ใบความรู้ท่ี 1
เรือ่ ง ข้อควรรู้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ปัจจุบันพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว เครือข่ายสังคมออนไลน์โซเชียล
มีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันอย่างมาก การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยมิชอบโดยบุคคลใด ๆ ก็ตามที่
ส่งผลเสียต่อบุคคลอ่ืน รวมไปถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการเผยแพร่ข้อมูลท่ีเป็นเท็จหรือมีลักษณะลามก
อนาจารจึงต้องมีมาตรการข้ึนมาเพื่อเป็นการควบคุม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเก่ียวกับ
คอมพิวเตอร์ก็คือพระราชบัญญัติท่ีว่าด้วยการกระทาผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร์ ซ่ึงคอมพิวเตอร์ท่ีว่าน้ีก็เป็นได้
ท้ังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค สมาร์ตโฟน รวมถึงระบบต่าง ๆ ท่ีถูกควบคุมด้วยระบบ
คอมพิวเตอรด์ ้วย ซึง่ เปน็ พระราชบัญญตั ติ ง้ั ข้ึนมาเพื่อป้องกัน ควบคุมการกระทาผิดท่ีจะเกิดขึ้นได้จาก การใช้
คอมพิวเตอร์ หากใครกระทาความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นี้
ก็จะต้องได้รับการลงโทษตามท่ีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ กาหนดไว้ใน
ปัจจุบันประเทศไทย จะใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ จานวน 2 ฉบับ คือ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการ
กระทาความผดิ เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 เป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิด
เกีย่ วกับคอมพิวเตอรฉ์ บบั ล่าสดุ ซงึ่ มีขอ้ ควรร้ทู ่วั ไปอยู่ดงั น้ี
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
สามารถดรู ายละเอยี ดพระราชบญั ญตั ิฉบับเต็มไดโ้ ดยการแสกน QR CODE
1. พระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยการกระทาความผิดเกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
2. พระราชบัญญัติวา่ ด้วยการกระทาความผดิ เก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์(ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2560
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
ใบความร้ทู ี่ 2
เร่อื ง ลิขสิทธ์ิ
ลิขสทิ ธ์ิ
ลิขสิทธิ์ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้ให้ความหมายว่า ลิขสิทธ์ิ หมายถึง สิทธิ
แต่ผู้เดียวที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทาการใด ๆ เก่ียวกับงานประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม
ศลิ ปกรรม ดนตรีกรรม โสตทศั นวสั ดุ ภาพยนตร์ สิง่ บนั ทึกเสยี ง งานแพร่เสยี งแพรภ่ าพ หรืองานอื่นใดในแผนก
วรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ท่ีตนได้ทาขึ้น อันได้แก่ สิทธิท่ีจะทาซ้า ดัดแปลง หรือนาออก
โฆษณา รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนางานน้ันไปทาเช่นว่านั้นด้วย ทางด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า
ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวท่ีจะกระทาการใด ๆ เก่ียวกับงานท่ีผู้สร้างสรรค์ได้ริเร่ิมโดยการใช้สติปัญญา
ความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่ลอกเลียนแบบงานของผู้อ่ืน
โดย งานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทกฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับความ
คุม้ ครอง ทนั ทีทสี่ รา้ งสรรค์โดยไมต่ ้องจดทะเบยี น
สิ่งที่ไม่มีลขิ สทิ ธ์ิ
1. ข่าวประจาวนั และข้อเท็จจรงิ ตา่ ง ๆ ท่มี ลี ักษณะเป็นเพียงขา่ วสาร อนั มิใชง่ านในแผนกวรรณคดี แผนก
วิทยาศาสตร์ หรอื แผนกศลิ ปะ
2. รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย
3. ระเบยี บ ขอ้ บงั คับ ประกาศ คาสั่ง คาชแ้ี จง และหนงั สอื โตต้ อบของหนว่ ยงานงานของรฐั
4. คาพพิ ากษา คาส่ัง คาวินิจฉยั และรายงานของทางราชการ
5. คาแปลและการรวบรวมคาสั่งต่าง ๆ ตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ท่ีกระทรวง ทบวง กรม หรืองานอ่ืนใดของ
รฐั หรือของท้องถิน่ จดั ทาข้ึน
หลักเกณฑ์การพจิ ารณาการใช้งานลขิ สิทธท์ิ เ่ี ป็นธรรม
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้บัญญัติเร่ืองข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธ์ิไว้ในมาตรา 32 โดย
กาหนดใหก้ ารใช้งานลิขสิทธิใ์ นบางลักษณะสามารถทา ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งขออนญุ าตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เพราะถือว่า
เป็นการใช้ที่เป็นธรรม เช่น การใช้งานในการเรียนการสอน การเสนอรายงานข่าว หรือการใช้งานโดย
บรรณารกั ษห์ ้องสมุด แตก่ ารใชง้ านลขิ สทิ ธ์ดิ ังกล่าวตามท่ีพระราชบัญญัติกาหนดไว้จะต้องอยู่อาศัยใต้หลักการ
สาคัญ 2 ประการ ประกอบกัน คือ
1. ตอ้ งไมข่ ัดตอ่ การแสวงหาประโยชน์จากงานอันมลี ขิ สิทธิต์ ามปกตขิ องเจา้ ของลิขสิทธ์ิ
2. ตอ้ งไม่กระทบกระเทอื นถึงสิทธิอนั ชอบดว้ ยกฎหมายของเจ้าของลขิ สทิ ธ์ิเกินสมควร
ยกตัวอย่างเช่น ในการรายงานข่าวภาพยนตร์เรื่องหน่ึง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆาตกรรม และการสืบหา
ตัวคนร้าย ได้มีการเปิดเผยว่าคนร้ายคือใครซึ่งถือว่าเป็นสาระสาคัญของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว การรายงาน
ข่าวเช่นนี้แม่ไม่จัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธ์ิ แต่อาจถือว่าเป็นการ
กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร เพราะอาจทาให้คนท่ีทราบเรื่องแล้วไม่ต้องการไปชม
ภาพยนตร์เร่ืองนั้นอีกเพราะทราบตอนสาคัญของเร่ืองแล้ว การกระทาดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ของ
ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ (สามารถหาอ่านเพ่ิมเติมได้ที่ https://bit.ly/2tlMJL3) วัตถุประสงค์และ
ลักษณะของการใช้งานลิขสิทธิ์
1. การใชง้ านลิขสิทธ์ิของบคุ คลอ่นื จะตอ้ งไมม่ ลี ักษณะเปน็ การกระทาเพ่ือการคา้ หรือหากาไร โดยปกติ
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
การใช้งานลิขสทิ ธิ์ของบุคคลอืน่ เพ่อื การค้าหรอื หากาไร ผู้ใช้จะต้องจ่ายค่าลิขสทิ ธใิ์ หแ้ ก่เจ้าของลิขสิทธ์ิ
2. การใช้งานลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นจะต้องไม่มีเจตนาทุจริต เช่นการนางานลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่อ้างอิงที่มา
หรือใช้ในลักษณะทที่ าให้คนเข้าใจวา่ เปน็ งานของผใู้ ชง้ านลิขสิทธ์นิ ัน้ เอง
3. หากการใช้งานลิขสิทธิข์ องบุคคลอน่ื ก่อใหเ้ กิดประโยชน์แก่สังคม โดยเป็นการนางานลิขสทิ ธมิ์ าใชโ้ ดย
ปรบั เปลีย่ น ใหต้ า่ งไปจากงานลิขสิทธิเ์ ดมิ หรือการเพม่ิ เติมสงิ่ ใหม่เขา้ ไป ก็อาจเปน็ การใชล้ ิขสิทธท์ิ เี่ ป็น ธรรม
การใช้งานโดยธรรม (Fair Use)
Fair Use คือ ความชอบธรรมทางกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์บนพื้นฐานที่จากัดเพื่อ
วัตถุประสงค์เฉพาะโดย "ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์" และการใช้งานน้ันจะต้องไม่นาไปสู่การขัด
ผลประโยชน์ท่ีเจ้าของลิขสทิ ธิ์ควรจะได้รบั
ขอ้ ยกเวน้ การละเมิดลิขสิทธ์ิ
1. วจิ ยั หรือศกึ ษางานนั้น อันมใิ ช่การกระทาเพือ่ หากาไร
2. ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพ่ือประโยชน์ของตนเองและบุคคลอ่ืนในครอบครัวหรือญาตสิ นิท
3. ตชิ ม วิจารณ์ หรือแนะนาผลงานโดยมีการรบั รถู้ ึงความเป็นเจ้าของลขิ สทิ ธนิ์ น้ั
4. เสนอรายงานข่าวทางสือ่ สารมวลชนโดยมกี ารรับรู้ถึงความเปน็ เจา้ ของลขิ สิทธ์ใิ นงานนัน้
5. ทาซ้า ดัดแปลง นาออกแสดง หรือทาให้ปรากฏ เพ่ือประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้า
พนักงาน ซึ่งมอี านาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดงั กลา่ ว
6. ทาซ้า ดัดแปลง นาออกแสดง หรือทาให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่
การกระทาเพื่อหากาไร
7. ทาซ้า ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอน หรือทาบทสรุปโดยผู้สอน หรือสถาบันการศึกษา เพ่ือ
แจกจา่ ยหรือจาหนา่ ยแก่ผ้เู รยี นในชน้ั เรยี นหรือในสถาบันศกึ ษา ทงั้ นี้ ต้องไมเ่ ปน็ การกระทาเพ่ือหากาไร
8. นางานน้นั มาใช้เปน็ สว่ นหน่งึ ในการถามและตอบในการสอบ
การพจิ ารณาการใช้ลขิ สิทธิ์ท่เี ป็นธรรม (Fair Use)
1. วัตถปุ ระสงค์และลักษณะของการใช้งานลขิ สิทธิ์
- การใชง้ านลิขสิทธิ์ของบคุ คลอนื่ จะตอ้ งไม่มีลักษณะเปน็ การกระทาเพือ่ การค้าหรือหากาไร
- การใชง้ านลิขสิทธขิ์ องบคุ คลอ่ืนจะตอ้ งไมม่ ีเจตนาทจุ รติ
- หากการใชง้ านลขิ สทิ ธ์ิของบุคคลอ่ืน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม โดยเป็นการนางานลิขสิทธิ์มา ใช้โดย
ปรับเปล่ียน (Transform) ให้ต่างไปจากงานลิขสิทธ์ิเดิมหรือมีการเพ่ิมเติมส่ิงใหม่เข้าไป ก็อาจเป็นการใช้
ลขิ สิทธ์ทิ เ่ี ป็นธรรม
2. ลกั ษณะของงานอันมลี ขิ สทิ ธิ์
- พิจารณาระดับของการสรา้ งสรรคง์ าน
- พิจารณาว่าเป็นงานทมี่ ีการโฆษณาแลว้ หรอื ไม่ หากงานท่ีนามาใช้เป็นงานท่ยี ังไม่มีการโฆษณาจะอ้าง
วา่ เป็นการใชล้ ขิ สิทธท์ิ เ่ี ปน็ ธรรมไม่ได้
3. ปรมิ าณและเนอ้ื หาทเี่ ป็นสาระสาคญั ทถี่ ูกนาไปใชเ้ ม่ือเทยี บกบั เนอื้ หาท้ังหมด
การนางานลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาใช้ จะต้องคานึงถึงปริมาณของงานที่นามาใช้ และสาระสาคัญท่ีนามาใช้
ดว้ ย
4. ผลกระทบตอ่ ตลาดหรอื มลู คา่ ของงานอนั มลี ขิ สิทธ์ิ
- การใชง้ านลิขสิทธข์ิ องบุคคลอืน่ จะต้องไมม่ ผี ลกระทบต่อตลาดของงานนัน้
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
ลิขสทิ ธ์ิและการใช้งานโดยธรรม (Fair Use Doctrine) กบั Creative Commons License (CC License)
1. สัญญาอนุญาต Creative Commons ทาหน้าท่ีเป็นใบอนุญาตลิขสิทธิ์ผลงาน ที่เป็นมาตรฐานให้
สามารถนาไปใช้อย่างเปิดเผยกับผลงานใด ๆ ตามเง่ือนไขท่ีเจ้าของผู้ผลิตผลงานชิ้นน้ัน ๆ ได้กาหนดไว้ และยัง
สามารถกาหนดขอบเขตของลิขสิทธ์ิผลงานของตนได้จาก “all rights reserved” เป็น “some rights
reserved” เพื่อระบุขอบเขตของลิขสิทธ์วิ ่า สงวนลขิ สทิ ธ์ิท้งั หมดหรือสว่ นหนึง่ สว่ นใด ของช้ินงาน
2. สญั ญาอนุญาต Creative Commons ไม่ได้เป็นตัวเลือกของการคุ้มครองลิขสิทธิ์แบบลิขสิทธ์ิแต่ทางาน
รว่ มกนั เพือ่ เปดิ โอกาสและยดื หยุน่ ใหป้ รับข้อกาหนดและเงื่อนไขของการคุม้ ครองลิขสิทธ์ิในแต่ละชิ้นงานได้เอง
3. มีเสรีภาพท่ีจะแบง่ ปัน ทาสาเนา แจกจ่าย และส่งงานเผยแพร่ตอ่ ไปไดโ้ ดยที่ไม่ทาการแก้ไขดัดแปลง
ตัดทอนเน้อื หาใด ๆ และไมน่ าไปใช้ประโยชน์ทางการคา้ ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แต่หาก
ต้องการทีจ่ ะ เรียบเรียงใหม่ ดัดแปลง หรือนาไปใช้ในทางการค้า จะต้องมีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ก่อน
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
ใบความรู้ท่ี 3
เรอ่ื ง การหมิน่ ประมาทในโลกออนไลน์
ในยคุ ทเี่ ทคโนโลยเี ปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนท่ัวทุกมุมโลกสามารถติดต่อส่ือสารกันได้ไม่จากัด
การสอ่ื สารเกิดขึน้ ตลอดเวลา ความถูกต้องของข้อมูลเป็นเรื่องที่สาคัญยิ่ง แน่นอนท่ีสุดเม่ือมีการส่ือสารย่อมมี
ความความขัดแยง้ ทางความคิด ความเชอื่ วัฒนธรรม ตามมา แต่แสดงออกทางความคิดผ่านโลกออนไลน์ก็ต้อง
มีขอบเขตการกล่าว บิดเบือนข้อมูล การแต่งเติมสีสัน ตัดต่อภาพ เสียง วีดีโอ แล้วนาแชร์ในโลกออนไลน์
จึงต้องระมัดระวัง เพราะทุกวันน้ีการแสดงความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์เร่ืองต่างๆ ในโซเชียลมีเดียทาได้ง่า ย
และรวดเร็ว ความขัดแย้งจึงเกิดข้ึนได้ง่าย เร็ว และแรงตามไปด้วย กฎหมายหมิ่นประมาทตามประมวล
กฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นเคร่ืองมือที่ถูกนึกถึงและนามาใช้มากท่ีสุด จนหลายคนสงสัยใน
คาพูดของตนเองว่าขอบเขตของเสรีภาพนั้นอยู่ตรงไหน พูดอย่างไรจะปลอดภัยในทางกฎหมาย ด้วยเหตุน้ีจึง
จาเป็นจะต้องมาทาความเข้าใจกับข้อกฎหมายเบ้ืองต้นเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท และดูตัวอย่างบาง
คดที ีแ่ ม้ถกู ผเู้ สยี หายฟอ้ งรอ้ งดาเนินคดี แต่ศาลตดั สนิ วา่ ไมม่ คี วามผิด
ความหมายของ การหม่ินประมาท
ประมวลกฎหมายอาญา กาหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ใน มาตรา 326 โดยมีมาตรา 328
เปน็ บทเพ่ิมโทษบญั ญตั ไิ ว้วา่ "มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผูอ้ ่นื ตอ่ บุคคลท่สี าม โดยประการท่ีน่าจะทาให้ผู้อื่นนั้น
เสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทาความผิดฐานหม่ินประมาท ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน
หนึง่ ปี หรือปรบั ไมเ่ กนิ สองหมื่นบาท หรอื ทั้งจาทงั้ ปรบั "
การแสดงความคิดเห็นที่อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 น้ัน จะต้องเป็นการ
'ยืนยันขอ้ เท็จจรงิ กับบุคคลที่สาม’ ซ่ึงข้อความนั้นอาจเปน็ เร่ืองจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่จะต้องชัดเจนเพียงพอให้
บุคคลท่ีสามทราบว่าผู้ถูกใส่ความเป็นใคร และการกระทาท่ีถูกใส่ความนั้นหมายความว่าอย่างไร โดยจะต้อง
เป็นพฤตกิ รรมทีส่ งั คมไมย่ อมรบั หรือน่ารังเกยี จ จนนา่ จะทาให้ผ้ทู ี่ถูกใส่ความนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูก
เกลียดชัง นอกจากนี้ การกระทาจะเป็นความผิดทางอาญาต่อเม่ือเกิดจากความตั้งใจของผู้กระทา หากเป็น
การกลา่ วถึงโดยไม่ตัง้ ใจ หรือ ‘ประมาทเลินเลอ่ ’ ยอ่ มไม่เปน็ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
"มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหม่ินประมาทได้กระทาโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพ
ระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทาให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือส่ิงบันทึกเสียง
บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทาโดยการกระจายเสียง หรือการ กระจายภาพ หรือโดยกระทาการป่าว
ประกาศด้วยวิธีอ่ืน ผู้กระทาต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท" มาตราน้ีกาหนด
โทษหนกั ข้นึ เพ่ือเอาผดิ กับคนท่ที าให้ข้อความหมน่ิ ประมาทเผยแพร่ไปในวงกวา้ ง
ก่อนหน้าน้ี ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มักถูกนามาใช้กับสื่อมวลชนที่นาเสนอข่าวแต่
ในระยะหลังน้ี คนท่ัวไปที่ใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ โพสต์ข้อความวิจารณ์พาดพิงถึงบุคคลอ่ืนก็มักจะถูก
ดาเนินคดดี ้วยความผดิ ฐานหม่นิ ประมาทด้วยการโฆษณาพ่วงกับความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (ฉบับก่อน
การแกไ้ ข) เชน่ เดยี วกัน
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
ตวั อย่างเชน่
1. คดีกองทพั เรอื vs สานกั ข่าวภูเก็ตหวาน
กองทัพเรือฟ้องผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเว็บไซต์ภูเก็ตหวานในความผิดฐานหมิ่นประมาท และคดี
ตาม พ.ร.บ.วา่ ดว้ ยการกระทาความผดิ เกยี่ วกับคอมพิวเตอร์ จากการเผยแพร่รายงานของรอยเตอร์ส ที่อ้างว่า
กองกาลังทางเรอื ของไทยได้รับผลประโยชนจ์ ากการคา้ มนุษย์ชาวโรฮงิ ญา
คดนี ้ีศาลพิพากษายกฟอ้ งโดยใหเ้ หตผุ ลวา่ การทีจ่ าเลยอ้างอิงข้อความมาจากรอยเตอร์ส ไม่ได้เขียน
เอง ไม่ถือว่าเข้าข่ายการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา อีกท้ังไม่
ปรากฎว่าขอ้ ความตามฟอ้ งทจี่ าเลยอ้างจากรอยเตอรส์ เป็นขอ้ มูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือเป็นข้อมูลท่ีอาจ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความม่ันคงของรัฐ หรือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวดความม่ันคง
นอกจากนเี้ จตนารมณข์ องพ.ร.บ.คอมพวิ เตอรฯ์ ก็ไม่ได้มุ่งเอาผิดกับความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
เพราะมปี ระมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 บญั ญัติความผดิ ฐานนไ้ี ว้แล้ว จงึ พิพากษายกฟ้อง
2. คดสี มลักษณ์ โพสต์เฟซบ๊กุ วจิ ารณ์เหมอื งทองคาท่ีจังหวดั พิจิตร
บริษทั อคั รา เจ้าของเหมืองทองคา ย่ืนฟ้องสมลักษณ์ หุตานุวัตร และสมิทธ์ ตุงคะสมิต เป็นจาเลยใน
ข้อหาหม่ินประมาทและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัว คดีนี้ ศาลมีคาส่ังให้ยก
ฟ้อง โดยศาลเห็นวา่ จาเลยไม่ไดม้ เี จตนาทาให้โจทก์ได้รับการดูหม่ินหรือเกลียดชัง เป็นการติชมด้วยความเป็น
ธรรมตามวิสัยของประชาชนพึงกระทา ดังน้ัน การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
พิพากษายกฟอ้ ง
จะเห็นได้ว่า ในคดีแรก ศาลพิจารณาแล้วเช่ือว่า ข้อความท่ีถูกฟ้องร้องเป็นข้อความท่ีแปลมาจาก
สานักข่าวต่างประเทศท่ีเชื่อถือได้แหล่งหนึ่ง ไม่ได้เป็นกรณีที่จาเลยเขียนข้ึนเองโดยมีเจตนากล่าวหาหรือใส่
ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหายแก่ช่ือเสียง ศาลจึงเห็นว่า ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
เช่นเดียวกบั ในคดีที่สองท่ีศาลไมถ่ อื ว่าเป็นความผดิ เช่นเดียวกัน เน่ืองจากเป็นการแสดงความเห็นตามปกติวิสัย
จึงถือว่าขาดเจตนาที่ต้องการให้โจทก์ได้รับการดูหม่ินหรือเกลียดชัง อันเป็นองค์ประกอบหลักของความผิด
หม่ินประมาท
ข้อยกเว้นของกฎหมายหมน่ิ ประมาท
กฎหมายได้กาหนด 'ขอ้ ยกเว้น' สาหรับความผิดหม่ินประมาทอยหู่ ลายกรณี เพื่อคุ้มครองเสรภี าพใน
การแสดงความคิดเห็นของบุคคล ดังนี้
"มาตรา 329 ผใู้ ดแสดงความคิดเห็นหรือขอ้ ความใดโดยสุจรติ
(1) เพ่ือความชอบธรรม ปอ้ งกนั ตนหรือป้องกันส่วนได้เสยี เกีย่ วกบั ตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนกั งานปฏิบัตกิ ารตามหนา้ ที่
(3) ติชมดว้ ยความเปน็ ธรรม ซ่ึงบุคคลหรือส่ิงใดอันเป็นวิสัยของประชาชนยอ่ มกระทา
(4) ในการแจง้ ข่าวด้วยความเป็นธรรมเรือ่ งการดาเนนิ การอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไมม่ ีความผดิ ฐานหม่ินประมาท"
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
"มาตรา 330 ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทาความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็น
หมิน่ ประมาทนั้นเป็นความจรงิ ผนู้ ้นั ไมต่ อ้ งรับโทษ แตห่ ้ามไมใ่ หพ้ ิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่า เป็นหม่ินประมาทน้ันเป็น
การใสค่ วามในเรื่องส่วนตวั และการพิสูจน์จะไม่เปน็ ประโยชน์แก่ประชาชน"
เหตุผลส่วนใหญ่ที่ศาลมักจะยกข้ึนอ้างเพื่อยกฟ้องจาเลยในคดีหมิ่นประมาท คือ หากเป็นการแสดง
ความคิดเห็นท่ีไม่ได้มุ่งหมายโดยตรงให้บุคคลใด ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหม่ินหรือถูกเกลียดชัง
หรือกรณีท่ีเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป ก็จะไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานหม่ิน
ประมาททางอาญา
ตวั อยา่ งเช่น
1. คดีฟารม์ ไก่ธรรมเกษตร ฟ้องลูกจ้างพมา่ 14 คน
คนงานชาวพม่า 14 คน เปิดโปงเร่ืองราวการละเมิดสิทธิแรงงาน และย่ืนเรื่องร้องเรียนต่อกรรมการ
สทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ แต่นายจา้ ง คอื บริษทั ธรรมเกษตร เอาเหตุท่ียื่นเรื่องดังกล่าวมาย่ืนฟ้องคนงานท้ัง 14
คน ฐานหมิ่นประมาท คดีน้ีศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจาเลยมีเจตนาสุจริต เพ่ือความชอบธรรม
ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329(1) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่น
ประมาท
พ.ร.บ.คอมพิวเตอรก์ ับการหมน่ิ ประมาท
ในปี 2550-2560 หากมีการแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์กันบนโลกออนไลน์ แล้วผู้ที่ถูก
กล่าวถึง ไม่พอใจก็จะมีการนา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) มาใช้มาดาเนินคดีหรือบางคร้ังก็จะฟ้อง
ควบคู่กับความผิดฐานหม่ินประมาท โดยความผิดตามมาตรา 14(1) มีโทษสูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท
คอื จาคุกไม่เกนิ ห้าปี ปรบั ไมเ่ กนิ 100,000 บาท ในความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) โจทก์
จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจาเลยนาข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์แตกต่างจากเหตุการณ์ ที่
เกิดขึ้นจริงอย่างไรบ้าง อันแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลน้ันเป็นข้อมูลปลอมหรือเท็จ ถ้าโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ไม่มี
อานาจลงโทษจาเลย
ตวั อย่างคดีเช่น
1. คดีไมตรเี ผยแพรค่ ลิปหมิน่ ประมาททหาร
ไมตรีถูกดาเนินคดีด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังเผยแพร่วิดีโอคลิปการเจรจาระหว่างทหารกับ
ชาวบ้าน โดยใส่ข้อความประกอบคลิปวิดีโอนั้นมีใจความตอนหน่ึงว่า 'ทหารตบเด็ก เยาวชนและคนแก่' คดีนี้
ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า จาเลยนาไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพราะเข้าใจว่าเป็นความจริง การกระทา
ของจาเลยจึงไมเ่ ป็นความผิด การกระทาของจาเลยจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
ได้ก็ต่อเม่ือจาเลยโพสต์ข้อความโดยรูว้ ่าขอ้ มูลนั้นปลอมหรือเป็นเทจ็ พิพากษายกฟอ้ ง
2. คดี รสนา หม่ิน ปิยสวสั ดิ์
ปิยสวสั ดิ์ อัมระนันท์ ฟอ้ งรสนา โตสิตระกูล ตามมาตรา 14 และ 15 ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จาก
กรณีทร่ี สนา ได้โพสต์บทความเรื่อง “มหากาพย์ฮุบท่อก๊าซ สมบัติชาติ” ลงในเพจเฟซบุ๊กของตน คดีน้ี ศาลมี
คาสั่งยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า การกระทาของจาเลยไม่ครบตามองค์ประกอบความผิดของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
เนอ่ื งจาก จาเลยเป็นผู้เขียนขอ้ ความและนาเข้าสู่เฟซบกุ๊ เพจด้วยตัวเอง พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ว่า
จาเลยนาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมแต่อย่างใด อีกท้ัง เมื่อข้อความที่จาเลยเขียนขึ้น
เป็นการแสดง “ความเห็น” ของตัวจาเลยเอง ข้อความพิพาทจึงไม่อาจเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จได้
คดจี งึ ไม่มีมูล
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา
SLAPPs สาเหตุหนึ่งในการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพวิ เตอรฯ์
อย่างไรก็ดี ภายหลังมกี ารแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) และประกาศใช้ในปี 2560 โดย
เขียนใหมใ่ หช้ ัดขนึ้ วา่ ไมใ่ ห้ใช้กฎหมายนี้มาดาเนินคดีควบคู่กับความผิดฐานหม่ินประมาท ทาให้การดาเนินคดี
ต่อการแสดงความคิดเหน็ บนสอื่ ออนไลนด์ ้วย พ.ร.บ.คอมพวิ เตอรฯ์ ลดลงในบางแงม่ มุ
“มาตรา 14 ผ้ใู ดกระทาความผดิ ท่รี ะบไุ ว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน
หนึ่งแสนบาท หรือทงั้ จาทัง้ ปรับ
(1) โดยทจุ รติ หรือโดยหลอกลวง นาเขา้ สรู่ ะบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่า
ท้ังหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน
อนั มใิ ชก่ ารกระทาความผดิ ฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”
กระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคมระบุถึงเจตนารมณ์ของการแก้ไขส่วนหน่ึงว่า เดิม พ.ร.บ.
คอมพิวเตอร์ฯ โดยเฉพาะมาตรา 14 (1) มักถูกนามาใช้ตั้งข้อหากับคนที่โพสต์ด่าทอกันทางออนไลน์ รวมถึง
ดาเนนิ คดตี ่อผู้แสดงความเห็นทางการเมอื ง เรียกรอ้ งสิทธิเสรีภาพ นักปกปอ้ งสทิ ธมิ นุษยชน องค์กรภาคประชา
สังคม และส่ือมวลชน ในลักษณะที่เรียกว่า ‘ฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPPs (ย่อมาจาก strategic lawsuits
against public participation) การฟ้องปิดปาก หรือ SLAPPs นับว่าเป็นช่องทางท่ีหยิบยืมมือของ
กระบวนการยุตธิ รรมเพอื่ กลนั่ แกลง้ ค่ขู ัดแย้ง เน่ืองจากเป็นการสร้างภาระให้แก่จาเลยในคดีอย่างมาก ไม่ว่าจะ
เปน็ ภาระคา่ ใชจ้ า่ ย ค่าเอกสาร ค่าทนายความ รวมถึงต้องเสียเวลากับการต่อสู้คดี แม้ท้ายที่สุดจาเลยอาจเป็น
ฝ่ายชนะคดีแต่กม็ กั จะไม่ค้มุ กบั ส่ิงที่ตอ้ งเสยี ไประหว่างทางการสู้คดี
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอคลองหอยโขง่ จงั หวดั สงขลา