The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

โรคฝีภายใน อาการและพยาธิสภาพของโรค ตามหลักการแพทย์แผนไทย

เวชกรรมไทย-เลขที่-39-44

นักศึกษาหลักสูตร การแพทย์แผนไทยบัณฑิต สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ชั้นปีที่ 3 นางสาวสุวรรณี แก้วสมศรี 039 นางสาวอรัญญา เพชรคีรี 040 นางสาวอัจจิมา กันภัยชร 041 นางสาวอัยมี่ ลาเต๊ะ 042 นางสาวอัสมาอ์ หะมะ 043 นางสาวอานีส หะบู 044 โรคฝีฝีฝี ภ ฝี ภายใน อาการและพยาธิธิ ธิ สธิ สภาพของโรค ตามหลัลั ลั ก ลั กการแพทย์ย์ ย์ แ ย์ แผนไทย ฝี วัณโรค มะเร็ง จัดทำ โดย


สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รี กลุ่ม Staphylococcus เป็นแบคทีเรีย รี ที่ทําให้ เกิดฝีบ่อยที่สุด โดยเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับแบคทีเรีย รี ที่บุกรุกเข้ามา ในร่างกาย เนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงจะเกิดการอักเสบและตายลง ทําให้เกิด ก้อนหนองหรือ รืฝี การวินิ วินิ จฉัย 1. การตรวจร่างกาย เพื่อตรวจดูฝีบนผิวหนัง แพทย์อาจเก็บหนองไป ตรวจสอบเพาะเชื้อเพื่อระบุชนิดของแบคทีเรีย รี และวางแผนวิธีวิธี การรักษาที่ เหมาะสม 2. การตรวจวินิวินิจฉัยด้วยภาพถ่าย เช่น การอัลตราซาวนด์ CT scan และ MRI เพื่อตรวจฝีในอวัยวะภายใน การรักษา 1. ใช้ผ้าชุบน้ำ อุ่นจัดๆ ประคบวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที 2. ให้ยาแก้ปวดลดไข้ 3. ให้ยาปฏิชีวนะ 4. ถ้าฝีสุก อาจใช้เข็มเจาะดูด หรือ รื ผ่าระบายเอาหนองออก พร้อมกับใส่ผ้าเป็นหมุดระบายหนอง ล้างแผลและเปลี่ยนหมุด ทุกวัน จนแผลตื้น อาการ มักจะขึ้นเป็นตุ่ม หรือ รื ก้อนบวมแดงและปวด กดเจ็บ มีผม หรือ รื ขนอยู่ตรงกลาง ขึ้นใหม่ ๆ จะมีลักษณะแข็ง ตุ่มนี้จะขยาย โตขึ้นและเจ็บมาก ต่อมาค่อยๆ นุ่มลงและกลัดหนอง บางครั้ง เมื่อฝีเป่งมากๆ อาจแตกเองได้ (หลังฝีขึ้นไม่กี่วัน หรือ รื 1-2 สัปดาห์) แล้วอาการเจ็บปวดจะทุเลา บางครั้งอาจพบต่อมน้ำ เหลืองในบริเริวณใกล้เคียงอักเสบด้วย เช่น ถ้าเป็นฝีที่เท้า อาจ มีไข่ดัน (ต่อมน้ำ เหลือง ที่ขาหนีบ) บวมและปวด ถ้าเป็นที่มือ ก็อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำ เหลืองที่รักแร้ เป็นต้น ในรายที่ เป็นฝีฝักบัว อาจมีไข้ อ่อนเพลียร่วมด้วย ในรายที่เป็นผีหัว เดียว อาการทั่วไปมักเป็นปกติ เมื่อหายแล้วมักเป็นแผลเป็น คำ แนะนำ 1. อย่าบีบหัวฝี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นตรงกลางใบหน้า 2. ควรป้องกันการเกิดฝี โดยการอาบน้ำ ฟอกสบู่ 3. ถ้าเป็นฝีบ่อยๆ อาจมีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากขาดอาหาร โลหิตจาง เป็นเบาหวาน ฯลฯ ควรหาสาเหตุ และให้การดูแล รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ กลไกการเกิดโรค เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะก่อสารที่เป็นพิษและทำ ลาย เซลล์เนื้อเยื่อภายในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตเซลล์เม็ด เลือดขาวมาต่อสู้กับเชื้อ เซลล์บางส่วนที่ตายจะคงอยู่ภายในที่ ว่างในฝีเกิดเป็นหนองสะสมในขณะที่การติดเชื้อยังคงดำ เนินต่อ ไปภายในตุ่มฝี หรือ รื เกิดการอุดตันของต่อมน้ำ มัน หรือ รื ต่อมเหงื่อ ใต้ผิวหนัง และการอักเสบของรูขุมขนหรือ รื เซลล์ผิวหนังที่ตาย แล้ว ทำ ให้เชื้อโรคแทรกตัวเข้าไปภายในต่อมเหล่านี้ จึงเกิด กระบวนการอักเสบของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อต้านต่อเชื้อ โรค เกิดเป็นฝีที่มีการอักเสบและโตขึ้นเรื่อ รื่ ย ๆ


มูลเหตุการเกิดโรค วิเ วิ คราะห์สมุฏฐานการเกิดโรค หลักการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทย การรักษา : สมุนไพรหรือ รื ตำ รับยา การให้คำ แนะนำ -รักษาผิวให้แห้งสะอาดอยู่เสมอ -ล้างมือบ่อย ๆ -ห้ามกินของหมักดอง ของรสเปรี้ย รี้ ว เหล้า และห้ามแผล โดนน้ำ -ช่วงที่ฝีกำ ลังก่อตัว เริ่มริ่บวมแดง กำ ลังอักเสบ อย่าบีบ เค้น หรือ รื เจาะฝีที่ยังไม่สุก ไม่มีหัวหนอง เพราะเชื้อโรคอาจ ลุกลามไปยังบริเริวณใกล้เคียงได้และอาจอักเสบมากกว่าเดิม บางคนฝีอักเสบมากจนไข้ขึ้น จ่ายยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เมาเบื่อ ไม่ควรจ่ายยารสเย็นมาก เกินไป เพื่อช่วยปรับระบบเลือดและน้ำ เหลืองให้ทำ งานได้ดี ขึ้น ช่วยขับเชื้อฝีหนองที่อยู่ภายในให้ออกมา และสมาน แผลภายนอกให้หายได้ดีเร็วขึ้น 1. จ่ายยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการระบายอ่อนๆ เพื่อทำ ให้ ร่างกายขับของเสียออกมาได้ดีขึ้นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำ เหลืองเสียหรือรืน้ำ เหลืองไม่ดี หากมีปัจจัยในเรื่อรื่งการขับ ถ่ายที่ไม่ดี จะส่งผลให้อาการอักเสบเป็นมากขึ้น แต่ไม่ควร ถ่ายมากเกินไป 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำ ให้เกิดสาเหตุของอาการเพื่อ ป้องกันการกำ เริบริและกลับมาเป็นซ้ำ ของอาการ ลดอาการ อักเสบจากปัจจัยภายนอก 3. ธาตุไฟ (สันตัปปัคคี) กำ เริบริทำ ให้มีไข้ ธาตุลม (อัคมังคานุสารีวรีาตา) กำ เริบริเกิดการอุดกั้น ทำ ให้เกิดอาการบวม ธาตุน้ำ (ปุพโพ) หย่อน ทำ ให้เกิดหนอง ธาตดิน (ตะโจ) พิการ ทำ ให้มีหนองไหลออกมา สมุนไพรพอกที่หัวฝี เช่น ใช้ใบยอแช่น้ำ เกลือ 5 นาทีเอามา ตำ แล้วพอกที่ฝี ตอนพอกจะต้องมีคาถากำ กับด้วย 1. ใช้ข้าวสุกร้อนๆ ใช้ข้าวบริเริวณปากหม้อ ใบยอ ผักบุ้ง แดงล้างน้ำ ให้สะอาดตำ รวมกัน ต้องตำ ให้ขณะที่ข้าวสวย ยังร้อนอยู่ แล้วนำ ไปพอกที่เป็นฝี ให้พอกจนกว่าว่ ฝีจะแตก 2. ในกรณีที่หัวฝีแตกแล้วใช้ใบงวงช้างหรือรืผักบุ้งหรือรืใบตำ ลึง อย่างใดอย่างหนึ่งโขลกกับน้ำ ตาลทรายขาวแล้วพอก บริเริวณที่เป็น 3. อาหาร ความร้อน ความเย็น อดนอน อดน้ำ กลั้นอุจจาระ ทำ งานเกินกำ ลัง


กลไกการเกิดโรค เชื้อวัณโรคเป็นเชื้อกลุ่มไมโครแบคทีเรีย รี สามารถติดต่อผ่าน ทางระบบทางเดินหายใจทำ ให้เกิดพยาธิสภาพในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด สมอง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ ตับ ไต ลำ ไส้ กระดูก ต่อมน้ำ เหลือง หรือ รื อวัยวะหลายแห่งพร้อมกัน เป็นต้น ส่วนใหญ่เกิดเป็นวัณโรคปอด เชื้อสามารถแพร่กระจายจากคน หนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยการไอ หรือ รื จาม นำ ละอองฝอยลอยใน อากาศเป็นละอองฝอยขนาดเล็กประมาณ 1 – 5 ไมครอน เมื่อ คนสูดหายใจนำ ละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจ จะทำ ให้ เกิดการติดเชื้อ (infection) การวินิ วินิ จฉัย วินิวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์ปอด และการตรวจเสมหะโดยวิธีวิธี ย้อมสีแอชิด ฟาสต์ (acid fast stain) อย่างน้อย 3 ครั้ง ตรวจเสมหะให้ผลบวก (พบ เชื้อวัณโรค) อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือ รื ตรวจเสมหะให้ผลบวก 1 ครั้ง ร่วมกับมี รอย โรคในปอดจากภาพถ่ายรังสี ถ้าตรวจเสมหะให้ผลลบ (ไม่พบเชื้อ วัณโรค) แพทย์จะพิจารณาจากภาพถ่ายรังสี บางกรณีอาจต้องทำ การทดสอบผิวหนังดังที่เรีย รี กว่า การทดสอบ ทูเบอร์คูลิน (tuberculin test) นำ เสมหะไปเพาะหาเชื้อ การตรวจหาสาร พันธุกรรมของเชื้อวัณโรค โดยเทคนิค PCR (polymerase chain reaction) สาเหตุ เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรีย รี ที่มีชื่อว่า ไมโคแบคที เรีย รี มทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuber- culosis) วัณโรคส่วนมากติดต่อโดยการหายใจสูดเอา ฝอยละอองเสมหะ ที่ผู้ป่วยปล่อยออกมาแขวนลอยอยู่ในอากาศขณะไอ จาม พูด หัวเราะ หรือ รื ร้องเพลง ผู้ที่จะรับเชื้อให้ได้ปริมริาณมาก พอจนถึง ขั้นติดเชื้อเป็นโรคได้จะต้องอยู่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลา นาน เช่น อยู่ในห้องเดียวกัน อยู่ในบ้านเดียวกัน อาการ แรกเริ่มริ่ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด วั ไข้หวัด วั ใหญ่ หรือ รื หลอดลมอักเสบ โดยมีอาการไอเป็นหลัก ระยะแรก เป็น ลักษณะไอแห้งๆ ต่อมาจะไอมีเสมหะเป็นสีเหลือง นิ้วปุ่ม ปุ่ หรือ รื เขียว มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ ตอนบ่ายๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย และอาจมีอาการเหงื่อออก ตอนกลางคืน บางรายอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ รื หอบเหนื่อยง่าย หรือ รื เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึก ๆ เนื่องจากมีภาวะมีน้ำ ในโพรงเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มปอด อักเสบ หรือ รืโรคลุกลามไปทั่วปอด โดยจะแบ่งตามระยะได้ดังนี้ 1. ระยะแฝง (Latent TB) : เป็นช่วงที่ร่างกายเพิ่ง รับเชื้อโรคเข้าไป โดยจะยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา หาก ถูกตรวจพบ แพทย์อาจพิจารณารักษาได้ตั้งแต่ระยะนี้ ในช่วง ระยะนี้หากร่างกายอ่อนแอจะทำ ให้เข้าสู่ระยะต่อไป 2. ระยะแสดงอาการ (Active TB) : เมื่อเชื้อโรคเริ่มริ่ แพร่กระจาย และร่างกายอ่อนแอจะทำ ให้แสดงอาการออกมา อย่างชัดเจน คือ มีอาการไอเรื้อ รื้ รังมีเลือดปนออกมา เจ็บ หน้าอกเวลาไอ มีไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย และน้ำ หนักลดลง


การรักษา สูตรยามาตรฐานสำ หรับการรักษาวัณ วั โรคปอดในผู้ใหญ่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. สูตรยาสำ หรับผู้ป่วยใหม่ (new patient regimen) รักษาด้วยสูตร 2HRZE/4HR แบ่งเป็น 2 ระยะ 1.1 ระยะเข้มข้น (intensive phase) เป็นช่วงเวลา 2 เดือนแรกที่เริ่มริ่การรักษาถือว่าเป็นช่วงที่สำ คัญที่สุดโดยเน้น การรับประทานยา 4 ชนิดทุกวัน คือ HRZE ปรับขนาดยาตามน้ำ หนักตัว แนะนำ เป็นยาชนิดเม็ดรวม (fixed-dose combinations) มากกว่ายาชนิดแยกเม็ด (separate drugs) เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาดีกว่า 1.2 ระยะต่อเนื่อง (continuation phase) ลดยาเหลือ 2 ชนิด คือ HR ต่ออีก 4 เดือนจนระยะเวลารวมครบ 6 เดือน กรณีที่มีความชุกวัณโรคดื้อยา Isoniazid สูงอาจปรับยาเป็น 3 ชนิด คือ HRE ในระยะต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เมื่อเริ่มริ่การรักษา ในระยะเข้มข้นแล้วอาการจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ และจะหายใกล้เคียงปกติภายในเวลา 2 เดือน แต่ผู้ป่วยยังคงต้องรับประทานยาต่อ เนื่องจนครบ เนื่องจากต้องกำ จัดเชื้อวัณโรคที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายให้เหลือน้อยที่สุดและหมดไป 2. สูตรยาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB regimen) เป็นการรักษาผู้ป่วย treatment failure หรือ รื ผลเพาะเชื้อพบ MDR-TB แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 2.1 ระยะเข้มข้น เป็นช่วงเวลา 8 เดือนแรกรักษาด้วยยา แนวที่สองอย่างน้อย 5 ชนิด ประกอบด้วย pyrazinamide และยาหลักในกลุ่มยาแนวที่ 2 จำ นวน 4 ชนิด โดย 1 ชนิดจากกลุ่ม Fluoroquinolones (levofloxacin, moxifloxacin), 1 ชนิด จากกลุ่มยาแนวที่สองชนิดฉีด (amikacin, capreomycin หรือ รื kanamycin) และ 2 ชนิดจากกลุ่มยา หลักอื่น ๆ เช่น ethionamide, cycloserine, linezolid, clofazimine) หากชนิดยายังไม่ครบตามจำ นวนขั้นต่ำ อาจเลือกยาเพิ่ม เติม เช่น bedaquiline, PAS, amoxicillin-clavulanate เพื่อให้ครบ 5 ชนิด 2.2 ระยะต่อเนื่อง รักษาด้วยยาแนวที่สองชนิดเม็ดอย่างน้อย 4 ชนิดโดยหยุดยาฉีด จนระยะเวลารวมอย่างน้อยนาน 20 เดือน สำ หรับผู้ป่วยที่ไม่เคยรักษา MDR-TB และนาน 30 เดือน สำ หรับผู้ป่วยที่เคยรักษา MDR-TB มาก่อน และควรมีการปรับ เปลี่ยนยาตามผลการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาให้เหมาะสมเป็นราย ๆ ไป นอกจากนี้ แนะนำ ให้ยาฉีด 8 เดือนและต้องฉีดจนกว่าผล การเพาะเชื้อ ไม่พบเชื้อติดต่อกันอย่างน้อย 4 เดือน และต้องรักษาจนกว่าผลการเพาะเชื้อไม่พบเชื้อติดต่อกันอย่างน้อย 18 เดือน ระยะ เวลารักษาทั้งหมดอย่างน้อย 20 เดือน การรักษา การรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ยาแนวที่หนึ่ง (first line drugs) ได้แก่ isoniazid (H), rifampicin (R), pyrazinamide (Z), ethambutol (E) และ streptomycin (S) ซึ่งยา 4 ตัวแรกเป็นชนิดรับประทาน สำ หรับ streptomycin เป็นยาชนิดฉีด 2. ยาแนวที่สอง (second line drugs) เช่น kanamycin, levofloxacin, ethionamide, p-aminosalicylic acid (PAS), cycloserine เป็นต้น คำ แนะนำ 1. ควรไปพบแพทย์ตามนัด และกินยาให้ครบทุกวันตามที่แพทย์กำ หนด 2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ 3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหาร พวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) 4. งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด 5. จัดบ้านและห้องนอนให้อากาศถ่ายเทได้ สะดวกและแสงแดดส่องถึง 6. เวลาไอหรือ รื จาม ควรใช้ผ้าหรือ รื กระดาษทิชชู่ ปิดปาก 7. ควรบ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือ รื กระป๋อง ที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำ เสมหะไปเผาไฟหรือ รืฝังดิน 8. ควรแยกออกห่างจากผู้อื่น เช่น แยกห้อง นอน อย่าอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น


มูลเหตุการเกิดโรค วิเ วิ คราะห์สมุฏฐานการเกิดโรค หลักการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทย การรักษา : สมุนไพรหรือ รื ตำ รับยา การให้คำ แนะนำ ธาตุไฟ (สันตัปปัคคี) กำ เริบริทำ ให้มีอาการไข้ ครั่น เนื้อครั่นตัว และมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน ธาตุลม (อังคมังคานุสารีว รี าตา) กำ เริบริทำ ให้มีอาการ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ธาตุน้ำ (อุระเสมหะ/โลหิตตัง) กำ เริบริทำ ให้มีอาการ ไอเป็นเสมหะ เมื่อมีการไอเรื้อ รื้ รังอาจส่งผลให้มีอาการ ไอปนเลือดออกมาในคนไข้บางราย ธาตุดิน (ปัปผาสัง) กำ เริบริทำ ให้มีอาการเจ็บหน้าอก ขณะหายใจหรือ รืไอ รวมถึงมีอาการเหนื่อยกว่าปกติ ความร้อน ความเย็น การทำ งานเกินกำ ลัง กินยาให้ครบตามที่แพทย์กำ หนด ผู้ป่วยควรแยกห้องนอนและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ อื่นในช่วงแรกของการรักษา ขณะไอหรือ รื จามต้องใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก บ้วนเสมหะ ลงในภาชนะที่ปิดมิดชิด แล้วนำ ไปทิ้งในถังขยะเพื่อ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอเพื่อเสริมริสร้างภูมิต้านทาน ออกกำ ลังกายได้ตามความเหมาะสม มีแนวทางการใช้ยาดังนี้ คือ ยากินที่มีตัวยาหลัก เช่น ยาข้าวเย็นใต้และข้าวเย็น เหนือ ต้นสาบเสือ และใบกระพังโหม ถ้าจะแก้ให้วางยา ประจุเสียก่อน แล้วจึงกินยาประจำ โรคต่อไป - ยาดำ ๑ ส่วน เทียนดำ ๔ ส่วน ยาข้าวเย็นทั้งสอง, สิ่งละ ๑๐ สวน กระเทียม ๑๑ ส่วน ต้นสาบเสือทั้งต้นทั้งราก ๖ ส่วน ต้มกินตามสมุฏฐานธาตุ ถ้าจะถ่ายแทรกดีเกลือกิน ตามธาตุหนักเบา แล้วให้กินประจำ ไปทุกวัน จนกว่าจะหาย - ยาประจุฝีมานทรวง พริกริไทย ๗ เมล็ด ขิงสด ๗ แวน กระเทียม ๗ กลีบ ขาตน ทำ เป็นจุลเคล้ายางสลัดไดสดตาก แดดให้แห้งได้ ๗ ครั้ง เอาหนัก ๒ บาท บดทำ เม็ดเท่าเมล็ด พริกริไทย ให้กิน ๓ เม็ด ประจุฝีมานทรวงตกสิ้นหายดีนัก


กลไกการเกิดโรค เมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ไวรัส รังสี สิ่ง เหล่านี้จะทำ ให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดเซลล์ปกติ ก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่ สามารถทำ ลายเซลล์นั้นได้ เซลล์มะเร็งก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นก้อนมะเร็งต่อไป สาเหตุ สาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็งยังไม่ทราบแน่ชัด โดยเชื่อว่า เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดมาจากบิดา มารดามาแต่กำ เนิด หรือ รื เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับสารก่อมะเร็งหรือ รื สิ่งระคาย เคืองเรื้อ รื้ รัง เกิดการกลายพันธุ์ทีละน้อย จนในที่สุดกลายเป็น เซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจใช้เวลานานนับสิบๆ ปี นอกจากนี้ยัง เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายที่ทำ หน้าที่คอยตรวจ สอบและกำ จัดเซลล์มะเร็ง ตรวจสอบและกำ จัดเซลล์มะเร็งที่ก่อ ตัวขึ้น ซึ่งหากบกพร่องก็จะปล่อยให้เซลล์มะเร็งไม่ถูกกำ จัดและ แบ่งตัวเจริญริเติบโตเป็นก้อนมะเร็งในที่สุด อาการ ในระยะแรกเริ่มริ่เมื่อเซลล์มะเร็งเริ่มริ่ก่อตัวหรือ รื เป็นก้อนเนื้อ งอกขนาดเล็ก มักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ผู้ป่วยยังคงแข็ง แรงเหมือนคนปกติ ซึ่งกินเวลานานเป็นแรมเดือนแรมปี ต่อ มาเมื่อมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ รื ลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะมี อาการแสดงเฉพาะที่ ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งโตเป็นก้อนบวม ให้เห็นจากภายนอก (ที่ผิวหนัง ช่องปาก ต่อมน้ำ เหลือง) ไป กดเบียดหรือ รื ทำ ลายอวัยวะที่เป็นหรือ รื เนื้อเยื่อช่องปากข้าง เคียง นอกจากนี้ยังมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายโดยไม่ ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร น้ำ หนักลดอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน ซีด เป็นลม หรือ รื มีไข้เรื้อ รื้ รัง ระยะของมะเร็ง ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อ แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ ลุกลาม ระยะที่ 2 : ก้อน แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มริ่ ลุกลามภายในเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระยะที่ 3 : ก้อน แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มริ่ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ อวัยวะข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำ เหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อ อวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 4 : ก้อน แผลมะเร็งขนาดโตมาก หรือ รื ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ การวินิ วินิ จฉัย 1. การตรวจร่างกายด้วยตนเองและโดยแพทย์ 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจ เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และเสมหะ 3. การตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทวิยา 4. การตรวจทางรังสี เช่น การเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ การเอกซเรย์เฉพาะอวัยวะ และการ ตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ 5. การตรวจโดยใช้เครื่อ รื่ งมือพิเศษส่องกล้อง โดยตรง เช่น การตรวจลำ ไส้ใหญ่ ทวารหนัก กระเพาะอาหารและลำ คอ เป็นต้น 6. การตรวจพิเศษอื่น ๆ


การรักษา การผ่าตัดนำ ก้อนมะเร็งออกไปให้มากที่สุดเป็นหลัก ยกเว้นในรายที่เป็นระยะท้ายที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ก็อาจไม่ ทำ ผ่าตัดนำ ก้อนมะเร็งออก แต่อาจผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน 1. รังสีรักษาหรือ รื รังสีบำ บัด (radiation therapy) ได้แก่ การฉายรังสี หรือ รืใส่แร่เรเดียมซึ่งเป็นกัมมันตรังสี ตรงบริเริวณที่เป็น มะเร็ง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ทำ ให้ก้อนมะเร็งยุบตัวลงและป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย โดยนิยมใช้ร่วมกับการผ่าตัด บาง ครั้งอาจใช้เป็นวิธีวิธี หลักแทนการผ่าตัด 2. เคมีบำ บัด (chemotherapy) เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ส่วนใหญ่เป็นยา (สารเคมี) ที่ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือด ส่วน น้อยเป็นยาชนิดกิน มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดหรือ รื รังสีรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เป็นระยะที่เซลล์มะเร็ง แพร่กระจายหรือ รื เป็นก้อนโต ซึ่งเคมี บำ บัดอาจมีผลข้างเคียงทำ ให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เม็ดเลือดขาวต่ำ (ติด เชื้อง่าย) เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอยู่เพียงชั่วคราว 3. 4.ฮอร์โมนบำ บัด (hormone therapy) คือการใช้ ฮอร์โมนในการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก อิมมูนบำ บัด (immunotherapy) เป็นการให้สารเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เช่น การใช้สารภูมิ ต้านทานกลุ่ม monoclonal antibody ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำ เหลือง มะเร็งเต้านม การใช้อินเตอร์เฟ อรอน (interferon) ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML มะเร็งเซลล์ไต (renal cell carcinoma) มะเร็งเซลล์สร้าง เม็ดสีชนิดร้าย (malignant melanoma) เป็นต้น 5. การปลูกถ่ายไขกระดูก/เซลล์ต้นกำ เนิดจากเลือด (bone marrow/stem cell transplantation) สำ หรับมะเร็งเม็ดเลือด ขาว 6. คำ แนะนำ ปัจจุบันมีวิธีวิธี บำ บัดรักษาโรคมะเร็งใหม่ ๆ ที่อาจ ช่วยให้โรคหายขาดหรือ รื ทุเลา หรือ รื ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตวิดีขึ้น ผู้ป่วยจึงควรติดต่อ รักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคมะเร็งมีความมานะอดทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาที่อาจมีได้ และปฏิบัติตามคำ แนะนำ ของ แพทย์ อย่าเชื่อชาวบ้านด้วยกันอย่างผิด ๆ อย่าเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย 1. ผู้ป่วยและญาติควรหาทางเสริมริสร้างกำ ลังใจด้วยการยอมรับความจริงริทำ ใจให้อยู่กับปัจจุบันและใช้เวลาปัจจุบันให้มีคุณค่าที่สุด ระหว่างการรักษากับแพทย์ ถ้าหากผู้ป่วยยังสามารถทำ กิจกรรมต่างๆ ได้ดี ก็ควรทำ หน้าที่การงานที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรหาเวลาทำ กิจกรรม หรือ รื งานอดิเรกที่ชอบ (เช่น ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ) หาโอกาส ช่วยเหลือผู้อื่น ทำ สมาธิหรือ รื เจริญริสติ สวดมนต์ภาวนาตามหลักศาสนาที่นับถือ เจริญริมรณ สติและเตรีย รี มพร้อมที่จะเผชิญวาระ สุดท้ายของชีวิตวิ 2. มะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ (ไม่ใช่ เป็นโรคที่จะหมดทางเยียวยาเสมอไป) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตรวจพบและรักษา ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มริ่ที่เป็น ดังนั้นจึงควรแนะนำ ให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงอาการแสดง (สัญญาณอันตราย) ของโรคนี้ หากสงสัย ควรปรึก รึ ษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ 3.


มูลเหตุการเกิดโรค วิเ วิ คราะห์สมุฏฐานการเกิดโรค หลักการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทย การรักษา : สมุนไพรหรือ รื ตำ รับยา การให้คำ แนะนำ อาหาร ความร้อน ความเย็น อดน้ำ อดข้าว อดอาหาร กลั้นอุจจาระ/ปัสสาวะ ทำ งานเกินกำ ลัง ธาตุไฟ (สันตัปปัคคี) กำ เริบริทําให้เกิดการอักเสบ แดง ร้อน เนื้อร้ายเจริญริเติบโตได้ดีขึ้น ธาตุลม (อังคมังคานุสารีว รี าตา) กำ เริบริทำ ให้ลมเดิน ไม่สะดวก มีการอั้นตามช่อง/รู ทำ ให้มีอาการปวด อึดอัด ธาตุน้ำ (เสมหัง) หย่อน เกิดการคั่งค้างของเสมหะ ทำ ให้ระบบการไหลเวีย วี นของธาตุน้ำ ไม่สะดวก ธาตุดิน (ตะโจ,มังสัง,ปับผาสัง) พิการ อวัยวะกลาย เป็นเนื้องอกหรือ รื มะเร็ง ตำ รับยอดยารักษาโรคมะเร็งภายในทั่วไป ให้เอาต้นทองพันชั่งชนิดดอกเหลืองมา 2 กำ มือใหญ่ๆ รากหญ้าคา 2 กำ มือ น้ำ ตาลทรายแดงจากเมืองจีน (จีนแดง) รวมกันต้มรับประทานเช้า-เย็น ครั้งละครึ่ง รึ่ แก้ว 1. ต้นและใบเหงือกปลาหมอ 10 ส่วน กระชาย 2 ส่วน มะคำ ไก่ 3 ส่วน สมอเทศ 3 ส่วน สมอไทย 3 ส่วน ต้ม กินน้ำ ไปเรื่อ รื่ ยๆ 2. รับประทานผักและผลไม้ตามฤดูกาล หลีกเลี่ยงของที่ เผ็ดหรือ รื ร้อนมาก เช่น พริกริทุเรีย รี น ลำ ไย ฯลฯ ควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง อาหารสำ เร็จรูป หลีกเลี่ยงการบริโริภคเนื้อสัตว์เครื่อ รื่ งในสัตว์ หรือ รื อาหารที่ย่อยยาก ในกรณีของมะเร็งกลุ่มทางเดินอาหาร หรือ รืในรายที่มี อาการร้อนในช่องท้อง แนะนำ ให้พอกยาสมุนไพรสูตร เย็น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสมในแต่ละราย ได้แก่ การรักษาความสะอาด การสวดมนต์ นั่งสมาธิ การคลายเครีย รี ด การใช้ดนตรีบำ รีบำบัด การออกกำ ลังกาย เลือกการออกกำ ลังกายที่ไม่หักโหม มากเกินไป เช่น ท่าฤๅษีดัดตน เดิน ไท้เก๊ก เป็นต้น ต้องมีการระบายหรือ รื ลดธาตุปิตตะ โดยการใช้ยา ระบายพิษร้อน ใช้ยาที่มีสรรพคุณกระจายวาตะ เพื่อให้เกิดการเดิน หรือ รื การไหลเวีย วี นของเลือดลมได้สะดวก ยาบำ รุง หรือ รืปรับธาตุ ทั้ง 4 เนื่องจากหลังการรักษา เสร็จสิ้น หรือ รื ระหว่างการรักษาธาตุต่างๆ มีการปรับ ตัวเปลี่ยนแปลง ต้องมีการบำ รุงให้ธาตุเหล่านั้น สมบูรณ์


อ้อ้ อ้ า อ้ างอิอิ อิ ง อิ ง สุวัตร์ ตั้งจิตรเจริญ ริ. (2554). เพชรน้ำ เอก กรุยอดตำ รับ รั ยาสมุน มุ ไพร (พิม พิ พ์ค พ์ รั้ง รั้ ที่ 3). สำ นัก นั พิม พิ พ์สุ พ์ วีริย ริ าสาส์น จำ กัด. สุรเกียรติ อาชานุภ นุ าพ. (2553). ตำ ราการตรวจโรคทั่วไป 2 : โรคกับการดูแ ดู ลรัก รั ษาและการป้อ ป้ งกัน (พิม พิ พ์ค พ์ รั้ง รั้ ที่ 5 ฉบับ บั ปรับ รั ปรุง). สำ นัก นั พิม พิ พ์โพ์ ฮลิสติก พับ พั ลิชชิ่ง ชิ่. รพีพ พี รรณ รัต รั นวงศ์น ศ์ รา มอร์ด ร์. (2566, 22 พฤษภาคม). ฝี เรื่อ รื่ งเล็กๆที่ไม่ค ม่ วรมองข้า ข้ ม. MedPark Hospital. https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/abscess ธีร ธี วุฒิ คูห คู ะเปรมะ. (ม.ป.ป). ความรู้โรู้ รคมะเร็ง ร็. https://www.wattanosothcancerhospital.com/all-about-cancer โรงพยาบาลเพชรเวช. (2564, 18 กุม กุ ภาพัน พั ธ์)ธ์. วัณโรคติดต่อได้กับอาการไอเรื้อ รื้ รัง รั. https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Tuberculosis-detail ณรงค์กร ซ้า ซ้ ยโพธิ์ก ธิ์ ลาง. (ม.ป.ป). วัณโรคปอด. CIM. https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Tuberculosis-detail Chiang Mai Health Care Medical Clinic. (2563, 9 มกราคม). ฝี (Abscess). https://cmmedicalclinic.com/%E0%B8%9D%E0%B8%B5-abscess/ ศุภ ศุ ฤกษ์ ภมรรัต รั นปัญ ปั ญา. (ม.ป.ป). คัมภีร์ทิ ร์ ทิ พย์ม ย์ าลา ตำ ราที่ว่าด้วยโรคฝีทั้ ฝี ทั้ งปวง. https://www.gotoknow.org/posts/367067 ยส พฤกษเวช. (ม.ป.ป). พระคัมภีร์ทิ ร์ ทิ พย์ม ย์ าลา. คัมภีร์แ ร์ พทย์แ ย์ ผนไทย : คลินิก นิ การแพทย์แ ย์ ผนไทยพฤกษเวช. https://prueksaveda1.blogspot.com/p/blog-page_33.html โรงพยาบาลพญาไท. (2563, 26 มีน มี าคม). วัณโรค เป็น ป็ ได้ ก็หายได้ สัง สั เกตอาการให้ไห้ ว เเล้วรีบ รี ไปพบเเพทย์.ย์ https://www.phyathai.com/th/article/2472 Thai herbal learning site. (ม.ป.ป). หน่ว น่ ยที่7 โรคเกี่ยวกับผิว ผิ หนัง นั และฝี.ฝีhttps://be7herb.wordpress.com/ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มื คู่ อ มื การดูแ ดู ลผู้ป่ผู้ ว ป่ ยแบบประคับประคองและระยะท้าย (สำ หรับ รั บุคคลา กรทางการแพทย์)ย์ พิม พิ พ์ค พ์ รั้ง รั้ ที่ 1. สำ นัก นั งานกิจการโรงพิม พิ พ์ องค์การสงเคราะห์ท ห์ หารผ่า ผ่ นศึก ศึ ในพระบรมราชูปถัมภ์.


Click to View FlipBook Version