The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องสมดุลกล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by orawan_kat, 2021-10-17 23:51:06

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องสมดุลกล

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องสมดุลกล

ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาฟิสิกส์ เรอ่ื ง สมดุลกล โดยใช้กระบวนการจัดการ
เรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั เทคนคิ การแกโ้ จทย์ปัญหาแบบโพลยา
ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นเดชะปตั ตนยานุกลู จงั หวดั ปัตตานี

นางสาวอรวรรณ อินทรค์ ีรี
รหสั นักศึกษา 6020114024

หลักสตู รวิทยาศาสตรบณั ฑิต (ศกึ ษาศาสตร)์ สาขาวชิ าฟสิ กิ ส์
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี

ภาคการศกึ ษาท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

บทที่ 1
บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความ

เชื่อที่เน้นความสาคัญทักษะการสื่อสาร ว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ และ
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 : 7 ) สถาบันส่งเสริม
การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) มงุ่ หวังให้เกดิ ผลสัมฤทธิต์ อ่ ผเู้ รียนมากที่สุด ในการเรียนการสอน
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากท่ีสุดเพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต
การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ไี ด้มาจดั ระบบเปน็ หลังการ แนวคดิ และองค์ความรู้ (ตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 : 3)

วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับทุก
คนท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เคร่ืองมือเครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ ที่
มนุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์
ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆวิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ท้ังความคิดเป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการ
แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 92) โดยในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 ก็ได้ใหค้ วามสาคัญของการแก้ปญั หา โดยกาหนดให้เป็นสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
เพราะ ความสามารถในการแก้ปัญหาเปน็ ความสามารถในการแกไ้ ขปัญหาและอุปสรรคตา่ งๆๆ ท่จี ะเผชญิ
ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งต้ังอยูบ่ นพืน้ ฐานของหลักเหตผุ ล คณุ ธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เพื่อให้เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆในสังคม แสวงหาความรู้สาหรับประเทศไทยนั้น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้กาหนดให้นักเรียนได้
เรียนรู้แนวคิดทางฟิสิกส์ ในสาระท่ี 6 โดยเรียนรู้แนวคิดตั้งแต่ระดับขั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 ตามช่วงวัยของ
นักเรียน อีกท้ังยังมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการคิด ที่เป็นกระบวนการคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ โดยเป็น
การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และคิดเพ่ือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รายวิชาฟิสิกส์ถือเป็นรายวิชาหน่ึงท่ีมี
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีนามากาหนดเป็นโจทย์ปัญหาได้อย่างหลากหลาย และกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการคิด
แบบมีกระบวนการเพ่ือแก้โจทย์ปัญหาได้เป็นอย่างดี (ประภาพร วรรณคดี, 2556: 72) การจัดการเรียนรู้วิชา
ฟิสิกส์ มักจะเน้นไปที่การอธิบายถึงแนวคิด หลักการและท่ีมาของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ซึ่ง
แนวคดิ ทางฟิสิกส์มีความเชอื่ มโยงกับแนวคิดทางคณติ ศาสตร์โดยคณิตศาสตร์ถือเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา
ทางฟิสิกส์อีกทั้งยังสามารถนามาใช้ในการทานายและอธิบายความสัมพันธ์ของแต่ละปริมาณท่ีเป็น
องคป์ ระกอบของการเกดิ ปรากฎการณต์ า่ ง ๆ

(พวงรัตน์ ไพเราะ, 2559: 7) การจัดการเรยี นรวู้ ิชาฟสิ ิกส์จึงตอ้ งมกี ารจดั การเรยี นรู้เนื้อหาควบคู่ไปกับ
การใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการแก้โจทย์ปัญหา โดยควรเน้นการจัดประสบการณ์ให้นักเรียนได้
เรยี นร้มู ากกวา่ ไดร้ บั การสอนเพื่อจดจารปู แบบหรือสมการที่ใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาจากผู้สอนเพียงอย่างเดียว
เพ่ือให้นักเรียนได้เกิดองค์ ความรู้จากการคิดรวบยอดท่ีสามารถนาไปอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์และ
สามารถแก้สมการทางฟิสิกส์ได้ (สุระ วุฒิพรหม, 2547: 1-3) ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไข
ปัญหา (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551, หน้า 6)

นอกจากน้กี ารแกป้ ญั หายงั ชว่ ยใหน้ กั เรียนมีแนวทางการคดิ ที่หลากหลาย มีนิสัยกระตือรือร้นไม่ย่อท้อ
และมีความม่ันใจในการแก้ปัญหาท่ีเผชิญอยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ตลอดจนเป็นทักษะพ้ืนฐานที่
นักเรียนสามารถนาติดตัวไปใช้ในชีวิตประจาวันได้นานตลอดชีวิต (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลย. 2551. หนา้ 6)

จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ พบว่า การแก้โจทย์ปัญหาเป็นสิ่งสาคัญของการเรียนวิชา
ฟิสิกส์ (Sunday. 2010: 39) ครูผู้สอนมักพบว่า นักเรียนมีปัญหาในเร่ืองความเข้าใจแนวคิดทางฟิสิกส์ ที่
คลาดเคลื่อน และการให้เหตุผลในการอธิบายท่มี าของปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินน้ั ๆ รวมไปถึงความสามารถ
ในด้านตัวเลขท่ีสง่ ผลต่อความสามารถในการแก้โจทยป์ ญั หาของนกั เรยี น

(จิรายุส สมานมิตร, 2554: 112; สุรีพร เปรมปรีดิ์, 2547: 86) ซ่ึงสอดคล้องกับการที่ผู้วิจัยได้ทาการ
จัดการเรียนรู้ในรายวิชาฟิสิกส์ ด้วยรูปแบบการบรรยายและการทดลองเพ่ือนามาสู่การแก้โจทย์ในรายวิชา
ฟสิ กิ ส์ใหก้ บั นกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ของโรงเรียนแห่ง
หนึ่งในกรุงเทพมหานคร พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถแก้ใจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ได้ตามเป้าหมายที่ครูผู้สอน
กาหนด เนื่องจาก นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาที่ไม่เพียงพอ โดยนักเรียนไม่สามารถ
ดาเนินการแก้โจทยป์ ัญหาทางฟิสิกส์ได้ อีกท้ังยังไม่สามารถเช่ือมโยงในเร่ืองของหลักการทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้อง
กับการแก้สถานการณ์ในโจทย์ปัญหาได้จึงส่งผลต่อการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์เพ่ือให้ได้มาซ่ึงคาตอบท่ี
ถูกต้อง

ผลการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์ของ
นักเรียนจากแบบฝึกหัดท่ีนักเรียนเคยทาในห้องเรียนก็พบว่าในส่วนของการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียน
นั้น นักเรียนยังไม่มีข้ันตอนในการคิดแก้โจทย์ปัญหาว่าควรจะเร่ิมจากตรงไหนก่อน และยังเช่ือมโยง
ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ กับหลักการทางฟิสิกส์ยังไม่ค่อยได้นอกจากนี้ในการจัดการเรียนการสอนของ
ครูเองยังเน้นวิธีการสอนแบบบรรยาย ซึ่งทาให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายท่ีจะเรียน สอดคล้องกับ
แนวความคิดของอรนุช ลิมตศิริ (2556, หน้า 174) ที่กล่าวว่าการเรียนการสอนยังมุ่งเน้นการถ่ายทอด
เนื้อหาวิชามากกว่าการเรียนรู้จากสภาพที่เป็นจริงขาดการเน้นให้นักเรียนได้พัฒนาการคิด วิเคราะห์ วิจารณ์
สังเคราะห์ ประเมินค่า การแสดงความคิดเห็น และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และครูควรส่งเสริมให้เด็ก
แสวงหาความรู้และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และศศิธร แม้นสงาน (2556, หน้า 169) ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ครู
ควรจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ีส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกฝนการแกป้ ญั หาอย่างสม่าเสมอ เพ่ือที่จะช่วยให้นักเรียนมี
ความสามารถเผชิญกับสถานการณ์ของปัญหาที่เตกต่างกันออกไป โดยผู้สอนควรใช้เทคนิคการเรียนรู้และ

วิธีการสอนที่มีความหลากหลาย ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนฟิสิกส์ ครูควรสอดแทรก
กระบวนการแก้ปัญหาเข้าไปสู่กระบวนการเรียนการสอนทุกคร้ังกระบวนการแก้ปัญหาน้ันมีหลากหลาย
รูปแบบและหลากหลายขั้นตอน แต่กระบวนการท่ียอมรับและนามาใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ กระบวนการ
แกป้ ญั หาของโพลยา (Polya, 1957, Pp.16-17) ซ่งึ ประกอบไปด้วย 4 ข้ันตอนคือ 1) ขั้นทาความเข้าใจปัญหา
เป็นข้นั การวิเคราะห์เพื่อทาความเข้าใจปัญหา โดยระบุว่าข้อมูลมีอะไรบ้าง และสิ่งท่ีต้องการทราบคืออะไร 2)
ข้นั วางแผนแกป้ ัญหา ข้ันนี้เป็นข้ันการเชื่อม โยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในปัญหากับสิ่งที่ต้องการทราบ 3)
ข้ันปฏิบัติตามแผน ขั้นนี้เป็นข้ันที่ผู้เรีขนลงมือปฏิบัติตามแผนที่ได้วางเอาไว้ และ 4) ขั้นตรวจสอบ ขั้นน้ีเป็น
การตรวจสอบผลลัพธ์ โดยการมองช้อนกลับไปยังคาตอบท่ีได้มาว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนหรือไม่ โดยขั้นตอน
การแก้ปัญหาทั้ง 4 ขั้นตอนของโพลยาจะเป็นรูปแบบที่มีความต่อเนื่องและเก่ียวเนื่องกันในทุกข้ันตอน ซ่ึงจะ
ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนและกากับการทางานได้อย่างต่อเน่ือง (อัมพร
ม้าคนอง, 2553, หน้า 41) ดังเห็นได้จากผลการวิจัยของ (ไพริน ขุนเพชร 2554. หน้า 60) พบว่านักเรียนที่
ได้รับการสอนตามวิธีการของโพลยา มีความสามารถในการแก้โจทข์ปัญหาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05 และสอดคล้องกับผลการวิจัยของอธิชา อินทอง (2557, หน้า 106)
พบว่านักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ช้ัน ร่วมกับเทคนิคของโพลยา มี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นคณิดศาสตร์และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน หลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของปริยาภรณ์
เกลาเกล้ียง (2556, หน้า 70 พบว่านักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนท่ีเน้นยุทธวิธีการแก้ปัญหาตาม
รูปแบบการแก้โจทย์ปัญหาของโพลยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01 รวมไปถึงผลการวิจัยของวิวรรัตน์ สีมา (2555, หน้า 167 พบว่านักเรียน
ท่ีไดร้ บั การจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื กลุ่มเพ่อื นช่วยเพ่ือนเป็นรายบุคคลร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของ
โพลยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 ซง่ึ แสดงให้เหน็ วา่ กระบวนการแกป้ ญั หาของโพลยาสามารถพัฒนา
ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ญั หาและผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนได้

นอกจากใช้กระบวนการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(2551, หน้า 14) ได้ให้แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีค้นหา
ความรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเองว่าครูควรใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง พิมพันธ์
เดชะคปุ ด์ (2545, หน้า 73) กล่าววา่ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้จะทาให้ผู้เรียนสามารถจดจาได้
นานขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรู้เพื่อให้นาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ และเป็นวิธีการท่ีทาให้ผู้เรียนเกิด
แรงจูงใจและสนุกสนานไปกับการเรียนรู้ ซึ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น
(5E) เป็นกระบวนการท่ีนักเรียนจะต้องสืบคัน เสาะหา สารวจ ตรวจสอบ และกันคว้าด้วยวิธีต่าง ๆ จนทาให้
นักเรียนเกดิ ความเข้าใจและเกิดการรบั รู้ความรู้นั้นอย่างมคี วามหมาย และสามารถสร้างองคค์ วามรู้

ข้ันตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้ันตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนดังนี้
1.) ข้ันสรา้ งความสนใจ เปน็ การนาเข้าส่บู ทเรยี น เพอ่ื เปน็ ตัวกระต้นุ ใหน้ ักเรียนสรา้ งคาถาม 2.) ข้ันสารวจ เป็น

การวางแผนกาหนดแนวทางการสารวจตรวจสอบ ต้ังสมมติฐาน ลงมือปฏิบัติเพ่ือเก็บราบรามข้อมูลต่าง ๆ
เพ่ือให้ได้มาซ่ึงข้อมูลอย่างเพียงพอท่ีจะใช้ในข้ันต่อไป 3.) ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป เป็นการนาข้อมูลท่ีได้มา
วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนาเสนอผลที่ได้ 4.) ข้นั ขยายความรู้ เป็นการนาความรู้ทส่ี ร้างขึน้ ไปเชื่อมโยงกับ
ความรเู้ ดมิ หรือแนวคดิ ทไ่ี ดค้ น้ ควา้ เพ่มิ เดมิ หรอื นาขอ้ สรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์อ่ืน และ 5.) ขั้นประเมิน
เป็นการประเมนิ การเรียนรูด้ า้ ยกระบวนการตา่ ง ๆ วา่ นกั เรยี นมีความรอู้ ะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด
(สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ม.ป.ป., หน้า 14) จากข้ันตอนทั้ง 5 ขั้นของรูปแบบการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้ัน (5E) จะพบว่าใน แต่ละขั้นตอนสามารถท่ีจะสร้างองค์
ความรู้ให้กับผู้เรียนให้เข้าใจในเนื้อหา หลักการ และทฤษฎีต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เละยังสามารถพัฒนาตนเอง
ได้อย่างเต็มตามศักยภาพ ดังเห็นได้จาก ผลการวิจัยของประทุมพร บุญมาวงยา (2558. หน้า 122 พบว่า
นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้อง
กับผลการวิจัยของสมปอง สมสมัย (2556, หน้า 79-80) ที่ได้ทาการศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วทิ ยาศาสตรแ์ ละผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีได้รับการจัดการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) พบว่าทั้งความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน
วิทยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี น และผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ
70 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05

จากแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) และเทคนิคการแก้ปัญหา
ของโพลยาท่ีกล่าวมาข้างตน้ จะเห็นไห้วา่ นักเรียนได้มบี ทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอน และยังเปิด โอกาส
ใหน้ กั เรยี นไดล้ งมอื ทากิจกรรมและเรยี นรูด้ ้วยตนเอง นอกจากน้ันนักเรียนยังได้ฝึกการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา
อย่างเป็นขั้นตอนด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยาซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้อย่าง
ถูกตอ้ ง

ผูว้ จิ ยั จึงมคี วามสนใจที่จะนาการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความร้รู ว่ มกบั เทคนิคการแก้ปัญหาของ
โพลยามาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ เร่ือง สมดุลกล ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพ่ือท่ีจะ
พฒั นาความสามารถในการแก้โจทยป์ ัญหาฟิสิกส์

วตั ถปุ ระสงคก์ ำรวจิ ัย
เพอ่ื ศึกษาความสามารถในการแก้โจทยป์ ญั หาฟิสิกส์ เรอ่ื ง สมดลุ กล ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

หลังท่ีได้รับกระบวนการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั เทคนิคการแกโ้ จทยป์ ญั หาแบบ
โพลยา

สมมติฐำนกำรวจิ ัย
นักเรียนมีความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหาฟิสกิ ส์ หลงั ที่ได้รับกระบวนการจดั การเรยี นร้แู บบสบื

เสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั เทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาแบบโพลยา เรอื่ ง สมดลุ กล สูงกว่าเกณฑร์ ้อยละ 80

ขอบเขตกำรวิจยั
กลุ่มเป้ำหมำย
นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/5 โรงเรยี นเดชะปตั ตนยานกุ ลู จังหวัดปัตตานี ภาคการศึกษาที่
2 ปกี ารศึกษา 2564 จานวน 40 คน

ตัวแปรท่ีใช้ในกำรวจิ ัย
ตวั แปรตน้ คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิคการแก้

โจทย์ปัญหาแบบโพลยา
ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหาฟสิ กิ ส์ เร่ือง สมดุลกล

เน้อื หำทใี่ ชใ้ นกำรวจิ ัย
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครงั้ นี้ เรื่อง สมดลุ กล ในรายวชิ าฟิสิกส์ เพ่ิมเตมิ 2 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ตาม

หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นเดชะปัตตนยานกุ ูล ประกอบด้วย
1.สมดลุ กล
2.ศนู ย์กลางมวลและศูนยถ์ ่วง
3.สมดลุ ต่อการเลื่อนที่
4.สมดุลต่อการหมนุ
5.เสถียรภาพของวัตถุ

ระยะเวลำทใี่ ช้ในกำรวิจยั
จานวน 10 คาบ ระหว่างวันที่ ……… พฤศจกิ ายน – ……… ธันวาคม พ.ศ. 2564

กรอบแนวคิดกำรวิจยั ตวั แปรตำม
ตวั แปรตน้
ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์
กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เรือ่ ง สมดลุ กล
(5E) ร่วมกบั เทคนิคการแก้โจทยป์ ญั หาแบบโพลยา

ประโยชนท์ ี่คำดว่ำจะไดร้ บั
1. นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) รว่ มกับเทคนิคการแกโ้ จทย์ปญั หาแบบโพลยา สูงขน้ึ
2. ไดแ้ ผนการจดั การเรียนรวู้ ิชาฟสิ กิ สท์ ่ไี ด้มีการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิค
การแกโ้ จทย์ปัญหาแบบโพลยา ในระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 อยา่ งเป็นลาดับข้ันตอน
3. ครคู นอืน่ ได้แนวทางเอาไปประยุกต์กบั วชิ าอ่ืน

นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
1. กำรจดั กำรเรยี นรู้แบบสืบเสำะหำควำมรู้รว่ มกับเทคนิคกำรแก้ปัญหำของโพลยำ หมายถึง
การจัดการเรยี นรู้ทีใ่ หน้ ักเรียนรว่ มกนั สืบค้น สารวจ ตรวจสอบเพื่อค้นหาคาตอบเพื่อ นาไปสู่
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนาองค์ความรู้ที่สร้างน้ันมาใช้ในการแก้โจทย์ปัญหา
ฟสิ ิกส์ โดยใชเ้ ทคนิคการแกป้ ญั หาของโพลยาเป็นแนวทางในการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งมีข้ันตอน
การจดั การเรียนการสอนดังน้ี
1) ข้ันสร้างความสนใจ เป็นการนาเข้าสู่บทเรียน โดยครูใช้คาถามเพ่ือกระตุ้นหรือ
ท้าทาย ทาใหน้ กั เรียนสนใจสงสยั อยากรูอ้ ยากเห็นเกย่ี วกบั บทเรียนนัน้ ๆ
2) ข้ันสารวจและค้นหา นักเรียนทุกคนร่วมกันศึกษาและทาการทดลอง แล้วเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล สืบคน้ สารวจเพ่ือให้ไดม้ าซึง่ ขอ้ มูลอยา่ งเพียงพอ
3) ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป เม่ือนักเรียนมีข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสารวจและ
คน้ หา แลว้ นักเรยี นนาขอ้ มลู มาอธิบายความคดิ รวบยอดและสรุปผล
4) ขั้นขยายความรู้ ครูส่งเสริมให้นักเรียนนาส่ิงที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือขยาย
ความรู้ โดยให้นักเรียนทาใบงานท่ีเก่ียวกับการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง สมดุลกล โดยใช้
รม่ กบั เทคนคิ การแกป้ ัญหาของโพลยา ซึง่ ประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ดงั นี้
ขั้นท่ี 1 ขั้นทาความเข้าใจปัญหา นักเรียนวิเคราะห์ประเด็นของปัญหาว่าโจทย์
ตอ้ งการ ทราบอะไร และโจทย์ให้ข้อมูลอะไรมาบ้าง
ขั้นท่ี 2 ขั้นวางแผนแก้ปัญหา นักเรียนเช่ือมโยงความเก่ียวข้องระหว่างข้อมูลกับ
ส่ิงท่ี ต้องการทราบ โดยการอธิบายให้อยู่ในรูปของสมการท่ีเกี่ยวข้องกับโจทย์ปัญหาท่ี
ต้องการหา คาตอบ
ข้ันที่ 3 ขนั้ ปฏิบตั ติ ามแผน นักเรียนลงมอื ปฏบิ ตั ิตามแผนที่วางไว้ในขั้นท่ีสอง โดย
การแทนค่าตัวแปรตา่ ง ๆ ลงในสมการเพอ่ื หาคาตอบของตวั แปรท่ีตอ้ งการทราบ
ขั้นท่ี 4 ขั้นตรวจสอบ นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบ โดยการ
ตรวจสอบ คาตอบทไี่ ดย้ อ้ นหลงั
5) ขัน้ ประเมิน ครปู ระเมินผลการเรยี นรขู้ องนกั เรียนจากแบบฝึกหัดท้ายบทในแต่ละ
เรือ่ ง

2. โจทย์ปัญหำ หมายถึง สถานการณ์ทางฟิสิกส์ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนเพื่อใช้วัดความรู้ ความเข้าใจ
รวมถึงทักษะการคานวณทเี่ กยี่ วกบั เน้ือหาเรือ่ ง สมดุลกล

3. ควำมสำมำรถในกำรแก้โจทย์ปัญหำฟิสิกส์ หมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้
ความคิด ทักษะ กระบวนการต่าง ๆ และประสบการณ์เดิม เพ่ือหาคาตอบของปัญหาทาง
ฟิสิกส์ ซึ่งประกอบด้วยข้ันตอนการแก้ปญั หา 4 ขั้นตอนดงั น้ี
ข้ันที่ 1 ขั้นทาความเข้าใจปัญหา นักเรียนวิเคราะห์ประเด็นของปัญหาว่าโจทย์
ตอ้ งการ ทราบอะไร และโจทย์ใหข้ ้อมูลอะไรมาบา้ ง
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั วางแผนแก้ปัญหา นกั เรียนเช่ือมโยงความเก่ียวข้องระหว่างข้อมูลกับสิ่งที่
ตอ้ งการทราบ โดยการอธิบายให้อยู่ในรูปของสมการท่ีเกี่ยวข้องกับโจทย์ปัญหาท่ีต้องการหา
ข้ันท่ี 3 ขั้นปฏิบัติตามแผน นักเรียนลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ในข้ันท่ีสอง โดย
การแทนคา่ ตวั แปรต่าง ๆ ลงใน สมการเพ่อื หาคาตอบของตัวแปรทต่ี ้องการทราบ
ข้ันที่ 4 ขั้นตรวจสอบ นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบ โดยตรวจสอบ
คาตอบท่ีได้ยอ้ นหลัง ซงึ่ ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟสิ ิกส์นวี้ ดั ได้จากแบบทดสอบวัด
ความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เร่ือง สมดุลกล ซ่ึงเป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย
จานวน 4 ขอ้ ที่ผู้วิจัยสร้างข้นึ

4. เกณฑ์ หมายถึง คะแนนข้ันต่าท่ียอมรับว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหา
ฟิสกิ ส์ วเิ คราะห์ไดจ้ ากคะแนนสอบหลังเรียน แล้วนาคะแนนมาเฉล่ียคิดเป็นร้อยละเทียบกับ
เกณฑ์ โดยผ้วู ิจัยใช้เกณฑร์ ้อยละ 80 ขึน้ ไปของคะแนนรวม

บทที่ 2
เอกสำรและงำนวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง

งานวิจัยเรื่อง ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เร่ือง สมดุลกล โดยใช้กระบวนการจัดการ
เรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาแบบโพลยา ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
ตามลาดับ ดงั นี้

1. การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
2. ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหา
3. การจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั เทคนิคการแกโ้ จทยป์ ัญหาแบบโพลยา
4. งานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง

กำรจัดกำรเรยี นรู้แบบสบื เสำะหำควำมรู้ (5E)
1 ควำมหมำยและแนวคดิ เกย่ี วกบั กำรสอนแบบสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry Method)
การสอนแบบสบื เสาะหาความรมู้ ีผู้ให้ความหมายและแนวคดิ หลากหลาย ดงั นี้
อนันต์ จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จัก

คิดด้วยตนเอง รู้จักค้นคว้าหาเหตุผล และสามารถแก้ปัญหาได้ โดยการนาเอาวิธีการต่างๆ ของกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรไ์ ปใช้ นอกจากน้ียังเป็นการเรยี นเพือ่ พฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดว้ ย

สวุ ัฒน์ นยิ มค้า (2531) กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนทีส่ ่งเสริมให้นักเรียนเป็น
ผู้ค้นคว้า หรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหน่ึงที่นักเรียนยังไม่เคยมีความรู้ในสิ่งน้ันมาก่อน โดยใช้
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เปน็ เครือ่ งมอื

ดวงเดือน เทศวานิช (2535) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการสอนที่เน้น
ทกั ษะการคดิ อย่างมีระบบ โดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ซึ่งต้องมีหลักฐานสนับสนุน วิธีนี้เป็น
วิธีที่นักเรียนพิจารณาเหตุผล สามารถใช้คาถามท่ีถูกต้องและคล่องแคล่วสามารถสร้างและทดสอบสมมติฐาน
ด้วยการทดลอง และตีความจากการทดลองด้วยตนเอง โดยไม่ข้ึนอยู่กับคาอธิบายของครู เป็นวิธีการท่ีช่วยให้
นักเรียนมีระบบวิธีการแกป้ ัญหาในทางวิทยาศาสตรด์ ว้ ยตนเอง

สมจิต สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าววา่ หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ผ้เู รียนจะต้องเป็นผู้ค้นคว้า
หาความรู้ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็นผู้อานวยความสะดวกแนะนาและให้ความ
ช่วยเหลอื เท่าทจ่ี าเป็น ประกอบดว้ ยกระบวนการท่สี าคัญ ไดแ้ ก่ การสารวจ และการสร้างองค์ความรู้

มนมนัส สุดส้ิน (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่าการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรเู้ ปน็ วิธีการหน่งึ ท่ีมุง่ สง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ คิดและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่าง
มีระบบของการคิด ใช้กระบวนการของการค้นคว้าหาความรู้ ซ่ึงประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ครูมีหน้าท่ีจัดบรรยากาศ การสอนให้เอ้ือต่อการ
เรียนรู้ คดิ แกป้ ัญหาโดยใช้การทดลอง และอภิปรายซักถามเปน็ กิจกรรมหลักในการสอน

ชลสีต์ จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่าการสอนแบบสืบ
เสาะหาความร้เู ป็นวิธกี ารทม่ี ุ่งส่งเสรมิ ให้นกั เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแสวงหา
ความรู้ ซึ่งครูมีหน้าท่ีเพียงเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์และกิจกรรมให้เอ้ือต่อ
กระบวนการที่ฝึกให้คิดหาเหตุผล สืบเสาะหาความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหาให้ได้โดยใช้คาถามและสื่อการเรียน
การสอนตา่ ง ๆ เชน่ ของจริง สถานการณ์ ให้นักเรียนลงมือปฏบิ ตั ิการสารวจ ค้นหาด้วยตนเอง บรรยากาศการ
เรียนการสอนให้นักเรียนมีอิสระในการซักถาม การอภิปรายและมีแรงเสริม อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสอนให้
นกั เรยี นคดิ เป็น ทาเป็น และแกป้ ัญหาไดน้ น่ั เอง

กู๊ด (Good. 1973) ได้ให้ความหมายของการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นเทคนิคหรือกลวิธี
อยา่ งหนึ่งในการจัดใหเ้ กิดการเรียนรูเ้ น้ือหาบางอยา่ งของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ้นให้นักเรียนมีความอยาก
รู้อยากเห็น เสาะแสวงหาความรู้โดยการถามคาถาม และพยายามค้นหาคาตอบให้พบด้วยตนเอง นอกจากนี้
ยังให้ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้อีกอย่างหน่ึง ว่าเป็นวิธีการเรียนโดยการแก้ปัญหาจาก
กจิ กรรมทจ่ี ัดข้นึ และใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการทากิจกรรม ซึ่งปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่นักเรียนเผชิญแต่
ละครั้ง จะเป็นตัวกระตุ้นการคิดกับการสังเกตกับสิ่งที่สรุปพาดพิงอย่างชัดเจน ประดิษฐ์ คิดค้น ตีความหมาย
ภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมทีส่ ดุ การใช้วธิ ีการอย่างชาญฉลาดสามารถทดสอบได้ และสรปุ อยา่ งมีเหตุผล

ซันด์และโทรวบริดจ์ (Sun and Trowbridge. 1973) สรุปลักษณะของการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้ว่า เปน็ การสอนท่ีผเู้ รยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง สรา้ งมโนทัศนด์ ว้ ยตนเอง และเป็นการพัฒนาความสามารถด้าน
ตา่ งๆ ของนักเรียน เชน่ ความสามารถทางวิธีการ ทักษะทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องให้อิสระและให้
ผู้เรยี นมโี อกาสคิด และเป็นการเรียนท่ีเน้นการทดลอง เพื่อให้ผู้เรียน ค้นพบด้วยตนเอง และการเรียนแบบสืบ
เสาะหาความรูจ้ ะกาหนดเวลาสาหรับการเรยี นรู้

ซานดรา เค เอเบล (Sandra K. Abell. 2002) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ตามท่ี
NSES และ AAAS นยิ ามไว้ ดังนี้

NSES (National Science Education Standards) ได้ให้ความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ว่า
เป็นกิจกรรมท่ีหลากหลายเกี่ยวกับการสังเกต การถามคาถาม การสารวจตรวจสอบจากเอกส ารและแหล่ง
ความรู้อ่ืน ๆ การวางแผนการสารวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพ่ือเป็นการยืนยันความรู้ท่ีได้
ค้นพบมาแล้ว การใช้เครื่องมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข้อมูล การนาเสนอ
ผลงาน การอธบิ ายและการคาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกนั เกี่ยวกบั ผลงานท่ีได้

AAAS (American Association for the Advancement of Science) ได้ให้ความหมายการสืบ
เสาะหาความรูว้ า่ เร่มิ ตน้ ดว้ ยคาถามเกยี่ วกบั ธรรมชาติพร้อมทง้ั กระตนุ้ นกั เรยี นใหต้ น่ื เต้นสงสัยใคร่รู้ให้นักเรียน
ตั้งใจรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ครูเตรียมข้อมูลเอกสารความรู้ต่างๆ ท่ีมีคนศึกษาค้นคว้ามาแล้ว เพ่ือให้
นกั เรียนเชื่อมโยงกบั ความรใู้ หม่ หรือเพอื่ ให้มองเหน็ ภาพได้ชดั เจนลึกซึ้งข้ึนให้นักเรียนอธิบายให้ชัดเจน ไม่เน้น
ความจาเกีย่ วกับศพั ทท์ างวชิ าการ และใชก้ ระบวนการกล่มุ

ดังนั้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry process) เปน็ กระบวนการเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรียนสร้างองค์
ความรู้ใหมด่ ว้ ยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคดิ และปฏบิ ตั ิ และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นเครือ่ งมอื

2 ระดับของกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (Level of inquiry) แบง่ เปน็ 4 ระดับ คอื
1) กำรสืบเสำะหำควำมรู้แบบยืนยัน (Confirmed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่

ให้ผู้เรียนเป็นผู้ตรวจสอบความรู้หรือแนวคิด เพื่อยืนยันความรู้หรือแนวคิดท่ีถูกค้นพบมาแล้ว โดยครูเป็นผู้
กาหนดปัญหาและคาตอบ หรือองค์ความรู้ท่ีคาดหวังให้ผู้เรียนค้นพบ และให้ผู้เรียนทากิจกรรมที่กาหนดใน
หนงั สอื หรอื ใบงาน หรอื ตามท่คี รูบรรยายบอกกลา่ ว

2) กำรสบื เสำะหำควำมร้แู บบนำทำง (Directed Inquiry) เปน็ การสืบเสาะหาความรู้ท่ีให้
ผเู้ รียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กาหนดปัญหา และสาธิตหรืออธิบายการสารวจ
ตรวจสอบ แล้วใหผ้ ู้เรียนปฏิบัตกิ ารสารวจตรวจสอบตามวิธีการท่ีกาหนด

3) กำรสืบเสำะหำควำมรู้แบบชี้แนะแนวทำง (Guided Inquiry) เป็นการสืบเสาะหา
ความรู้ที่ให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนเป็นผู้กาหนดปัญหา และครูเป็นผู้ช้ีแนะแนว
ทางการสารวจตรวจสอบ รวมท้ังให้คาปรึกษาหรือแนะนาใหผ้ ูเ้ รียนปฏบิ ัติการสารวจตรวจสอบ

4) กำรสืบเสำะหำควำมรู้แบบเปิด (Open Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ท่ีให้
ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิด เป็นผู้กาหนดปัญหา ออกแบบ และ
ปฏิบตั กิ ารสารวจตรวจสอบดว้ ยตนเอง

3 จติ วทิ ยำที่เปน็ พน้ื ฐำนของกำรเรียนรแู้ บบสบื เสำะหำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์
1) การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์น้ันผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีย่ิงขึ้นต่อเม่ือผู้เรียนได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ

การคน้ หาความรนู้ ัน้ ๆ มากกวา่ การบอกใหผ้ ู้เรียนรู้
2) การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนรู้นั้นยั่วยุให้ผู้เรียนอยาก

เรยี น ไม่ใช่บีบบงั คบั ผูเ้ รียน และครตู ้องจดั กจิ กรรมที่จะนาไปสคู่ วามสาเร็จในการค้นคว้าทดลอง
3) วิธีการนาเสนอของครู จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิด มีความคิดสร้างสรรค์ ให้โอกาส

ผูเ้ รยี นได้ใชค้ วามคิดของตนเองมากที่สุด
ทัง้ นี้กิจกรรมทีจ่ ะใหผ้ ้เู รียนทาการสารวจตรวจสอบจะต้องเช่อื มโยงกับความรู้เดิม และผู้เรียนมีความรู้

และทักษะเพียงพอที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ โดยกิจกรรมที่จัดควรเป็นกิจกรรมนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
หรอื แสวงหาความรู้ใหม่

4 รูปแบบกำรสอนแบบวัฏจกั รกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry Cycle)
นักการศึกษาจากกลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได้เสนอกระบวนการสืบ
เสาะหาความรู้ เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นสร้างองค์ความรใู้ หม่ โดยเชื่อมโยงส่ิงที่เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์หรือความรู้เดิม
เป็นความรู้หรือแนวคิดของผู้เรียนเอง เรียกรูปแบบการสอนนี้ว่า Inquiry cycle หรือ 5Es มีข้ันตอนดังนี้
(BSCS. 1997)

1) กำรสร้ำงควำมสนใจ (Engage) ขั้นตอนน้ีเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเรียนรู้ท่ีจะ
นาเข้าสู่บทเรียน จุดประสงค์ที่สาคัญของขั้นตอนน้ี คือ ทาให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะนาเข้าสู่

บทเรียน ควรจะเช่อื มโยงประสบการณก์ ารเรียนรู้เดิมกบั ปจั จุบัน และควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่ากาลังจะเกิดข้ึน
ซึ่งทาให้ผู้เรียนสนใจจดจอ่ ท่ีจะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริ่มคิดเช่ือมโยงความคิด
รวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกบั ประสบการณเ์ ดิม

2) กำรสำรวจและค้นหำ (Explore) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนท่ีทาให้ผู้เรียนมีประสบการณ์
ร่วมกนั ในการสร้างและพัฒนาความคดิ รวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้เวลาและโอกาสแก่ผู้เรียน
ในการทากิจกรรมการสารวจและค้นหาสิ่งท่ีผู้เรียนต้องการเรียนรู้ตามความคิดเห็นผู้เรียนแต่ละคน หลังจาก
นั้นผู้เรียนแต่ละคนได้อภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็นเก่ียวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะใน
ระหว่างที่ผู้เรียนทากิจกรรมสารวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ผู้เรียนจะได้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข้อมูล
เก่ียวกบั ความคดิ รวบยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่าง
เกย่ี วกับความคดิ เหน็ ของผเู้ รยี น ครคู วรระลกึ อยูเ่ สมอเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหา ผล
จากการที่ผู้เรียนมีใจจดจ่อในการทากิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจาแนกตัวแปร
และคาถามเก่ยี วกับเหตกุ ารณ์น้ันได้

3) กำรอธิบำย (Explain) ข้ันตอนน้ีเป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความ สามารถในการ
อธิบายความคิดรวบยอดทีไ่ ด้จากการสารวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้อภิปรายแลกเปล่ียนความ
คิดเห็นกนั เกย่ี วกับทกั ษะหรอื พฤตกิ รรมการเรียนรู้ การอธิบายนั้นต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการ
เชอ่ื มโยงสิ่งทีเ่ รยี นรู้ ในช่วงเวลาท่ีเหมาะสมน้ีครูควรชี้แนะผู้เรียนเกี่ยวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด
แต่อยา่ งไรกต็ ามครคู วรระลึกอยเู่ สมอว่ากจิ กรรมเหล่านี้ยังคงเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการอธิบายด้วยตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ช้ีแนะผ่านทางกิจกรรม เพ่ือให้ผู้เรียนมี
โอกาสอยา่ งเต็มท่ีในการพฒั นาความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจน ในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถ
อธบิ ายความคิดรวบยอดได้อยา่ งเข้าใจ โดยเช่ือมโยงประสบการณ์ ความรู้เดมิ และส่ิงทีเ่ รียนร้เู ข้าดว้ ยกัน

4) กำรขยำยควำมรู้ (Elaborate) ขั้นตอนนี้เป็นข้ันตอนท่ีให้ผู้เรียนได้ยืนยันและขยายหรือ
เพม่ิ เตมิ ความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซ้ึงยิ่งข้ึน และยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึก
ทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการ ในกรณีท่ีผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่หรืออาจจะเข้าใจเฉพาะ
ข้อสรุปที่ได้จากการปฏิบัติการสารวจและค้นหาเท่านั้น ควรให้ประสบการณ์ใหม่ผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้
ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายท่ีสาคัญของขั้นน้ี คือ ครูควรช้ีแนะให้
ผู้เรียนได้นาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน จะทาให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ
เพม่ิ ขึ้น

5) กำรประเมนิ ผล (Evaluate) ข้ันตอนนีผ้ ู้เรยี นจะได้รับข้อมลู ย้อนกลบั เกยี่ วกับการอธิบาย
ความรู้ความเข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในข้ันนี้ของรูปแบบการสอน ครูต้องกระตุ้นหรือ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้ครูได้ประเมิน
ความรูค้ วามเข้าใจและพัฒนาทักษะของผูเ้ รียนดว้ ย

การนารูปแบบการสอนนี้ไปใช้ ส่ิงท่ีครูควรระลึกอยู่เสมอในแต่ละข้ันตอนของรูปแบบการสอนนี้ คือ
การจัดเตรยี มกิจกรรม ครคู วรจัดเตรียมกจิ กรรมให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของผู้เรียน เมื่อครูเตรียม

กิจกรรมแล้ว ครูควรพิจารณาตรวจสอบบทบาทของครูและผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละขั้นตอนว่า
สอดคล้องกับรูปแบบการสอน 5Es หรือไม่จากตารางที่ 1-2 ต่อไปน้ี เพื่อครูจะได้ปรับหรือพัฒนากิจกรรมให้
สอดคล้องกับรูปแบบการสอน

ตำรำงที่ 1 บทบำทของครูในกำรเรียนกำรสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es)

ขน้ั ตอนกำรเรยี นกำร ส่ิงทค่ี รูควรทำ
สอน
สอดคล้องกบั 5 Es ไมส่ อดคล้องกบั 5 Es
1.กำรสรำ้ งควำมสนใจ
(Engage)  สรา้ งความสนใจ  อธิบายความคิดรวบยอด

2.กำรสำรวจและคน้ หำ  สรา้ งความอยากร้อู ยากเหน็  ใหค้ าจากดั ความและคาตอบ
(Explore)
 ตงั้ คาถามกระตุ้นให้นักเรียนคิด  สรุปประเดน็ ให้
3.กำรอธบิ ำย
(Explain)  ดึงเอาคาตอบทย่ี งั ไมค่ รอบคลุมสง่ิ ที่  จดั คาตอบใหเ้ ป็นหมวดหมู่

นักเรียนรู้ หรือความคดิ เก่ียว กับ  บรรยาย

ความคิดรวบยอด หรือเนื้อหาสาระ

 ส่งเสรมิ ให้นักเรียนทางานร่วมกันในการ  เตรียมคาตอบไวใ้ ห้

สารวจตรวจสอบ  บอกหรืออธบิ ายวธิ กี ารแก้ปญั หา

 สงั เกตและฟงั การโต้ตอบกันระหวา่ ง  จัดคาตอบใหเ้ ปน็ หมวดหมู่

นกั เรียนกับนกั เรยี น  บอกนักเรียนเม่ือนักเรยี นทาไม่ถูก

 ซักถามเพ่ือนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ  ให้ข้อมลู หรอื ข้อเท็จจริงที่ใชใ้ น

ของนักเรียน การแกป้ ัญหา

 ให้เวลานักเรียนในการคดิ ข้อสงสยั  นานกั เรียนแกป้ ัญหาทีละขน้ั ตอน

ตลอดจนปัญหาตา่ งๆ

 ทาหนา้ ท่ใี หค้ าปรกึ ษาแก่นักเรยี น

 ส่งเสริมใหน้ กั เรยี นอธิบายความคดิ รวบ  ยอมรับคาอธบิ ายโดยไมม่ ี

ยอดหรอื แนวคดิ หรอื ให้คาจากัดความ หลักฐานหรือใหเ้ หตุผลประกอบ

ดว้ ยคาพดู ของนักเรยี นเอง  ไม่สนใจคาอธบิ ายของนักเรยี น

 ให้นักเรียนแสดงหลักฐาน ให้เหตุผลและ  แนะนานักเรียนโดยปราศจากการ

อธบิ ายให้กระจ่าง เชื่อมโยงแนวคิด หรอื ความคิด

 ใหน้ ักเรียนอธิบาย ให้คาจากัดความและ รวบยอดหรอื ทักษะ

ชบี้ อกสว่ นประกอบต่างๆ ในแผนภาพ

 ให้นักเรียนใชป้ ระสบการณเ์ ดิมของตน

เปน็ พืน้ ฐานในการอธิบายความคิดรวบ

ยอดหรอื แนวคิด

ข้นั ตอนกำรเรียนกำร สิง่ ท่ีครคู วรทำ
สอน
สอดคล้องกบั 5 Es ไมส่ อดคลอ้ งกบั 5 Es
4. กำรขยำยควำมรู้
(Elaborate)  คาดหวังใหน้ กั เรยี นไดใ้ ชป้ ระโยชนจ์ าก  ใหค้ าตอบทช่ี ดั เจน

5. กำรประเมนิ ผล การช้บี อกส่วน ประกอบต่างๆ ใน  บอกนักเรียนเมื่อนกั เรยี นทาไมถ่ กู
(Evaluate)
แผนภาพคาจากัดความและการอธบิ าย  ใชเ้ วลามากในการบรรยาย

สงิ่ ทีไ่ ด้เรยี นรู้มาแลว้  นานกั เรียนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน
 สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนนาสง่ิ ทนี่ ักเรยี นได้  อธิบายวธิ กี ารแกป้ ัญหา

เรียนรไู้ ปประยุกตใ์ ชห้ รือขยายความรู้

และทักษะในสถานการณ์ใหม่

 ให้นักเรยี นอธิบายอย่างหลาก หลาย

 ใหน้ กั เรยี นอ้างองิ ข้อมลู ทม่ี ีอยู่พร้อมทัง้

แสดงหลกั ฐานและถามคาถามนกั เรยี น

ว่าไดเ้ รียนรู้อะไรบ้าง หรอื ได้แนวคิด

อะไร (ท่จี ะนากลวธิ ีจากการสารวจ

ตรวจสอบครั้งนี้ไปประยุกตใ์ ช้)

 สังเกตนักเรยี นในการนาความ คิดรวบ  ทดสอบคานยิ ามศัพท์ และข้อเทจ็

ยอดและทกั ษะใหม่ไปประยกุ ตใ์ ช้ จริง

 ประเมินความรู้และทักษะของนักเรียน  ใหแ้ นวคดิ หรอื ความคดิ รอบยอด

 หาหลกั ฐานท่ีแสดงวา่ นักเรยี นไดเ้ ปลี่ยน ใหม่

ความคดิ หรือพฤติกรรม  ทาใหค้ ลมุ เครอื

 ให้นักเรยี นประเมินตนเองเกีย่ ว กับการ  สง่ เสรมิ การอภิปรายท่ีไมเ่ ช่ือมโยง

เรียนรแู้ ละทักษะกระบวน การกล่มุ ความคิดรวบยอดหรอื ทักษะ

 ถามคาถามปลายเปิด เชน่ ทาไม

นักเรียนจึงคดิ เช่นน้นั มหี ลกั ฐานอะไร

นักเรียนเรียนรอู้ ะไรเกี่ยว กบั สิ่งน้ัน และ

จะอธบิ ายส่งิ น้นั อย่างไร

ตำรำงที่ 2 บทบำทของนกั เรียนในกำรเรียนกำรสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es)

ขนั้ ตอนกำรเรียนกำร ส่งิ ท่นี กั เรียนควรทำ
สอน
สอดคล้องกบั 5 Es ไม่สอดคล้องกับ 5 Es
1.กำรสร้ำงควำมสนใจ
(Engage)  ถามคาถาม เช่น ทาไมสิ่งน้ีจงึ เกิด ขึ้นฉนั  ถามหาคาตอบทถ่ี ูก
2.กำรสำรวจและคน้ หำ
(Explore) ได้เรียนรูอ้ ะไรบ้างเกีย่ ว กบั สง่ิ นี้  ตอบเฉพาะคาตอบที่ถกู

3. กำรอธบิ ำย  แสดงความสนใจ  ยนื ยันคาตอบหรือคาอธิบาย
(Explain)
 มวี ิธกี ารแกป้ ญั หาเพยี งวธิ เี ดยี ว
4. กำรขยำยควำมรู้
(Elaborate)  คดิ อย่างอิสระแต่อยู่ในขอบเขตของ  ให้คนอน่ื คดิ และสารวจตรวจสอบ

กิจกรรม  ทางานเพยี งลาพังโดยมี

 ทดสอบการคาดคะเนและสมมติ ฐาน ปฏสิ ัมพันธก์ ับผ้อู นื่ น้อยมาก

 คาดคะเนและต้งั สมมติฐานใหม่  ปฏิบตั ิอย่างสับสนไม่มีเป้าหมายที่

 พยายามหาทางเลือกในการแก้ ปญั หา ชดั เจน

และอภิปรายทางเลอื กเหลา่ นั้นกบั คน  เมอื่ แกป้ ญั หาได้แล้วก็ไม่คิดต่อ

อนื่

 บันทึกการสงั เกตและใหข้ ้อคิด เหน็

 ลงขอ้ สรุป

 อธิบายการแกป้ ัญหาหรือคาตอบท่ี  อธิบายโดยไมม่ ีการเชอ่ื มโยงกับ

ซบั ซอ้ น ประสบการณเ์ ดิม

 ฟังคาอธบิ ายของคนอ่นื อยา่ งคดิ  ยกตัวอย่างทไี่ มเ่ ก่ยี วข้องกัน

วิเคราะห์  ยอมรบั คาอธบิ ายโดยไม่ใหเ้ หตผุ ล

 ถามคาถามเกยี่ วกบั สิ่งที่คนอื่นไดอ้ ธบิ าย  ไม่สนใจคาอธบิ ายของคนอ่ืนซ่ึงมี

 ฟังและพยายามทาความเข้าใจเกย่ี วกับ เหตผุ ลพอที่จะเชือ่ ถือได้

สิง่ ท่คี รูอธบิ าย

 อา้ งองิ กจิ กรรมท่ีไดป้ ฏบิ ตั มิ าแลว้

 ใชข้ ้อมลู ที่ได้จากการบนั ทึก/สังเกตใน

การอธบิ าย

 นาการช้บี อกส่วนประกอบตา่ งๆ ใน  ปฏบิ ตั โิ ดยไม่มีเปา้ หมายชดั เจน

แผนภาพ คาจากัดความ คา อธบิ ายและ  ไมส่ นใจข้อมลู หรือหลักฐานท่ีมอี ยู่

ทักษะไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณใ์ หม่  อธบิ ายเหมือนกับที่ครูจัดเตรียม

ที่คล้ายกบั สถานการณเ์ ดมิ ไวห้ รือกาหนดให้

 ใชข้ ้อมลู เดิมในการถามคาถามกาหนด

ข้ันตอนกำรเรยี นกำร สงิ่ ท่ีนกั เรยี นควรทำ

สอน สอดคล้องกับ 5 Es ไมส่ อดคล้องกับ 5 Es

จุดประสงคใ์ นการแก้ ปัญหาตดั สินใจ

และออกแบบการทดลอง

 ลงข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลจาก

หลักฐานที่ปรากฏ

 บนั ทึกการสังเกตและอธิบาย

 ตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน ๆ

5. กำรประเมนิ ผล  ตอบคาถามปลายเปิด โดยใช้การสังเกต  ลงข้อสรปุ โดยปราศจากหลกั ฐาน

(Evaluate) หลักฐานและคาอธิบายท่ยี อมรับมาแลว้ หรือคาอธิบายที่เปน็ ที่ยอมรับ

 แสดงออกถึงความรู้ความเขา้ ใจเกีย่ วกับ มาแลว้

ความคิดรวบยอดหรือทักษะ  ตอบแต่เพียงวา่ ถูกหรือผิดและ

 ประเมนิ ความกา้ วหน้าด้วยตนเอง อธิบายใหค้ าจากดั ความ/ความจา

 ถามคาถามเพ่ือใหม้ ีการตรวจสอบต่อไป  ไมส่ ามารถอธิบายเพอื่ แสดงความ

เขา้ ใจด้วยคาพูดของตนเอง

รปู แบบการสอนน้ีสามารถสะทอ้ นให้เหน็ วา่ ผเู้ รียนได้เรยี นรอู้ ะไร และผู้เรยี นได้เรียนรอู้ ะไร ดังน้ัน

รูปแบบการสอนนีเ้ ป็นท้งั รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป็นรูปแบบการสอนของครู

5 บรรยำกำศกำรเรยี นกำรสอนแบบสืบเสำะหำควำมรู้

อารี พันธ์มณี (2540) กล่าวว่า องค์ประกอบสาคัญในการทาให้เกิดบรรยากาศการเรียนการสอน คือ

ครูผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนและผู้เรียนต่างมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศ ครูจะเป็นผู้ริเริ่มสร้างบรรยากาศ

ผู้เรียนเป็นผู้ตอบสนอง และเติมสีสันให้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให้เป็นไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน

บรรยากาศการเรยี นการสอนทเี่ ป็นอิสระ ทา้ ทาย ต่ืนเต้น ปลอดภัยเป็นประชาธิปไตย ผู้สอนให้ความอบอุ่นท้ัง

ทางกายและจิตใจ สร้างความรู้สึกไว้วางใจให้กับผู้เรียนผู้เรียนได้รับความเข้าใจเป็นมิตร เอื้ออาทร ห่วงใย

ตลอดจนใหค้ วามดแู ล ช่วยเหลอื จะทาให้ผู้เรียนมีความกล้าและอยากเรียนรู้มากข้ึน บรรยากาศการเรียนการ

สอนท่ีมีการยอมรับ มองเห็นคุณค่าในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นบุคคลสาคัญ มีคุณค่า และสามารถเรียนได้ ผู้สอน

ควรแสดงความรู้สึกการยอมรับผู้เรียนอย่างจริงใจ กระตุ้นผู้เรียนให้ยอมรับกันเองและเช่ือมั่นว่าสามารถทาได้

สาเร็จ

มัสเซียลาส และค็อคซ์ (Massialas and Cox. 1968) ได้กล่าวว่า ห้องเรียนท่ีเป็นแบบสืบเสาะหา

ความรู้ ควรจะมีลักษณะดงั นี้

1) หอ้ งเรียนตอ้ งเป็นประชาธิปไตย เปดิ โอกาสให้นกั เรียนได้แสดงความคดิ เหน็ อย่างเตม็ ที่

2) ปัญหาท่ีนามาอภิปรายน่าสนใจท่ีจะขบคิด และสามารถตัดสินได้ ครูมีบทบาทเพียงกระตุ้นให้

กิจกรรมการเรยี นการสอนดาเนินไปด้วยดี

3) ทุกคนในห้องเรยี นต้องใหค้ วามร่วมมือเป็นอยา่ งดี
จากการศึกษาคน้ ควา้ จากเอกสารและบทความต่างๆ สรุปได้ว่า บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรทู้ เ่ี อ้อื ต่อการพัฒนากระบวนการคิด ควรมลี ักษณะดังนี้
1. บรรยากาศภายในหอ้ งเรยี น

1.1 เป็นบรรยากาศการโต้ตอบกันระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน อย่าง
สร้างสรรค์ สมเหตสุ มผล

1.3 เป็นบรรยากาศท่ีนักเรียนรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย ปราศจากการตาหนิ วิพากษ์ วิจารณ์
ความคดิ ไมม่ ีการตดั สินว่าถูกหรือผิด

1.4 บรรยากาศต่นื เตน้ น่าสนใจ สนกุ สนาน เพอื่ ใหก้ ารเรียนรเู้ ป็นแบบสรา้ งสรรค์และอสิ ระ
1.5 นักเรยี นสนใจ กระตือรือร้น ใหค้ วามรว่ มมอื ในการทากจิ กรรม
2. ปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งครกู ับนักเรยี น
2.1 ครเู ป็นกัลยาณมติ รกับนักเรยี น เป็นกนั เอง ให้กาลงั ใจแกน่ ักเรียน
2.2 ครูใจกวา้ ง ใหน้ ักเรยี นโต้แยง้ ได้ ยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของนกั เรยี น
2.3 ครใู หค้ าปรกึ ษา ชี้แนะ และชว่ ยเหลอื นกั เรียน
3. ปฏสิ มั พันธ์ระหว่างนักเรยี นกบั นักเรียน
3.1 ร่วมมือรว่ มใจในการทากิจกรรม ช่วยกันคดิ ชว่ ยกนั ทางาน ถ้อยทถ่ี ้อยอาศัย
3.2 อภิปรายซักถามแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ กันและโตแ้ ยง้ กันอยา่ งสรา้ งสรรค์
ในงานวิจัยนีผ้ ูว้ จิ ยั ได้เลง็ เหน็ ถึงข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็น การเรียนท่ีมี
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้เรียนรู้วิธีดันคว้าและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งจะทาให้ผู้เรียน เกิดแรงจูงใจในการ
เรียนรู้ มีอิสระในการเรียนรู้ มีชีวิตชีวาทาให้ผู้เรียนสนุกสนานไปกับการเรียนรู้ อีกท้ังผู้เรียนยังได้จัดระบบ
ความคิดด้วยตนเองทาให้ความรู้คงทนและจดจาได้ยาวนานขึ้น ซึ่ง สามารถนาความรู้ท่ีได้ไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวันหรือในสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ ส่วนข้อจากัด ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามท่ี
ได้กล่าวมานั้น ครูผู้สอนต้องเอาใจใส่ดูแล กระตุ้นอยู่สม่าเสมอและใช้เวลากับผู้เรียนมากเป็นพิเศษ เพ่ือให้
ผู้เรียนได้ฝึกการค้นหาความรู้และ วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งข้ันตอนในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ 5 ข้นั ตอน ประกอบด้วยขน้ั ตอนดังน้ี 1) ขั้นสร้างความสนใจ 2) ข้นั สารวจและค้นหา 3) ขั้นอธิบายและ
ลง ข้อสรุป 4) ขัน้ ขยายความรู้ และ 5) ขัน้ ประเมิน

ควำมสำมำรถในกำรแกโ้ จทยป์ ัญหำ
1.ควำมหมำยของปัญหำ
ราชบัณฑิตยสถาน (2525, หน้า 527) ให้ความหมายของปัญหา ว่าหมายถึง ข้อสงสัย ความ

สงสัย สิง่ ทเี่ ขา้ ใจยาก สิง่ ทต่ี นไม่รหู้ รือคาถาม อันไดแ้ ก่ โจทยใ์ นแบบฝกึ หัดหรอื ขอ้ สอบเพ่อื ประเมินผล

รคนา อัชระกิจ (2539, หน้า 2) ให้ความหมายของปัญหา ว่าหมายถึง เหตุการณ์ที่ทุ่งยากท่ี
จะต้องแก้ไขหรือสภาวการณ์ท่ีไม่พึงประสงค์หรือเหตุการณ์ท่ีเป็นไปไม่ตรงตามคาดหวังโดยไม่ ทราบสาเหตุ
รวมถงึ การทม่ี นุษยไ์ มร่ ู้จกั วธิ ีทาอยา่ งไรจึงจะบรรลุเป้าหมายคามทกี่ าหนดและ เหตุการณใ์ นอนาคตท่ีมีแนวโน้ม
ว่าจะเป็นไปไม่ตรงคามประสงค์

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544, หน้า 89) ให้ความหมายของปัญหา ว่าหมายถึง
สถานการณ์ท่ีต้องคิดการแก้ไขปัญหาที่ได้มาจากการสังเคราะห์ความรู้ที่เคยเรียนรู้มาก่อน ซ่ึง เกี่ยวข้องกับ 3
สิ่ง คือ การยอมรับว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรดของจุดมุ่งหมาย อุปสรรคของปัญหา หรืออุปสรรคของ
จดุ มงุ่ หมาย และการแก้ปญั หาทีจ่ ะบรรลุจดุ มุง่ หมาย

จากความหมายของปัญหา สรุปได้ว่า ปัญหา คือ สถานการณ์ที่ทาให้เกิดอุปสรรคใน การคา
เนนิ งาน ซง่ึ มาขัดขวางไมใ่ ห้บรรลุเปา้ หมาย และสาหรบั ปญั หาในงานวิจัยคร้ังนี้จะหมายถึง โจทย์ปัญหาซ่ึงเป็น
สถานการณ์โจทยท์ างฟิสกิ ส์ที่ผู้วิจัยสรา้ งขึ้น เรอื่ ง สมดลุ กล ในวชิ าฟสิ ิกส์ ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

2. ควำมหมำยของกำรแกป้ ัญหำ
ภพ เลาหไพบูลย์ (2542, หน้า 332) กล่าวว่า การมองเห็นปัญหาและการหาทางท่ีจะ

แก้ปัญหาประกอบด้วยความสามารถย่อย ๆ คือ การยอมรับและมองเห็นปัญหา การตั้งสมมติฐาน การเลือก
วิธีการที่เหมาะสมในการทดสอบสมมติฐานและการออกแบบการทดลองที่เหมาะสาหรับ ทดสอบสมมติฐาน

สิรพิ ร ทิพย์คง (2545, หน้า 112) กล่าวว่า การแก้ปัญหา หมายถึง กระบวนการท่ีใช้ เพ่ือให้
ได้มาซ่ึงคาตอบ และในการแก้ปัญหาจะต้องมีการวางแผนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ การกาหนดสารสนเทศที่
ต้องการเพ่ิมเดิม มีการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางวิธีการ แก้ปัญหาที่หลากหลาย และทดสอบการ
แกป้ ัญหาท่เี หมาะสม เพ่อื นาไปสู่ข้อสรุปการแก้ปญั หาที่ เปน็ ท่ีขอมรับกนั โดยท่วั ไป

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544, หน้า 54) ได้ให้ความหมายของการแก้ปัญหา ว่า
เป็นกระบวนการทางานท่ีสลับซับซ้อนของสมองที่ต้องอาศัยสติปัญญา ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ความคิด
การรับรู้ ความชานาญ รูปแบบ พฤติกรรมด่าง ๆ ประสบการณ์เดิมทั้งจากทางตรง (มีผู้อบรมสั่งสอน) และ
ทางอ้อม (เรียนรู้ด้วยตนเอง) มโนมติ กฎเกณฑ์ ข้อสรุป การพิจารณา การสังเกต และการใช้กลยุทธ์ทาง
สติปัญญาท่ีจะวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความรู้ความเข้าใจต่าง ๆ อย่างมี วิจารณญาณ มีเหตุผลและจินตนาการ
เพอ่ื หาแนวทางปฏิบัติให้ปัญหานนั้ หมดสนิ้ ไป

จากความหมายของการแก้ปัญหา สรปุ ได้วา่ การแก้ปัญหาเป็นกระบานการที่ใช้เพ่ือให้ ได้มา
ซึ่งคาตอบ โดยต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจรวมถึงสติปัญญาและการคิด เพื่อทาให้ปัญหาน้ันหมดไป สาหรับ
การแก้ปญั หาในงานวิจยั คร้ังนจี้ ะหมายถงึ การแก้โจทย์ปัญหาซ่ึงเป็นสถานการณ์ โจทย์ทางฟิสิกส์ท่ีผู้วิจัยสร้าง
ข้นึ เรอ่ื ง สมดลุ กล ในวิชาฟิสกิ ส์ ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษา ปที ี่ 4

3. ข้นั ตอนในกำรแก้ปัญหำ
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการแก้ปัญหาน้ัน ผู้สอนควรฝึกทักษะกระบวนการคิดของ

ผ้เู รียนใหเ้ ป็นระบบข้ันตอน ซึง่ มีนกั การศึกษาหลายท่านได้กลา่ วถึงขัน้ ตอนในการแก้ปญั หาดังน้ี

Heller and Heller (2000 อ้างถึงใน เอกวิทย์ ดวงแก้ว, 2558, หน้า 39) ได้นาเสนอกลวิธี
ในการแกโ้ จทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ ซึง่ ประกอบด้วย 5 ขนั้ ตอน ดงั น้ี

ข้ันท่ี 1 ข้ันพิจารณาปัญหา (Focus the problem) เป็นข้ันตอนที่ต้องทาความเข้าใจโจทย์
ปัญหาใหช้ ดั เจน โดยการสร้างภาพข้ึนในใจ เกี่ยวกบั ลาคบั ของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในโจทย์ปัญหา พร้อมกับแสดง
รายละเอียดของโจทยป์ ญั หา ทบี่ อกข้อมลู ทโ่ี จทย์กาหนดมาใหอ้ ย่างหยาบ ๆ และเขียนส่ิงที่โจทย์ต้องการให้หา
คาตอบ

ขั้นท่ี 2 ข้ันอธิบายหลักการทางฟิสิกส์ (Describe the physics) เป็นข้ันตอนที่ต้องแสดง
ความสมั พนั ธข์ องข้อมูลท่ีโจทย์กาหนดมาให้ ไดก้ ารสร้าง แผนภาพและเขียนตัวเปรต่าง ๆ ทั้งที่ทราบคาและไม่
ทราบคา ทต่ี ้ังอยู่บนพ้นื ฐานของหลักการทาง ฟสิ ิกส์

ข้ันท่ี 3 ข้ันวางแผนแก้ปัญหา (Pan the solution) เป็นข้ันตอนท่ีต้องนาความสัมพันธ์จาก
การอธิบายหลักการทางฟิสิกส์ในข้ันที่ 2 ไปสร้าง เป็นสมการที่จะนาไปใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาเพื่อหาค่าของ
ตัวแปรทไ่ี ม่ทราบค่า

ขั้นที่ 4 ขั้นดาเนินการตามแผนท่ีวางไว้ (Execute the plan) ขั้นตอนนี้เป็นการดาเนินการ
หาคาตอบตามสมการที่ได้วางแผนเอาไว้ในขั้นที่ 3 โดย การแทนค่าตัวแปรต่าง ๆ ทั้งท่ีทราบค่าและ ไม่ทราบ
ค่า

ข้ันท่ี 5 ข้ันตรวจสอบผลลัพธ์ (Evaluate the answer) ขั้นตอนน้ีเป็นการตรวจสอบคาตอบ
ทีไ่ ดว้ ่ามีความสมเหตสุ มผลหรอื ไม่ และคาตอบท่ีได้ น้นั จะต้องมีความถกู ต้องตรงตามสิง่ ท่ีโจทย์ถาม

Polya (1957, pp. 16-17) ได้นาเสนอวิธีการแก้ปัญหาไว้ในหนังสือ "How to solve it" ไว้
4 ขั้นตอน ดังน้ี

ขั้นที่ 1 ข้ันการทาความเข้าใจปัญหา เป็นการมองไปที่ตัวปัญหา โดยพิจารณาว่าปัญหา
ต้องการอะไร ปัญหากาหนดอะไรบ้าง มีสาระความรู้ใดท่ีเก่ียวข้องบ้าง คาตอบของปัญหาจะอยู่ในรูปแบบใด
การทาความเข้าใจปัญหาอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ช่วย เช่น การเขียนรูป การเขียนแผนภูมิ การเขียนสาระของ
ปัญหาดว้ ยถ้อยคาของตนเอง

ขน้ั ท่ี 2 ข้ันการวางแผนแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนที่สาคัญที่ต้องพิจารณาว่าจะแก้ปัญหาด้วย วิธี
ใด จะแก้อย่างไร ปญั หาท่ีกาหนดให้มีความสัมพนั ธก์ ับปญั หาทเ่ี คยมีประสบการณ์ในการแก้มา ก่อนหรือไม่ ซึ่ง
ขั้นวางแผนแก้ปัญหานเี้ ปน็ ขัน้ ตอนท่ีผู้แก้ปัญหากาหนดแนวทางในการแก้ปัญหา และเลือกยุทธวิธีมาใช้ในการ
แกป้ ญั หา

ขั้นที่ 3 ข้ันการปฏิบัติตามแผน เป็นขั้นตอนที่ลงมือปฏิบัติตามแผนท่ีกาหนดไว้ โดยเริ่ม จาก
การตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผน มีการเพ่ิมเดิมรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนให้ชัดเจน แล้ว ลงมือปฏิบัติ
จนกระทงั่ สามารถหาคาตอบ ได้

ขั้นที่ 4 ขั้นการตรวจสอบ เป็นข้ันตอนท่ีผู้แก้ปัญหามองช้อนกลับไปที่ขั้นตอนต่าง ๆ ท่ี ผ่าน
มา เพื่อพิจารณาความถูกต้องของคาตอบและวิธีการแก้ปัญหาโดยมีการพิจารณาว่ามีคาตอบหรือ มีวิธีการ
แก้ปัญหาอย่างอ่นื อีกหรอื ไม่ และพิจารณาปรับปรุงการแก้ปัญหาให้กะทัดรัดและชัดเจน เหมาะสมข้ึนกว่าเดิม

Krulik and Rudnick (1993, pp. 39-57) กล่าวถงึ ขัน้ ตอนของการแก้ปัญหา โดยแบ่งเป็น 5
ขัน้ ตอน ดังนี้

1. ขั้นการอ่านและคิด เป็นข้ันที่ผู้เรียนได้อ่านข้อปัญหา ดีความจากภาบา สร้าง
ความสมั พันธ์และระลึกถึงสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งโดยท่ัวไปแล้วปัญหาจะประกอบด้วย ข้อเท็จจริงและ
คาถามอยรู่ วมกันอาจทาใหเ้ กิดการไขว้เขวไดใ้ นขั้นน้ผี ู้เรยี นจะต้องแยกแยะ ข้อเท็จจริงและข้อคาถาม มองเห็น
ภาพของเหตกุ ารณ์ บอกส่งิ ที่กาหนดและสิง่ ท่ตี ้องการ และ กล่าวถึงปัญหาในภาษาของเขาเองได้

2. ขั้นสารวจและวางแผน ในข้ันนี้ผู้แก้ปัญหาจะวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ใน
ปัญหา รวบรวมข้อมูล พิจารณาว่าข้อมูลที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ เช่ือมโยงข้อมูลเข้ากับความรู้เดิม เพื่อหา
คาตอบที่เป็นไปได้ แล้ววางแผนเพ่ือแก้ปัญหา โดยนาเอาข้อมูลที่มีอยู่สร้างเป็นแผนภาพหรือ รูปแบบต่าง ๆ
เช่น แผนผงั ตาราง กราฟ หรือวาดภาพประกอบ

3. ขั้นการเลือกวิธีการแก้ปัญหา ในข้ันนี้ผู้แก้ปัญหาต้องเลือกวิธีการท่ีเหมาะสมท่ีสุด แต่ละ
บุคคลจะเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป และในการแก้ปัญหาหนึ่งปัญหาอาจจะมี การนาเอา
หลาย ๆ วิธีการแก้ปัญหามาประยกุ ตเ์ พือ่ แกป้ ัญหาเหลา่ นน้ั ได้แก่ การคน้ หาแบบรูป การทายอ้ นกลับ การคาด
เดาและตรวจสอบ การแสดงบทบาทสมมติหรือการทดลอง การสรุป รวบรวม หรือการขยายความ การแจง
รายกรณอี ยา่ งเป็นระบบ การให้เหตผุ ลเชิงตรรกศาสตร์

4. การค้นหาคาตอบ เม่ือเข้าใจปัญหาและเถือกวิธีในการแก้ปัญหาได้แล้ว ผู้เรียนควรจะ
ประมาณคาตอบท่ีเป็นไปไส้ ในข้ันนี้ผู้เรียนควรลงมือปฏิบัติด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ให้ได้มาซึ่ง คาตอบที่
ถูกต้อง ซึ่งจะต้องอาศัยการประมาณค่า การใช้ทักษะการคิดคานวณ การใช้ทักษะทาง พีชคผิต และการใช้
ทกั ษะทางเรขาคณติ

5. การมองช้อนและขยายผล ถ้าคาตอบที่ได้ไม่ใช่ผลที่ต้องการ ก็ต้องย้อนกลับไปยัง
กระบวนการที่ใชใ้ นการแก้ปญั หาเพือ่ หาวธิ กี ารทีใ่ ชใ้ นการหาคาตอบท่ีถูกต้องใหม่ และนาเอา วิธีการท่ีไส้มาซ่ึง
คาตอบท่ีถูกต้องไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์อ่ืนต่อไป ในข้ันนี้ ประกอบด้วยการตรวจสอบ
คาตอบ การค้นพบทางเลือกท่ีนาไปสู่ผลลัพธ์ การมองความสัมพันธ์ ระหว่างข้อเท็จจริงและคาถาม การขยาย
ผลลัพธท์ ่ไี ด้ การพจิ ารณาผลลพั ธ์ทีไ่ ด้ และการสร้างสรรค์ ปัญหาท่ีนา่ สนใจจากข้อปญั หาเดมิ

สิริพร ทิพย์คง (2545, หน้า 97) กล่าวถึงกระบวนการท่ีใช้ในการแก้ปัญหา ซ่ึงมือยู่ 4
ขั้นตอน ดังน้ี

1. การทาความเข้าใจปัญหาหรือการวิเคราะห์ปัญหา ผู้เรียนต้องแยกแยะว่าโจทย์กาหนด
อะไรมาให้ โจทยต์ อ้ งการให้พาอะไร หรือโจทยถ์ ามอะไร หรอื โจทยต์ ้องการใหพ้ สิ จู นอ์ ะไร

2. การวางแผนแก้ปัญหา เป็นข้ันตอนท่ีสาคัญที่สุด ซึ่งผู้เรียนต้องอาศัยทักษะในการนา
ความรู้ หลักการ กฎ สูตร หรอื ทฤษฎีที่เรียนรู้มาแล้วมาใช้เช่น การเขียนดารางแผนภาพช่วยใน การแก้ปัญหา
บางคร้งั ในบางปัญหาอาจใชท้ กั ษะในการประมาณคาการกาดเดาคาตอบมา ประกอบดว้ ย

3. การคาเนินการแก้ปัญหาตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งอาจใช้ทักษะการคิดคานวณหรือ การ
ดาเนนิ การทางคณติ ศาสตร์

4. การตรวจสอบหรือการมองย้อนกลับ เป็นการตรวจสอบว่ามีวิธีการอ่ืนในการหา คาตอบ
อีกหรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาความสมเหตุสมผลของคาตอบ

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551, หน้า 8-10) ได้เสนอ กระบาน
การแก้ปญั หาซึง่ ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ดังน้ี

ขั้นท่ี 1 ขั้นทาความเข้าใจปัญหา เป็นขั้นเร่ิมดันของการแก้ปัญหาที่ต้องการคิดเก่ียวกับ
ปญั หา และตัดสินใจว่าอะไรคือส่ิงที่ต้องการกันหา ในขั้นตอนน้ีผู้เรียนต้องทาความเข้าใจปัญหา และระบุส่วน
สาคัญของปญั หา ซงึ่ ไดแ้ ก่ ตัวไมท่ ราบค่า ข้อมลู และเง่อื นไข ในการทาความเข้าใจ ปัญหา ผู้เรียนอาจพิจารณา
ส่วนสาคัญของปัญหาอย่างถ่ีด้วน พิจารณาซ้าไปซ้ามา พิจารณาใน หลากหลายมุมมอง หรืออาจใช้วิธีต่าง ๆ
ชว่ ยในการทาความเขา้ ใจปญั หา เช่น การเขียนรปู การเขียนแผนภูมิ หรือการเขียนสาระของปัญหาด้วยถ้อยคา
ของตนองก็ได้

ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั วางแผนแก้ปัญหา ข้ันนี้ต้องการให้ผู้เรียนค้นหาความเช่ือมโยงหรือ ความสัมพันธ์
ระหวา่ งข้อมลู และตัวเปรท่ไี ม่ทราบค่า แลว้ นาความสมั พนั ธ์น้ันมาผสมผสานกับ ประสบการณ์ในการแก้ปัญหา
เพื่อกาหนดแนวทางหรือแผนในการแก้ปญั หา และสุดท้ายเลอื ก ยทุ ธวิธีท่จี ะนามาใช้ในการแกป้ ัญหา

ขัน้ ที่ 3 ขั้นดาเนนิ การแก้ปญั หา ในขน้ั น้ีตอ้ งการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติตามแนวทางหรือ แผน
ที่วางไว้ โดยเร่ิมจากการตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผน เพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ของ แผนให้ชัดเจน
แล้วลงมือปฏิบัติจนกระท่ังสามารถหาคาตอบได้ ถ้าแผนหรือยุทธวิธีท่ีเลือกไว้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ผู้เรียน
จะตอ้ งคน้ หาแผนหรือยทุ ธวธิ แี ก้ปญั หาใหมอ่ กี คร้งั การค้นหาแผนหรือ ยุทธวิธีแก้ปัญหาใหม่ถือเป็นการพัฒนา
ผูแ้ ก้ปัญหาทีด่ ดี ้วยเช่นกนั

ขนั้ ท่ี 4 ขั้นมองย้อนกลับ ในขน้ั นตี้ ้องการให้ผู้เรียนมองย้อนกลับไปยังคาตอบที่ได้มา โดยเร่ิม
จากการตรวจสอบความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลของคาตอบและยุทธวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ แล้วพิจารณาว่ามี
คาตอบหรือยุทธวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่นอีกหรือไม่ สาหรับผู้เรียนที่คาดเดาคาตอบ ก่อนลงมือปฏิบัติก็สามารถ
เปรยี บเทยี บหรอื ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบท่คี าดเคาและ คาตอบจริงในข้นั นไี้ ด้

จากท่ีกล่าวมาข้างตัน จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการแก้ปัญหาน้ันสามารถมีได้หลายรูปแบบ แต่
พอจะสรุปขนั้ ตอนในการแก้ปญั หาได้อย่างคร่าว ๆ ดังนี้ 1 ทาความเขา้ ใจปญั หา 2) วางแผนแกป้ ัญหา
3) ดาเนนิ การแก้ปัญหา และ 4) ตรวจสอบ สาหรบั งานวิจยั นผี้ ู้วิจยั ไดน้ าเทคนิคการ แก้ปัญหาของโพลยามาใช้
เพ่ือให้นักเรียนได้ฝึกคดิ วิเคราะห์โจทย์ปญั หา และแก้ปัญหาได้อย่าง เป็นข้ันเป็นตอน ซ่ึงเทคนิคการแก้ปัญหา
ของโพลยานน้ั ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอนดังน้ี

1. ขั้นทาความเขา้ ใจปัญหา นักเรยี นพจิ ารณาและบอกวา่ โจทย์กาหนดอะไรมาให้ และ โจทย์ต้องการ
ทราบอะไร

2. ข้นั วางแผนแกป้ ญั หา นักเรียนเชื่อมโยงความเกย่ี วขอ้ งระหว่างข้อมูลท่ี โจทย์กาหนด มาใหก้ บั สง่ิ ท่ี
ต้องการทราบ โดยการอธบิ ายให้อยใู่ นรปู ของสมการหรอื สูตรทเี่ กยี่ วข้องกบั โจทย์ ปญั หาทตี่ ้องการหาคาตอบ

3. ข้นั ปฏบิ ัติตามแผน นักเรียนลงมอื ปฏิบตั ิตามแผนที่วางไว้ในขั้นทส่ี อง โดยการแทน คา่ ตัวแปรตา่ ง
ๆ ลงในสมการเพ่ือหาคาตอบ

4. ขน้ั ตรวจสอบ นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบ
4. กำรวดั และประเมนิ ผลควำมสำมำรถในกำรแกป้ ญั หำ
4.1 เครื่องมือที่ใช้วัดความสามารถในการแก้ปัญหา เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร (2555 ข, หน้า 109-1
10) กล่าวว่า การประเมินทักษะและ กระบวนการโดยใช้การทดสอบ เป็นการประเมินโดยใช้ข้อสอบ และ
ขอ้ สอบท่ใี ชใ้ นปัจจุบันแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทดังนี้
1. ข้อสอบแบบปรนัย เป็นข้อสอบท่ีมีคาตอบไว้ให้แล้ว ผู้สอบต้องตัดสินเลือก คาตอบที่ถูกต้องหรือ
พิจารณาข้อความท่ใี ห้วา่ ถูกหรือผิด ซง่ึ การวดั และประเมนิ ผลโดยใชข้ ้อสอบ แบบปรนยั น้นั มงุ่ วดั พฤติกรรมด้าน
พุทธิพิสัยหรือความรู้ในเน้ือหาวิชาเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สามารถ นามาใช้ในการวัดทักษะและกระบวนการได้
ขนึ้ อย่กู บั คาถามหรอื ปัญหาทถี่ าม ขอ้ สอบ ประเภทนี้สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 5 ประเภทดงั นี้

1.1 ข้อสอบแบบถูก-ผิด เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ 2 ตัวเลือก ได้มีข้อความให้ ผู้เรียน
เลือกตอบว่าถกู หรือผิด ใชห่ รอื ไม่ใช่ จรงิ หรอื เทจ็ เห็นดว้ ยหรือไมเ่ ห็นดว้ ย เป็นต้น

1.2 ขอ้ สอบแบบเดิมคาหรือตอบส้ัน ๆ เป็นข้อสอบที่ให้ผู้เรียนเติมคาหรือ ข้อความส้ัน ๆ ลง
ในช่องวา่ ง

1.3 ข้อสอบแบบจับคู่ เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยข้อความเรียงกันเป็นแถว โดยทั่วไปจะให้
ข้อความทางซ้ายมือเป็นคาถามหรือตัวนาเร่ือง และ ข้อความทางขวามือเป็นคาตอบ หรือข้อเลือก ผู้เรียน
จะต้องเลือกข้อความทางขวามือท่ีสอดคล้องหรือจับคู่กับข้อความทางซ้ายมือ โดยนาเอาตัวเลขหรือตัวอักษร
หน้าขอ้ ความทางขวามอื มาใส่ไวห้ น้าขอ้ ความทางซ้ายมอื ท่มี ี ความสอดคล้องกัน

1.4 ข้อสอบแบบจัดลาดับ เป็นข้อสอบที่มักจะถามถึงขั้นตอบหรือลาดับของ การพิสูจน์หรือ
การพิจารณาว่าการแกโ้ จทย์ปัญหาต้องทาอะไร กอ่ นหรอื หลัง

1.5 ข้อสอบแบบเลือกตอบ เป็นข้อสอบแบบปรนัยท่ีใช้กันอย่างกว้างขวางใน การทดสอบ
ของผู้สอบหรือในการทดสอบที่เป็นมาตรฐาน เป็นข้อสอบที่คาถามแต่ละข้อมีตัวเลือก หลายตัวเลือกให้เลือก
แตใ่ ห้ผเู้ รียนเลือกคาตอบที่ถกู ตอ้ งทีส่ ุดเพียงตวั เลือกเดียว

2. ขอ้ สอบแบบอตั นยั เป็นขอ้ สอบทีก่ าหนดปญั หาหรือกาถามมาให้ แล้วให้ผู้ตอบ แสดงความรู้ ความ
เข้าใจ และความคิดตั้งแต่กว้างจนถึงแคบที่สุด หรือเฉพาะเจาะจงตามที่ โจทย์ กาหนด การใช้ภาษาในการ
เขียนตอบขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวผู้สอบ ข้อสอบแบบอัตนัย สามารถวัดความสามารถของผู้เรียนได้
หลายดา้ นท้ังในดา้ นความรู้ และด้านทกั ษะและกระบวนการ การใชข้ อ้ สอบแบบอตั นยั จะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
ประเมินผู้เรียนได้หลากหลายทักษะและ หลากหลายมุมมอง เนื่องจากการเขียนของผู้เรียนนอกจากจะ
สะท้อนความสามารถในการนาความรู้ไปใช้แล้ว ยังสะท้อนความรู้ วิธีคิด มโนทัศน์ และความสามารถในการ
ส่อื สารอกี ดว้ ย แต่ไม่ สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ดังนัน้ ผู้สอนควรประเมนิ แยกกบั ระหว่างความสามารถในการ
เขียนกับ ทักษะและกระบวนการ การใช้ข้อสอบแบบอัตนัยจะสามารถประเมินทักมะและกระบวนการได้
มากกว่า การใช้ข้อสอบแบบปรนัย เน่ืองจากผู้สอนสามารถถามในพฤติกรรมนั้นได้โดยตรง เช่น ถ้าต้องการ
ถามเก่ียวกับการให้เหตุผล อาจถามว่า "เพราะเหตุใจ" "ทาไมจึงเป็นเช่นน้ี" หรือถ้าต้องการให้ ผู้เขียนเกิดการ
เชอ่ื มโยงอาจถามว่า "เราเคยเห็นคาถามแบบนี้ที่ไหนหรือไม่" 'แนวคิดเหล่าน้ี สัมพันธ์กันอย่างไร" แต่อย่างไรก็

ตามผู้สอนควรมกี ารคิดแนวทางของคาตอบไว้ล่วงหน้าและมีเกณฑ์การให้คะแนนท่ีชัดเจนสาหรับการประเมิน
คาตอบของผูเ้ รยี น คงนิดา เคยนยิ ม และสุวิมล จรูญโสตร์ (2553, หน้า 21) กล่าวว่า ควรใช้คาถามท่ีมิใช่ ถาม
ความจา ความเข้าใจหรือคาถามที่มีคาตอบถูกเพียงคาตอบเดียวเท่าน้ัน แต่ควรเป็นคาถามแบบ ปลายเปิดที่
นักเรียนต้องคิดกว้างและหลากหลายใช้ความคิดระดับสูงในการดอบ มีการนาข้อมูล ความรู้ไปใช้ใน
สถานการณใ์ หมพ่ ฒั นาแนวคิดใหม่ ประเมินความเหมาะสมและคดิ สรา้ งสิ่งใหม่

กำรจัดกำรเรยี นรูแ้ บบสืบเสำะหำควำมร้รู ่วมกับเทคนิคกำรแก้ปญั หำของโพลยำ
จากการศกึ พาเอกสารเก่ยี วกบั การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้และเทคนิค แก้ปัญหาของโพล

ยา ผู้วิจัยได้นาเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยามาแทรกไว้ในข้ัน การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ซ่ึง
เปน็ การจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนร่วมกับสืบกัน สารวจ ตรวจสอบเพื่อคันหาคาตอบเพื่อนาไปสู่การสร้างองค์
ความรูด้ ว้ ยตนเอง และนาองค์ความรทู้ ่ีสร้าง น้ันมาใชใ้ นการแกโ้ จทย์ปัญหาฟิสกิ ส์ ซึง่ มขี ้นั ตอนการจัดการเรียน
การสอนดงั นี้

1. ข้ันสร้างความสนใจ เป็นการนาเข้าสู่บทเรียน โดยครูใช้คาถามเพ่ือกระตุ้นหรือท้าทาย ทาให้
นักเรียนสนใจสงสยั อยากรู้อยากเหน็ เก่ียวกับบทเรยี นนน้ั ๆ

2. ขั้นสารวจและค้นหา นักเรียบทุกคนร่วมกันศึกษาและทาการทดลอง แล้วเก็บ รวบรวมข้อมูล สืบ
กนั สารวจเพือ่ ใหไ้ ด้มาซ่งึ ขอ้ มูลอยา่ งเพยี งพอ

3. ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป เม่ือนักเรียนมีข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสารวจและดันหา แล้ว
นกั เรยี นนาขอ้ มลู มาอธิบายความคดิ รวบยอดและสรุปผล

4. ขั้นขยายความรู้ ครูส่งเสริมให้นักเรียนนาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือขยาย ความรู้ โดยให้
นักเรียนทาใบงานที่เกี่ยวกับการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง สมดุลกล โดยใช้ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของ
โพลยา ซงึ่ ประกอบด้วย 4 ขนั้ ดังน้ี

ข้นั ที่ 1 ขั้นทาความเขา้ ใจปัญหา นกั เรียนวเิ คราะหป์ ระเดน็ ของปญั หาว่าโจทย์ต้องการ ทราบ
อะไร และโจทย์ให้ขอ้ มูลอะไรมาบ้าง

ขั้นที่ 2 ขนั้ วางแผนแกป้ ัญหา นกั เรยี นเช่ือมโยงความเก่ยี วขอ้ งระหว่างข้อมูลกับส่ิงท่ี ต้องการ
ทราบ โดยการอธิบายใหอ้ ยู่ในรูปของสมการทีเ่ ก่ียวข้องกบั โจทยป์ ัญหาที่ตอ้ งการหาคาตอบ

ขัน้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏิบัตติ ามแผน นกั เรียนลงมือปฏบิ ตั ิตามแผนที่วางไว้ในข้นั ทีส่ อง โดยการแทน
ค่าตัวแปรตา่ ง ๆ ลงในสมการเพ่ือหาคาตอบของตัวแปรที่ต้องการทราบ

ขนั้ ที่ 4 ขนั้ ตรวจสอบ นักเรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งของคาตอบ โดยการตรวจสอบ คาตอบ
ท่ไี ด้ย้อนหลงั

5. ข้นั ประเมิน ครปู ระเมินผลการเรยี นรู้ของนักเรียนจากแบบฝึกหดั ท้ายบทในแต่ละเร่ือง

งำนวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง
อาชิ ดราแม (2558) ไดท้ าการศกึ มาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และความสามารถใน การแก้โจทย์

ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
ร่วมกับวิธีแก้โจทย์ปัญหาของโพลยา ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนฟิสิกส์และความสามารถใน
การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 6 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ร่วมกับวิธีแก้โจทย์ ปัญหาของโพลยาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ทร่ี ะดับ .01

อรพินท์ ช่ืนชอบ (2549) ได้ทาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และ ความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ โดยเสริมการ
แก้ปัญหาตามเทคนิคของโพลยา ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนฟิสิกส์และความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางฟิสิกส์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยเสริม
การแก้ปัญหาตามเทคนิคของโพลยา สูงกว่า ก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01

อธิชา อินทอง (2557) ได้ทาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และ ความสามารถในการ
แก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้วัฏจักรการสืบเสาะหา
ความรู้ 7 ขน้ั ร่วมกับเทคนิคโพลยา ผลการวิจยั พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถ
ในการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกมาปีที่ 2 โดยใช้วัฎจักรการสืบ
เสาะหาความรู้ 7 ข้ัน ร่วมกบั เทคนคิ โพลยา หลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01

ปรยี าภรณ์ เกลาเกลยี้ ง (2556) ได้ทาการศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปี
ที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการสอบ เรื่องความน่าจะเป็น ที่สอนโดยใช้ยุทธวิธีการแก้ปัญหา ตามรูปแบบการแก้โจทย์
ปัญหาของไพลยา ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ี เรียนด้วยชุดการสอนเรื่องความ
น่าจะเป็น ท่ีสอนโดยใช้ยุทธวิธีการแก้ปัญหาตามรูปแบบการแก้ โจทย์ปัญหาของโพลาหลังเรียมสูงกว่าก่อน
เรียนอยา่ งมีวยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .01

วิวรรัตน์ สีมา (2555) ไส้ทาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน การแก้โจทย์
ปญั หาคณิตศาสตร์ ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกมาปีที่ 4 โดยการขัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือกลุ่มเพ่ือนช่วยเพ่ือน
เป็นรายบุคคล ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของไพลยาเร่ือง การบวก ลบ คูณ หารระคน ผลการวิจับพบว่า
ผลสัมฤทธ์ิทางการเวียนและความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหากลศาสตร์ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือกลุ่มเพ่ือนช่วยเพ่ือนเป็นรายบุคคลกับกระบวนการแกปัญหาของ โพลยาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่จี ะดบั .05

ประทุมพร บุญมาวงษา (2558 ได้ทาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (SE) ร่วมกับการเรียน แบบร่วมมือ
ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการจัด การเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (SE) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05

สมปอง เรืองสมสมัย (2556) ได้ทาการศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ และ

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (SEs) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
และมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสงู กว่าเกณฑร์ ้อยละ 70 อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05

ฐาปนยี ์ อัยวรรณ (2555) ไดท้ าการศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกยาปีที่ 6 โดยการ ใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบวัฎจักรการสืบ
เสาะหาความรู้ (SEs) ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาและ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
วทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการ สืบเสาะหาความรู้ (5Es) หลังเรียนสูงกว่า
เกณฑ์ร้อยละ 70

ไพรินน ขุนเพชร (2554) ได้ทาการศึกษาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชา คณิตศาสตร์ตาม
วิธีการสอนของโพลยา สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกยาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชาย คลอง จังหวัดสงขลา
ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรยี นมีความสามารถในการแก้โจทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคญั ทีร่ ะดับ .05

บทท่ี 3
วิธีดำเนนิ กำรวจิ ยั

การวจิ ยั คร้งั นี้มวี ัตถุประสงค์ เพื่อศกึ ษาความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหาฟสิ ิกส์ เรื่อง สมดุลกล ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังที่ได้รับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ
เทคนคิ การแกโ้ จทยป์ ญั หาแบบโพลยา โดยผ้วู จิ ัยไดด้ าเนินการดงั นี้

แบบแผนกำรวิจัย
ในการวจิ ัยครงั้ นี้ ผ้วู จิ ัยไดใ้ ชแ้ บบแผนการวจิ ัยแบบกลุ่มทดลองกลมุ่ เดยี ว

วัดผลหลงั กำรทดลอง (One Group Post-test Only) ซ่งึ มแี บบแผนกำรวิจยั ดังนี้

โดย
X หมายถงึ การจัดกจิ กรรมการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกับเทคนิคการแก้โจทย์ปัญหา

แบบโพลยา
O2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียนของกลมุ่ ตัวอยา่ ง

กลุ่มเปำ้ หมำย
นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/5 โรงเรียนเดชะปตั ตนยานุกลู จังหวัดปัตตานี ภาคการศึกษาที่ 2 ปี

การศึกษา 2564 จานวน 40 คน

ตวั แปรท่ีใชใ้ นกำรวจิ ยั
ตัวแปรต้น คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิคการแก้โจทย์

ปัญหาแบบโพลยา
ตัวแปรตาม คอื ความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหาฟสิ ิกส์ เรอ่ื ง สมดลุ กล

เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นกำรวจิ ยั
1. แผนการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ า ฟสิ ิกส์ เรือ่ ง สมดุลกล ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 จานวน 5 แผน
2. แบบทดสอบวดั ความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหารายวิชา ฟสิ ิกส์ เร่อื ง สมดลุ กล
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 แบบปรนัย จานวน 20 ข้อ

กำรสร้ำงและพฒั นำเครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นกำรวิจัย
1. แผนการจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาแบบโพลยา
รายวิชา ฟสิ กิ ส์ เรอ่ื ง สมดุลกล ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ได้สร้างและพัฒนาตามข้นั ตอนดงั น้ี
1.1 ศึกษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นรู้
และตวั ช้ีวดั ฯ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามผลการเรยี นรู้ สาระสาคญั สาระการเรียนรู้
ของรายวิชาฟิสิกส์
1.2 ศึกษาวธิ ีการเขยี นแผนการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกับเทคนคิ การแก้

โจทยป์ ัญหาแบบโพลยา จากเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้อง

1.3 เขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกับเทคนิคการแกโ้ จทย์ปัญหา

แบบโพลยา จานวน 5 แผน

1.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้เสนอผู้เชีย่ วชาญดัง

รายนามตอ่ ไปน้ี

1.4.1 คุณครูสุกรี สลามนุรักษ์ ครโู รงเรียนเดชะปตั ตนยานุกูล

1.4.2 คุณครูยูมัยเราะห์ กาซา ครโู รงเรียนเดชะปตั ตนยานุกูล

1.4.3 คุณครูพงศ์ศักดิ์ เหลา่ เจรญิ สขุ ครโู รงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล

1.5 นาแผนการจดั การเรียนรู้ปรบั ปรงุ อีกครง้ั ก่อนจะนาไปใช้จริง

2. แบบทดสอบวดั ความสามารถในการแกโ้ จทย์ปัญหารายวชิ า ฟิสกิ ส์ เร่อื ง สมดุลกล ได้สรา้ งและ

พัฒนาตามขน้ั ตอนดงั น้ี

2.1 ศึกษาหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้

และตวั ช้วี ัดฯ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) วิเคราะห์สาระ/มาตรฐานการเรยี นรู้ วเิ คราะห์

เนือ้ หา กาหนดวัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม

2.2 ออกแบบ และสร้างแบบทดสอบรายวิชา ฟสิ ิกส์ พร้อมแบบประเมินความสอดคล้องของ

ข้อสอบ (IOC)

2.3 นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น และแบบประเมินความสอดคล้องเสนอ

ผู้เชย่ี วชาญ ดังรายนามตอ่ ไปนี้

2.3.1 คณุ ครูสุกรี สลามนุรกั ษ์ ครโู รงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล

2.3.2 คุณครยู มู ัยเราะห์ กาซา ครโู รงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล

2.3.3 คณุ ครูพงศ์ศักด์ิ เหลา่ เจรญิ สุข ครูโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล

2.4 นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ปรบั ปรงุ อกี ครั้งก่อนจะนาไปใชจ้ ริง

กำรเก็บรวมรวมข้อมลู
ในการวิจัยครัง้ นี้ ผู้วจิ ัยไดด้ าเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู ดังนี้

1. ดาเนนิ การสอนตามแผนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกบั เทคนคิ การแก้โจทย์
ปัญหาแบบโพลยารายวิชา ฟิสกิ ส์ เรือ่ ง สมดุลกล ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4

2. ทดสอบดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เป็นเวลา 2 ชว่ั โมง

กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู
1. ค่ำ IOC

คอื ดชั นคี วามสอดคล้อง
คอื ผลรวมของคะแนนพิจารณาของผู้เชยี่ วชาญ
คือ จานวนผเู้ ชยี่ วชาญ

2. ค่ำเฉลยี่

คอื ค่าเฉล่ียเลขคณติ
คือ ผลบวกของข้อมลู ทุกคา่
คอื จานวนข้อมูลท้งั หมด
3. ส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำน

คอื สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
คือ ข้อมูล (ตวั ที่ 1, 2, 3..., n)
คือ จานวนข้อมูลทั้งหมด

4. สถิตทิ ดสอบที (one sample test)

คือ ค่ามาตรฐานหรอื ค่าอ้างอิง
คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณติ
คอื ค่ามาตรฐานหรอื ค่าอ้างอิง
คอื ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวอย่าง
คอื จานวนข้อมูลท้งั หมด


Click to View FlipBook Version