3หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี
1 การลาเลยี งในพืช การแพร่ และออสโมซิส
2 เนือ้ เยอื่ ลาเลยี งน้าและเนอ้ื เย่อื ลาเลยี งอาหารของพชื
ใบเล้ยี งคูแ่ ละพชื ใบเลีย้ งเด่ียว
3 การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง การดารงชวี ติ
4 ความสาคัญของกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงตอ่ ของพชื
ส่งิ มชี วี ิตและสงิ่ แวดล้อม
5 การสืบพนั ธุ์และการตอบสนองตอ่ สง่ิ เรา้ ของพืช
6 ธาตุอาหารทม่ี ผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและ
การดารงชวี ิตของพืช
7 เทคโนโลยชี วี ภาพเพ่ือเพ่มิ ผลผลติ ของพชื ในทอ้ งถน่ิ
1. การลาเลียงในพชื การแพร่ และออสโมซิส
1.1 ส่วนประกอบของพืช
ดอก มหี น้าทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการสืบพันธุข์ องพชื
ใบ มหี น้าทห่ี ลกั คอื สรา้ งอาหารให้แก่พชื
ลาตน้ มีหนา้ ทหี่ ลัก คอื ชกู ่ิงและใบให้ได้รับแสงแดด
ราก มหี น้าทห่ี ลัก คือ ยดึ ลาตน้ ดูดนา้ และ
ธาตอุ าหารจากพนื้ ดนิ โดยใช้ขนราก
1.2 การลาเลียงในพืช ต้องมีการลาเลียงนา้ และธาตอุ าหารจากรากไปยังบรเิ วณทีม่ ีการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสง
หมวกราก • ขน ร า ก มีห น้ า ท่ี ดูด น้ า แ ล ะ
ธาตุอาหารจากดินบริเวณรอบ ๆ ราก
เข้าสตู่ น้ ไม้ ขนรากเป็นส่วนของเซลล์
ผิวรากทีย่ ่นื ออกไป มลี ักษณะเปน็ ขนสี
ขาวเส้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ 0.1
เซนตเิ มตร ลักษณะออ่ นนมุ่
ขนราก
ปลายราก
รากของมนั แกว
รากของแครอท รากของกล้วยไม้
• รากงอกลงดนิ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก มีหน้าท่ียึดลาต้นไว้กับดิน ยังดูดน้า
และธาตอุ าหารจากดิน พืชบางชนิดรากทาหน้าที่เก็บสะสมอาหาร เช่น มันแกว แค
รอท รากบางชนิดมีสีเขียว สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น รากพลูด่าง ราก
กล้วยไม้
1.3 การแพร่
• นา้ และธาตอุ าหารเคล่อื นที่เข้าสู่เซลลพ์ ชื ด้วยการแพร่
• การกระจายของอนภุ าคสารจากท่ีมคี วามเขม้ ขน้ มาก
ไปส่ทู ี่ซง่ึ มีความเขม้ ขน้ ของอนภุ าคของสารน้อย จนกระท่งั
อนุภาคของสารบรเิ วณท้งั สองมีความเข้มข้นเท่ากนั เรียกการกระจายน้ีวา่
การแพร่ (diffusion)
1.4 ออสโมซสิ • การแพร่ของน้าทมี่ คี วามเขม้ ข้นของสารละลายต่า ไปสู่
บรเิ วณทมี่ ีความเข้มขน้ ของสารละลายสูง โดยผ่านเย่ือเลอื กผา่ น
(semipermeable membrane) เราเรยี กกระบวนการแพร่ของน้าผ่าน
เยื่อเลอื กผา่ นนว้ี า่ ออสโมซิส (osmosis)
2. เน้อื เยือ่ ลาเลียงนา้ และเนือ้ เยอื่ ลาเลยี งอาหาร
ของพชื ใบเลย้ี งคูแ่ ละพืชใบเลี้ยงเด่ียว
เนอื้ เย่ือลาเลียงน้าหรือไซเลม็ (xylem)
ทาหนา้ ทีใ่ นการลาเลียงน้าและธาตุอาหารจากรากสูใ่ บ
เพือ่ สรา้ งอาหารโดยผา่ นกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง
เนือ้ เยอ่ื ลาเลยี งอาหารหรือโฟลเอม็ (phloem)
ทาหน้าที่ลาเลียงอาหารท่สี รา้ งจากใบไปเล้ียงเซลล์ทั่วลาต้นพชื
ลักษณะของเนอ้ื เย่ือลาเลียงน้าและเนอ้ื เยอื่ ลาเลียงอาหาร
ของรากพืชใบเลยี้ งคู่และพชื ใบเลีย้ งเดีย่ ว
เนอ้ื เยื่อลาเลยี งน้า
เนื้อเยอื่ ลาเลียงอาหาร
รากพืชใบเล้ยี งคู่
ขยายรากพชื ใบเล้ียงคู่
เน้ือเย่อื ลาเลยี งน้า รากพืชใบเลี้ยงเด่ยี ว
ขยายรากพืชใบเลีย้ งเดี่ยว
เน้อื เยือ่ ลาเลยี งอาหาร
ลักษณะของเนอื้ เยื่อลาเลยี งน้าและเนอื้ เยอ่ื ลาเลียงอาหารของลาต้นพชื ใบเล้ียงค่แู ละพืช
ใบเลยี้ งเด่ยี ว
เนอื้ เยอ่ื ลาเลยี งอาหาร ลาต้นพชื ใบเลี้ยงเดย่ี ว
เนือ้ เยื่อลาเลยี งนา้
ลาต้นพืชใบเล้ยี งคู่
3.1 ปจั จัยทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการลาเลยี งน้าของพืช
• การคายน้า หมายถึง การเคลื่อนที่ของน้าในพชื ออกสภู่ ายนอกในรูปของไอนา้ เกดิ ข้นึ ท่ปี ากใบ
พืชบก มีปากใบหนาแน่นบริเวณท้องใบ หรอื ด้านล่างของใบ
พชื ปร่มิ น้าหรอื พืชทม่ี ที ้องใบแตะนา้ มีปากใบเฉพาะด้านบนของใบ
พชื จมนา้ ไมม่ ปี ากใบ
2.2 ปจั จยั ทค่ี วบคมุ การคายนา้ ปจั จัยท่คี วบคมุ
การคายน้า
แสงสว่างทาให้ปากใบเปิดกว้าง การคายน้าจะเกดิ ขน้ึ ไดด้ ี
ความมดื ทาให้ปากใบปิด การคายน้าจะเกดิ ขึ้นไมไ่ ด้ แสงสวา่ ง
ถ้าอุณหภูมสิ ูงมากหรือต่ามาก ปากใบจะปิด การคายนา้ จะ อณุ หภูมิ
เกดิ ขน้ึ ไม่ดี เพราะถา้ อณุ หภูมิสูงพชื จะปิดปากใบ เนื่องจาก ความชนื้ ในอากาศ
การดูดน้าจากรากมปี ริมาณนอ้ ยกวา่ การคายน้าทางใบ
ถ้าความชนื้ สูง พืชจะคายนา้ ไดน้ ้อย
กระแสลมช่วยพัดพาไอนา้ ทีค่ ายออกมา กระแสลม
กระจายออกไปจากปากใบ ทาให้การคายน้าเกดิ ข้นึ ไดด้ ี
ถา้ ปรมิ าณนา้ ในดินมาก พชื คายนา้ มาก เมื่อแสงแดดจดั ปริมาณน้าในดนิ
3. การสงั เคราะห์ด้วยแสง ออกซเิ จน
นา้
พลังงานแสง
คาร์บอนไดออกไซด์
การเจริญเตบิ โตของพชื ตอ้ งการปัจจัยหลาย
ประการ เชน่ นา้ แสง ธาตุอาหาร
พชื สามารถสร้างน้าตาลซ่งึ จะเปลยี่ นเป็นแป้ง
เพอ่ื สะสมไว้ในเซลล์
เราเรยี กกระบวนการที่พชื สร้างน้าตาลวา่
กระบวนการ สังเคราะห์ดว้ ยแสง
ปัจจัยท่จี าเป็นในการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
เมอ่ื ความเขม้ แสงสงู ขึน้ แสง เมื่อความเข้มข้นของ
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
พชื จะสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้มาก แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ สงู ขึ้น อตั ราการสงั เคราะห์
ขึน้ แต่ถา้ แสงสว่างมากเกนิ ไป อาจ ดว้ ยแสงจะเพ่ิมขนึ้ โดยทั่วไป
ทาอันตรายตอ่ เนื้อเยื่อได้ ทาใหพ้ ืช
สงั เคราะห์-ดว้ ยแสงได้นอ้ ยลง ปริมาณ
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์แต่
ละบรเิ วณไมแ่ ตกตา่ งกันนัก
คลอโรฟิลล์
คลอโรฟลิ ล์เป็นสารทีช่ ว่ ยดดู น้า เมอ่ื พชื ขาดนา้ ปากใบจะปิด ทาให้
พลังงานแสงอาทิตย์ เพอ่ื นาไปใช้ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง
ในการเปล่ยี นแก๊ส เนือ่ งจากแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดไ์ ม่
คารบ์ อนไดออกไซด์และนา้ ให้ สามารถแพร่เข้าไปยงั เซลล์ทท่ี า
เป็นนา้ ตาลและแก๊สออกซเิ จน หนา้ ทีส่ งั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้
การสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืช
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ + นา้ แสง นา้ ตาล + นา้ + แกส๊ ออกซเิ จน
คลอโรฟิลล์ แป้ง
4. ความสาคัญของกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงต่อสิ่งมีชีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม
ส่ิงมีชีวิตทุกชนิด มนุษย์ พืช สัตว์
ต้ อ ง ห า ย ใ จ ต ล อ ด เ ว ล า โ ด ย น า
แก๊สออกซิเจนเข้าไปในร่างกายและ
ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกสู่
บรรยากาศ
พืชทงั้ หลายมีการสรา้ งอาหารหรือ
การสังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้แก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ แล้วปล่อยแก๊ส
ออกซิเจน ทาให้เกิดการหมุนเวียน
ข อ ง แ ก๊ ส ค า ร์ บ อ น ไ ด อ อ ก ไ ซ ด์แ ล ะ
แกส๊ ออกซเิ จนในบรรยากาศ
การแลกเปลยี่ นแก๊สของพืชเกดิ ข้ึนในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ย
แสง และการหายใจโดยแก๊สทม่ี ี การแลกเปลยี่ นระหว่างพืชกับ
ส(C่งิ Oแว2)ดใลนอ้ เมวลคาอืกลแากงส๊ วอันอพกซชื ใเิ จชน้ CO(O22ใ)นแกลระะแบกวส๊ นคกาารรบ์ สองั นเคไรดาอะอหกด์ ไ้วซยด์
แพสืชงจไึงดใ้ชO้ O2 เ2กแิดลขะ้นึ ปลใ่อนยเวCลOาก2ลางคนื พืชหายใจตลอดเวลา
การลาเลียงนา้ ธาตอุ าหาร และโครงสร้างทใี่ ช้ใน
การแลกเปลยี่ นแกส๊ สรุปไดด้ งั แผนภาพ
น้าและธาตุอาหารถูกดูดจากพืน้ ดนิ เข้าทางราก แลว้ ลาเลียง
ไปยังลาตน้ แล้วคายนา้ ออกทางใบ
O2 แพรเ่ ข้าส่รู าก CO2 แพรอ่ อกจากรากโดยผา่ นเอพเิ ดอรม์ สิ
O2 และ CO2 แพรเ่ ข้าและออกจากใบโดยผา่ นทางปากใบเป็ น
สว่ นใหญ่
น้าตาลทไี่ ด้จากการสงั เคราะหด์ ้วยแสงจะถูกลาเลียงจากใบ
ไปยังส่วนต่าง ๆ ของลาตน้ และราก
แผนภาพ การลาเลยี งนา้ ธาตอุ าหาร
และโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลีย่ นแกส๊ ของพชื
5. การสบื พนั ธุแ์ ละการตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้าของพืช
5.1 การสบื พันธุข์ องพชื (reproduction)
การสบื พนั ธุ์ แบง่ เป็น 2 แบบ คือ การสืบพันธ์ุแบบอาศยั เพศ
และการสืบพนั ธ์แุ บบไม่อาศยั เพศ
เกสรเพศผู้ กลีบดอก
อบั เรณู
กา้ นชูอับเรณู ดอกไมม้ ีสว่ นประกอบหลายส่วน เชน่ กลีบเลี้ยง
ยอดเกสรเพศเมยี กลบี ดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย
กลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมยี 1. กลีบเลยี้ ง ทาหน้าที่หอ่ หมุ้ ดอกขณะยงั ออ่ น
2. กลบี ดอก ทาหนา้ ทีล่ อ่ แมลงให้ชว่ ยถา่ ยเรณู
รงั ไข่ 3. เกสรเพศผู้ ทาหน้าทีส่ ร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
4. เกสรเพศเมีย ทาหน้าท่ีสร้างเซลลส์ บื พนั ธ์ุเพศเมยี
เกสรเพศเมยี
5.2 การสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช (sexual reproduction)
มีการผสมระหว่างเซลล์สบื พนั ธเุ์ พศผู้ (สเปริ ์ม) กบั เซลลส์ บื พนั ธเ์ุ พศเมีย (เซลลไ์ ข่)
• การสบื พันธ์แุ บบอาศัยเพศของพชื มีข้ันตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1
• การถา่ ยเรณู เกิดโดยละออง สเปิรม์ ที่ 1 (n) + ไข่ (n) -----------------------> ไซโกต (2n) --> ต้นอ่อน (2n)
สเปริ ม์ ที่ 2 (n) + โพลานวิ เคลยี ส (2n) ----> เอนโดสเปริ ์ม (3n)
เรณูของเกสรเพศผู้ไปตก
บนยอดเกสรเพศเมีย
ขั้นตอนที่ 2 ข้ันตอนท่ี 3 • สเปริ ์มนวิ เคลยี ส 1 ตวั ผสมกบั ไข่กลายเป็น
ไซโกต สเปริ ม์ นวิ เคลยี สอีก 1 ตวั เข้าผสม
• ละอองเรณขู องเกสรเพศผู้ กับ
งอกหลอดไปยงั รังไข่ ภายใน โพลานิวเคลียส กลายเปน็ เอนโดสเปิร์ม
หลอดมีสเปริ ม์ 2 ตัว
หลังปฏิสนธิ จะไดไ้ ซโกต และเอนโดสเปิรม์ ไซโกตจะพัฒนาตอ่ ไปเป็นเอม็ บรโิ อ
กลีบดอกจะเห่ียวและรว่ งหล่นไป ไข่เจริญเปน็ ไซโกตในเมลด็ ออวุลเจริญเป็นเมลด็ และ
รังไข่จะเจรญิ เป็นผลโดยมเี มล็ดอยภู่ ายใน
5.3 การสืบพนั ธุแ์ บบไม่อาศยั เพศของพชื (asexual reproduction)
เช่น การปักชา การตอนกง่ิ การติดตา การทาบกงิ่ การเกดิ ไหล พชื ตน้ ใหมท่ ไ่ี ดจ้ ะมี
ลักษณะเหมือนตน้ เดมิ พืชเศรษฐกิจบางชนิด เชน่ กลว้ ยไม้ ไมส้ ัก นยิ มขยายพันธ์ุ
ดว้ ยวิธกี ารเพาะเล้ยี งเนอ้ื เยอ่ื ซงึ่ เป็นวธิ ีขยายพนั ธุพ์ ืชท่ใี หจ้ านวนมากทส่ี ุดในเวลาส้นั
2. ลาตน้ ที่เรยี กวา่ ไหล เช่น
เศรษฐีเรอื นใน บัว สตรอว์เบอร์รี
33.. รราากก เเชชน่น่ โโมมกก สสาาเเกก
11.. ลลาาตต้น้นใใตตด้้ดนิิน สส่ว่วนนตตา่า่ งง ๆๆ ขขอองงพพืชืช 44.. ใใบบตต้น้นเเชชคคน่่นววตตา่า่ ตตน้้นาาเเยยศศหหรรษษงงาาฐฐยยเีีเเเงงปปินนิ ็นน็ หหมม่ืนื่น
เเชช่นน่ ขขงิงิ ขข่า่า มมนนัั ฝฝรรง่ัง่ั เเผผออืื กก ทท่ขี่ขี ยยาายยพพันนั ธธุุ์แ์แบบบบไไมมอ่่อาาศศัยัยเเพพศศ
ไไดดต้ต้ าามมธธรรรรมมชชาาตติิ
• เป็นการขยายพันธ์ุพืช โดยการ • เป็ นการขยายพันธุพ์ ชื จากกิง่ ที่
แตกตน้ ใหม่จากส่วนตา่ ง ๆ ของ ทาให้เกิดรากขณะตดิ อยู่กบั ต้นแม่
พชื ทสี่ ามารถขยายพนั ธ์ไุ ดเ้ ชน่
ลาต้น กิง่ ใบ 2. การตอนก่งิ
1. การปกั ชา
การขยายพนั ธุ์
ด้วยกง่ิ หรือลาต้น
4. การติดตา 3. การต่อกิ่ง
• เปน็ การขยายพันธุ์พชื โดยการนาตาของ • เป็ นการขยายพนั ธุพ์ ชื ดว้ ยกิง่ หรอื ลาตน้ ของไมพ้ นั ธุด์ ี
ตน้ พันธุ์ดมี าเชื่อมหรอื ประสานกับพืช แตไ่ มท่ นทานต่อโรคหรอื ส่ิงแวดลอ้ ม เรยี กว่า ก่ิงพันธุด์ ี
ต้นตอทม่ี ีรากแขง็ แรง ไปต่อกบั พันธุพ์ นื้ เมอื งหรอื พันธุท์ ่ีไมด่ ีแต่ทนทาน
ตอ่ โรค และสิ่งแวดล้อมไดด้ ี เรียกวา่ ต้นตอ
5.4 การตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ของพืช การตอบสนอง
• ขึน้ อยกู่ ับปจั จัยหลายประการ ตอ่ สงิ่ เร้าของพชื
มีผลตอ่ การหบุ การบานของดอกไม้ การปดิ -เปดิ ของปากใบพชื แสงสวา่ ง
มผี ลต่อการหุบ การบานของดอกไม้ อุณหภูมิ
มผี ลต่อการเจริญเตบิ โตของพืช ความเป็นกรด-เบส
มผี ลตอ่ ความอุดมสมบรู ณข์ องพืช นา้ และความชื้น
6. ธาตอุ าหารทมี่ ผี ลต่อการเจริญเตบิ โตและการดารงชวี ติ ของพชื
6.1 ธาตอุ าหารท่พี ืชตอ้ งการ
1.) ธาตอุ าหารทจี่ าเป็น มี 16 ธาตุ ไดแ้ ก่คารบ์ อน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซเิ จน (O)
ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) กามะถนั (S) แคลเซยี ม (Ca)
แมกนีเซยี ม (Mg) เหล็ก (Fe) โบรอน (B) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) สงั กะสี
(Zn) โมลบิ ดนิ มั (Mo) และคลอรีน (Cl)
2) ธาตุอาหารทไ่ี มจ่ าเป็น
6.2 ธาตุอาหารทพ่ี ืชนาไปใช้ จาเป็นตอ่ การสรา้ ง
เปน็ องค์ประกอบ คลอโรฟลิ ล์
ของคลอโรฟลิ ล์
• ธาตเุ หล็ก (Fe)
• ไนโตรเจน (N)
• แมกนเี ซียม (Mg)
ธาตอุ าหารที่พชื • ธาตแุ มงกานีส (Mn)
นาไปใช้ • คลอรีน (Cl)
จาเป็นตอ่ การสลายโมเลกุลของนา้ ในปฏกิ ิรยิ า
การสังเคราะห์ด้วยแสง
7. เทคโนโลยชี วี ภาพเพ่อื เพมิ่ ผลผลติ ของพืชในท้องถ่นิ
เทคโนโลยีชวี ภาพ (biotechnology) เป็นเทคโนโลยที เี่ ก่ยี วกับการนาสง่ิ มชี วี ิต และผลผลติ มาใช้
ประโยชเทคโนโลยีชวี ภาพเป็นสหวทิ ยาการทน่ี าความรู้พื้นฐานเกย่ี วกับสงิ่ มีชวี ติ ไปใชใ้ ห้
เกิดประโยชน์
เทคนคิ ท่ีสาคัญของเทคโนโลยีชีวภาพ CLICK
7.1 การโคลน (cloning)
การโคลน คอื การผลติ เซลล์หรอื
สงิ่ มชี วี ิตทีม่ ีลกั ษณะทางพันธุกรรมในนวิ เคลียส
เหมือนกันทุกประการขึ้นมาใหม่
7.2 พนั ธุวิศวกรรม (genetic
engineering)
พันธวุ ศิ วกรรมหรอื กระบวนการตัดตอ่ ตดั แต่งยนี
เพ่อื เปล่ียนแปลงหรือสรา้ งพันธ์ุของสตั ว์ พืช และจุลินทรยี ์ จีเอ็มโอ
หรอื GMOs ย่อมาจากคาวา่ Genetically Modified Organisms
คือ สิง่ มชี ีวิตที่ไดจ้ ากการดัดแปรหรอื ตกแต่งสารพันธกุ รรมหรือดีเอน็ เอ
ทาให้ลดการใชส้ ารเคมใี นการป้องกันกาจัดแมลง
1 ศัตรูพชื
เน่ืองจากพชื เหล่านีต้ ้านทานตอ่ แมลงศัตรูพืชอยู่
ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับ
จากการ แล้ว ทาใหส้ ิ่งแวดล้อมดีขนึ้ เน่ืองจากไม่ต้องพน่
สาทราเคใหม้ไีกดาผ้ จลัดผแลมิตลเงพศิ่มัตขรูนึ้พืชและมคี ณุ ภาพดีขนึ้
ใชพ้ ชื ชวี ภาพ 2
3 เน่ืองจากผลผลิตไม่ได้รับการทาลายจาก
ทเชาือ้ ใรหาล้ ดการใชเ้ ชอื้ เพลิง เนื่องจาก
4 มีการพน่ สารเคมนี ้อยลง
5 ทาให้ลดตน้ ทนุ การผลิต
6 ทาใหไ้ ม่มสี ารตกค้างในร่างกายมนุษย์
7.3 การเพาะเลยี้ งเนือ้ เยอื่ (tissue culture)
การเพาะเลีย้ งเนื้อเยอ่ื หมายถงึ การนาเนือ้ เยอื่
ทม่ี ชี วี ติ จากส่วนใดส่วนหน่ึงของพชื มาเพาะเลีย้ งบนอาหารใน
สภาพทปี่ ลอดเชอื้
1. สภาพแวดล้อม 2. อุณหภมู พิ อเหมาะ
ปลอดเชอื้
ปัจจัยภายนอก 3. ความชนื้ ทเี่ หมาะสม
4. แสงสว่างทเี่ ออื้ ต่อ ที่ตอ้ งควบคุมสาหรับการ
การเจริญเติบโต
เพาะเลยี้ งเนือ้ เย่ือ
แบบสอบปรนัยเพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
การดารงชวี ติ ของพชื
ขอ้ ความใดกลา่ วถงึ ขนรากได้ถกู ตอ้ ง
1 เซลล์คมุ สร้างขนราก 2 มีเฉพาะปลายรากก่งิ
3 มเี ฉพาะปลายรากทเ่ี กิดใหม่ 4 เป็นส่วนของเซลลท์ ่ีอย่นู อกสดุ ของราก
เหตผุ ล ขนรากเปน็ สว่ นของเซลล์ท่อี ยู่นอกสดุ ของราก
เจริญเติบโตเปน็ ขนเส้นเลก็ ๆ ทา้ หนา้ ทดี่ ดู น้าและธาตอุ าหาร
การแพร่ของสารจะเกิดขนึ ไดห้ รอื ไม่ เกีย่ วขอ้ งกบั สง่ิ ใด
1 ชนิดของตวั ท้าละลาย 2 ขนาดของมวลอนภุ าค
3 ความเขม้ ขน้ ของอนุภาค 4 ความหนาบางของผนงั เซลล์
เหตุผล การแพร่ คือ การเคลื่อนทข่ี องโมเลกลุ ของสาร
จากบริเวณท่ีมโี มเลกุลของสารนนั มากไปยังบริเวณท่ีมี
โมเลกุลของสารนันนอ้ ย ดงั นนั การแพรจ่ ึงเกีย่ วขอ้ งกับ
ความเข้มข้นของอนภุ าคของสาร
พจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปนี
ก. อณุ หภมู ิของอากาศลดลง
ข. ปริมาณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดม์ ากขึน
ค. ปริมาณแกส๊ ออกซิเจนในบรรยากาศน้อยลง
ขอ้ ใดเป็นการเปลีย่ นแปลงทีเ่ กดิ ขนึ ถ้าบนโลกไม่มพี ืช
1 ก และ ข เหตผุ ล พืชมีกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงดงั สมการ
2 ข และ ค 6CO2+12H2O C6H12O6+6H2O+6O2
3 ก และ ค ดงั นนั ถา้ บนโลกไมม่ พี ชื ปริมาณ CO2 มากขึน ปริมาณ O2 ลดน้อยลง
4 ก ข และ ค และไม่มกี ารคายไอน้าสบู่ รรยากาศ จงึ ท้าให้อณุ หภมู ิของอากาศสงู ขึน
ในการสังเคราะห์ดว้ ยแสง มสี ิ่งใดเปน็ ผลพลอยได้
1 แกส๊ ออกซิเจน 2 น้าตาลกลโู คส
4 แป้งท่ีเปลยี่ นมาจากน้าตาล
เหตผุ ล การสงั เคราะหด์ ้วยแสง พืชตอ้ งการ
C6H12O6 ดงั นนั O2 จึงเปน็ ผลพลอยได้
3 นา้ ท่ีเหลอื ใช้
ขอ้ ความใดกล่าว ถูกต้อง
1 ดอกสมบรู ณ์เพศเป็นดอกครบสว่ น 2 ดอกครบส่วนเป็นดอกสมบรู ณเ์ พศ
เหตผุ ล ดอกสมบูรณ์เพศ หมายถงึ ดอกที่มีเกสรเพศผู้
และเกสรเพศเมียเทา่ นนั สว่ นดอกครบส่วน หมายถงึ ดอกทมี่ ี
ครบทัง 4 สว่ น ได้แก่ กลบี เลียง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และ
เกสรเพศเมีย ดังนัน ดอกสมบูรณ์เพศอาจเปน็ ดอกครบส่วน
หรือไมค่ รบสว่ นกไ็ ด้ แตด่ อกครบสว่ นเปน็ ดอกสมบูรณเ์ พศ
3 ดอกไมค่ รบสว่ นอาจเปน็ ดอกสมบรู ณ์เพศได้ 4 ดอกพรู่ ะหงเปน็ ดอกครบส่วนและดอก
สมบรู ณ์เพศ
การตอบสนองของพชื ในขอ้ ใดแตกต่างจากขอ้ อ่ืน
1 ตา้ ลึงมมี อื เกาะ 2 การบานของดอกบวั
เหตผุ ล การบานของดอกบัว มีแสงสว่างเป็นสงิ่ เรา้
ใบจามจรุ ีหบุ ในตอนเย็น มแี สงสว่างเป็นสิง่ เร้า ยอดของพืชเบน
เขา้ หาแสงสวา่ ง มแี สงสวา่ งเปน็ สง่ิ เรา้ ส่วนตา้ ลงึ มีมือเกาะ
เปน็ การเจรญิ เตบิ โตของต้าลึงโดยการสรา้ งมอื เกาะส้าหรบั
เกาะกบั เสาหลกั มีการสมั ผสั เป็นสง่ิ เรา้
3 ใบจามจรุ ีหุบในตอนเย็น 4 ยอดของพืชเบนเขา้ หาแสงสวา่ ง
พิจารณาข้อความตอ่ ไปนี
ก. อณุ หภูมิยงิ่ สงู การสังเคราะห์ด้วยแสงย่ิงเพิ่มขนึ เรือ่ ยๆ
ข. ปากใบปดิ อตั ราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงจะเพิ่มขนึ
ค. แสงสว่างมากเกนิ ไปท้าอนั ตรายต่อเนือเยอ่ื พชื สงั เคราะหด์ ้วยแสงน้อยลง
ขอ้ ใด ถกู ตอ้ ง
1 ก และ ข เหตุผล
2 ข และ ค ก. ทีถ่ ูกต้อง คอื อณุ หภมู ิยิ่งสงู การสังเคราะห์ดว้ ยแสงอาจเพิ่มขนึ หรอื ลดลง
3 ก และ ค
ขนึ อยู่กับชนิดของพืช
ข. ท่ถี กู ต้อง คอื ปากใบปดิ อัตราการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงจะลดลง ไมม่ ี
การดดู นา้ จากดินขึนมาเป็นวัตถุดบิ ในการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
ค. ถกู ต้อง เนอ่ื งจากถา้ เนอื เยอื่ ของพืชถูกทา้ ลาย ท้าให้การสังเคราะห์
ดว้ ยแสงลดลง และแสงสวา่ งมากเกนิ ไปท้าอันตรายตอ่ เนอื เยื่อพชื
4 ก ข และ ค
พจิ ารณาการสบื พันธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศตอ่ ไปนี แล้วตอบคา้ ถาม
ก. การตอนกง่ิ ข. การตอ่ ก่ิง
ค. การปกั ชา้ ง. การตดิ ตา
การสบื พันธ์ใุ นขอ้ ใด ได้ต้นใหมท่ ม่ี ลี กั ษณะต่างจากต้นเดมิ มากท่สี ุด
1ก เหตผุ ล การตอนก่ิงได้ตน้ ใหมท่ ่มี ีโอกาสต่างจากตน้ เดมิ มากทส่ี ดุ
2ข สว่ นการตอ่ ก่ิง การปักช้า การติดตา ได้ตน้ ใหม่ที่มลี กั ษณะเหมือนเดมิ
3ค
4ง
เซลลข์ องโฟลเอม็ ชนิดใด เปน็ เซลลท์ ่ตี ายแลว้
1 เซลลป์ ระกบ 2 เสน้ ใยโฟลเอ็ม
(companion cell) (phloem fiber)
3 เซลลท์ อ่ ลา้ เลยี งอาหาร เหตผุ ล เสน้ ใยโฟลเอม็ เป็นเซลลท์ ่ีตายแลว้
(sieve tube member) ช่วยใหค้ วามแขง็ แรงแกพ่ ชื เทา่ นัน ส่วนเซลลป์ ระกบ
เซลลท์ อ่ ล้าเลยี งอาหาร พาเรงคิมาของโฟลเอม็
เป็นเซลล์ทมี่ ชี วี ติ
4 พาเรงคิมาของโฟลเอ็ม
(phloem parenchyma)
ขอ้ ใด ผลจากการเปล่ยี นถ่ายหน่วยพนั ธุกรรม
1 เกิดพืชพันธุใ์ หม่ 2 ระบบนเิ วศอาจเสยี สมดลุ
3 ถ่ายทอดสารพนั ธกุ รรมแปลกปลอมไปสู่ 4 ถา่ ยทอดสารพนั ธุกรรมแลว้ เกิดผดิ พลาดก็
พชื อนื่ ได้ สามารถล้างกลบั คืนได้
เหตุผล เม่ือเกิดการเปลย่ี นแปลงแลว้ ไมส่ ามารถ
ถา่ ยหรือล้างกลบั ได้