The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 0827685168bow, 2021-01-17 01:43:37

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

ยุ ค ส มั ย ข อ ง ก า ร พ ลิ ก โ ฉ ม
ห น้ า ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร ์โ ล ก
ค.ศ. 1450-1600

ยุ ค ฟ น ฟู
ศิ ล ป วิ ท ย า ก า ร

นํา เ ส น อ โ ด ย
นั ก เ ร ีย น ชั น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ป ที 6 / 3

RENAISSANCE

จริ ชั ญา แพรแก้ว พรรณภัทร โตกําแพง พณั ณติ า กลมพุก

คํานํา

หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) นี จดั ทําขนึ เพอื ประกอบการเรยี นการสอนใน
รายวชิ าการประวตั ิศาสตร์ มเี นอื หาเกียวกับยุคสมยั ของการฟนฟูศิลปวทิ ยา
การ(RENAISSANCE)ซงึ เปนยุคสาํ คัญยุคหนงึ ของโลกเปคยุคทีศิลปะมคี วามรงุ่ เรอื ง
และมนี กั วทิ ยาศาสตรด์ งั มากมายในยุคนี

ผจู้ ดั ทําหวงั เปนอยา่ งยงิ วา่ จะเปนประโยชนแ์ ก่ นกั เรยี น และผสู้ นใจไดไ้ มม่ ากก็
นอ้ ย

ผจู้ ดั ทํา

สารบัญ

1 สมยั ฟนฟูศิลปวยิ าการ
2 สาเหตขุ องการฟนฟูศิลปวยิ าการ
3-4 สมยั ศตวรรษที14
5 สมยั ศตวรรษที15
6 สมยั ศตวรรษที16
7 มรดกทางวฒั นธรรม
8 สถาปตยกรรม
9 จติ รกรรม
10 ประติมากรรม
11 เสน้ เวลาแสดงเหตกุ ารณส์ าํ คัญ
12-13 เลโอนารโ์ ด ดาวนิ ชี
14-15 ไมเคิลแองเจโล
16-17 ซานโดร บอติเชลลี
18-19 ราฟาเอล
20-21 ยนั ฟน ไอก์
บรรณานกุ รม

RENAISSANCE

สมัยฟนฟู ศิลปวิทยา

ยุคเรเนสซองส์ (Renaissance ) เปน ผู้คนในยุคเรเนสซองส์ เชือในเรอื ง
ยุคทีต่อจากยุคกลาง หลังจากทีบ้าน เหตุผลมากขึน แสวงหาข้อเท็จจรงิ
เมืองในทวีปยุโรปตกอยู่ในความทรุด เลิกเชือผู้นาํ ศาสนาจักรอย่างงมงาย
โทรม ขาดการทะนุบาํ รุงรกั ษามาเปน แสวงหาความสุข ความสวย ความงาม
ระยะเวลานาน ในยุคเรเนสซองส์ชาว ความโอ่อ่า ยอมรบั ความจรงิ ของชีวิต
ยุโรปเรมิ ใหค้ วามสนใจหนั กลับมาฟนฟู กับธรรมชาติ สนใจเรอื งกายวิภาค
พัฒนาบ้านเมืองใหม่ เพือใหม้ ีความ มิติสัมพันธ์ การจัดองค์ประกอบ สิง
รุง่ เรอื งเหมือนในยุคกรกี และโรมัน ได้มี ต่างๆเหล่านีได้สะท้อนออกมาทางงาน
การนาํ เอาศิลปะวิทยาทีดีในอดีตกลับมา สถาปตยกรรม สิงก่อสรา้ ง ผลงาน
ใช้พัฒนาใหม่ จนทําใหม้ ีการเรยี กชือยุค ทางศิลปะ ผลงานทางดนตรี
เรเนสซองส์อีกชือหนึงว่า “ยุคฟนฟู วรรณกรรม และการค้นพบทาง
ศิลปะวิทยา” ซงึ มีความหมายว่า การ วิทยาศาสตร์ ผู้มีฐานะทางสังคม
เกิดใหม่ (Rebirth)  ศูนย์กลางยุคเรเน พ่อค้า ขุนนาง เรมิ ให้ความสนใจกับผล
ซองส์คืออิตาลี  งานทางศิลปะดนตรมี ากขึน

สาเหตุของการฟนฟู นอกจากนีอิตาลียังเปนดินแดนทีตังของกรุง-
ศิ ล ป วิท ย า ก า ร โรมทีซากของอาคารทีสวยงามยังคง หลงเหลือ
ให้เห็นอีกมากมาย ทังชาวอิตาลีเองก็เปนชาว
เมือมีการฟนตัวของเมืองและสังคมเมือง เมืองทีมีความคิดใหม่ๆ ทันสมัยและ ใจกว้างทีจะ
ในยุโรประหว่างครสิ ต์ศตวรรษที ๑๑ - ๑๒ ยอมรบั การเปลียนแปลงและความก้าวหน้าได้
เศรษฐกิจทีซบเซาก็เฟองฟูขึน ประกอบกับการ โดยง่าย ชาวอิตาลียังให้ความสาํ คัญ ต่อลัทธิ
ติดต่อกับตะวันออกในสงครามครูเสดทําใหช้ าว ปจเจกชนนิยมและการยึดถือคติทางโลก โดยไม่
ตะวันตกสนใจวิทยาการต่างๆ ในอดีต อีกทัง สนใจศึกษาวิชาทางศาสนา ทีเรยี กว่า
ความมังคัง จากการค้าทําใหเ้ กิดความสนใจใน SCHOLASTICISM หรอื นิยมศิลปะแบบกอทิกที
ด้านศิลปวิทยาการ มีการแข่งขันกันในการสะสม รุง่ เรอื งในยุโรปกลางและยุโรปเหนือ และที
งานศิลปะและ สรา้ งงานศิลปะทีเลียนแบบกรกี - สาํ คัญ ในเวลาขณะนันสันตะปาปาซึงมีแนวคิด
โรมัน จนเกิดเปนการฟนฟูศิลปวิทยาการของ อนุรกั ษนิยมและปกปองความคิดทางศาสนา
กรกี -โรมัน นครรฐั อิตาลีเปนดินแดนแหง่ แรกที สมัยกลาง ทีมุ่งให้ชาวครสิ ต์ละความสุขทางโลก
สนใจงานด้านนี อีกทังชาวอิตาลีมีมโนทัศน์ใหม่ที ได้ถูกกษัตรยิ ์แห่งฝรงั เศสย้ายสาํ นักสันตะปาปา
มุ่งหวังใหบ้ ุคคล ในอุดมคติมีความรูร้ อบและ ไปอยู่ทีเมือง อาวิญง (AVIGNON) ในฝรงั เศส
รอบรูท้ างด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะใน ทําให้พระองค์หมดอิทธิพลในดินแดนอิตาลี
นครรฐั ฟลอเรนซแ์ ละมิลาน อิตาลีจึงมีความพรอ้ ม มากกว่าดิน
แดนอืนๆ ทีจะฟนฟูศิลปวิทยาการของกรกี -
โรมันขึนมาใหม่

สมัยศตวรรษที 14

ชาวตะวนั ตกเรมิ ใหค้ วามสนใจต่อชวี ติ ในปจจุบนั
และความลวยงามของโลก โดยเหน็ วา่ มนษุ ย์
สามารถแสวงหา ความสขุ ไดแ้ มจ้ ะมบี าปติดตัวมา
จากอาดมั และอีฟซงึ เปนบรรพบุรษุ ค่แู รกของ
มนษุ ยท์ ีละเลยคําสงั ของพระเปนเจา้ และหลงเชอื
ปศาจ ทังมนษุ ยย์ งั มคี วามสามารถทีจะพฒั นาตัว
เองได้ ความคิดตังกล่าว ทําใหช้ าวตะวนั ตกในขณะ
นนั สนใจในพฤติกรรมและเรยี นรกู้ ารสรา้ งสรรค์
ของมนษุ ยจ์ นเกิดเปน ลัทธมิ นษุ ยนยิ ม
(Humanism) และเรมิ ท้าทายนกั บวชทีเปนชนชนั
เดยี วทีเคยผกู ขาดการรหู้ นงั สอื

นกั มนษุ ยนยิ มมุง่ สกู่ ารเรยี นรทู้ างโลก โดยศึกษา
งานเขยี นและวรรณกรรมของกรกี และโรมนั
โบราณทีสอดแทรกปรชั ญา และแนวทางในการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ ในโลกปจจุบนั ไดแ้ ก่ งาน
วรรณกรรมประเภทต่างๆ ของกรกี -โรมนั หรอื ที
เรยี กวา่ งานคลาสสกิ ทีสะท้อนจติ วญิ ญาณ ของ
มนษุ ย์ นกั ปราชญค์ นแรกทีไดร้ บั การยกยอ่ งวา่
เปนบดิ าแหง่ มนษุ ยนยิ ม ไดแ้ ก่
ฟรนั เซสโก เปตรากา (Francisco Petrarca, ต.ศ.
1304 - 74 หรอื เปตราก (Petrach) ชาวอิตาลี เขา
พยายามศึกษากาฯ ใชภ้ าษาละตินใหถ้ กู ต้องตาม
แบบแผนตังเดมิ โดย ศึกษาผลงานของซเิ ซโร จน
เกิดความดมื ดาํ ในภาษาละตินและปรารถนาทีจะมี
ชวี ติ อยูใ่ นจกั รวรรดโิ รมนั เปตรากาไดเ้ ปนแรง
บนั ดาลใจใหพ้ วกมนษุ ยนยิ มค้นหางานเขยี นของ
นกั ปราชญใ์ นสมยั โรมนั และคัดลอก

RENAISSANCE

สมัยฟนฟู ศิลปวิทยา

เพลงในสมัยนี ยังไม่มีการแบ่งจังหวะที เพลงบรรเลงเรมิ มีบทบาทในยุคนี
แน่นอน คือ ยังไม่มีการแบ่งห้องออกเปน เครอื งดนตรที ีนาํ มาใช้ในการบรรเลง คือ
3/4 หรอื 4/4 เพลงส่วนใหญ่ก็ยังเกียวข้อง ลูท ออรแ์ กนลม ฮารพ์ ซิคอรด์ เวอจินัล
กับครสิ ต์ศาสนาอยู่เพลงประกอบขันตอน ขลุ่ยเรคอรเ์ ดอร์ ซอวิโอล องค์ประกอบ
ต่างๆ ของพิธีทางศาสนาทีสาํ คัญ คือ สาํ คัญอย่างหนึงของดนตรยี ุคนีทีถูกนาํ มา
เพลงแมส (MASS) และโมเต็ท (MOTET) ใช้ คือ ความดัง - เบาของเสียงดนตรี
คํารอ้ งเปนภาษาละติน เพลงทีไม่ใช่เพลง (DYNAMIC) ลักษณะของดนตรใี นสมัยนียัง
ศาสนาก็เรมิ นิยมกันมากขึน ได้แก่ เพลง คงมีรูปแบบคล้ายในสมัยศิลปใหม่ แต่ได้มี
ประเภท แมดรกิ ัล (MADRIGAL) ซึงมีเนือ การปรบั ปรุงพัฒนารูปแบบมากขึน
รอ้ งเกียวกับความรกั หรอื ยกย่องบุคคล ลักษณะการสอดประสานทํานอง ยังคงเปน
สาํ คัญ และมักจะมีจังหวะสนุกสนาน ลักษณะเด่น เพลงรอ้ งยังคงนิยมกัน แต่
นอกจากนียังใช้ภาษาประจาํ ชาติของแต่ เพลงบรรเลงเรมิ มีบทบาทมากขึน ในช่วง
ละชาติ ศตวรรษที 15 และ 16 รูปแบบของดนตรมี ี
ความแตกต่างกัน

สมัยศตวรรษที 15

ประชาชนทัวไปไดห้ ลดุ พน้ จากการปกครองระบอบ
ศักดนิ า (Feudalism) มนษุ ยนยิ ม (Humanism) ไดก้ ลาย
เปนลัทธสิ าํ คัญทางปรชั ญา ศิลปนผมู้ ชี อื เสยี ง คือ
ลอเรน็ โซ กิแบรต์ ี โดนาเต็ลโล เลโอนารโ์ ด ดา วนิ ชิ
ฯลฯ เพลงมกั จะมี 3 แนว โดยแนวบนสดุ จะมลี ักษณะ
นา่ สนใจกวา่ แนวอืน ๆ เพลงทีประกอบดว้ ยเสยี ง 4
แนว ในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบสเรมิ
นยิ มประพนั ธก์ ันซงึ เปนรากฐานของการประสานเสยี ง
4 แนว ในสมยั ต่อๆ มา เพลงโบสถ์จาํ พวก แมสซงึ
พฒั นามาจากแชนท์มกี ารประพนั ธก์ ันเชน่ เดยี วกับใน
สมยั กลาง เพลงโมเต็ตยงั มรี ปู แบบคล้ายสมยั ศิลป
ใหม่ ในระยะนเี พลงคฤหสั ถ์เรมิ มกี ารสอดประสานเกิด
ขนึ คือ เพลงประเภทซงั ซอง แบบสอดประสาน
(Polyphonic chanson) ซงึ มแี นวทํานองเดน่ 1 แนว และ
มแี นวอืนสอดประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซงึ
มแี นวโนม้ เปนลักษณะของการใสเ่ สยี งประสาน
(Homophony)

สมัยศตวรรษที 16

มนษุ ยนยิ มยงั คงเปนลัทธสิ าํ คัญทางปรชั ญา ทางศาสนากับพวกโรมนั แคธอลิก จงึ มกี าร
การปฏิรปู ทางศาสนาและการต่อต้านการ แต่งเพลงขนึ มาใหมโ่ ดยใชก้ ฏเกณฑ์ใหมด่ ว้ ย
ปฏิรปู ทางศาสนาของพวกคาทอลิก เปน เพลงทีเกิดขึ ้นมาใหมเ่ ปนเพลงสวดทีเรยี กวา่
เหตกุ ารณส์ าํ คัญยงิ ของครสิ ต์ศาสนาเพลง “โคราล” (Chorale) ซงึ เปนเพลงทีนาํ มาจากแช
รอ้ ง แบบสอดประสานทํานองพฒั นาจนมี นท์แต่ใสอ่ ัตราจงั หวะเขา้ ไป นอกจากนยี งั เปน
ความสมบูรณแ์ บบเพลงรอ้ งยงั คงเปนลัก เพลงทีนาํ มาจากเพลงคฤหสั ถ์โดย ใสเ่ นอื เปน
ษณะเดน่ แต่เพลงบรรเลงก็เรมิ นยิ มกันมาก เรอื งศาสนาและเปนเพลงทีแต่งขนึ ใหมด่ ว้ ย
ขนึ เพลงโบสถ์ยงั มอี ิทธพิ ลจากเพลงโบสถ์ เพลงในสมยั นเี รมิ มอี ัตราจงั หวะแนน่ อน เพลง
ของโรมนั แต่ก็มเี พลงโบสถ์ของนกิ ายโปรแตส คฤหสั ถ์มกี ารพฒั นาทังใชผ้ รู้ อ้ งและการ
แตนท์เกิดขนึ การประสานเสยี งเรมิ มหี ลัก บรรเลง กล่าวไดว้ า่ ดนตรใี นศตวรรษนมี รี ปู
เกณฑ์มากขนึ การใชก้ ารประสานเสยี งสลับกับ แบบ ใหม่ ๆ เกิดขนึ และหลักการต่าง ๆ มี
การล้อกันของทํานองเปนลักษณะหนงึ ข อง แบบแผนมากขนึ ในสมยั นมี นษุ ยเ์ รมิ เหน็ ความ
เพลงในสมยั นี การแต่งเพลงแมสและโมเต็ต สาํ คัญของดนตรมี าก โดยถือวา่ ดนตรเี ปนสว่ น
นาํ หลักของการล้อกันของทํานองมาใชแ้ ต่เปน หนงึ ของชวี ติ นอกจากจะใหด้ นตรใี นศาสนาสบื
แบบฟวก์ (Fugue) ซงึ พฒั นามาจากแคนนอน เนอื งมาจากสมยั กลาง (Middle Ages) แล้วยงั
คือ การล้อของทํานองทีมกี ารแบง่ เปนสว่ น ๆ ต้องการดนตรขี องคฤหสั ถ์ (Secular Music)
ทีสลับซบั ซอ้ นมหี ลักเกณฑ์มากขนึ ในสมยั นมี ี เพอื พกั ผอ่ นในยามวา่ ง เพราะฉะนนั ในสมยั นี
การปฏิวตั ิทางดนตรเี กิดขนึ ในเยอรมนั ซงึ เปน ดนตรขี องคฤหสั ถ์ (Secular Music) และดนตรี
เรอื งของความขดั แยง้ ศาสนา (Sacred Music) มคี วามสาํ คัญเท่ากัน

มรดกทางวัฒนธรรม

ผลงานของนคิ โคโล มา- เคียเวลลี (NICCOLO
MACHIAVELLI : ค.ศ. 1469-1527) เรอื งเจา้ ผคู้ รอง นคร
(THE PRINCE) กล่าวถึงลักษณะการเปนผปู้ กครองรฐั ที
ดี และ เซอรธ์ อมสั มอร์ (SIR THOMAS MORE : ค.ศ.
1478-1536) เขยี นเรอื ง ยูโทเปย (UTOPIA) กล่าวถึง
เมอื งในอุดมคติทีปราศจากความเลวรา้ ย ซงึ ผลงาน
ของนกั มนษุ ยนยิ มเหล่านนี าํ ไปสกู่ ารต่อต้านการ
ปกครองและ วธิ ปี ฏิบตั ิของครสิ ตจกั รทีขดั ต่อคัมภีร์
ไบเบลิ ซงึ สง่ ผลทําใหเ้ กิดการ ปฏิรปู ศาสนาขนึ ใน ค.ศ.
1517 สว่ นงานวรรณกรรมทีเปนบทละคร นกั ประพนั ธ์
ทีสาํ คัญ คือ วลิ เลียม เชก็ สเปยร์ (WILLIAM
SHAKESPEARE: ค.ศ. 1564-1616) ซงึ เขยี นบทละครที
มชี อื เสยี ง คือ โรมโิ อและ จูเลียต (ROMEO AND JULIET)
และเวนสิ วาณชิ (THE MARCHANT OF VENICE)

สถาปตยกรรม

สถาปตยกรรมในยุคเรอเนซองส์ (Renaissance)
จะเนน้ ความมคี วามสมมาตร (symmetry) ความได้
สดั สว่ น (proportion) การใชร้ ปู ทรงเรขาคณติ
(geometry) และลักษณะทีปรากฏใสถาปตยกรรม
คลาสสคิ เชน่ สถาปตยกรรมสมยั โรมนั การวาง
โครงสรา้ งจะเปนไปอยา่ งมแี บบแผนไมว่ า่ จะเปน
เสา หรอื คานรบั เสา และการใชซ้ ุม้ โค้งครงึ
วงกลม การใชโ้ ดม มุข (niche) หรอื aedicule ซงึ
สงิ ต่างๆเหล่านเี ขา้ มาแทนทีจะเปนแบบตรงกัน
ขา้ มกับรปู ทรงทีซบั ซอ้ น และไมเ่ ปนระเบยี บ
(irregular profile) ทีเปนทีนยิ มของสงิ ก่อสรา้ งแบ
บกอธคิ

จิ ตรกรรม

จติ รกรรมของยุคฟนฟูศิลปวทิ ยาสว่ นใหญ่
เปนงานทีไดร้ บั การจา้ งจากสถาบนั ศาสนาของ
นกิ ายโรมนั คาทอลิก งานทีจา้ งมกั จะเปนงาน
ขนาดใหญแ่ ละมกั จะเปนภาพชุดทีเขยี นเปน
จติ รกรรมฝาผนงั เกียวกับ “ชวี ติ ของพระเยซู”,
“ชวี ติ ของพระแมม่ าร”ี หรอื ชวี ติ ของนกั บุญโดย
เฉพาะนกั บุญฟรานซสิ แหง่ อาซซิ ิ นอกจากนนั
หวั ขอ้ ทางศาสนาแล้วก็อาจจะเปนหวั เรอื งทีเปน
อุปมานทิ ัศนท์ ี เกียวกับการรอดจากบาป
(Salvation) และบทบาทของสถาบนั ศาสนาในการ
ชว่ ยใหก้ ารรอดจากบาปเกิดขนึ งานประเภทอืนที
สถาบนั ศาสนาสงั ใหท้ ําก็รวมทังฉากแท่นบูชาที
เขยี นดว้ ยสฝี ุนบนแผง หรอื ต่อมาสนี าํ มนั บน
ผา้ ใบ นอกไปจากการสรา้ งฉากแท่นบูชาขนาด
ใหญแ่ ล้ว ก็ยงั มกี ารสรา้ งภาพขนาดเล็กทีใชใ้ น
การสกั การะ (devotional pictures) กันเปนจาํ นวน
มากทังสาํ หรบั สถาบนั ศาสนาเองและสาํ หรบั ใชใ้ น
การสกั การะสว่ นบุคคล หวั เรอื งทีเปนทีนยิ มกัน
ทีสดุ ในการวาดคือ “พระแมม่ ารแี ละพระบุตร”

ประติ มากรรม

ประติมากรรมมลี ักษณะคล้ายกันกับงาน
จติ รกรรม คือ การใหร้ ายละเอียดตามสดั สว่ น
ต่างๆ อยา่ งเหมอื นจรงิ มกี ารจดั วางสดั สว่ น
ต่างๆ อยา่ งซบั ซอ้ น มกี ารนาํ หนิ สตี ่างๆ มาใช้
ผสมผสานกับโลหะสาํ รดิ เพอื ใหเ้ กิดสฉี ดู ฉาดแต่
ประติมากรชนั นาํ จะไมใ่ ชว้ สั ดทุ ีมสี ี แต่จะใชก้ รอบ
และฉากหลังหลายสเี พอื ใหเ้ กิดความเรา้ อารมณ์
สว่ นตัวงานจะเปนการลอกเลียนแบบใหค้ ล้าย
ธรรมชาติเท่านนั

เลโอนารโ์ ด
ดาวนิ ชี

LEONARDO DA VINCI

ดา วนิ ชี เปนศิลปนผมู้ ชี อื เสยี งมากทีสดุ แหง่ ยุค
เรอเนสซองส์ เกิดทีหมูบ่ า้ น Vinci ใกล้เมอื ง
ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมอื ป 1452 เขาเติบโต
และเรยี นศิลปะทีบา้ นเกิดจนมอี ายุได้ 20 ปจงึ ได้
เปนศิลปนมอื อาชพี อยา่ งเต็มตัว เรมิ มผี ลงานที
ฉายแววความเปนอัฉรยิ ะดา้ นศิลปะดว้ ยภาพ
Adoration of the Magi ก่อนทีจะออกจากฟลอเรนซ์
ไปอยูท่ ีเมอื งมลิ านในป 1482 ดา วนิ ชี ทํางานอยูท่ ีมิ
ลานนานถึง 17 ป พรอ้ มกับสรา้ งผลงานชนั ยอด
มากมาย รวมทัง The Last Supper, Virgin of the
Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที
เปนหนงึ ในบรรดาภาพสเก็ตชอ์ ันลือลันซงึ เปน
ความสามารถทีโดดเดน่ เปนเอกลักษณเ์ ฉพาะตัว
ยากจะมใี ครเทียบได้

The last Supper

ป 1503 ดา วนิ ชี กลับมาอยูท่ ีเมอื งฟลอเรนซอ์ ีก
ครงั หนงึ และคราวนไี ดส้ รา้ งผลงานภาพเขยี นที
มชี อื เสยี งมากทีสดุ ในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใชเ้ วลาใน
การเขยี นภาพสดุ พเิ ศษนนี านหลายป ในป 1515 ดา
วนิ ชี เดนิ ทางไปกรงุ ปารสี เพอื รบั ตําแหนง่ จติ รกร
เอกและวศิ วกรของราชสาํ นกั ฝรงั เศส พรอ้ มกับ
หวิ ภาพสดุ รกั สดุ หวงทียงั ไมเ่ สรจ็ สมบูรณไ์ ปดว้ ย
แล้วไมไ่ ดก้ ลับมาทีอิตาลีอีกเลย

ดา วนิ ชี เสยี ชวี ติ ในป 1519 มอี ายุรวม 67 ป ทิง
ผลงานชนั ยอดไวม้ ากมายทังผลงานดา้ นศิลปะ
และดา้ นวทิ ยาศาสตร์ ดา วนิ ชี ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่
เปนผรู้ อบรู้ เชยี วชาญในศาสตรต์ ่างๆเกือบทกุ
สาขา เปนศิลปนเอก นกั วทิ ยาศาสตร์ นกั ประดษิ ฐ์
ฯลฯ เขาคือ ‘บุรษุ แหง่ ยุคเรอเนสซองส’์ อยา่ ง
แท้จรงิ

ไมเคลิ แองเจโล

MICHELANGELO

ไมเคิลแองเจโล เปนทังจติ รกร ประติมากร และ
สถาปนกิ เปนศิลปนผยู้ งิ ใหญแ่ หง่ ยุคเรอเนสซอง
สท์ ัดเทียมกับเลโอนารโ์ ด ดา วนิ ชี เขาเกิดเมอื
ป 1475 ทีเมอื งอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่า
เรยี นและเติบโตทีเมอื งฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปก็เรมิ
มผี ลงานดา้ นประติมากรรม ป 1497 เดนิ ทางไป
ทํางานทีกรงุ โรม และเมอื อายุ 24 ป ไมเคิลแองเจ
โลไดส้ รา้ งงาประติมากรรมชนิ สาํ คัญของโลกคือ
Pietà เขากลับมาทีฟลอเรนซใ์ นป 1499 คราวนเี ขา
มโี อกาสทํางานชนิ สาํ คัญทีค้างเติงมาเกือบ 40 ป
คืองานแกะสลักรปู เดวดิ (David) เขารบั งานนตี อน
อายุ 26 ป ใชเ้ วลาราว 4 ปจงึ แล้วเสรจ็ และกลาย
เปนผลงานทีมชี อื เสยี งมากทีสดุ ของเขา ระหวา่ ง
เวลาชว่ งนไี มเคิลแองเจโลยงั ไดส้ รา้ งผลงาน
อีกหลายชนิ รวมทังภาพเขยี น Doni Tondo และ
Manchester Madonna

ป 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาทีโรม
อีกครงั เพอื รบั งานสรา้ งสสุ านของพระ
สนั ตะปาปา Pope Julius II ซงึ มผี ลงานรปู
แกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่
ดว้ ย และในระหวา่ งนเี องเขาก็ไดส้ รา้ งผล
งานสาํ คัญยงิ ใหญอ่ ีกชนิ หนงึ คือภาพเขยี น
บนเพดานโบสถ์นอ้ ยซสิ ติน (Sistine Chapel
Ceiling) บนพนื ทีกวา่ 500 ตรม. ประกอบ
ดว้ ยภาพกวา่ 300 ภาพ และหนงึ ในนนั เปน
ภาพเขยี นทีมชี อื เสยี งทีสดุ ของเขาคือ The
Creation of Adamไมเคิลแองเจโลกลับไป
ทํางานทีฟลอเรนซอ์ ีก คราวนนี านกวา่ 20 ป
ก่อนจะไดก้ ลับมาทีโรม ป 1534 เขาไดส้ รา้ ง
ภาพเขยี นชนิ ใหญบ่ นผนงั แท่นบูชาทีโบสถ์
นอ้ ยซสิ ตินคือภาพ The Last Judgement ที
ใชเ้ วลาทําถึง 8 ป และในป 1546 เขาไดร้ บั
งานใหญช่ นิ สดุ ท้ายคือการออกแบบมหา
วหิ ารเซนต์ปเตอรท์ ีมโี ดมใหญเ่ ดน่ สง่าเปน
สญั ลักษณ์ เขาเสยี ชวี ติ ในป 1564 ดว้ ยวยั
88 ป ก่อนทีโดมจะสรา้ งเสรจ็

ซานโดร
บอตตเิ ชลลี

SANDRO BOTTICELLII

บอตติเชลลีเปนศิลปนทีโดดเดน่ ในยุคเรอเนส
ซองสต์ อนต้น ก่อนหนา้ ยุคของดา วนิ ชแี ละ
ไมเคิลแองเจโล เขาเกิดในป 1445 ทีเมอื ง
ฟลอเรนซ์ ตอนเดก็ ฝกเปนชา่ งทอง พอเปนวยั
รนุ่ จงึ เปลียนมาเปนจติ รกร ผลงานสว่ นใหญท่ ําให้
กับตระกลู เมดชิ ซี งึ เปนผปู้ กครองเมอื งฟลอเรนซ์
บอตติเชลลีมชี อื เสยี งรงุ่ โรจนอ์ ยา่ งยาวนานภาย
ใต้การอุปถัมภ์ของตระกลู นี เคยเปนคณะ
กรรมการพจิ ารณาทีตังรปู แกะสลักเดวดิ ของ
ไมเคิลแองเจโลรว่ มกับดา วนิ ชี แต่ในชว่ ง
บนั ปลายชวี ติ ชอื เสยี งต้องตกตําดา่ งพรอ้ ยตามผู้
อุปภัมภ์ทีหมดอํานาจ เขาจงึ ไมไ่ ดร้ บั การยกยอ่ ง
เท่าทีควร แต่ผลงานของเขามไิ ดด้ อ้ ยค่าลงยนื ยง
เรอื ยมาจวบจนปจจุบนั

ภาพเขยี นของบอตติเชลลีเปนสไตล์โบราณ แต่
โดดเดน่ ทีความอ่อนหวานประณตี งดงาม อยา่ ง
เชน่ ภาพ The Birth of Venus และ Primavera ที
มชี อื เสยี งและไดร้ บั การยอมรบั มากทีสดุ ไปจนถึง
ภาพ Portrait of a Young Woman และ Madonna of
the Book บอตติเชลลียงั ไดร้ ว่ มสรา้ งภาพเฟรสโก
ทีผนงั ของโบสถ์นอ้ ยซสิ ตินเชน่ เดยี วกับศิลปน
ชนั นาํ ในยุคนนั แมว้ า่ จะไมใ่ ชง่ านทีเขาถนดั มาก
นกั แต่ผลงานภาพ Trial of Moses ก็ทําออกมาได้
อยา่ งยอดเยยี ม

บอตติเชลลีหลงรกั ผหู้ ญงิ คนหนงึ ชอื
Simonetta Vespucci แต่ไมส่ มหวงั เพราะเธอ
แต่งงานแล้ว หลายคนเชอื วา่ เธอคือนางแบบใน
ภาพของบอตติเชลลีหลายภาพรวมทัง The Birth
of Venus และ Portrait of a Young Woman ทังๆที
เธอเสยี ชวี ติ ไปก่อนทีเขาจะเขยี นภาพเหล่านนั
หลายป บอตติเชลลีเคยขอรอ้ งไวว้ า่ ใหฝ้ งรา่ ง
ของเขาไวแ้ ทบเท้าของเธอ และความหวงั ของเขา
ก็เปนจรงิ ในอีก 34 ปต่อมาเมอื เขาเสยี ชวี ติ ในป
1510

ราฟาเอล

RAPHAEL

ราฟาเอล เปนจติ รกรและสถาปนกิ ผมู้ ผี ลงาน
โดดเดน่ เปนหนงึ ในสามศิลปนผยู้ งิ ใหญแ่ หง่ ยุค
เรอเนสซองสต์ ่อจากเลโอนารโ์ ด ดา วนิ ชแี ละ
ไมเคิลแองเจโล เขาเกิดเมอื ป 1483 ทีเมอื ง Urbino
ประเทศอิตาลี เรยี นศิลปะและฝกฝนการเขยี นภาพ
ตังแต่เดก็ พออายุได้ 17 ปก็เรมิ เปนศิลปนมอื
อาชพี ดว้ ยการตระเวนรบั งานเขยี นภาพใหก้ ับโบสถ์
ต่างๆในเมอื งแถบบา้ นเกิด เปนศิลปนรนุ่ ใหมท่ ีมี
ผลงานยอดเยยี มอยา่ งเชน่ ภาพ The Marriage of
the Virgin จนเรมิ มชี อื เสยี งและเปนทีต้องการตัวไป
ทํางาน

ป 1504 ราฟาเอลยา้ ยไปปกหลักอยูท่ ีเมอื ง
ฟลอเรนส์ ทําใหเ้ ขามโี อกาสไดศ้ ึกษาผลงานของ
บรมครอู ยา่ งเลโอนารโ์ ด ดา วนิ ชแี ละค่แู ขง่ คน
สาํ คัญในอนาคตคือไมเคิลแองเจโล รวมทังศิลปน
ดงั อีกหลายคน ราฟาเอลซมึ ซบั อิทธพิ ลของศิลปะ
แบบฟลอเรนสแ์ ต่ยงั คงรกั ษาสไตล์ของตัวเองเอา
ไวด้ ว้ ย ผลงานของเขาเรมิ มคี วามซบั ซอ้ นและมี
ชวี ติ ชวี ามากขนึ ผลงานเดน่ ในชว่ งนคี ือภาพ
Madonna and Child with Saint John the Baptist

ปลายป 1508 ราฟาเอลเดนิ ทางไปกรงุ โรมและอยู่
ทีนนั ไปตลอดชวี ติ เขาไดท้ ํางานสาํ คัญและยงิ ใหญ่
ทีสดุ ในชวี ติ ทีพระราชวงั วาติกัน ราฟาเอลเขยี น
ภาพในหอ้ งทีเรยี กวา่ “Raphael Rooms” เปนภาพ
ปูนเปยก (Fresco) ขนาดใหญห่ ลายภาพ และหนงึ ใน
นนั คือภาพ The School of Athens ซงึ เปนภาพทีมชี อื
เสยี งมากทีสดุ ของเขา ดว้ ยผลงานอันยอดเยยี ม
ทําใหร้ าฟาเอลไดร้ บั มอบหมายใหเ้ ขยี นภาพใน
วาติกันเพมิ อีกจาํ นวนมาก และยงั ไดเ้ ปนสถาปนกิ
ในงานสรา้ งมหาวหิ ารเซนต์ปเตอรด์ ว้ ย เขาทํางาน
ใหก้ ับสาํ นกั วาติกันนานถึง 12 ป พรอ้ มกับสรา้ งผล
งานชนั ยอดมากมายรวมทังภาพ Sistine Madonna
และ Transfiguration

นอกจากภาพเขยี นแนวศาสนาและตํานานแล้วรา
ฟาเอลยงั เขยี นภาพเหมอื นบุคคลไดย้ อดเยยี มมาก
เชน่ กัน ผลงานภาพเหมอื นของเขาหลายภาพไดร้ บั
การยกยอ่ งเปนหนงึ ในภาพเหมอื นทีดที ีสดุ ในยุค
นนั โดยเฉพาะภาพ La Fornarina, La Donna Velata
(The woman with the veil) และ Portrait of
Baldassare Castiglione ราฟาเอลเสยี ชวี ติ ในป 1520
ดว้ ยวยั เพยี ง 37 ป แมว้ า่ เขามชี ว่ งเวลาทํางานไม่
มากนกั แต่ผลงานกลับยงิ ใหญแ่ ละเปนหนงึ ใน
ศิลปนทีไดร้ บั การยกยอ่ งชนื ชมมากทีสดุ

ยนั ฟน ไอก์

JAN VAN EYCK

ยนั ฟน ไอก์ เปนศิลปนคนสาํ คัญและเปนหนงึ ใน
ผสู้ รา้ งจติ รกรรมเนเธอรแ์ ลนดเ์ รมิ แรกซงึ เกิดขนึ
ในชว่ งเวลาใกล้เคียงกับการเรมิ ต้นยุคเรอเนสซอง
สใ์ นอิตาลี เขาเปนคนแรกๆทีไดพ้ ฒั นาเทคนคิ การ
เขยี นภาพดว้ ยสนี าํ มนั จนไดผ้ ลงานทียอดเยยี ม
ยนั ฟน ไอก์เกิดระหวา่ งป 1380 – 1390 ทีเมอื ง
Maaseik ซงึ ปจจุบนั อยูใ่ นประเทศเบลเยยี ม ป 1422
– 1425 เขาเปนจติ รกรของราชสาํ นกั ฮอลแลนดท์ ี
เมอื งเฮก หลังจากผปู้ กครองฮอนแลนดเ์ สยี ชวี ติ
ในป 1425 เขาไดร้ บั การแต่งตังเปนจติ รกรราช
สาํ นกั เบอรก์ ันดจี งึ ยา้ ยไปอยูท่ ีเมอื งบรชู ซงึ เปน
เมอื งหลวงของเขตเฟลมชิ ของประเทศเบลเยยี ม
และอยูท่ ีนนั ไปตลอดชวี ติ

ผลงานชนิ สาํ คัญของยนั ฟน ไอก์คือฉากประดบั
แท่นบูชาเกนต์ (Ghent Altarpiece) ทีเปนบานพบั
ภาพขนาด 3.4 x 4.6 เมตร ประกอบดว้ ยภาพ 12
ภาพซงึ Hubert van Eyck ผเู้ ปนพชี ายของเขาเปนผู้
ออกแบบและวางโครงสรา้ งทังหมดของภาพแต่
ต้องมาเสยี ชวี ติ ในป 1426 ฟน ไอก์ ผนู้ อ้ งจงึ รบั
หนา้ ทีเปนผเู้ ขยี นภาพจนเสรจ็ หลังการเสยี ชวี ติ
ของพชี าย 6 ป แต่ละภาพของฉากประดบั แท่นบูชา
เกนต์ล้วนสวยงามนา่ ประทับใจ โดยเฉพาะ 3 ภาพ
ตรงกลางแถวบนทีเปนภาพของพระเยซู
พระแมม่ ารี และนกั บุญจอหน์ นนั เปนภาพทีงดงาม
วจิ ติ รอยา่ งมาก นอกจากนยี นั ฟน ไอก์ยงั มผี ล
งานภาพเขยี นแนวศาสนาทียอดเยยี มอีกมากมาย
ทีโดดเดน่ ไดแ้ ก่ภาพ The Annunciation และ
Madonna of Chancellor Rolin

ชว่ งเวลาหลังจากเสรจ็ งานเขยี นภาพฉากประดบั
แท่นบูชาเกนต์ถือเปนชว่ งสงู สดุ ในชวี ติ การเปน
จติ รกรของยนั ฟน ไอก์ เพราะเปนชว่ งทีเขาสรา้ ง
ผลงานชนั ยอดออกมาอยา่ งต่อเนอื งมากมาย
หนงึ ในนนั คือภาพ The Arnolfini Portrait ซงึ เปน
ภาพทีมชี อื เสยี งมากทีสดุ ของเขา ภาพนถี กู เขยี น
ออกมาอยา่ งสวยงามมมี ติ ินา่ ประทับใจ ไดร้ บั การ
ยกยอ่ งใหเ้ ปนภาพต้นแบบและมคี วามซบั ซอ้ นมาก
ทีสดุ ภาพหนงึ ของจติ รกรรมตะวนั ตก ยนั ฟน ไอก์
ยงั เปนศิลปนอีกคนหนงึ ทีเขยี นภาพเหมอื นบุคคล
ไดอ้ ยา่ งยอดเยยี ม ภาพ Man in a Red Turban,
Portrait of a Man with a Blue Chaperon รวมทัง
Portrait of Jan de Leeuw และอีกหลายภาพไดย้ นื ยนั
ความสาํ เรจ็ ในดา้ นนขี องเขาไดเ้ ปนอยา่ งดี ยนั ฟน
ไอก์เสยี ชวี ติ ในป 1441 ทีเมอื งบรชู

บรรณานกุ รม

https://sites.google.com/site/mrjisclassroom/yukh
-renes-sxng-s-renaissance-kh-s-1450--1600


Click to View FlipBook Version