The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปจิตวิทยาทั้งหมด 15 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-14 04:34:37

E-book จิตวิทยา

สรุปจิตวิทยาทั้งหมด 15 บท

จิ ต

วิ ท
ยา

BY.FAREEDA SONG

คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) จัดขึ้นเพื่อประกอบการ
เรียนการสอน รายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู 600-106 ผู้จัดทำได้
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความหมาย จิตวิทยา พัฒนาการของ
มนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ การเรียนรู้ ครบถ้วนทั้งด้าน
เนื้อหาสาระเป็นขั้นตอน เพื่อให้ได้มีความรู้ ความเข้าเนื้อหามาก
ยิ่งขึ้นนำเสนอรูปแบบที่น่าสนใจ มีภาพ ประกอบให้เห็น
ภาพจริงประกอบการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book)
รายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู 600-106 ให้เกิดประโยชน์ต่อการ
จัดการเรียนการสอน ตลอดนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงาน และ
สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันต่อไปได้

สารบัญ หน้า

เรื่อง 1
2-6
ความหมายจิตวิทยา 7-11
พัฒนาการของมนุษย์ 12-16
พฤติกรรมของมนุษย์ 17-19
การเรียนรู้ 20-22
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม 23-25
ความจำของมนุษย์ 26-27
ความคิดเชาวน์ปัญญา 28
การรับรู้ 29-31
จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ 32-33
การจัดการเรียนรูู้สำสำหรับเด็กปกติ 34-35
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กเพิศษ 36-37
แรงจูงใจ 38-40
การแนะแนว 41-42
การให้คำปรึกษา 43-44
การศึกษาเป็นรายกรณี
การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้เรียน

1

จิตวิทยา

จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มา
เสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม


ของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์

ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและ
จิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกใน
แนวทางที่สามารถทำนายได้

2

บทที่1

พัฒนาการของมนุษย์

การพัฒนามนุษย์เป็นหน้าที่และภารกิจที่สำคัญของทุกองค์กร
ทุกสถาบัน เช่น ครอบครัว โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
บริษัท สมาคม ฯลฯ และทุกคน ซึ่งจะต้องตระหนักให้ความ
สำคัญถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีให้สัมฤทธิผลให้ได้ โดยเน้น
การพัฒนาตนเอง แต่ละครอบครัว จะต้องพัฒนาสมาชิก
ภายในครอบครัวและร่วมมือกับองค์กรสถาบันอื่น ๆ ทุกคนจะ
พัฒนาตนเองและร่วมมือพัฒนาองค์กร สถาบันต่าง ๆ ด้วย

การพัฒนามนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความ
รู้ ใช้ความเพียร ใช้ปัญญาคิดวิธีการใช้แนวคิดต่าง ๆ ที่กล่าว
มาร่วมในการพัฒนา ควรสร้างความภาคภูมิใจเมื่อมีโอกาส
พัฒนาบุคคล เห็นความเจริญก้าวหน้าของผู้ที่เราพัฒนามี
แนวคิดในการพัฒนามนุษย์ดังนี้
พัฒนาการและการศึกษาพัฒนาการมนุษย์
1. ความหมายของจิตวิทยาการมนุษย์
• จิตวิทยา มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Psychology ซึ่งมีราก
ศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Psyche หมายถึง จิต
วิญญาณ (mind, soul) กับค าว่า Logos หมายถึง ศาสตร์
วิชา วิทยาการ (science, study) (กันยา สุวรรณแสง,
2542)

• จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการของจิต,
กระบวนความคิด, และพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์),
อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล

3

• พัฒนาการ (Developmental) หมายถึง การเจริญเติบโต
(Growth) คือการเปลี่ยนแปลง ทางด้านร่างกาย การมีวุฒิ
ภาวะ (Maturation) คือการเปลี่ยนแปลงที่ท าให้บุคคลมี
ความสามารถ พอที่จะกระท ากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
อย่างเหมาะสมในแต่ละวัย และการเรียนรู้ (Learning) คือ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์
• จิตวิทยาพัฒนาการมนุษย์(Human developmental
psychology) คือ สาขาหนึ่งของ จิตวิทยาที่ศึกษาถึงการ
เปลี่ยนแปลง กระบวนการเปลี่ยนแปลง และอิทธิพลที่ท าให้
เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในพัฒนาการของ
มนุษย์ หรือจะสรุปเพื่อให้เข้าใจโดยง่าย คือ เป็นศาสตร์แห่
งการท าความเข้าใจ และอธิบายพัฒนาการมนุษย์ โดยใช้องค์
ความรู้ เกี่ยวกับพัฒนาการมนุษย์มาช่วยอธิบาย
• ดังนั้น การศึกษาจิตวิทยาการมนุษย์ คือการศึกษาจิตวิทยา
เกี่ยวกับมนุษย์แบบสหวิทยาการ ว่ามนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร และขณะเดียวกันเขาคงการเปลี่ยนแปลงนั้นไว้
อย่างไร

นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

1. การเจริญเติบโต (Growth) การเจริญเติบโต หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางร่างกายที่มีความเกี่ยวข้อง
กับ ขนาด น้ าหนัก ส่วนสูง กระดูก กล้ามเนื้อ รูปร่าง
2. วุฒิภาวะ (Maturation) วุฒิภาวะ หมายถึง การเจริญ
เติบโตของโครงสร้างทาง ร่างกายอย่างเป็นล าดับขั้นตาม
ธรรมชาติจนถึงจุดสูงสุด มีผลให้เกิดความพร้อมที่จะ
ประกอบกิจกรรมได้เหมาะสมกับวัย เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ ไม่ใช่การ เรียนรู้หรือประสบการณ์

4

3. การเรียนรู้ (Learning) การเรียนรู้ หมายถึง การ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่าง ค่อนข้างถาวร อันเนื่องมาจาก
การฝึกฝน ฝึกหัด หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ พฤติกรรมนั้น
ๆ จะมีความเชี่ยวชาญช านาญมากขึ้น นั่นคือ การเรียนรู้มี
ความสัมพันธ์ ไปพร้อมกับการเจริญเติบโตและวุฒิภาวะของ
บุคคล
2.ประเด็นส าคัญในการศึกษาเรื่องจิตวิทยาพัฒนาการมนุษย์
• ปัจจัยธรรมชาติ และปัจจัยการเลี้ยงดู (Nature &
nurture) • ปัจจัยธรรมชาติอย่างเดียวเพียงพอที่จะอธิบาย
พัฒนาการมนุษย์หรือไม่
• ความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง (Continuity and
discontinuity)

• พัฒนาการของแต่ละคนราบรื่น หรือติดขัด ผลเป็นอย่างไร
• การพัฒนาการที่เป็นสากลและเฉพาะบริบท (Universal
and Context-Specific Development)

• ชุดความรู้หนึ่งอธิบายพัฒนาการทั้งที่เป็นสากล หรือเฉพาะ
บริบทได้หรือไม่
3.จุดมุ่งหมายของการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์

ควบคุม • เพื่อปรับปรุง แก้ไข
พัฒนา

จุดมุ่งหมาย ทำนาย • เพื่อพยากรณ์
ของ การศึกษา คาดเดาแนวโน้ม
พัฒนาการ ทิศทาง
ของมนุษย์
อธิบาย • อธิบายสาเหตุ
ผล และ
ปรากฏการณ์

บรรยาย • เพื่อบอกเล่า

5

4.วิธีการศึกษาพัฒนาการมนุษย์
1. วิธีการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross Sectional
Method)

2. วิธีการศึกษาแบบระยะยาว (Longitudinal Method)
เทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษาพัฒนาการมนุษย์
 การสังเกต (Observation)
 การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire
 การสัมภาษณ์ (Interview)
 การศึกษาอัตตะชีวประวัติ (Autobiography)
 การทดลอง (Experimental techniques)
 การศึกษารายกรณี (Case study)
 การทดสอบมาตรฐาน (Standardized testing)
5.Basic Forces in Human Development:The

Biopsychosocial Framework

Biological forces

• health-related factors

• Genetic factors

Life-cycle Psychological

forces forces

• how the • internal

same Sociocultural perceptual

event affects forces • Cognition

people of • Interpersonal • Emotion

differentages relationship • personality

• social

• Culture and

• ethnic factors

6

มุมมองเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวกับจิตวิทยาการมนุษย์
(Theoretical Perspectives of Human

Developmental Psychology)

• ทฤษฎีชีวภาพทางการ • พลวัตรทางจิต (จิตวิเคราะห์)
แพทย์, • ทฤษฎีเกี่ยวกับตัวตน ความ
• พันธุกรรม ต้องการ
• สารสื่อประสาท และคุณค่าในตนเอง
• พัฒนาการของระบบ • ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม
ประสาท (Cognitive
• โครงสร้างและหน้าที่ของ
สมอง Theory) และทฤษฎี
พัฒนาการทาง
ชีววิทยา

จริยธรรม
ของจิต • ทฤษฎีการเรียนรู้
• กลุ่มทฤษฏีพฤติกรรมนิยม
จิตใจ

พัฒนาการ ทฤษฎีทาง
ตามช่วงวัย สังคม

• ธรรมชาติของวัยทารก วัฒนธรรม
• ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
• ธรรมชาติของเด็กวัยเรียน เพศภาวะ (Gender)
• ธรรมชาติของเด็กวัยรุ่น • ทฤษฎีสัมพันธภาพของ
• ธรรมชาติของวัยผู้ใหญ่ Sullivan
• ธรรมชาติของวัยชรา
• ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคม
ของอี
ริกสัน (Erikson’s
Psychosocial

Theory)

7

บทที่2
พฤติกรรมมนุษย์

ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์
หมายถึง กริยาอาการที่มนุษย์แสดงออกหรือปฏิกิริยา
โต้ตอบเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสถานการณ์
ต่าง ๆ อาการแสดงออกต่าง ๆ เหล่านั้น อาจเป็นการ
เคลื่อนไหวที่สังเกตได้หรือวัดได้ เช่น การเดิน การพูด การ
เขียน การคิด การเต้นของหัวใจเป็นต้น ส่วนสิ่งเร้าที่มา
กระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็นสิ่งเร้าภายใน
(Internal Stimulus) และสิ่งเร้าภายนอก(External
Stimulus)
ความหมายของสิ่งเร้า
สิ่งเร้าภายใน ได้แก่ สิ่งเร้าที่เกิดจากความต้องการทาง
กายภาพ เช่น ความหิว ความกระหาย สิ่งเร้าภายในนี้จะมี
อิทธิพลสูงสุดในการกระตุ้นให้ แสดงพฤติกรรมในวัยเด็ก
และจะลดความสำคัญลงเมื่อเติบโตขึ้น
สิ่งเร้าภายนอก ได้แก่สิ่งกระตุ้นต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมทาง
สังคมที่ สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ คือ หู ตา คอ
จมูก การสัมผัส เมื่ออยู่ ในสังคมสิ่งเร้าภายนอกจะมีอิทธิพล
มากกว่าในการกำหนดว่าบุคคลควร จะแสดงพฤติกรรมอย่าง
ใดต่อผู้อื่ น

การแสดงพฤติกรรมมนุษย

สิ่งเร้า อวัยวะรับสัมผัส ตีความ รับรู้ พฤติกรรม

8

พฤติกรรมแบ่งเป็น ๒ ประเภท
1. พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรม
ที่สามารถสังเกตได้ หรือวัดได้ มี 2 ลักษณะ
1.1 Moral Behavior พฤติกรรมที่สามารถ สังเกตเห็นได้
ด้วยตาเปล่า โดยไม่ต้องใช้ เครื่องมือวัด เช่น การเคลื่อนไหว
ของร่างกาย เดิน ยืน วิ่ง
1.2 Molecular Behavior พฤติกรรมที่ ต้องอาศัยเครื่อง
มือช่วยในการวิเคราะห์จึงจะ สามารถเห็นได้ เช่น การไหล
เวียนโลหิต การ เต้นของหัวใจ
2. พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมที่
ไม่สามารถสังเกตได้ หรือวัด ได้โดยตรง เช่น ความรู้สึก การ
รับรู้ การจ า การคิด การ ตัดสินใจ การจินตนาการ เป็น ต้น
ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์
1. ความแตกต่างระหว่างมนุษย์ (Individual
Differences) หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมที่ เป็น
เอกลักษณ์เฉพาะตน โดยมี พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็น
ตัวกำหนด
2. พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม (Heredity &
Environment) พันธุกรรม หมายถึง ลักษณะที่มนุษย์ ได้
รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยมียีน (gene) เป็นตัว
สืบทอด ลักษณะ
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่อยู่รอบตัว มนุษย์ และมีอิทธิพล
ที่สามารถท าให้ มนุษย์มีความแตกต่างกัน
3. ลักษณะรูปร่าง (Body Types) หมายถึง ลักษณะทาง
กายภาพของมนุษย์ที่ปรากฏให้ เห็นเด่น โดยมีพื้นฐานมาจาก
ยีนบรรพบุรุษ

9

ลักษณะรูปร่างที่บ่งบอกพฤติกรรม

4. ล าดับการเกิด (Birth Orders)

Alfred Adler อัลเฟอร์แอดเลอร์
อิทธิพลลำดับการเกิดต่อพฤติกรรม
1. ลูกคนโต (First Born Child)
1.1 ระดับสติปัญญา (I.Q) ต่ ากว่าลูกตนอื่น
1.2 เป็นคนมีพรสวรรค์ (Gifted Child)
1.3 ก้าวร้าวเก็บกด
1.4 ยอมตามใจผู้อื่น อิทธิพลล าดับการเกิดต่อพฤติกรรม
1.5 ขอความช่วยเหลือง่าย

10

2. ลูกคนกลาง (Wednesday Child)
2.1 ปรับตัวยาก สับสน
2.2 เป็นคนเพิกเฉย บางครั้งอาจเป็นเหยื่อของครอบครัว
2.3 ชอบเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว
3. ลูกคนสุดท้อง (Youngest Child)
3.1 เอาแต่ใจ ต้องการความรักมากกว่าคนอื่น ๆ ชอบ
ยกย่อง
3.2 มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ชอบแข่งขัน
3.3 มองโลกในแง่ดี (Optimistic)
4. ลูกคนเดียว (Only Child)
4.1 มักเฉลียวฉลาดเป็นเพราะได้อยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่เป็นส่วน
มาก
4.2 เอาแต่ใจตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง
4.3 รู้จักคนง่าย แต่ไม่ค่อยรับผิดชอบ
5. การแสดงออก (Expression)

Car G. Jung คาน จี จุง
พฤติกรรมการแสดงออก แบ่ง 3 แบบ
1. เก็บกดไม่ชอบแสดงออก (Introvert Personality)
1.1 ขรึม แสดงออกช้า เยือกเย็น (Wall Flower)
1.2 คิดช้า คิดไกล คิดลึก คิดสร้างสรรค์
2. ชอบแสดงออก (Extrovert Personality)
2.1 คล่องตัวสูง มีชีวิตชีวา รวดเร็ว คาดการล่วงหน้า

11

2.2 เปิดเผย คบง่าย (Social Life)
2.3 รับความรู้สึกได้ดี แต่ไม่ลึก คิดสร้างสรรค์ไม่มาก
3. แสดงออกกลางๆ (Ambivert Personality)
3.1 บุคลิกภาพแบบกลาง ๆ
3.2 แสดงออกไม่มากไม่น้อย ทั้งภาษากาย และคำพูด
6. แนวพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ตามหลักจริต
จริต คือพฤติกรรมของมนุษย์ที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งแบ่ง
6 แบบ
1. ราคะจริต คือ ผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางราคะ รักสวย รัก
งาม ละมุนละไม ชอบสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่น หอมๆ รส
อร่อยๆ สัมผัสที่นุ่มละมุน และจิตใจจะยึด เกาะกับสิ่งเหล่านั้น
ได้เป็นเวลานานๆ
2.โทสจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน วู่วาม
หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้า อารมณ์
3.โมหจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโมหะ เขลา เซื่องซึม
เชื่อคนง่าย งมงาย ขาดเหตุผล มองอะไรไม่ ทะลุปรุโปร่ง
4. วิตกจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางฟุ้งซ่าน คิด เรื่องนี้ที
เรื่องนั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถยึด เกาะกับเรื่องใด
เรื่องหนึ่งได้นานๆ ไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง นั่นเอง
5.สัทธาจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางศรัทธา น้อม ใจเชื่อ
เลื่อมใสได้ง่าย ซึ่งถ้าเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกก็ย่อม เป็นคุณ จิตใจ
เบิกบานใจ แต่ถ้าไปเลื่อมใสในสิ่งที่ผิดก็ ย่อมเป็นโทษ
6. พุทธิจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางชอบคิด พิจารณา
ด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญา พิจารณาตามความ
เป็นจริง ไม่เชื่ออะไรโดยไม่มี เหตุผล

12

บทที่3

การเรียนรู้

การเรียนรู้ของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของการศึกษา
การพัฒนาส่วนบุคคล การเรียนการสอน หรือการฝึกฝน การ
เรียนรู้อาจมีการยึดเป้าหมายและอาจมีความจูงใจเป็นตัวช่วย
การศึกษาว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นส่วนหนึ่งของ
สาขาวิชาประสาทจิตวิทยา (neuropsychology) จิตวิทยา
การศึกษา (educational psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้
(learning theory) และศึกษาศาสตร์ (pedagogy) การ
เรียนรู้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ (habituation)
หรือการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม (classical conditioning)
ซึ่งพบในสัตว์หลายชนิด หรือทำให้เกิดกิจกรรมที่ซับซ้อนมาก
ขึ้นอย่างเช่นการเล่น ซึ่งพบได้เฉพาะในสัตว์ที่มีเชาวน์ปัญญา
การเรียนรู้อาจก่อให้เกิดความตระหนักอย่างมีสำนึกหรือไม่มี
สำนึกก็ได้
ความหมายของการเรียนรู้
การเรียนรู้ หมายถึง การได้รับความรู้ พฤติกรรม ทักษะ
คุณค่า หรือความพึงใจ ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่
มีอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสนเทศชนิด
ต่างๆ ผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้เป็นได้ทั้งมนุษย์ สัตว์
และเครื่องจักรบางชนิด ความก้าวหน้าในการเรียนรู้เมื่อเทียบ
กับเวลามีแนวโน้มเป็นเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ (learning
curve)

นักจิตวิทยาหลายท่านให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้ เช่น
คิมเบิล (Kimble, 1964) “การเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลง
ค่อนข้างถาวรในพฤติกรรม อันเป็นผลมาจากการฝึกที่ได้รับ
การเสริมแรง”

13

ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้
1.มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (Systematic problem
Solving) โดยอาศัยหลักทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้วงจร
ของ Demming (PDCA : Plan, Do, Check, Action)
2.มีการทดลองปฏิบัติ (Experimental) ในสิ่งใหม่ ๆ ที่มี
ประโยชน์ต่อองค์การเสมอ โดยอาจจะเป็น Demonstration
Project หรือเป็น Ongoing program
3.มีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต (Learning from their
own experience) มีการบันทึกข้อมูลเป็น case study เพื่อ
ให้สมาชิกในองค์การได้ศึกษาถึงความสำเร็จและความผิด
พลาดที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคต มีการแลก
เปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ของสมาชิก
4.มีการเรียนรู้จากผู้อื่น (Learning from the Others) โดย
การใช้การสัมภาษณ์ (Interview), การสังเกต
(Observation) ฯลฯ
5.มีการถ่ายทอดความรู้โดยการทำ Report,
Demonstration, Training & Education, Job Rotation

ฯลฯ
กระบวนการเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันไปใน
แต่ละบุคคล ความแตกต่างระหว่างบุคคลส่งผลให้ผู้เรียนมีวิธี
การของตนเอง อันเกิดจากสภาวะแวดล้อม บุคลิกภาพ
อารมณ์และสังคมของแต่ละบุคคล สิ่งที่ผู้เรียนได้รับการ
ถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องทั้งใน
ห้องเรียนและในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการใน
การเรียนรู้ของตนเอง แบ่งได้ตามกลุ่มของผู้เรียนที่มีลักษณะ
และวิธีการที่เหมือนกันออกได้เป็นหลายแบบ แนวคิดในเรื่อง
ระดับของกระบวนการในการเรียนรู้ที่ เกร็ก และล็อคฮาร์ท
(Craik and Lockhart, 1972)

14

ได้เสนอว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีหลายระดับ เรา
สามารถเรียนรู้และจำสิ่งต่าง ๆ ที่มีความหมายกับตัวเราได้
เพราะมีการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการมากกว่าการกระตุ้นให้
เรียนรู้ ความลึกของกระบวนการเรียนรู้เป็นความละเอียดของ
กระบวนการ การเรียนรู้แบบลึกจะทำให้เข้าใจได้ละเอียดและ
ระลึกถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้มาก
กระบวนการเรียนรู้แบบลึกเป็นความละเอียดของกระบวนการ
เข้าถึงในรายละเอียดของเนื้อหาการเข้าถึงข้อมูลของ
กระบวนการเรียนรู้แบบลึกจึงกระทำได้มากกว่ากระบวนการ
เรียนรู้แบบตื้น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากกระทำได้ดีในผู้
เรียนที่มีกระบวนการเรียนรู้แบบลึก แต่ถ้าเนื้อหาที่เรียนรู้มี
ปริมาณมากและไม่มีความซับซ้อน ผู้ที่มีกระบวนเรียนรู้แบบลึก
ก็จะเสียเวลาในการค้นคว้ามาก และได้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นจำนวน
มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนจึงยาก
ที่จะทำให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีกระบวนการเรียนรู้ลึก ขณะที่ผู้
มีกระบวนการเรียนรู้ตื้นสามารถใช้วิธีการสอนในแบบใดก็ได้
เพราะผู้เรียนจะสนใจในเนื้อหากว้าง ๆ และจำในสิ่งที่จัดให้เป็น
หลักโดยไม่ลงลึกไปในรายละเอียดของเนื้อหานั้น สเปนเซอร์
(Spensor, 1988) สรุปแนวคิดของทฤษฎีกระบวนการเรียนรู้
ในแบบลึกและแบบตื้นว่า ทฤษฎีนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า การที่
คนเราจำและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างมีความหมายได้ เกิดจาก
การเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการมากกว่าการกระตุ้นให้เกิดการ
เรียนรู้ โดยกระบวนการจะมีหลายระดับตามสิ่งเร้าที่กระทำ
การเรียนรู้กับการเรียนการสอน
ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมเป็นองค์รวมเป็นชุด
ของหลักการต่าง ๆ เพื่อ อธิบายเหตุผลการได้มาขององค์
ความรู้ การรักษาไว้และการเรียกใช้องค์ความรู้ในแต่ละบุคคล
ได้ อย่างไรทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ท่านกำหนด
เบ้าหลอมผู้เรียนและกำหนดคำทำนายเกี่ยวกับผลการเรียนรู้

15

ด้วยตัวท่านเอง สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นแนวทางช่วยให้เราเลือก
ใช้เครื่องมือในการเรียนการสอน เทคนิค และวิธีการต่างๆ วิธี
การที่ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ และทำให้นักเรียนบรรลุตาม
จุดประสงค์ในรายวิชาอย่างมีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์ พวก
เราควรจะอภิปรายทฤษฎีการเรียนรู้ ทั้งสามทฤษฎีเหล่านี้ คือ
พฤติกรรมนิยม, การประมวลผลสารสนเทศทางปัญญา, และ
การสร้างสรรค์ความรู้ ด้วยปัญญา (behaviorism,
cognitive information Processing, and

Constructivism)

ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning)ทฤษฎีการเรียนรู้มี
อิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอนมาก เพราะจะเป็นแนวทาง
ในการกำหนดปรัชญาการศึกษาและการจัดประสบการณ์
เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อธิบายถึงกระบวนการ วิธี
การและเงื่ อนไขที่จะทาให้เกิดการเรียนรู้และตรวจสอบว่า
พฤติกรรมของมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรทฤษฎีการ
เรียนรู้ที่สำคัญ แบ่งออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1 ทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์ต่อเนื่อง (Associative Theories)
ทฤษฎีนี้เห็นว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า
(Stimulus) และการตอบสนอง (Response) ปัจจุบันเรียก
นักทฤษฎีกลุ่มนี้ว่า “พฤติกรรมนิยม” (Behaviorism) ซึ่งเน้น
เกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่มองเห็น และ
สังเกตได้มากกว่ากระบวนการคิด และปฏิกิริยาภายในของผู้
เรียนทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มนี้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ ดังนี้
1.1 ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theories)
2 ทฤษฎีสนามของเลวิน Kurt Lewin นักจิตวิทยาชาว
เยอรมัน (1890 – 1947)
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้เช่นเดียวกับกลุ่มเกสตัลท์ ที่ว่าการ
เรียนรู้ เกิดขึ้นจากการจัดกระบวนการรับรู้ และกระบวนการคิด
เพื่อการแก้ไขปัญหาแต่เขาได้นาเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์

16

มาร่วมอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์
แสดงออกมาอย่างมีพลังและทิศทาง (Field of Force) สิ่งที่
อยู่ในความสนใจและต้องการจะมีพลังเป็นบวก ซึ่งเขาเรียกว่า
Life space สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือความสนใจจะมีพลังเป็น
ลบLewin กำหนดว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์ จะมี 2 ชนิด
คือ
1) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical environment)
2) สิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยา (Psychological
environment) เป็นโลกแห่งการรับรู้ตามประสบการณ์ของ
แต่ละบุคคลซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกับสภาพที่สังเกต
เห็นโลก หมายถึง Lifespace นั่นเอง Life space ของบุคคล
เป็นสิ่งเฉพาะตัว ความสำคัญที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน
คือ ครูต้องหาวิธีทำให้ตัวครูเข้าไปอยู่ใน Life space ของผู้
เรียนให้ได้
สรุป
การทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้หมายถึง การทำให้ผู้เรียนเกิด
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือศักยภาพในตนเอง โดยให้การ
ฝึกฝนหรือมีการจัดประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
อย่างเหมาะสมให้กับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมี
ความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ความแตกต่างระหว่าง
บุคคลส่งผลให้ผู้เรียนมีวิธีการของตนเอง อันเกิดจากสภาวะ
แวดล้อม บุคลิกภาพ อารมณ์และสังคมของแต่ละบุคคล สิ่งที่
ผู้เรียนได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนอย่างต่อ
เนื่องทั้งในห้องเรียนและในชีวิตประจำวันทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งมี
อิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอนมากเช่นเดียวกัน เพราะจะ
เป็นแนวทางในการกำหนดปรัชญาการศึกษาและการจัด
ประสบการณ์ เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อธิบายถึง
กระบวนการ วิธีการและเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้และ
ตรวจสอบว่าพฤติกรรมของมนุษย์

17

บทที่4
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม

เเรงจูงใจ
"แรงจูงใจ" คือ เเรงผลักดันจากภายในที่ทำ ให้ให้มนุษย์เกิด
พฤติกรรมตอบสนองอย่างมี ทิศทางและเป้าหมาย ซึ่งจำ แนก
ได้เป็น 2 ประเภท
1.แรงจูงใจทางกาย ที่ทำ ให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมสนอง
ความต้องการที่จำ เป็นทางกาย เช่น หาน้ำ และอาหารมา ดื่ม
กิน
2. แรงจูงใจทางจิตซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการทางสังคม
เช่น ความต้องการความสำ เร็จ เงิน คำ ชมอำ นาจ เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำ ให้เกิดแรงจูงใจในมนุษย
"ปัจจัยทางชีวภาพ" ได้แก่ ความต้องการจำ เป็นของชีวิต คือ
อาหาร น้ำ ความปลอดภัย "ปัจจัยทางอารมณ์" เช่น ความตื่น
เต้น วิตกกังวล กลัว โกรธ รัก เกลียด และความรู้สึกอื่นใด ที่ให้
คนมีพฤติกรรม ตั้งแต่เอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่จนถึงการฆ่าผู้อื่น
"ปัจจัยทางความคิด" เป็นปัจจัยที่กำ หนดให้บุคคลกระทำ ใน
เรื่องที่คิดว่า เหมาะสมและเป็น ไปได้ และตามความคาดหวังว่า
ผู้อื่นจะสนองตอบการกระทำ ของตนอย่างไร "ปัจจัยทาง
สังคม" เป็นปัจจัยที่กำ หนดพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อให้
สอดคล้องกับสังคม และ เป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคมนั้น
ด้วย
ทฤษฎีแรงจูงใจ
ทฤษฎีสัญชาติญาน (Instinct Theory)
สัญชาติญาน เป็นพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกโดยอัตโนมัติ
จึงมีความสำ คัญต่อความอยู่รอดของชีวิต มนุษย์อาจจะไม่
แสดงออกมาอย่างชัดเจน

18

ทฤษฎีแรงขับ (Drive Reduction Theory)
เป็นกลไกภายในที่รักษาระบบทางสรีระ ให้คงสภาพสมดุลใน
เรื่องต่างๆ ไว้เพื่อทำ ให้ร่างกายเป็นปกติหรืออยู่ในสภาพ โฮมิ
โอสแตซิส (Homeostasis) แรงขับ แบ่งออกได้เป็น 2
ประเภท คือ -แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive)แรงขับที่เกิด
จาก ความ ต้องการพื้นฐานทางร่างกาย เช่น ความหิว ความ
ต้องการต่างๆ -แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive) เป็น
แรงขับที่เกิดขึ้น จากการเรียนรู้ เช่น คนที่เรียนรู้ว่าเงินมีความ
สัมพันธ์เชื่อมโยง กับการสนองความต้องการอาหารเเละอื่นๆ
ทฤษฎีการตื่นตัว (Arousal Theory)
มนุษย์จะถูกจูงใจให้กระทำ พฤติกรรมบางอย่าง เพื่อรักษา
ระดับ การตื่นตัวที่พอเหมาะ เช่น เมื่อรู้สึกเบื่อคนจะแสวงหา
การกระทำ ที่ตื่นเต้น เมื่อตื่นเต้นเร้าใจมานานระยะหนึ่ง จะ
ต้องการพักผ่อน
ทฤษฎีสิ่งจูงใจ (Incentive Theory)
ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมที่จูงใจจะดึงดูดให้คนมุ่งไปหา
สิ่งนั้น มนุษย์กระทำ กิจกรรมต่างๆ เพื่อแสวงหาสิ่งที่พอใจ
เช่น รางวัล คำยกย่อง สิทธิพิเศษ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจ
เช่น ถูกลงโทษ ถูกตำ หนิ เป็นต้น
การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการ
ปรับพฤติกรรมของ มนุษย์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ หรือมี
ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมพฤติกรรมการเรียนรู้ เกิดขึ้นเมื่อ
พฤติกรรมมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าเเละเกิดผลกระทบ
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟ (Pavlov) การวาง
เงื่อนไขปฎิบัติการของสกินเนอร์ (Skinner) มนุษย์ถูกวาง
เงื่ อนไขเพื่ อให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ตามรูป
อยู่ตลอดเวลา เงื่อนไข จะถูกวางในขณะที่มีสิ่งเร้าอื่นที่มี
อิทธิพลต่อการกระตุ้นทำ ให้มีพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า

19

การวางเงื่อนไขปฎิบัติการของสกินเนอร์ (Skinner)
เป็นการวางเงื่อนไขที่เกิดจากแรงขับที่ทำ ให้เป็นการเกิด
พฤติกรรม โดยวางเงื่อนไขระหว่าง พฤติกรรมการตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้ากับผลกรรมของพฤติกรรมนั้น พฤติกรรมใดที่ได้รับ
ผลกรรม เป็นที่พึงพอใจพฤติกรรมนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น
ต่อสิ่งเร้ามากที่สุด
การเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็น (Insight Learning)
การหยั่งเห็นเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสัตว์ชั้นสูง เนื่องจากมี
ความซับซ้อนในด้านการคิดและการ แก้ปัญหาเพื่อให้เกิด
ผลลัพธ์ที่ต้องการ ตามทฤษฎีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของ
บุคคลสามารถกระทำ ได้ หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับกระบวนการ
คิดของคนผู้นั้นรูปแบบที่ตอบสนองแล้วได้ผลดีที่สุดจะเป็น
แสดง ความฉลาดของสติปัญญาของมนุษย์
การเรียนรู้ทางสังคม (social learning)
การเรียนรู้ทางสังคมเป็นรูปแบบการเรียนรู้ การสังเกตตัว
แบบลอกเลียนพฤติกรรมของตัวแบบ เฉพาะที่ตัวแบบได้รับ
การเสริมแรงเป็นรางวัล โดยที่ไม่จำ เป็นที่จะต้องทำ ตามแบบ
ในทันที แต่อาจ จะเก็บจำ ไว้ไปคิดหรือทดสอบดูก่อนก็ได้ เช่น
ลูกจะมีพ่อแม่เป็นตัวแบบ การเรียนรู้และทำ ตาม อย่างโดยที่
พ่อแม่โดยไม่รู้ตัว

20

บทที่5

ความจำของมนุษย์

ความหมายของความจำ ความจำ คือสิ่งที่บุคคลใช้เก็บรักษา
ข้อมูล ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับโลก
ภายนอก ซึ่งจะส่งผลให้บุคคล สามารถเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ในอดีต เข้าใจสิ่งต่างๆ ใน ปัจจุบัน และคาดการณ์
ไปยังอนาคตได้
ความจำ ในจิตวิทยา ( memory) เป็นกระบวนการที่ข้อมูลต่าง
ๆ รับการเข้ารหัส การเก็บไว้ และการค้น คืน ในระยะแรกนี้
ข้อมูลจากโลกภายนอกมากระทบกับประสาทสัมผัส ต่าง ๆ ใน
รูปแบบของสิ่งเร้าเชิงเคมีหรือเชิงกายภาพจึงต้องมีการ
เปลี่ยน ข้อมูลไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือการเข้ารหัส เพื่อที่
จะบันทึกข้อมูลไว้ ในความจำ ได้ ระยะที่สองเป็นการเก็บข้อมูล
นั้นไว้ ในสภาวะที่สามารถจะ รักษาไว้ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วน
ระยะสุดท้ายเป็นการค้นคืนข้อมูลที่ได้ เก็บเอาไว้ ซึ่งก็คือการ
สืบหาข้อมูลนั้นที่นำ ไปสู่การสำนึกรู้
ความจำ
กิลฟอร์ด (Guilford, 1956) กล่าวว่า ความจำ เป็นความ
สามารถที่จะเก็บ หน่วยความรู้ไว้ และสามารถระลึกได้หรือนำ
หน่วยความรู้นั้นออกมาใช้ได้ใน ลักษณะเดียวกันกับที่เก็บเข้าไว้
ความสามารถด้านความจำ เป็นความสามารถที่ จำ เป็นใน
กิจกรรมทางสมองทุกแขนง เทอร์สโตน (Turstone, 1958)
กล่าวว่า สมรรถภาพสมองด้านความจำ เป็น สมรรถภาพด้าน
การระลึกได้และการจดจำ เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ ได้ถูก
ต้องแม่นยำ ชวาล แพรัตกุล (2514) กล่าวว่า คุณลักษณะนี้
คือความสามารถของสมองใน การบันทึกเรื่องราวต่างๆ รวม
ทั้งที่มีสติระลึกจนสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่าง ถูกต้อง

21

ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม
บลูม (Bloom.1976) เป็นนักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อว่า
การเรียน การสอนที่จะประสบความสำ เร็จและมีประสิทธิภาพ
นั้น ผู้สอนจะ ต้องกำ หนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนแน่นอน เพื่อ
ให้ผู้สอนกำ หนดและ จัดกิจกรรมการเรียนรวมทั้งวัดประเมิน
ผลได้ถูกต้องและ บลูมได้ แบ่งประเภทของพฤติกรรมโดย
อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยา พื้น ฐานว่า มนุษย์จะเกิด
การเรียนรู้ใน 3 ด้านคือ ด้านสติปัญญา ด้านร่างกาย และด้าน
จิตใจ
จุดประสงค์ที่สำคัญของการเรียนการสอน คือ เพื่อให้บุคคล
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่พึงประสงค์ พฤติกรรม
เหล่า นี้จำ แนกและจัดลำ ดับออกเป็นหมวดหมู่และระดับตาม
ความ ยากง่าย แบ่งเป็น 3 หมวด ดังนี้
1. พฤติกรรมพุทธิพิสัย (COGNITIVE DOMAIN)การเรียนรู้
ทางด้านความคิด ความรู้การแก้ปัญหา จัดเป็นพฤติกรรมทาง
ด้านสมอง และสติปัญญาแบ่ง ออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้
1.1 ความรู้ (KNOWLEDGE) 1.2 ความเข้าใจ
(COMPREHENSION) 1.3 การนำ ไปใช้ (APPLICATION)
1.4 การวิเคราะห์ (ANALYSIS) 1.5 การสังเคราะห์
(SYNTHESIS) 1.6 การประเมินค่า (EVALUATION)
2. พฤติกรรมจิตพิสัย (Affective Domain) พฤติกรรมด้าน
จิตใจ ค่านิยม ความรู้สึกความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความ
สนใจและคุณธรรม จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ
ได้แก่
1.การรับรู้
2.การตอบสนอง
3.การเกิดค่านิยม
4.การจัดระบบ
5.บุคลิกภาพ

22

3. พฤติกรรมทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อ ประสาท พฤติกรรมที่บ่งถึงความ
สามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำ นิ ชำ นาญ
ประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้
1.การรับรู้
2.กระทำ ตามแบบ
3.การหาความถูกต้อง
4.การกระทำ อย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจ
5. การกระทำ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีความจำ สองกระบวนการ (Two – Process Theory
of Memory) ทฤษฎีนี้สร้างขึ้นโดย แอตคินสัน และชิฟฟริน
(Atkinson and Shiffrin) ในปี ค.ศ. 1968 กล่าวถึงความจำ
ระยะสั้นหรือความจำ ทันทีทันใดและความจำ ระยะยาวว่า ความ
จำ ที่สามารถจำ ได้เป็นตอนๆ
ทฤษฎีการสลายตัว (Decay Theory)
เป็นทฤษฎีการลืม กล่าวว่า การลืมเกิดขึ้นเพราะการละเลยใน
การทบทวน หรือไม่นำ สิ่งที่จะจำ ไว้ออกมาใช้เป็นประจำ การ
ละเลยจะทำ ให้ความจำ ค่อยๆ สลายตัวไปเองใน ที่สุด ทฤษฎี
การสลายตัวนี้น่าจะเป็นจริงในความจำ ระยะสั้น เพราะในความ
จำ ระยะสั้น หากเรามิได้จดจ่อหรือสนใจทบทวนในสิ่งที่ต้องการ
จะจำ เพียงชั่วครูสิ่งนั้นจะหายไป จากความทรงจำ ทันที

23

บทที่6

ความคิดและเชาวน์ปัญญา

ความหมาย
การคิด(Thinking) หมายถึงการทำงานของกลไกสมอง ที่เกิด
จากสิ่งเร้าตามสภาพต่างๆเพื่อทำให้เกิด จินตนาการเพื่อนำไป
แก้ปัญหา หาคำตอบ ตัดสินใจ ซึ่งก่อให้เกิดทั้งพฤติกรรมทั้ง
ภายในและภายนอก จิตใจสำหรับการดำเนินชีวิต ถ้าไม่คิดก็ไม่
สามารถที่จะทำในเรื่องต่างๆได้
ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญาของบุคคล
•พนัธุกรรมกับเชาวน์ปัญญา พนัธุกรรมเป็นปัจจยัสำคัญอัน
ดับแรกต่อเชาวน์ปัญญาของบุคคลการที่เด็กจะมีระดับ เชาวน์
ปัญญาเช่นไรขึ้นอยู่กับพนัธุกรรมของฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่เป็ น
สำคัญกล่าวคือถ้า พ่อแม่ฉลาด ลูกจะฉลาด เหมือนพ่อแม่ถ้า
พ่อแม่โง่ลูกจะโง่เหมือนพ่อแม่
•สิ่งแวดล้อมกับเชวน์ปัญญา สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันจะมี
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับเชาวน์ปัญญาของบุคคลได้ ไม่
มากนักกล่าวคือไม่ว่า เราจะจัดสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วนสมบูรณ์
เพียงใดก็จะไม่สามารถทำให้เด็กที่มีเชาวน์ปัญญาต่ำ ที่ไม่
สามารถดูแลตัวเองได้ไหม้ระดับเชาวน์ปัญญาที่สูงขึ้นเป็นระดับ
ปานกลางได้เลย
ทฤษฎีเชาวน์ปัญญา
1. ทฤษฎีเอกนัยหรือทฤษฎีองค์ประกอบเดียวผู้คิดทฤษฎีนี้
อัลเฟรด บิเนต์มีความเห็นว่า เชาวน์ปัญญาหมายถึง ผลรวม
ของความสามารถหลายๆ ด้านของบุคคลที่มีลกัษณะเป็นอัน
หนึ่งอันเดียวกันรวมกันเข้า เป็นองค์ประกอบ เดียวเรียกว่า
องค์ประกอบทั่วไป ซึ่งไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้

24

2. ทฤษฎีสององค์ประกอบ ผู้คิดทฤษฎี ชาร์ลส์อี.สเปียร์แมน
เชื่อว่า เชาวน์ปัญญาของคนเราไม่น่าจะมีเพียงองค์ประกอบ
เดียวแต่ควรประกอบขึ้นจากองค์ประกอบสองประเภทด้วยกัน
คือ
•องค์ประกอบที่เป็นความสามรถทั่วไป เช่น ความจำ ไหวพริบ
•องค์ประกอบที่เป็นความสามารถเฉพาะเช่น ความสามารถทาง
คณิตศาสตร์ ทางภาษา
3. ทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของกิลฟอร์ด เจ.พี. กิลฟอร์ด เชื่อว่า
เชาวน์ปัญญาของบุคคลมีโครงสร้างเป็นสามมิติซึ่งมีความสัม
พันธ์กันได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านวิธีคิดและด้านผลที่ได้ซึ่งทั้งสาม
มิติหรือสามด้านยังสามารถแยกองค์ประกอบย่อยได้อีกถึง
120 ส่วน
4. ทฤษฎี การจัดกลุ่มและอันดับ เวอร์นอน และเบิร์ต มีความ
เห็นวา่ เชาวน์ปัญญาของมนุษย์ประกอบด้วย องค์ประกอบ
เพื่อนๆอีกหลายส่วนแต่ละส่วนจะมีขนาดลกัษณะและคุณภาพ
ที่แตกต่างกันๆ ไป
5. ทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของแคตเตลล์ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับ
เชาวน์ปัญญาโดยถือเอาอิทธิพลที่มีต่อพัฒนาการ ทางเชาวน์
ปัญญาเป็นเกณฑ์โดยเขาเห็นว่าเชาวน์ปัญญาของบุคคลแบ่ง
องค์ประกอบทั่วไปสองประเภทคือ
•เชาวน์ปัญญาที่ได้รับจากการถ่ายทอดทาพันธุกรรมหมายถึง
องค์ประกอบทั่วไปของเชาวน์ปัญญาประเภทที่ ไม่เกิดจากการ
เรียนรู้ หรืออาศัยประสบการณ์ เป็นความสามารถพื้นฐานโดย
ทั่วไปที่จำเป็นต้องใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ
•เชาวน์ปัญญาที่เป็นผลมาจากการเรียนรู้ และประสบการณ์
หมายถึงองค์ประกอบทั่วไปของเชาวน์ปัญญาที่ เป็นผลมาจาก
การสะสมประสบการณ์ ที่ได้เรียนรู้ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม

25

เชาวน์ปัญญา 7 ชนิดคือ
1.เชาวน์ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical
intelligence)ได้แก่ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดนตรี
2.เชาวน์ปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่ อนไหวของร่างกาย
(Bodily kinesthetic intelligence)ได้แก่ ทักษะที่ใช้ส่วน
ต่างๆ ของร่างกายในการแสดงหรือแก้ไขปัญหาเช่น นักกรีฑา
นักแสดง นักเต้นรำ และ ศัลยแพทย์
3.เชาวน์ปัญญาในด้านตรรกะ และการคำนวณ (Logical and
mathematic intelligence)ได้แก่ทักษะในการใช้เหตุและผล
รวมทั้งการคิดคำนวณ และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์
4.เชาวน์ปัญญาทางด้านการใช้ภาษา (Linguistic
intelligence)ได้แก่ทักษะซึ่งเป็นผลจากการใช้ภาษา
5.เชาวน์ปัญญาเกี่ยวกับที่ว่าง (Spatial intelligence)ได้แก่
ทักษะที่ใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างรูปพรรณสณั
ฐาน องค์ประกอบ มักพบในกลุ่มที่เป็นศิลปิน หรือสถาปนิก
6.เชาวน์ปัญญาเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal
intelligence)ได้แก่ทักษะที่ใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ กับ ผู้อื่น
เช่นมีความไวในการรับหรือส่งอารมณ์ ความรู้สึกแรงจูงใจ
หรือมีความเข้าใจในผู้อื่ น
7.เชาวน์ปัญญาในด้านความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
(Intrapersonal intelligence)ได้แก่ ความเข้าใจถึงอารมณ์
ความรู้สึกทที่ตนเองมีอยู่

26

บทที่7
การรับรู้

การรับรู้
การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส โดยเริ่ม
ตั้งแต่ การมีสิ่งเร้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส ทั้งห้าและส่ง
กระแสประสาท ไปยังสมอง เพื่อการแปลความ กระบวนการ
ของการรับรู้ เป็น กระบวนการที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องความ
เข้าใจ การคิด การรู้สึก (Sensing) ความจํา (Memory) การ
เรียนรู้ (Learning) การตัดสินสิ ใจ (Decision making)
กระบวนการรับรู้เกิดขึ้นเป็นลําดับดังนี้
1.มีสิ่งเร้า( Stimulus ) ที่จะทําให้เกิดการรรับรู้ เช่น
สถานการณ์ เหตุการณ์ สิ่งสิ่แวดล้อมรอบกายที่เป็นคนสัตว์
และสิ่งของ
2.ประสาทสัมผัส ( Sense Organs ) ที่ทําให้เกิดความรู้สึก
สัมผัส เช่น ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้น รับรส และผิวหนังรับรู้
3.ประสบการณ์หรือความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าที่เราสัมผัส
4.การแปลความหมายของสิ่งที่เราสัมผัส สิ่งที่เคยพบเห็นมา
แล้ว ย่อมจะอยู่ใน ความทรงจําของสมอง เมื่อบุคคลได้รับ สิ่ง
เร้าสมองก็จะทําหน้าที่ทบทวนกับความรู้ที่มีอยู่

27

องค์ประกอบของการรับรู้
สิ่งเร้าได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่างๆ อวัยวะรับสัมผัส
ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทํา ให้สูญเสีย
การรับ รู้ได้ ประสาทในการรับ สัมผัสเป็นตัวกลางส่งกระแส
ประสาทจากอวัยวะ รับสัมผัสไปยังสมองส่วนกลาง เพื่อการ
แปลความต่อไป ประสบการณ์เดิม การรู้จักการจําได้ ทําให้การ
รับ รู้ได้ดีขึ้นค่านิยม ทัศนคติ ความใส่ใจ ความตั้งใจ สภาพ
จิตใจ อารมณ์ เช่น การคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ ความ
สามารถทางสติปัญญา ทําให้รับ รู้ได้เร็ว

28

บทที่8

จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้

จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of learning) หมายถึง
จิตวิทยาที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้ จะเกิดขึ้น
ได้นั้น ต้องเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง ถาวร
หรือเกิดจากการฝึกฝน ซึ่ง กระบวนการเรียนรู้จะเกิด ได้จาก
ขั้นตอนหลัก 4 ขั้น ตอนคือตั้งใจจะรู้ กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อ ให้รู้
ลงมือปฏิบัติและได้รับผลประจักษ์ สำหรับ ทฤษฎีการเรียนรู้นั้น
จะพยายามศึกษาว่า กระบวนการเรียนรู้ นั้น มีลักษณะอย่างไร
ในงานวิจัวิยส่วนใหญ่นั้น จะทำการศึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
แบบพุทธินิธิและแบบ selfregulated learning โดยมีจิตทวิ
ยาทางสื่อเป็นแนวการศึกษาใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจาก
เทคโนโลยีมีบทบาทในการ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยมความเข้าใจ
(CognitiveTheory)

3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษย์นิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้

29

บทที่9

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ

ความหมาย การเรียนรู้(Learning) หมายถึง กระบวนการที่
บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิด
และความสามารถ โดยอาศัยประสบการณและปฏิสัมพันธ์
ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม -สุมน อมรวิวัฒน์ 2533:460)
ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ คือสถานการณ์อย่าง
หนึ่งที่มีสิ่งต่อไปนี้เกิดขึ้นได้แก่
1.มีความสัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น ระหว่างผู้สอนกับ ผู้
เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับสิ่งสิ่แวดล้อม และผู้สอนกับ
สิ่งแวดล้อม
2.ความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ก่อให้เกิดการเรียนรู้และ
ประสบการณ์ใหม่
3.ผู้เรียนสามารถนําประสบการณ์ใหม่นั้น ไปใช้ได้ประสบการณ
และปฏิสัมพันธระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม
-วิชัย ประสิทธ์วุฒิเวช (2542 :255) ได้กล่าวว่าการจัดการ
เรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีระบบระเบียบคลอบคลุมการคําเนิน
การ ตั้งแต่การวางแผน การจัดการเรียนรู้ จนถึงการประเมิน
ผล
-สุรางค์ โค้วตระกุล (2550:186)ได้ให้ความหมายของการ
เรียนรู้ว่า หมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเป็นผลมา
จาก ประสบการณ์ ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งสิ่แวดล้อมหรือ
จากการฝึกหัด รวมทั้ง การ เปลี่ยนแปลงความรู้ของผู้เรียน

30

ความสำคัญ
การจัดการเรียนรู้การสอนเปรียบเสมือน เครื่องมือที่ส่งเสริม
ให้ผู้เรียนรู้กับการเรียนตั้งใจเรียนและเกิดการเรียนรู้ขั้น การ
เรียนของผู้เรียนจะไปสู่จุดหมายปลายทางมากน้อย เพียงใด
ขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนรู้ของผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากผู้ สอน
จัดการเรียนรู้ที่ดีและเหมาะสม ก็จะทําให้ผู้เรียนเข้าใจ เกิด
ความชำนาญ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์สานต่อได้
ฉะนั้น การเรียนรู้จึง เป็นสิ่งสําคัญ

การเตรียมตัวสอนการเรียนรู้เด็กปกติ




เตรียม SEAT...
S...เตรียมผู้เรียน
E...เตรียมสภาพแวดล้อม
A...เตรียมกิจกรรมการ
จัดการเรียนการสอน
T...เตรียมสื่อสิ่งสิ่อํานวย
ความสะดวกและบริการ

ทางการศึกษา

31

หลักสูตรหรือการเรียนรู้ของเด็กปกติ
1.ผู้สอนต้องไปทําความเข้าใจในเรื่องที่จะสอน
2.ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจในรายวิชานั้นๆ
3.ใช้สื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัย
4.ทําสื่อออกมามีความน่าสนใจน่าอ่าน
5.ทํากิจกรรมให้เด็กเพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน
รูปแบบการจัดการเรียนรู้เด็กปกติ
1.สามารถนั่งเรียนเป็นเวลานานได้
2.สามารถเรียนวิชาพละได้
3.สามารถทํากิจกรรมหน้าเสาธงได้
4.ทํากิจกรรมต่างๆได้
5.สามารถรัประทานอาหารเองได้
6.มีปฎภิาณไหวพริบ
7.สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
8.สามารถเรียนวิชาปฎิบัติได้

32

บทที่10

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ

หมายถึงเด็กที่มีความต้องการพิเพิศษต่างไปจากเด็กปกติการ
ให้การศึกษา สำหรับเด็กเหล่านี้จึงควร มีลักษณะแตกต่างไป
จากเด็กปกติใน ด้านเนี้อหาวิธีวิการ และการประเมินผล บุคคล
ที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง ใครก็ตามที่ไม่สามารถ
ปฏิบัติเหมือน คนปกติหรือชีวิตสังคมทุกวันไปต้องทำ เพียง
ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตนเอง ซึ่ง
เป็นผลมาจากความบกพร่องทาง ร่างกายหรือสมองโดย เป็น
มาแต่กำเนิดหรือไม่ก็ได้
การพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ
พ่อ แม่
•สังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด
•ให้ข้อมูลที่เป็นจริงริแก่ทีมสหวิชาชีพ
•มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพลูก
หมอ
•ประเมินวินิจฉัย
•ให้คำแนะนำโปรแกรมการช่วยเหลือ
•ปรับสภาพแวดล้อมและให้ความช่วยเหลือตาม ความต้องการ
จำเป็น
ครู
• วิเคราะห์ผู้เรียน
•จัดสภาพแวดล้อมต่อการเรียนรู้
•สนับสนุน สื่ออำนวยความสะดวก

33

การจัดการการศึกษาสําหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติ
ปัญญา
ระดับก่อนวัยเรียน
เน้นความพร้อมของเด็กทั้งในด้านความคิดความจำ ร่างกาย
อารมณ์และสังคมของเด็ก ความพร้อมของเด็ก เป็นพื้นฐาน
สำคัญ ในการเรียนระดับประถมศึกษาการพัฒนาทักษะของ
เด็กในนระดับนี้ ควรเน้นทักษะที่จะจำเป็นที่จะช่วยใหเ้ด็กมีความ
พร้อมในการเรียน เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อ มัดเล็กกล้ามเนื้อ
ใหญ่การฝึกให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียนนั้นๆในการฝึก
ความคิดความจำ ฝึกภาษาฝึกพูดเป็นต้น
ระดับประถมศึกษา
เน้นเกี่ยวกับการอ่านคณิตศาสตร์ภาษาส่วนวิชา วิทยาศาสตร์
และสังคมศึกษานั้น มีความสำคัญรองลงไปในหลักสูตรแตก
ต่างไปจากหลักสูตรสำหรับเด็กปกติ ตลอดจนเอกสาร การ
เรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถ
ของเด็กส่วนเนื้อหาวิชาดนตรีและศิลปะควรจัดใหเ้หมาะสมกับ
เด็ก
ระดับมัธยมศึกษา
เน้นความต้องการและความสามารถของเด็กเป็นสำคัญหาก
เด็กสนใจในการเรียนเด็กควรได้รับการส่งเสริม ใหเ้รียนในวิชา
ที่เหมาะสม หากเด็กไม่มีความพร้อมควรใหเ้ด็ก เรียนในด้าน
อาชีพและฝึกทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อเตรียมเด็ก ให้
สามารถดำรงชีพใน สังคมได้ควร ฝึกให้เด็กมีทักษะในด้านต่อ
ไปนี้คือทักษะด้านการงานและอาชีพการครองเรือนนนัทนาการ
การดูแลสุขสุภาพการดำรงชีพในชุมชน

34

บทที่11

แรงจูงใจ

คือ สิ่งซึ่งควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์อันเกิดจากความ
ต้องการ (Needs) พลังกดดัน(Drives) หรือ ความปรารถนา
(Desires) ที่จะพยายามดินรนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ตาม
วัตถุประสงค์ซึ่ง อาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจากการเรียน
รู้ ได้การจูงใจเกิดจากสิ่งเร้า ทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคล
นั้นๆเอง
ประเภทของแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาได้แบ่งลักษณะของแรงจูงใจออกเป็นประเภท
ใหญ่ๆได้ดังนี้
แรงจูงใจฉับพลัน (Aroused Motive) คือแรงจูงใจทีกระตุ้น
ให้มนุษย์ แสดงพฤติกรรม ออกมาทันทีทันใด เช่นการที่
ร่างกายรู้สึกร้อน ปากก็บอกมาเลยว่าร้อน
แรงจูงใจสะสม (Motivational Disposition หรือ Latent
Motive) คือแรง จูงใจที่มีอยู่แต่ไม่ไ่ด้แสดงออกทันทีจะค่อยๆ
เก็บสะสมไว้รอการแสดงออก ในเวลา ใดเวลาหนึ่งต่อมา
แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motive) คือแรงจูงใจที่ได้รับ
อิทธิพลมาจาก สิ่งเร้าภายในตัวของบุคคลผู้นั้น
แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motive) คือแรงจูงใจทีได้รับ
อิทธิพลมาจาก สิ่งเร้าภายนอกเช่น เห็น เพื่อนกินก็อยากกิน
ด้วย
แรงจูงใจปฐมภูมิ(Primary Motive) คือแรงจูงใจอันเนื่องมา
จากความ ต้องการที่เห็นพื้นฐานทางร่างกาย เช่น ความหิวโหย

35

องค์ประกอบของแรงจูงใจ นักจิตวิทยาปัจจุบันได้ศึกษาและ
สรุปว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจ มี3มี ด้านคือ
1.องค์ประกอบทางด้านกายภาพ (Biological Factor) ใน
องค์ประกอบด้านพิจารณาถึงความต้องการทางกายภาพของ
มนุษย์ เช่น ความต้องการปัจจัย 4 เพื่อยู่จะดำรงชีวิตอยู่ไ่ด้
2.องค์ประกอบทางด้านการเรียนรู้ (Learned Factor) องค์
ประกอบเป็นผลเนื่องต่อจากองค์ประกอบข้อ1 ทั้งนี้เพราะ
มนุษย์ทุกคนไม่สามารถได้รับการตอบสนอง ความต้องการใน
ปริมาณและคุณภาพ ตามที่ตนเองต้องการ และในหลาย ๆ
ครั้ง สิ่งแวดล้อมเป็นตัววางเงื่อนไขในการสร้างแรงจูงใจของ
มนุษย์
3.องค์ประกอบทางด้านความคิด (Cognitive Factor)

ทฤษฎีแรงจูงใจ

ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีพุ
ทธินิยม
(Behavioral View
(Cognitive View
of Motivation) of Motivation





ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีมนุษย์นิยม
ทางสังคม (Social (Humanistic
Learning View of View of
Motivation) Motivation)

36

บทที่12

การแนะแนว

หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือบุคคลให้เข้าใจ ตนเองและสิ่ง
แวดล้อม สร้างเสริมให้เขามี คุณภาพเหมาะสมตามความแตก
ต่างระหว่าง บุคคลค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนมีทักษะ
การดําเนินชีวิตมี วุฒิภาวะทางอารมณ์ ศีลธรรม จริยริธรรม
รู้จัก การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญหา รู้จัก คิด ตัดสินใจ แก้ปัญหา
ในช่วงวิกฤติ
การแนะแนวสามารถจำแนกได้หลายประเภทตามลักษณะของ
ปัญหาที่นักเรียนต้องการความช่วย เหลือสามารถสรุปออก
เป็น 3ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.การแนะแนวการศึกษา 2.การแนะแนวอาชีพ

3.การแนะแนวด้านส่วนตัวและสังคม

37

วัตถุประสงค์การแนะแนว
1.เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้รับข้อมูล สารสนเทศเกี่ยวกับการ
เรียนและสามารถเข้าใจคุณสมบัตของ บุคคลที่จะศึกษาต่อ
2.เพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถ ปรับตนเองไห้เข้ากับการเรียน
ใน แต่ละสาขาวิชาและวางแผนทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสม
3.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ทุกด้านของนักศึกษาทั้งทาง
ร่างกายสติปัญญา อารมณ์ และสังคม ให้ไปได้ด้วยดี
4.เพื่อสร้างเสริมและแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของ
นักศึกษาให้เปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่มีคุณภาพชีวิต ที่พึ่ง
ประสงค์และ เป็นที่ยอมรับของสังคม

ประโยชน์ของการแนะแนว
1.ช่วยให้นักเรียนศึกษาหาความรู้อย่างถูกวิธี ทําให้เกิด
ประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
2.ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนไปตามความถนัดของตนเอง
สามารถเลือกวิชาตามความรู้ความสามารถของตนเอง
3.ช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดและร่วมกิจกรรมต่างๆไปตามความ
พอใจและความสามารถของตนเอง
4.ช่วยให้นักเรียนสามารถเลือกอาชีพ ไปตามความถนัด ของ
ตนเองอันจะเป็นแนวทางไปสู่ความสัมฤทธิผลนวิชาที่ตนเอง
เลือกเรียน
5.ช่วยให้นักเรียนเกิดความคิดเริ่มสร้างสรรค์ รู้จัก คิด และ
ปฏิบัติสิ่งให่มๆได้ด้วยตนเองสร้างความเชื่อ มั่น ให้กับตนเอง
6.ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้จัก และเข้าใจสภาพแวดล้อม รอบๆ
ตัวรู้จัก และเข้า ใจบุคคลอื่นได้ดี
7.ช่วยให้นักเรียนเป็นคนที่มีเหตุผลรู้จักคุณค่าของ ตนเอง
และนำคุณค่าของตนเองไปใช้ประโยชน์
8.ช่วยให้นักเรียนเป็นบุคลที่มีคุณภาพ

38

บทที่13

การให้คำปรึกษา

ความหมาย การให้คำปรึกษาเป็นกระบวนการให้ความช่วย
เหลือ ติดต่อสื่อสารกันด้วยวาจาและกิริยาท่าทางที่เกิดขึ้น
ระหว่างบุคคล 2 คนขึ้น ไป คือผู้ให้การศึกษาและ ผู้รับคำปรึก
ษาและผู้ให้การปรึกษาจะใช้ทักษะต่างๆเพื่อช่วยเหลือและเอืออํา
นวยให้ผู้รับ คําปรึษาสำรวจและทําความเข้าใจปัญหา สาเหตุ
และความต้องการของตน ตลอด จนวิธีการแก้ไขปญหาต่างๆ
ของตนเอง
ประเภทของการให้คำปรึกษา
1.การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล
การให้คำปรึษาประเภทนี้เป็นการพบกันระหว่างผู้ให้คำ
ปรึกษา1 คน กับผู้ให้คําปรึกษา1คน และมีจุดมุ่งหมาย ที่จะ
ช่วยให้ผู้รับคําปรึกษาสามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา และ
สามารถ แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตนเองและ สามารถวาง
โครงการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคล 2 คนขึ้นไปที่มี พฤติกรรม
ในเรืองที่คล้ายคลึงกัน โดยใช้ความสัมพันธ์และอิทธิพลของ
กลุ่ม ในการช่วยเหลือสมาชิกใน ด้านกําลังใจ การให้ข้อมูลย้อน
กลับ และข้อเสนอแนะ เพื่อให้สมาชิก เข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา
และได้แนวทางการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาจากการพูดคุย และ
พิจารณาร่วมกันในกลุ่ม

39

ทักษะการให้คำปรึกษา
1.ทักษะการใส่ใจ
เป็นพฤติกรรมของผู้ให้คำปรึกษาที่แสดงออกด้วยภาษาพูดคือ
ภาษาท่าทางซึ่งบ่งบอกถึงการกระตือรือร้นการแสดงความ
สนใจ การเห็นความสำคัญการให้เกียรติเพื่อช่วยให้ผู้บังคับคำ
ปรึกษา เกิดความอบอุ่นใจไม่รู้สึกห่างเหิน
แนวทางการปฏิบัติ
- ในขณะที่ผู้ให้คำปรึกษากําลังรับฟังผู้ให้คำปรึกษาควรประสาน
สายตากับผู้ให้คําปรึกษาในลักษณะที่เป็นธรรมชาติและพยัก
หน้าเล็กน้อยในขณะรับฟัง
- ลักษณะท่าทางของผู้ให้คำปรึกษานั้น จะต้องมีท่าทางที่ผอน
คลายไม่เกร็งหรือเคร่งเครียดเพราะจะทําให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึก
เครียดด้วย
2. ทักษะการนำ
เป็นการที่ผู้ให้คำปรึกษาพูดนำปรึกษาไปในทิศทางผู้ให้คำ
ปรึกษาคิดว่า ผู้ให้คำปรึกษานั้นจะทําให้ผู้รับ คําปรึกษานั้นได้
ประโยชน์ในการมาขอคําปรึกษา
แนวทางการปฏิบัติ
- กําหนดวัตถุประสงค์ของการนำให้ชัดเจนว่าต้องการนำ โดย
ให้อิสระแก่ผู้รับคําปรึกษาในการพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนี่งตามที่
เขาต้องการและใช้เป็นประโยคบอกเล่าเพื่อเป็นการนำให้ผู้รับ
คําปรึกษาพูด

40

วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา
1.สังเกตตนเองและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และ
เข้าใจในตนเองและสิ่งแวดล้อม
2.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่เหมาะสมโดยใช้ศักยภาพ
ของตนในการเลือกและค้นหาวิธีที่เหมาะสม
3.ลดระดับความเครียดและความไม่สบายใจที่เกิดจากการ
ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
4.พัฒนาทักษะทางสังคม ทักษะการตัดสินใจและทักษะการจัด
การกับปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ลักษณะของผู้ให้ปรึกษา
1.มีความอดทนใจเย็น
2.ใช้คำพูดที่เหมาะสม
3.มีกระบวนการในการแก้ไขปัญหา
4.ต้องสนใจและใส่ใจคนอื่ นอย่างแท้จริง
5.มีความเสียสละช่วยเหลือผู้อื่ น
6.เป็นผู้รับฟังที่ดี
7.มีความสามารถเข้าใจพฤติกรรมของผู้อื่ น
8.มีบุคลิกภาพที่ดี

41

บทที่14

การศึกษาเป็นรายกรณี

ความหมายของการศึกษารายกรณี
การศึกษารายกรณี หมายถึง กระบวนการศึกษา รายละเอียด
เกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ หลายคนเป็นระยะเวลาต่อ
เนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือเทคนิคหรือวิธีวิ
การต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูลแล้วนําข้อมูล
เหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทําความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา
ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี
1.เพื่อสืบค้นหาสาเหตุที่ทําให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมที่ผิดปกติซึ่ง
ทางโรงเรียนจะได้ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
2.เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจในตัวเด็กมากขึ่น
3.เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนได้อย่างละเอียดลึกซึ่ง และ
ถูกต้อง

42

ประโยชน์ของการศึกษารายกรณี
การศึกษารายกรณีที่นํามาใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคล
เพื่อให้การแนะแนวนั้นจัดเป็นกลวิธีที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่นํามา
ใช้และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากซึ่งจําแนกออกได ดังนี้
1.ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนัก
เรียนอย่างกว้างขวาง ทําให้รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
อย่างแท้จริง
2.ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวเข้าใจถึงสาเหตุและเงื่อนไขต่างๆ ที่
ก่อให้เกิด พฤติกรรมที่เป็นปัญหา ทําให้มองเห็นสู่ทางที่จะช่วย
เหลือแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนได้อย่างเหมาะสม
3.ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวมีความรู้และมีทักษะในการใช้เครื่อง
มือและกลวิธีวิต่างๆ ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน
การศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีพฤติกรรมหนีเรียน
ปัญหาการเรียน เรียนไม่รู้เรื่องตามเพื่อนไม่ทันหรืออาจ จะไม่
เข้าหาเพื่อนเป็นต้น เบื่อหน่ายการเรียนการสอนกฏระเบียบข้อ
บังคับของ โรงเรียนปรับตัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับ
ของกลุ่ม

43

บทที่15
การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่เรียน

แรงบันดาลใจคือ?
แรงบันดาลใจ หมายถึง พลังที่เราทุกคนใช่ในการผลักดัน
ตนเองไม่ว่าจะเป็นจากความคิดหรือการกระทําเพื่อให้เราเดิน ไป
ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สําเร็จ
วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการเรียน
1.รับข่าวสารดีๆเข้ามาในชีวิตเหล่าผู้มีผู้แรงจูงใจสูงจะคิดถึง
หลักการ "ขยะเข้า- ขยะออก" เป็นพิเพิศษ แทนที่จะรับข่าวสาร
ลบๆ ละครนํ้าเน่าในทีวี หรือ เรื่องราวอันสลดหดหู่ในเฟสบุ๊ค เขา
จะเลือกเปิดรับข้อมูลความคิดในแง่ บวก หรือ แรงบันดาลใจดีๆ
มันไม่ไม่เป็นการปิดกั้นข้อมูล ข่าวสารต่างๆแต่เป็นการเลือกที่
จะมองไม่ใช่เวลาและ พลังงานไปกับข่าวสารลบๆ แค่นั้นเอง
2.การเขียนเป้าหมาย แน่นน่อน! การเขียนเป้าหมาย คือหนทาง
ที่ดีที่สุด ในการพัฒนาวิธีวิการคิด ทั้งเป้าหมายระยะสั้น ระยะ
กลาง ระยะยาว เหล่าผู้มีแรงจูงใจสูงจะเขียนมันลงไปและจับ
ตามองจ้องเพ่งมันอย่างสมํ่าเสมอเพื่อเป็นการปรับโฟกัส
ทิศทางความคิด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนเหมือน
เป็นการเตือนด้วย ข้อความผ่านจิตสํานึกและที่สําคัญ! มันตอก
ยํ้าไปยังจิตใต้สํานึก!!!

44

3.สร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่คิดบวก เหล่าผู้มี
แรงจูงใจสูงรู้ดีว่า คุณภาพชีวิต นั้นสัมพันธ์กับคุณภาพของ
คนที่เขาเชื่อมโยง เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับคนที่เค้าจะสามารถ
เรียนรู้เพิ่มเติมได้และมีแต่คําพูดที่ให้กําลังใจกับคนที่มีความ
คิดลบที่มีแต่คําพูดแย่ๆที่ชวนให้ท้อใจและในไม่ช้า จะต้อง
กลายเป็นคนที่คิดลบโดยไม่รู้ตัวและเมื่อใดก็ตามที่ต้องมีความ
เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นควรจํากัดระยะห่างให้ชัดเจน
4.กระดาษโน้ตเขียนข้อความคิดดีๆนี่เป็นอีกวิธีในแต่ละวันที่จะ
รักษาความคิดในแง่บวกเอาไว้การสละเวลาในช่วงเช่าเพื่อ
ลงมือเขียนโน้ตข้อความสั้นๆที่บอกถึงความคิดบวก หรือ ถ้อย
คําสร้างแรงบันดาลใจแปะไว้ในที่ที่คุณสามารถ เห็นได้บ่อย
ที่สุด


Click to View FlipBook Version