The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ผม ชอบ เล่น, 2022-11-28 01:53:10

ไๆำ

ไๆำ

คำ นำ

วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีส่วน
ที่ระเหิดเป็นแก๊สเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดชั้นฝุ่น
และแก๊สที่ฝ้ามัวล้อมรอบ และทอดเหยียดออกไปภายนอก
จนดูเหมือนหาง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากการแผ่รังสีของ
ดวงอาทิตย์ไปบนนิวเคลียสของดาวหาง นิวเคลียสหรือ
ใจกลางดาวหางเป็น "ก้อนหิมะสกปรก" ประกอบด้วยน้ำ
แข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับ
หินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่

ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร

คาบการโคจรของดาวหางมีความยาวนานแตกต่างกันได้หลายแบบ
ตั้งแต่คาบโคจรเพียงไม่กี่ปี คาบโคจร 50-100 ปี จนถึงหลายร้อย

หรือหลายพันปี เชื่อว่าดาวหางบางดวงเคยผ่านเข้ามาในใจกลาง
ระบบสุริยะเพียงครั้งเดียว แล้วเหวี่ยงตัวเองออกไปสู่อวกาศระหว่าง
ดาว ดาวหางที่มีคาบการโคจรสั้นนั้นเชื่อว่าแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน
แถบไคเปอร์ ที่อยู่เลยวงโคจรของ ดาวเนปจูน ออกไป ส่วนดาวหางที่

มีคาบการโคจรยาวอาจมาจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไกลจาก ดวงอาทิตย์
ของเรามาก เช่นในกลุ่ม เมฆออร์ต ซึ่งประกอบด้วยเศษซากที่หลง
เหลืออยู่จากการบีบอัดตัวของ เนบิวลา ดาวหางเหล่านี้ได้รับ แรง
โน้มถ่วง รบกวนจากดาวเคราะห์รอบนอก (กรณีของวัตถุในแถบไค
เปอร์) จากดวงดาวอื่นใกล้เคียง (กรณีของวัตถุในกลุ่มเมฆออร์ต)

หรือจากการชนกัน ทำให้มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ดาว
เคราะห์น้อย มีกำเนิดจากกระบวนการที่ต่างไปจากนี้ อย่างไรก็ดี
ดาวหางที่มีอายุเก่าแก่มากจนกระทั่งส่วนที่สามารถระเหิดเป็นแก๊สได้
สูญสลายไปจนหมดก็อาจมีสภาพคล้ายคลึงกับ ดาวเคราะห์น้อย ก็ได้
เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกหลายดวงเคยเป็นดาวหางมาก่อน

ส า ร บั ญ 1
3
คำนำ 7
ประวัติ
บรรณานุกรม 8
ภาพจากข้อมูลอื่ นๆ

ป ร ะ วั ติ

ชื่ อและสัญลักษณ์



คำว่า ดาวหาง มีที่มาจากลักษณะปรากฏคล้ายหางสัตว์ ชื่อภาษาอังกฤษ
comet มีรากศัพท์จาก ภาษาละติน ว่า ( กรีก : κομήτης cometes )

ซึ่งมาจากคำ ภาษากรีก komē มีความหมายว่า เส้นผมจากศีรษะ
อริสโตเติล เป็นคนแรกที่ใช้ชื่อ komētēs กับดาวหาง เพื่อบรรยายว่า
มันเป็น "ดาวที่มีผม" สัญลักษณ์ ทาง ดาราศาสตร์ สำหรับดาวหางคือ

ซึ่งเป็นภาพวาดแผ่นกลมกับเส้นหางยาว ๆ เหมือนเส้นผม ภาษาจีน
ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เรียก ดาวไม้กวาด เพราะรูปร่างของมันคล้ายไม้กวาด

บ้าน

ว ง โ ค จ ร แ ล ะ ต้ น กำ เ นิ ด
ดาวหางมี คาบการโ
คจร ที่แตกต่างกันหลายแบบ นับตั้งแต่คาบโคจร

เพียงไม่กี่ปี ไปจนถึงหลายร้อยหรือหลายพันปี ขณะที่ดาวหางบางดวงเชื่อ
ว่าผ่านเข้ามาถึง ระบบสุริยะชั้นใน เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก่อนจะเหวี่ยงตัว
เองออกไปสู่ห้วงอวกาศระหว่างดาว เชื่อกันว่า ดาวหางคาบสั้นมีต้นกำเนิด
มาจาก แถบไคเปอร์ หรือ แถบหินกระจาย ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากวงโคจร
ของ ดาวเนปจูน ดาวหางคาบยาวมาจากห้วงอวกาศที่ไกลกว่านั้น เช่นจาก
กลุ่มเมฆน้ำแข็งซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนเศษซากที่หลงเหลืออยู่หลังจาก
การรวมตัวกันของ เนบิวลาสุริยะ เมฆเหล่านี้เรียกว่า เมฆออร์ต ซึ่งตั้ง

ชื่อตามนักดาราศาสตร์ แจน ออร์ต เมฆออร์ตอยู่ในระยะที่ไกลออกไป
จากแถบไคเปอร์ ดาวหางเหวี่ยงตัวเองจากขอบนอกของระบบสุริยะเข้ามา

หาดวงอาทิตย์ได้เนื่องจากผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงอันยุ่งเหยิงของ
บรรดาดาวเคราะห์รอบนอก หรือจากดาวฤกษ์อื่นใกล้เคียง

ลั ก ษ ณ ะ ท า ง ก า ย ภ า พ
ลักษณะทางกา
ยภาพของดาวหางสามารถแบ่งออกได้เป็น 3

ส่วน คือ ส่วนนิวเคลียส โคม่าและหาง
นิวเคลียสของดาวหางมีขนาดตั้งแต่ 0.5 กิโลเมตรไปจนถึง
50 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยหินแข็ง ฝุ่น น้ำแข็ง และแก๊สแข็ง
เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และ
แอมโมเนีย[11] องค์ประกอบนี้มักนิยมเรียกกันว่า "ก้อนหิมะ
สกปรก" แม้จากการสังเกตเมื่อไม่นานมานี้พบว่าพื้นผิวของ
ดาวหางนั้นแห้งและเป็นพื้นหิน สันนิษฐานว่าก้อนน้ำแข็งซ่อน
อยู่ใต้เปลือก ในดาวหางยังมีสารประกอบอินทรีย์ปรากฏอยู่ด้วย
นอกเหนือจากแก๊สหลายชนิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเมทา
นอล ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ฟอร์มัลดีไฮด์ เอทานอล และอีเทน

บางทีก็มีโมเลกุลที่ซับซ้อนมากขึ้นเช่น สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนห่วงโซ่ยาว และกรดอะมิโน[12][13][14]
นอกจากนี้ จากการศึกษาดาวหางในย่านความถี่อัลตราไวโอเลต
พบว่ามีชั้นของไฮโดรเจนห่อหุ้มดาวหางอีกชั้นหนึ่ง ไฮโดรเจน
เหล่านี้เกิดจากไอน้ำที่แตกตัวอันเนื่องมาจากรังสีจากดวง
อาทิตย์ นิวเคลียสของดาวหางมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นทรง
เพราะมันไม่มีมวล (ซึ่งแปรผันกับแรงโน้มถ่วง) มากพอที่จะ

กลายเป็นทรงกลมได้

ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ว ง โ ค จ ร



ดาวหางส่วนใหญ่
มีวงโคจรเป็น วงรี ที่เรียวมาก ๆ โดยมีปลายข้างหนึ่ง
ของวงรีเข้าใกล้ดวง
อาทิตย์ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งทอดไกลออกไปยังด้าน

นอกของระบบสุริยะ สามารถแบ่งประเภทของดาวหางได้เป็นกลุ่มตามคาบ
การโคจร ยิ่งดาวหางมีคาบการโคจรยาวเท่าใด รูปวงรีก็จะยิ่งเรียวมากขึ้น

วงโคจรของดาวหางโคฮูเทค (เส้นสีแดง) และวงโคจรของโลก (เส้น
สีน้ำเงิน) แสดงให้เห็นถึงความรีของวงโคจร และการเคลื่อนที่ที่เร็วมาก

ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์

จุ ด จ บ ข อ ง ด า ว ห า ง



โดยทั่วไปเมื่อดาว
หางโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปนานเข้า องค์ประกอบใน
นิวเคลียสที่ระเหิดง
่ายจะค่อย ๆ ระเหิดหายไปจนหมด ดาวหางอาจสลาย
ตัวกลายเป็นฝุ่นผ
ง หรือกลายเป็นเศษซากก้อนหินดำมืด [24] มีสภาพ

คล้ายกับ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางบางดวงก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ตัวอย่างเช่น ดาวหางชวาสมานน์-วัคมานน์ 3 ที่แตกเป็นเสี่ยงเมื่อปี พ.ศ.
2549 การแตกกระจายของดาวหางเกิดได้จากแรงโน้มถ่วงมหาศาลจาก
ดวงอาทิตย์หรือดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ทำให้เกิด "การระเบิด" ขององค์
ประกอบที่ระเหิดได้ หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

การตั้งชื่ อดาวหาง
ตลอดสองร้อ
ยปีที่ผ่านมา มีการตั้งชื่อให้แก่ดาวหางอยู่หลายวิธี
เนื่องจากยังไม่มีร
ะบบวิธีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ก่อนถึงต้นคริสต์
ศตวรรษที่ 20 ดาว
หางจะถูกเรียกชื่อตามปีที่มีการค้นพบ และบางครั้งก็มี
คำขยายเพิ่มเติมสำ
หรับดาวหางที่สว่างเป็นพิเศษ เช่น "ดาวหางใหญ่แห่ง
ปี 1680" (ดาวหาง
เคียช, Kirch) "ดาวหางใหญ่ในเดือนกันยายน 1882"

และ "ดาวหางที่เห็นได้ในยามกลางวันปี 1910" (หรือ "ดาวหางใหญ่เดือน
มกราคม 1910") เป็นต้น ในเวลาต่อมา เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ สามารถพิสูจน์

ได้ว่าดาวหางที่ปรากฏในปี ค.ศ. 1531, 1607 และ 1682 เป็นดาวหาง
ดวงเดียวกัน และสามารถทำนายได้อย่างถูกต้องว่ามันจะหวนมาเยือนโลก
อีกครั้งในปี ค.ศ. 1759 หลังจากนั้นดาวหางดวงนั้นก็ได้ชื่อว่า ดาวหางฮัล
เลย์ ด้วยวิธีเดียวกันนี้ ดาวหางที่สามารถทำนายรอบโคจรได้ในเวลาต่อมา

เป็นดวงที่ 2 และ 3 จึงได้ชื่อว่า ดาวหางเองเคอ และ ดาวหางบีลา
(Biela) [23] ตามชื่อสกุลของนักดาราศาสตร์ที่คำนวณวงโคจรได้ถูก
ต้อง แทนชื่อเก่าดั้งเดิมของมัน หลังจากนั้นดาวหางรายคาบก็มักถูกตั้ง
ชื่อตามนามสกุลของผู้ค้นพบ ยกเว้นดาวหางที่ปรากฏตัวเพียงครั้งเดียว

ยังคงมีชื่อเรียกเป็นปีที่ปรากฏตัวอยู่ดังเดิม

บ ร ร ณ า นุ ก ร ม

https://th.wikipedia.org/wiki/

วันที่สืบค้น

21/11/64

แหล่งข้อมูลอื่ นๆ

http://www.aerith.net/index.html
https://www.cfa.harvard.edu/icq/icq.html

http://thaiastro.nectec.or.th/
http://starrymirror.com/

ภาพจากข้อมูลอื่ นๆ


Click to View FlipBook Version