คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ นางสาวศรีวิน ธรรมรังรอง ผู้อ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ก คำนำ การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ นอกจากจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้วยังกระทบถึงชีวิตและจิตใจ ของผู้เรียนด้วย นั่นคือ นักเรียนไม่สามารถใช้การอ่านในการแสวงหาความรู้ ทำให้ขาดความมั่นใจในทักษะ และความสามารถทางการอ่านของตน เกิดความเครียดและขาดความสุขในการเรียน ครูต้องช่วยเหลือให้พ้นสภาพ นี้ ดังนั้น ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการแก้ไข ปีการศึกษา ๒๕๖๕ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ มีแผนการปฏิบัติงานที่เร่ง ดำเนินการแก้ไขปัญหาการอ่าน การเขียน ของนักเรียนอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมครูในสังกัดพัฒนานักเรียนกลุ่มเป้าหมายให้สามารถอ่านเขียนอย่างมั่นใจส่งผลถึงความสุขในการเรียนรู้ คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ เล่มนี้ เป็นเอกสารจัดทำขึ้นเพื่อให้ ครูผู้สอนมีเครื่องมือสำหรับประเมินทักษะและความสามารถอ่านเขียนภาษาไทย ซึ่งข้อมูลจากการประเมินจะเป็น สารสนเทศสำหรับครูและผู้เกี่ยวข้องใช้ในการวางแผนและจัดทำโครงการ กิจกรรม เพื่อการสอนซ่อมเสริม และพัฒนาความสามารถทางการอ่าน การเขียน ให้นักเรียนสามารถอ่านออก เขียนได้ บรรลุนโยบาย “เด็กไทย วิถีใหม่อ่านออกเขียนได้ทุกคน” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หวังว่าเอกสารคู่มือประเมิน การอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ เล่มนี้ จะยังประโยชน์แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง สมดังเจตนารมณ์ นางสาวศรีวิน ธรรมรังรอง ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ข สารบัญ หน้า คำนำ ............................................................................................................................. ...................................... ก สารบัญ ................................................................................................................................................................ ข ตอนที่ ๑ เรียนรู้เรื่องการอ่าน การเขียน .................................................................................... ........................ ๑ บทที่ ๑ เรียนรู้เรื่องการอ่าน.................................................................................................................. . ๒ ความหมายของการอ่าน .......................................................................................................... ๓ ความสำคัญของการอ่าน ......................................................................................................... . ๕ จุดประสงค์ของการอ่าน ...................................................................................................... ..... ๙ ปัจจัยที่ใช้ในการอ่าน ....................................................................................................... ........ ๑๑ การสอนให้อ่านออก ........................................................................................ ........................ ๑๓ การวินิจฉัยความสามารถในการอ่าน ....................................................................................... ๑๔ บทที่ ๒ เรียนรู้เรื่องการเขียน ................................................................................................................ ๑๙ ความหมายของการเขียน ........................................................................................................ ๒๐ จุดมุ่งหมายของการเขียน ........................................................................................................ ๒๑ ความสำคัญของการเขียน ........................................................................................................ ๒๓ บทที่ ๓ ความสามารถอ่านออก เขียนได้ ............................................................................................... ๒๕ ข้อสังเกตการใช้เกณฑ์อ่านออก เขียนได้ ................................................................................. ๒๕ ตอนที่ ๒ เครื่องมือวัดความสามารถอ่านออก เขียนได้ ..................................................................................... ๓๐ บทที่ ๔ การประเมินอ่านออก เขียนได้ ................................................................................................. ๓๑ สาระที่นำมาประเมินการอ่าน การเขียน ................................................................................. ๓๑ เกณฑ์ผ่านการประเมิน ......................................................................................................... ... ๓๑ แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ............................................ ๓๒ แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ............................................ ๓๔ แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ............................................ ๓๗ บรรณานุกรม .................................................................................................................. ..................................... ๔๐ ผู้จัดทำ ................................................................................................................................................................ ๔๓ ประวัติผู้เขียน ............................................................................................................. ......................................... ๔๔
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑ ตอนที่ เรียนรู้เรื่องการอ่าน การเขียน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒ บทที่ เรียนรู้เรื่องการอ่าน Bloggang.com การอ่านเป็นทักษะสำคัญในการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะยุคปัจจุบันวิถีชีวิต ของคนใช้การอ่านมาก เพราะวิทยาการความรู้ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้ชีวิตให้ก้าวทัน วิทยาการจำเป็นต้องใช้การอ่าน การเข้าใจความหมายของการอ่านเพื่อสามารถพัฒนาการอ่านอย่างมีสมรรถภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้อ่านที่อ่านเป็นจะสามารถใช้ประโยชน์จากการอ่านได้เต็มที่ ดังสุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (๒๕๔๙ : ๘) กล่าวว่า การติดตามข่าวสารด้วยการอ่านอย่างสม่ำเสมอทุกวันนอกจากจะทำให้ผู้อ่านมีพัฒนาการ การอ่านสูงขึ้นแล้ว ยังสามารถติดตามความก้าวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปในการพัฒนาทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งสามารถนำส่วนที่เห็นว่าเหมาะสมกับสังคมไทยมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป และสอดคล้องกับความคิดเห็นของกานต์มณี ศักดิ์เจริญ (๒๕๔๖ : ๘๙) เรื่องความสำคัญของการอ่านว่า เป็นสิ่ง สำคัญสิ่งหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพราะการอ่านจะมีส่วนสร้างความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ผู้ใดมีความสามารถ ในการอ่านหนังสือเป็นพิเศษ มักจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพและในชีวิตมากกว่าคนที่อ่านหนังสือได้น้อย และอ่านช้า โลกปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นโลกของการอ่าน เพราะการอ่านแทรกอยู่ในกิจกรรมทุกประเภททุกแห่ง และการสื่อสารซึ่งกันและกันในชีวิตประจำวันก็ต้องอาศัยการอ่านเพื่อเข้าใจ การอ่านจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในชีวิตซึ่งมีสิ่งที่เราจะต้องอ่านมากมาย ผู้อ่านต้องรู้จักเลือกอ่าน อ่านจับใจความให้ได้ในเวลารวดเร็ว จึงประหยัดเวลา ได้ผลจากการอ่านคุ้มค่า มีบางคนกล่าวว่า อาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย การอ่านหล่อเลี้ยงสมอง ถ้าต้องการให้สมองเจริญเติบโตก็ต้องอ่านมาก นอกจากการอ่านจะให้คุณประโยชน์แก่ผู้อ่านด้านพัฒนาการและความรู้จากการติดตามข้อมูลข่าวสารแล้ว ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน (๒๕๔๗ : ๒๒) กล่าวว่า การอ่านยังช่วยแก้ปัญหาของตนและสังคมด้วย ผู้ที่อ่านหนังสือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมได้เปรียบและมีชีวิตที่ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว การอ่านเปรียบเสมือนกุญแจสำหรับไข หาความรู้ที่มีอยู่มากมายในโลก และถ้าได้นำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้แก่สังคมแล้ว
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓ บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นพลเมืองดีของสังคม สังคมใดมีบุคคลที่มีประสิทธิภาพมากในการอ่าน สังคมนั้นก็ย่อมจะเจริญ พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กได้อ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการศึกษาในระดับประถมศึกษานั้น การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นและผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริม และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซึ่งประกอบด้วยทักษะการอ่าน ดังนี้ ๑. ทักษะการอ่านออก (decoding skills) ๒. ทักษะการอ่านได้(word processing skills) ๓. ทักษะการอ่านเป็น (comprehension reading skills) ๔. ทักษะการอ่านเก่ง (critical reading skills) ตลอดจนการแสวงหาความรู้ (study skills) เพื่อสร้างสรรค์ผู้เรียนให้เป็นคนรักการอ่านสู่การเป็นบุคคลใฝ่เรียนรู้ ตลอดชีวิต ความหมายของการอ่าน ด้วยการอ่านมิใช่เพียงการเห็นตัวหนังสือเท่านั้นแต่การอ่านจะต้องประกอบด้วยการรับรู้ การเข้าใจ ความหมายของตัวหนังสือเป็นถ้อยคำและความคิดของผู้อ่านซึ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือความรู้เดิมของผู้อ่าน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการอ่านหนังสือเป็นการสัมผัสภาพด้วยสายตาซึ่งจะนำไปบันทึกอยู่ในสมองและระบบ ประสาทภายใต้กระบวนการทางเคมี การอ่านจึงเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางแสงและเคมี นั่นคือระบบประสาท ของคนจะรับส่งสัญญาณด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี ทำให้เกิดการบังคับควบคุมการเคลื่อนไหวของสายตาประสานไป จิตใจและกิจกรรมทางสมองกลายเป็นความคิดและความจำที่สอดคล้องกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจความหมาย ของการอ่านจะส่งผลต่อความรู้ในการพัฒนาสมองกับกายภาพให้สัมพันธ์กันเพื่อพัฒนาการอ่านให้มีประสิทธิภาพ นักวิชาการให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๒๑) สรุปความหมายของการอ่านว่า เป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้ สายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำ หรือสัญลักษณ์ โดยแปลออกมาเป็น ความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน และผู้อ่านสามารถนำเอา ความหมายนั้น ๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งสอคล้องกับคำกล่าวของคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต (๒๕๔๖ : ๑๔-๑๕) ที่ว่า ในการอ่านหนังสือแม้ว่าโดยทั่วไปอวัยวะส่วนใหญ่ของร่างกายไม่เคลื่อนไหวแต่ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างมาก ในสมอง เมื่อสายตาเห็นตัวหนังสือสมองก็เริ่มทำงาน รับความหมาย แปลความหมาย สงสัยความหมาย วิเคราะห์ ความหมาย ถ่ายทอดออกมาทางตัวหนังสือ ยิ่งผู้เขียนหนังสือมีความรู้แตกฉาน มีความคิดลึกซึ้ง มีประสบการณ์ ซึ่งผู้อ่านไม่เคยพบมาก่อนเพียงไร สมองก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพียงนั้น การที่ต้องใช้ความพยายามต่อสู้เพื่อให้รู้จริง ให้เข้าใจ ให้วิเคราะห์เนื้อหาที่ปรากฏในรูปของตัวหนังสือเหล่านี้ ล้วนเป็นการฝึกฝนเพื่อใช้สติปัญญาเฉียบแหลม เราไม่ได้อ่านเพื่อจดจำเนื้อหาและข้อคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น หากอ่านเพื่อให้สมองได้ฝึกฝนทำงานให้ดียิ่งขึ้น ให้มี
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔ พลังปัญญา ให้สามารถเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ถูกต้อง รวดเร็ว และรู้จักแก้ปัญหาได้อย่างฉลาด นี่เป็นสิ่ง สำคัญที่สุดที่ได้จากการอ่าน และสอดคล้องกับทัศนะของมณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (๒๕๔๘ : ๑๘) ว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลาย ลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการใช้ ความคิด สำหรับศิราณี แพทอง (๒๕๖๑ : ๑๘-๑๙) กล่าวถึงการอ่านไว้ว่า การอ่านในโรงเรียนประถมที่ปรากฏก็คือ การที่ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านประโยคหรือข้อความนำแล้วให้คนอื่น ๆ อ่านตาม ผู้อ่านนำตั้งใจอ่านให้เสียงดัง ได้ยินทั่วทั้งชั้นเพื่อเพื่อนจะอ่านตามได้ถูก ผู้อ่านตามมีหน้าที่อ่านอย่างเดียว ตาอาจจะมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว หูฟัง เพื่อนคุย ฯลฯ อ่านแล้วจำไม่ได้และไม่รู้ความหมายของข้อความที่อ่าน ถ้าวิเคราะห์ตามความหมายข้างต้นแล้ว ลักษณะแบบนี้ยังไม่เรียกว่าอ่านได้อย่างสมบูรณ์ การที่คนเราจะอ่านหนังสือได้เร็วหรือช้านั้น องค์ประกอบอย่างหนึ่งของการอ่านคือ การเคลื่อนไหวสายตา ในการอ่านและเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ ในการอ่านจะต้องมีการฝึกอยู่เสมอและถูกต้องตามวิธีการด้วย ความเข้าใจความหมายของการอ่านมีความหมายต่าง ๆ กัน เมื่อเอ่ยถึงการอ่านต้องมีความเข้าใจ มาเกี่ยวข้องคือ เข้าใจในถ้อยคำที่อ่าน เช่น ถ้าเด็กเห็นคำว่า กา แล้วเปล่งเสียงว่า กา ก็เข้าใจว่าเป็นการอ่าน เช่นนี้ เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจ กา ที่เปล่งเสียงออกมานั้น หมายถึง นกชนิดหนึ่งที่มีสีดำ ร้อง กา กา กา หรืออาจหมายถึง กาที่ใช้ในการต้มน้ำ หรืออาจไม่เข้าใจทั้งสองความหมายก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงยังไม่ เรียกว่าการอ่าน แต่เป็นเพียงการเปล่งเสียงเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนควรเข้าใจกับความหมายของการอ่า น ถ้าเป็นการอ่านที่ต้องเข้าใจความหมายของคำ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถอ่านเรื่องและสรุปเรื่องให้ถูกต้อง นอกจากความหมายของการอ่านจะให้ความสำคัญกับการรับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ ที่เห็น โดยผู้อ่านใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมช่วยในการแปลความหมายของสัญลักษณ์ที่เป็นสารนั้นให้ถูกต้อง ขึ้นแล้ว ถ้าพิจารณาในด้านจิตวิทยา การอ่านจะเกี่ยวข้องกับ “การจำ” และ “การลืม” ด้วย ซึ่งนักวิชาการเช่น สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (๒๕๔๒ : ๒) ให้ความหมายของการอ่านโดยคำนึงถึงจิตวิทยาไว้ว่า การอ่าน คือ การที่ ผู้อ่านสามารถจำเรื่องได้และเก็บไว้ในสมอง ถ้ามีโอกาสเล่าให้ผู้อื่นฟังก็สามารถเล่าได้ถูกต้อง แต่การที่ผู้อ่านจะจำ ข้อความที่อ่านได้ก็จะต้องเข้าใจความหมายของคำ รู้หน้าที่ของคำ อีกทั้งสามารถแยกพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ออกจากคำได้ อีกประการหนึ่ง ผู้อ่านจะจำเรื่องได้มากน้อยยังขึ้นอยู่กับความสนใจเรื่องนั้นด้วย สำหรับคนึงนิตย์ จันทุรัตน์ (๒๕๔๕ : ๓) ให้ทัศนะว่า ความหมายของ “การอ่าน”จะสมบูรณ์เมื่อพฤติกรรมการอ่าน นั้นมีจุดประสงค์และมีสถานการณ์เกิดขึ้น หากปราศจากจุดประสงค์และสถานการณ์ พฤติกรรมการอ่านจะไม่ เกิดขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ความหมายของ “การอ่าน” ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้อ่านเท่านั้นแต่เกี่ยวโยงถึง สถานการณ์รอบตัวผู้อ่านและเหตุผลของการอ่านครั้งนั้นด้วย โดยสรุป ความหมายของการอ่านมีนิยามได้ ๓ แนวคิดตามกลุ่มบุคคล ได้แก่ นิยามที่เน้นทักษะ นิยาม ที่เน้นความหมายของคำ และนิยามที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ดังนี้ นิยามที่เน้นทักษะ เป็นการอ่านที่หมายถึงการแปลความอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดทักษะ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๕ นิยามที่เน้นความหมายของคำ เป็นการมุ่งประเด็นที่กระบวนการรับรู้ตัวอักษรเพื่อค้นหา ความหมายของคำ ดังนั้น ความยากง่ายและความชัดเจนของสารจึงมีอิทธิพลต่อการค้นหา ความหมายของคำที่ปรากฏในสาร ผู้อ่านที่เข้าใจความหมายได้รวดเร็วจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ เดิมบวกกับความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจ นิยามที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน นิยามนี้เน้นว่า ผู้อ่านต้องรับรู้ แปลความ คาดคะเน และประเมินค่าเรื่องที่อ่าน กระบวนการนี้เกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยของผู้อ่านที่มีต่อเรื่องราวที่อ่านและจุดประสงค์ของผู้อ่าน ประมวลความหมายของการอ่านจากนักวิชาการดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการ ทำงานของสายตาและสมองที่สัมพันธ์กัน นั่นคือ เมื่อสายตาสัมผัสภาพตัวอักษร สมองจะแปลความหมาย ของสัญลักษณ์นั้นเป็นความหมายการรับรู้หรือเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ที่เห็นจึงต้องใช้ทั้งความรู้ และสติปัญญาในการจำรูปคำ รู้ความหมายและหน้าที่ของคำ สามารถแยกพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ ออกจากคำได้ นอกจากนี้ การอ่านเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนเพราะผู้อ่านต้องใช้ความรู้และประสบการณ์เดิม ในการแปลความให้เกิดความเข้าใจคำ ข้อความ หรือเนื้อหาที่อ่าน ดังนั้น เนื้อหาใดที่ผู้อ่านคุ้นเคยและตั้ง จุดประสงค์ของการอ่านไว้ย่อมส่งผลต่อความเข้าใจเรื่องที่อ่านด้วย ความสำคัญของการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ผู้อ่านเกิดความคิดและพัฒนาสติปัญญาได้จากการอ่าน ข้อมูลข่าวสาร และวิทยาการความรู้ต่าง ๆ การชี้ให้เห็นความสำคัญของการอ่าน ช่วยส่งเสริมให้บุคคลเกิด ความสนใจอ่านและใช้การอ่านเป็นแนวทางพัฒนาตนสู่การใฝ่เรียนรู้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของบุคคลที่สอดคล้องกับ ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ การอ่านจึงมีความสำคัญดังความคิดเห็นของนักวิชาการต่อไปนี้ กัลยา ยวนมาลัย (๒๕๓๙ : ๘-๙ อ้างถึงใน ศรีวิน ธรรมรังรอง. ๒๕๕๐ : ๑๒) สรุปความสำคัญ ของการอ่านไว้ดังนี้ ๑. ช่วยให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น โดยศึกษาชีวิตหลาย ๆ แบบจากหนังสือ เป็นการเรียนรู้ชีวิตทางอ้อม เนื่องจากในชีวิตจริงเราไม่สามารถพบความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ได้ทั้งหมดจึงต้องอาศัยการอ่าน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๖ จากประสบการณ์ของผู้อื่นที่ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรและหนังสือ ๒. ช่วยให้เป็นผู้รอบรู้เป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ เพราะหนังสือจะบันทึกเรื่องราวของอดีต ปัจจุบัน บางเรื่องยังทำนายเหตุการณ์ในอนาคตด้วย เรื่องราวที่บันทึกไว้มีหลายเรื่อง เช่น ประเพณี วัฒนธรรม สังคม การเมือง และศาสนา รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อน ดังมีคำกล่าวว่า วรรณคดีหรือวรรณกรรม เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนภาพของสังคมแต่ละสมัยให้เราอ่าน ได้เรียนรู้ว่าคนในสมัยนั้นมีวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างไร ๓. ช่วยให้เป็นผู้เฉลียวฉลาดในการตอบโต้หรือหาเหตุผลสนับสนุนซึ่งได้มากจากการที่มีความรู้กว้างขวาง โดยการอ่านนั่นเอง ๔. ช่วยให้เป็นผู้ที่มีความคิดกว้างไกล มีเหตุมีผล เนื่องจากหนังสือส่วนใหญ่ได้บันทึกความคิดเห็น ของผู้เขียนไว้ซึ่งจะช่วยขยายความคิดของเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้เป็นคนที่มีเหตุมีผลดี ๕. เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เพิ่มรสชาติให้กับชีวิต ๖. ช่วยพัฒนาตนเองและสังคมให้ดีขึ้น การอ่านทำให้เป็นคนทันโลกทันเหตุการณ์ รู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสามารถปรับตัวได้ดี สามารถเผชิญเหตุการณ์ใหม่ ๆ ได้ด้วยความมั่นใจ ๗. เป็นการสนองความต้องการอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ทำให้ได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ทั้งช่วยยกระดับ ความคิด จิตใจ ภูมิปัญญาให้สูงขึ้น ๘. เป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาให้ดีขึ้น การอ่านมากก็ทำให้รอบรู้ มีข้อมูลต่าง ๆ มาก ย่อมมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการเขียน การพูด ให้ดีขึ้นได้ ๙. ทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งยังสร้างเสริมบุคลิกภาพให้เป็นผู้ที่สามารถเผชิญ สถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ด้วยความมั่นใจ ๑๐. ช่วยเร้าความสนใจ เราสามารถเลือกอ่านหนังสือที่เหมาะสมกับอารมณ์และรสนิยมของเราได้ ซึ่งทำ ให้ได้รับความสุขใจและเป็นเครื่องมือให้เราพอใจโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๒๑-๑๒๓) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือมีผลต่อผู้อ่าน ๒ ประการ คือ ประการแรก อ่านแล้วได้ “อรรถ” ประการที่สอง อ่านแล้วได้ “รส” ถ้าผู้อ่านสำนึกอยู่ตลอดเวลา ถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากหนังสือตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนเสมอ การอ่านมีความสำคัญต่อทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ๑. การอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนจำเป็นต้องอาศัยทักษะ การอ่านทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองได้รับความรู้และประสบการณ์ตามที่ต้องการ ๒. ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพื่อทำความเข้าใจกับบุคคลอื่น ร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชีพการงานต่าง ๆ ในสังคม ๓. การอ่านช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่านไปปรับปรุง และพัฒนาอาชีพ หรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ๔. การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้ ความมั่นคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยให้มีเกียรติยศและชื่อเสียง ฯลฯ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๗ ๕. การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างลึกซึ้ง และกว้างขวาง ทำให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยาย หรืออภิปรายปัญหาต่าง ๆ นับว่า เป็นการเพิ่มบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง ๖. การอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจมาก เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคลใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เป็นอย่างดี ๗. การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เช่น อ่านศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะช่วยให้อนุชนรุ่นหลังรู้จักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง ต่อไปได้ นิรันดร์ จุลทรัพย์ (๒๕๔๕ : ๑๖) กล่าวว่า การอ่านหนังสือเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง ทำให้เซลล์สมองได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถ้าได้รับการบริหาร โดยการออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรง การพัฒนา ของเซลล์สมองจะปรากฏในลักษณะของรอยความจำ ยิ่งถ้ามีการอ่านทบทวนบ่อย ๆ จะช่วยให้รอยความจำมี ความชัดเจนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าได้อ่านหนังสือตอนเช้าจะช่วยให้จำได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะร่างกายได้ พักผ่อนมาอย่างเพียงพอ การที่เซลล์สมองมีรอยความจำชัดเจนมากย่อมแสดงว่าประสิทธิภาพด้านความจำ การคิด และการเรียนรู้ของสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นลักษณะของสมรรถภาพ (Competencies) ทางเชาวน์ ปัญญานั่นเอง ไพพรรณ อินทนิล (๒๕๔๖ : ๗-๙) กล่าวให้ความสำคัญของการอ่านไว้ ๓ ประการ ดังนี้ ๑. การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออกมักจะเสียเปรียบ กลายเป็นคนล้าหลัง ไม่ทันโลก ไม่ทันเหตุการณ์ อาจจถูกหลอก เสียรู้ได้ง่ายและไม่เชื่อมั่นตนเอง ไม่มีความสุข ในการเข้าสังคม ซึ่งสังเกตได้จากประเทศที่เจริญ จำนวนประชากรที่อ่านออกเขียนได้จะมีมาก เพราะในการดำเนิน ชีวิตประจำวันใช้การอ่านมาก เช่น อ่านเครื่องมือ เครื่องใช้ สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนยารักษาโรค ซึ่งทุกคนต้องรู้จักอ่านวิธีใช้ วันหมดอายุจึงจะสามารถใช้สินค้านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการไปติดต่อกับ หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานที่ดิน สำนักงานขนส่งทางบก ธนาคาร สถานศึกษา เทศบาล ฯลฯ จำเป็นต้องอ่าน หนังสือออกจึงจะติดต่องานได้รวดเร็ว ดังนั้น การอ่านจึงเป็นทักษะเบื้องต้นที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องใช้ ในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ๒. การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ การอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษา เพราะทำให้ นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะการเรียนวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าในห้อง หรือนอกห้องเรียนล้วนแต่ใช้การอ่านเป็นสื่อในการเรียนรู้ทั้งสิ้น กิจกรรมในสถานศึกษา ๘๐-๙๐ % จะต้องอาศัย การอ่าน ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในการอ่านจึงจะสามารถร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี และทำให้ผู้เรียนมีความคิดกว้างขวางขึ้น หนังสือเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยให้ผู้เรียนคิดไปตามลำดับขั้นได้ ๓. การอ่านเป็นสื่อสำคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาสังคม การพัฒนาสังคมที่ดีนั้นอุปกรณ์สำคัญคือ “การอ่าน” ผู้ที่อ่านมากย่อมจะมีมุมมองและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และเป็นคนยืดหยุ่นสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๘ สังคมและพัฒนาสังคมได้ ดังนั้น เมื่อทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีสังคมนั้นก็ย่อมจะดีไปด้วย เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ก็ย่อมจะรู้จักใช้สติปัญญาร่วมกันแก้ปัญหา ก็จะทำให้สังคมนั้นอยู่กันอย่างมีความสุข สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (๒๕๔๙ : ๗-๘) กล่าวว่า การอ่านมีความสำคัญซึ่งให้คุณค่าหลายประการต่อผู้อ่าน ดังนี้ ๑. จะช่วยสร้างความคิดให้เกิดขึ้นกับผู้อ่าน ทั้งนี้เพราะสารแต่ละประเภทผู้เขียนได้สอดแทรกเรื่องราว ต่าง ๆ ที่ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านรู้จัก นอกจากนั้นยังได้สอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนลงไปในเนื้อหา นอกจากจะได้รับความรู้และความคิดของผู้เขียนแล้วยังทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดใหม่ที่เป็นของตนเองโดยอาศัย แนวทางความคิดของผู้เขียนเป็นพื้นฐาน ๒. จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความรู้ให้กับผู้อ่าน สารแต่ละประเภทจะสอดแทรกความรู้ที่แตกต่างกัน บางเรื่องอาจเกี่ยวข้องกับการเรียน บางเรื่องอาจเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน รวมทั้งอาจมีความรู้ใหม่ที่ช่วยให้ผู้อ่าน เป็นผู้รอบรู้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมที่อยู่ใกล้ตัวหรือสังคมที่อยู่ไกลออกไปล้วนแต่มีความสำคัญด้วยกัน ทั้งสิ้น ๓. จะช่วยให้เกิดทักษะการสรุปข้อมูลที่ได้จากการอ่าน กล่าวคือ ข้อมูลที่ปรากฏในสารมักจะกระจัด กระจาย ดังนั้นการอ่านจะช่วยให้ผู้อ่านจัดข้อมูลเป็นหมู่พวก แล้วสรุปแต่ละพวกให้เหลือแต่แก่นหรือแนวคิด เพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ๔. จะช่วยให้เข้าใจสังคมเพราะสารแต่ละยุคสมัยเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของสังคม ดังนั้นการอ่านจึงมี คุณค่าที่ช่วยทำให้เห็นฉากของสังคมในอดีต ปัจจุบัน และรวมถึงอนาคต ซึ่งต้องการบุคคลที่มีความสามารถมาช่วย ตัดสินความถูกต้องในเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งนี้โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการอ่านเป็นพื้นฐานในการตัดสินนั่นเอง ๕. จะช่วยให้เห็นรูปแบบของสารประเภทต่าง ๆ สารแต่ละประเภทย่อมมีรูปแบบของการนำเสนอ ที่แตกต่างกัน การอ่านสารหลายประเภทย่อมเห็นข้อแตกต่างอันจะนำไปสู่การพัฒนาอัตราเร็วในการอ่านให้สูงขึ้น จากความสำคัญของการอ่านดังกล่าวมาตามลำดับสรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะสำคัญของชีวิตที่ช่วย พัฒนาทั้งสมอง ความรู้ และความคิด เป็นการสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตแก่ผู้อ่าน การอ่านไม่ได้สำคัญเฉพาะให้ ความรู้ความคิด และส่งเสริมสติปัญญาเท่านั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของการอ่านคือสามารถสร้างความบันเทิง และผ่อนคลายอารมณ์ได้ด้วยการอ่านหนังสือที่ตนชอบ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๙ จุดประสงค์ของการอ่าน เป้าหมายของการอ่านเป็นจุดประสงค์ที่ผู้อ่านต้องการบรรลุ เช่น จูงใจให้รักการอ่าน ให้พยายามอ่าน ให้ออก ให้เห็นคุณประโยชน์ของการอ่าน กระตุ้นให้พยายามอ่านให้แตกฉาน อ่านให้เป็น เห็นความจำเป็นว่าควร พยายามอ่านอย่างสิเคราะห์วิจารณ์ ประเมินค่าของสิ่งที่อ่าน และสามารถนำความรู้จากการอ่านไปใช้ประโยชน์ได้ ให้สามารถมีส่วนสร้างสังคมการอ่านได้ เป็นต้น การกำหนดเป้าหมายของการอ่านเพื่อบรรลุจุดประสงค์นั้นต้องพิจารณาพื้นฐานความรู้ ทักษะในการอ่าน และวัยของบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นอย่างไรขณะนั้น ควรกำหนดระดับการพัฒนาระดับใด บุคคลที่เป็น เป้าหมายจึงจะสามารถพัฒนาการอ่านของเขาให้ถึงระดับได้ สำหรับเด็กที่เริ่มอ่านเพิ่งเรียนรู้คำ เป้าหมายของ การพัฒนาก็ควรเป็นเพียงสร้างความเพลิดเพลินในถ้อยคำไพเราะ ให้รู้ว่าคำในหนังสือมีความเชื่อมโยงกับคำพูด ในหนังสือมีเรื่องสนุกและอาจอ่านได้ไม่ยากนัก Lapp & Flood ( ๑๙๘๖. อ้างถึงใน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. ๒๕๔๙ : ๙-๑๑) แบ่งจุดประสงค์ ของการอ่านเป็น ๓ ประเภท ซึ่งครอบคลุมทักษะการอ่านที่ให้ทั้งความรู้ ความรู้สึกนึกคิด และความสามารถด้าน กายภาพ คือ ๑. จุดประสงค์ทางพุทธิพิสัย (Cognitive domain) เป็นจุดประสงค์ทางความรู้เมื่อผู้อ่านอ่านแล้ว ควรได้ความรู้ตามระดับขั้นต่าง ๆ ดังนี้ * รู้และจำ ในขั้นนี้ผู้อ่านสามารถจำคำสำคัญที่ปรากฏในสาร รู้จักคำต่าง ๆ ที่อ่านโดยบอก ความหมายได้ถูกต้อง * เข้าใจ ในขั้นนี้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านโดยเล่าเรื่องและสรุปเรื่องเป็นแนวคิดได้ * นำไปใช้ ในขั้นนี้ผู้อ่านสามารถนำประโยชน์ที่ได้จากการอ่านเนื้อเรื่องไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ * วิเคราะห์ ในขั้นนี้เป็นการแยกองค์ประกอบย่อยที่ปรากฏในเรื่อง เช่น นิสัยของตัวละคร คุณลักษณะบางอย่างที่ปรากฏในเรื่องซึ่งต้องอาศัยการพินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน * สังเคราะห์ ในขั้นนี้ผู้อ่านสามารถสร้างสถานการณ์ที่คล้ายกับแนวคิดของเรื่อง ค้นหาคำ เปรียบเทียบ สำนวนและสุภาษิตที่คล้ายกับแนวคิดได้ถูกต้อง * ประเมินค่า เป็นขั้นที่ผู้อ่านสามารถค้นหาเหตุผล ข้อเท็จจริง ตลอดจนการคาดคะเนเหตุการณ์ ต่อไปได้ถูกต้อง จุดประสงค์ทั้ง ๖ ขั้นจะเป็นระดับของความรู้โดยอาศัยการคิดจากขั้นต่ำสุดมาสู่ขั้นสูงสุด ซึ่ง ๓ ขั้นแรก เป็นการอ่านขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลทั่วไป และ ๓ ขั้นหลังถือเป็นการอ่านขั้นสูง ใช้ในการศึกษาค้นคว้าที่ใช้การคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จึงเป็นการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๐ ๒. จุดประสงค์ทางจิตพิสัย (Effective domain) เป็นจุดประสงค์ของการอ่านที่เกี่ยวข้อง กับความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจ เป็นความสามารถที่จะควบคุมความรู้สึกให้ปฏิบัติตนไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในทางการอ่านจะมี ๕ ขั้นดังนี้ ๑. เป็นผู้อ่านที่ดี มีสมาธิในการอ่านเพื่อการรับสารได้ถูกต้อง ๒. เป็นผู้ตอบสนองที่ดี สามารถถ่ายทอดเรื่องที่อ่านให้ผู้อื่นได้รับรู้อย่างถูกต้อง ๓. เห็นคุณค่าของเรื่องที่อ่านและนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาและการทำงานได้ถูกต้อง ๔. เห็นความสำคัญและประโยชน์ของสารที่เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันทรงคุณค่า รวมทั้ง ตำราต่าง ๆ ด้วยการถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้เพื่อช่วยกันสงวนรักษาให้คงอยู่ต่อไป ๕. จัดแยกข้อมูลที่ได้จากการอ่านให้เป็นหมู่พวกเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ ๓. จุดประสงค์ทางพุทธิพิสัย (Psycho-motor domain) เป็นจุดประสงค์ของการอ่านที่ใช้อวัยวะ ทางการอ่าน ได้แก่ ตาและสมอง ทำงานในด้านต่อไปนี้ * การเคลื่อนตาจากซ้ายไปขวาโดยผู้อ่านไม่ต้องเคลื่อนใบหน้าเพราะจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า * สายตารับรู้ตัวอักษรในขณะที่เคลื่อนตาผ่านไปแล้วส่งไปให้สมองโดยผ่านจักษุประสาท * สมองจะทำหน้าที่แปลความหมายของสัญลักษณ์ต่อไป สำหรับคู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ เล่มนี้ กำหนด จุดประสงค์ของการอ่านขั้นพื้นฐานเท่านั้นซึ่งเป็นการอ่านระดับต้นคือ การอ่านที่รับรู้ความหมายของคำ กลุ่มคำ และประโยคสำคัญเพื่อนำไปสู่การเข้าใจเรื่องที่อ่าน เป็นการตรวจสอบว่านักเรียนระดับประถมศึกษา มีความสามารถด้านการอ่านที่ระดับใดตามบันไดแห่งการอ่านซึ่งผู้เชี่ยวชาญในการอ่านกำหนดไว้มี ๓ ขั้น คือ อ่านออก อ่านได้ และอ่านเป็น อาจแยกแยะออกไปให้ละเอียดกว่านั้นก็ได้ ดังนี้ (ศรีวิน ธรรมรังรอง. ๒๕๕๐) อ่านออก ผสมสระพยัญชนะได้ พอรู้ความหมายของคำในหนังสือ ผสมอักษรเป็นคำได้ อ่านได้ เมื่อเห็นคำในหนังสือก็อ่านได้คล่องแคล่ว รู้ความหมายของคำและข้อความสั้น ๆ บางคำอาจไม่เข้าใจความหมายแต่อ่านออกเสียงได้ จับความหมายของประโยค ข้อความ และเรื่องทั้งหมดได้ อ่านเป็น อ่านแล้วเข้าใจความหมาย สามารถเล่าเรื่องและสรุปเรื่องได้ บอกประเด็น สำคัญของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ตลอดจนรู้จักแยกแยะเรื่องราวที่อ่าน รู้จักประเมินว่า ความคิดเห็นของผู้เขียนผิดถูกอย่างไร ข้อมูลในหนังสือถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๑ ปัจจัยที่ใช้ในการอ่าน เมื่อการอ่านเป็นการทำความเข้าใจสัญลักษณ์หรือสิ่งที่อ่าน ประสิทธิภาพของการอ่านที่แตกต่างกันจึงต้อง อาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน ซึ่งแนวคิดของนักจิตภาษาศาสตร์นั้นกระบวนการอ่านมิได้เริ่มต้นที่ โครงสร้างผิวและสิ้นสุดที่ผู้อ่าน แต่เป็นการโต้ตอบกันระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านโดยผ่านตัวอักษร ผู้อ่านไม่ใช่เป็น เพียงผู้รับความหมายแต่เป็นคนสร้างความหมายจากตัวอักษรขึ้นมาโดยใช้ความรู้สึก ทัศนคติที่มีอยู่ ดังนั้น ในการทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านนอกจากจะอยู่ที่โครงสร้างผิวซึ่งเป็นตัวภาษาแล้วยังอยู่ที่ตัวผู้อ่านเองด้วย ปัจจัยที่ใช้ ในการอ่านจึงประกอบด้วย ๒ ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยทางอารมณ์ และปัจจัยทางสมอง (คนึงนิตย์ จันทุรัตน์. ๒๕๔๕ : ๙๙-๑๐๓) ๑. ความรู้ทางภาษา บทอ่านประกอบด้วยคำ ประโยค อนุเฉท และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสื่อสารความคิด ของผู้เขียน ผู้อ่านต้องเข้าใจเครื่องมือนี้จึงจะรับความคิดของผู้เขียนได้ ส่วนประกอบของภาษามี เสียงกับรูป ของเสียงคือตัวอักษร (grapho-phonic) โครงสร้าง (syntactic) และความหมาย (semantic) ผู้เชี่ยวชาญ การอ่านบางคนกล่าวว่าเนื้อหาของระบบภาษาทั้งสามนี้เป็นตัวชี้แนะ (cues) ที่ผู้อ่านใช้ในการทำความเข้าใจ ตัวชี้แนะทางเสียง-ตัวอักษร คือ ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเสียงกับตัวอักษรรวมทั้งรูปร่างลักษณะของคำ โครงสร้างคือความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กันของคำ วลี ประโยค ย่อหน้าที่มารวมอยู่ในบริบทเดียวกัน ความหมาย คือความรู้เกี่ยวกับความหมายของคำที่อยู่เดี่ยว ๆ และรวมกับคำอื่น ผู้อ่านต้องสามารถแยกหน่วยเสียงของคำ (phonemic awareness) จดจำคำได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจ การเรียบเรียงคำ วลี ประโยค ตามกฎเกณฑ์ของภาษา แปลความหมายของคำได้ถูกต้องตามแต่ละบริบท การอ่าน คำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องเป็นอัตโนมัติจะทำให้ผู้อ่านสามารถใส่ใจกับความหมายของคำได้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ การอ่านคำย่อมไม่สามารถทำความเข้าใจได้ดี เริ่มแรกผู้อ่านควรต้องแม่นในเรื่องของการออกเสียงคำเพราะเมื่อ ออกเสียงคำได้ทำให้จดจำคำได้เร็วและนาน และในการทำความเข้าใจผู้อ่านต้องสังเกตหรือใส่ใจกับโครงสร้าง ของข้อความที่อ่าน เพราะผู้เขียนได้ใช้กฎเกณฑ์ของการเรียงคำสื่อความหมายเพื่อให้เข้าใจตามที่ผู้เขียนต้องการ ผู้อ่านต้องวิเคราะห์โครงสร้างอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ผู้อ่านต้องสามารถรวบรวมความหมายทั้งหมดของข้อความ ที่อ่าน ๒. ความตั้งใจ การทำความเข้าใจบทอ่านต้องอาศัยความตั้งใจและใส่ใจของผู้อ่านเพราะบางบทอ่านซับซ้อนและยาว ผู้อ่านต้องมีความตั้งใจในแง่ที่ ๒.๑ ต้องใช้พลังความคิดไปกับการทำความเข้าใจ ยิ่งเนื้อเรื่องยาวและยากมากเท่าไร ผู้อ่านต้องใช้ พลังความคิดมากเท่านั้น ผู้อ่านต้องดำรงพลังความคิดนี้เพื่อให้กระบวนการการอ่านจบสมบูรณ์ หากผู้อ่านใช้พลัง ความคิดไปกับรายละเอียดที่ไม่ส่งเสริมความเข้าใจ เช่น พยายามอ่านคำที่ไม่รู้จักหนึ่งคำ พลังความคิดนั้นอาจสูญ เปล่าได้
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๒ ๒.๒ ให้ความสำคัญกับความที่สำคัญ หรือสามารถแยกความสำคัญจากความที่ไม่สำคัญได้ ความใส่ใจ ในแง่นี้ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์กันของความคิดในเนื้อเรื่อง ๒.๓ สามารถมองเห็นวิธีการที่จะส่งเสริมการทำความเข้าใจ เช่น การสำรวจก่อนการอ่าน การตั้ง คำถามระหว่างอ่าน การรู้ตัวว่าอ่านไม่เข้าใจ การคิดพิจารณาหลังการอ่าน ความตั้งใจเป็นปัจจัยหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมผู้อ่านจึงไม่สามารถอ่านได้อย่างเข้าใจ และไม่สามารถ มองเห็นสิ่งที่ควรมองเห็นในเนื้อเรื่อง ๓. ความจำ ในการอ่าน ผู้อ่านต้องจดจำข้อมูลหรือความคิดที่สำคัญเอาไว้ ต้องจดจำข้อมูลเกี่ยวกับคำ วลี ประโยค เพื่อการทำความเข้าใจ ผู้อ่านยังต้องจดจำข้อมูลเก่าที่เคยจดจำเอาไว้เพื่อนำมาเชื่อมกับข้อมูลใหม่ แล้วจดจำข้อมูล ใหม่นี้ต่อไป ๔. ทักษะการคิด การทำความเข้าใจ ผู้อ่านต้องอ่าน มองเห็นความคิด สามารถเปรียบเทียบความแตกต่าง และความเหมือนของความคิด รวมทั้งสามารถสรุปประเมินความคิดความเข้าใจ ผู้อ่านต้องสามารถนำความรู้ที่มีอยู่ มาใช้กับการทำความเข้าใจ ประเมินตรวจสอบวิธีการอ่านและความเข้าใจของตนเองได้ มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในการอ่านหรืออาจมองว่าการอ่านทำความเข้าใจเป็นการพยายามแก้ปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหานั้น ๕. ความรู้เดิม การท่องจำทำให้เกิดความจำได้ แต่ไม่ดีเท่ากับความจำที่เกิดจากความเข้าใจที่มาจากการมองเห็น อย่างแท้จริงหรือการวิเคราะห์ และกล่าวกันว่าการมองเห็นอย่างแท้จริงนี้เกิดจากการนำเอาความรู้เดิม มาเปรียบเทียบหรือโยงเข้ากับความรู้ใหม่ แล้วรวบรวมความรู้ใหม่ที่เกิดจากการประสานกันนี้เป็นหมวดหมู่ ดังนั้น การทำความเข้าใจอาศัยข้อมูลใหม่รวมกับข้อมูลเก่า สรุป ถ้าการอ่านเป็นกระบวนการทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน จุดประสงค์ของการอ่านจะเป็นเสมือนเป้าหมาย ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปต้องการบรรลุจุดประสงค์ต่าง ๆ กัน ได้แก่ จุดประสงค์ด้านความรู้ ด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก และด้านกายภาพ คือการใช้สมองกับสายตาให้สัมพันธ์กัน ดังนั้นการอ่านได้ต้องอาศัยปัจจัยด้านความรู้ทางภาษา ความตั้งใจอ่าน ความจำ ทักษะการคิด และมีความรู้เดิมเพื่อเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ให้เกิดการเรียนรู้ต่อไป จึงจะนับได้ว่าผู้อ่านสามารถอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๓ การสอนให้อ่านออก การอ่านเป็นทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากนักเรียนใช้การอ่าน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ ดังนั้น ครูจึงควรศึกษาแนวทางและจัดการเรียนรู้พัฒนาทักษะ การอ่านให้อ่านออก ปิตินันธ์ สุทธสาร (๒๕๔๙ : ๙-๑๒) แนะนำว่าการสอนให้อ่านออกมีหลายวิธี ครูไม่ควรยึดวิธีใดวิธีหนึ่ง ควรผสมผสานหลายวิธีจนสามารถทำให้เด็กอ่านออกเป็นคำและรู้ความหมายของคำ ๑. สอนโดยวิธีประสมอักษร เป็นการสอนที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่แสดงภูมิปัญญาการสอน อ่านแบบไทย ซึ่งทำให้เด็กอ่านหนังสือไทยได้แตกฉานวิธีหนึ่ง วิธีสอนแบบนี้เป็นการนำพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ มาประสมกัน แล้วฝึกอ่านแบบแจกลูก การอ่าน แบบสะกดคำ เป็นการสอนอ่านที่เน้นการฟังเสียงของพยัญชนะต้น สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ที่นำมาประสมกัน เป็นคำ เมื่อฝึกฝนบ่อย ๆ จนชินหูก็จะอ่านได้ถูกต้องแม่นยำ ๒. สอนด้วยการเดาคำจากภาพ หรือการสอนอ่านจากภาพ เด็กเริ่มหัดอ่านจากรูปภาพก่อน แล้วจึงนำไปสู่การอ่านจากตัวอักษร รูปภาพจะเป็นสิ่งชี้แนะให้เด็ก อ่านคำนั้นได้ ๓. สอนอ่านจากรูปร่างของคำ เมื่อเด็กเห็นรูปร่างของคำโดยส่วนรวมก็จะจำได้ แล้วจะนำไป เปรียบเทียบกับคำที่เคยอ่านออกแล้ว คำใดที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันก็สามารถเดาและเทียบเสียงได้ว่าอ่านอย่างไร การสอนแบบนี้ครูต้องตีกรอบคำที่ทำให้เด็กสามารถมองเห็นรูปร่างคำได้อย่างชัดเจน เน้นการฝึกให้เด็กสังเกต รูปร่างของคำ ๔. สอนด้วยการเดาคำจากบริบท หรือคำที่อยู่แวดล้อม สำหรับเด็กมักจะใช้บริบทที่เป็นปริศนาคำทาย หากครูต้องการให้เด็กอ่านคำใดก็สร้างปริศนาคำทาย เมื่อเด็กทายคำได้ถูกก็สามารถอ่านคำนั้นออก ๕. สอนอ่านโดยให้รู้หลักภาษา วิธีนี้เด็กจะรู้หลักเกณฑ์ของภาษาเพื่อการอ่านการเขียน เช่น อักษร ๓ หมู่ สระเสียงเดี่ยว สระเสียงประสม มาตราตัวสะกด การผันวรรณยุกต์ การอ่านคำควบกล้ำ การอ่านอักษรนำ เป็นต้น วิธีนี้ต้องหาวิธีสอนที่หลากหลาย จัดกิจกรรมที่น่าสนใจให้เด็กเรียนรู้หลักภาษาที่ง่าย ๆ ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้เด็กสนุกสนาน กิจกรรมที่เด็กชอบ เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง เล่นเกม เป็นต้น ๖. สอนอ่านตามครู วิธีนี้เป็นการสอนที่ง่าย ครูส่วนใหญ่ชอบมาก ถ้าครูไม่คิดพิจารณาให้ดีว่า เมื่อใดควรสอนด้วยวิธีนี้ จะเป็นอันตรายต่อเด็ก ครูจะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อเป็นคำยาก คำที่มีตัวสะกดแปลก ๆ หรือครูได้ใช้วิธีอื่นแล้วเด็กยังอ่าน ไม่ได้
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๔ สำหรับชั้นป. ๑ ครูอาจใช้วิธีนี้ได้ โดยครูอ่านนำแล้วให้นักเรียนอ่านตาม เมื่อเด็กอ่านได้แล้วจึงฝึกให้อ่าน เป็นกลุ่ม เป็นรายบุคคล การอ่านบทร้อยกรองนั้น ครูจำเป็นต้องอ่านนำก่อน เพื่อให้รู้จังหวะ และลีลาการอ่านบทร้อยกรอง ตามประเภทของคำประพันธ์นั้น ๆ วิธีการสอนทั้ง ๖ วิธีนี้ ครูควรนำไปประยุกต์ใช้ให้ผสมผสานให้เหมาะสมแก่วัยของเด็กจะทำให้เด็ก อ่านออกอ่านเก่ง ต่อไปครูจึงสอนอ่าน วลี ประโยค ข้อความ เรื่องราวสั้น ๆ และการฝึกการอ่านจับใจความ ในลำดับต่อไป การวินิจฉัยความสามารถในการอ่าน ความสามารถในการอ่านหรือการอ่านคล่อง เขียนคล่อง เป็นจุดหมายของการสอนภาษาไทยทุกระดับ เนื่องจากเมื่อครูสอนนักเรียนไปได้ระยะหนึ่งหรือเมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ของปีการศึกษา ครูจำเป็นต้องตรวจสอบว่า นักเรียนคนใด จำนวนเท่าใดที่มีความสามารถอ่านได้มาตรฐานระดับชั้นนั้น ๆ และมีนักเรียนเท่าใดที่มี ความสามารถอ่านต่ำกว่าระดับมาตรฐานชั้นที่เขาเรียนอยู่ เพื่อครูจะได้สามารถดำเนินการสอนซ่อมเสริมได้ถูกต้อง มิใช่ปล่อยไว้จนสายเกินแก้ หรือละเลยศักยภาพนักเรียน การประเมินความสามารถในการอ่านหรือการวินิจฉัยความสามารถในการอ่าน หมายถึงการหา ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการอ่านของนักเรียนกับเกณฑ์การอ่านของชั้นนั้น ๆ การจัดทำเกณฑ์อ่านคล่อง เขียนคล่อง จึงเป็นรูปแบบการพัฒนาที่กำหนดทักษะภาษาที่จะต้องสอนในแต่ ละชั้นแล้วจึงจัดทำเกณฑ์วัดความสามารถในการอ่านด้วย เพื่อประเมินความสามารถในการอ่านตามทักษะภาษา ดังกล่าว ซึ่งนงเยาว์ แข่งเพ็ญแข (๒๕๓๙ อ้างถึงใน ศรีวิน ธรรมรังรอง. ๒๕๕๔ : ๑๘) ใช้แนวทางการประเมิน ความสามารถในการอ่านไว้ดังนี้ ๑. ใช้การอ่านออกเสียงเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย เนื่องจากการอ่านออกเสียงเป็นหน้าต่างเปิดไปสู่ ความเข้าใจกระบวนการอ่าน ดังนั้น ในการวินิจฉัยความสามารถในการอ่านสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา จึงใช้การอ่านออกเสียง (Oral reading) ๒. เครื่องมือในการวินิจฉัยการอ่านจะมี ๒ ชนิด คือ ๑) แบบทดสอบมาตรฐานเพื่อวัดความสามารถในการอ่านออกเสียงซึ่งประเทศไทยยังมีไม่ครบทุกชั้น หรือมีก็ให้ยืมเพื่อใช้ในการวิจัยเท่านั้น ๒) แบบทดสอบการอ่านที่ครูทำขึ้น (Informal or Teacher made Test) เป็นแบบทดสอบที่ครูคิด ทำขึ้นเอง เป็นที่นิยมแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งการวินิจฉัยการอ่านออก เขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑-๓ นี้ เป็นแบบทดสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ จัดทำขึ้น ๒ รูปแบบ คือ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๕ (๑)แบบสำรวจการอ่าน (Informal Reading Inventory) (๒)แบบสำรวจข้อผิดพลาดในการอ่าน (Reading Miscue Inventory) ซึ่งแบบทดสอบทั้งสองประเภทนี้ครูสามารถนำไปใช้ดำเนินการได้พร้อม ๆ กัน ๓. วิธีดำเนินการวินิจฉัยความสามารถในการอ่าน ๑) คำแนะนำทั่วไป (๑) ครูควรดำเนินการวินิจฉัยนักเรียนเมื่อสอนนักเรียนไปแล้วระยะหนึ่ง ได้แก่ สอนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ไปแล้ว ๘ บทเรียน ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒-๖ ควรสอนนักเรียนแล้ว ๖ บทเรียนขึ้นไป (๒) ในการวินิจฉัยควรให้นักเรียนอ่านเรื่องหรือข้อความที่มีความยาวตามเกณฑ์ที่เสนอแนะไว้ ในชั้นนั้น ๆ เช่น * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๔๐-๕๐ คำ * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๖๐-๘๐ คำ * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๘๐-๑๐๐ คำ * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๑๒๐-๑๕๐ คำ * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๑๖๐-๒๐๐ คำ * ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๒๐๐ คำ ขึ้นไป (๓) ถ้านักเรียนอ่านติด ครูควรปฏิบัติดังนี้ * นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ควรให้เวลานักเรียนใช้เวลาสะกดคำ หรือพยายาม แก้ปัญหาในการอ่านเป็นเวลา ๖-๗ วินาที จึงบอก * นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ควรให้เวลานักเรียนใช้เวลาสะกดคำ หรือพยายาม แก้ปัญหาในการอ่านเป็นเวลา ๔-๕ วินาที จึงบอก และคำที่เด็กอ่านติดถือว่าอ่านไม่ออก หรืออ่านผิดนั่นเอง (๔) เตรียมแบบบันทึกคำที่อ่านผิดและพฤติกรรมในการอ่านดังตัวอย่าง (๕) ครูควรดำเนินการวินิจฉัยการอ่านให้เป็นธรรมชาติที่สุด ได้แก่ พูดให้กำลังใจ ไม่ควรดุ หรือตำหนิ (๖) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ที่อ่านไม่คล่องตามเกณฑ์หรือไม่ผ่าน ให้ครูนำ เอกสารชั้นที่ต่ำลงมาอีกชั้นหนึ่งให้อ่าน ถ้าผ่านก็ถือว่ามีความสามารถในการอ่านเท่ากับชั้นนั้น เช่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ อ่านข้อความที่ครูเตรียมมาให้ไม่ผ่าน ขอให้ครูนำข้อความที่มีความง่าย - ยาก เท่ากับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ให้อ่าน ถ้าไม่ผ่าน ก็ให้นำข้อความเท่ากับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ให้อ่าน ถ้าอ่านได้เท่ากับ เกณฑ์ชั้นใดก็บันทึกว่ามีความสามารถในการอ่านเท่ากับชั้นนั้น
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๖ ฉะนั้น การบันทึกความสามารถในการอ่านอาจเป็นดังนี้ เช่น * ผ่านชั้นป. ๔ * ไม่ผ่านป. ๔ / ผ่านป. ๓ / คล่องป. ๒ * ไม่ผ่านป. ๕ / ผ่านป. ๔ / คล่องป. ๓ * ไม่ผ่านป. ๒ / ผ่านป. ๑ ๒) รหัสบันทึกการอ่านออกเสียง ลักษณะการอ่านของเด็ก รหัสบันทึก ๑. อ่านออกเสียงผิด อ่านเป็นคำอื่น ๑. ทำเครื่องหมาย × ทับคำที่อ่านผิด ๒. อ่านออกเสียงคำควบกล้ำ (ร, ล, ว) ๒. เขียน รอบตัวคำควบกล้ำนั้น ๆ ไม่ชัด หรือไม่ออกเสียง เช่น ร หรือ ล ๓. ผู้ดำเนินการสอบช่วยอ่าน ๓. เขียน ช ทับคำ (ในกรณีที่อ่านไม่ได้ ให้เวลาแก้ไข ๖-๗ วินาที สำหรับป. ๑ และ ๔-๕ วินาที สำหรับป. ๒) ๔. ละเว้นไม่อ่านคำ ๔. เขียน รอบคำ ๕. อ่านผิดแล้วแก้ได้เอง ๕. เขียน × ก (เขียน × ทับคำ ตัว ก อยู่บนคำ ๖. อ่านสลับคำ ๖. เขียน ส รหัสที่ใช้บันทึกพฤติกรรมในการอ่านเพื่อวิเคราะห์ลักษณะของการอ่านผิด ผลการประเมินนำไปใส่ ในข้อ ๓ ของแบบบันทึกการอ่าน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๗ ๓) แบบบันทึกการอ่านออกเสียง คำ รหัสบันทึก ลักษณะการอ่าน สรุปความสามารถ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๘ ตัวอย่างบันทึกการอ่านออกเสียง วัดความสามารถในการอ่านออกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ชื่อ..............................................................ชั้น.......................................โรงเรียน.................................... วันที่บันทึกการอ่านออกเสียง วัน.........................เดือน...............................................ปี......................... คำ รหัสบันทึก ลักษณะการอ่าน สรุปความสามารถ เรือใบ × อ่านผิด ไม่ผ่านป. ๓ ผ่านป. ๒ คล่องป. ๑ ไข่เจียว × ก อ่านผิดแล้วแก้ได้เอง จุดประสงค์ของการอ่าน ปัจจัยที่ใช้ในการอ่าน Bloggang.com
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๑๙ บทที่ เรียนรู้เรื่องการเขียน การเขียนเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้ความคิดของผู้เขียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ เล่าเรื่อง อธิบาย แสดง ความคิดเห็น หรือถ่ายทอดจินตนาการ ดังนั้น การเขียนที่ดีควรมีการใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมาย สร้าง ประโยคให้ชัดเจนและสละสลวย รวมทั้งการเขียนย่อหน้าให้มีเอกภาพ สัมพันธภาพและสารัตถภาพ เรียบเรียงเรื่อง ให้น่าสนใจ ผู้อ่านจึงจะเข้าใจได้ถูกต้องและๆด้รับประโยชน์จากสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อสาร ในระยะสิบปีมานี้ มีการศึกษาค้นคว้ากันมากถึงความสามารถในการเขียนของเด็กและปรับปรุง จุดมุ่งหมายของการสอนเขียนช่วงชั้นที่ ๑-๒ เปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งมุ่งทางฝึกคัดลายมือ เขียนสะกดคำให้ถูกต้อง เป็นการเขียนเพื่อสื่อสารความรู้ ความคิด ความรู้สึกและจินตนาการตั้งแต่เริ่มเรียนเลยทีเดียว กองวิจัย ทางการศึกษา กรมวิชาการ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. ๒๕๕๐ : ภาคผนวก ๖ อ้างถึงใน ศรีวิน ธรรมรังรอง. ๒๕๕๔: ๒๔) ได้สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนกลุ่มทักษะภาษาไทยระดับ ประถมศึกษา ผลการสังเคราะห์พบว่า นักเรียนที่มีความถนัดทางการเรียนสูงจะมีความสามารถในการเขียนสูงกว่า นักเรียนที่มีความถนัดทางการเรียนต่ำ นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์การเรียนสูงจะมีความสามารถ ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์สูง
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๐ ความหมายของการเขียน ปรัชญา อาภากุล และการุนันท์ รัตนแสนวงษ์ (๒๕๔๒ : ๑๒๙) ให้ความหมายของการเขียนไว้ว่า หมายถึง การแสดงออกเพื่อติดต่อสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยใช้สัญลักษณ์ ภาษา ตัวอักษร เป็นการสื่อเพื่อถ่ายทอด ความรู้ ความคิด ความต้องการ ความรู้สึก ประสบการณ์ ของงานให้ผู้อื่นรับทราบ นอกจากนี้ ปรีชา ทิชินพงศ์ (๒๕๔๒ : ๑๒๕) ให้ทัศนะเสริมไว้ว่า ผู้เขียนควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม มีศิลปะ จึงจะสามารถสื่อสารให้ผู้อ่าน เข้าใจถึงความต้องการของผู้เขียนได้ วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๓๙) ให้ความหมายของการเขียนว่าเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะการส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (๒๕๕๐ : ภาคผนวก ๒/๘) ให้ความหมายของการเขียนว่า หมายถึง การสื่อสารด้วยตัวอักษรเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ข่าวสาร และจินตนาการ โดยการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษาและตรงตามเจตนาของผู้เขียน เมื่อการเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือจินตนาการออกมาเป็น ตัวหนังสือ โดยมีวิธีการต่าง ๆ กัน การจะใช้วิธีการใดในการเขียนนั้นย่อมแล้วแต่จุดมุ่งหมายของการเขียน ศักดิ์ศรี ปาณะกุล และนิรมล ศตวุฒิ (๒๕๔๖ : ๔-๕) จึงให้แนวคิดสำหรับการเขียนว่า การเขียนเป็นทักษะ ในการสื่อความหมายทักษะหนึ่งนอกเหนือจากการฟัง การพูดและการอ่าน แต่การเขียนเป็นทักษะที่ต้อง ระมัดระวังในการใช้มากกว่าทักษะอื่น เนื่องจากสิ่งที่เขียนจะปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ผู้ที่เขียน จะต้องเขียนให้เป็นและเขียนให้ถูกต้อง คนที่เขียนเป็นและเขียนได้ถูกต้องจะทำให้ผู้รับข้อความรับได้ตรงกับ ความหมายที่ผู้เขียนตั้งใจสื่อให้ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ความรู้ ความเข้าใจ จินตนาการ อารมณ์ และความคิดเห็น จากทัศนะของนักวิชาการดังกล่าว การเขียนจึงหมายถึงการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึกหรือจินตนาการออกมาเป็นตัวหนังสือ โดยมีวิธีการต่าง ๆ กัน การจะใช้วิธีการใดในการเขียนนั้นย่อม แล้วแต่จุดมุ่งหมายของการเขียน นอกจากนี้ การถ่ายทอดความรู้ความคิดและประสบการณ์ของผู้เขียนเป็น สัญลักษณ์ตัวหนังสือนั้นจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้น ผู้เขียนจึงต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเขียน กล่าวคือ มีศาสตร์ได้แก่ความรู้เรื่องหลักภาษาและความเข้าใจภาษา (competence) ซึ่งนักการศึกษาเรียกว่า “ความชาญภาษา”หมายถึงความสามารถในการแสดงหรือการเขียนประโยค พร้อมกับมีความเข้าใจและมีความรู้ เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของประโยคที่เขียนออกมา และสามารถยกตัวอย่างประกอบได้ เพื่อผู้เขียนสามารถถ่ายทอดเป็น งานเขียนได้ถูกต้องตามจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อสาร สำหรับการมีศิลปะในการเขียนนั้น เป็นการใช้ภาษาที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อจูงใจ โน้มน้าวใจ หรือมุ่งสื่อสารให้ผู้อ่านบรรลุตามจุดมุ่งหมายของการเขียน นอกจากนี้ผู้เขียนที่ชาญ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๑ ภาษาอาจสร้างงานเขียนที่เป็น “ศิลปะภาษา” (Language Arts) ซึ่งเป็นขั้นใช้ภาษาที่ประณีต งดงาม ก็ได้ อันเป็น ศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่งของมนุษย์ จุดมุ่งหมายของการเขียน ศักดิ์ศรี ปาณะกุล และนิรมล ศตวุฒิ (๒๕๔๖ : ๔-๕) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการเขียนโดยทั่วไปว่า มี ๖ ประการ ดังนี้ ๑. การเขียนเพื่ออธิบาย หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนมุ่งอธิบายหรือชี้แจงให้ผู้อ่านมีความเข้าใจง่ายขึ้น ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเรื่องที่เป็นความรู้ ข้อเท็จจริง ทฤษฎีต่าง ๆ เช่น การอธิบายความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นต้น ๒. การเขียนเพื่อบรรยายความหรือเล่าเรื่อง หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนนำเรื่องราว เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือพฤติกรรมของบุคคลใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ผู้เขียนพบเห็นหรือได้รับฟังมามาถ่ายทอด เป็นข้อเขียน เช่น การบรรยายหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ตำนาน ชีวประวัติ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย ข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น ๓. การเขียนเพื่อพรรณนาหรือสร้างจินตนาการ หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเห็น ตรงกันและเกิดอารมณ์ร่วมหรือคล้อยตามไปด้วย และตีความหมายจนเข้าใจความหมายของเรื่องที่ผู้เขียนต้องการ สื่อความหมายนั้นได้ เช่น การถ่ายทอดความรู้สึกเหงาขณะที่อยู่ต่างประเทศในฤดูหนาว ขณะที่มีหิมะตก เป็นต้น ๔. การเขียนเพื่อสั่งสอนหรือจูงใจ หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเชื่อถือและปฏิบัติตาม ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่ต้องการให้ข้อคิดในทางที่ถูกที่ควร หรือเป็นเรื่องของการโฆษณาให้ยอมรับในสิ่งที่โฆษณา นั้น ๕. การเขียนเพื่อปลุกใจ หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนต้องการกระตุ้นให้ผู้อ่านมีความรู้สึกที่จะเข้าร่วม ในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพื่อส่วนรวมของสังคม โดยพยายามกระตุ้นให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมเพรียง และเกิด ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ข้อเขียนที่ปลุกใจให้คนไทยใช้สินค้าไทย เป็นต้น ๖. การเขียนเพื่อแสดงทัศนะ ความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนแสดง ความรู้สึกนึกคิด เสนอผลดี ผลเสีย พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านพิจารณา หรืออาจจะโน้มน้าวให้ผู้อ่าน ยอมรับความคิดเห็นของผู้เขียน การเขียนลักษณะนี้มักจะอยู่ในรูปของบทความ หรือบทวิจารณ์ เช่น การแสดง ทัศนะเกี่ยวกับบทบาทของครูในยุคปัจจุบัน เป็นต้น สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (๒๕๕๐ : ภาคผนวก ๒/๖) กล่าวว่า การเขียนเป็นเครื่องมือ แสดงออกซึ่งความรู้ ความคิด ความรู้สึก และจินตนาการของมนุษย์ทั้งเรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเครื่องมือสำคัญทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญาของมนุษย์ อันสะท้อนความเจริญหรืออารยธรรม
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๒ ของมนุษย์แต่ละยุคสมัยได้ทางหนึ่ง เมื่องานเขียนนั้นมีคุณค่าและสามารถสื่อสารได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ก็จะ ช่วยสร้างความรู้ ความคิด หรือความเพลิดเพลินตามเจตนาของผู้เขียนให้แก่ผู้อ่านได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็วด้วย ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนและผลงานเป็นที่ยอมรับในสังคมก็สามารถยึดงานเขียนเป็นอาชีพได้ ในการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาเขียนถ่ายทอดความรู้ ความคิด และบันทึกสาระจากการเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ได้นั้น ผู้เรียนควรแสดงความสามารถเขียนได้ ๔ ประเภท ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. ๒๕๕๐ : ๒-๓) ๑. การเขียนตามแบบ คือ การเขียนที่มีแบบให้ดู แบบเป็นอย่างใดนักเรียนก็เขียนตามแบบนั้นได้ เช่น ครูเขียนคำ “โรงเรียน” “อ่านหนังสือ” บนกระดานดำ แล้วให้นักเรียนเขียนคำเหล่านั้นลงในสมุดแบบฝึกหัดก็ถือ ว่าเป็นการเขียนตามแบบ การเขียนตามแบบเป็นการเขียนที่มีแบบให้ดูนักเรียนจึงจะเขียนได้ หากไม่มีแบบให้ดู นักเรียนจะเขียนไม่ได้ การเขียนตามแบบจึงเป็นการฝึกเพื่อให้มีทักษะเบื้องต้นในการเขียน ๒. การเขียนด้วยความเข้าใจ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนใช้ความรู้ความสามารถในการเขียนสูงกว่าการเขียน ตามแบบ การเขียนด้วยความเข้าใจ ได้แก่ การเขียนเป็นคำ ประโยค ข้อความสั้น ๆ ที่เมื่อเขียนแล้วผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เขียน การเขียนด้วยความเข้าใจมี ๒ ประการ คือ ๑) นักเรียนเขียนได้โดยไม่ต้องมีรูปแบบ ๒) นักเรียนรู้ความหมาย เนื้อหา สาระของคำ ประโยค และข้อความที่เขียน ๓. การเขียนอย่างมีจุดประสงค์หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ผู้อ่านทราบหรือเข้าใจอย่างใด อย่างหนึ่งตามที่ผู้เขียนต้องการ เช่น ให้ทราบความต้องการ ความคิดเห็น ประสบการณ์ หรือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามที่ผู้เขียนมีอยู่ ได้แก่ การเขียนเรียงความ หรือการเขียนที่มีลักษณะอย่าง การเขียนเรียงความ เช่น การเขียนประกาศโฆษณา แจ้งความ และการเขียนบทความ ๔. การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเขียนอย่างมีจุดประสงค์แต่ต่างกันที่ว่าการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ผู้เขียนต้องมีความรู้ความสามารถในเชิงการเขียนสูงกว่าการเขียนอย่างมีจุดประสงค์ การเขียนเชิง สร้างสรรค์มีลักษณะ ๔ ประการ คือ ๑) ใช้สำนวนภาษาประณีต สละสลวย ๒) เนื้อหาสาระที่นำมาเขียนแปลกใหม่ มีลักษณะของการคิดริเริ่ม ๓) ให้ความรู้ความเข้าใจหรือความคิดที่ดี ช่วยประเทืองปัญญาของผู้อ่าน ๔) สามารถที่จะเข้าใจและจูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามได้
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๓ ความสำคัญของการเขียน การเขียนเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญเนื่องจากบุคคลใช้การเขียนทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้ความคิด และบันทึกวรรณคดี วรรณกรรม นักการศึกษาดังเช่นกองเทพ เคลือบพณิชกุล (๒๕๔๒ : ๑๒๔-๑๒๕) จึงกล่าวให้ ความสำคัญของการเขียนไว้ ๖ ประการ ดังนี้ ๑. เป็นเครื่องมือสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันในสังคม ๒. เป็นเครื่องวัดความเจริญทางด้านอารยธรรมทางภาษาของมนุษย์ ๓. เป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญาของมนุษย์ ๔. เป็นอาชีพที่สำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบัน ๕. เป็นเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าของนักเรียนนักศึกษา ๖. เป็นเครื่องจรรโลงใจแก่สังคมมนุษย์ที่จะให้ความเพลิดเพลินแก่คนเราทุกเพศทุกวัย สำหรับคู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ เล่มนี้ มุ่งหมาย ตรวจสอบความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อประเมินว่า นักเรียนเรียนภาษาไทยแล้ว มีทักษะการเขียนได้ซึ่งเป็นการเขียนตามความเข้าใจโดยไม่ต้องมีแบบให้ดู หรือนักเรียนเขียนไม่ได้ กล่าวคือ ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิด สื่อสารระดับคำ ระดับประโยค เป็นภาษาเขียนได้ แสดงให้เห็นว่า ความสามารถด้านการเขียนยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์การสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร และคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ยังไม่ได้มาตรฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๔ “...อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องสอนผสมคำดีไหม คือให้อ่าน กอ กา กิ กี กุ กู อย่างแบบเรียนเร็วนี่ดี หรือว่าอย่างยุคหนึ่งที่เขาคิดว่า ให้สอนเป็นคำ ที่มีความหมายไปเลย เช่น กิน นอน ไป ก็สอนให้เป็นความหมายไปเลย เพราะว่าเด็กบางคนเขาเบื่อเหมือนกันที่ต้องเรียนอะไรที่ไม่มีความหมาย หรือไม่เข้าใจความหมายกัน เป็นการเรียนเบื้องต้นเกินไป ในขณะที่เขารู้แล้ว ก็มี ๒ วิธี บางทีก็นั่งนึกว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่สะกดได้ไม่เหมือนภาษาจีน ภาษาจีนต้องจำเป็นตัว ๆ แน่ แต่ภาษาไทยต้องสะกด ผสมอักษรเป็นคำได้ ทำไมไม่เอาเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกว่าต้องปน ๆ กัน วิธีไหนดีกว่าก็พูดไม่ได้ แนะนำไม่ได้ ถ้าพูดว่าอย่างนี้ดีก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ดี เหมือนกัน หรือว่าต้องปน ๆ กัน หรือต้องใช้แต่ละสถานการณ์...” พระราชดำรัส เรื่องการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ปาฐกถาใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประชุมอบรมของสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพมหานคร
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๕ บทที่ ความสามารถอ่านออก เขียนได้ ข้อสังเกตการใช้เกณฑ์อ่านออก เขียนได้ เมื่อนักวิชาการสังเกตพฤติกรรมของผู้อ่านออก เขียนได้ ทำให้เห็นความสามารถในการอ่านเด่นชัด และแตกต่างกันหลายประการ จนสามารถสรุปเป็นเกณฑ์พฤติกรรมการอ่านได้ตามระดับชั้น โดยแบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ ประถมศึกษาปีที่ ๑-๒ ประถมศึกษาปีที่ ๓-๔ และประถมศึกษาปีที่ ๕-๖ เกณฑ์นี้ใช้สำรวจประเมินความสามารถในการอ่านเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วเพื่อคัดแยกว่านักเรียนคนใด ได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถในการอ่านระดับนั้น และนักเรียนคนใดยังไม่ได้รับการยอมรับ เพื่อจะได้ ดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม เกณฑ์นี้มิอาจทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมดหรือสมรรถภาพได้ทั้งหมดทุกด้านแต่ก็สามารถ สำรวจความสามารถเบื้องต้นได้ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มานานแล้วจนถึงปัจจุบัน เพราะ The psycholinguistic Nature of the Reading Process ตามแนวคิดของ K.S Goodman เป็นที่ยอมรับว่า “การอ่านออกเสียง เป็นหน้าต่างนำไปสู่ความเข้าใจกระบวนการอ่านของผู้อ่านได้” (นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข, ๒๕๓๙. อ้างถึงใน ศรีวิน ธรรมรังรอง, ๒๕๕๔ : ๓๒) ๑. เกณฑ์อ่านคล่อง เขียนคล่อง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๒ ๑.๑ ความสามารถในการอ่าน อ่านแบบเรียนประจำชั้นที่สอนไปแล้ว หรือหนังสืออื่นที่มีความง่ายยากเท่ากัน อ่านผิดไม่เกินหนึ่ง ในสี่ของคำ โดยไม่นับคำซ้ำ ท่าทางมั่นใจ ความเร็วปกติ ไม่ช้าเกินไป ถ้าอ่านติดให้เวลาแก้ปัญหาสะกดคำ ๖-๗ วินาที สำหรับเด็กป. ๑ และ ๔-๕ วินาที สำหรับเด็กป. ๒ ครูจึงบอก และถ้าครูบอกก็นับว่าอ่านผิด ถ้าอ่านผิดแล้ว แก้ไขเองได้ ให้นับว่าอ่านถูก ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ข้อความมีความยาว ๔๐-๕๐ คำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ข้อความมีความยาว ๖๐-๗๐ คำ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๖ ๑.๒ พฤติกรรมในการอ่าน อ่านช้า ๆ อ่านเป็นคำ ๆ อ่านไปสะกดไป ถามครูบ้างถ้าอ่านไม่ออก จะแก้ปัญหาด้วยการสะกดคำ หรือถาม หรือรอให้บอก/วิธีอ่านเด็กจะชี้ตัวหนังสือ และการเปลี่ยนบรรทัดต้องชี้เช่นกัน ยังเปลี่ยนบรรทัด ด้วยสายตาไม่ได้ ๑.๓ ความเข้าใจในการอ่าน เข้าใจเรื่องที่อ่านกว้าง ๆ เท่านั้น เพราะยังอ่านเป็นคำ ๆ ๑.๔ วิธีอ่าน วิธีอ่านมี ๒ วิธี คือ อ่านในใจกับอ่านออกเสียง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๒ จะใช้การอ่าน ออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ ถ้าให้อ่านในใจเด็กจะทำได้เพียงออกเสียงเบา ๆ โดยริมฝีปากยังต้องเคลื่อนไหว เพราะอ่าน ในใจแบบสมบูรณ์ยังไม่ได้ ถ้าอ่านติด ป. ๑ ให้เวลาแก้ปัญหา ๖-๗ วินาที ป. ๒ ให้เวลา ๔-๕ วินาที ๑.๕ อัตราการอ่าน มีอัตราการอ่านอัตราเดียวเท่านั้น คือ อ่านช้า ๆ ๑.๖ ความเร็วในการอ่าน อ่านช้ากว่าพูด ๑.๗ ด้านจิตวิทยา ด้านจิตใจความรู้สึก เด็กจะมีความกล้ากระตือรือร้นที่จะอ่าน พบหนังสือไม่ว่าเล่มเล็ก ๆ หรือเล่ม ใหญ่ก็จะหยิบเปิดดูและหาคำที่อ่านออก เมื่อพบคำที่อ่านได้ก็จะอ่านและชอบอ่านให้ผู้ใหญ่ดู และยิ้ม ด้วยความภูมิใจที่สามารถอ่านหนังสือออกเพราะคิดว่าตนอ่านหนังสือได้ ๑.๘ การเขียน ควรเขียนได้ใกล้เคียงกับการอ่าน ควรแต่งเรื่องขั้นต้นได้ คือแต่งเรื่องหรือเขียนอธิบายภาพได้ จะเขียนหนังสือตัวเต็มบรรทัดหรือตัวโต ๆ ๒. เกณฑ์อ่านคล่อง เขียนคล่อง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๔ ๒.๑ ความสามารถในการอ่าน อ่านแบบเรียนประจำชั้นที่สอนไปแล้ว หรือหนังสืออื่นที่มีความง่าย-ยากเท่ากัน อ่านผิดไม่เกิน หนึ่งในสี่ของคำ ไม่นับคำซ้ำ ด้วยท่าทางที่มั่นใจ ความเร็วในการอ่านอัตราปกติ เรื่องหรือข้อความที่อ่านมีความยาว ๘๐-๑๐๐ คำ และระหว่าง ๑๒๐-๑๕๐ คำ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๔ ตามลำดับ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ข้อความในการอ่านควรเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ได้ ๒.๒ พฤติกรรมในการอ่าน การอ่านจะกวาดสายตาช่วงกว้าง ๒-๓ คำ ถ้าอ่านคำใดไม่ออกจะใช้วิธีเดาคำ และสะกดคำ (หรือถ้าสะกดคำจะใช้วิธีสะกดคำในใจ) หรือถาม หรือรอให้บอก การเปลี่ยนบรรทัดจะใช้วิธีเปลี่ยนบรรทัด ด้วยสายตาได้แต่จะผิดบ้าง แต่ไม่ควรใช้นิ้วชี้ตัวหนังสือ ความเร็วในการอ่านอัตราปกติ
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๗ ๒.๓ ความเข้าใจในการอ่าน ความเข้าใจเรื่องที่อ่านจะมากขึ้น เนื่องจากสามารถอ่านโดยกวาดสายตา ๒-๓ คำ เข้าใจเรื่อง ที่อ่าน ๗๐% ขึ้นไป ๒.๔ วิธีอ่าน วิธีอ่านจะเริ่มใช้ทั้ง ๒ วิธี คือ อ่านออกเสียงและอ่านในใจ จะเริ่มใช้การอ่านในใจบ้างแต่เป็น การอ่านในใจขั้นต้น กล่าวคือ อ่านเสียงเบาลง ริมฝีปากยังเคลื่อนไหว การอ่านในใจอย่างสมบูรณ์ยังทำไม่ได้ อาจจะมีเด็กบางคนที่อ่านเก่งมาก ๆ สามารถอ่านในใจที่สมบูรณ์ได้บ้าง ๒.๕ อัตราการอ่าน อัตราการอ่านควรมี ๒ อัตรา ทั้งนี้ขึ้นกับเรื่องหรือข้อความที่อ่าน ถ้าง่ายก็จะอ่านคล่องหรืออ่าน เร็วขึ้น ถ้ายากขึ้นจะอ่านช้าลง (เฉพาะนักเรียนที่อ่านเก่งครูอาจเสริมให้มีอัตราในการอ่าน ๒ อัตรา คือ อ่านเร็ว ปานกลางกับอ่านปกติขึ้นกับความยากง่ายของเอกสารที่อ่าน และเด็กทุกคนควรอ่านได้อัตราปกติไม่ใช่อ่านช้า ๒.๖ ความเร็วในการอ่าน อ่านเร็วเท่ากับพูด หรือช้ากว่าพูดเล็กน้อย ๒.๗ ด้านจิตวิทยา ด้านจิตใจและความรู้สึกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ คือ มีความภูมิใจในความสามารถ ในการอ่านของตน เมื่อถูกขอร้องให้อ่านก็จะอ่านด้วยความเต็มใจและภูมิใจเพราะจะรู้ว่าตนอ่านหนังสือออก และสำหรับเด็กที่อ่านไม่คล่องก็จะรู้ความสามารถในการอ่านที่ด้อยของตน ครูต้องช่วยเหลือให้พ้นสภาพนี้ ๒.๘ การเขียน จะเขียนตัวครึ่งบรรทัด การเขียนควรเขียนได้เท่า ๆ กับที่อ่าน สามารถแต่งเรื่องขั้นสูง คือ ใส่ความคิดเห็นลงในเรื่อง อ่านและสรุปด้วยวาจาได้ และเมื่อฝึกมาก ๆ ขึ้น ก็จะเขียนสรุปได้ ข้อสังเกต ๑. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อมีความสามารถในการอ่านตามเกณฑ์ เรียกว่า เป็นผู้รู้หนังสือถาวร (permanent literacy) ซึ่งเป็นจุดหมายของหลักสูตรประถมศึกษา เพราะได้เรียนมานานถึง ๖ ปี ควรจะต้องเป็นผู้รู้หนังสือถาวรแล้ว ถ้านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ มีความสามารถในการอ่านเท่ากับเกณฑ์การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เรียกว่า เป็นผู้อ่านไม่คล่อง (immature reader) และสามารถ พยากรณ์ได้ว่าจะลืมหนังสือ แต่ถ้านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีความสามารถในการอ่าน เท่ากับเกณฑ์การอ่านชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ก็ยอมรับว่ามีความสามารถในการอ่านคล่องตามระดับ ชั้นของเขา หรือผ่านนั่นเอง ถ้านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ มีความสามารถในการอ่านเท่ากับเกณฑ์การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ แล้ว เรียกว่า เป็นผู้ที่อ่านต่ำมาก (poor reader) แต่ถ้านักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ มีความสามารถในการอ่านเท่ากับเกณฑ์การอ่านชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก็ยอมรับว่ามีความสามารถในการอ่านคล่อง
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๘ ๒. นักเรียนที่จะอ่านเก่งมีแนวโน้มแสดงให้เห็นในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๒-๓ ๓. เมื่อวินิจฉัยความสามารถในการอ่านแล้วจะได้นักเรียน ๔ กลุ่ม คือ อ่านคล่อง ตามเกณฑ์กับการอ่านไม่คล่องหรือต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งก็จะเป็นข้อมูลให้ครูใช้วางแผน การสอนเสริมหรือซ่อมได้ถูกต้องต่อไป กลุ่มที่ ๑ อ่านไม่ผิดเลย ระดับดีมาก เก่งมาก กลุ่มที่ ๒ อ่านผิด ๑-๓ คำ ระดับดี กลุ่มที่ ๓ อ่านผิดไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของคำทั้งหมด โดยไม่นับคำซ้ำ ระดับพอใช้ กลุ่มที่ ๔ อ่านผิดมากกว่า ๑ ใน ๔ ของคำทั้งหมด ไม่ยอมรับว่าอ่านคล่อง หรือตกเกณฑ์
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒๙ สรุปเปรียบเทียบสมรรถภาพในการอ่าน ระหว่างป. ๑-๒ /ป. ๓-๔ เกณฑ์อ่านคล่อง เขียนคล่อง ป. ๑-๒ เกณฑ์อ่านคล่อง เขียนคล่อง ป. ๓-๔ ๑. ความสามารถในการอ่าน * อ่านผิดไม่เกิน ๑/๔ โดยไม่นับคำซ้ำ ท่าทางมั่นใจ (๔๐-๕๐ คำ) - (๖๐-๗๐ คำ) ๑. ความสามารถในการอ่าน * อ่านผิดไม่เกิน ๑/๔ ไม่นับคำซ้ำ ท่าทางมั่นใจ (๘๐-๑๐๐ คำ) - (๑๒๐-๑๕๐ คำ) ๒. ด้านพฤติกรรมในการอ่าน * อ่านช้า ๆ อ่านเป็นคำ ๆ อ่านไปสะกดไป ถ้าอ่าน ไม่ออกจะใช้การเดาสะกดคำ หรือถามครู * เปลี่ยนบรรทัดด้วยสายตาไม่ได้ ต้องใช้นิ้วชี้หนังสือ * เคลื่อนหน้าไปตามตัวหนังสือ ๒. ด้านพฤติกรรมในการอ่าน * กวาดสายตา ๒-๓ คำ ถ้าอ่านไม่ออกจะใช้วิธีเดา (ไม่ควรใช้วิธีสะกดคำ) * ควรเปลี่ยนบรรทัดด้วยสายตาได้ แต่อาจผิดบ้าง * เด็กจะเคลื่อนสายตาในการอ่านไม่เคลื่อนหน้า ตามตัวหนังสือขณะอ่าน ๓. วิธีอ่าน * ส่วนใหญ่ใช้วิธีสอนแบบอ่านออกเสียง ยังใช้วิธีสอน แบบอ่านในใจยังไม่ได้ ๓. วิธีอ่าน * ควรจะใช้วิธีอ่าน ๒ วิธี คือ อ่านออกเสียง และอ่านในใจ ๔. ความเข้าใจในการอ่าน * เข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างกว้าง ๆ เนื่องจากยังอ่าน เป็นคำ ๆ ๔. ความเข้าใจในการอ่าน * เข้าใจเรื่องที่อ่านดีขึ้น เนื่องจากอ่านเป็นวลี/ประโยค ๗๐-๘๐ % ๕. ด้านอัตราในการอ่าน (Rate of reading) * มีอัตราเดียวคืออ่านช้า ๕. ด้านอัตราในการอ่าน (Rate of reading) * ควรมี ๒ อัตรา คือ ปกติ กับช้า ๖. ความเร็วในการอ่าน (speed of reading) * อ่านช้ากว่าพูด (นาที...คำ) ๖. ความเร็วในการอ่าน (speed of reading) * ควรอ่านได้เร็วใกล้เคียงกับการพูด (นาที...คำ) ๗. ด้านจิตวิทยา * มีความกระตือรือร้น กล้าและสนใจการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มเล็ก/ใหญ่ ก็จะอ่าน แม้อ่านได้ เพียง ๒-๓ คำ ก็จะยิ้มด้วยความดีใจ ๗. ด้านจิตวิทยา * ภูมิใจที่อ่านหนังสือออก สนใจใช้เวลาว่างในการอ่าน ๘. ด้านความสามารถในการเขียน * เขียนอธิบายความคิดขั้นต้นได้ กล่าวคือ อาจจะ เขียนเรื่องวกวนไม่เป็นลำดับ เขียนเหมือนกับที่พูด เขียนหนังสือผิดบ้าง ๘. ด้านความสามารถในการเขียน * สามารถรวบรวมความรู้ความคิดเขียนเป็นเรื่องได้ดี ขึ้น กล่าวคือ การลำดับเรื่องจะต่อเนื่องกัน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๐ ตอนที่ เครื่องมือวัดความสามารถ อ่านออก เขียนได้
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๑ บทที่ การประเมินอ่านออก เขียนได้ สาระที่นำมาประเมินการอ่าน การเขียน ๑. สาระที่นำมาประเมินการอ่าน การเขียน ใช้ได้หลากหลายประเภท ควรมีหลายชุด โดยจัดเป็นคำ ประโยค และข้อความ ซึ่งนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ทั่วไปสามารถอ่านข้อความที่พิมพ์อย่างปกติโดยไม่ต้อง เว้นวรรคระหว่างคำทุกคำ ๒. ความยากง่ายของสาระที่นำมาประเมินการอ่าน การเขียน อาจใช้จากบัญชีคำพื้นฐาน ซึ่งกรมวิชาการ เดิมเคยวิจัยไว้ และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาคำ พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ อีกครั้ง ปีการศึกษา ๒๕๕๔ หรือครูนำคำจากหนังสือเรียน ชั้นประถมศึกษามาประเมินนักเรียน ๓. วิธีประเมินการเขียน อาจให้เขียนตามคำบอก ใช้ภาพเป็นสื่อเรียบเรียงประโยค ข้อความ เรื่องราว หรือเรียบเรียงตามความคิดและจินตนาการก็ได้ เกณฑ์ผ่านการประเมิน ๑. การอ่าน ออกเสียงคำ ประโยค และข้อความได้ถูกต้อง เว้นวรรคตอนถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ ๖๐ ของจำนวน คำที่อ่าน ตัวอย่าง อ่านข้อความหรือเรื่องราวที่บรรจุคำ ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ คำ หรือ ๑๐ บรรทัด ในหนึ่งหน้ากระดาษ เอ ๔ ตัวพิมพ์ขนาด ๒๘ พอยท์
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๒ นักเรียนสามารถ - อ่านออกเสียงคำ ประโยค และข้อความได้ถูกต้อง ร้อยละ ๖๐ คือ ประมาณ ๖๐-๙๐ คำ (คำซ้ำกันถ้าอ่านผิด นับเป็น ๑ คำ) - ใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที - ถ้าอ่านผิด อ่านเดา หรือหยุดสะกดคำ (เวลาประมาณ ๔-๕ วินาที ต่อคำ) อนุโลมได้แต่ต้อง รวมแล้วไม่เกิน ๑๐ คำ ๒. การเขียน เขียนคำ ประโยค และข้อความได้ถูกต้อง อย่างน้อยร้อยละ ๕๐ ของจำนวนคำที่เขียน (คำซ้ำกัน ถ้าเขียนผิด นับเป็น ๑ คำ) ตัวอย่าง ข้อความหรือเรื่องราวที่บรรจุคำ ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ คำ หรือ ๑๐ บรรทัด ในหนึ่งหน้ากระดาษ เอ ๔ ตัวพิมพ์ขนาด ๒๘ พอยท์ นักเรียนสามารถ - เขียนคำ ประโยค และข้อความได้ถูกต้องร้อยละ ๕๐ คือ ประมาณ ๕๐-๗๕ คำ (คำซ้ำกัน ถ้าเขียนผิด นับเป็น ๑ คำ) ๑. แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ๑) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นคำ ๑. ปา ๖. ผี ๒. อา ๗. ถู ๓. ผา ๘. ชู ๔. ทา ๙. นารี ๕. ตี ๑๐. สูสี
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๓ ๒) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นประโยค ที่ ประโยค ๑. พ่อใช้มือเกาขาเบาเบา ๒. น้าใส่ใบชาลงในกาน้ำ ๓. ต้นมะลิมีดอกสีขาว ๔. หนูร้องจี๊ด จี๊ด แทะขาเก้าอี้ ๕. เต่าเดินต้วมเตี้ยมที่ชายฝั่ง ๓) แบบวัดการอ่านข้อความ เรื่องที่กำหนด เจ้าลาตัวหนึ่งหากินในป่า ไม้ตำขาเจ้าลา เจ้าลาเดินไม่ได้ หมาป่าแวะเข้ามาหาจะเอาไม้ ที่ตำขาเจ้าลาออกให้ เจ้าลาดีใจที่มีเพื่อนดี มีน้ำใจ เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๔ ๒. แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ๑) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นคำ ๑. ช้า ๑๔. ใบไม้ ๒. เงา ๑๕. ไฟฟ้า ๓. ขิง ๑๖. ระฆัง ๔. แซง ๑๗. แต่งตัว ๕. โค้ง ๑๘. รองเท้า ๖. แตก ๑๙. โรงเรียน ๗. เดือด ๒๐. ซักผ้า ๘. เทียม ๒๑. กระถาง ๙. เคี้ยว ๒๒. ของเล่น ๑๐. ชม ๒๓. ข้าวต้ม ๑๑. กลม ๒๔. ถั่วเขียว ๑๒. หนี ๒๕. ตื่นนอน ๑๓. บิดา เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๕ ๒) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นประโยค ที่ ประโยค ๑. เด็กดีไม่ควรพูดปด ๒. ฉันนั่งรถโดยสารกลับบ้าน ๓. น้องชอบดูการ์ตูนในโทรทัศน์ ๔. พ่อสอนลูกให้ขยันและอดทน ๕. คุณยายสานปลาตะเพียนให้น้องเล่น ๖. เราไม่ควรกินอาหารที่มีแมลงวันตอม ๗. ครอบครัวของเราไปทอดกฐินที่วัดใกล้บ้าน ๘. ใช้รถใช้ถนนต้องปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ๙. หาดทรายจะสวยเมื่อช่วยกันรักษาความสะอาด ๑๐. ควรไหว้และกล่าวขอบคุณ เมื่อผู้ใหญ่ให้ของ เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๖ ๒) แบบวัดการอ่านข้อความ เรื่องที่กำหนด รุ่งอรุณนำปลาทูที่ซื้อมา ไปคลุกข้าวให้สีเทากับสีทอง สีเทานอนหลับอยู่หน้าเตาไฟ ส่วนสีทองเข้ามาเคล้าเคลียใกล้ ๆ รุ่งอรุณ สีทองมีนิสัยซุกซน ชอบวิ่งเล่นทำให้สิ่งของตกหล่นเป็น ประจำ แต่รุ่งอรุณก็ยังรักและเอ็นดู รุ่งอรุณเป็นเด็กน่ารัก มีใจโอบอ้อมอารี เรียนเก่ง ชอบอ่าน หนังสือสม่ำเสมอ ไม่เคยทำให้พ่อแม่และยายต้องเป็นห่วงกังวล เธอจึงเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวและเพื่อนที่โรงเรียน
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๗ ๓) แบบวัดความสามารถการอ่าน การเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๑) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นคำ ๑. เรือใบ ๑๔. กล้วยหอม ๒. แมงมุม ๑๕. เหรียญบาท ๓. ขอบใจ ๑๖. สวนหย่อม ๔. ไข่เจียว ๑๗. ตลอด ๕. ออมสิน ๑๘. ผลิต ๖. อากาศ ๑๙. สัปดาห์ ๗. อดทน ๒๐. สีน้ำตาล ๘. ตะกละ ๒๑. ความสะอาด ๙. ตะกร้อ ๒๒. รถยนต์ ๑๐. ต้นพริก ๒๓. พระสงฆ์ ๑๑. ครอบครัว ๒๔. อาจารย์ ๑๒. คลื่นลม ๒๕. อนุญาต ๑๓. ร้องเพลง เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๘ ๒) แบบวัดการอ่าน การเขียน เป็นประโยค ที่ ประโยค ๑. แม่น้ำสายนี้ไหลเชี่ยวมาก ๒. สุดาเป็นนักเรียนที่มีมารยาทงาม ๓. กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด ๔. ครูให้นักเรียนบันทึกการอ่านทุกวัน ๕. ชาวพุทธนิยมทำบุญด้วยการตักบาตร ๖. สมชายเป็นนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียน ๗. นักเรียนชอบไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ๘. บุรุษไปรษณีย์นำจดหมายมาส่งให้ที่บ้าน ๙. ธรรมชาติของน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ๑๐. เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้ กรงเสือ เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๓๙ ๓) แบบวัดการอ่านข้อความ เรื่องที่กำหนด เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฉันเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เห็นรังนกตกลงมา มีลูกนกอยู่ในนั้น ๓ ตัว พวกมันคงตกใจกลัว จึงพากันร้องระงม ฉันรู้สึกสงสารมาก ใจหนึ่งคิดอยากจะนำลูกนกไปดูแลที่บ้าน แต่อีกใจ หนึ่งก็อยากจะนำมันกลับขึ้นไปไว้บนต้นไม้เหมือนเดิม แต่ต้นไม้สูงมาก ฉันไม่กล้าปีนขึ้นไป ขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้น มีเด็กกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาเห็นพอดี ต่างพากันไปมุงดูลูกนก ซึ่งบางตัวกำลังตะเกียกตะกายออกจากรัง ตัวหนึ่งออกจากรังมาอยู่บนพื้นดินได้แล้ว แต่อีก ๒ ตัวยังอยู่ในรัง คงกลัวเด็ก ๆ กลุ่มนี้ เหมือนที่ฉันคิดว่าพวกเขาจะรังแกลูกนก แต่เปล่า เลย เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “น่าสงสารลูกนกพวกนี้จังเลย เราจะไปตาม พี่มาช่วยเอารังนกไปไว้บนต้นไม้เหมือนเดิม” พูดแล้วก็วิ่งจากไป สักครู่ก็กลับมาพร้อมกับพี่ชายตัวสูงใหญ่ เขานำรังนกกลับขึ้นไป ไว้บนต้นไม้ ลูกนกปลอดภัยแล้ว พวกเรารู้สึกอิ่มใจมาก ที่ช่วยลูกนก ทั้ง ๓ ตัว ได้สำเร็จ เครื่องมือวัดและประเมินผล “ความสามารถในการอ่านและการเขียน” สพฐ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๐ บรรณานุกรม
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๑ บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๓๑). โครงสร้างคำพื้นฐานที่ใช้ในการเรียนการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๓๑. เอกสารอัดสำเนา. กองเทพ เคลือบพณิชกุล. (๒๕๔๒). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. กานต์มณี ศักดิ์เจริญ. (๒๕๔๖). “วิธีอ่านหนังสือและการอ่านหนังสือให้ฟัง” กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. คนึงนิตย์ จันทุรัตน์. (๒๕๔๕). ภาษาศาสตร์และการอ่าน ๒ Linguistics and Reading 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน. (๒๕๔๗). จิตวิทยาการอ่าน Psychology of Reading. กรุงเทพฯ : บริษัท ๒๑ เซ็นจูรี จำกัด. นิรันดร์ จุลทรัพย์. (๒๕๔๕). การอ่านคืออาหารสมองเพื่อเสริมสร้างเชาวน์ปัญญา. ๑(๒), ๑๖ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยทักษิณ. ปรัชญา อาภากุล และการุนันท์ รัตนแสนวงษ์. (๒๕๔๒). ทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : จามจุรีโปรดักส์. ปิตินันธ์ สุทธสาร. (๒๕๔๙). คู่มือการสอนอ่านเขียนโดยการแจกลูกสะกดคำ. สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ไพพรรณ อินทนิล. (๒๕๔๖). การส่งเสริมการอ่าน Better Reading. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา. มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์. (๒๕๔๘). อ่านเป็น : เรียนก่อน สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี. แม้นมาส ชวลิต, คุณหญิง. (๒๕๔๖). “วิธีสร้างความสนใจในการอ่าน” กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. วรรณี โสมประยูร. (๒๕๔๔). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ศรีวิน ธรรมรังรอง. (๒๕๕๐). คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ OK ๕R จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ช่วงชั้นที่ ๓. เอกสารอัดสำเนา กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัด การศึกษา ชลบุรี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓. . (๒๕๕๔). คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓. เอกสารอัดสำเนา กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ชลบุรี : สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓. ศักดิ์ศรี ปาณะกุล และนิรมล ศตวุฒิ. (๒๕๔๖). การเขียนเอกสารวิชาการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๒ ศิราณี แพทอง. (๒๕๖๑). การพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำในภาษาไทยโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียน เรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (๒๕๔๑). เทคนิควิจัยด้านการอ่าน Reading Research Techniques. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. . (๒๕๔๒). หลักและวิธีการสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔ กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. . (๒๕๔๙). เอกสารการสอนชุดวิชา การอ่านภาษาไทย Thai Reading หน่วยที่ ๑-๘. พิมพ์ครั้งที่ ๓ นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๕๐). สรุปผลการประชุมสัมมนาประสานแผนและแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ การดำเนินงานพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา (โครงการส่งเสริมการอ่านออก เขียนได้ และโครงการเสริมประสิทธิภาพยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยและการเขียน เรียงความเชิงสร้างสรรค์ ปีงบประมาณ ๒๕๕๐. เอกสารอัดสำเนา สถาบันภาษาไทย กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๓ ที่ปรึกษา นายจีระศักดิ์ ภาระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ เขียน/เรียบเรียง นางสาวศรีวิน ธรรมรังรอง ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๔ ประวัติผู้เขียน ผู้เขียน นางสาวศรีวิน ธรรมรังรอง ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ การศึกษา ๑. ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) วิชาเอกภาษาไทย วิทยาลัยครูสวนสุนันทา กรุงเทพฯ ๒. ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) วิชาเอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ ๓. ปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต (กศ.ม.) สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม ประวัติการทำงาน ๑. วิทยากรด้านภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๒. กรรมการประกวดทักษะภาษาไทยและสอบแข่งขันอ่านเอาเรื่อง ตามแนวทาง PISA ระดับภาคกลางและภาคตะวันออก พุทธศักราช ๒๕๕๓ – ๒๕๖๒ ๓. วิทยากรแกนนำการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ พุทธศักราช ๒๕๕๖ – ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๔. วิทยากรแกนนำ (Smart Trainer) การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางพัฒนาการทางสมอง (BBL) พุทธศักราช ๒๕๕๘ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๕. อาจารย์ที่ปรึกษาประจำหลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ พุทธศักราช ๒๕๕๓ – ๒๕๕๘ ของสถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๖. ผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย วิชาภาษาไทย พุทธศักราช ๒๕๕๙-๒๕๖๑ ของสถาบันทดสอบ ทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ๗. กรรมการประสานงานด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๒-๒๕๖๕ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๘. กรรมการเครือข่ายการนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำเขตตรวจราชการ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รางวัลเกียรติยศ ๑. เกียรติบัตรและเข็มยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรทางการศึกษาผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้าน การศึกษา ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ของสกสค.จังหวัดชลบุรี ๒. เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “หนึ่งแสนครูดี” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ของคุรุสภา
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ : ศรีวิน ธรรมรังรอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๔๕ ๓. รางวัลชมเชย ประเภทศึกษานิเทศก์ยอดเยี่ยม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ในการประกวดรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ระดับภาคกลางและภาคตะวันออก ๔. รางวัลเชิดชูเกียรติปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ๕. รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ ของกระทรวงวัฒนธรรม ๖. รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดชลบุรี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ๗. รางวัลศึกษานิเทศก์ดีศรีชล ๓ ระดับเพชร ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ๘. เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” ระดับจังหวัด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ ของคุรุสภา ๙. รางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ ของสกสค.จังหวัดชลบุรี ๑๐. บุคคลต้นแบบทางวัฒนธรรม ด้านการรณรงค์ส่งเสริมแต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง ของจังหวัดชลบุรีประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ ตำแหน่งปัจจุบัน ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการคึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๓ ******************
คู่มือประเมินการอ่านออก เขียนได้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ เอกสารล าดับที่ ๒-๒/๒๕๖๕ กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ออกแบบปก นางสาวศรีวิน ธรรมรังรอง ปีที่พิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕ จ านวนพิมพ์ ๑๐๐ เล่ม