The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสถาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by metaviraku2001, 2023-09-21 12:07:55

รายงานเรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสถาน

รายงานเรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสถาน

ก คำนำ รายงานเรื่องกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสถานประกอบการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาหา ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของ กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและสถานประกอบการ ซึ่งมี ความเกี่ยวข้องรายวิชาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยใน สถานประกอบการ รหัสวิชา 18-4000- 2302 ระดับปริญญาตรีปี 1 แผนกวิชา อาหารและโภชนาการ อาชีวศึกษานครปฐม ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำให้ผู้ที่มีความสนใจใน เรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสถานประกอบการ ได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยจากรายงานเล่มนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำจึงขออภัย มา ณ ทีนี้ด้วย คณะผู้จัดทำ


ข สารบัญ เรื่อง หน้า 1. หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 1 1.1 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 1 1.2 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 1 1.3 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 1 1.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2553 2 1.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560 2 1.6 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 2 1.7 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 2 2. สัญญาจ้างแรงงาน 3 2.1 นายจ้าง 3 2.2 ลูกจ้าง 3 2.3 ข้อห้ามและข้อปฎิบัติของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง 3 2.4 การใช้แรงงานทั่วไป 4 2.5 เวลาพักระหว่างทำงาน 5 2.6 การทางานล่วงเวลา 5 2.7 ทำงานในวันหยุด 5 3. การคุ้มครองแรงงานหญิงและเด็ก 6 3.1 แรงงานหญิง 6 3.2 การคุ้มครองจากการทำงานที่อันตราย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 6 3.3 การคุ้มครองการทำงานในยามวิกาล 6 3.4 การคุ้มครองหญิงมีครรภ์ 6 3.5 ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ 6


ค สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 3.6 แรงงานเด็ก 7 3.7 ประเภทของงาน 7 3.8 ด้านสถานที่ 7 3.9 ด้านเวลา 8 4. วันหยุดของลูกจ้าง 8 4.1 วันหยุดประจำสัปดาห์ 8 4.2 วันหยุดภาพประเพณี 8 4.3 วันหยุดพักผ่อนประจำปี 9 5. วันลาของลูกจ้าง 10 5.1 ลาป่วย 10 5.2 ลาเพื่อทําหมับ 10 5.3 ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น 10 5.4 ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพล 10 5.5 ล่าเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ 11 5.6 ลาคลอดบุตรของหญิงมีครรภ์ 11 6. ค่าจ้าง 11 6.1 ค่าจ้างทำงานในวันหยุด 12 6.2 ค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 12 6.3 ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 13 6.4 ค่าชดเชิย 14 6.5 การจ่ายค่าชดเชย 15 6.6 กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 15


ค สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 6.7 ค่าชดเชยพิเศษ 16 7. ISO 17 7.1 มาตรฐาน ISO คืออะไร ระบบ iso มีกี่ประเภท 17 7.2 สมาชิกของ มาตราฐาน ISO 17 7.3 องค์ประกอบของ มาตราฐาน ISO 18 8. IOS 9000 คือ 18 8.1 มาตราฐาน ISO 9000 มีกี่ประเภท 18 8.2 ประเภทของมาตราฐาน ISO 9000 19 8.3 ระบบบริหารงานคุณภาพ iso 9000 มีลักษณะอย่างไร 19 8.4 ขั้นตอนสำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ ISO 20 9. ISO 9001 คือ 22 9.1 ที่มา ISO 9001 23 9.2 แนวคิดสำคัญของ ISO 9001 คือ 23 9.3 ประโยชน์ของ ISO 9001 มีอะไรบ้าง 24 9.4 ISO 9001 24 10. ISO 14000 คือ 25 10.1 วางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม 26 10.2 การกำหนดลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม 26 10.3 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย 26 10.4 การตรวจสอบและแก้ไข 27 10.5 ทำไมต้องมี ISO 14000 28 11 ISO 18001 คือ 29 11.1ประโยชน์ในการนำระบบ 30


ค สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 12. ISO 17025 คือ 33 12.1 ISO 17025 35 12.2 กระบวนการให้การรับรอง 37 12.3 ประโยชน์ที่ได้รับ 40 แบบทดสอบท้ายบท 41


1 1 หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 1.1 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 เป็นบทบัญญัติการคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรม จึงได้ปรับปรุง บทบัญญัติต่างๆเกี่ยวกับการใช้แรงาน ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ 2515 รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ ดังกล่าวอยู่ในรูปของประกาศกระทรวง อันมีฐานะเป็นกฎหมาย ลำดับรอง จึงมีปัญหาในเรื่องการ ยอมรับ เช่น ปรับปรุงบทบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้แรงงานให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การให้อำนาจ แก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงเพื่อให้ความคุ้มครองแก่การ ใช้แรงงานบางประเภทเป็นพิเศษกว่า การใช้แรงงานทั่วไป 1.2 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 โดยแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับ การห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือความ เสียหายในการทำงาน กำหนดให้ศาลปี อำนาจสั่งให้สัญญาจ้างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่ เป็นธรรมและพอสมควร กรณีกำหนดให้นายจ้างและ ลูกจ้างตกลงนำเวลาทำงานปกติส่วนที่ไม่ครบ 8 ชั่วโมง ไปรวมกับเวลาทำงานปกติในวันขึ้นได้ซึ่งต้อง ไม่เกินวันละ 9 ชั่วโมงกำหนดให้คณะกรรมการสวัสดิการ แรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้าง จ่ายเงินค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว ส่องหน้าในกรณีที่มีการย้ายสถาน ประกอบกิจการ และกำหนดให้นายจ้างยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและ สภาพการทำงาน รวมทั้ง เพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติม 1.3 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 โดยแก้ไขบทบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้าง โดยเพิ่มอำนาจในการ กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือและอำนาจ ในการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการค่าจ้าง กำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างเสนออัตราค่าจ้างที่กำหนด ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจา นุเบกษา รวมทั้งกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนา ระบบค่าจ้างและรายได้ของประเทศเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้าง และติดตามประเมินผลแผนพัฒนา ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าจ้างของคณะกรรมการค่าจ้าง มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ต่อลูกจ้าง


2 1.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2553 เนื่องจากได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ ทำงาน เพื่อกำหนดการดำเนินการควบคุม กำกับ ดูแล และบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอ นามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานไว้เป็น การเฉพาะ ประกอบกับเพื่อให้การบริหารจัดการ เป็นไปอย่างมีเอกภาพ จึงยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรงงาน และแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้ สอดคล้องกับการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว 1.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560 บัญญัติเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัด ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยเฉพาะอัตราโทษใน ความผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก 1.6 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษา คนพิการ และผู้สูงอายุ เพื่อให้มีการส่งเสริมการจ้างงานและคุ้มครองแรงงาน สำหรับแขกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภทดังกล่าว ซึ่งอาจมีลักษณะการทำงานที่มีมาต่างจากกจ้าง ทั่วไป ปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เพื่อลดภาระของนายจ้างในการส่งสำเนา ข้อบังคับดังกล่าว ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ สอดคล้องกันและเหมาะสมยิ่งขึ้น และเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการเกษียณ อายุและการจ่ายค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้างกรณีเกษียณอายุเพื่อคุ้มครองลูกจ้างกรณีเกษียณอายุ และเพื่อให้ เกิดความชัดเจนในการ บังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งเพิ่มบทกำหนดโทษกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ ลูกจ้างกรณี เกษียณอายุ 1.7 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 บัญญัติแก้ไขกำหนดให้การ เปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างต้องได้รับความยินยอม จากลูกจ้าง กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน กำหนดให้ลูกจ้างซึ่ง เป็นหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด บุตรได้โดยให้ถือเป็นวันลาเพื่อคลอดบุตร เพิ่ม อัตราค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปี ขึ้นไป กำหนดให้การย้ายสถานประกอบ กิจการ ให้รวมทั้งการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถาน ที่ใหม่ หรือสถานที่อื่น


3 2 สัญญาจ้างแรงงาน 2.1 นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง 2.1.1 ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง 2.1.2 ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจ กระทำการแทนนิติ บุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วยนายจ้าง และลูกจ้างจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ 2.2 ลูกจ้าง ลูกจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง แต่ลูกจ้างหมายถึง บุคคลธรรมดาเท่านั้น มิใช่นิติบุคคลที่เข้ามาตกลง ทำงานให้นายจ้าง และได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะทำหน้าที่ ในตำแหน่งใด หรือเรียกชื่อในตำแหน่งนั้นว่าอย่างไรและการตกลงนั้น จะเป็นการ ตกลงโดยตรงกับนายจ้างหรือตกลงโดยปริยายก็ได้ 2.3 ข้อห้ามและข้อปฎิบัติของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติและมีข้อควรปฏิบัติ ต่อลูกจ้างดังนี้ 2.3.1 ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหาย ใน การทำงานไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือภาพ ของ งานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่นายจ้างได้ ในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันของลูกจ้างไว้ เมื่อนายจ้างเลิก จ้างให้นายจ้าง คืนเงินประกันพร้อมตอบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เลิกจ้างหรือ วันที่ลูกจ้างลาออก 2.3.2 กรณีเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หากมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่จะต้อง ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้นด้วย โดยสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมี สิทธิ เช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างนั้นทุกประการ 2.3.3 ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่พระราชบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น 2.3.4 สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้าง ทำให้ นายจ้าง ได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมี ผลใช้บังคับ ได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี


4 2.3.5 ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือ สภาพ ของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ 2.4 การใช้แรงงานทั่วไป 2.4.1 การทำส่วนวันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง ในกรณีเวลาทำงานวันไหนต่อกว่าแปดชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างรอตกลงกันให้นำเวลาส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานคนอื่นได้ แต่ 2.4.2 งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง ที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงให้มีงานวันหนึ่งต้องไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และมีความเขาทำงานทั้งสิ้นแล้วรับสายหนึ่งต้องไม่ เกินสี่สิบสองชั่วโมง งานประมาทนี้ ได้แก่ 2.4.2.1 งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ 2.4.2.2 งานที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี 2.4.2.3 งานเชื่อมโลหะ 2.4.2.4 งานขนส่งวัตถุอันตราย 2.4.2.5 งานผลิตสารเคมีอันราย 2.4.2.6 งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือ หรือเครื่องจัก ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็น อันตราย 2.4.2.7 งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัด หรือความเย็นจัด อันอาจเป็นอันตราย 2.4.3 ในกรณีลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลาทำงานที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานปกติอื่นเกินกว่า วันละแปดชั่วโมง ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งตามอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ในวัน ทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกิน สำหรับลูกจ้างรายวันและลูกจ้างรายชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่า หนึ่ง เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงาน ตามจำนวนผลงานที่ทำได้ในชั่วโมงที่ทำเกิน สำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน 2.4.4 ในกรณีนายจ้างไม่อาจประกาศกำหนดเวลาเริ่มต้น และเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่ละ วันได้ เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงาน แต่ ละวันไม่เกินแปดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาห่างานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง 2.5 เวลาพักระหว่างทำงาน กฎหมายกำหนดเวลาพักระหว่างทำงานไว้ดังนี้ 2.5.1 ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่ง


5 ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน และนายจ้างลูกจ้าง อาจตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักครั้งหนึ่งน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงได้ แต่เมื่อรวมกันแล้ว วันหนึ่งต้อง ไม่ น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง และถ้าการตกลงนั้นเป็นอย่างอื่น และข้อตกลงการพักนั้นเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง ให้ข้อตกลงนั้นใช้บังคับกันได้ 2.6 การทางานล่วงเวลา การทำงานล่วงเวลา หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงาน ปกติ หรือเป็นชั่วโมง ในการทำงานแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงาน ต้องทำ ติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น ในกรณีที่การทำงานล่วงเวลาต่อ จาก เวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักไม่น้อยกว่ายี่สิบนาที ก่อนที่ ลูกจ้างจะเริ่มทำงานล่วงเวลา 2.7 ทำงานในวันหยุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด ได้แก่ วันหยุด ประจำสัปดาห์ เช่น วันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณี เช่น วันที่ 13 เมษายน (วันสงกรานต์) หรือ วันหยุดพักผ่อนประจำปี ที่คนมีสิทธิได้พักผ่อน แต่มีข้อยกเว้น ให้ทำงานวันหยุดได้ โดยต้องได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้างก่อน ในงานต่อไปนี้ได้เท่าที่จำเป็น คือ 2.7.1 ลักษณะหรือสภาพของงานนั้นต้องทำติดต่อกัน ถ้าหยุดจะเสียหาย 2.7.2 เป็นงานฉุกเฉินเร่งด่วน 2.7.3 เป็นงานผลิตงานจำหน่ายงานบริการ เช่น งานโรงแรม งานมหรสพ งานขนส่ง งานสโมสร งานพยาบาล เป็นต้น


6 3 การคุ้มครองแรงงานหญิงและเด็ก ภาพที่ 1 : สิทธิประกันสังคม (ม.ป.ป พ.ศ 2556) หน้าที่ 1 3.1 แรงงานหญิง ด้วยหญิงมีสรีระที่แตกต่างจากชาย โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแล เป็นพิเศษ กฎหมายจึงกำหนดการคุ้มครองแรงงานหญิงและหญิงมีครรภ์ไว้ ดังนี้ง 3.2 การคุ้มครองจากการทำงานที่อันตราย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานใน บางลักษณะที่เป็นอันตราย เช่น งานเหมืองแร่ งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูง งานผลิตหรือขนส่งวัตถุ ระเบิด หรือวัตถุไวไฟ งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 3.3 การคุ้มครองการทำงานในยามวิกาล กรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานระหว่างเวลา 24.00 - 06.00 น. และพนักงานตรวจ แรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงนั้นให้พนักงานตรวจ แรงงาน รายงานต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งให้นายจ้าง เปลี่ยนเวลาทำงาน หรือลดชั่วโมงทำงาน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมจาก การเดินทางยามวิกาล


7 3.4 การคุ้มครองหญิงมีครรภ์ ภาพที่ 2 : การจ้างแรงงานหญิงมีคครรภ์ (ม.ป.ป พ.ศ 2551) หน้าที่ 2 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในบางลักษณะ เช่น งานเกี่ยวกับ เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนัก งานที่ทำในเรือ งานอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง รวมถึง ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. ทำงาน ช่วงเวลาทำงานในวันหยุด หรือทำงานในวันหยุด แต่หางานนั้นเป็นงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองาน เกี่ยวกับการเงินและบัญชี นายจ้างอาจให้ลูกจ้างนั้น ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้เท่าที่ไม่มี ผลกระทบต่อสุขภาพ 3.5 ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ มีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่อาจ ทำงานในหน้าที่เดิมต่อไป ได้ ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราว ก่อนหรือหลังคลอดใต้ และให้นายจ้างพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น และห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์


8 3.6 แรงงานเด็ก ภาพที่ 3 : การใช้แรงงานเด็ก (ม.ป.ป พ.ศ 2549) หน้าที่ 3 โดยปกติการจ้างแรงงาน สามารถจ้างแรงงานได้เมื่อลูกจ้างนั้นมีอายุเกิน 18 ปี การจ้าง แรงงานเด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ในกรณีที่ต้องการจ้างเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 นายจ้างต้อง ปฏิบัติบางประการ เช่น แจ้งการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน จัดทำบันทึกสภาพ การจ้าง รวมถึงแจ้ง การสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างเด็กด้วย ข้อห้ามบางประการสำหรับการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 3.6.1 ห้ามมีให้ทำงานล่างเวลาหรือทำงานในวันหยุด 3.6.2 ห้ามมิให้ทำงานอย่างอื่นใด้โดยดังต่อไปนี้ 3.6.3 ด้านเวลา 3.6 ประเภทของงาน ได้แก่ งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ งานปั๊มโลหะ งานเกี่ยวกับความ ร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็น อันตราย งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่น งานเกี่ยวกับ วัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการ น้ำมันเชื้อเพลิง งานขับหรือบังคับรถ ยกหรือปั้นจั่น งานใช้เลื่อย เห็นด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ งานที่ต้องทำใต้ดินใต้น้ำในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่อยในภูเขา งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์


9 3.7 ด้านสถานที่ ได้แก่ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง สถานที่ที่มี อาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและ บริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับ นอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า สถานที่อื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง 3.8 ด้านเวลา ได้แก่ ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กทำงานในเวลาวิกาล (22.00- 06.00 น.) เว้นแต่งาน บางลักษณะ เช่น แสดงภาพยนตร์ ละครหรือการแสดงอื่น ๆ ทั้งนี้นายจ้างต้องจัดเวลาพักผ่อนให้ เหมาะสม นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นเด็กนั้นเอง ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายให้แก่บุคคลอื่น ในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินหรือประโยชน์ตอบแทนใด ๆ เป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้างแก่เด็กหรือ บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ขณะแรกจ้างหรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กในแต่ละ คราว มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กและห้ามมิให้นายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ ตอบแทน ดังกล่าวมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามกำหนดเวลา ลูกจ้างซึ่งเป็น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝึกหรือ ลาเพื่อการอื่น ซึ่ง จัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีเห็นชอบเพื่อประโยชน์ในการ พัฒนาและ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของเด็ก โดยให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กแจ้งให้นายจ้างทราบ ล่วงหน้าถึง เหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องถ้ามี และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างซึ่ง เป็นเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน 4 วันหยุดของลูกจ้าง วันหยุด หมายความว่า วันที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หรือหยุด พักผ่อนประจำปี วันหยุดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มี 3 ประเภท ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ทั้งนี้เพื่อให้ลูกจ้างได้ มีโอกาส พักผ่อนหลังจากทำงานติดต่อกันมาเป็นเวลาพอสมควร รวมทั้งให้มีโอกาสปฏิบัติกิจตาม ประเพณี ของท้องถิ่น และพักผ่อนหลังทำงานมาครบปีด้วย


10 4.1 วันหยุดประจำสัปดาห์ ภาพที่ 4 : วันหยุด (ม.ป.ป พ.ศ 2558) หน้าที่ 4 กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่ง วัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินทุกวัน นายจ้างและลูกจ้างมาตกลงกันล่วงหน้า กำหนดให้มีวันหยุดวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ งานบริการ ประชาชนโดยทั่วไป หากหยุดอาจทำให้ธุรกิจเสียหาย ได้แก่ งานบริการในโรงแรม งานที่อยู่ห่างไกล ทุรกันดารไป-กลับไม่สะดวก เช่น งานทำป่าไม้ งานลักษณะนี้นายจ้างและลูกจ้างอาจตกองสะสม วันหยุด ประจำสัปดาห์เลี่ยนไปพักคราวเดียวกันหลายวันก็ทำได้ แต่กฎหมายห้ามไว้ว่า มีให้สะสมไว้ เกิน 4 สัปดาห์ คือ ยินยอมให้สะสมติดต่อกันได้ 4 ครั้งเท่านั้น จะเลื่อนไปนานเกิน 6 สัปดาห์ไม่ได้ เพราะอาจเป็นผลร้าย ต่อลูกจ้างที่ต้องทำงานหนักติดต่อกันนานเกินควร 4.2 วันหยุดภาพประเพณี วันหยุดตามประเพณี คือ วันหยุดของทางราชการประจำปี วันหยุดของทางศาสนาหรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น โดยจะมีประกาศของคณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีวันใดบ้างเป็น วันหยุด ประจำปี เพื่อให้เวลาแก่ประชาชนทั่วไปมีโอกาสหยุด ร่วมกระทำกิจกรรมสำคัญของทาง ราชการ เช่น วันจักรี วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันรัฐธรรมนูญ หรือวันตามขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หรือวันสำคัญของทางศาสนา เพื่อให้ประชาชน ลูกจ้างทั่วไปได้ปฏิบัติ


11 พิธีกรรมทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา เป็นต้น โดยวันหยุดตามประเพณีนี้ ต้องให้นายจ้างประกาศ กำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างทราบเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบ สามวัน และรวมวันแรงงาน แห่งชาติให้ด้วย ให้นายจ้างพิจารณากำหนดวันหยุดตามประเพณีจาก วันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนา หรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น ปิดประกาศให้ ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ถ้าวันหยุดตามประเพณี วันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง ให้ ลูกจ้างหยุดชดเชยเพิ่มในวันทำงานถัดไปอีก 1 วัน ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดตามประเพณีได้ เนื่องจากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือ สภาพของงานที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ได้แก่ งานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล สถานบริการท่องเที่ยว งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง หรืองานที่มีลักษณะทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่า จะหยุดงานในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณีหรือนายจ้างจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้ 4.3 วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นวันหยุดของลูกจ้าง นอกเหนือจากวันหยุดประจำสัปดาห์และ วันหยุด ตามประเพณี กล่าวคือ เป็นวันหยุดพักผ่อนหลังจากทำงานมาครบ 1 ปีแล้วหลักกฎหมาย กำหนดไว้ว่าลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อน ประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อย กว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ล่วงหน้า หรือกำหนดให้ ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน และในปีต่อมานายจ้างอาจกำหนดวันหยุด พักผ่อนประจำปีให้แก่ ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้ สำหรับลูกจ้างยังทำงานไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจ กำหนดวันหยุด พักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง โดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้ เช่น ทำงานมาได้ 6 เดือน ก็มีสิทธิหยุด พักผ่อนประจำปีได้ 3 วัน วันหยุดพักผ่อนประจำปีนี้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสม และ เลื่อนวันหยุด พักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ เช่น บริษัทกำหนดวันหยุด พักผ่อนประจำปี ไว้ 6 วันต่อปี ในปี 2561 ลูกจ้างใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีไป 4 วันยังเหลือ 2 วัน ในปี 2562 ลูกจ้าง สามารถใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 8 วัน


12 วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 3 กรณี นายจ้าง ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเสมือนว่าทำงานตามปกติ จะหักค่าจ้างจากการหยุดงานในวันดังกล่าว ข้างต้น ไม่ได้ ทั้งนี้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ก็ได้ หากนายจ้างไม่กำหนดให้หยุดหรือให้ หยุด น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทำงานวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง 5 วันลาของลูกจ้าง 5.1 ลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง เมื่อลาป่วยถูกต้องตาม ระเบียบก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างแต่ รวมกันแล้วปีหนึ่งจะได้รับไม่เกิน 30 วัน นาน การลาป่วยตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไปนายจ้างอาจให้ ลูกจ้าง แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือของสถานพยาบาทของ ทางราชการ ในกรณีที่ ลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบัน ชั้นหนึ่ง หรือของทางราชการได้ ให้ลูกจ้างชี้แจงให้ นายจ้างทราบ การลาป่วย หมายถึงการลาป่วยเพราะโรคภัยไข้เจ็บทั่วๆ ไปแต่ถ้าป่วย บาดเจ็บจากการ ทํางานให้นายจ้าง เช่น เป็นลูกจ้างทําหน้าที่ควบคุม เลื่อยยนต์แต่พลาดมือถูกใบเลื่อยเป็นแผลต้องลา ป่วยทำงานไม่ได้ 45 วัน กรณีเช่นนี้มี นับวันลาว่าเป็นลาป่วยคงให้ได้รับค่าจ้างเสมือน มาท่างานแม้จะ เกิน 30 วัน 5.2 ลาเพื่อทําหมับ ถ้าทำหมัน หมายถึง การดำเนินการรักษาและป้องกันของแพทย์ต่อคนไข้มีให้มีบุตรต่อไปได้ ซึ่ง กฎหมายให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้ ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด และ ออกใบรับรองให้ 5.3 ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น การลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น หมายถึง การลาเมื่อลูกจ้างมีกิจธุระนั่นเอง แต่ต้องมีความจำเป็น จริง ๆ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2561 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำ เป็นได้ ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ คำพิพากษาฎีกาที่ 2236/2553 มารดาโจทก์เป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งได้รับการ รักษาตามปกติไม่ปรากฏว่ามีอาการรุนแรงเฉียบพลันและไม่ได้ป่วยหนักเป็นเหตุให้โจทก์ต้องวัน เดินทางไปทันที การที่โจทก์ขาดงานโดยไม่มีการลากิจให้ถูกต้อง จึงเป็นการสละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุ อันสมควร


13 5.4 ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพล สิทธิการลาในข้อนี้ ปัจจุบันมีเฉพาะลูกจ้างที่เป็นชาย ซึ่งเป็นทหารกองหนุน คือ เคยถูกเรียก เกณฑ์ เป็นทหารกองประจำการมาแล้ว ต่อมาได้ปลดจากกองประจำการเป็นทหารกองหนุนพร้อมที่ จะถูก ทางราชการทหารเรียกเข้าประจำการได้ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เมื่อมาทำงานกับ นายจ้าง ลูกจ้างอาจถูกทางราชการทหาร กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งเรียกพล คือ เรียกเข้ากองทัพ เพื่อ ทบทวน และตรวจสอบความพร้อมในฐานะเป็นทหารกองหนุน ด้วยการฝึกวิชาทหารเพิ่มเติมให้เกิด ความพร้อม เมื่อมีศึกสงครามเกิดขึ้นจริงสามารถทำการรบตามแบบทหารได้ ระยะเวลาการเรียกพล เพื่อฝึกวิชาทหาร มีระยะเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ซึ่งนายจ้างต้องให้ลูกจ้างลาและระหว่างที่ลาเพื่อ รับราชการทหาร ในการเรียกเพลนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างตลอดระยะเวลาในการเรียกพล เพื่อฝึกวิชาทหาร แต่ปีหนึ่งการจ่ายค่าจ้างต้องไม่เกิน 60 วัน 5.5 ล่าเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง กฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2551 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ ฝึกอบรมหรือพัฒนา ความรู้ ความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญหรือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้าง ซึ่งจะต้องมีโครงการหรือหลักสูตรและกำหนดเวลา ชัดเจน ที่แน่นอนชัดเจน หรือการสอบวัดผลการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น โดยใน กฎกระทรวง ยังกำหนดว่าลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาให้นายจ้างทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน และ นายจ้างจะไม่อนุญาตก็ได้ หากในปีนั้นลูกจ้างได้ถามาแล้ว 3 ครั้งหรือเกินกว่า 30 วัน หรือการลานั้น จะก่อให้เกิดความเสียหายหรือ กระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง 5.6 ลาคลอดบุตรของหญิงมีครรภ์ ให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิสาเพื่อคลอดบุตรได้ไม่เกิน 98 วัน ระหว่างกาเพื่อคลอดบุตรให้ ได้รับ ค่าจ้างจากนายจ้าง ตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 45 วัน สำหรับกรณีที่กำหนดให้ฝ่ายชาย สามารถใช้สิทธิลาเพื่อช่วยเหลือภรรยาที่คลอดบุตรโดยมีสิทธิลาได้ 15 วันนั้น บังคับใช้สำหรับ ข้าราชการและลูกจ้างราชการเท่านั้น สำหรับแอกชนยังคงมีการผลักดันสิทธิ ร้านนี้อยู่


14 6 ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญา จ้างสำหรับระยะเวลาการฟางานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างท่าได้ในเวลาปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนี้ด้วย อนึ่ง คำว่าค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนี้ให้ หมายถึง เงินเท่านั้น ซึ่งต่างกับค่าตอบแทนการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ใช้ คำว่า “สินจ้าง” ซึ่งสินจ้างนี้อาจเป็นเงินหรือเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ 6.1 ค่าจ้างทำงานในวันหยุด ภาพที่ 5 : การจัดการวันหยุด (ม.ป.ป พ.ศ 2549) หน้าที่ 5 นอกจากค่าจ้างในวันทำงานปกติทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีค่าจ้างในวันหยุดและค่าจ้างในการทำงาน ล่วงเวลา อีกด้วย ในเรื่องของวันหยุดได้ศึกษามาแล้วว่ามี 3 ประเภท คือ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี การให้ทำงานในวันหยุดย่อมเป็นงานเร่งด่วนหรือ เป็นงานที่ต้องทำติดต่อกันไป หากไม่ทำจะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ โดยต้องได้รับความยินยอมจาก ลูกจ้าง โอกาสที่นายจ้างจะให้ ลูกจ้างทำงานในวันหยุดส่วนใหญ่จะเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ และ วันหยุดตามประเพณี


15 เมื่อลูกจ้างทำงานในวันหยุด คือทำงานในเวลาปกติของเวลาทำงาน แต่วันนั้นเป็นวันหยุดตาม คำสั่ง ของนายจ้าง นายจ้างต้องยอมจ่ายค่าจ้าง เรียกว่า ค่าทำงานในวันหยุด ให้แก่ลูกจ้าง ซึ่ง กฎหมาย ให้ความหมายว่าค่าทำงานในวันหยุด คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทน การทำงาน ในวันหยุดและในกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างทำงานใน วันหยุดให้แก่ ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ 6.1.1 สำหรับลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด กรณีลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่ แล้ว ให้เพิ่มขึ้นจากปกติอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวน ชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานต่อวันตามจำนวนผลงานที่ ทำได้ 6.1.2 สำหรับลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างวันหยุด กรณีลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างทำงานใน วันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ ทำ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานต่อวันตามจำนวนผลงานที่ทำได้ 6.2 การทำงานล่าวเวลา ภาพที่ 6 : การทำงานล่วงเวลา (ม.ป.ป พ.ศ 2555) หน้าที่ 6 การทำงานล่วงเวลาหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าทำโอที (Overtime) หมายความว่า "การทํางานนอก หรือเกินกว่าเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวัน ที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน” การทำงาน


16 ล่วงเวลามิได้ทั้งวันทำงานปกติและเวลา ในวันหยุด การทำงานล่วงเวลานายจ้างและลูกจ้างจะต้องตก ลงกัน และต้องได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้างทุกครั้ง 6.3 ค่าจ้างทำงานล่วงเวลา ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเรียกว่า "ค่าล่วงเวลา" เมื่อมีการ ทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างเพิ่มจากเงินค่าจ้างที่รับปกติ มี หลักเกณฑ์ดังนี้ ค่าล่วงเวลาในวัน งานปกติ การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติคือการทำงาน ระยะเวลา ที่ลูกจ้างเลิกจากการทำงานในเวลาปกติที่ทำอยู่ขณะนั้น และให้เริ่มทำงานต่อไป ระยะที่ทำ ต่อนี้เรียกว่า ทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างผิดไปจากเดิมเรียกว่า ค่าล่วงเวลา ให้แก่ ลูกจ้างในอัตรา ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมง ท่า หรือไม่น้อยกว่า หนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานที่คำนวณเงินเป็นหน่วย 6.4 ค่าล่วงเวลาในวันหยุด การทำงานในวันธรรมดา เราเรียกว่าวันเวลาทำงานปกติ แต่ถ้าวันใด ตรงกับวันหยุดประจำ สัปดาห์ (โดยทั่วไปจะกำหนดวันอาทิตย์ เว้นบางอาชีพอาจกำหนดเป็นวัน อื่น) วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เราเรียกวันเหล่านี้ว่า วันหยุด ตามที่ศึกษามาแล้ว เมื่อนายจ้างมีงา น เร่งด่วนหรืองานต้องทำต่อเนื่อง นายจ้างต้องทำความตกลงกับลูกจ้างว่า ขอให้มาฟางาน ในวันหยุด เวลาการทำงานในวันหยุดก็คือเวลาทำงานปกติระหว่างเวลา 08.00 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกานั่นเอง ลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างตามอัตราการทำงานวันหยุดตามที่ศึกษามาแล้ว เมื่อทำงานวันหยุดจนหมดเวลา ถึง 17.00 นาฬิกาแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จ นายจ้างและลูกจ้างต้องตกลงกันหรือตกลงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ให้ทำต่อไปอีก เวลาที่เกินจากเวลาปกติในวันหยุดนี้เรียกว่า “ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด” นายจ้างต้อง จ่าย ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงวันทำงาน ตาม ชั่วโมงที่ทำ หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่ทำ 6.5 ค่าชดเชย ค่าชดเชย หมายถึง 6.5.1 เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างได้รับค่าชดเชยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ได้ต้องปิดกิจการ ปิดโรงงาน


17 6.5.2 การเลิกจ้าง มีสาเหตุมาจากนายจ้าง อันมิใช่สาเหตุมาจากลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างจึงมีสิทธิ 6.5.3 สาเหตุจากนายจ้าง เช่น งานหรือสัญญาของนายจ้างสิ้นสุดลงปิดโครงการเพื่อไปเริ่ม กิจการใหม่ เหตุอื่นที่นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง หรือกรณีนายจ้าง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติเพิ่มเติมกรณีการ เกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ตาม กฎหมายด้วย หรือในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือ กำหนดการ เกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิ์แสดงเจตนา เกษียณอายุได้โดยให้ แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นด้วย ทั้งนี้ บางหน่วยงานอาจมีการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง โดยมีความตก ลง กันว่าให้เงินดังกล่าวเป็นเงินชดเชย ความตกลงในลักษณะนี้ไม่สามารถกระทำได้ ดังเช่น คำ พิพากษา ศาลฎีกาที่ 9773/2558 หลักเกณฑ์การจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างกรณีพ้น สภาพเพราะ ลาออกด้วยแตกต่างกับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่เฉพาะลูกจ้างที่ถูกเลิก จ้างโดยไม่มีความผิด เท่านั้น ทั้งได้กำหนดเงื่อนไขไว้แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องการจ่าย ค่าชดเชย วิธีการคำนวณ เงินบำเหน็จก็แตกต่างกัน เห็นได้ชัดเจนว่าเงินบำเหน็จที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง เป็นเงินประเภทอื่นที่มิใช่ค่าชดเชย ตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ระเบียบว่าด้วยสวัสดิการพนักงานของ จำเลยจะกำหนดว่า “ให้ถือว่าเงินบำเหน็จนี้ เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย” ก็ไม่มีผลให้เงินบำเหน็จกลับกลายสถานะเป็นค่าชดเชยไปได้ ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้ 1. ลูกจ้างลาออกจากงานโดยสมัครใจ 2. ลูกจ้างที่ทำสัญญากับนายจ้างโดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนสำหรับงานที่ต้อง แล้วเสร็จภายในเวลา 2 ปี ซึ่งการว่าจ้างถือเอาความแล้วเสร็จของงานเป็นสาระสำคัญในการกำหนด ระยะ ลาการจ้าง ได้แก่งานดังต่อไปนี้ 1. งานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลา เริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน 2. งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน


18 3. งานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น 6.6 การจ่ายค่าชดเชย กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังนี้ 6.6.1 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า ค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 30 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 30 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับ ค่าจ้าง ตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (คำว่าตามผลงาน หมายถึงไม่ได้จ้างเป็นรายวันหรือเดือน แต่ให้ค่าจ้าง ที่ผลงาน) ส่วนลูกจ้างทำงานยังไม่ครบ 120 วัน จึงไม่มีสิทธิพิจารณาค่าชดเชย 6.6.2 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตรา สุดท้าย 90 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 90 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้างตาม ผลงาน 6.6.3 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตรา สุดท้าย 180 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 180 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้าง ตาม ผลงาน 6.6.4 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 240 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 240 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้าง ตามผลงาน 6.6.5 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับ ค่าจ้างตามผลงาน 6.6.6 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับงานตาม ผลงาน โดยสรุปเงินชดเชยให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างอัตราต่ำสุดคือเท่ากับอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือ ประมาณ 1 เดือน และสูงสุดเท่ากับอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 400 วัน หรือประมาณ 10 เดือน 6.7 กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การจ้างลูกจ้างมาทำงานในกิจการธุรกิจการค้าของนายจ้างแม้จะมีการเลิกจ้างนายจ้างมีสิทธิ ไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหากการเลิกจ้างนั้นมีสาเหตุมาจากตัวลูกจ้างในกรณีดังต่อไปนี้ 6.7.1 ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เช่น ลักทรัพย์


19 ของนายจ้าง ยักยอกเบียดบังทรัพย์สินของนายจ้างหรือทำร้ายร่างกายนายจ้าง เป็นต้น 6.6.2 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ปล่อยปละละเลยไม่รักษาทรัพย์สินของนายจ้าง เช่น จงใจให้ยานพาหนะของโรงงานชำรุดเสียหาย จงใจนัดหยุดงานทำให้งานของนายจ้างเสียหาย เมื่อ บอกเลิกจ้าง นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 6.6.3 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ข้อนี้ความเสียหาย ต้องมี ความร้ายแรงด้วย เช่น เป็นช่างรับผิดชอบต้นกำลังไฟฟ้าของโรงงานนายจ้างไม่ตรวจปรนนิบัติ บำรุงรักษา เป็นเหตุให้น้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแห้ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เสียหายใช้การไม่ได้ ต้องหยุดปฏิบัติงานของโรงงาน ถือว่าเป็นความประมาทเลินเลย ทำให้นายจ้าง ได้รับความเสียหาย อย่างร้ายแรง เมื่อบอกเลิกจ้าง นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 6.6.4 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย กฎหมาย และเป็นธรรม และนายจ้างตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรงเช่นชัย 3 นายจ้าง ไม่จําเป็นต้อง ตักเตือน สำหรับหนังสือเตือนของนายจ้างให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้าง กระทำความผิด เมื่อบอกเลิกจ้างนายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 6.6.5 ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป ไม่ว่าจะมีวันหยุดค้นหรือไม่ก็ตาม โดย ไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเหตุอันควรหรือไม่มีนี้เป็นดุลยพินิจของนายจ้าง 6.6.6 ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้ กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ความผิดใน 2 กรณีหลังนี้ นายจ้างจะบอกเลิกจ้างได้ต้อง เป็นกรณีเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอนึ่ง การเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยดังกล่าวมาแล้วนี้ นายจ้างจะต้องทำเป็น หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างระบุข้อเท็จจริง สาเหตุที่ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างด้วย มิฉะนั้นนายจ้างจะยกเหตุขึ้นอ้างภายหลัง ไม่ได้ 6.8 ค่าชดเชยพิเศษ ค่าชดเชยพิเศษ หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง เพราะ มี เหตุกรณีพิเศษที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ค่าชดเชยพิเศษ เป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับจาก นายจ้างเมื่อลูกจ้างลาออกจากงานที่ทำกับ นายจ้าง หรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญากับนายจ้าง ทั้งสอง กรณีเป็นสิทธิของลูกจ้าง เพราะมีสาเหตุพิเศษ เกิดจากนายจ้างที่นายจ้างประสงค์ 2 ประการ คือ นายจ้างจะย้ายสถานที่ประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น


20 7 ISO ภาพที่ 7 : ISO (ม.ป.ป พ.ศ 2545) หน้าที่ 7 7.1 มาตรฐาน ISO คืออะไร ระบบ iso มีกี่ประเภท ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันได้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันกันอย่าง สูงเพื่อให้ธุรกิจของตนได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการบริการ อุตสาหกรรม การผลิต เป็นต้น บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ คำว่า ISO ว่ามันคืออะไร และมีบทบาทสำคัญ มากน้อยแค่ไหนในเชิงธุรกิจ 7.1.1 ISO ย่อมาจาก (International Organization for Standardization) คือ องค์การ ระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน เป็นองค์กรที่ออกมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และ อุตสาหกรรม ส่วนมาตรฐานที่องค์กรนี้ออกมา ก็ใช้ชื่อนำหน้าว่า ISO เช่น ISO 9000 และ ISO 14000 ซึ่งก็เป็นมาตรฐานที่ว่าด้วยระบบบริหารคุณภาพ และระบบบริหารสิ่งแวดล้อม 7.1.2 ISO ถูกผลักดันโดยประเทศเยอรมนี ในช่วงปี 2521 หลังสงครามโลกจบลง โดยให้ทั่ว โลกมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าเดียวกันส่วนองค์กรมาตรฐานโลกก็จัดตั้งระบบ ISO/TC176 ขึ้นต่อมา อีก1ปีอังกฤษพัฒนาระบบคุณภาพที่เรียกว่า BS5750 ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จากนั้นในปี 2530 ISO จึงจัดวางระบบการบริหารเพื่อการประกันคุณภาพที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบเอกสารหรือ ที่เรียกว่า อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 เป็นมาตรฐานที่กำหนดใช้ในทุกประเทศทั่วโลก 7.1.3 ISO จะมีสมาชิกจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก และสมาชิกก็แบ่งเป็นระดับๆ แตกต่างกัน ไปอีก ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และมาตรฐานต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ


21 (International Standard) นอกจากนี้มาตรฐาน ISO ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กร ไม่ว่าจะ เป็นองค์กรชนิดใดขนาดใหญ่ หรือ เล็ก ผลิตสินค้าอะไร หรือ ให้บริการอะไร 7.2 สมาชิกของ มาตราฐาน ISO แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 7.2.1 Member body เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐานของประเทศ แต่ละประเทศจะมี หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่สมาชิก ISO เพียงหน่วยงานเดียว 7.2.2 Correspondent member เป็นหน่วยงานของประเทศซึ่งยังไม่มีการจัดตั้งสถาบัน มาตรฐานเป็นการเฉพาะ 7.2.3 Subscriber member เป็นหน่วยงานในประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจต่ำสมาชิก ประเภทนี้จะจ่ายค่าบำรุงสมาชิกในอัตราที่ได้รับการลดหย่อน 7.3 องค์ประกอบของ มาตราฐาน ISO 7.3.1 สมัชชาทั่วไป (General Assembly) 7.3.2 คณะมนตรี (Council) 7.3.3 คณะกรรมการบริหารด้านวิชาการ (Technical Management Board) 7.3.4 คณะกรรมการวิชาการ (Technical committee) 7.3.5 สำนักเลขานุการ (Central Secretariat)


22 8 IOS 9000 คือ ภาพที่ 8 : ISO 9000 (ม.ป.ป พ.ศ 2545) หน้าที่ 8 ISO (International Organization for Standardization) หรือองค์กรระหว่างประเทศว่า ด้วยการมาตรฐาน ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสินค้าแทบจะทุกชนิด ส่วนระบบบริการงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากลที่วัดระดับคุณภาพองค์กรด้านการบริการงานคุณภาพและประกัน คุณภาพสินค้า ISO 9000 คือการจัดการระบบบริหารเพื่อประกันคุณภาพ ที่สามารถตรวจสอบได้ โดย ผ่านระบบเอกสาร 8.1 มาตราฐาน ISO 9000 มีกี่ประเภท ระบบ ISO 9000 เป็นมาตรฐานเพื่อรับประกันคุณภาพสินค้าและบริการขององค์กรให้เป็นไป ตามความต้องการของลูกค้า แบ่งเป็นสองส่วนคือการประกันคุณภาพและการควบคุมคุณภาพ โดย มาตรฐาน ISO 9000 มีหลักการและประเภทดังนี้ 8.1.1 ยึดปรัชญาป้องกันมากกว่าการสืบหาปัญหา 8.1.2 ทบทวนจุดที่เป็นปัญหาสำคัญ ตรวจสอบผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง 8.1.3ติดต่อสื่อสารภายในกระบวนการและระหว่างผู้ใช้มาตรฐาน รวมถึงผู้ป้อนวัตถุดิบและ ลูกค้าอย่าง สม่ำเสมอ 8.1.4 จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดทำเอกสารสำคัญให้มีประสิทธิภาพ 8.1.5 สร้างความตระหนักเรื่องคุณภาพให้แก่พนักงาน


23 8.2 ประเภทของมาตราฐาน ISO 9000 เลข “9000” ในมาตรฐาน ISO 9000 เป็นรหัสของมาตรฐานชุดนี้ โดยประเภทของมาตรฐาน ISO 9000 แบ่งแยกย่อยได้อีก 5 ฉบับ คือ 1. ISO 9000 ประกอบไปด้วยหลักพื้นฐานและคำศัพท์ 2. ISO 9001 เป็นข้อแนะนำการเลือกใช้ 3. ISO 9002 เป็นแนวทางทั่วไปในการเลือก และการประยุกต์ใช้มาตรฐานให้เหมาะสม 4. ISO 9003 เป็นแนวทางในการนำ ISO 9001 ไปพัฒนาประยุกต์ใช้ 5. ISO 9004 เป็นข้อแนะนำสำหรับเรื่องการจัดการที่น่าเชื่อถือ 8.3 ระบบบริหารงานคุณภาพ iso 9000 มีลักษณะอย่างไร ลักษณะของระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ประกอบไปด้วย 8.3.1 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพสินค้า โดยยึดหลักการคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของสินค้าและบริหารให้เป็นไปตามความ ต้องการของลูกค้าให้ได้อย่างสม่ำเสมอ 8.3.2 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้ได้กับกิจการทุกประเภท ไม่ว่าจะอุตสาหกรรม โรงงานผลิตคอลลาเจน พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและใหญ่ 8.3.3 ได้รับการยอมรับจากทั้งในประเทศและสากล 8.3.4 มาตรฐาน ISO 9000 เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ควบคุมให้ทุกแผนกงานในองค์กรมี ส่วนร่วมบริหารคุณภาพจากขั้นตอนในกระบวนการผลิตต่างๆ 8.3.5 ให้ความสำคัญเรื่้องการจัดระเบียบเอกสารปฏิบัติงานให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ใช้เข้าถึง เอกสารและนำไปใช้งานได้สะดวก 8.3.6 เปิดโอกาสให้มีการแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนในการปฏิบัติงาน วิธีการปฏิบัติงาน และ มาตรฐานการทำงานอยู่เสมอ 8.3.7 มาตรฐาน ISO 9000 กำหนดให้มีการตรวจประเมินโดยบุคคลที่ 3 เพื่อให้การรับรองให้ ผ่าน 8.3.8 มาตรฐาน และมีการสุ่มตรวจซ้ำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เมื่อครบ 3 ปี จะตรวจประเมิน ใหม่อีกครั้งเสมือนขอการรับรองครั้งแรก 8.3.9 เป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตามเงื่อมไขของ GATT


24 8.3.10 เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดต้องมีในระบบคุณภาพ 8.3.11 รับรองคุณภาพขององค์กรทั้งหมด ไม่ได้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง 8.3.12 มาตรฐาน ISO 9000 ประเทศไทยรองรับให้เป็นมาตรฐาน มอก.9000 สัญลักษณ์ ISO จะเป็นตัวอักษร ISO ที่ย่อมากจาก “International Organization for Standardization” พื้นหลังตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์ลูกโลก สำนักงานหลักของ ISO ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ มาเข้าร่วมกับผิดชอบจัดทำให้มาตรฐาน ISO มีความเป็นสากล จัดตั้งมาตรฐานให้องค์กรต่างๆ เช่น โรงงานผลิตเครื่องสำอาง โรงงานผลิตอาหาร เสริมลดน้ำหนัก ปลอดภัยได้มาตรฐาน 8.4 ขั้นตอนสำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ ISO เตรียมการและศึกษา ศึกษาระบบคุณภาพต่างๆ ว่าควรนำระบบใดไปประยุกต์ใช้ในองค์กกร ควรปรึกษาบุคคลากรทุกระดับเพราะบุคคลากรทุกคนมีผลต่อความสำเร็จของ ISO 9000 โดยรวม การวางแผนด้านคุณภาพ โดยการกำหนดนโยบายคุณภาพที่สามารถนำไปปฏิบัติ ทำให้สำเร็จและ ประเมินค่าได้ จัดทำวัตถุประสงค์คุรภาพ กำหนดของเขต และจัดทำแผนการดำเนินงานที่แสดงถึง ขั้นตอน ระยะเวลาทำงาน การจัดทำระบบเอกสารคุณภาพ ตามหัวข้อ ผังนโยบายคุณภาพ ผัง โครงสร้างองค์กร กำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบบ คู่มือคุณภาพ ระเบียบปฏิบัติงาน รวมถึง ตรวจสอบทบทวนเอกสารก่อนนำไปใช้การนำเอกสารออกใช้ เป็นการนำระบบบริหารงานคุณภาพไป ปฏิบัติ องค์กรจพต้องนำเอาเอกสารระบบบริหารคุณภาพที่ได้จัดทำขึ้นไปใช้จรองให้เกิดประสิทธิผล การตรวจประเมินคุณภาพภายใน คัดเลือกพนักงานเป็นทีมตรวจคุณภาพภายใน โดยคัดเลือกจาก หลายหน่วยงานในองค์กร รับการตรวจประเมินจากหน่วยงานรับรอง เมื่อองค์กรดำเนินการจัดระบบ คุณภาพเรียนร้อยแล้ว สามารถขอการรับรองจาก หน่วยรับรอง (Certification Body) จากบริษัท รับรอง ISO 9000 มาตรฐาน ISO 9000 ได้ระบุข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ข้อกำหนด ISO 9000 ประกอบไปด้วย ขอบข่าย เอกสารอ้างอิง นิยามและคำจำกัดความ ระบบ บริหารคุณภาพ ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร การจัดสรรทรัพยากร การทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นจริง การวัด การวิเคราะห์ และปรับปรุง ประโยชน์ของการทำระบบ ISO 9000


25 ประโยชน์ของการทำระบบ ISO 9000 สำหรับองค์กรเกิดระบบการบริหารที่เป็นมาตรฐาน ลด ข้อบกพร่อง ง่ายต่อการตรวจสอบและปรับปรุง เช่นเดียวกับมาตรฐาน GMP ฮาลาลเสมือนเครื่องมือ กรองปัญหา แก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างตรงจุด ลดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่าย ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น มีมาตรฐานกำหนดไว้ในเอกสารเป็นลาย ลักษณ์อักษรชัดเจน ง่ายต่อการเดินหน้าให้เป้าหมายสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องมือ ตรวจสอบภายในองค์กรคัดสรรแรงงานที่มีมาตรฐาน ลดจำนวนแรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้ บุคคลากรทราบถึงเป้าหมายงาน เพิ่มกำลังใจโดยรวมในการทำงานขององค์กร ประโยชน์ของการทำ ระบบ ISO 9000 สำหรับลูกค้านอกองค์กรเชื่อมั่นในบริษัทที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เชื่อใจให้ ผลิตสินค้าสร้างแบรนด์ตัวเองช่วยให้ลูกค้าพึงพอใจต่อสินค้าและบริการช่วยพัฒนาศักยภาพด้านการ แข่งขันเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพอใจกับระบบการปฏิบัติงาน ขององค์กร คำถามเกี่ยวกับ ISO 9000 มาตราฐาน ISO ที่สำคัญในไทย มีอะไรบ้างตอบ: มาตรฐาน ISO ที่สำคัญในไทย ได้แก่ มาตรฐาน ISO 9000 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ มาตรฐาน ISO 14000 มาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ISO 17025 มาตรฐานการประเมินความสามารถทางวิชาการของ ห้องปฏิบัติการ มาตรฐาน ISO 18000 มาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรฐาน ISO 22000 มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยของอาหาร มาตรฐาน ISO 13485 การจัดการคุณภาพอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ ISO 9000 คือ หลักประกันที่บอกเราได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่ มาตรฐาน ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด แต่เป็นการรับประกันว่าการบริหารงาน ขององค์กรมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งการที่องค์กรมีคุณภาพก็ส่งผลให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มี คุณภาพตาม


26 9 ISO 9001 คือ ISO 9001 เป็นมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อองค์กรทุกขนาด ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงธุรกิจให้มี ประสิทธิภาพ การรับรองการจัดการคุณภาพ ISO 9001 สามารถช่วยคุณในการ ปรับปรุงการ ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทำให้ลูกค้าพึง พอใจมากขึ้นเพิ่มจำนวนลูกค้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน แสดงให้คุณเห็นถึงการ กำกับดูแลกิจการที่ดีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้มีส่วนได้เสีย และตลอดห่วงโซ่อุปทาน ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 คืออะไร เรามาทำความรู้จักกันก่อน สำหรับมาตรฐาน ISO 9001 เป็นมาตรฐานที่เริ่มต้นสำหรับ หน่วยงานควรจะต้องมีความรู้และความเข้าใจ การจัดรูปแบบองค์กรให้เหมาะสมตามหน้าที่และ หน่วยงานต่าง ๆ การจัดหน้าที่และความรับผิดชอบของเราแต่ละคนว่าควรจะต้องดูแลในส่วนไหนกัน บ้าง หรือถ้าพูดให้ง่ายให้เข้าใจคือการแบ่งกันรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับแต่ละบุคคล อย่างเช่นเรา อาจจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มแรกคือ ผู้ดูแลหรือหัวหน้างานในส่วนของการทำงาน และผู้ดูแลหรือหัวหน้า งานในส่วนของอาคารและสถานที่ หลังจากนั้นก็เป็นการแยกย่อยไปตามตำแหน่งที่ได้รับความผิดชอบ ในส่วนต่าง ๆ ซึ่ง ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 ตรงนี้จะช่วยจัดสรรงานให้แต่ละที่ สามารถทำงาน ได้สะดวกรวดเร็วขึ้นและมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานของตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับหน่วยงาน ทั่วไปแค่ถามว่ามีความจำเป็นจะต้องใช้เกี่ยวกับเรื่องราวของ ISO เข้ามาช่วยในหน่วยงานหรือไม่ จำเป็นอย่างแน่นอนสำหรับทุกหน่วยงานที่จะต้องมี ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 เข้ามาช่วยบำรุง และพัฒนาหน่วยงานให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ถ้าเราไม่มีระบบระเบียบในการจัดการ ไม่มีการดูแล รูปแบบวิธีการการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการทำงานของเราไม่ได้แตกต่างจากการ ทำงานระบบครอบครัว ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ใครไม่อยากจะทำอะไรก็ไม่ต้องทำ ลักษณะการ ทำงานอย่างนี้ถือว่าไม่พัฒนาองค์กรสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามีการแยกย่อยอย่างชัดเจนมีการระบุหน้าที่การ ทำงานที่ถูกต้อง การพัฒนาการตรวจสอบหน่วยงานก็เป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ง่ายต่อการปรับ องค์กรหรือพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น


27 9.1 ที่มา ISO 9001 ภาพที่ 9 : ISO 9001 (ม.ป.ป พ.ศ 2560) หน้าที่ 9 ได้รับการพัฒนามาจาก ISO 9000 : 2008 มีการเพิ่มเติมข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือและมีการ ปรับปรุงมากยิ่งขึ้น หรือทำความเข้าใจอย่างง่ายคือมีการพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้ทุกคนมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการทำงาน เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรและบุคลากรโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของ เอกชนจากองค์กรเล็ก ๆ สู่องค์กรใหญ่ หรือจะเป็นหน่วยงานในภาครัฐที่ต้องทำงานเป็นรูปแบบแผน จะต้องมีการกำหนดแบบแผนที่ชัดเจนและมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพิ่มยิ่งขึ้น ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 จะช่วยให้การทำงานนั้นง่ายและจากในระบบของการทำงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะก่อน หน้านั้นจะมีความชัดเจนในระดับหนึ่งแต่ยังไม่สมบูรณ์ จึงมีการพัฒนาขึ้นมาอีกระดับกลายเป็น ระบบ มาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งการพัฒนาของ ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 จะเป็นการต่อยอดจากของเดิมมีการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบเดิมเพียงเล็กน้อย ประโยชน์ที่จะได้รับในหน่วยงานคือความชัดเจนของการสั่งงาน ในการวางแผนได้มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นการวางแผนในยุคก่อนอาจจะมีการวางแผนที่กว้างจนเกินไป ทำ ให้การทำงานนั้นอาจจะดูไม่ครอบคลุมและไม่รัดกุมกับการทำงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายอาจจะยังทำ ไม่ตรงตามความต้องการ ระบบที่ทำการปรับปรุงใหม่ทั้งนี้มีความชัดเจนในการสั่งงานและการทำงาน มากยิ่งขึ้น มุ่งสู่เป้าหมายโดยตรงและทำการลดขั้นตอนในส่วนที่ไม่จำเป็นลงไปด้วย


28 9.2 แนวคิดสำคัญของ ISO 9001 คือ การจัดวางระบบบริหารงาน เพื่อประกันคุณภาพซึ่งเป็น ระบบที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากระบวนการต่าง ๆ ได้รับการควบคุม และสามารถตรวจสอบได้โดยผ่าน เอกสารที่ระบุขั้นตอนและวิธีการทำงาน เพื่่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรในองค์กรรู้หน้าที่ความรับผิดชอบ และขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน โดยต้องมีการฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานมี การจดบันทึกข้อมูล รวมทั้งการตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ในเอกสารหรือไม่ และ มีการแก้ไขข้อผิดพลาด รวมทั้งมีแนวทางในการป้องกันข้อผิดพลาดเดิม หลักการของการบริหารงานคุณภาพ มี 8 ประการ 9.2.1 การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer Focus) 9.2.2 ความเป็นผู้นำ (Leadership) 9.2.3 การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of People) 9.2.4 การบริการเชิงกระบวนการ (Process Approach) 9.2.5 การบริหารที่เป็นระบบ (System Approach) 9.2.6 การรปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) 9.2.7 การตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง (Factual Approach to Decision Making) 9.2.8 ความสัมพันธ์กับผู้ขายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน (Mutually Beneficial Supplier Relationship) 9.3 ประโยชน์ของ ISO 9001 มีอะไรบ้าง ทำให้คุณกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในตลาดทราบวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้คุณ ประหยัดเวลา เงิน และทรัพยากรอื่น ๆกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในกระบวนการ และทำให้การ ทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นขยายโอกาสทางธุรกิจด้วยการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามการ จัดการที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น จะช่วยให้คุณตอบสนองความต้องการของลูกค้าผลการดำเนินงานที่ดีจะลด ความผิดพลาดและเพิ่มผลกำไร เอาชนะใจลูกค้าด้วยการบริการที่เหนือระดับ 9.4 ISO 9001 จึงเป็นระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล แนวคิดสำคัญของ ISO 9001 คือการจัด วางระบบบริหารงานเพื่อการประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากระบวนการต่างๆ ได้รับการควบคุมและสามารถตรวจสอบได้ โดยผ่านระบบที่ระบุขั้นตอนและวิธีการทำงาน เพื่อให้


29 มั่นใจว่าบุคลากรในองค์กรรู้หน้าที่ความรับผิดชอบและขั้นตอนต่างๆ ในการปฏิบัติงาน โดยต้องมีการ ฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน มีการจดบันทึกข้อมูล รวมทั้งการตรวจสอบการ ปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ในระบบหรือไม่ และมีการแก้ไขข้อผิดพลาดรวมทั้งมีแนวทางในการ ป้องกันข้อผิดพลาดเดิม ในปัจจุบันมาตรฐาน ISO 9001:2015 มีการเพิ่มข้อกำหนดในเรื่องการทำความเข้าใจกับองค์กร และบริบทองค์กร การทำความเข้าใจกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อใช้ สำหรับการดำเนินการกับความเสี่ยงและโอกาสรวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานหนึ่งที่จะช่วยให้ องค์กรสามารถมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป 10 ISO 14000 คือ ภาพที่ 10 : ISO 14001 (ม.ป.ป พ.ศ 2560) หน้าที่ 10 ISO 14000 เป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System) ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การตลาด การผลิต การบริการ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารงานทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ให้องค์กรปรับปรุงผลการ ดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้ มิได้เป็นกฎหมายหรือข้อบังคับของรัฐแต่ผู้ประกอบการถือ ปฏิบัติโดยสมัครใจเพราะความตระหนักในการปกป้องสิ่งแวดล้อม และความต้องการในการขยาย


30 ตลาด เมื่อองค์กรต่างๆนำ ISO 14000 ไปปฏิบัติอาจทำให้มาตรฐานดังกล่าวกลายเป็นข้อบังคับที่ถือ ปฏิบัติเป็นมาตรฐานด้านการค้าระหว่างประเทศฉบับนี้ สามารถนำไปใช้กับองค์กรที่ต้องการนำระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติเพิ่มความมั่นใจว่าดำเนินงานไปตามนโยบายสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็น ว่าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมขอใบรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแสดงความ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานและประกาศตนว่าได้ตามมาตรฐาน ISO 14000 ประกอบด้วยหลายมาตรฐาน แต่ใช้ในการออกใบรับรองคือ ISO 14001 ส่วนที่ เหลือจะเป็นแนวทางในเรื่องต่างๆที่เสริม ISO 14001 ดังนี้ ISO 1400-14009 : ข้อกำหนดของระบบจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 1410-14019 : การตรวจประเมินสิ่งแวดล้อมและคุณสมบัติผู้ตรวจประเมิน ISO 14020-14029 : ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ ISO 14030-14039 : การตรวจวัดผลปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14040-14049 : ประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ISO 14050 : คำนิยามและศัพท์ มาตรฐานที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถยื่นขอรับการรับรองได้คือ ISO 14001 ซึ่ง กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบในระบบการบริหารสิ่งแวดล้อมในหน่วยงานหลักการใน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ 1. กำหนดนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม 2. วางแผนการจัดการสิ่งแวดล้มนำไปปฏิบัติ 3. ตรวจสอบและแก้ไข 4. ทบทวนและปรับปรุง 5. กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม 6. นโยบายสิ่งแวดล้อมควรมีลักษณะดังนี้ 7. เหมาะสมกับลักษณะ ขนาด และ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรร ผลิตภัณฑ์ หรือการให้บริการขององค์การ 8. มุ่งมั่นต่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและป้องกันมลพิษ 9. มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม


31 10.1 วางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบุปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งควรจะแก้ไขเป็นอันดับแรกของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ 10.1.1 การปล่อยอากาศเสีย 10.1.2 การระบายน้ำเสีย 10.1.3 การจัดการของเสีย 10.1.4 การปนเปื้อนของดิน 10.1.5 ผลกระทบต่อชุมชน 10.1.6 การใช้วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ 10.1.7 สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น 10.2 การกำหนดลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณาราสภาวะการดำเนินงานตามปกติ สภาวะการปิดและเริ่มดำเนินการ กฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆซึ่งทางองค์กรอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบปฏิบัติทางอุตสาหกรรม ข้อตกลงกับหน่วยงานราชการ แนวปฏิบัติที่ไม่ใช่กฎข้อบังคับ 10.3 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย วัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และเป้าหมายควรจะวัด ได้ในทางปฏิบัติและควรคำนึงถึงมาตรการป้องกันด้วย โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมการจัดทำโครงการสิ่งแวดล้อมเป็นการนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไป ใช้ให้เกิดผล โครงการควรจะระบุวิธีดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรรวมทั้งระยะเวลาและ บุคลากรที่รับผิดชอบในการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กร การนำนโยบายไปปฏิบัติ กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ผู้บริหารต้องจัดหาสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินงาน ตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น บุคลากร เงิน เทคโนโลยี เป็นต้นจัดให้มีการฝึกอบรมด้านการ จัดการสิ่งแวดล้อม ปลูกจิตสำนึกให้พนักงานแต่ละคนตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติตาม นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปฏิบัติงานประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่จัดได้รับจาการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของแต่ละคน ผลของการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน ที่กำหนดไว้ประชาสัมพันธ์เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม การควบคุมการดำเนินงาน ต้องมีการ กำหนดวิธีการและความเป็นไปได้ รวมทั้งการป้องกันและบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก


32 สภาพการดังกล่าว ควรมีการทบทาวนและแก้ไขวิธีการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุ ฉุกเฉินโดยเฉพาะหลังเกิดอุบัติเหตุ 10.4 การตรวจสอบและแก้ไข โดยบุคคลภายในองค์กรหรือบุคคลภายนอกองค์กรได้ ผู้ตรวจสอบควรตรวจสอบด้วยความ ยุติธรรมไม่ใช้ความรู้สึกของตนเองการตรวจสอบประกอบด้วยติดตามและวัดผลการดำเนินงานที่เกิด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบันทึกข้อมูลแก้ไขและป้องกันสภาพที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและ บันทึกความเปลี่ยนแปลงนั้นบันทึกประวัติการฝึกอบรม การตรวจสอบและทบทวนกำหนดระยะเวลา การเก็บรักษาการกำหนดวิธีการตรวจติดตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามช่วงเวลาที่กำหนดอย่าง สม่ำเสมอเพื่อ ตรวจสอบว่า ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามแผนหรือไม่ และเสนอผลการ ตรวจติดตามแก่ผู้บริหาร กำหนดวิธีการตรวจสอบ ความถี่ในการตรวจสอบ กิจกรรมที่จะนำมา ตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบ ความรู้ความสามารถของผู้ตรวจสอบ การทบทวนและปรับปรุง การทบทวนของผู้ต้องระบุความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงนโยบายวัติประสงค์และอื่นๆของ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาจาก ผลการตรวจติดตาม สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สามารถดำเนินการได้การสอบถามปัญหาสิ่งแวดล้อมจากผู้สนใจและ ผู้เกี่ยวข้อง ความเหมาะสมอย่างต่อเนื่องของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ความแตดต่างระหว่างมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมกับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม คือ มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นการจัดการด้านการ ควบคุมมลพิษที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการขององค์กร นอกจากมาตรการด้านมาตรฐานแล้ว ยังมีมาตรการด้านการรับรองคุณภาพสินค้าเรียกว่า ผลิตภัณฑ์ฉลากสีเขียว หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพสินค้าแล้วว่าเป็นสินค้าที่ไม่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการขนส่งการใช้สารเคมี การใช้ทรัพยากรอย่าง ถูกต้องและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์หลักของ ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว คือ ให้มีการพัฒนาแบบยั่งยืนซึ่งหมายถึงการ พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ 10.4.1 มลภาวะ 10.4.2 เป็นข้อมูลแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย


33 10.4.3 ส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย การอนุมัติฉลากสีเขียวให้กับสินค้าประเภทใดก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประเมินผลกระทบแบบครบ วงจรที่สินค้านั้นมีต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน การจำกัดสินค้าเมื่อ หมดอายุงานโดยจะพิจารณาผลกระทบการใช้พลังงานและทรัพยากรรวมทั้งมลภาวะที่ถูกปล่อย ออกมาจากขบวนการผลิต ฉลากสีเขียวได้รับการจดทะเบียนสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นเครื่องหมายรับรอง การนำฉลาดสีเขียวไปใช้โดยไม่ได้รับการอนุญาตเป็นลาย ลักษณ์อักษรจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มีความผิดตามกฎหมาย 10.5 ทำไมต้องมี ISO 14000 แม้ว่า ISO 14000 จะไม่เป็นมาตรฐานบังคับเช่นเดียวกับ ISO 9000 แต่ละองค์กรสามารถ นำมาประยุกต์ใช้โดยความสมัครใจ เห็นองค์การที่นำ ISO 9000 ไปใช้ว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่า เข่น องค์กร ที่ได้รับการรับรองหลายรายพบว่า ระบบงานดีขึ้น ของเสียน้อยลง งานมีประสิทธิภาพมาขึ้น ความสัมพันธ์ของแต่ละแผนกในองค์กรดีขึ้น ผู้ได้รับประโยชน์คือ องค์กรและคู่ค้า ISO 14000 ประโยชน์ของ ISO 14000 10.5.1 การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และทำให้ต้นทุนลดลง 10.5.2 ลดความเสี่ยวอันเกิดจากความเสียหายและอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับสิ่งแวดล้อม 10.5.3 เพิ่มศักยภาพด้านการขยายตลาด ต่างประเทศจะใช้ประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็น เงื่อนไขในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าโดยองค์กรต้องได้รับการรับรองระบบ ISO 140001 ก่อน 10.5.4 ด้านชื่อเสียง องค์กรที่มีการนำระบบ ISO 14000 ไปใช้จะเป็นที่ยอมรับของสังคมเพราะ ได้ทำประโยชน์ต่อสังคมส่วนรมและองค์กรเอง


34 11 ISO 18001 คือ ภาพที่ 11 : ISO 18001 (ม.ป.ป พ.ศ 2560) หน้าที่ 11 มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย: มอก.18001 มีเป้าหมายเพื่อลดและ ควบคุมความเสี่ยงอันตรายของพนักงานและผู้ที่เกี่ยว ข้อง การเพิ่มประสิทธภาพการดำเนินงานของ ธุรกิจให้เกิดความปลอดภัยและส่งเสริมภาพ พจน์ด้านความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อพนักงานและ สังคม มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย BS OHSAS 18001 กำหนดขึ้นโดย อ้างอิง BS 8800 มาตรฐานของประเทศต่าง ๆ และมาตรฐานระบบ OHSMS ของหน่วยรับรองต่าง ๆ มาตรฐาน มอก. 18001 และ BS OHSAS 18001 ได้กำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดระบบการตรวจประเมินและการรับรองความสอดคล้องของระบบการจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นอกจากนี้ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 18001 และ BS OHSAS 18001 ยังได้รับการพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับ ISO 9001 และ ISO 14001 เพื่อให้สามารถบูรณา การเป็นระบบการจัดการเดียวกัน โครงสร้างของมาตรฐาน หลักการที่ 1 ความมุ่งมั่นและนโยบาย (Commitment and Policy) หลักการที่ 2 การวางแผน (Planning) หลักการที่ 3 การนำระบบไปปฏิบัติ (Implementation) หลักการที่ 4 การตรวจวัดและการประเมินผล (Measurement and Evaluation) หลักการที่ 5 การทบทวนและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Management Review and Continual Improvement)


35 11.1 ประโยชน์ในการนำระบบ ภาพที่ 12 : เทคโนโลยี IOS (ม.ป.ป พ.ศ 2560) หน้าที่ 12 มอก. 18001 และ BS OHSAS 18001 ไปปฏิบัติช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เนื่องจากสามารถ ควบคุมและลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร และทรัพย์สิน อาจรวมถึงผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมเกิดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี พนักงานมีความปลอดภัยในการทำงานสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรมีการพัฒนาบุคลากรให้มีการวางแผน การทำงานร่วมกัน การพัฒนา ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการ การเฝ้าระวังและตรวจสอบ รวมถึงการแก้ไขข้อบกพร่องและการ ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลในการทำงานมากขึ้น ทำให้เกิด การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ดาวน์โหลด แบบฟอร์มต่างๆ มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (TIS18001และ BS OHSAS18001) 11.1.1 แบบฟอร์มร้องขอให้เสนอราคา Download 11.1.2 ขั้นตอนการขอการรับรองระบบการจัดการ Download 11.1.3 แบบฟอร์มคำขอการรับรองระบบ Download


36 11.1.4 แบบฟอร์มข้อมูลเกี่ยวกับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย Download 11.1.5 ข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองระบบการบริหารจัดการ Download 11.1.6 การตรวจประเมินเพื่อการรับรองระบบการบริหารจัดการ Download 11.1.7 แนวทางการดำเนินการในการปรับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความ ปลอดภัยจากมาตรฐาน OHSAS 18001:2007 สู่มาตรฐาน ISO 45001:2018 (แก้ไขครั้งที่ 1) Download 11.1.8 ข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน การรับรองระบบการบริหารจัดการ กรณีการโอนการรับรองจากหน่วยรับรองอื่น Download 11.1.9 แนวทางการดำเนินการในการตรวจประเมินเพื่อการรับรอง การตรวจติดตามผล และ ตรวจประเมินเพื่อต่ออายุการรับรอง ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำหรับผู้ได้รับ การรับรองในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน โดยมติคณะรัฐมนตรี (ตามมติ คณะอนุกรรมการรับรองระบบ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566) Download


37 12 ISO 17025 คือ ภาพที่ 13 : ISO 14001 (ม.ป.ป พ.ศ 2561) หน้าที่ 13 หากพูดถึงการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเราจะต้องมั่นใจว่าเครื่องมือที่เรา นำมาใช้งานนั้นมีการแสดงผลหรือค่าตัวเลขต่างๆที่ถูกต้องหลาย ครั้งที่เรามักจะพบว่าการ ตรวจสอบเกิดความผิดพลาดไม่ใช่จากผู้ปฏิบัติงานแต่เป็นเพราะอุปกรณ์ของเรานั้นไม่ได้ มาตรฐานจึงส่งผลให้งานต่างๆเกิดความเสียหาย ดังนั้นอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทำงาน จะต้องได้รับการทดสอบหรือ สอบเทียบความถูกต้องความแม่นยำในการแสดงผลต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่างานที่เราได้ตรวจสอบนั้นมีความถูกต้องตรงตามเครื่องมือที่เรานำไปใช้ทำงาน ยกตัวอย่างการทดสอบความเร็วรถหากหน้าจอแสดงความเร็วรถทำงานไม่เที่ยงตรงก็จะทำ ให้ผลสรุปของความเร็วรถคันนั้นผิดพลาดนั้นเอง หรือ หากเราทดสอบน้ำหนักตราชั่งว่า สิ่งของนั้นมีน้ำหนักเท่าไร หากตราชั่งแสดงผลผิดพลาดเราก็จะได้น้ำหนักที่ไม่ถูกต้องทันที นี่ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆไปทำการสอบเทียบ 12.1 ISO 17025 นั้นเป็นมาตรฐานการรับรองเกี่ยวกับการสอบเทียบเครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านการทดสอบและตรวจสอบค่าความถูกต้องแล้ว จึงออกใบรับรองให้เครื่องมือในแต่ละชิ้นไปหากโรงงานไหนที่จะให้ผู้รับเหมาเข้ามา


38 ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครน หรือ อะไรก็แล้วที่ที่ต้องใช้เครื่องมือในการแสดงผลค่าต่างๆ อย่าลืมเลือกผู้รับเหมาที่มีมาตรฐานด้วยนะเพื่อประโยชน์ของเราในฐานะผู้ว่าจ้างจะต้องได้ สิ่งที่ถูกต้องและแม่นยำเสมอ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.17025 (ISO/IEC 17025) เป็น ข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วยความสามารถห้องปฏิบัติการในการดำเนินการทดสอบ และ/ หรือสอบเทียบ ซึ่งจะประกอบด้วยข้อกำหนดด้านการบริหารงานคุณภาพและ ข้อกำหนดด้านวิชาการ โดยมาตรฐานนี้สามารถที่จะนำมาใช้ได้กับทุกองค์กรที่มี การดำเนิน กิจกรรมการทดสอบและหรือสอบเทียบ 12.1.1 ใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบ เทียบของหน่วยรับรอง 12.1.2 ใช้ในการยืนยันและยอมรับความสามารถของห้องปฏิบัติการโดยผู้ใช้บริการ ห้องปฏิบัติการหรือ องค์กรที่มีอำนาจตามกฏหมาย ห้องปฏิบัติการทดสอบและหรือสอบเทียบที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.17025(ISO/IEC 17025) ถือว่าการดำเนินการด้านระบบ คุณภาพในกิจกรรมการ ทดสอบ/สอบเทียบเป็นไปตามอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 12.2 กระบวนการให้การรับรอง ความสามารถห้องปฏิบัติการ กระบวนการให้การ รับรองความสามารถห้องปฏิบัติการของหน่วยรับรอง ห้องปฏิบัติการของ สมอ. มีดังนี้ 12.2.1 รับคำขอ 12.2.2 ตรวจสอบเบื้องต้นห้องปฏิบัติการ 12.2.3 ตรวจประเมินเอกสาร 12.2.4 ตรวจประเมิน ณ ห้องปฏิบัติการ 12.2.5 สรุปรายงานการตรวจประเมินนำเสนอคณะอนุกรรมการ (ตามสาขา) พิจารณาให้การรับรอง 12.5.6 สรุปรายงานเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม


39 12.5.7 จัดทำใบรับรอง 12.5.8 เผยแพร่รายชื่อห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง 12.5.9 ตรวจติดตามผลการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง 12.5.10 ตรวจประเมินใหม่ทุก 3 ปี การเตรียมการเพื่อขอรับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนการ เตรียมการเพื่อขอรับการรับรองความสามารถของปฏิบัติการ การเตรียมการเพื่อขอรับการ รับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ มี 9 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อกำหนด ISO17025 และข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อ ขั้นตอนที่ 2 ให้ความเห็นชอบในการจัดทำระบบคุณภาพของห้อง ปฏิบัติการโดย ผู้บริหาร ขั้นตอนที่ 3 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการ และเฝ้าระวังระบบ คุณภาพห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 4 กำหนดนโยบายวางแผนสำหรับการจัดทำระบบคุณภาพ ของห้องปฏิบัติการให้ สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO 17025 ขั้นตอนที่ 5 ปฏิบัติตามระบบคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 6ตรวจติดตามคุณภาพภายใน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ คุณภาพเป็นไปตาม ข้อกำหนด ขั้นตอนที่ 7แก้ไขข้อบกพร่องที่พบจากการตรวจติดตามคุณภาพ ภายใ ขั้นตอนที่ 8 ประชุมทบทวนการบริหารงานของห้องปฏิบัติการ และ มีการปรับปรุง ประสิทธิภาพระบบคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 9 ติดต่อหน่วยงานรับรองห้องปฏิบัติการของ สมอ.


40 12.3 ประโยชน์ที่ได้รับ ภาพที่ 14 : ISO (ม.ป.ป พ.ศ 2558) หน้าที่ 14 การนำมาตรฐาน ISO 17025 มาใช้และการได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ ให้ประโยชน์หลายประการ ดังนี้ 1. เพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศ 2. ทำให้เกิดความมั่นใจคุณภาพและความน่าเชื่อถือในรายงานผลการทดสอบ หรือผลการ สอบเทียบจากห้องปฏิบัติการสอบเทียบหรือทดสอบ 3. ทำให้เกิดการยอมรับรายงานผลทดสอบและรายงานผลการสอบเทียบที่ออก โดย ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. ที่ได้รับการยอมรับในกลุ่ม ประเทศสมาชิก APLAC และ ILAC ในความเทียบเท่าทางด้านความ สามารถทางด้านวิชาการ 4. อำนวยประโยชน์และความสะดวกทางการค้าระดับประเทศและระดับระหว่าง ประเทศ 5. ลดการกีดกันทางการค้า อันเนื่องมาจากการทดสอบและลดการตรวจซ้ำ จากประเทศคู่ ค้า 6. ได้รับการยอมรับให้เป็นหน่วยตรวจสอบของหน่วยงานเจ้าของกฎระเบียบ


41 แบบทดสอบท้ายบท


1 เอกสารอ้างอิง สัจจาวุฒิ รอดสำราญ หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ข้าถึงเมื่อ 19 มิถุนายน [หนังสือ] เข้าถึงจาก กฎหมายทั่วไปเกี่ยวกับงานอาชีพ สัจจาวุฒิ รอดสำราญ สัญญาจ้างแรงงาน ข้าถึงเมื่อ 19 มิถุนายน [หนังสือ] เข้าถึงจาก กฎหมายทั่วไป เกี่ยวกับงานอาชีพ theoneisoadmin มาตรฐาน ISO คืออะไร ระบบ iso มีกี่ประเภท เข้าถึงเมื่อ 20 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://theoneiso.co.th theoneisoadmin ISO 14000:2015 คืออะไร เข้าถึงเมื่อ 20 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://theoneiso.co.th/service-iso-14000-2015/ ISO 9000 ระบบมาตราฐานบริหารงานคุณภาพ คืออะไร ม.ป.ป ข้าถึงเมื่อ 21 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://medikalabs.com/iso-9000/ ISO 9001 คืออะไร เรียนรู้เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพอย่างละเอียด ม.ป.ป เข้าถึงเมื่อ 21 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://www.safesiri.com/iso-9001/ ISO 14000คืออะไร ม.ป.ป ข้าถึงเมื่อ 23 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://rootuktopic.com/iso-14000 ISO 18001 คืออะไร ม.ป.ป ข้าถึงเมื่อ 23 มิถุนายน [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://www.jarton.co.th/blog/post/ISO


2 จัดทำโดย นายศุภณัฐ สุระทศ เลขที่ 5 นางสาวฉัตรชภรณ์ ประทุมศิริ เลขที่ 9 นาวสาวณัฐกานต์ เครือเอม เลขที่ 12 นางสาวเมธาวี รักอู่ เลขที่ 17 นางสาวอิสรีย์ สิทธิชะกร เลขที่ 23


3


Click to View FlipBook Version