The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้หน่วยที่ 3 เรื่อง 3.3 ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supawita Yookong, 2021-06-26 11:18:23

ใบความรู้หน่วยที่ 3 เรื่อง 3.3 ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์

ใบความรู้หน่วยที่ 3 เรื่อง 3.3 ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์

รูปแบบ
เครอื่ งประดบั อญั มณี

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

- 3.3 ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ยคุ ประวตั ศิ าสตร ์

ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/566327721866898817/

2564

แผนกวชิ าเครอื่ งประดบั อญั มณี วทิ ยาลยั เทคนิคจนั ทบรุ ี
สถานบนั การอาชวี ศกึ ษาภาคตะวนั ออก

เรยี บเรยี งโดย : นางสาวสุภาวติ า อยู่คง

0

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครือ่ งประดับยุคประวัติศาสตร์

เป็นยุคสมัยที่มีปีคริสตศักราชที่ชัดเจน หลังจากที่สังคมช่วงปีก่อนคริสตศักราชจะสิ้นสุดลง ผู้คนต่างได้สร้าง
อาณาจักรที่มีความเข้มแข็งของตนเองให้มากยิ่งขึ้น และพยายามค้นหาสิ่งที่ตนเองยึดถือหรือเพื่อสร้างความเชือ่ มั่นให้กับ
ตนเอง สังคมจึงได้ซึมเข้าสู่การนับถือศาสนา และได้พยายามขยายการนับถือของตนเองออกไปยังกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งแล้วแต่
เหตุผลหรือความหมายแฝงใดๆ ก็ตาม ส่วนใหญ่แฝงด้วยความหมายของการเมือง อำนาจ หรือการควบคุม เป็นต้น ทั้งนี้
เพื่อประสิทธิผลของกลุ่มชนที่มีอิทธิพลต่ออีกกลุ่มชนหนึ่ง จึงเป็นช่วงที่สังคมหรือกลุ่มชนต่างๆ ล้วนตั้งมั่นในความอิสระ
ของตนเองอย่างเต็มท่ี และมีการตอ่ สู่เพอ่ื ตนเองหลายรปู แบบ ช่วงน้ีสังคมจงึ มคี วามตึงเครียด ผู้คนตอ้ งด้ินรน ทัง้ การทำมา
หากนิ เพ่อื ครอบครวั ตนเองและเพื่อความอยรู่ อดในอสิ รภาพของตนเอง

ดังนั้นรูปแบบการออกแบบเครื่องประดับในช่วงนี้จึงมีภาวะที่มีความอิสระน้อย และถูกควบคุมรูปแบบอยู่ มาก
ผ้คู นตา่ งต่อส่เู พ่อื ตนเองมากกวา่ จะเห็นความสวยงามของเคร่ืองประดบั อยา่ งเช่นเคย

3.3.1 ศลิ ปะเครอ่ื งประดับช่วงยุคกลาง
เมื่อศาสนามีอิทธิพลอันยาวนาน ทำให้เครื่องประดับเกิดขึ้นเป็นจำนวนน้อย และผู้ที่เป็นช่างทองหรือนักทำ

เครื่องประดับคือ บาทหลวง หรือพระในศาสนาคริสต์ ทำให้รูปแบบของเครื่องประดับมีลักษณะของไม้กางเขนและ
เรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า และอยู่ในโบสถ์เป็นส่วนมาก บาทหลวงหรือพระเป็นผู้กำหนดเครื่องประดับเรื่อยมาเป็น
ระยะเวลาอันยาวนาน จึงเรียกในชว่ งนี้ว่า ยุคกลาง หรือ ยุคมดื

ศิลปะเครอื่ งประดับชว่ งยคุ กลางอยใู่ นชว่ งปี ค.ศ.600 ถงึ 1400 ชว่ งยุคกลางมกี ารแต่งกายท่ีเรียบๆ มีเข็มกลัด
ตดิ อยู่บรเิ วณคอเท่าน้ัน มีหวั เขม็ ขดั มีแหวน ส่วนวัสดุที่ใช้มีงาช้าง
นิล ปะการัง ไม้ หิน อัญมณี และโลหะมีค่า เพื่อทำเป็นลูกประคำ
เพื่อใช้ในการสวดมนต์ในพิธี ส่วนสร้อยคอและการตกแต่งสิ่งของ
นำมาทำเปน็ เคร่ืองรางตามความเชื่อที่อยู่เหนือธรรมชาติ หินท่ีใช่ก็
จะต้องมีพลังในการป้องกัน ตัวอย่างเช่น แอมิทิสจึงเป็นหินเพ่ือ
ป้องกันอาการเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ปะการังเป็นสัญลักษณ์
ของหัวใจ และมรดกเพื่อป้องกันโรคลมบ้าหมู คริสตัลเป็น
สัญลักษณ์แหง่ ความบรสิ ุทธ์ิ เป็นตน้

ภาพที่ 3.3.1-1 Germanic fibulae, early 5th century
ทมี่ า: https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_jewelry

ภาพท่ี 3.3.1-2 Gold belt end and buckle, c. 600, Avar version
of Byzantine style
ท่ีมา: https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_jewelry

1

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

เครื่องประดับประเภทร้อยในยุคกลางนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางศาสนา มีการสวมใส่กันในหมู่ คริสเตียน
วัตถุดิบส่วนใหญ่นิยมมาจากประเทศรสั เซีย เมื่อศาสนาเป็นหัวใจสำคัญของสงั คมในยุคกลางนี้ เครื่องประดับประเภทรอ้ ย
ท่มี ีความโดดเดน่ เครอื่ งประดับท่ีเป็นเครือ่ งรางหรอื สร้อยลูกประคำ

เครื่องประดับที่เป็นเครื่องราง หรือสร้อยลูกประคำ หมายถึงการใช้นิ้วมือในการสัมผัส และอีกส่วนเพื่อการ
สวดมนต์ รูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปมัดด้วยหนังที่เย็บไว้เป็นปมเล็กๆ นอกจากนี้ยังมีแหวนกระดูกที่ทำจากปลาด้วย
ต้นแบบของเครอ่ื งประดับกลุ่มน้ีคือ กลุ่มฮินดูนอกจากนย้ี ังพบในกลมุ่ ชาวพทุ ธ ธเิ บต จีน และญป่ี ุ่น โดยการรอ้ ยเมลด็ 108

เม็ด หมายถึงความเจริญของพุทธศาสนา
กฎระเบียบและความยินดี ชาว คริสเตียนรู้จักคร้ัง
แรกมาจากอาหรับเนื่องจากชาวมุสลิมได้เข้ามาบุก
รุกในสเปนในศตวรรษท่ีแปด เกดิ สญั ลกั ษณ์ดอกไม้
หรือดอกกุหลาบ และสวน ฮินดูชื่อ japamala คือ
การทอ่ งพึมพำ เป็นรปู กลบี ดอกไมม้ ว้ น

ภาพที่ 3.3.1-3 Japamala the Power of Chanting
ท่ีมา: https://www.rudralife.com/blog/new-
posts/details/148/Japamala-the-Power-of-Chanting

ศาสนาพุทธ มีพระสงค์และผู้นับถือศาสนา ชาวโรมันคาร์ธอลิก มีคุณพ่อ ลูกชาย และพระเจ้าโฮลี่ ลูกปัดของ
ชาวพุทธและฮินดูมี 108 เม็ด มุสลิม 99 เม็ด และชาวโรมันคาร์ธอลิกมี 150 เม็ด ความสำคัญอยู่ที่การจัด วัสดุจึงเป็นส่ิง
สำคัญที่ทำให้เกิดพลังในความเชื่อของภูตผี วิญญาณ ดังนั้นวัสดุจึงได้แก่ อาเกต เพื่อการศาสนาและเพื่อในการป้องกัน
ปะการังแสดงถงึ เลอื ดและดวงวญิ ญาณ

การสวดมนต์มีลักษณะเป็นวรจร ลูกปัดจึงเป็นทรงกลม ขนาดของวงจรจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กรู้ได้จากการ
เริ่มต้นและสิน้ สุดของการสวดมนต์ พระเจ้าคือศูนยก์ ลางของทุกสิ่ง การสวดมนต์จึงจำเป็นต้องมีคำพูด การเคลื่อนย้ายนว้ิ
มือและการใช้หูฟังของชาวตะวันออกผู้ที่สวดมนต์จะนับและมีการขยับมือหนึ่งข้าง ส่วนชาวตะวันตกจะถือไว้สองมือเป็น
ลักษณะขนานกัน สว่ นชาวฮินดูได้สวดมนตท์ ุกๆ วัน โดยมีการพมิ พ์ขอ้ ความสองคำคือ ศิวะ และ วิษณุ

ส่วนชาวพุทธมีต้นแบบมาจากอินเดียเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวธิเบตใช้ลูกปัดทั้งหมด 108
ลูก คนทั่วไปอยู่ที่จำนวน 30 หรือ 40 ลูก เพื่อการเข้าฌานและเพื่อบรรลุความรอบรู้ในสิ่งที่มองไม่เห็น ส่วนลูกปัดของ
ชาวธิเบธที่มีราคาสูงที่สุดนั้นทำมาจากกระดูกของลามะ มีทั้งหมด 108 ลูกเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่ม
เท่ากับ 27 ลูก จุดต้นและจุดท้ายจะมาชนกัน เพื่อใช้นับรอบในการสวดมนต์ ลูกปัดลูกสุดท้ายจะเป็นสัญลักษณ์ของความ
เป็นศาสนาพุทธ ส่วนชาวเกาหลีมีทั้งหมด 110 ลูก มีขนาดใหญ่ที่สุด 2 ลูก ลูกที่หน่ึงถูกตกแต่งด้วยเครื่องหมายสวัสติกะ
และเริ่มต้นที่เกลยี วเชอื ก ส่วนอีกลูกหนึ่งจะอยู่ตรงกลาง ไดถ้ ูกยกย่องว่าเปน็ ลูกประคำคลาสสคิ

2

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่นมีทั้งหมด 112 ลูก ศาสนาอิสลามมีจำนวนทั้งหมด 99 ลูก มีหนึ่งลูกเป็น iman หรือ
ผู้นำ การนับลูกปัดทั้ง 99 ลูกนั้นคือพระเจ้าโฮลี่ ลูกที่หนึ่งร้อยหมายถึง ชื่อของพระเจ้า Allah รวมถึง tahmid หมายถึง
การสรรเสริญต่อพระเจ้า และ tahlit พระเจ้าไม่มีทางตาย ลูกที่หนึ่งร้อยจะเป็นชื่อของพระเจ้า พระมูฮัมหมัดกล่าวไว้ว่า
ทั้งเก้าสิบเก้าช่ือเป็นของพระเจ้า และการสวดมนต์กระทำเพื่อใหพ้ วกเขาจะเข้าสู่สรวงสวรรค์ ผู้ซึ่งสวด tahmid หนึ่งร้อย
ครง้ั ในตอนเชา้ และตอนเยน็ พวกเขาจะได้พรจากพระเจา้

ส่วนทางด้านโรมันคาร์ธอลิกมีลูกประคำ
ทั้งหมด 150 ลูก เป็นของ Ave สำหรับผู้ที่จะสวดมนต์
Hail Mary ตามมาด้วย Paternoster (ลอร์ดจะเป็นผู้
สวด) หมายถงึ การมีชีวติ ของพระเยซูและพระแม่แมร่ี ซงึ่
เป็นความยินดหี ้าประการ ความเสยี ใจห้าประการ และสิง่
ลี้ลับอีกห้าประการ (Margaret L. Kaplan, 84-91)

ภาพที่ 3.3.1-4 the painting Medieval Pomanders with Rosary,
15th Century
ทมี่ า: https://www.rudralife.com/blog/new-
posts/details/148/Japamala-the-Power-of-Chanting

ศิลปะเครื่องประดับช่วงยุคกลาง จดุ เดน่ พอสังเขปมดี งั น้ี
1. วัสดุหลกั ที่ใช้ในการออกแบบเครื่องประดับในสมัยโบราณและนำไปสูย่ คุ กลางคือทองคำ
2. เครื่องประดับInsularจะใช้หินพน้ื เมือง สีเหลืองอำพัน , เจท็ , ไขม่ ุกน้ำจืดและปะการัง ทับทมิ และมรกตเป็น

หนิ ทีม่ ีค่ามากท่ีสุด แต่มีการใช้หนิ หลากหลายชนดิ โดยมคี วามแตกต่างทท่ี ันสมยั ระหวา่ งหนิ มีคา่ และหินกึง่ มีคา่ ท่ีถูกละเลย
สว่ นใหญแ่ ละคริสตลั หนิ ใสซ่ึงบางครง้ั ก็มีการแกะสลักเป็นที่นิยม

3. gemcutting ไดร้ ับการพัฒนาเฉพาะในตอนท้ายของ
ระยะเวลาและก่อนทีก่ ้อนหินที่ถูกตดั และขดั ในรูปแบบน้ีคือสิง่ ท่ี
เรยี กวา่ cabouchon ตดั กบั รูปทรงโคง้ มน

4. ใชเ้ ทคนคิ Repoussé, inlay, enamelling, filigree
and granulation ในการสร้างสรรคผ์ ลงาน

ภาพที่ 3.3.1-5 Gold earring found in Croatia, 1300–1350
ท่มี า: https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_jewelry#cite_note-Black_22-29

3

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ศิ าสตรศ์ ิลปะเครือ่ งประดับยุคประวัติศาสตร์

3.3.2 ศิลปะเครื่องประดับโกธคิ (Gothic)
เป็นช่วงสมัยที่ยังคงอยู่ในช่วงยุคกลาง เนื่องจากมีระยะเวลาถึง 700 ปี จึงได้รวมศิลปะเคร่ืองประดับแบบโกธิ

คด้วยเช่นกนั แต่เปน็ ยคุ กลางที่อยู่ชว่ งคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เหตกุ ารณ์ในยุคนี้ยังคงมีผลงานที่แน่นิ่ง เน่ืองจากเป็นช่วงท่ี
จักรวรรดิโรมันได้ล้มสลายลงไปและยังฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองไม่ได้ ยังคงเป็นสมัยแห่งการแตกแยกระหว่างฝ่ายอาณาจักร
กับฝา่ ยคริสตจักร ท่ียังคงม่งุ มัน่ ในการเอาผลประโยชน์กับชาติบา้ นเมือง ศิลปกรรมต่างๆ จงึ ลว้ นหยุดน่งิ แตใ่ นภาวะท่ีหยุด
นิ่ง ก็ได้มีศิลปะทีโ่ ดดเด่นแสดงถึงวัฒนธรรมท่ีแฝงอยู่บนสงคราม ถึงแม้จะมีสภาพเพื่อศาสนา แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะของ
ศลิ ปะแบบโกธคิ ได้อย่างน่ายกย่อง

ศลิ ปะที่โดดเดน่ ของโกธิค คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมทีม่ หี ลังค่า หน้าต่าง ประตหู รอื อน่ื ๆ เปน็ ทรงแหลม
ซึ่งต่างจากสถาปัตยกรรมอืน่ ๆ ที่มีความโค้งมน โดยความแหลมมีความหมายท่ีลกึ ซึง้ ขึ้น ดังนั้นจึงหมายถึง การเดินทางไป
ยังสูงสดุ สวรรค์ โดยออกแบบใหม้ ปี ลายแหลมเพือ่ สรา้ งเส้นให้เกิดความรู้สึกพุง่ ขน้ึ ไป จดั เป็นการออกแบบท่ดี ยี ่งิ

นอกจากผลงานทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแล้ว การออกแบบ
เครื่องประดับในสมัยโกธิคได้เริ่มต้นการออกแบบที่มีเทคนิคซับซ้อนมากขึ้น
โดยมีการออกแบบเครื่องประดับแบบ Radial Balance หรือการจัดวางให้
สมมาตรแบบมีจุดศูนย์กลางและแผ่รัศมีออกเป็นวงกลมเป็นส่วนใหญ่จัดแพ
ทเทิร์นอย่างกลมกลืนกัน มักประดับด้วยไข่มุก นอกจากนี้ยังมีการฝังหินแบบ
Crown หรือแบบมงกุฎหุ้มอัญมณีเจยี ระไนเบี้ยหลงั เตา่ มีการลงยาแบบ Bass
Taille แต่ช่วงปลายของสมัยโกธิค การออกแบบเครื่องประดับนิยมการ
แกะสลักภาพบุคคลมากขึ้น จึงมีการออกแบบแบบสมมาตรซ้ายและขวาร่วม
อยู่ดว้ ย

ภาพท่ี 3.3.2-1 Jewel of St Hilary Early 13th Century.
ทมี่ า: https://www.langantiques.com/university/gothic-jewelry/

ศิลปะเคร่อื งประดับโกธิค (Gothic)
ในศตวรรษท่ี 13 การแตง่ กายแบบคลาสสิกของชาวยุโรปประกอบดว้ ยชุดช้ันในคอสูงแขนยาวท่ีคลุมด้วยเสื้อคลุม

แขนสั้น เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกสวมใส่โดยทั้งสองเพศและเหลือพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเครื่องประดับยกเว้นเข็มขัดและเข็มกลัดซึ่ง
เปน็ สว่ นใหญ่ของเคร่ืองประดบั ในยคุ โกธิคตอนต้น จดุ เด่นพอสงั เขปมีดงั น้ี

1. เข็มกลดั ท่พี บมากทสี่ ดุ คอื เข็มกลัดแหวนซง่ึ มักมีข้อความเกีย่ วกบั ศาสนาหรือการแสดงออกถึงความรกั
2. เข็มขดั อาจเป็นหนังที่ประดบั ด้วยโล่ทองคำหวั เข็มขัดและปลายเข็มขัด ในสมัยกอธิคเข็มขัดมักจะแสดงให้เห็น
ถึงลวดลายทางสถาปัตยกรรมตัวอักษรเริ่มต้นตกแต่งหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับพิธกี าร ในตอนท้ายของการพรรณนาถึงนักบุญ
และคำพดู ทางศาสนากเ็ ป็นทีน่ ิยมเช่นกนั
3. แหวนตราถูกใช้ในการประทบั ตราและลงนามในเอกสารและแหวนก็เป็นส่วนหนึ่งของพิธแี ต่งงานเช่นกนั แหวน
แบบเดียวกันน้ใี ชส้ ำหรบั หมั้นและงานแต่งงาน

4

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3. แหวนตราถูกใช้ในการประทับตราและลงนามในเอกสารและแหวนก็เป็นส่วนหน่ึง
ของพธิ ีแตง่ งานเชน่ กนั แหวนแบบเดียวกนั นีใ้ ช้สำหรับหมั้นและงานแต่งงาน

ภาพท่ี 3.3.2-2 Early 14th Century Jewish Wedding Ring.© Marie-Lan Nguyen.
ท่มี า: https://www.langantiques.com/university/gothic-jewelry/

4. เครื่องประดับชิ้นท่ีสองทีใ่ ช้ในพธิ แี ตง่ งานคือมงกุฎ วงเวยี นและ chaplets

ภาพที่ 3.3.2-3 The Crown of Princess Blanche. c 1370-
80.
ท่มี า: https://www.langantiques.com/university/gothic-
jewelry

5. เมื่อถึงปี 1450 ชุดเดรสคอสูงทำให้มีพื้นที่สำหรับชุดแฟชั่นใหม่ที่มีคอต่ำ สิ่งนี้ทำให้เกิดการกลับมาของ
จี้ เครื่องประดับอื่น ๆ ที่สวมรอบคอเป็นปลอกคอทั่วไปที่ขุนนางสวมใส่ แต่เดิมทำด้วยผ้าเนื้อดีอย่างผ้าไหมหรือกำมะหยี่
และประดับด้วยทองคำท่ีคอเสือ้ ค่อยๆทำจากทองคำเท่าน้ัน แผ่นหรือโล่สีทองจะติดเป็นโซ่ ปลอกคอได้รับการตกแต่งด้วย
การออกแบบสัญลักษณ์และมักบ่งบอกถึงการเป็นสมาชิกตามคำสั่งของอัศวินหรือหน้าที่เฉพาะ ในยุโรปนายกเทศมนตรี
ของเมอื งยงั คงสวมปลอกคอในโอกาสทางการ

6. เครื่องประดับที่สักการะบูชาเช่นตราของนักบุญ, เหรียญ
ตรา paternosters หรือเหรยี ญ Agnus Dei ได้รับความนิยมอยา่ งมาก ป้ายขาย
ตามสถานที่แสวงบญุ และเหรียญตรา Agnus Dei ผลิตในกรงุ โรมและไดร้ บั พรจาก
สมเด็จพระสันตะปาปา ป้ายและเหรียญถูกสวมใส่เป็นจี้เข็มกลัดและเย็บลงบน
เสอ้ื ผา้

ภาพที่ 3.3.2-4 Agnus Dei Box c. 1320-1330.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/gothic-jewelry/

5

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ิศาสตร์ศลิ ปะเคร่ืองประดบั ยุคประวตั ศิ าสตร์

3.3.3 เครื่องประดับสไตล์เรอเนสซองส์ (Renaissance jewelry)

หลังจากที่เครื่องประดับในช่วงยุคกลางมีลักษณะการออกแบบตามความเชื่อและศรัทธาเป็นอันมากนี้ ได้รับ
การตื่นตัวอีกครั้งในช่วงสมัยครสิ ต์ศตวรรษที่ 16 ในช่วงต้นของศิลปะแบบเรอนาซองค์มกี ารค้าขายเครื่องประดบั กันอยา่ ง
คับคั่ง ประเทศยุโรปท่มี ีบทบาทตอ่ รูปแบบนี้ คอื ประเทศอติ าลี โดยแบ่งออกเปน็ ชว่ งสมยั คอื

สมยั โรมมอี ิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ผลงาน ซ่งึ เป็นชว่ งต้นท่ีสมัยเรอนาซองค์พยายามให้แตกต่างจากความเช่ือ
ทางศาสนา หรือหลีกเลี่ยงการสร้างสรรค์ผลงานที่มาจากศาสนา จึงนำศิลปะของโรมมาเป็นแรงบันดาลในมาสร้างสรรค์
ผลงานให้เกิดความงามของศลิ ปะและเคร่ืองประดับอีกครัง้ หน่งึ เรียกสมัยนี้ว่า ยุคคลาสสิค

ต่อมาเข้าสู่สมัยที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยการนำศิลปะของกรุงเอเธนส์กลับมาสร้างสรรค์ใหม่อีก
ครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นได้ก้าวเข้าสู่ความคิดใหม่ๆ ของมนุษย์มากขึ้น จึงเป็นช่วงที่มีการศึกษาค้นหาแร่ธาตุธรรมชาติจาก
เหล่าศาสตราจารย์ทางด้านภูมิศาสตร์หลายท่าน ทำให้เครื่องประดับรูปแบบเรอนาซองค์สามารถผลิตได้อย่างสง่างาม
ประกอบทั้งนักออกแบบเครือ่ งประดับในยุคนี้เปน็ บุคคลทีผ่ สมผสานระหว่างช่างทอง จิตรกร และประติมากร ทำให้ความ
ลึกซ้งึ และความงดงามในการออกแบบเคร่ืองประดับมสี งู

ภาพที่ 3.3.2- 1Pendant with figure of Prudence, French, second ภาพท่ี 3.3.2- 2Pendant, Hunter with Hounds, possibly German, ca.

half 16th century, the back a 19th-century addition. Gold, 1600. Gold, enamel, pearls, diamonds and rubies. The

enamel, jewels, chalcedony. The Metropolitan Museum of Art, Metropolitan Museum of Art, Bequest of Michael Friedsam, 1931

Gift of J. Pierpont Morgan, 1917 (17.190.907). (32.100.303)

ท่มี า ภาพท่ี 3.3.2-1 ถึง 2 : https://www.metmuseum.org/about-the-met/conservation-and-scientific-research/projects/enameled-gold-
jewelry

6

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพท่ี 3.3.2- 3Pendant Fish, Spanish, late 16th–early 17th ภาพที่ 3.3.2- 4Pendant with the Goddess Diana. Walters Art

century. Gold, enamel, pearls, and emeralds. The Metropolitan Museum

Museum of Art, The Lesley and Emma Sheafer Collection, ทม่ี า : https://store.museumofjewelry.com/ blogs/news/the-

Bequest of Emma A. Sheafer, 1973 (1974.356.655) history-of-renaissance-jewelry

ท่มี า : https://www.metmuseum.org/about-the-met/conservation-

and-scientific-research/projects/enameled-gold-jewelry

ภาพที่ 3.3.2- 5Pendant in the shape of a lion designed around ภาพท่ี 3.3.2- 6Cameo Lucretia Kunsthistorisches Museum.
the voluptuous but irregular shape of a baroque pearl. Walters
Art Museum.
ทม่ี า ภาพท่ี 3.3.2-5 ถึง 6 : https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/the-history-of-renaissance-jewelry

7

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

การออกแบบเครื่องประดับในสมัยเรอนาซองค์ เรียกยุคนี้อีกอย่างหนึ่งได้ว่า สมัยแห่งธรรมชาติ เนื่องจากนำ
ความคลาสิคของนยิ ายโบราณมามีอิทธิพลในการออกแบบเคร่ืองประดบั โดยนำรปู แบบของธรรมชาติมาเป็นการส่ือ แสดง
ถึงความมัง่ ค่งั และความสวยงามท่ีหรหู รา จึงได้มกี ารค้นหากรรมวิธี ท้งั รูปแบบทางธรรมชาติและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนอง

การออกแบบ จึงได้มีการศึกษาเจียระไนอัญมณีแบบ
ใหม่ ซึ่งแต่เดิมมีแต่การเจียระไนอัญมณีแบบเบี้ยหลัง
เตา่ จึงไดป้ รากฏเจยี ระไนเพชรแบบ table-cuts หรอื
การเจียระไนแบบเหลี่ยม ซึ่งให้แสงแวววาวได้มาก
กว่าเดิม จัดเป็นการพัฒนาทางด้านการออกแบบ
เครื่องประดับอย่างหนึ่ง นอกจากนี้มีการนำหินขนาด
ใหญ่มาประกอบบนเคร่ืองประดับด้วยเช่นกนั ซึ่งนิยม
นำมาทำเป็นจี้ห้อยคอเป็นส่วนมากยังคงแสดงถึง
ความม่งั คง่ั อกี เช่นกนั

ภาพที่ 3.3.2-7 Six designs for Pendant Jewels; Ink and
Washes on Paper, British Museum, London.
ทมี่ า : https://www.langantiques.com/university/renaissance-
jewelry/

ภาพท่ี 3.3.2- 8Lady Capulet Earrings demonstrate a gold forward ภาพท่ี 3.3.2- 9Reliquary Pendant with Virgin and Child. Gold

detailed setting thats typical of period jewelry. featuring amethyst, emeralds, rubies, pearls, semiprecious

stones and niello. Walters Art Museum.

ท่ีมาภาพท่ี 3.3.2-8 ถงึ 9 : https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/the-history-of-renaissance-jewelry

8

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.2-10 Diamond Ring featuring table-cut Diamond. Walters Art Museum.
ทีม่ า : https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/the-history-of-renaissance-jewelry

เครอื่ งประดบั สไตล์เรอเนสซองส์ (Renaissance jewelry)

ภาพท่ี 3.3.2-11 เคร่อื งประดับสไตล์เรอเนสซองส์ (Renaissance jewelry)
ทม่ี า : http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html

เครือ่ งประดบั ยุคเรอเนสซองส์ก้าวหนา้ ขน้ึ จากศตวรรษท่สี บิ สี่ถงึ ศตวรรษทส่ี ิบเจด็ กม็ ีการเปล่ยี นแปลงรูปแบบ
กลายเปน็ เคร่ืองประดับท่ีหรหู ราและสม่ำเสมอมากขึ้น การพรรณนาตามพระคัมภรี ์ทมี่ ชี ือ่ เสียงในยุคกลางถูกนำมาใช้
ในชว่ งต้นของยุคฟ้ืนฟศู ิลปวิทยา ศลิ ปนิ รุ่นหลังได้รบั แรงบนั ดาลใจจากแนวคิดเร่ืองมนุษยนิยมและวตั ถุในชีวติ จรงิ ดังนน้ั
เครอ่ื งประดับบางคร้งั จงึ รวมถึงการใชน้ กกระทุงนกแก้วและใบไมแ้ ทนลวดลายทางศาสนา แม้ในภายหลงั ความแพรห่ ลาย
ของนักสำรวจได้เรียกร้องธีมต่างๆเช่นสตั ว์ทะเลเรือและนางเงอื ก สไตล์ของเคร่ืองประดับ แบบน้ี ไดร้ บั การพฒั นา ใน
ประเทศในอิตาลี และแพร่ขยาย ไปยงั ฝรงั่ เศส สเปนและอังกฤษ นักออกแบบอัญมณี ท่ีมีชือ่ เสยี งคอื เบนเวนโู ต้ เซลลนิ ่ี
โฮลไบน์ เคร่อื งประดบั ท่ไี ดร้ ับความนิยม สว่ นใหญ่เปน็ พวก เข็มติดหมวก, จี้ และแหวน ซงึ ใช้วธิ กี ารฝงั และเจียระไน รปู
คนและสตั ว์ การตกแต่ง มักจะใช้ในรูปของงานด้าน สถาปัตยกรรม

9

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

1. อัญมณีท่ีใช้ในเครื่องประดับสมัยกอ่ น ไดแ้ ก่ เพชรและทับทิมจากอินเดยี ไพฑรู ย์จากอัฟกานิสถานเพอริดอท
จากทะเลแดงมรกตจากโคลัมเบยี ไอโอไลต์จากศรีลังกาเทอรค์ วอยซ์ (อเมซอนไนต์) และบุษราคัมจากบราซิลและอน่ื ๆ อีก
มากมาย ลกู ปัดได้รับความนยิ มอยา่ งสงู ในชว่ งยคุ วิกตอเรยี นอกจากไข่มุกแทแ้ ล้วเรายงั พบไข่มุกเทียมเป็นคร้ังแรกในยุค
ฟน้ื ฟูศลิ ปวิทยา

2. รปู แบบเครือ่ งประดบั ไดร้ บั อิทธิพลจาก ภาพวาดและประตมิ ากรรม เครื่องประดับสไตล์เรอเนสซองส์ท่ีโดดเด่น
ประกอบด้วยอัญมณีสีขนาดใหญ่เพียงชุดเดียวที่ฝังอยู่บนทองคำที่สลับซับซ้อน ลักษณะเหล่านี้แตกต่างกันจาก
โบราณ กรีก , โรมนั และไบเซนไทน์

3. เทคนคิ ทีน่ ยิ มใช้ ได้แก่ embossing, enameling, engraving และ filigree
4. การเจียระไนเพชรที่พบมากที่สุดคือ table cut จนกระทั่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 การ เจียระไนดอก
กุหลาบ ไดร้ ับความนิยม
5. รายการเครื่องประดับที่สำคญั ที่สุดจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็น จ้ี ได้เข้ามาแทนที่เขม็ กลดั ในยุคกลาง และสวม
อยบู่ น สรอ้ ยคอโซ่ยาวสที องจับจอ้ งไปทช่ี ุดเดรสหรอื โซ่ท่คี าดเอว จ้มี ักไดร้ ับการออกแบบให้มองเหน็ ไดจ้ ากทัง้ สองดา้ น

ภาพท่ี 3.3.2-12 Two Holbein Pendant Designs for Jeweled Initials. British Museum.
ทม่ี า : https://www.langantiques.com/university/renaissance-jewelry/

10

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัติศาสตรศ์ ิลปะเครื่องประดับยุคประวตั ศิ าสตร์

3.3.4 ศลิ ปะเคร่อื งประดับแมนเนอรสิ (Mannerist)
การออกแบบเครื่องประดับในสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 อยู่ในช่วงของปลายสมัยเรอนาซองค์ ซึ่งได้ลด

บทบาทลงจากการที่ได้เขม้ งวดต่อการนับถือศาสนาแลว้ แต่ได้เริ่มยุคใหม่เรียกว่า แมนเนอริส เป็นช่วงที่ความเจริญหลาย
ด้านย้ายจากประเทศอิตาลีเข้าสูอ่ ีกฟากหนึ่งของยุโรป ซึ่งผลงานเครือ่ งประดับที่มีบทบาทต่อยุโรปในสมัยน้ีได้แก่ ประเทศ
สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นต้น เกิดจากการสร้างสรรค์เครื่องประดับที่รับทอดต่อมาจากสมัยเรอนาซองค์ และได้
ปรากฏช่ือนกั ออกแบบที่ชดั เจนในยคุ นี้ เช่น เคร่ืองประดบั ของ Benvenuto Cellini

ภาพที่ 3.3.4-1 Cellini's Saliera, made in Paris, 1540–1543; Gold, partly covered in enamel, with an ebony base.
ทีม่ า : https://en.wikipedia.org/wiki/Benvenuto_Cellini

ภาพที่ 3.3.4-2 Leda and the Swan.
ท่ีมา : https://en.wikipedia.org/wiki/Benvenuto_Cellini

11

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ศิ าสตร์ศิลปะเครอ่ื งประดบั ยุคประวตั ิศาสตร์

3.3.5 ศิลปะเคร่อื งประดับสมัยอลซิ าเบธท่ี 1
ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 16 จดั ได้วา่ เปน็ ชว่ งทผ่ี ลงานเครือ่ งประดบั อยใู่ นยคุ เฟอื่ งฟโู ดยเฉพาะการเคลื่อนไหว

ตามความต้องการของพระมหากษัตริยใ์ นยุโรป โดยเฉพาะประเทศชั้นนำในยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งใน
ขณะนั้นเป็นยุคที่เกิดภาวะทั้งเป็นมิตรและศัตรูและมีการแข่งขันความมั่งคั่งกันอยู่มิใช่น้อย จึงทำให้เครื่องประดับในช่วง
ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 16 น้ไี ดป้ รากฏเปน็ จำนวนมาก

ก่อนท่ีพระนางอลิซาเบธที่ 1 ทรงขน้ึ ครองราชยน์ น้ั พระราชบดิ าของพระองค์คือ พระเจ้าเฮนรท่ี ี่ 8 เปน็ กษตั รยิ ์
ที่มีความเฉียบขาดทางด้านการปกครอง ทางด้านการจัดการทางศาสนารวมทั้งทางด้านการค้า โดยได้พัฒนาการเดินเรือ
เพื่อการค้าขายจนเป็นการเดินเรือชั้นนำของยุโรปสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พระองค์ทรงโปรดในการสะสมทรัพย์สมบัติเป็นอย่างยงิ่
ได้มีการให้ช่างทองต่างพัฒนาฝีมือและศักยภาพให้มีความงดงาม หลังจากได้พัฒนาการเดินเรือเพื่อค้นหาแผ่นดินใหม่ใน
การเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติแลว้ การเป็นคู่แข่งทางการเมืองอย่างไม่ย่อท้ากบั พระเจ้าฟรานซีสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ทำ
ให้อัตราการสะสมทรัพย์สมบัติยิ่งเป็นที่ไม่ย่อท้ออีกเช่นกัน เนื่องจากพระเจ้าฟรานซีสที่ 1 ก็ทรงโปรดการสะสมทรัพย์
สมบตั ิเช่นกัน หามีมีอัญมณมี คี ่างามงดสะสมมากเท่าใด จดั เปน็ สง่ิ แสดงความม่นั คงและความมงั่ คั่งของประเทศไดด้ ี

หลังจากที่พระนางอลิซาเบธที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนม์มายุได้ 25 พรรษาระหว่างปี ค.ศ.1558-1603
ทรัพย์สมบัติที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงสะสมไว้นั้น มิได้ตกเป็นของพระองค์ทั้งหมด หากแต่พร่องไปบ้างในสมัยพระเจ้าเอ็ด
เวิร์ดที่ 6 กับสมัยพระนางแมรี่ทรงครองราชย์อยู่ ในยุคพระองค์มีการแต่งกายหนาทึบ มีลักษณะของปกคอเสื้อที่เรียกว่า
คอกิ้งก่า ตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่าบนเครื่องแต่งกาย มีการสวมสร้อยคอแบบ carcanet หรือสร้อยคอแบบสั้น และ
เครื่องประดับแบบ cotiere หรือแบบสังวาล โดยเฉพาะเครื่องประดับแบบสังวาลย์เป็นเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้

ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ส่วนใหญ่ประดับไข่มุก ลงยาฝังเพชร
อัญมณีและนิยมสวมเคร่ืองประดบั แบบเข้าชุดกันระหว่างสร้อยคอ จ้ี
ห้อยคอ สังวาล เครื่องประดับศีรษะ แหวน เป็นตัน ส่วนรูปแบบ
เครื่องประดับที่ปรากฏในสมัยพระองค์ จะเป็นรูปแบบร่วมสมัยคือ
ศิลปะเครื่องประดับเรอนาซองค์และศิลปะเครื่องประดับแมนเนอร์
ริส โดยพระองค์ได้ให้ช่างทองพัฒนารูปแบบให้มีความหรูหรามาก
ยิ่งขึ้นไปอีก มีองค์ประกอบของอัญมณีขนาดใหญ่ในการเสริมสร้าง
บารมี มีรูปทรงและลวดลายท่ีมีความละเอียดลออมากขึ้น จน
เครื่องประดับในสมัยพระองค์เป็นที่โดดเด่นที่สุดในประเทศยุโรป
พระนางทรงชื่นชมกับบรรดาเครื่องประดับอันมีค่า แต่ไม่อาจเทียม
เทา่ พระบดิ าของพระองค์ ซง่ึ มีหีบทรพั ยส์ มบัติขนาดใหญ่หาคา่ มไิ ด้

ภาพที่ 3.3.2-1 Necklace with a cameo of Elizabeth I
ท่ีมา : https://collections.mfa.org/objects/549545

12

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

พระนางอลิซาเบธที่ 1 จัดเป็นกษัตริย์ที่มีความสุขและมีความ
ทันสมัยมากที่สุด ทรงโปรดทางด้านการแสดง ดนตรี บันเทิงเริงรมย์มาก แต่
พระองค์สามารถปกครองประเทศได้ดี ทำให้ประเทศอังกฤษจัดเป็นประเทศท่ี
เกิดอำนาจและทำให้เกิดความก้าวหน้ามากที่สุดของยุโรปตั้งแต่สมัยพระองค์
ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้มิได้ทรงอภิเษกสมรส แต่พระองค์เป็นสตรีที่มีความ
แขง็ แกร่งและมคี วามสงา่ ทง้ั อริ ยิ าบถและจากสวมใสเ่ คร่ืองประดับเป็นอยา่ งยิ่ง

ภาพที่ 3.3.2-2 The Heneage Jewel (Locket) by Hilliard, Nicholas, ca. 1595 (made). The
Heneage or Armada Jewel, English, about 1595. Museum Number M.81-1935.
ท่มี า : https://www.pinterest.fr/pin/242912973630925726/

ภาพที่ 3.3.2- 3My Ear-Trumpet Has Been Struck By Lightning ภาพที่ 3.3.2- 4 Queen Elizabeth I Tudor Portrait Reproduction
ท่ีมา : https://www.pinterest.cl/pin/220606081726969193/ Locket Finger Ring QEI Ring, Renaissance Ring, Medieval Ring,
SCA Cosplay Ren Faire QEI Dress
ที่มา : https://www.pinterest.it/pin/373869206551062577/

13

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัตศิ าสตรศ์ ิลปะเครอ่ื งประดับยคุ ประวตั ิศาสตร์

3.3.6 เครอื่ งประดบั สไตลบ์ าร็อค (Baroque Jewelry)
เครื่องประดับสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 เกิดศิลปะเครื่องประดับที่สำคัญคือ ศิลปะเครื่องประบาร็อค โดยสมัย

บาร็อคอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1580-1750 ในช่วงครสิ ต์ศตวรรษที่ 17 เปน็ ช่วงสมัยของการแตกแยกทางด้านสงั คม เนื่องจากคน
ช้ันกลางและคนระดบั ล่างไดร้ ับการเอารดั เอาเปรยี บมากเป็นอยา่ งมาก นอกจากนี้ยังเปน็ ชว่ งของการแตกแยกครสิ ตศาสนา
ระหว่างนิกายโรมันคาร์โธลิคและนิกายโปเตสแตนส์ จึงทำให้ผลงานทางด้านศิลปะหลายแขนงมีลักษณะของการต่อสู้การ
แสดงศรัทธา ของศาสนาและสงั คมเป็นหลัก

แต่ในขณะเดียวกันในหมู่ชนชั้นสูงในภาวะวัตถุนิยม สนองตอบความต้องการความมั่งคั่งของตนเองได้อย่าง
ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศฝรัง่ เศส เปน็ ประเทศทโ่ี ดดเด่นของศิลปะเคร่ืองประดับสมยั บาร็อค โดยเฉพาะความมั่งคั่งใน
พระราชวังแวร์ซายล์ ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ.1661 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นช่วงที่กำลังหลงใหลกับความงามของ
เครื่องประดับ และเป็นยุคของนักสะสมจากการเกิดเศรษฐีใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะชนชั้นกลางหลายคนมีความมั่งคั่ง
ร่ำรวยขึ้นเป็นผลมาจากฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้ชนชั้นสูงมีศักยภาพทางฐานะมากขึ้นจากการเก็บภาษีราษฎรที่เข้มข้น
จงึ จัดเป็นศตวรรษแหง่ ความรำ่ รวยมากทสี่ ดุ สมยั หน่ึง ทำใหเ้ กดิ ภาวะการนยิ มสะสมเครอ่ื งประดับขึ้น

การออกแบบเครื่องประดับสมัยบาร็อค
ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้ มีรูปแบบ
และรปู ทรงท่ีออ่ นน่มุ พลิ้วไหว มกี ารแบ่งสดั ส่วนของ
การออกแบบโดยแบ่งเป็นสี่ส่วนเรียกว่า ewer แต่
การตกแต่งจะไม่มีการแบ่งสัดส่วนใดๆ ออกแบบให้
เป็นไปตามความสวยงาม จึงทำให้ผลงานการ
ออกแบบดเู หมือนไม่ไมโ่ ครงสร้าง

ภาพท่ี 3.3.6-1 Bow Brooch Design, 17th Century.
ท่มี า : https://www.langantiques.com/university/baroque-
jewelry/

แตก่ ารออกแบบเครือ่ งประดับสมยั บาร็อคในช่วงครงึ่ หลังของคริสต์ศตวรรษท่ี 17 นัน้ มลี กั ษณะเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะสมัยบาร็อคมากขึ้น โดยการนำใบไม้มาประกอบรูปทรงค่อนข้างหนัก นอกจากนี้เครื่องประดับหลายชึ้นมีลักษณะ
เปน็ ชน้ิ เด่ยี วหรือเส้นเดียว ดังนนั้ การออกแบบเคร่ืองประดับสมยั บารอ็ คจงึ มี 4 ลกั ษณะหลักๆ ทงั้ หมดดงั ตอ่ ไปนี้

เคร่อื งประดับตกแต่งศีรษะ
สว่ นใหญ่เป็นการใช้รปู ทรงแบบ spray form หรือรปู ทรงการกระจายหรือการสะบดั นยิ มนำมาประดับตกแต่ง
บริเวณศรี ษะโดยท่ัวไป เชน่ ก๊บิ หนีบผม เป็นตน้

14

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ต่างหูกับจี้ห้อยคอ ส่วนใหญ่เป็นการใช้รูปแบบ pendeloque
form หรอื รปู ทรงการมัดเขา้ ด้วยกันให้อยู่เป็นศูนย์กลาง อาจจะเปน็ ลักษณะของ
การผกู การมัดของรบิ บน้ิ

ภาพท่ี 3.3.6-2 A Beautiful Example of Late Renaissance (or Early Baroque) Jewelry. An
Antique Cameo, Surrounded by a Symmetrical Array of Diamonds, Rubies and Enameled
Gold.
ทีม่ า : https://www.langantiques.com/university/baroque-jewelry/
ภาพท่ี 3.3.6-3 Pendant Design by Daniel Mignot, Late Renaissance.
ทมี่ า : https://www.langantiques.com/university/baroque-jewelry/

การรอ้ ยไขม่ กุ เปน็ การร้อยไขม่ กุ แบบเรียบงา่ ย แต่มอี อกแบบให้ไข่มุกมี
ความโดดเด่น หรือมีการจัดเรียงให้มีความสวยงาม ส่วนมากเป็นไข่มุกร้อยปกติที่มี
ความยาวของการรอ้ ยไข่มกุ ไม่เท่ากนั เป็นทงั้ สรอ้ ยคอ สงั วาลและอ่ืนๆ

ภาพท่ี 3.3.6-4 เคร่อื งประดบั สไตลบ์ ารอค (Baroque Jewelry)
ท่ีมา : http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html

15

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ศิลปะการตกแต่ง สไตล์นี้ได้รับการพัฒนา ก่อนปี 1600 ไม่นานและยังคงใช้อยู่ จนถึงปัจจุบันในยุโรป
จนกระทั่งเกิดสไตล์แบบ ร็อคโกโก้ ขึ้นเมื่อปี 1730 โดยเริ่มต้นที่ประเทศอิตาลี และแพร่ขยาย ไปยังเยอรมนี ออสเตรีย
สเปน และ ปอร์ตุเกส รูปแบบที่คลาสสิคบางส่วน ได้รับความนิยม ในประเทศฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเป็น
สไตล์ที่พัฒนา มาจากสไตล์ เรอเนสซองค์ โดยมีรูปแบบที่มีชีวิตชวี า มีส่วนโค้ง และมีการเคลื่อนไหว รวมไปถึง การมีการ
ประดับประดา อย่างมาก ซึ่งต่างจาก สไตล์แบบร็อคโกโก้ สมัยบาร็อก ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จะใส่เครื่องประดับ ที่หรูหรา
กันมาก โดยส่วนใหญ่ มกั นยิ มใช้มุก หรืออัญมณี เป็นเครอื่ งประดับ มากกว่าใชเ้ ครื่องประดับแบบลงยา หลากสี จนถึงช่วง
ศตวรรษ 1630-1680 รูปแบบทเ่ี ป็นดอกไม้ ตามธรรมชาติ จึงมีความโดดเดน่ ขึน้ และมักใชเ้ พชร มาประดับตกแตง่

16

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั ยุคประวัติศาสตร์

3.3.7 ศลิ ปะเคร่ืองประดบั โรโคโค
ส่วนศลิ ปะเคร่ืองประดับแบบโรโคโคน้ัน อยูใ่ นชว่ งคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีลักษณะการออกแบบที่พัฒนามาจาก

ศลิ ปะเครื่องประดับแบบบาร็อค ยังคงเป็นรูปแบบที่แสดงถึงความฟุง้ เฟ้อ หรูหรา สวยงาม สมบูรณ์แบบท่สี ดุ ของธรรมชาติ
โดยเคร่ืองประดบั ททแ่ี สดงถึงความเปน็ โรโคโคมากที่สดุ อยู่ท่ีประเทศฝร่งั เศส ซึง่ อยใู่ นชว่ งสมยั พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระองค์
เข้าพิธีราชาภิเษกเมื่อปี ค.ศ.1643 ทรงครองราชย์และประทับที่พระราชวังแวร์ซายน์มายาวนานถึง 72 ปี พระองค์รักใน
งานศิลปะมาก จึงทำให้เป็นผู้อุปถัมภ์สารพัดช่างฝีมือ เหล่านักเขียน และนักประพันธ์มากมาย เครื่องประดับอันวิจิตร
มากมายมเี ป็นจำนวนมากในยคุ นี้ เน่อื งจากหมชู่ นช้ันสูงมฐี านะร่ำรวยกันอยา่ งเตม็ ท่ี มกี ารส่งเสรมิ เรื่องความรกั กามารมณ์
และรสนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้เหล่าพ่อค้าหาสินค้ามาปรนเปรอเหล่าชนชั้นสูงอย่างเต็มที่ เช่น การค้าขายเครื่องประดับ
และอญั มณีโดยนาย Tavernier ซ่ึงกลับมาจากการเดนิ ทางในประเทศอินเดยี ได้นำเพชรเจียระไนและไข่มุกกลบั มา มีราคา
สูงมาก เนื่องจากเป็นอัญมณีมีค่าที่สวยงามและเริ่มหายาก อัญมณีจากอินเดียมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงเป็นที่ต้องการมาก
การคา้ เครอ่ื งประดับจึงรุง่ เรืองมาก

รวมทงั้ รปู แบบการออกแบบได้แสดงการออกแบบที่แสดงถึงความมง่ั คั่งอย่างเต็มท่ี จึงมกี ารใช้ อัญมณีในการ
ออกแบบในปริมาณมากและมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นการออกแบบเครื่องประดับแบบโรโคโคจึงมีแรงบันดาลในมาจาก

รูปทรงธรรมชาติเป็นหลัก มีลักษณะเหมือนทรง
เปลือกหอยมีการม้วนงอของดอกไม้และเถาใบ
ของพืช มักออกแบบเข้าด้วยกันโดยให้มี
ศูนย์กลาง ถึงแม้ว่าศิลปะเครื่องประดับโรโคโค
จัดเป็นแฟชั่นเครื่องประดับช่วงหนึ่งใน
คริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่มีอายุไม่ยาวนัก แต่เป็น
แฟชั่นที่นิยมมากและเป็นเครื่องประดับที่มีเสน่ห์
มากที่สุด ผู้สะสมจึงมีการสะสมเป็นจำนวนมาก
ด้วยเช่นกัน

ภาพที่ 3.3.7-1 เคร่อื งประดบั Rococo(1720-1740)
ทม่ี า : https://www.antiquejewel.com/en/explanation-
on-the-rococo-style-by-adin-antique-vintage-and-
estate-jewelry.htm

17

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.7-2 foiled topaz-parure-18th-c-georgian-jewellrey-austenonly
ที่มา : http://costume-jewelry-magazine.blogspot.com/2012/09/jewelry-history-in-18th-century-late.html

ภาพท่ี 3.3.7-3 An early 18th century large central cushion shaped citrine within a topaz openwork floral surrounded with foil backs
ทมี่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/french-rococo

18

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะเคร่อื งประดับยคุ ประวัตศิ าสตร์

3.3.8 ศิลปะเครื่องประดับนโี อคลาสสิค
นีโอคลาสสิคอยู่ในช่วงยุคปฏิบัติฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อปีค.ศ. 1789-1797 มีแนวความคิดในเชิง

ต่อด้านศิลปะแบบโรโคโคที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ กลุ่มนักออกแบบนีโอคลาสสิคจึงเน้นทางด้านปรัชญาและการศึกษาความรู้
ต่างๆ ในสมัยกรีกเป็นสำคัญ เพื่อนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นหรือสร้างสรรค์ผลงานแบบใหม่ ๆ เป็นสมัยที่
การเมืองมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านกฎหมาย การปกครอง และการดำรงชีวิตของผู้คน
ส่ิงของเคร่ืองใช้ถูกผลิตโดยเคร่ืองจักรที่ให้ท้ังความสะดวงรวดเรว็ และผลิตได้ปริมาณมาก หรือเรยี กวา่ Mass Production
หรอื สนิ ค้ามวลรวม โดยไมค่ ำนงึ ถงึ ความงามมากนัก

ทางด้านการออกแบบเครื่องประดับสมัยนีโอคลาสสิคมีแนวความคิดตามสังคมเช่นเดียวกัน มีความแตกต่าง
จากเครื่องประดับแบบโรโคโค เน้นการออกแบบเครื่องประดับแบบยุคคลาสสิคโบราณ โดยเฉพาะแบบกรีกและโรมัน ท้ัง
รูปทรงและรายละเอียดการออกแบบต่างๆ บุคคลที่มีบทบาทต่อการออกแบบเครื่องประดับในสมัยนี้คือ พระเจ้าหลุยส์ที่
16 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องประดับสมัยพระเจ้าหลุยส์ เนื่องจากพระองค์เป็นแกนหลักสำคัญในการออกแบบ
เครือ่ งประดับในรปู แบบน้ี

เครอ่ื งประดับสมยั พระเจ้าหลยุ สจ์ งึ มกี ารแบบยุคต่าง ๆ ได้ดงั นี้

• ยุค Louis Seize Period หรอื เรยี กว่ายุคหลยุ ส์ซสี ์ อยใู่ นชว่ งปีค.ศ. 1770 เป็นตน้ มา
• ยุค Revolutionary Period หรอื เรยี นกวา่ ยคุ ปฏิบตั ิ อยูใ่ นช่วงปคี .ศ. 1789-1797
• ยคุ Empire Perido หรือเรียนกว่ายคุ จักรพรรดิ อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1800
ในช่วงต้นสมัยนีโอคลาสสิคเรียกเครื่องประดับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นี้ว่า Louis Seize เป็นรูปแบบที่รู้จักกันดี
ในช่วงก่อนเกิดการปฏิบัติประเทศฝรั่งเศส หรืออยู่ในช่วงปีค.ศ. 1785 การออกแบบเครื่องประดับในเบื้องต้นยังคงนำ
รูปแบบของโรโคโคมาเป็นตน้ แบบ แตม่ กี ารตกแต่งตัวรปู แบบคลาสสคิ สมยั โบราณของกรีกเช่น การใชใ้ บไม้มาผสมผสาน ผู้
ที่เป็นผู้นำแฟชั่นในการออกแบบเคร่ืองประดบั น้ีคือ พระนางเจา้ มารอี ังตัวเนต็ แห่งประเทศฝรงั่ เศส

ภาพท่ี 3.3.8-1 Marie Antoinette’s pearl and diamond bow pendant Photo
Sotheby’s
ทม่ี า : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/at-auction-marie-
antoinettes-jewelry/

19

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.8-2 Diamond parure with five gems from the collection of Marie Antoinette. Photo Sotheby’s
ที่มา : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/at-auction-marie-antoinettes-jewelry/

ภาพท่ี 3.3.8-3 Marie Antoinette and jewels from the Bourbon Parma Auction at Sotheby's Geneva Photo Sotheby's
ท่ีมา : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/auction-highlights-marie-antoinettes-jewelry/

มาถึงในช่วงการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศส เมื่อปีค.ศ. 1789-1797 มีความสับสนทางการเมืองและชีวิตความ
เป็นอยู่ของชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก เนื่องจากเกิดภาวะความแตกต่างทางฐานะค่อนข้างสูง เครื่องประดับในช่วงนี้จึงนิยม
แสดงเป็นสื่อความหมายมากกวา่ ความงาม

20

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

การออกแบบเครื่องประดับในยุคนีโอคลาสสิคที่มีความสวยงามมาก อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1800 นำรูปแบบศิลปะ
ของกรีกและโรมันมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับใหม่ที่ชัดเจนมากที่สุด เนื่องมาจากการท่ี
คริสต์ศตวรรษที่ 18 นี้มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเปน็ อย่างมาก จัดเป็นยุคเฟื่องฟูทางด้านการพัฒนาเทคนิคการผลติ
เครื่องประดับ ทั้งระบบอุตสาหกรรม และงานช่างฝีมือ ทำให้ ผู้คนมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มีความต้องการในการศึกษาหา

ความรู้ โดยการเดินทางค้นหาส่ิงแปลกใหม่ ดินแดน
ใหม่ ความรู้ใหม่ และมีอิสรภาพสูง จึงเรียกกัน
คริสต์ศตวรรษนี้ว่า New World หรือช่วงแห่งการ
เริ่มต้นความสมัยใหม่ ความเป็นตวั ของตัวเองตัวเอง
และความเป็นประชาธิปไตย จากการพัฒนา
เครื่องจักรเทคโนโลยีและแร่ธาตุทางวิทยาศาสตร์
ทำให้เกิดนักอัญมณีศาสตร์เพื่อศึกษาแร่ธาตุต่างๆ
เพอื่ ใชเ้ กย่ี วกับการทำเคร่ืองประดับข้นึ

ภาพท่ี 3.3.8-4 Parure: tiara, necklace, and brooch. Cameos
carved by Luigi Saulini (Italian, 1819–1883). Diadem
designed by John Gibson (British, 1790–1866). Italian,
Rome. Onyx and gold, tortoiseshell, mid-19th century.
The Milton Weil Collection, 1940 40.20.55a–c
ทมี่ า : https://www.metstoreblog.org/ancient-style-
modern-appeal-our-new-neoclassical-jewelry/

ภาพท่ี 3.3.8-5 Left: Cupid with a Dog. Luigi
Saulini (Italian, 1819–1883). Italian, Rome. Shell,
gold, 1860–70. Bequest of Maria Morgan, 1892
93.6.2 Right: Bust of a bearded man in a cap.
Luigi Saulini (Italian, 1819–1883). Italian, Rome.
Onyx, gold mount, mid-19th century. Gift of
Assunta Sommella Peluso, Ada Peluso, and
Romano I. Peluso, in memory of Ignazio Peluso,
2004 2004.519
ที่มา : https://www.metstoreblog.org/ancient-
style-modern-appeal-our-new-neoclassical-
jewelry/

21

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.8-6 Necklace with cameo of Veronica’s Veil. Firm of Castellani. Italian, Rome.
Gold, sapphires, ca. 1870. Gift of Judith H. Siegel, 2014 2014.713.1
ท่มี า : https://www.metstoreblog.org/ancient-style-modern-appeal-our-new-neoclassical-
jewelry

จากการพัฒนานี้เอง ทำให้เกิดวงการ Costume Jewelry หรือ Paste jewelry หรือที่เรียกกันว่า
เคร่อื งประดับเทยี ม สบื เน่อื งมาจากการเกิดนักสะสมเรื่อยมาจากสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนทำให้นกั สะสมมีมากเกินกว่า
ที่นักเครื่องประดับจะผลิตเครื่องประดับให้ทันต่อการตอบสนองได้ตามความต้องการ ดังนั้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี
18 จึงเกดิ ปญั หาดงั ตอ่ ไปน้ี

1) จำนวนและความหายากของวสั ดุมีคา่
วสั ดมุ ีคา่ ไดแ้ ก่ โลหะ อัญมณี หรืออินทรยี มณีท้ังหลาย ลว้ นเป็นแรธ่ รรมชาติทหี่ ายากมไี มเ่ พยี งพอต่อความ

ตอ้ งการได้ ถึงแมว้ ่ายคุ น้ีเป็นยคุ ของการเดินทาง การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ แตย่ ่งิ รมู้ ากความต้องการตามความรู้นั้นก็มีมาก
ขึ้น

2) จากการเปล่ียนแปลงสภาพทางสังคม
สังคมชนบทหรือสังคมที่เป็นครอบครัวเปลี่ยนมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนต่างมีความต้องการ

เช่นเดยี วกับชนชน้ั สง ประกอบกับพ่อค้าที่รำ่ รวยจากการค้าขายมีมากขึน้ จึงมกี ำลังทรัพย์สะสมสง่ิ เหล่าน้ไี ด้
3) ความเป็นสงั คมเมือง
ผู้คนในสังคมเมืองยากจนมีปริมาณมากขึ้น จึงทำให้เกิดการโจรกรรม และฆาตกรรมมากขึ้น จึงนิยม

เครอ่ื งประดบั เทยี ม เพราะด้วยความปลอดภยั ตอ่ ทรัพยส์ นิ และชวี ิต
นอกจากเปน็ ปัญหามปี จั จัยอ่ืนสนบั สนนุ สภาพดังกลา่ ว ซ่ึงประกอบด้วย
4) เครอ่ื งจักรอตุ สาหกรรม
เครอื่ งจกั รกลยคุ นี้สามารถผลติ เครอื่ งปรบั แบบ mass production ได้ดยี ง่ิ ขึ้น สะดวกข้ึน ซ่ึงการหลอ่ โลหะ

ในสมัยนี้ใช้เทคนิค Sand casting หรือการหล่อที่ใช้ทรายเป็นเบ้าหล่อ ทำให้การหล่อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดการ
เลยี นแบบเคร่ืองแต่งกายของผทู้ ี่มีชื่อเสียง การเลียนแบบจึงก่อให้เกดิ แนวโนม้ ทางการออกแบบแฟชั่นเคร่ืองนุ่งห่มขึ้น เกิด
สุนทรียภาพทางด้านศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะสุนทรียภาพอย่างลึกซึ้งของหมู่ชนชั้นสูง เช่น ทางด้านวรรณกรรม
จิตรกรรมรวมมาถึงการออกแบบเครื่องปรบั แบบนีโ้ อคลาสสิค เป็นต้น

22

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

นักวิทยาศาสตร์จึงต้องทำงานหนักในการตอบสนองความต้องการสิ่งเหล่านี้ โดยการผลิตคิดค้นการ
ลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะอัญมณหี ายาก จงึ ทำให้วงการเครอ่ื งประดับแบง่ ออกเปน็ 2 สาย ได้แก่

1. สายเครอ่ื งประดับแท้
สายเครื่องปรับแท้ มีการผลิตด้วยวัสดุจริงทุกประการ จึงมีการผลิตจำนวนไม่มาก มีราคาแพง มีการ

เปล่ยี นแปลงรปู แบบไม่บ่อยนักมรี ูปแบบทั้งเชิงอุตสาหกรรมและแบบศลิ ปะโดยแท้
2. สายเครือ่ งประดบั เทยี ม
ซึง่ ผลิตตามรปู แบบท่ีเป็นท่ีนิยมของแต่ละกาลเวลา จงึ มีการเปลีย่ นแปลงรูปแบบมาก แต่โดยมากนิยมผลิต

ลอกเลียนแบบรูปแบบเครื่องประดับจริงหรือเครื่องประดับแท้ เพื่อให้ได้ทั้งราคาในการร่วมสมัย และ ดูมีค่ามากขึ้น ผลิต
ด้วยวัสดุเทียมและหินหรือัญมณีที่หาง่าย มีราคาถูกผลิตได้ในปริมาณมากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ hall mark โดยการ
แกะสลักลงบนคริสตัลด้วย

เมอ่ื ส้นิ สุดคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระนางเจ้ามารีอังตวั เน็ตได้มีอำนาจท่ีพระราชวังแวร์ซายน์ทำให้เครื่องประดับ
หลังจากนี้จึงมีลักษณะเพื่อความงามของธรรมชาติ เช่น รูปดอกไม้ โบว์ และมีการระบายภาพคนครึ่งตัว มีภาพทุ่งหญ้า
แสดงถึงความงามแบบอมตะ จึงเกิดแหล่งผลิตเครื่องประดับและช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายที่มีชื่อเสียงคือ Josiah
Wedgwood และในช่วงสมัยนี้การแต่งกายของสตรีได้นำรูปทรง Decollete square-cut bodice เพื่อแสดงสร้อยคอ
และจีห้ ้อยคอขนาดใหญใ่ ห้เป็นจดุ เด่น

23

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะเคร่อื งประดบั ยคุ ประวัติศาสตร์

3.3.9 ศิลปะเครอื่ งประดบั คาเมโอ (Cameo)
ศิลปะเครื่องประดับแบบคาเมโอนั้น อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 มาจากความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ มีการ

ใช้อทิ รยี วตั ถใุ นการออกแบบเคร่ืองประดบั มากกว่าการใชห้ นิ หรืออัญมณโี ดยเฉพาะวสั ดทุ ี่ทำมาจากเปลอื กหอยได้รับความ
นิยมมาก เพราะนักออกแบบเครื่องประดับในยุคนี้ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุมาก โดยเฉพาะหมู่ชนชั้นสูง และมีการใส่
ความรู้สกึ ทางด้านการรื่นเริงบันเทิงใจ ความสวยงาม การมคี วามสขุ ลงไปในผลงานเครื่องประดับอยเู่ สมอ จึงเปน็ ผลงานที่
นกั ออกแบบนิยมนำมาเป็นแรงบันดาลใจ นอกจากเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะแลว้ ยงั มคี วามหมายและความรู้สึกที่ดอี ีกดว้ ย

ลักษณะการออกแบบนยิ มนำความสวยงามของธรรมชาติมาเปน็ แกนหลัก เครือ่ งประดับดอู ่อนหวาน เน่ืองจาก
นิยมใช้สีชนพูและสีขาวมาเป็นหลัก โดยมีการออกแบบเป็นชุด โดยเครื่องประดับสุภาพสตรีได้ออกแบบแหวน สร้อยคอ
ต่างหู และกำไล แต่เครื่องประดับของสุภาพบุรุษส่วนใหญ่เป็นแหวนกับเข็มกลัด การออกแบบมีการใช้เส้นที่ไหลไปอย่าง
กลมกลืน มีรายละเอียดภายในเส้นที่สวยงาม มีเส้นคนชัดเจน แสดงการตัดกันของพื้นหลังกับภาพเบื้องหน้าทำให้รูป
แกะสลักเบื้องหน้าเป็นแสงสว่าง เห็นรูปทรงท่ีชัดเจน ซึ่งการแกะสลักสว่ นใหญย่ ังคงนำรูปแบบการแกะสลกั แบบกรกี และ
โรมนั มาเปน็ แกนหลัก สว่ นวัสดุท่ีใชท้ ำเครื่องประดบั เป็นอัญมณกี ึ่งมีค่าเปน็ สว่ นใหญ่ ได้แก่ อาเกท คอร์เนลเล่ียน ปะการัง
ลาวา และนลิ เปน็ ต้น ต่อมาในชว่ งหลงั นยิ มและสลักด้วยเปลือกหอย

ภาพที่ 3.3.9-1 Cameo Bracelet depicting the Hunt brothers, by William Morris Hunt, made of gold and shell around 1840, America;
Bequest of Miss Jane Hunt; Photograph © Museum of Fine Arts, Boston
ทมี่ า : https://www.nationaljeweler.com/fashion/antique-estate-jewelry/5038-the-history-behind-cameos

24

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.9-2 This necklace and set of five brooches are part of the permanent collection of the Museum of Fine Arts, Boston. Made of
shell and gold, they date back to about 1840 and were a gift of the Misses Cornelia and Susan Dehon in memory of Mrs. Sidney Brooks.
Photograph © Museum of Fine Arts, Boston
ที่มา : https://www.nationaljeweler.com/fashion/antique-estate-jewelry/5038-the-history-behind-cameos

ภาพท่ี 3.3.9-3 A late 18th century cameo and paste buckle
ท่ีมา : https://www.pinterest.cl/pin/282952789071560726/

25

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัตศิ าสตร์ศิลปะเครื่องประดับยคุ ประวัติศาสตร์

3.3.10 ศิลปะเคร่ืองประดบั นโปเลียนกับโจเซฟนิ (Napoleon & Josephine)
โจเซฟินเป็นสตรีที่อยู่ในยุคการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากความเป็นสตรีที่มีความ

สวยงามแล้ว ยงั เป็นผนู้ ำทางดา้ นแฟชนั่ ทั้งการแตง่ กายและเครอื่ งประดับอีกดว้ ยโดยเฉพาะทรงอภิเษกสมรสกบั นโปเลียน
โบนาปาด ถึงแม้เป็นการแต่งงานครั้งที่ 2 ของพระองค์ก็ยิ่งทำให้พระองค์เป็นผู้นำทางด้านเครื่องประดับมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะหลังจากที่นโปเลียนได้เป็นพระจักรพรรดิ เครื่องประดับสมัยพระจักรพรรดิ์นโปเลียนกับโจเซฟิน ซึ่งทั้งสอง
พระองคต์ อ้ งการที่จะฟืน้ ฟูการคา้ เครื่องประดับให้มคี วามยิ่งใหญ่และหรูหราทส่ี ุด จึงได้เริ่มการค้าเคร่ืองประดับท่ีกรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศสขึ้น โดยพระองค์ได้เริ่มต้นจากการประมูลขายเครื่องประดับราชวงศ์ของฝรั่งเศสจำนวนหลายชิ้น รวมทั้ง
ของพระองคเ์ องดว้ ยเช่นกัน บางช้ินนำมาจัดใหม่เพ่อื ให้มีความเหมาะสม

รูปแบบส่วนใหญ่ได้นำศิลปะแบบกรีกและโรมันมาเป็นแรงบันดาลใจเป็นหลัก ส่วนใหญ่เน้นเพชรนำมา
ออกแบบในรปู แบบสมมาตร ผลงานการออกแบบเครื่องประดับจึงมีลักษณะโปรง่ เหน็ การฝังอญั มณีทช่ี ัดเจน นิยมใช้เพชร
ล้อมรอบ ส่วนอัญมณีจะอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นที่ชัดเจนหรือเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะเครื่องประดับของพระจักรพรรดินี
โจเซฟิน ที่แสดงถึงความหรูหราโดยเฉพาะมงกุฎทีม่ ีการใช้เพชรเป็นจำนวนมาก และผู้ที่ผลิตเครือ่ งประดับให้คือ Nitot &
File

ในระหว่างปี ค.ศ.1800-1820 เครื่องประดับรูปแบบนโปเลียนจัดเป็นแฟชั่นเครื่องประดับที่พัฒนารูปแบบมา
จากช่างยุค Louis Seize โดยให้มีความคลาสสิคมากยิ่งขึ้น หรือนำมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่งมงกุฎและรัดเกล้าเป็น
เครื่องประดับที่มีสีสันมากที่สุดในช่วงนี้ ทั้งการนำเพชรมาเป็นองค์ประกอบ การลงยาและอัญมณีมีค่าที่มีสีสันต่างๆ
มากมาย นอกจากนยี้ ังนำรูปแบบคาเมโอมาเปน็ แรงบันดาลใจผสมรปู แบบเข้ารว่ มดว้ ย

เครื่องประดับในปี ค.ศ.1830 เป็นยุคเครื่องประดับที่มีสีสัน
มาก หลากหลายไปด้ยหินกึ่งมีค่าและเป็นยุคที่ร่ำรวยทองคำมหาศาล
เป็นช่วงที่เทคนิค filigree หรือการเดินเส้นลวดโลหะเป็นทีน่ ิยม มีการใช้
ลวดโลหะบนงานเครื่องประดับหลายชิ้น จึงทำให้เครื่องประดับมีการ
แสดงพื้นผิวมากส่วนใหญ่เป็นพื้นผิวของพืชพรรณธรรมชาติ มีความเป็น
ธรรมชาติ เป็นเครื่องประดับที่มีความคิดที่ซับซ้อน ให้แสงมาก หลายช้นิ
แสดงถงึ การถอดหรอื แยกช้นิ สว่ นได้

ภาพท่ี 3.3.10-1 Imaginary Wish List: Empress Josephine
ทีม่ า : https://www.pinterest.de/pin/541557923938706532/

26

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.10- 2Images of Joséphine de Beauharnais ภาพที่ 3.3.10- 3'Portrait of Empress Josephine' Giclee Print - Jean
ทม่ี า : https://www.pinterest.de/pin/547539267172538215/ Louis Victor Viger du Vigneau | Art.com
ทีม่ า : https://www.pinterest.de/pin/363806476122020820/

ภาพท่ี 3.3.10-4 Napoleon Bonaparte Receiving Queen Louisa of Prussia Poster by Nicolas Louis Francois Gosse
ทมี่ า : https://www.pinterest.de/pin/396246467219622268/

27

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัติศาสตรศ์ ิลปะเครอ่ื งประดับยคุ ประวตั ศิ าสตร์

3.3.11 ศิลปะเครือ่ งประดับแบบคัทสติล (Cut Steel)
การออกแบบเครื่องประดับแบบคัทสติล เป็นการออกแบบที่นิยมในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 18 เทคนิคการ

เจียระไนโลหะนี้พบครั้งแรกที่ Woodstock ประเทศอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่มาเป็นที่แพร่หลายในเมือง
ลอนดอน เมืองเบอร์มิงแฮม เมืองวูลเวอร์แฮมตัน และเมืองซาลิสเบอร์รี่ ในช่วงยุค 1760 เครื่องประดับชนิดนี้เป็นสินค้า
ส่งออกของอังกฤษอย่างหนึ่งก่อนที่จะถึงช่วงเหตุการณ์ปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส ต่อจากนั้นจึงกลายเป็นเครื่องประดับท่ี
แพรห่ ลายในยโุ รปอยา่ งรวดเรว็

ในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีการนำเครื่องประดับมาตกแต่งเพื่อเป็ นสัญลักษณ์ของการแบ่งชนช้ัน
หรือระดับของสังคมของผู้สวมใส่ เพราะเป็นนโยบายมาตั้งแต่เกิดการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศสว่าทุกคนต้องเคร่งครัดต่อ
กฎเกณฑ์ของรัฐบาล โดยออกกฎเกณฑ์ให้เครื่องประดับส่วนใหญ่มีรูปแบบตามรสนิยมของพวกขุนนางเป็นหลัก จึงทำให้
การออกแบบไม่เป็นที่หลากหลายมากนัก แต่ได้เกิดวิทยาการใหม่ๆ ในการผลิต โดยเฉพาะการเจียระไนโลหะ เป็นที่รู้จัก
กนั ดีในเมอื งปารสี จนกระทัง่ ปารีสไดก้ ลายเปน็ ศูนยก์ ลางทางการค้าเพอ่ื ประดบั ประเภทนี้

ผลทางด้านการออกแบบเครื่องประดับแบบคัทสติลนี้ เพื่อเน้นการเปล่งประกายให้ชัดเจนแสงเฉียบคม
สามารถทดแทนอัญมณีที่หายากมากขึ้นในคริสต์ศตวรรษนี้ได้เป็นอย่างดี การเจียระไนโลหะจึงเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ได้
ยาก เนือ่ งจากการเจียระไนต้องเปน็ ผู้ที่ชำนาญทางด้านเจยี ระไนและใช้เครื่องจักรที่พิเศษ มีการระมดั ระวังในการผลิตเป็น
อย่างดี แต่ผลงานเครื่องประดับแบบคัทสติลนี้เป็นเครื่องประดับที่มีความคงทน สวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นที่นิยม
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพราะสามารถเจียระไนได้ดีเหมือนกับการเจียระไนเพชรและมีประกายที่ผิวหน้า ต่อมาได้เกิด
มากาไซท์ (Marcastie) ทำมาจาก iron pyrties บางทีเรียกว่า Fool’s Gold ซึ่งเป็นการเจียระไนโลหะให้เหมือนกับ
เจยี ระไนอัญมณเี พ่อื สามารถฝังไดเ้ หมอื นกับการฝงั อัญมณี

ทางด้านนักออกแบบเครื่องประดบั แบบเจียระไนโลหะทีม่ ีช่ือเสียงในชว่ งนี้คือนาย Matthew Boulton เป็น
นักออกแบบชาวอังกฤษที่นำการเจียระไนโลหะมาออกแบบเครื่องประดับหลายรูปแบบได้อย่างสวยงามในระบบ
อตุ สาหกรรม ซง่ึ มคี วามเปน็ มาดงั น้ี

นักออกแบบเครื่องประดับแบบคัทสติลช่ือ Matthew Boulton เกดิ เมอ่ื ปี ค.ศ.1728-1809 เดิมธุรกิจของ
บิดาคือ โรงงานผลิตตุ๊กตาซึง่ เป็นโรงงานทีใ่ หญ่ที่สุดในเมอื งเบอร์มิงแฮม ต่อมาเมื่อากรเจียระไนโลหะได้รับความนิยมมาก
จึงได้ทดลองผลิตเป็นเครื่องประดับ ซึ่งได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนอกจากนี้โรงงานยังได้ผลิต
เป็นมากาไซท์ มีการลงยา ต่อมากลายเป็นเครื่องประดับของชนชั้นสูงที่เข้าชุดกัน เช่น สร้อยคอ แหวน กำไล ต่างหู แชท
เทิลเลนประดบั ตกแต่ง เป็นต้น ทำให้การเจียระไนโลหะเปน็ กระบวนการผลิตเครื่องประดบั ทีส่ วยงาม ราคาแพงได้ ต่อมา
ได้เป็นเครือ่ งประดับสำหรับสภุ าพบุรุษ และสามารถผลิตเคร่ืองประดับประเภทนีใ้ หก้ ับนักออกแบบเครื่องประดับคนอืน่ ๆ
ตอ่ ไป

28

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.11-1 Scallop Shaped Cut-Steel Brooch.© The Trustees of the British Museum.
ทีม่ า : https://www.langantiques.com/university/cut-steel-jewelry/

ภาพที่ 3.3.11-2 Jasperware Buckle with Cut-Steel Frame. c.1810. Victoria & Albert Museum Collection.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/cut-steel-jewelry/

29

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะเคร่อื งประดับยคุ ประวตั ศิ าสตร์

3.3.12 ศิลปะเคร่ืองประดับแบบแชทเทลิ เลน (Chatelaines)
เครือ่ งประดับแบบแชทเทิลเลนเป็นการออกแบบเคร่ืองประดับเล็กๆ ทีไ่ ว้สำหรับหอ้ ยติดสอยไปมา หรือเรียก

อกี อยา่ งว่า ตุ้งตง้ิ เปน็ เคร่ืองประดบั ท่นี ยิ มมากเมือ่ ปี ค.ศ.1860 ถงึ ปี ค.ศ.1890 โดยบุคคลท่ีช่ือ Alexandra เป็นผู้ริเริ่มนำ
เครอื่ งประดบั แบบแชทเทลิ เลนมาประดับตกแต่ง จนเป็นทน่ี ยิ มในหม่สู งั คมทัว่ ไป

หลักการในการออกแบบเครื่องประดับแบบแชทเทิล
เลนมีลักษณะตามความหมายของชื่อ โดยมีหลักแกนกลางเป็นสมดลุ
ในการติด หรือเป็นโครงหลัก ซึ่งอาจจะมีลักษณะเล็กหรือยาวก็ได้แต่
จะต้องมีแขนหรือขาที่ห้อยเคลื่อนไหวไปมา โดยมีการออกแบบลูก
เล็กๆ ในการเคลื่อนไหว แต่การออกแบบโดยภาพรวมแล้วต้องมี
ลักษณะยาว ผอม สงู และมีลกู เล็กๆ ห้อยไปมา

ภาพท่ี 3.3.12-1 French Art Nouveau Silver Châtelaine.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/chatelaine/

ภาพท่ี 3.3.12-2 Victorian Gold Vanity Châtelaine.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/chatelaine/

30

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ศิ าสตร์ศิลปะเคร่อื งประดับยุคประวตั ศิ าสตร์

3.3.13 ศิลปะเครอ่ื งประดับสมยั คริสตศ์ ตวรรษที่ 19
ช่วงสมยั คริสต์ศตวรรษท่ี 19 เปน็ ชว่ งทยี่ ุโรปมีอำนาจทางการเมืองในระดบั โลกและมีเหตุการณ์เปล่ียนแปลง

อย่างมากมาย สืบเนื่องมาจากสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นสำคัญ ที่เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ปฏิวัติอุตสาหกรรมและ
การปฏิวัตทิ างการเมืองของฝรั่งเศส เปน็ ผลให้สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เปน็ ยุคเฟ่อื งฟูทางดา้ นวัตถุนยิ มเป็นอย่างยิ่ง ความ
ต้องการทาด้านวัตถุจึงมีความต้องการที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการขาดแคลนหลายประการ โดยเฉพาะวัตถุดิบเพื่อการผลิตสิ่ง
ตา่ งๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการ จึงใชอ้ ำนาจทั้งทางด้านการเมืองและความเจริญทางเทคโนโลยีค้นหาและนำมาสู่การ
ตอบสนองของตนเอง ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ในรูปแบบของการล่าอาณานิคม ประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงนิยมในการ
เดินทางเพื่อแสดงหาดินแดนอันสมบูรณ์เพ่ือนำมาของวัตถุดิบเพื่อการบริโภคอย่างเพียงพอ เพื่อการค้าอันผลผลประโยชน์
มากมาร เพอ่ื แสดงถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี แสดงถึงความมอี ำนาจทางกฎหมายและการมบี ทบาทตอ่ การปกครอง
ทอ้ งถ่ิน และกระจายประชากร ทำใหป้ ระเทศต่างๆ ในยุโรปจงึ มีความเตมิ โตอย่างรวดเร็วท้ังทางดา้ นวตั ถแุ ละอำนาจ

ศิลปะเครื่องประดับในช่วงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงได้เป็นวัตถทุ ี่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วงเช่นกัน ทั้ง
ทางด้านการผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น ของการผลิตทั้งเชิงอุตสาหกรรมและการผลิตเชิงศิลปะ รวมทั้ง
การออกแบบเครื่องประดับที่มีรูปแบบท่ีหลากหลายมีการพัฒนาทางด้านการออกแบบสงู และมีนักออกแบบท่ีโดดเด่นเปน็
จำนวนมากเช่น เครื่องประดบั ในปี ค.ศ.1850 เป็นเครื่องประดบั ทมี ีการแสดงถึงธรรมชาติทงี่ ดงามมาก มีความหลากหลาย
ของดอกไม้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงาน The Great Exhibition ปี ค.ศ.1851 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนัก
ออกแบบเครื่องประดับจำนวนมากแสดงผลงานเคร่ืองประดับประเภทดอกไม้ได้อย่างสวยงามยิ่ง โดยเฉพาะผลงานการ
ออกแบบเครื่องประดับกลุม่ ดอกกหุ ลาบ นอกจากนยี้ ังมีกลุ่มผลไม้และใบไม้ มาถึงเครื่องประดับในยุค 1860 เป็นช่วงที่นัก
โบราณคดีมีอิทธิพลต่อการออกแบบเครื่องประดับมาก ผลงานการออกแบบเครื่องประดับในยุคนี้ มีรูปทรงของการ
ออกแบบเครื่องประดับที่เกิดจากความเข้าใจในรูปทรงของเครื่องประดับโบราณที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากการค้นพบของนัก
โบราณคดี เป็นผลงานทแ่ี สดงถงึ ความละเอียดในการผลิตท่ีสูงมาก หรอื นำรูปแบบเดิมมาผลิตใหม่ด้วยเทคนิคที่พัฒนาแล้ว
ซ่ึงจะไดผ้ ลงานที่มีคณุ ภาพสงู และทรงคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์ ทำให้เปน็ เครือ่ งประดับที่นิยมมากในหมชู่ นช้ันสูง ไม่จำกัด
เฉพาะกรกี และโรมนั แตม่ รี ูปแบบของอทิ รสั กัน อัสซีเรยี น อยี ปิ ต์ เปน็ ต้น จนมาถึงเครอื่ งประดับยคุ 1870 เปน็ ชว่ งทก่ี ระแส
ของวรรณกรรมมีบทบาทต่อสังคม แรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับจึงมีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะ
เกี่ยวกับเรื่องราวของสัตว์ จึงทำให้เครื่องประดับรูปสัตว์มีจำนวนมาก เช่น หมาป่า หมู เป็นต้น และในยุคนี้เป็นยุคที่
สามารถผลิตเครื่องประดับแบบมวลรวมได้ดี ราคาของเครื่องประดับจึงมีราคาที่ถูกลงไปบ้าง เช่น ในงาน London
Exhibition เมื่อปี ค.ศ. 1872 ได้แสดงถึงเครื่องประดับเกี่ยวกับสัตว์จำนวนหลายชิ้น โดยเฉพาะผึ้งในประเทศอาฟริกาใต้
เป็นที่โดดเด่น ส่วนเครื่องประดับยุค 1880 เป็นช่วงที่เข้าสู่การผลิตแบบมวลรวมมากขึ้น บริษัทที่สามารถผลิต
เครอ่ื งประดบั ได้ปริมาณมากและมีคณุ ภาพดคี ือ บรษิ ัท C.R.Ashbee ซ่งึ ก่อตงั้ ข้นึ ในปี ค.ศ.1888

31

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

นอกจากนี้ยังเป็นห้องปฏิบัติการและโรงเรียนในการฝึกอบรมทางด้านเครื่องประดับเป็นอย่างดี ผลงาน
เครื่องประดับจาก C.R.Ashbee นี้จึงมีเป็นจำนวนมากหลายรูปแบบ มาในช่วงเครื่องประดับยุค 1890 เป็นช่วงยุคที่มี
ความสำคัญตอ่ การออกแบบเครื่องประดบั เน่ืองจากมีความต่อเนื่องจากเดิมหลายสว่ นและมีกระแสทางการออกแบบอื่นๆ
เข้ามาร่วมดว้ ย สว่ นทีต่ อ่ เนือ่ งมีเคร่ืองประดับ บรษิ ัท C.R.Ashbee นอกจากนเี้ ป็นช่วงสมยั ก่อนเขา้ ช่วงเครื่องประดับแบบ
อาร์ตนูโว และเป็นช่วงสิ้นสุดสมัยวิคตอเรีย เครื่องประดับในยุคนี้บางช่วงจึงเรียกว่า Gay Nineties โดยชาวฝรั่งเศสเป็น
ต้นแบบของรูปแบบนี้ เพื่อที่จะเปลี่ยนรูปแบบเดิมๆ คือ รูปแบบของวิคตอเรียโดยให้มีการพัฒนาทางด้านรูปแบบมาก
ย่ิงขึน้ จนมาถึงเครื่องประดับยุค 1900 เคร่อื งประดบั แหง่ ความรักเป็นเครื่องประดบั ท่แี สดงถึงความรักในรูปแบบต่างๆ จึง
ทำใหม้ สี ัญลักษณ์แห่งความรักมากมาย เช่น ลกู ศรของกามเทพ หัวใจ เปน็ ตน้ นอกจากความรักฉันชู้สาวแล้วยังมีความรัก
แบบเพื่อนหรือคนทส่ี นิท เครอื่ งประดบั ส่วนใหญ่จึงเปน็ จ้ีห้อยคอ เข็มกลดั ล็อกเกต็ เปน็ ต้น ในชว่ งคริสต์ศตวรรษที่ 19 ใช้
หนิ สีสดตา่ งๆ เปน็ สัญลักษณแ์ ละเป็นภาษาอย่างหน่ึงในการสื่อถงึ อารมณ์และความรสู้ ึกได้ดีจดั เปน็ เครื่องประดับอย่างหนึ่ง
ทนี่ กั ออกแบบนิยมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสมอ

การออกแบบเครื่องประดับในช่วง
คริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้ จึงมีหลายรูปแบบเครื่องประดับทัง้
ในแงเ่ ชิงอนรุ ักษ์ศิลปะเครื่องประดับโบราณ และในแง่ของ
ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งดำเนินไปตามเวลาแฟชั่นในแต่
ละชว่ ง

ภาพท่ี 3.3.13-1 A Victorian Plique-à-Jour Bat Brooch. Circa 1890.
Photo courtesy of Sotheby’s.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/aesthetic-period-
1885-1901/

ภาพท่ี 3.3.13-2 René Lalique Pendant with Plique-á-Jour Enamel.
ทีม่ า : https://www.langantiques.com/university/aesthetic-period-
1885-1901/

32

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัติศาสตร์ศิลปะเคร่อื งประดบั ยุคประวตั ิศาสตร์

3.3.14 ศลิ ปะเคร่อื งประดบั อนรุ ักษน์ ิยม
ศิลปะเครื่องประดับอนุรักษ์นิยม เกิดจากการที่สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเสาะแสวงหาความรู้

ใหม่ๆ ทั้งในแง่การขุดค้นและในแง่ของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นยุคที่มีวิทยาการก้าวหน้าในการค้นหาซากวัตถุ
โบราณ เพอ่ื เปดิ เรอ่ื งราวอารยธรรมโบราณให้สงั คมได้เรียนรู้ จึงทำใหอ้ ารยธรรมโบราณทสี่ ำคัญในช่วงนี้ไดถ้ ูกเปิดเผย เช่น
อารยธรรมอียิปต์โบราณดินแดนเมืองทรอย เป็นต้น ทำให้นักโบราณคดีในช่วงนี้ได้ชื่อเสียงกันเป็นมาก และจากความ
น่าสนใจในเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับกับหลายรูปแบบ และทำให้นัก
ออกแบบเครื่องประดับในช่วงนี้มีชื่อเสียงเป็นอันมาก เพราะนอกจากระบบอุปถัมภ์ช่างทองของเหล่าขุนนางหรือกลุ่มชน
ช้นั สูงแล้ว ยังรวมถงึ ระบบการค้าท่ีนักออกแบบเคร่ืองประดับหลายคนไดจ้ ัดตั้งบริษัท มรี ายไดจ้ ากการค้าเคร่ืองประดับได้
เป็นอย่างดี ท้งั นีร้ ูปแบบเครื่องประดับอนุรักษ์นิยมนัน้ ลกู ค้าสว่ นใหญ่ยงั คงเป็นกลุ่มชนชัน้ สูง เนือ่ งจากการศึกษาเร่ืองราว
ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์แล้ว งานฝีมือของช่างศิลปะเครื่องประดับอนุรักษ์นิยมเป็นที่นิยมเนื่องจากมีฝีมือในการผลิต
เครื่องประดบั อย่างละเอยี ดลออ ประณีตมาก เปน็ ทนี่ ่าประทบั ใจคอ่ นข้างสูง

ดังตัวอย่างครอบครัวนักออกแบบเครื่องประดับที่โดดเด่นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 มาจนถึงท่ี
คริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้แก่ ครอบครัวนาย Fortunato Pio Castellani ซึ่งเป็นนักออกแบบเครื่องประดับชว่ งแรกที่นำการขดุ
ค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ รวมทั้ง Carlo Giuliano, Peter Carl Faberge และ
Eugene Fontenay

ภาพที่ 3.3.14-1 design-is-fine: Fortunato Pio Castellani & Sons, necklace Melos, 1873.
ทม่ี า : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495546/

33

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.14- 2Brooch with cameo of medusa by Castellani and ภาพที่ 3.3.14- 3Renaissance revival ring by Castellani and Sons,

Sons, Rome. Rome.

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495852/ ท่มี า : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495850/

ภาพที่ 3.3.14- 4giuliano, carlo ||| pendant ภาพที่ 3.3.14- 5Earrings | Giuliano, Carlo | V&A Search the
ท่ีมา : https://www.pinterest.com/pin/423127327484074878/ Collections
ทีม่ า : https://www.pinterest.fr/pin/487162884687001894/

34

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.14- 6GOLD AND SAPPHIRE NECKLACE, CARLO GIULIANO ภาพท่ี 3.3.14- 7An enamel and pearl necklace, by Carlo Giuliano
ทม่ี า : https://www.pinterest.com/pin/645492559078514797/ ทีม่ า : https://www.pinterest.com/pin/72198400250120790/

ภาพท่ี 3.3.14- 8Carlo Giuliano | Pendant brooch in the form of a ภาพที่ 3.3.14- 9Carlo Giuliano 18ct Yellow Gold Carved Ring (937)

Gothic Cross | British, London | The Met ท่มี า : https://www.pinterest.com/pin/352969689547163662/

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/352969689547163707/

ภาพที่ 3.3.14- 10Fabergé Imperial Coronation Egg. Presented by ภาพท่ี 3.3.14- 11Fabergé Imperial Winter Egg. Presented by Tsar

Tsar Nicholas II to his wife Tsarina Alexandra Feodorovna for Nicholas II to his mother, Dowager

Easter 1897. Fabergé Museum, St. Petersburg. Empress Maria Feodorovna for Easter 1913. Private Collection.

ท่มี า : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100- ที่มา : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100-

years/ years/

35

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.14- 12Fabergé miniature replicas of the Russian ภาพท่ี 3.3.14- 13Fabergé Basket of Lilies of the Valley, 1896.

Imperial crown jewels, 1900. State Hermitage Metropolitan Museum of Art, New York (long-term

Museum, St. Petersburg loan of the Matilda Geddings Gray Foundation Collection).

ท่ีมา : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100- ท่ีมา : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100-

years/ years/

ภาพที่ 3.3.14- 14Eugène Fontenay attributed - An antique gold ภาพที่ 3.3.14- 15Necklace with painted enamel plaques, Eugene

necklace, Paris, circa 1870 Richet & Eugene Fontenay, 1867-73

ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/445363850635868884/ ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/126030489543926982/

36

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะเคร่ืองประดับยคุ ประวัติศาสตร์

3.3.15 เครือ่ งประดบั สไตล์อารต์ นโู ว (Art Nouveau Jewelry)
ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ มีการศึกษาค้นหาสิ่งใหม่มากขึ้นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เร่ิม

มองเห็นความงามมากข้ึน ศิลปะทศั นศลิ ป์เข้าส่ชู ว่ ง Post Impressionism ซ่งึ อยู่ในยคุ ชว่ งกลางศตวรรษที่19 เปน็ ต้นมา เปน็ ชว่ งที่
ยุโรปนิยมการค้าหาแผ่นดินใหม่เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ การขยายพื้นที่เพื่อประชากรและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ จึงทำให้เกิด
การล่าอาณานคิ มขนึ้

ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของยุโรป และอาณาจักรที่มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของมนุษย์ชาติคือ สหราช
อาณาจกั รหรือประเทศอังกฤษ เปน็ ชว่ งที่เฟอ่ื งฟเู ก่ียวกบั ความงามและศิลปะใหมๆ่ เรม่ิ ท่กี อ่ ตัวขน้ึ โดยเฉพาะรปู แบบสมัยใหม่

ศลิ ปะแบบอาร์ตนโู วเร่ิมต้นทปี่ ระเทศอังกฤษ โดยมศี ลิ ปนิ กลุ่มกลาสโกวส์ คลู รวมตัวกันขึ้นเพ่ือนำเสนอศิลปะแนวใหม่
ที่ได้สร้างสรรค์กันขึ้นมา จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกระแสที่เรียกว่า Art and Craft Movement จึงเกิดการปฏิวัติรูปแบบ
ของงานชา่ งหลายแขนง ให้มีรปู แบบแนวใหม่หรือรปู แบบทเ่ี รียกว่าอารต์ นโู วนัน้ เอง ซงึ่ มีลกั ษณะออ่ นหวาน พลิ้ว มรี ปู รา่ งยาวยืด มี
การพันเกาะเก่ียวไปมา หรือเรยี กอีกแบบว่า Noodle Style

ศิลปะเครื่องประดับรูปแบบอาร์ตนโู ว เป็นงานช่างแนวศิลปะท่ีทำให้รูปแบบอาร์ตนูโวเป็นที่เฟื่องฟมู ากงานหนึ่ง โดย
นักออกแบบเครื่องประดับต่างได้รับอิทธิพลมาจากกระแสการเคลื่อนไหวของ Art and craft Movement และเนื่องจากเปน็ ช่วง
เริ่มต้นเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ จึงทำให้รูปแบบงานช่างมีการผสมผสานระหว่างรูปแบบเก่าและใหม่อยู่ แต่มีแรงบันดาลใจในการ
การสร้างสรรคเ์ ครอ่ื งประดับรปู แบบอาร์ตนโู วรว่ มกัน ซง่ึ มีลกั ษณะดงั น้ี

1. จากพชื ธรรมชาติ เชน่ ดอกไม้ ใบไม้
2. จากสัตวแ์ ละแมลง เชน่ ผเี ส้อื แมลงปอ งู ไก่ นกยงู ค้างคาว นกฮกู รวมทง้ั สตั วใ์ นจินตนาการ เช่น สฟริงซ์
3. จากวรรณกรรม เช่น เจ้าชายกบ
4. จากบคุ คลสำคญั
5. จากวัฒนธรรมต่างถน่ิ เช่น วัฒนธรรมญป่ี นุ่
6. จากความงามของผู้หญิง
จากแรงบันดาลใจดังกล่าว ศิลปะเครื่องประดับอาร์ตนูโว จึงมีแนวทางการออกแบบ ทั้งรูปแบบเหมือนจริงและ
รปู แบบนามธรรม

37

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.15- 1Pine cones by Rene Lalique. Art Nouveau jewelry ภาพที่ 3.3.15- 2Rene Lalique – branches pendant. Art Nouveau

ท่มี า : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/ jewelry

ท่ีมา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/

ภาพท่ี 3.3.15- 3Jim Kelso, Japanese maple brooch ภาพที่ 3.3.15- 4Two Swans Pendant. Made of gold, enamel,
ที่มา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/ diamonds. Rene Lalique
ที่มา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/

ภาพที่ 3.3.15- 5Grape vine buckle, Rene Lalique ภาพท่ี 3.3.15- 6Bird of paradise, silver buckle, pearls, enamel.
ท่ีมา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/ 1900. Art Nouveau style jewelry
ทีม่ า : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/

38

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.15- 7Rene Lalique floral brooch ภาพที่ 3.3.15- 8Stylish thistle pendant-brooch
ที่มา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/ ท่มี า : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/

ภาพท่ี 3.3.15- 9Thistle clasp ภาพท่ี 3.3.15- 10Gorgeous Peacock pendant
ทีม่ า : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/ ท่ีมา : https://vsemart.com/art-nouveau-jewelry/

จากตัวอย่างข้างต้นเห็นได้ว่า เป็นตัวอย่างจากรูปแบบเหมือนจริงทั้งสิ้น ส่วนแบบนามธรรมนักออกแบบยังคงใช้แรง
บนั ดาลใจเชน่ เดิมจากธรรมชาติและความยาวยืดของรปู ทรง แตม่ กี ารเปลย่ี นรูปทรงให้มีลักษณะนามธรรม รูปแบบอาร์ตนโู วไดเ้ ป็น
ท่นี ิยมในการสร้างสรรค์งานศิลปะและงานชา่ งมาก ถอื เป็นยคุ ของการเปล่ยี นรสนยิ มของสงั คมชาวตะวันตก

ประเทศท่ีไดร้ บั ความสำเร็จสูงสดุ ต่อรปู แบบนีค้ ือ ประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะเคร่อื งประดับได้รบั การยกย่องมาก และ
เป็นท่ีรูจ้ กั กนั ในการเปดิ ตวั ในงาน La Maison de Art Nouveau เม่อื ปี ค.ศ.1895 ที่กรงุ ปารสี นกั ออกแบบท่มี ีชือ่ เสยี งมาก ได้แก่
นาย Rene Lalique จากการชนะเลศิ การประกวดออกแบบเคร่ืองประดับในงาน Exposition Universelle

39

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพท่ี 3.3.15-11 เครอ่ื งประดับสไตล์อารต์ นูโว (Art Nouveau Jewelry)
ทมี่ า : http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html

ในปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้า ของเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ หรือการผลิต โดยเน้นไปใน
ทิศทาง ด้านศลิ ปะเปน็ หลกั ซึง่ ไดร้ ับอทิ ธพิ ลมากจาก ศลิ ปะของทางตะวันออก คอื ภาพเขยี นของญี่ปนุ่ เคร่ืองประดบั สไตลน์ ี้ ได้ชอื่
มาจาก แกลเลอรีก่ ารตกแต่ง ในเมอื งปารสี ชอื่ ของแกลเลอรี่คือ Maison de l’Art Nouveau ซง่ึ เจา้ ของคอื นายซีกฟรดี บิงค์ นัก
ออกแบบสไตล์นี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักคือ วิลเลี่ยม มอริส ซึ่งเป็นคนริเริ่มขึ้น ผู้ที่ผลงานมีคนรู้จัก มากที่สุดคือ เรเน่ ลาลิ ค นัก
ออกแบบ ชาวฝรั่งเศส นอกจากองรี วีเว็ต, ลูเชี่ยน จิลลาด, จอร์จ ฟูเช, ฟิลลิปป์ โวลเฟอร์ จากประเทศเบลเยี่ยม และหลุยส์คอม
ฟอร์ด จากสหรัฐอเมริกา ซ่งึ ลว้ นแลว้ มผี ลงาน ในสไตลน์ ี้ทง้ั สน้ิ อารต์ นโู ว มลี ักษณะเดน่ ในดา้ นเครื่องประดบั คอื

1. อาร์ตนูโว เป็นเครื่องประดับ ที่แสดงความเคลื่อนไหว (free flowing movement) ก่อให้เกิดความ มีชีวิตชีวา
ความสิเน่หา (passion) เมื่อนำทุกองค์ประกอบ มารวมกันแล้ว เกิดเป็นโลกแห่งจินตนาการ ที่แปลกแหวกแนว โดยนำ
ธรรมชาติ รอบตัวไม่วา่ จะเป็นแมลง, สตั ว์ทะเล, ดอตว์เล้ือยคลาน รวมทั้งมนษุ ย์ ใบหนา้ หญิงสาว มาใช้เป็นลวดลายหลัก

2. เทคนิคที่นิยมมาก ในสไตล์อาร์ต นูโว คือ เทคนิคการลงยา (enameling) และแบบที่ใช้มากที่สดุ ในการลงยาแบบ
plaque-a-jour ตัวอยา่ งเชน่ ปกี แมลงปอ ตามความเป็นจริงน้ัน จะใสแลดูเบา เม่อื นำการลงยา แบบทก่ี ลา่ วไว้มาใช้ จะให้
ความรสู้ กึ เหมือน ปีกแมลงจรงิ ๆ

3. มักจะประดับด้วยมุก และอัญมณี อัญมณีที่ใช้มักจะเจียระไน แบบหลังเบี้ย (cabochon-cut) มากกว่าเจียระไน
แบบมเี หล่ยี ม

4. ช้ินงานของอารต์ นโู ว สว่ นใหญ่ จะออกมาในแบบ 3 มติ ิ 5. ประเภทเครื่องประดับ ทีท่ ำข้ึนคอื จี้หอ้ ยคอ, สร้อยคอ,
สำหรบั ประดบั ศีรษะ, สรอ้ ยคอ และกำไลขอ้ มือ, เข็มกลัด เปน็ ตน้

40

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

3.3 ประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะเครื่องประดบั ยคุ ประวัตศิ าสตร์

3.3.16 ศลิ ปะเครอ่ื งประดับสมัยวิคตอเรยี (Victorian jewelry)
ศิลปะเครื่องประดับสมัยวิคตอเรียได้ยึดช่วงสมัยของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษเป็นหลัก

โดยอตั ชวี ประวตั ิของพระองคไ์ ดแ้ บง่ ออกเป็น 3 ชว่ ง ไดแ้ ก่
• ชว่ งวคิ ตอเรยี ตอนต้น เมือ่ ปี ค.ศ.1837 ถงึ 1860

• ช่วงกลางของสมัยวิคตอเรยี เมื่อปี ค.ศ.1860 ถงึ 1885

ช่วงปลายสมยั วคิ ตอเรียและพระเจ้าเอ็ดเวริ ์ด เมอื่ ปี ค.ศ.1885 ถึง 1910
ช่วงวิคตอเรียตอนต้น อยู่ในช่วงระหวา่ งปี ค.ศ.1837 ถึง 1860 หรือเรียกช่วงนี้อีกอย่างหนึ่งว่า ยุคโรแมนติก
เป็นช่วงที่พระองค์ทรงพระเยาว์ ทรงได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชินีแห่งอังกฤษและการมีความ รักของพระองค์ ทำให้
เคร่ืองประดับทป่ี รากฏมีสีสันสดใส ประกอบกับอยใู่ นช่วงที่ประเทศอังกฤษมีอำนาจและบารมี ดังนั้นในช่วงสมัยน้ีเป็นช่วง
ทีท่ รัพย์สนิ ทัง้ หลายมอี ยเู่ ปน็ จำนวนมาก
เครื่องประดับที่ปรากฏในช่วงนี้จัดเป็นช่วงต้นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงมีลักษณะการออกแบบที่อิงกับ
ประวัติศาสตร์ค่อนข้างมาก เนื่องจากนักออกแบบในช่วงนี้ต่างมีแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบ เช่น ช่วงยุค
เรอนาซองค์ ยคุ กลาง เปน็ ตน้ ซึ่งสรา้ งกระแสการออกแบบแนวอนุรกั ษน์ ยิ มได้มาก แต่ถึงกระนัน้ นกั ออกแบบเคร่อื งประดับ
ที่ไม่อิงกับประวัติศาสตร์มากนักก็ได้ปรากฏเช่นกัน ผลงานเครื่องประดับที่ปรากฏจึงมีลักษณะสีสันสดใส แลดูอ่อนหวาน
และมคี วามสวยงาม
ดังนั้นแนวทางในการออกแบบและการนำวัสดุมาใช้ในการออกแบบในช่วงต้นสมัยวิคตอเรีย จึงนิยมรูปแบบ
กรกี โรมนั โกธิค ยุคกลาง นยิ มใช้ไขมุกเป็นเมล็ดพวงอง่นุ ใบไม้ต่างๆ และมรี ูปทรงหัวใจ สว่ นวัสดทุ น่ี ิยมใช้ ได้แก่ ทองคำ
ทุกสี แต่ยกเว้นสีขาว ทองคำม้วนไปตามรูปแบบนิยมการชุบทองช่วงหลังจากปี ค.ศ.1840 ส่วนอัญมณที ี่นิยมใช้ ได้แก่ นิล
เทอร์คอยส์ งาช้าง อลมู นิ ัมนิยมหลังจากปี ค.ศ.1855
ช่วงกลางของสมัยวิคตอเรีย ช่วงกลางของสมยั วิคตอเรีย เมื่อปี ค.ศ.1860 ถึง 1885 หรือเรียกชว่ งนี้อกี อย่าง
หนึ่งว่า ยุคแห่งความสง่างาม เนื่องจากในยุคจี้พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจเต็มที่ สุภาพสตรีในช่วงน้ีมีความเข้มแข็งและ
เปล่ยี นทัศนคติในการดำเนินชวี ติ อย่างส้ินเชงิ เหลา่ สภุ าพสตรตี ้องมอี าชีพ ตอ้ งแขง่ ขันรว่ มกบั ผู้ชายและมีความต้องการการ
ยอมรบั นับถือมากขน้ึ ดงั น้นั การออกแบบเครื่องประดับในยุคน้ีจึงนิยมรูปแบบเคร่ืองประดับแบบอิทรัสกัน เนื่องจากมีการ
ออกแบบที่ดูเข้มแข็ง สง่างามน่าเช่ือถือ ซ่งึ ต่างจากชว่ งแรกที่ดูอ่อนหวานมากกว่า ดงั นนั้ แนวการออกแบบจึงนิยมรูปหัวใจ
รปู แบบเคร่ืองประดับอิทรสั กัน ชือ่ ชอบการภาพถ่าย ชอบรปู แบบระฆงั ช่อดอกไมห้ รอื เปน็ พูห่ ้อยแมลงต่าง งู ส่วนวัสดทุ ี่ใช้
ในการผลิต ไดแก่ แมลงปีกแขง็ อำพัน สว่ นอัญมณีและโลหะยังคงนิยมเช่นเดียวกันกบั สมยั วิคตอเรียตอนต้น

41

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ปลายสมัยวิคตอเรียและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด มาถึงช่วงปลายสมัยวิคตอเรียและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เมื่อปี ค.ศ.
1885 ถึง 1910 เรียกว่าช่วงนี้อกี อยา่ งวา่ ยคุ แห่งสุนทรยี ศาสตร์ เนอ่ื งจากเป็นช่วงที่ชาวอังกฤษมีความซาบซึง้ หรือหลงใหล
ในงานศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลงานทางด้านจิตรกรรม ซึ่งศิลปะเข้าสู่ช่วงสมัยพรีราฟาเอลไลท์ ( Pre-
Raphaelite) การสวมใสเ่ คร่อื งประดับจึงแตกต่างจากช่วงกลางสมยั เนอ่ื งจากสุภาพสตรที ัง้ หลายเร่มิ มีความมัน่ มากขึ้น จึง
ใส่เครื่องประดับจำนวนน้อยชิ้น นิยมสวมกลางวัน มีการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบง่ายขึ้น แต่เพชรเป็นอัญมณีที่นิยม
มาก ผลงานการออกแบบเครอื่ งประดบั จึงนำเพชรมาเปน็ องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั จำนวนมาก

เมื่อมาถึงช่วงปลายสมัยของพระองค์หรือช่วงที่พระเอ็ดเวิร์ดเสด็จสวรรคตแล้ว เครื่องประดับต่างๆ ล้วนมี
ลักษณะเรียบง่าย เนื่องจากสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียทรงชุดแต่งองค์ไวท้ ุกข์ตลอดจนเสด็จสวรรคต เครื่องประดับจึงเต็ม
ไปด้วยสีเข้มดำเป็นส่วนมาก นิล จึงเป็นวัสดุหายากในช่วงนี้ การออกแบบจึงมีแต่สัญลักษณ์แห่งความเงียบสงบ นิ่ง แต่ก็
แฝงความเข้มแข็งและความหวังอยู่เสมอ ดังนั้นแนวการออกแบบจึงนิยมดวงจันทร์ครึ่งซีก และดวงดาว ไม้กางเขน หัวใจ
ทัง้ รปู แบบดวงเดียวและสองดวง นก ดอกไม้ เกือกม้า และสัญลกั ษณอ์ ่นื ๆ ทแ่ี สดงถงึ ความโชคดี พระจนั ทรแ์ ละนักฮูก ชาย
บนดวงจันทร์ กีฬา แมลงต่างๆ ส่วนโลหะที่นิยมใช้ในการผลิตช่วงนี้ ได้แก่ ทองคำ ซึ่งมีการผสมสีต่างๆ แพทตินัม เงิน
ทองแดง

ภาพท่ี 3.3.16-1 เครือ่ งประดบั สมยั วคิ ตอเรยี (Victorian jewelry)
ที่มา : http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html

42

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

เคร่อื งประดบั สมัยน้ี เกดิ ขึน้ ในสมยั ของสมเดจ็ พระนางเจา้ วิคตอเรีย แหง่ สหราชอาณาจักร ในตอนตน้ ของสมัย ยังได้รับ
อิทธิพล ของเครื่องประดับ สมัยโกธิค และเรอเนอซองส์ อยู่มาก กลางสมัย เนื่องจากอังกฤษ ได้แผ่อำนาจมีอาณานิคม ไปทั่วโลก

การนำวัตถุดบิ จากแดนท่ีต่างๆ เช่น ไขม่ ุกต่างๆ และเพชรคุณภาพดี จากแอฟรกิ าใต้ มาใช้ประกอบ เป็นเครือ่ งประดบั จึงง่าย
เครื่องประดับสมัยวิคตอเรีย เกิดความนิยมมากที่สุด ในช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ของสมเด็จพระนางเจ้า วิคตอเรีย
สิ้นพระชนม์ ในค.ศ. 1861 เพราะใช้เป็นเครื่องประดับ สำหรับไว้ทุกข์ (Mouning jewelry) เนื่องจาก เครื่องประดับวิคตอเรีย
โดยมากมักใช้เพชร และไข่มุก บนชิ้นงาน ซึ่งสีสันไม่สะดุดตา เหมาะสำหรับการไว้ทุกข์ เครื่องประดับสมัยวิคตอเรียจะนำอัญมณี
อื่นๆ มาใชเ้ ชน่ กนั เชน่ โกเมน (garnet), เทอรค์ อยซ์ (turquoise), นิล (onyx) เป็นต้น ประเภทของเครอ่ื งประดบั ท่ีทำในสมัยน้ัน
คือ แหวน, สร้อยคอ, สรอ้ ยและกำไลขอ้ มอื , เขม็ กลัด ฯลฯ

ภาพที่ 3.3.16- 1A parure consisting of gold and amethysts, made ภาพท่ี 3.3.15- 2Queen Victoria’s fringe brooch, created in 1856 by

by Cartier, circa 1850. R&S Garrard, features a large old European style cushion cut

ท่มี า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and- diamond surrounded by 12 large European cut stones and 9

fashion hanging diamond chains.

ทีม่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-

fashion

ภาพท่ี 3.3.16- 3Sapphire and diamond necklace by Mellerio dits ภาพที่ 3.3.16- 4Mellerio dits Meller circa 1860.

Meller, circa 1870. . ที่มา : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-

ทมี่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and- fashion

fashion

43

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพท่ี 3.3.16- 7A gold bracelet with an enamel portrait painted ภาพที่ 3.3.16- 8A Patek Philippe gold and diamond bangle style

on ivory. The piece was created in 1823 by Mellerio Dits Meller. wristwatch, crica 1880.

ทม่ี า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and- ทม่ี า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-

fashion fashion

ภาพท่ี 3.3.16- 5Carlo Giuliano 19th century. Guilliano was the ภาพท่ี 3.3.16- 6Piique a Jour Enamel diamond bangle, created by

private jeweller to Queen Victoria.. Boucheron in 1875.

ทมี่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and- ทม่ี า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-

fashion fashion

ภาพท่ี 3.3.16- 9One of the Turquoise Eagle brooches that Queen ภาพท่ี 3.3.16- 10A rose gold diamond and ruby double snake ring

Victoria gave to each of her 12 bridesmaids. and a rose and green gold snake bangle bracelet – both dating

ท่ีมา : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and- back to the Victorian period

fashion ที่มา : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-

fashion

44

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.16-11 A Patek Philippe pendant watch in gold with miniature paintings, circa 1860’s
ทีม่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/victorian-jewelry-and-fashion

45

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

ภาพที่ 3.3.16- 12A Victorian table worked open "beads" hair bow ภาพท่ี 3.3.16- 13Victorian hair brooch, basket weave in glass

pin with acorn drops. The knot of the bow is gold tone inscribedcovered compartment, scalloped design, back indented, 1-1/2".

with the name "Lizzie." It measures 2-1/2" by 1-1/4". [Photo [Photo courtesy of Morning Glory Antiques and Jewelry]

courtesy of Morning Glory Antiques and Jewelry] ท่ีมา : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair-

ทม่ี า : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair- jewelry.html

jewelry.html

ภาพท่ี 3.3.16- 14Victorian table worked hair bracelet with gold ภาพที่ 3.3.16- 15Victorian 14k yellow gold hair earrings, each a
stations and clasp, amazingly delicately worked, circa 1870. foil-backed closed collet set dark citrines suspending an acorn-
[Photo courtesy of Morning Glory Antiques and Jewelry] shaped woven hair pendant earring, 1-1/2". [Photo courtesy of
ท่มี า : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair- Morning Glory Antiques and Jewelry]
jewelry.html ทม่ี า : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair-
jewelry.html

ภาพท่ี 3.3.16- 16Victorian hair bow bracelet of open weave table ภาพที่ 3.3.16- 17Victorian braided hair watch chain with gold

work with engraved initials "AVP" on clasp. [Photo courtesy of fittings, 10-1/3". [Photo courtesy of Morning Glory Antiques and
Jewelry]
Morning Glory Antiques and Jewelry] ทมี่ า : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair-
ท่มี า : http://www.victoriana.com/Jewelry/victorian-hair- jewelry.html
jewelry.html

46

ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั

อ้างองิ

นวลน้อย บญุ วงศ์ .2542. หลักการออกแบบ. กรงุ เทพฯ .จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย :
พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง .2547. ประวตั ิศาสตร์นฤมติ ศิลป์.กรงุ เทพฯ .จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั :
พรสนอง วงศส์ งิ ห์ทอง .2547.ประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอ่ื งแตง่ กาย. กรงุ เทพฯ : อินฟอร์มีเดยี อินเตอร์เนชั่นแนล.
กาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั ชา่ งทองหลวง .2555. เอกสารประกอบการสอนOnline : สืบค้นไดจ้ าก

http://www.goldsmith.ac.th/external_links.php?links=561
บ้านจอมยทุ ธ.2563 . ศิลปะ หตั ถกรรม สถาปตั ยกรรม ประติมากรรม สนั ทนาการ. : สบื ค้นได้จาก

https://www.baanjomyut.com/library_/2extension-/3art_history/.04html
สดุ ารตั น์ สุกาพฒั น์ .2563 .รูปแบบการออกแบบเครื่องประดับทเ่ี ปล่ียนแปลงในประวัติศาสตรศ์ ิลป.์ ปัตตานี

: มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี
สุนสิ า จงยอ่ กลาง. 2559. องค์ประกอบในการออกแบบเครอื่ งประดับ. : สืบค้นได้จาก

http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html
Journal of Celtic Studies in Eastern Europe and Asia-Minor. 2020. Celtic jewelry. : สืบค้นไดจ้ าก

https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
Antique Jewelry University. 2001. Jewelry History. : สบื ค้นไดจ้ าก

https://www.langantiques.com/university/glossary/
Irishjeweller. 2020. Celtic Jewellery History. : สืบคน้ ได้จาก https://www.irishjeweller.co.uk/celtic-

jewelry-history-made-in-ireland-jewellery
blog.wulflund. 2015. Celtic jewellery. : สบื คน้ ไดจ้ าก http://blog.wulflund.com/celtic-jewellery/
nammu. 2018. Mesopotamian Jewelry. : สบื ค้นได้จาก https://nammu.com/eng/mesopotamian-

jewelry/
Minoan Linear A, Linear B, Knossos & Mycenae. 2017. Displays of exquisite Minoan-Mycenaean

jewellery # 4 as a prelude to the stunning gold pin from the Ayia Nikolaos Museum. :
สืบค้นไดจ้ าก https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-minoan-
mycenaean-jewellery-4-as-a-prelude-to-the-stunning-gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-
museum/
Wikipedia the Free Encyclopedia. 2019. Etruscan jewelry. : สบื ค้นไดจ้ าก
https://en.wikipedia.org/wiki/Etruscan_jewelry
Kazunori Miura. 2012. Ancient to Medieval (And Slightly Later) History. : สืบคน้ ได้จาก
https://archaicwonder.tumblr.com/

47

Wikipedia the Free Encyclopedia. 2020. Medieval jewelry. : สืบคน้ ได้จาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_jewelry

Museumofjewelry. 2020. A BRIEF HISTORY OF RENAISSANCE JEWELRY. : สืบคน้ ได้จาก
https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/the-history-of-renaissance-jewelry

48

ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/566327721866898817/

49


Click to View FlipBook Version