จิตวิทยาสำหรับครู
จัด ทำ โ ด ย
น า ง ส า ว ข นิ ษ ฐ า ก้ง เ ส้ง
ร หัส นัก ศึก ษ า 6 4 0 6 9 1 0 0 1 6
เสนอ
อ า จ า ร ย์ เ ข มิน ต์ ธ า ร า ก ร ณ์ บัว เ พ็ ช ร
คำนำ
E-Bookเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็น
ส่ วนหนึ่ งของวิชาจิตวิทยาสำหรับครู
ชั้นปีที่ 1 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ใน
เรื่องจิตวิทยาสำหรับครูและได้ศึกษา
อย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์ กับการ
เรียน
ผู้จัดทำหวังว่า E-Bookเล่มนี้ จะ
เป็นประโยชน์ กับผู้อ่าน หรือนักเรียน
นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้ อยู่
หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาด
ประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และ
ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย
ผู้จัดทำ
นางสาวขนิษฐา ก้งเส้ง
เรื่องที่ 10 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ
เรื่องที่ 11 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ
เรื่องที่ 12 เเรงจูงใจ
สารบัญ เรื่องที่ 13 การเเนะเเนว
เรื่องที่ 14 การให้คำปรึกษา
คำนำ เรื่องที่ 15 การศึกษาเป็นรายกรณี
สารบัญ เรื่องที่ 16 การสร้างเเรงบันดาลใจ
เรื่องที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา
เรื่องที่ 2 พัฒนาการของมนุษย์
เรื่องที่ 3 พฤติกรรมของมนุษย์
เรื่องที่ 4 การเรียนรู้
เรื่องที่ 5 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม
เรื่องที่ 6 ความจำของมนุษย์
เรื่องที่ 7 ความคิดเเละเชาวน์ ปัญญา
เรื่องที่ 8 การรับรู้
เรื่องที่ 9 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้
ความรู้เบื้องต้น จุดมุ่งหมายของ
เกี่ยวกับ จิตวิทยาการศึกษา
จิตวิทยา 1.เป็ นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ เป็ นระบบ
ทั้ งด้านทฤษฎี หลักการและสาระอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้องกับ
ความหมาย การเรียนรู้ของมนุษย์ ทั้ งเด็กและผู้ใหญ่
ของจิตวิทยา 2.เป็ นการนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ และตัวผู้
เ รีย น ใ ห้ แ ก่ ค รูแ ล ะ ผู้เ กี่ย ว ข้อ ง กับ ก า ร ศึก ษ า นำ ไ ป ใ ช้
จิตวิทยา คือ การศึกษาพฤติกรรม ให้เกิดประโยชน์ ต่อการเรียนการสอน
กระบวนทางจิตเชิงปรนัย เป็ นศาสตร์ ที่ มี 3.เพื่อให้ครูสอนสามารถนำเทคนิ คและวิธีการการ
ขอบเขตกว้างขวาง เป็ นองค์ ความรู้ทั้ ง เรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน การแก้ไขปัญหา
เชิงศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คลอบ ในชั้ นเรียน ตลอดจนสามารถดำรงตนอยู่ในสังคม
คลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ทั้ งทาง ไ ด้ อ ย่า ง มีค ว า ม สุ ข
กาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติ
ปัญญา จุดมุ่งหมายสำคัญของการศึกษา
ศาสตร์ สายนี้ คือ เพื่อที่ จะเข้าใจ อธิบาย
ทำนาย พัฒนาและควบคุมพฤติกรรม
ด้านต่าง ๆ
ความสำคัญ
ของจิตวิทยา
1.ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ความ
ต้องการ การแก้ปัญหา การปรับตัว อารมณ์ และความรู่สึกในสถานการณ์
ต่า ง ๆ
2.ช่วยในการแก้ปัญหาทางจิต รู้จักวิธีรักษาสุขภาพจิตได้ดี สามารถ
เอาชนะปมด้อยต่างๆ รู้วิธีแก้ปัญหาและปรับตัวอย่างเหมาะสม ขจัดความ
ขัด แ ย้ง ใ น ใ จ ไ ด้ แ ล ะ ค ว า ม วิต ก กัง ว ล ไ ด้
3.สามารถเข้าใจ ตัดสินใจ และมีมนุษย์ สัมพันธ์ ที่ ดีกับบุคคลในสังคม
4 . ช่ ว ย ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร ใ ช้ ชีวิต ไ ด้ อ ย่า ง เ ห ม า ะ ส ม
ประโยชน์ ของ
จิตวิทยาการ
ศึกษา
1.ช่วยให้ครูเข้าใจธรรมชาติ ความเจริญเติบโตของเด็กและสามารถนำความรู้ที่ ได้มาจัดการ
เรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจของ
เ ด็ ก แ ต่ล ะ วัย
2.ช่วยให้ครูสามารถเตรียมบทเรียน วิธีสอน จัดกิจกรรม ตลอดจนใช้วิธีการวัดและประเมิน
ผลการศึกษาได้สอดคล้องกับวัย ซึ่งเป็ นการช่วยให้จัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
3.ช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างสนุกสนานด้วยบรรยากาศของความเข้าใจ การให้
ความร่วมมือ และให้การยอมรับซึ่งกันและกัน
4.ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ ดีระหว่างครู ผู้ปกครองและเด็ก ทำให้ปกครองเด็กง่ายขึ้นและ
ส า ม า ร ถ ทำ ง า น กับ เ ด็ ก ไ ด้ อ ย่า ง ร า บ รื่น
5.ช่วยให้ครูป้ องกันและหาทางแก้ไข ตลอดจนพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กได้อย่างเหมาะสม
6.ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษาวางแนวทางการศึกษา จัดหลักสูตร อุปกรณ์ การสอนและการ
บ ริห า ร ง า น ไ ด้ เ ห ม า ะ ส ม
7.ช่วยให้ผู้เรียนเข้ากับสังคมได้ดี ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี
ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษา
1.จิตวิทยาทั่ วไป (General Psychology)
2.จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology)
3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology)
4.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology)
5.จิตวิทยาการแนะแนว(Guidance Psychology)
6.จิตวิทยาคลีนิ ค (Clinical Psychology)
7.จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology)
8.จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology)
9.จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology)
1 0 . จิ ต วิท ย า ก า ร ท ด ล อ ง ( E x p e r i m e n t a l P s y c h o l o g y )
พัฒนาการของ พัฒนาการของ
มนุษย์ บุคคลในวัยต่างๆ
ความหมายของ - วัยทารก เป็ นวัยที่ อยู่ระหว่างแรกเกิด
พัฒนาการ จนถึง2ปี พัฒนาการด้านต่างๆ ในวัยนี้ ถือได้ว่า
เป็ นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการในวัยต่อๆ ไป
พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้าน - วัยเด็ก วัยนี้ อยู่ในช่วงอายุประมาณ 2-12 ปี เป็ น
ต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติ ระยะที่ ร่างกายจะเจริญเติบโตช้าลงกว่าในวัย
ปัญญาของบุคคลอย่างมีขั้นตอนและเป็ น ทารก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของวัย แต่จะ
ระเบียบแบบแผน โดยจะเป็ นการ เ กิด ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่า ง ร ว ด เ ร็ว ชัด เ จ น อีก ค รั้ ง
เปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพื่อให้บุคคล เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของวัย วัยเด็กตอนต้น อยู่ใน
นั้ นพร้อมจะแสดงความสามารถในการกระ ช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี เป็ นวัยที่ แสดงความ
ทำกิจกรรมใหม่ที่ เหมาะสมกับวัย ก้าวหน้ าทางด้านพัฒนาการในทุกด้าน วัยเด็ก
ตอนกลาง อยู่ในช่วงอายุ 6-9 ปี พัฒนาการด้าน
ทฤษฎีพัฒนาการ ต่างๆ ของเด็กในวัยนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก
เดิมไม่มากนัก วัยเด็กตอนปลาย อยู่ในช่วงอายุ
พัฒ น า ก า ร ค ว า ม ต้อ ง ก า ร ท า ง เ พ ศ แ ล ะ 10-12 ปี ซึ่งถือว่าเป็ นช่วงเวลาที่ สำคัญของวัยเด็ก
บุคลิกภาพ (Freud's ทั้ งนี้ เนื่องจากเป็ นวัยที่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ ชัดเจน
Psychosexual&Personality
Development) ใ น ทุ ก ด้ า น ห ล า ย ป ร ะ ก า ร
ท ฤ ษ ฎีพัฒ น า ก า ร ท า ง สัง ค ม ข อ ง อีริก สัน
(Erikson's Psychosocial Theory)
ท ฤ ษ ฎีพัฒ น า ก า ร ท า ง เ ช า ว์ ปัญ ญ า ข อ ง เ พี ย
เจย์ (Piaget's Cognitive Development
Theory)
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคห์ ล
เบริก์ (Kohlberg's Moral Development)
- วัยเด็ก วัยนี้ อยู่ในช่วงอายุประมาณ 2-12 ปี เป็ นระยะที่ ร่างกายจะเจริญเติบโตช้าลง
กว่าในวัยทารก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของวัย แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็วชัดเจนอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของวัย วัยเด็กตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง
3-5 ปี เป็ นวัยที่ แสดงความก้าวหน้ าทางด้านพัฒนาการในทุกด้าน วัยเด็กตอนกลาง
อยู่ในช่วงอายุ 6-9 ปี พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กในวัยนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมไม่มากนัก วัยเด็กตอนปลาย อยู่ในช่วงอายุ 10-12 ปี ซึ่งถือว่าเป็ นช่วงเวลาที่
สำคัญของวัยเด็ก ทั้ งนี้ เนื่องจากเป็ นวัยที่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ ชัดเจนในทุกด้านหลาย
ประการ
- วัยผู้ใหญ่ วัยนี้ เริ่มต้นตั้ งแต่อายุ 21 ปี ขึ้นไปจนตลอดชีวิต ผู้ใหญ่เป็ นอีกวัยที่ มีความ
สำคัญต่อชีวิตมนุษย์ คือ นอกจากจะเป็ นวัยแห่งความสมบูรณ์ สูงสุดของพัฒนาการใน
ด้านต่างๆ ทั้ งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ยังเป็ นวัยเริ่มต้นแห่งความแห่ง
เสื่อมของพัฒนาการทุกด้านอีกด้วย วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20-40 ปี เป็ นวัยแห่งการ
ทำงาน มีครอบครัวและความมั่ งคงให้กับตนเอง วัยกลางคน อายุ 40-60 ปี เป็ นวัย
แห่งการเริ่มต้นความเสื่อมของร่างกาย วัยชราอายุ 60 ปี ขึ้นไป เป็ นวัยที่ จะต้องได้รับ
การดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัวเป็ นพิ เศษทั้ งด้านร่ากายและจิตใจ
พฤติกรรมของ ประเภทของ
มนุษย์ พฤติกรรมมนุษย์
ความหมายของ นักสังคมวิทยา เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ ขึ้น
พฤติกรรม อ ยู่กับ อิท ธิพ ล ข อ ง สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม ห รือ ส ภ า ว ะ
ภายนอกทั้ งปวง (ETERNAL CONDITIONS)
พฤติกรรม หมายถึง กิริยาอาการต่างๆ ที่
เกิดขึ้นกับมนุษย์ หรือที่ มนุษย์ ได้แสดง หรือ ที่ อยู่รอบตัวของมนุษย์ ทั้ งสิ่งที่ มีรูปร่างและ
ปฏิ กิริยาที่ เกิดขึ้นกับมนุษย์ เมื่อได้เผชิญกับ ไม่มีรูปร่างตลอดจนพลังงาน ต่าง ๆ ที่ จับ
สิ่งเร้า พฤติกรรมต่าง ๆ ต้อง รวมทั้ งสิ่งที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และ
สิ่งที่ มนุษย์ สร้างขึ้น ได้แก่ อากาศ แสงแดด
ความร้อน ความเย็น แร่ธาตุ กระแสไฟฟ้ า
เครื่องมือสื่อสาร เป้ นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ถือว่าเป็ นสิ่งแวดล้อมที่ มีอิทธิพลเหนื อ
มนุษย์ ทั้ งในแง่ที่ อำนวยให้เกิดผลดี และผล
ร้าย โดยที่ มนุษย์ ไม่มีทางหลีกหนี
ประเภทของ พฤติกรรมมนุษย์
พฤติกรรมมนุษย์ ทางวิทยาศาสตร์
พฤติกรรมที่ มีมาแต่กำเนิ ด ซึ่งเกิด การใช้หลักวิทยาศาสตร์ ในการวิเคราะห์
ขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ พฤติกรรมมนุษย์ จำแนกได้ดังนี้
ปฏิ กิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT
ACTION) เช่นการกระพริบตา และ ความสมบูรณ์ หรือความปกติของสมอง
สัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความ จะมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ ใน
กลัว การเอาตัวรอดเป็ นต้น ด้านความรู้สึกนึ กคิดตลอดจนด้าน
พฤติกรรมที่ เกิดจากอิทธิพลของ จิตใจ หากสมองผิดปกติย่อมมีผลให้
กลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่ เกิดจากการ พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง บุ ค ค ล เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป
ที่ บุคคลติดต่อสังสรรค์ และมีความ ด้ ว ย ก า ร ผิด ป ก ติ ข อ ง ส ม อ ง อ า จ เ นื่ อ ง ม า
สัมพันธ์ กับบุคคลอื่นในสังคม จากโรคหลายอย่าง เช่น ไข้มาเลเรีย
ขึ้นสมอง สมองได้รับความกระทบ
กระเทือนหรือเนื้องอกในสมอง เป็ นต้น
ความพิ การทางร่างกาย หรือเจ็บป่ วย
เ รื้อ รัง
โรคจิตและ โรคประสาท
ลขักอษงณพฤะคติวการมรแมตมกนุตษ่ายง์ การพัฒนา
พฤติกรรมของ
ความแตกต่างดังกล่าวอาจแบ่งเป็ นหัวข้อใหญ่ ๆ
ไ ด้ ดัง นี้ มนุษย์
ความแตกต่างทางอารมณ์ (EMOTION) การเรียนรู้ (LEARNING)
ความแตกต่างทางความถนัด (APTITUDE) ค่านิ ยม (VALUE)
ค ว า ม แ ต ก ต่า ง ข อ ง ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ติ บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
(BEHAVIOUR) ทัศนคติ (ATTITUDE)
ความแตกต่างของความสามารถ (ABILITY) ความเชื่อ (BELIEF)
ความแตกต่างของทัศนคติ (ATTITUDE) การปฏิ สัมพันธ์ ทางสังคม (SOCIAL
ความแตกต่างของความต้องการ (NEEDS) INTERSACTION)
ความแตกต่างของรสนิ ยม (TESTS)
ความแตกต่างทางสังคม (SOCAIL)
ความแตกต่างของลักษณะนิ สัย (HABIT)
ความแตกต่างเหล่านี้ ทำให้บุคคลมีลักษณะเฉพาะ
ของตนเองซึ่งเรียกว่า เป็ นความแตกต่างระหว่าง
บุคคล (INDIVIDUAL DIFFERENCES) นักจิตวิทยา
ยอมรับว่า ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันแม้แต่
ฝาแฝดก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่ ทำให้บุคคลแตก
ต่างกัน คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม
การเรียนรู้ ความหมายของ
การเรียนรู้
การเรียนรู้ หมายถึง การได้รับความรู้
พฤติกรรม ทักษะ คุณค่า หรือความพึงใจ ที่
เป็ นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่ มีอยู่ และ
อาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ สารสนเทศ
ชนิ ดต่างๆ ผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้
เป็ นได้ทั้ งมนุษย์ สัตว์ และเครื่องจักรบางชนิ ด
ความก้าวหน้ าในการเรียนรู้เมื่อเทียบกับเวลา
มีแนวโน้ มเป็ นเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้
การเรียนรู้ของมนุษย์ อาจเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่ ง ลักษณะสำคัญของ
ของการศึกษา การพัฒนาส่วนบุคคล การเรียน การเรียนรู้
การสอน หรือการฝึ กฝน การเรียนรู้อาจมีการ
ยึดเป้ าหมายและอาจมีความจูงใจเป็ นตัวช่วย มีการแก้ปัญหาอย่างเป็ นระบบ (Systematic
การศึกษาว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็ น problem Solving) โดยอาศัยหลักทาง
ส่วนหนึ่ งของสาขาวิชาประสาทจิตวิทยา
(neuropsychology) จิตวิทยาการศึกษา วิทยาศาสตร์ เช่น การใช้วงจรของ
Demming (PDCA : Plan, Do, Check,
(educational psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้
(learning theory) และศึกษาศาสตร์ Action)
(pedagogy) การเรียนรู้อาจทำให้เกิด มีการทดลองปฏิ บัติ (Experimental) ในสิ่ง
พฤติกรรมการเรียนรู้ (habituation) หรือการ ใหม่ ๆ ที่ มีประโยชน์ ต่อองค์ การเสมอ โดย
วางเงื่อนไขแบบดั้ งเดิม (classical อาจจะเป็ น Demonstration Project หรือ
เป็ น Ongoing program
conditioning) ซึ่งพบในสัตว์หลายชนิ ด หรือ มีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต (Learning
from their own experience) มีการบันทึก
ทำให้เกิดกิจกรรมที่ ซับซ้ อนมากขึ้นอย่างเช่น
การเล่น ซึ่งพบได้เฉพาะในสัตว์ที่ มีเชาวน์ ข้อมูลเป็ น case study เพื่อให้สมาชิกใน
ปัญญา การเรียนรู้อาจก่อให้เกิดความตระหนัก องค์ การได้ศึกษาถึงความสำเร็จและความผิด
อย่างมีสำนึ กหรือไม่มีสำนึ กก็ได้ พลาดที่ เกิดขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ ใช้ใน
อนาคต มีการแลกเปลี่ยนความรู้และ
ประสบการณ์ ของสมาชิก
มีการเรียนรู้จากผู้อื่น (Learning from the
Others) โดยการใช้การสัมภาษณ์
(Interview), การสังเกต (Observation)
ฯลฯ
กระบวนการเรียนรู้
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รีย น รู้ ข อ ง ผู้เ รีย น จ ะ มีค ว า ม แ ต ก การเรียนรู้กับ
ต่างกันไปในแต่ละบุคคล ความแตกต่าง การเรียนการสอน
ร ะ ห ว่า ง บุ ค ค ล ส่ ง ผ ล ใ ห้ผู้เ รีย น มีวิธีก า ร ข อ ง
ตนเอง อันเกิดจากสภาวะแวดล้อม บุคลิกภาพ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมเป็ นองค์
อารมณ์ และสังคมของแต่ละบุคคล สิ่งที่ ผู้เรียน รวมเป็ นชุดของหลักการต่าง ๆ เพื่อ อธิบายเหตุผล
ได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็ นระบบ เป็ นขั้นตอน การได้มาขององค์ ความรู้ การรักษาไว้และการเรียก
อย่างต่อเนื่องทั้ งในห้องเรียนและในชีวิต ใช้องค์ ความรู้ในแต่ละบุคคลได้ อย่างไรทฤษฎีการ
ประจำวัน ทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการในการ เรียนรู้ต่าง ๆ เปิ ดโอกาสให้ท่านกำหนดเบ้าหลอมผู้
เรียนรู้ของตนเอง แบ่งได้ตามกลุ่มของผู้เรียน เ รีย น แ ล ะ กำ ห น ด คำ ทำ น า ย เ กี่ย ว กับ ผ ล ก า ร เ รีย น รู้
ที่ มีลักษณะและวิธีการที่ เหมือนกันออกได้เป็ น ด้วยตัวท่านเอง สิ่งเหล่านี้ สามารถเป็ นแนวทางช่วย
หลายแบบ แนวคิดในเรื่องระดับของ ใ ห้ เ ร า เ ลื อ ก ใ ช้ เ ค รื่อ ง มือ ใ น ก า ร เ รีย น ก า ร ส อ น
เทคนิ ค และวิธีการต่างๆ วิธีการที่ ส่งเสริมสนับสนุน
กระบวนการในการเรียนรู้ที่ เกร็ก และล็อค การเรียนรู้ และทำให้นักเรียนบรรลุตามจุดประสงค์
ฮาร์ ท (Craik and Lockhart, 1972) ได้เสนอ ในรายวิชาอย่างมีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์ พวกเรา
ว่า การเรียนรู้เป็ นกระบวนการที่ มีหลายระดับ ควรจะอภิปรายทฤษฎีการเรียนรู้ ทั้ งสามทฤษฎีเหล่า
เราสามารถเรียนรู้และจำสิ่งต่าง ๆ ที่ มีความ นี้ คือ พฤติกรรมนิ ยม, การประมวลผลสารสนเทศ
หมายกับตัวเราได้ เพราะมีการเรียนรู้ที่ เป็ นก ทางปัญญา, และการสร้างสรรค์ ความรู้ ด้วยปัญญา
ระบวนการมากกว่าการกระตุ้นให้เรียนรู้ ความ
ลึกของกระบวนการเรียนรู้เป็ นความละเอียด
ของกระบวนการ การเรียนรู้แบบลึกจะทำให้
เข้าใจได้ละเอียดและระลึกถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้
มาก
สรุป
การทำให้มนุษย์ เกิดการเรียนรู้หมายถึง การทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือ
ศักยภาพในตนเอง โดยให้การฝึ กฝนหรือมีการจัดประสบการณ์ ที่ สัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมอย่าง
เหมาะสมให้กับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ความแตกต่างระหว่างบุคคลส่งผลให้ผู้เรียนมีวิธีการของตนเอง อันเกิดจากสภาวะแวดล้อม
บุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคมของแต่ละบุคคล สิ่งที่ ผู้เรียนได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็ นระบบ เป็ น
ขั้นตอนอย่างต่อเนื่องทั้ งในห้องเรียนและในชีวิตประจำวันทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อการ
จัดการเรียนการสอนมากเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็ นแนวทางในการกำหนดปรัชญาการศึกษาและ
การจัดประสบการณ์ เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็ นสิ่งที่ อธิบายถึงกระบวนการ วิธีการและ
เงื่อนไขที่ จะทำให้เกิดการเรียนรู้และตรวจสอบว่าพฤติกรรมของมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงได้
อ ย่า ง ไ ร
ปัจจัยที่มีผลต่อ
พฤติกรรม 2. การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็ นกระบวนการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม และ การปรับพฤติกรรมของมนุษย์
ที่ เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ หรือมี ปฏิ สัมพันธ์
กับ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้น
เมื่อพฤติกรรมมี ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเร้า
กับการ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หลักการเรียนรู้ ที่
สำคัญได้แก่ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การ
วางเงื่อนไขปฏิ บัติการ และ หลักการเรียนรู้
ท า ง สัง ค ม
ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ งซึ่งมีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา
ซึ่งมีปัจจัยย่อยอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยทาง
จิตวิทยา จะทำหน้ าที่ เป็ นสื่อกลางในการรับรู้
และตีความสิ่งเร้าก่อนที่ ร่างกายจะแสดง
พฤติกรรมต่าง ๆ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ สำคัญ
ประกอบด้วย แรงจูงใจและ การเรียนรู้
1. แรงจูงใจ
ปัจจัยที่ ทำให้เกิดแรงจูงใจในมนุษย์ ประกอบด้วย
1.ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความต้องการจำเป็ นของชีวิต คือ อาหาร น้ำ ความ
ป ล อ ด ภัย
2.ปัจจัยทางอารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น วิตกกังวล กลัว โกรธ รัก เกลียด และ
ความรู้สึกอื่นใด ที่ ให้คนมีพฤติกรรม ตั้ งแต่เอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่จนถึง การฆ่าผู้อื่น
3.ปัจจัยทางความคิด เป็ นปัจจัยที่ กำหนดให้บุคคลกระทำในเรื่องที่ คิดว่า เหมาะสม
และเป็ นไปได้ และตามความคาดหวังว่า ผู้อื่นจะสนองตอบ การกระทำของตน
อ ย่า ง ไ ร
4.ปัจจัยทางสังคม เป็ นปัจจัยที่ กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับ
สังคม และเป็ นที่ ยอมรับ ของบุคคลในสังคมนั้ นด้วย การกระทำของผู้อื่นและผล
กรรมที่ ได้รับจึงทำให้เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม ซึ่งเป็ นไปกฏระเบียบ
แ ล ะ ตัว แ บ บ ท า ง สัง ค ม
ประเภทของ 4) พิ จารณาจากแหล่งพฤติกรรมการแสดงออก
พฤติกรรม ของ อินทรีย์ พฤติกรรมทางกายภาพ
1) พิ จารณาจากพฤติกรรมที่ ปรากฏด้วยการ (Physiological Activities) เป็ นพฤติกรรมที่
สังเกต พฤติกรรมภายนอก (Overt) คือ
พฤติกรรมที่ ปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน และ แสดงออกโดยใช้ อวัยวะของร ่างกายอย ่าง
พฤติกรรมภายใน (Covert) คือพฤติกรรมที่ เป็ นรูปธรรม เช ่น การเคลื่อนไหวร่างกายด้วย
ไม่ปรากฏให้สามารถ สังเกตเห็นได้อย่าง แขนหรือขา การปรับเปลี่ยนอิริยาบถของร ่า
ชัด เ จ น
2) พิ จารณาจากแหล่งที่ เกิดพฤติกรรม งกาย การพยักหน้ า การโคลงตัว เป็ นต้น และ
พฤติกรรมที่ เกิดขึ้นภายในร่างกาย เมื่อ พฤติกรรมทางจิตใจ (Psychological
บุคคลมีวุฒิ ภาวะ เป็ นพฤติกรรมความพร้อมที่
เกิดขึ้นโดยมีธรรมชาติเป็ นตัวกำหนดให้เป็ น Activities) เป็ นพฤติกรรมที่ อยู่ ในระดับความ
ไป ตามเผ่าพันธุ์ และวงจรชีวิตและพฤติกรรม คิด ความเข้าใจ หรือเกิดอารมณ์ เป็ นต้น
ที่ เกิดขึ้น โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็ นตัวกระตุ้น 5) พิ จารณาจากการทำงานของระบบ ประสาท
เป็ นพฤติกรรมที่ เกิดขึ้นเนื่องจากประสบกา
รณ์ ซึ่งก ่อให้เกิดการ เรียนรู้ขึ้น พฤติกรรมที่ ควบคุมได้(Voluntary) เป็ น
3) พิ จารณาจากภาวะทางจิตของบุคคล พฤติกรรมที่ อยู่ในความควบคุม และการสั่งการ
พฤติกรรมที่ กระทำโดยรู้ตัว (Conscious) ด้วย สมองจึงสามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามที่
เป็ น พฤติกรรมที่ อยู่ในระดับจิตสำนึ ก และ ต้องการ และพฤติกรรมที่ ควบคุมไม่
พฤติกรรมที่ กระทำโดยไม่รู้ตัว ได้(Involuntary) เป็ น พฤติกรรมการทำงาน
(Unconscious) เป็ นพฤติกรรม ที่ อยู ่ใน ของระบบร่างกายที่ เป็ นไป โดยอัตโนมัติเช่น
ระดับจิต ไร้สำนึ กหรือจิตใต้สำนึ กหรือ เรียก กิริยาสะท้อน สัญชาตญาณและ การทำงานของ
อีกอย่างว่า พฤติกรรมที่ ขาดสติสัมปชัญญะ ระบบอวัยวะภายใน เป็ นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
1. พฤติกรรมระดับอุปนิ สัยเป็ นพฤติกรรม ที่ มีลักษณะ
เฉพาะของแต ่ละบุคคล ซึ่งเป็ น พฤติกรรมที่ สะท้อนมา
จากความคิดและอารมณ์ ที่ มีลักษณะเฉพาะของแต ่ละ
บุคคล เป็ นลักษณะ พฤติกรรมที่ ค่อนข้างคงทนถาวร
2. พฤติกรรมระดับบุคลิกภาพเป็ น พฤติกรรมที่ เกิด
จากแบบแผนของความคิด ความรูสึก รวมไปถึงการ
แ ส ด ง อ อ ก ข อ ง แ ต่ล ะ ค น ถึง แ ม้ว่า จ ะ มีก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
เวลาและสถานการณไป อย่างไรก็ตามแต่พฤติกรรม
ที่ สะท้อนออกมาทาง บุคลิกภาพก็ยังคงที่ จึงทำให้
บุคคลนั้ นเกิด พฤติกรรมแตกต่างไปจากบุคคลอื่น
3. พฤติกรรมระดับพฤติกรรมการเกิด พฤติกรรมของ
มนุษย์ นั้ น เป็ นผลมาจากการผสม ผสานขององค์
ประกอบต่างๆ ในตัวมนุษย์ แล้ว จึงถูกกล่อมเกลาด้วย
สิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์ ประกอบ สำคัญที่ มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมของมนุษย์ ที่ เป็ น องค์ ประกอบภายในตัว
มนุษย์ เอง ได้แก่ การรับรู้ สติปัญญา การคิด เจตคติ
และอารมณ์ ซึ่ง องค์ ประกอบเหล่านี้ ส่งผลให้เกิด
พฤติกรรมหรือ การกระทำหรือการแสดงออกที่ สามารถ
สัง เ ก ต ไ ด้
ความจำของ นอกจากนี้ การจัดหมวดหมู่ของความทรงจำ
มนุษย์ ส า ม า ร ถ จำ แ น ก ไ ด้ โ ด ย แ บ่ง อ อ ก ต า ม ป ร ะ เ ด็ น
ของหน่ วยความจำ ประเภทแรกคือ ความจำเชิง
ความจำของมนุษย์เกิดขึ้นในหลายๆ ส่วนของสมอง ประกาศ (Declarative memory) หรือเรียกกัน
ภเราายตใรนาคบนราาวนเเดีทย่าวนแานต่ความจำบางประเภทกลับคงอยู่คู่กับ
ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เราลืมตาดูโลก สมองของเราก็เริ่มเปิดรับ อีกชื่อว่า ความจำชัดแจ้ง (Explicit memory)
ข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งมีทั้งเรื่องของตัวเราและเรื่องอื่นๆ อัน ป ร ะ ก อ บ ไ ป ด้ ว ย ค ว า ม ท ร ง จำ ห ล า ก ห ล า ย
รอบตัว ดังนั้ นจึงเกิดคำถามว่า เราจะยึดมั่นกับทุกสิ่งที่เราเรียน ประเภทที่ จดจําในจิตสํานึ ก ซึ่งบางส่วนเป็ น
รู้และมีประสบการณ์ได้อย่างไร? คำตอบคือ ความทรงจำ “ความรู้ทั่ วไป” เช่น เมืองหลวงของประเทศ
อังกฤษคือ กรุงลอนดอน จำนวนไพ่ในสำรับ
มาตรฐานคือ 52 ใบ และเหตุการณ์ ในอดีตที่
คุณเคยพบเจอมาก่อน เช่น งานเลี้ยงฉลองวัน
เกิดในวัยเด็ก เป็ นต้น
มนุษย์ เก็บความทรงจำประเภทต่างๆ สำหรับ ประเภทต่อมาคือ ความจำเชิงไม่ประกาศ
ช่วงเวลาซึ่งแตกต่างกันไป ความทรงจำระยะสั้น (Nondeclarative memory) หรือ ความจำ
คงอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาทีจนถึงชั่ วโมง ขณะที่
ค ว า ม ท ร ง จำ ร ะ ย ะ ย า ว อ ยู่กับ เ ร า ไ ป น า น ห ล า ย ปี โดยปริยาย (Implicit memory) ซึ่งความทรง
นอกจากนี้ เรายังมีความจำเพื่อใช้งาน
(Working memory) อีกเช่นกัน ซึ่งมันช่วยให้ จำเช่นนี้ มักสร้างขึ้นมาช่วงที่ เราไม่รู้ตัว รวมไป
เ ร า เ ก็บ ข้อ มู ล เ อ า ไ ว้ภ า ย ใ น ใ จ ด้ ว ย เ ว ล า จำ กัด โ ด ย ถึง ความจำเชิงกระบวนวิธี (Procedural
การเน้ นย้ำ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไรก็ตามที่ เรา
กำลังจดจำหมายเลขโทรศัพท์ ของใครสักคน เรา memory) อันเป็ นกระบวนการของร่างกายที่
ใ ช้ เ พื่ อ จ ด จำ ทัก ษ ะ จ า ก สิ่ง ซึ่ ง เ ค ย เ รีย น รู้ ม า
จึงพยายามพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดย กระบวนการเช่นนี้ ถูกนำมาใช้ในยามที่ เราเล่น
กระบวนการเหล่านี้ ถือเป็ นช่วงที่ ความจำเพื่อใช้ เครื่องดนตรีหรือการปั่ นจักรยาน นอกจากนี้
งาน กำลังประมวลอยู่ ความจำเชิงไม่ประกาศ ยังสามารถกำหนดรูป
แ บ บ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ข อ ง ร่ า ง ก า ย ซึ่ ง เ ร า ไ ม่
สามารถควบคุมได้ เช่น อาการน้ำลายไหลเมื่อ
เห็นอาหารโปรด หรืออาการเกร็งเมื่อตกอยู่
ใ น ส ภ า ว ะ คับ ขัน
โดยทั่ วไป เรามักสร้างความจำเชิงประกาศ มนุษย์สร้าง จัดเก็บ
ได้ง่ายกว่าความจำเชิงไม่ประกาศ เนื่องจาก และระลึกถึงความทรง
การจำชื่อเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ย่อม
ง่ายกว่าการฝึ กฝนเล่นเครื่องดนตรีเป็ นแน่ จำได้อย่างไร?
แ ต่ค ว า ม จำ เ ชิ ง ไ ม่ป ร ะ ก า ศ มัก ค ง อ ยู่กับ เ ร า
ยาวนานกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากเรา เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ ในปี 1940 สันนิ ษฐาน
ปั่ นจักรยานชำนาญแล้ว โอกาสที่ เราจะลืม
นั้ นแทบไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นอน ถึง ค ว า ม ท ร ง จำ ซึ่ ง จัด ขึ้น ภ า ย ใ น ก ลุ่ ม ข อ ง เ ซ ล ล์
ประสาท หรือที่ เรียกว่า ส่วนประกอบของเซลล์
โดยเซลล์ เหล่านี้ เป็ นตัวตอบสนองเพื่อไป
กระตุ้นความทรงจำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นใบหน้ า
ของเพื่อนที่ เรารู้จัก หรือกลิ่นของขนมปังอบ
ใหม่ๆ และยิ่งเซลล์ ประสาททำงานร่วมกันมาก
เท่าไร การเชื่อมต่อระหว่างกันของเซลล์ ก็ยิ่งมี
ประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้ น
ข้อมูลมากมายที่ สมองรับเข้ามาในตอนแรกยัง
คงเป็ น ความจำระยะสั้น (short-term memory)
ภาวะสูญเสีย อยู่ ดังนั้ นเราต้องเรียกใช้ข้อมูลนั้ นซ้ำไปซ้ำมา
ความทรงจำ มันจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็ น ความจำระยะยาว
(long-term memory) ภายหลัง โดยผ่าน
หากต้องการทำความเข้าใจเรื่องที่ ว่า เราสามารถ กระบวนการที่ มีชื่อว่า การสร้ างเสถียรภาพแก่
จดจำสิ่งต่ างๆ ได้ อย่ างไร? ถือเป็ นตัวช่วยสำคัญ ความทรงจำ (Memory consolidation) อย่างไร
ควบคู่ไปกับการศึกษาในหัวข้อ เพราะเหตุใดเราถึง ก็ตาม ความจำระยะยาวนั้ นไม่จำเป็ นต้องเริ่ม
ลืมเลือน? กระนั้ นเองเป็ นสาเหตุให้นักประสาท จากความจำระยะสั้นเสมอไป ทั้ งนี้ ขึ้นอยู่กับเรื่อง
วิทยาศาสตร์ เริ่มค้นคว้าหาคำตอบเกี่ยวกับโรค ราวและเหตุการณ์ ซึ่งอาจมีความสำคัญแตกต่าง
ความจำเสื่อม ซึ่งมักเป็ นผลมาจากสมองได้รับบาด กัน เมื่อใดก็ตามที่ เราหวนระลึกถึง ส่วนต่างๆ
เจ็บ เช่น อาการบาดเจ็บที่ ศีรษะ โรคหลอดเลือด ของสมองจะประสานงานกันอย่างทันท่วงที รวม
สมอง เนื้องอกในสมอง หรือโรคพิ ษสุราเรื้อรัง ถึงบริเวณเยื่อหุ้มสมองที่ ประมวลผลข้อมูลระดับ
โรคความจำเสื่อมแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทหลัก สูง บริเวณที่ จัดการกับข้อมูลดิบ และบริเวณ
ประเภทที่ 1 คือ ภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลัง สมองกลีบขมับส่วนใน (medial temporal lobe)
(Retrograde amnesia) มักเกิดขึ้นเมื่อสมองเกิด ซึ่งมีส่วนช่วยประสานระบบการทำงาน ผลงาน
การกระทบกระเทือน ส่งผลให้คุณหลงลืมเรื่องราว วิจัยล่าสุดค้นพบว่า ช่วงเวลาที่ คนเราระลึกถึง
ต่างๆ ก่อนหน้ านี้ แทบทั้ งสิ้น ส่วนประเภทที่ 2 คือ ความทรงจำที่ เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่นั้ น เส้น
ภาวะสูญเสียความทรงจำแบบไปข้างหน้ า ประสาทหลากหลายแขนงที่ อยู่บริเวณสมองกลีบ
(Anterograde amnesia) เกิดขึ้นช่วงที่ สมองได้ ขมับส่วนในจะเชื่อมต่อกับคลื่นต่างๆ ในเยื่อหุ้ม
รับบาดเจ็บ อันนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพในการ ส ม อ ง โ ด ย ทัน ที
จ ด จำ เ รื่อ ง ร า ว ใ ห ม่ๆ
ความคิดเเละ ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญา
เชาวน์ปัญญา แม้จะมีทฤษฎีเชาวน์ ปัญญาหลายทฤษฎี แต่ในที่
นี้ จะเสนอ ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญา ที่ ได้รับความนิ ยม
ความหมายของ และนำไปประยุกต์ ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ใน
เชาวน์ ปัญญา ขณะนี้ พร้อมทั้ งสอดคล้องกับเรื่องที่ จะสามารถ
นำไปพัฒนาตนได้เป็ นอย่างดี คือ ทฤษฎีพหุ
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิ ตสถาน ปัญญาของโฮวาร์ ด การ์ ดเนอร์ (Howard
ปี พ.ศ.2493 ให้ความหมายของคำว่า “เชาว์ Gardner) พร้อมทั้ งแนวคิดทางพระพุทธศาสนา
ปัญญา” คือ ความสำเร็จของปัญญาและความคิด ที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องของเชาวน์ ปัญญาคือ หลัก
Dictionary of Education ให้ความหมายว่า ไตรสิกขา และโยนิ โสมนสิการ
“เชาว์ปัญญา (Intelligence) คือ ความสามารถ
ในการปรับตัว ให้เข้าสถานการณ์ ใหม่ๆ ได้อย่าง ทฤษฎีพหุปัญญาของ
รวดเร็วและเป็ นผลสำเร็จ” โฮวาร์ด การ์ดเนอร์
Lewis Terman ให้ความหมายของเชาว์ปัญญาว่า
เป็ นความสามารถในการคิดเกี่ยวกับนามธรรม การ์ ดเนอร์ ได้เสนอว่าเชาวน์ ปัญญามนุษย์ มี 8 ด้าน
ข อ ง แ ต่ล ะ บุ ค ค ล แต่ละด้านเหล่านี้ ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน ทำงาน
George D. Stoddrd ได้ให้ความหมายว่า เชาว์ ร่วมกัน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่ มีบทบาท ที่ สลับซับ
ปัญญา คือ ความสามารถที่ จะเข้าใจและทำ ซ้ อน จะมีการผสมผสานการใช้สติปัญญาด้านต่าง ๆ
กิจ ก ร ร ม เข้าด้วยกัน ในการปฏิ บัติบทบาทของตน เชาวน์
David Wechsler (1958) กล่าวว่า เชาวน์ ปัญญา ปัญญาทั้ ง 8 ด้านประกอบด้วย
คือ ความสามารถโดยรวมของบุคคลที่ แสดงออก 1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
อย่างมีเป้ าหมาย คิดอย่างมีเหตุผล และจัดการ 2. ปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและ
กับ สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม อ ย่า ง มีป ร ะ สิท ธิภ า พ คณิตศาสตร์ (Logical Mathematical
Intelligence)
3. ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial
Intelligence)
4. ปัญญาทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้าม
เนื้อ (Bodily-Kinesthetic Intelligence)
5. ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical Intelligence)
6. ปัญญาทางด้านการเข้ากับผู้อื่น (Inter-Personal
Intelligence)
7. ปัญญาทางด้านการเข้าใจตนเอง (Intra-
Personal Intelligence)
8. ปัญญาทางด้านความเข้าใจธรรมชาติ
(Naturalistic Intelligence)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ สรุป
เชาวน์ ปัญญา
เชาวน์ ปัญญา คือความสามารถเฉพาะบุคคลในการที่ จะ
1. พันธุกรรมกับเชาวน์ ปัญญา คิดอย่างเป็ นนามธรรม มีเหตุผล ตัดสินใจได้อย่าง
พันธุกรรมเป็ นปัจจัยสำคัญอันดับแรกต่อเชาวน์ รวดเร็ว เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำ
ปัญญาของบุคคล การที่ เด็กจะมีระดับเชาวน์ ประสบการณ์ จากการเรียนรู้มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้ าได้
ปัญญาเช่นไรขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของฝ่ ายพ่อ เป็ นอย่างดี ประเมินสถานการณ์ ได้ใกล้เคียงตามความ
และฝ่ ายแม่เป็ นสำคัญ กล่าวคือ ถ้าพ่อแม่ฉลาด เป็ นจริง ทำเรื่องยากให้เป็ นเรื่องง่าย รวมทั้ งมีความ
ลูกจะฉลาดเหมือนพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่โง่ ลูกจะโง่ สามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และสิ่ง
เ ห มือ น พ่อ แ ม่ แวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ความสามารถของบุคคลใน
2. สิ่งแวดล้อมกับเชาวน์ ปัญญา การเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสมและ
สิ่งแวดล้อมที่ แตกต่างกันจะมีผลต่อการ ความสามารถในอันที่ จะทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุด
เปลี่ยนแปลงระดับเชาวน์ ปัญญาของบุคคลได้ มุ่งหมายและมีคุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมี
ไม่มากนัก กล่าวคือ ไม่ว่าเราจะจัดสิ่งแวดล้อม เ ห ตุ ผ ล ส า ม า ร ถ ป รับ ตัว เ ข้า กับ สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม แ ล ะ สัง ค ม
ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงใดก็จะไม่สามารถ อย่างมีประสิทธิภาพเชาวน์ ปัญญามีความสำคัญและมีผล
ทำให้เด็กที่ มีเชาวน์ ปัญญาต่ำที่ ไม่สามารถดูแล ต่อความสำเร็จทางด้านต่างๆของมนุษย์ แต่มิใช่ว่า
ตัวเองได้ให้มีระดับเชาวน์ ปัญญาที่ สูงขึ้นเป็ น เชาวน์ ปัญญาเป็ นองค์ ประกอบเดียวที่ จะทำให้มนุษย์
ร ะ ดับ ป า น ก ล า ง ไ ด้ เ ล ย ประสบความสำเร็จ การศึกษาเรื่องเชาวน์ ปัญญาเพื่อ
ทำ ใ ห้ เ ข้า ใ จ พัฒ น า ก า ร แ ล ะ ส ร้ า ง เ ส ริม ร ะ ดับ ค ว า ม
ทฤษฎีเชาว์ปัญญา สามารถทางเชาวน์ ปัญญาของบุคคลเชาวน์ ปัญญาของ
บุคคลแบ่งองค์ ประกอบทั่ วไปสองประเภทคือ เชาวน์
1. ทฤษฎีเอกนัยหรือทฤษฎีองค์ ประกอบเดียว ปัญญาที่ ได้รับจากการถ่ายทอดทาพันธุกรรม หมายถึง
ผู้คิดทฤษฎีนี้ อัลเฟรด บิเนต์ มีความเห็นว่าว่าเชาวน์ องค์ ประกอบทั่ วไปของเชาวน์ ปัญญาประเภทที่ ไม่เกิด
ปัญญาหมายถึงผลรวมของความสามารถหลายๆ ด้าน จากการเรียนรู้หรืออาศัยประสบการณ์ เป็ นความ
ของบุคคลที่ มีลักษณะเป็ นอันหนึ่ งอันเดียวกัน สามารถพื้นฐานโดยทั่ วไปที่ จำเป็ นต้องใช้ในการทำ
2. ทฤษฎีสององค์ ประกอบ กิจกรรมต่างๆ เชาวน์ ปัญญาที่ เป็ นผลมาจากการเรียนรู้
ผู้คิดทฤษฎี ชาร์ ลส์ อี. สเปี ยร์ แมน เชื่อว่าเชาวน์ ปัญญา และประสบการณ์ หมายถึงองค์ ประกอบทั่ วไปของ
ของคนเราไม่น่ าจะมีเพียงองค์ ประกอบเดียว เชาวน์ ปัญญาที่ เป็ นผลมาจากการสะสมประสบการณ์ ที่
3. ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญาของกิลฟอร์ ด ได้เรียนรู้จากสังคมและสิ่งแวดล้อม ยิ่งมีประสบการณ์
เจ.พี. กิลฟอร์ ด เชื่อว่าเชาวน์ ปัญญาของบุคคลมี และการเรียนรู้มากเท่าใด พัฒนาการทางเชาวน์ ปัญญา
โครงสร้างเป็ นสามมิติ ก็จ ะ ม า ก ขึ้น
4. ทฤษฎีการจัดกลุ่มและอันดับ
เวอร์ นอน และเบิร์ ต มีความเห็นว่าเชาวน์ ปัญญาของ
มนุษย์ ประกอบด้วยองค์ ประกอบอื่นๆ อีกหลายส่วน
แต่ละส่วนจะมีขนาด ลักษณะ และคุณภาพที่ แตกต่างกัน
5. ทฤษฎีเชาวน์ ปัญญาของแคตเตลล์
ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับเชาวน์ ปัญญาโดยถือเอาอิทธิพล
ที่ มีต่อพัฒนาการทางเชาวน์ ปัญญาเป็ นเกณฑ์
การรับรู้ 3. จะต้องมีความสามารถในการแยกแยะ
(Categorical) ลักษณะหรือคุณสมบัติที่ สำคัญของ
การรับรู้(PERCEPTION) หมายถึง การที่
มนุษย์นำข้อมูลที่ได้จากความรู้สึกสัมผัส ข้อมูลนั้ นได้อย่างถูกต้อง ซึ้งในลักษณะนี้ จะต้อง
(SENSATION) ซึ่งเป็นข้อมูลดิบ (RAW DATA) อาศัยความจ าจากประสบการณ์ เดิมมาใช้
จากประสาทสัมผัสทั้ง5 อันประกอบด้วย ตา 4. ลักษณะของการรับรู้จะต้องมีความสัมพันธ์
หู จมูก ลิ้น และกาย สัมผัสมาจำแนก เชื่อมโยง (Relational) ของข้อมูลต่าง ๆ หลาย
แยกแยะ คัดเลือกวิเคราะห์ด้วยกระบวนการ ประเภท
ทำงานของสมอง แล้วแปลสิ่งที่ได้ออกเป็น
สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความหมายเพื่อนำไปใช้ใน 5. กระบวนการของการรับรู้จะต้องอาศัยของการ
การเรียนรู้ต่อไป ดัดแปลง (Adaptive) ข้อมูลจากประสบการณ์ เดิม
มาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละเรื่องที่ กำลังรับรู้อยู่ใน
ขณะนั้ น
6. กระบวนการของการรับรู้มักจะเป็ นไปโดย
อัตโนมัติ ซึ่งเป็ นการทำงานของสมองในการรับรู้
ข้อมูลต่างๆ มีการแปลความหมายจากสิ่งที่ ได้
สัมผัส และเกิดการรับรู้สิ่งเร้านั้ นในลักษณะของ
ส่วนรวมที่ มีความหมาย
ลักษณะสำคัญของ กระบวนการของ
การรับรู้ การรับรู้
1. ต้องมีพื้นฐานข้อมูลหรือความรู้ในเรื่องนั้ น 1. มีสิ่งเร้าที่ จะรับเข้าสู่ร่างกายทางประสาท
มาก่อน (Knowledge Based) หรือถ้าไม่มี สัมผัสโดยผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้ ง 5
ความรู้ อย่างน้ อยก็ต้องมีประสบการณ์ เดิมใน 2. ประสาทรับสัมผัส รับสิ่งเร้าเข้ามา ซึ่ง
เรื่องนั้ นอยู่บ้าง ประสาทสัมผัสและความรู้สึกสัมผัส เช่น หู ตา
2. จะต้องประกอบด้วยข้อวินิ จฉัย จมูก ลิ้น ผิวหนัง จะต้องสมบูรณ์ พอที่ จะสัมผัส
(Inferential) ในขั้นตอนของกระบวนการรับ สิ่งเร้านั้ น และส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลความ
หมาย
รู้ ทั้ งนี้ เพราะใน การรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ ง 3. การแปลความหมายเกิดจากประสบการณ์
มนุษย์ ไม่สามารถรับข้อมูลทุกชนิ ดในเรื่องนั้ น เดิมหรือความรู้เดิมเกี่ยวกับสิ่งเร้าที่ ได้สัมผัส
พร้อมกันได้ ดังนั้ นจึงต้องอาศัย วิธีการ นั้ น เกิดการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็ น
วินิ จฉัย โดยการตั้ งสมมติฐานหรือปะติดปะ พฤติกรรมต่างๆ ขึ้น
ต่อเรื่องต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้การรับรู้ใน
สิ่งนั้ นเกิด ความสมบูรณ์ มากที่ สุด
องค์ประกอบที่มี
อิทธิพลต่อการรับรู้
1. องค์ ประกอบทางด้านตัวบุคคล
2. องค์ ประกอบของสิ่งเร้า
3. การรับรู้ผิดพลาด
4. การรับรู้ความคงที่ ของวัตถ
สรุป
การรับรู้เป็ นสิ่งที่ มนุษย์ จะต้องใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ทั้ งวัตถุ สิ่งของ รวมทั้ งสิ่งมีชีวิต
ทั้ งหลาย หากบุคคลนั้ นไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ยอมที่ จะรับรู้สิ่งแวดล้อมที่ อยู่รอบ
ตัว บุคคล นั้ นก็จะไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นได้ ไม่สามารถเรียนรู้สิ่ง
ต่างๆ รอบตัวได้ การที่ จะเกิดการรับรู้ที่ ดีได้นั้ น ต้องอาศัยประการ 3 สิ่ง ดังนี้
1. ประสบการณ์ เดิม ได้แก่ ความคิด ความรู้ และการกระท าที่ ได้เคยกระท ามาแล้วในอดีต
ประสบการณ์ เดิมเหล่านี้ จะต้องมีปริมาณมาก และเป็ นความรู้ที่ ถูกต้อง ชัดเจนแน่ นอน ซึ่งช่วย
ในเรื่อง ของการตีความหมายจากการรับสัมผัส
2. ความต้องการและความสนใจในขณะนั้ น มีความส าคัญไม่น้ อยต่อการตีความหมายจาก
การรับ สัมผัสจากสิ่งเร้าต่างๆ ถ้าคนเรามีความต้องการและสนใจต่อสิ่งใด ก็จะมีความตั้ งใจ
แน่ วแน่ มีการสังเกต พิ จารณาต่อสิ่งนั้ นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งจะก่อให้เกิดการตีความ
หมายกลายเป็ นการรับรู้ได้อย่างถูกต้อง
3. สภาพแวดล้อมและลักษณะของสิ่งเร้าที่ มาเร้า ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ดี ย่อมท
าให้ จิตใจแจ่มใสและปลอดโปร่ง เกิดเป็ นการเรียนรู้ที่ ดี ส่งผลให้สติปัญญาดีขึ้น และถ้าสิ่ง
เร้ามีลักษณะ คุณสมบัติตลอดจนมีความหมายต่อตัวบุคคลนั้ นด้วยแล้ว ย่อมช่วยในการ
ตีความหมายจากการรับสัมผัส ส่งผลต่อการรับรู้ได้เป็ นอย่างดี นั้ นคือ การที่ บุคคลจะสามารถ
รับรู้และแสดงการรับรู้ออกมาได้เป็ นอย่างดีนั้ น จะต้องอาศัยสิ่ง เร้า การสัมผัส การตีความ
หมายจากการสัมผัส และประสบการณ์ เดิม ถ้าหากอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ บกพร่องหรือขาดสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่ งไป เช่น หู ตา จมูก ลิ้น หรือกาย ก็จะท าให้การรับรู้นั้ นขาดความ สมบูรณ์ ไปได้
จิตวิทยาการ
จัดการเรียนรู้
ความหมายของ ความสำคัญของจิตวิทยา
จิตวิทยาการ การเรียนการสอน
เรียนรู้
- ทำให้รู้จักลักษณะนิ สัยของผู้เรียน
จิตวิทยาการเรียนรู้ ( Psychology of - ทำให้เข้าใจพัฒนาการบุคลิกภาพบางอย่างของ
learning) หมายถึงจิตวิทยาที่ ใช้ในการ ผู้เ รีย น
ถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ - ทำให้ครูเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
นั้ นต้องเกิดจากพฤติกรรมที่ เปลี่ยนแปลงไป - ทำให้ครูทราบว่ามีองค์ ประกอบใดบ้างที่ มีผลก
อย่างถาวรหรือเกิดจากการฝึ กฝน ซึ่ง ระทบต่อสัมฤทธิ์ทางการเรียนเช่น แรงจูงใจ
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รีย น รู้ จ ะ เ กิด ไ ด้ จ า ก ขั้ น ต อ น ห ลัก ความคาดหวัง เชาวน์ ปัญญา ทัศนคติ ฯลฯ
4 ขั้นตอนคือตั้ งใจจะรู้ กำหนดวิธีปฏิ บัติเพื่อ
ให้รู้ ลงมือปฏิ บัติและได้รับผลประจักษ์ หลักการสำคัญ
สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้นั้ นจะพยายามศึกษา
ว่ากระบวนการเรียนรู้นั้ นมีลักษณะอย่างไร 1. มีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่ สอน
ในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้ นจะทำการศึกษาแบบ 2. มีความสามารถในการประยุกต์ หลัก
พฤติกรรมนิ ยมแบบพุทธินิ ยมและแบบ self- ก า ร จิ ต วิท ย า เ พื่ อ ก า ร เ รีย น ก า ร ส อ น
3. มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้า
regulated learning โดยมีจิตวิทยาทางสื่อ กับสถานการณ์ ใหม่
4. มีเจตคติที่ ดีต่อผู้เรียน
เป็ นแนวการศึกษาใหม่ที่ เพิ่มเข้ามา
เ นื่ อ ง จ า ก เ ท ค โ น โ ล ยีมีบ ท บ า ท ใ น ก า ร ส ร้ า ง
ประสบการณ์ การเรียนรู้
ประโยชน์ ของ
จิตวิทยา
1.เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิ บัติงาน
2. มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นของเด็ก
แ ล ะ ก า ร กีฬ า
3. จิตวิทยาช่วยให้การดำเนิ นชีวิตใน
สังคมเป็ นไปโดยสะดวกและราบรื่น
4. การรักษาพยาบาลต้องอาศัย
จิตวิทยา 5. จิตวิทยาช่วยเกี่ยวกับ
ก ฎ ห ม า ย ใ น เ รื่อ ง ก า ร สืบ พ ย า น
6. จิตวิทยาเป็ นหัวใจของการโฆษณา
ป ร ะ ช า สัม พัน ธ์
แนวคิด
1. จิตวิทยาเป็ นวิทยาศาสตร์ ที่ ศึกษาพฤติกรรม
มนุษย์ มีบทบาทต่อการจัดการเรียนการสอน
2. การจูงใจส่งผลให้เกิดความพร้อมในการ
เ รีย น ม า ก ขึ้น
3. บุคคลจะปรับตัวเมื่อเกิดความไม่สบายใจ
วิตกกังวล คับข้องใจ หรือเครียด แต่ละคนมี
กลวิธานในการปรับตัวต่างๆ กันไป
4. พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลบ่งบอก
ถึงความสมบูรณ์ ทางจิตใจได้
5. บุคคลจะมีความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ งต่างๆ
กันไป การที่ ครูสามารถสร้างและพัฒนาทัศนคติ
ที่ ดีต่อการเรียนของนักเรียนจะส่งผลดีต่อการ
เ รีย น ก า ร ส อ น
การจัดการเรียน วิธีการจัดการเรียน
รู้เพื่อพัฒนาความ
รู้สำหรับเด็ก รู้และทักษะ
ปกติ
1. การจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย คือกระบวนการ
การจัดการเรียนรู้ เรียนรู้ที่ ผู้สอนเป็ นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน
ด้วยการพูดบอกเล่า อธิบายเนื้อหา เรื่องราวที่ ผู้
สอนได้เตรียมการศึกษาค้นคว้ามาเป็ นอย่างดี ผู้
การจัดการเรียนรู้เน้ นที่ การนำความรู้ ทักษะ เรียนเป็ นฝ่ ายรับฟัง อาจจะมีการจดบันทึกสาระส
และคุณลักษณะมาประยุกต์ ใช้ในการทำงาน สำคัญในขณะที่ ฟังบรรยายหรืออาจมีโอกาส ซัก
การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต ผู้สอนต้อง
บู ร ณ า ก า ร ค ว า ม รู้ ส ห วิท ย า ก า ร ถามแสดงความคิดเห็นได้บ้าง ถ้าผู้สอนเปิ ด
(Multidisciplinary) และจัดการเรียนรู้เชิง โอกาส วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้ฟังจำนวนมาก และผู้
รุก (Active Learning) ที่ เน้ นให้ความ บรรยายซึ่งเป็ นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้ นๆ ต้องการ
สำคัญกับผู้เรียน ผู้เรียนต้องได้รับการ นำเสนอเนื้อหาสาระจำนวนมากในลักษณะคม ชัด
พัฒนาความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่
ลึกโดยใช้เวลาไม่มากนัก จึงเป็ นการเรียนรู้ที่
ป ร ะ ห ยัด เ ว ล า แ ล ะ ค่า ใ ช้ จ่ า ย
จำเป็ นและเพียงพอเพื่อนำมาสู่การประยุกต์ 2. การจัดการเรียนรู้แบบอภิปราย (Discussion
ใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ โดยมีส่วนร่วมใน Method) คือ กระบวนการที่ ผู้สอนมุ่งให้ผู้เรียนมี
การเรียนรู้ สร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง โ อ ก า ส ส น ท น า แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม คิ ด เ ห็น ห รือ ร ะ ด ม
เปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด
ลงมือทำ สะท้อนคิด เน้ นการปฏิ บัติ ความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ ง ซึ่งอาจจะเป็ นเรื่อง
ป รับ ป รุ ง แ ล ะ พัฒ น า ต น เ อ ง อ ยู่เ ส ม อ
เป็ นการเรียนรู้ที่ มีความหมายต่อผู้เรียน หรือปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับบทเรียนหรือกลุ่มที่ มี
เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ของผู้เรียน ความสนใจร่วมกัน โดยจุดมุ่งหมายเพื่อหาคำตอบ
แนวทางหรือแก้ปัญหาร่วมกัน การจัดการเรียนรู้
แบบนี้ มุ่งเน้ นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนรู้
คือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิ บัติ
ง า น แ ล ะ ชื่น ช ม ผ ล ง า น ร่ ว ม กัน
3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย
(Small group discussion) คือ กระบวนการเรียน
รู้ที่ ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนออกเป็ นกลุ่มย่อย
ประมาณ 4-8 คน ให้ผู้เรียนในกลุ่มมีโอกาส
สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น
ประสบการณ์ ในประเด็นหรือปัญหาที่ กำหนด และ
สรุปการอภิปราย ออกมาเป็ นข้อสรุปกลุ่ม
4. การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต 6. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การแสดงละคร
(Demonstration Method) กระบวนการที่ ผู้ (Dramatization) คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ ผู้สอนให้
สอน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ งใช้ในการช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้
ผู้เ รีย น ไ ด้ เ กิด ก า ร เ รีย น รู้ ต า ม วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ เรียนแสดงละคร ซึ่งเป็ นเรื่องราวที่ ต้องการให้ผู้
โดยการแสดงหรือการกระทำให้ดูเป็ นตัวอย่าง เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาและบทละครที่ ได้กำหนดไว้
พร้อมๆ กับการบอก อธิบายพร้อมๆ กับการ ตั้ งแต่ต้นจนจบ ซึ่งผู้เรียนจะต้องแสดงบทบาทหรือ
บอก อธิบายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผู้เรียนจะเกิด สมมติว่าตนเองเป็ นหรือแสร้งทำเป็ นตัวเขาเองหรือ
ก า ร เ รีย น รู้ จ า ก ก า ร สัง เ ก ต ก ร ะ บ ว น ก า ร ขั้ น ต อ น บุคคลอื่นหรือตัวละครตัวใดตัวหนึ่ ง โดยจะต้อง
การสาธิตนั้ นๆ แล้วให้ผู้เรียนซักถามอภิปราย แสดงบทบาทการใช้ภาษาแสดงสีหน้ าท่าทางกับการ
และสรุปการเรียนรู้ที่ ได้จากการสาธิต การ เคลื่อนไหวประกอบการสนทนาตามบทละครที่ แต่งไว้
จัดการเรียนรู้แบบนี้ จึงเหมาะสมสำหรับการ เรียบร้อยแล้ว และผู้แสดงจะไม่นำเอาบุคลิกภาพและ
สอนที่ ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอน การ ความรู้สึกนึ กคิดของตนเองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่ง
จัดการเรียนรู้แบบนี้ จึงเหมาะสมกับการสอนที่ จะมีส่ วนทำให้เกิดผลเสียหายต่อการแสดงบทบา
ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอน ของการปฏิ บัติ ทนั้ นๆ วิธีการนี้ จะทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ ในการที่
เช่น วิชาพลศึกษา นาฏศิลป์ ศิลปศึกษา จะ เข้าใจในความรู้สึก เหตุผล และพฤติกรรมของผู้
เป็ นต้น อื่นและจะสามารถจดจำเรื่องราวนั้ นได้นาน
5. การจัดการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ (Role 7. การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์ จำลอง
playing) คือ กระบวนการที่ ผู้สอนกำหนด (Simulation) คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ ผู้สอนเข้าไป
หัวข้อเรื่องปัญหาหรือสร้างสถานการณ์ ขึ้นมา อยู่ในสถานการณ์ ที่ สร้างขึ้นมา ซึ่งสถานการณ์ นั้ นจะมี
คล้ายกับสภาพความเป็ นจริงแล้วให้ผู้เรียน ลักษณะคล้ายคลึงกับสภาพความเป็ นจริงมากที่ สุด ทั้ ง
สวมบทบาทนั้ นตามความรู้สึกนึ กคิดและ สภาพแวดล้อมและปฏิ สัมพันธ์ โดยมีการกำหนด
ประสบการณ์ ของผู้เรียนที่ คิดว่าควรจะเป็ น บทบาท ข้อมูล และกติกาไว้เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึ กการ
ภ า ย ห ลัง ข อ ง ก า ร แ ส ด ง บ ท บ า ท ส ม ม ติ จ ะ ต้อ ง มี คิดแก้ปัญหาและตัดสินใจจากสภาพการณ์ ที่ เขากำลัง
การอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงออกทั้ งด้าน เผชิญอยู่ ซึ่งผู้เรียน จะต้องใช้ข้อมูลทั้ งหมดประกอบ
ความรู้และพฤติกรรม ของผู้แสดงเพื่อการ กับวิจารณญาณของตนเองให้ปฏิ บัติหน้ าที่ ตาม
เ รีย น รู้ ต า ม วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ สถานการณ์ นั้ นให้ดีที่ สุด ซึ่งการเรียนรู้แบบ
สถานการณ์ จำลองนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการถ่าย
โยงการเรียนได้ดีและสามารถนำไปแก้ไข ปัญหาใน
ชีวิต จ ริง ไ ด้
7. กระบวนการคณิตศาสตร์
8. กระบวนการทางภาษา
9. กระบวนการกลุ่ม
10. กระบวนการสร้างเจตคติ
11. กระบวนการสร้างค่านิ ยม
12. กระบวนการเรียนความรู้ความเข้าใจ
13. กระบวนการสืบสวน สอบสอน
8. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม (Game) คือ 10. การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่ม (Group
กระบวนการเรียนรู้ที่ ผู้สอนให้ผู้เรียนเล่มเกมที่ Process) เป็ นกระบวนการเรียนรู้ที่ ให้ผู้เรียนได้รับ
มีกฏเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข หรือข้อตกลงร่วม ความรู้จากการลงมือปฏิ บัติเป็ นกลุ่ม กลุ่มจะมีอิทธิ
กันที่ ไม่ยุ่งยากซับซ้ อน ทำให้เกิดความ ผลต่อการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละคน และสมาชิก
สนุกสนาน ร่าเริง เป็ นการออกกำลังกาย เพื่อ แต่ละคนในกลุ่มมีอิทธิพลและปฏิ สัมพันธ์ ต่อกันและ
พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีโอกาสแลก กัน การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกระบวนการ
เปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การเรียนรู้ร่วม ลุ่มมีหลายวิธี เช่น เกม บทบาทสมมติ กรณีศึกษา
กับผู้อื่น โดยมีการนำเนื้อหา ข้อมูลของเกม การอภิปรายกลุ่ม เป็ นต้น
พฤติกรรมการเล่น วิธีการเล่น และผลของการ
เ ล่ น เ ก ม ม า ใ ช้ เ พื่ อ ก า ร อ ภิ ป ร า ย เ พื่ อ ส รุ ป ผ ล ก า ร 11. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Corporative
เ รีย น รู้ Learning) คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ จัดให้ผู้เรียนได้
ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่ม
9. การจัดการเรียนรู้ที่ เน้ นกระบวนการ ผู้เรียนที่ มีความสามารถต่างกันออกเป็ นกลุ่มเล็กๆ
(Process) เป็ นกระบวนการเรียนรู้ที่ เน้ นให้ผู้ ซึ่งเป็ นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่
เรียนได้เรียน “วิธีการเรียนรู้” อย่างเป็ นขั้น ชัดเจนมีการทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความ
ตอนหรือเป็ นกระบวนการ โดยให้ผู้เรียนเป็ นผู้ คิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มี
คิดผู้ลงมือปฏิ บัติทำกิจกรรมต่างๆ ผู้สอนเป็ นผู้ ความรับผิดชอบร่วมกันทั้ งในส่ วนตนและส่วนรวม
กำกับควบคุมให้ผู้เรียนมีการปฏิ บัติฝึ กฝน จน เ พื่ อ ใ ห้ ต น เ อ ง แ ล ะ ส ม า ชิ ก ทุ ก ค น ใ น ก ลุ่ ม ป ร ะ ส บ ค ว า ม
เกิดทักษะสามารถปฏิ บัติตามขั้นตอนได้และรับรู้ สำเร็จตามเป้ าหมายที่ กำหนดไว้
ขั้นตอนทั้ งหมด จนสามารถนำมาใช้ได้อย่าง
อัต โ น มัติ แ ล ะ นำ ไ ป ใ ช้ ไ ด้ จ ริง ใ น ส ถ า น ก า ร ณ์
ต่างๆ โดยเสนอแนะกระบวนการที่ ผู้สอนควร
ใช้ 13 กระบวนการคือ
1. ทักษะ กระบวนการ (9 ขั้นตอน)
2. กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
3. กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
4. กระบวนการแก้ปัญหา
5. กระบวนการสร้างความตระหนัก
6. กระบวนการปฏิ บัติ
12.การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integration 15. การเรียนรู้แบบชี้แนะ (Direct Instruction)
Instruction) การเรียนรู้ที่ เชื่อมโยงศาสตร์ เป็ นรูปแบบการสอนที่ มีเป้ าหมายเพื่อฝึ กทักษะ
หรือเนื้อหาสาขาวิชาต่างๆ ที่ มีความสัมพันธ์ ห รือ ใ ห้ ค ว า ม รู้ เ บื้อ ง ต้น แ ก่ ผู้เ รีย น เ พื่ อ ใ ห้ มี
เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ พฤติกรรมตาม วัตถุประสงค์ ที่ ได้ก าหนดการ
เกิดความรู้ที่ มีความหมาย มีความหลากหลาย เรียนการสอนแบบชี้แนะนี้ มีพื้นฐานมาจากทฤษฎี
และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จริงในชีวิต
ป ร ะ จำ วัน ทางจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรม นิ ยมและจิตวิทยา
การ ฝึ กการเรียนการสอน เน้ นการฝึ กและเสริม
แรงในขณะเรียนและฝึ กปฏิ บัติงาน และค่อย ลด
การเสริมแรงเมื่อผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่ ต้องการ
การเรียนการสอนจะเน้ นให้ผู้เรียนสามารถ
ทำงานได้อย่าง มีลำดับขั้นตอนรวมทั้ งสามารถ
ทำงานกับคนอื่นได้ การฝึ กจะแบ่งออกเป็ นทักษะ
ย่อยเรียงลำดับตามความซับซ้ อนของทักษะ
13. การจัดการเรียนรู้แบบเอสคิว 3 อาร์ เป็ นกระ 16. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิ ค STAD
บวนการเรียนรู้ที่ มุ่งเน้ นสอนการเปลี่ยนหัวข้อให้ (Student Teams Achievement Division)
เป็ นประโยคคำถาม โดยการฝึ กให้ผู้เรียนกวาด
สายตาหาหัวข้อเรื่องแล้วเปลี่ยนหัวข้อนั้ นๆ เป็ น เป็ นการเรียนรู้แบบร่วมมือกันอีกรูปแบบหนึ่ ง
คำถามสอนและฝึ กให้ผู้เรียนบันทึกสิ่งที่ จะได้จาก คล้ายกันกับเทคนิ ค TGT ที่ แบ่งผู้เรียนที่ มีความ
การอ่าน เมื่ออ่านจบข้อความแล้วและฝึ กให้ผู้ สามารถ แตกต่างกันออกเป็ นกลุ่ม เพื่อทำงาน
เรียนทบทวนโดยการตรวจสอบบันทึกที่ เขียนไว้ ร่วมกันกลุ่มละ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิก
รูปแบบนี้ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการสอนการอ่าน ของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ สอนจัดเตรียม
ไว้แล้วทำการทดลองความรู้ คะแนนที่ ได้จากการ
14. การจัดการเรียนรู้แบบมุ่งประสบการณ์ ภาษา ทดสอบสมาชิกของแต่ละคนนำเอามา บวกเป็ น
(มปภ.) (Concentrated Language Encounter) คะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิ คการ
เสริมแรง เช่น การให้รางวัล คำชมเชย เป็ นต้น
เป็ นกระบวนการเรียนรู้ทางด้านภาษาที่ เรียนรู้ ดังนั้ น สมาชิกกลุ่มจะก าหนดเป้ าหมายร่วมกัน
จากส่ วนรวมไปหาส่ วนย่อยสามารถทำให้ผู้เรียน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จของกลุ่ม
เกิดการ เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับสภาพจริงใน
ชีวิตประจำวัน ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึ กทักษะทาง
ด้ า น ภ า ษ า อ ย่า ง ต่อ เ นื่ อ ง ต า ม ลำ ดับ ขั้ น ข อ ง ก า ร
เรียนรู้ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน นอกจากนี้ ยัง
เน้ นกระบวนการกลุ่มและการบูรณาการที่
สอดคล้องสัมพันธ์ กับสาระการเรียนรู้อื่นๆ ได้อีก
ด้ ว ย
การจัดการเรียน
รู้สำหรับเด็ก
พิเศษ
ในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก ออทิ สติ ท(วทาชใิิ่ธงศชวี้กดยนส้าาสอารน่,งนสก2เเอสา5ดนร็ร4กิเมแ9รทัีพบ)่ยวับไฒนไดป้ตรนูก่้ไซาาึวล่ง้่กงดาๆัจาวงระถทนีีึ่้ง
กซึ่งเป็ นเด็กพิ เศษนั้ น มีกระบวนการวิธีการ
ต่างๆ มากมาย แต่ก่อนอื่นผู้สอนควรมีความ 1. วิธีการสอนโดยใช้การสาธิต
เข้าใจใน ตัวผู้เรียนให้มากที่ สุด จึงจะสามารถ (Demonstration)
ถ่ายทอดความรู้ ให้กับเด็กออทิ สติกได้ดี ซึ่งมี
เทคนิ คในการสอนเด็กออทิ สติก โดยเทคนิ ค เป็ นวิธีการสอนที่ ช่วยให้ ผู้เรียนได้รับ
ประสบการณ์ ตรง เห็นสิ่งที่ เรียนรู้อย่างเป็ นรูป
การสอนเด็กออทิ สติก ธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจและจดจำในเรื่องที่
ส า ธิต ไ ด้ ดีแ ล ะ น า น
1. เน้ นทักษะที่ จำเป็ น วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
2. การสอนทักษะทางภาษาควรเน้ นการรับรู้
ทาง ภาษาและการแสดงออกทางภาษา วิธีสอนโดยใช้การสาธิตเป็ นวิธีการที่ มุ่งช่วย
ให้ผู้เรียนได้เห็นการปฏิ บัติจริงด้วยตาตนเอง
3. จัดกิจวัตรประจ าวันให้เป็ นระบบและดำเนิ น ทำให้ เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องหรือการ
การ ตามเดิมทุกวัน หากมีการเปลี่ยนแปลงจะ ปฏิ บัตินั้ น ชัดเจนขึ้น
ต้องบอก และอธิบายให้เข้าใจ องค์ ประกอบสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของวิธีสอน
4. ใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับ 1. มีเรื่องหรือสิ่งที่ จะสาธิต
การสอน
2. มีการแสดง/ การท า/ ให้ผู้เรียนสังเกตดู
5. หลีกเลี่ยงการลงโทษหรือเปลี่ยนเป็ นการให้ และปฏิ บัติตาม
แรง เสริมแทนการลงโทษ
3. มีผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ เกิดจากการ
6. การเรียนการสอนควรให้เพื่อนเป็ นแบบ ส า ธิต
อย่างที่ ดีให้ มากที่ สุดเท่าที่ จะท าได้ 7. ควรเน้ น
ทักษะทางสังคมและเลือกใช้วิธีปรับ พฤติกรรม ขั้นตอนสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของการสอน
ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม 1. ผู้สอนแสดงการสาธิต ผู้เรียนสังเกตการ
8. เมื่อพบว่าเด็กออทิ สติกบางคน มีพฤติกรรม ส า ธิต
ที่ ผิดปกติมาก ครูจึงจ าเป็ นต้องขอความช่วย
เหลือจาก ผู้เชี่ยวชาญ 2. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายและสรุปการ
9. เด็กบางคนอาจเรียนรู้ช้าและใช้เวลานาน เรียนรู้ที่ ได้จากการสาธิต
มากใน การแสดงทักษะง่ายๆครูบางคนอาจลด
เกณฑ์ ใน จุดประสงค์ เชิงพฤติกรรมและลด
เ นื้ อ ห า วิช า ล ง
2. วิธีการสอนโดยใช้เกม (Game) 3.วิธีการสอนโดยใช้สถานการณ์ จำลอง
จุดเน้ นของเกมอยู่ที่ การเรียนรู้วิธีการเล่น (Simulation)
กติกา เพื่อจะไปให้ถึงเป้ าหมายผู้สอนจำเป็ น
ต้องเข้าใจจุดเน้ นของการใช้เกมในการสอน เป็ นการสอนที่ มุ่งช่วยผู้เรียนให้มีความเข้าใจ เกี่ยว
เ พื่ อ ใ ห้ ผู้เ รีย น เ กิด ก า ร เ รีย น รู้ ต า ม วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ กับความเป็ นจริงที่ สถานการณ์ นั้ นจำลองขึ้นมา ดัง
วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
นั้ นการอภิปรายจึงควรมุ่งประเด็นไปที่ การเรียนรู้
วิธีการสอนโดยใช้เกม เป็ นวิธีการที่ ช่วยให้ ผู้ ความเป็ นจริงว่าในความเป็ นจริง สถานการณ์ ใน
เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างสนุกสนาน เรื่องนั้ นๆ เป็ นอย่างไร และอะไรเป็ นปัจจัยที่ มี
และท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียนเป็ นผู้ อิทธิพล ต่อสถานการณ์ นั้ นๆ ซึ่งผู้เรียนควรจะได้
เล่นเองทำให้ได้รับประสบการณ์ ตรง เป็ นวิธี เรียนรู้จากการ เล่นของตนเองในสถานการณ์ นั้ น
การที่ เปิ ดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่ วนร่วมสูง วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
องค์ ประกอบสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของวิธีสอน
1. มีเกมและกติกาการเล่น วิธีสอนโดยใช้สถานการณ์ จำลอง เป็ นวิธีการที่ มุ่ง
2. มีการเล่นเกมตามกติกา ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สภาพความเป็ นจริง เกิด
3. มีการอภิปรายเกี่ยวกับผลการเล่น วิธีการ ความเข้าใจในสถานการณ์ หรือเรื่องที่ มีตัวแปร
เ ล่ น แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร เ ล่ น ข อ ง ผู้เ ล่ น ห ลัง ก า ร จำนวนมากที่ มีความสัมพันธ์ กันอย่างซับซ้ อน
เ ล่ น องค์ ประกอบสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของวิธีสอน
ขั้นตอนสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของการสอน 1. มีสถานการณ์ ข้อมูล บทบาทและกติกา ที่ สะท้อน
1. ผู้สอนนำเสนอเกมชี้แจงวิธีการเล่นและ ความเป็ นจริง
ก ติ ก า ก า ร เ ล่ น
2. ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา 2. ผู้เล่นในสถานการณ์ มีปฏิ สัมพันธ์ กันหรือ
3. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมอภิปรายเกี่ยวกับผล ปฏิ สัมพันธ์ กับปัจจัยต่างๆ ในสถานการณ์ นั้ น
ก า ร เ ล่ น แ ล ะ วิธีก า ร ห รือ พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร เ ล่ น ข อ ง 3. ผู้เล่นหรือผู้สวมบทบาทมีการใช้ข้อมูลที่ ให้ใน
ผู้เ รีย น ก า ร ตัด สิน ใ จ
4. การตัดสินใจส่ งผลต่อผู้เล่นในลักษณะ เดียวกัน
กับที่ เกิดขึ้นในสถานการณ์ จริง
5. มีการอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ ข้อมูล และ
กติกาของสถานการณ์ วิธีการเล่น พฤติกรรมการ
เล่น และผลการเล่น เพื่อการเรียนรู้
ขั้นตอนสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของการสอน
1. ผู้สอนเตรียมสถานการณ์ จำลอง
2. ผู้สอนนำเสนอสถานการณ์ จำลอง บทบาท ข้อมูล
แ ล ะ ก ติ ก า ก า ร เ ล่ น
3. ผู้เรียนเลือกบทบาทที่ จะเล่นหรือผู้สอนกำหนด
บ ท บ า ท ใ ห้ ผู้เ รีย น
4. ผู้เรียนเล่นตามกติกาที่ กำหนด
5. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ
สถานการณ์ ข้อมูล และกติกาของสถานการณ์ วิธี
การเล่น พฤติกรรมการเล่น และผลการเล่น
6. ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการเรียนรู้ที่ ได้รับจากการ
เ ล่ น
บทสรุป
จากลักษณะและพฤติกรรมส่ วนตัวของเด็ก ออทิ สติกจะมีพัฒนาการทางด้านพฤติกรรม อารมณ์
สังคม ที่ แตกต่างไปขากเด็กปกติทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ช้า ดังนั้ นผู้สอนควรเลือกวิธีการสอนที่
เหมาะสมและส่ งผลกับพัฒนาการของเด็กออทิ สติกแต่ละคนเป็ นอย่างดี ซึ่งวิธีการสอนทั้ ง 3 แบบที่
กล่าวมาเป็ นวิธีการสอนที่ ใช้กันอย่างแพร่หลาย และเป็ น วิธีการที่ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กออทิ
สติกเป็ นอย่างดีไม่ว่าจะเป็ นวิธีการสอนแบบสาธิต ซึ่งเป็ นวิธีการ ที่ ส่งเสริมให้เด็กออทิ สติกได้เห็น
ถึงกระบวนการวิธีการปฏิ บัติจากผู้สอนได้ตรงและถูกต้องตามวัตถุประสงค์ อาจมีปัญหาที่ จะเกิดคือ
เด็กยังไม่เข้าใจและไม่สามารถทไเองได้ในตอนแรกของการสอน ดังนั้ นผู้สอนควรช่วยเด็กในการ
ปฏิ บัติก่อน เพื่อให้ เกิดการเรียนรู้ และต่อไปเด็กออทิ สติกก็จะสามารถทำเองได้ ซึ่งวิธีการนี้ จะ
ช่วยพัฒนาเด็กออทิ สติกทางด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ วิธีการสอนแบบใช้เกมเป็ นวิธีการที่
สอดแทรกความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทไให้เด็กเกิดความสนใจอยากที่ จะเข้าร่วมกิจกรรม การ
สอนโดยใช้เกมนี้ จะช่วยพัฒนาเด็กออทิ สติกทางด้านความคิด และด้านอารมณ์ โดยมีความมุ่งมั่ นที่
จะเอาชนะ และแก้ปัญหาที่ จะเกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งปัญหาที่ เกิดขึ้นนั้ นเด็กจะค่อยๆแก้ปัญหาได้เองอาจ
ใช้เวลาพอสมควร แต่ก็จะเป็ นไปตามวัตถุประสงค์ ในการเรียนรู้ ซึ่งวิธีการนี้ จะช่วยพัฒนาเด็กออทิ
สติกทางด้านพฤติกรรม และด้านอารมณ์ วิธีการ สอนสุท้ายคือวิธีการสอนโดยใช้สถานการณ์
จำลอง วิธีการนี้ เป็ นการช่วยเหลือให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตจริง รู้ทักษะที่ จำเป็ นในการดำรงชีวิตใน
สังคม โดยจะช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์ และด้าน สังคมตามบทบาทหน้ าที่ ที่ ตนเองได้รับเด็กจะได้
เรียนรู้เข้าใจบุคลิกลักษณะหน้ าที่ ของตนเอง เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็ นการฝึ กทักษะทาง
ด้านการมีปฏิ สัมพันธ์ กับผู้อื่น การสื่อสาร การตัดสินใจการคิด และการแก้ปัญหา ซึ่งตรงตาม
วัตถุประสงค์ การจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กออทิ สติก นอกจากวิธีการสอนทั้ ง 3 แบบนี้ แล้วยัง
มีวิธีการสอนแบบต่างๆอีกมากมาย หากแต่มีผู้สอนนำวิธีการสอนเหล่านี้ มา ประยุกต์ ปรับใช้ก็จะได้
วิธีการสอนหลายๆ แบบที่ ช่วยพัฒนาเด็กออทิ สติกให้มีความเป็ นปกติมากยิ่งขึ้น
เเรงจูงใจ 3.นักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิ ยม นักจิตวิทยา
กลุ่มนี้ ให้ทัศนะในการจูงใจไว้ว่า การจูงใจเกิดจาก
แนวคิดที่สำคัญ พลังผลักดันภายใน หรือ ความต้องการจาก
เกี่ยวกับการจูงใจ ภายในตัวบุคคล เช่น ความต้องการขั้นสูงสุดของ
มาสโลว์ และอธิบายว่า ความต้องกการของบุคคล
เพื่อให้เข้าใจทฤษฎีการจูงใจได้ดียิ่งขึ้น ควรทราบ จะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อไปสู่ เป้ าหมายที่
ถึงแนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ เกี่ยว สูงสุด เพื่อให้ผู้เรียนได้ทุ่มเทความพยายามและ
กับการจูงใจ ดังต่อไปนี้ กำลังความสามารถที่ มีอยู่ทั้ งหมด เพื่อสนองความ
ต้องการขั้นสูง เช่น ความภูมิใจ เป็ นต้น
1.นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิ ยม นักจิตวิทยา
กลุ่มนี้ ให้ทัศนะเกี่ยวกับการจูงใจว่า เครื่องล่อหรือ 4.นักจิตวิทยากลุ่มการเรียนรู้ทางสังคม นัก
สิ่งล่อใจ (Incentive) โดยเฉพาะรางวัลมีความ จิตวิทยากลุ่มนี้ ให้ทัศนะเกี่ยวกับการจูงใจว่า การ
สำ คัญ ใ น ก า ร จู ง ใ จ บุ ค ค ล ใ ห้ มีพ ฤ ติ ก ร ร ม เ กิด ขึ้น จูงใจมีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกับองค์ ประกอบที่
รางวัลที่ ดีจะต้องสามารถดึงดูดใจบุคคลให้อยาก
กระทำ และมีความพึงพอใจในรางวัลที่ ได้รับหลัง สำคัญ 2 ประการคือ ความคาดหวังของบุคคลใน
จากการกระทำเสร็จสิ้นลง นักจิตวิทยากลุ่มนี้ จึงให้
ค ว า ม สำ คัญ ข อ ง ก า ส ร จู ง ใ จ ภ า ย น อ ก ม า ก การทำกิจกรรมให้ประสบผลสำเร็จ กับคุณค่าของ
สิ่งตอบแทนหรือผลกรรมที่ ได้รับหลังจากการกระ
2.นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิ ยม นักจิตวิทยา ทำเสร็จสิ้นลง (คุณค่าของเครื่องล่อใจหรือสิ่งล่อ
กลุ่มนี้ คัดค้านทัศนะของกลุ้มพฤติกรรมนิ ยม โดย ใจ) ทัศนะเกี่ยวกับการจูงใจของนักจิตวิทยากลุ่มนี้
อธิบายว่าพฤติกรรมทั้ งหลายของบุคคลถูกกำหนด เป็ นการบูรณาการระหว่างทัศฯของกลุ่มพฤติกรรม
ขึ้นมาจากความคิดของบุคคลเอง ไม่ใช่เกิดจาก นิ ยมกับกลุ่มปัญญานิ ยมและย้ำว่าจะต้องมีทั้ ง 2
อิทธิพลของรางวัล การลงโทษ หรือผลกรรมใน องค์ ประกอบ จะขาดองค์ ประกอบใดองค์ ประกอบ
อดีตที่ ผ่านมา โดยบุคคลได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้ า
ก่อนการกระทำหรือก่อนการมีพฤติกรรม พร้อมทั้ ง หนึ่ งไม่ได้
ย้ำ ว่า บุ ค ค ล จ ะ ถู ก จู ง ใ จ ใ ห้ เ กิด พ ฤ ติ ก ร ร ม ไ ม่เ ฉ พ า ะ
การถูกกระตุ้นจากสถานการณ์ ที่ มาจากภายนอก
หรือเงื่อนไขทางร่างกาย เช่น ความหิวหรือความ
กระหาย แต่ยังรวมไปถึงการตีความของบุคคลที่ มี
ต่อสถานการณ์ ต่างๆ ที่ เกิดขึ้นด้วย อีกทั้ งมนุษย์
ยังมีความกระตือรือร้น ความอยากรู้อยากเห็น
ฉะนั้ นการที่ บุคคลใดบุคคลหนึ่ งทุ่มเทในการ
ทำงานอย่างเต็มที่ อาจเป็ นเพราะความสนุกสนาน
ในงานที่ ทำ ต้องการความรู้ความเข้าใจและความ
สำเร็จในงานที่ ทำได้ดี นักจิตวิทยากลุ่มนี้ จึงให้
ค ว า ม สำ คัญ ข อ ง ก า ร จู ง ใ จ ภ า ย ใ น ม า ก
ทฤษฎีการจูงใจที่ 3.การจูงใจจะช่วยกระตุ้น และชี้แนะแนวทาง
สำคัญ ๆ ให้ผู้เรียนประพฤติตนในทางที่ ดีงามและ
เหมาะสม เช่น ประพฤติปฏิ บัติตามกฎ
ท ฤ ษ ฎีค ว า ม ต้อ ง ก า ร ต า ม ลำ ดับ ขั้ น ข อ ง ม า ส ระเบียบ วินัย วัฒนธรรม และศีลธรรมอันดี
โลว์(Hierarchy of Needs)
ทฤษฏี การลดแรงขับ (Drive Redu8ction งามของสังคม เป็ นต้น
Theory) 4 . ก า ร จู ง ใ จ จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้เ รีย น ไ ด้ ท ร า บ ร ะ ดับ
ทฤษฎีการตื่นตัว(Arousal Theory) ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง ต น สำ ห รับ กิจ ก ร ร ม ต่า ง ๆ
ทฤษฎีเครื่องล่อ(Incentive Theory) เช่น การสอบแข่งขันความรู้วิชาการ หรือการ
ประกวดงานฝี มือ ทั้ งยังมีโอกาสได้ทราบถึง
ความสำคัญของ ความถนัดและความสามารถของตน อันนำไปสู่
การจูงใจในการ การพิ จารณาในการตัดสินใจเลือกอาชีพใน
เรียนการสอน
อ น า ค ต ด้ ว ย
1 . ก า ร จู ง ใ จ ส า ม า ร ถ ก ร ะ ตุ้น ใ ห้ ผู้เ รีย น เ กิด 5.การจูงใจจะช่วยปลูกฝังเจตคติที่ ดีต่อการ
ความสนใจ ความตั้ งใจ และมีมานะ เรียน การทำงาน หรือ การเข้าร่วมกิจกรรม
พ ย า ย า ม ใ น ก า ร เ รีย น ก า ร เ ข้า ร่ ว ม ท า ง สัง ค ม
กิจ ก ร ร ม ห รือ ก า ร ทำ ง า น ต่า ง ๆ
2 . ก า ร จู ง ใ จ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้เ รีย น ป ร ะ ส บ ค ว า ม 6 . ก า ร จู ง ใ จ จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้เ รีย น ท ร า บ ถึง ค ว า ม
สำเร็จในการเรียน และการทำงานตาม ก้าวหน้ าของตนเอง ซึ่งจะมีส่ วนช่วยบุคคลให้
ความสามารถและความถนัดที่ มีอยู่อย่าง พ ย า ย า ม รัก ษ า แ ล ะ เ พิ่ ม พู น ค ว า ม ส า ม า ร ถ ขึ้น ไ ป
เ ต็ ม ที่
เรื่อยๆ และช่วยให้ทราบถึงข้อบกพร่องต่างๆ
ของตนเอง และป้ องกันไม่ให้มีความผิดพลาด
เกิดขึ้นซ้ำอีก ตลอดจนการแก้ไข้ความผิด
พ ล า ด ใ ห้ ห ม ด ไ ป ด้ ว ย
คใเหพรืู้่ผกอูั้บสสนอรั้นากงคเแรวียรรงนปจูฏดงิับใงัจตนีิ้
1. กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและมีความอยากรู้อยากเห็นเกิดขึ้น โดยใช้ประเด็นปัญหาที่ เกี่ยวข้อง
กับการเรียนที่ เป็ นเรื่องใกล้ตัว ตั้ งคำถาม “ทำไม” ให้ผู้เรียนได้ค้นหาคำตอบให้มากที่ สุด
2. สร้างความเชื่อมั่ นในตนเองให้กับผู้เรียนในความสามารถที่ เขามี เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ความ
สามารถที่ มีอยู่ทั้ งหมด ไปใช้ในการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำได้โดยวิธีต่อไปนี้
2.1 ให้ผู้เรียนได้เรียนหรือได้ทำงานที่ เหมาะสมกับระดับความสามารถ เพื่อให้ผู้เรียนได้พบความสำเร็จ
ในขั้นต้นเสียก่อน เพื่อช่วยให้เขามีความเชื่อมั่ นในตนเองเกิดขึ้น ต่อจากนั้ นค่อยๆเพิ่มระดับความยาก
หรือความสลับซับซ้ อนของงาน หรือสิ่งที่ เรียนขึ้นไปเรื่อยๆ
2.2 แบ่งจุดประสงค์ การเรียนรู้ออกเป็ นช่วงสั้นๆ เพื่อให้ผู้เรียนประสบกับความสำเร็จในการเรียนใน
ช่วงระยะเวลาไม่นานนัก และทำให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความก้าวหน้ าในการเรียนของตนเอง นอกจากนั้ นผู้
สอนต้องสร้างความชัดเจนในจุดประสงค์ ของการเรียนให้กับผู้เรียนด้วย
3. สร้างเจตคติที่ ดีต่อการเรียน และให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของสิ่งที่ เรียน ทั้ งที่ เป็ นประโยชน์ ใน
ปัจจุบัน และเป็ นประโยชน์ ในอนาคต ไม่ใช่การเรียนเพื่อให้ได้เกรด สอบผ่าน หรือเพื่อสำเร็จการศึกษา
เท่านั้ น อาจทำได้โดย
3.1 ทำให้การเรียนสนุกสนาน บางบทเรียนอาจจัดการเรียนการสอนในรูปของเกม ซึ่งผู้เรียนจะได้
ค ว า ม รู้ แ ล ะ ค ว า ม ส นุ ก ส น า น ค ว บ คู่กัน ไ ป ด้ ว ย
3.2 สอนให้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ ในชีวิตจริง และอธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งที่ เรียนใน
ปัจ จุ บัน กับ ชีวิต จ ริง ใ น สัง ค ม
3.3 ใช้เครื่องล่อหรือสิ่งล่อใจที่ เหมาะสม คุ้มค่าเวลาและความพยายามของผู้เรียนโดยใช้เทคนิ ค
ต่างๆ เช่น การให้รางวัล การลงโทษ การแข่งขัน และการทดสอบ
4. ให้ผู้เรียนตระหนักว่าการเรียนหรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม อาจประสบกับปัญหา อุปสรรคหรืออาจ
ล้มเหลวบ้างเป็ นเรื่องงธรรมดา ความล้มเหลวหรือความผิดพลาดไม่ได้เป็ นสิ่งที่ เลวร้ายเสมอไป ถ้ารู้จักใช้
ประโยชน์ ก็จะเป็ นบทเรียนที่ ดี และเปิ ดโอกาสให้ได้เรียนรู้มากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ สำหรับผู้เรียนที่ มีปัญหา
การเรียนในรายวิชาหนึ่ ง ก็ใช่ว่าจะประสบกับความล้มเหลวไปในทุกรายวิชาหรือทุกๆเรื่อง บางรายวิชา
อาจประสบความสำเร็จในระดับสูงได้ นอกจากนั้ นความสามารถในการเรียนรู้ของคนเรา ยังสามารถทีจะ
ป รับ ป รุ ง แ ล ะ พัฒ น า กัน ไ ด้
5. สนองความต้องการเบื้องต้นของผู้เรียน อาจทำได้โดย
5.1 สร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้มีความอบอุ่น ไม่ทำให้ผู้เรียนแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ครูผู้สอนให้
ความสนใจและให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนในห้องเรียนอย่างทั่ วถึง ไม่ว่าผู้เรียนจะมีความสามารถสูงหรือ
ค ว า ม ส า ม า ร ถ ต่ำ
5.2 มอบหมายให้ผู้เรียนทำงานที่ ท้าทายความสามารถ โดยงานนั้ นจะต้องไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป
6. ให้ผู้เรียนได้เห็นตัวแบบที่ ประสบความสำเร็จ โดยใช้ตัวแบบที่ มีความสามารถระดับใกล้เคียงกับผู้เรียน
ตัวแบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นว่า ถ้าเขามีความหมายก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ด้วย
การเเนะเเนว บริการแนะแนว
ความหมายของ 1. บริการสำรวจนักเรียนเป็ นรายบุคคล
การแนะแนว (Individual Inventory Service)
2. บริการสนเทศ (Information Service)
การแนะแนว หมายถึง กระบวนการทางการ 3. บริการให้คำปรึกษา (Counseling Service)
ศึกษาที่ ช่วยให้ บุคคลรู้จัก และเข้าใจตนเอง เป็ นหัวใจของการแนะแนว
และสิ่งแวดล้อม สามารถนำตนเองได้ แก้ปัญหา 4. บริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service)
ได้ด้วยตนเอง และพัฒนาตนเองได้ตาม 5. บริการติดตามผล
ศักยภาพ ปฏิ บัติตนให้เป็ นสมาชิกที่ ดีของสังคม
การแนะแนวไม่ใช่การแนะนำ อาจกล่าวได้ ความสำคัญของ
ว่าการแนะแนวเป็ นการช่วยเหลือ ให้เขา การแนะแนว
ส า ม า ร ถ ช่ ว ย ต น เ อ ง ไ ด้
ประเภทของ ปัจ จุ บัน ก า ร แ น ะ แ น ว ไ ด้ เ ข้า ม า มีบ ท บ า ท ใ น ก า ร
การแนะแนว ศึกษามากยิ่งขึ้น ทั้ งนี้ เนื่องจาก การแนะแนวมี
1. การแนะแนวการศึกษา (Education Guidance) จุดมุ่งหมายและหลักการที่ สอดคล้องหรือเหมือน
2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance) กันกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ การช่วยให้
3. การแนะแนวส่ วนตัวและสังคม (Personal and เยาวชนของชาติเป็ นผู้ที่ คิดเป็ น โดยเน้ นให้ผู้
Social Guidance) เรียนได้รับการส่ งเสริมพัฒนาในทุกๆ ด้าน มุ่ง
ส น อ ง ค ว า ม ต้อ ง ก า ร แ ล ะ ค ว า ม ส น ใ จ ข อ ง ผู้เ รีย น
ดัง จ ะ เ ห็น ไ ด้ จ า ก ห ลัก สู ต ร ร ะ ดับ มัธ ย ม ศึก ษ า ต อ น
ต้นพุทธศักราช 2521 และหลักสูตรมัธยมศึกษา
ตอนปลาย พุทธศักราช 2524 ได้มีกำหนดให้มี
กิจกรรมแนะแนวอย่างน้ อย 1 คาบต่อสัปดาห์
ตั้ งแต่ระดับมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ถึงระดับ
มัธยมศึกษาปี ที่ 6 และยังได้กล่าวไว้หลักเกณฑ์
การใช้หลักสูตรว่า โรงเรียนต้องจัดให้มีบริการ
แนะแนวส่ วนตัว แนะแนวการเรียนและการ
ศึกษาต่อ เพื่อใช่ให้แก้ปัญหาให้นักเรียน
ส า ม า ร ถ เ ล่ า เ รีย น ไ ด้ อ ย่า ง มีป ร ะ สิท ธิผ ล
นอกจากนี้ กิจกรรมแนะแนวที่ จัดขึ้นใน 2.เพื่อแก้ไขปัญหา ( Curation ) นั้ นคือ การ
โรงเรียนมัธยมศึกษานั้ น หลักสูตรยังได้ระบุอีก แ น ะ แ น ว มุ่ง จ ะ ใ ห้ ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ นัก เ รีย น ใ น ก า ร
ว่ากิจกรรมแนะแนวที่ จัดขึ้นนี้ จะต้องครอบคลุม แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ เกิดขึ้นกับตน เพราะถ้าปล่อย
ทั้ ง 3 ด้าน ของการแนะแนว คือ การแนะแนว ใ ห้ นัก เ รีย น ป ร ะ ส บ ปัญ ห า โ ด ย ไ ม่ใ ห้ ค ว า ม ช่ ว ย
การศึกษาการแนะแนวอาชีพ การแนะแนว เหลือแล้ว นักเรียนย่อมจะไม่สามารถดำรงตนอยู่
บุคลิกภาพและการปรับตน โดยเฉพาะด้าน ในสังคมอย่างปรกติสุขได้ และในบางครั้งอาจจะ
ป ร ะ พ ฤ ติ มีการปรับตัวที่ ผิดๆ ทำให้เกิดปัญหาเพิ่มมากยิ่ง
การที่ วิชาการแนะแนวหรือปัจจุบันนี้ นิ ยมเรียก ขึ้น
ว่า จิตวิทยาการแนะแนวเข้ามามีบทบาทในการ 3.เพื่อส่ งเสริมพัฒนา ( Development ) นั่ นคือ
ศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา การแนะแนวมุ่งจะให้การส่ งเสริมนักเรียนทุกคน
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ก็ ใ ห้ เ กิด ค ว า ม เ จ ริญ ง อ ก ง า ม มีพัฒ น า ก า ร ใ น ด้ า น
เนื่องจากเยาวชนเป็ นผู้ที่ มีความสำคัญต่อ ต่างๆ อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนจะ
ประเทศชาติ เพราะจะเป็ นผู้ใหญ่ในอนาคต ซึ่ง ได้รับการส่ งเสริมและแสดงความสามารถในด้าน
จะต้องรับผิดชอบประเทศชาติต่อไป จึงสมควร ต่างๆ ของตนออกมาอย่างเต็มที่ โดยไม่มีสิ่งใด
ได้รับการส่งเสริมพัฒนาทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็ น มาเป็ นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้ าและ
ทางด้านร่างกายสติปัญญา อารมณ์ สังคมและ พัฒ น า ก า ร ข อ ง นัก เ รีย น
จิตใจ เพื่อช่วยให้เยาวชนเหล่านั้ นสามารถปรับ
ตัวอยู่ในสักคมที่ มีความก้าวหน้ าทางเทคโนโลยี 2.ความมุ่งหมายเฉพาะ หมายถึง ความมุ่งหมาย
อยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีความสุข และเป็ น ของการแนะแนวที่ สถานศึกษาซึ่งจัดให้มีการ
บุคคลที่ มีคุณสมบัติเป็ นที่ พึงประสงค์ ของ บริการแนะแนวเป็ นผู้กำหนดขึ้นมา เพื่อให้
ป ร ะ เ ท ศ ช า ติ สอดคล้องกับปรัชญา เป้ าหมายหลักสูตร และ
สภาพสังคมของสถานศึกษานั้ นๆ แต่อย่างไร
ความมุ่งหมายของ ก็ต า ม ค ว า ม มุ่ง ห ม า ย เ ฉ พ า ะ ข อ ง ก า ร แ น ะ แ น ว สำ
การแนะแนว ห ลับ ส ถ า น ศึก ษ า แ ต่ล ะ แ ห่ ง จ ะ ค ล้ า ย ค ลึ ง กัน ไ ม่
แตกต่างกันมากนัก เช่น
1. ความมุ่งหมายทั่ วไป หมายถึง ความมุ่งหมาย 1. เพื่อช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้รู้จักตนเอง
ของการแนะแนวโดยส่านรวมนั่ นคือ การ อย่างถ่องแท้ ( Self-Understanding ) คือการ
แนะแนวไม่ว่าจะจัด ณ สถานที่ ใดก็ตามย่อมจะ ช่วยให้นักเรียนรู้ถึงความต้องการ ความคิด
มีความมุ่งหมายทั่ วไปเหมือนกัน หรืออาจจะ ความสามารถ ความถนัด และข้อจำจัดต่างๆ ของ
เรียกอีกอย่างหนึ่ งว่าหน้ าที่ ของการแนะแนว ตน อันจะเป็ นประโยชน์ ต่อการตัดสินใจเลือก
ก็ได้ ซึ่งมี 3 ประการด้วยกัน แนวทางการศึกษา อาชีพ การดำเนิ นชีวิตของ
1.เพื่อป้ องกันปัญหา ( Prevention ) นั้ นคือ
การแนะแนวมุ่งป้ องกันไม่ให้นักเรียนเกิด นัก เ รีย น
ปัญหาหรือความยุ่งยากในการดำเนิ นชีวิตของ
ตนเพราะปัญหาและความยุ่งยากต่างๆ นั้ น 2. เพื่อช่วยให้นักเรียนรู้จักปรับตัว ( Self-
สามารถป้ องกันได้และการปล่อยให้นักเรียน Adjustment ) ให้เหมาะสมกับตนเองและสภาพ
เ กิน ปัญ ห า ขึ้น ม า แ ล้ ว ค่อ ย ต า ม แ ก่ ไ ข ช่ ว ย เ ห ลื อ แวดล้อมคือ การช่วยให้นักเรียนรู้จักวิธีปฏิ บัติตน
ภายหลังนั้ นทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน ใน เพื่อที่ จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม
บ า ง ก ร ณีอ า จ จ ะ แ ไ ข ไ ม่ไ ด้ อีก ด้ ว ย และเป็ นสุข
การให้คำปรึกษา ลักษณะเฉพาะของการ
ให้การปรึกษา
ความหมายของ
การให้การ 1) เป็ นการให้ความช่วยเหลือในปัญหาทีเกิดจากจิตใจ
อารมณ์ และสังคม รวมถึงความเชือ ค่านิ ยม และ
ปรึกษา วัฒนธรรม ดังนันจะเน้ นการแก้ปัญหาโดย ให้ความ
สําคัญในเรืองอารมณ์ ความร้สึกทีจะเป็ นตัวสืบค้นต่อไป
การให้การปรึกษา เป็ นกระบวนการที่ อาศัย ถึงปัญหาพฤติกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้
เหมาะสม
สัม พัน ธ ภ า พ ที ดีร ะ ห ว่า ง ผ้ใ ห้ ก า ร ป รึก ษ า แ ล ะ 2) เน้ นสัมพันธภาพทีดีระหว่างผ้ให้การปรึกษาและผู้รับ
ผู้รับ การปรึกษา ซึ่งผู้ให้การปรึกษาใช้ การปรึกษาให้เกิดความไว้วางใจ ผ่อนคลาย กล้าเปิ ด
ทักษะต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและเอืออํานวย เผยตนเอง ยอมรับรู้ทําความเข้าใจและแก้ไขปัญหาของ
ให้ผู้รับการปรึกษาสํารวจ และทําความ ตนเอง
เข้าใจปัญหา สาเหตุ ของปัญหา และ ความ 3) เน้ นการสือสารสองทาง เป็ นการสร้างความเข้าใจให้
ต้องการของตน ตลอดจนสามารถหาวิธี ตรงกันระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษา โดย
แก้ไขปัญหาเหล่านั้ นด้วยตนเอง สื่อ ด้ ว ย คํ า พู ด แ ล ะ ห รือ อ า กัป กิริย า
4) เป็ นกระบวนการทีพูดคุยกันอย่างมีเป้ าหมาย มีขัน
ตอน และมีการใช้ทักษะเฉพาะที่ เหมาะสมขึนอยู่กับ
โอกาส จังหวะ และสถานการณ์ ทีผู้ให้การปรึกษาจะ
เ ลื อ ก ใ ช้
5) เน้ นความรู้สึกนึ กคิด ปัญหา และความต้องการ รวม
ไปถึง การรับรู้ปัญหา การตัดสินใจเลือก และการแก้ไข
ปัญหาตั้ งอยู่บนศักยภาพของผู้รับการปรึกษา
6) เน้ นการแก้ปัญหาในปัจจุบัน คือ การแสดงออกถึง
ความรู้สึกนึ กคิด ความเชื่อ ท่าที และคําพูดที่ ปรากฏใน
ขณะนั้ น เพื่อผู้รับการปรึกษาจะได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหา
ไ ด้
7) ไม่มีคําตอบสําเร็จรูปหรือตายตัว ที่ ผู้ให้การปรึกษา
เตรียมไว้ล่วงหน้ า เนื่องจากเป็ นการสื่อสารระหว่างผู้
ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษา คําตอบขึ้นอยู่กับ
ความต้องการ การตัดสินใจเลือก และศักยภาพของผู้
รับ ก า ร ป รึก ษ า
8) การให้การปรึกษาไม่ใช่การแนะแนว สังสอน ปลอบ
ใจ หรือตัดสินถูกผิด แต่ละคนย่อมมีเหตุผลของตนเอง
ในการที่ จะกระทําหรือไม่กระทําสิงใด ๆ แต่การให้การ
ปรึกษาเป็ นการช่วยให้ผู้รับการปรึกษามีแนวทางแก้ไข
ปัญหา สามารถพิ จารณาทางเลือกได้มากขึ้นและตัดสิน
ใ จ ง่า ย ขึ้น
วัตถุประสงค์ ข้อควรระวังในการ
ของการให้การ ให้การปรึกษา
ปรึกษา ผ้ให้การปรึกษาต้องเตรียมพร้อม รับฟังปัญหาได้
มีอารมณ์ มันคง อย่า ู เผลอตัดสินใจให้ ใส่ใจ ให้
การให้การศึกษาเป็ นกระบวนการที ช่วยให้ กํ า ลัง ใ จ แ ล ะ พึ ง รัก ษ า สัม พัน ธ ภ า พ ที ดีไ ว้
ผู้รับ ก า ร ป รึก ษ า ส า ม า ร ถ รับ ผิด ช อ บ ต่อ บางเรืองมีความจําเป็ นต้องส่ งต่อผ้เชียวชาญ
ตนเองได้ ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ หรือ หน่ วยงานทีเกียวข้อง
1.เข้าใจตนเองและเข้าใจปัญหาของตน ซึ ง
จ ะ ก่ อ ใ ห้ เ กิด ค ว า ม ต ร ะ ห นัก แ ล ะ มีแ ร ง จู ง ใ จ กระบวนการในการ
ใน การแก้ปัญหา ให้การปรึกษา
2 . มีค ว า ม รู้ แ ล ะ ทัก ษ ะ ใ น ก า ร แ ก้ปัญ ห า แ ล ะ
ตัด สิน ใ จ ไ ด้ ด้ ว ย ต น เ อ ง อ ย่า ง เ ห ม า ะ ส ม กับ 1) สร้างสัมพันธภาพและตกลงบริการ
ตน 2) สํารวจปัญหา,เข้าใจปัญหาและสาเหตุ
3.ปรับเปลียนพฤติกรรมในทางที เหมาะสม ค ว า ม ต้อ ง ก า ร
โดยใช้ศักยภาพของตนในการเลือก และ 3) วางแผนการแก้ไขปัญหา
ค้นหาวิธีการที เหมาะสม 4) ยุติบริการ
องค์ประกอบของการ
ให้การปรึกษา
คุ ณ ส ม บัติ ข อ ง ผ้ใ ห้ ก า ร ป รึก ษ า ( c o u n s e l o r )
ผู้รับ ก า ร ป รึก ษ า ( c o u n s e l e e / c l i e n t )
ทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร(ฟัง ทวนความ
สะท้อน ฯลฯ)
ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ ห้ ก า ร ป รึก ษ า ต า ม ขัน ต อ น
ต่า ง ๆ
น โ ย บ า ย ข อ ง แ ต่ล ะ ส ถ า น ป ร ะ ก อ บ ก า ร /
แต่ละหน่ วยงาน
การศึกษาเป็น (4) เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเองใน
ทุก ๆ ด้าน ได้อย่างชัดแจ้ง
รายกรณี (5) เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจนักเรียนในความ
ปกครองของตน ได้ดีขึ้นและสามารถที่ จะให้ความ
ความหมาย ร่วมมือแก่ทางโรงเรียนแก้ไขปัญหาที่ จะเกิดขึ้นกับ
ของการศึกษา บุ ต ร ห ล า น ข อ ง ต น ไ ด้ ด้ ว ย ดี
(6) เพื่อใช้ในการวิจัย โดยศึกษาสาเหตุของ
รายกรณี พฤติกรรมทั้ งในอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนาย
การศึกษารายกรณี หมายถึง กระบวนการศึกษา พฤติกรรมที่ จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจเป็ น
รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ ง หรือ
หลายคนเป็ นระยะเวลาต่อเนื่องกันไปในระยะ พฤติกรรมที่ เป็ นปัญหาหรือไม่เป็ นปัญหาก็ได้
เวลาหนึ่ งโดยใช้เครื่องมือ เทคนิ ค หรือวิธีการ (7) เพื่อการติดตามผลของการใช้เครื่องมือ
ต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูล เทคนิ คหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะเป็ นแนวทางในการ
แล้วนำข้อมูลเหล่านั้ นมาวิเคราะห์ เพื่อทำความ ป รับ ป รุ ง แ ก้ไ ข ไ ด้ ใ น โ อ ก า ส ต่อ ไ ป
เข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา สาเหตุของพฤติกรรม
ตลอดจนข้อเสนอแนะที่ เป็ นแนวทางการให้
ความช่วยเหลือกรณีที่ ผู้ศึกษากำลังประสบ
ปัญ ห า
วัตถุประสงค์
ของการศึกษา การเก็บรวบรวม
ข้อมูลโดยใช้การ
รายกรณี ศึกษาเป็นรายกรณี
เป็ นการศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียนเป็ น
(1) เพื่อทำความเข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดลึกซึ้ง
เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ แสดงออกมา สาเหตุของ รายบุคคล โดยมรจุดมุ่งหมาย 3 ประการ
พ ฤ ติ ก ร ร ม ซึ่ ง อ า จ จ ะ มีผ ล ม า จ า ก ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ต่า ง 1. การส่งเสริมพฤติกรรมที่ มีลักษณ์ เชิงบวก
ๆ ทั้ งในอดีตหรือที่ เกิดขึ้นในปัจจุบัน ใ น ตัว บุ ค ค ล ใ ห้ พัฒ น า ง อ ก ง า ม ยิ่ง ขึ้น
(2) เพื่อการวินิ จฉัยในอันจะเป็ นประโยชน์ ต่อการ 2. ป้ องกันมิให้เกิดพฤติกรรมในเชิงลบเกิด
ช่วยเหลือนักเรียนทั้ งทางด้านการป้ องกันปัญหาที่ ขึ้น ใ น ตัว บุ ค ค ล
อาจจะเกิดขึ้น การหาทางแก้ไขปัญหาที่ กำลังจะเกิด
ขึ้น แ ล ะ ก า ร ช่ ว ย ส่ ง เ ส ริม แ ล ะ พัฒ น า ค ว า ม ส า ม า ร ถ ต่า ง 3. การแก้ไขหรือลบพฤติกรรมที่ ไม่พึง
ๆ ให้แก่นักเรียน ป ร า ร ถ น า ใ น ตัว บุ ค ค ล
(3) เพื่อสืบค้นหานักเรียนที่ มีลักษณะพิ เศษบาง
ประการ เพื่อที่ ทางโรงเรียนจะได้ให้การส่งเสริม
พัฒ น า ไ ด้ อ ย่า ง เ ห ม า ะ ส ม
(2) รวบรวมข้อมูลเป็ นการค้นหารายละเอียดข้อเท็จ
จริงต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผู้ถูกศึกษาโดยพยายาม
รวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่ สุดเท่าที่ จะทำได้ เพื่อนำไป
วิเคราะห์ และวินิ จฉัยต่อไป ข้อมูลที่ รวบรวมนั้ นควรได้
ม า จ า ก ตัว นัก เ รีย น เ อ ง ห รือ ผู้เ กี่ย ว ข้อ ง กับ นัก เ รีย น
เช่น บิดามารดา หรือผู้ปกครอง ญาติพี่ น้ อง เพื่อน
สนิ ท ครูประจำชั้ น ครูประจำวิชา เป็ นต้น โดยใช้
เครื่องมือ เทคนิ คหรือวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต
การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การเยี่ยมบ้าน
สังคมมิติและแบบทดสอบชนิ ดต่าง ๆ เป็ นต้น
(3) วิเคราะห์ ข้อมูล (Analysis) เป็ นการแยกแยะให้
การคัดเลือก เ ห็น ร า ย ล ะ เ อีย ด ข อ ง ข้อ มู ล แ ล ะ ส ภ า พ ข อ ง ข้อ เ ท็ จ จ ริง
นักเรียนเพื่อทำการ ต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้น
ศึกษารายกรณี (4) วินิ จฉัยข้อมูล (Diagnosis) เป็ นการนำผลจาก
การวิเคราะห์ ข้อมูลมาพิ จารณาหาสาเหตุของ
(1) นักเรียนที่ กำลังประสบปัญหาและต้องการ พฤติกรรมที่ เป็ นปัญหาหรือพฤติกรรมในทางบวกโดย
ใช้หลักทฤษฎีทางจิตวิทยามาเป็ นพื้นฐานประกอบการ
ความช่วยเหลือพิ เศษหรืออย่างรีบด่วน เช่น พิ จารณา การสรุปผลจากการวินิ จฉัยในขั้นนี้ อาจจะยัง
(1.1) ปัญหาด้านการเรียน
(1.2) ปัญหาทางด้านอารมณ์ ไม่ได้ข้อยุติ แต่ก็เป็ นแนวทางที่ จะนำไปประกอบการ
สังเคราะห์ ข้อเท็จจริงในขั้นต่อไป
(1.3) ปัญหาทางด้านความประพฤติ บุคลิกภาพ
แ ล ะ ด้ า น สัง ค ม (5) การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็ นการศึกษาหาข้อ
(2) นักเรียนที่ มีความสามารถเฉพาะตัวสูง เท็จจริงเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลที่ ได้
หรือมีความสามารถพิ เศษอย่างใดอย่างหนึ่ ง มารวมกับข้อมูลเดิมที่ มีอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษา
เกิดความมั่ นใจในการวิเคราะห์ และวินิ จฉัยได้ตรง
ป ร ะ เ ด็ น ม า ก ยิ่ง ขึ้น
ลำดับขั้นของการ (6) การให้ความช่วยเหลือ (Treatment) เป็ นการคิด
ทำการศึกษารายกรณี หาวิธีการต่าง ๆ ที่ จะนำมาใช้ให้ความช่วยเหลือและ
แนะแนวทางในการแก้ปัญหา ตลอดจนช่วยให้
(1) คัดเลือกนักเรียนที่ จะทำการศึกษาโดย นัก เ รีย น ส า ม า ร ถ เ ข้า ใ จ ต น เ อ ง ไ ด้ อ ย่า ง ถู ก ต้อ ง แ ล ะ
ทำ ค ว า ม เ ข้า ใ จ ถึง พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง นัก เ รีย น แ ต่ล ะ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
คนว่าใครประสบปัญหาด้านใดบ้าง เช่น ปัญหา
การเรียน ปัญหาด้านความประพฤติ ปัญหาด้าน (7) การติดตามผล (Follow-Up) เป็ นการศึกษาถึงวิธี
อารมณ์ และสังคม เป็ นต้น หรือเป็ นนักเรียนที่ มี การต่าง ๆ ที่ ได้ให้ความช่วยเหลือแล้วนั้ นว่าได้ผล
ความสามารถพิ เศษเป็ นที่ สนใจของคนส่วนใหญ่ ประการใด มีความเหมาะสมมากน้ อยเพียงใดมีสิ่งที่
ในโรงเรียน ผลการเรียนดีเป็ นเยี่ยมเป็ นนักกีฬา ค ว ร ต้อ ง ป รับ ป รุ ง แ ก้ไ ข ห รือ เ พิ่ ม เ ติ ม อ ะ ไ ร บ้า ง
ยอดเยี่ยม มีความสามารถสูงทางศิลปะ เป็ นต้น
การสร้างเเรง มนุษย์ ส่วนใหญ่ที่ ใช้พฤติกรรมทางอารมณ์ นำ
หน้ าสติปัญญาหรือยังไม่อาจเข้าถึงการใช้
บันดาลใจ ปัญญาญาณได้ จะมีโอกาสรู้จักกับอำนาจแห่ง
แรงบันดาลใจของตนเองน้ อยมาก ส่วนใหญ่
ความหมายของ มัก จ ะ เ กิด ขึ้น เ อ ง โ ด ย มิ ไ ด้ จ ง ใ จ เ จ ต น า เ สีย
เเรงบันดาลใจ มากกว่ามนุษย์ จึงไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจคืออำนาจ
ภายในตนเองที่ ยอดเยี่ยมอีกชนิ ดหนึ่ ง ซึ่ง
แรงบันดาลใจ (Inspiration) หมายถึง
พลังอำนาจในตนเองชนิ ดหนึ่ ง ที่ ใช้ในการ เสริมอำนาจการเป็ นผู้นำของตนได้เป็ นอย่างดี
ขับเคลื่อนการคิดและ การกระทำใด ๆ ที่ พึง เพราะได้แต่ตกเป็ นทาสของสิ่งแวดล้อม ตก
ประสงค์ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตาม เป็ นทาสของสิ่งเร้า และตกเป็ นทาสของ
ต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งจูงใจ เงื่อนไขที่ ผู้อื่นจัดวางเอาไว้ตลอดเวลา จนต้อง
ภายนอกก่อให้เกิด แรงจูงใจขึ้นภายใน อยู่ในสภาพของผู้ที่ ไม่มีอำนาจในตนเอง เพราะ
จิตใจเสียก่อน เพื่อที่ จะกระตุ้นให้เกิดการ ไม่อาจควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกนึ กคิดและ
คิดและการกระทำในสิ่งที่ พึงประสงค์ เหมือน ความต้องการที่ แท้จริงของตนเองได้ อำนาจ
เช่นปกติวิสัยของมนุษย์ ส่วนใหญ่ ไม่ว่าสิ่งที่ ทางการคิดและการกระทำใด ๆ ในชีวิต ล้วนถูก
ตนกระทำนั้ นจะยากสักเพียงใด ตนก็พร้อม จูงใจด้วยสิ่งเร้าแทบทั้ งสิ้น
ที่ จะฝ่ าฟันอุปสรรคทั้ งหลายสู่ความสำเร็จที่ การแสดงบทบาทใดในชีวิต จึงเป็ นไปตาม
ต้องการให้จงได้ แม้จะต้องเสียสละบาง
สิ่งของตนเองไปบ้าง ก็พร้อมที่ จะเสียสละ อำนาจของสิ่งเร้าภายนอกที่ กระตุ้นให้เกิดแรง
ได้เสมอ ถ้าจะช่วยนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ จูงใจภายใน ไม่ใช่เกิดจากอำนาจการปลุกเร้า
ต้องการนั้ นได้จริง ๆ ต น เ อ ง ด้ ว ย แ ร ง บัน ด า ล ใ จ ภ า ย ใ น เ ล ย
ด้วยเหตุนี้ จึงพอจะบ่งชี้ให้เห็นความแตกต่าง
ของที่ มาของคำสองคำได้อย่างชัดเจน ระหว่าง
คำว่า “แรงจูงใจ”กับคำว่า “แรงบันดาลใจ”
โดยด้านของแรงจูงใจก็คืออำนาจ รับรู้สิ่งเร้าที่
เป็ นเงื่อนไข อารมณ์ ที่ เกิดขึ้นนั้ นจะเป็ นตัว
บงการให้เกิดพฤติกรรมภายนอกต่อไป ส่วน
ด้านของแรงบันดาลใจ ก็คืออำนาจอันเกิดจาก
จิตวิญญาณซึ่งเป็ นแก่นแท้ของตนเอง โดยใช้
เงื่อนไขภายในจิตใจของตนด้วยตัวเอง ซึ่ง
เรียกว่า “การสำนึ กรู้”
วิธีสร้างเเรงบันดาลใจ นำพลังงานสู่ห้องเรียน ห้องเรียนที่ รู้สึกเหนื่อย
ให้นักเรียน อาจจะไม่มีแรงบันดาลใจมากนัก ดำเนิ นการเพื่อ
ให้แน่ ใจว่าห้องเรียนของคุณมีพลัง เริ่มต้นด้วย
อาจารย์ มีงานมากมาย หน้ าที่ ที่ สำคัญที่ สุดสอง ก า ร เ พิ่ ม ค ว า ม ก ร ะ ตื อ รือ ร้ น ข อ ง คุ ณ เ อ ง
ประการคือให้ความรู้และให้กำลังใจ ครูที่ ดีที่ สุด -พยายามอย่ามาเข้าคลาสให้เหนื่อย ตื่น แต่เช้า
มักจะมีสิ่งหนึ่ งที่ เหมือนกัน นักเรียนมักพูดว่า เพื่อให้คุณตื่นเต็มที่ ตามเวลาเรียน
ครูที่ ดีที่ สุดของพวกเขาคือคนที่ สร้างแรง - ห า ก นัก เ รีย น ข อ ง คุ ณ ดู เ ซื่ อ ง ซึ ม ล อ ง ใ ห้พ ว ก เ ข า
บันดาลใจให้พวกเขา มีหลายวิธีในการสร้าง ลุกขึ้นและเคลื่อนไหวไปมา แม้แต่การยืดกล้าม
แรงบันดาลใจให้กับนักเรียนของคุณ คุณ เ นื้ อ อ ย่า ง ร ว ด เ ร็ว ก็ส า ม า ร ถ ป ลุ ก ผู้ค น ใ ห้ ตื่น ไ ด้
สามารถค้นหาวิธีการมากมายที่ จะทำให้
ห้องเรียนของคุณน่ าตื่นเต้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รวมเกม นักเรียนอาจรู้สึกมีแรงบันดาลใจมากขึ้น
คุ ณ ยัง ส า ม า ร ถ ก ร ะ ตุ้น นัก เ รีย น ใ ห้ ทำ เ ต็ ม ที่ หากพวกเขามีความสนุกสนาน ลองจัดบทเรียน
สุดท้ายนี้ คุณสามารถช่วยให้นักเรียนของคุณได้ ของคุณรอบ ๆ เกม คุณสามารถปรับกลยุทธ์ นี้
รับแรงบันดาลใจจากแบบอย่างที่ ยอดเยี่ยมรวม สำ ห รับ ทุ ก ร ะ ดับ อ า ยุ
ถึง ตัว คุ ณ เ อ ง ด้ ว ย ! -สำหรับเด็กประถมคุณสามารถดัดแปลงเกมทั่ วไป
Simon Says นักเรียนจะก้าวไปข้างหน้ าได้ก็ต่อ
เมื่อ-พวกเขาสามารถตอบคำถามคณิตศาสตร์ ได้
อย่างถูกต้องเท่านั้ น
-ลองใช้เวอร์ ชันอันตรายสำหรับนักเรียนมัธยม
หรือนักศึกษา เกมตอบคำถามนี้ เป็ นวิธีที่ ดีในการ
ตรวจสอบการสอบ
-อย่ารู้สึกว่าทุกอย่างต้องเป็ นเกม สามารถใช้เป็ น
ค รั้ ง ค ร า ว เ พื่ อ แ ท ร ก พ ลัง ง า น บ า ง อ ย่า ง ใ น
ห้ อ ง เ รีย น ข อ ง คุ ณ
ให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ละชั้ นเรียนจะมี
นักเรียนไม่กี่คนที่ ไม่เต็มใจที่ จะเข้าร่วม อย่างไร
ก็ต า ม สิ่ง สำ คัญ คือ ต้อ ง ทำ ใ ห้ นัก เ รีย น แ ต่ล ะ ค น
รู้สึกมีส่วนร่วมในบทเรียนอย่างจริงจัง พยายาม
ให้นักเรียนส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทั้ งหมด) มีส่วน
ร่ ว ม ใ น กิจ ก ร ร ม
- นัก เ รีย น บ า ง ค น อ า จ ไ ม่ช อ บ เ ข้า ร่ ว ม ก า ร ส น ท น า
กลุ่ม คุณอาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้
น่ าสนใจยิ่งขึ้น
-ลองปัดเบา ๆ . กำหนดระยะเวลา (30 วินาที)
สำหรับคำถามแต่ละข้อ ทำให้มันดูสนุกและน่ าตื่น
เต้นที่ จะตะโกนคำตอบที่ ถูกต้อง
- ส อ ง วิธีใ น ก า ร ทำ ใ ห้นัก เ รีย น มีส่ ว น ร่ ว ม ม า ก ขึ้น คือ
ก า ร ทำ ง า น ก ลุ่ ม แ ล ะ ใ ห้ พ ว ก เ ข า เ ต รีย ม บ า ง อ ย่า ง
เป็ นรายบุคคลเพื่อแบ่งปันกับชั้ นเรียน
ขอขอบคุณ
อาจารย์เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
ผู้สอนประจำรายวิชา