1
Level Of Strategy
ระดับกลยุทธ์
Corporate
Level
Strategy
Business Level Strategy
Functional Level Strategy
2
สารบัญ
หน้า
เกรินนา 1
่
บทที 1 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับองค์กร 5
(Corporate Strategy)
่
บทที 2 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับธุรกิจ 23
(Business Strategy)
่
บทที 3 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับปฏิบัติการ
43
(Functional Strategy)
บรรณานกรม 69-70
ุ
3
ค านา
ในการด าเนินธุรกิจย่อมต้องมีการแข่งขันและการสร้างความสามารถ
้
่
ทางการแข่งขันกับคูแข่งหรือท าให้ธุรกิจมีความก้าวหนามากกว่าธุรกิจอืน
่
ท าให้องค์กรมีก าไรและสามารถอยูรอดได้ ย่อมต้องอาศัยการวางกลยุทธ์
่
่
ดังค ากล่าวของ เลสลี และลอยด์ (Leslie W.Rue and Lloyd L.
็
่
Byar,2000,p.151)ทีได้กล่าวไว้ว่า“กลยุทธ์เปนแผนของแนวทางการจัดการ
่
่
้
พืนฐานทีจะท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือการวางแผนทีจะจัดการให้บรรลุ
เจตจ านงของวัตถุประสงค์ทีตั้งใจไว้”กลยุทธ์จึงเปนมาตรส าคัญในการ
่
็
ด าเนินกิจกรรมต่างๆขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยอาศัย
ความสามารถในการวิเคราะห์ทั้งสิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Environ-
ment) และสิ่งแวดล้อมภายนอก (External Environment) เพือให้องค์กร
่
่
้
ั
่
สามารถเผชิญหนากับการเปลียนแปลงของปจจัยดังกล่าวทีเกิดขึนได้อย่าง
้
เหมาะสม นอกจากนีการวิเคราะห์ปจจัยต่างๆ ยังสามารถท าให้เห็นภาพ
้
ั
่
้
แนวโนมและการปรับกลยุทธ์เพือเพิ่มขีดความสามารถและความพร้อมใน
่
การทีจะแข่งขันโดยจะนาไปสูการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning)
่
4
้
นอกจากนีการด าเนินกิจกรรมของธุรกิจเพือให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือ
่
์
วิสัยทัศนได้นั้น ย่อมต้องอาศัยผู้บริหารในระดับต่างๆ และผู้ปฏิบัติงาน
่
่
่
์
ภายในองค์กรเพือนาพาธุรกิจไปสูวัตถุประสงค์หรือวิสัยทัศนทีได้วาง
้
่
เอาไว้ โดยหนาทีความรับผิดชอบในการจัดการเชิงกลยุทธ์ไม่ได้จ ากัด
เพียงแต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น หากแต่การด าเนินงานจะครอบคลุมไป
ทั่วทั้งองค์กรเพือให้องค์ประกอบทุกส่วนของในองค์กรด าเนินงานอย่าง
่
์
ส่งเสริมและสอดคล้องกัน โดยมีวิสัยทัศนหรือวัตถุประสงค์ขององค์กรเปน
็
เปาหมายร่วมกัน โดยสามารถจ าแนกกลยุทธ์ในองค์กรได้ 3 ระดับ คือ
้
1.กลยุทธ์ระดับองค์การ (Corporate Strategy)
2. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)
3.กลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ (Functional Strategy)
5
การก าหนดกลยุทธ์ในองค์กร ผู้บริหารแต่ละระดับจะรับผิดชอบหรือมี
่
้
่
่
่
หนาทีทีเกียวข้องกับการจัดการเชิงกลยุทธ์ทีแตกต่างกัน หากแต่กลยุทธ์
่
ในแต่ละระดับจะต้องมีความสอดคล้องกันตามล าดับขั้นของกลยุทธ์เพือให้
การด าเนินงานขององค์กรบรรลุวัตถุประสงค์หรือตามเปาหมายทีได้
้
่
่
็
็
ก าหนดไว้ โดยผู้บริหารระดับสูงจะเปนผู้ก าหนดกลยุทธ์องค์กร ทีเปน
็
ภาพรวมขององค์กรในอนาคตและผู้บริหารระดับกลางจะเปนผู้นา
้
่
เปาหมายทีผู้บริหารระดับสูงก าหนดไว้ไปจัดท ากลยุทธ์ระดับธุรกิจและ
่
ผู้บริหารระดับต้นซึงอยูในระดับปฎิบัติการจะก าหนดกลยุทธ์ระดับ
่
ปฏิบัติการในหนวยงานของตนเองเพือให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในระดับสูง
่
่
ขึนไป ดังภาพที 1.1 และ 1.2
้
่
ี
ภาพท 1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับกลยุทธ์กับบทบาทผูบริหาร
้
่
6
ี
่
ภาพท 1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับกลยุทธ์ในระดับต่างๆ
7
เกรินนา
่
์
์
้
ี
็
องคประกอบของกลยุทธทีจำเปนตองม
1. ตองมีเปำหมำยในระยะยำวที่ชดเจน
ั
้
้
กลยุทธ์ไม่สามารถประสบความส าเรจได้ หากองค์กรไม่มเปาหมายของการ
ี
้
็
ท าธรกิจทชัดเจน ความชัดเจนข้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้น าองค์กร หาก
ี
ุ
ึ
่
วิสัยทัศน์ชัดเจนจะท าให้ทมก าหนดกลยุทธได้ง่ายมากข้น
ึ
์
ี
2. ตองก ำหนดขอบเขตที่แนชด
้
ั
่
่
่
กลยุทธ์ควรก าหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่า เราวางแผนเพืออะไร เช่น เพือตัว
ึ
ุ
่
ิ
ื
่
องค์กร หรอเพือสนค้าประเภทใดประเภทหนง กลยุทธ์ไม่ควรเหมารวมทก
ส่งอย่างเข้าด้วยกัน เพราะจะท าให้สับสนในการวางแผนในอนาคตได้
ิ
8
ี่
้
้
ี
3.ตองมถอยค าทชัดเจน
์
กลยุทธ์ควรตั้งมาบนพืนฐานของถ้อยค า ข้อความ หรือแถลงการณที ่
้
่
่
่
ชัดเจนเกียวกับความได้เปรียบในการแข่งขันทีคูแข่งไม่สามารถ
่
็
ลอกเลียนแบบได้ มีหัวใจของความเปนผู้ชนะ เพือให้บรรลุเปาหมายและ
้
รักษามันไว้ให้ยาวนาน
ึ
้
4.ตองแสดงถงการแข่งขันภายในองค์กร
่
่
กลยุทธ์จะต้องแสดงถึงการแข่งขันภายในองค์กร ทีสร้างให้เกิดโอกาสทีจะ
่
ช่วยให้บริษัทบรรลุความได้เปรียบในการแข่งขัน ในสมรภูมิทีองค์กรนั้น
เลือกทีจะแข่งขัน
่
9
ี
ั
ื
้
กลยุทธ์น้นมดวยกันอยู่ 3 ระดับ คอ ระดับองค์กร (Corporate)
ระดับธุรกิจ (Business) และระดับปฏิบัติการ (Functional)
กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Level) เปนเรืองเกียวกับวิสัยทัศน
็
์
่
่
้
็
พันธกิจ และวัตถุประสงค์ เปนหนาทีของซีอีโอ ผู้บริหารระดับสูง และ
่
่
ส่วนทีเกียวข้องในการก าหนดภาพรวมขององค์กร ระบุกลุ่มตลาด
่
้
เปาหมายทีองค์กรจะเข้าไปแข่งขันและวางแผนว่าจะเข้าไปได้อย่างไร
่
่
่
็
กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Level) เปนเรืองเกียวกับการวิเคราะห์
SWOT หรือจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ ว่ามี
อะไรบ้าง และจะสนับสนนกลยุทธ์ระดับองค์กรได้อย่างไร กลยุทธ์
ุ
ระดับนีต้องนากลยุทธ์ในระดับองค์กรมาระบุแผนงาน หรือวิธีการทีจะ
้
่
่
ใช้กับแต่ละตลาดให้มีความเหมาะสม ขับเคลือนโดยผู้จัดการและ
พนักงานในส่วนทีรับผิดชอบด้านการขับเคลือนแผนธุรกิจ
่
่
10
กลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ (Functional Level)
่
็
่
่
้
เปนระดับของทีมทีอยูเบืองหลังความส าเร็จ เช่น ผู้จัดการฝาย
่
การเงินผู้จัดการฝายการตลาด ผู้จัดการฝายไอที และอืนๆทีเกียวข้อง
่
่
่
่
่
ทีต้องนาพากลยุทธ์ตั้งแต่ระดับองค์กรและธุรกิจมาท าให้ส าเร็จและต้อง
สอดคล้องกันด้วย ผ่านการท างานและการวางแผนในแต่ละวัน การ
่
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างหนวยงานภายในและทีมงานต่างๆ และต้อง
มีการประเมินและวัดผลได้
11
บทท 1 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับองค์กร
่
ี
(Corporate Strategy)
กลยุทธ์ระดับองค์กร เปนการก าหนดทิศทางโดยรวมขององค์กรและ
็
บทบาทของแต่ละหนวยธุรกิจ (Strategic Business Unit : SBU )ซึงเปน
็
่
่
้
ทิศทางทีใช้อธิบายแนวทางร่วมกันในการพัฒนาธุรกิจบนพืนฐานความ
่
หลากหลายของสายผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรม หรือเปนการก าหนด
็
่
็
ทิศทางทีเปนเอกภาพของธุรกิจโดยรวมของบริษัท เปนการก าหนดว่า
็
่
็
์
องค์กรจะมีการแข่งขันทีด าเนินไปในทิศทางใด เปนวิสัยทัศน (Vision) ที ่
ผู้บริหารใช้ในการก าหนดทิศทางขององค์กร อาจจะมีการก าหนดบันทึก
่
็
์
็
่
์
เปนลายลักษณอักษรทีเปนทางการหรือไม่ก็ได้ แต่สามารถสือวิสัยทัศน
่
ไปในแนวทางขององค์กรทีให้บุคลากรภายในและบุคลากรภายนอก
็
สามารถรับรู้ได้ กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Strategy) เปนกลยุทธ์
่
รวมขององค์กรทีจะแสดงถึงแนวทางการด าเนินธุรกิจทุกอย่างในอนาคต
็
ขององค์กรได้และสามารถแยกได้เปน 4 แนวทางตามลักษณะของการ
ด าเนินธุรกิจ คือ
1) กลยุทธ์ทีมุ่งเนนการเจริญเติบโต (Growth Strategy)
้
่
2) กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ (Stabilization Strategy)
3) กลยุทธ์การถอนตัว (Retrenchment Strategy)
4) กลยุทธ์ผสมผสาน (Mix or Combination)
12
รูปภาพ : แสดงส่วนประกอบส าคัญของกลยุทธ์ระดับองค์การ
13
ี
่
้
กลยุทธ์ทมุ่งเนนการเจริญเติบโต (Growth strategies) เปนกลยุทธ์ที ่
็
่
ใช้ในกรณีทีวิเคราะห์ ข้อมูลแล้วพบว่ากิจการมีความเข้มแข็งและองค์การจะ
เพิ่มระดับการปฏิบัติงานเพือการขยายตัวขององค์กร เปรียบได้กับกลยุทธ์
่
ผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) เพราะจะมองอยู 2 สิ่งควบคูกันเสมอ คือ
่
่
่
ผลิตภัณฑ์ (Product) และตลาด (Market) ซึงอาจกระท า ได้ในรูปแบบต่าง
ๆ กันดังนี
้
่
Intensive Growth คือ กลยุทธ์เกียวกับการเติบโตด้วยการเพิ่มยอดขาย
ด้วยวิธีต่างๆ ซึงกลยุทธ์การเติบโตแบบ Intensive Growth มีดังนี
่
้
1. กลยุทธ์การเจาะตลาด (Market Penetration Strategy)
คือ การเพิ่มยอดขายโดยการเติบโตจากผลิตภัณฑ์เดิมในตลาดเดิม ท าได้
โดยใช้ Push Strategy (กลยุทธ์ผลัก) เช่น การท าโปรโมชั่น ลด แลก แจก
แถม ผลักสินค้าออกไป และ Pull Strategy (กลยุทธ์ดึง) เช่น การท าโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ สือสารการตลาด ดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาซือเอง
่
้
14
2. กลยุทธ์การพัฒนาตลาด (Market Development Strategy)
คือ การเพิ่มยอดขายจากผลิตภัณฑ์เดิมในตลาดใหม่ ท าได้จาก การขยายกลุ่ม
ลูกค้าใหม่ จากเคยขายแต่กับผู้บริโภค (B2C - Business to Consumer) ก็หัน
่
ไปขายกลุ่มธุรกิจ (B2B - Business to Business) หรือหนวยงานภาครัฐ
(B2G - Business to Government) บ้าง รวมถึงการขยายจุดขายไปยัง
ภูมิศาสตร์ใหม่ๆ เช่น เคยขายแค่ในกรุงเทพฯ ก็ขยายไปขายตลาดต่างจังหวัด
หรือขยายออกไปขายต่างประเทศ
3. กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development Strategy)
่
คือ การเพิ่มยอดขายจากการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดเดิม ซึงก็คือ การออก
้
ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เบนซ์ออกรุ่นใหม่เร็วและบ่อยขึนมากจากแต่ก่อนนานๆ
ถึงจะออก เพราะต้องการให้ยอดขายเติบโต และการออกกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
๋
้
เช่น จากเดิมร้านขายแต่เสือกับกางเกง ก็เพิ่มสินค้ากระเปาและรองเท้า หรือ
็
การปรับ Packaging เล็ก กลาง ใหญ เปนต้น
่
15
รูปภาพ : แสดงกลยุทธ์การเติบโต (Intensive Growth) ของ ANSOFF
16
Integrative Growth คือ กลยุทธ์การเติบโตด้วยการขยายธุรกิจเข้าสู ่
่
้
่
่
ธุรกิจทีเกียวข้อง ผ่านการควบรวมหรือเข้าซือกิจการ ซึงหลักๆ จะแบ่ง
็
ออกเปน
1. Horizontal Integration การเติบโตด้วยการขยายไปสูธุรกิจที ่
่
เกียวข้องผ่านการ Merger Acquisition หรือ Take Over บางกิจการก็ท า
่
้
้
็
การขยายตัวให้เติบโตขึนโดยการซือกิจการของบริษัทอืนทีเปนธุรกิจที ่
่
่
เกียวข้องหรือเหมือนกันกับธุรกิจเดิมของตน เช่น ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิต
่
“กระเปาหนัง” ขยายกิจการด้วยการขายควบกิจการกับ บริษัทผลิต
๋
้
่
๋
“กระเปาผ้า” ซึงในการรวมตัวกันลักษณะนีมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน
- เพือเพิ่มส่วนครองตลาด (Market Share)
่
- เพือเพิ่มรายได้ (Increasing Revenues )
่
-การรวมตัวกันท าให้มีพลังต่อรองกับซัพพลายเออร์และกับลูกค้า
-การรวมตัวกันท าให้สามารถลดต้นทุนการด าเนินงานในหลายๆ ด้าน
่
-การรวมตัวกันท าให้กิจการมีขนาดใหญขึนอันจะนามาซึงความสามารถใน
่
้
การส่งเสริม
-การขายสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึนและสามารถเข้าสู ่
้
่
่
ช่องทางการจัดจ าหนายทีเหมาะสมได้
17
- การรวมตัวกันมีผลท าให้การด าเนินการหลายอย่างมีความยืดหยุ่นและ
คล่องตัวสูง
้
ตัวอย่างของการรวมตัวกันแบบ Horizontal Integration นีได้แก่การ
รวมตัวกันระหว่างบริษัท Chrysler กับบริษัทผลิตภัณฑ์รถยนต์อเมริกา
้
แห่งหนึง การผนึกก าลังกันของสองบริษัทดังกล่าวนี ท าให้การด าเนิน
่
่
กิจการในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์มีผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์รายอืนๆ
และท าให้มีพลังทางการตลาดทีโดดเด่นมากกว่าการแยกกันด าเนินการ
่
่
แบบเดิม ทั้งนีก็เพราะว่าเมือมีการรวมตัวกันแล้วผลทีตามมาก็คือ กิจการ
่
้
้
มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ฐานะทางการเงินมั่นคงยิ่งขึน สามารถดึงดูดลูกค้า
จากต่างชาติได้ เพราะการมีตวามหลากหลายในตัวสินค้าหรือบริการให้
ลูกค้าได้เลือกตามความต้องการ
18
่
Vertical Integration คือ กลยุทธ์การเติบโตด้วยการขยายสูธุรกิจ
่
่
่
ทีเกียวกับกระบวนการของธุรกิจทีท าอยู เช่น การขาย การกระจาย
่
สินค้า การจัดหาวัตถุดิบ หรือเรียกอีกอย่างว่า การรวมตัวในแนวดิ่ง
่
่
หมายถึง การทีองค์การทีต้องการรวมกิจการกัน รวมหนาทีต่างๆ ของ
่
้
่
้
่
่
องค์การเข้าด้วยกัน เพือลดการท างานทีซ าซ้อน เพือนการเสริมสร้าง
่
ความแข็งแกร่งทีแต่ละฝายมีอยูให้โดดเด่นยิ่งขึน การรวมตัวกันชนิดนี ้
้
่
่
อาจกระท าเพียงบางส่วนหรือทั้งองค์การก็ได้คือ ตั้งแต่ขั้นตอนการ
จัดหาตระเตรียมวัตถุดิบจนกระทั่งได้ผลลัพธ์ออกมาเปนสินค้า
็
์
ส าเร็จรูปหรือบริการทีพร้อมส าหรับการนาไปใช้ประโยชนของผู้บริโภค
่
่
คนสุดท้าย (End User) ซึงชนิดนเรียกว่ารวมกันทั้งองค์การเต็ม
ี
้
รูปแบบ
19
่
่
้
การทีองค์การธุรกิจได้ท าการซือกิจการทีมีความคล้ายคลึงหรือมีความ
สอดคล้องสนับสนนกันในเรืองความสามารถหลักๆ (Core Competen-
่
ุ
cies) เช่น ผู้ผลิตท าการรวมกิจการกับผู้จัดจ าหนายเพือให้การด าเนินการ
่
่
็
ทางธุรกิจเพิ่มความคล่องตัวและราบรืน ก็ถือว่าเปนการรวมตัวในแนวดิ่ง
่
้
่
่
่
่
กับธุรกิจทีเกียวข้อง ซึงความเกียวข้องในทีนีอาจหมายถึงการเข้าไปมี
่
่
่
์
ประโยชนร่วมกันในเรืองข้อดีข้อเด่นอย่างใดอย่างหนึงก็ได้ (Strengths)
ซึงในการรวมตัวกันในแนวดิ่ง หรือแบบ Vertical Integration สามารถแบ่ง
่
ออกได้ 2 ประเภท คือ
1. Forward Vertical Integration (การรวมตัวในแนวดิ่งไปทางด้าน
้
หนา) เกิดขึนโดยทีองค์การไปซือกิจการของลูกค้า (Customer) ซึงในทีนี ้
่
้
่
่
้
้
หมายถึงผู้มาซือสินค้าหรือบริการของกิจการ เช่น โรงงานผู้ผลิตสินค้าท า
การรวมตัวกันกับผู้ประกอบกิจการค้าส่ง (Wholesalers) หรือผู้ค้าปลีก
่
่
็
(Retailers) เปนต้น เพือให้เกิดความแข็งแกร่งมีฐานะทางการเงินทีมั่นคง
มีทีมบริหารงานทีมีประสิทธิภาพสูง อันจะนามาซึงความสามารถเชิงการ
่
่
แข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ (Competitiveness)
20
2. Backward Integration (การรวมตัวในแนวดิ่งไปทางด้านหลัง)
้
่
้
่
่
เกิดขึนโดยทีองค์การไปซือกิจการของซัพพลายเออร์ ซึงในทีนีหมายถึงผู้
้
้
่
ส่งวัตถุดิบ (Raw Materials) หรือชินส่วนประกอบทีองค์การต้องการ มา
รวมกันเข้ากับกิจการเดิมเพือให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวใน
่
การด าเนินงาน เพือลดต้นทุนในด้านต่างๆ หรือเพือให้เกิดความมั่นใจว่ามี
่
่
แหล่งสนับสนนการด าเนินงาน (Supple Sources) เปนของตนเอง
ุ
็
21
่
Diversification Growth คือ กลยุทธ์การเติบโต ทีจะกระจายการ
่
่
่
่
็
้
ลงทุนไปสูธุรกิจอืนๆ เพือท าให้ธุรกิจเติบโตยิ่งขึน เปนการทีองค์การ
กระจายการลงทุนไปในหลายธุรกิจ สร้างความหลากหลายและความ
แตกต่างในการด าเนินงาน ซึงอาจเกียวพันหรือไม่เกียวพันกับผลิตภัณฑ์
่
่
่
็
เดิมขององค์การก็ได้โดยสามารถจ าแนกออกเปนกลยุทธ์ได้ 3 ประเภท
ดังต่อไปน
ี
้
1. Concentric Diversification (กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบ
่
่
่
เกาะกลุ่ม) เปนการขยายธุรกิจไปสูผลิตภัณฑ์ชนิดอืนทีมีส่วนเกียวข้อง
็
่
่
กับผลิตภัณฑ์เดิม กลยุทธ์นีเหมาะส าหรับองค์การทีมีต าแหนงทางการ
่
้
่
่
แข่งขันทีเข้มแข็ง ซึงการใช้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะกลุ่มจะ
สร้างผลก าไรได้มากกว่ากลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบไม่เกาะกลุ่ม
22
2. Conglomerate Diversification (กลยุทธ์การกระจายธุรกิจ
แบบไม่เกาะกลุ่ม) เปนการขยายธุรกิจไปสูผลิตภัณฑ์ชนิดอืนทีมีส่วน
่
่
็
่
่
้
่
่
เกียวข้องกับผลิตภัณฑ์เดิม กลยุทธ์นีเหมาะส าหรับองค์การทีมีต าแหนง
ทางการแข่งขันทีเข้มแข็ง ซึงการใช้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะ
่
่
กลุ่มจะสร้างผลก าไรได้มากกว่ากลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบไม่เกาะกลุ่ม
่
กลยุทธ์นีกิจการมีจุดมุ่งหมายหรือเหตุผลเพือการลงทุน และอีก
้
่
่
่
จุดมุ่งหมายหนึงก็เพือลดความเสียงในการด าเนินการ เพราะการยึดติดอยู ่
่
กับการท าธุรกิจประเภทเกียวหากอยูในช่วงทีภาวะเศรษฐกิจหรือ
่
่
้
์
สภาวะการณตลาดไม่เอืออ านวย อาจท าให้กิจการตดอยูในสถานะล าบาก
ทั้งทางด้านการเพิ่มยอดขาย (Sale Volume) การเพิ่มก าไร (Profit)
่
ตลอดจนการใช้ความพยายามเพือความอยูรอดและความเจริญเติบโตของ
่
่
็
่
่
กิจการ ดังนั้นการขยายตัวสูธุรกิจทีไม่เกียวข้องในแนวราบจึงเปนความ
่
่
พยายามทีจะเข้าไปหาผลก าไรในอุตสาหกรรมอืน โดยการนาเงินไปลงทุน
่
่
่
ในกิจการทีเกียวข้องกับธุรกิจเดิมของตนและอีกประการหนึงก็เพือจะลด
่
ความเสียง อันจะเกิดขึนจากการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมเดิม
่
้
23
3. Horizontal Diversification (การขยายตัวในแนวราบสู่ธุรกิจท ่ ี
้
ี่
เกยวของ) ในการขยายตัวทางธุรกิจขององค์การนั้น เมือองค์การได้
่
้
่
่
่
ตัดสินใจซือกิจการทีอยูนอกอุตสาหกรรมแต่มีส่วนเกียวข้องกับการ
ส่งเสริมความสามารถหลักขององค์การ (Core Competencies) และได้ท า
การรวมกิจการเข้าไว้ในเครือซึงเรียกว่า “การรวมตัวในแนวราบสูธุรกิจที ่
่
่
้
เกียวข้อง” ความเกียวข้อง (Relatedness) ในทีนีหมายถึง ความคล้ายคลึง
่
่
่
กันหรือมีความสัมพันธ์เกียวข้องกันกับความสามารถหลักระหว่างการ
่
ด าเนินงานขององค์การธุรกิจทีซือมากับกิจการเดิม
่
้
24
่
Merger (การควบกิจการ) บางครั้งในสภาวะเศรษฐกิจทีก าลังรุ่งเรือง หลายๆ
่
บริษัทเลือกทีจะขยายกิจการโดยวิธีการควบกิจการ (Merger) วิธีการควบกิจการ
นเกิดขึนจากการทีสองบริษัทหรือมากกว่าก็ได้ทีมีประเภทธุรกิจและลักษณะการ
ี
้
่
้
่
่
ิ
็
ด าเนนงานทีคล้ายคลึงกันหรือมีขนาดใกล้เคียงกัน มารวมกิจการเปนกิจการ
ิ
่
เดียวกัน ดังนั้นบริษัททีท าการควบกิจการกันแล้วจึงต้องด าเนนการภายใต้การใช้
่
ประโยชนร่วมกันหรือการแลกเปลียนถ่ายโอนเรืองทรัพยากรตางๆ ต่อกัน โดยมี
์
่
่
จุดมุ่งหมายหลักก็เพือให้ได้มาซึงพลังอ านาจทางการแข่งขันในตลาดนั่นเอง
่
่
่
เหตผลโดยรวมแล้ว การควบกิจการเกิดขึนบนพืนฐานของความเชื่อทีว่า การ
้
ุ
้
รวมกันย่อมก่อให้เกิดพลังแห่งความสามัคคี อันจะนามาซึงข้อได้เปรียบหลายๆ
่
ด้าน และการท างานร่วมกัน การรวมพลังกันย่อมท าให้กิจการสามารถสร้าง
ผลลัพธ์ทียิ่งใหญกว่า ผลการปฎิบัติงานจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่า
่
่
การด าเนนการทีต่างคนต่างท า โดยการควบกิจการ สามารถท าได้ทั้งแบบแนวดิ่ง
ิ
่
(Vertical Merger) และแนวราบ (Horizontal Merger) โดยทั่วไปแล้ว การควบ
้
กิจการทั้งสองแบบมักจะท าให้กิจการมีกฎระเบียบ ข้อบังคับทีดีขึน มีการประงาน
่
ิ
่
้
ทีดีขึนอันจะนาไปสูการลดต้นทุนการด าเนนงานในบางรายการได้ อย่างไรก็ตาม
่
้
การควบกิจการควรเกิดขึนเฉพาะกรณีทีผู้บริหารได้ท าการวิเคราะห์อย่าง
่
์
รอบคอบ และประมาณการว่าประโยชนทีเกิดขึนมีความคุ้มค่าเพียงพอ เพือ
่
่
้
่
่
้
ั
้
ปองกันปญหาตางๆ ทีอาจเกิดขึนได้ในอนาคตจากการควบรวมกิจการ
25
Retrenchment Strategy (กลยุทธ์การตัดถอน)
่
็
เปนการสร้างกลยุทธ์เชิงรับเพือเตรียมการรับมือให้ธุรกิจสามารถอยู ่
่
รอดหรือกลับมาเติบโตอีกครั้งได้ เมือเผชิญสภาวะเศรษฐกิจทดถอย หรือ
ความต้องการของตลาดทีลดต า
่
่
ื
้
ื
้
1. Turnaround Strategy (กลยุทธ์การฟนฟูกิจการ) แผนการฟนฟ ู
็
ู
มีได้หลายวิธี โดยแบ่งเปน ฟนฟจากภายในองค์กร และ ภายนอกองค์กร
ื
้
้
ื
* การฟนฟูภายในองค์กร
้
1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการด าเนนงานให้ดีขึน
ิ
็
่
2. การปรับลดค่าใช้จ่ายทีไม่จ าเปนออกไป
3.การปรับโครงสร้างของระบบองค์กร เช่น โครงสร้างของธุรกิจให้เล็กลง
4. การสร้างแรงกระตุ้น หรือขวัญก าลังใจให้กับพนังงาน
* กลยุทธ์การฟนฟูกิจการ
้
ื
1. การมองหาตลาดใหม่ๆเพือสร้างส่วนแบ่งตลาด
่
์
่
2. การปรับเปลียนรูปแบบบริษัท ให้กับเข้ากับสถานการณ
่
์
3. การเริ่มจับกลุ่มธุรกิจใหม่เพือให้เข้ากับสถานการณ
26
็
2. Captive Company Strategy (กลยุทธ์การยอมเปนเชลย) กลยุทธ์
นีเหมาะกับสถานการณ การเงินของบริษัทแย่มาก และไม่สามารถใช้
์
้
ู
ื
้
กลยุทธ์การฟนฟได้ด้วยตัวเองคนเดียว จึงพึงพาภายนอกเข้ามาช่วย
โดยมีหลากหลายวิธีเช่น การกู้ยืมเงินจากภายนอก หรือการขายหุ้น
่
่
่
่
บางส่วน การหาบริษัทคูค้าทีใหญกว่า มีก าลังมากกว่า มาช่วยอยูรอด
่
การยอมเปลียนผู้บริหาร CEO ให้ผู้ทีมีความเชียวชาญ ประสบการณ
่
่
์
เข้ามาดูแล
็
3. Divestment Strategy (กลยุทธ์การเลิกลงทุน) เปนการตัดใน
่
ส่วนของงบการลงทุน หรือโปรเจคทั้งหลายออกไปให้หมด เช่น งานทีท า
ก าไรได้นอย การยกเลิกการผลิตส าหรับงานทีไม่คุ้มค่ากับการลงทุน การ
้
่
ลดค่าใช้จ่ายคงทีลง (Cut Fixed Cost) การลดเงินเดือนพนักงาน และ
่
ปลดพนักงานออก การขายทรัพย์สินของบริษัทบางส่วนออกไป เพือเติม
่
กระแสเงินสด
27
4. Liquidation Strategy (กลยุทธ์การเลิกกิจการ)
กลยุทธ์นี บริษัทต้องมีสินทรัพย์ มากกว่า หนีสิน โดยบริษัทต้องท า
้
้
้
การจ่ายหนีให้เรียบร้อยก่อนจากนั้นแบ่งส่วนทีเหลือให้กับผู้ถือหุ้น สุดท้าย
่
ั
ิ
แล้วสามารถด าเนินการปดกิจการ ได้โดยถ้า บริษัท เผชิญปญหา ตัวอย่าง
้
ด้านล่างนี สามารถทีจะ ตัดสินใจใช้กลยุทธ์นีได้เมือ
่
่
้
่
- กิจการมีการขาดทุนต่อเนือง
่
- เทคโนโลยีของเราล้าหลังกว่ามาก เมือเปรียบเทียบกับบริษัทอืน
่
้
่
ั
็
- สินค้าไม่เปนทีต้องการของตลาดในปจจุบันและมีแนวโนมทีลดลงใน
่
อนาคต
- อุตสาหกรรมนไม่สามารถกลับมาเติบโต หรือท าก าไรได้อีกแล้ว
ี
้
• เกิดความขัดแย้งกันของคนในองค์กร
28
ี
6. Stability Strategy (กลยุทธ์การรักษาเสถยรภาพ) โดยบริษัท
็
สามารถใช้ กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ สามารถแบ่งออกเปน 3 กลยุทธ์
ดังนี
้
1. กลยุทธ์การยับยั้งหรือการด าเนินการด้วยความระมัดระวัง (Pause or
Proceed with caution Strategy)
่
2. กลยุทธ์การไม่เปลียนแปลง (No Change Strategy) เปนการ
็
ด าเนินงานตามกลยุทธ์เดิม
่
3. กลยุทธ์การท าก าไร (Profit Strategy) เปนกลยุทธ์ทีองค์การจะ
็
พยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ
29
บทท 2 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับธุรกิจ
ี
่
(Business Strategy)
หลังจากทีองค์กรหรือหนวยงานได้แผนด าเนินกลยุทธ์ระดับ
่
่
็
่
องค์กรเปนทีเรียบร้อยแล้ว ล าดับต่อไปองค์กรจะต้องหาวิธีการเพือสร้าง
่
ความได้เปรียบเหนือคูแข่งและการด ารงอยูได้ขององค์การอย่างยั่งยืน
่
่
เพือให้องค์กรสามารถบรรลุผลในเปาหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์กรที ่
้
่
ได้วางเอาไว้ การก าหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจ หรือกลยุทธ์แข่งขัน ( Busi-
ness or Competitive strategy ) จึงเปนวิธีการทีเหมาะสมและสอดคล้อง
่
็
ทีสุดเนืองจากเปนกลยุทธ์ทีก าหนดโดย ผู้บริหารระดับกลางเพือสร้าง
่
่
็
่
่
่
ความสามารถทางการแข่งขัน หรือเพือด าเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับกล
ยุทธ์หลักขององค์การหรือสามารถด าเนินกิจกรรมตามกลยุทธ์ทีองค์การ
่
้
ก าหนดขึนเพือใช้ในการ ด าเนินงานทีมุ่งปรับฐานะการแข่งขันของ
่
่
์
่
ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เปนกลยุทธ์ทีเนนการปรับปรุงสถานการณแข่งขัน
้
็
็
ของธุรกิจหรือของผลิตภัณฑ์ในบริษัทตามกระแส เปนการตอบค าถามว่า
องค์กรหรือบริษัทจะแข่งขันอย่างไรในอุตสาหกรรมนั้น
30
็
่
กลยุทธ์ระดับธุรกิจเปนแผนการกระท าของผู้บริหารเชิงกลยุทธ์ทีจะใช้ทรัพยากร
และความสามารถดีเด่นเพือการสร้างขอ้ได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคูแข่งขันภายใน
่
่
อตสาหกรรม (สมยศ นาวีการ 2544) ถ้าองค์กรใดมีธุรกิจเพียงชนิดเดียวก็จะมีกลยุทธ์
ุ
ธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ถ้าองค์รมีการขยายตัวสูธุรกิจหลายประเภทแต่ละประเภทก็
่
ต้องมีกลยุทธ์ธุรกิจส าหรับการแข่งขันในแต่ละธุรกิจ (พักตร์ ผจง วัฒนสินธุ์ และพสุ เต
ชะรินทร์ 2545)
ั
ุ
กลยุทธ์ระดับธรกิจได้ถูกศึกษาคร้งแรกโดย Micheal E. Porter โดยนาเสนอ
แนวคิดว่าการ ด าเนนงานขององค์การจะมีทางเลือก 3 ทาง ได้แก่การเปนผู้นาด้าน
ิ
็
ต้นทุน การสร้างความแตกต่าง และ การจ ากัดขอบเขตของกลยุทธ์การก า หนดกล
ยุทธ์ระดับธุรกิจเปนการตอบค าถามของหนวยธุรกิจให้ได้ว่า “จะท าการแข่งขันโดย
่
็
สร้างความได้เปรียบเหนือคูแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างไร หรือด้วยวิธีการใด” จุดเริ่มต้น
่
ิ
ของการด าเนนงานด้านกลยุทธ์ระดับธุรกิจคือการพิจารณาว่าองค์การอยูในธุรกิจใด
่
่
เพือแบ่ง ส่วนของธุรกิจให้มีความชัดเจน กิจกรรมต่างๆ ของธุรกิจจะกระท า โดย
่
หนวยธุรกิจทางกลยุทธ์ (Strategic Business Unit: SBU) ดังนั้น หนวยธุรกิจทางกล
่
่
่
ยุทธ์จึงหมายถึงหนวยปฏิบัติทีรับผิดชอบในการวางแผน ผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการ
่
แต่ละประเภทขององค์กรเพือให้การด าเนนงานสามารถเข้าถึงกลุ่มเปาหมายได้เมือ
้
ิ
่
เทียบการแข่งขันของคูแข่งขันโดยทั่วไป การพิจารณาเพือก าหนดกลยุทธ์ในระดับ
่
่
่
ั
ธุรกิจนั้น จะต้องพิจารณาปจจัยทีส าคัญ 6 ประการ คือ
31
การพิจารณาเพือก าหนดกลยุทธ์ในระดับธุรกิจนั้น จะต้องพิจารณา
่
่
ปจจัยทีส าคัญ 6 ประการ
ั
่
่
1. คูแข่งขัน (Competitor)องคก์รต้องระบุได้ว่าใครคือคูแข่งขัน
2. ราคาของสินค้าและบริการ (Price) ราคาของสินค้าและบริการของ
็
่
องค์การทีเสนอควรก าหนดไว้เหมือนกัน หรือเปนไปในทิศทางเดียวกัน
้
3. ลูกค้าเปาหมาย (Customer) องค์กรต้องสามารถระบุได้ว่าใครคือลูกค้า
็
4. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (Quality) เปนการก าหนดความแตกต่างของ
่
คุณภาพเพือสามารถอธิบายถึงผลิตภัณฑ์ขององค์กรได้
่
่
่
5. ความสัมพันธ์กับหนวยธุรกิจอืน (Relations) หนวยงานในองค์กรอาจมี
้
่
่
หลายหนวยกลยุทธ์ ระดับธุรกิจ ซึงหนวยกลยุทธ์ระดับธุรกิจเหล่านีควรมี
่
ความสัมพนัธ์กัน เพือความสอดคล้อง ในการก าหนดกลยุทธ์ระดับองคก์ร
่
็
6. การไม่ลงทุนหรือการเลิกด าเนินการ (Divestment or Liquidation) เปน
่
การตัดสินใจด าเนินกลยุทธ์จัยหรือทรัพยากรทีมีในองค์การเพือให้การ
่
่
้
ด าเนินธุรกิจประสบผลส าเร็จตามเปาหมายขององค์การทีตั้งไว้หาก
่
ผลิตภัณฑ์และบริการของแต่ละหนวยธุรกิจไม่สามารถด ารงอยูได้ควรเลิก
่
ลงทุน
32
ื
ี
โมเดลกลยุทธ์การแข่งขันเพอสร้างความไดเปรยบ
้
่
่
การก าหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจสามารถใช้โมเดลกลยุทธ์การแข่งขันเพือสร้างความ
ได้เปรียบ โดยมีจ านวน 4 โมเดล ได้แก่
1. กลยุทธ์การแข่งขันของพอตเตอร์ (Micheal E. Porter) กลยุทธ์ในระดับ
ธุรกิจอาจจะก าหนดได้จากการท า SWOT Matrix หรืออาจพิจารณาจากกลยุทธ์
ทางการแข่งขันของ Michael E.Porter ก็ได้ ซึงประกอบด้วย 3 ลักษณะคือ (เกริกยศ
่
ชลายชเดชะ 2546 ;อนิวัช แก้วจ านง 2551 ;วิชิต อู่อ้น 2548 ; ณัฐพันธ์ เขจรนันทน
์
2552)
็
้
้
้
็
2. กลยุทธ์การเปนผูนาดานตนทุน (Cost leadership strategy ) เปนกลยุทธ์
้
ิ
่
ขององค์กรทีมีตลาดเปาหมายกว้าง โดยการสร้างประสิทธิภาพในการด าเนนงาน ใน
่
ขณะเดียวกันก็มุ่งเนนการเสนอสินค้าและบริการด้วยต้นทุนทีต ากว่าคูแข่งขัน ท าให้
้
่
่
่
่
องค์กรมีก าไรสูงขึนและสามารถอยูรอดได้ในสถานการณ การแข่งขันทีรุนแรง กลยุทธ์
์
้
่
่
็
นีจะเปนกลยุทธ์ทีหลีกเลียงการด าเนนการของธุรกิจทีจะก่อให้เกิดต้นทุนการผลิตที ่
่
้
ิ
สูงขึน เช่น การพัฒนาและการวิจัย การส่งเสริมการขายทีสินเปลือง และการโฆษณา
้
่
้
ตัวอย่างของกลยุทธ์การเปนผู้นาด้านต้นทุน เช่น การนาสมุนไพรพืนบ้านมาใช้แทนยา
็
้
่
ั
แผนปจจุบันทีมีราคาแพง
33
3. กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ (Differentiation strategy)
็
่
เปนกลยุทธ์ที เสนอผลิตภัณฑ์ทีดีกว่าให้กับผู้บริโภคหรือผู้ซือ โดยการสร้างความแตกต่าง
่
้
่
่
ของผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีลักษณะทีโดดเด่นแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อืน ส าหรับความ
แตกต่างในเชิงการแข่งขันมีประเด็นส าคัญทีผู้บริหารต้องค านงถึง ได้แก ความแตกตางด้าน
่
ึ
่
่
การออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านการอ านวยความสะดวก คุณภาพและบริการ ด้านภาพลักษณและ
์
่
็
ชือเสียงของกิจการ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านการผลิต เปนต้น ความแตกต่างเหล่าน ี ้
่
แม้ว่า อาจท าให้สินค้าและบริการมีราคาสูงกว่าคูแข่งขันแต่ก็ยงัสามารถสร้าง ความพึงพอใจ
ื
่
่
่
ให้กับลูกค้าได้เนองจากลูกค้า เชือมั่นในคุณภาพหรือคุณค่าทีได้รับ ตัวอย่างของกลยุทธ์การ
่
่
สร้างความแตกตางของผลิตภัณฑ์เพือสร้างความได้ปรียบในการแข่งขัน
ี
้
็
4. กลยุทธ์ท่มุ่งเนนการตอบสนองตลาดเฉพาะส่วน (Focus strategy ) เปนกล
้
่
ยุทธ์ทีเนนการเจาะตลาดกับลูกค้าเฉพาะหรือผู้รับบริการในบางกลุ่มทีมีความต้องการพิเศษ
่
( Niche market ) องค์กรต้องสามารถออกแบบสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับตลาด
่
่
่
เปาหมายทีเลือก เพือสร้างความพึงพอใจให้กับตลาดนั้นมากกวาคูแข่งขัน องค์กรทีเลือกใช้
้
่
้
กลยุทธ์นต้องไม่พยายามสร้างความแตกตางให้เกิดขึนในหลายตลาดแตควรมุ่งเนนเฉพาะ
่
่
ี
้
้
้
่
ิ
ตลาดเดียวเท่านั้น เมือองค์การมีความช านาญมากขึนจึงค่อยท าการขยายการด าเนนงานไปสู ่
่
ตลาดอื่นตอไป โดยทั่วไปกลยุทธ์การมุ่งตอบสนองเฉพาะกลุ่มจะพิจารณาจาก
่
1) กลุ่มของลูกค้าทีนาสนใจ
่
่
่
2) ลักษณะตลาดทีธุรกิจสามารถดึงส่วนแบ่งมาจากคูแข่งขัน และ
3) มีการแบ่งส่วนของตลาดสินค้าอย่างชัดเจน
34
่
้
์
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์นีไม่เหมาะกับองค์กรทีมีประสบการณใน
้
่
การด าเนินงานนอย มีเงินทุนต า และเปนองค์กรขนาดเล็ก ตัวอย่างกล
็
ยุทธ์การมุ่งตอบสนองเฉพาะกลุ่ม เช่น การจัดบริการดูแลผู้สูงอายุ การ
็
ผลิตอุปกรณปองกันอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ เปนต้น
์
้
่
ภาพที 2.1 กลยุทธ์ระดับธุรกิจจ าแนกตามความได้เปรียบทางการแข่งขันและ
ขอบเขตในการแข่งขัน
35
่
บริษัทควรจะเลือกใช้แกนกลยุทธ์ประเภทใดประเภทหนึงโดยเฉพาะที ่
่
่
่
เหมาะสมกับตนเองทีสุด และหลีกเลียงการใช้หลายกลยุทธร่วมกัน หรือเลียง
่
่
การกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึงครึงๆ กลางๆ เพราะจะท าให้บริษัทอาจจะไม่
สามารถตอสู้กับคูแข่งขัน ทีมีความสามารถโดยเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิผล
่
่
่
กลยุทธ์การแข่งขันส าหรับต าแหน่งต่างๆ ในการแข่งขัน
้
1. กลยุทธ์ผูนาตลาด (market leader strategies) ผู้นาตลาดหมายถึง
ธุรกิจทีสร้างปรากฏการณหรือสร้างนวัตกรรมทีโดดเด่น และนาสินค้าเข้าสู ่
์
่
่
่
่
ตลาดหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ ก่อนตราสินค้าอืนทีขายสินค้าเหมือนตน แต ่
คุณสมบัติไม่เหมือน เช่นพูดถึงสาหร่าย ต้องนึกถึง “เถ้าแก่นอย” เพราะนา
้
สินค้าสาหร่าย ทอดมาสร้างตราสินค้าโดยนาข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ก่อนตรา
่
่
็
อืนๆ หรือ I-Phone เปนผู้นาตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (smartphone) ที มี
ลูกเล่นและ application ทีสามารถท าให้ผู้ใช้ประทับใจ ทั้งนีผู้นาตลาดมักถูกผู้
้
่
็
่
ท้าชิงแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาด ซึงธุรกิจทีเปนผู้นา ตลาดต้องก าหนด
่
ุ
นโยบายและกลยุทธ์การตลาดทีมีวัตถประสงค์หลักคือรักษาต าแหนงของการ
่
่
เปนทีหนึงในตลาดไว้ให้ได้กลยุทธ์การเปน ผู้นาตลาดได้แก่ การขยายตลาด
่
็
่
็
้
โดยรวม และการปองกันส่วนแบ่งทางการตลาด
36
้
ี
การขยายการตลาดโดยรวมของผูนาตลาด (expending total market) ม
3 วิธ
ี
้
้
้
1. ผูใชรายใหม่ (new users) เช่น การเพิ่มกลุ่มเปาหมาย ส าหรับกลุ่มที ่
บริษัทยังไม่เคยท าตลาด เช่น ยาสระผมแพนทีน กลุ่ม เปาหมายหลักคือ
้
ผู้หญิงวัยท างานอาจสามารถเพิ่มกลุ่มเปาหมายใหม่ได้เช่นกลุ่มวัยรุ่นหรือการ
้
้
เพิ่มกลุ่มเปาหมายใหม่ตามภูมิศาสตร์ เช่น สินค้าฮีตเตอร์ (อุปกรณท าความ
์
ร้อน) เคยส่งคณะพนักงานขายไปท าตลาดโซนอตสาหกรรมภาคตะวันออก
ุ
้
หากอยากเพิ่มกลุ่ม เปาหมายใหม่ต้องสร้างคณะพนักงานขายลงไปยังเขต
่
็
อุตสาหกรรมภาคอืนๆ เปนต้น
้
ี
2. วิธการใชใหม่ (new uses) ตลาดสามารถขยายตัวโดย การคิดค้น
วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์แบบใหม่ๆ และนาเสนอแก่ลูกค้า ตัวอย่างทีเห็นได้ชัดคือ
่
นายาอุทัยทิพย์ทีใช้ผสมนาดื่มเพิ่มความ สดชืน ด้วยการดัดแปลงของผู้บริโภค
้
้
่
่
้
นามาทาริมฝปาก ท าให้ บริษัทโอสถสภาได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์นายาอุทัยทิพย์
ี
็
้
็
เปนตรา ยูทิพย์ลิปสีแบบนา ขายดีในกลุ่มวัยรุ่น เปนต้น
่
้
์
3. การเพิมประโยชนใชสอย (more usage) โดยการเพิ่ม ประโยชนใช้
์
้
่
่
้
้
สอยหรืออัตราการใช้ให้บ่อยขึนหรือถีขึน เช่น นายาบ้วนปาก จะมีการสือ
่
โฆษณาบอกถึงประโยชนของการบ้วนปาก หลังแปรงฟนทุกครั้ง เมือมีความถี ่
์
ั
้
้
ในการใช้ผลิตภัณฑ์มากขึนย่อม ท าให้สินค้าขายได้ยอดเพิ่มขึน
37
้
การปองกันส่วนแบ่งตลาด (defending market share) ธุรกิจทีเปนผู้นาตลาด
็
่
่
่
่
่
่
ยากทีจะหลีกเลียงการโจมตีของคูแข่งขัน โดยเฉพาะคูแข่งทีมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ
้
่
้
รองๆ ลงมา ซึงวิธีปองกัน จะมีดังต่อไปนี กลยุทธ์การปองกันของผู้นาตลาด ( De-
้
้
fense strategies ) แบ่งออกได้อีก 6 วิธีดังนี (Kotler,2003,258-264, อ้างถึงใน สุวิมล
แม้นจริง, 2546)
้
1. การปองกันต าแหน่ง (Position defense) ท าได้โดยการ สร้างตราสินค้าให้
เหนือกว่าในทุกด้าน รวมถึงการโฆษณาแบบ Above The Line เช่น การโฆษณาผ่าน
์
โทรทัศนวิทยุ นิตยสาร และแบบ Below The Line เช่น การตลาดทางตรงต่างๆ การ
้
้
โทรศัพท์หาลูกค้า การสกรีนเสือแจกลูกค้าหรือให้พนักงานใส่เสือ ตราสินค้าของบริษัท
่
่
็
หรือองค์กรเพือเปนการประชาสัมพันธ์ตรา สินค้าอีกรูปแบบหนึง
้
้
็
่
2. การปองกันดานข้าง (Flank defense) เช่น หากเปน สินค้าทีจ าหนาย
่
ช่องทาง Modern Trade หรือห้างสรรพสินค้า ต่างๆ บริษัทอาจท าตลาดด้วยการ
ปองกันด้านข้างโดยเพิ่มพืนที ขายในห้างโดยการเพิ่มสายผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่มรสชาติ
้
้
่
เพิ่ม ลักษณะบรรจุภัณฑ์ (packaging) หลายรูปทรง เพิ่มขนาดบรรจุ ให้มีหลาย
ทางเลือก เปนต้น
็
้
้
3. การปองกันโดยการรุกก่อน ( Preemptive defense ) วิธี การนีคือต้องรู้จุด
แข็งของคูแข่งและท าการตลาดเชิงรุกก่อนคูแข่ง
่
่
38
้
4. การปองกันโดยการรุกกลับ (Counteroffensive defense) ในโลกธุรกิจ
เราอาจคิดว่าเราวางแผนไว้ดีแล้วจะต้องเปน ผู้รุกตลาดก่อน แต่ส าหรับการตลาด และ
็
้
พฤติกรรมผู้บริโภคเรา อาจไม่สามารถคาดการณล่วงหนาได้เช่นการตัดราคาการ
์
จัดการ ส่งเสริมการจ าหนายอย่างเข้มข้นรุนแรง หรือการเลียนแบบและ ขายถูกกว่า
่
ั
ั
้
วิธีการปองกันโดยการรุกกลับเหมือนกับกลยุทธ์ ตาต่อตาฟนต่อฟนและผู้บริหารต้อง
ประเมินจุดยืน(positioning) ของตราสินค้าของตนก่อน เพราะหากบริษัทมีลูกค้าทีภักดี
่
่
กับ บริษัทอยูอย่างเข้มแข็งแล้ว และประเมินได้ว่าการลดแลกแจกแถม ของคูแข่งจะไม่
่
่
็
มีผลกระทบต่อยอดขาย บริษัทก็ไม่จ าเปนต้องโต้ กลับคูแข่ง เพราะจะท าให้คุณค่าตรา
สินค้าตกลง ในทางกลับกัน หากประเมินแล้วยังไม่สามารถท าให้ลูกค้าภักดีต่อบริษัท
้
หรือ ประเมินแล้วพบว่า ลูกค้ามาซือซ ากับบริษัทเพราะการส่งเสริมการ จ าหนาย ใน
่
้
้
้
สถานการณเช่นนีก็ต้องใช้กลยุทธ์การปองกันโดยการ รุกกลับแบบสงครามราคา (red
์
ocean)
ื่
้
ี่
้
5. การปองกันแบบเคลอนท (Mobile defense) เปนการ ปองกันการโจมตี
็
่
่
่
ของคูแข่งโดยการเปลียนแปลงหรือเคลือนไหว กลยุทธ์ต่างๆ ทางการตลาดอยูเสมอ
่
่
ั
่
โดยเคลือนทีแบบ360 องศา เช่น การแข่งขันระหว่างเครือข่ายโทรศัพท์ในปจจุบัน AIS
็
่
DTAC และTrue จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเปนโฆษณา การส่งเสริมการจ าหนาย การบริการ
่
ลูกค้า แม้กระทั่งการขาย ทั้ง 3 ตรา มีการปองกันตัว เองแบบเคลือนที โดยท าทุก
่
้
์
อย่างมิให้คูแข่งคาดการณแผนในการ ครองใจผู้บริโภค เพราะหากเกิดความไม่พึง
่
่
พอใจในบริการของ ธุรกิจนีผู้บริโภคมีสิทธิเปลียนเครือข่ายได้ตลอดเวลา
้
39
้
6. การปองกันโดยการหดตัว (Contractiondefense) หรือ เรียกว่าเปนการ
็
่
ี
ถอนทุนคือการยกเลิกผลิตภัณฑ์อ่อนแอเช่นตั้งแต่ ปพ.ศ. 2542 ทีเปนยุคบุกเบิกชา
็
เขียวแบบขวดโดยตราโออิชิต่อ มาบริษัทหลายแห่งส่งชาเขียวแบบขวดมาแข่งขันใน
ตลาดร่วมกับ โออิชิแต่ด้วยปญหาจากราคาขาย และความอิ่มตัวของผู้บริโภค ท าให้
ั
่
หลายบริษัททีผลิตชาเขียวแบบขวดมาแข่งขัน แต่ตราสินค้า หลายตราไม่แข็งแรงใน
ตลาดต้องออกจากตลาดไป
40
้
้
่
กลยุทธ์ผูทาชิงตลาด (market challenger strategies) ผู้ท้าชิง คือผู้ตามทีมี
่
ุ
ส่วนแบ่งตลาดรองลงมาจากผู้นา วิธีการคือ ต้องก าหนดวัตถประสงค์เพือให้พนักงาน
่
ทีมงานได้ ตระหนักถึงจุดมุ่งหมายในการท าการตลาดทีส าคัญคือก าหนดคูแข่งขัน กล
่
่
่
ยุทธ์ทีใช้ได้ส าหรับผู้ท้าชิงคือ การใช้กลยุทธ์ต้นทุนต า หรือกลยุทธ์การสร้างความ
์
่
่
แตกต่างให้กับตราสินค้าหรือการให้สิทธิ ประโยชนเพือความได้เปรียบทางการค้าเมือ
่
เทียบกับคูแข่งขัน ส าหรับกลยุทธ์โจมตีคูแข่งขันนั้นแบ่งออกได้เปน 5 ประเภท คือ
็
่
้
้
ี
็
1. การโจมตดานหนา ( Frontal attack ) เปนวิธีการนาเสนอ ผลิตภัณฑ์ราคา
่
็
่
การส่งเสริมการจ าหนาย และช่องทางเช่นเดียว กับคูแข่ง เปนวิธีการโจมตีซึงหนา
้
่
้
ี
2. การโจมตดานข้าง (Flank attack) เปนการเพิ่มสาขาที จ าหนาย หรือเพิ่ม
่
็
่
ผลิตภัณฑ์ทีผู้นาไม่ช านาญ
่
ี
ี
3. การโจมตแบบตโอบ (Encirclement attack) เปนการ 132 Executive
็
้
Journal โจมตีรวมทั้งด้านหนาและด้านข้าง ทั้ง 2 วิธีให้คูแข่งสับสนและ ตามไม่ทัน แต่
่
้
วิธีการแบบนีจะใช้ได้ผลดีในกรณีทีต้องมีทุนและ ทรัพยากรเพียงพอ
่
41
ี
้
4. การโจมตทางออม (Bypass attack) ท าได้ 3 วิธีคือ 1) การนาเสนอ
่
่
ผลิตภัณฑ์ทีไม่มีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ เดิมการขยายตัวเพือเพิ่มรายได้หรือเพิ่ม
การให้บริการลูกค้า เช่น การที True เปด True coffee มิได้ขายกาแฟและเครืองดืม
ิ
่
่
่
ุ
อย่าง เดียวยังมีการให้บริการจ่ายค่าโทรศัพท์และอื่นๆ รวมถึงการซือ อปกรณเสริม
้
์
ต่างๆ เปนต้น 2) การขยายตัวไปสูตลาดใหม่หรือในเขตภูมิภาคอื่นๆ 3) การก้าว
็
่
่
่
กระโดดไปสูเทคโนโลยีใหม่ๆ แทนทีเทคโนโลยี เดิม เช่น การพัฒนาลูกเล่นโทรศัพท์
ของ Samsung
ี
็
่
5. การโจมตแบบกองโจร ( Guerrilla attack ) เปนกลยุทธ์ ทีนามาใช้ในธุรกิจ
เล็กเพือปะทะกับธุรกิจใหญ เช่น การใช้เครือ ข่ายทางสังคม( Social network ) เช่น
่
่
่
เว็บบล็อก หรือพันทิป กอง โจรในอินเทอร์เนตแบบนีมีผลต่อการโจมตีคูแข่งพอสมควร
็
้
้
การใช้ เครือข่ายทางสังคมในลักษณะนแม้แต่เสียงเดียวก็มีผลมากต่อทัศนคติของคน
ี
่
่
ส่วนใหญ เพราะใช้การเขียนแบบบรรยายความรู้สึกส่วนตัวทีเคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ
42
ื
การเลอกกลยุทธ์การโจมตเฉพาะอย่าง ( Choosing a specific attack strate-
ี
ี
gy ) มี 9 แบบ ดังน (Kotler,2003,268-269, อ้าง ถึงใน สุวิมล แม้นจริง, 2546)
้
้
1. การใหส่วนลดราคา (price discount) เพราะผู้ซือมี ความอ่อนไวตอราคา กล
่
้
ี
่
่
้
ยุทธ์นมักได้ผลเสมอ แม้คุณภาพสินค้า จะด้อยกว่าคูแข่ง ( Krishhamurtri, อ้างถึงใน ชืน
จิตต์แจ้งเจนกิจ, 2546)
่
ี
่
2. การตั้งราคาผลิตภัณฑ์ทต ากว่า (lower price goods) นาเสนอผลิตภัณฑ์ทีมี
่
่
่
่
่
คุณภาพใกล้เคียงหรือต ากว่าในราคาทีต ากว่าคูแข่งมาก
ื
ี
่
ี
่
ี
3. ผลิตภัณฑ์ทมชอเสยง (prestige goods) นาเสนอ ผลิตภัณฑ์ทีมีคุณภาพสูง
่
และราคาสูง
4. การขยายผลิตภัณฑ์ (product proliferation) เปนการ นาเสนอผลิตภัณฑ์
็
่
ใหม่ทีหลากหลายให้กับตลาด เพือเปนทางเลือก ให้กับกลุ่มลูกค้า
่
็
็
5. วัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ( Product innovation) เปนการเสนอสิ่งใหม่ๆ ออกสู ่
ตลาด
้
6. การปรับปรุงการใหบริการ (Improved services) ผู้ท้า ชิงสามารถปรับปรุง
การให้บริการทีเหนอกว่าคูแข่งได้หากยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหนือกว่าคูแข่ง
่
ื
่
่
ได้
7. นวัตกรรมการจัดจ าหน่าย (Distribution innovation) เปนการพัฒนาหรือหา
็
ช่องทางจัดจ าหนายใหม่ๆ ขึนมา เช่น ช่อง ทางขาย E-commerce Facebook Youtube
่
้
43
้
8. การลดตนทุนการผลิต (manufacturing cost reduction) กลยุทธ์นีมีข้อ
้
่
่
ควรระวังเรืองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หากลดต้นทุนจนคุณภาพเปลียน หมายถึง
่
้
่
่
ยอดขายทีตกต าไม่คุ้ม กับการได้มาของก าไรทีคาดว่าจะเพิ่มขึน
้
้
9. การส่งสริมการตลาดดวยการโฆษณาอย่างเขมขน ( Intensive adver-
้
่
tising promotion ) คือการเพิ่มโฆษณาเพือดึงดูด ความสนใจของผู้บริโภค แต่บริษัท
ต้องค านวณงบประมาณของ บริษัทอย่างระมัดระวัง เพราะยอดขายจะเพิ่มตาม
โฆษณาทีผ่าน สือ แต่หากหยุดการโฆษณา ยอดขายจะตกลงเช่นกัน ดังนั้นต้อง เทียบ
่
่
ความคุ้มค่าว่ก าไรทีได้กลับมาคุ้มกับทีเสียไปหรือไม่
่
่
44
้
่
กลยุทธ์ของผูตามทางการตลาด (market follower strategies) คูแข่งขันในอับ
่
ดับรองๆ ทีมีสัดส่วนของส่วนแบ่ง การตลาดไม่มากนัก นิยมเลือกกลยุทธ์การเปนผู้ตาม
็
ี
้
มากกว่า ผู้ท้าชิง ส่วนมากใช้วิธีดังน 1) วิธีการเลียนแบบนวัตกรรมตามแบบของผู้นา
่
่
ตลาด 2) การตัดราคาให้ต ากว่า 3) การหาข้อได้เปรียบของบริษัทตนเองและนาเสนอสิ่งที
เปนจุดเด่น
็
้
็
1. กลยุทธ์ของผูเจาะตลาดส่วนเล็ก (Market nicher strategies) เปนธุรกิจที ่
ประสบความส าเร็จในการสร้างจุดเด่น ของตนเอง เช่น ผลิตภัณฑ์นมบริษัทดูเม็กซ์จ ากัด
็
่
(ม.ป.ป.) เจาะ ตลาดนมส าหรับเด็กดูเม็กซ์เปนหนึงในกลุ่มบริษัทดานอน ซึงได้รับ การจัด
่
่
่
ิ
็
อันดับโดย “นตยสารฟอร์จูน” ให้เปนหนึงใน 500 บริษัทที ประสบความส าเร็จมากทีสุดใน
่
้
้
่
่
ด้านอาหารเพือสุขภาพโดยมุ่งเนน ผลิตภัณฑ์ทีท าจากนม นาดื่ม และโภชนาการส าหรับ
่
็
่
เด็ก กลุ่มบริษัทดานอนมีส านักงานใหญอยูในกรุงปารีส ไม่ว่าจะเปนผู้นาหรือผู้ท้าชิงใน
้
่
ึ
ตลาด และจะใช้กลยุทธ์ ปองกันหรือโจมตีคูแข่งขัน สิ่งทีต้องค านงคือ ศักยภาพของบริษัท
่
่
ในทุกด้านไม่ว่าจะเงินทุน พนักงาน สมรรถนะ ทรัพยากรตางๆ ของบริษัท ( Hitt, Ire-
่
์
่
land, & Hoskisson, 2007, อ้างถึงใน พิพัฒน นนทนาธรณ, 2553) สิ่งทีดีทีสุดในการท า
์
การตลาด คือการท าสินค้าให้ขายได้ด้วยตัวของสินค้าเอง ท าให้ลูกค้าติดใจและพอใจ ใน
็
ผลิตภัณฑ์ท าให้สินค้าตอบโจทย์และแก้ปญหาให้ลูกค้าอย่างได้ ผลเปนกลยุทธ์ทียั่งยืน
่
ั
่
ทีสุดบริษัทต้องมุ่งความสนใจไปยังลูกค้าให้ สมดุลกับการมุ่งเพือชนะคูแข่งขัน มิใช่
่
่
่
แข่งขันจนลืมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพือลูกค้า ทีส าคัญมีหลายธุรกิจทีส าเร็จเพียงแค่ให้บริการ
่
่
ื
่
็
ทีเหนอกว่า นั่นแสดงว่าให้ความส าคัญกับความ รู้สึกและการรับรู้ของลูกค้าเปนส าคัญ ค า
่
์
์
กล่าวทีว่า “ความส าในอดีตมิได้รับประกันความส าเร็จใน อนาคต” (พิพัฒนนนทนาธรณ,
2553)
45
่
นั้นยังใช้ได้ดี เสมอ เพราะยุคสมัยเปลียน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลียน เพราะฉะนั้น
่
ั
์
่
กลยุทธ์การแข่งขันทีดีคือผู้บริหารต้อง เปลียนแปลงให้ทันตามสภาวการณในปจจุบัน
่
ต าแหน่งในการ
แข่งขัน ผูนา ผูตาม
้
้
ส่วนแบ่งทาง
การตลาด ผูนาตลาด ผูทาชิงในตลาด ผูตามตลาด ผูเจาะตลาดส่วนเล็ก
้
้
้
้
้
- การมุ่งตลาดเฉพาะ
กลยุทธ์ทใช ้ ขยายตลาดโดยรวม เช่น ผู้ท้าชิง - การลอกเลียนแบบ ส่วน
ี่
- เพิ่มผู้ใช้รายใหม่ 1.กลยุทธ์โจมต ี - การตัดราคา - การเปนผู้เชียวชาญใน
่
็
- การหาข้อ
- วิธีการใช้ใหม่ๆ - การโจมตีด้านหนา ได้เปรียบ ด้านต่างๆ
้
- เพิ่มประโยชนใช้สอย - การโจมตีด้านข้าง
์
- การโจมตีแบบตีโอบ
ปองกันส่วนแบ่งตลาด - การโจมตีทางอ้อม
้
- การปองกันต าแหนง - การโจมตีแบบกองโจร
่
้
- การปองกันด้านข้าง
้
2. กลยุทธ์โจมตเฉพาะ
ี
- การปองกันโดยการรุกก่อน อย่าง
้
- การปองกันโดยการรุกกลับ - การให้ส่วนลด
้
่
- การตั้งราคาผลิตภัณฑ์ต า
- การปองกันแบบเคลื่อนที ่ กว่า
้
- การปองกันโดยการหดตัว - ผลิตภัณฑ์ทีมีชื่อเสียง
้
่
- การขยายผลิตภัณฑ์
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่
- การปรับปรุงการให้บริการ
- นวัตกรรมการจัดจ าหนาย
่
- การลดต้นทุนการผลิต
- การส่งเสริมการตลาดด้วย
การโฆษณาอย่างมาก
่
ตารางที 1 กลยุทธ์ส าหรับผู้นาและผู้ตามในตลาด ทีมา : สุวิมล แม้นจริง (2546, 419)
่
46
กลยุทธ์การปรับตัวของไมล์สและสโนว์ ( MILES AND SNOW’S
STRATEGIC TYPOLOGIES)ส าหรับ กลยุทธ์การปรับตัวของไมล์สและสโนว์
็
้
่
่
เพือรับตอการแข่งขัน จะถูกแบ่งออก เปน 4 กลยุทธ์ดังนี
่
ทีมา : สุวรรณี อนันตสายนนท์
้
กลยุทธ์การปองกัน ( Defender) กลยุทธ์การแสวงหา(Prospector)
็
้
้
มุ่งเนน และ ให้ความส าคัญกับประสิทธิภาพ เปนการค้นหาตลาด ผลิตภัณฑ์และ บริการใหม่ เนน
ภายในองค์กรทีมีอยูในปจจุบัน ให้เกิดการเปลียนแปลงใหม่ๆ แต่ท าให้สูญเสีย
ั
่
่
ประสิทธิภาพในตลาด ผลิตภัณฑ์ และ บริการ
MILES AND SNOW’S STRATEGIC TYPOLOGIES
้
้
้
กลยุทธ์ผูวิเคราะห์ (Analyzer) กลยุทธ์ผูตอบโต (Reactor)
การรักษาความมั่นคงส าหรับ ตลาดและ ผู้ตอบโต้จะ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หลังจากได้พิจารณา
้
ผลิตภัณฑ์ ผ่านการจัดโครงสร้างของงานและ ถึงเหตุทีเกิดขึนแล้ว แต่ ผู้บริหารระดับสูงจะไม่
่
ธุรกิจ โดยด าเนนงานประจ าให้มีประสิทธิภาพ สามารถทีจะท าการวางแผนระยะยาวได้
ิ
่
สูงสุด
47
ี
กลยุทธ์วงจรชวิตผลิตภัณฑ์
วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ( Product Life Cycle หรือ PLC) เปนทฤษฎีของ Kotler
็
ทีแสดงให้เห็น 4 ขั้นจองการเติบโตส าหรับยอดขาย และ ก าไรในช่วงเวลาที ่
่
ต่างกัน
ี่
ขั้นท 1 : ขั้นแนะนา (Introduction)
็
เปนขั้นเริ่มต้น ทีเพิ่งนาสินค้า และ บริการเข้าสูตลาด ท าให้บริษัท ยังมี
่
่
ยอดขายต า ต้นทุนสูง การบริการจัดการ ยังไม่สามารถท าเต็มที แต่เริ่มมีแนว
่
่
ส่งเสริมการตลาด แต่สินค้ายังไม่โดดเด่น
48
ี
่
่
ขั้นท 2 : เจริญเติบโต ( Growth)เปนช่วงทีสินค้าและบริการ ผ่านช่วงแนะนามาแล้ว
็
่
ท าให้มียอดขายเพิ่มขึน ส่งผลให้มีก าไรเพิ่มขึน มีช่องทางจ าหนายมากขึน มีสินค้า
้
้
้
่
และบริการออกมาเยอะขึน ต้นทุนลดลง แต่ มีคูแข่งเข้ามาในตลาด
ี
ี
่
่
่
ขั้นท 3 : เจริญเติบโตเต็มท ( Maturity) อยูในช่วง อิ่มตัว มี ก าไร และ ยอดขาย
้
้
้
เพิ่มขึน มีการปรับปรุงสินค้า มีการปรับราคาให้เข้ากับกลุ่มเปาหมายมากขึน มองหา
วิธีการขายให้มากกว่าคูแข่ง เนืองจากมีคูแข่งเข้ามามาก
่
่
่
ี่
ขั้นท 4 : ตกต ่า ( Decline) ในขั้นนี ยอดขาย และ ก าไรลดลง ท าให้ลดค่าใช้จ่ายให้
้
่
เหลือเฉพาะค่าใช้จ่ายส าคัญๆไว้เท่านั้น แต่คูแข่งก็ลดลงเช่นกัน
49
ี
บทท 3 การจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับปฏิบัติการ
่
(Functional Strategy)
ุ
็
่
เปนกลยุทธ์ทีใช้ก าหนดวิธีการในการสนับสนนกลยุทธ์ในระดับธุรกิจ
่
โดยเปนกลยุทธ์ทีเกียวข้องกับงานย่อยๆ ภายในองค์กร หรืองาน
็
่
่
่
ประจ าวัน ทีจัดท าเพือให้มั่นใจว่าองค์กรก าลังมุ่งไปสูเปาหมาย เปนฐาน
้
่
็
ล่างสุดของการจัดท ากลยุทธ์ แต่ก็เปนสิ่งทีมีความส าคัญเปนอย่างมาก
่
็
็
้
เพราะเปนตัวชีขาดความส าเร็จหรือล้มเหลวในการท าธุรกิจ เปนการ
็
็
่
่
้
้
่
่
้
ท างานตามภาระหนาทีเพือให้บรรลุเปาหมายซึงเชือมโยงกับเปาหมาย
ของกลยุทธ์ระดับธุรกิจและระดับองค์กร บางภาระหนาทีจัดเปนสายงาน
้
็
่
็
่
หลัก (line) ในขณะทีบางภาระหนาทีจัดเปนสายสนับสนน (staff) การ
้
ุ
่
ก าหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาหรือก าหนดวิธีการท างานของหนวยงานย่อย
่
็
้
ุ
่
เหล่านีก็เพือสนับสนนกลยุทธ์ในระดับธุรกิจทีก าหนดขึนแปนวิธีการหรือ
่
้
้
่
รูปแบบทีองค์กรนาไปใช้ในการด าเนินงานขององค์กร โดยมุ่งเนนทีการใช้
่
์
ทรัพยากรขององค์กรให้เกิดประโยชนสูงสุดในทุกกิจกรรมการด าเนินงาน
่
ของหนวยงานต่างๆ ภายในองค์กร โดยต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลสูงสุด
50
่
็
การก าหนดกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการจะเปนการก าหนดกลยุทธ์เพืออ านวย
ความสะดวกต่อการก าหนดกลยุทธ์ในระดับองค์กรและธุรกิจ โดยมีข้อแตกตาง
่
้
จากกลยุทธ์ทั้ง 2 ระดับ ดังนี (เกริกยศ ชลายชเดชะ 2546; อนิวัช แก้วจ านง
2551; วิชิต อูอ้น 2548; ณัฐพันธ์ เขจรนันทร์ 2552 )
่
่
็
1. การก าหนดกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการเปนการก าหนดกลยุทธ์ทีใช้
ระยะเวลานอยกว่าการก าหนดกลยุทธ์ในระดับองค์กร
้
2. การก าหนดกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการจะมีลักษณะและมีการก าหนดทิศ
่
่
้
่
ทางการปฏิบัติงานทีเฉพาะเจาะจง และเนนในการปฏิบัติทีตอบสนองตอ
ความต้องการของลูกค้ามากกว่าการก าหนดกลยุทธ์ในระดับองค์กร
3. การก าหนดกลยุทธ์ระดับปฏิบัติการเปนการปฏิบัติหนาทีทีแท้จริงใน
้
็
่
่
องค์กร