The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปาณิสรา ศรีระวัตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by totobe_dodee, 2024-01-02 22:34:07

ประวัติศาสตร์ไทย

ปาณิสรา ศรีระวัตร

รายงานการสืสืสื บ สื บค้ค้ ค้ น ค้ นข้ข้ ข้ อ ข้ อมูมู มู ล มู ลผ่ผ่ ผ่ า ผ่ านอิอิ อิ น อิ นเทอร์ร์ ร์ เ ร์ เน็น็ น็ ต น็ ต เรื่รื่ รื่ อ รื่ อง ประวัวั วั ติ วั ติ ติศติ าสตร์ร์ ร์ไร์ ทย จัดทำ โดย เด็กหญิงปาณิสรา ศรีระวัตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เลขที่ ๑๒ เสนอ คุณครูวทัญญู เหล่าทอง รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ว๒๒๒๐๒ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๔ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนบ้านทุ่งซ่าน สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำ แพงเพชร เขต ๒ รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ว๒๒๒๐๒ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๔ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนบ้านทุ่งซ่าน สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำ แพงเพชร เขต ๒


1 รายงานการส ื บค  นขอ  ม ู ลผานอินเทอร  เน ็ ต เร ื่อง ประวัตศิาสตร ไทย เสนอ คุณครูวทัญู เหลาทอง จัดทำโดย เด็กหญิงปาณิสรา ศรีระวัตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 เลขที่ 12 รายงานฉบับนี้เปน  สวนหนึ่งของรายวิชา ว22202 เทคโนโลยีสารสนเทศ 4 ภาคเรียนที่2 ปการศกึษา 2566 โรงเรียนบานทุงซาน สำนักงานเขตพ้นืที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2


ก คำนำ รายงานการสืบคนขอมูลผานอินเทอรเน็ตฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเปนสวนหนึ่งในการเรียน รายวิชา ว22202 เทคโนโลยีสารสนเทศ 4 โดยจัดทำเกี่ยวกับเรื่อง ประวัติศาสตรไทย เพื่อใหผูที่สนใจไดศึกษาเกี่ยวกับยุคกอนประวัติศาสตร ราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริยไทย ธงประเทศไทยตั้งแตสมัยกอนจนถึงปจจุบัน ทางผูจัดทำหวังวา รายงานการสืบคนขอมูลผานอินเทอรเน็ต เรื่อง ประวัติศาสตรไทย ฉบับนี้ จะเปนประโยชนแตบุคคลทั่วไป และผูที่สนใจเปนอยางดี ปาณิสรา ศรีระวัตร


ข สารบัญ เรื่อง หนา คำนำ ก สารบัญ ข ยุคกอนประวัติศาสตร 1 ราชอาณาจักรไทย 4 พระมหากษัตริยไทย 6 ธงประเทศไทยตั้งแตสมัยกอนจนถึงปจจุบัน 9 บรรณานุกรม 14


1 ประวัติศาสตรไทย ยุคกอนประวัติศาสตร 2,500,000 - 10,000 ปกอน: ยุคหินเกา ยุคหินตอนตน เปนยุคแรกสุดของยุคหินเกาซึ่งเริ่มเมื่อราว 2.5 ลานปกอน เมื่อมีหลักฐานที่บงบอกการใช เครื่องมือเปนครั้งแรกหินครั้งแรกโดยโฮมินิด จนสิ้นสุดลงราว 120,000 ปกอน เมื่อการเปลี่ยนแปลง ทางวิวัฒนาการและเทคโนโลยีที่สำคัญเริ่มตนขึ้นในยุคหินเกาตอนกลาง สปชีสในตอนตน ฟอสซิลมนุษยลำปางชี้ใหเห็นวาเคยมีโฮโมอิเร็กตัสดำรงชีวิตอยูในชวง 1,000,000 ถึง 500,000 ปกอน โฮโมอิเรกตัสอพยพจากแอฟริกามายังเอเชียเมื่อประมาณ 1,000,000 ปกอน การใชไฟเปน เครื่องมือสำคญั ในการเอาตัวรอดของนักหาของปาลาสัตวกะโหลกศีรษะของโฮโมอิเรกตัสมีขนาดเล็ก และหนากวาเมื่อเทียบกับมนุษยสมัยใหม พวกเขาอาศัยอยูตามปากถ้ำใกลแหลงน้ำ ศัตรูตามธรรมชาติ ที่สำคัญไดแก ไฮยีนายักษ Hyaena sinesis เสือเขี้ยวดาบ อุรังอุตัง และ แพนดายักษ ในป พ.ศ. 2542 สมศักดิ์ ประมาณกิจอางวาพบชิ้นสวนกะโหลกศีรษะของ โฮโมอีเรกตัสที่ เกาะคาจังหวัดลำปาง แมวานักวิชาการสวนใหญไมยอมรับวาการคนพบเหลานี้นาเชื่อถือก็ตาม ฟอสซิลกะโหลกนี้เทียบไดกับฟอสซิลกะโหลกศีรษะของมนุษย Sangiran II ที่พบในเกาะชวา(มนุษย ชวา) ซึ่งมีอายุ 400,000 - 800,000 ป เชนเดียวกับมนุษยปกกิ่งนอกจากนี้ก็ยังมีการคนพบ เครื่องมือหินที่มีอายุราว 40,000 ปถูกคนพบที่เพิงผาถ้ำลอดในจังหวัดแมฮองสอน ความเกี่ยวของกับคนไทยสมัยใหม หลักฐานทางพันธุกรรมยืนยันวาคนไทยในปจจุบันไมไดสืบสายเลือดตอมาจากมนุษยลำปาง นอกจากนี้นักพันธุศาสตรก็ยังไดพิสูจนอีกวาไมมีการผสมขามระหวางโฮโมอิเรกตัสกับมนุษยยุคใหมที่ อพยพมายังเอเชียอาคเนย ซึ่งสอดคลองกับ "ทฤษฎีกำเนิดมนุษยปจจุบันเร็วๆ นี้จากแอฟริกา" (Recent African origin of modern humans) ที่ระบุวามนุษยสมัยใหมรวมถึงคนไทยสืบเชื้อสายมา จากแอฟริกา 10,000 - 4,000 ปกอน: ยุคหินใหม ยุคหินใหม เปนชวงเวลาซึ่งแตเดิมถือเปนสวนสุดทายของยุคหิน มันเริ่มตนดวยการ แพรกระจายของการเพาะปลูกซึ่งทำใหเกิดการปฏิวัติยุคหินใหม และจบลงเมื่อเครื่องมือโลหะ แพรหลายในยุคสำริดหรือไมก็พัฒนาขามไปสูยุคเหล็กโดยตรง ตามลักษณะทางภูมิศาสตรของแตละ พื้นที่ นอกจากนี้นักโบราณคดียังพบการเปลี่ยนแปลงของอาหารการกินซึ่งตามมาดวยการเลี้ยงสัตวซึ่ง เปนผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล การขุดคนทางโบราณคดีเมื่อไมนานมานี้ชี้ใหเห็นวาการปลูกขาวเขาสูตอนกลางของประเทศ ไทยโดยการยายถิ่นฐานของสังคมเกษตรกรรมที่ปลูกขาวเมื่อประมาณ 4,000 ปกอน


2 วัฒนธรรมยุคหินใหมปรากฏในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเชน แมฮองสอน กาญจนบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี เมื่อประมาณ 9,000 ปกอนคริสตศักราช พวกเขาเริ่มจากการหาของปา ซึ่งจะพัฒนา ไปสูการทำเกษตรกรรม หลักฐานจากตอนใตของประเทศไทยแสดงใหเห็นวามีการทำนาขาวตั้งแต 2500 - 2200 ปกอน อยางไรก็ตามนักวิชาการไดหารือกันเมื่อเร็วๆ นี้ถึงความเปนไปไดของการทำ นาขาวในคาบสมุทรภาคใตของประเทศไทย เกษตรกรรมในยุคหินใหมในยุคแรกถูกจำกัดอยูเพียงพืชผลและสัตวไมกี่ชนิดทั้งในพืชปาและ พืชบาน ซึ่งรวมถึงพลู ถั่ว พริกไทย แตงกวา ตลอดจนการเลี้ยงวัวและหมู มีการใชเครื่องปนดินเผา การตั้งถิ่นฐานของผูอยูอาศัยทั้งถาวรและชั่วคราวเริ่มตนขึ้น การปรับปรุงพันธุพืชและสัตวเกิดขึ้นแยกกันในหลายสวนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต นำไปสู วัฒนธรรมยุคหินใหมที่มีความโดดเดนในระดับภูมิภาค ซึ่งเกิดขึ้นโดยอิสระตอแหลงวัฒนธรรมอื่นๆ ใน โลก การตั้งถิ่นฐานยุคหินใหมในประเทศไทย ถ้ำผีแมน ถ้ำผีแมนเปนแหลงโบราณคดีใน อำเภอปางมะผา จังหวัดแมฮองสอน เปนที่อยูอาศัยของนัก หาของปาลาสัตวชาวหัวบิเนียน (Hoabinhian) จาก เวียดนามเหนือ ในชวง 9000 - 5500 ปกอน คริสตศักราช พื้นที่นี้อยูสูงจากระดับน้ำทะเล 650 เมตร บนเนินเขามองเห็นแมน้ำสาละวิน ถ้ำแลงกำนัน ถ้ำแลงกำนันเปนแหลงโบราณคดีในอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี อยูบนที่สูงหินปูน หัน หนาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยูสูงจากระดับน้ำทะเล 110 เมตร และอยูหางจากแมน้ำแคว นอย 4 กิโลเมตร จากการวิเคราะหซากสัตวในถ้ำ เชื่อกันวาถ้ำแหงนี้เปนหนึ่งในที่พักชั่วคราวหลาย แหงของนักหาของปาลาสัตวที่แวะเวียนมาตามฤดูกาล มันใชตั้งแตปลายสมัยไพลสโตซีนจนถึงยุคโฮโล ซีนตอนตน วังโพธิ์ วังโพธิเปนแหลงโบราณคดีใน อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ทางตะวันตกของประเทศ ไทย มีอายุตั้งแต 4,500 ถึง 3,000 ปกอนคริสตศักราช มีการคนพบเครื่องมือหินจำนวนมากในถ้ำ และตามแมน้ำในภูมิภาคนี้ตั้งแต สงครามโลกครั้งที่ 2 บานเชียง บานเชียง. ยุคกอนประวัติศาสตร บานเชียงเปนแหลงโบราณคดีใน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี การระบุอายุของ โบราณวัตถุโดยใชเทคนิคเทอรโมลูมิเนสเซนส พบวาถูกสรางขึ้นเมื่อราว 4,420-3,400 ปกอนคริสต ศักราช หลุมศพที่เกาแกที่สุดที่คนพบไมปรากฏการมีอยูของทองสัมฤทธิ์ จึงสรุปไดวาถูกสรางขึ้นในยุค หินใหม สวนหลุมศพที่พึ่งคนพบนั้นถูกสรางขึ้นในยุคเหล็ก


3 โคกพนมดี โคกพนมดีตั้งอยูทางตะวันออกของประเทศไทยใกลกับที่ราบน้ำทวมถึงแมน้ำบางปะกงใน จังหวัดชลบุรี พื้นที่นี้ถูกใชอยูอาศัยตั้งแต 2000 - 1500 ปกอนคริสตศักราช การขุดคนพบวามีการ ฝงศพเกิดขึ้น 7 ระยะ รวมหลุมศพ 154 หลุม ซึ่งพบซากทางโบราณคดีมากมาย เชน ปลา ปู เตาไฟ หลุมศพ และศพของผูใหญกับทารก จากการวิเคราะหการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติในการเก็บศพและไอโซโทปของสตรอนเซียม คารบอน และออกซิเจนที่พบในซากฟน นักโบราณคดีไดตรวจสอบความเปนไปไดของการควบรวม ระหวางวัฒนธรรมเกษตรกรรมที่ดอนกับวิถีชีวิตนักหาของปาลาสัตวของโคกพนมดี การศึกษา ไอโซโทปแสดงใหเห็นวาในระยะกอนหนานี้ ผูหญิงที่อาศัยอยูในพื้นที่ดังกลาวอพยพมาจากทั้งพื้นที่ ทางบกและชายฝง ในขณะที่ผูชายถูกเลี้ยงและเติบโตขึ้นในบริเวณดังกลาวตั้งแตแรก การปรับตัวเขา ทองถิ่นของผูอพยพเกิดขึ้นในชวงระยะที่ 4 เปนตนไป โดยมีการปลูกขาวเพิ่มขึ้นในชวงเวลาเดียวกัน เขารักเกียรติ เขารักเกียรติ อยูในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ภาคใตของประเทศไทย ถ้ำแหงนี้ถูกขุดขึ้นมา โดยกรมศิลปากรเมื่อป พ.ศ. 2529 และเผยใหเห็นเซรามิกยุคหินใหม เครื่องมือหิน และซากโครง กระดูกมนุษย 2,500 ปที่แลว: ยุคสำริด ยุคทองแดงและสำริด ยุคสำริด เปนชวงเวลาที่งานโลหะที่ทันสมัยที่สุดมีเพียงเทคนิคในการถลุงทองแดงและดีบุกที่ โผลขึ้นมาตามผิวโลก จากนั้นจึงผสมโลหะเหลานั้นเพื่อหลอสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ยังมีการกลาวอางวา สัมฤทธิ์ปรากฏขึ้นในประเทศไทยตั้งแตชวง 5000 ปกอนคริสตกาล การตั้งถิ่นฐานในยุคสำริดในประเทศไทย บานเชียง ในบานเชียงมีการคนพบวัตถุสำริดที่ถูกสรางขึ้นตั้งแต 2100 ปกอนคริสตกาล หลุมฝงศพที่ เกาแกที่สุดมีอายุประมาณ 2100 ปกอนคริสตกาล ที่ใหมที่สุดประมาณ 200 คริสตศักราช ยังมีการ คนพบเบาหลอมและเศษทองสัมฤทธิ์ในบริเวณนี้วัตถุสัมฤทธิ์นี้รวมไปถึง เคร่อืงประดับ หัวหอก ขวาน จอบ ตะขอ ใบมีด และกระดิ่งเล็กๆ 1,700 ปที่แลว: ยุคเหล็ก ยุคเหล็กเปนยุคที่เครื่องมือเครื่องใชตางๆถูกสรางขึ้นดวยเหล็กเปนสวนใหญ การทำเครื่องมือ จากเหล็กสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่นๆ บางแหง เชน วิธีการเพาะปลูกและการเลี้ยง สัตว ความเชื่อทางศาสนา หรือศิลปะ อยางไรก็ตามสังคมบางแหงไมไดเปนเชนนี้เสมอไป แหลงโบราณคดีในประเทศไทยเชน โนนนกทา ศูนยการทหารปนใหญลพบุรี ถ้ำองบะ และ บานดอนตาเพชร แสดงใหเห็นถึงรูปแบบการใชเหล็กในชวง 3,400 ถึง 1,700 ปกอน


4 การตั้งถิ่นฐานในยุคเหล็กในประเทศไทย โนนนกทา โนนนกทาเปนแหลงโบราณคดีในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย มีอายุตั้งแต 1420 ถึง 50 ปกอนคริสตศกัราช ศูนยการทหารปนใหญลพบุรี ศูนยการทหารปนใหญลพบุรีเปนแหลงโบราณคดีในอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีอายุตั้งแต 1225 ถึง 700 ปกอนคริสตศักราช ถ้ำองบะ ถ้ำองบะเปนแหลงโบราณคดีในอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ทางตะวันตกของประเทศ ไทย มีอายุตั้งแต 310 ถึง 150 ปกอนคริสตศักราช บานดอนตาเพชร บานดอนตาเพชรเปนโบราณสถานใน อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ทางตะวันตกของ ประเทศไทย มีอายุตั้งแต 24 ปกอนคริสตศักราช ถึงค.ศ. 276 โบราณวัตถุจำนวนมากที่พบในสุสาน สมัยคริสตศตวรรษที่ 4 ถูกนำมาจากอินเดีย เวียดนามและฟลิปปนส โดยการติดตอคาขายสิ่งประดิษฐ ดังกลาว ไดแก เครื่องประดับทรงหกเหลี่ยมแบน รูปปนหินรูปสิงโตและเสือขนาดเล็ก และภาชนะโลหะตางๆ ราชอาณาจักรไทย ประเทศไทย มีชื่ออยางเปนทางการวา ราชอาณาจักรไทย เปนรัฐชาติอันตั้งอยูในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต เดิมมีชื่อวา "สยาม" รัฐบาลประกาศเปลี่ยนชื่อเปนประเทศไทยอยางเปน ทางการตั้งแตป 2482 ประเทศไทยมีขนาดใหญเปนอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,120 ตาราง กิโลเมตร และมีประชากรมากเปนอันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 70 ลานคน มีอาณาเขตติดตอ กับประเทศพมาทางทิศเหนือและตะวันตก ประเทศลาวทางทิศเหนือและตะวันออก ประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันออก และประเทศมาเลเซียทางทิศใต กรุงเทพมหานครเปนศูนยกลางการบริหารราชการ แผนดินและนครใหญสุดของประเทศ และการปกครองสวนภูมิภาค จัดระเบียบเปน 76 จังหวัดแมจะ มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและประชาธิปไตยระบบ รัฐสภา ในป 2475 แตกองทัพยังมีบทบาทในการเมืองไทยสูง โดยมีรัฐประหารครั้งลาสุดในป 2557 พบหลักฐานการอยูอาศัยอยางตอเนื่องในอาณาเขตประเทศไทยปจจุบันตั้งแต 20,000 ป กอนคริสตกาล ชาวไทเริ่มอพยพเขาสูบริเวณนี้ในคริสตศตวรรษที่ 11 แลวเขามาตั้งแวนแควนตาง ๆ ที่สำคัญไดแก อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรลานนาและอาณาจักรอยุธยา นักประวัติศาสตรมักถือวา อาณาจักรสุโขทัยเปนจุดเริ่มตนของประวัติศาสตรไทย ตอมาอาณาจักรอยุธยาคอย ๆ เรืองอำนาจมาก ขึ้นจนเปนมหาอำนาจในภูมิภาคในปลายคริสตศตวรรษที่ 14 แทนจักรวรรดิเขมร อาณาจักรอยุธยา สามารถผนวกสุโขทัยเขาเปนสวนหนึ่งของตนได การติดตอกับชาติตะวันตกเริ่มดวยผูแทนทางทูตชาว โปรตุเกสในป 2054 การสงครามกับพมานำไปสูการเสียกรุงในป 2112 แตสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ทรงประกาศอิสรภาพในเวลา 15 ป อาณาจักรรุงเรืองอยางมากในรัชกาลสมเด็จพระ


5 นารายณมหาราช แตหลังจากนั้นคอย ๆ เสื่อมอำนาจโดยมีสาเหตุสวนหนึ่งจากการผลัดแผนดินที่มี การนองเลือดหลายรัชกาล จนสุดทายกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายสิ้นเชิงในป 2310 สมเด็จพระเจากรุง ธนบุรี ทรงรวบรวมแผนดินที่แตกออกเปนกกตาง ๆ และสถาปนาอาณาจักรธนบุรีที่มีอายุ 15 ป ความวุนวายในชวงปลายอาณาจักรนำไปสูการสำเร็จโทษพระองคโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟาจุฬาโลกมหาราช ปฐมราชวงศจักรีแหงกรุงรัตนโกสินทร ชวงตนกรุงรัตนโกสินทร อาณาจักรสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากชาติใกลเคียง แตหลัง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว เปนตนมา ชาติตะวันตกเริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคเปน อยางมาก นำไปสูการเขาเปนภาคีแหงสนธิสัญญาไมเปนธรรมหลายฉบับเริ่มจากสนธิสัญญาเบาวริง กระนั้น สยามไมตกเปนอาณานิคมของตะวันตกชาติใด มีการปรับใหสยามทันสมัยและรวมอำนาจ ปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว สยามเขารวมกับฝายสัมพันธมิตรใน สงครามโลกครั้งที่หนึ่งในป 2460 ในป 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสูระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขโดยไมเสียเลือดเนื้อ คณะราษฎรมีบทบาทนำ ทางการเมือง และในพุทธทศวรรษ 2480 นายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำเนิน นโยบายชาตินิยมเขมขน ระหวางสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเขากับฝายอักษะ แตฝายสัมพันธมิตรสวน ใหญไมยอมรับการประกาศสงคราม ในชวงสงครามเย็น ประเทศไทยเปนพันธมิตรกับสหรัฐซึ่ง สนับสนุนรัฐบาลทหาร รัฐประหารที่มีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชตเปนหัวหนาคณะในป 2500 นำ ประเทศเขาสูยุคเผด็จการทหารอยางเบ็ดเสร็จ รัฐบาลฟนฟูพระราชอำนาจและดำเนินนโยบายตอตาน คอมมิวนิสตในภูมิภาค ผลของเหตุการณ 14 ตุลา 2516 ทำใหเกิดประชาธิปไตยระบบรัฐสภาชวง สั้น ๆแตหลังจากเหตุการณ 6 ตุลา และรัฐประหารป 2519 ทำใหประเทศไทยกลับเขาสูเผด็จ การทหารและ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกในป 2531 หลังพุทธทศวรรษ 2540 มีวิกฤตการเมืองระหวางฝายที่สนับสนุนและตอตานอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรมาจนปจจุบัน รวมทั้งเกิดรัฐประหารสองครั้ง โดยครั้งลาสุดเกิดในป 2557 รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันเปนฉบับที่ 20 ประกาศใชเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ประเทศไทยเปนสมาชิกสหประชาชาติ เอเปก และเปนผูรวมกอตั้งอาเซียน ประเทศไทยเปน พันธมิตรของสหรัฐตั้งแตสนธิสัญญาซีโตในป 2497 ถือเปนประเทศอำนาจนำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตและประเทศอำนาจปานกลางในเวทีโลก:104 ประเทศไทยเปนประเทศที่มีรายได ปานกลาง-สูงและประเทศอุตสาหกรรมใหม มีรายไดหลักจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ การ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำใหมีการอพยพเขาสูเมืองในคริสตศตวรรษที่ 20 ตามประมาณการในป 2562 จีดีพีของประเทศไทยมีมูลคาราว 516,662 ลานดอลลารสหรัฐ นับวาเศรษฐกิจไทยเปน เศรษฐกิจใหญสุดเปนอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตและใหญเปนอันดับที่ 25 ของโลก ชาวตางชาติเรียกอาณาจักรอยุธยาวา "สยาม" เมื่อราวป 2000 ยอรช เซเดส นัก ประวัติศาสตรชาวฝรั่งเศส เขียนวามีการพาดพิงทาสหรือเชลยศึกซีเอม (Syam) ในจารึกอาณาจักร จามปาในคริสตศตวรรษที่ 11: 190–191, 194–195 ทวาคนไทยไมเคยเรียกตนเองวา "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" เลย สวนคำวา "คนไทย" นั้น จดหมายเหตุลาลูแบรไดบันทึกไวชัดเจนวา ชาวอยุธยา เรียกตนเองเชนนั้นมานานแลว เดิมประเทศไทยเคยใชชื่อวา สยาม มาแตรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว โดย ปรากฏใชเปนชื่อประเทศชัดเจนในป 2399 ตอมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยรัฐนิยม ฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศ พรอมกับ


6 เรียกประชาชน และสัญชาติจาก "สยาม" มาเปน "ไทย" ซึ่งจอมพล ป. ตองการบอกวาดินแดนนี้เปน ของชาวไทยมิใชของเชื้อชาติอื่นตามลัทธิชาตินิยมในเวลานั้น ตอมามีการเปลี่ยนชื่อประเทศกลับเปน สยามอีกชวงสั้น ๆ เมื่อป 2488 และเปลี่ยนกลับมาใชวาไทยอีกครั้งเมื่อป 2491 ซึ่งเปนชวงสมัย รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาเปนนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ยังเปลี่ยนจาก "Siam" ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เปน "Thaïlande" ในภาษาฝรั่งเศส และ "Thailand" ใน ภาษาอังกฤษอยางในปจจุบัน อยางไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเปนที่รูจักกันอยางแพรหลายทั้งในและ ตางประเทศ ในความหมายอยางเครงครัด คำวา "ไทย" หมายถึงประเทศไทยในชวงหลังการเปลี่ยนชื่อ ประเทศหลังป 2482 โดยเวนชวงสั้น ๆ ที่เปลี่ยนกลับไปเปนชื่อ "สยาม" ระหวางป 2488–91 ดังกลาวขางตน ทวาในความหมายอยางกวาง คำวา "ไทย" อาจใชหมายถึงราชอาณาจักรทั้งหลายซึ่ง นักประวัติศาสตรกระแสหลักถือเปนราชธานีของคนไทยตั้งแตอาณาจักรสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน พระมหากษัตริยไทย สมัยสุโขทัย 1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อูทอง) 712-731 1893-1912 1350-1369 (20 ป) 2 สมเด็จพระราเมศวร 731-732 1912-1913 1369-1370 ครั้งที่1 ไมถึง 1 ป) 3 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (พะงั่ว) 732-750 1913-1931 1370-1388 (18 ป) 4 พระเจาทองลัน (เจาทองจันท) 750-750 1931-1931 1388-1388 ครองราชยเพียง 7วัน ลำดับ รายพระนาม จุลศักราช พุทธศักราช คริสตศักราช รวมป ครองราช 1 พอขุนศรีอินทราทิตย (พอขุนบางกลาง หาว) 531-641 1792-1822 1249-1279 (30 ป) 2 พอขุนบานเมือง 641-641 1822-1822 1279-1279 (1 ป) 3 พอขุนรามคำแหงมหาราช (พอขุนราม ราช) 641-660 1822-1841 1279-1298 (19 ป) 4 พระยาเลอไทย 660-685 1841-1866 1298-1323 (25 ป) 5 พระยางั่วนำถม 685-709 1866-1890 1323-1347 (24 ป) 6 พระมหาธรรมราชาที่1 (ลไิท) 709-730 1890-1911 1347-1368 (21 ป) 7 พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) 730-761 1911-1942 1368-1399 (31 ป) /(ชวง ตอ พ.ศ.1942- 3/ค.ศ.1399- 40?) 8 พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท) 761-781 1943-1962 1400-1419 (19 ป) /(ถา ใชจ.ศ.ลบกันจะ ได 20 ป?) 9 พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) 781-800 1962-1981 1419-1438 (19 ป) สมัยอยุธยา


7 ลำดับ รายพระนาม จุลศักราช พุทธศักราช คริสตศักราช รวมป ครองราช 5 สมเด็จพระราเมศวร 750-757 1931-1938 1388-1395 (ครั้งที่ 2, 7 ป) 6 สมเด็จพระรามราชาธิราช 757-771 1938-1952 1395-1409 (14 ป) 7 สมเด็จพระอินทราธิราช (เจานคร อินทร) 771-786 1952-1967 1409-1424 (15 ป) 8 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจา สามพระยา) 786-810 1967-1991 1424-1448 (24 ป) 9 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 810-850 1991-2031 1448-1488 (40 ป) 10 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 850-853 2031-2034 1488-1491 (3 ป) 11 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระ เชษฐาธิราช) 853-891 2034-2072 1491-1529 (38 ป) 12 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หนอ พุทธางกูร) 891-895 2072-2076 1529-1533 (4 ป) 13 พระรัษฎาธิราช 895-895 2076-2076 1533-1533 ครองราชย 4 เดือน 14 สมเด็จพระไชยราชาธิราช 895-908 2076-2089 1533-1546 (13 ป) 15 พระยอดฟา (พระแกวฟา) 908-910 2089-2091 1546-1548 (2 ป) 16 ขุนวรวงศาธิราช (ไมไดรับการยกยอง เทียบเทาพระองคอื่น) 910 2091 1548 (42 วัน) 17 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(พระเจา ชางเผือก) 910-930 2091-2111 1548-1568 ( 20ป) 18 สมเด็จพระมหินทราธริาช 930-931 2111-2112 1568-1569 (1 ป) เสียกรุง ครั้งที่ 1 19 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช 931-952 2112-2133 1569-1590 (21 ป) 20 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กูชาติ) 952-967 2133-2148 1590-1605 (15 ป) 21 สมเด็จพระเอกาทศรถ 967-972 2148-2153 1605-1610 (5 ป) 22 พระศรเีสาวภาคย 972-973 2153-2154 1610-1611 ไมครบป  23 สมเด็จพระเจาทรงธรรม 973-990 2154-2171 1611-1628 (17 ป) 24 สมเด็จพระเชษฐาธิราช 990-991 2171-2172 1628-1629 (1 ป) 25 พระอาทิตยวงศ 991-991 2172-2172 1629-1629 ครองราชย 36 วัน 26 สมเด็จพระเจาปราสาททอง 991-1018 2172-2199 1629-1656 (27 ป) 27 สมเด็จเจาฟาไชย 1018-1018 2199-2199 1656-1656 (2 วัน) 28 สมเด็จพระศรสีธุรรมราชา 1018-1018 2199-2199 1656-1656 ครองราชย3 เดือน 29 สมเด็จพระนารายณมหาราช 1018-1050 2199-2231 1656-1688 (32 ป) 30 สมเด็จพระเพทราชา 1050-1065 2231-2246 1688-1703 (15ป) 31 สมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 (พระเจา เสือ) 1065-1070 2246-2251 1703-1708 (5 ป) 32 สมเด็จพระสรรเพชญที่ 9 (สมเด็จพระ เจาทายสระ) 1070-1094 2251-2275 1708-1732 (24 ป)


8 ลำดับ รายพระนาม จุลศักราช พุทธศักราช คริสตศักราช รวมป ครองราช 33 สมเด็จพระเจาอยหู ัวบรมโกศ 1094-1120 2275-2301 1732-1758 (26 ป) 34 สมเด็จพระเจาอุทุมพร (ขุนหลวงหา วัด) 1120-1120 2301-2301 1758-1758 ครองราชย 2 เดือน 35 สมเด็จพระเจาอยหู ัวพระที่นั่งสรุยิาสน อมรินทร (พระเจาเอกทัศน, ขุนหลวง ขี้เรื้อน) 1120-1129 2301-2310 1758-1767 (9 ป) เสียกรุง ครั้งที่ 2 สมัยธนบุรี 1 สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช 1129-1144 2310-2325 1767-1782 15ป สมัยรัตนโกสินทร 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจฬุา โลกมหาราช 1-27 2325-2352 1782-1809 (27 ป) 2 สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย 27-42 2352-2367 1809-1824 (15 ป) 3 สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว 42-68 2367-2393 1824-1850 (26 ป) 4 สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว 68-86 2393-2411 1850-1868 (18 ป) 5 สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู ัว 86-128 2411-2453 1868-1910 (42 ป) 6 สมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว 128-143 2453-2468 1910-1925 (15 ป) 7 สมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู ัว 143-152 2468-2477 1925-1935 (9 ป- ที่เปน 1935 เนื่องจากเวลา นั้นใหเริ่มป เมื่อ 1 เมษายน) 8 สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล 152-164 2477-2489 1935-1946 (12 ป) (นับจริง ได 11 ป 6 เดือน) 9 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุย เดช 164-234 2489-2559 1946-2016 70ป 10 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดศีรสีนิทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกลาเจาอยูหัว 234-ปจจุบัน 2559-ปจจุบัน 2016-ปจจุบัน -


9 พระมหากษัตริยสมัยรัตนโกสินทรตั้งแตรัชกาลที่ 1-10 ธงประเทศไทยตั้งแตสมัยกอนจนถึงปจจุบัน ๒๘ กันยายน วันพระราชทานธงชาติไทย กำเนิดธงสยาม ประวัติศาสตรการใชธงเปนสัญลักษณของประเทศไทย สามารถสืบไดแตเพียงความวา มีการ ใชธงสำหรับเปนเครื่องหมายของกองทัพกองละสีและใชธงสีแดงเปนเครื่องสำหรับเรือกำปนเดินทะเล ทั่วไปมาแตสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี และยังไมมีธงชาติไวใชดังที่เขาใจในปจจุบัน ในพระนิพนธของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไดกลาวตามความ ในจดหมายเหตุตางประเทศแหงหนึ่งวา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช แหงกรุงศรีอยุธยา เรือ คาขายของฝรั่งเศสลำหนึ่งไดเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึงที่ปอมวิชัยประสิทธิ์ของไทยไววา “ปกติคนตางชาติที่ลองมาทางเรือจะไปอยุธยา ตองผานเจาพระยา ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่ ปอมวิไชยเยนทร หรือปอมฝรั่ง เพราะพระยาวิชเยนทร เกณฑแรงงานฝรั่งมาสรางไว ปจจุบันคือ ปอม วิไชยประสิทธิ์ ตั้งอยูปากคลองบางกอกใหญ ปกติเรือสินคาสำคัญ เรือที่มากับราชทูตที่จะผานตองมี ธรรมเนียมประเพณีคือ ชักธงประเทศของเขาบนเรือ เพื่อแสดงสัญลักษณวา มาถึงแลว เมื่อเรือ ฝรั่งเศสชักธงชาติของตัวเองขึ้น ฝายสยามยิงสลุตคำนับตามธรรมเนียม ซึ่งขณะเดียวกันสยามเองตอง ชักธงขึ้นดวย เพื่อตอบกลับวา ยินดีตอนรับ แตตอนนั้นทหารประจำปอมวิไชยเยนทรไมเคยพบ ประเพณีแบบนี้ และสยามไมมีธงสัญลักษณที่ใชเปนธงชาติมากอน จึงควาผาที่วางอยูแถวนั้น ซึ่งดัน หยิบธงชาติฮอลันดาชักขึ้นเสาแบบสงเดช เมื่อทหารฝรั่งเศสเห็นก็ตกใจไมยอมชักธงและไมยอมยิง สลุต จนกวาจะเปลี่ยน เพราะการที่ไดชักเอาธงชาติฮอลันดา (ปจจุบันคือประเทศเนเธอรแลนด) ซึ่งใน ขณะนั้นฝรั่งเศสกับฮอลันดาเปนศัตรูกัน) ฝายไทยไดแกปญหาโดยชักผาสีแดงขึ้นแทนธงชาติฮอลันดา ฝรั่งเศสจึงยอมยิงสลุตคำนับตอบ เหตุการณดังกลาวจึงถือกันวาเปนจุดเริ่มตนของประวัติศาสตรธง


10 ชาติไทย โดยทหารสยามประจำปอมก็เปลี่ยนเปนผาสีแดงที่หาไดในตอนนั้น และตนกำเนิดธงก็เริ่มขึ้น นับจากนั้น ธงที่ใชไมวาจะใชบนเรือหลวง เรือราษฎร ใชบนปอมประจำการก็ลวนเปนสีแดง” รัชกาลที่ ๑ – ๓ ในสมัยตนกรุงรัตนโกสินทร ทั้งเรือหลวงและเรือคาขายของเอกชนยังคงใชธงสีแดงลวนเปน เครื่องหมายเรือสยาม จึงไดมีการนำสัญลักษณตาง ๆ มาประดับบนธงพื้นสีแดงเพิ่มเติมเพื่อใชเปนธง สำหรับเรือหลวง ในกฎหมายธงสมัยรัชกาลที่ ๕ ไดกลาววา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬา โลก ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธงแดง สำหรับใชเปนธงของเรือหลวง” สาเหตุที่พระองคกำหนดใหใช “จักร” ลงไวกลางธงผาพื้นแดงสำหรับชักในเรือกำปนหลวง เพื่อแสดง ความแตกตางระหวางเรือของพระมหากษัตริย กับเรือของราษฎรสยาม ที่ใชธงผาพื้นแดงเกลี้ยง ตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองคทรงไดชางเผือกเอก ๓ ชาง คือพระยาเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ นับเปนเกียรติยศยิ่งตอแผนดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเพิ่มรูปชางเขาภายในวงจักรของเรือหลวงไวดวย อันมีความหมายวา พระเจาแผนดินอันมีชางเผือก แตธงชางอยูในวงจักรใชแตเรือหลวงเทานั้น เรือพอคายังคงใชธงแดง ตามเดิม รัชกาลที่ ๔ – พุทธศักราช ๒๔๕๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ประเทศไทยมีการทำสนธิสัญญากับชาติ ตะวันตกมากขึ้น อันเปนผลตอเนื่องจากการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับสหราชอาณาจักรในพุทธศักราช ๒๓๙๘ พระองคจึงมีพระราชดำริวา สยามจำเปนตองมีธงชาติใชตามธรรมเนียมชาติตะวันตก จึงทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหใชธงพื้นสีแดงมีรูปชางเผือกเปลาอยูตรงกลางเปนธงชาติสยามแตเอารูปจักร ออก เนื่องจากมีเหตุผลวา จักรเปนเครื่องหมายเฉพาะพระองคพระมหากษัตริยและธงพื้นสีแดงที่ เอกชนสยามใชทั่วไปซ้ำกับประเทศอื่นในการติดตอระหวางประเทศ ธงนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหใชไดทั่วไปทั้งเรือหลวงและเรือเอกชน แตเรือหลวงนั้นทรงกำหนดใหใชพื้นเปนสีน้ำเงินขาบชักขึ้นที่ หัวเรือ เพื่อเปนเครื่องหมายสำหรับแยกแยะวาเปนเรือหลวงดวย ธงนี้มีชื่อวา ธงเกตุ (ตอมาได วิวัฒนาการมาเปนธงฉานของกองทัพเรือไทยในปจจุบัน ตอมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ ธงที่ใชกับเรือหลวง ถูก ปรับรูปแบบอีกครั้ง จากชางสีขาวธรรมดา ปรับใหเปน “ชางทรงเครื่องยืนแทน” หันหนาเขาขางเสา เนื่องจากชางเผือกเปรียบเปนเครื่องแทนตัวของพระมหากษัตริยแลว ดังนั้นการปรับใหชางทรงเครื่อง ยืนแทน จึงเพื่อความสงางามและเหมาะสมกับชั้นของพระมหากษัตริย ธงแดงขาว ๕ ริ้ว (พุทธศักราช ๒๔๕๙) ธงชางเผือกเปลาไดใชเปนธงชาติสยามสืบมาจนกระทั่งในปพุทธศักราช ๒๔๕๙ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ไดเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองอุทัยธานี ซึ่ง ขณะนั้นประสบเหตุอุทกภัยและทอดพระเนตรเห็นธงชางของราษฎรซึ่งตั้งใจรอรับเสด็จไวถูกติดกลับ หัว เนื่องจากในยุคนั้นถือวาธงชาติหายาก ราคาแพง เพราะตองสั่งทำจากตางประเทศ ชาวบานตอง เก็บรักษา ขณะเดียวกันพระเจาแผนดินนานๆ ถึงเสด็จที ทำใหชาวบานที่ชักธงสูเสาไมทันระวัง ชักธง กลับหลัง ปรากฏภาพชางหงายทอง พระองคจึงมีพระราชดำริวา ธงชาติตองมีรูปแบบที่สมมาตรเพื่อ


11 ไมใหเหตุการณเชนนี้เกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ มีพระราชดำริวา ธงชางทำยากและไมใครไดทำแพรหลาย ในประเทศ โดยธงชางที่ขายตามทองตลาดนั้นมักจะเปนธงที่ผลิตจากตางประเทศและประเทศที่ทำไม รูจักชาง ดังนั้น รูปรางของชางที่ปรากฏจึงไมนาดู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเปลี่ยนรูปแบบธง ชาติอีกครั้ง โดยเปลี่ยนเปนธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผา มีแถบยาวสีแดง ๓ แถบ สลับกับแถบสีขาว ๒ แถบ ซึ่งเหมือนกับธงชาติไทยในปจจุบัน แตมีเพียงสีแดงสีเดียว ซึ่งธงนี้เรียกวา ธงแดงขาว ๕ ริ้ว (ชื่อใน เอกสารราชการเรียกวา ธงคาขาย) ทั้งนี้ สำหรับหนวยงานราชการของรัฐบาลสยามยังคงใชธง ชางเผือกเปนสัญลักษณ แตใชรูปชางเผือกแบบทรงเครื่องยืนแทน ซึ่งแตเดิมธงนี้เปนธงสำหรับเรือ หลวงมาตั้งแตพุทธศักราช ๒๔๔๐ และมีฐานะเปนธงราชการอยูกอนแลวตั้งแตพุทธศักราช ๒๔๕๓ ธงไตรรงค (พุทธศักราช ๒๔๖๐ – ปจจุบัน) ลวงมาถึงพุทธศกัราช ๒๔๖๐ แถบสีแดงที่ตรงกลางธงคาขายไดเปลี่ยนเปน สีน้ำเงินขาบ หรือ สีน้ำเงินเขมเจือมวงดังปรากฏอยูในปจจุบัน เหตุที่รัชกาลที่ ๖ ทรงเลือกสีนี้ สาเหตุหนึ่งมากจากการที่ ทรงไดรับแรงบันดาลใจจากการที่พระองคทรงอานหนังสือพิมพกรุงเทพเดลิเมล ฉบับภาษาอังกฤษ ที่ เผยแพรเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๖๐ มีผูเขียนเรื่องธงใชนามปากกาวา “อะแควเรียส” มีสาระวา “ธงหาริ้วสวยงามดี แตหากจะใหดีนาจะมีสีน้ำเงินใสเขาไปดวย เพราะสีน้ำเงิน เปนสีแสดงถึงสถาบัน พระมหากษัตริยในนานาประเทศ” อีกทั้งการที่พระองคไดเลือกสีนี้เพราะสีขาบเปนสีประจำพระองค ที่โปรดมาก เนื่องจากเปนสีประจำวันพระราชสมภพคือวันเสาร ตามคติโหราศาสตรไทย และอีก ประการหนึ่ง สีน้ำเงินยังแสดงถึงชัยชนะและความเปนหนึ่งเดียวของฝายสัมพันธมิตรในสงครามโลก ครั้งที่หนึ่ง เชน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เปนตน ซึ่งใชสีแดง ขาว น้ำเงินเปนสีในธง ชาติเปนสวนใหญดวย พระองคจึงทรงประดิษฐธงชาติใหมโดยนำสีน้ำเงินเปนสีที่ถูกโฉลกกับพระองค เพราะทรง พระราชสมภพวันเสาร แตครั้นจะเติมใหเปนสีมวงตามสีวันพระราชสมภพ พระองคจึงลองผสมสีมวง เขากับสีน้ำเงิน และไดออกมาเปนมีใหม คือ สีขาบ ที่มีลักษณะน้ำเงินเขมอมมวง พระองคจึงออกแบบ ธงชาติใหมใหเปนแบบ ๕ ริ้วโดยมีสีขาบอยูตรงกลาง ขนาบดวยสีขาว และตอดวยสีแดง และพระองค ทรงพระราชทานชื่อเรียกวา “ธงไตรรงค” พรอมความหมาย สีแดงหมายถึงเลือดอันยอมพลีเพื่อธำรง รักษาชาติและศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย และ สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แหงศาสนา ธงชาติแบบใหมนี้ไดปรากฏตอสายตาชาวโลกครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งกองทหาร อาสาของไทยไดใชเชิญไปเปนธงไชยเฉลิมพลประจำหนวย อยางไรก็ตาม ภายหลังใชธงไตรรงคไปแลว ๑๐ ป มีแนวคิดจะปรับรูปแบบของธงชาติไทยอีก ครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ มีเจานายหลายพระองคอยากให กลับไปใชธงชางเผือก ธงจักรี เหมือนเดิม จนถึงขั้นมีการเขียนขอความดูหมิ่นดูแคลนวาธงไทยเหมือน ฝรั่งเกินไป จะเปนเมืองขึ้นของประเทศอื่น นกระทั่งในปพุทธศักราช ๒๔๗๐ รัชกาลที่ ๗ มีพระราชดำริวา ธงชาติไทยไดมีการ เปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งแลว ควรหาขอกำหนดเรื่องธงชาติใหเปนการถาวร จึงทรงพระกรุณาโปรด เกลาฯ ใหมีพระราชบันทึก พระราชทานไปยังองคมนตรี เพื่อใหเสนอความเห็นของคนหมูมากวา จะ คงใชธงไตรรงคดังที่ใชอยูเปนธงชาติตอไป หรือจะกลับไปใชธงชางแทน หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ลักษณะธงชาติ กับวิธีใชธงไตรรงคอยางไร ผลปรากฏวาความเห็นขององคมนตรีแตกตางกระจายกัน


12 มาก จึงมิไดกราบบังคมทูลขอชี้ขาด ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหมีพระบรมราชวินิจฉัยลง วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๗๐ ใหคงใชธงไตรรงคเปนธงชาติตอไป หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปพุทธศักราช ๒๔๗๕ รัฐบาลตาง ๆ ยังคงรบัรองใหใชธง ไตรรงคเปนธงชาติอยูเชนเดิม โดยมีการออกพระราชบัญญัติธงฉบับ พุทธศักราช ๒๔๗๙ เปนกฎหมาย รับรองฐานะของธงไตรรงคและหลังจากเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเปนไทยในปพุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลตาง ๆ ก็ยังคงรับรองใหใชธงไตรรงคเปนธงชาติอยูเชนเดิม และรับรองมาจนถึงปจจุบัน โดยมี การออกพระราชบัญญัติธงฉบับ พุทธศักราช ๒๕๒๒ เปนกฎหมายรับรองฐานะของธงไตรรงค ตอมาวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ประชุมซึ่งนำโดย พลเอก ประวิตร วงษสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทน นายกรัฐมนตรีไดมีมติเห็นชอบใหวันที่ ๒๘ กันยายน ของทุกปเปน วันพระราชทานธงชาติไทย โดยให เริ่มในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๐ เปนปแรก แตไมถือเปนวันหยุดราชการ ตัวอยางธงชาติตั้งแตอดตี-ปจจุบัน


13


ค บรรณานุกรม สารานุกรมออนไลน วิกิพีเดีย. (2566). ประวัติศาสตรไทย. [ออนไลน]. ไดจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ประวัติศาสตรไทย [สืบคนเมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม 2566]. สารานุกรมออนไลน วิกิพีเดีย. (2566). ประเทศไทย. [ออนไลน]. ไดจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศไทย [สืบคนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566]. ภาพยนตรประวัติศาสตร. ลำดับพระมหากษัติรย . [ออนไลน]. ไดจาก : http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538609183 &Ntype=9 [สืบคนเมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม 2566]. สารานุกรมออนไลน วิกิพีเดีย. (2566). ธงชาติไทย. [ออนไลน]. ไดจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติไทย [สืบคนเมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม 2566].


ประวัวั วั ติ วั ติ ติศติ าสตร์ร์ ร์ไร์ ทย จัดทำ โดย ด.ญ.ปาณิสรา ศรีระวัตร


Click to View FlipBook Version