อให้มี

รสชาติมัน และหอม

หน้า ๑๘ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบปลา

ลักษณะอาหาร
"ลาบปลา" เป็นอาหารที่มีความเหนียวข้นเนื่องจากผ่านการ ลาบเนื้อปลาเพื่อให้ละเอียด ชาวไทลื้อ

นิยมรับประทานลาบปลา เนื่องจากบริบทชุมชนไทลื้อ ส่วนใหญ่อยู่ติดกับลำน้ำ จึงสามารถหาปลาได้
ง่าย การรับประทานลาบปลาจึงไม่ได้นิยมรับประทานเฉพาะในโอกาสพิเศษ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน
แม้ว่าจะอยู่ริมน้ำแต่ด้วยวิถีวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต การทำลาบปลาบางครั้งจึงต้อง
อาศัยปลาจากตลาดภายนอกชุมชน

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปีเพราะวัตถุดิบหาประกอบอาหารได้ง่ายเพราะชุมชนไทลื้อมักจะตั้ง

ถิ่นฐานแหล่งน้ำ

ส่วนประกอบ ๕ ตัว
๑. ปลานิล ๓ ช้อนโต๊ะ
๒. ขิงอ่อนประมาณ ๒ ลูก
๓. มะเขือเปราะ ๓ ช้อนโต๊ะ
๔. น้ำปลาร้า ๓ ช้อนโต๊ะ
๕. พริกป่น ๓ ต้น
๖. ต้นหอม ๓ ต้น
๗. ผักชี
๘. เกลือ หน้า ๑๙ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบปลา

วิธีการทำ
๑. ล้างปลาให้สะอาด แล้วนำมาเลาะเอาเฉพาะเนื้อปลาออก
๒. สับเนื้อปลาให้ละเอียด
๓. จี่กระเทียม หัวหอมแดง และมะเขือให้สุก
๔. นำเนื้อปลาที่สับแล้ว มะเขือเผา และขิงมาโขลกรวมกัน จนเนื้อปลา ขิง และมะเขือมีความเหนียว ข้น

และเข้ากัน
๕. ปรุงรสด้วยพริกป่น และเกลือตามใจชอบ
ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร

การใช้มะเขือยาวมาผสมกับอาหารทำให้มีความเข้มข้นและเป็นการเพิ่มปริมาณอาหาร เนื่องจาก
เนื้อปลาเมื่อนำมาทำลาบจะเหลือเนื้อไม่มาก การนำมะเขือมาใส่เป็นการเพิ่มปริมาณ ของลาบเหมาะ
สำหรับการรับประทานในครอบครัวขนาดใหญ่ในอดีต
เคล็ดลับความอร่อย

เพื่อความอร่อยมากยิ่งขึ้น ควรนำไปคั่วในน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชประมาณ ๕ นาที จะได้รสชาติของ
ลาบปลาที่หอมและน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

หน้า ๒๐ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบหมู

ลักษณะอาหาร
"ลาบหมู" การทำลาบประกอบด้วยการสับเนื้อจนได้ความเหนียวและค่อย ๆ เติมเลือดสดเพื่อปรับ

ความเหนียวของเนื้อสับ อีกทั้งเลือดยังช่วยให้เนื้อนุ่ม หนึบหนับและผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อส่วนที่
นิยมใช้มาทำลาบ คือ เนื้อสันและเนื้อสะโพก และคั่วในกระทะโดยการเติมน้ำมันหมูหรือของเหลวลงไป
เพิ่ม
ฤดูกาลที่รับประทาน

สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปีเพราะวัตถุดิบหาประกอบอาหารได้ง่าย

หน้า ๒๑ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบหมู

ส่วนประกอบการทำพริกลาบ ๒๐-๓๐ เม็ด
๑. พริกขี้หนูแห้งเด็ดขวั้นออก ๒-๓ หัว (ปลอกเปลือก)
๒. หอมขนาดกลาง ๑๐ กลีบ (ปลอกเปลือก)
๓. กระเทียมกลีบเล็ก
๔. ข่าแก่ซอย ๒ ช้อนโต๊ะ
๕. ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนชา
๖. มะแขว่น ๒ ช้อนโต๊ะ
๗. มะแหลบ ๑ ช้อนชา
๘. เม็ดผักชี ๑ ช้อนโต๊ะ
๙. พริกไทยเม็ด
๑๐. ดีปลี ครึ่ง กิโลกรัม
๑๑. เกลือ ๒๐๐ กรัม
ครึ่ง ถ้วยตวง
ส่วนประกอบการทำลาบ
๑. เนื้อหมูสันใน ๓ ช้อนโต๊ะ (อยากได้รสจัดก็ใส่เพิ่มได้ตามต้องการ)
๒. เครื่องในหมู ๒ ช้อนโต๊ะ
๓. เลือดหมู ๓-๕ เม็ด
๔. พริกลาบ
๕. กระเทียมเจียว
๖. พริกขี้แห้ง (ทอดมาก่อน)
๗. ผักไผ่
๘. ตะไคร้ซอย
๙. ต้นหอมผักชี

หน้า ๒๒ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบหมู

วิธีการทำพริกลาบ
๑. ตั้งกระทะด้วยไฟปานกลาง ใส่พริกลงไปคั่วให้ดำแต่อย่าไหม้ หลังจากนั้นจึงตักพริกออก
๒. นำหอมและกระเทียมลงไปคั่วประมาณ ๓-๕ นาที
๓. จากนั้นใส่ข่า ตะไคร้ลงไปคั่ว พอเริ่มแห้ง ใส่มะแขว่น มะแหลบ เม็ดผักชี พริกไทย และดีปลีลงไป

ด้วยกัน คนและทิ้งไว้บนเตาสักพัก พอเริ่มมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศจึงปิดไฟ
๒. เริ่มโขลก พริกกับเกลือจนละเอียดดีจากนั้นตามด้วยส่วนผสมที่เหลือลงไปโขลก โขลกจนละเอียด

และเข้ากันก็เป็นอันเสร็จ
๓. ตักใส่ภาชนะที่มีฝาปิด ปิดฝาให้แน่น พริกลาบสามารถทำและเก็บไว้ได้นาน

วิธีการทำลาบหมู
๑. นำหมูมา สับ บนเขียง ให้ละเอียด เหมือน หมูบด โดยสับหมู เป็นช่วง ๆ การทำลาบนั้น จะไม่นิยมใช้

หมูบดที่ซื้อมาจากตลาด เพราะอาจมีมันหมูปนมามากเกินไปทำให้เสียรสชาติได้ จึงนิยมซื้อหมูเนื้อ
ล้วนสับจนละเอียด
๒. ระหว่างสับเนื้อหมู ให้ ตักหรือ เลือดหมูสดลงไป แล้ว ใช้สันมีดสลับด้านมีด สับหมูพลิก ไปมา
ให้เลือดหมูและหมูที่สับ ผสมกันได้อย่างพอดี
๓. เมื่อหมูสับได้ที่และคลุกเลือด พอประมาณแล้ว ให้ย้ายลงมาใส่ ภาชนะ เช่น ชาม หรือ ภาชนะขนาด
ที่ใหญ่กว่าถ้วย เพื่อเตรียมคลุกเครื่องใน
๔. นำเครื่องในไป ต้ม พอสุก กำลังดี ซอยเป็นชิ้น พอคำ นำมาผสมกับ หมูดิบ และคนให้เข้ากัน และเติม
เลือด เข้าไป ให้คลุกเคล้า เป็นสีเดียวกัน
๕. ใส่ พริกลาบ เข้าไป คนให้ทั่ว
๖. ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลางจนร้อนนำตะไคร้ซอยลงไปทอดจนกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ จากนั้นนำหมู
ที่ผสมเมื่อกี้ลงไปคั่วจนสุก ชิมรส ปิดไฟโรยผักไผ่ ต้นหอมผักชี คนอีกครั้ง ตักใส่ตักใส่จานโรยหน้า
ด้วยต้นหอมผักชี และพริกแห้งคั่ว

หน้า ๒๓ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ลาบหมู

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
“พริกลาบ” คือ การนําเครื่องเทศและพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น พริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้
มะแขว่น มะแหลบ ดีปลี พริกไทย เม็ดผักชี มาหั่น สับ หรือบดตามความต้องการ แล้วนําไปทําให้แห้ง

หรือคั่ว ก่อนจะนำมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปคั่วรวมกันอีกครั้งให้สุก จะได้กลิ่นหอมและทำให้
สามารถเก็บไว้ได้นาน บางครั้งถ้าคั่วโดยใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อยก็จะได้รสชาติพริกลาบที่มีความเข้มข้น
ขึ้น ซึ่งพริกลาบนั้นจะเป็นตัวช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อในการปรุงลาบ
เคล็ดลับความอร่อย
๑. เพื่อความอร่อยมากยิ่งขึ้น ควรนำไปคั่วในน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชประมาณ ๕ นาที จะได้รสชาติของ

ลาบหมูที่หอมและน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
๒. พยายามอย่าตำให้เม็ดพริกแหลกมาก เพราะจะทำให้เสียรสซาติของเม็ดพริก
๓. ไม่ควรใช้เครื่องบด เพราะจะทำให้ได้พริกลาบที่ไม่อร่อย

หน้า ๒๔ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

คั่วขนุน

ลักษณะอาหาร
คั่วขนุน หรือ คั่วบ่าหนุน จะคล้ายตำขนุนแต่เนื้อสัมผัสจะเละกว่า คั่วขนุนเป็นตำรับอาหารที่มีวิธีการ

ปรุง เรียกว่า คั่ว คือการนำเอาส่วนผสม คือขนุนอ่อนต้มให้เปื่อย แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องแกง นำ
ไปผัดกับน้ำมัน ใส่ใบมะกรูด รับประทานกับกระเทียมเจียว ผักชีต้นหอม และพริกแห้งทอด

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปีเพราะวัตถุดิบหาประกอบอาหารได้ง่าย

ส่วนประกอบ ๑ กิโลกรัม
๑. ขนุนอ่อน ๕-๖ หัว
๒. หัวหอมแดง ๔-๕ หัว
๓. กระเทียม
๔. พริกชี้ฟ้าแดงแห้ง ๙ เม็ด
๕. ใบมะกรูด ๕-๖ ใบ
๖. ข่า
๗. ตะไคร้ หน้า ๒๕ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ
๘. น้ำมัน
๙. เกลือ

คั่วขนุน

วิธีการทำพริกแกง
๑. นำพริกขี้หนูแห้ง กระเทียม หัวหอม ข่า ตะไคร้ ตำให้ละเอียด
วิธีการทำคั่วขนุน
๑. นำหอมแดงไปเจียวในน้ำมัน และนำหอมแดงที่เจียวพักไว้
๒. นำขนุนดิบอ่อน ไปต้มจนสุกนิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
๓. นำเนื้อขนุนที่ต้มและหั่นแล้ว ใส่ลงในกระทะ
๔. นำกระทะและน้ำมันที่เจียวกระเทียม ผัดพริกแกงให้ให้สุกหอม ใส่เนื้อขนุน คั่วให้เข้ากัน
๕. ใส่ใบมะกรูดซอย ผัดให้คลุกเคล้า เข้ากันทั้งหมด ปิดไฟ
๖. ใส่กระเทียมเจียว ต้นหอมซอย ผักชีซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยพริกขี้หนูแห้งทอด
ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร

ขนุนอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ขับถ่ายง่าย และบำรุงน้ำนมในผู้หญิงตั้งครรภ์
เป็นองค์ความรู้ที่ชาวไทลื้อด้านสรรพคุณยาที่ได้รับการถ่ายทอดกันมานาน
เคล็ดลับความอร่อย

ควรต้มขนุนให้สุกพอดี เพื่อให้ตอนประกอบอาหารไม่ทำให้ขนุนเละ

หน้า ๒๖ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ตำมะเขือ

ลักษณะอาหาร
ตำบ่าเขือ อ่านว่า ตำบ่าเขือ เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม

คือมะเขือย่างไฟ แกะเปลือกออก แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากวัตถุดิบสามารถหาได้ง่าย

ส่วนประกอบ ๕ ลูก
๑. มะเขือยาว ๖ เม็ด
๒. พริกหนุ่ม ๑ หัว
๓. กระเทียม ๒ หัว
๔. หอมแดง ครึ่ง ช้อนโต๊ะ
๕. กะปิ ครึี่ง ช้อนโต๊ะ
๖. ปลาร้า
๗. เกลือ

หน้า ๒๗ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ตำมะเขือ

วิธีการทำ
๑. นำมะเขือยาวมาเผาไฟจนสุกโดยใช้ไฟจากถ่านอ่อนๆ
๒. นำพริก กระเทียม และหัวหอมแดงไปย่างไฟอ่อนๆ จนมีกลิ่นหอม
๓. นำพริก กระเทียม และหอมแดงที่เผาแล้วมาแกะเอาเปลือกออก แล้วโขลกรวมกัน
ให้ละเอียด
๔. นำมะเขือยาวที่เผาแล้วมาปอกเอาเปลือกออกนำไปโขลกกับพริก กระเทียม และหอมแดง
๕. ตำให้ละเอียด และคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
๖. ปรุงรสตามชอบ

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
มะเขือยาวมีฤทธิ์เป็นยาระบายช่วยในเรื่องขับถ่าย เป็นองค์ความรู้ที่ชาวไทลื้อด้านสรรพคุณยาที่ได้

รับการถ่ายทอดกันมานาน

เคล็ดลับความอร่อย
๑. เพื่อเพิ่มรสชาติของตำมะเขือ ควรรับประทานคู่กับไข่ต้ม และผักแพวหรือผักไผ่ บางแห่งรับประทาน
กับผักสะระแหน่
๒. การเผามะเขือและการทำให้เครื่องปรุงสุกนั้นต้องใช้ไฟจากถ่านอ่อนๆ ไม่ร้อนมากนัก เพื่อให้ได้ความ
หอมและเพิ่มความอร่อยของตำมะเขือ

หน้า ๒๘ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ข้าวควบ

ลักษณะอาหาร
ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว บ้างเรียก ข้าวปอง เป็นขนมพื้นบ้าน ข้าวเกรียบใส่น้ำตาลอ้อย มีรส

หวาน ข้าวควบ เป็นอาหารว่างที่ ชาวไทลื้อนิยมรับประทานกันมาก ลักษณะคล้ายขนมทองม้วนรส
หวานกรอบกว่า แต่ข้าวควบ จะ แผ่นพองและใหญ่กว่า และต่างจากข้าวแคบที่รสชาติเค็ม

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปีเพราะวัตถุดิบในการประกอบอาหารหาได้ง่าย

ส่วนประกอบ ๑ ลิตร
๑.ข้าวสารเหนียว ครึ่ง กิโลกรัม
๒. น้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ ครึ่ง ถ้วย
๓. หัวกะทิ ๑ ฟอง
๔. ไข่ไก่
๕. น้ำมันพืช ๒ ช้อนโต๊ะ

หน้า ๒๙ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ข้าวควบ

วิธีการทำ
๑. ตำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ โดยใช้ครกมอง ตำจนข้าวเหนียวละเอียดเป็นแป้งเหนียว
๒. ใส่น้ำตาลปี๊บเคี่ยวผสมกะทิลงในครกมอง ตำต่อจนเป็นเนื้อเดียวกัน
๓. ต้มไข่ไก่ให้สุก เลือกเฉพาะไข่แดง มาผสมกับน้ำมันพืช เพื่อใช้ทามือและอุปกรณ์ในการทำข้าวควบ
๔. นำแผ่นพลาสติกตัดเป็นวงกลมใช้หัวนิ้วโป้งกดให้แบน
๕. คลึงแป้งให้เป็นวงกลมด้วยกระบองไม้ คว่ำแผ่นแป้งลงบนแผ่นพลาสติกใหญ่
๖. นำไปตากแดดให้แห้งประมาณ ๑ ชั่วโมง กลับด้านแป้ง และตากบนไม้ไผ่สาน ประมาณ ๑ ชั่วโมง
๗. แกะแป้งออก พักไว้ให้เย็น นำมาเรียงซ้อนกันบรรจุในกระติก โดยใช้ใบตองรองด้านล่าง และปิดคลุม

ด้านบน เก็บไว้เป็นเวลา ๑ คืน
๘. นำแผ่นข้าวควบย่างกับเตาถ่าน

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
ข้าวควบเป็นขนมที่คนล้านนาชื่นชอบเพราะเก็บไว้รับประทานได้นาน ในอดีตนั้น ขนมของว่างไม่ได้มี

มากมายเหมือนในปัจจุบัน ขนมอื่น ๆ เช่น ขนมจ็อกหรือขนมเทียน ขนมปาดก็มักจะทำเมื่อถึงเทศกาล
หรือวันสำคัญเท่านั้น แต่ข้าวควบนั้น สามารถเก็บไว้ได้นาน เอามาย่างรับประทานเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น
ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านไหนที่มีคนเคารพนับถือมากก็จะมีข้าวควบ ข้าวแคบที่มีคนเอามาดำหัวเก็บใส่กระบุงไว้
รับประทานได้ทั้งปี

เคล็ดลับความอร่อย
ควรคุมความร้อนของถ่าน ให้ได้ความร้อนที่เหมาะสมในการย่างและดูสีของข้าวควบตลอด เพื่อให้

ข้าวควบมีสีที่สวย พอง และน่ารับประทาน

หน้า ๓๐ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ขนมวง

ลักษณะอาหาร
ขนมวง หรืออีกชื่อคือ โดนัทไทลื้อ เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งเป็นรูปวงกลมแบบเดียวกับโดนัท มีน้ำอ้อย

หยอดไปโดยรอบตามกึ่งกลางด้านบน

ฤดูกาลที่รับประทาน
สามารถทำกินได้ตลอดทั้งปีเพราะวัตถุดิบหาทำง่ายเพราะวัตถุดิบในการประกอบอาหารหาได้ง่าย

ส่วนประกอบ ๑ ถ้วย
๑. แป้งข้าวเหนียว ๒ ลูก
๒. กล้วยน้ำว้า ๒ ฟอง
๓. ไข่ไก่ ๒๐๐ มิลลิลิตร
๔. กะทิ ครึ่ง กิโลกรัม
๕. น้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดง ๑ ช้อนชา
๖. เกลือ
๗. น้ำมันพืช

หน้า ๓๑ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

ขนมวง

วิธีทำเตรียมแป้ง
๑. นวดแป้งข้าวเหนียว​กล้วยน้ำว้า​และกะทิ​เข้าด้วยกัน
๒. นวดจนแป้งเนียน​แล้วพักไว้​​ประมาณ ๓๐ นาที​เพื่อให้แป้งเซตตัว
๓. ปั้นเป็นก้อนกลม จากนั้นใช้ไม้วนตรงกลางให้กลายเป็นรู

วิธีการทอด
๑. นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง​เทน้ำมันพืชลงไป​แล้วรอจนร้อน
๒. นำแป้งที่เตรียมไว้ลงไปทอด​จนเหลืองสุก​แล้วตักขึ้นพักไว้เพื่อสะเด็ดน้ำมัน

วิธีการเคี่ยวน้ำตาล
๑. นำกระทะขึ้นตั้งไฟเบา​เทน้ำตาลทรายแดงลงไป​ตามด้วยเกลือ​จากนั้นเคี่ยวจนละลาย
๒. นำขนมวงที่ทอดไว้จุ่มลงไป​เพื่อเคลือบหน้า และจัดใส่จาน

ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการทำอาหาร
ในสมัยก่อนยังไม่ยีสต์ ชาวไทลื้อจะใช้กล้วยน้ำว้าใส่ลงไป ผสมกับแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า เกลือ

เพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้แป้งฟู และนวดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน

เคล็ดลับความอร่อย
๑. กล้วยน้ำว้าที่ใช้ให้เลือกชนิดงอม เปลือกใกล้ดำ หรือ ประเภทที่สุกจนเรากินไม่ทัน
๒. ใช้น้ำอ้อยในการเคี่ยวทำน้ำตาลอ้อย เพื่อให้รสชาติที่หวานหอมมากกว่าน้ำตาลทรายแดง

หน้า ๓๒ |หนังสือสื่อความเป็นจริงเสริมภูมิปัญญาอาหารไทลื้อ

บรรณานุกรม

นิชธิมา บุญเฉลียว. (2553). อาหารกับพิธีกรรม : การประดิษฐ์สร้างความทรงจำทางสังคมของชาวลื้อ
พลัดถิ่นในเชียงคำ จังหวัดพะเยา. วารสารศิลป์ศาสตร์, 2(2), จาก
HTTP://FS.LIBARTS.PSU.AC.TH/RESEARCH/JOURNAL/JOURNAL-53-2/6-
FOOD%20AND%20RITUAL%20AN%20INVENTION%20OF%20SOCIAL%20MEMORY.PDF

วิชุลดา มาตันบุญ. (2560). อาหาร UNSEEN ไตลื้อ (2 เล่ม). เชียงใหม่: นันทพันธ์พริ้นติ้ง.

สมพงษ์ จิตอารีย์. (2545). การศึกษาบทสู่ขวัญ และพิธีกรรมของชาวไทลื้อ อ้าเภอปัว จังหวัดน่าน.
เชียงใหม่ : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวรรณกรรมล้านนา.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เสาวภา ศักยพันธ์. (2556). การศึกษาข้ามวัฒนธรรมสิบสองพันนาและล้านนาด้านอาหารไทลื้อ.
เชียงใหม่ : วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาภูมิภาคลุ่มน้้าโขงและสาละวินศึกษา.
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

เสาวภา ศักยพันธ์. (2558). วัฒนธรรมอาหารไทลื้อในอนุภูมิภาคลุ่มน้้าโขง : ไทย จีน พม่า และลาว.
ค้นจาก HTTP://RESEARCH.CULTURE.GO.TH/MEDIAS/TH025.PDF


Click to View FlipBook Version