1 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและ พระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือก าเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค า เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือต าบลรุมมินเด ประเทศเนปาล ) การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการท านายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บ าเพ็ญฌานอยู่ใน ป่าหิมพานต์ซึ งเป็นที ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “ หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จ านวน ๑๐๘ คน เพื อมาท านายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความส าเร็จ สมประสงค์ทุกสิ งทุกอย่างที ตนตั้งใจจะท า” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที ทรงวิทยาคุณ ประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื อท านายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ท านายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออก ผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ท านายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็น บรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “ เมื อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็น ประเพณีของผู้ที เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดี โคต มีซึ งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมี พระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในส านักอาจารย์วิศวามิตร ซึ งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้น ต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์
2 อภิเษกสมรส ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั นคงที จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็น พระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมส าราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่ พระราชโอรสเพื อผูกพระทัยให้มั นคงในทางโลก เมื อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระราชด าริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตร งดงามขึ้น ๓ หลัง ส าหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมส าราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามล าดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่าง ยิ ง เมื อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิด แล้ว , เครื องจองจ าเกิดแล้ว “ ออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั งพร้อมด้วยสุขสมบัติ มหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที จะเป็นเครื องน า ทางซึ งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ ที จทรงออกผนวช เพื อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตาย เกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ าอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่ง แม่น้ าอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะน าเครื องอาภรณ์ และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ เข้าศึกษาในส านักดาบส ภายหลังที ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้น จึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็น พระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื อบ าเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบ าเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่ พระเจ้าพิมพิสาร การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในส านักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ใน ส านักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน
3 วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในส านักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ส าหรับฌานที ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะ ก าลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื อครั้งทรงพระเยาว์ เมื อส าเร็จการศึกษาจากทั้งสองส านักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ าเนรัญชรา ที ต าบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ บ าเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร “ หมายถึง สิ งที ท าได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระท ากิจที ท าได้ยาก ได้แก่การบ าเพ็ญ เพียรเพื อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนใน ส านักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ าเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบ าเพ็ญทุกรกิริยา คือการบ าเพ็ญ อย่างยิ งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบ าเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจาก ทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบ าเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื อบ ารุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที พระมหาบุรุษทรงบ าเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้ แล้วพวกตนจะได้รับการสั งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบ าเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ ประทับอยู่ตามล าพังในที อันสงบเงียบ ปราศจากสิ งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติด าเนินทางสาย กลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั นเอง ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปีนางสุชาดาได้น าข้าวมธุปายาสเพื อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ ริมฝั่งแม่น้ าเนรัญชรา ทรงวางถาดทองค าบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานช าระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้า กาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาด ทองค าขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองค าใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ าไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองค าใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ าเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองค าลงไปใน แม่น้ า ถาดทองค าลอยตัดกระแสน้ าไปจนถึงกลางแม่น้ าเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ าขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที กระแสน้ าวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที ประทับ คนหาบหญ้าชื อโสตถิยะ ได้ถวายหญ้าปูลาดที ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิต อธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษ
4 แล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงส ารวมจิตให้ สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั นไม่หวั นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื อปุพเพนิวา สานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรง น้อมพระทัยไปเพื อจูตุปาตญาณ ( ญาณก าหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั งรู้ในธรรมเป็นที สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสว สมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกาม สวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่ จบพรหมจรรย์แล้ว ท ากิจที ควรท าเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื นเพื อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั นคือพระองค์ทรงบรรลุ วิชชาที ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที พระองค์ทรงบ าเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปีพระธรรมอันประเสริฐที พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ประกาศพระศาสนาครั้งแรก เมื อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงร าพึงว่า ธรรมะที พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากส าหรับคนทั วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที จะไม่ประกาศ ธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือน ดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที สามารถรู้ทั วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จ ไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค า เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกใน พระพุทธศาสนา ทรงปรินิพาน พระพุทธเจ้าทรงบ าเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจ าพรรษาสุดท้าย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรง พระด าเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไป ทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ งเคยเป็นที ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จ ต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรง พระประชวรหนักอย่างยิ ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมือง กุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที เป็นพระอรหันต์และปุถุชน
5 พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั วหมื นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระ ด ารัสครั้งส าคัญว่า “ โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา ” อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของ เธอทั้งหลาย เมื อเราล่วงลับไปแล้ว “ และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้น ไปและเสื อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงท าความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “ แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่ค าสั งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ ล่วงลับไปด้วยไม่ ค าสั งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื องน าบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ งคุณค่า ยิ งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั นเอง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที เป็นพระอรหันต์และมิใช่ พระอรหันต์ได้ช่วยบ าเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั วประเทศอินเดีย และขยายออกไป ทั วโลก เป็นที ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื อถือได้และ เป็นศาสนาแห่ง สันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑.ปุพพณเห ปิณฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื อโปรดเวไนยสัตว์ ๒.สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที มาเข้าเฝ้า ๓.ปโทเส ภิกขุโอวาท ตอนหัวค าประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่ ๔.อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ ๕.ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโลกน ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที สามารถและไม่สามารถบรรลุ ธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที แม้ว่าหนทางจะล าบากเพียงใดก็ตาม ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาอเทวนิยมที มีอายุกว่า 2,500 ปี มีผู้นับถือเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน ทวีปเอเชีย โดยมีพระโคตมพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที พระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอน ไว้เป็นหลักค าสอนส าคัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ตัดสินใจออกบวชเพื อศึกษาปฏิบัติตนตามค าสั ง สอน ธรรม-วินัย ของพระบรมศาสดา เพื อบรรลุสู่จุดหมายคือพระนิพพาน และสืบทอดค าสอนของพระบรม ศาสดา รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย1 นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนา ยังประกอบค าสอนส าหรับการด ารงชีวิตที ดี งาม ส าหรับผู้ที ยังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ - อุบาสก และอุบาสิกา) ซึ งหากรวมประเภทบุคคลที ที นับถือและศึกษา ปฏิบัติตนตามค าสั งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจ าแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือที เรียกว่า พุทธบริษัท 4 ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง และเชื อใน ศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระท าของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ งตนเอง เพื อพาตัวเองออกจาก กอง ทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง ปัญญา ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการหลุดพ้น
6 จากความทุกข์ทั้งปวงและวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด เช่นเดียวกับที พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วย ก าลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของ พระเจ้าองค์ใด พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ ม ออกเผยแผ่ค าสอนในชมพูทวีป ตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที พระองค์ทรงสั งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก จนมีการรวบรวมขึ้น เป็นพระไตรปิฎก ซึ งเป็นหลักการส าคัญที ไม่มีการเปลี ยนแปลงมาตลอดของฝ่าย เถรวาท ที ยึดหลักไม่ยอม เปลี ยนแปลงค าสั งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที สอง ได้เกิดแนวคิดที เห็นต่าง ออกไป ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื อความอยู่รอดแห่งศาสนา พุทธ แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื อของ มหายาน ทั้งสองนิกายได้แตก นิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั วดินแดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่า วัชรยาน เป็นอีกนิกายหนึ ง แต่บ้างว่าเป็นส่วนหนึ งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่านั้นก็มีหลักพื้นฐานส าคัญของปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงหลักเดียวที เป็นค าสอนร่วมกันของคติพุทธ ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั วโลก โดยมีจ านวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชีย กลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั วโลก ประมาณ 700 ล้านคน ด้วยมีผู้นับถือในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล องค์ประกอบ พระรัตนตรัย คือ สรณะที พึ งอันประเสริฐในศาสนาพุทธ สรณะ หมายถึง สิ งที ให้ศาสนิกชนถือเอาเป็น แบบอย่าง หรือให้เอาเป็นตัวอย่าง แต่มิได้หมายความว่าเมื อเคารพแล้วจะดลบันดาลสิ งต่าง ๆ ตามต้องการได้ พระรัตนตรัยนั้นประกอบด้วยองค์สาม (ไตรสรณะ) ได้แก่ 1.พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที บ าเพ็ญสั งสมบารมีมาหลายภพชาติจนชาติสุดท้ายเกิดเป็นมนุษย์แล้วอาศัย ความเพียรพยายามและสติปัญญาปฏิบัติจนได้บรรลุสิ งที ต้องการคือธรรมอันเป็นเครื องออกจากทุกข์ แล้วจึง ทรงชี้แนะหรือชี้ทางให้คนอื นท าตาม 2.พระธรรม คือ ค าสอนว่าด้วยธรรมชาติที พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วว่าท าให้พ้นจากทุกข์ 3.พระสงฆ์ คือหมู่ชนหรือชุมชนของพระสาวก ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา ที ท าตามค าแนะน าของ พระพุทธเจ้าแล้ว ประสบผลส าเร็จพ้นทุกข์ตามพระพุทธเจ้า คัมภีร์ หลักธรรมค าสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจ า (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลาย ๆ กลุ่มรับผิดชอบท่องจ าในแต่ละเล่ม เป็นเครื องมือช่วยในการรักษาความ ถูกต้องของหลักค าสอน จวบจนได้ถือก าเนิดอักษรเขียนที เลียนแบบเสียงเกิดขึ้นมาซึ งสามารถรักษาความ ถูกต้องของค าสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าที รักษาความถูกต้องไม่ได้ จึงได้มีการบันทึกพระธรรมและ พระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลี รักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ งสามารถแยกออกได้ เป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ 1.พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี 2.พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมทั วไป และเรื องราวต่าง ๆ
7 3.พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยธรรมะที เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที แสดงถึงสภาวะล้วน ๆ ไม่มีการ สมมุติ ปิฎก 3 ประการ (ไตรปิฎก) ปิฎก แปลว่า กระจาด ตระกร้า กระบุง ส าหรับเก็บของหรือใส่ของ ซึ งสามารถเอาของหลายอย่างมา ใส่รวมกันไว้ได้ไม่ให้กระจัดกระจาย ในที นี้ หมายถึง คัมภีร์ที รวบรวมพระพุทธพจน์อันเป็นค าสอนของ พระพุทธศาสนาเข้าไว้เป็นหมวดหมู่ มีทั้งหมด 3 หมวด เรียกว่า พระไตรปิฎก ประกอบด้วย 1. วินัยปิฎก หมวดพระวินัย คัมภีร์ที รวบรวมพระพุทธพจน์ในส่วนเกี ยวกับพระวินัย คือพุทธบัญญัติ เกี ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและการด าเนินกิจวัตรต่าง ๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณี สงฆ์ แบ่งเป็น 5 คัมภีร์ คือ 1) อาทิกัมมิกะ ว่าด้วยสิกขาบทที เกี ยวกับอาบัติหนัก ตั้งแต่ ปาราชิก ถึง อนิยต 2) ปาจิตตีย์ว่าด้วยสิกขาบทที เกี ยวกับอาบัติเบา ตั้งแต่ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถึง เสขิยวัตร 3) มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทที มานอกปาฏิโมกข์ตอนต้น 10 ขันธกะ หรือ 10 หมวด 4) จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทที มานอกปาฏิโมกข์ตอนปลาย 12 ขันธกะ หรือ 12 หมวด 5) ปริวาร คัมภีร์ประกอบหรือคู่มือบรรจุค าถามค าตอบส าหรับสอบทานความรู้ของพระวินัย 2. สุตตันตปิฎก หมวดพระสูตร คัมภีร์ที รวบรวมพระพุทธพจน์ในส่วนที เกี ยวกับพระสูตร คือพระธรรม เทศนา ค าบรรยายธรรมที ตรัสแก่บุคคลในโอกาสต่าง ๆ ตลอดจนบทประพันธ์ เรื องเล่าและเรื องราวที เป็นชั้น เดิมในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 5 นิกาย ดังนี้ 1) ทีฆนิกาย ว่าด้วยพระสูตรที มีขนาดยาว 34 สูตร 2) มัชฌิมนิกาย ว่าด้วยพระสูตรที มีความยาวปานกลาง 152 สูตร 3) สังยุตตนิกาย ว่าด้วยพระสูตรที จัดรวมเข้าเป็นกลุ่ม ๆ ตามเรื อง ที หัวข้อหรือบุคคลที เกี ยวข้อง 56 สังยุตต์7,762 สูตร 4) อังคุตตรนิกาย ว่าด้วยพระสูตรที จัดเข้าเป็นหมวด ๆ ตามล าดับจ านวนหัวข้อธรรม รวม 11 นิบาต หรือ 11 หมวดธรรม มี 9,557 สูตร 5) ขุททกนิกาย ว่าด้วยคาถาภาษิต ค าอธิบาย และเรื องราวเบ็ดเตล็ดที จัดเข้าใน 4 นิกายแรก ไม่ได้ มี 15 คัมภีร์ 3. อภิธรรมปิฎก หมวดพระอภิธรรม คัมภีร์ที รวบรวมพระพุทธพจน์ในส่วนที เกี ยวกับพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและค าอธิบายที เป็นหลักวิชาล้วน ไม่เกี ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น 7 คัมภีร์ คือ 1) สังคิณีหรือ ธัมมสังคิณีรวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายแต่ละประเภท 2) วิภังค์ยกหมวดธรรมส าคัญ ๆ ขึ้นเป็นหัวข้อแล้วแยกอธิบาย
8 3) ธาตุกถา สงเคราะห์ข้อธรรมต่าง ๆ เข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ 4) ปุคคลบัญญัติบัญญัติความหมายของบุคคลประเภทต่าง ๆ ตามคุณธรรมที มีอยู่ในบุคคล นั้น 5) กถาวัตถุแถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่าง ๆ สมัยสังคายนาครั้งที 3 6) ยมก ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถาม-ตอบ โดยตั้งค าถามย้อนกันเป็นคู่ ๆ ปัจจุบันคัมภีร์พระไตรปิฎกที จัดพิมพ์เป็นภาษาไทย มี 45 เล่ม แบ่งเป็นพระวินัย 8 แล่ม พระสูตร 25 เล่ม และพระอภิธรรม 12 เล่ม ผู้สืบทอด ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ ได้แก่ พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้ ผู้นับถือศาสนาพุทธที ได้บวชเพื อศึกษา ปฏิบัติตามค าสอน (ธรรม) และค าสั ง (วินัย) และมีหน้าที เผย แผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่าภิกษุ ในกรณีที เป็นเพศชาย และภิกษุณี ในกรณีที เป็นเพศหญิง ส าหรับผู้บวชที ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ 20 ปี จะเรียกว่าเป็น สามเณร ส าหรับเด็กชาย และ สามเณรี และสิกขมานา (สามเณรีที ต้องไม่ผิดศีล 6 ข้อตลอด 2 ปี) ส าหรับเด็กหญิง ลักษณะการบวชส าหรับภิกษุหรือ ภิกษุณี จะเรียกเป็นการอุปสมบท ส าหรับสามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา จะเรียกเป็นการ บรรพชา คฤหัสถ์ชาย-หญิง ที นับถือพระพุทธศาสนา เรียกว่าอุบาสก อุบาสิกา ตามล าดับ หลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้นการศึกษาท าความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) เห็นเหตุผลว่าสิ งนี้มีสิ งนี้ จึงมี (อิทัปปัจจยตา) จนเห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ งในธรรมชาติเป็นไปตาม กฎพระไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนา ที เหมาะกับ ผลที จะได้สิ งที ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป (ด้วยการสั งสมบุญบารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา หลักค าสอนในพุทธศาสนามีทั้ง หลักปฏิบัติที เป็นจริยธรรมคุณธรรมและศีลธรรม หลักจริยธรรม ความกตัญญูกตเวที คือ การรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรมพื้นฐานทั วไปของมนุษย์ เพื อการด ารงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที ต่อกันด้วยการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมของพระพุทธเจ้า คือการปฏิบัติหน้าที ต่อกัน
9 หลักคุณธรรม พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจ าใจเพื อให้ตนและสังคมด ารงชีวิตด้วยการเอื้อเฟื้อเผื อแผ่ซึ งกันและ กัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ด้วยความรักที บริสุทธิ์ต่อเพื อนร่วมโลก ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที ผู้อื นประสบความสุขในทางที เป็นกุศล หรือประกอบเหตุแห่งสุข) อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ งที ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขา ท าวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที ได้เคยกระท าไว้ จะดีหรือชั วก็ตามกรรม นั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที เขาผู้นั้นได้เคยกระท าไว้อย่างแน่นอน รวมถึงการให้อภัยผู้อื น) และการ ปราศจากอคติ หลักศีลธรรม คือ หลักค าสอนส าคัญของศาสนา ได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไม่ท าความชั วทั้งปวง การบ าเพ็ญ แต่ความดี การท าจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ หลักปรมัตถธรรม พุทธศาสนา สอน "อริยสัจ 4" หรือ ความจริงอัน ประเสริฐ 4 ประการ คือ 1. ทุกข์ที ท าให้เราเข้าใจปัญหาและลักษณะของปัญหา 2. สมุทัยสาเหตุที ท าให้เกิดทุกข์ 3. นิโรธความดับแห่งทุกข์ 4. มรรควิถีทางอันประเสริฐที จะน าให้ถึงความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เป็นสัจธรรมอันจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติที ตั้งอยู่โดยอาศัยเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง ดังนั้นเมื ออธิบายค าสอนส าคัญ โดยล าดับตามแนวอริยสัจ ได้แก่ สภาพแห่งทุกข์ (ทุกข์) ได้แก่ ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพุทธศาสนา) ลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติที เป็นสากลอย่าง หนึ ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพสิ งที เป็นไปภายใต้ กฎธรรมดา อันได้แก่ 1. อนิจจัง (ความไม่เที ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป) 2. ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก) 3. อนัตตา (ความไม่มีแก่น สาระ ให้ถือเอาเป็นตัวตน ของเราและของใครๆ ได้อย่างแท้จริง) และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ (ซึ งมีในหลักค าสอนของศาสนาอื น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนานั้นปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และเชื อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจาก กฎแห่งธรรมชาติ ( นิยาม ) 5 ประการ อันมี กฎแห่งสภาวะ (อุตุนิยาม) หรือมีธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ า ลม ไฟ และ อากาศ ที เปลี ยนสถานะเป็นธาตุต่างๆ กลับไปกลับมา กฎแห่งชีวิต (พีชนิยาม) คือ กฎสมตา กฎวัฏฏตา และกฎชีวิตา ที ท าให้เกิดชีวิตินทรีย์ ( เซลล์) กฎแห่งวิญญาน (จิตนิยาม) การมีนามธาตุต่างๆ ที ประกอบกัน ตามกระบวนการเป็นจิต ที เป็นไปตาม กฎแห่งเหตุผล (กรรมนิยาม) และ กฎไตรลักษณ์ (ธรรมนิยาม) คือ 1. อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ท าให้สิ งทั้งปวงย่อมต้องเปลี ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน (ของแข็ง) เปลี ยนเป็นธาตุน้ า (ของเหลว) เปลี ยนเป็นธาตุลม (แก๊ส) และเปลี ยนเป็นธาตุไฟ (แสง ความร้อน พลังงาน) และเปลี ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี ยนแปลงแต่การเปลี ยนแปลงก็มีขีดจ ากัด ท าให้เกิด กฎแห่งวัฏจักร (วัฏฏตา) สิ งมีชีวิตเริ มต้นถึงที สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ เพราะกฎแห่งเหตุผลท าให้ลูกมาจากปัจจัยพ่อแม่ของตน
10 เหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนท าให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของตนได้นิดหน่อย กฎวัฏฏตาท าให้เกิด สันตติ การสืบต่อที ปิดบังอนิจจัง 2. ทุกขัง (ความไม่เที ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือ สิ งทั้งปวงหยุดนิ งมิได้ เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่าง ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื อน ท าให้มีกฎแห่งการปรับสมดุล (สมตา ) เช่น เรานอนเฉยๆ ต้องขยับ หรือวิ งมากๆ ต้องหยุด ความทุกข์ท าให้เกิดการวิวัฒนาการของสัตว์ พืช เช่น พืชที ปลูกถี ๆ ย่อมแย่งกันสูงเพื อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือการปรับสมดุลจึงเกิดชีวิต กฎสมตา ท าให้เกิดอิริยาบถที ปิดบังทุกขัง 3. อนัตตา (สิ งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆ ประกอบกันขึ้น สิ งทั้งปวงย่อมเกี ยวเนื องซึ งกันและกัน ท าให้เกิดการผสมผสาน ท าให้เกิดความหลากหลาย ยิ งขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี ยวข้องกันเล็กๆ น้อย และเพิ มขึ้นซับซ้อนขึ้น เมื อสิ งต่างๆ มีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆ ท าให้เกิดกฎแห่งหน้าที (ชีวิตา) เช่น ตับย่อมท าหน้าที ของตับ ไม่อาจท าหน้าที เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี ไม่มีกฎแห่งหน้าที อันเป็นเหตุให้ธาตุประกอบกันเป็นร่างกาย ร่างกายของ เราย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิตาท าให้เกิดนะ รูปร่าง หรือการเป็นก้อนๆ ที ปิดบังอนัตตา เมื อย่อกฎทั้ง 3 แล้ว จะเหลือเพียง ทุกข์เท่านั้นที เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที ดับไป พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งอิสรเสรีภาพ ด้วยการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทัน เพื อบรรลุวัตถุประสงค์ อันสูงสุด คือ นิพพาน คือ การไม่มีความทุกข์ อย่างที สุด หรือ การอยู่ในโลกอย่างไม่มีทุกข์ คือกล่าวว่า ทุกข์ทั้ง ปวงล้วนเกิดจากการยึดถือ ต่อเมื อ "หมดการยึดถือ" จึงไม่มีอะไรจะให้ทุกข์ (แก้ที ต้นเหตุของทุกข์ทั้งหมด) ปรมัตถธรรม คือ สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นอภิธรรม (อภิธรรม คือ ธรรมที ยิ งใหญ่) เป็นสภาพธรรมที เป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ประสูติและตรัสรู้ สภาพธรรมทั้งหลายก็ย่อมเป็นไปตาม เหตุปัจจัยอยู่แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วย พระองค์เองว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และธรรมทั้งปวงไม่อยู่ในอ านาจบังคับบัญชาของ ผู้ใดทั้งสิ้น ปรมัตถธรรมหรืออภิธรรมนั้น มิใช่ธรรมที เหลือวิสัยที จะเข้าใจได้ เพราะปรมัตถธรรมเป็นธรรมที มี จริง ฉะนั้น ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงเป็นการรู้ความจริงของปรมัตถธรรม ตามลักษณะของปรมัตถธรรม นั้นๆ ปรมัตถธรรม มี 2 ประเภท คือ รูปธรรม และ นามธรรม 1. รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที ไม่รู้อารมณ์ 2. นามธรรม เป็นสภาพธรรมที รู้อารมณ์ (อารมณ์ คือ สิ งที ปรากฏ และรู้ได้ เป็นได้ทั้ง รูปธรรม และนามธรรม เมื อจิตเกิดขึ้นรู้สิ งใด สิ งที จิตรู้นั้น ภาษาบาลีเรียกว่า อารมฺมณ หรือ อาลมฺ พน) ปรมัตถธรรม มี 4 ประเภท คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน จิต เป็นสภาพธรรมที เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ งที ปรากฏ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น จิต (วิญญาณ) เป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง - ไม่เที ยง ทุกขัง - ทนอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป อนัตตา - บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน) เจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกประเภทหนึ งที เกิดร่วมกับจิต รู้สิ งเดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต และ เกิดที เดียวกับจิต เจตสิกแต่ละเจตสิกมีลักษณะและกิจต่างกันตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ เจตสิกเป็น สภาพรู้อื นๆ ที ไม่ใช่จิต (ได้แก่: เวทนา - คือความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉยๆ ที เกิดทางกายหรือใจ; สัญญา
11 - คือความจ าได้ รู้ชื อ รู้จัก; สังขาร - คือความนึกคิดปรุงแต่งอื นๆ เช่น รัก โกรธ เมตตา ปัญญา เป็น ต้น) เป็นนามธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) รูป รูปเป็นสภาพไม่รู้ เช่น สี เสียง กลิ น รส เป็นต้น เป็นรูปธรรม มีลักษณะไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) นิพพาน เป็นธรรมที ดับกิเลส ดับทุกข์ นิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น นิพพานจึงไม่เกิด ดับ นิพพานเป็นขันธวิมุตติ คือพ้นจากขันธ์ นิพพานเป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม เป็นอนัตตา ความหมายของปรมัตถธรรม ปรมัตถธรรม คือธรรมชาติที เป็นความจริงแท้แน่นอนที ด ารงลักษณะเฉพาะของตนไว้โดยไม่ผัน แปรเปลี ยนแปลง เป็นธรรมที ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง มี ๔ ประการ คือ ๑. จิต ๒. เจตสิก ๓. รูป ๔. นิพพาน ซึ งมีความหมายโดยย่อดังนี้ จิต คือธรรมชาติที ท าหน้าที เห็น, ได้ยิน, รับกลิ น, รับรส, รู้สัมผัส ถูกต้อง ตลอดจนธรรมชาติที ท าให้ เกิดการคิด นึก สภาวะของจิตมีทั้งหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ อย่าง (โดยพิสดาร) แต่เมื อกล่าวโดยลักษณะแล้วมี เพียง ๑ เท่านั้น คือ รู้อารมณ์ (อารมณ์ในที นี้หมายถึง รูป, เสียง, กลิ น, รส, สิ งต่าง ๆ และเรื องราวต่างๆ ที จิต ไปรับรู้) จิตเป็นนามธรรม และมีชื อเรียกหลายชื อ เช่น วิญญาณ, มโน, มนัส, มนินทรีย์, มโนธาตุ, มโนวิญญาณ ธาตุ และ มนายตนะ เป็นต้น เจตสิก คือธรรมชาติที ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ท าให้เกิดความรู้สึก นึก คิด ที แตกต่างกัน ทั้งทางที ดีและไม่ดี มีทั้งหมด ๕๒ ลักษณะ เจตสิกเป็นนามธรรมที เกิดร่วมกับจิต คือเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต และอาศัยที เกิดที เดียวกันกับจิต สภาพของจิต เป็นเพียงประธานในการรู้อารมณ์ แต่การที จิตโกรธ หรือจิตโลภ เป็นเพราะ มีเจตสิกเข้าประกอบปรุงแต่งให้เกิดความโกรธหรือความโลภนั นเอง จิต เปรียบเสมือนเม็ดยา เจตสิกเปรียบเสมือนตัวยาที อยู่ในเม็ดยา จิตเกิดโดย ไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกเกิด โดยไม่มีจิตก็ไม่ได้เช่นกัน รูป คือ ธรรมชาติที แตกดับ ย่อยยับ สลายไปด้วยความเย็นและความร้อน ในร่างกายของคนเราและ สัตว์ทั้งหลายนั้นมีรูปประชุมกันอยู่ทั้งหมด ๒๘ ชนิด และรูปที ประชุมกันอยู่นี้แต่ละรูปต่างก็แตกดับย่อยยับ สลายไปตลอดเวลา หาความเที ยงแท้ถาวรไม่ได้เลย นิพพาน เป็นธรรมชาติที พ้นจากกิเลสเครื องร้อยรัด พ้นจากการ เวียนว่ายตายเกิด นิพพานโดยปริยาย มี ๒ ลักษณะคือ ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที ยังเป็นไปกับขันธ์ ๕ หมายถึง การที ประหารกิเลสได้ หมดสิ้นแล้ว (กิเลสนิพพาน) แต่ขันธ์ ๕ ยังมีการเกิดดับสืบต่ออยู่ (ยังมีชีวิตอยู่) ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที ปราศจากขันธ์ ๕ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ (ผู้หมด จดจากกิเลส) และสิ้นชีวิตไปแล้ว (คือ กิเลสก็ไม่เหลือ ขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลือ) หรือที เรียกว่า ปรินิพพาน (ปริ = ทั้งหมด) เมื อปรินิพพานแล้ว จิต เจตสิกและรูปจะหยุดการสืบต่อและดับลงโดยสิ้นเชิง (คือเมื อ ปรินิพพานไปแล้วก็จะไม่มีการเกิดอีกหรือไม่มีภพชาติต่อไปอีก) นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาที พุทธศาสนิกชน ทั้งหลายจะต้องพยายามเข้าถึงให้จง ได้จึงจะได้ชื อว่าเป็นพุทธสาวก เป็น อริยบุคคล และเป็นทายาทผู้รับมรดกธรรมในพุทธศาสนานี้
12 อริยสัจ หรือ จตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักค าสอนหนึ งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระ อริยบุคคล หรือความจริงที ท าให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี ประการ คือ 1.ทุกข์ คือ สภาพที ทนได้ยาก ภาวะที ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ งอันไม่ เป็นที รัก การพลัดพรากจากสิ งอันเป็นที รัก การปรารถนาสิ งใดแล้วไม่สมหวังในสิ งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5 2.สมุทัย คือ สาเหตุที ท าให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากใน กาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี ความอยากที ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความ ปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี ความอยากที ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3.นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ( ก็ข้อนี้แลเป็นความดับทุกข์ ) ( ความดับโดยสิ้นก าหนัด โดยไม่ เหลือแห่งตัณหานั้นนั นแหละใด ) จาโค ความสละตัณหานั้น , ปะฏินิสสัคโค ความวางตัณหานั้น , มุตติ การปล่อยตัณหานั้น , อะนาละโย ความไม่พัวพันแห่งตัณหานั้น [1] 4.มรรค คือ แนวปฏิบัติที น าไปสู่นิโรธหรือน าไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่แปด ประการ คือ 1. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ ความด าริชอบ 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ กระท าชอบ 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ซึ งรวมเรียกอีกชื อหนึ งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ กิจในอริยสัจ 4 กิจในอริยสัจ คือสิ งที ต้องท าต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ ได้แก่ 1.ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการท าความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที เป็นทุกข์อย่าง ตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา 2.ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการก าจัดสาเหตุที ท าให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที เหตุต้น ตอ 3.สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรท าให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที ไร้ปัญหาซึ ง เป็นจุดมุ่งหมาย 4.ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที จะน าไปสู่จุดหมาย กิจทั้งสี นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ กิจญาณเป็นส่วนหนึ งของญาณ 3 หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ซึ งหมายถึงการ หยั งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ 12 ดังนี้ 1.สัจญาณ หยั งรู้ความจริงสี ประการว่า
13 1.นี คือทุกข์ 2.นี คือเหตุแห่งทุกข์ 3.นี คือความดับทุกข์ 4.นี คือทางแห่งความดับทุกข์ 2.กิจญาณ หยั งรู้หน้าที ต่ออริยสัจว่า 1.ทุกข์ควรรู้ 2.เหตุแห่งทุกข์ควรละ 3.ความดับทุกข์ควรท าให้ประจักษ์แจ้ง 4.ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น 3.กตญาณ หยั งรู้ว่าได้ท ากิจที ควรท าได้เสร็จสิ้นแล้ว 1.ทุกข์ได้ก าหนดรู้แล้ว 2.เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว 3.ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว 4.ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักค าสอนส าคัญที เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที พระพุทธองค์ได้ประทานแก่ ที ประชุม พระภิกษุสงฆ์ 1,250 รูปในวันมาฆบูชา เพื อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนา แก่พุทธบริษัททั้งหลาย นับเป็นวันส าคัญที ประกอบด้วย "องค์ประกอบอัศจรรย์ 4 ประการ" คือ พระสงฆ์สาวก ที มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 องค์นั้น ได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ที มาประชุม ทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นพระสงฆ์ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระสงฆ์ทั้งหมดที มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค า เดือน 3 ดังนั้นจึงมีค าเรียกวันนี้อีกค าหนึ งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" โอวาทปาฏิโมกข์ สรุปได้เป็นสามส่วน คือ หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 หลักการ 3 อันเป็นหัวใจส าคัญเพื อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาโดยย่อ ได้แก่ 1.การไม่ท าบาปทั้งปวง 2.การท ากุศลให้ถึงพร้อม 3.การท าจิตใจให้บริสุทธิ์ ทั้งสามข้อนี้อาจอนุมานเข้ากับ ศีล สมาธิ และปัญญา อุดมการณ์ 4 ของพระพุทธศาสนา อันมีลักษณะที แตกต่างจากศาสนาอื น ได้แก่ 1.ความอดทนอดกลั้น เมื อประสบกับสิ งที ไม่ชอบใจ 2.การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ งอื นนอกจากพระ นิพพาน 3.พระภิกษุและบรรพชิตไม่พึงท าผู้อื นให้ล าบากด้วยการท าความทุกข์กายหรือทุกข์ ทางใจไม่ ว่าจะในกรณีใดๆ 4.พระภิกษุตลอดจนบรรพชิตต้องขอแก่ทายกด้วยอาการที ไม่เบียดเบียน ( คือการไม่ เอ่ยปากเซ้าซี้ขอ และไม่ใช้ปัจจัยสี อย่างฟุ่มเฟือย)
14 วิธีการ 6 ที ธรรมทูตผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นกลยุทธ เพื อเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และถูกต้องเป็นธรรม ได้แก่ 1.การไม่กล่าวร้าย 2.การไม่ท าร้าย 3.ความส ารวมในปาติโมกข์ (รักษาความประพฤติให้น่าเลื อมใส) 4.ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร (เสพปัจจัยสี อย่างรู้ประมาณพอเพียง) 5.ที นั งนอนอันสงัด (สันโดษไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ) 6.ความเพียรในอธิจิต (พัฒนาจิตใจเสมอมิใช่ว่าเอาแต่สอน แต่ตนเองไม่กระท า ตามที สอน) วันนี้จึงเป็น วันแห่งความรักของพระพุทธศาสนา โดยถือว่าเหตุการณ์ส าคัญที เหล่าพระสาวกทั้ง 1,250 รูป ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยความรักในพระพุทธองค์หลังจากได้ออกไปเผย แพร่พระศาสนา โดยมิได้นัดหมายดังกล่าว เป็นสิ งที แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีอันบริสุทธิ์ จึงสมควรที เหล่าพุทธบริษัทจะแสดง ถึงความกตัญญูกตเวทีโดยการน้อมน า หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 วิธีการ 6 มาปฏิบัติใช้ต่อชีวิตตนเองเป็น ประจ าทุกวัน เพื อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา น้อมร าลึกถึงพระมหากรุณาและพระเมตตาคุณอันหาที สุดมิได้แห่ง องค์สมเด็จพระ ผู้มีพระภาคเจ้า หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่า หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 นั้น น าสามารถมาใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพอย่างงดงามบริบูรณ์ บทโอวาทปาติโมกข์ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง, การไม่ท าบาปทั้งปวง อาการทั้งปวงคือสัพพะ กุสะลัสสูปะสัมปะทา, การท ากุศลให้ถึงพร้อม, สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, การช าระจิตของตนให้ขาวรอบ, เอตัง พุทธานะสาสะนัง, ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นค าสั งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื องเผากิเลสอย่างยิ ง, นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ ง, นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี, ผู้ก าจัดสัตว์อื นไม่ชื อว่าเป็นบรรพชิตเลย, สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, ผู้ท าลายสัตว์อื นให้ล าบากอยู่ ไม่ชื อว่าเป็นสมณะเลย, อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต, การไม่พูดร้าย, การไม่ท าร้าย, ปาติโมกเข จะ สังวะโร, การส ารวมในปาติโมกข์, มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง, ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค, ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง, การนอน การนั ง ในที อันสงัด, อะธิจิตเต จะ อาโยโค, ความหมั นประกอบในการท าจิตให้ยิ ง, เอตัง พุทธานะสาสะนัง, ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นค าสั งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, พุทธปรัชญาการศึกษา พุทธปรัชญาการศึกษา มาจากค าว่า Buddhishic Philosophy of Education ซึ งได้แนวคิดมาจาก พระพุทธศาสนา (Buddhism) จากพระธรรมค าสอนของพระสัมมาสัมพุทธจ้า และปรัชญาการศึกษาอื น ๆ การศึกษาในพุทธปรัชญา คือ การศึกษาเพื อให้เข้าใจความจริง เข้าใจความหมายของชีวิต ทั้งด ารงชีวิตให้
15 สอดคล้องสัมพันธ์กับความจริง พุทธปรัชญา ได้น าหลักเหตุและผลไปวิเคราะห์และอธิบายความจริงและความ เป็นไปของสิ งทั้งหลายในโลก ได้ชี้แนะให้ทราบว่าอะไรคือความเป็นเลิศ หรือความดีที พึ งปรารถนาในชีวิต พระพุทธศาสนาได้หล่อหลอมเป็นวิถีด าเนินชีวิตของคนไทย จึงเห็นควรให้พุทธปรัชญาการศึกษาเป็นปรัชญา การศึกษาที มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นไทย ผู้รู้ที สนับสนุนให้พิจารณาปรัชญาการศึกษาไทยบนพื้นฐานของพุทธ ปรัชญา ศึกษาศาสตร์เชิงพุทธ คือ การเรียนรู้ที มีจุดมุ่งหมายใหญ่ ๆ ดังนี้ 1. เพื อให้ผู้เรียนเกิดศรัทธาซาบซึ้ง และส านึกในความส าคัญของพระพุทธศาสนาและ คุณค่าของพระรัตนตรัย 2. เพื อให้ผู้เรียนสามารถพิจารณาแนวความคิดที หลายหลาย และวินิจฉัยความถูกต้องโดย ยึดหลักเหตุผลทางพระพุทธศาสนา 3. เพื อให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดและปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา และสามารถน าหลักธรรมมาพัฒนาตนเองและสังคม 4. เพื อให้ผู้เรียนเป็นพุทธศาสนิกชน ที ดีและปฏิบัติหน้าที ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง แนวคิดศึกษาศาสตร์ทั วไป หมายถึง กระบวนการการศึกษาตามที เป็นไปในชีวิตจริงและมองเห็นเป็น ทางเลือกที ถูกต้อง ความเป็นมาของพุทธปรัชญา พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ าชาติ และได้หล่อหลอมเป็นวิถีด าเนินชีวิตของคนไทย จึงเห็นควรให้พุทธ ปรัชญาการศึกษาเป็นปรัชญาการศึกษาที มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นไทย ผู้รู้ที สนับสนุนให้พิจารณาปรัชญา การศึกษาไทยบนพื้นฐานของพุทธปรัชญา เช่น ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ท่านพุทธทาสภิกขุ พระเทพเวที พระราชวรมุนี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และเอกวิทย์ ณ ถลาง เป็นต้น พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นถึงความจริง หรือสัจธรรมในหลักไตรลักษณ์ ซึ งได้แก่ อนิจจัง คือ ความเป็นของไม่เที ยง ทุกขัง คือ ความเป็นทุกข์ อนัตตา คือ ความเป็นของไม่ใช่ตน โลกและชีวิตเป็นอนิจจังไม่มีอะไรแน่นอน มนุษย์จึงไม่ควรติดอยู่กับวัตถุหรือมุ่งแสวงหาแต่ความสุข ทางวัตถุ เพราะชีวิตแท้จริงแล้วเป็นทุกข์ เพราะประกอบด้วยสิ งต่างๆ อันเป็นของไม่เที ยง คือ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป คือ ร่างกาย รวมทั้งคุณสมบัติและพฤติกรรมทั้งปวง เวทนา คือ อารมณ์ทุกข์และสุขของมนุษย์ สัญญา คือ การเรียนรู้ ความจ า สังขาร คือ องค์ประกอบทางจิตที คอยปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั ว ได้แก่ เจตคติ ค่านิยม ความ ตั้งใจ ความสนใจ ซึ้งประกอบกันขึ้นเป็นแรงขับให้มีการกระท า วิญญาณ คือ การรับรู้เกิดจากประสาทสัมผัสโดยตรง เป้าหมายทางการศึกษาในแนวพุทธศาสนา 1. เป้าหมายด้านการด ารงชีพ การด ารงชีวิตเป็นเรื องส าคัญพื้นฐานในอริยมรรคมีองค์ 8 อันเป็นทาง ด าเนินชีวิตของอารยชน ได้พูดถึงหลักการด าเนินชีวิตว่าจะต้องเป็นสัมมาชีพ หลักธรรมข้อนี้เป็นการส่งเสริม อาชีพอย่างถูกต้อง และเป็นการปฏิเสธอาชีพทุจริตทุกอย่าง
16 2. เป้าหมาย ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการครองชีวิตทั้งส่วนตัวและในสังคมได้อย่างดี โดยปฏิบัติ ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และเวสารัชชธรรม 5 ประการ เป็นต้น 3. เป้าหมายในด้านพัฒนาสติปัญญา คือ มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื นในด้านสติปัญญาพุทธศาสนา มีค าส่งเสริมสติปัญญาในทุกด้าน 4. เป้าหมายในการพัฒนาด้านร่างกาย ในการพยายามเพื อความอยู่รอด บุคคลด้องมีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง พระพุทธศาสนากล่าวถึง สัปปายะ 4 ประการ อันเป็นเหตุเบื้องต้นของความสุข ผู้ที่ได้รับการศึกษาแบบพุทธ จะมีลักษณะเด่นประจ าตน 1. มีปัญญา ซึ งเกิดพร้อมกับการสิ้นอวิชชา 2. มีกรุณา ซึ งเป็นแรงเร้าในการกระท าในการด ารงชีวิต จะมีลักษณะ 2 คือ อัตตัตถะ การบรรลุถึง ประโยชน์ตน ฝึกตนเองได้ดี (ปัญญา) ปรัตถะ การบ าเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื น สามารถช่วยผู้อื นได้ดี (กรุณา) พุทธธรรมที่เป็นสาระส าคัญของการศึกษา - ปฏิจจสมุปบาท แสดงกฎเหตุผลและปัจจัยสนับสนุน - อริยสัจ แสดงปัญหาและการแก้ปัญหาของมนุษย์ - ขันธ์ 5 แสดงชีวิตมีองค์ประกอบ - ไตรลักษณ์ แสดงภาพที เป็นจริงที เราจะพึงเกี ยวข้องให้ถูกต้อง - กรรม แสดงความเป็นไปของมนุษย์และเหตุผล ที จะแก้ไขปรับปรุงได้เป็น ผลส าเร็จและจุดมุ่งหมายที จะเข้าถึงได้ด้วยการกระท ามิใช่การ อ้อนวอน - ไตรสิกขา แสดงความหมายแท้ของการศึกษา ขอบเขตการฝึกตน การพัฒนา ชีวิตที ดี (มรรค) - นิพพาน แสดงถึงสภาวะที เข้าถึงเมื อแก้ปัญหามนุษย์ได้แล้ว และประโยชน์ สูงสุดที จะพึงได้ จากการมี ชีวิต และการมีสุขภาพจิตที สมบูรณ์ สาระส าคัญของพุทธปรัชญาการศึกษา ความมุ่งหมายของการศึกษา 1.เพื อพัฒนาร่างกายและจิตใจของผู้เรียนให้สมบูรณ์ 2.เพื อให้เข้าใจอุดมการณ์สังคมที ผู้เรียนในฐานะเป็นพลเมืองดี 3.เพื อพัฒนาความสามารถในการคิดของผู้เรียนไปสู่การคิดที ถูกต้อง 4.เพื อพัฒนาศีลธรรมและจริยธรรมของผู้เรียนให้มีความสัมพันธ์อย่างสงบระหว่างสมาชิกของ สังคมและโลก 5.เพื อให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะและเจตคติในกลุ่มสาระตามหลักสูตร และระดับชั้นเรียนตาม ความต้องการของแต่ละบุคคล และความแตกต่างระหว่างบุคคล สถานศึกษา สถานศึกษาที จัดการศึกษาตามพุทธปรัชญาการศึกษา เชื อว่าผู้เรียนทุกคนพร้อมที จะเป็น คนเก่ง คนดี และคนมีความสุขทุกช่วงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นสถานศึกษาต้องมีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1,เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนทุกคนเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุขในทุกช่วงชีวิตทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต
17 2.จัดสิ งแวดล้อมและอาคารสถานที และสิ งอ านวยความสะดวกให้เอื้อและสอดคล้องต่อการ พัฒนาร่างกายและจิตใจของผู้เรียนทุกคน 3.ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมภายในสถานศึกษาและในสังคมภายนอก สถานศึกษา 4.ส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะ และเจตคติกลุ่มสาระต่างๆ ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ส่งเสริมความแตกต่างระหว่างบุคคลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หลักสูตร จุดมุ่งหมายที ส าคัญของหลักสูตร คือ การพัฒนาขันธ์ 5 คือ 1.เพื อพัฒนาผู้เรียนให้มีร่างกาย สุขภาพ พลานามัยที แข็งแรง สมบูรณ์ สมส่วน คล่องแคล่วว่องไว มีพัฒนาการทางด้านร่างกายตามวัยและได้มาตรฐานสากล 2,เพื อพัฒนาผู้เรียนในด้านความรู้สึกโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและมีพัฒนาการไปตามล าดับขั้น 3.เพื อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีสติปัญญา ความรู้ และความสามารถ และ การเข้าใจที ถูกต้องเกี ยวกับตนเอง สังคมและโลก และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขในปัจจุบัน และอนาคต 4.เพื อพัฒนาแรงขับและคุณสมบัติทางจิตใจของผู้เรียน ได้แก่ อารมณ์ เจตคติ คุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม 5.เพื อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีจิตส านึกทั้งในทางกาย ทางวาจา และทางใจ (การคิด) เนื้อหาของหลักสูตร 1.มีเนื้อหาวิชาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเกี ยวกับการพัฒนาด้านร่างกาย ได้แก่ วิชาคหกรรมศาสตร์ วิชาพลานามัย วิชาสุขศึกษา เป็นต้น 2.ควรมีเนื้อหาเกี ยวกับการเสริมสร้างและฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง เช่นวิชาพลศึกษา การกีฬา นันทนาการ เป็นต้น 3.ควรมีเนื้อหาด้านการพัฒนาความรู้สึกนึกคิด ได้แก่ วรรณคดี ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ชีววิทยา และนิเวศวิทยา เป็นต้น 4.ควรมีเนื้อหาด้านการพัฒนาความคิดและการใช้สมอง ได้แก่ วิชาวรรณคดี คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เป็นต้น 5.ควรมีเนื้อหาด้านการพัฒนาอารมณ์ เจตคติ คุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี เป็นต้น 6. ควรมีเนื้อหาด้านการพัฒนาจิตส านึกและการใช้ เหตุผลทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจ ได้แก่ วิชาศีลธรรม จริยธรรม และสุนทรียภาพ สังคมศึกษา สังคมวิทยา สิ งแวดล้อม และธรรมชาติศึกษา เป็นต้น การเรียนการสอน วิธีการสอนต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและสภาพของผู้เรียน ดังนั้นจะยึดหลัก ปฏิบัติตามอริยสัจสี และมรรคแปด ดังนี้ 1.ยึดผู้เรียนเป็นส าคัญ เพื อให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข
18 2.ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยวิธีการแก้ปัญหาและการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้ง วิธีการเรียนเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม 3.ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน 4.จัดสภาพภายในห้องเรียนและบริเวณสถานศึกษาและสภาพแวดล้อมภายนอกให้ เอื้อต่อการเรียนรู้ และการเรียนด้วยตัวเอง ส่งเสริมการมีวินัยในตนเองและการมีสมาธิของ ผู้เรียนแต่ละคนและการเรียนเป็นกลุ่มในบางครั้งตามความเหมาะสม เพื อส่งเสริมการเป็นคน ดีในหมู่คณะ รู้จักแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ้งส่งผลต่อการเป็นพลเมืองดีของ ชาติ รู้จักเสียสละ แบ่งปัน การให้ และการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตยต่อไป 5.ให้ความส าคัญกับผู้เรียนที มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล และต้องส่งเสริม เด็กเรียนเก่งให้เจริญงอกงามทั้งความรู้สึกและสติปัญญา 6.คิดหาวิธีสอน และกิจกรรมและประสบการณ์ที หลากหลายทั้งในและนอก ห้องเรียน และสอดคล้องกับสื อและเนื้อหา ความรู้และทักษะของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้สอน - ครู 1.เป็นผู้ให้วิทยาการ (สิปปทายก) ได้แก่ การให้ความรู้ทางวิชาการและการประกอบอาชีพแก่ ผู้เรียน รวมถึงต้องหมั นค้นคว้าและหาความรู้ 2.มีหน้าที ชี้แนะแนวทางในการด าเนินชีวิตที ถูกต้อง (กัลยาณมิตร) คือสอนให้รู้จักคิด มอง ความหมายของสิ งต่างๆ อย่างถูกต้อง รู้ตักแสดงออกอย่างมีเหตุผล มีความรับผิดชอบและรู้จักด าเนิน ชีวิตที ดี ผู้เรียน 1.เป็นผู้ที มีความเคารพและศรัทธาต่อครู 2.เป็นผู้รับฟังค าแนะน าของครู 3.เป็นผู้ที มีความพร้อมและมีวุฒิภาวะ รู้จักใช้เหตุผลและคุณธรรมในการตัดสินใจ การวัดและประเมินผล 1.โดยวัดผลจากการกระท าของนักเรียน ด้วยการสังเกตพฤติกรรม 2.ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนของนักเรียน พระพุทธศาสนาในแง่ของเป้าหมายทางการศึกษา 1. เป็นเป้าหมายด้านการด ารงชีพ ด ารงชีพเป็นเรื องส าคัญพื้นฐาน ที พุทธศาสนาให้ความส าคัญ ใน ฐานะเป็นกระบวนการต่อเนื องตลอดชีวิต ในอริยมรรค8ประการ ได้กล่าวถึงหลักการด าเนินชีวิตต้องเป็น สัมมาชีพ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ทรัพย์เป็นปัจจัยจ าเป็นส าหรับการด าเนินชีวิต จึงใช้หลักธรรมด้วย เกี ยวกับ การด าเนินชีวิตไว้ เช่น - ทิฏฐธรรมมิกัตถประโยชน์ - สุขของคฤหัสถ์ - ประโยชน์จากการถือโภคทรัพย์ 5 อย่าง
19 2. เป้าหมายด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ สอนให้พัฒนาบุคลิกภาพให้สมดุลมีความจ าเป็นต่อการครอง ชีวิตทั้งส่วนตัวและในทางสังคม โดยใช้หลักธรรมต่างๆเช่น - สัปปุริสธรรม 7 - ทิศ 6 - เวสารัชชกรณธรรม 3. เป้าหมายด้านพัฒนาสติปัญญา สติปัญญาท าให้มนุษย์แตกต่างกับสิ งที มีชีวิตรูปแบบอื น พระพุทธศาสนาได้จ าแนกปัญญาไว้ 2 ทาง - สหชาติปัญญา (หรือวิปัสสนาปัญญา) ไม่สามารถพัฒนาได้ดีกว่าเดิม เพราะเกิดมีส าเร็จด้วย อานุภาพหรืออิทธิพลของกรรม - นิปากปัญญา ปัญญาหรือความรู้ที ใช้ด ารงชีวิต เกิดจากการขวนขวายศึกษาเล่าเรียนจนมี ความรู้ และเป็นความรู้ที ใช้ในการบริหาร 4. เป้าหมายในการพัฒนาร่างกาย บุคคลจะต้องมีร่างกายสมบูรณ์ + แข็งแรง เราไม่อาจมีชีวิตอยู่ อย่างสุขสบายหรือได้รับสิ งที ปรารถนาได้ ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงสัปปายะ 4 ประการ อันเป็นเหตุเบื้องต้น ในอนายุสสสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึงเหตุที ท าให้อายุสั้นไว้ 2 ประการ - สร้างเรื องความทุกข์กาย-ทุกข์ใจให้แก่ตนเอง - ไม่รู้จักพอใจในการแสวงหาความสุข - กินของย่อยยาก และแสลงต่อสุขภาพ - เสียความประพฤติ ชอบฆ่าสัตว์ ฯลฯ ดื มน้ าเมา เป็นต้น - ชอบเที ยวในที ไม่ควรไป ไปแล้วเสี ยงโรคเสี ยงภัย 5. เป้าหมายในการพัฒนาด้านศีลธรรม คุณค่าทางศีลธรรมปรากฏชัดเจนในโลกปัจจุบัน ทั้งในการ ด ารงชีพการติดต่อสื อสาร การใช้ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ (เทคโนโลยี) การให้การศึกษาจะต้องค านึงถึงด้าน เพื อประโยชน์แก่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยมีหลักการอยู่ร่วมกัน ไว้ในสิงคาลกสูตร การพัฒนาด้านจริยธรรม ให้กระท าโดยการเริ มต้นคิดในสิ งที ดีงามที สอนไว้ซึ งสัลเลขสูตร ความสุข ความทุกข์ของโลก ขึ้นอยู่กับใจของเราเอง ดังที ตรัสไว้ในวัตถุปมสูตร แนวปฏิบัติเพื อบรรลุความเจริญก้าวหน้า ของชีวิตก็จะมีอยู่ในมงคลสูตร 6. เป้าหมายในการพัฒนาความรู้สึกซาบซึ้งในศิลปะ การศึกษา จะต้องทางให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้สึก ซาบซึ้งในด้านศิลปะซึ งทางพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในนาถสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความ ขยันไม่เกียจคร้านในหน้าที สูงหรือตัวอย่างใดอย่างหนึ งของเพื อนพรหมจารี ประกอบด้วย ปัญญาอันเป็นตัวน า ในหน้าที นั้นๆ สามารถท าเองสามารถวางแผนอย่างนี้ถือว่า เป็นนาถกรณธรรม” 7. เป้าหมายด้านการพัฒนาวิญญาณ มนุษย์มีวิญญาณธาตุ พระพุทธศาสนา มุ่งส่งเสริมพัฒนา วิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น ประณีตขึ้น ถึงขึ้นที เรียกว่า อริยชน มีชีวิตอันประเสริฐ มุ่งเน้นพัฒนาด้านวิญญาณ หลักค าสอนที เรียกว่า อริยมรรค 8 ประการ อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติเพื อพัฒนาวิญญาณธาตุ 8. เป้าหมายด้านพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง ไม่เน้นตัวบุคคล + ไม่เน้นที ระบบแต่เน้นที จริยธรรมทางการเมืองด้วยเหตุที การเมืองเป็นเรื องของการได้มาและการใช้อ านาจ เพราะต้องใช้จริยธรรม ควบคุมบุคคลเพื อรักษาระบบไว้ดังนี้พระพุทธองค์ตรัสไว้ “เทพเจ้าก็ดี พระตถาคตก็ดี มองเห็นบุคคล(นัก ปกครอง)ประพฤติอ่อนไหวง่ายไม่เสมอภาค ด้วยเหตุนั้น ผู้ปกครองด้วยระบบ อัตตาธิปไตย จะต้องมีสติ ควบคุม ผู้ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยต้องมีความรู้ และมีการตรวจสอบเพ่งพินิจ (ฌายี) ผู้ปกครอง ด้วยระบบธรรมธิปไตย จะต้องยึดหลักธรรม ตามความเหมาะสมส าหรับแต่ละเรื อง
20 พุทธศาสนากับอภิปรัชญา ข้อแตกต่างระหว่าง อภิปรัชญาตะวันตกกับอภิปรัชญาเชิงพุทธปรัชญา อภิปรัชญาตะวันตกโดยมากมักจะศึกษาปัญหาปฐมเหตุของโลกและจักวาล และโลกและจักรวาลมี พัฒนาการมาจากปฐมเหตุนั้นอย่างไร ปฐมเหตุหรือปฐมธาตุนั้นเรียกว่าสิ งที แท้จริง หรือสิ งที มีอยู่จริง (reality) หรือ เรียกง่ายๆว่า ความจริงทางอภิปรัชญา ซึ งในทางตะวันตกก็ถกเถียงกันและได้ค าตอบที ไม่ลงรอยกัน หลักๆ อยู่ 2 ฝ่ายคือฝ่ายที ยืนยันว่า จิต คือสิ งที มีอยู่จริง(จิตนิยม) และอีกฝ่ายยืนยันว่า สสาร (สสารนิยม) และ บางฝ่ายก็ยืนยันว่าทั้งจิตและสสาร (ธรรมชาตินิยม) ส่วนพุทธปรัชญา หากมองในแง่ที ว่า อะไรคือปฐมธาตุของโลกและจักรวาลเช่นนี้ ทางพุทธปรัชญาจะ ไม่ให้ความส าคัญกับปัญหาแบบนี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการสิ้นทุกข์ซึ งเป็นหลักการส าคัญของพุทธ ปรัชญา แต่พุทธปรัชญาก็มีทัศนะเกี ยวกับสิ งที มีอยู่จริง คือ สิ งที มีอยู่จริงคืออะไร และมีอยู่อย่างไร ซึ งนั นก็คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ที มีอยู่จริงในทัศนะพุทธปรัชญา สิ งเหล่านี้ไม่ใช่ปฐมเหตุของโลกและจักรวาล แต่ มันเป็นสิ งที มีอยู่จริงตามธรรมชาติ ไม่มีผู้สร้าง สิ งทั้งหลายนี้รวมกันเข้าแล้วปรากฏเป็นสิ งทั้งหลาย เมื อรู้ ธรรมชาติของสิ งเหล่านี้แล้ว จะได้วางท่าทีและปฏิบัติให้สอดคล้องกับธรรมชาติโดยมีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ หลักการของพระพุทธเจ้าในการจะถกปัญหาทางอภิปรัชญาหรือไม่นั้น มาจากหลักที พระองค์ยึดถือ คือว่า เรื องนั้น ต้องจริง มีประโยชน์ และเหมาะสมแก่เวลาและสภาพแวดล้อม (ดูอภัยราชกุมารสูตร) ในจูฬมาลุงโกย วาทสูตร ได้พูดถึงหลักการที สอนและไม่สอน ดังนี้ ไม่สอนเรื องโลกเทียง หรือไม่เที ยง มีที สุดและไม่มีที สุด เรื อง อัตตา เรื องตายแล้วเกิดหรือสูญ ปัญหาเหล่านี้ เรียกว่า อพยากตปัญหา คือเรื องที ไม่ทรงตอบ และไม่สอน เพราะ ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็ฯไปเพื อสิ้นทุกข์ และไม่เป็ฯไปเพื อท าลายความโลภ โกรธ หลง ให้สิ้นไปได้ ชีวิตในพุทธปรัชญา 1.ความหมายและก าเนิดชีวิต (ชีวิตคืออะไร) ดูหลักค าสอน เรื องขันธ์ 5 การเกิดของมนุษย์ 2.ชีวิตมีลักษณะอย่างไร ดูหลักธรรมเรื องไตรลักษณ์ ประโยชน์ของการศึกษาเรื องไตรลักษณ์ 3.ชีวิตเป็นไปอย่างไร ดูหลักธรรมเรื อง วิญญาณ 6 จิตรับรู้โลก 17 ขณะ ปฏิจจสมุปบาท กรรม ธรรมชาติของชีวิต ในที นี หมายถึง ธรรมชาติของมนุษย์ ล้วนมีความต้องการ พื้นฐาน 4 ประการ คือ ชีวิตุกามะ คืออยากมีชีวิตอยู่ อมริตุกามะ อยากไม่ตายหรือไม่อยากตาย สุขกามะ คือ อยากมีความสุขไม่อยาก มีทุกข์ และ ทุกขปฏิกกูละ คือ รังเกียจความทุกข์หรือไม่ต้องการทุกข์ ปรากฏการณ์ของชีวิต ปรากฏการณ์ของชีวิตมนุษย์ คือ สุข ทุกข์ สุข หมายถึงความสบายกาย-ใจ ทุกข์ หมายถึง คสวามไม่สบายกาย-ใจ มีเหตุเกิดมาจากหลายอย่าง พุทธปรัชญา ตอบว่า เกิดจาก โรคภัยไข้ เจ็บ ธรรมชาติแวดล้อม การดูแลสุขภาพ การกระท าของผู้อื น และผลกรรมของตน ชีวิตที่ดี ชีวิตกับความตาย ชีวิตที ดี คือชีวิตที พอเพียงด้วยวัตถุและคุณธรรมจริยธรรม ชีวิตที ประเสริฐ คือชีวิตที เป็นอยู่ด้วยปัญญา (ดู สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15 หน้า 203 ข้อ 58) ท่าทีของพุทธปรัชญาต่อความตาย ความตาย คือ การแยกจากกันของสิ งที รวมกันเป็นกลุ่มก้อนคือ ร่างกายนี้ อันได้แก่ ธาตุ 6 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ า ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส และวิญญาณธาตุ การตายและการ เกิดของมนุษย์ จึงเป็นเพียงกระบวนการแยกกัน และรวมกันของสิ งที มีอยู่ตามธรรมชาติ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้กล่าวถึงความตายไว้ว่า คนที จวนจะตายร่างกายจะซูบซีดลง อินทรีย์ทั้งหลาย คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา จะดับไปตามล าดับ ความสามารถด้านต่างๆจะลดน้อยลงเหลือแค่พอรู้ว่ายังมีชีวิต อยู่ได้ไม่นานเท่านั้น วิญญาณจะนึกถึงครุกรรมคือกรรมหนักบ้าง กรรมที ท าในช่วงใกล้ๆมานี้บ้าง กรรมที ท าไว้ ก่อนบ้าง อย่างใดอย่างหนึ ง แล้วกรรมที นึกถึงได้นั้น ก็จะปรากฏขึ้นต่อจากนั้น
21 สังขารคือบุญ-บาป และตัณหาก็จะน าวิญญาณนั้น (จุติวิญาณ) ไปสู่ภพใหม่ (ปฏิสนธิวิญญาณ) ตามแต่ กรรมที ท าไว้จะพาไป การตาย-เกิด นี้จะด าเนินต่อไป ตราบเท่าที ปัจจัยต่างๆ คือ สังขาร คือ บุญ-บาป และ กิเลสคือตัณหา ยังด ามีอยู่ เมื อพัฒนาชีวิตให้เกิดวิชชา กิเลสก็ดับ สังขารคือบุญ-บาปดับ การเกิด-ตายก็ไม่ สามารถด าเนินต่อไปได้ พระพุทธปรัชญา สอนให้วางท่าทีว่าไม่ให้กลัวตาย เพราะเป็นธรรมชาติ มีเกิดก็ต้องมี ตาย สอนให้ระลึกถึงความตายแล้วน ามาเตือนใจตนเองรีบท าความดี พัฒนาชีวิต ให้พ้นจากตายและเกิด จะได้ หมดทุกข์อย่างสิ้นเชิง (นิพพาน)
22 บรรณานุกรม พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. 9. ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด ค าวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548 กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ และจรัญ จันทลักขณา, คัมภีร์การวิจัยและการเผยแพร่สู่นานาชาติ,กรุงเทพ มหานคร :อักษรสยามการพิมพ์, ๒๕๔๘. สุเชาวน์ พลอยชุม,รศ., พุทธศาสนาเถรวาท,เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มมร., ๒๕๕๓, หน้า๔๓. ส านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.(2565) . ค้นเมื อ 25 กรกฏาคม 2566 . จาก https://www.onab.go.th/th/content/category/detail/id/72/iid/460 หลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนา . (2564) . ค้นเมื อ 24 กรกฏาคม 2566 . จาก http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social3_1/lesson1_3/page3.p hp โอวาทปาฏิโมกข์. (2563) . ค้นเมื อ 24 กรกฏาคม 2566 . จาก http://www.bangkokideaeasy.com/informations/watsriauan/index.php?op=dynamicco ntent_detail&dynamiccontent_id=19071 พุทธปรัชญาการศึกษา. (2543) . ค้นเมื อ 24 กรกฏาคม 2566 . จาก https://www.baanjomyut.com/library_2/educational_philosoph/06.html