The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชา ชีววิทยา 2 รหัสวิชา ว32242

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pin-anong, 2021-11-20 02:06:06

เนื้อเยื่อพืช

รายวิชา ชีววิทยา 2 รหัสวิชา ว32242

เรือ่ ง เน้ือเย่ือพชื (plant tissue)

รายวิชา ชีววทิ ยา 3 รหัสวิชา ว30243 1
โรงเรียนพทุ ไธสง อาเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ ีรัมย์

ครผู ้สู อน : นางสาวปน่ิ อนงค์ ศิลประกอบ

ผลการเรยี นรู้
(Learning Outcome)

 1. อธบิ ายเก่ียวกบั ชนดิ และลักษณะของเนือ้ เย่อื พืชและ
เขียนแผนผงั เพื่อสรปุ ชนิดของเน้อื เยือ่ พืช

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายลกั ษณะและหน้าที่และระบบุ รเิ วณท่พี บเนื้อเยอ่ื
เจรญิ และเนอ้ื เยอื่ ถาวรของพชื ดอก

2. เขยี นแผนผังเพอื่ สรุปชนดิ ของเน้ือเย่ือพชื ดอก

2

เซลล์พืช (plant cell)

1. ให้นักเรียนบอกสว่ นประกอบของเซลล์พืชต่อไปน้ี

2. เซลล์พชื ทุกชนดิ มีส่วนประกอบใดที่เหมือนกัน

3

เซลล์พืช (plant cell)

✓ ผนังเซลล์ (cell wall)

✓ ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ กรอบลอ้ มอยูร่ อบนอกและใหค้ วาม
แข็งแรงต่อโครงสร้างเซลลพ์ ชื

✓ เซลลพ์ ชื ทกุ ชนิดมีผนังเซลล์ที่เรียกวา่ ผนงั เซลล์
ปฐมภมู ิ (primary cell wall) ซ่ึงมี
องค์ประกอบเป็น เซลลโู ลส (cellulose)

✓ ผนงั เซลลป์ ฐมภูมทิ อ่ี ย่ตู ดิ กนั จะถกู โยงยึดไวด้ ้วย
มิดเดลิ ลาเมลลา (middle lamella) ซึ่งเป็น
ช้ันที่อยกู่ ลางระหวา่ งเซลล์ทีอ่ ยตู่ ิดกนั มี เพกตนิ
(pectin) เป็นองค์ประกอบ

4

เซลลพ์ ชื (PLANT CELL)

✓ เซลล์พืชบางชนดิ ยังสะสม ผนังเซลล์ทตุ ยิ ภมู ิ
(secondary cell wall) โดยจะแทรกอยใู่ นผนงั
เซลล์ปฐมภมู ิ รวมทั้งสะสมแบบซ้อนทบั เป็นแนว
อยรู่ ะหว่างผนงั เซลล์ปฐมภมู แิ ละเยื่อห้มุ เซลล์

✓ องคป์ ระกอบที่สาคญั ของผนังเซลลท์ ตุ ยิ ภูมิคือ
ลิกนนิ (lignin)

5

เซลล์พชื (plant cell)

6

การจดั ระบบโครงสรา้ งของพชื

7

เนือ้ เยอ่ื พชื (Plant tissue)

เนือ้ เยื่อพืชแบง่ เป็น 2 กลุม่ ใหญ่ คือ เนือ้ เยื่อเจรญิ และ
เน้อื เยอ่ื ถาวร
➢ เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ แบง่ เปน็ เน้อื เยือ่ เจริญสว่ นปลาย เน้อื เย่อื

เจริญเหนอื ข้อ และเน้อื เย่ือเจริญด้านข้าง
➢ เนื้อเยือ่ ถาวรเปลยี่ นแปลงมาจากเนอ้ื เย่อื เจริญ
➢ เน้ือเย่ือถาวรอาจแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ระบบ คอื ระบบเนอื้ เย่อื

ผวิ ระบบเนือ้ เยือ่ พ้นื และระบบเน้ือเยือ่ ทอ่ ลาเลียง ซง่ึ ทา
หนา้ ท่ีแตกตา่ งกัน

8

2. ระบบของเนอื้ เย่อื พืช
(Plant tissue system)

 แบ่งตามระบบของ Sachs แบ่งออกเป็น 3 ระบบด้วยกนั
คือ

 2.1 ระบบเนือ้ เย่ือผิว (dermal system) ประกอบดว้ ย

➢ เอพเิ ดอร์มสิ (epidermis) – ปอ้ งกันกันส่วนนอกของพชื
ในการเจรญิ เตบิ โตขัน้ ปฐมภูมิ (1°)

➢ เพอริเดริ ์ม (periderm) – ซง่ึ เกิดขึ้นแทนทเ่ี อพิเดอรม์ ิสใน
การเจริญขน้ั ทตุ ิยภูมิ (2°)

9

2. ระบบของเนื้อเยอื่ พชื
(Plant tissue system)

 2.2 ระบบเนอื้ เย่ือลาเลยี ง (vascular system)
ประกอบดว้ ย

➢ โฟลเอม็ (phloem) - ลาเลยี งอาหาร
➢ ไซเลม็ (xylem) - ลาเลียงนา้ และแรธ่ าตุ

ระบบเนอ้ื เย่ือผิว ระบรบะเนบ้ือบเยเน่อื พือ้ ืน้เยื่อผวิ ระบบเน้อื เยอ่ื ทอ่ ลาเลยี ง

10

2. ระบบของเนือ้ เย่อื พชื
(Plant tissue system)

 2.3 ระบบเนอื้ เยื่อพนื้ ฐาน (ground system)
ประกอบด้วย

➢ พาเรงคมิ า (parenchyma) - สะสมน้าและอาหาร

➢ คอลเลงคมิ า (collenchyma) - ให้ความแขง็ แรงแก่
โครงสรา้ งพชื

➢ สเกลอเรงคมิ า (sclerenchyma) - ชว่ ยพยงุ และให้
ความแขง็ แรงแก่โครงสร้างพชื

11

3. การเจริญของระบบเน้อื เยือ่

Protoderm Epidermis

Apical Procambium Primary Phloem
meristem & Primary Xylem

Ground Cortex & Pith
meristem

Primary growth 12
การเจรญิ ขั้นปฐมภมู ิ

3. 3ก.ากราเจรรเจิญรขิญอขงอรงะรบะบบเบนื้อเนเยื้อ่ือเย่อื

Protoderm Cork Cork
cambium Phelloderm

Apical Procambium Vascular cambium
meristem

Secondary 13
Phloem &
Secondary Xylem

Secondary growth
การเจริญขัน้ ทตุ ิยภมู ิ

4. เน้ือเยือ่ เจริญ (meristem tissue)

❖ หมายถึง เนื้อเยื่อท่ีประกอบไปดว้ ยเซลล์ท่ีมีคุณสมบัตใิ นการ
แบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ (mitosis) ตลอดชีวิตของเซลล์

❖ เซลลจ์ งึ มขี นาดเลก็ ผนงั เซลล์บางสม่าเสมอ มีไซโทพลาสซมึ
สมบูรณ์ มีนวิ เคลียสขนาดใหญ่

❖ เซลล์เจรญิ (meristemtic cell) จะเรยี งชดิ กนั ไมม่ ชี อ่ งวา่ ง
ระหวา่ งเซลล์

❖ จาแนกตามตาแหน่งท่อี ยู่ในสว่ นตา่ งๆ ของพชื ได้ 3 ชนิด
คือ

14

4.1 เนื้อเยือ่ เจริญสว่ นปลาย
(apical meristem)

❖ ถ้าอยู่บริเวณปลายรากเรียก เนอื้ เย่อื เจรญิ ส่วนปลายราก
(apical root meristem) ทาหนา้ ที่แบง่ เซลล์ทาใหร้ าก
ยาวข้นึ

❖ ทีบ่ รเิ วณปลายยอดเรียก เนื้อเยือ่ เจรญิ ส่วนปลายยอด
(apical shoot meristem) ทาหนา้ ทแี่ บ่งเซลล์ทาใหล้ า
ต้นยดื ยาวออกไป สรา้ งใบ รวมทัง้ กง่ิ

15

4.1 เนื้อเยื่อเจริญสว่ นปลาย (apical meristem)

16

4.2 เนือ้ เยือ่ เจรญิ เหนอื ขอ้
(intercalary meristem)

 อยรู่ ะหวา่ งข้อตรงบริเวณเหนือขอ้
ล่าง หรอื โคนของปลอ้ งบน

 มกี ารแบง่ เซลลไ์ ดย้ าวนานกว่า
เนอ้ื เย่อื บริเวณอ่นื ในปลอ้ งเดยี วกนั
ทาใหป้ ล้องยาวขึ้น

 พบในพชื ใบเลี้ยงเดีย่ วทั่วไป เชน่
หญา้ ขา้ ว ข้าวโพด ออ้ ย และไผ่

17

4.3 เน้ือเย่อื เจริญดา้ นข้าง
(lateral meristem)

 อย่ใู นแนวขนานกับเสน้ รอบวง มกี ารแบง่ เซลลเ์ พิ่มจานวนออกทางด้านขา้ ง ทา
ให้รากและลาต้นขยายขนาดใหญ่ข้ึน

 พบในพชื ใบเลยี้ งคทู่ วั่ ไป และในพชื ใบเลี้ยงเด่ียวบางชนดิ เชน่ หมากผู้หมากเมยี
จนั ทนผ์ า เป็นตน้

 เนือ้ เยือ่ เจริญชนิดนเ้ี รียกว่า แคมเบยี ม (cambium) ถ้าพบอยู่ระหวา่ งเนื้อเยือ่
ลาเลียงจะเรียกว่า วาสคิวลาร์แคมเบยี ม (vascular cambium) ซึ่งเม่อื แบ่ง
เซลลท์ าใหเ้ กิดเนือ้ เยอ่ื ลาเลยี งเพม่ิ ขน้ึ

 และถา้ พบอยใู่ นชั้นเนื้อเยอื่ เอพิเดอรม์ ิส เรยี กวา่ คอร์กแคมเบยี ม (cork
cambium) ซึ่งเมอื่ แบ่งเซลล์ทาให้เกิดเนอื้ เย่ือ คอรก์ (cork) และ เฟลโลเดิร์ม
(phelloderm)

18

4.3 เนื้อเยอื่ เจริญด้านข้าง
(lateral meristem)

19

4.3 เน้ ือเยอ่ื เจรญิ ดา้ นขา้ ง (lateral meristem)

20

5. เน้อื เย่ือถาวร (permanent tissue) 2
1
 กลมุ่ เซลลท์ เี่ จริญเต็มที่ โดยเนอ้ื เย่ือถาวรนเี้ ปลี่ยนแปลง
มาจากเนอ้ื เย่อื เจรญิ

 ปกติจะไมม่ ีการแบง่ เซลลอ์ กี ตอ่ ไป
 เนือ้ เยือ่ ถาวรประกอบด้วยกลุ่มเซลลท์ ่มี รี ูปรา่ ง ขนาด

และหน้าทต่ี ่างกนั
 เนอ้ื เยอ่ื ถาวรบางชนดิ อาจประกอบขน้ึ จากกลมุ่ เซลล์ชนิด

เดยี วกัน หรอื ประกอบขึ้นจากเซลลห์ ลายชนดิ
 เนอ้ื เยอื่ ถาวรทม่ี ีหนา้ ท่ีสาคญั ต่อการดารงชีวิตของพืช

เช่น

5.1 พาเรงคมิ า (parenchyma) 22

 ลกั ษณะทัว่ ไป

1. เปน็ เซลล์รูปร่างค่อนข้างกลม รี หรอื
ทรงกระบอก

2. เซลลโ์ ตเตม็ ทเ่ี ป็นเซลลท์ ่ยี งั มีชีวติ
(living cell)

 หนา้ ที่
สะสมอาหารและนา้
สามารถแปรสภาพเป็นเน้ือเยอื่ เจริญได้
เมื่อถูกกระตุ้นเชน่ เมื่อเกดิ บาดแผลจะ
ทาการแบ่งเซลล์เพื่อสมานบาดแผล

➢ พาเรงคิมาทม่ี คี ลอโรพลาสต์อยใู่ นเซลล์ เรยี ก คลอเรงคิมา ซง่ึ
สามารถสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้

23

แอเรงคิมา (aerenchyma)

• พาเรงคมิ ามลี ักษณะเป็น
แฉกคล้ายดาว เรยี กว่า
stellate parenchyma
ทาใหเ้ กิดชอ่ งว่างใหญ่ชว่ ย
สะสมอากาศ

• จึงเรยี กพาเรงคิมาชนิดนี้ได้
อกี อยา่ งหน่งึ วา่
aerenchyma

24

แพลเิ ซดพาเรงคมิ ากับสปันจพี าเรงคมิ าม

• แพลิเซดพาเรงคมิ า (palisade parenchyma) พาเรงคิมาในชนั้ มีโซฟิลล์ของใบทอ่ี ยู่
ชิดกบั เอพิเดอรม์ สิ ด้านบน (upper epidermis) มรี ปู ร่างยาวแนวต้งั หรอื คลา้ ยตวั ยู

• สปนั จพี าเรงคิมา (spongy parenchyma) พาเรงคิมาในชั้นมีโซฟิลล์ของใบท่อี ยู่ชดิ
กับเอพิเดอรม์ สิ ดา้ นลา่ ง (lower epidermis) มีรูปรา่ งไม่แน่นอน
25

5.2 คอลเลงคมิ า (collenchyma)

 ลกั ษณะท่ัวไป

 1. เซลล์มรี ูปร่างหลายเหลี่ยมค่อนขา้ งยาว
 2. ผนงั เซลล์หนาไมส่ มา่ เสมอมักหนาตามมมุ เซลล์ เพราะมี สารพวก

เพกตนิ มาสะสม
 3. เมือ่ โตเตม็ ท่เี ซลล์ยงั มชี วี ติ (living cell)

 หนา้ ที่

 ชว่ ยทาให้ส่วนต่างๆ ของพืชเหนยี วและแขง็ แรงทรงตวั อยไู่ ด้ และยงั
ช่วยปอ้ งกนั แรงเสียดทานอีกดว้ ย

 พบมากทีบ่ รเิ วณใต้เอพิเดอรม์ สิ ของก้านใบ เส้นกลางใบ และลาตน้
สว่ นท่ยี งั ออ่ นของพชื ล้มลุกหรอื ไมเ้ ลื้อยบางชนดิ

26

5.2 คอลเลงคมิ า (collenchyma)

27

5.3 สเกลอเรงคิมา (sclerenchyma)

 เปน็ เซลล์ทใ่ี หค้ วามแข็งแรงแก่สว่ นต่างๆ ของ
พืช เพราะมีสารพวกลกิ นิน (lignin)

 ความหนาของ เซลล์สเกลอเรงคิมา ตา่ งกับ
คอลเรงคมิ า ทีค่ วามหนาจะสมา่ เสมอกนั ตลอด

 เมือ่ เติบโตเตม็ ทแ่ี ล้วเซลล์จะตาย (dead cell)
 สเกลอเรงคิมาแบง่ ออกเป็น 2 พวก ตามรูปร่าง

คือ

 ไฟเบอร์ (fiber) และ
สเกลอรีด (sclereid)

28

5.3 ไฟเบอร์ (fiber)

 รูปรา่ งยาวเรียง ผนังหวั และทา้ ยแหลม ผนังเซลลช์ น้ั ทุตยิ ภูมหิ นามาก
เมื่อเทยี บกบั ปริมาตรของเซลล์ มรี อยเว้าขนาดเล็ก

 เป็นองคป์ ระกอบของเนอ้ื เยือ่ พืน้ ฐานและเนอ้ื เย่ือลาเลียง

29

5.3 สเกลอรีด (sclereid)

• รปู ร่างหลายแบบ ผนังเซลล์ชนั้ ทตุ ิยภมู หิ นา มรี อยเว้าขนาดใหญ่เปน็ รอยเวา้

ไมม่ ีขอบ เหน็ ไดช้ ัดเจน

• เป็นองคป์ ระกอบของเนือ้ เย่ือผวิ ของโครงสรา้ งบางส่วน เช่น เนอื้ ผลทีส่ าก

(ฝร่งั สาล)่ี และเปลอื กเมล็ด (มะพร้าว เมล็ดถ่วั ) 30

5.4 เอพเิ ดอร์มิส (epidermis)

 ลกั ษณะทวั่ ไป
 1. เปน็ เนอ้ื เยอ่ื ที่อยู่รอบนอกสดุ ของพชื ทเี่ จริญในขั้นปฐมภูมิ
 2. เซลล์เรียงแถวเดยี วเบียดกันแนน่ ไมม่ ชี ่องวา่ งระหวา่ งเซลล์
 3. ผนังเซลล์บาง ดา้ นนอกมักหนากวา่ ดา้ นในเพราะมสี ารคิวติน(Cutin)มา

เคลือบ จนบางทเี หน็ เปน็ อกี ชั้นหนึง่ เรียกชน้ั ที่เกดิ จากการสะสมของสารคิวตนิ
นี้วา่ ช้นั คิวตเิ คลิ (Cuticle)
 4. บางเซลล์มกี ารเปลย่ี นแปลงไปทาหนา้ ท่พี ิเศษ เช่น เซลลค์ ุม (guard cell) ,
ขนราก (root hair) , ขน (trichome)
 5. เซลล์ท่ีโตเต็มทีเ่ ซลลย์ ังมชี ีวติ (living cell) แตเ่ ซลล์จะแตกสลายไปเมอ่ื พชื มี
การเจรญิ เตบิ โตขนั้ ทตุ ยิ ภูมิ

31

5.4 เอพเิ ดอร์มสิ (EPIDERMIS)

 หน้าท่ี 32
 ชว่ ยป้องกนั อนั ตรายใหแ้ กเ่ นอ้ื เยื่อทอ่ี ย่ภู ายใน และเสริมความแข็งแรง
 ชว่ ยปอ้ งกันการระเหยและการคายน้า
 ชว่ ยดูดซึมนา้ และแรธ่ าตุ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ทางขนราก

5.5 ไซเล็ม (xylem)

 เปน็ เนื้อเย่ือทท่ี าหนา้ ทีล่ าเลียงนา้ และแร่ธาตุไปสสู่ ว่ นตา่ งๆ ของพืช
 เป็น เนอื้ เยอ่ื ถาวรเชิงซอ้ น (complex permanent tissues) เนือ่ งจาก

ประกอบดว้ ยเน้อื เยอื่ หลายชนิด ไดแ้ ก่

 เม่อื โตเต็มที่เปน็ เซลลไ์ มม่ ีชวี ติ (dead cell) 33

5.5 ไซเลม็ (xylem)

34

5.6 โฟลเอ็ม (phloem)

 เป็นเนอื้ เยื่อท่ีลาเลยี งอาหารของพืช ซึง่ เป็นผลิตผลที่ไดจ้ ากกระบวนการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสง และอยู่ติดกับไซเลม็ เสมอ

 ประกอบด้วยเซลล์หลายชนดิ ได้แก่

 เซลลท์ ่โี ตเต็มทเ่ี ซลลย์ ังมชี ีวิต (living cell)

35

36

37

38

ภาระงานของนักเรยี น

 1. ทาแบบฝกึ หัด เรือ่ ง เนอ้ื เยือ่ พืช
 2. เขียนแผนผังสรปุ ชนดิ ของเนอ้ื เยือ่ พชื
 3. ทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน-หลังเรียน เร่ือง เนอื้ เย่อื พืช

39

บรรณานุกรม

 เทยี มใจ คมกฤส. 2541. กายวภิ าคของพฤกษ์. พมิ พ์คร้งั ที่ 4. ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะ
วทิ ยาศาสตร,์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

 สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2558. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ
ชีววทิ ยา เลม่ 3. พิมพค์ ร้ังที่ 8. โรงพมิ พ์ สกสค., กรงุ เทพมหานคร.

 อจั ฉรา ธรรมถาวร. 2541. ปฏบิ ัตกิ ารกายวิภาคศาสตร์ของพืช. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 2. ภาควิชาชีววทิ ยา
คณะวทิ ยาศาสตร,์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .

40

THANKS!

https://sites.google.com/ptss.ac.th/biology-iii

CREDITS:

This presentation template was created by Slidesgo,
including icons by Flaticon, and infographics &
images by Freepik.

Please keep this slide for attribution.

41


Click to View FlipBook Version