ม.4
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 สงั คมของเรา
คำนำ
รำยงำนเล่มนจี้ ดั ทำขนึ้ เพ่ือเป็ นส่วนหนง่ึ ของรำยวชิ ำ หน้ำที่พลเมอื ง เกยี่ วกบั เรื่อง สังคมของเรำและได้ศึกษำ
อย่ำงเข้ำใจเพ่ือเป็ นประโยชน์ของกำรเรียน ผู้จดั ทำหวงั ว่ำรำยงำนเล่มนจี้ ะทำให้ผ้คู ้นหำหรือนักเรียน ทก่ี ำลงั
ค้นหำข้อมลู เรื่องนี้ จะทำให้เกดิ ประโยชน์และได้รับรู้ในสิ่งท่ีตนเองค้นหำ
~ -2- ~
สำรบัญ
ควำมหมำยของโครงสร้ำงทำงสังคม -------------------------------------------------------------------------------------4-
--พฤตกิ รรมของมนุษย์ให้อย่ใู นระเบยี บ ----------------------------------------------------------------------------------- 5
--สถำบนั กรเมืองกำรปกครอง ---------------------------------------------------------------------------------------------- 6
--สถำบนั ทำงเศรษฐกจิ ------------------------------------------------------------------------------------------------------ 9
กำรขัดเกลำทำงสังคม ------------------------------------------------------------------------------------------------------ 10
--ควำมสำคญั ของกำรขดั เกลำทำงสังคม --------------------------------------------------------------------------------- 11
--จดุ ม่งุ หมำยของกำรขัดเกลำทำงสังคม --------------------------------------------------------------------------------1-2
--ปัจจยั สำหรับกำรขดั เกลำมนษุ ย์ ---------------------------------------------------------------------------------------- 16
ปัญหำสังคมไทยและแนวทำงกำรแก้ไข ---------------------------------------------------------------------------------- 18
--ปัญหำยำเสพตดิ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- 19
--ปัญหำส่ิงแวดล้อม -------------------------------------------------------------------------------------------------------- 20
--ปัญหำกำรทุจริต ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 21
แนวทำงกำรพฒั นำสังคม -------------------------------------------------------------------------------------------------- 22
--วฒั นธรรมไทย ------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 25
~ -3- ~
โครงสร้ำงทำงสังคม
1. ควำมหมำยของโครงสร้ำงทำงสังคม
โครงสร้ำงทำงสังคม คือ ควำมสัมพนั ธ์ของกลุ่มคนหนง่ึ ทมี่ ำอย่รู ่วมกนั เป็ นสังคม โดยมบี รรทดั ฐำนทำง
สังคมเป็ นส่ิงยดึ เหนี่ยว
2. ลกั ษณะโครงสร้ำงทำงสังคม
โครงสร้ำงทำงสังคมมลี กั ษณะสำคญั ดังนี้
1. มคี นจำนวนหนง่ึ ทมี่ กี ำรตดิ ต่อระหว่ำงกนั หรือ กำรกระทำระหว่ำงสังคม คือ บุคคลต้งั แต่ 2 คนขนึ้ ไป ที่
มกี ำรตดิ ต่อระหว่ำงกนั เช่น กำรคบค้ำสมคม กำรขดั แย้งกนั ฯ
2. มบี รรทัดฐำน กฎเกณฑ์หรือระเบยี บแบบแผน คือ เป็ นแนวทำงให้บุคคลในสังคมยดึ ถือร่วมกนั เพ่ือให้
กำรตดิ ต่อระหว่ำงกนั ดำเนนิ ไปด้วยดี
3. มเี ป้ำหมำยหรือวตั ถุประสงค์ คือ ควำมต้องกำรให้โครงสร้ำงของตนเองมชี ื่อเสียง เป็ นทยี่ อมรบั มคี วำม
ปลอดภัย เจริญก้ำวหน้ำในด้ำนต่ำงๆ ทใี่ ห้ประโยชน์แก่สมำชิก
4. มลี กั ษณะเคลื่อนไหวเปลย่ี นแปลงได้ คือ โครงสร้ำงทำงสังคมน้นั สำมำรถเปลย่ี นแปลงและกำรพฒั นำทดี่ ี
ขึน้ ของสังคมพร้อมกนั
3. องค์ประกอบของโครงสร้ำงทำงสังคม
องค์ประกอบของโครงสร้ำงทำงสังคมประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ
1. กำรจดั ระเบียบทำงสังคม
กำรจดั ระเบียบทำงสังคม หมำยถงึ กลุ่มคนท่มี คี วำมเป็ นระเบยี บแบบแผนและมกี ระบวนกำรจดั
ระเบียบภำยในกลุ่ม
1.1 กล่มุ คนที่เป็ นระเบยี บ เป้นกลุ่มคนท่ีมำตดิ ต่อกนั ตำมหน้ำทแี่ ละระเบยี บกฏเกณฑ์
1.2 กระบวนกำรจดั ระเบียบทำงสังคม เป็ นเร่ืองคนต้งั แต่ 2 คนขนึ้ ไป ทมี่ คี วำมสัมพนั ธ์กนั แต่
ละคนจำเป็ นต้องมบี รรทดั ฐำน สถำนภำพ และบทบำทของตน
- บรรทัดฐำน คือ แบบแผน กฎเกณฑ์ มำตรฐำนในกำรปฏบิ ัติ
- สถำนภำพ คือ เป็ นตำแหน่งทเ่ี รำต้องรับผดิ ชอบได้จำกกำรเป็ นสมำชิกของกลุ่ม
- บทบำท คือ หน้ำที่ทต่ี ้องทำตำมสถำนภำพที่เรำได้รับ
หน้ำท่ีของกำรจดั ระเบียบทำงสังคม
1. สร้ำงระเบียบท่จี ำเป็ นในกำรอย่รู ่วมกนั เป็ นสังคม
~ -4- ~
2. อบรมส่ังสอนระเบยี บแบบแผนต่ำงๆ ให้สมำชิกมคี วำมรู้ ควำมเข้ำใจ รวมท้ังฝึ กฝนให้เกดิ ควำม
ชำนำญ สำมำรถนำเอำไปใช้ได้
3. ส่ังสมและรักษำระเบยี บแบบแผนให้อยู่ยง่ั ยืนนำน
4. ปรับปรุงระเบียบแบบแผนให้เข้ำกบั ยุสมยั
2. สถำบันทำงสังคม
สถำบนั ทำงสังคม หมำยถงึ กฎเกณฑ์หรือระเบยี บแบบแผนของสังคม ท่ีเป็ นแนวทำงกำรประพฤตใิ น
สังคม และแต่ละสังคมมคี วำมต้องกำรและควำมจำเป็ นหลำยอย่ำง จงึ จำเป็ นต้องมสี ถำบันทำงสังคมหลำย
สถำบนั เช่น
2.1 สถำบันครอบครัว สนองควำมต้องกำรของมนุษย์ในด้ำนกำรกำเนดิ บุตรและให้กำรอบรมสั่งสอน
เลยี้ งดูสมำชิกใหม่
2.2 สถำบันกำรเมอื งกำรปกครอง ควบคุมสังคมไม่ให้เกดิ ควำมไม่สงบ รักษำควำมเป็ นระเบยี บ ควำม
เรียบร้อยในสังคม
2.3 สถำบันเศรษฐกจิ สนองควำมต้องกำรในด้ำนกำรผลติ กำรจำหน่ำยจ่ำยแจกและกำรบรกิ ำร
ต่ำงๆ เพ่ือให้มนุษย์ดำรงชีวติ อยู่ได้
2.4 สถำบนั กำรศึกษำ เป็ นสถำบนั ทีถ่ ่ำยทอดวฒั นธรรมของสังคมในทุกเรื่อง
2.5 สถำบนั ศำสนำ ควำมเชื่อควำมศรัทธำของมนุษย์ต่อสภำพแวดล้อมรอบตวั สถำบนั นจี้ ะควบคุม
พฤตกิ รรมของมนุษย์ให้อย่ใู นระเบียบ
หน้ำทขี่ องสถำบันสังคม
1. ดูแลกำรเพมิ่ หรือขำดของจำนวนสมำชิกในสังคม และให้กำรเลยี้ งดู ให้ควำมอบอ่นุ แก่สมำชิก
2. ให้กำรศกึ ษำอบรมเกย่ี วกนั กำรเป็ นสมำชิกทด่ี ขี องสังคม รวมท้งั อำชีพที่ใช้ในกำรดำรงชีวติ
3. ให้ควำมรู้ควำมเข้ำใจเกยี่ วกบั กำรส่ือสำต่ำงๆ เพ่ือกำรดำรงชีวติ อย่ใู นสังคม
4. ส่งเสริมและรักษำควำมเป็ นระเบยี บและควำมมนั่ คงของสังคม
5. ผลติ สิ่งทีจ่ ำเป็ นในกำรดำรงชีวติ
6. จดั หำ ส่งเสริม ผลติ เครื่องเคร่ืองใช้ทจี่ ำเป็ นแก่กำรดำรงชีวติ และกำรพฒั นำชีวติ ให้มคี ณุ ภำพ
สูงขนึ้
7. ให้ควำมรู้และส่งเสริมเกยี่ วกบั สุขภำพอนำมยั ของสมำชิกในสังคม
สถำบันกรเมอ่ื งกำรปกครอง
~ -5- ~
5. สถำบันทำงกำรเมืองกำรปกครอง หมำยถึง สถำบนั สังคมท่ีเป็ นแบบแผนทเ่ี กยี่ วข้องกบั กำรสนองควำม
ต้องกำรของสมำชิกในกำรดำรงชีวติ ตำมกฎระเบยี บของสังคม ควบคุมให้กลุ่มคนอย่ใู นสังคมอย่ำงสงบสุข
กลุ่มสังคมในสถำบนั กำรเมืองกำรปกครอง ประกอบด้วยกลุ่มสังคมต่ำง ๆ ทสี่ ำคญั คือ กล่มุ สังคมที่มกี ำรจดั
ระเบียบอย่ำงชัดแจ้ง ท่เี รียกว่ำ องค์กำร เช่น พรรคกำรเมือง กระทรวง ทบวง กรม เป็ นต้น แต่ละองค์กำร
ประกอบด้วยตำแหน่งหรือสถำนภำพทำงสังคม เพื่อกระทำบทบำทและหน้ำที่ตำมสถำนภำพน้ัน
องค์กรของสถำบนั กำรเมืองทสี่ ำคญั มดี ังนี้
1. ฝ่ ำยนิตบิ ญั ญตั ิ คอื องค์กรทท่ี ำหน้ำทอี่ อกกฎหมำย
2. ฝ่ ำยบริหำร คือ องค์กรท่ที ำหน้ำทใี่ นกำรบริหำรและกำรบริกำรให้แก่สมำชิกโดยส่วนรวม
3. ฝ่ ำยตลุ ำกำร คือ องค์กำรท่ีทำหน้ำทตี่ คี วำมกฎหมำยในกรณที ี่สมำชิกในสังคมเกดิ ควำมขดั แย้งระหว่ำงกนั
4. ฝ่ ำย องค์กรอสิ ระ คือ องค์กรท่ีประกอบด้วยคณะบุคคลท่ตี ้งั ขึน้ ด้วยวธิ ปี ลอดจำกอำนำจอทิ ธิพลของ บุคคลท่ี
มสี ่วนอำจได้เสียกบั กจิ กำรอนั เป็ นหน้ำท่ีขององค์กรอสิ ระน้ัน โดยเฉพำะอำนำจของข้ำรำชกำรเมืองและ
ข้ำรำชกำรประจำ
หน้ำท่ีของสถำบนั กำรเมืองกำรปกครอง
1. สร้ำงระเบยี บกฎเกณฑ์ให้แก่สังคม เช่น สถำบันเศรษฐกจิ ย่อมจะต้องมกี ฎเกณฑ์เกยี่ วกบั กำรเงิน
2. วนิ จิ ฉัยข้อขดั แย้งระหว่ำงสมำชิกในสังคม มอี งค์กำรทำงตุลำกำรคอยให้ควำมยตุ ธิ รรมแก่สมำชิกทมี่ คี วำม
ขดั แย้งต่อกนั
3. หน้ำทใี่ นกำรบริหำรองค์กำรของรัฐบำลกลำงและรัฐบำลท้องถ่นิ
4. กำรป้องกนั และรักษำควำมปลอดภยั ท้งั ภำยในสังคมและจำกภำยนอกสังคม
องค์ประกอบสถำบนั กำรปกครอง
1.องค์ประกอบของสถำบนั กำรปกครองโดยท่ัวไป ได้แก่
1.1 ประมขุ ของประเทศ
1.2 ฝ่ ำยบริหำรหรือรัฐบำล
1.3 ฝ่ ำยนติ บิ ญั ญัตหิ รือรัฐสภำ
1.4 ฝ่ ำยตลุ ำกำรหรือศำล
2.อำนำจหน้ำทข่ี องสถำบนั ต่ำงๆจะมมี ำกน้อยเพยี งไร ย่อมขนึ้ อย่กู บั ระบอบกำรปกครองของประเทศน้นั
องค์ประกอบสถำบนั กำรปกครอง
1.องค์ประกอบของสถำบันกำรปกครองโดยทัว่ ไป ได้แก่
~ -6- ~
1.1 ประมุขของประเทศ
1.2 ฝ่ ำยบริหำรหรือรัฐบำล
1.3 ฝ่ ำยนิตบิ ัญญัตหิ รือรัฐสภำ
1.4 ฝ่ ำยตุลำกำรหรือศำล
2.อำนำจหน้ำทข่ี องสถำบันต่ำงๆจะมมี ำกน้อยเพยี งไร ย่อมขึน้ อย่กู บั ระบอบกำรปกครองของประเทศน้นั
องค์ประกอบสถำบนั กำรปกครอง
1.องค์ประกอบของสถำบนั กำรปกครองโดยทวั่ ไป ได้แก่
1.1 ประมขุ ของประเทศ
1.2 ฝ่ ำยบริหำรหรือรัฐบำล
1.3 ฝ่ ำยนิตบิ ญั ญัตหิ รือรัฐสภำ
1.4 ฝ่ ำยตุลำกำรหรือศำล
2.อำนำจหน้ำทข่ี องสถำบนั ต่ำงๆจะมมี ำกน้อยเพยี งไร ย่อมขึน้ อย่กู บั ระบอบกำรปกครองของประเทศน้นั
สถำบันรัฐสภำ
1.รัฐสภำ หมำยถงึ ทป่ี ระชุมของผ้แู ทนประชำชำนท้งั ประเทศ เพ่อื ทำหน้ำทีแทนประชำชนในกำรตรำ
พระรำชบญั ญตั ติ ่ำงๆ
2.รูปแบบของรัฐสภำ มี 2 แบบ คอื
2.1 แบบสภำเดยี ว
2.2 แบบ 2 สภำ ได้แก่
ก. สภำผู้แทนรำษฎร์
ข.วฒุ ิสภำ
3.ท่มี ำของสมำชิกรับสภำ
3.1 มำจำกกำรเลือกต้งั เช่น ในกรณขี องสมำชกิ ผ้แู ทนรำษฎร์
3.2 มำจำกกำรแต่งต้งั เช่น ในกรณขี องสมำชิกวุฒิสภำ โดยพระมหำกษัตริย์จะทรงแต่งต้งั ผู้ที่พระองค์
เหน็ สมควรให้เป็ นสมำชิกวฒุ ิสภำ
4.อำนำจหน้ำทขี่ องรัฐสภำ ได้แก่
4.1 เสนอชื่อบุคคลท่สี มควรเป็ นนำยกรัฐมนตรี
4.2 ตรำพระรำชบญั ญตั ิ
4.3 ควบคมุ รัฐบำลให้บริหำรประเทศตำมนโยบำยที่แถลงไว้ต่อรัฐสภำ
4.4 อำนำจหน้ำทอ่ี ่ืนๆ เช่น
~ -7- ~
2. .หน้ำทข่ี องรัฐบำล คือ
2.1 กำหนดนโยบำยในกำรบริหำรรำชกำลแผ่นดิน
2.2 นำนโยบำยและพระรำชบัญญตั ทิ อ่ี อกโดยรัฐสภำไปบังคบั ให้เกดิ ผล
3.องค์ประกอบของรัฐบำล ได้แก่ คณะรัฐมนตรีซึ่งประกอบด้วยตำแหน่งต่ำงๆ ดงั นี้
3.1 นำยกรัฐมนตรี
3.2 รองนำยกรัฐมนตรี
3.3 รัฐมนตรีประจำสำนักนำยกรัฐมนตรี
3.4 รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวง
3.5 รัฐมนตรีช่วยว่ำกำรกระทรวง
3.6 รัฐมนตรีว่ำกำรทบวง
4.ที่มำของรัฐบำล รัฐบำลมที ี่มำ 2 ทำง คือ
4.1 มำจำกกำรเลือกต้งั ของประชำชน
4.2 มำจำกกำรปฏวิ ตั หิ รือรัฐประหำร
5.อำนำจหน้ำทขี่ องรัฐบำล
5.1 รักษำเอกรำชและควำมมนั่ คงของชำติ
5.2 รักษำกฎหมำยและควำมสงบเรียบร้อยภำยในประเทศ
5.3 พฒั นำเศรษฐกจิ เพื่อควำมเจริญก้ำวหน้ำ
5.4 ให้บริหำรด้ำนกำรศึกษำ กำรแพทย์ กำรสำธำรณสุข ฯลฯ
5.5 จดั เกบ็ ภำษอี ำกรเพื่อนำมำใช้ในกำรบริหำรประเทศ
6.ตุลำกำร คือ ผ้มู อี ำนำจและหน้ำที่ในกำรพจิ ำรณำอรรถคดี ตำแหน่งของตุลำกำรเรียกว่ำ “ผู้พพิ ำกษำ” ตุลำ
กำรกบั ผ้พู พิ ำกษำของไทยในสมยั โบรำณน้นั มอี ำนำจหน้ำที่คนละอย่ำงกนั ปัจจบุ ัน ในศำลยตุ ธิ รรมน้นั ตลุ ำกำร
เป็ นช่ือข้ำรำชกำรประเภทหนงึ่ เรียกว่ำ “ข้ำรำชกำรตุลำกำร“ ส่วนผ้พู พิ ำกษำเป็ นตำแหน่งของข้ำรำชกำรตลุ ำ
กำร แต่ในศำลปกครองและศำลรัฐธรรมนูญน้นั คำว่ำ ตลุ ำกำร ใช้เรียกเป็ นชื่อข้ำรำชกำรและเป็ นตำแหน่งด้วย
สำหรับศำลยุตธิ รรมน้นั คำว่ำ ข้ำรำชกำรฝ่ ำยตลุ ำกำรศำลยตุ ธิ รรม
สถำบนั ทำงเศรษฐกจิ
~ -8- ~
มคี วำมสำคญั ต่อชีวติ มนษุ ย์อย่ำงยงิ่ เพรำะควำมต้องกำรทำงเศรษฐกจิ เป็ นส่ิงที่มนุษย์ไม่อำจจะหลกี เลย่ี งได้
และควำมต้องกำรของมนุษย์บำงคร้ังกไ็ ม่มขี องเขต ซ่ึงจำกกำรศึกษำประวตั ศิ ำสตร์จะเห็นได้ว่ำ มนุษย์ได้มกี ำร
ต่อสู้ทำงเศรษฐกจิ มำนำน เดมิ ทเี ป็ นกำรต่อสู่ระหว่ำงมนุษย์กบั มนุษย์ ต่อมำเป็ นกำรต่อสู้ระหว่ำงชนช้ัน
หลงั จำกน้ันเป็ นกำรต่อสู้ระหว่ำงท้องถนิ่ และระหว่ำงชำติ เป็ นกำรต่อสู้ท่เี กดิ ขึน้ โดยต้งั ใจและไม่ตง้ั ใจ และ
ก่อให้เกดิ ควำมเสียหำยแก่ผ้ทู ่เี กย่ี วข้องไม่มำกกน็ ้อยในทกุ ยคุ และทุกสมยั
สถำบันสื่อมวลชน เป็ นสถำบนั ท่ที ำหน้ำทส่ี ่ือข้อควำม ข่ำวสำร รำยงำนเหตุกำรณ์เฝ้ำตดิ ตำมควำมเป็ นไปของ
สถำบนั สังคมและสังคมโดยรวม ในสังคมตะวนั ตกสถำนบนั ส่ือมวลชนเป็ นสถำบนั ทีไ่ ด้รับกำรยอมรับและให้
เกยี รติ และมอี ทิ ธิพลอย่ำงมำก
~ -9- ~
กำรขดั เกลำทำงสังคม
กำรขดั เกลำทำงสังคม เกย่ี วเน่ืองกบั คำถำมทว่ี ่ำ"บุคคลเรียนรู้อะไร เมื่อไร และอย่ำงไร"เกย่ี วกบั สังคมของเขำ
และเกยี่ วกบั กำรปฏบิ ตั ติ นในสังคม
กำรขดั เกลำทำงสังคม คือ กำรเรียนรู้ของสมำชิกในสังคมท้งั รูปแบบท่เี ป็ นทำงกำรและไม่เป็ นทำงกำร เพ่ือพฒั นำ
บุคลกิ ภำพตำมควำมต้องกำรของสังคมกำรขัดเกลำทำงสังคม คือ กำรนำคนเข้ำสู่ระบบของสังคม โดยผ่ำน
กระบวนกำรต่ำง ๆ ทท่ี ำหน้ำทข่ี ัดเกลำอตั ตชีวะให้พ้นจำกสภำพสัญชำตญำณเดมิ จนกลำยเป็ นมนุษย์สังคม
เพรำะมนุษย์ไม่ได้อย่คู นเดยี วในโลก จงึ ต้องผ่ำนกระบวนกำรขัดเกลำทำงสังคมตลอดชีวติ ท้งั โดยตรงและโดย
อ้อม
• กำรขดั เกลำสังคมโดยตรง - ครอบครัว / กำรศึกษำ / เพ่ือน
• กำรขดั เกลำสังคมโดยอ้อม - กำรเลยี นแบบกนั
กระบวนกำรของกำรขดั เกลำทำงสังคม
จำกควำมหมำยดงั กล่ำวมำแล้ว เรำจะได้คำตอบว่ำ ทำไมบุคคล คนหนึง่ จงึ รู้ว่ำเมอ่ื ตนอย่ใู นฐำนะตำแหน่ง
หน่งึ กย็ ่อมมบี ทบำทหนง่ึ ท้ังนเี้ พรำะบุคคลน้ันได้เรียนและยอมรับบทบำทของแต่ละฐำนะตำแหน่งน้ัน กำรขดั
เกลำทำงสังคมนเี้ ป็ นกระบวนกำรทท่ี ุกคนจะต้องผ่ำนมำนบั ต้งั แต่คลอดออกมำเป็ นทำรก และกลุ่มสังคมกล่มุ
แรกท่ีทำหน้ำท่ีให้กำรอบรมขดั เกลำทำงสังคมให้เกดิ กำรเรียนรู้ ได้แก่ ครอบครัว
เม่ือทำรกเกดิ ขึน้ จำกครอบครัวอนั ได้แก่ สำมภี รรยำซึ่งมสี ถำนภำพเป็ นผู้ให้กำเนิดคือพ่อ และ แม่ ซ่ึงมญี ำติ
ผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ ำย แล้วแต่จะกำหนดเรียก เช่น ในสังคมไทย คือ ป่ ู ย่ำ ตำ ยำย ลงุ ป้ำ น้ำ อำ หรือย้อนให้ไกล
กว่ำน้ันอำจเป็ น ป่ ูทวด ย่ำทวด เป็ นต้น ข้อเท็จจริงท่ีเกดิ ขนึ้ กค็ ือจำกทำรก เป็ นเดก็ เตบิ โต ตำมลำดบั เวลำทผี่ ่ำน
ไป คนๆน้นั จะมลี กั ษณะชีวภำพเกือบท้งั หมดปรือบำงส่วนคล้ำยคลงึ กบั พ่อแม่และญำตผิ ้ใู หญ่ของเขำ ลกั ษณะ
ท่วี ่ำนี้ เช่น โครงสร้ำงกระดูก สีผวิ สีผม สีตำ เป็ นต้น หรือมบี ำงอย่ำงที่ไม่สำมำรถมองเหน็ ได้ในระยะแรก แต่มำ
รำกฎภำยหลงั เช่น โรคเบำหวำน โรคหืดหอบ สำยตำส้ัน เป็ นต้น
สักษณะเช่นนคี้ ือสิ่งที่บุคคลได้รับถ่ำยทอดโดยกำเนดิ เรียกว่ำ พนั ธุกรรมหรือกรรมพนั ธ์ุ ทเี่ ป็ นองค์ประกอบแรก
ของควำมเป็ นคน ส่วนองค์ประกอบท่สี องคือ กำรขัดเกลำทำงสังคม หรือสิ่งแวดล้อมทำงสังคม ซ่ึงมคี วำมสำคัญ
อย่ำงยง่ิ ท่จี ะทำให้บุคคลเป็ นคนโดยสมบูรณ์ ซึ่งเขยี นส้ันๆได้ดงั นี้
~ - 10 - ~
ควำมเป็ นคน = กรรมพนั ธ์ุ + กำรขดั เกลำทำงสังคม หรือ
บุคคล = กรรมพนั ธ์ุ + สิ่งแวดล้อมทำงสังคม
ควำมสำคญั ของกำรขัดเกลำทำงสังคม
1. เรียนรู้คุณค่ำ กฏเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน
2. กำรถ่ำยทอดวฒั นธรรม
3. กำรปรับตวั
4. ควำมรู้สึกเป็ นตวั ของตวั เอง (self)
กระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคม
1. กำรตอบสนองควำมต้องกำร (Respond)
2. กำรรู้จกั ปรับควำมต้องกำรและควำมสำมำรถเข้ำกบั กฎเกณฑ์ของสังคม (Adaptation)
3. กำรยดึ ถือสิ่งท่คี ล้ำยกบั ตวั เอง (Identification)
ปัจจยั ท่กี ่อให้เกดิ กำรขดั เกลำทำงสังคม
1. กำรปรำศจำกสัญชำตญำณของมนุษย์
2. กำรต้องพง่ึ พำผ้อู ่ืนยำมเยำว์วยั
3. ควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้
4. ภำษำ
~ - 11 - ~
จุดม่งุ หมำยของกำรขดั เกลำทำงสังคม
1. กำรปลกู ฝังระเบยี บวนิ ยั
2. กำรปลกู ฝังควำมม่งุ หวงั
3. สอนให้รู้จกั บทบำทและทัศนคตติ ่ำงๆ
4. สอนให้เกดิ ควำมชำนำญและทกั ษะต่ำงๆ
กำรขดั เกลำทำงสังคม เป็ นลกั ษณะท่ปี รำกฏเฉพำะในสังคมมนุษย์เท่ำน้นั เพรำะมสี ่วนได้เปรียบในคุณลกั ษณะ
ทำงร่ำงกำยและสมองทแี่ ตกต่ำงจำกสัตว์ประเภทอ่ืน กล่ำวคือ มนุษย์มสี ตปิ ัญญำเฉลยี วฉลำดซึ่งเป็ นคุณสมบัติ
ทำงชีวภำพของมนุษย์ทต่ี ดิ ตวั มำแต่เกดิ ทำให้สำมำรถเรียนรู้ และจดจำได้มำกขนึ้ ตำมกำลเวลำทผ่ี ่ำนไป มนุษย์
ผ่ำนกระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคมโดยเฉพำะกำรรู้จกั ใช้ภำษำทมี่ นษุ ย์ใช้เป็ นสัญลกั ษณ์ในกำรตดิ ต่อควำมหมำย
ทำควำมเข้ำใจระหว่ำงกนั มนุษย์สำมำรถใช้ภำษำอบรมส่ังสอนและเรียนรู้ได้ ภำษำทำให้มนุษย์สร้ำงควำมคดิ
เป็ น สะสม รวบรวม ควำมรู้ ท่ำที แบบพฤตกิ รรมต่ำงๆ ได้อย่ำงชัดแจ้ง และในภำษำเขยี นซ่ึงอำจกล่ำวได้ว่ำเป็ น
มรดกทำงสังคมที่สืบต่อเนื่องกนั มำหลำยร้อยหลำยพนั ปี มนุษย์ทผี่ ่ำนผ่ำนกระบวนกำรขดั เกลำด้วนภำษำนีเ้ อง
ทำให้มนษุ ย์เป็ นคนโดยสมบูรณ์ ในขณะทีส่ ัตว์ท้งั หลำยเหล่ำนีม้ พี ฤตกิ รรมในกำรดำเนนิ ชีวติ ของมนั ด้วย
สัญชำตญิ ำณ เพรำะฉะน้นั ควำมเป็ นคนโดยมำบูรณ์จงึ ต้องมอี งค์ประกอบ 2 ส่วน ด้วยกนั คือ คณุ สมบัตทิ ำง
ชีวภำพ และกำรขดั เกลำทำงสังคม
มงี ำนวจิ ยั หลำยชิน้ และกำรค้นพบวถิ ีกำรดำเนนิ ชีวติ ของบคุ คลที่แสดงถึงควำมแตกต่ำงระหว่ำงมนุษย์กบั สัตว์
และกำรเตบิ โตของมนุษย์นอกระบบสังคม อำทิเช่น
- ควำมสำมำรถของกำรเรียนรู้ระหว่ำงลงิ แชมแปนซีกบั ทำรกในช้นั แรกพบว่ำไม่มคี วำมแตกต่ำงกนั แต่เม่ือถึง
ระยะทีจ่ ะหัดพูดปรำกฎว่ำลงิ แชมแปนซีไม่สำมำรถจะเรียนรู้หรือจดจำอะไรต่อไปอกี ได้ ส่วนเดก็ น้นั สำมำรถ
เรียนรู้ต่อไปได้
- เดก็ หญงิ ชำวอนิ เดยี ซ่ึงสำนักข่ำว ยู เอน็ โอ แพร่กระจำยข่ำวให้ท่ัวโลกทรำบว่ำ เดก็ คนนี้ “รำม”ู ได้เสียชีวติ
แล้ว รำมเู ป็ นท่ีเด็กท่ีถูกหมำป่ ำคำบไปเลยี้ งต้งั แต่เด็กๆ เมื่อพบเขำอกี คร้งั รำมูมอี ำยปุ ระมำณ 10 ปี เรื่องของรำมู
เป็ นหนงึ่ ในหลำยกรณที ่ีแสดงว่ำ คนจะเป็ นคนโดยสมบูรณ์ต้องมอี งค์ประกอบท้งั สองส่วน คอื ทำงชีวภำพ และ
กำรขดั เกลำทำงสังคม กล่ำวคือ รำมเู ตบิ โตมำแบแม่หมำป่ ำและลกู หมำป่ ำตลอดเวลำเกือบสิบปี เขำพดู ไม่ได้ ไม่
~ - 12 - ~
นั่ง – ยืนอย่ำงคนปกติ สภำพพฤตกิ รรมของรำมูถือได้ว่ำเป็ นลูกหมำป่ ำอย่ำงสมบูรณ์ เพรำะคลำนสี่เท้ำ เห่ำหอน
อย่ำงหมำป่ ำ และชอบกนิ แต่เนื้อดบิ หลงั จำกแม่หมำป่ ำตำย และรำมไู ด้ถูกนำเข้ำมำสู่สังคมตำมเดมิ แต่เขำก็
ปรับตวั ไม่ได้ ท้งั กำรใช้ภำษำพดู – เขียน กำรกนิ อยู่หลบั นอนมำรยำททำงสังคม รำมูทำได้เพยี งอย่ำงเดยี วคือ
รู้จกั กำรอำบนำ้ และหลงั จำกเขำกลบั สู่สังคมไม่นำน เขำกเ็ สียชีวติ
- ควำมสำคญั ของกำรขดั เกลำทำงสังคม ได้ถูกนำมำใช้เป็ นเคร่ืองมือในกำรทำสงครำมจติ วทิ ยำแล้วในอดตี ซึ่ง
ปรำกฎอยู่ในรำยงำนของทหำรอเมริกนั ทถ่ี กู จบั ตวั เป็ นเชลยศึกในสงครำเกำหลเี หนือ จนี คอมมวิ นิสต์ แยกเชลย
ศึกขงั เดย่ี วไม่ให้มกี ำรตดิ ต่อซึ่งกนั และกนั เลย วธิ กี ำรแยกขงั เดยี่ วเป็ นกำรลบล้ำงกระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคม
โดยเน้นหนกั ในระเบียบวนิ ยั กำรปฎบิ ตั ติ ำมคำส่ังของผ้บู ังคบั บญั ชำอย่ำงเคร่งครัดโดยเฉพำะในสนำมรบมกี ำร
ลงโทษท่ีรุนแรงถ้ำฝ่ ำฝื นและให้คุรเม่ือปฎบิ ตั ติ ำม เหล่ำนีค้ ือกำรสร้ำงกรอบแนวคดิ ในกรอบกำรขดั เกลำทำง
สังคมเดิมและถ้ำหำกยงั นำมำขงั รวมกนั จะทำให้คนเหล่ำน้นั หนั หน้ำปรึกษำหำรือกนั เพอ่ื แก้ปัญหำร่วมกนั คือ
กำรมชี ีวติ อยู่รอด
จำกแนวคดิ เร่ืองควำมสำคญั ของกำรขดั เกลำทำงสังคมในหวั ข้อท่แี ล้วสำมำรถปรับพืน้ ฐำนทำงชีวภำพของ
มนุษย์ต่อกำรขดั เกลำทำงสังคมได้ 4 ประกำรคือ
1. กำรปรำศจำกสัญชำตญิ ำณของมนษุ ย์ คือ สัญชำตญิ ำณคือพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขื้นโดยไม่มกี ำรเรียนรู้มำก่อน เช่น
นกกระจำบทีท่ ำรับเหมือนกนั หมด โดยไม่มนี กตวั ใดสอน ปลำไซม่อนทว่ี ่ำยทวนกระแสนำ้ หลำยพนั ไมล์เพ่ือไป
วำงไข่ มดที่คำบไข่อพยพขึน้ ทีส่ ูงก่อนหน้ำเพยี งไม่กว่ี นั ที่จะมฝี นตกใหญ่ เป็ นต้น ควำมต้องกำรต่ำงๆ ท่ีเกดิ ขึน้
ตำมธรรมชำตมิ นุษย์ เช่น ควำมหวิ ควำมกระหำย เป็ นต้น มนุษย์ไม่มคี วำมสำมำรถในกำรหำวธิ กี ำรตอบสนอง
เองได้ มนุษย์จำเป็ นต้องเรียนรู้ จำกวธิ ีกำรทสี่ ังคมน้นั ๆ ใช้กนั อยู่ กำรตอบสนองควำมต้องกำรต่ำงๆ จำเป็ นต้อง
อำศัยกระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคม
2. มนุษย์จำเป็ นต้องพงึ่ ผ้อู ื่นในชีวติ วยั เยำว์ คือ กำรเจริญเตบิ โตของร่ำงกำยในมนุษย์และสัตว์แต่ละชนดิ แตกต่ำง
กนั เช่น สัตว์ปี กท้ังหลำย ท้งั นก เป็ ด ไก่ ห่ำน สัตว์เหล่ำนีต้ ้องใช้เวลำฟักภำยใต้ปี กของแม่หลำยสัปดำห์ ไข่จงึ ฟัก
เป็ นตวั แล้วจงอยปำกจะเจำะไข่ออกมำ มนั ต้องใช้เวลำระยะหน่ึงให้ขนงอกออกพอสมควรแล้วมนั จงึ จะยืนได้
ท้งั แม่และพ่อต้องช่วยเหลอื หำอำหำรป้อนใส่ปำกลกู ของมนั
3. ควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้ คอื สภำพชีวภำพท่ีตดิ ตวั มำแต่กำเนิดคอื มนษุ ย์มสี มองทสี่ ีสตปิ ัญญำเฉลยี วฉลำด
ทำให้มคี วำมทรงจำ และสำมำรถเรียนรู้ได้มำกกว่ำสัตว์ ธรมชำตขิ องสัตว์เมื่อมนั เกดิ ขึน้ มำน้นั มนั ไม่สำมำรถมี
ควำมจำพ่อแม่ของมนั ได้เหมือนมนษุ ย์ โดยเฉพำะสัตว์เลก็ จะลืมพ่อลืมแม่ ลืมลกู เร็วมำกกว่ำสัตว์ใหญ่มนั จงึ มี
~ - 13 - ~
กำรผสมพนั ธ์ซ่ึงกนั และกนั โดยไม่มขี ้อยกเว้นกบั พ่อแม่ของมนั ซ่ึงต่ำงจำกมนุษย์ทม่ี คี วำมสำมำรถในกำรเรียนรู้
และจดจำได้มำกยำวนำน กำรขดั เกลำทำงสังคมตลอดเวลำอนั ยำวนำน นบั ต้งั แต่เดก็ ยงั ช่วยตวั เองไม่ได้ จน
เตบิ โตยงิ่ มรี ะยะเวลำยำวนำนมำกขนึ้ เท่ำใดกจ็ ะยง่ิ เหน็ ควำมสำมำรถและควำมแตกต่ำงกนั ของแต่ละบุคคลมำขนึ้
เท่ำน้ัน
4. กำรมภี ำษำใช้ คือ ภำษำมสี ่วนสำคญั ยง่ิ ในกำรขัดเกลำทำงสังคม ภำษำเป็ นอปุ กรณ์ท่สี ำคญั ที่สุด ในกำรส่ังสอน
และกำรเรียนรู้ กำรถ่ำยทอดควำมคดิ และวชิ ำกำรต่ำงๆ ต้องใช้ภำษำท้งั ภำษำพดู และภำษำเขียน ท่ีทำให้
วฒั นธรรมของมนุษย์สืบต่อเน่ืองกนั โดยไม่ขำดตอน โดยมำจำกควำมสำมำรถทำงสมองและชีวภำพของมนุษย์
ทต่ี ่ำงไปจำกสัตว์ กำรใช้ลื้น ฟัน รอมฝี ปำก ทกั ษะของนิว้ มอื กำรใช้ควำมสำรถบำงกรณใี ช้ปำกของร่ำงกำยสื่อ
สัมพนั ธ์กบั สมองทำให้มนุษย์ใช้ภำษำต่ำงๆทั่วโลกท้งั ภำษำพดู ภำษำเขยี น และควำมหมำยร่วมกนั เป็ นหลกั สำกล
คือ ภำษำมอื
ควำมมุ่งหมำยของกำรขดั เกลำทำงสังคม
1. กำรปลกู ฝังระเบียบวนิ ัยพืน้ ฐำน
กำรมรี ะเบียบวนิ ยั ถือเป็ นพืน้ ฐำนในกำรดำเนินชีวติ และกจิ กรรมทำงสังคมของกำรอยู่ร่วมกนั ของกล่มุ
จุดมุ่งหมำยข้อนที้ ำให้บุคคลยอมรบั ระเบยี บกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนด แม้ว่ำอำจฝื นใจ หรือไม่เตม็ ใจทำ ระเบยี บ
วนิ ยั จงึ เป็ นพืน้ ฐำนทบ่ี ุคคลถูกขัดเกลำให้ประพฤตปิ ฎบิ ัตติ ง้ั แต่วยั ต้นของชีวติ ในกจิ กรรมชีวติ ประจำวนั
ตวั อย่ำงเช่น สอนให้รู้จกั ระเบยี บในกำรขบั ถ่ำย ทุกชำตทิ กุ ภำษำจะมคี ำง่ำยๆส้ันๆกระทดั รัดให้เดก็ เลก็ สมำชิก
ของตน รู้และเข้ำใจกำรปฎบิ ตั ติ นในกำรขับถ่ำย เช่น คำว่ำ “ฉี่” “อ”ึ ในชีวติ ของคนไทยหลำยคน กลุ่มท่ตี ้งั อยู่
ริมนำ้ หรือบ้ำนไทยทวั่ ไปทีม่ ใี ต้ถุนสูง บ้ำนเรือนเหล่ำนจี้ ะถูกเจำะให้เป็ นช่องเลก็ ๆ ผู้ใหญ่จะสอนลกู หลำนของ
ตนให้มรี ะเบยี บหรือรู้จกั มำ ฉี่ หรือ อึ ทชี่ ่องเลก็ ๆดงั กล่ำว นอกจำกกำรสอนให้รู้จกั ระเบยี บในกำรขับถ่ำยแล้ว
กำรขดั เกลำทำงสังคมยงั สั่งสอนให้รู้จกั มำรยำททำงสังคม เช่นกำรกรำบไหว้ กำรทกั ทำย กำรรู้จกั ควำมสะอำด
ดงั น้นั จดุ ม่งุ หมำยเกย่ี วกบั ปลกู ฝังระเบียบวนิ ยั พนื้ ฐำน ผ้ใู หญ่จงึ ควรทำเป็ นแบบอย่ำง มคี วำมสมำ่ เสมอ และมี
ควำมยืดหย่นุ อย่ำงมเี หตผุ ล เพรำะพื้นฐำนเหล่ำนจี้ ะมผี ลต่อบุคลกิ ภำพของบุคคลอย่ำงมำก จำกผลกำรวจิ ยั ส่วน
ใหญ่จงึ พบเหมือนกนั ว่ำ บดิ ำมำรดำทเ่ี ลยี้ งลกู มำอย่ำงกวดขันเข้มงวดระเบียบวนิ ัยกบั ลกู ของตนมำกเกนิ ไป และ
ลงโทษด้วยกำรเฆย่ี นตอี ย่ำงรุนแรง เดก็ จะมบี ุคลกิ ภำพท่ีก้ำวร้ำว ปรับตวั กบั ส่ิงแวดล้อมใหม่ได้ยำกและมผี ลต่อ
กำรลดควำมคดิ สร้ำงสรรค์ของเดก็ ด้วย
2. กำรปลกู ฝังควำมมุ่งหวงั ในชีวติ ทก่ี ล่มุ ยอมรับ
~ - 14 - ~
โดยปกตริ ะเบียบวนิ ยั เป็ นสิ่งท่ีบุคคลไม่ค่อยอยำกปฏบิ ตั ิ แต่ควำมม่งุ หวงั จะช่วยให้บุคคลมคี วำมม่งุ มน่ั
และยอมรับระเบยี บวนิ ยั ท่ีจะต้องประพฤตปิ ฏบิ ัตเิ พ่ือลุล่วงสู่ควำมต้องกำรในอนำคต ควำมลลุ ่วงทตี่ ้องกำรน้ัน
คือ ควำมม่งุ หวงั ที่บุคคลได้รบั จำกสังคมหรือกล่มุ ท่ีตนเป็ นสมำชิกอย่ไู ด้ถ่ำยทอดคุณค่ำทำงสังคมน้นั มำถงึ ตวั
บุคคล เช่น คณุ ค่ำทำงสังคมของคนไทยยกย่องให้เกยี รตคิ นทีม่ กี ำรศึกษำสูง ยกย่องอำชีพบำงอย่ำง เช่น เป็ น
วศิ วกร นำยแพทย์ นำยทหำร คณุ ค่ำทำงสังคมเหล่ำนีบ้ ุคคลจะได้รับกำรปลกู ฝังท้งั ทำงตรงและทำงอ้อม ทำให้
เขำเกดิ ควำมม่งุ หวงั ในคณุ ค่ำเหล่ำนี้ และยอมลำบำกทำตำมบรรทัดฐำนท่ีกล่มุ วำงไว้เพอื่ เป้ำหมำยของตน
3. กำรกำหนดบทบำทในสังคม
กำรกำหนดบทบำทในสังคม รวมท้งั ทศั นคตติ ่ำงๆ ท่เี ข้ำกบั บทบำทน้นั ๆ บุคคลจะได้รับกำรอบรมให้รู้
ระเบียบสังคมต้งั แต่วยั ต้นของชีวติ ในลกั ษณะค่อยเป็ นค่อยไป เช่น ลกั ษณะกำรวำงตวั ให้มพี ฤตกิ รรมอย่ำงไร
ต่ำงบุคคลอ่นื ๆ ทเ่ี ขำมคี วำมสัมพนั ธ์ด้วยและถูกต้องเหมำะสมกบั กำลเทศะด้วย เป็ นต้นว่ำ คนไทยส่วนใหญ่จะ
เร่ิมสอนบตุ รหลำนของตนเม่ือเร่ิมรู้ควำม ให้รู้จกั “สวสั ดี” หรือ “สำธุ” กบั ผ้ใู หญ่ ขณะเดียวกนั กจ็ ะบอกเล่ำถงึ
สถำนภำพของผู้ใหญ่เหล่ำน้นั ด้วยว่ำท่ำนคือใคร ต้องวำงตวั อย่ำงไร ด้วยกำรอบอรมในลกั ษณะท่ีสอนให้เด็ก
สะสมควำมรู้เกย่ี วกบั บทบำทของตวั เขำและคนอ่ืนทลี ะเลก็ ทีละน้อยนีเ้ อง ผ้เู รียนกจ็ ะรับสิ่งต่ำงๆ เข้ำไว้และ
ประพฤตปิ ฏิบตั ไิ ด้อย่ำงไม่ขัดเขิน ถูกต้องตำมกำลเทศะ
4. ทำให้เกดิ ควำมชำนำญ-ทักษะ
กำรให้เกดิ ควำมชำนำญหรือทกั ษะท่ีจะมสี ่วนร่วมกจิ กรรมในสังคมกบั คนอ่ืนๆ จดุ ม่งุ หมำยข้อนเี้ ป็ นผล
สุดท้ำยทตี่ ่อท้ำยที่ต่อเน่ืองมำจำกจดุ มุ่งหมำยแต่ละข้อตำมลำดบั ในสังคมทมี่ คี วำมเป็ นอย่อู ย่ำงง่ำยๆ วธิ กี ำร
เรียนรู้ของบุคคลมกั เกดิ จำกกำรเลยี นแบบถ่ำยทอดกนั ลงมำนับช่ัวอำยุคน โดยยดึ หลกั ขนบธรรมเนียมประเพณี
สืบต่อกนั มำ แต่ในสังคมทส่ี ลบั ซับซ้อน ควำมรู้ทำงวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยเี ข้ำมำมบี ทบำทในชีวติ ของ
บุคคลอย่ำงมำก วธิ กี ำรเรียนรู้ของสังคมประเภทหลงั นจี้ งึ เป็ นกำรเรียนรู้อย่ำงเป็ นทำงกำรซ่ึงใช้ได้ผลมำก เช่น
สังคมไทยในอดตี ผู้ชำยจะได้รับหำรถ่ำยทอดในด้ำนวชิ ำควำมรู้ศิลปะกำรป้องกนั ตวั ฯลฯ จำกวดั ซึ่งเป็ นแหล่ง
ทใี่ ห้กำรขดั เกลำทำงสังคมได้อย่ำงดีสำรับเดก็ ผู้ชำย ในขณะท่เี ดก็ ผ้หู ญิงจะได้รับกำรถ่ำยทอดทำงด้ำนกำรบ้ำน
กำรเรือน มำรยำททำงสังคมต่ำงๆ ทก่ี ุลสตรีพงึ มจี ำกภำยในวงั แต่ปัจจบุ นั นกี้ ำรศึกษำเป็ นทำงกำร คือ โรงเรียน
ได้เข้ำมำมสี ่วนเสริมสร้ำงทักษะด้ำนนอี้ ย่อู ย่ำงมำกมำยโดยเฉพำะควำมรู้ในด้ำนมนุษย์สัมพนั ธ์ต่ำงๆท่ชี ่วยให้
กำรปฏิบตั ติ ่อผ้อู ื่นเป็ นไปอย่ำงรำบร่ืน
~ - 15 - ~
ปัจจยั สำหรับกำรขดั เกลำมนุษย์
1. มกี ำรปรับสัญชำตเิ วค (มนษุ ย์เป็ นสัตว์ประเภทเดียวทีม่ กี ำรเรียนรู้)
2. มเี ยำว์วยั นำน
3. มสี มองทรงคณุ ภำพ
4. มภี ำษำ
George Herbert Mead แบ่งตวั ตนออกเป็ น 2 ส่วน คือ
กำรทค่ี นจะปฏบิ ัตติ ำมกฎระเบยี บสังคมหรือไม่ ขนึ้ อย่กู บั คนส่วนมำก มลี กั ษณะเป็ นแบบ I & Me
I : ตวั ตนทย่ี งั ไม่ได้รับกฎระเบียบทำงสังคมมำใช้ ทำตำมใจ สังคมไม่ต้องกำร
Me : บุคคลที่รับกฎระเบียบสังคมมำใช้ ขัดเกลำแล้ว สังคมยอมรับ
Freud แบ่งตวั ตนออกเป็ น 3 ประเภท คอื
Id : มนุษย์ทมี่ สี ัญชำตญำณดบิ โดยมี “จติ ไร้สำนึก” เป็ นพลงั ขบั สัญชำตญำณเดมิ
Ego : ตวั ตนทถ่ี กู ควบคมุ โดยจติ สำนึกรับผดิ ชอบชั่วดี มสี ติ ทำตำมกฎระเบียบ
Super-ego : ตวั ตนทมี่ คี วำมรับผดิ ชอบในระดบั สูง ทำตำมกฎเกณฑ์ต่ำง ๆ อย่ำงเคร่งครัด
แนวคดิ เกยี่ วกบั กำรขดั เกลำทำงสังคม
กำรขัดเกลำทำงสังคม เป็ นกำรสืบทอดวฒั นธรรมระหว่ำงคนรุ่นหนึ่ง กบั คนอกี รุ่นหนงึ่
แนวคดิ นีม้ องว่ำบุคคลรับเอำวฒั นธรรมเข้ำมำเป็ นส่วนหนงึ่ กบั คนอกี รุ่นหนง่ึ (Socialization As Enculturation)
แนวคดิ นีม้ องว่ำ บุคคลรับเอำวฒั นธรรมเข้ำมำเป็ นส่วนหน่ึงของบคุ ลกิ เขำอย่ำงตรงไปตรงมำโดยอตั โนมตั ิ
เพรำะเกดิ ขึน้ จำกกำรรับรู้ซำ้ ๆ ซำก ๆ เป็ นเวลำนำนจนซึมซำบเข้ำไปโดยท่ีเกอื บจะไม่มกี ำรแปรสภำพ
วฒั นธรรมน้นั ๆเลย
~ - 16 - ~
นยั ยะสำคญั ของแนวคดิ นอี้ ธบิ ำยได้ใน 3 ลกั ษณะ คือ
(1) เดก็ รับเอำวฒั นธรรมอย่ำงตรงไปตรงมำไม่มปี ฏกิ ริ ิยำตอบโต้หรือกลน่ั กรองวฒั นธรรมแต่อย่ำงใด
(2) วฒั นธรรมมคี วำมมน่ั คงถำวร คงเส้นคงวำ ไม่ขดั แย้งกนั
(3) กระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคมมคี วำมสัมพนั ธ์กบั กระบวนกำรปฏสิ ัมพนั ธ์ทำงสังคมอ่ืน ๆ อย่ำงเป็ นเหตุ
เป็ นผลกนั แยกออกจำกกนั ได้ยำก และเกือ้ หนุนกำรคงอย่ขู องวฒั นธรรมอย่ำงเป็ นระบบ
กระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคมเป็ นกระบวนกำรของสังคม ในอนั ท่จี ะทำให้ปัจเจกบุคคลต้องปฏบิ ตั ติ ำม
ปทสั ถำน ของสังคมท่มี ำของแนวคดิ นเี้ กดิ จำกกำรมองว่ำ กำรที่สังคมจะดำรงโครงสร้ำงของมนั อย่ไู ด้กด็ ้วยกำร
สรรหำบุคคลต่ำง ๆ มำสวมบทบำทต่ำง ๆ ในสังคมได้ , บุคลกิ ภำพ ของบุคคลและโครงสร้ำงทำงสังคม จงึ เป็ น
ระบบทแี่ ยกต่ำงหำกออกจำกกนั และควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงบุคลกิ ภำพส่วนบุคคลกบั โครงสร้ำงทำงสังคมจงึ อำจ
มหี ลำยแนวทำง โดยกระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคมจะทำหน้ำท่ีเป็ นตวั เชื่อมร้อยให้สองระบบไปด้วยกนั ได้
ดงั น้นั กำรขดั เกลำทำงสังคมจงึ มคี วำมสำคญั อย่ำงยงิ่ ในกำรหล่อหลอมพฤตกิ รรมของบุคคล และเป็ นตวั
แปรสำคญั ท่ีส่งผลต่อกำรดำรงอยู่ ควำมขัดแย้ง และกำรเปลย่ี นแปลงของสังคม
~ - 17 - ~
ปัญหำสังคมไทยและแนวทำงกำรแก้ไข
7.ปัญหำสังคมไทยและแนวทำงกำรแก้ไข
แม้ว่ำสังคมจะมคี วำมร่วมมือปรับเปลยี่ นและแก้ไข เพ่ือให้ได้กลไกทำงสังคมดำเนนิ ไปอย่ำงรำบร่ืน
แต่บำงคร้ังบำงกรณอี ำจเกดิ ปัญหำหรือข้อขดั แย้งขนึ้ ท้งั ทเ่ี ป็ นผลมำจำกปัจจยั ภำยในและจำกปัจจยั ภำยนอกของ
สังคม ซ่ึงส่งผลให้กำรทำงำนของกลไกทำงสังคมไม่เป็ นปกตแิ ละกลำยเป็ นปัญหำสังคมขึน้ มำ
พจนำนุกรมศัพท์สังคมวทิ ยำ ฉบบั รำชบณั ฑติ ยสถำน พทุ ธศักรำช 2524 ได้ให้ควำมหมำยของปัญหำ
สังคมว่ำ หมำยถึง ภำวะใดๆ ในสังคมท่ีคนจำนวนมำกถือว่ำเป็ นส่ิงผดิ ปกติ และไม่พงึ ปรำรถนำ รู้สึกไม่สบำยใจ
และต้องกำรให้มกี ำรแก้ไขให้กลบั คืนสู่สภำวะปกติ เช่น ปัญหำอำชญำกรรม ปัญหำกำรทุจริตในวงรำชกำร
ปัญหำยำเสพตดิ เป็ นต้น ปัญหำสังคมเป็ นผลมำจำกกระบวนกำรทำงสังคม รวมถงึ กำรประเมนิ พฤตกิ รรมของ
คนในสังคมด้วยมำตรฐำนศีลธรรมในขณะน้ัน
จำกคำจำกดั ควำมดังกล่ำวจะเหน็ ได้ว่ำ ปัญหำหรือข้อขัดแย้งทก่ี ระทบคนส่วนใหญ่ในสังคมเท่ำน้ันจงึ
จะถือว่ำเป็ นปัญหำสังคม แต่หำกเป็ นปัญหำของตวั บุคคลเพยี งคนเดยี ว เช่นพที่ ะเลำะกบั น้อง เพรำะน้องไม่ยอม
ทำกำรบ้ำน ครูลงโทษนกั เรียน เพรำะทำผดิ กฎของโรงเรียน จะไม่ถือว่ำเป็ นปัญหำสังคม
สังคมไทยกเ็ ป็ นเช่นเดียวกบั สังคมอ่นื ๆ ทวั่ โลกทม่ี ปี ัญหำ เพรำะทุกสังคมมกี ำรเปลย่ี นแปลงซึ่งส่ิง
เหล่ำนเี้ ป็ นปัจจยั พืน้ ฐำนทำให้เกดิ ปัญหำสังคมได้ ปัญหำสังคมอำจมคี วำมรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสังคมใน
ระดบั และขอบเขตทต่ี ่ำงกนั เช่น ระดบั ขมุ ชน ระดบั ประเทศ และระดบั โลก เป็ นต้น
อย่ำงไรกต็ ำมไม่ว่ำจะมคี วำมรุนแรงและมขี อบเขตขนำดใด คนในสังคมโดยเฉพำะอย่ำงยงิ่ ผ้ทู ม่ี หี น้ำท่ี
รับผดิ ชอบโดยตรงต้องพยำยำมหำทำงควบคุม เพื่อให้ควำมเป็ นระเบยี บเรียบร้อยกลบั คืนมำ ในทนี่ ีจ้ ะหยบิ ยก
ปัญหำสังคมบำงประกำรมำกล่ำวถงึ และเสนอแนะแนวทำงในกำรแก้ไขเพอื่ เป็ นตวั อย่ำง
กำรศึกษำกรณปี ัญหำตวั อย่ำงดังนจี้ ะทำให้ผ้รู ้องเรียนได้ตระหนักถงึ ควำมรุนแรงและผลกระทบของ
ปัญหำสังคม เพื่อจะได้ร่วมกนั หำหนทำงป้องกนั มใิ ห้เกดิ ขนึ้ อกี หรือหำกเกดิ ขนึ้ แล้วจะร่วมกนั แก้ไขได้อย่ำงไร
~ - 18 - ~
7.1 ปัญหำยำเสพตดิ
ยำเสพตดิ เป็ นปัญหำใหญ่ระดับชำตทิ ีน่ บั วนั จะเพมิ่ ควำมรุนแรงทุกขณะ ดงั จะเหน็ ได้จำกสถติ กิ ำร
จบั กมุ ผ้กู ระทำควำมผดิ เม่ือปี พ.ศ. 2545 จำนวน 265,540 รำย ต่อมำจำนวนคดไี ด้ลดลงเหลือ 74,254 รำยในปี
พ.ศ. 2547 แต่หลงั จำกน้นั คดยี ำเสพตดิ กไ็ ด้เพม่ิ ขนึ้ เร่ือยๆ จนกระทัง่ ปี พ.ศ. 2553 มผี ้กู ระทำผดิ สูงถงึ 266,010
รำย แต่มำในช่วงปี พ.ศ. 2554 – 2555 ปัญหำยำเสพตดิ ยงั คงมคี วำมรุนแรงอยู่แม้จำนวนคดแี ละผ้กู ระทำผดิ จะมี
น้อยลง โดยผู้กระทำควำมผดิ 60,000 รำย แต่ปริมำณยำเสพตดิ ทสี่ ำคญั ท่สี ำมำรถยดึ ได้มจี ำนวนเพมิ่ มำกขนึ้
ตำมกฎหมำยได้ให้ควำมหมำยของยำเสพตดิ ว่ำ หมำยถงึ ยำ สำรเคมี หรือวตั ถุชนิดใดๆทเ่ี ม่ือเสพเข้ำสู่ร่ำงกำย
ไม่ว่ำจะโดยกำรรับประทำน ดม สูบ ฉดี หรือวธิ กี ำรใดกต็ ำมทำให้เกดิ ผลต่อร่ำงกำยและจติ ใจ
สำเหตุของยำเสพตดิ มำจำกควำมอยำกรู้อยำกลองของเดก็ เอง และไม่ได้รับคำแนะนำทีถ่ ูกต้องจำก
ผ้ใู หญ่ จงึ หลงผดิ ไม่รู้ถงึ โทษหรือผลลพั ธ์ทีจ่ ะเกดิ ตำมมำ และสำเหตุสำคญั อกี ประกำรหนง่ึ มำจำก
สภำพแวดล้อมภำยนอกทผี่ ลกั ดันให้คนหันไปหำยำเสพตดิ เช่น ครอบครัวแตกยก ควำมทุกข์ทเ่ี กดิ จำกควำม
ยำกไร้ กำรไม่สำมำรถปรับตวั เข้ำกบั สภำพแวดล้อมใหญ่ๆได้ ทำให้จติ ใจอ่อนแอ เมื่อได้รับกำรชุกจงู ให้เสพยำ
เสพตดิ เพ่ือคลำยทุกข์กห็ นั เข้ำหำยำกเสพตดิ ทนั ที ในขรณะเดยี วกนั เหล่ำมจิ ฉำชพทม่ี ่งุ แสวงหำผลประโยชน์
ส่วนตวั กพ็ ยำยำมผลติ และจำนวนยำเสพตดิ ด้วยกลวธิ ีหลอกล่อให้คนเสพยำโดยไม่คำนงึ ถงึ โทษที่จะเกดิ ขนึ้ กบั
คนในสังคม
แนวทำงกำรแก้ไขและปรำบปรำมปัญหำยำเสพตดิ ที่สำคญั ดงั นี้
1) นโยบำยของรัฐบำล ด้ำนกำรปรำบปรำมปัญหำยำเสพตดิ โดยกำรจบั กุมทำลำยแหล่งผลติ ยำ
เสพตดิ อย่ำงต่อเนื่อง และออกกฎหมำยเพม่ิ โทษผ้ผู ลติ และผู้ขำยอย่ำงรุนแรง
2) สถำนบำบดั รักษำผ้ตู ดิ ยำเสพตดิ ดำเนินกำรเพื่อให้เลกิ ใช้สำรเสพตดิ อน่งึ กำรบำบัดรักษำต้อง
ได้ควำมควำมร่วมมอื เป็ นอย่ำงดี จำกสถำบนั ศึกษำ สถำบนั ทำงศำสนำและสถำบันนนั ทนำกำร ในกำรให้ควำม
ช่วยเหลือผ้ตู ดิ ยำด้ำนเงนิ บริจำคกบั สถำนบำบดั รักษำผ้ตู ดิ ยำเสพตดิ ให้สำมรถออกเยยี่ มผู้ป่ วย เพื่อให้กำลงั ใจแก่
ผ้ตู ดิ ยำได้อย่ำงสมำ่ เสมอ
~ - 19 - ~
3) ควำมช่วยเหลือจำกองค์กรเอกชน ปัจจุบันมอี งค์กรเอกชนมำกมำยทใี่ ห้ควำมช่วยเหลอื ผ้ตู ดิ ยำ
ให้สำมำรถ ลด ละ เลกิ กำรใช้สำรเสพตดิ เช่น สำนักงำนสร้ำงเสริมสุขภำวะ (สสส.) เป็ นต้น ในขณะเดยี วกนั ได้มี
กำรสนบั สนุนให้สถำบันครอบครัว สถำบนั ศำสนำ สร้ำงภมู คิ ุ้มกนั ให้คนในครอบครัวและสังคม เป็ นคนดีและ
เป็ นทร่ี ักของคนรอบข้ำง รู้ผดิ รู้ชอบ และสำมำรถช่วยแบ่งเบำควำมทุกข์ยำกทเี่ กดิ ขนึ้ กบั คนอื่นได้หำกปัญหำ
ชีวติ ซ่ึงมำตรกำรเหล่ำนีจ้ ะทำให้คนหลกี หนียำเสพตดิ ได้
ปัญหำยำเสพตดิ เป็ นปัญหำทำงสังคมทก่ี ่อให้เกดิ ผลเสียกบั ท้ังสู้เสพเองและต่อสังคมส่วนรวม เพรำะผู้
ตดิ ยำเสพตดิ อำจจะสร้ำงปัญหำสังคมรุนแรงตำมมำได้ เช่น อำชญำกรรม จปี้ ล้น กำรจบั ตวั ประกนั เมือ่ เกดิ กำร
คลุ้มคลงั่ กำรทำร้ำยร่ำงกำย และกำรฆ่ำตวั ตำย เป็ นต้น ดังน้ัน ประชำกรทุกคนจงึ ต้องร่วมมือกนั ด้วยพลงั
สำมคั คปี กป้อง และแก้ไขให้สังคมไทยหลดุ พ้นจำกปัญหำยำเสพตดิ โดยเร็วที่สุด
7.2 ปัญหำส่ิงแวดล้อม
ประเทศไทยและท่วั โลกกำลงั เผชญิ ปัญหำส่ิงแวดล้อมทอ่ี ยู่ในข้ันรุนแรง และส่งผลกระทบต่อกำร
ดำรงชีวติ ของประชำชนทุกคน สิ่งแวดล้อมในทน่ี ี้ หมำยถงึ สิ่งแวดล้อมทำงกำยภำพ เช่น ดนิ นำ้ อำกำศ ภูเขำ
และสิ่งแวดล้อมทำงชีวภิ ำพ เช่น ป่ ำไม้ พืชพนั ทำงธรรมชำติ สัตว์ป่ ำ และสัตว์นำ้ เป็ นต้น
สำเหตุทท่ี ำให้เกดิ ปัญหำสิ่งแวดล้อมมอี ย่ดู ้วยกนั หลำยประกำรแต่ทส่ี ำคญั คือ เกดิ จำกกระบวนกำร
กำรผลติ โดยเฉพำะจำกโรงงำนอตุ สำหกรรม กำรคมนำคมขนส่งก่อให้เกดิ มลพษิ กำรพฒั นำประเทศ ก่อให้เกดิ
สภำวะแวดล้อมท่ีเปลย่ี นไป ท้งั ทรัพยำกร ส่ิงแวดล้อม และภัยธรรมชำติ แต่กน็ ับว่ำน้อยมำกถ้ำเปรียบกบั ปัญหำ
ที่เกดิ ขึน้ จำกกำรกระทำของมนุษย์ เช่น กำรถำงป่ ำเพอื่ ใช้ดนิ ในกำรเพำะปลกู กำรตดั ต้นไม้ทำฟื นและถ่ำน เพื่อ
ใช้เป็ นพลงั งำนในกำรหุงต้ม เป็ นต้น
สำหรับแนวทำงกำรป้องกนั และแก้ไขควรเริ่มทีร่ ะดับบุคคลและครอบครัวซ่ึงถือเป็ นพนื้ ฐำนทสี่ ำคญั
ทส่ี ุดของสังคม โดยปลกู ฝังควำมรู้ควำมเข้ำใจให้ถูกต้อง เกย่ี วกบั กำรสงวนรักษำสภำพแวดล้อมกำรใช้พลงั งำน
ทดแทน และกำรปลกู ต้นไม้เพื่อทดแทนเป็ นต้น รวมท้งั กำรหำแนวทำงรณรงค์กำรรักษำสิ่งแวดล้อมต่อไปใน
ระดับชุมชนและระดบั ประเทศ เพรำะกำรให้ควำมรู้ควำมเข้ำใจถือว่ำเป็ นแนวทำงแรกท่ีจะแก้ไขปัญหำทต่ี ้นเหตุ
ได้ดที สี่ ุด
~ - 20 - ~
7.3 ปัญหำกำรทุจริต
ปัญหำกำรทุจริตฉ้อรำษฎร์บงั หลวงคือคอรัปชัน่ ถือเป็ นปัญหำทส่ี ำคญั ระดบั ชำติ จะเห็นได้ว่ำกำรทุจริตมตี ้งั แต่
ในระดับสูงลงมำถงึ ระดับท้องถนิ่ แม้ว่ำจะมกี ำรปรำบปรำมและรณรงค์ต่อต้ำนอยู่เนืองๆ แล้วกต็ ำม
สำเหตุสำคญั ของกำรเกดิ ปัญหำทุจริตมำจำกควำมต้องกำรบริโภคเกนิ ควำมพอดี คือมรี ำยได้น้อยกว่ำ
รำยจ่ำย จงึ หำช่องทำงทุจริตนำเอำทรัพย์สินของคนอ่ืนและของทำงรำชกำรมำเป็ นของตนเอง รวมท้ังกฎเกณฑ์
และกฎศีลธรรมของคนในสังคมเสื่อมลง จงึ ทำผดิ ได้โดยไม่มคี วำมละอำยและเกรงกลวั ต่อกฎหมำยบ้ำนเมือง
แนวทำงกำรแก้ปัญหำจงึ เร่ิมจำกกำรปลกู ฝังค่ำนยิ มที่ดี โดยเฉพำะกำรปลกู ฝังให้เห็นว่ำประโยชน์
ส่วนรวมเป็ นส่ิงทส่ี ำคญั ทส่ี ุด รวมท้งั ต้องมกี ำรรณรงค์ให้คนในสังคมรังเกยี จกำรทุจริต เน้นควำมซ่ือสัตย์ ภูมใิ จ
ในศกั ด์ิศรีของตนเอง โดยต้องกำรปลกู ฝังต้งั แต่ในวยั เดก็ ผ่ำนกำรอบรมส่ังสอนของบดิ ำมำรดำ และกำรศึกษำ
ท้ังในระบบและนอกระบบ เพื่อให้ค่ำนยิ มเหล่ำนีซ้ ึมอย่ใู นจติ ใจของคนไทยทกุ คน
นอกจำกนี้ บทลงโทษทำงสังคมกจ็ ะต้องเข้มแข็งไม่ให้มชี ่องโหว่ทำงกฎหมำยในกำรช่วยเหลือพวก
พ้องให้พ้นผดิ คนจะได้ไม่กล้ำทุจริต และสังคมต้องให้กำรสนับสนนุ ด้วยกำรชีเ้ บำะแสผ้กู ระทำผดิ ให้กบั องค์กร
กจ็ ะเป็ นกำรช่วยแก้ไขปัญหำนใี้ ห้ลดน้อยลงได้
7.4 ปัญหำควำมรุนแรงในครอบครัวและสังคม
ปัญหำควำมรุนแรงในครอบครัวและสังคมกำลงั เป็ นปัญหำทกี่ ่อให้เกดิ กำรเปลย่ี นแปลงทำงสังคมอย่ำง
มำก เพรำะปัญหำดงั กล่ำวนำไปสู่ปัญหำสังคมต่ำงๆ เช่น ปัญหำกำรหย่ำร้ำง ปัญหำกำรทำรุณกรรมในครอบครัว
ปัญหำกำรล่วงละเมดิ ทำงเพศ ปัญหำสิทธิเดก็ และสตรี ปัญหำวยั รุ่น เป็ นต้น ซึ่งปัญหำเหล่ำนเี้ ป็ นปัญหำทีน่ บั วนั
จะทวคี วำมรุนแรงมำกขนึ้ และอำจเป็ นแนวทำงนำไปสู่ปัญหำอำชญำกรรม ยำเสพตดิ และกำรพนนั ต่อไปได้
สำเหตุหลกั ๆ ของปัญหำควำมรุนแรงในครอบครวั และสังคมน้นั มำจำกกำรทสี่ ังคมมจี ำนวนสมำชกิ
หรือจำนวนประชำกรเพมิ่ มำกขนึ้ อย่ำงรวดเร็ว ทำให้คนในสังคมต้องแข่งขนั กนั ในด้ำนต่ำงๆ จนเกดิ ควำมเครียด
หรือสภำพสังคมทเี่ น้นวตั ถุนยิ ม รวมท้งั กำรยบั ย้งั ช่ังใจและกำรควบคมุ อำรมณ์ให้มสี ตขิ องคนในสังคมมนี ้อยลง
จงึ ทำให้หลำยคนหนั ไปใช้กำลงั และควำมรุนแรงในกำรแก้ไขปัญหำต่ำงๆตนเองกำลงั เผชิญอยู่
~ - 21 - ~
แนวทำงกำรแก้ไขปัญหำควรเร่ิมจำกกำรสร้ำงค่ำนยิ มกำรให้เกยี รตกิ นั และกนั ในครอบครัว หันหน้ำ
ปรึกษำหำรือกนั ท้งั ทำงด้ำนกำรเงนิ กำรเรียน กำรดำเนนิ ชวี ติ และทำงด้ำนจติ ใจ สิ่งเหล่ำนีจ้ ะช่วยทำให้
ครอบครัวมคี วำมเอื้ออำทร ลดควำมรุนแงอย่ำงยงั่ ยืนได้ และต้องอำศัยควำมร่วมมือจำกองค์กรช่วยเหลอื ต่ำงๆ
เช่น กระทรวงกำรพฒั นำสังคมและควำมมนั่ คงของมนุษย์ในกำรเข้ำไปรณรงค์และดูแลทำให้ปัญหำต่ำงๆ คลี
คลำยไปในทำงทด่ี ี เช่น ส่งเสริมกำรสร้ำงครอบครัวใหม่ทมี่ คี วำมเข้ำใจกนั ส่งเสริมสิทธิสตรี ส่งเสริมกำร
ค้มุ ครองเด็กและเยำวชน เป็ นต้น
อนึ่ง กำรสร้ำงควำมสมำนฉันท์ในสังคมจะเป็ นทำงออกทด่ี ใี ห้กบั สังคมที่มกี ำรแตกแยกด้ำนควำมคดิ และใช้ควำม
รุนแรงเข้ำประหตั ประหำรกนั โดยเน้นกำรตดิ ต่อสื่อสำรระหว่ำงกนั ผ่ำนทำงกำรประชุม สัมมนำ และกำรทำ
กจิ กรรมเพื่อสังคมร่วมกนั รวมท้ังร่วมกนั สร้ำงค่ำนิยมกำรยอมรับควำมแตกต่ำงด้ำนควำมคดิ เหน็ ของบุคคลอืน่
เพรำะถ้ำหำกสังคมไร้ค่ำนิยมดงั กล่ำว สังคมกจ็ ะมแี ต่กำรทะเลำะเบำะแว้ง ปรำศจำกควำมสงบสุข และไม่อำจ
พฒั นำต่อไปได้
นอกจำกปัญหำสังคมทไ่ี ด้ยกตวั อย่ำงมำข้ำงต้น สังคมไทยยงั มปี ัญหำสังคมอกี มำกมำยทม่ี คี วำม
รุนแรงสูง เช่น ปัญหำโรคเอดส์ ปัญหำสุขภำพอนำมยั ปัญหำคนว่ำงงำน ปัญหำคนชรำ เป็ นต้น ซึ่งทุกปัญหำ
ต้องได้รับควำมร่วมมือจำกสมำชิกของสังคมในกำรพจิ ำรณำถงึ สำเหตขุ องแต่ละปัญหำ แนวทำงป้องกนั และ
ร่วมกนั แก้ไขปัญหำก่อนทจี่ ะลกุ ลำมไปมำกกว่ำเดมิ ท้งั นีห้ ำกทุกคนทำหน้ำทข่ี องตนอย่ำงสมบูรณ์โดยอย่ใู น
กรอบของกฎหมำยและกฎเกณฑ์ทำงสังคมกย็ ่อมจะทำให้สังคมเกดิ ควำมเป็ นระเบียบเรียบร้อยได้อย่ำงแน่นอน
8.แนวทำงกำรพฒั นำสังคม
สังคมมกี ำรเปลย่ี นแปลงเรื่อยมำด้วยอตั รำที่เร็วบ้ำงช้ำบ้ำง กำรเปลย่ี นแปลงดังกล่ำวก่อให้เกดิ ผลดี
มำกมำย แต่ในขณะเดยี วกนั ผลกระทบในทำงลบกเ็ กดิ ขึน้ หลำกหลำยเช่นกนั จนกลำยเป็ นปัญหำสังคมท่ีต้อง
ร่วมกนั แก้ไข โดยในช่วงทผ่ี ่ำนำผลกำรพฒั นำสังคมของไทยน้ัน ประสบควำมสำเร็จในหลำยด้ำน เช่น คนไทย
มำยุทย่ี ืนยำวขึน้ สำมำรถเข้ำถึงหลกั ประกนั ศึกษำสูงขนึ้ มสี ำธำรณปู โภคทด่ี ีครบครันแทบทุกหม่บู ้ำนทกุ ตำบล
ทวั่ ประเทศ
แต่ควำมก้ำวหน้ำในเชงิ คณุ ภำพยงั ไม่เป็ นทน่ี ่ำพอใจ เช่น คณุ ภำพกำรศึกษำของเดก็ ไทยโดยรวมยงั อยู่
ในเกณฑ์ด้อย กล่มุ แรงงำนยงั มรี ะดบั กำรศึกษำตำ่ สุขอนำมยั ยงั อย่ใู นภำวะเส่ียงจำกกำรเป็ นโรคทเ่ี กดิ จำก
พฤตกิ รรมอนั ไม่เหมำะสม ปัญหำด้ำนสุขภำพ ควำมมน่ั คงและควำมปลอดภยั ของคนและสังคมยงั น่ำวติ ก
~ - 22 - ~
สังคมยงั มกี ำรก่ออำชญำกรรม ทำร้ำยร่ำงกำย จนถงึ อำชญำกรรมข้ำมชำติ และสถำบนั ครอบครัวมแี นวโน้ม
อ่อนแอลงทกุ ขณะ
ด้วยเหตนุ ีท้ ิศทำงและกระบวนกำรพฒั นำสังคมจงึ ต้องเป็ นไปในเชิงรุกควบค่กู บั กำรแก้ไขปัญหำท่สี ั่ง
สมมำนำน เพื่อให้กำรพฒั นำสังคมมปี ระสิทธภิ ำพ ดังน้ัน เป้ำหมำยของกำรพฒั นำสังคมในช่วงแผนพฒั นำ
เศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำตฉิ บบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) จงึ กำหนดให้ “คนไทยเป็ นคนดี มคี ณุ ภำพ มี
ควำมสุข อย่ใู นสังคมท่ีเอือ้ อำทร สันติ และเป็ นธรรม ” โดยได้กำหนดยทุ ธศำสตร์กำรพฒั นำไว้ ดังนี้
1) ยกระดบั คณุ ภำพคนไทย เข้ำสู่สังคมแห่งกำรเรียนรู้ โดยกำรสร้ำงศักยภำพกำรเรียนรู้ ทกั ษำชีวติ
สร้ำงภูมคิ ุ้มกนั สร้ำงจติ สำธำรณะ ควำมคดิ ริเร่ิมสร้ำงสรรค์ และให้มสี ุขภำพดที ุกมติ ิ กล่ำวคือ ใช้กระบวนกำร
ชุมชนเข้มแข็งในกำรเสริมสร้ำงสุขภำวะและพฤตกิ รรมสุขภำพทด่ี ใี นทกุ กล่มุ อำยุ สร้ำงวฒั นธรรมกำรเรียนรู้
ตลอดชีวติ สร้ำงกำลงั คนรุ่นใหม่ให้มสี มรรถนะทำงวชิ ำชีพและทกั ษะ เพื่อเพมิ่ ขดี ควำมสำมำรถในกำรพฒั นำ
ประเทศ
2) เตรียมควำมพร้อมสังคมไทยสู่สังคมผ้สู ูงอำยุ จำนวนประชำกรผ้สู ูงอำยขุ องประเทศไทย มี
แนวโน้มเพม่ิ ขึน้ เร่ือยๆ ทุกปี ท้งั นเี้ ป็ นเพรำะควำมเจริญก้ำวหน้ำทำงด้ำนกำรแพทย์ ดงั น้นั จงึ ต้องร่วมกนั สร้ำง
เสริมควำมรับผดิ ชอบ กำรดูแลสุขภำพ สร้ำงหลกั ประกนั ด้ำนรำยได้ สนบั สนุนกำรใช้ควำมรู้ ประสบกำรณ์ และ
ภูมปิ ัญญำของผ้สู ูงอำยใุ ห้เกดิ ประโยชน์ต่อสังคม
3) สร้ำงควำมมนั่ คงทำงสังคมแก่คนไทย โดยให้ทุกคนได้รบั กำรคุ้มครองทำงสังคม มที ่พี กั อำศัยท่ี
มนั่ คง มคี วำมปลอดภัยในชุมชน และสร้ำงหลกั ประกนั ทำงสังคมให้สำมำรถดำรงชีวติ และทำมำหำกนิ ได้อย่ำง
ปกตสิ ุข เน้นบทบำทครอบครัวและชุมชนเป็ นพืน้ ฐำนสำคญั
4)รักษำคณุ ค่ำของสังคมไทย โดยกำรนำทุนทำงสังคมหรือส่ิงดีๆ ทมี่ อี ย่แู ล้วในสังคมมำก่อให้เกดิ
ประโยชน์ต่อกำรพฒั นำคุณธรรมและจริยธรรม เสริมสร้ำงควำมเข้มแขง็ ของชุมชนด้วยทุนทำงสังคมที่มอี ย่แู ล้ว
สร้ำงมูลค่ำเพม่ิ ทำงเศรษฐ์กจิ ให้ทุนทำงวฒั นธรรม ด้วยกำรส่งเสริมให้ภำคเอกชนนำวฒั นธรรมไทยมำเป็ น
ปัจจยั ในกำรผลติ สินค้ำและบริกำร
กล่ำวได้ว่ำ แผนพฒั นำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำตฉิ บบั ท่ี 10 ให้ควำมสำคญั ต่อกำรสร้ำงประชำกร
และชุมชนให้เข้มแขง็ เน้นกำรมสี ่วนร่วมพฒั นำสังคม จดั กำรบริหำรกำรพฒั นำมปี ระสิทธภิ ำพ และจดั ทำ
~ - 23 - ~
รำกฐำนทำงสังคมทเ่ี ข้มแข็ง เช่น สร้ำงระบบพืน้ ฐำนและจดั บริหำรทำงสังคมทด่ี มี คี ุณภำพ กฎระเบยี บต้องมี
ประสิทธิภำพที่สอดคล้องกบั ควำมต้องกำรของคนท้ังในปัจจบุ นั และอนำคต
กล่ำวโดยสรุป กำรศึกษำสังคมมนุษย์น้นั จำเป็ นต้องเรียนรู้ถึงโครงสร้ำงทำงสังคมเพ่ือให้สำมำรถ
มองเหน็ ลกั ษณะของระบบและสถำบันทำงสังคมอย่ำงชัดเจน สำมำรถเข้ำใจกลไกกำรจดั ระเบยี บทำงสังคมท่ียดึ
โยงสังคมให้ธำรงอยู่และมเี อกลกั ษณ์เฉพำะของแต่ละสังคม โดยควำมสัมพนั ธ์ของสมำชิกในสังคมจะอย่ภู ำยใต้
โครงสร้ำงสังคมทอี่ ำจเป็ นไปได้ ท้งั ในทำงควำมร่วมมือสนบั สนุนกนั และกนั กำรแข่งขัน กำรขัดแย้ง กำร
ประนีประนอม หรือกำรเอำเปรียบกนั แต่ท้งั หมดกจ็ ะต้องเป็ นไปตำมระเบยี บแผนหรือแบบแผนหรืออย่ใู น
กรอบของสังคมน้นั ๆ
เมื่อสังคมมสี มำชิกใหม่ กระบวนกำรขดั เกลำทำงสังคมกจ็ ะบังเกดิ ขึน้ เพ่ือให้สมำชิกใหม่ได้เรียนรู้
คุณธรรม คุณค่ำ และอดุ มคตทิ ส่ี ังคมยดึ มน่ั และได้เรยี นรู้บรรทัดฐำนและขนบธรรมเนยี มประเพณที ใี่ ช้ในสังคม
ซึ่งจะทำให้ผ้นู ้นั เป็ นสมำชิกของสังคมได้อย่ำงสมบูรณ์ กำรขดั เกลำทำงสังคมอำจเป็ นไปในทำงตรง เช่น สอน
พูด สอนมำรยำท และทำงอ้อม เช่น ผ่ำนสื่อต่ำงๆ ผ่ำนอนิ เตอร์เนต็ และกำรอยู่ร่วมกบั คนอ่นื ในสังคม
นอกจำกนี้ สังคมท้งั หลำยมไิ ด้หยุดนิ่งอย่กู บั ท่ี แต่เปลย่ี นแปลงไปตำมกำลเวลำและตำมแรงกระต้นุ
ต่ำงๆ ท้งั ภำยในและภำยนอกประเทศ ทำให้โครงสร้ำงและกำรจดั ระเบยี บทำงสังคมต้องปรบั เปลย่ี นไปตำม
กระแส ท้งั ทำงบวกและทำงลบ ซึ่งผลกระทบในทำงลบทเ่ี กดิ ขึน้ อำจก่อให้เกดิ ปัญหำสังคมตำมมำ ดงั น้ัน
ประชำชนทุกคนต้องร่วมกนั แก้ไขและสร้ำงแนวทำงในกำรพฒั นำสังคม เพื่อให้โครงสร้ำงและกำรจดั ระเบยี บ
ทำงสังคมปรับเปลย่ี นตำมบริบททอี่ ย่บู นรำกฐำนของควำมเป็ นไทยอย่ำงแท้จริง
~ - 24 - ~
วฒั นธรรมไทย
ควำมหมำย ควำมสำคญั และประเภทของวฒั นธรรม
ควำมหมำยของวฒั นธรรม
โดยปกติ คำว่ำ “วฒั นธรรม” มคี วำมหมำยสองทำง คือ วฒั นธรรมหมำยถงึ ธรรมทเ่ี ป็ นเหตุให้เจริญ เป็ น
ควำมหมำยที่มำจำกคำสองคำ คือ “วฒั น” กบั “ธรรม” คำว่ำวฒั น หรือ พฒั น หมำยถึง ควำมเจรญิ ส่วนคำว่ำ
ธรรม หมำยถงึ คณุ ควำมดี ควำมชอบ ดังน้ัน วฒั นธรรมจงึ หมำยถงึ ธรรมแห่งควำมเจริญ อกี ควำมหมำย คอื
วฒั นธรรม หมำยถึง ส่ิงทไี่ ม่มอี ย่เู องตำมธรรมชำติ แต่เป็ นสิ่งที่สังคมหรือคนส่วนรวมมคี วำมต้องกำรและ
จำเป็ นทต่ี ้องผลติ หรือสร้ำงให้เกดิ ขนึ้ แล้วถ่ำยอดให้อนุขนรุ่นหลงั ด้วยกำรสั่งสอนและเรียนรู้สืบๆ ต่อกนั จนมำ
กลำยเป็ นประเพณี
วฒั นธรรมนควำมหมำยแรกเป็ นควำมหมำยสำมญั ท่คี นทวั่ ไปใช่กนั ในควำมหมำยของพฤตกิ รรม และ
ขนบธรรมเนยี มประเพณที ่ีดงี ำม เป็ นสิ่งทไ่ี ด้รับกำรปรุงแต่งให้ดหี รือส่ิงทไ่ี ด้รับกำรยกย่องมำเป็ นเวลำนำนแล้ว
เพรำะได้รับกำรพฒั นำจนกลำยเป็ นรูปลกั ษณะทีส่ ูงเด่น เช่น ขนบธรรมเนยี ม ประเพณที ่สี ำคญั ภูมปิ ัญญำ
ค่ำนยิ มทีผ่ ู้คนยกย่อง กริ ิยำมำรยำทในสังคม สถำปัตยกรรม ภำษำ และวรรณคดี เป็ นต้น โดยวฒั นธรรมดงั กล่ำว
จำเป็ นต้องร่วมกนั อนุรักษ์และสงวนรักษำไว้ เพ่ือให้เป็ นมรดกของสังคมสืบไป
วฒั นธรรมในควำมหมำยทีส่ องเป็ นควำมหมำยทีน่ กั สังคมวทิ ยำหรือนักสังคมศำสตร์ได้ให้ไว้โดย
กำหนดให้ควำมหมำยครอบคลมุ กจิ กรรมทกี่ ว้ำงขวำงกว่ำ กล่ำวคอื วฒั นธรรมเป็ นทุกส่ิงท่ีมนษุ ย์สร้ำงขนึ้ มำ
เช่น ภำษำ ศิลปะ กฎหมำย ศำสนำ กำรปกครอง อุปกรณ์ท่เี ป็ นวตั ถุหรือส่ิงประดิษฐ์ เป็ นต้น ซ่ึงแสดงรูปแบบ
แห่งสัมฤทธิผลทำงวฒั นธรรมและทำให้เป็ นลกั ษณะ วฒั นธรรมทำงปัญญำ สำมำรถใช้สอยได้ เช่น
เครื่องจกั รกล เครื่องมือสื่อสำร ศิลปวตั ถุ เป็ นต้น
ดังน้นั วฒั นธรรมจงึ เป็ นทุกส่ิงที่เรยี นรู้และรับกำรถ่ำยทอดมำจำกกำรตดิ ต่อสัมพนั ธ์ระหว่ำงกนั กล่ำว
อกี นยั คือ เป็ นแบบอย่ำงของพฤตกิ รรมท้งั หลำยทไี่ ด้มำทำงสังคมและถ่ำยทอดกนั ไปทำงสังคม โดยอำศัย
สัญลกั ษณ์ วฒั นธรรมจงึ เป็ นลกั ษณะเด่นและเป็ นสำกลสำหรับสังคมมนษุ ย์ ทไ่ี ม่มใี นส่ิงมชี ีวติ อื่นนอกจำกมนุษย์
~ - 25 - ~
จดั ทำโดย
1. นำย วรเมธ ดำผะเดมิ ม.4/4 เลขท่ี 7 (หน้ำ 1-5)
2. นำย เจตนิพทั ธ์ โพธ์ติ ึ ม.4/4 เลขที่ 8 (หน้ำ 6-10)
3. นำย นฤสรณ์ นวลอไุ ร ม.4/4 เลขท่ี 9 (หน้ำ 11-15)
4. นำย มกรธวชั จนั เพช็ ร ม.4/4 เลขท่ี 10 (หน้ำ 16-20)
5. นำย รัฐภูมิ แสงมลู ม.4/4 เลขท่ี 11 (หน้ำ 21-25)
เสนอ
คุณครู ณฐั รินยี ์ สมนกึ
~ - 26 - ~