โรคการกินผิดปกติ
(Eating Disorder)
นายณฐพงษ์ ศรีจำนง กลุ่ม 23 เลขที่ 28
นางสาววรพิชชา สถาวรสมิท กลุ่ม 23 เลขที่ 29
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาการค้นคว้าและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2564
โรคการกินผิดปกติ
(Eating Disorder)
นายณฐพงษ์ ศรีจำนง กลุ่ม 23 เลขที่ 28
นางสาววรพิชชา สถาวรสมิท กลุ่ม 23 เลขที่ 29
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาการค้นคว้าและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2564
ก
คำนำ
รายงานฉบับนจัดทำขึ้นเพื่อปฏิบัติการเขียนรายงานการค้นคว้าที่ถกต้องอย่างเป็นระบบ อัน
ี้
ิ
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา 01-210-017 การค้นคว้าและการเขียนรายงานเชงวิชาการ ซึ่งจะ
นำไปใช้ในการทำรายงานค้นคว้าสำหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การที่ผู้จัดทำเลือกทำเรื่อง “โรคการ
ิ
กินผิดปกต” เนื่องจากในปัจจุบันนี้ โรคการกินผิดปกต (Eating Disorder) อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของ
ิ
ผู้คนหรือบางคนอาจจะเป็นอยู่แต่ยังไม่รู้ตัวเราจึงได้ค้นคว้าเรื่องนี้เพื่อจะได้รู้เกี่ยวกับอาการต่างๆของ
โรคและเพื่อเป็นการให้ผู้คนนั้นระวังตัวเกี่ยวกับโรคการกินผิดปกติมากขึ้น
รายงานนี้เราได้กล่าวถึงความหมาย ประวัติ และสาเหตุของโรคการกินผิดปกติ (Eating
Disorder) รวมถึงยังกล่าวถึงปัจจัย ประเภทต่างๆของโรคและวิธีการรักษาโรคนี้เพื่อเป็นประโยชน์
ต่อผู้จัดทำเองและผู้อ่านรายงานนี้ด้วย
ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคำแนะนำโดย
ตลอดและขอขอบคุณเว็บไซต์และบทความที่ผู้จัดทำใช้อ้างอิง หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้จัดทำจะ
ขอน้อมรับเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
ณฐพงษ์ ศรีจำนง
วรพิชชา สถาวรสมิท
21/ตุลาคม/2564
ข
สารบัญ
หน้า
คำนำ..................................................................................................................................................ก
สารบัญ...............................................................................................................................................ข
บทที่
1 บทนำ..........................................................................................................................................1
1.1 ความหมายของโรคการกินผิดปกติ...........................................................................................1
1.2 ประวัติของโรคการกินผิดปกติ..................................................................................................3
1.3 สาเหตุของการเกิดโรคการกินผิดปกติ......................................................................................4
ิ
2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคการกินผิดปกต...........................................................................................6
2.1 ปัจจัยโน้มเอียง.........................................................................................................................6
2.1.1 ปัจจัยทางด้านชีวภาพ…………..….…………………………………………………………………………6
2.1.2 ปัจจัยทางด้านจิตใจ……………………………………………………………………………………………7
2.1.3 ปัจจัยทางด้านครอบครัว…………………………………………………………………………………….8
2.1.4 ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม……………………………………………………………………..9
2.2 ปัจจัยกระตุ้น…………………………………………………………………………………………………………….10
2.3 ปัจจัยดำรงอาการ………………………………………………………………………………………………………10
3 ประเภทของโรคการกินผิดปกติ………………………………………………………………………………………11
3.1 โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa)……………………………………………………………………………...11
3.1.1 อาการของผู้ป่วยโรคคลั่งผอม……………………………………………………………………………..12
3.1.2 เกณฑ์การวินิจฉัยโรคคลั่งผอม……………………………………………………………………….……12
3.1.3 ประเภทของโรคคลั่งผอม……………………………………………………………………………….…..14
3.1.4 การรักษาโรคคลั่งผอม…………………………………………………………………………………….….14
3.2 โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa)……………………………………………………………………………….….17
3.2.1 อาการของผู้ป่วยโรคล้วงคอ...........................................................................................17
3.2.2 เกณฑ์การวินิจฉัยโรคล้วงคอ…………………………………………………………………………..…..18
ค
สารบัญ(ต่อ)
หน้า
3.2.3 ประเภทของโรคล้วงคอ..................................................................................................19
3.2.4 วิธีการรักษาโรคล้วงคอ...................................................................................................20
4 สรุป……………………………………………………………………………………………………………………………..22
1
บทที่ 1
บทนำ
ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา Eating disorder และโรคอ้วน (Obesity) ได้รับความสนใจเพิ่มมาก
ขึ้น โดยเห็นได้จากมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยของ Diagnostic and Statistical Manual of Mental
Disorders (DSM) เพื่อการวินิจฉัยโรคในกลุ่ม Eating disorder ทั้ง Anorexia nervosa Bulimia
nervosa และ Eating disorder nototherwise specified ซึ่งรวม Binge eating disorder เข้าไว ้
ด้วย หรือมีการถกเถียงเกี่ยวกับคําจํากัดความของโรคอ้วนในแง่มุมของโรคทางจิตเวช
รวมทั้งการค้นพบสาร Leptin และ pathway ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมนํ้าหนักของ
ร่างกาย ซึ่งทําให้เข้าใจโรคเหล่านี้มากขึ้นEating disorder คือ โรคที่มีพฤติกรรมการรับประทาน
อาหารที่ผิดปกติเป็นสาเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทําให้นํ้าหนักตัวมากหรือน้อยกว่าปกติชัดเจนหรือทํา
ให้มีการเปลี่ยนแปลงของนํ้าหนักตัวอย่างมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย
Anorexia nervosa จะลดนํ้าหนักโดยการลดปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไป และอีกครึ่งจะมี
ลักษณะการรับประทานที่ผิดปกติ คือ รับประทานเข้าไปอย่างมากแล้วตามด้วยการกําจัดออกเพื่อ
ไม่ให้ตนเองอ้วน
สามารถกล่าวได้ว่า Eating disorder เป็นโรคที่มีอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการตายสูง
ที่สุดในกลุ่มโรคทางจิตเวช เห็นได้จาก Anorexia nervosa เป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 ใน
วัยรุ่น และ Bulimia nervosaพบได้ในวัยรุ่นหญิงมากกว่าร้อยละ 1 นอกจากนี้ยังมีวัยรุ่นอีกจํานวน
มากที่แม้ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแต่มีปัญหาการรับประทานอาหารที่ผิดปกติ รวมทั้งอัตราการ
เป็นโรคอ้วน และ Binge eating disorder ที่เพิ่มมากขึ้นทําให้เป็นปัญหาที่ควรให้ความใส่ใจเพื่อ
ช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้ทวีความรุนแรงขึ้น
1.1 ความหมายของโรคการกินผิดปกติ
โรคการกินผิดปกติ(eating disorders) เป็นโรคที่บุคคลมีการรับรู้ ความรู้สึกและความคิด
ต่อรูปร่างและ น้ าหนักตัวที่ผิดปกติอย่างรุนแรงและท าพฤติกรรมการกินอาหารผิดปกติอย่างมาก
โดยที่บุคคลมักจะพยายามลด น้ำหนักอย่างเข้มงวด ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้มีรูปร่างตามต้องการหรือ
2
เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม จนทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งร่างกายและจิตใจที่รุนแรง โดย
สามารถจำแนกประเภทของโรค การกินผิดปกติตามเกณฑ์การวินิจฉัยของจิตแพทย์ ฉบับที่ 5
(Diagnostic and Statistical Manual Disorders Fifth edition: DSM-5) (American Psychiatric
Association, 2013) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความชุกสูงและมี ลักษณะทางคลินิก ได้แก่ 1) แบบ
anorexia nervosa คือ การที่บุคคลมีความรู้สึกกังวล คิดหมกมุ่นเกี่ยวกับรูปร่าง และน้ำหนักตัว
อย่างมาก และพยายามจำกัดปริมาณพลังงานของอาหารและลดน้ำหนักอย่างเข้มงวด มักพบ ในวัยรุ่น
ตอนต้น 2) แบบ bulimia nervosa คือ การที่บุคคลมีความรู้สึกกังวลคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับรูปร่างและ
น้ำหนัก ตัวอย่างมาก แต่กินอาหารปริมาณมากกว่าคนปกติทั่วไป ในช่วงเวลาและสถานการณ์
คล้ายกัน หลังจากนั้นรู้สึกผิด จะทำพฤติกรรมพยายามกำจัดอาหารที่กินอย่างมากออกจากร่างกาย
เช่น การล้วงคออาเจียน การรับประทาน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนัก อดอาหาร การออก
กำลังกายติดต่อกันอย่างยาวนาน เป็นต้น มักพบในวัยรุ่น ตอนต้นถึงวัยผู้ใหญ่ และ 3) แบบ binge
eating คือ การที่บุคคลกินอาหารจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมการ กินได้ แต่ไม่พยายามกำจัด
อาหารที่กินออกจากร่างกาย มักพบอาการนี้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ ความชุกของโรคการ
กินผิดปกติพบว่ามีอัตราการเกิดโรคและการแพร่กระจายไปทั่วโลก ได้แก่ ผู้หญิงใน แถบยุโรป เมื่อ
พิจารณาจากความแตกต่างของพื้นที่ กลุ่มอายุและกลุ่มเชื้อชาติ พบแบบ anorexia nervosa น้อย
กว่า ร้อยละ 1-4 แบบ bulimia nervosa น้อยกว่าร้อยละ 1-2 โรคที่กล่าวมานี้ มีแนวโน้มอัตราการ
เกิดโดยรวม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และมีแนวโน้มค่อนข้างลดลง แต่กลับพบว่าแบบ binge eating
เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1-เช่น ประเทศอังกฤษ พบว่ามีความชุกของแบบ binge eating ร้อยละ 3.6 แบบ
bulimia nervosa ร้อยล ะ 0.8 แบบ purging disorder และแบบ other specified feeding and
eating disorder (OSFED) ร้อยละ 0.6 และมีเพียงร้อยละ 30 ที่ได้รับการประเมินและการดูแล
รักษาโรคเท่านั้น ประเทศสหรัฐอเมริกา พบแบบ anorexia nervosa ร้อยละ 0.5- 2.2 แ ล ะ
bulimia nervosa ร้อยล ะ 0.9-3. พบเพิ่มขึ้นในช่วงอายุ 15-49 ปี (Thomas, Lee, & Becker,
2016) และมักพบในประเทศเดนมาร์ค ฝรั่งเศสและสวีเดน นอกจากนั้น ปี ค.ศ. 2014 พบอัตราการ
เกิดโรคมากขึ้น ในประเทศอาหรับและประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น เช่น ประเทศจีนพบมากกว่า
1.38 ล้านคน มีความชุกในวัยผู้หญิงแบบ anorexia nervosa ร้อยละ 1.05 โรค bulimia nervosa
ร้อยละ 2.98 และโรค binge eating ร้อยละ 3.58 bulimia nervosa ร้อยละ 2.98 และ binge
eating ร้อยละ 3.58 ส่วน ประเทศญี่ปุ่นมีความชุกต่ำกว่าคือในผู้หญิงแบบ anorexia nervosa ร้อย
ละ 0.43 bulimia nervosa ร้อยละ 2.32 และ binge eating ร้อยละ 3.30 ในประเทศไทยพบผู้เข้า
รับการรักษาที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคการกิน ผิดปกติ ที่โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล จำนวน 35
3
ราย ได้แก่ โรคการกินผิดปกติแบบ bulimia nervosa จำนวน 16 ราย แบบ anorexia nervosa
จำนวน 18 ราย และแบบ eating disorder not otherwise specified จำนวน 1 สรุปได้ว่า
ุ
พฤติกรรมการกินผิดปกติ เป็นความผิดปกติทางจิตของบคคลในเรื่องการรับรู้ ความรู้สึกและ ความคิด
ต่อรูปร่างและน้ำหนักตัวที่ผิดปกติอย่างรุนแรง โดยผ่านกระบวนการรับรู้ข้อมูล การเรียนรู้และ
ประสบการณ์จากการมีปฏิสัมพันธ์กัน สามารถคาดเดาผลดีผลเสียของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและมีการให้
คุณค่าต่อ ผลลัพธ์นั้น ด้วยวิธีการต่างๆ และนำไปสู่การมีพฤติกรรมการกินผิดวิธี เพื่อให้ได้รูปร่างที่ตน
ต้องการและวิธีการก็จะ เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ ร่างกาย
อารมณ์และสังคมตามมา ซึ่งเกิดจาก หลายๆ ปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางสังคมและ
วัฒนธรรม เช่น การสร้างภาพลักษณ์ของร่างกายที่ทำให้ เกิดค่านิยมความผอมบางในกลุ่มผู้หญิงจน
กลายเป็นตัวแทนของความงาม หรือปัจจัยจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะ ตัวแบบของดารา ศิลปิน หรือคน
มีชื่อเสียงในสังคม เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดแรงกดดันทางสังคมและ ความเครียดที่เพิ่มขึ้น
นำไปสู่โรคการกินผิดปกติที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาและการแสดงออกของการกินผิดปกติ ได้อย่าง
ชัดเจน พบว่ามีความคล้ายคลึงกันจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและประเทศในเอเชีย
โดยเฉพาะความแตกต่างทางวัฒนธรรมในด้านการอดอาหาร การจำกัดอาหาร ความไม่พอใจต่อ
ร่างกายตนเอง การกำจัดอาหารออกจากร่างกายและการกินอาหารจำนวนมาก
1.2 ประวัติของโรคการกินผิดปกต ิ
การศึกษาถึงประวัติของโรคใดๆ ควรเริ่มต้นจากการรู้ว่าตนกําเนิดของชื่อโรคนั้นหมายถึง
้
อะไร เริ่มกันที่โรคการ กินที่ผิดปกติประเภท Anorexia นั้นมีรากศัพท์มาจาก ภาษากรีก an แปลว่า
การอดหรือการขาด ส่วนคําว่า orexis หมายถึง ความต้องการอยากอาหาร รวมกันโรค Anorexia จึง
หมายถึง การขาดความปรารถนาที่จะ รับประทาน คํานี้ได้ถูกระบุใช้อย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้ง แรก
ในปีค.ศ. 1874 โดยแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ Sir William Gull ในเวลาต่อมาทางวงการแพทย์ตะวันตก
ได้ค้นพบโรค การกินที่ผิดปกติอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Bulimia คําว่า Bulimia นั้น มีรากศัพท์มา
จากภาษาลาตน โดย ความหมายของคํานี้เปรียบเปรยถึง ความหิวกระหาย ของวัวกระทิง ซึ่งสะท้อน
ิ
มาจากอาการของผู้ป่วยที่เป็น โรคนี้ที่ไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารของ ตัวเองได้ในชั่ววูบ
หนึ่ง แล้วเมื่อรู้สึกสํานึกผิด จะพยายาม ขับอาหารที่ตนทานนั้นออกไปด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การ ล้วง
คอให้อาเจียน การรับประทานยาถ่าย ฯลฯ คํานี้ได้ถูก คิดค้นขึ้นในปีถัดมา คือปีค.ศ. 1932 ในปีค.ศ.
1987 ให้คํานิยามชื่อโรคการกินที่ผิดปกติใน Diagnostic and Statistical Manual of Mental
Disorders ฉบับที่ III-R เป็น ครั้งแรก จวบจนมาถึงปีค.ศ. 1992 ชื่อโรค Anorexia และ Bulimia
4
Nervosa จึงได้มีการเปิดตัวสู้แพทย์ในนานา ประเทศอีกครั้งในการประชุม International Eating
ุ
Disorders Conference ซึ่งจากการประชมครั้งนี้นับว่า เป็นส่วนสําคัญที่ผลักดันให้เกิดการปรับปรุง
ลักษณะ อาการของโรคในรายละเอียดอย่างจริงจังและเป็นทางการ ในตําราคู่มือการวินิจฉัยโรคทาง
จิตใน Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders ฉบับที่ IV (DSM IV) ในปีค.ศ.
1994 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่จะ ทําให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยที่มีอาการ เข้าข่าย
ของการเป็นโรคทั้งสองนี้หรือไม่และเพื่อการสร้าง ความเข้าใจที่ตรงกันของอาการของโรคนี้ในระดับ
สากล ในทํานองเดียวกัน ความเป็นมาของการเกิดโรคการ กิน ที่ผิดปกติสามารถมองย้อนหลังกลับไป
ใน ประวัติศาสตร์จากกรณีศึกษาทางการแพทย์และบันทึก ส่วนตัวของ Ellen West ผู้ป่วยหญิงสาว
วัย 33 ปีที่ถูก วินิจฉัยผิดๆ ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าปนกับโรค Schizophrenia ความจริงต่างๆ ได้
ถูกนํามาเปิดเผย ภายหลังการฆ่าตัวตายของเธอในปีค.ศ. 1933 ว่าแท้ที่ จริงแล้ว เธอได้แสดงอาการ
ของโรคการกินที่ผิดปกติ นั่นเอง3 ความล่าช้าในการประชาสัมพันธ์เรื่องโรคที่ถูก ค้นพบใหมอ
เสียเวลามากกว่าสี่สิบกว่าปีกว่าจะถูกนํามา เขียนเป็นบทความลงในหนังสือเล่มแรกที่ได้มีการเผยแพร่
สู่วงการวิชาการแพทย์ที่กล่าวถึงการให้ความรู้ของโรค การกินที่ผิดปกติความขัดแย้งและการต่อสู้ของ
จิตและ กายของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ.1973 ในหนังสื่อชื่อ Eating Disorders:
Obesity, Anorexia Nervosa, and the Person Within ที่แต่งโดย Hilde Bruch4 ต่อมาก็ได้มี
ความพยายามที่จะแฝงข้อคิด ของการเกิดโรคการกินที่ผิดปกติในภาพยนตร์ที่ออกสู่ สายตา
สาธารณชนจํานวนหนึ่ง แต่กระนั้นก็ตามโรคการ กินที่ผิดปกติก็ได้ปรากฏต่อสาธารณะชนอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อ การตายของนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงก้องโลก Karen Carpenter ได้ถูกวินิจฉัยว่าเธอเสียชีวิตด้วย
โรค Anorexia Nervosa ในปีค.ศ. 1985 กระแสข่าวนี้ได้ถูกแพร่กระจาย ไปยังทั่วทุกมุมโลก แฟน
เพลงรวมทั้งในหมู่ดาราฮอลลิวูดก็ เริ่มที่จะออกมาแสดงตนว่าตนเองก็เคยเกือบตกเป็นเหยื่อ ของโรค
นี้หลังจากนั้นคนทั่วไปโดยเฉพาะในประเทศซีก โลกตะวันตกก็เริ่มที่จะรู้จักหน้าตาของโรคนี้และภัย
ของมัน
1.3 สาเหตุของการเกิดโรคการกินผิดปกติ
คงปฏิเสธไม่ไดว่าสื่อสังคมออนไลน์ หรือ social media มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของคนใน
้
ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่มากทีเดียว บนสื่ออย่าง facebook, twitter หรือ instagram
บางครั้งเราก็จะพบเจออะไรแปลกๆ หลายๆ คนอาจจะเคยเห็น hashtag ประเภทที่ว่า วัดความอ้วน
ความผอมด้วยการอ้อมมือจับสะดือ เลี้ยงปลาทองบนไหปลาร้า พนมมือจับโทรศัพท์ และอื่นๆ อีก
มากมาย กระแสเหล่านี้หลายๆ ครั้งก็นำไปสู่การเกิดสิ่งี่เรียกว่า โรคการกินผิดปกติ (Eating disorder)
ได้ โรคเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากสื่อสังคมอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากความผิดปกติทั้งจาก
5
พันธุกรรม ความผิดปกติทางชีวภาพ (สารสื่อประสาท) ทางพฤติกรรม จิตวิทยา ไปจนถึง
สภาพแวดล้อมทางสังคมเลย หลายๆคนอาจจะคิดว่าโรค ED เป็นอะไรที่ไม่น่าจะอันตรายมาก แต่อัน
ที่จริงแล้ว ED เป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในบรรดากลุ่มโรคทางจิตเวช ถึงขนาดที่ว่า มี
การศึกษาจาก National Institute of Mental Health ของสหรัฐ พบว่า ในผู้หญิงช่วงอายุ 15-24 ปี
ี
อัตราการเสียชวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ anorexia nervosa สูงกว่าการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ
มากถึง 12 เท่า โรคED ไม่ได้เป็นเฉพาะผู้หญิง ผู้ชายเองก็สามารถเป็น ED ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าจะ
เป็นลักษณะของความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้รูปร่างของตนเอง หรือ body dysmorphia เชื่อว่า
วัฒนธรรมยกยอความผอมก็มีส่วนเช่นกัน ความผิดปกติของการรับประทานพบในร้อยละ 12 ของนัก
เต้นรำ[4] ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมีโอกาสเกิดความผิดปกติของการรับประทานมากขึ้น[6] ความ
ผิดปกติบางชนิด เช่น อาการกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารและความผิดปกติแบบสำรอกเกิดในผู้มีสติปัญญา
บกพร่องมากกว่า ทั้งนี้ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถวินิจฉัยความผิดปกติของการรับประทานได ้
อย่างเดียวเท่านั้น หลายๆ ครั้ง การเริ่มต้นของโรค ED ก็เริ่มมาจากสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น ถูกเพื่อน
ล้อ, แข่งกันลดน้ำหนัก, เห็นสื่อประโคมภาพนางแบบนายแบบที่หุ่นดีๆ ประเด็นเหล่านี้อาจจะดู
เล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นนานๆ เข้า ก็อาจจะกลายเป็นพฤติกรรมสะสม และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สถิติจาก
อเมริกาพบว่า ชาวอเมริกันประมาณ 30 ล้านคนได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรค ED (เป็นผู้หญิง
ประมาณ 20 ล้านคน และผู้ชายประมาณ 10 ล้านคน) แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้คือตัวเลขของคนที่
ได้รับการวินิจฉัยแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอยู่อีกมากเลยทีเดียว ที่สำคัญคือ เฉพาะ
ในปี 2008-2009 การรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากผลข้างเคียงของ ED มากถึงเกือบ 30,000
ครั้งเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อดูสถิติก็พบว่ามันพุ่งสูงขึ้น และแต่เดิมเชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดกับกลุ่มคนที่มีฐานะดี
แต่ในตอนนี้กลายเป็นว่าทุกกลุ่มทุกชนชาติ สามารถเป็นโรคนี้ได ้
6
บทที่2
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกินผิดปกติ
บางคนกินเพื่อคลายความเครียดและความหดหู่ ในขณะที่บางคนก็หันไปจำกัดการกินอาหาร
ให้น้อยลงเพราะต้องการให้รู้สึกเหมือนว่ายังสามารถควบคุมบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะความวิตกกังวล
และความเศร้านั้นจะทำให้รู้สึกเหมือนขาดสามารถในการควบคุมชีวิตตนเอง ซึ่งอาการเหล่านี้ก็มากจาก
ปัจจัยหลายๆอย่างดังต่อไปนี้
2.1 ปัจจัยโน้มเอียง
การกินถือเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพของเราได้โดยตรง คนที่มีปัญหาในการ
กิน หรือมีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เช่น กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่หิวแต่ก็ยังกิน กินอาหารเยอะกว่าคน
อื่นๆ คุณอาจเข้าข่ายเป็นโรคที่เกี่ยวกับการกินที่ปล่อยไว้ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได ้
2.1.1 ปัจจัยทางด้านชีวภาพ
บุคคลอาจมีโอกาสเป็นโรคการกินสูงขึ้นหาก:
• ญาติสนิทมีความผิดปกติคล้ายกัน
• มีประวัติครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ
• พวกเขาเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 หรือสารเคมีในร่างกาย
amygdala – hippocampal formation มีขนาดเล็กลง และยังมีหลักฐานเพิ่มเติม
เกี่ยวกับ HPA axis ในผู้ป่วย
วัยรุ่นที่เป็น Anorexia nervosa ว่าภายหลังจากที่น้ำหนักตัวกลับสู่ปกติแล้ว ปริมาณ gray
matter กลับเพิ่มขึ้นและปริมาณ cortisol ลดลง
ในช่วงที่ผู้ป่วย Anorexia nervosa มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ จะพบมวลของสมองลดลง มี
หลักฐานสนับสนุนจาก postmortem finding ที่พบว่าปริมาณสมองส่วน cerebrum ลดลง และจาก
การตรวจสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพบช่องโพรงสมองใหญ่ขึ้น ปริมาณ
น้ำในช่องโพรงสมองมากขึ้นสัมพันธ์กับเนื้อสมองทั้ง gray matter และ white matter ที่ลดลง แต่
ข้อมูลที่แสดงว่าสมองกลับสู่ปกติเมื่อน้ำหนักตัวกลับมาเป็นปกตินั้น ยังไม่แน่นอน
มีการศึกษาจํานวนน้อยที่ระบุตําแหน่งของสมองที่เปลี่ยนแปลงไปในผู้ป่วย Anorexia
nervosa แต่พบว่าปริมาณของสมองบริเวณ anterior cingulated cortex ด้านขวา pituitary
gland และ amygdala – hippocampal formation ลดลง
7
พบ glucose metabolism ลดลงทั่วทั้งสมอง และจะเพิ่มขึ้นเมื่อน้ำหนักตัวกลับสู่ปกติ แต่
ถ้าดูสมองเฉพาะส่วน พบว่าสมองส่วน frontal คือ anterior cingulate และ medial prefrontal
cortex สมองส่วน parietal ทั้งสองด้าน สมองส่วน occipital และ insula cortex รวมทั้งสมองส่วน
anterior temporal subcallosal gyrus posterior cingulate gyrus สมองส่วน midbrain และ
caudate nucleus ลดลง
Ohrmann และคณะ ทําการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง cognitive impairment กับ
cerebral metabolites ในบริเวณ prefrontal cortex (PFC) ด้านซ้าย พบว่า สมาธิที่ลดลงสัมพันธ์
กับปริมาณ metabolites บริเวณdorsolateral PFC ในขณะที่ executive function และ
depressive symptoms สัมพันธ์ปริมาณ metabolites ที่ผิดปกติบริเวณ anterior cingulate
cortex
มีบางงานวิจัยกล่าวถึงความผิดปกติของสารสื่อประสาท ทั้ง serotonin dopamine และ
norepinephrine ซึ่งมีส่วนในการควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ปริมาณ leptin ในเลือดน้อยเป็นลักษณะสำคัญที่พบในช่วง acute Anorexia nervosa
และจะเพิ่มขึ้นเมื่อน้ำหนักกลับมาเพิ่มอีกครั้ง
2.1.2 ปัจจัยทางด้านจิตใจ
เกิดเหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึกเคยถูกทำร้าย การสูญเสียบุคคลรอบตัว ไปจนถึงความ
ผิดหวังจากการลดน้ำหนัก และไม่มีความมั่นใจวิตกกังวลในรูปร่างของตนเอง มีภาวะทางจิต อย่าง
ภาวะซึมเศร้า โรคเครียด โรคไบโพลาร์ โรคกลัว (Phobias) และภาวะป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์
รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder) หรือเป็นปฏิกิริยาของวัยรุ่นที่ต้องการเป็นอิสระไม่พึ่งพา
ใคร ผู้ป่วยมักขาดความเป็นตัวของตว ยอมให้พ่อเเม่เข้ามามีอิทธิพลในทุกๆเรื่อง การที่สามารถ
ั
ควบคุมตนเองในการอดอาหาร จึงถือเป็นการทำให้ตนเองมีเอกลักษณ์เเละเป็นคนสำคัญ รู้สึกภูมิใจ
็
เเละมีความสามารถ การที่เราเบื่อ ไม่มีอะไรทำ ว่าง หรือความเหงาก็เปนปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิด
ความเครียดสูง เมื่อไม่รู้จะจัดการอย่างไร หลายคนจึงเลือกเยียวยาตัวเองด้วยการกิน บางคนกินเพื่อ
คลายความเครียดและความหดหู่ ในขณะที่บางคนก็หันไปจำกัดการกินอาหารให้น้อยลงเพราะ
ต้องการให้รู้สึกเหมือนว่ายังสามารถควบคุมบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะความวิตกกังวลและความเศร้า
นั้นจะทำให้รู้สึกเหมือนขาดสามารถในการควบคุมชีวิตตนเอง นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมข้อมูล
การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงพบผู้ป่วยในกลุ่มโรคความผิดปกติทางการกินพุ่งสูงในช่วงการ
แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นอายุ 12-18 ปี ที่เป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นถึง 25%
8
แม้จะชื่อว่าโรค Eating Disorder แต่ก็มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ความคิดของผู้ป่วยอย่าง
มาก และอาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อทั้งร่างกาย จิตใจ การใช้ชีวิตในสังคม ทำให้กลุ่มโรคนี้ถูกจัดเป็น
หนึ่งในปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีความซับซ้อน ได้รับการบรรจุอยู่ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับ
ความผิดปกติทางจิต (DSM-5) ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางสำหรับแพทย์และนักจิตแพทย์ทั่วโลกเพื่อ
วินิจฉัยโรคทางจิตเวช สภาวะอารมณ์หรือจิตใจบางอย่างอาจส่งผลให้ป่วยเป็น อะนอร์เร็กเซีย ได้โดย
ผู้ที่ประสบสภาวะอารมณ์หรือจิตใจต่อไปนี้อาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคนี้
• มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล
• จัดการความเครียดได้ไม่ด ี
• กังวล กลัว และคิดมากเกี่ยวกับอนาคตมากเกินไป
• เสพติดความสมบูรณ์แบบ หรือตั้งมาตรฐานและเป้าหมายในชีวิตออย่าง
เคร่งครัด
• ตึงเครียดเกินไป
• มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ
2.1.3 ปัจจัยทางด้านครอบครัว
ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยบางรายเติบโตในครอบครัวที่มีความคาดหวังสูง ครอบครัวที่ชอบ
เปรียบเทียบ หรือครอบครัวที่ค่อนข้างเคร่งครัดมากเกินไปจึงทำให้เกิดความเครียด สังเกตได้บ่อยครั้ง
ว่า เวลามีการพบปะเครือญาติด้วยกัน ญาติมักชอบทักว่า” ไปทำอะไรมาทำไมถึงอ้วนขึ้น” “อ้วนขึ้น
หรือเปล่าเนี่ย” “เริ่มอ้วนแล้วนะ” ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยพึงพอใจในตนเอง เมื่อเกิดปัญหาเรื่อง
รูปร่าง โดนทักว่าอ้วน ผู้ป่วยจะกังวลเกี่ยวกับรูปร่างตนเองมากเกินไป และเริ่มควบคุมน้ำหนัก เมื่อ
น้ำหนักลดลงจะรู้สึกภูมิใจที่ทำได้ แต่จะยังไม่พอใจในรูปร่างและอยากลดน้ำหนักต่อไปเรื่อย ๆ เพราะ
ทุกครั้งที่น้ำหนักลดลงผู้ป่วยจะภูมิใจและมั่นใจ กระทั่งน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานและอาจเป็นอันตราย
ในที่สุดจึงกลายเป็นความคลั่งที่อยากจะผอมมาก ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
เช่นเดียวกันครอบครัวก็สามารถช่วยให้บุคคลฟื้นตัวจากความผิดปกติของการกินอาหาร
ครอบครัวยังสามารถได้รับการยึดที่มั่นและขยายเวลาความผิดปกติของการรับประทานอาหารเมื่อ
เริ่มต้นแล้ว การวิจัยในสหราชอาณาจักรโดย Janet Treasure, OBE Ph.D. FRCP FRCPsych ได้
9
มุ่งเน้นไปที่รูปแบบการเลี้ยงดูและวิธีครอบครัวอาจจะจมและติดอยู่โดยความรับผิดชอบของการดูแล
สำหรับบุคคลที่มีความผิดปกติของการรับประทานอาหาร การค้นคว้าของเธอชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ
ของผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคนอกจากนี้ยังให้การศึกษาและการสนับสนุนครอบครัวเพื่อให้พวก
เขาสามารถมีประสิทธิภาพในการช่วยคนที่คุณรักฟื้นตัว
2.1.4 ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
เกิดจากบริบททางวัฒนธรรมและ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ บุคคลนั้นในด้านค่านิยมในสังคม
นั้นๆ ได้แก่ วัฒนธรรมหรือศาสนา ความเชื่อค่านิยม ในสังคม การเมือง สภาวะทางเศรษฐกิจ การ
เบี่ยงเบน การศึกษา การเปลี่ยนแปลงนโยบาย สุขภาพ การยอมรับ ทางสังคม ความเชื่อเกี่ยวกับ
สุขภาพที่ต้องการและโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทำให้บุคคลต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน เกิดการรับรู้
ข้อมูลและประสบการณ์ ทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ สามารถคาดเดาผลดีผลเสียของพฤติกรรมที่
เกิดขึ้น และมีการให้คุณค่าต่อผลลัพธ์นั้น เช่น คุ้ม ไม่คุ้ม เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่า การเข้าถึงแหล่ง
่
บริการที่เอื้อต่อการมี รูปร่างสวยงาม มีอิทธิพลทางตรงตอพฤติกรรมการกินผิดปกติผู้บริโภค มี
พฤติกรรมใช้บริการสถาบันเสริมความงามที่เมดิแคร์คลินิก เขตกรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงปัจจัยทั้ง
7 ด้าน อยู่ระดับมาก ได้แก่ ด้านกระบวนการ ด้านบุคลากร ด้านสถานที่ ด้านการจัดจำหน่ายบริการ
ด้านผลิตภัณฑ์และ บริการ ด้านราคาและด้านการส่งเสริมการจำหน่ายบริการ และเทียบเคียงจาก
แนวคิดพฤติกรรมการใช้บริการ สุขภาพของ Andersen’s Behavior Model (Andersen & Aday,
1967) โดยกล่าวถึง การที่บุคคลจะตัดสินใจใช้ บริการทางสุขภาพหรือไม่นั้น ขึ้นกับปัจจัย 3 ด้านคือ
1) ด้านประชาชน 2) ด้านปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และ 3) ด้านพฤติกรรมสุขภาพ อีกทั้งผู้ป่วยมักอยู่ใน
สังคมที่เน้นเรื่องความผอมหรือการออกกําลังกายความรู้สึกกลัวอ้วนหรือกลัวน้ำหนักขึ้นในผู้ป่วย ทำ
ให้ผู้ป่วยปฏิเสธอาหาร แม้จะยังมีความหิวหรือความอยากอาหารเหมือนปกติ ผู้ป่วยมักปฏิเสธที่จะ
รับประทานอาหารกับคนในครอบครัวหรือในที่สาธารณะเนื่องจากไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ ผู้ป่วย
พยายามลดปริมาณอาหารที่รับประทาน แต่บางครั้งอดใจไม่ได้ทานอาหารมากผู้ป่วยมักจะทำให้
อาเจียน มีการใช้ยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะ มีการออกกําลังหักโหมเพื่อลดน้ำหนัก หลังจากที่
ผู้ป่วยทําให้น้ำหนักตัวลดลงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้มีอาการทางกายตามมามากมาย เช่น อ่อนเพลีย มี
ภาวะขาดน้ำ อุณหภูมิร่างกายตํ่า ความดันโลหิตตํ่า หัวใจเต้นช้า ตัวบวม ปวดท้อง บางรายถึงขั้นหมด
สติ และตรวจพบความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกายหลายอย่าง ในผู้ป่วยหญิงมักมีปัญหา
ประจําเดือนขาด และถ้าอาเจียนมาก ใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาระบายมาก มักมีเกลือแร่ต่ำ การ
10
เปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นเกิดจาก การสูญเสียดกลือ
แร่โพแทสเซียมออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้เสียชีวิตได ้
2.2 ปัจจัยกระตุ้น
Precipitating factors หมายถึงปัจจัยที่กระตุ้นให้ ผู้ที่ป่วยอยู่แล้วแสดงอาการทางจิตเวช
ออก ตัวอย่างที่แสดงว่าเป็นเหตุกระตุ้น ก็คือการสูญเสียสิ่งที่รัก ความเครียด เป็น ต้น พฤติกรรมการ
ั
กินผิดปกติมักจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์บางอย่างที่เป็นตวกระตุ้น เช่น การอ่านหนังสือสอบ การ
เปลี่ยนแปลงกิจวัตร ความเครียดจากการมีอาหารรอบตัว หรือการเฉลิมฉลองของครอบครัว เช่น
วันหยุด พฤติกรรมเหล่านี้สามารถถูกกระตุ้นจากประเภทของสิ่งที่บริโภคได้ด้วย ทำความรู้จักกับสิ่งที่
ทำให้เกิดอารมณ์เชิงลบหรือไม่สบายใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์และ/หรือรูปร่างของคุณ จดรายการและ
เตรียมวิธีรับความช่วยเหลือหากคุณรู้สึกว่าได้รับแรงกระตุ้น คุณสามารถขอให้คนที่คุณเชื่อใจช่วยคุณ
เกี่ยวกับสิ่งกระตุ้นของคุณ เพื่อให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้นกับการทำตามเป้าหมายในช่วงเวลาที่
ยากลำบากเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได เป็นโรคที่เกี่ยวกับภาวะจิตใจ เกี่ยวข้องกับการผิดปกติ
้
ของสารเคมีในสมองด้วย
2.3 ปัจจัยดำรงอาการ
สังเกตว่าบุคคลเหล่านั้นมักงดรับประทานอาหารมื้อต่าง ๆ เลี่ยงที่จะไม่กินอาหาร หรือกิน
อาหารบางอย่างซึ่งมักเป็นอาหารที่มีไขมันหรือพลังงานต่ำ ชอบทำอาหารให้ผู้อื่นแต่ปฏิเสธที่จะกินเอง
หรือมีพฤติกรรมการรับประทานที่เป็นรูปแบบ เช่น คายอาหารออกมาหลังจากเคี้ยวแล้ว หรือเลี่ยง
การรับประทานอาหารต่อหน้าผู้อื่น ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีพฤตกรรมซ้ำ ๆ หรือแสดงถึงความกังวล เช่น ชั่ง
ิ
น้ำหนัก วัดสัดส่วน ส่องกระจก หรือบ่นว่าอ้วนอยู่เป็นประจำ
11
บทที่3
ประเภทของโรคการกินผิดปกติ
Eating disorder คือ พฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ มีความสัมพันธ์กับสภาวะจิตใจ
ผู้ป่วยจะมีความกังวลกับอาหารที่กิน กังวลต่อน้ำหนักตัว กังวลต่อรูปร่าง หรืออื่นๆ ส่งผลให้คนไข้มี
ิ
น้ำหนักตัวที่มากหรือน้อยกวาปกต ซึ่งอาการเหล่านี้นั่นได้มีหลายประเภทด้วยกันดังนี้
่
3.1 โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa)
Anorexia (อะนอเร็กเซีย) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคคลั่งผอม คือปัญหาสุขภาพจิตอย่าง
หนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorders) โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่า
เกณฑ์ กลัวน้ำหนักขึ้น รวมทั้งมีความคิดเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและรูปร่างที่ผิดไปจากความเป็นจริง
เนื่องจากผู้ป่วยให้คุณค่ากับการควบคุมน้ำหนักและรูปร่างมากเกินไป ส่งผลให้ใช้วิธีควบคุมน้ำหนัก
และรักษารูปร่างที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน ล้วงคออาเจียน
หลังรับประทานอาหาร ใช้ยาระบาย ยาลดน้ำหนัก หรือยาขับปัสสาวะ รวมทั้งหักโหมออกกำลังกาย
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพมขึ้นและลดน้ำหนักต่อไปเรื่อย ๆ
ิ่
Anorexia ไม่ใช่โรคที่เกี่ยวเนื่องกับอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยผู้ป่วยยึดพฤติกรรมดังกล่าวเป็นวิธีควบคุมสภาวะอารมณ์ที่เผชิญอยู่ ผู้ป่วย
โรคนี้และโรคการกินผิดปกติโรคอื่นมักป่วยเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า ใช้สาร
เสพติด โรควิตกกังวล หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder)
ทั้งนี้ ผู้ป่วย Anorexia ยังประสบภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับสุขภาพกายหลายอย่าง เช่น กระดูกพรุน
โลหิตจาง รวมทั้งประสบปัญหาสุขภาพหัวใจขั้นร้ายแรงหรือไตวาย อันนำไปสู่การเสียชีวิต
Anorexia Nervosa เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีภาวะบกพร่องของพฤติกรรมการกิน ตลอดจนมี
ความผิดปกติทางจิต เนื่องจากคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่รูปร่างของตนนั้นผอมมากอยู่แล้ว จน
ทำให้เกิดภาวะเครียดและเกิดพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับกลุ่ม
คนที่ประกอบอาชีพที่ต้องรักษารูปร่างและน้ำหนักตัวให้ดูดีอยู่เสมอ เช่น นางแบบ นักร้อง นักเต้น
นักแสดง นักวิ่ง นักยิมนาสติก เป็นตน ซึ่งร้อยละ 90 – 95 ของผู้ป่วยเป็นหญิงที่มีอายุอยู่ระหว่าง
้
่
13 – 30 ปี ความทุกข์ทรมานจากโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักตัวลดลงอยางรวดเร็วประมาณร้อยละ
15 ของน้ำหนักตัวเดิมทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีรูปร่างที่ผอมมาก แต่เนื่องจากยังคิดว่าตัวเองมีน้ำหนักมาก
12
จึงไม่ยอมบริโภคอาหาร ประกอบกับการออกกำลังกายมากจนเกินไปหรือรับประทานยาระบายเป็น
ประจำ ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน หรือมีแร่ธาตุน้อยจน
ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิลดต่ำ การเต้นของหัวใจผิดปกติตลอดจนอาจทำให้การเจริญเติบโตของ
ร่างกายผิดปกติตามไปด้วย
นอกจากนั้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคนี้จะแสดงอาการหรือพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่าง ถ้า
อาการรุนแรง จะมีกล้ามเนื้อแขนขาลีบ แก้มตอบ ซูบผอมมาก ประจำเดือนขาดหายไป มุมปาก
อักเสบ ผิวแห้งลอก มีขนอ่อนขึ้นตามตัว ผมเส้นบาง หักง่าย ผมร่วงง่าย เล็บเปราะ ท้องผูก
นอนไม่หลับ ลุกนั่งแล้วหน้ามืด ขาดน้ำ ขาบวม หัวใจเต้นช้า หายใจช้า อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ
่
จนถึงหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักตัวลดลงไปมากกวา 35%
3.1.1 อาการของผู้ป่วยโรคคลั่งผอม
• ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารในที่สาธารณะ
• มีความกังวล รู้สึกทุกข์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและมีความรู้สึกผิดเมื่อ
รับประทานอาหารเข้าไปแล้วทุกครั้ง
• มีความกังวลเรื่องแคลอรี่ของอาหารทุกมื้อที่รับประทาน
• เริ่มอดอาหารบางมื้อ
• มีพฤติกรรมแปลกๆ ระหว่างมื้ออาหาร เช่น การตัดหรือหั่นอาหารให้มีชิ้นเล็ก
และเลือกหรือคัดอาหารออกมาวางรอบๆ จานไปจนถึงการอาเจียนเพื่อต้องการ
เอาอาหารที่รับประทานเข้าไปออกมา
• ฝืนออกกำลังกายอย่างหนักแม้ว่าจะรู้สึกอ่อนล้า
3.1.2 เกณฑ์การวินิจฉัยของโรคคลั่งผอม
แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเข้าข่ายป่วยเป็นโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa)หรือไม่ โดย
เบื้องต้นจะซักถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น น้ำหนัก
ตัวที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ความรู้สึกหรือความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัว พฤติกรรมล้วงคออาเจียน
ปัญหาประจำเดือนไม่มาหรือปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยต้องตอบคำถามเหล่านี้ตาม
13
ความจริง เพื่อให้ประมวลผลออกมาได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ แพทย์อาจตรวจด้านอื่น ๆ สำหรับ
ิ
ประกอบการวนิจฉัย ดังนี้
ตรวจร่างกาย แพทย์จะวัดน้ำหนักและส่วนสูงผู้ป่วย โดยผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia
Nervosa) จะมีน้ำหนักที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งคิดเป็นร้อยละอย่างน้อย 15 รวมทั้งวัดดัชนีมวลกาย
(Body Mass Index: BMI) โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่จะมีค่าดัชนีมวลกายในเกณฑ์สุขภาพดีอยู่ที่ 18.5-
24.9 หากป่วยเป็นโรคดังกล่าวมักจะมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 17.5 นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจร่างกาย
ด้านอื่น เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและอุณหภูมิร่างกาย ปัญหาสุขภาพเล็บและผม
ฟังหัวใจและปอด และตรวจท้อง
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพิ่มเติม ได้แก่ ตรวจความสมบูรณ์
ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ตรวจอิเล็กโทรไลต์ (Electrolites) และโปรตีนใน
เลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต และต่อมไทรอยด์ รวมทั้งตรวจปัสสาวะ
ิ
วัดผลทางจิตวทยา แพทย์จะพูดคุยซักถามเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมการ
กินของผู้ป่วย ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องทำแบบประเมินตนเองทางจิตวิทยาเพื่อวัดผลด้วย
ตรวจวิธีอื่น แพทย์จะเอกซเรย์ผู้ป่วยเพื่อตรวจความหนาแน่นมวลกระดก การแตกหรือ
ู
เปราะของกระดูก และตรวจหาโรคปอดบวมหรือปัญหาสุขภาพหัวใจ ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการ
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อดูว่าหัวใจผิดปกติหรือไม่ การตรวจทั้งหมดนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถ
ประมวลผลว่าร่างกายผู้ป่วยใช้พลังงานไปเท่าไหร่ ซึ่งช่วยให้วางแผนการบริโภคสารอาหารให้เพียงพอ
กับความต้องการของผู้ป่วย
การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (Diagnotis and Statistical Manual of Mental Disorders:
DSM-5) กำหนดเกณฑ์ที่ระบุลักษณะของผู้ป่วย Anorexia ไว้ ดังนี้
จำกัดการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) จะรับประทาน
อาหารน้อยกวาความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ
่
และส่วนสูงของตัวเอง
กลัวน้ำหนักขึ้น กลัวและกังวลว่าน้ำหนักตวจะขึ้นหรือมีรูปร่างอ้วนเป็นอย่างมาก อีกทั้ง
ั
พยายามลดน้ำหนักอยู่เสมอทั้งที่น้ำหนักตัวน้อยเกินไป เช่น ล้วงคออาเจียน หรือใช้ยาระบาย
14
ั
มีปัญหากับรูปร่างตนเอง ผู้ป่วยไม่รู้สึกกังวลที่มีน้ำหนักตวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้
คุณค่าตัวเองผูกติดอยู่กับน้ำหนัก รวมทั้งรับรู้ภาพลักษณ์หรือรูปร่างของตนเองที่บิดเบือนไปจากความ
เป็นจริง
3.1.3 ประเภทของโรคคลั่งผอม
แบบจำกัด (Restricting Type) หมายถึงจะรับประทานอาหารน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่
มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกายมากและหนักในช่วงที่มีอาการ ไม่ได้รับประทานครั้งละมากๆ
หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยา
สวนถ่ายอย่างพร่ำเพรื่อ หรือเป็นประจำ
แบบกินมาก/ออกมาก (Binge-Eating/Purging Type) หมายถึงเมื่อรับประทานอาหารแล้ว
ใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนอุจจาระ ในช่วงที่มีอาการ จะมีการ
รับประทานครั้งละมากๆ หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย
ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย
3.1.4 การรักษาโรคคลั่งผอม
ปัญหาสำคัญในการรักษาโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) นั้น เกิดจากความคิดหรือ
เหตุผลของผู้ป่วยที่ต่อต้านการรักษา ได้แก่ คิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัด กลัวว่าน้ำหนักจะเพิ่ม
ขึ้นมา รวมทั้งไม่ได้มองพฤติกรรมของตนเองเป็นอาการป่วย แต่เป็นลักษณะการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง
เท่านั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากการบำบัดและรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มี
สุขภาพดี รวมทั้งอาการของโรคไม่กำเริบขึ้นเมื่อต้องเผชิญภาวะเครียดรุนแรงหรือสถานการณ์กระตุ้น
ต่าง ๆ การรักษาโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) ประกอบด้วยการรักษาที่ต้องให้คำปรึกษาในการ
บำบัด การรักษาด้วยยา และการดูแลสุขภาพและโภชนาการ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่มีความซับซ้อน
กลุ่มผู้ทำการรักษาจึงมีหลากหลาย ได้แก่ ผู้ให้คำปรึกษาพิเศษ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลพิเศษ
และนักโภชนาการ ทั้งนี้ อาจมีกุมารแพทย์หรือหมอเด็กเข้ามาร่วมทำการรักษาด้วยในกรณีที่ผู้ป่วย
ั
เป็นเด็กหรือวยรุ่น การรักษาโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa )มีเป้าหมายช่วยให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัว
กลับมาเป็นปกติ รักษาภาวะทางจิตอันเกี่ยวเนื่องกับรูปร่างของตัวเอง รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยหายป่วยจาก
โรคดังกล่าวในระยะยาวหรือฟิ้นตัวได้อย่างเต็มที่
โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) สามารถรักษาและบำบัดได้ด้วยวิธี ดังนี้
15
่
จิตบำบัด โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa)จะได้รับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดตาง ๆ ซึ่ง
ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ โดยวิธีนี้มักใช้เวลารักษาอย่างน้อย 6-12 เดือน หรือมากกว่า
นั้น วิธีจิตบำบัดที่ใช้รักษา โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) มีดังน ี้
Focal Psychodynamic Therapy: FPT วิธีนี้ตั้งอยู่บนฐานแนวคิดที่ว่าภาวะทาง
จิตที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวเนื่องกับปมขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กหรือในอดีต โดยผู้ป่วยไม่สามารถแก้ไขปม
ขัดแย้งนั้นได้ นักบำบัดจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยนึกถึงปมขัดแย้งที่ส่งผลต่อตัวเอง เพื่อช่วยให้หาวิธีรับมือกับ
พฤติกรรม ความคิด และความรู้สึก เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เครียด
จิตบำบัดสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal Therapy: IPT) วิธีนี้ตั้งอยู่บน
่
ฐานแนวคิดที่ว่าความสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมภายนอกมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต ผู้ป่วย
Anorexia อาจรู้สึกกังวล มีความนับถือตัวเองต่ำ หรือไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งเกิดจากการมีปัญหา
ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน นักบำบัดจะพจารณาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างของผู้ป่วยที่ส่งผลหรือ
ิ
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและความคิดแง่ลบ รวมทั้งดูว่าจะแก้ไขพฤติกรรมและความคิดดังกล่าวได ้
อย่างไร
ความคิดเและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioural Therapy: CBT) วิธีนี้ตั้ง
บนฐานแนวคิดที่ว่าทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา
กล่าวคือ พฤติกรรมสามารถสะท้อนว่าผู้ป่วยคิดและรู้สึกอย่างไร นักบำบดจะทำให้ผู้ป่วยเห็นว่าภาวะ
ั
ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความคิดที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับอาหารและการรับประทานอาหาร โดยนักบำบัดจะ
ปรับความคิดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความคิดในการรับประทานไปในทางที่เป็นจริงและส่งผลดีต่อสุขภาพ
อันนำไปสู่การปรับพฤติกรรมต่อไป
Cognitive Analytic Therapy (CAT) วิธีนี้ตั้งอยู่บนฐานแนวคิดที่ว่าปัญหา
สุขภาพจิตที่เกิดขึ้นเกิดจากรูปแบบพฤติกรรมหรือความคิดที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ อันเป็นผลมาจากวัย
เด็กหรือในอดีต ขั้นตอนการรักษามี 3 ขั้นตอน ได้แก่
-พิจารณาเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งอาจอธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดรูปแบบพฤติกรรม
หรือความคิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ (Reformation)
-ทำให้เห็นว่ารูปแบบพฤติกรรมและความคิดดังกล่าวนำไปสู่โรค Anorexia ได้
อย่างไร (Recognition)
-ระบุความเปลี่ยนแปลงที่สามารถทำให้เลิกรูปแบบพฤติกรรมและความคิดที่ส่งผล
เสียต่อสุขภาพได้ (Revision)
16
การบำบัดครอบครัว (Family Interventions) ครอบครัวนับว่ามีบทบาทสำคัญใน
การรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) เป็นเด็กหรือมีอายุน้อย เนื่องจากปัญหา
สุขภาพจิตนี้ส่งผลต่อบุคคลในครอบครัวทุกคน การบำบัดครอบครัวจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบโรคที่
ส่งผลต่อครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของโรคและวิธีที่บุคคลในครอบครัวจะช่วยเหลือผู้ป่วย
ด้วย
วิธีเพิ่มน้ำหนัก แผนการรักษาโรคนี้จะครอบคลุมคำแนะนำในการรรับประทานอาหารเพื่อ
เพิ่มน้ำหนักตัวอย่างปลอดภัย โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยเริ่มรับประทานอาหารในปริมาณน้อย และค่อย ๆ
เพิ่มปริมาณอาหารอย่างช้า ๆ เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว เนื่องจากการเพิ่มปริมาณอาหารเร็วเกินไป
สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม ผู้ป่วย
เด็กหรือวัยรุ่นจะได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษาให้เป็นไปตามเป้าหมาย การ
เพิ่มน้ำหนักตัวจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารครบ 3 มื้อเป็นปกติ
ยารักษา โรค Anorexia ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว แพทย์มักใช้รักษาควบคู่
กับวิธีบำบัด โดยใช้ยาเพื่อรักษาภาวะทางจิตอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือโรค
ซึมเศร้า ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วย Anorexia ได้แก่ ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ และยาโอแลนซาปีน ดังนี้
-ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Ruptake Inhibitors: SSRIs) ยานี้จัดเป็น
ยารักษาอาการซึมเศร้าชนิดหนึ่ง มักใช้รักษาผู้ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับภาวะทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า
หรือวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม แพทย์จะจ่ายยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอให้ผู้ป่วยในกรณีที่น้ำหนักตัวผู้ป่วย
เริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว เนื่องจากการใช้ยาดังกล่าวขณะที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวน้อยมากเกินไปเสี่ยงได้รับ
ผลข้างเคียงสูง ทั้งนี้ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไออย่างระมัดระวัง
-ยาโอแลนซาปีน (Olanzapine) ผู้ป่วย Anorexia ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธอื่น
ี
จะได้รับยานี้เพื่อลดอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและการรับประทานอาหาร
การแพทย์ทางเลือก วิธีนี้ไม่ใช่วิธีรักษาตามหลักแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏงานวิจัย
่
เกี่ยวกับการรักษาโรค Anorexia ด้วยการแพทย์ทางเลือก อย่างไรก็ดี วิธีนี้อาจชวยลดอาการวิตก
กังวลลงได้ โดยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีและผ่อนคลายมากขึ้น การแพทย์ทางเลือกที่ใช้รักษาอาการวิตก
ี
กังวล ได้แก่ การฝังเข็ม การนวด โยคะ และการนั่งสมาธิ ผู้ที่ต้องการรักษาด้วยวิธดังกล่าวควรปรึกษา
แพทย์ก่อน เพื่อให้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงจากการรักษาด้วยการแพทย์
ทางเลือกวิธีต่าง ๆ
การรักษาปัญหาสุขภาพอื่น ผู้ป่วย Anorexia ที่เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อันเป็นผลจากโรค
ดังกล่าว จะไดรับการรักษาอย่างอื่นร่วมด้วยตามกรณี ดังนี้
้
17
-ดูแลสุขภาพช่องปาก ผู้ป่วยที่ล้วงคออาเจียนเป็นประจำ จะได้รับคำแนะนำในการดูแล
สุขภาพช่องปาก เพื่อป้องกันกรดในกระเพาะอาหารทำลายเคลือบฟันบนผิวฟัน เช่น แพทย์อาจ
แนะนำให้ผู้ป่วยแปรงฟันทันทีหลังอาเจียน เพื่อเลี่ยงปัญหาเคลือบฟันสึกกร่อน หรือแนะนำให้เลี่ยง
อาหารที่มีกรดและใช้น้ำยาบ้วนปาก รวมทั้งไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
-ลดยาระบาย แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาระบายหรือยาขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำหนัก
ค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ยาเพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ เนื่องจากการหยุดใช้ยาทันทีสามารถก่อให้เกิด
อาการคลื่นไส้และท้องผูก
3.2 โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa)
โรคบูลิเมียหรือโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) เป็นโรคการกินผิดปกติที่อาจร้ายแรงถึงขั้น
เสียชีวิตได้ เพราะผู้ป่วยจะรับประทานอาหารปริมาณมากตามด้วยการกำจัดอาหารที่เพิ่งรับประทาน
เข้าไปเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยมักทำให้ตนเองอาเจียน ออกกำลังกายอย่างหนัก ใช้ยาระบาย
ยาขับปัสสาวะ รวมทั้งอาเจียนเช่นเดียวกับผู้เป็นโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้
มักไม่ผอมเท่าเพราะไม่ได้จำกัดปริมาณอาหาร และอาจมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและครอบครัว มี
ความเสี่ยงต่อการสำลัก เยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหารฉีกขาดจากการอาเจียนมาก มี
เลือดออกในทางเดินอาหาร มีลมรั่วเข้าไปในช่องทรวงอก นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติในดุล
กรด-ด่างได้คล้ายกับผู้ป่วยโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหัวใจเต้น
่
ผิดปกติได้เชนกัน ซึ่งโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยใน
กลุ่มวัยรุ่นเพศหญิง โรคนี้มีที่มาจากมีความมั่นใจในตนเองต่ำ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจึงกังวลกับรูปร่าง กลัว
ว่าตนจะอ้วน ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสร็จจะรู้สึกผิด จึงต้องหาทางเอาอาหารเหล้านั้นออกด้วยการล้วง
คอลดน้ำหนักให้กับตนเอง เเต่เเน่นอนว่าไม่ใช่การลดน้ำหนักที่เเท้จริง เเละผู้ที่เป็นเช่นนี้จำนวนมาก
นั้นไม่ใช่คนอ้วน
3.2.1 อาการของผู้ป่วยโรคล้วงคอ
ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคล้วงคอ มีดังน ี้
• รับประทานอาหารปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
• จำกัดปริมาณอาหาร และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารบางชนิด
18
• ล้วงคอเพื่อให้อาเจียนอาหารที่รับประทานเข้าไป หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม
เพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
• ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนทวารหลังรับประทานอาหาร
• ใช้อาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก
• กังวลหรือกลัวว่าน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น
• หมกมุ่นอยู่กับน้ำหนักและรูปร่างของตนเอง
• มีความคิดแง่ลบต่อภาพลักษณ์ของตนเอง
• ควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่ได้
• สภาวะอารมณ์เปลี่ยนไปจากปกติ เช่น รู้สึกเครียด หรือวิตกกังวล เป็นต้น
• ประจำเดือนมาผิดปกติ
3.2.2 เกณฑ์การวินิจฉัยโรคล้วงคอ
ในขั้นแรกแพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้น และอาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธอื่น ๆ เพิ่มเติม
ี
อย่างการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ รวมทั้งตรวจทางจิตวิทยา โดยแพทย์จะพูดคุยซักถามเกี่ยวกับ
พฤติกรรมการรับประทานอาหารและทัศนคติที่มีต่ออาหาร
นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช DSM-5 (Diagnotis and
Statistical Manual of Mental Disorders) ประกอบการวินิจฉัยโรค Bulimia ร่วมด้วย โดย
ลักษณะของผู้ป่วยที่เป็น Bulimia มีดังน ี้
• ให้คุณค่าตนเองจากรูปร่างและน้ำหนัก
• รับประทานอาหารปริมาณมากผิดปกติซ้ำ ๆ
• ควบคุมการรับประทานอาหารไม่ได้
• กำจัดอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วยการอาเจียน หักโหมออกกำลังกาย ใช้ยา
ระบาย ยาขับปัสสาวะ หรืออดอาหาร
• มีพฤติกรรมรับประทานอาหารปริมาณมากแล้วตามด้วยการกำจัดทิ้งเกิดขึ้นอย่าง
น้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยทำติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป
• ไม่ได้ป่วยเป็นโรคคลั่งผอม Anorexia และมีพฤติกรรมจำกัดการกินอาหารอย่าง
ผิดปกติหรืออดอาหาร
19
ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงของโรค Bulimia ขึ้นอยู่กับความถี่ของการกำจัดอาหารในแต่ละ
สัปดาห์ ซึ่งมีการจัดระดับความรุนแรงของโรค ดังน ี้
-ระดับไม่รุนแรง: 1-3 ครั้ง/สัปดาห์ -ระดับปานกลาง: 4-7 ครั้ง/สัปดาห์
-ระดับรุนแรง: 8-13 ครั้ง/สัปดาห์ -ระดับรุนแรงมาก: มากกว่า 13 ครั้ง/สัปดาห์
กรณีที่ป่วยด้วยโรคล้วงคอเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ
เพิ่มเติม เนื่องจากอาการของโรคอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้
3.2.3 ประเภทของโรคล้วงคอ
bulimia nervosa แบบไม่ถ่ายท้อง ชนิดย่อยนี้พบได้น้อยกว่ามากเนื่องจากมันจะเกิดขึ้นใน
6-8% ของกรณีเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มันยังเป็นที่รู้จักน้อยที่สุด เหล่านี้เป็นคนที่ไม่ใช้วิธี
ิ
อาเจียนหรือวธีการชดเชยอื่น ๆ ของประเภทนี้หลังจากกินการดื่มสุรา - พวกเขาไม่ใช้ยาระบาย,
edemas ฯลฯ.
ใน bulimia nervosa ประเภทนี้วิธีหลักที่ใช้ในการลดน้ำหนักคือประสิทธิภาพของการออก
กำลังกายอย่างเข้มข้นรวมถึงการอดอาหารและอดอาหาร ความอดอยากที่ยาวนานเหล่านี้เป็นสาเหต ุ
ของการกินมากอีกครั้งเนื่องจากบุคคลนั้นประสบกับความหิวโหยที่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกครั้ง
หลังจากเหตุการณ์การดื่มสุราครั้งนี้หญิงสาวจะรู้สึกสำนึกผิดและรู้สึกผิดทำให้ขาดอาหารอีกครั้งหรือ
ออกกำลังกายมากเกินไป.
วิธีการควบคุมน้ำหนักเหล่านี้ไม่ได้ผลอย่างมากในการกำจัดปริมาณแคลอรี่ที่กลืนเข้าไปใน
ร่างกายเพียงครั้งเดียว การออกกำลังกายที่เข้มข้นและการถือศีลอดที่ตามมามักเกิดขึ้นในชนิดย่อย
ของ bulimia nervosa แม้ว่าจะมีอาการที่สอง.
ผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตชนิดย่อยของบูลิเมียเนียซาในสิ่งมีชีวิตจะถูกเน้นน้อยกว่าชนิดย่อย
ั
ของการถ่ายปสสาวะอย่างที่เราจะเห็นในภายหลัง
bulimia nervosa purgative คนส่วนใหญ่ที่มี bulimia nervosa จัดอยู่ในประเภท
purgative ซึ่งเป็นลักษณะของการปรากฏตัวของการอาเจียนและการใช้ยาระบายหรือยาระบายหลัง
การกินการดื่มสุรา.
เป้าหมายของคนเหล่านี้คือการกำจัดโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในสัดส่วนที่สูงที่สุดของการ
บริโภคอาหารเพื่อยุติความวิตกกังวลที่ทำให้พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะได้รับน้ำหนัก พวกเขายังนำเสนอ
20
ความคิดที่ไม่ลงตัวเกี่ยวกับการทำงานของสิ่งมีชีวิต.ในความเป็นจริงใน bulimia nervosa - ทั้งสอง
ประเภท ผู้หญิงมีน้ำหนักปกติหรือมีน้ำหนักเกินบางประเภท ชนิดย่อยนี้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบ
เชิงลบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งที่เกี่ยวกับการทำลายล้างซึ่งเกิดจากสิ่งมีชีวิตและพฤติกรรมและความคิดที่
แสดง:
เป็นที่สังเกตว่าผู้หญิงเหล่านี้มีความปรารถนาที่จะผอมมากขึ้นซึ่งทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่
กับการลดน้ำหนัก.
นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนร่างกายที่รุนแรงมากขึ้นหรือสิ่งที่เหมือนกันพวกเขารับรู้ถึงความ
แตกต่างที่มากขึ้นระหว่างภาพเงาที่แท้จริงของพวกเขาและภาพที่พวกเขามีด้านหน้ากระจก.
นอกจากนี้ยังพบว่ารูปแบบการกินมีความผิดปกติมากกว่าในกรณีของ bulimia Nervosa.
ในที่สุดก็พบว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะพบความผิดปกติทางจิตที่เกี่ยวข้องในประเภท
ย่อยนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์เช่น ภาวะซึมเศร้าและผู้ที่มีความคิดครอบงำ
3.2.4 การรักษาโรคล้วงคอ
ในการรักษาโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) นั้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีรักษาร่วมกันมากกว่า
1 วิธี ซึ่งการรักษาด้วยการฟนฟูสภาพจิตร่วมกับการใช้ยาต้านเศร้า และการให้ความร่วมมือกับแพทย์
ื้
นักจิตบำบัด เพื่อน และครอบครัว อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคนี้
โดยโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) สามารถรักษาและบำบัดได้ ดังนี้
จิตบำบัด เป็นวิธีรักษาด้วยการพูดคุยบำบัดทางจิตกับผู้ให้คำปรึกษาพิเศษหรือจิตแพทย์ ซึ่ง
วิธีจิตบำบัดที่ใช้รักษาโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) มีดังนี้
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) จะช่วยให้ผู้ป่วย
เข้าใจและเรียนรู้ว่าการล้วงคอหรือความเชื่อเกี่ยวกับการกำจัดอาหารด้วยวิธีต่าง ๆ นั้นส่งผลเสียต่อ
สุขภาพ และปรับทัศนคติของผู้ป่วยเกี่ยวกับอาหารและการรับประทานอาหารไปในทางที่เหมาะสม
การบำบัดสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal Therapy) ผู้ป่วยบางรายอาจมี
่
ปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยปรับความคิด ทักษะด้านการสื่อสาร และ
ทักษะการแก้ปัญหาของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้
21
การบำบัดแบบครอบครัว (Family-Based Therapy) ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการ
รักษาผู้ป่วยโรค Bulimia ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น โดยการบำบดวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองควบคุมพฤติกรรม
ั
การรับประทานอาหารของผู้ป่วย และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบต่อครอบครัวจากโรคนี้ได ้
การใช้ยารักษา การใช้ยาต้านเศร้าควบคู่กับการพูดคุยบำบดทางจิตอาจช่วยลดอาการของ
ั
โรค Bulimia ได้ โดยยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาที่ใช้รักษา
ผู้ป่วยโรคโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) คือ ยาฟลูอ็อกซีทีน (Fluoxetine) ซึ่งเป็นยาต้านซึมเศร้า
ในกลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors)
่
โภชนศึกษา แพทย์และนักโภชนาการอาจชวยวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีน้ำหนกตัวเป็นปกติ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี และได้รับสารอาหาร
ั
ที่ครบถ้วน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังได้รับคำแนะนำในการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยอีกด้วย
การรักษาในโรงพยาบาล แม้ว่าผู้ป่วยโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa)อาจไม่จำเป็นต้องเข้า
รับการรักษาในโรงพยาบาลเสมอไป แต่กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากและมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น
ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที
นอกจากการรักษาและบำบัดโดยจิตแพทย์แล้ว ผู้ป่วยโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) ต้อง
รักษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายด้วย ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับร่างกายมีอยู่หลายประเด็นมาก เช่น ฟันเสีย
หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ประจำเดือนไม่มา ขาดสารอาหารที่จำเป็น เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากการ
รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยโรคบู
ลิเมียหายเป็นปกติได้เช่นกัน คนใกล้ชิดต้องมีการปรับความสัมพันธ์กับผู้ป่วย เพื่อให้คนรอบข้าง
ช่วยกันสนับสนุนการรักษาให้คนไข้โรคนี้หายจากโรคได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็น
อย่างมากและช่วยสนับสนุนจิตใจของคนไข้ให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิมอีกครั้ง
22
บทที่ 4
สรุป
สรุปได้ว่า จากความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินผิดปกติ ผลกระทบที่เกิดทั้งทางด้าน
ร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม และแนวทางการป้องกันที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถึงแม้ว่าแนวทางการ
ป้องกันโรคยังไม่ปรากฏวิธี ป้องกันแน่ชัด แต่เราก็สามารถจะน าความรู้ไปใช้เพื่อที่จะวิเคราะห์ตนเอง
ว่ามีความเสี่ยงในการมีพฤติกรรมการกิน ผิดปกติหรือไม่ โดยหาแนวทางการป้องกันไม่ให้ตนเองมี
่
พฤติกรรมการกินผิดปกติได้ โดยเริ่มจากการประเมิน ตนเองเสียก่อน ดูวาขณะนี้เรามีความเสี่ยงต่อ
การทำพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่
การสร้างเจตคติต่อความพึงพอใจในรูปร่างของตนเอง โดยเฉพาะค่านิยมความผอม ควรหา
วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกวิธีโดยไม่ต้องพึ่งยาหรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก อาจปรึกษาจากบุคลากรทาง
การแพทย์ นอกจากนั้น บุคคลในครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมาก ควรให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด เป็น
ผู้รับฟังที่ดี ให้ข้อมูลของ พฤติกรรมการกินผิดปกติได้ ทั้งนี้เพื่อให้เท่าทันสื่อหรือข้อมูลข่าวสาร และ
ี
เป็นตัวแบบที่ดในเรื่องการกินที่ถูกหลัก โภชนาการ เพื่อทำให้บุคคลนั้นมีพฤติกรรมการกินอาหารที่
ถูกต้องตามหลักโภชนาการและป้องกันไม่ให้เกิด พฤติกรรมดังกล่าวได ้
ดังนั้นเราก็ควรต้องมีความรู้ความ เข้าใจในเรื่องพฤติกรรมการกินผิดปกติ เช่น สาเหตุหรือ
ปัจจัยที่ทำให้เกิด จากข้อมูลและแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เชื่อถือได้เพื่อที่จะทำให้เรานั้นมีภูมิคุ้มกัน
เกี่ยวกับโรคการกินผิดปกติแล้วสามารถนำไปบอกหรือเตือนผู้อื่นที่มีโอกาสอาจจะเป็นโรคการกิน
ผิดปกติได้อย่างถูกต้อง
บรรณานุกรม
Judith Tintinalli, J. Stapczynski, O. John Ma, David Cline, Rita Cydulka, Garth Meckler.
(2011). Tintinalli's Emergency Medicine: A Comprehensive Study Guide, Seventh
Edition. McGrawHill medical.
ศิริไชย หงส์สงวนศรี, Eating disorder. จิตเวชศาสตร์ รามาธิบดีฉบับ เรียบเรียงใหม่คร้ังที่3.2555
“Eating disorders” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://www.uptodate.com/contents/eating-disorders-overview-of-prevention-and-
treatment?search=eating-disorders-
&source=search_result&selectedTitle=2~150&usage_type=default&display_rank=2,
2019. [สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2564]
Suzanne Dooley-Hash, MD, Judith D. Banker, MA, LLP, FAED, Maureen A. Walton,
MPH, PhD,Yarden Ginsburg, MS, Rebecca M. Cunningham, MD. (2012). The
Prevalence and Correlates of Eating Disorders among Emergency Department Patients
Aged 14–20 Years, International Journal of Eating Disorders.
“Eating Disorder Treatment and Recovery” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
:https://www.helpguide.org/articles/eating-disorders/eating-disorder-treatment-and-
recovery.htm, 2020. [สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2564]
“Eating disorder – Anorexia and bulimia care” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://www.anorexiabulimiacare.org.uk/, 2019. [สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2564]
“Anorexia” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://blog.mamashealth.com/eating-disorders/anorexia/, 2018.
[สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2564]
“What is anorexia” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://www.eatingdisorders.org.nz/what-
is-anorexia/, 2021. [สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2564]
“Anorexia Nervosa” .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://www.medicinenet.com/anorexia_nervosa/article.htm, 2018.
[สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2564]
Hans-Christoph Steinhausen. Outcome of eating disorders. Child Adolesc Psychiatric
Clin N Am, (2008): 225-242.
Pauline S. Powers, Heidi Bruty. Pharmacotherapy for eating disorders and obesity.
Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, (2008): 175-187.
Daniel le Grange, Lvan Eisler. Family interventions in adolescent anorexia nervosa.
Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, (2008): 159-173.
U Schmidt. Cognitive behavioral approaches in adolescent anorexia nervosa and
bulimia nervosa. Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, (2008): 147-158.
Beate Herpertz-Dahlmann, HarrietSalbach-Andrae. Overview of treatment modalities
in adolescent anorexianervosa. Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, (2008): 131-145.
Kishi T, Elmquist JK. Body weight is regulated by the brain: a link between feeding
and emotion. Mol Psychiatry, (2005): 10(2): 46-132.
Bornstein SR, Schuppenies A, Wong ML, et al. Approaching the shared biology of
obesity and depression: the stress axis as the locus of gene-environment interactions.
Mol Psychiatry, 2006: 11(10): 892–902.
Johannes Hebebrand. Diagnostic issues in eating disorders and obesity. Child Adolesc
Psychiatric Clin N Am, 2008: 1-16.
Beate Herpertz-Danlmann. Adolescent eating disorders: definitions, symptomatology,
epidemiology and comorbidity. Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, 2008: 31-47.
Timo D. Müller, Manuel Föcker, et al. Leptin-mediated neuroendocrine alterations in
anorexia nervosa: somatic and behavioral implication. Child Adolesc Psychiatric Clin
N Am, 2008: 117-129.
Frederique Van den Eynde, Janet Treasure. Neuroimaging in eating disorders and
obesity: implications for research. Child Adolesc Psychiatric Clin N Am, 2008: 95-115.