The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by amfinels4, 2021-07-12 21:43:39

วิจัยชั้นเรียน


รายงานผลการวิจัยในชั้นเรยน








เรือง การศกษาเจตคติของผูเรียนระดับมัธยมศกษาตอนตน
ี่

ในเรื่องการท างานทไดรับมอบหมาย/การบ้าน

โดยใชแบบสอบถาม












ผู้วิจัย

นางสาวรุสนีดา ยูน




ครู กศน.ต าบลกาวะ
ภาคเรียนที 2 ปการศึกษา 2563






ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสุไหงปาดี
ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส

ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการ

วิจัยในชั้นเรียน



เรื่อง การศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น


ในเรื่องการทำงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน โดยใช้แบบสอบถาม












ผู้วิจัย


นางสาวรุสนีดา ยูนุ๊


ครู กศน.ตำบลกาวะ


ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563














ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี


สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการ

ชื่องานวิจัย การศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเรื่องการทำงานที่ได้รับมอบหมาย/

การบ้าน โดยใช้แบบสอบถาม


ชื่อผู้วิจัย นางสาวรุสนีดา ยูนุ๊ ครู กศน.ตำบลกาวะ


บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับ

มัธยมศึกษา ตอนต้น กศน.ตำบลกาวะผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามเพื่อศึกษาสาเหตุเจตคติของผู้เรียนความ
รับผิดชอบงานของ ผู้เรียนจำนวน 15 ข้อ โดยให้ผู้เรียนเรียงลำดับสาเหตุ ปัญหาตามลำดับที่มากที่สุดจนถึง

น้อยที่สุดจากลำดับ 1 – 15 และได้ทำการนำผลของแต่ละสาเหตุ มาหาค่าร้อยละ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์

และหาข้อสรุปพร้อมทั้งนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อศึกษาการเจตคติ ของผู้เรียนในเรื่อง
การรับผิดชอบงานที่มอบหมายในการทำกิจกรรมการพบกลุ่ม ณ กศน.ตำบลกาวะ ผลการศึกษาปรากฏว่า จาก

การศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียน กศน.ตำบลกาวะ เพื่อศึกษาเจตคติของ
ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 46 คน ในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน ได้ทำให้

ทราบถึงสาเหตุที่สำคัญมากที่สุด จนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ในการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านลำดับ

ที่ 1 คือ เบื่อหน่ายไม่อยากทำ จากผู้เรียน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 63.04 อันดับที่ 2 เวลาในการทำน้อย จาก
ผู้เรียน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 58.69 อันดับที่ 3 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง จากผู้เรียน 26 คน คิดเป็นร้อยละ

56.52 อันดับที่ 4 หนังสือหาย จากผู้เรียน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 54.35 อันดับที่ 5 ครูอธิบายเร็ว จากผู้เรียน
24 คน คิดเป็นร้อยละ 52.17 อันดับที่ 6 ลืมทำ จากผู้เรียน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 อันดับที่ 7 ไม่

น่าสนใจ จากผู้เรียน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 47 อันดับที่ 8 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ จากผู้เรียน 21 คน คิดเป็น

ร้อยละ 45.65 อันดับที่ 9 จากผู้เรียน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 41.30 อันดับที่ 10 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ จาก
ผู้เรียน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 39.13 อันดับที่ 11 ไม่เข้าใจคำสั่ง จากผู้เรียน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.95

อันดับที่ 12 ไม่ได้นำสมุดมาจด จากผู้เรียน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 32.60 อันดับที่ 13 งานบ้านมากเกินไป จาก

ผู้เรียน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 28.60 อันดับที่ 14 ออกงานช่วยเหลือชุมชน จากผู้เรียน 12 คน คิดเป็นร้อยละ
26.10 อันดับที่ 15 ไม่มีคนคอยปรึกษา จากผู้เรียน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 21.74

กิตติกรรมประกาศ


การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้ สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์จากท่านผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอก

ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี นางหทัยกาญจน์ วัฒนสิทธิ์ ประธานที่ปรึกษาที่กรุณาให้

คำแนะนำให้ความรู้ ความคิดที่มีประโยชน์ และอำนวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี และ

ขอขอบใจนักศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น ของ กศน.ตำบลกาวะทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการ
วิจัยและเก็บข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ครั้งนี้ จนกระทั่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์








นางสาวรุสนีดา ยูนุ๊

ผู้วิจัย

ครู กศน.ตำบลกาวะ

สารบัญ

เรื่อง หน้า
บทคัดย่อ ก

กิตติกรรมประกาศ ข

สารบัญ ค
สารบัญ (ต่อ) ง

บทที่ 1 บทนำ 1
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 1

1.2 หลักการสำคัญของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2

1.3 นโยบายและจุดเนนการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปงบประมาณ 3
พ.ศ. ๒๕๖๓

1.4 บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ 6

1.5 ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี 6
1.5.1 ประวัติความเป็นมาของสถานศึกษา 6

1.5.2 ปรัชญา 7
1.5.3 วิสัยทัศน์ 7

1.5.4 อัตลักษณ์สถานศึกษา 7

1.5.5 เอกลักษณ์สถานศึกษา 7
1.6 ความสำคัญและที่มาของการทำวิจัยในชั้นเรียน 8

1.7 ทางเลือกที่คาดว่าจะแก้ปัญหา 8

1.8 จุดมุ่งหมาย 8
1.9 ตัวแปรที่ศึกษา 8

1.10 กรอบแนวคิดในการวิจัย 8
1.11 สมมุติฐานในการวิจัย 9

1.12 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 9

1.13 ขอบเขตของการวิจัย 9
1.14 นิยามศัพท์เฉพาะ 9

บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 10
2.1 จิตวิทยาการศึกษา 10

สารบัญ (ต่อ)


เรื่อง หน้า

2.1.1 ความสำคัญของการศึกษาจิตวิทยาการศกษา 10
2.1.2 พัฒนาการจิตวิทยาการศึกษา 12
2.2 เจตคติ (Attitude) 14

2.2.1 ความหมายของเจตคติ 14

2.2.2 องค์ประกอบของเจตคติ 14
2.2.3 ลักษณะของเจตคติ 17

2.2.4 หน้าที่และประโยชน์ของเจตคติ 18
2.2.5 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ 19

2.2.6 องค์ประกอบของเจตคติ 20

2.3 การเรียนรู้ (Learning) 21
2.4 ทฤษฎีของการจูงใจ (theories of motivation) 21

2.4.1 ความหมายของแรงจูงใจ 21
2.4.2 แรงจูงใจต่อพฤติกรรมของบุคคลในแต่ละสถานการณ์ 22

2.4.3 ลักษณะของแรงจูงใจ 23

2.5 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขของสกินเนอร์ (B.F. Skinner) 23
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 25

3.1 วิธีดำเนินการวิจัย 25

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 25
3.3 ขั้นตอนการดำเนินการ 25

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 29
4.1 สรุปผลการวิจัย 30

4.2 อภิปรายผลการศึกษา 31

4.3 ข้อเสนอแนะ 31

บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ 32
5.1 ความมุ่งหมาย 32
5.2 ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง 32

5.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 32

5.4 วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 32
5.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 32

5.6 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 32

5.7 ข้อเสนอแนะ 33

1



บทที่ 1


บทนำ

การศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะ

ในเรื่องการทำงานที่ได้รับมอบหมายงาน /การบ้าน โดยใช้แบบสอบถาม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้ รัฐต้องจัดการศึกษาอบรม และสนับสนุนให้เอกชนจัด

การศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้

สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง

เกี่ยวกับ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสนับสนุนการ

ค้นคว้าวิจัยใน ศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศพฒนา
วิชาชีพครู และ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งในการจัดการศึกษาของรัฐให้

คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครอง

การจัดการศกษา อบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมาย

ว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติ เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษาอบรมให้สอดคล้องกับ

บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

(พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนทุกแผนย่อยในประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้

และแผนย่อยที่ 3 ในประเด็น 11 ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

และนโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของคน
ไทยทุกช่วงวัย และนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21


ดังนั้น ในการเร่งรัดการทำงานภาพรวมกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

และผลักดันให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบาย

ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ดังนี้
1. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการ โดยมุ่งปฏิรูปองค์การเพื่อหลอมรวมภารกิจและบุคลากร

เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี ด้านกฎหมาย ฯลฯ ที่สามารถลดการใช้

ทรัพยากรทับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยทั้งการ
บริหารงานและการจัดการศึกษารองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล

2. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารทรัพยากร โดยมุ่งปฏิรูปกระบวนการวางแผนงาน/โครงการแบบ
ร่วมมือและบูรณาการ ที่สามารถตอบโจทย์ของสังคมและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งกระบวนการจัดทำ

2


งบประมาณที่มีประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ

นานาชาติ เชื่อมั่นและร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากยิ่งขึ้น
3. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการและพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่ง

บริหารจัดการอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการปฏิรูปองค์การ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะและความรู้ความสามารถ

ของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานรองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัล
4. ปรับรื้อและเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ครอบคลุมถึงการจัดการศึกษาเพื่อ

คุณวุฒิ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21


หลักการสำคัญของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย


การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นกระบวนการของการศึกษาตลอดชีวิต มีภารกิจ

ื้
สำคัญที่มุ่งให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาพนฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตาม
มาตรฐานของสังคมซึ่งเป็นสิทธิที่คนทุกคนพึงได้รับ นอกจากนั้นยังจะต้องได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่องจาก

การศึกษา พื้นฐาน เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาชุมชนและสังคมในที่สุด การ

จัดกระบวนการ เรียนรู้การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จึงควรยึดหลักการสำคัญ 5 ประการ
คือ 1) หลักความเสมอ ภาคทางการศึกษา 2) หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเอง 3) หลักการบูรณา

การการเรียนรู้และวิถีชีวิต 4) หลักความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และ 5) หลักการเรียนรู้ร่วมกัน

และการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนี้
1. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา กลุ่มเป้าหมายของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม

อัธยาศัย เป็นผู้พลาดโอกาส และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอาจมีความแตกต่างทางด้านสถานภาพในสังคม

อาชีพเศรษฐกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาและกระบวน การเรียนรู้ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ
หากแต่ สร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน

2. หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเองการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัย

จะต้องจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนสามารถเรียนรู้

เกิด ความสำนึกที่จะพัฒนาตนเองได้ เป็นคนคิดเป็น ปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โดยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนด้วยตนเอง พึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขท่ามกลางการ

เปลี่ยนแปลงของ สังคม

3. หลักการบูรณาการการเรียนรู้และวิถีชีวิต หลักการนี้อยู่บนพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ที่สัมพนธ์

กับสภาพปัญหา วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียน ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในการจัดท า

หลักสูตร สิ่งดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นลักษณะของการบูรณาการจึงมีความ

เหมาะสม โดยบูรณาการสาระต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้ และบูรณาการวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำไปสู่
การพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม

4. หลักความสอดคล้องกับปัญหาความต้องการและความถนัดของผู้เรียน หลักการนี้เป็นการส่งเสริม

ให้ผู้เรียนรู้จักความต้องการของตนเอง สามารถจัดการศึกษาให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม ครู กศน.มีบทบาท

3


ใน การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ สาระการ

เรียนรู้ วิธีการเรียนและการประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองซึ่งเป็นกระบวนการการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ

5. หลักการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน การเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มผู้เรียน นับว่าสำคัญ

เป็นการส่งเสริมและสร้างกัลยาณมิตรในกลุ่มผู้เรียน ก่อให้เกิดความร่วมมือความผูกพัน เอื้ออาทร
การช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน ปลูกฝังวินัยในตนเอง ฝึกความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นสำหรับผู้เรียนที่มี

วุฒิภาวะ สำหรับการ มีส่วนร่วมของชุมชน ก็นับว่าเป็นหลักการสำคัญในการจัดการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย ชุมชน สามารถเข้ามาร่วมในการจัดทำหลักสูตร การจัดสรรทรัพยากรเป็นแหล่งเรียนรู้

และสนับสนุนในเรื่องอื่น ๆ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนต่อไป


นโยบายและจุดเนนการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓


วิสัยทัศน

คนไทยไดรับโอกาสการศึกษาและการเรียนรูตลอดชีวิตอยางมีคณภาพ สามารถดํารงชีวิตที่เหมาะสม
กับชวงวัย สอดคลองกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีทักษะที่จําเปนในโลกศตวรรษที่ ๒๑


พันธกิจ
1. จัดและสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ สอดคลองกับหลัก

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรูของประชาชนทุกกลุมเปาหมาย

ใหเหมาะสมทุกชวงวัย พรอมรับการเปลี่ยนแปลงบริบททางสังคม และกาวสูการเปนสังคมแหงการเรียนรู
ตลอดชีวิตอยางยั่งยืน

2. สงเสริม สนับสนุน แสวงหา และประสานความรวมมือเชิงรุกกับภาคีเครือขาย ใหเขามามีสวนรวม

ในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรูตลอดชีวิต ในรูปแบบ
ตางๆใหกับประชาชน

3. สงเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใชพัฒนาประสิทธิภาพใน

การจัดและใหบริการการศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยใหกับประชาชนอยางทั่วถึง
4. พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู สื่อและนวัตกรรม การวัดและประเมินผลในทุก

รูปแบบใหมีคุณภาพและมาตรฐาน สอดคลองกับบริบทในปจจุบัน
5. พัฒนาบุคลากรและระบบการบริหารจัดการองคกรใหมีประสิทธิภาพ เพื่อมุงจัดการศึกษาและการ

เรียนรูที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล


เปาประสงค
1. ประชาชนผูดอย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไปไดรับโอกาสทางการ

4


ศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาตอเนื่อง และการศึกษาตาม

อัธยาศัยที่มีคุณภาพอยางเทาเทียมและทั่วถึงเปนไปตามสภาพ ปญหาและความตองการของแตละกลุมเปา
หมาย

2. ประชาชนไดรับการยกระดับการศึกษา สรางเสริมและปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ความเปนพล

เมืองที่สอดคลองกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันนําไปสูการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสราง
ความเขมแข็งใหชุมชน เพื่อพัฒนาไปสูความมั่นคงและยั่งยืนทางดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติ

ศาสตร และสิ่งแวดลอม
3. ประชาชนไดรับโอกาสในการเรียนรูและมีเจตคติทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

สามารถคิด วิเคราะห และประยุกตใชในชีวิตประจําวัน รวมทั้งแกปญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตไดอยางสราง

สรรค
4. ประชาชนไดรับการสรางและสงเสริมใหมีนิสัยรักการอานเพื่อพัฒนาการแสวงหาความรูดวยตนเอง

5. ชุมชนและภาคีเครือขายทุกภาคสวน มีสวนรวมในการจัด สงเสริม และสนับสนุนการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรูของชุมชน

6. หนวยงานและสถานศึกษา กศน. สามารถนําเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใชใน

การยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรูและเพิ่มโอกาสการเรียนรูใหกับประชาชน
7. หนวยงานและสถานศึกษาพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และการจัดกระบวนการเรียนรูเพื่อแกปญหาและ

พัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงบริบทดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติ

ศาสตรและสิ่งแวดลอม รวมทั้งตามความตองการของประชาชนและชุมชนในรูปแบบที่หลากหลาย
8. หนวยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการองคกรที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเปนไป

ตามหลักธรรมาภิบาล
ื่
ิ่
9. บุคลากร กศน.ทุกประเภททุกระดับไดรับการพัฒนาเพอเพมสมรรถนะในการปฏิบัติงานการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการปฏิบัติงานตามสายงานอยางมีประสิทธิภาพ


ตัวชี้วัด
ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ

1. จํานวนผูเรียนการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไดรับการสนับสนุนคาใชจายตาม
สิทธิที่กําหนดไว

2. จํานวนของคนไทยกลุมเปาหมายตางๆ ที่เขารวมกิจกรรมการเรียนรู/ไดรับบริการกิจกรรม
การศึกษาตอเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคลองกับสภาพ ปญหา และความตองการ

3. รอยละของกําลังแรงงานที่สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตนขึ้นไป

4. จํานวนภาคีเครือขายที่เขามามีสวนรวมในการจัด/พัฒนา/สงเสริมการศึกษา (ภาคีเครือขาย : สถาน
ประกอบการ องคกร หนวยงานที่มารวมจัด/พัฒนา/สงเสริมการศึกษา)

5


5. จํานวนประชาชน เด็ก และเยาวชนในพื้นที่สูง และชาวไทยมอแกน ในพื้นที่ ๕ จังหวัด ๑๑ อาเภอ

ไดรับบริการการศึกษาตลอดชีวิตจากศูนยการเรียนชุมชนสังกัดสํานักงาน กศน.
6. จํานวนผูรับบริการในพื้นที่เปาหมายไดรับการสงเสริมดานการรูหนังสือและการพัฒนาทักษะชีวิต

7. จํานวนนักเรียน/นักศึกษาที่ไดรับบริการติวเขมเต็มความรู

8. จํานวนประชาชนที่ไดรับการฝกอาชีพระยะสั้น สามารถสรางหรือพัฒนาอาชีพเพื่อสรางรายได
9. จํานวน ครู กศน. ตําบล จากพื้นที่ กศน.ภาค ไดรับการพัฒนาศักยภาพดานการจัดการเรียนการ

สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
10. จํานวนประชาชนที่ไดรับการฝกอบรมภาษาตางประเทศเพอการสื่อสารดานอาชีพ
ื่
11. จํานวนผูผานการอบรมหลักสูตรการดูแลผูสูงอายุ

12. จํานวนประชาชนที่ผานการอบรมจากศูนยดิจิทัลชุมชน
13. จํานวนศูนยการเรียนชุมชน กศน. บนพื้นที่สูง ในพื้นที่ ๕ จังหวัด ที่สงเสริมการพัฒนาทักษะการฟ

ง พูดภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร รวมกันในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ตชด. และกศน
14. จํานวนหลักสูตรหรือสื่อออนไลนที่ใหบริการกับประชาชน ทั้งการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา

ขั้นพื้นฐาน การศึกษาตอเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย


ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ

1. รอยละของคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ การศึกษานอกระบบ (N-NET)
ทุกรายวิชาทุกระดับ

2. รอยละของผูเรียนที่ไดรับการสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเทียบกับคาเปาหมาย
3. รอยละของประชาชนกลุมเปาหมายที่ลงทะเบียนเรียนในทุกหลักสูตร/กิจกรรมการศึกษาตอเนื่อง

เทียบกับเปาหมาย

4. รอยละของผูผานการฝกอบรม/พัฒนาทักษะอาชีพระยะสั้นสามารถนําความรูไปใชในการประกอบ
อาชีพหรือพัฒนางานได

5. รอยละของผูเรียนในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตที่ไดรับการพัฒนาศักยภาพ หรือทักษะดาน

อาชีพ สามารถมีงานทําหรือนําไปประกอบอาชีพได
6. รอยละของผูจบหลักสูตร/กิจกรรมที่สามารถนําความรูความเขาใจไปใชไดตามจุดมุงหมายของ

หลักสูตร/กิจกรรม การศึกษาตอเนื่อง
7. รอยละของประชาชนที่ไดรับบริการมีความพึงพอใจตอการบริการ/เขารวมกิจกรรมการเรียนรู

การศึกษาตามอัธยาศัย

8. รอยละของประชาชนกลุมเปาหมายที่ไดรับบริการ/เขารวมกิจกรรมที่มีความรูความเขาใจ/เจตคติ/
ทักษะ ตามจุดมุงหมายของกิจกรรมที่กําหนด ของการศึกษาตามอัธยาศัย


9. รอยละของผูสูงอายุที่เปนกลุมเปาหมาย มีโอกาสมาเขารวมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิต

6


บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
1. จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

2. ส่งเสริม สนับสนุนและประสานภาคีเครือข่าย เพื่อจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
3. งานนโยบายพิเศษของรัฐบาลและงานเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ

4. จัด ส่งเสริม สนับสนุนและประสานการจัดการศึกษาตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

5. จัด ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
6. วิจัยและพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สื่อ กระบวนการเรียนรู้และมาตรฐานการศึกษานอกระบบ

7. ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ และเทียบระดับการศึกษา

8. กำกับ ดูแล ตรวจสอบ นิเทศภายใน ติดตามประเมินผลและรายงานผลการดำเนินการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย


9. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัย และภาคีเครือข่าย
10. ระดมทรัพยากรเพื่อใช้ในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดและพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย

11. ดำเนินการประกันคุณภาพภายใน ให้สอดคล้องกับระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนด
12. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย



ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยอำเภอสุไหงปาดี

ประวัติความเป็นมาของสถานศึกษา
เมื่อ พ.ศ. 2524 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้ง“ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด” สังกัด

กรมการศึกษานอกโรงเรียน มีหน้าที่จัดการศึกษานอกโรงเรียน ได้แก่ การศึกษาแบบเบ็ดเสร็จขั้นพื้นฐาน

การศึกษาสายสามัญ และการศึกษาสายอาชีพ การศึกษาตามอัธยาศัยในรูปแบบห้องสมุดประชาชน ที่อ่าน
หนังสือประจำหมู่บ้าน และจัดโครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2536 กระทรวงศึกษาธิการ

ได้ประกาศจัดตั้ง “ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ” เพื่อเป็นสถานศึกษาที่ทำหน้าที่จัดการศึกษา
นอกโรงเรียนในพื้นที่บริการ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด ส่งผลให้การ

บริการการศึกษานอกโรงเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ทำได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น


โดยศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสุไหงปาดี ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 เดือนสิงหาคม พ.ศ.

2537 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการจัดตั้งศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ / กิ่ง
อำเภอ ในระยะแรกๆ ยังไม่มีหัวหน้าหรือผู้อำนวยการ แต่จะมีผู้ประสานงานในการดำเนินงานระหว่าง

เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอกับระดับจังหวัด คือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด

นราธิวาส และต่อมาในสมัย ดร.รุ่ง แก้วแดง ได้มีการประกาศแต่งตั้งให้มีหัวหน้าศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
ขึ้น และต่อมาได้พัฒนาขึ้นในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

7


ต่อมาได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 3 เดือนมีนาคม พ.ศ.2551 เรื่องประกาศใช้พระราชบัญญัติ

ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
4 เดือน มีนาคม 2551 เป็นต้นมา โดยได้เปลี่ยนชื่อจาก “ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสุไหงปาดี” เป็น

“ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี” เรียกชื่อย่อว่า “กศน.อำเภอสุไหงปา

ดี” ชื่อภาษาอังกฤษ “Sungaipadi District Non-Formal and Information Education Centre” มีสถานะ
เป็นหน่วยงานการศึกษามีบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการ กำกับดูแลสถานศึกษาในสังกัดคือ “ศูนย์การ

เรียนชุมชน” โดยเรียกชื่อย่อว่า “ศรช.” ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายให้มีการจัดตั้ง กศน.ตำบลขึ้น
เป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล โดยเรียกชื่อย่อว่า “กศน.ตำบล” และกำหนดในวันที่ 4 เดือนมีนาคม ของทุก


ปีเป็นวันสถาปนาสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัย

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 55 ถนน

ฉัตรวาริน ตำบลปะลุรูอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส 96140 ปัจจุบันมีนางสาวหทัยกาญจน์
วัฒนสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสุไหงปาดี มี กศน.ตำบล จำนวน 6 แห่ง ดังนี้


1. กศน.ตำบลสุไหงปาดี 2. กศน.ตำบลปะลุรู
3. กศน.ตำบลโต๊ะเด็ง 4. กศน.ตำบลกาวะ

5. กศน.ตำบลริโก๋ 6. กศน.ตำบลสากอ

ปรัชญา
จัดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มุ่งพัฒนาอาชีพให้มั่นคง สู่ความพอเพียง


วิสัยทัศน์
ประชาชนได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตที่

เหมาะสมกับช่วงวัยสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง และมีทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่๒๑


อัตลักษณ์สถานศึกษา
มีจิตอาสา น้อมนำความพอเพยง

เอกลักษณ์สถานศึกษา
ขยายโอกาสการศกษาสู่ชุมชน


8


ความสำคัญและที่มาของการทำวิจัยในชั้นเรียน

จากการจัดการเรียนการสอนและการร่วมการจัดกิจกรรมทางการศึกษาของครู กศน.ตำบลทุกตำบล
ที่พบปัญหาและอุปสรรคของผู้เรียนตามแต่ละกศน.ตำบล ครูกศน.ตำบลในทุกตำบลของกศน.อำเภอสุไหงปาดี

ผู้เรียนในทุกระดับการศึกษาพบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะส่งงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้านไม่ตรงเวลาที่
ครูผู้สอน กำหนด หรือบางคนก็ไม่ส่งงาน / หรือการบ้านเลย ซึ่งทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถวัดความรู้ หรือ

ติดตาม ความก้าวหน้าของผู้เรียนได้ ซึ่งในบางรายวิชาอาจมีผลต่อคะแนนเก็บของผู้เรียนด้วย ดังนั้นผู้วิจัยซึ่งใน

ฐานะที่เป็น ทั้งครูผู้สอนและเป็นครูกศน.ตำบล เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำการวิจัยเพอศึกษา
ื่
เจตคติของ ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาของผู้เรียนในเรื่องการไม่

ส่งงานที่ได้รับ มอบหมาย / การบ้านต่อไป

ทางเลือกที่คาดว่าจะแก้ปัญหา
จัดทำแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะในเรื่อง

การไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้าน เพื่อนำผลจากการวิจัยมาเก็บเป็นข้อมูล เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาใน
การไม่ส่งงาน / การบ้าน แก้ปัญหาการเรียนการสอน รวมทั้งเพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการส่งงานที่

ได้รับมอบหมาย / การบ้าน

จุดมุ่งหมาย
1. เพื่อศึกษาเจตคติของการทำงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

2. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดการเรียนการสอนแก้ปัญหาการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย /
การบ้านของผู้เรียน

ตัวแปรที่ศึกษา
1. แบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะ ในเรื่องการ

ไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้าน

2. ระดับคะแนนเฉลี่ยของแบบสอบถาม
กรอบแนวคิดในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเจตคติของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะผู้วิจัยได้

จัดทำแบบสอบถามเพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านของผู้เรียนจำนวน 15 ข้อ
โดย ให้ผู้เรียนเรียงลำดับสาเหตุการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านตามลำดับที่มากที่สุดจนถึงน้อยที่สุด

จาก ลำดับ 1 – 15 และได้ทำการนำผลของแต่ละสาเหตุ มาหาค่าร้อยละ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และหา
ข้อสรุปพร้อม ทั้งนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนในเรื่องการไม่ส่ง

งานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้าน

9


สมมุติฐานในการวิจัย

ผู้เรียนมีการพัฒนาเจตคติเพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในการส่งงาน
ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

กศน.ตำบลกาวะในระดับที่สูงขึ้น

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทราบถึงเจตคติและสาเหตุของการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้านของผู้เรียน

2. ได้แนวทางในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน

ขอบเขตของการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการสร้างแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนในการไม่ส่งงานที่ได้รับ

มอบหมาย/การบ้านของผู้เรียนระดับมัธยมศกษาตอนปลายโดยใช้ข้อความที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุของการไม่ส่ง
งานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน จำนวน 15 ข้อ และได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ดังนี้

1.ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้เรียน กศน.ตำบลกาวะ กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยม
ศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2563 จำนวน 46 คน

2. แบบสอบถามที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา

ตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้าน จำนวน 15 ข้อ
นิยามศัพท์เฉพาะ

เจตคติ (Attitude) หมายถึง ความรู้สึก หรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์
ต่างๆ ความรู้สึก หรือท่าทีจะเป็นไปในทำนองที่พึงพอใจ หรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้

ผู้เรียน (Students) หมายถึง นักศึกษาการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับ

มัธยมศึกษา ตอนต้น กศน.ตำบลกาวะ ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2563
ความรู้สึก (Feeling) หมายถึง อารมณ์ที่มีต่อเป้าหมาย

ความรับผิดชอบ หมายถึง ความมุ่งมั่นของผู้เรียนที่จะงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และ
ตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถ

แนวโน้มพฤติกรรม (Action tendency ) หมายถึง ความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเจต

คติถ้าบุคคลมีเจตคติที่ดีต่อเป้าหมาย เขาจะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือสนับสนุนเป้าหมาย
นั้น ถ้าบุคคลมีเจตคติในทางลบต่อเป้าหมาย เขาก็จะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมทำลาย หรือทำร้าย

เป้าหมาย

แรงจูงใจในการเรียนรู้ หมายถึง การแสดงพฤติกรรมเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้า เช่น คำชมเชย การให้
รางวัล ฯลฯ แล้วสามารถประพฤติตนได้บรรลุเป้าหมายโดยการเรียนรู้ของแต่ละคน

การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิม อันเป็นผลมาจากการได้รับ
ประสบการณ์

10


บทที่ 2

เอกสารและทฤษฎีทเกี่ยวข้อง
ี่
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงานวิจัย มีดังนี้
จิตวิทยาการศึกษา

เจตคติ (Attitude)

ทฤษฎีแรงจูงใจ
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์

จิตวิทยาการศึกษา
จิตวิทยาการศึกษา

จิตวิทยาการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา การสร้างหลักสูตรและการเรียนการสอนโดย
คำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล นักศึกษาและครู จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาการศึกษา เพื่อจะ

ได้เข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนถึงปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน

ความสำคัญของการศึกษาจิตวิทยาการศึกษา
ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาและบทเรียน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เน้นความสำคัญของ

ความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ของการศึกษาบทเรียนตลอดจนถึงหน่วยการเรียน เนื่องจาก
วัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีพัฒนาการ และทฤษฎีบุคลิกภาพ เป็นเรื่องที่

นักการศึกษาและครูจะต้องมีความรู้เพราะจะช่วยให้เข้าใจเอกลักษณ์ของผู้เรียนในวัยต่าง ๆ โดยเฉพาะวัย
อนุบาล วัยเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน ความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่ม นอกจากมี

ความเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยต่าง ๆ แล้ว นักการศึกษาและครูจะต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
และกลุ่มทางด้านระดับเชาวน์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนักจิตวิทยา

ได้คิดวิธีการวิจัยที่จะช่วยชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นตัวแปรที่สำคัญในการเลือกวิธีสอนและ

ในการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม ทฤษฎีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ นอกจากจะ
สนใจว่าทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยนักเรียนให้เรียนรู้และจดจ าอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรแล้ว ยังสนใจ

องค์ประกอบเกี่ยวกับตัวของผู้เรียน เช่น แรงจูงใจว่ามีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างไร ความรู้เหล่านี้ก็มี

ความสำคัญต่อการเรียนการสอนทฤษฎีการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษาได้เป็น
ผู้นำในการบุกเบิกตั้งทฤษฎีการสอนซึ่งมีความสำคัญและมีประโยชน์เท่าเทียมกับทฤษฎีการเรียนรู้และ

พัฒนาการในการช่วยนักการศึกษาและครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน สำหรับเทคโนโลยีในการสอนที่จะช่วยครู

ได้มากก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หลักการสอนและวิธีสอน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เสนอหลักการสอน
และวิธีการสอนตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แต่ละท่านยึดถือ เช่น หลักการสอนและวิธีสอนตามทัศนะนักจิตวิทยา

พฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษยนิยม หลักการวัดผลและประเมินผลการศึกษา ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ
เรื่องนี้จะช่วยให้นักการศึกษา และครูทราบว่าการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือผู้เรียนได้สัมฤทธิผล

ตามวัตถุประสงค์เฉพาะของแต่ละวิชาหรือหน่วยเรียนหรือไม่ เพราะถ้าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลสูง ก็จะเป็นผล

สะท้อนว่าโปรแกรมการศึกษามีประสิทธิภาพและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียน เพื่อเอื้อการเรียนรู้และ

11


ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูมีความสำคัญในเรื่อง

ต่อไปนี้
1. ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลักพัฒนาการทั้งทางร่างกาย

สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพเป็นส่วนรวม

2. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียน เช่น อัตมโนทัศน์ ว่า
เกิดขึ้นได้อย่างไร และเรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่ช่วยนักเรียนให้มีอัตมโนทัศน์ที่ดีและถูกต้องได้อย่างไร

3. ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อจะได้ช่วยนักเรียนเป็นรายบุคคลให้
พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

4. ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก้วัยและขั้นพัฒนาการของนักเรียน

เพื่อจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจและมีความทอยากจะเรียนรู้
ี่
5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเช่น แรงจูงใจอัตมโนทัศน์

และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน
6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน เพื่อทำให้การสอนมีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้

นักเรียนทุกคนเรียนตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงหัวข้อต่อไปนี้

6.1 ช่วยครูเลือกวัตถุประสงค์ของบทเรียนโดยคำนึงถึงลักษณะนิสัยและความแตกต่างระหว่าง
บุคคล ของนักเรียนที่จะต้องสอนและสามารถที่จะเขียนวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเข้าใจว่าสิ่งคาดหวังให้นักเรียน

รู้มี อะไรบ้าง โดยถือว่าวัตถุประสงค์ของบทเรียนคือสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนทราบ เมื่อจบบทเรียนแล้วนักเรียน

สามารถทำอะไรได้บ้าง
6.2 ช่วยครูในการเลือกหลักการสอนและวิธีสอนที่เหมาะสม โดยคำนึงลักษณะนิสัยของนักเรียน

และวิชาที่สอน และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
6.3 ช่วยครูในการประเมินไม่เพียงแต่เฉพาะเวลาครูได้สอนจนจบบทเรียนเท่านั้นแต่ใช้ประเมิน

ความพร้อมของนักเรียนก่อนสอน ในระหว่างที่ทำการสอน เพื่อทราบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าหรือมีปัญหา

ใน การเรียนรู้อะไรบ้าง
7. ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้ที่นัก ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี เช่น การเรียนจาก

การสังเกตหรือการเลียนแบบ
8. ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งพฤติกรรมของครูที่มีการสอน

อย่างมีประสิทธิภาพว่ามีอะไรบ้าง เช่น การใช้คำถาม การให้แรงเสริม และการทำตนเป็นต้นแบบ

9. ช่วยครูให้ทราบว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดีไม่ได้เป็นเพราะระดับเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่
มีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติหรืออัตมโนทัศน์ของนักเรียนและความคาดหวังของครูที่มีต่อ

นักเรียน

10. ช่วยครูในการปกครองชั้นและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้และ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ครูและนักเรียนมีความรักและไว้วางใจซึ่งกันและกันนักเรียน ต่างก็ช่วยเหลือ

กัน และกันทำให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีความสุขและนักเรียนรักโรงเรียน อยากมาโรงเรียน เนื่องจาก

12


การศึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เยาวชนพัฒนาการทั้งทางด้านเชาวน์ปัญญา และทาง บุคลิกภาพ


เพื่อช่วยให้เยาวชนมีความสำเร็จในชีวิต ทุกประเทศจึงหาทางส่งเสริมการศึกษาให้มีคณภาพ มีมาตรฐานความ
เป็นเลิศ ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษาจึงสำคัญในการช่วยทั้งครูและนักศึกษาผู้มีความ รับผิดชอบในการ

ปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอน

พัฒนาการจิตวิทยาการศึกษา
จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณก่อนคริสต์กาล มีนักปรัชญาชื่อ เพลโต
(Plato 427 – 347 ก่อนคริสต์กาล) อริสโตเติล (Aristotle 384 – 322 ก่อนคริสต์กาล) ได้กล่าวถึง ธรรมชาติ

ี้
และพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงปรัชญามากกว่าแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาในยุคนั้นเป็นแบบ เก้าอโต๊ะ
กลมหรือเรียกว่า Arm Chair Method เรียกจิตวิทยาในยุคนั้นว่า จิตวิทยายุคเก่าเพราะนักจิตวิทยานั่ง ศึกษา
อยู่กับโต๊ะทำงาน โดยใช้ความคิดเห็นของตนเองเพียงอย่างเดียวไม่มีการทดลอง ไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและได้เขียนตำราเล่มแรกของโลกเป็นตำราที่ว่าด้วย เรื่อง

วิญญาณชื่อ De Anima แปลว่า ชีวิต เขากล่าวว่า วิญญาณเป็นต้นเหตุให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนใน สมัย
โบราณจึงศึกษาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมี

ชีวิตอยู่ เมื่อคนสิ้นชีวิตก็หมายถึงร่างกายปราศจากวิญญาณและวิญญาณออกจากร่างล่องลอยไปชั่วระยะหนึ่ง
แล้ว อาจจะกลับสู่ร่างกายคืนอีกได้ และเมื่อนั้นคน ๆ นั้นก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวกรีกจึงมีการคิดค้นวิธีการ

ป้องกันศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า มัมมี่ เพื่อคอยการกลับมาของวิญญาณ ต่อมาประมาณศตวรรษที่

11 - 12 ได้เกิดลัทธิความจริง (Realism) เป็นลัทธิที่เชื่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ และลัทธิความคิด
รวบ ยอด (Conceptualism) ที่กล่าวถึงความคิดที่เกิดหลังจากได้วิเคราะห์พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ถี่ถ้วนแล้ว

จากลัทธิทั้ง สองนี้เองทำให้ผู้คนมีความคิดมากขึ้นมีการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มหันมา
สนใจในทาง วิทยาศาสตร์ และจึงเริ่มมาสนใจในเรื่องจิตวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยัง

สนใจศึกษาเรื่อง จิตมากขึ้นด้วย รวมทั้งให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตสำนึก (Conscious) อันได้แก่

การมีสมาธิ การมีสติสัมปชัญญะ และเชื่อว่าจะเป็นมนุษย์ได้จะต้องประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ จึงมี
คำพูดติดปากว่า “A Sound mind is in a sound body” จิตที่ผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ ความสนใจ

เรื่องจิตจึงมีมากขึ้น ตามลำดับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า จิต แบ่งสามารถเป็นส่วนๆ ได้แก่ ความคิด (Idea)

จินตนาการ (Imagine) ความจำ (Memory) การรับรู้ (Concept) ส่วนที่สำคัญที่สุดเรียกว่า Faculty of will
เป็นส่วนหนึ่งของจิตที่ สามารถสั่งการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายต่อมา Norman L. Mumm มีความสนใจ

เรื่องจิต เขา กล่าวว่า จิตวิทยา คือ การศึกษาเรื่องจิต ในปี ค.ศ. 1590 ค าว่า Psychology จึงเป็นที่รู้จักและ
สนใจของคน ทั่วไป จอห์น ลอค (John Locke ค.ศ. 1632 -1704) ได้ชื่อว่าเป็น บิดาจิตวิทยาแผนใหม่ เขาเชื่อ

ว่า ความรู้สึกตัว ( Conscious ) และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวที่มีอิทธิพลต่อจิตวิธีการศึกษาทางจิตวิทยา

การศึกษาทางจิตวิทยาใช้หลาย ๆ วิธีการมาผสมผสานและทำการวิเคราะห์บนสมมุติฐาน นักจิตวิทยาจะใช้
วิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เช่น การตรวจสอบตนเอง การสังเกต การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี การสัมภาษณ์

การทดสอบ ดังจะอธิบายเรียงตามลำดับต่อไปนี้ 1. การตรวจสอบตนเอง (Introspection) หมายถึง วิธีการให้
บุคคลสำรวจ ตรวจสอบตนเองด้วยการย้อนทบทวนการกระทำและความรู้สึกนึกคิดของตนเองในอดีต ที่ผ่าน

13


มา แล้วบอกความรู้สึกออกมา โดยการ อธิบายถึงสาเหตุและผลของการกระทำในเรื่องต่าง ๆ เช่น ต้องการ

ทราบว่าทำไมเด็กนักเรียนคนหนึ่งจึงชอบพูด ปดเสมอ ๆ ก็ให้เล่าเหตุหรือเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นสาเหตุให้มี
พฤติกรรมเช่นนั้นก็จะทำให้ทราบที่มาของ พฤติกรรมและได้แนวทางในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขพฤติกรรม

ดังกล่าวได้

การตรวจสอบตนเองจะได้รับข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและเป็นประโยชน์ เพราะผู้รายงานที่มี
ประสบการณ์และอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ แต่หากผู้รายงานจดจำเหตุการณ์ได้แม่นยำ และมีความจริงใจใน

การรายงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ปิดบังและบิดเบือนความจริง แต่หากผู้รายงานจำเหตุการณ์หรือเรื่องราวไม่ได้
หรือไม่ ต้องการรายงานข้อมูลที่แท้จริงให้ทราบก็จะทำให้การตีความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ หรือเหตุการณ์

ผิดพลาดไม่ ตรงตามข้อเท็จจริง

2. การสังเกต (Observation) หมายถึง การเฝ้าดูพฤติกรรมในสถานการณ์ที่เป็นจริง อย่างมี
จุดมุ่งหมาย โดยไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว การสังเกตแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

2.1 การสังเกตอย่างมีแบบแผน ( Formal Observation ) หมายถึง การสังเกตที่มีการเตรียมการ
ล่วงหน้า มีการวางแผนมีกำหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่ พฤติกรรมและบุคคลที่จะสังเกต ไว้เรียบร้อยเมื่อถึง

เวลาที่นักจิตวิทยาวางแผน ก็จะเริ่มทำการสังเกตพฤติกรรมตามที่กำหนดและผู้สังเกตพฤติกรรมจะจด

พฤติกรรมทุกอย่างในช่วงเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา
2.2 การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน ( Informal Observation ) หมายถึง การสังเกตโดยไม่ต้องมี

การเตรียมการล่วงหน้าหรือวางแผนล่วงหน้า แต่สังเกตตามความสะดวกของผู้สังเกตคือจะสังเกตช่วงเวลาใดก็


ได้แล้ว ทำการจดบันทึกพฤติกรรมที่ตนเห็นอย่างตรงไปตรงมา การสังเกตช่วยให้ได้ข้อมูลละเอยด ชัดเจนและ
ตรงไปตรงมา เช่น การสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก ของบุคคลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จะทำให้เห็นพฤติกรรมได้

ชัดเจนกว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอื่น ๆ แต่การสังเกตที่ดีมีคุณภาพมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ผู้สังเกต
จะต้องมีใจเป็นกลางไม่อคติหรือลำเอียงอย่างหนึ่ง อย่างใด และสังเกตได้ทั่วถึง ครอบคลุม สังเกตหลาย ๆ

สถานการณ์หลาย ๆ หรือหลายๆ พฤติกรรม และใช้เวลา ในการสังเกต ตลอดจนการจดบันทึกการสังเกตอย่าง

ตรงไปตรงมาและแยกการบันทึกพฤติกรรมจากการตีความ ไม่ปะปนกัน ก็จะทำให้การสังเกตได้ข้อมูลตรงตาม
ความเป็นจริงและนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย

3. การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี (Case Study) หมายถึง การศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ที่สำคัญของ
บุคคล แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพอให้
ื่
เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข

ปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ที่สำคัญของบุคคลแต่ต้องใช้เวลาศึกษา
ติดต่อกันเป็นระยะหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม

หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ ทั้งนี้ เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข ปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริม

พฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
4. การสัมภาษณ์ (Interview) หมายถึง การสนทนากันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมี

จุดมุ่งหมาย ซึ่งการสัมภาษณ์ก็มีหลายจุดมุ่งหมาย เช่น การสัมภาษณ์เพื่อความคุ้นเคย สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือก

14


บุคคลเข้าทำงาน สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ตลอดจนสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนวและการให้

คำปรึกษา เป็นต้น แต่ทั้งการสัมภาษณ์ก็เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
การสัมภาษณ์ที่ดี จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า วางแผน กำหนดสถานที่ เวลาและเตรียม หัวข้อหรือ

คำถามในการสัมภาษณ์ และนอกจากนั้นในขณะสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรจะใช้เทคนิคอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ยิ่ง

จะได้ผลดี เช่น การสังเกต การฟัง การใช้คำถาม การพูด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์และ
ผู้สัมภาษณ์ก็จะช่วยให้การสัมภาษณ์ได้ดำเนินไปด้วยดี

5. การทดสอบ (Testing) หมายถึง การใช้เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะของพฤติกรรมใด
พฤติกรรมหนึ่ง หรือหลาย ๆ พฤติกรรม โดยให้ผู้รับการทดสอบเป็นผู้ตอบสนองต่อแบบทดสอบซึ่งอาจเป็น

แบบทดสอบภาษาและแบบปฏิบัติการหรือลงมือทำ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นตามจุดมุ่งหมายที่ผู้

ทดสอบวางไว้แบบทดสอบที่นำมาใช้ในการทดสอบหาข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบ
ความสนใจ เป็นต้น การทดสอบก็มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเพื่อผลของข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งแบบทดสอบที่นำมาใช้ควรเป็น

แบบทดสอบที่เชื่อถือได้เป็นมาตรฐาน ตลอดจนการแปรผลได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น
6. การทดสอบ (Experiment) หมายถึง วิธีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบ มีขั้นตอนและเป็น วิธีการ

ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้ ตั้งปัญหา ตั้งสมมุติฐาน การรวบรวมข้อมูล การทดสอบ สมมุติฐาน

การแปลความหมายและรายงานผล ตลอดจนการนำผลที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมต่อไป
ื่
ื่
การทดลองจึงเป็นการจัดสภาพการณ์ขึ้นมาเพอดูผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพอศึกษาเปรียบเทียบ กลุ่มหรือ
สถานการณ์ คือ

1. กลุ่มทดลอง (Experiment Group) คือ กลุ่มที่ได้รับการจัดสภาพการณ์ทดลองเพื่อศึกษาผลที่
ปรากฏจากสภาพนั้นเช่นการสอนด้วยเทคนิคระดมพลังสมอง จะท าให้กลุ่มเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือไม่

2. กลุ่มควบคุม (Control Group) คือ กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสภาพการณ์ใด ๆ ทุกอย่างถูกควบคุม
ให้คงภาพเดิม ใช้เพอเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง สิ่งที่ผู้ทดลองต้องการศึกษาเรียกว่า ตัวแปร ซึ่งมีตัวแปร
ื่
อิสระ หรือตัวแปรต้น (Independent Variable) และตัวแปรตาม ( Dependent Variable )

เจตคติ (Attitude)
ความหมายของเจตคติ
เจตคติ หมายถึงอะไร ขัตติยา กรรณสูต (2516:2) ให้ความหมายไว้ คือ ความรู้สึกที่คนเรามีต่อสิ่งหนึ่ง

สิ่งใดหรือหลายสิ่งในลักษณะที่เป็นอัตวิสัย (Subjective) อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นหรือการแสดงออกที่เรียกว่า
พฤติกรรม

สุชา จันทร์เอม และ สุรางค์ จันทร์เอม (2520:104) ให้ความหมายเจตคติ คือความรู้สึก หรือท่าทีของ

บุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ต่างๆ ความรู้สึก หรือท่าทีจะเป็นไปในทำนองที่พึงพอใจ
หรือไม่ พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้

สงวนศรี วิรัชชัย (2527:61) ให้ความหมายเจตคติ คือ สภาพความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกเชิง

ประเมินที่มีต่อสิ่งต่างๆ (วัตถุ สถานการณ์ ความคิด ผู้คน ฯลฯ) ซึ่งทำให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรม
ต่อสิ่ง นั้น ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่

15


ชม ภูมิภาค (2516:64) ให้ความหมายเจตคติ คือวิถีทางที่บุคคลเกิดความรู้สึกต่อบางสิ่งบางอย่างคำ

จำกัดความเช่นนี้มิใช่คำจำกัดความเชิงวิชาการมากนักแต่หากเราจะพิจารณาโดยละเอียดแล้วเราก็พอจะ
มองเห็น ความหมายของมันลึกซึ้งชัดเจนพอดู เมื่อพูดว่าคือความรู้สึกต่อสิ่งนั้นก็หมายความว่าเจตคตินั้นมีวัตถุ

วัตถุที่เจตคติจะมุ่งตรงต่อนั้นจะเป็นอะไรก็ได้อาจจะเป็นบุคคล สิ่งของ สถานการณ์ นโยบายหรืออื่น ๆ อาจจะ


เป็นได้ทั้ง นามธรรมและรูปธรรม ดังนั้น วัตถุแห่งเจตคตินั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนรับรู้หรือคิดถึงความรูสึก
เช่นนี้อาจจะ เป็นในด้านการจูงใจหรืออารมณ์และเช่นเดียวกันแรงจูงใจแบบอื่นๆคือดูได้จากพฤติกรรม

ตัวอย่างเช่น เจคติต่อ ศาสนาหากเป็นเจตคติที่ดีเราจะเกิดความเคารพในวัดเราจะเกิดความรู้สึกว่าศาสนาหรือ
วัดนั้นจะเป็นสิ่งจรรโลง ความสงบสุข เรายินดีบริจาคทำบุญร่วมกับวัดเราจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความ

พร้อมที่จะถูกกระตุ้นด้วย วัตถุ การกระทำต่างๆ ของคนนั้นมักถูกกำหนดด้วยเจตคติที่จะตัดสินใจว่าจะบริจาค


เงินแก่วัดสักเท่าใดนั้นย่อมม ปัจจัยต่างๆเข้าเกี่ยวข้อง เช่น ชอบสมภาร รายได้ตนเองดีขึ้น เห็นความสำคัญของ
วัด เห็นว่าสิ่งที่จะต้องบูรณะมาก

“เจตคติ” คือ สภาพความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคลอันเป็น
ผล ท าให้เกิดมีท่าทีหรือมีความคิด เห็นรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็นหรือไม่เห็นด้วย

เจต คติมี ๒ ประเภทคือ เจตคติทั่วไป เจตคติเฉพาะอย่าง

COLLINS (1970:68) ให้ความหมายเจตคติ คือการที่บุคคลตัดสินในสิ่งต่างๆว่าดี –ไม่ดี เห็นด้วย-ไม่
เห็นด้วย ยอมรับได้-ยอมรับไม่ได้

ROKEACH (1970:10) ให้ความหมายเจตคติ คือการผสมผสานหรือจัดระเบียบของความเชื่อที่มีต่อสิ่ง

หนึ่งสิ่งใดหรือสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด ผลรวมของความเชื่อนี้จะเป็นตัวก าหนดแนวทางของบุคคลใน
การที่จะมีปฏิกริยาตอบสนองในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ

BELKIN และ HKYDELL (1979:13) ให้ความหมายเจตคติ คือ แนวโน้มที่บุคคลจะตอบสนองในทางที่
เป็นความพอใจ ไม่พอใจ ต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆอย่างสม่ำเสมอและคงที่

ดังนั้นอาจสรุปความหมายของเจตคติ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใด ๆ ซึ่งแสดงออกมาเป็น

พฤติกรรมในลักษณะชอบ ไม่ชอบ อาจเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย พอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งใด ๆ ในลักษณะเฉพาะตัว
ตาม ทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่และทำให้จะเป็นตัวกำหนดแนวทางของบุคคลในการที่จะมีปฏิกริยาตอบสนอง

องค์ประกอบของเจตคติ
องค์ประกอบของเจตคติที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1. การรู้ (COGNITION) ประกอบด้วยความเชื่อของบุคคลที่มีต่อเป้าหมาย เจตคติ เช่น ทัศนคติต่อ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ สิ่งสำคัญขององค์ประกอบนี้ ก็คือ จะประกอบด้วยความเชื่อที่ได้ประเมินค่าแล้วว่าน่าเชื่อถือ

หรือไม่น่าเชื่อถือ ดีหรือไม่ดี และยังรวมไปถึงความเชื่อในใจว่าควรจะมีปฏิกริยาตอบโต้อย่างไรต่อเป้าหมาย

ทัศนคติจึงจะเหมาะสมที่สุด ดังนั้นการรู้และแนวโน้มพฤติกรรมจึงมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
2. ความรู้สึก (FEELING) หมายถึง อารมณ์ที่มีต่อเป้าหมาย เจตคตินั้นเป้าหมายจะถูกมองด้วย

อารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ส่วนประกอบด้านอารมณ์ ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้บุคคลเกิดความ
ดื้อ ดึงยึดมั่น ซึ่งอาจกระตุ้นให้มีปฎิกริยาตอบโต้ได้หากมีสิ่งที่ขัดกบความรู้สึกมากระทบ


16


3. แนวโน้มพฤติกรรม (ACTION TENDENCY) หมายถึง ความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้อง กับ

เจตคติ ถ้าบุคคลมีเจตคติที่ดีต่อเป้าหมาย เขาจะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือสนับสนุน
เป้าหมายนั้น ถ้าบุคคลมีเจตคติในทางลบต่อเป้าหมาย เขาก็จะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมทำลาย หรือทำ

ร้าย เป้าหมายนั้นเช่นกัน

การเกิดเจตคติ และเจตคติเกิดจากอะไร
เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลไม่ใช่เป็นสิ่งมีติดตัวมาแต่กำเนิด หากแต่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบสิ่ง
ใดต้องภายหลัง เมื่อตนเองได้มีประสบการณ์ในสิ่งนั้น ๆ แล้ว ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า เจตคติเกิดขึ้นจากเรื่อง

ต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. การรวบรวมความคิดอันเกิดจากประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง
2. เกิดจากความรู้สึกที่รอยพิมพ์ใจ

3. เกิดจากการเห็นตามคนอื่น

ชม ภูมิภาค (2516:66-67) ได้อธิบายเรื่องการเกิดเจตคติว่าเกิดจากการเรียนรู้และโดยมากก็เป็นการ
เรียนรู้ทางสังคม(social learning)ดังนั้นปัจจัยที่ท าให้เกิดเจตคติจึงมีหลายประการเช่น

1. ประสบการณ์เฉพาะ เมื่อคนเราได้รับประสบการณ์ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะมีลักษณะในรูปแบบที่ผู้
ได้รับรู้สึกว่าได้รางวัลหรือถูกลงโทษ ประสบการณ์ที่ผู้รู้สึกเกิดความพึงพอใจย่อมจะทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อสิ่ง

นั้น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เป็นที่พึงพอใจก็ย่อมจะเกิดเจตคติที่ไม่ดี

2. การสอน การสอนนั้นอาจจะเป็นทั้งแบบที่เป็นแบบแผนหรือไม่เป็นแบบแผนก็ได้ซึ่งเราได้รับจาก
คนอื่น องค์การที่ทำหน้าที่สอนเรามีมากมายอาทิเช่น บ้าน วัด โรงเรียน สื่อมวลชนต่าง ๆ เรามักจะได้รับเจต

คติที่ สังคมมีอยู่และนำมาขยายตามประสบการณ์ของเรา การสอนที่ไม่เป็นแบบแผนนั้นส่วนใหญ่เริ่มจาก
ครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว พ่อแม่พี่น้องมักจะบอกเราว่าสิ่งนั้นไม่ดีสิ่งนี้ไม่ดีหรือใครควรทำอะไรมี ความ

สำคัญอย่างไร การสอนส่วนมากเป็นแบบยัดทะนานและมักได้ผลดีเสียด้วยในรูปแบบการปลูกฝังเจตคติ

3. ตัวอย่าง (Model) เจตคติบางอย่างเกิดขึ้นจากการเลียนแบบในสถานการณ์ต่าง ๆ เราเห็นคนอน
ื่
ประพฤติ เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอื่นออกมาเป็นรูปของเจตคติถ้าเรายอมรับนับถือหรือเคารพคนๆนั้นเรา

ก็ มักยอมรับความคิดของเขาตามที่เราเข้าใจ เช่น เด็กชายแดงเห็นบิดาดูรายการกีฬาทางโทรทัศน์ประจำเขาก็

จะแปล ความหมายว่า กีฬานั้นเป็นเรื่องน่าสนใจและจะต้องดูหรือถ้าเขาเห็นพอแม่ระมัดระวังต่อชุดรับแขกใน

บ้านมากกว่า ของที่อยู่ในสนามหญ้าหลังบ้านเขาก็จะเกิดความรู้สึกว่าของในบ้านต้องระวังรักษาเป็นพิเศษ ซึ่ง

การเรียนรู้เช่นนี้ พ่อไม่ไม่จ าเป็นต้องพูดว่าอะไรเลย เด็กจะเฝ้าสังเกตการณ์ปฏิบัติของพอแม่ต่อบุคคลอนอย่าง
ื่

ถี่ถ้วนจะเรียนรู้ว่าใคร ควรคบใครควรนับถือ ใครไม่ควรนับถือ
4. ปัจจัยที่เกี่ยวกับสถาบัน ปัจจัยทางสถาบันมีอยู่เป็นอันมากที่มีส่วนสร้างสนับสนุนเจตคติของเรา

ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตนในวัด ในโบสถ์ การแต่งกายของคนในสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ เป็นสิ่งให้แนว
เจต คติของคนเราเป็นอันมาก สภาวะที่มีผลต่อการก่อเกิดของเจตคตินั้นมีหลายอย่าง อาทิเช่น ประการแรก

ขึ้นอยู่กับการที่เราคิด ว่าเราเป็นพวกเดียวกัน (identification) เด็กที่ยอมรับว่าตนเองเป็นพวกเดียวกับพ่อแม่
ย่อมจะรับเจตคติของพ่อแม่ ง่ายขึ้น หรือที่โรงเรียนหากเด็กถือว่าครูเป็นพวกเดียวกับตนเด็กย่อมจะรับความ

17


เชื่อถือหรือเจตคติของครู ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับว่า เจตคตินั้นคนอื่นๆเป็นจำนวนมากเชื่ออย่างนั้นหรือคิด

ื่
อย่างนั้น (uniformity) การที่เราจะมีเจตคติเข้ากลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้นอาจจะมีสาเหตุอนอก


เช่นโอกาสที่จะได้รับเจตคติแตกต่างไปนั้นไม่มีประการหนึ่งอกประการหนึ่งหากไม่เห็นด้วยกับส่วนใหญ่เราเกิด
ความรู้สึกว่าส่วน ใหญ่ปฏิเสธเรา นอกจากนี้ประการที่สามการที่เรามีเจตคติตรงกับคนอื่นทำให้เราพูดติดต่อ

กับคนอื่นเข้าใจ เมื่อเราเจริญเติบโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่นั้นแน่ที่สุดที่เราจะพบความแตกต่างของเจตคติมากมาย
ื่
ในบ้านนั้นนับว่าเป็น แหล่งเกิดเจตคติตรงกันที่สุด แต่พอมีเพื่อนฝูงเราจะเห็นว่าเจตคติของเพอนฝูงและของพอ

แม่ของเขาแตกต่างกันบ้าง ในโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการศึกษาชั้นสูงเราจะพบความแตกต่างของ
เจตคติมากมาย ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าเจตคติแรกๆที่เราได้รับนั้นค่อนข้างจะคงทนถาวร เจตคตินั้นจะสามารถ

นำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ ที่คล้ายกัน เช่น คนที่มีพ่อดุดันเข้มงวดเขาจะเกิดความมุ่งร้ายต่อพ่อ อาจจะคิดว่า

ผู้บังคับบัญชานั้นดุดัน เข้มงวดและเกิดความรู้สึกมุ่งร้ายต่อผู้บังคับบัญชาก็ได้ หรือคนงานที่ไม่ชอบหัวหน้างาน
อาจจะนำความไม่ชอบนั้น ไปใช้ต่อบริษัทหรือเกลียดบริษัทไปด้วย

ลักษณะของเจตคติ
ทิตยา สุวรรรณชฎ (2520:602-603) กล่าวถึงลักษณะสำคัญของเจตคติ 4 ประการ คือ

1. เจตคติ เป็นสภาวะก่อนที่พฤติกรรมโต้ตอบ (PREDISPOSITION TO RESPOND) ต่อเหตุการณ์หรือ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะหรือจะเรียกว่าสภาวะพร้อมที่จะมีพฤติกรรมจริง

2. เจตคติ จะมีความคงตัวอยู่ในช่วงระยะเวลา (PERSISTENCE OVERTIME) แต่มิได้หมายความว่า

จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
3. เจตคติ เป็นตัวแปรหนึ่งนำไปสู่ความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดไม่ว่าจะเป็น

การแสดงออกโดยวาจา หรือการแสดงความรู้สึก ตลอดจนการที่จะต้องเผชิญหรือหลีกเลี่ยงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
4. เจตคติ มีคุณสมบัติของแรงจูงใจ ในอันที่จะทำให้บุคคลประเมินผล หรือเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ซึ่งหมายความต่อไปถึงการกำหนดทิศทางของพฤติกรรมจริงด้วย

เจตคตินับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานอย่างหนึ่ง นอกจากความพร้อมและการจูงใจ
บุคคลที่มีเจตคติที่ดีต่อการทำงานจะช่วยให้ทำงานได้ผลทั้งนี้เพราะเจตคติเป็นต้นกำเนิดของความคิดและการ

แสดง การกระทำออกมานั่นเอง

กล่าวโดยสรุป เจตคติ เป็นลักษณะทางจิตของบุคคลที่เป็นแรงขับแรงจูงใจของบุคคล แสดง
พฤติกรรมที่จะแสดงออกไปในทางต่อต้านหรือสนับสนุนต่อสิ่งนั้นหรือสถานการณ์นั้น ถ้าทราบทัศนคติของ

บุคคลใดที่สามารถทำนายพฤติกรรมของบุคคลนั้นได้ โดยปกติคนเรามักแสดงพฤติกรรมในทิศทางที่ สอดคล้อง
กับทัศนคติที่มีอยู่

อย่างไรก็ดีเจตคติเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะมีลักษณะที่ค่อนข้างถาวรและคงทน ความรังเกียจที่เรียนรู้ใน

วัยเด็กอาจจะคงอยู่ต่อไปจนชั่วชีวิต เจตคติทางการเมือง ศาสนาและอื่นๆ มักจะมีความคงทนเป็นอันมาก
สาเหตุ ที่ทำให้เจตคติบางอย่างมีความคงทนอาจมีสาเหตุดังต่อไปนี้

1. เนื่องจากเจตคตินั้นเป็นแนวทางปรับตัวได้อย่างพอเพียงคือ ตราบใดที่สถานการณ์นั้นยัง สามารถ
จะใช้เจตคติเช่นนั้นในการปรับตัวอยู่เจตคตินั้น ก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแต่เนื่องจากไม่สามารถที่จะใช้ได้ เนื่องจาก

18


สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเจตคตินั้นก็มักจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ในสหรัฐอเมริกาคนส่วนใหญ่ มักจะ

คัดค้านการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างรุนแรง แต่พอเกิดเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงก็อาจจะรับความช่วยเหลือ
ของรัฐบาลมากขึ้น

2. เหตุที่เจตคติไม่เปลี่ยนแปลง่ายๆก็เพราะว่าผู้มีเจตคตินั้นจะไม่ยอมรับรู้สิ่งยกเว้นใด ๆ เหตุการณ์

เช่นนี้เรียกว่า Selective perception เช่น คนที่เกลียดยิว เกิดความคิดว่าพวกยิวนี้ขี้เหนียวเอารัดเอาเปรียบ
ต่อมามียิวมาอยู่บ้านใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่ยิวคนนั้นแสนจะดีเป็นกันเองให้ความช่วยเหลือเราดีเจตคติของเรามีอยู่เดิม

จะไม่ยอมรับรู้ ความดีของยิวเช่นนั้น ดังนั้นเจตคติจึงไม่เปลี่ยน
3. สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ ความภักดีต่อหมู่กลุ่มที่เราเป็นสมาชิกคนเราไม่อยากได้ชื่อว่าทรยศต่อพวก

ตัวอย่างเช่น หญิงสาวถูกอบรมมาในครอบครัวซึ่งเคร่ง ไม่ยอมให้เล่นการพนัน สูบบุหรี่เพราะการกระทำ

เช่นนั้น ครอบครัวถือว่าเป็นการกระทำมิใช่วิสัยสตรีที่ดี ที่จะพึงกระทำ ต่อมาแม้ว่าจะมีโอกาสที่จะกระทำได้
แต่ไม่ทำ เพราะเห็นว่าขัดต่อเจตคติของพ่อแม่ที่เคยสั่งสอนไว้

4. ความต้องการป้องกันตนเอง บุคคลที่ไม่ยอมเปลี่ยนเจตคติที่เขามีอยู่เดิมนั้นอาจเนื่องจากเหตุผลว่า
หากเขาเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่อนแอ เช่น คนขายของเสนอวิธีการขายใหญ่ให้หัวหน้า

หัวหน้าเห็นว่าดีเหมือนกันแต่ไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นเห็นหัวหน้าไม่มีความสามารถ

5. การได้รับการสนับสนุนจากสังคมนั้นคือการที่เราเชื่ออย่างนั้นมีเจตคติอยู่อย่างนั้นเรายังได้รับการ
สนับสนุนกับคนที่มีความเชื่ออย่างเดียวกับเราอยู่

หน้าที่และประโยชน์ของเจตคติ
Katz (อ้างในนพมาศ 2534:130) มองว่าเจตคติมีประโยชน์และหน้าที่ คือ

1. เป็นประโยชน์โดยการเป็นเครื่องมือ ปรับตัว และเป็นประโยชน์ในการใช้เพื่อทำการต่าง ๆ
2. ทำประโยชน์โดยการใช้ป้องกันสภาวะจิตใจ หรือปกป้องสภาวะจิตของบุคคล (EGODEFENSIVE

FUNCTION) เพราะความคิด หรือความเชื่อบางอย่างสามารถทำให้ผู้เชื่อหรือคิดสบายใจ ส่วนจะผิดจะถูกเป็น

อีก เรื่องหนึ่ง
3. เจตคติทำหน้าที่แสดงค่านิยม ให้คนเห็นหรือรับรู้ (VALUE EXPRESSIVE FUNCTION)

4. มีประโยชน์หรือให้คุณประโยชน์ทางความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้คนและสิ่งต่างๆ

5. ช่วยให้บุคคลมีหลักการและกฎเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมหรือช่วยพัฒนาค่านิยมให้กับบุคคล
การที่บุคคลมีทัศนคติที่ดีต่อบุคคล สถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลสามารถประเมินและ

ตัดสินได้ว่าควรจะเลือกประพฤติอย่างไรจึงจะเหมาะสมและดีงาม
ชม ภูมิภาค (2516:65) หน้าที่ของเจตคติ เจตคติทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้อยู่มาก เจตคติมีส่วน

กำหนดการมองเห็นของคน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่อื่น ๆ อีกเช่น

1. เตรียมบุคคลเพื่อให้พร้อมต่อการปฏิบัติการ
2. ช่วยให้บุคคลได้คาดคะเนล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น

3. ทำให้บุคคลได้รับความสำเร็จตามหลักชัยที่วางไว้

19


การเปลี่ยนแปลงเจตคติ
สุชา จันเอม และสุรางค์ จันเอม (2520:110-111) กล่าวว่า ทัศนคติของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้

เนื่องมาจาก
1) การชักชวน (PERSUASION) ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้หลังจากที่ได้รับ

คำแนะนำ บอกเล่า หรือได้รับความรู้เพิ่มพูนขึ้น

2) การเปลี่ยนแปลงกลุ่ม (GROUP CHANGE) ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลได้
3) การโฆษณาชวนเชื่อ (PROPAGANDA) เป็นการชักชวนให้บุคคลหันมาสนใจหรือรับรู้โดยการ

สร้างสิ่งแปลกๆใหม่ๆขึ้น

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเจตคติ คือ
1. บิดา มารดา ของเด็ก

2. ระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมของสังคม

3. การศึกษาเล่าเรียน
4. สิ่งแวดล้อมในสังคม

5. การพักผ่อนหย่อนใจที่แต่ละคนใช้ประจำตัว
การแก้ไขเจตคติหรือวิธีสร้างเจตคติ

เจตคติเป็นเรื่องที่แก้ไขได้อยากถ้าจำเป็นจะต้องช่วยแก้ไขเปลี่ยนเจตคติของคนอาจใช้วิธีเหล่านั้น คือ

1. การค่อย ๆ ชื้นลงให้เข้าใจ
2. หาสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจอย่างเข้มข้นมายั่วยุ

3. คบหาสมาคมกับเพื่อนดีดี
4. ให้อ่านหนังสือดีมีประโยชน์

5. ให้ลองทำจนเห็นชอบแล้วกลับตัวดีเอง

ชม ภูมิภาค (2516:65) ได้อธิบายว่าเจตคติเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจัยที่จะช่วยให้เจคติเปลี่ยนแปลงได้มี
หลาย ประการเช่น

1. ความกดดันของกลุ่ม (Group pressure) หากกลุ่มจะสามารถให้รางวัลหรือลงโทษได้ย่อมจะมีแรง

กดดัน มากในการที่จะกดดันทิศทางเจตคติของเราสิ่งยั่วยุที่เป็นรางวัลนั้น ได้แก่ ความเป็นผู้มีคนรู้จักมากการ
เลื่อน ตำแหน่งการงาน สัญลักษณ์ของการยอมรับนับถือเป็นต้น ส่วนสิ่งยั่วยุที่เป็นการลงโทษก็เช่น การเสีย

เพื่อนฝูง เสีย ชื่อเสียง เสียตำแหน่ง เป็นต้น ยิ่งเรามีความผิดปกติไปจากกลุ่มเท่าใดแรงบีบบังคับของหมู่มีมาก
เท่าใดหรือยิ่งหมู่ กลุ่มนั้น ยิ่งเราต้องการเป็นสมาชิกของหมู่ใด แรงบีบบังคับของหมู่ย่อมมีมากเท่านั้นหรือยิ่ง

หมู่กลุ่มต้องการเรามาก เท่าใดกลุ่มก็ยิ่งต้องการให้เราปฏิบัติตามมาตรฐานของกลุ่มเท่านั้น กลุ่มที่มีเกียรติศักดิ์

หรือศักดิ์ศรีต่ำในหมู่อาจจะ กระทำผิดแปลกไปได้บ้าง แต่ยิ่งมีตำแหน่งสูงหรือศักดิ์ศรีสูงแล้วกระทำผิด
มาตรฐานเพียงนิดเดียวแรงกดดัน ของหมู่จะเกิดขึ้นทันทีเพื่อให้ปฏิบัติอยู่ในแนว

นอกจากนี้แรงกดดันของกลุ่มจะมีมากก็คือ การที่ไม่มีมาตรฐานอื่นที่จะปฏิบัติหรือมีน้อยทางที่จะ
เลือก หรือเราไม่มีความรู้มากมายนักในเรื่องนั้น บุคคลมักจะเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเจตคติหากกลุ่มของเขาที่

20


ยึดอยู่ เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น กรรมกร แรกๆอาจไม่สนใจกันรวมเป็นสมาคมแต่ต่อมาหากรู้ว่าคนอื่น ๆ

ในกลุ่มรับ ฟังความคิดเห็นนั้น เขาก็อาจเปลี่ยนความคิดยิ่งกลุ่มมีความเป็นเอกภาพเท่าใดแรงกดดันของกลุ่มยิ่ง
มีผลเท่านั้นเรื่อง อำนาจของความกดดันของกลุ่มอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะเป็นไปได้ 4 กรณีคือ

1.1 เราอาจปฏิเสธบรรทัดฐานของกลุ่มและยึดมั่นในเจตคติของเราและเราอาจจะก้าวร้าวยิ่งขึ้นหาก

เราเชื่อว่ากลุ่มไม่มีผลบีบบังคับเรามากนักหรือเรามีความภักดีต่อกลุ่มอื่นมากกว่า
1.2 เราอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงต่อเจตคติของเราแต่เราปฏิบัติตามกลุ่มเพราะเหตุผลภายนอกอย่างอื่น

โดยถือว่าเป็นส่วนตัวและเราไม่เห็นด้วยแต่ส่วนรวมทำเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม
1.3 เราอาจยอมรับบรรทัดฐานของกลุ่มเพียงผิวเผิน ภายในส่วนลึกของจิตใจเราไม่ยอมเปลี่ยนแต่พอ

เราออกไปอยู่กลุ่มอื่นเราจะได้เห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

1.4 เราอาจจะนำเอาบางส่วนของบรรทัดฐานของกลุ่มมาผนวกกับความเชื่อของเราและปฏิเสธ
บางส่วน

2. ประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ เราอาจเปลี่ยนแปลงเจตคติไปได้เมื่อได้รับ
ประสบการณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เช่น นายแดงเข้าทำงานบริษัทหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าจะมีความก้าวหน้า

แต่ พบว่า หัวหน้าของเขาเป็นคนขี้อิจฉาเมื่อเขาเกิดเสนอความคิดเห็นดีๆ เพื่อปฏิบัติหัวหน้าอาจจะเห็นว่าการ

เสนอแนะของเขาเช่นนั้นทำให้ฐานะของเขาสั่นคลอนและนอกจากนั้นยังทราบดีว่าเพื่อนร่วมงานของเขาไป
ฟ้องแก่หัวหน้างานบ่อยๆ เขาจึงอาจเปลี่ยนเจตคติไปอีกแบบหนึ่งคือมองไม่เห็นความก้าวหน้าในการทำงานกับ

บริษัทนี้ เช่นนี้เป็นต้น

3. อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลที่มีชื่อเสียงในความหมายนี้อาจจะเป็นเพื่อนซึ่งเรานับถือ
ความคิดของเขาหรืออาจจะเป็นผู้เชียวชาญทางด้านความพิเศษต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือ การ

โฆษณา ซึ่งมักจะใช้คนมีชื่อเสียงไปยุ่งเกี่ยว เช่น ดาราภาพยนตร์ชื่อดังคนนั้นใช้สบู่ยี่ห้อนั้น ๆ เป็นต้น
เจตคติเป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ และ

เป็น ตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหรือแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ ไปในทิศทางหนึ่ง อาจ

เป็นไป ในทางสนับสนุนหรือคัดค้านก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขบวนการการอบรมให้การเรียนรู้ระเบียบวิธีของสังคม

ซึ่งเจต คตินี่จะแสดงออกหรือปรากฏให้เห็นชัดในกรณที่สิ่งเร้านั้นเป็นสิ่งเร้าทางสังคม
องค์ประกอบของเจตคติ
องค์ประกอบของเจตคติมี 3 ประการ ได้แก

1. ด้านความคิด ( Cognitive Component) หมายถึง การรับรู้และวินิจฉัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ แสดง
ออกมาในแนวคิดที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด


2. ด้านความรู้สึก ( Affective Component) หมายถึง ลักษณะทางอารมณของบุคคลที่สอดคล้องกับ
ความคิด เช่น ถ้าบุคคลมีความคิดในทางที่ไม่ดีต่อสิ่งใด ก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งนั้นด้วย จึงแสดงออกมาใน
รูปของความรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจ

3. ด้านพฤติกรรม ( Behavior Component) หมายถึง ความพร้อมที่จะกระทำซึ่งเป็นผลมาจาก
ความคิด และความรู้สึกและจะออกมาในรูปของการยอมรับหรือปฏิเสธ การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ

21


การเรียนรู้
การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิม อันเป็นผลมาจากการได้รับ

ประสบการณ์" พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในที่นี้ มิได้หมายถึงเฉพาะพฤติกรรมทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
พฤติกรรมทั้งมวลที่มนุษย์แสดงออกมาได้ ซึ่งจะแยกได้เป็น 3 ด้านคือ

1. พฤติกรรมทางสมอง (Cognitive) หรือพุทธิพิสัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact)

ความคิดรวบยอด (Concept) และหลักการ (Principle)
2. พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychromotor) หรือทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมทางกล้ามเนื้อ แสดงออก

ทางด้านร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ การขับรถ อ่านออกเสียง แสดงท่าทาง

3. พฤติกรรมทางความรู้สึก (Affective) หรือจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในเช่น การเห็น
คุณค่า เจตคติ ความรู้สึกสงสาร เห็นใจเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น



ทฤษฎีของการจูงใจ (theories of motivation)
ความหมายของแรงจูงใจ


แรงจูงใจเป็นคำที่ใช้กันมากแต่บางครั้งกใช้กันไม่คอยถูกต้อง ความจริงแล้วแรงจูงใจใช้เพื่ออธิบายว่า
ทำไมอินทรีย์จึงการกระทำอย่างนั้นและทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า “Movere”(Kidd, 1973:101) ซึ่งมีความหมาย
ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าวหรือมักชักนำบุคคลเกิดการ

กระทำหรือปฏิบัติการ (To move a person to a course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงได้รับความสนใจมาก
ในทุกๆวงการ

สำหรับโลเวลล์ (Lovell, 1980: 109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า”เป็นกระบวนการที่ชักนำโน้ม

น้าวให้บุคคลเกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ”
ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996: 199) อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำกิจกรรม

ของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
สรุปได้ว่าการจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรน

เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์บางอย่างซึ่งจะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการ

ตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา ยกตัวอย่างลักษณะของการตอบสนองสิ่งเร้าปกติคือ การขานรับเมื่อได้ยินเสียง
ื่
เรียก แต่การตอบสนองสิ่งเร้าจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเช่น พนักงานตั้งใจทำงานเพอหวังความดี
ความชองเป็นกรณีพิเศษ


แรงจูงใจต่อพฤติกรรมของบุคคลในแต่ละสถานการณ์
แรงจูงใจจะทำให้แต่ละบุคคลเลือกพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละ

สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป พฤติกรรมที่เลือกแสดงนี้ เป็นผลจากลักษณะในตัวบุคคลสภาพแวดล้อมดังนี้

22


1. ถ้าบุคคลมีความสนใจในสิ่งใดก็จะเลือกแสดงพฤติกรรม และมีความพอใจที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ

รวมทั้งพยายามทำให้เกิดผลเร็วที่สุด
ื่
2. ความต้องการจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ทำกิจกรรมต่างๆเพอตอบสนองความต้องการนั้น
3. ค่านิยมที่เป็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ เช่นค่านิยมทางเศรษฐกิจ สังคม ความงาม จริยธรรม วิชาการ

เหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดแรงขับของพฤติกรรมตามค่านิยมนั้น
4. ทัศนคติที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มีผลต่อพฤติกรรมนั้น เช่น ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ก็จะทำงาน

ด้วยความทุ่มเท
5. ความมุ่งหวังที่ต่างระดับกัน ก็เกิดแรงกระตุ้นที่ต่างระดับกันด้วย คนที่ตั้งระดับความมุ่งหวังไว้สูง

จะพยายามมากกว่าผู้ที่ตั้งระดับความมุ่งหวังไว้ต่ำ

6. การแสดงออกของความต้องการในแต่ละสังคมจะแตกต่างกันออกไป ตามขนบธรรมเนียม
ประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมของตน ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกัน ยังมีพฤติกรรมในการแสดงความ

ต้องการที่ต่างกันอีกด้วยเพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ของตน
7. ความต้องการอย่างเดียวกัน ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันได้

8. แรงจูงใจที่แตกต่างกัน ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมที่เหมือนกันได้

9. พฤติกรรมอาจสนองความต้องการได้หลายๆทางและมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เช่นตั้งใจ
ทำงาน เพื่อไว้ขึ้นเงินเดือนและได้ชื่อเสียงเกียรติยศ ความยกย่องและยอมรับจากผู้อื่น



ลักษณะของแรงจูงใจ
แรงจูงใจมี 2 ลักษณะดังนี้
1. แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)

แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ความสนใจ ความ

ตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการฯลฯ สิ่งต่างๆดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้าง
ถาวรเช่นคนงานที่เห็นองค์การคือสถานที่ให้ชีวิตแก่เขาและครอบครัวเขาก็จะจงรักภักดีต่อองค์การ และ

องค์การบางแห่งขาดทุนในการดำเนินการก็ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนที่ดีแต่ด้วยความผูกพันพนักงานก็ร่วมกันลด

ค่าใช้จ่ายและช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่



2. แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motives)

แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมอาจจะเป็นการได้รับ

รางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม หรือยกย่อง แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนอง
สิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น

ที่มาของแรงจูงใจ

23


แรงจูงใจมีที่มาจากหลายสาเหตุด้วยกันเช่น อาจจะเนื่องมาจากความต้องการหรือแรงขับหรือสิ่งเร้า

หรืออาจเนื่องมาจากการคาดหวังหรือจากการเก็บกดซึ่งบางทีเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว จะเห็นได้ว่าการจูงใจให้เกิด
พฤติกรรมที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนเนื่องจากพฤตกรรมมนุษย์มีความซับซ้อน แรงจูงใจอย่างเดียวกันอาจทำให้

เกิดพฤติกรรมที่ต่างกัน แรงจูงใจต่างกันอาจเกิดพฤติกรรมที่เหมือนกันกได้


ทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขของสกินเนอร์ (B.F. Skinner)

สกินเนอร์มีแนวคิดว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสม เพราะทฤษฎี

นี้ต้องการเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งสนับสนุนและการลงโทษ สกินเนอร์มองว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็น
พฤติกรรมที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมของตนเอง พฤติกรรมของมนุษย์จะคงอยู่ตลอดไป จำเป็นต้องมีการเสริมแรง

ซึ่งการเสริมแรงนี้มีทั้งการเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) และการเสริมแรงทางลบ (Negative

Reinforcement)
การเสริมแรง หมายถึง ผลของพฤติกรรมใดๆ ที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเข้มแข็งขึ้น การเสริมแรงทางบวก

หมายถึง สภาพการณ์ที่ช่วยให้พฤติกรรมโอเปอแรนท์เกิดขึ้นในด้านความที่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนการเสริมแรง

ทางลบเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์อาจจะทำให้พฤติกรรมโอเปอแรนท์เกิดขึ้นได้ในการด้านการเสริมแรง
นั้น

สกินเนอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้แยกวิธีการเสริมแรงออกเป็น 2 วิธี คือ
1. การให้การเสริมแรงทุกครั้ง (Continuous Reinforcement) เป็นการให้การเสริมแรงทุกครั้งที่

ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้

2. การให้การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Partial Reinforcement) เป็นการให้การเสริมแรงเป็นครั้ง
คราวโดยไม่ให้ทุกครั้งที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยแยกการเสริมแรงเป็นครั้งคราว ได้ดังนี้

2.1 เสริมแรงตามอัตราส่วนที่แน่นอน

2.2 เสริมแรงตามอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน

2.3 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน
2.4 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน

การเสริมแรงแต่ละวิธีให้ผลต่อการแสดงพฤติกรรมที่ต่างกัน และพบว่าการเสริมแรงตามอตราส่วน
ที่ไม่แน่นอนจะให้ผลดีในด้านที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์จะเกิดขึ้นในอัตราสูงมาก และเกิดขึ้นต่อไปอีกเป็น

เวลานานหลังจากที่ไม่ได้รับการเสริมแรง
จากการศึกษาและทดลองของสกินเนอร์นั้น สามารถสรุปเป็นลักษณะ และทฤษฎีการเรียนรู้ของ

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนท์หรือทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำได้ดังนี้
1. การกระทำใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการ


เสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด
2. การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว

3. การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว

24


4. การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่อผู้เรียนกระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือ

ปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้

25


บทที่ 3

วิธีการดำเนินการวิจัย
วิธีดำเนินการวิจัย
ระยะเวลาในการดำเนินงาน

พฤศจิกายน 2563 – เมษายน 2564
วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ

2-30 พฤศจิกายน 2563 - ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา
1-31 ธันวาคม 2563 - เขียนเค้าโครงงานวิจัยในชั้นเรียน

- ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถาม

- ออกแบบและสร้างแบบสอบถามที่จะใช้ใน
งานวิจัย

15 มกราคม 2564 - ผู้เรียนทำแบบสอบถาม ผู้วิจัยบันทึกข้อมูล

16 ม.ค.64 -26 ก.พ. 64 - เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยบันทึกข้อมูล
1 มี.ค. 64 – 9 เม.ย. 64 - สรุปและอภิปรายผล

- จัดทำรูปเล่ม


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. แบบสอบถาม การเยี่ยมบ้านนักศึกษา
2. สถิติ ค่าร้อยละ


ขั้นตอนการดำเนินการ
ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนในการวิจัยโดยศึกษาหลักการ ทฤษฏีจิตวิทยาการศึกษา เจตคติ (Attitude)

ทฤษฎีแรงจูงใจ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์ ลักษณะด้านวินัยในการ
เรียน ความขยันอดทนและความรับผิดชอบ ในการดำเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติ

ของผู้เรียนในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อหาสาเหตุของการไม่ส่ง

งาน / การบ้าน ผู้วิจัยได้วางแผนการดำเนินการศึกษา สร้างแบบสอบถาม โดยใช้ข้อความที่คาดว่าจะเป็น
สาเหตุของการมาส่งงาน / การบ้าน และได้ดำเนินการซึ่งมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนดังนี้

1. ขั้นวิเคราะห์ ( Analysis)
1.1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน การวิเคราะห์ผู้เรียนได้กำหนดไว้ดังนี้

ประชากร คือผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กศน.ตำบล
กาวะ จำนวน 46 คน

1.2 วิเคราะห์สาเหตุของการไม่ส่งงาน / การบ้าน ของผู้เรียน โดยการหาค่าร้อยละ


2. ขั้นออกแบบ (Design)

26


ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติของผู้เรียนในการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/

การบ้าน โดยมีลำดับขั้นตอนการสร้างดังนี้
1.1 ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถามจากเอกสารต่างๆ

1.2 สร้างแบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติของผู้เรียนเพื่อหาสาเหตุในการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/

การบ้านของผู้เรียนระดับมัธยมศกษาตอนต้น จำนวน 15 ข้อ โดยให้ผู้เรียนใส่หมายเลขลำดับสาเหตุของการไม่

ส่งงานจากลำดับมากที่สุด ( 1 ) ไปจนถึงลำดับน้อยที่สุด ( 15 )

1.3 นำแบบวัดเจตคติที่สร้างขึ้นเสนอต่อที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบแก้ไข
1.4 นำแบบวัดเจตคติมาปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง

3. ขั้นดำเนินการ
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีการดำเนินการดังนี้

3.1 นำแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านของผู้เรียน

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กศน.ตำบลกาวะ จำนวน 46 คน เพื่อหาสาเหตุ
ของการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมายและทำการบันทึกคะแนน

3.2 ดำเนินการหาค่าร้อยละของแต่ละข้อสาเหตุ
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล

4.1 วิเคราะห์ข้อมูล
-วิเคราะห์ผลจากคะแนนที่ได้จากการท าแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติ

4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

4.2.1 การหาค่าร้อยละ
ค่าร้อยละ = X x 100

N
เมื่อ X = คะแนนที่ได้

N = จำนวนผู้เรียนทั้งหมด


5. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา

ตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านเพื่อนำผลการวิจัยมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อหาสาเหตุ

และนำไปแก้ไขปัญหาในการเรียนการสอนและเพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการส่งงานและการบ้าน โดย
ใช้แบบสอบถามเพอศึกษาเจตคติจำนวน 15 ข้อ โดยกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เรียนระดับมัธยมศกษาตอนต้น ภาค

ื่
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 กศน.ตำบลกาวะ จำนวน 46 คน โดยสามารถวิเคราะห์ผลได้ดังนี้
5.1 ผลการประเมินแบบสอบถามของผู้เรียนในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้านเกี่ยวกับ

การหาสาเหตุที่ไม่ส่งงาน การบ้านของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ตาราง 1 ผลการประเมินแบบสอบของผู้เรียนถึงสาเหตุที่ผู้เรียนการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน

27


ข้อที่ สาเหตุที่ไม่ส่งงาน/การบ้าน ลำดับที่ ร้อยละ

1 งานบ้านมากเกินไป
2 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้

3 ไม่น่าสนใจ

4 เวลาในการทำน้อย
5 ครูอธิบายเร็ว

6 ไม่เข้าใจคำสั่ง

7 ไม่ได้นำสมุดมาจด

8 เบื่อหน่ายไม่อยากทำ
9 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง

10 หนังสือหาย
11 ลืมทำ

12 ไม่มคนคอยปรึกษา

13 ออกงานช่วยเหลือชุมชน
14 ทำกิจกรรมของ กศน.ตำบลมากเกินไป

15 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ




จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าการตอบแบบสอบถามของผู้เรียนในเรื่องสาเหตุของการไม่ส่งงานที่
ได้รับมอบหมาย/การบ้านโดยทำการเรียงลำดับจากสาเหตุที่ผู้เรียนที่ผู้เรียนคิดว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดจนถึง

สาเหตุที่น้อยที่สุด ตามลำดับ 1 – 15 ดังต่อไปนี้


งานบ้านมากเกินไป อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........
ไม่น่าสนใจ อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

เวลาในการทำน้อย อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

ครูอธิบายเร็ว อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........
ไม่เข้าใจคำสั่ง อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

ไม่ได้นำสมุดมาจด อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........
เบื่อหน่ายไม่อยากทำ อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........
หนังสือหาย อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

ลืมทำ อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

28


ไม่มคนคอยปรึกษา อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

ออกงานช่วยเหลือชุมชน อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........
ทำกิจกรรมของ กศน.ตำบลมากเกินไป อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........

เตรียมตัวทำงานอื่นๆ อยู่ในลำดับที่....... คิดเป็นร้อยละ.........


6. การเก็บรวบรวมข้อมูลในการเก็บรวบรวมข้อมูล


ผู้วิจัยได้ใช้การแบบสอบถามผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของกศน.ตำบลกาวะ จำนวน 46 คน ได้
ตอบแบบสอบถามการเยี่ยมบ้านนักศึกษาและเก็บขอมูลด้วยตนเอง


7. การวิเคราะห์ข้อมูล


ผู้วิจัยใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูล

29


บทที่ 4


ผลการวิเคราะห์ข้อมูล


จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา

ตอนต้น ในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านเพื่อนำผลการวิจัยมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อหาสาเหตุ
ื่

และนำไปแกไข ปัญหาในการเรียนการสอนและเพอให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการส่งงานและการบ้าน โดย
ื่
ใช้แบบสอบถามเพอศึกษาเจตคติจำนวน 15 ข้อ โดยกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เรียนระดับมัธยมศกษาตอนต้น ภาค

เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กศน.ตำบลกาวะ จำนวน 46 คน โดยสามารถวิเคราะห์ผลได้ดังนี้

ผลการประเมินแบบสอบถามของผู้เรียนในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้านเกี่ยวกับการ

หาสาเหตุที่ไม่ส่งงาน การบ้านของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ตาราง 2 ผลการประเมินแบบสอบของผู้เรียนถึงสาเหตุที่ผู้เรียนการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน

ข้อที่ สาเหตุที่ไม่ส่งงาน/การบ้าน ลำดับที่ ร้อยละ
1 งานบ้านมากเกินไป 13 28.60

2 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ 8 45.65

3 ไม่น่าสนใจ 7 47.82
4 เวลาในการทำน้อย 2 58.69

5 ครูอธิบายเร็ว 5 52.17

6 ไม่เข้าใจคำสั่ง 11 36.95
7 ไม่ได้นำสมุดมาจด 12 32.30

8 เบื่อหน่ายไม่อยากทำ 1 63.04

9 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง 3 56.52
10 หนังสือหาย 4 54.35

11 ลืมทำ 6 50.00

12 ไม่มคนคอยปรึกษา 15 21.74
13 ออกงานช่วยเหลือชุมชน 14 26.10

14 ทำกิจกรรมของ กศน.ตำบลมากเกินไป 9 41.30
15 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ 10 39.13



จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าการตอบแบบสอบถามของผู้เรียนในเรื่องสาเหตุของการไม่ส่งงานที่
ได้รับมอบหมาย/การบ้านโดยทำการเรียงลำดับจากสาเหตุที่ผู้เรียนที่ผู้เรียนคิดว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดจนถึง

สาเหตุที่น้อยที่สุด ตามล าดับ 1 – 15 ดังต่อไปนี้

30


ตาราง 3 ผลการประเมินแบบสอบของผู้เรียนถึงสาเหตุที่ผู้เรียนการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/

การบ้านโดยทำการเรียงลำดับจากสาเหตุที่ผู้เรียนที่ผู้เรียนคิดว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดจนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด
ตามลำดับ 1 – 15 ดังต่อไปนี้

สาเหตุที่ไม่ส่งงาน/การบ้าน ลำดับที่ ร้อยละ จำนวน(คน)
เบื่อหน่ายไม่อยากทำ 1 63.04 29

เวลาในการทำน้อย 2 58.69 27

ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง 3 56.52 26
หนังสือหาย 4 54.35 25

ครูอธิบายเร็ว 5 52.17 24

ลืมทำ 6 50.00 23

ไม่น่าสนใจ 7 47.82 22
แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ 8 45.65 21

ทำกิจกรรมของ กศน.ตำบลมากเกินไป 9 41.30 19
เตรียมตัวทำงานอื่นๆ 10 39.13 18

ไม่เข้าใจคำสั่ง 11 36.95 17

ไม่ได้นำสมุดมาจด 12 32.60 15

งานบ้านมากเกินไป 13 28.60 13
ออกงานช่วยเหลือชุมชน 14 26.10 12


ไม่มคนคอยปรึกษา 15 21.74 10

สรุปผลการศึกษาวิจัย
จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นใน

เรื่องการ ไม่ส่งงาน / การบ้าน แสดงให้เห็นว่า สาเหตุของการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้านลำดับที่ 1

คือ เบื่อหน่ายไม่อยากทำ จากผู้เรียน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 63.04 อันดับที่ 2 เวลาในการทำน้อย จากผู้เรียน
27 คน คิดเป็นร้อยละ 58.69 อันดับที่ 3 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง จากผู้เรียน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 56.52

อันดับที่ 4 หนังสือหาย จากผู้เรียน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 54.35 อันดับที่ 5 ครูอธิบายเร็ว จากผู้เรียน 24 คน

คิดเป็นร้อยละ 52.17 อันดับที่ 6 ลืมทำ จากผู้เรียน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 อันดับที่ 7 ไม่น่าสนใจ จาก
ผู้เรียน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 47 อันดับที่ 8 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ จากผู้เรียน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 45.65

อันดับที่ 9 จากผู้เรียน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 41.30 อันดับที่ 10 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ จากผู้เรียน 18 คน คิด
เป็นร้อยละ 39.13 อันดับที่ 11 ไม่เข้าใจคำสั่ง จากผู้เรียน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.95 อันดับที่ 12 ไม่ได้นำ

สมุดมาจด จากผู้เรียน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 32.60 อันดับที่ 13 งานบ้านมากเกินไป จากผู้เรียน 13 คน คิด

เป็นร้อยละ 28.60 อันดับที่ 14 ออกงานช่วยเหลือชุมชน จากผู้เรียน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 26.10 อันดับที่ 15
ไม่มีคนคอยปรึกษา จากผู้เรียน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 21.74

31


อภิปรายผลการศึกษา
จากการสร้างแบบสอบถามเพอศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงาน
ื่
ที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน ในครั้งนี้สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ พบว่าแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของ
ผู้เรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน ได้ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่

สำคัญมากที่สุด จนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ในการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน คือ ลำดับที่ 1 คือ

เบื่อหน่ายไม่อยากทำ จากผู้เรียน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 63.04 อันดับที่ 2 เวลาในการทำน้อย จากผู้เรียน 27
คน คิดเป็นร้อยละ 58.69 อันดับที่ 3 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง จากผู้เรียน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 56.52 อันดับ

ที่ 4 หนังสือหาย จากผู้เรียน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 54.35 อันดับที่ 5 ครูอธิบายเร็ว จากผู้เรียน 24 คน คิด

เป็นร้อยละ 52.17 อันดับที่ 6 ลืมทำ จากผู้เรียน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 อันดับที่ 7 ไม่น่าสนใจ จาก
ผู้เรียน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 47 อันดับที่ 8 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ จากผู้เรียน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 45.65

อันดับที่ 9 จากผู้เรียน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 41.30 อันดับที่ 10 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ จากผู้เรียน 18 คน คิด

เป็นร้อยละ 39.13 อันดับที่ 11 ไม่เข้าใจคำสั่ง จากผู้เรียน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.95 อันดับที่ 12 ไม่ได้นำ
สมุดมาจด จากผู้เรียน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 32.60 อันดับที่ 13 งานบ้านมากเกินไป จากผู้เรียน 13 คน คิด

เป็นร้อยละ 28.60 อันดับที่ 14 ออกงานช่วยเหลือชุมชน จากผู้เรียน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 26.10 อันดับที่ 15
ไม่มีคนคอยปรึกษา จากผู้เรียน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 21.74


ข้อเสนอแนะ

ในการสร้างแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะ ใน

เรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน อาจจะทำกับผู้เรียนทั้งหมดทุกระดับการศึกษาเพื่อเป็น

การศึกษาในภาพรวม เพราะการวิจัยครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างเป็นเพียงผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น
ซึ่งอาจจะได้ผลการวิจัยที่แตกต่างกันก็ได้

1. ในการวิจัยครั้งต่อไปอาจเจาะจงทำการวิจัยกลุ่มผู้เรียนในระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป และอาจแยกหัวข้อ

เป็นรายวิชาต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ระเอยดขึ้น ซึ่งจะได้นำผลการทดลองที่ได้ไปแก้ไขปัญหาในการ ไม่ส่งงานที่
ได้รับมอบหมาย/ การบ้านของผู้เรียนต่อไป

32


บทที่ 5

สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ


ความมุ่งหมาย
1. เพื่อศึกษาเจตคติของการทำงานที่ได้รับมอบหมาย / การบ้าน ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

2. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดการเรียนการสอนแก้ปัญหาการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย /
การบ้านของผู้เรียน


ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
ประชากร / กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 46 คน


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ การแบบสอบถาม


วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการทำวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง


การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูล


สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ื่
จากการสร้างแบบสอบถามเพอศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงาน
ที่ได้รับมอบหมาย/ การบ้าน ในครั้งนี้สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ พบว่าแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของ

ผู้เรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเรื่องการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน ได้ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่

สำคัญมากที่สุด จนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ในการไม่ส่งงานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน คือ ลำดับที่ 1 คือ
เบื่อหน่ายไม่อยากทำ จากผู้เรียน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 63.04 อันดับที่ 2 เวลาในการทำน้อย จากผู้เรียน 27

คน คิดเป็นร้อยละ 58.69 อนดับที่ 3 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง จากผู้เรียน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 56.52 อันดับ

ที่ 4 หนังสือหาย จากผู้เรียน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 54.35 อันดับที่ 5 ครูอธิบายเร็ว จากผู้เรียน 24 คน คิด
เป็นร้อยละ 52.17 อันดับที่ 6 ลืมทำ จากผู้เรียน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 อันดับที่ 7 ไม่น่าสนใจ จาก

ผู้เรียน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 47 อันดับที่ 8 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้ จากผู้เรียน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 45.65

อันดับที่ 9 จากผู้เรียน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 41.30 อันดับที่ 10 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ จากผู้เรียน 18 คน คิด
เป็นร้อยละ 39.13 อันดับที่ 11 ไม่เข้าใจคำสั่ง จากผู้เรียน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.95 อันดับที่ 12 ไม่ได้นำ

สมุดมาจด จากผู้เรียน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 32.60 อันดับที่ 13 งานบ้านมากเกินไป จากผู้เรียน 13 คน คิด
เป็นร้อยละ 28.60 อันดับที่ 14 ออกงานช่วยเหลือชุมชน จากผู้เรียน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 26.10 อันดับที่ 15

ไม่มีคนคอยปรึกษา จากผู้เรียน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 21.74

33


ข้อเสนอแนะ

ในการสร้างแบบสอบถามเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะใน

เรื่องการไม่ส่ง งานที่ได้รับมอบหมาย/การบ้าน อาจจัดทำกับผู้เรียนทั้งหมดทุกระดับการศึกษาเพื่อเป็น

การศึกษาในภาพรวม เพราะการวิจัยครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างเป็นเพียงผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น
ซึ่งอาจจะได้ผลการวิจัยที่แตกต่างกันก็ได้

1. ในการวิจัยครั้งต่อไปอาจเจาะจงทำการวิจัยกลุ่มผู้เรียนในระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป และอาจแยกหัวข้อ

เป็น รายวิชาต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ระเอยดขึ้น ซึ่งจะได้นำผลการทดลองที่ได้ไปแกไขปัญหาในการไม่ส่งงานที่

ได้รับ มอบหมาย/ การบ้านของผู้เรียนต่อไป

34


บรรณานุกรม



โยธิน คันสนยุทธ และคณะ. จิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, 381 หน้า. 2533.
จีราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ. จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,

364 หน้า. 2533.
ฉันทนา ภาคบงกช และคณะ. การส ารวจคุณลักษณะทางวินัยที่พึงประสงค์ในสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร:

สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 2539

จุมพล หนิมพานิช และคณะ. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2542
ราชภัฎนครราชสีมา.2545. การเรียนรู้และการสื่อความหมาย. [Online]. Available: URL :

http://www.riudon.ac.th/~boonpan/1032101/edt02.html.

เตือนใจ ทองดี. (2549). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบออนไลน์

(e-Learning) กับการเรียนรู้แบบปกติ. ฉะเชิงเทรา : มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.การสร้า

แนวคิดและเจตคติ. (ม.ป.ป.).ค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2555 , จากhttp://socialscience.igetweb.com
/articles/41920929

35



















ภาคผนวก

36

แบบสอบถาม

เรื่อง เจตคติของนักศึกษาในเรื่องการทำงานที่ได้รับมอบหมาย/การส่งการบ้าน

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กศน.ตำบลกาวะ


ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

ชื่อ-สกุล........................................................................................................รหัสนักศึกษา...................................

เพศ................................................. วันเกิด.......................................... อายุ................ปี



ตอนที่ 2 เจตคติของนักศึกษาเรื่องสาเหตุที่ไม่สงงานที่ได้รับมอบหมาย/การส่งการบ้าน

คำชี้แจง ให้นักศกษาเรียงลำดับ 1-15 เกี่ยวกับสาเหตุที่ไม่ส่งงาน/การบ้านจากมากสุดไปถึงน้อยสุด


ข้อที่ สาเหตุที่ไม่ส่งงาน/การบ้าน ลำดับที่
1 งานบ้านมากเกินไป

2 แบบฝึกหัดยากทำไม่ได้

3 ไม่น่าสนใจ
4 เวลาในการทำน้อย

5 ครูอธิบายเร็ว

6 ไม่เข้าใจคำสั่ง
7 ไม่ได้นำสมุดมาจด

8 เบื่อหน่ายไม่อยากทำ

9 ช่วยเหลืองานผู้ปกครอง
10 หนังสือหาย

11 ลืมทำ
12 ไม่มคนคอยปรึกษา

13 ออกงานช่วยเหลือชุมชน

14 ทำกิจกรรมของ กศน.ตำบลมากเกินไป

15 เตรียมตัวทำงานอื่นๆ


Click to View FlipBook Version