The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเป็นการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ โดยอาศัยหลักการ "บวร" บ้าน วัด และโรงเรียน บูรณาการร่วมกันเผบแพร่องค์ความรู้ประกอบหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ต่อการกระทำทุจริต ส่งผลให้เกิดความตระหนักรู้ และเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hidekada, 2021-11-14 21:54:42

2. หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา กับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti - Corruption Education)

หนังสือเล่มนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเป็นการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ โดยอาศัยหลักการ "บวร" บ้าน วัด และโรงเรียน บูรณาการร่วมกันเผบแพร่องค์ความรู้ประกอบหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ต่อการกระทำทุจริต ส่งผลให้เกิดความตระหนักรู้ และเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต

Keywords: หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา,สร้างสังคม

๔๔

๖. สรุปความ
ความอายของบุคคลเป็นเกราะป้องกันให้การทาความผิดยากข้ึน ซึ่งต้องสร้างการต่ืนรู้

ต่อความนา่ รงั เกยี จ และพิษภัยของการทจุ รติ ที่มตี อ่ ตัวของผกู้ ระทา บุคคล ครอบครวั และชุมชน ความผิดในบาป
ซึ่งในท่ีสุดกรรมท่ีก่อจะเกิดผลต่อตนเองและผู้ท่ีเก่ียวข้อง ความไม่ย่ังยืนของการได้มาซ่ึงเงินทองหรือทรัพย์
ได้มาง่ายกเ็ สยี ไปเร็ว และทีส่ าคญั คือการเสยี ชอ่ื เสยี งของตนเองและวงศต์ ระกูล

ส่วนความรู้สึกท่ีไม่ทน เมื่อเห็นหรือรู้ว่ากาลังมีการทุจริตเกิดขึ้น มักเกิดกับผู้ท่ีมีความอาย
ในใจตอ่ การทาผดิ ทุจริตเปน็ ฐานทเี่ ขม้ แข็งอยู่แล้ว ประกอบกับความกล้าหาญ ทาให้มีความพร้อมในการแสดง
ปฏิกิริยาทางใดทางหนง่ึ เพ่ือยับยั้งไมใ่ หเ้ กดิ การทจุ ริตข้นึ

ทัง้ สองความรสู้ กึ นี้ สามารถสรา้ งเสริมให้เกิดข้ึนกับบุคคลด้วยหลักปหานปธาน เพียรละบาป
อกุศลธรรมที่เกิดข้ึน ประกอบไปด้วยองค์แห่งคุณธรรม ๒ ประการ คือ ความละอายและความไม่อดทน
หรอื ทีเ่ รยี กวา่ หริ แิ ละโอตตปั ปะนนั่ เอง

ปหานปธานสามารถแก้ปัญหาการทุจริต เพ่ือให้สังคมอยู่ได้ โดยช่วยกันเป็นหูเป็นตา
คอยสอดส่องปัญหาทุจริตต่าง ๆ ในบ้านเมืองและคอยแจ้งเหตุเภทภัยท่ีอาจจะเกิดขึ้นในชุมชน เพื่ออานวย
ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ เช่น เมื่อเกิดหตุไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ข้ึนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง
หรือการทาผิดกฎหมายนานัปการ เม่ือเราทราบปัญหาแล้วจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เม่ือเกิดปัญหา
ในบ้านเมืองจะต้องไม่น่ิงดูดาย แต่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ยอมทนและนิ่งเฉยต่อสรรพปัญหา ช่วยกันแก้ไข
ปัญหาทจุ รติ เพือ่ ใหค้ นในสงั คมยึดมั่นในสงิ่ ทีถ่ ูกต้อง อนั จะเปน็ การปอ้ งปรามตามหลกั ปหานปธาน

๔๕

บทที่ ๔
ภาวนาปธาน
เพียรทาสุจริตธรรมท่ียังไม่เกิด ใหเ้ กดิ มขี ้นึ มา :
พฒั นาจิตพอเพียงตา้ นทจุ ริต ด้วยโมเดล STRONG

๑. ความนา
ภูมิต้านทานการทุจริตคดโกงในทุกสังคม คือ การดาเนินชีวิตของประชาชนมีวัฒนธรรมซื่อสัตย์

สุจริต มีความพอเพียงท่ีเหมาะสมตามสถานะ มีวิธีคิดท่ีสามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์
ส่วนรวม ได้อย่างเป็นอัตโนมัติ เป็นสังคมที่ให้ความสาคัญต่อความโปร่งใส ภูมิต้านทานการทุจริตคดโกง
ที่นาเสนอด้วย โมเดลจิตพอเพียงต้านทุจริต (STRONG Model) จะเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาประเทศ
ให้มีความเจริญรุ่งเรือง

๒. ภาวนาปธาน การเพยี รทาสจุ ริตธรรมทย่ี ังไม่เกดิ ให้เกดิ มีขึ้นมา

ภาวนาปธาน เป็นหลักธรรมหนึ่งใน ปธาน ๔ อันหมายถึง ความเพียรที่ชอบเป็นสัมมาวายามะ
(มี ๔ ประการ ได้แก่ สังวรปธาน, ปหานปธาน, ภาวนาปธาน และอนุรักขนาปธาน) โดย ภาวนาปธานนั้น
เป็นหลักธรรมข้อที่ ๓ อันหมายถึง การเพียรเจริญทากุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือ เพียรเจริญ เพียรทา
กุศลธรรมที่ยังไม่มียังไม่เกิด ให้มีขึ้น ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ความว่า

“....กภ็ าวนาปธานเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ยอ่ มยงั ฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพยี ร

ประคองจติ ต้ังจติ ไว้ เพอื่ ใหก้ ุศลกรรมทย่ี งั ไมเ่ กดิ ให้เกดิ ข้ึน
น้ีเรียกว่า ภาวนาปธาน...”

ท้ังภาวนาปธานและโมเดล STRONG น้ัน ล้วนกอปรด้วยหลักการอันเป็นจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน
คือ “มุ่งการสร้างสรรค์ และพัฒนาส่ิงที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น” ท้ังในมุมของปัจเจกบุคคล รวมถึงแง่มุมของ
การสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้เกิดขึ้นแก่สังคม โดย โมเดล STRONG นั้น มีจุดมุ่งหมายเพ่ือสร้างให้เกิด “สุจริตธรรม”
เพ่ือต่อตา้ นการทจุ รติ

ในทนี่ ้ี จงึ ขอเสนอหลกั ธรรมนาแนวทางไว้ ๒ ประการ ได้แก่ ธรรมสายหลักนาแนวทางคือภาวนาปธาน
และธรรมสง่ เสริมเพิ่มเติมคุณธรรม มีรายละเอยี ดดังนี้

๒.๑ ธรรมสายหลักนาแนวทาง
พระราชดารัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รชั กาลที่ ๙ ณ พระตาหนักจติ รลดารโหฐาน ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ว่า “ความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นพ้ืนฐาน
ของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดในตัวเอง เพ่ือจักได้เป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด
ท่ีเจริญมั่งคง” จากพระราชดารัสนี้ทาให้พบประเด็นของชุดความคิดใน ๒ ประเด็นใหญ่ คือ (๑) ความซื่อสัตย์
สจุ รติ เป็นพน้ื ฐานของความดีทุกอยา่ ง และ (๒) ชีวติ ทสี่ ะอาด

๔๖

หากเช่ือม ๒ ชุดความคิดนี้เข้าด้วยกัน จะพบว่า ความซื่อสัตย์สุจริต นอกจากจะเป็นพ้ืนฐาน
ของความดีทุกอย่างแล้ว ยังส่งผลต่อเน่ืองให้ชีวิตมนุษย์มีความสะอาดด้วย ซ่ึงความสะอาดน้ันมีค่าเท่ากับ
ความซื่อสัตย์สุจริต สรุปได้ว่า บุคคลใดก็ตามดาเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตของบุคคลนั้นย่อมนับถือ
ว่าสะอาด และเจริญมน่ั คง

สุจริตธรรม เป็นธรรมที่มุ่งให้เกิดข้ึนแก่ทั้งปัจเจกบุคคลอันจะนาไปสู่การสร้างสังคมท่ีสุจริต
เฉกเช่นเดียวกับแนวทางและจุดมุ่งหมายของโมเดล STRONG คาว่า “สุจริต” นั้นมาจากคาบาลีท่ีว่า “สุ บทหน้า”
อันแปลว่า “ดี งาม และง่าย” และ “จร ธาตุ” อันแปลว่า “ประพฤติ” รวมความเป็น“สุจริต” อันแปลรวมกันว่า
“ความประพฤติดี, ความประพฤติงาม, และการประพฤติปฏิบัติในวิถีที่เรียบง่าย” การประพฤติดี งาม และง่าย
สุจรติ ธรรมประกอบดว้ ยองค์ประกอบ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

(๑) กายสุจริต หมายถึง ความประพฤติชอบด้วยกาย (good conduct in act) เป็นการประพฤติดี
และงดงามทางกายโดยงดเว้นจากการไม่เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต) การไม่แย่งชิง คดโกง ยักยอก
และลกั พาส่ิงของท่ีเจ้าของมิได้อนุญาต (อทินนาทาน) และการประพฤติผิดในเร่ืองกามคุณจนขาดความสารวมระวัง
(กาเมสมุ จิ ฉาจาร)

(๒) วจีสุจริต หมายถึง ความประพฤติชอบด้วยวาจา (good conduct in word) เป็นการประพฤติดี
และงดงามทางกาย โดยการงดเว้นจากการพูดเท็จ และบิดเบือนเพื่อให้มา หรือให้บุคคลอื่นในทางท่ีผิด (มุสาวาท)
การพูดจาเหน็บแนมและส่อเสียดบุคคลอื่น (ปิสุณวาจา) การพูดคาหยาบคายเพ่ือให้คนอ่ืนเจ็บใจ (ผรุสวาจา)
และการพดู จาเพ้อเจ้อ หาสาระมไิ ด้จากการพดู เหลา่ น้ัน (สมั ผปั ปลาปะ)

(๓) มโนสุจริต หมายถึง ความประพฤติชอบด้วยใจ (good conduct in thought) เป็นการประพฤติดี
และงดงามทางจิตใจ โดยการไม่เพ่งเล็งท่ีจะแสวงหาช่องทางเพื่อให้ทรัพย์สมบัติของคนอื่น (อนภิชฌา) การไม่ผูก
พยาบาทจองเวรคนอื่น (อพยาบาท) และการมีความคิดในทางที่ถูกต้องเหมาะสม มีปัญญาคิดพิจารณา
สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ)

“...ความซอื่ สัตย์สจุ รติ เป็นพื้นฐานของความดที กุ อย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกดิ ในตวั เอง เพื่อจกั ไดเ้ ปน็ คนดมี ปี ระโยชน์
และมชี วี ติ ทส่ี ะอาด ทเ่ี จรญิ ม่งั คง...”

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙
พระราชทาน ณ พระตาหนกั จติ รลดารโหฐาน ๑๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๐

ชีวิตสะอาด คือ กายสุจรติ ครอบครัว หมบู่ ้านสุจรติ
ชวี ิตท่ีมี วจีสุจริต สจุ รติ
มโนสุจรติ ประเทศชาติสะอาด
ความซื่อสตั ย์ สจุ รติ
สุจริต
สอดรับกบั พระราชดารสั

“... ในประเทศชาตนิ ้ี ก็มีคนที่สจุ ริต และมคี นทที่ ุจรติ ถา้ คนทส่ี ุจรติ ซึง่ มมี าก ไม่สามารถที่จะป้องกนั ตัวจากทุจริตชน ก็ทาให้ประเทศชาติลม่ จม...”

พระราชทานในโอกาสที่ประธานศาลฏกี านาผู้พิพากษาประจากระทรวง
เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน กอ่ นเขา้ รับหนา้ ท่ี ณ ศาลาดสุ ดิ าลยั

๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๐

๔๗

จากแผนภมู ิข้างต้น จะพบประเด็นของการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาดดังท่ีได้กล่าวแล้วในเบ้ืองต้นว่า
มีจุดเร่ิมต้นมาจากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รชั กาลท่ี ๙ ที่กลา่ ววา่ “ชีวติ สะอาดคือชีวิตท่ีมีความซื่อสัตย์สุจริต” และหากขยายความของคาว่า “ซ่ือสัตย์สุจริต” น้ัน
หมายถึง ความสุจริตท้ังกาย พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เพราะเมื่อกายมีอาชีพท่ีสุจริต พฤติกรรมไม่มุ่งแย่งชิง
หรือทุจริตคดโกง จิตใจไม่ละโมบโลภมาก และปัญญาที่ไม่แสวงหาช่องทางทุจริต ย่อมส่งผลถึงความสุจริต
ของครอบครัว ท้ังพ่อ แม่ และลูกด้วย ความสะอาดของแต่ละครอบครัวจึงส่งผลต่อความสุจริต ของหมู่บ้าน
ในภาพรวมอันเป็นหน่วยนับรวมของครอบครัว และจะส่งผลต่อสังคม ประเทศชาติให้มีความสะอาดต่อไป ดังน้ัน
หากหมู่บ้านสะสมความซื่อสัตย์สุจริตได้มากข้ึน ย่อมส่งผลต่อประเทศชาติในฐานะที่จะมีภูมิคุ้มกันการทุจริตคดโกง
ต่อไป

เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
ทรงมีพระประสงค์ท่ีจะเห็นชีวิตของแต่ละบุคคลในชุมชนและสังคมมีความซื่อสัตย์สุจริต ดังที่พระองค์ทรงเน้นว่า
“...ความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง” ความซื่อตรงจึงเป็นเกณฑ์วัดสาคัญในการบ่งชี้ว่า
“ความดที ี่มอี ยู่ในแต่ละชวี ิต”

“...ความซื่อสตั ย์สจุ ริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝกึ ฝนอบรมให้เกดิ ในตัวเอง เพ่อื จกั ได้เปน็
คนดีมปี ระโยชน์ และมชี วี ติ ท่ีสะอาด ทเี่ จรญิ ม่ังคง...”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
พระราชทาน ณ พระตาหนกั จติ รลดารโหฐาน
๑๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๐

ชีวติ สะอาด คอื
ชีวิตท่ีมี

ความซอื่ สตั ย์สจุ ริต

ครอบครวั ชุมชน ประเทศชาติ
สะอาดสุจรติ สะอาดสุจรติ สะอาดสจุ รติ

สอดรบั กบั พระราชดารสั

“... ในประเทศชาตนิ ี้ กม็ คี นทีส่ จุ รติ และมคี นท่ที ุจรติ ถา้ คนทสี่ จุ รติ ซ่ึงมมี าก ไมส่ ามารถที่จะป้องกันตวั
จากทุจริตชน ก็ทาให้ประเทศชาตลิ ม่ จม...”

พระราชทานในโอกาสที่ประธานศาลฏกี านาผู้พิพากษาประจากระทรวง
เฝา้ ฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน กอ่ นเขา้ รับหน้าที่ ณ ศาลาดุสิดาลยั
๒๑ ตลุ าคม ๒๕๔๐

๔๘

จากแผนภูมิจะเห็นว่า เม่ือประชาคมในหมู่บ้านร่วมกันพัฒนาชีวิตให้อยู่บนเส้นทางของความดี
โดยดารงม่นั อยใู่ นความซื่อสัตย์สุจรติ แล้ว ย่อมเชื่อมั่นได้ว่าความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นพ้ืนฐานสาคัญในการพัฒนาชุมชน
และสังคมประเทศชาตใิ หม้ ีความสุจริตมากย่ิงข้ึนด้วยเช่นกัน เพราะเม่ือประเทศชาติสะอาด ย่อมจะทาให้ประชาชน
ช่วยเหลอื และแบง่ ปนั ซง่ึ กนั และกนั มากยิง่ ข้ึน อันจะทาใหส้ งั คมอย่รู ่วมกนั อย่างสนั ติสขุ ต่อไป

จากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร รชั กาลที่ ๙ ท่ีไดน้ าเสนอในเบ้ืองต้นว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพ้ืนฐานของความดีทั้งปวง” ความซื่อสัตย์
สุจริตจึงถือได้ว่า เป็นหลักการพื้นฐานของการพัฒนา เพ่ือให้ชุมชนและสังคมได้ใช้เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจาวัน
ทั้งในการดาเนินชีวิต การประกอบสัมมาชีพ การทางานและการเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นในชุมชน ซ่ึงหลักการ
ดังกลา่ วสอดรบั กับหลกั การทางพระพทุ ธศาสนาท่ีเน้นให้เหน็ ถงึ คุณค่า และความสาคัญดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า

“บคุ คลพงึ ประพฤตธิ รรมให้สุจริต ไม่พงึ ประพฤติธรรมให้ทุจริต ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ในโลกน้ี และโลกหน้า”๑

เมื่อนาพระ พุทธ ศาสนสุ ภ าษิต มาเชื่ อมโ ยงกับ พระราช ดา รัสของพระ บาทสมเด็ จ
พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จะพบประเด็นท่ีสอดรับ
และเชื่อมโยงกนั อย่างมีนัยสาคญั ดังนี้

มโนสุจริต ไมล่ ะโมบอยากไดข้ องคนอน่ื

ธมฺม จเร สุจรติ สจุ รติ วจสี ุจรติ ไมพ่ ูดเทจ็ /บิดเบอื นเพ่อื ใหไ้ ดม้ า
พงึ ประพฤติธรรมใหส้ จุ ริต

กายสุจริต ไม่ประพฤติทจุ ริต/แยง่ ชิง

ความซ่อื สตั ย์สุจริตเป็นพ้นื ฐานของความดที กุ อย่าง

“...ความซ่ือสตั ยส์ จุ ริตเปน็ พนื้ ฐานของความดีทุกอย่าง จึงตอ้ งฝกึ ฝนอบรมให้เกดิ ในตัวเอง เพอื่ จกั ได้เป็นคนดมี ี
ประโยชน์ และมชี วี ิตท่ีสะอาด ทีเ่ จรญิ ม่ังคง...”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รชั กาลท่ี ๙
พระราชทาน ณ พระตาหนกั จิตรลดารโหฐาน ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๐

ชวี ติ ท่สี ะอาด

แผนผงั ดงั กล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงการดาเนินชีวิตด้วยหลัก “สุจริตธรรม” หรือ “ความซื่อสัตย์สุจริต” อันเป็น
แนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงย้าเตือนให้พุทธศาสนิกชนได้ตระหนักรู้ว่า การดารงตนอยู่ในครรลองของสุจริตธรรมน้ัน

๑ ธมมฺ จเร สจุ ริต น ต ทจุ ฺจรติ จเร
ธมฺมจารี สขุ เสติ อสมฺ ึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

๔๙

ธรรมะจะรักษาคนที่คิด พูด และทาอย่างสุจริตให้มีความสุขท้ังในโลกนี้ และโลกอ่ืน ตลอดเวลาในการดาเนินชีวิต
และความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ จะเป็นพน้ื ฐาน หรอื ตัวช้ีวัดความดงี ามในการใช้ชวี ติ รว่ มกันกับคนอนื่ ๆ ในสงั คม

ปจั จัยสาคัญของการดารงตนด้วยความสจุ ริต คอื ต้องเป็นผมู้ ีสติ

๒.๒ ธรรมส่งเสริมเพ่ิมเตมิ คณุ ธรรม (สติไม่มา จึงหาสุจรติ ไมเ่ จอ)
กระบวนการในการบ่มเพาะ และปลูกฝังพลังแห่งสุจริตธรรมนั้น จาเป็นต้องเริ่มต้นจากการพัฒนา
สติให้เกิดขึ้นในเรือนใจ (Cultivating Mindfulness Harvesting Integrity) เพราะสติจะทาหน้าที่ประดุจมารดา
ท่ีจะเป็นศูนย์กลางหรือแหล่งทาคลอดตัวสุจริต โดยเฉพาะอย่างย่ิงการปลูกฝังมโนสุจริต การที่จิตใจ
จะเกดิ ความสจุ รติ ได้นน้ั สตจิ ะทาหน้าท่ีในการสร้างความตื่นรู้เพื่อให้เกิดการรู้เท่าทันอารมณ์ของความโลภ หรือความอยากได้
สิ่งต่างๆ ท่ีมใิ ชข่ องตวั เอง ทม่ี กี ารกระต้นุ จากปจั จัยภายนอก

แนวทางในการพฒั นาสตเิ พอ่ื ให้เกิดภูมคิ ุ้มกันมิให้เกิดมโนทุจริต หรือคิดอยากจะคดโกงสมบัติสาธารณะ
ท่ีมิควรมีควรได้มาเป็นของตนเองนั้น จะต้องพัฒนาสติให้เกิดการรู้ลึกบนฐานท้ัง ๔ คือ การมีสติระลึกรู้วัตถุ
หรือผลประโยชน์ต่างๆ ท่ีมีผู้คนมุ่งจะตอบแทนในรูปแบบอย่างใดอย่างหน่ึง การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของความโลภ
อยากจะได้สิง่ ของตา่ งๆ ตามแรงย่วั ยหุ รอื กระตนุ้ จากปจั จัยภายนอก การมีสติรู้เท่าทันจิตใจของตนเองมิให้หลงไหล หรือคล้อย
ตามความอยากส่วนตน และมีสติรู้เทา่ ทันเมอ่ื ตาเหน็ ผลประโยชนท์ ่ีเขา้ มาล่อลวงและหูไดย้ นิ แรงกระตุ้น เปน็ ต้น

การท่ีผู้คนไดร้ บั การฝึกฝนและพัฒนาจิตใจ โดยมสี ติเปน็ เคร่อื งมือสาคญั ในการฝกึ นน้ั จะช่วยให้เกิด
การปลูกฝังสุจริตวัฒนธรรม โดยเริ่มจากการมีมโนสุจริตท่ีแข็งกล้าจนมิอาจคล้อยตามแรงกระตุ้นต่างๆ ที่เข้ามา
กระทบให้ใจส่งั กายให้กายออกไปทาหนา้ ทีท่ ุจรติ คดโกง หรือพดู จาสื่อสารรปู แบบใดรูปแบบหน่ึงเพ่ือให้กลุ่มคนต่างๆ
ให้ผลตอบแทนท่ีมิควรมีควรได้แก่ตนเอง ทั้งหมดน้ัน รากฐานสาคัญคือ การใช้สติเป็นรากฐานในการพัฒนาพลัง
แหง่ สุจริตธรรมให้เกดิ ข้นึ ในเรอื นใจเป็นปฐม กอ่ นทจี่ ะสง่ ผลตอ่ พฤติกรรมและการสอ่ื สารของตนเอง

๓. พัฒนาจิตพอเพียงตา้ นทุจริต ด้วยโมเดล STRONG
โมเดลจิตพอเพียงต้านทุจริต (STRONG Model) เป็นสาระสาคัญในหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา

พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อสร้างภูมิต้านทานการทุจริต โดยนาหลักการสาคัญต่างๆ เพ่ือเสริมสร้างบุคคลและสังคม
ให้มีพฤติกรรมสุจริต รวมท้ังต่อต้านการทุจริต ตามท่ีกาหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์สร้างสังคมท่ีไม่ทน
ต่อการทุจริต ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔)
พัฒนา โดย รศ. ดร. มาณี ไชยธรี านวุ ัฒศิริ ที่ปรกึ ษาประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒

โมเดล STRONG ประกอบดว้ ย
(๑) S (Sufficient) – พอเพียง
(๒) T (Transparent) – โปร่งใส
(๓) R (Realise) – ต่ืนรู้
(๔) O (Onward) – มงุ่ ไปข้างหน้า
(๕) N (Knowledge) – ความรู้
(๖) G (Generosity) – เอ้ืออาทร

๕๐

สจุ รติ ธรรมในฐานะที่เปน็ รากฐานของการพฒั นา STRONG Model
จากการนาเสนอแง่มมุ ของสจุ รติ ธรรมข้างตน้ นนั้ พบวา่ แนวทางดังกล่าวเป็นรากฐานสาคัญ
ในการเสริมสรา้ งและพัฒนาวัฒนธรรม STRONG ใหเ้ กิดขึน้ อย่างเข้มแข็งและทรงพลงั ในแต่ละองค์ประกอบ
ทั้งในมิติการแสดงออกทางกาย การสอ่ื สารทางวาจา และพื้นฐานทางจิตใจ

๕๑

ดังจะได้อธิบายความเช่ือมโยงกับสุจริตธรรม และข้อธรรมอ่ืนๆ ท่ีสอดคล้องของโมเดล STRONG
ทงั้ ๖ องคป์ ระกอบตอ่ ไปนี้

(๑) Sufficient : พอเพียง
S (Sufficient) สุจริตธรรมจะนาไปสู่การเสริมสร้างพลังของความพอเพียง ซ่ึงจะทาให้สามารถ
แยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างเป็นอัตโนมัติ (ง่าย, ไม่ยากต่อการตัดสินใจ)
ในระดบั ของความคดิ (มโนสุจริต) อันจะนาไปสู่การกระทาทไ่ี มก่ อบโกยผลประโยชนส์ าธารณะ หรือทรัพย์สินอันมิใช่
ของตนมาเป็นของตน (กายสุจริต) และยังสามารถถ่ายทอดความคิด ค่านิยม อันสามารถร่วมกันสื่อสารผลักดัน
ใหเ้ กดิ สังคมที่สจุ รติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเปน็ สาคญั ได้ (วจีสุจรติ )

หากกล่าวโดยประณีต Sufficient: พอเพียง คือ หลักความพอเพียง โดยบุคคลสามารถแยกแยะ
ผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างเป็นอัตโนมัติ กล่าวขยายความตามโมเดล คือ ความพอเพียงนั้น
มิอาจเกดิ ขึ้นไดโ้ ดยแท้ หากปราศจากบนั ไดข้นั แรกทีส่ าคญั คอื การแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นบุคคลและผลประโยชน์
ส่วนรวมได้อย่างอัตโนมัติในมโนธรรม ความนึกคิด จิตสานึก ก็จะทาให้นาไปสู่การกระทาที่ไม่กอบโกยผลประโยชน์
สาธารณะมาเป็นของตนเองอยา่ งเปน็ อตั โนมตั ิเชน่ กัน โดยมติ อ้ งยบั ย้ังช่ังใจเลยในการพิจารณากระทาคุณความสุจริต
หรอื หักห้ามใจในการทุจริตอนั สืบเนอ่ื งจากความเปน็ อตั โนมตั นิ ั้นแล

การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างเป็นอัตโนมัติ จึงเป็น
พ้ืนฐานสาคัญของคุณงามความดีในระดับที่สูงยิ่งๆ ข้ึนไป ท้ังความพอเพียง คุณธรรมในใจ จริยธรรมในการกระทา
จึงเป็นความสาคัญย่ิงในการสร้างให้เกิดข้ึนในจิตใจของปุถุชนอันจะนาไปสู่ความดีงามในระดับท่ีสูงข้ึน ทั้งยังเกิด
ประโยชน์ต่อสาธารณะ คือ ไม่เบียดเบียนสาธารณะ ไม่ทุจริต และยังเป็นรูปธรรมท่ีจับต้องได้ เห็นผลชัดเจน
และมีความสาคัญอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะในฐานะของผู้นา ผู้มีอานาจในบ้านเมือง ที่ต้องแยกผลประโยชน์
ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ไม่ใช้อานาจกอบโกยประโยชน์เข้าสู่ตนเอง หรือในฐานะของประชาชนท่ัวไป
ท่ีสามารถแยกแยะผลประโยชน์ตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ไมล่ ะเมดิ ประโยชนส์ าธารณะ

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา หลักพอเพียงอันเกิดจากการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคล
และผลประโยชน์ส่วนรวมดงั กลา่ ว สอดคลอ้ งกับหลักธรรม เรอ่ื ง “ประโยชน์ ๓ (อัตถะ ๓)” อนั ประกอบไปด้วย

(๑) อตั ตัตถะ – ประโยชนต์ น
(๒) ปรัตถะ – ประโยชน์ผูอ้ ืน่
(๓) อภุ ยัตถะ – ประโยชนร์ ว่ มกัน, ประโยชนส์ ว่ นรวม

การจาแนกประโยชน์ทง้ั ๓ ประการนน้ั พระพทุ ธองค์ ทรงชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกันของรูปแบบ
ทงั้ ๓ ประโยชน์ และยังทรงชใี้ ห้เหน็ ถึงโทษแหง่ การไมร่ ู้ประโยชน์ ดงั พระสูตรทวี่ า่

“ลทุ โฺ ธ อตถฺ ํ น ชานาติ ความวา่ คนผู้โลภแลว้ ยอ่ มไมร่ ้อู ตั ถะ คือ ประโยชน์เก้อื กลู มีประโยชนต์ นและประโยชนผ์ ู้อ่ืนเปน็ ต้นตามความจริง...
... ดูก่อนพราหมณ์ คนผ้กู าํ หนัดแลว้ แล อันราคะครอบงาํ แล้ว มจี ติ ถกู ราคะกลมุ้ รมุ แลว้ ยอ่ มไมร่ ปู้ ระโยชนต์ นตามความจริงบ้าง
ย่อมไมร่ ูป้ ระโยชน์ผูอ้ น่ื ตามความจริงบ้าง ยอ่ มไมร่ ้ทู ้ังประโยชนต์ น และประโยชนผ์ อู้ น่ื ทงั้ สองอยา่ งตามความจริงบ้าง ดังน้ี ...”

๕๒

อนง่ึ พอเพยี ง ยังสอดคล้องกบั หลกั ธรรมสาคัญอีกประการ คือ “สันโดษ” อันหมายถึงความยินดีด้วย
ของของตนด้วยเรี่ยวแรง และความเพียรโดยความชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่ม
รูจ้ กั พอ สนั โดษแบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ ประการดังน้ี

(๑) ยถาลาภสันโดษ - ยินดีตามที่ได้ หมายความว่า ตนหาส่ิงใดได้มาด้วยความเพียร
อันชอบธรรม ก็ยินดใี นส่ิงนน้ั ไม่ติดใจอยากได้สิง่ อน่ื ทงั้ ไมเ่ ดือดรอ้ นเพราะส่ิงทตี่ นไม่ไดม้ า และไมร่ ษิ ยาคนอน่ื เขา

(๒) ยถาพลสันโดษ – ยินดีตามกาลัง คือ ตนทาเต็มท่ีตามศักยภาพท่ีมีอยู่ และได้มาแค่ไหน
กย็ นิ ดีแคน่ ัน้ ไม่ยินดีอยากไดเ้ กินกาลงั

(๓) ยถาสารปุ ปสันโดษ – ยินดีตามสมควร หมายถึง ยินดีตามที่เหมาะสมกับตน ท้ังในแง่ของ
เพศภาวะ ฐานะทางสงั คมและแนวทางการดาเนินชีวติ

การสามารถแยกแยะผลประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ (อัตถิ ๓) ได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงมีความสันโดษ
ในจิตใจ (ยถาลาภสนั โดษ, ยถาพลสนั โดษ, และยถาสารปุ ปสนั โดษ) ย่อมยังให้เกิดความพอเพียงท่ีแท้จริงทั้งทางกาย
วาจา และจติ ใจอย่างย่งั ยนื ต่อไป

(๒) Transparent : โปรง่ ใส

T (Transparent) สุจริตธรรมจะช่วยให้สามารถสร้างค่านิยมของความโปร่งใส อันเร่ิมมาจาก
ความคิดความองอาจกล้าหาญที่พร้อมจะเปิดเผย (มโนสุจริต) อันเน่ืองมาจากกระทาที่สุจริต โปร่งใส และถูกต้อง
(กายสุจริต) และยังสามารถถ่ายทอดเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดวัฒนธรรมของความเปิดเผย โปร่งใส และรับผิดชอบ
ใหเ้ กิดขึ้นทงั้ ในระดบั องค์กรและระดบั สงั คม (วจีสุจรติ )

หากกล่าวโดยประณีต Transparent : โปร่งใส คือ บุคคลและหน่วยงานปฏิบัติงาน
บนฐานของความโปร่งใส ความโปร่งใสอาจมิใช่ตัวรับประกันความสุจริตของบุคคลหรือหน่วยงาน แต่ความโปร่งใส
เป็นเคร่ืองมือสาคัญอันจะนาไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของหน่วยงานให้นาไปสู่ความเจริญและพัฒนา
มากยิ่งข้ึน แนวคิดเก่ียวกับความโปร่งใสนั้น ไม่มีนิยามที่ตายตัว ข้ึนอยู่กับความเข้าใจของผู้ท่ีนาไปใช้ รวมท้ังบริบท
ของสังคม วัฒนธรรม ค่านิยมและวิถีชีวิต รวมถึงประเภทขององค์กรด้วย ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุป ความโปร่งใส
(Transparent) นั้น หมายถึง การกระทาใดๆ ที่แสดงออกถึงความชัดเจน ตรงไปตรงมา มีการเปิดเผยข้อมูล
ต่อสาธารณชนการประพฤติปฏิบัติของบุคลากรตั้งอยู่บนฐานคติของความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสานึกที่ดี
ต่อหน้าท่ี ทั้งนี้ การกระทาใดๆ น้นั ตอ้ งสามารถตรวจสอบและช้แี จงได้เมื่อมขี ้อสงสยั

โปร่งใส เป็นเครื่องมือสาคัญท่ีมีความจาเป็นไม่ใช่เพียงเรื่องต่อต้านการทุจริตเท่าน้ัน แต่รวมถึงในมิติ
ของการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึนด้วย เหตุเพราะความโปร่งใสนั้น จะนาไปสู่การตรวจสอบได้
และความรับผิดชอบอีกด้วย ความโปร่งใสจึงมิใช่เรื่องของการพัฒนาในเชิงระบบเพียงอย่างเดียว แต่หากหมายถึง
การพัฒนาเชิงค่านิยม ความกล้าหาญ ความเปิดเผย และความรับผิดชอบอีกด้วย และยังหมายถึงการพัฒนา
ให้เกิดค่านิยมในการพัฒนากระบวนการจัดการงานให้เป็นระบบอยู่เสมอ ท้ังในมิติในเชิงปัจเจก รวมถึงในมุม
ของค่านิยมร่วมของสังคม กล่าวโดยสรุปนั้น ความโปร่งใส เป็นเคร่ืองมือที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริต หากมีความ
โปรง่ ใสมาก การตรวจจับการทุจริตรวมถึงการตรวจพบขอ้ บกพรอ่ งกจ็ ะมีความง่ายยิ่งข้ึน และการสร้างความโปร่งใส
มิใช่เพยี งการพัฒนาเชิงระบบ แตก่ ารพฒั นาให้เกิดเป็นคา่ นิยม เป็นวัฒนธรรม ก็สาคัญไม่แพ้กัน ในการสร้างทัศนคติ
ทางบวกต่อความโปร่งใส ความรับผิดชอบ อนั จะนาไปสกู่ ารรว่ มพฒั นางานและต่อตา้ นการทุจรติ ต่อไป

๕๓

ในมมุ มองของพระพทุ ธศาสนา ค่านิยมของความโปร่งใส สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “อนวัชชสุข”
อนั เปน็ หนึง่ ในสุขของคฤหสั ถ์ ๔ ประการ ดังพระพุทธองคต์ รัสไวใ้ น อันนนาถสตู ร ดังน้ี

“...สขุ ๔ ประการเป็นไฉน คือ สขุ เกดิ แตค่ วามมีทรพั ย์ ๑
สขุ เกิดแต่การจา่ ยทรัพย์บรโิ ภค ๑ สุขเกดิ แต่ความไมเ่ ป็นหน้ี ๑

สุขเกิดแตป่ ระกอบการงานที่ปราศจากโทษ ๑...”

กล่าวคอื อนวัชชสขุ คือ สขุ อนั เกดิ จากการประกอบการงานทีป่ ราศจากโทษ สุขอันเกิดจากความสุจริต
คือ การประกอบกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ บุคคลผู้นั้นย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า
เราประกอบดว้ ยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อนั หาโทษมิได้ อนั พระพุทธองค์ได้ยกไว้วา่ เปน็ สขุ สงู สดุ ตามพระสตู รท่ีว่า

“...นรชนผูม้ อี นั จะตายเป็นสภาพ รู้ความไมเ่ ป็นหนีว้ า่ เป็นสุขแลว้
พึงระลึกถงึ สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ เมอ่ื ใช้สอยโภคะเปน็ สขุ อยู่

ยอ่ มเหน็ แจง้ ด้วยปัญญา ผู้มเี มธาดี เมอ่ื เหน็ แจ้ง ย่อมรู้
สว่ นทงั้ ๒ วา่ สุขแมท้ ัง้ ๓ อย่างนี้ ไมถ่ ึงเสี้ยวท่ี ๑๖ อนั
จาํ แนกแลว้ ๑๖ ครัง้ ของสุขเกิดแตก่ ารประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ฯ...”

ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือทางโลกในระดับสากลที่ใช้ในการป้องกัน ยับยั้ง การทุจริต ในเชิงของระบบ
กฎหมาย การบริหารงาน โดยมุ่งสร้างจากภายนอกเข้าสู่ภายใน หากแต่ทางพระพุทธศาสนานั้น สร้างทั้งจาก
ภายนอกส่ภู ายใน (เชน่ ศีล เป็นตน้ ) และยังสร้างภายในสภู่ ายนอกด้วย เชน่ สุขอันเกดิ จากความสุจรติ น้ี (อนวัชชสุข)
หากมุ่งสร้างระบบ สร้างกฎเกณฑ์ กลไก ให้เกิดความโปร่งใสมากสักเพียงใด ตัวมนุษย์ผู้อยู่ใต้ร่มนั้นมิได้มีทรรศนะ
ความเห็นถึงประโยชน์ซึง่ เกิดจากความสขุ อันเกิดจากความสจุ ริต ความโปร่งใสในระดับวัฒนธรรมย่อมยากที่จะสร้าง
ใหเ้ กิดไดโ้ ดยยั่งยืน

(๓) Realise : ตื่นรู้
R (Realise) สุจริตธรรมจะช่วยเสริมสร้างให้เกิดความตื่นรู้ต่อปัญหาการทุจริต (มโนสุจริต)
อันจะนาไปสู่ความพร้อมที่จะลงมือแก้ไขปัญหาการทุจริต (กายสุจริต) และร่วมกันสร้างให้สังคมทุกภาคส่วนต่ืนรู้
และร่วมกนั แกไ้ ขปญั หาการทจุ รติ ให้สาเร็จได้จริง (วจสี ุจรติ )

หากกล่าวโดยประณีต Realise : ต่ืนรู้ คือ การรู้และพร้อมลงมือป้องกันทุจริต ต่ืนรู้มิใช่เพียง
การมีความรู้สึกตระหนักถึงพิษภัยหรือปัญหาของการทุจริต แต่เป็นความรู้สึกท่ีหนักแน่นว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ต้อง
แก้ไข และเป็นรากเหง้าแห่งความช่ัวร้ายทั้งปวงที่จะส่งผลร้ายให้เกิดกับทั้งตนเองและต่อผู้อ่ืน การต่ืนรู้น้ัน
นอกเหนอื จะเป็นความรู้สึกที่ว่า ตนเองไม่ควรทาทุจริตและจะต้องไม่ทาทุจริต แล้วยังต้องรู้สึกว่าการทุจริตท่ีเกิดข้ึน
ในสังคมเป็นส่ิงท่ีไม่ควรเกิดข้ึนและเป็นส่ิงที่เป็นต้นตอของปัญหาอีกหลายประการท่ีจะตามมา เหนือไปกว่าน้ัน
ยงั ต้องรสู้ กึ อีกว่าตนเองเป็นสว่ นหน่ึงท่สี ามารถลงมือแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ลดลงได้และยังพร้อมท่ีจะลงมือกระทา
เมือ่ มีโอกาสทก่ี ระทาไดเ้ ตม็ ทเ่ี ต็มกาลงั ของตน

ตืน่ รู้ เป็นการสร้างแนวคิดความเห็นที่ถูกต้อง รู้ชัดรากเหง้าแห่งทุจริตและสุจริต เป็นกระบวนการ
ท่ีมุ่งเน้นให้เกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม ที่ไม่ใช่เพียงการสร้างค่านิยมว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ไม่สมควรกระทา แต่ยังต้องสามารถเชื่อมโยงและบูรณาการได้ว่าปัญหาหลายประการที่เป็นความเส่ือมท่ีเกิดขึ้น

๕๔

ในปจั จบุ นั ทกุ ๆ ปัญหาล้วนมีความเก่ียวข้องกับการทุจริตอยา่ งหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ยังต้องสามารถเช่ือมโยง
เหตุและผลให้สอดคล้องกันเพื่อเปลี่ยนถ่ายค่านิยมเดิมว่า“การทุจริตเป็นเร่ืองไกลตัว” ด้วยการรู้และแสดง
ขอ้ เท็จจรงิ เช่น “แมจ้ ะไมไ่ ดจ้ ่ายภาษีเงินไดบ้ คุ คลแต่ทุกคนกต็ อ้ งจา่ ยภาษีในรูปแบบภาษีมูลค่าเพ่ิม ๗% ในทุกคร้ังที่
มีการใช้จ่าย”, “งบประมาณแผ่นดินมีมากเพียงพอที่จะพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แต่กลับพัฒนาได้
ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะการทุจริต”, “การให้สินบนหรือสมประโยชน์กันระหว่างข้าราชการและเอกชนแม้จะดู
ไม่เกี่ยวข้องกับตน แต่ในท้ายที่สุดแล้วผลประโยชน์ท่ีควรตกแก่สาธารณะก็กลับกลายเป็นประโยชน์ส่วนบุคคล
ของคนบางคน” เปน็ ตน้

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การต่ืนรู้ สอดคล้องกับหลักธรรมท่ีชื่อว่า “สัมมาทิฏฐิ” อันเป็น
หน่ึงองค์ธรรมของ “มรรคมีองค์ ๘” (หนทาง, ทาง) ท่ีพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ๘ ประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ,
๒. สัมมาสังกปั ปะ - ดาริชอบ, ๓. สมั มาวาจา - เจรจาชอบ, ๔. สัมมากมั มนั ตะ - ทาการชอบ, ๕. สัมมาอาชวี ะ - เลี้ยงชีพชอบ,
๖. สัมมาวายามะ - เพยี รชอบ, ๗. สมั มาสติ - ระลกึ ชอบ, และ ๘. สมั มาสมาธิ - ต้ังจติ มั่นชอบ

หากจะกลา่ วโดยละเอียด สัมมาทิฏฐิ – เห็นชอบ เป็นข้อแรกของข้อธรรมท่ีหากปราศจากพื้นฐาน
ของความเห็นชอบแล้วนั้น ย่อมยากย่ิงท่ีจะถึงจุดหมายปลายทาง โดยสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอันเห็นชอบ
ตามความเป็นจริง ตามครรลองคลองธรรม ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คือ ทางเกิดแห่งแนวคิดท่ีถูกต้อง, ต้นทาง
ของความดีงามทั้งปวงมี ๒ ประการ

๑. ปรโตโฆสะ คือ การหมนั่ รับฟงั คาแนะนา ข่าวสาร สนทนาซักถาม ฟงั คาบอกเล่าจากผู้อืน่
ผูเ้ ปน็ กลั ยาณมติ ร (การกระตุ้นจากภายนอก)

๒. โยนิโสมนสิการ คือ กระทาในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา
รจู้ กั สืบสาวหาเหตุผล แยกแยะส่งิ นน้ั ๆ หรอื ปญั หานัน้ ๆ ออก ใหเ้ ห็นตามสภาวะและตามความสมั พนั ธ์แห่งเหตุปัจจัย
(การใชค้ วามคดิ ถกู วิธี ความรจู้ ักคดิ คิดเป็น)

การตนื่ ร้ใู นการต่อตา้ นการทุจรติ อันมพี ืน้ ฐานจากสจุ รติ ธรรมท้งั ทาง กาย วาจา ใจ น้นั จะเกิดข้ึนได้
ยากยิ่ง หากปราศจากแนวทางและวิธีการที่แยบคายอันพระพุทธศาสนาได้กาหนดไว้แล้วคือ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ
ตามความเป็นจริงท่ีเกิดจากการหมั่นรับข้อมูลข่าวสาร (ปรโตโฆสะ) แล้วนามาคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองตามสภาวะ
แห่งเหตุปัจจัยของความเป็นจริง (โยนิโสมนสิการ) อันจะนามาสู่แนวคิดความเห็นท่ีถูกต้อง รู้ชัดรากเหง้าแห่งทุจริต
และสุจรติ ซ่งึ จะนาไปสกู่ ารพรอ้ มรว่ มกนั ลงมอื ป้องกันทุจรติ

(๔) Onward: มุง่ ไปข้างหน้า
O (Onward) สุจริตธรรมจะเสริมสร้างให้เกิดการขับเคล่ือนสังคมไปสู่ความเจริญ อันมีจุดเร่ิมต้น
จากการมีวิสัยทศั นแ์ ละความเชอื่ ความศรัทธาท่วี า่ สงั คมสามารถเปลี่ยนไปสู่ความเจริญได้ และเราทุกคนล้วนมีหน้าที่
ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ (มโนสุจริต) เม่ือรู้แล้วก็พร้อมลงมือเปลี่ยนแปลง แก้ไข สร้างสิ่งที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
(กายสุจริต) และยังสามารถเป็นผู้นาแก่บุคคลอื่น โน้มน้าว สังคม ให้เช่ือและร่วมมุ่งไปข้างหน้าโดยสามัคคีกัน
(วจีสจุ ริต)
หากกล่าวโดยประณีต Onward: มุ่งไปข้างหน้า คือ การมุ่งพัฒนาให้เกิดความเจริญโดยการต่อสู้
กบั การทจุ ริตอยา่ งไม่ยอ่ ท้อ โดยมีพื้นฐานจากความเชอ่ื ความศรัทธา ในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้นาไปสู่ความเจริญ
โดยการต่อสู้กับการทุจริต ภายใต้ความเชื่อท่ีว่า หากตนเองดีเพียงส่วนเดียวน้ันก็อาจไม่เพียงพอท่ีจะเป็นพลัง

๕๕

ในการเปล่ียนแปลงสังคมได้ ต้องโน้มน้าว จูงใจ ชักนา หรือลงมือกระทาตามกาลังที่ตนมีเพ่ือปรับปรุงสังคม
ใหด้ ยี ิง่ ขึ้น เพอื่ สร้างแนวร่วมแหง่ ความสุจรติ ใหเ้ กดิ ขึน้ มาเพ่ือต่อสู้กบั การทุจริตท่ีเปน็ รากเหง้าสาคัญแหง่ ปัญหาอน่ื ๆ

การมุ่งไปข้างหน้า ยังหมายถึง การเพียรพยายามแก้ไขส่ิงที่ผิดปรับปรุงให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ดีงาม โดยไม่เพิกเฉย หรืออดทนต่อความทุจริตน้ันๆ โดยการแสวงหาหนทาง เพียรพยายาม มีศรัทธาความเชื่อ
ในเป้าหมายว่าสามารถทาให้เกิดขึ้นได้จริงๆ อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และมีวิริยะอุตสาหะเพียรพยายาม
ในการรักษาคุณความดที ่ีเกดิ ขึ้นแลว้ ใหค้ งอยูอ่ ย่างสมา่ เสมอ

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การมุ่งไปข้างหน้า สอดคล้องกับหลักธรรมท่ีชื่อว่า “จักขุมา”
อันเป็นหนึ่งองค์ธรรมของ “ปาปณิกธรรม ๓” ท่ีประกอบไปด้วย ๑. จักขุมา, ๒. วิธูโร, และ ๓. นิสสยสัมปันโน
องค์ธรรมของปาปณิกธรรมนัน้ ปรากฏในปาปณิกสูตร ในสตู รท่ี ๑ ตรสั ไว้ว่า

“...องค์ ๓ ประการเป็นไฉน ภิกษทุ ั้งหลาย
พอ่ คา้ ในโลกน้ี เวลาเช้าจดั แจงการงานโดยเอ้ือเฟื้อ เวลาเที่ยงจัดแจง
การงานโดยเอ้ือเฟ้อื เวลาเย็นจัดแจงการงานโดยเอ้อื เฟ้ือ ภกิ ษทุ ้ังหลาย
พ่อค้าผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๓ ประการน้แี ล สมควรจะไดโ้ ภคทรพั ย์ทย่ี งั ไม่ได้

หรือเพื่อทําโภคทรัพยท์ ี่ไดแ้ ล้วใหท้ วีมากข้นึ ...”

โดยไดเ้ ช่ือมโยงมาถงึ กบั ภิกษทุ ง้ั หลายว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๓ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
สมควรจะไดบ้ รรลกุ ศุ ลธรรมหรอื สจุ รติ ธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือเพ่ือทากุศลธรรมหรือสุจริตธรรมท่ีได้บรรลุแล้วให้เจริญ
มากขึ้น กล่าวคือ ความเพียร ไม่ย่อท้อต่อ และทาอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นนิจเป็นเหตุปัจจัยให้นาไปสู่ความสาเร็จ
ทง้ั ทางโลกและทางธรรม

นอกจากน้ี องค์ ๓ ประการในสูตรที่ ๒ ยังได้กล่าวข้อธรรมที่เหนือไปกว่าน้ันว่า หากผู้ใด
ประกอบดว้ ยองค์ ๓ ประการน้ี “...จะถงึ ความมีโภคทรพั ย์มากมายเหลือเฟอื ไม่นานเลย...” กล่าวคือ ไม่ใช่เพียงแค่ได้
โภคทรัพย์มากข้ึนตามพระสูตรท่ี ๑ แต่จะได้โภคทรัพย์มากมายในเวลาไม่นาน (อย่างรวดเร็ว) ในองค์ธรรมข้อแรกคือ
จกั ขมุ า อันพระพุทธองคต์ รสั ไวว้ ่า

“... ภิกษุท้ังหลาย พ่อค้าช่ือวา่ เป็นคนมีตาดีอยา่ งไร ภิกษุทั้งหลาย
พอ่ คา้ ในโลกนี้ย่อมรสู้ ิง่ ทจ่ี ะพึงซื้อขายว่า สิง่ ที่พึงขายน้ี ซ้ือมาเทา่ นี้ ขายไป

เทา่ นี้ จักได้ทนุ เท่าน้ี มีกําไรเท่านี้ ดังนี้ ภกิ ษุท้ังหลาย พอ่ ค้าชือ่ วา่ เปน็
คนมตี าดี ดว้ ยอาการอยา่ งนี้แล...”

กลา่ วคือ การมปี ัญญามองการณ์ไกล ร้วู า่ ตอ้ งทาอยา่ งไรถึงจะบรรลุตามเป้าหมาย สามารถวางแผน
และฉลาดในการอ่านคน

จักขุมา (ปาปณิกธรรม) และมุ่งไปข้างหน้า (Onward) จึงเชื่อมโยงสอดคล้องกันในความที่ว่า
เป็นความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง มีปัญญา มีศรัทธา มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาให้เกิดความเจริญ
โดยการต่อสูท้ จุ รติ ไปส่เู ปา้ หมายอย่างไม่ย่อท้อ ตามความที่กลา่ วข้างต้นน้นั เอง

๕๖

(๕) Knowledge : ความรู้
N (kNowledge) สุจริตธรรมจะเสริมสร้างให้เกิดค่านิยมความใฝ่รู้ แสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง
เป็นฐานในการประกอบกิจการงานต่างๆ (มโนสุจริต) และแสวงหาความรู้ท้ังส่ิงท่ีล่วงมาแล้ว สิ่งท่ีเกิดขึ้น
ณ ปัจจุบันขณะ และคาดการณ์หนทางท่ีอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเท่าทัน (กายสุจริต) และยังร่วมถ่ายทอด
ใหส้ งั คมเป็นสังคมทใ่ี ฝร่ ู้ แสวงหาความรอู้ ยูเ่ สมอใหเ้ ท่าทันต่อสถานการณ์การทุจรติ (วจีสุจรติ )

หากกล่าวโดยประณีต Knowledge: ความรู้ คือ การแสวงหาความรู้อย่างต่อเน่ือง เพื่อให้เท่าทัน
ต่อสถานการณ์การทุจริต ความรู้เป็นพ้ืนฐานสาคัญในการกระทาทุกส่ิงในชีวิตประจาวัน การกาหนดเรื่องความรู้
ในโมเดล STRONG น้ัน มคี วามสาคญั มาก ดว้ ยเพราะการทจุ รติ โดยธรรมชาติ เป็นเร่อื งที่ตอ้ งปกปิด ซุกซ่อนอาพราง
และท่ีสาคัญคือมีความซับซ้อนและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วอย่างยิ่งในแต่ละยุคแต่ละสมัย

การมีความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันขณะที่เกิดขึ้น ความรู้เท่าทันแนวโน้ม
ในอนาคตทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ รวมถึงความรู้ในอดีตอันอาจจะวนกลับมาเกิดข้ึนอีกในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งท่ีสาคัญอย่างย่ิง
เพอื่ ใหเ้ ทา่ ทนั และสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาการทุจริตท้ังที่จะเกิดกับตนเองหรือเกิดต่อส่วนรวมได้อย่างเท่าทัน
สิ่งเหล่านี้จะเกิดข้ึนได้โดยยั่งยืนจะต้องเกิดจากความใฝ่รู้ ค่านิยมในการแสวงหาความรู้ และความรู้ในการค้นคว้ า
แหลง่ ความรนู้ ้ัน ๆ

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ความรู้ สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “วิธูโร” อันเป็น
หน่งึ องคธ์ รรมของ “ปาปณิกธรรม ๓” ท่ปี ระกอบไปดว้ ย ๑. จกั ขมุ า, ๒. วธิ โู ร, และ๓. นิสสยสัมปันโน ปาปณิกสูตร
ในพระสูตรที่ ๑ ที่กล่าวถึงความสม่าเสมอน้ันได้อรรถาธิบายในหัวข้อก่อนหน้าแล้ว ในหัวข้อน้ี จะมุ่งเน้นเฉพาะ
ขอ้ ธรรม วิธโู ร

วิธูโรน้ัน หมายถึง จัดการธุระได้ดี มีความเชี่ยวชาญ มีความชานาญด้านเทคนิค ในพระสูตร
ได้บัญญตั ิไวว้ า่

“... ภิกษุทงั้ หลาย พ่อคา้ ชื่อว่ามธี ุระดีอย่างไร
ภกิ ษุทั้งหลาย พ่อค้าในโลกนี้ เปน็ คนฉลาดทจ่ี ะซ้ือและขายส่ิงทต่ี นจะพึง
ซื้อขาย ภกิ ษทุ ง้ั หลาย พ่อคา้ ช่อื ว่าเป็นคนมีธรุ ะดี ดว้ ยอาการอยา่ งน้แี ล ...”

วิธโู ร (ปาปณิกธรรม) และความรู้ (Knowledge) ตามโมเดล STRONG นั้น จงึ เช่อื มโยงสอดคลอ้ งกัน
ในแงท่ ่วี า่ มคี วามเพยี รพยายาม มีความรู้ ความเชย่ี วชาญ และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง นนั้ แล

(๖) Generosity: เอื้ออาทร
G (Generosity) สุจริตธรรมจะเสริมสร้างสังคมให้เกิดความเอื้ออาทรต่อกัน มีเมตตาต่อกัน
ภายใต้ความถูกต้องของกฎหมาย จริยธรรม ไม่นาประโยชน์อันควรเป็นสาธารณสมบัติมาเป็นของตนหรือพวกพ้อง
(มโนสุจรติ ) มีความกรณุ าต่อกันอยา่ งบริสุทธิ์ใจโดยไมห่ วังการตอบแทน (กายสุจริต) และร่วมสร้างสังคมท่ีกอรปด้วย
ความเออ้ื อาทรตอ่ กัน บนพ้นื ฐานของจริยธรรมอนั ถกู ต้อง (วจสี ุจริต)

กล่าวโดยประณีต Generosity: เอื้ออาทร คือ ร่วมพัฒนาให้เกิดความเอ้ืออาทรต่อกันบนพื้นฐาน
ของจริยธรรมและจิตพอเพียง ความเอื้ออาทรเป็นพ้ืนฐานสาคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์อันต้องการ
ความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เมตตากรุณา มีน้าใจซ่ึงกันและกัน แต่จากข้อเท็จจริงท่ีเกิดข้ึน ความเอ้ืออาทรที่เกินขอบเขต

๕๗

เกินหลักของเหตุและผล ท่ีนอกจากจะนาไปสู่ความเดือดร้อนในระดับบุคคลเองแล้วยังนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า
“ระบบอุปถมั ภ์” ในทางทไี่ ม่ถกู ต้องอันจะสง่ ผลกระทบต่อบุคคลอืน่ รวมถงึ สังคมในวงกวา้ งอกี ด้วย

การปลกู ฝังความเอ้ืออาทรตอ่ กันในทางทถี่ กู ต้อง จึงยงั จะให้เกดิ ประโยชน์ท้ังในแง่มุมของการอยู่ร่วมกัน
อย่างเป็นสุขของคนในสงั คม อีกทั้งยงั เป็นการกาหนดขอบเขตท่วี า่ เอือ้ อาทรตอ่ กนั ในกรอบจริยธรรมไหน ที่จะไม่เป็น
การเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น หรือไม่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบมาเป็นของตน สร้างค่านิยม
ความเอ้อื อาทรตอ่ กนั ในขอบเขตท่ีถกู ท่คี วรเพ่อื ลดคา่ นิยมระบบอุปถมั ภ์อนั เปน็ รากเหง้าของปัญหาการทุจริต และยัง
สามารถนาไปส่คู วามเป็นน้าหนงึ่ ใจเดยี วกันในการร่วมกันตอ่ ตา้ นการุทจรติ สร้างแนวร่วมความสุจริตได้อีกด้วย

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา เอื้ออาทร สอดคล้องกับหลักธรรมท่ีชื่อว่า “นิสสยสัมปันโน”
อันเป็นหนึ่งองค์ธรรมของ “ปาปณิกธรรม ๓” ท่ีประกอบไปด้วย ๑. จักขุมา, ๒. วิธูโร, และ ๓. นิสสยสัมปันโน
ปาปณกิ สูตรในพระสูตรที่ ๑ ที่กล่าวถึงความสม่าเสมอน้นั ได้อรรถาธบิ ายในหวั ขอ้ ก่อนหน้าแล้ว ในหัวข้อน้ี จะมุ่งเน้น
เฉพาะข้อธรรม นสิ สยสัมปันโน

นิสสยสัมปันโน หมายถึง การเป็นที่พ่ึงได้ การพร้อมถึงความเช่ือถือ ไว้วางใจ ในหมู่คณะ
การมมี นุษยสมั พันธท์ ดี่ ี ดงั ในพระสูตรท่ีกลา่ วไว้ว่า

“... ภิกษทุ ้งั หลาย พ่อค้าชื่อวา่ เปน็ ผู้ถึงพร้อมด้วยคนซงึ่ จะเปน็ ที่พง่ึ ได้อย่างไร
ภกิ ษุท้ังหลาย พ่อค้าในโลกน้ี อนั คฤหบดหี รอื บตุ รคฤหบดีผู้ม่งั ค่งั ผู้มีทรัพย์มาก
มโี ภคะมาก ทราบไดเ้ ชน่ น้ีว่าทา่ นพ่อค้าผู้นี้แล เป็นคนมีตาดี มีธรุ ะดี สามารถ

ท่จี ะเล้ยี งบุตรภรรยา และใชค้ ืนใหแ้ ก่เราตามเวลาได้ เขาตา่ งก็เชอ้ื เชิญ
พ่อคา้ นั้นด้วยโภคะวา่ แนะ่ ทา่ นพ่อคา้ ผู้สหาย แต่นี้ไปทา่ นจงนาํ เอาโภคะไปเล้ยี งดู

บุตรภรรยา และใช้คืนให้แกเ่ ราตามเวลา ภกิ ษุทง้ั หลาย พอ่ คา้ ชอ่ื วา่ เปน็
ผู้ถึงพร้อมดว้ ยบคุ คลซึ่งเปน็ ที่พงึ่ ได้ดว้ ยอาการอยา่ งนแี้ ล ...”

นิสสยสัมปันโน (ปาปณิกธรรม) และเอื้ออาทร (Generosity) ตามโมเดล STRONG นั้น
จึงเช่ือมโยงสอดคล้องกันในความหมายน้ี คือการมีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่พ่ึงพิงได้ นิสัยดี มีความเอ้ืออาทรต่อกัน
บนพืน้ ฐานจรยิ ธรรมและความพอเพียงน่ันเอง

๔. วงล้อสจุ ริตธรรมแหง่ STRONG Model
หลักธรรมคาสง่ั สอนขององค์สมเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ลว้ นเป็นสัจธรรมความเป็นจริงท่ีเชื่อมโยง

สอดคล้องกันอันจะนาไปสู่การเจริญงอกงามของผู้ปฏิบัติตามพระสัจธรรมเหล่านั้น ความเชื่อมโยงอันเป็นสัจธรรม
ของพระสัจธรรม ถูกแสดงออกผ่านพระธรรมเทศนาทั้งแบบอนุโลม – ปฏิโลม ของพระบรมศาสดารวมถึง
พระอุปัชฌาครูบาอาจารย์ที่ได้พรรณาไว้แต่บรรพกาลมา เช่นว่าความเช่ือมโยงสัมพันธ์กันของสุจริตธรรม
อนั มีกายสจุ รติ วาจาสุจริต และมโนสุจรติ เป็นตน้

กายสุจริต และวาจาสุจริต ด้วยอานาจของศีลและการปฏิบัติย่อมเป็นส่ิงขัดเกลาจิตใจให้มีความสุจริต
มโนสุจริต อันเกิดจากการฝึกจิตท่ีดีแล้วก็จะนาไปสู่การแสดงออกทางกายที่สุจริตและวจีที่สุจริตเช่นกัน
ในทางกลับกัน กายหรือวาจาที่ทุจริต ก็จะนาไปสู่ความมัวหมองของใจ ความคิดหรือมโนที่ทุจริต ก็จะแสดงออก
ผ่านกายและวาจาท่ีทุจริตเฉกเช่นเดียวกัน การเชื่อมโยงกันในข้อธรรมลักษณะนี้ปรากฏเป็นลักษณะเดียวกัน
ในข้อธรรมของพระพุทธศาสนาหลายหลักธรรม เช่น อริยสัจ ๔ ความเชื่อมโยงของทุกข์ เหตุทุกข์ ความพ้นทุกข์

๕๘

ทางพ้นทุกข์, พรหมวิหาร ๔ ความเช่ือมโยงของการสงสาร การช่วยเหลือ การยินดี และการวางเฉยเมื่อเกินกาลัง,
อิทธิบาท ๔ ความเชื่อมโยงของความพอใจ ความพยายามทา ความตั้งใจ และการใคร่ครวญพิจารณาในสิ่งท่ีทา
อย่างสมา่ เสมอ เป็นตน้

โมเดล STRONG ก็เฉกเช่นเดียวกัน นัยยะของโมเดลแต่ละตัวล้วนถ่ายทอดอุดมคติที่เชื่อมโยง
ร้อยเรียงอย่างมีแบบแผน เร่ิมจาก พอเพียง (S-Sufficient) แยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลได้แล้ว หากถูกต้อง
ก็ต้องกล้าท่ีจะเปิดเผย โปร่งใส มุ่งสร้างความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ (T-Transparent) เมื่อเปิดเผยแล้ว
สิ่งท่ปี รากฏ ตรงไหนมปี ัญหาต้องแก้ไข ส่วนใดมีผลกระทบตรงไหนบ้าง กต็ ้องต่ืนรู้ และพรอ้ มลงมอื แก้ไขสิง่ น้นั (R-Realise)
เมื่อรู้ชัดถึงแนวทางก็มุ่งแก้ไขพัฒนาอย่างไม่ย่อท้อ (O-Onward) สิ่งที่สาคัญคือต้องไม่ประมาทโดยการแสวงหา
ความรู้อย่างเท่าทันเพ่ือพัฒนาตนเองอยู่เสมอ (N-kNowledge) และยังต้องแสวงหาแนวรว่ มความดีผ่านการสร้าง
ค่านิยมของความเอ้อื อาทรในทางที่ดีงาม (G-Generosity)

หากกล่าวโดยพิสดารไปอีกขั้น จะสามารถเช่ือมโยงให้เห็นถึงโมเดลคู่ตรงข้ามกันที่เป็นความสมดุล
ซึง่ กันและกนั ของโมเดลตามเส้นเช่ือมโยงท่แี สดง คอื

(๑) S-Sufficient พอเพยี ง และ O-Onward มุ่งไปข้างหนา้
ความพอเพียง การแยกผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมโดยอัตโนมัติ (+S)
หากบคุ คลสรา้ งใหเ้ กิดในจติ ใจได้แล้ว แต่ไมร่ ว่ มกันมุง่ สร้างสรรคใ์ ห้เกิดข้นึ ในสงั คมส่วนรวม (-O) ความเจริญงอกงาม
ในสังคมภาพรวมก็เกิดข้ึนได้โดยยาก ในทางกลับกัน หากบุคคลมุ่งแต่จะพัฒนา (+O) โดยหลงลืมการแก้ไขจัดการ
ความโลภของตน กิเลสของตน กอบโกยโดยไม่พิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งท่ีตนพึงได้สิ่งใดเป็นประโยชน์สาธารณะ (-S)
จากผู้พัฒนาก็จะกลายเป็นผู้ท่ีเน้นการกอบโกย เพราะฉะน้ัน การพัฒนาจึงควรทาให้เกิดท้ังความพอเพียง
การแยกแยะฯ (+S) และปลกู ฝังใหเ้ กิดจติ สานกึ สาธารณะ มุ่งแก้ไข (+O) ไปโดยพรอ้ มเพรยี งกนั

(๒) T-Transparent โปรง่ ใส และ N-kNowledge ความรู้
หากมีข้อกาหนดให้มีการเปิดเผยเกิดข้ึนอย่างกว้างขวาง ในทุกส่วนของสังคม มีการวางระบบ
กฎหมาย และค่านิยมในการสนับสนุนการเปิดเผยอย่างประสบความสาเร็จ (+T) แต่สังคมไม่รู้เท่าทัน ขาดความรู้
ความเข้าใจในส่ิงเหล่าน้ัน จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เปิดเผยน้ันผิดถูกอย่างไร ต้องแก้ไขในจุดไหน (-N) การเปิดเผยนั้นก็เปล่า
ประโยชน์เสมือนลิงได้แก้ว ในทางกลับกัน สังคมมีความรู้มากมาย มีการแสวงหาความรู้อยู่สม่าเสมอ ( +N)
แต่หน่วยงานหรือองค์กรไม่มีค่านิยมหรือกฎหมายในการเปิดเผย โปร่งใส (-T) ความไว้เน้ือเช่ือใจกันก็จะเกิดข้ึนได้
โดยยาก เพราะฉะน้ัน การพัฒนาจึงควรมุ่งให้เกิดทั้งความเปิดเผย โปร่งใส รับผิดชอบ (+T) และต้องสร้างสรรค์
ให้สงั คมเกิดความรู้ และค่านิยมในการแสวงหาความรู้อยู่เสมอ (+N) ไปควบคกู่ ัน

(๓) R-Realise ตื่นรู้ และ G-Generosity เอื้ออาทร
สังคมท่ีมีความตื่นรู้ มุ่งเฝ้าระวังและคอยจับตามองหรือจับผิดคนท่ีกระทาส่ิงท่ีไม่ถูกต้องเป็นสังคม
ที่ทรงคุณค่าด้านการตรวจสอบซึ่งกันและกัน (+R) แต่หากเมื่อใดสังคมนั้นขาดมิติของความช่วยเหลือเก้ือกูลกัน
เอื้ออาทร ต่อกันและกัน บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อมนุษย์แล้วนั้น (-G) สังคมน้ัน ย่อมเป็นสังคมท่ีไม่น่าอยู่
ในทางกลบั กนั สังคมทช่ี ว่ ยเหลือเกือ้ กลู กนั อยา่ งมาก (+G) โดยทไ่ี มส่ นใจวา่ การช่วยเหลอื นั้น จะเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย
หรือจริยธรรมหรือไม่ และไม่สนใจรอบตัวว่าจะเกิดสิ่งท่ีไม่ถูกต้องข้ึนมาอย่างไร (-R) สังคมนั้นก็เป็นสังคมที่หย่อนยาน
เพราะฉะน้ัน การพัฒนาจึงควรมุ่งให้เกิดทั้งมิติของการอยู่ร่วมกันแบบมีกฎเกณฑ์ แบบแผน เป็นสังคม (+R) รวมถึง
มิตขิ องความเปน็ มนษุ ย์ (+G) ไปพร้อมๆ กนั

๕๙

จากท่ียกตัวอย่างข้างต้น นาไปสู่ข้อสรุปที่ว่า โมเดล STRONG อันจะนาไปสู่การสร้างตัวบุคคล
ท่ีเข้มแข็ง องค์กรที่เข้มแข็ง สังคมท่ีเข็มแข็งได้น้ัน ต้องเดินหน้าไปพร้อมกันในทุกองค์ประกอบ จึงจะนาไปสู่
ปลายทางของความสาเร็จไดอ้ ย่างยั่งยืน หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเสียสมดุลลงไป ก็ยากที่จะหมุนวงล้อ
ของโมเดลได้อย่างเต็มกาลัง ในลักษณะเดียวกันกับ สุจริตธรรม และข้อธรรรมอ่ืนๆ ที่มีองค์ประกอบท่ีต้อง
ขับเคลอ่ื นที่สาคญั ไมต่ า่ งกัน

การขับเคล่ือนวงล้อของ STRONG Model อย่างต่อเนื่อง เสมือนกับการหมุนของวงล้อแห่งมรรค
ทงั้ ๘ จะสร้างเสริมความเจริญและเข้มแขง็ ยง่ิ ขึ้น โดยการหมนุ กงล้อพื้นฐานของ STRONG อย่างต่อเน่ือง มีการปรับ
เปล่ียนแปลง (R - Reformity) มิติ STRONG ท้ัง ๖ อย่างดีเลิศ (E - Excellence) เป็นก้าวสู่ระดับ STRONGER
และก้าวสู่ระดับสูงสุด STRONGEST เม่ือทั้ง ๖ มิติ ก้าวสู่ความย่ังยืน (S - Sustainability) ไปสู่วิถีจริยธรรม
(E - Ethics) เป็นสังคมในรูปแบบใหม่ ค่านิยมใหม่ ความจริงใหม่ อันเป็นจุดหมายคือสัจธรรม (T - Truth) น่นั เอง

๖๐

๕. สรุปความ
ดังทีไ่ ดก้ ลา่ วแล้วว่า หลักสจุ รติ ธรรมนนั้ จดั ได้วา่ เป็นรากฐานความดีทุกประการ เพราะหากบุคคลใด

มีหลักสุจริตธรรมภายในจิตใจ ย่อมเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่สะอาด ท้ังทางจิตใจ ทางกาย และทางวาจา ซ่ึงความสะอาด
ของชีวติ ท้งั ๓ ดา้ น โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง หากมีความเข้มแข็ง( STRONG) ทั้งความคิด การกระทา และคาพูด จะส่งผล
ต่อการเปน็ อยูร่ ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ขุ ภายในครอบครัว ชมุ ชน องค์กร สังคม และประเทศชาตติ ่อไป

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาความสุจริต จึงจาเป็นต้องเร่ิมต้นมาจากฐานรากของชุมชนคือทุกชีวิตที่อาศัย
อยรู่ ่วมกนั ดว้ ยเหตผุ ลดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงต้ังมั่นอยู่ในคุณธรรมความดี โดยการประพฤติธรรมให้สุจริต
อย่าประพฤตธิ รรมให้ทุจรติ เพราะสงิ่ ทีจ่ ะรกั ษามนษุ ยแ์ ละสังคมให้อยรู่ ว่ มกันไดอ้ ย่างสนั ตสิ ุขคือสจุ รติ ธรรมนัน่ เอง

สุจริตธรรมจึงเป็นหลักการสาคัญท่ีมนุษย์จะต้องปลุก และปลูกข้ึนในเรือนใจ เพ่ือจะส่งผล
ต่อการปรับ และเปล่ียนพฤติกรรม และการสื่อสารที่นาไปสู่การทุจริตคดโกง หรือแย่งชิงสมบัติสาธารณะ
หรือของผู้อ่ืนๆ มาเป็นของตนเอง เมื่อมนุษย์พัฒนาหลักการดังกล่าวได้ ก็จะทาให้เกิดความเข้มแข็ง (STRONG) ขึ้น
ผลที่จะตามมาคือจะทาให้เกิดพลังของการใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีความโปร่งใสในการใช้ชีวิตและการทางานต่างๆ
เกิดความรู้เท่าทันต่อสภาพปัญหาการทุจริตคดโกงและช่วยกันขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต โดยการใช้องค์ความรู้เข้ามาเป็นฐานสาคัญในการทางานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ เพื่อชุมชน
และสังคมส่วนรวม

ดังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รัชกาลที่ ๙ ทรงย้าเตือนว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิด
ในตวั เอง เพอื่ จักได้เปน็ คนดมี ปี ระโยชน์ และมชี วี ิตท่สี ะอาด ที่เจริญมัง่ คง...”

สร้างสังคมให้เกิดความเอ้ืออาทรต่อกัน มี สรา้ งใหเ้ กดิ ความพอเพยี ง แยกแยะประโยชนส์ ่วนตน ๖๑

เมตตาต่อกัน ภายใต้ความถูกต้องของ และสว่ นรวมไดอ้ ยา่ งเปน็ ในระดับของความคิด (มโน
สุจริต) อนั จะนาไปสกู่ ารกระทาทไ่ี มก่ อบโกย
กฎหมาย จรยิ ธรรม ไมน่ าประโยชน์อันควร ผลประโยชนส์ าธารณะ หรือทรพั ยส์ ินอนั มใิ ช่ของตนมา สรา้ งใหเ้ กิดคา่ นิยมของความโปรง่ ใส อนั เร่มิ มาจาก
เป็นสาธารณสมบัติมาเป็นของตนหรือพวก ความคดิ ความองอาจกลา้ หาญทพี่ รอ้ มจะเปดิ เผย
พ้อง (มโนสุจริต) มีความกรุณาต่อกันอย่า เป็นของตน (กายสุจรติ ) และยงั สามารถถ่ายทอด (มโนสุจรติ ) อนั เนอ่ื งมาจากกระทาทส่ี จุ ริต โปร่งใส
ความคิด ค่านยิ ม อันสามารถร่วมกันผลกั ดนั ใหเ้ กดิ
งบริสุทธิใจโดยไม่หวังการตอบแทน (กาย Sสังคมทีส่ จุ รติ เuห็นfแfiกcป่ รiสะจุโยริตช)ปน์สร่วนะร3โวมยเปช็นนสา์ คญั (วจี และถูกตอ้ ง (กายสจุ ริต) และยงั สามารถถา่ ยทอด
เพื่อสร้างสรรคใ์ ห้เกดิ วฒั นธรรมของความเปดิ เผย
สุจริต) และร่วมสร้างสังคมท่ีกอรปด้วย โปร่งใส และรับผดิ ชอบใหเ้ กดิ ข้นึ ทงั้ ในระดบั องคก์ ร
ความเอ้ืออาทรต่อกัน บนพื้นฐานของ และระดบั สงั คม (วจีสจุ รติ )
จริยธรรมอันถกู ต้อง (วจสี ุจริต)

Gener ปาปณิ ent Sสนั โดษT Tอนวัชช ransp
กธรรม สขุ
osity (นิสัยสัมปัน พGอเพียง สุขของ arent
สจุ รติ ธรรม
เอื้ออาทร นะ) คฤหัสถ์ 4 โปรง่ ใส
Integrity

kNedgoewl (วิธุโร) N OOnwarR สมั มาทฏิ ธิ Realiseความรู้สร้างให้เกิดค่านิยมความไฝ่รู้ แสวงหาข้อมูลปาปณิกธรรม

ข้อเท็จจรงิ เปน็ ฐานในการประกอบกจิ การงานตา่ งๆ ตื่นรู้
(มโนสุจริต) และแสวงหาความรู้ทั้งสิ่งท่ีล่วงมาแล้ว
สิ่งทเ่ี กิดข้นึ ณ ปจั จบุ ันขณะ และคาดการณ์หนทาง สรา้ งให้เกดิ ความต่ืนรู้ต่อปัญหาการ
ทุจริต (มโนสุจริต) อันจะนาไปสู่
dท่ีอาจจะเกิดข้ึนในอนาคตอย่างเท่าทัน (กายสุจริต)
ความพร้อมท่ีจะลงมือแก้ไขปัญหา
แ ล ะ ยั ง ร่ ว ม ถ่ า ย ท อ ด ใ ห้ สั ง ค ม เ ป็ น สั ง ค ม ที่ ใ ฝ่ รู้ การทจุ รติ (กายสุจริต) และร่วมกัน
แสวงหาความรู้อยู่เสมอให้เท่าทันต่อสถานณการณ์ สร้างให้สังคมทุกภาคส่วนต่ืนรู้และ
การทจุ รติ (วจสี ุจรติ ) ร่วมกันแก้ไขปัญหาการทุจริตให้
ปาปณกิ ธรรม สาเร็จไดจ้ ริง (วจีสจุ ริต)

(จักขมุ า)

สร้างให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความ

เจริญ อันมีจุดเร่ิมต้นจากกมารงุ่ มไีวิปสัยทัศน์และ
เคปวลา่ียมนเไชป่ือสค่คู ววาามมเศจรริญัทไธดา้ขทแี่วลา้ ่าะงสเรหังาคทนมุกา้ สคนามล้วานรมถี

หน้าท่ีต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ (มโน
สุจริต) เม่ือรู้แล้วก็พร้อมลงมือเปลี่ยนแปลง

แก้ไข สร้างส่ิงท่ียังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (กาย
สุจริต) และยังสามารถเป็นผู้นาแก่บุคคลอื่น
โน้มน้าว สังคม ให้เช่ือและร่วมมุ่งไปข้างหน้า

โดยสามัคคกี ัน (วจสี จุ รติ )

๖๑

บทที่ ๕
อนุรักขนาปธาน
เพียรรกั ษาสุจริตธรรมทเ่ี กดิ ข้นึ แลว้ ไม่ให้เสอ่ื มและบาเพญ็ ให้เจริญยิง่ ข้นึ ไปจนไพบูลย์ :
พลเมืองและความรับผดิ ชอบต่อสังคม

๑. ความนา
การทจุ รติ คอรร์ ัปชันเปน็ ปญั หาทแ่ี ก้ไขได้ยาก รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติให้เป็นหน้าท่ีของปวงชนชาวไทย

ที่จะต้องร่วมมือต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ทั้งบัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริม และสนับสนุน
ใหป้ ระชาชนรวมตัวกัน หรือผนึกกาลัง (Synergy) คนดีรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย (Networking) เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล
ในมติ ขิ องภาคประชาชนซ่ึงเป็นเฟืองตวั ใหญ่ เพอื่ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางสังคมไปเป็นสังคมพลเมือง (Civil Society)
หรือพลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม คือ พลเมืองมีจิตสานึกสาธารณะร่วมกัน เพ่ือแก้ปัญหาการทุจริตใน
สังคมไทย หรือสังคมที่พลเมืองในระดับต่างๆ มีการรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่ง เพ่ือท่ีจะเข้ามีส่วนร่วมในการต่อต้าน
การทุจริต ท่ีมีผลกระทบต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ ของท้องถิ่นและประเทศโดยรวม เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์
และสาธารณะทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้ตกไปถึงลูกหลานโดยสมบูรณ์สืบไป อันสอดคล้องกับหลักการ
ในพระพุทธศาสนา คอื “อนรุ ักขนาปธาน” เพียรรักษาสุจริตธรรมที่เกิดข้ึนแล้วไม่ให้เส่ือม อีกท้ังยังต้องรู้จักบาเพ็ญ
ใหเ้ จริญยิง่ ขึ้นไปตราบนานเทา่ นาน

๒. อนุรกั ขนาปธาน : การเพียรรกั ษาสจุ ริตธรรมที่เกิดข้ึนแลว้ ไมใ่ ห้เส่ือมและบาเพญ็ ใหเ้ จริญย่ิงข้นึ ไปจนไพบลู ย์
อนุรักขนาปธานตามท่ีปรากฏใน “ปธานสูตร” ได้ระบุไว้ว่า อนุรักขนาปธาน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพ่ือความดารงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์
เจริญเต็มทแ่ี ห่งกศุ ลท่ีเกิดข้ึนแล้วน้เี รียกว่า อนรุ กั ขนาปธาน

ในท่ีน้ีขยายความได้ว่า อนุรักขนาปธาน หมายถึง การเพียรรักษาสุจริตธรรมท่ีเกิดข้ึนแล้ว
ไม่ให้เส่ือมและบาเพ็ญให้เจริญย่ิงขึ้นไปจนไพบูลย์ ซึ่งการรักษาให้เจริญยิ่งข้ึนไปนี้ มิได้หมายเอาเพียงการดูแลอย่าง
เดียวเท่าน้ันหากแต่หมายรวมไปถึงการสอดส่อง การสารวจตรวจสอบ การพินิจพิจารณา การส่งเสริมให้ทาความดี
อย่างต่อเน่ือง ไม่ปล่อยให้เกิดอาการชารุดทรุดโทรม ไม่ปล่อยให้เกิดรูรั่ว ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายด้วยประการใดๆ
เม่อื พบส่งิ ทีไ่ ม่เหมาะไมค่ วร อนั อาจก่อใหเ้ กิดความเสียหาย ไม่ว่าแกต่ น แก่ประชาคม แก่สังคมส่วนรวมตลอดถึงชาติ
บ้านเมือง จะต้องไม่นิ่งดูดายเฉยเมย แต่ต้องแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมออกมาทาหน้าท่ีปกป้องจนเต็ม
สติปัญญาและความรู้ความสามารถ เฉกเช่นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ความกล้าหาญอย่างเด็ดเด่ียว
ในการเสด็จออกพระราชวงั เพ่ือไปแสวงหาหนทางแห่งการพน้ จากความทุกข์ท้ังปวงสืบไป

การท่ีพระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจจธรรมอันประเสริฐที่สาคัญแก่ชีวิต หรือท่ีเรียกว่า อริยสัจ ๔ น้ัน
มีความสาคัญมากเป็นอย่างย่ิง เพราะต้องอาศัยความเพียรอย่างแรงกล้าและความต้ังใจอย่างเด็ดเด่ียวที่จะต่อสู้กับ
สพั พกิเลสทพี่ บเจอมาทงั้ หมดในชีวติ เช่น การยดึ ม่นั ถือมน่ั ว่าสิง่ ต่างๆ เปน็ ของเรา อัตตภาพหรือขันธ์ ๕ เป็นของเรา
การหลงใหลใคร่รู้ในกามคุณ ๕ อันเป็นเหตุนาพาสู่ความหลงผิด เป็นต้น ท้ังหมดน้ีนับเป็นสัพพกิเลสท่ีเกิดข้ึนกับ
มนุษย์มาอย่างช้านาน ไม่ว่าในยุคสมัยใด มวลมนุษยชาติก็ประสบกับกิเลสเหล่านี้มาทุกยุคสมัย ด้วยเหตุน้ี
พระพุทธองค์จึงเป็นตัวแทนของเหล่ามนุษย์ที่มีความหาญกล้าท้าสู้กับกิเลสท้ังมวลท่ีวนเวียนอยู่ในชีวิตและชักนา

๖๒

ไปสู่อบาย ความเพียรที่ต้ังม่ันด้วยความกล้าหาญเช่นนี้ส่งผลให้เกิดพุทธคุณ ๒ ด้าน กล่าวคือ อัตตหิตสมบัติ และปรหิตปฏิบัติ
ซึง่ พทุ ธคุณทงั้ ๒ ดา้ นจะส่งผลให้เกดิ ประโยชน์นานปั การตอ่ ตนเองและสงั คมอยา่ งยัง่ ยนื สืบไป

อัตตหิตสมบัติ หมายถึง การที่พระพุทธเจ้าทรงบาเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์ให้แล้วเสร็จบริบูรณ์
เรยี บรอ้ ยดเี สียก่อน เปน็ ขอ้ ท่ีมุ่งหมายเอาพระปัญญาเป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สาเร็จพุทธภาวะ คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า
และความเปน็ อัตตนาถะ คือ พึ่งตนเองได้เสียก่อน เม่ือตนเองเป็นที่พ่ึงพาอาศัยให้ตนเองได้อย่างดีแล้ว จึงจะมีความ
เหมาะสมในการสงเคราะห์ชาวโลกต่อไปในอนาคตซ่ึงปรากฏต่อเนื่องในหลักธรรมท่ี ๒ อันมีชื่อว่า ปรหิตปฏิบัติ
หมายถึง การปฏบิ ัตเิ พือ่ ประโยชน์แก่ผู้อ่ืน โดยทรงบาเพ็ญพุทธจริยาเพ่ือประโยน์แก่ผู้อื่นเป็นท่ีตั้ง เป็นข้อที่มุ่งหมาย
เอาพระกรุณาเปน็ หลัก เพราะเปน็ เครอ่ื งส่งเสรมิ ใหส้ าเร็จพุทธกิจ คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และความเป็นโลกนาถ
หรือท่ีเรียกว่า เปน็ ท่ีพ่ึงของชาวโลกได้

ดว้ ยเหตดุ ังกลา่ วข้างตน้ จงึ ขอเสนอหลกั ธรรมนาแนวทางไว้ ๒ ประการ ไดแ้ ก่ ธรรมสายหลักนาแนวทาง
คือ อนรุ กั ขนาปธาน และธรรมส่งเสริมเพิม่ เตมิ คณุ ธรรม มรี ายละเอยี ดดังนี้

๒.๑ ธรรมสายหลักนาแนวทาง (สจุ รติ ธรรมกถา)
“สุจริตธรรมกถา” เป็นเคร่ืองมือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยปัจจุบัน โดยมุ่งเน้น
การประพฤติตามหลักธรรมท่ีว่า “ธมฺม จเร สุจริต” แปลความว่า “พึงประพฤติธรรมให้สุจริต” หมายถึง ควรปฏิบัติ
หน้าท่ีใหส้ จุ รติ ๓ ประการ คอื
๑) มโนสจุ ริต (คิดด)ี สัมมาทฏิ ฐิ คือ คณุ ธรรม
๒) วจสี ุจริต (พดู ด)ี สัมมาวาจา
๓) กายสจุ ริต (ทาด)ี สัมมากัมมนั ตะ

อธิบายขยายความได้ว่า หลักสุจริตธรรมกถา เป็นแนวทางการทาความดีท่ีสะท้อนผ่านหลักอนุรักขนา
ปธาน ๓ มิติ กล่าวคือ มโนสุจริต (คิดดี) เป็นการทาความดีผ่านทางมโนความคิดเป็นลาดับแรกที่มีความสาคัญที่สุด
เหตุเพราะว่า การกระทาทั้งปวงของมนุษย์ทั้งทางกายหรือวาจา ล้วนท่ีบ่อเกิดมาจากใจทั้งสิ้น หากใจตั้งมั่นในความดีงาม
อย่างสุจริตยุติธรรมแล้ว ก็จะส่งผลให้ความประพฤติทางกายและวาจาเป็นความดีงามสุจริตตามไปด้วย ดังพุทธศาสน
สุภาษิตว่า

ธรรมท้งั หลาย มีใจเป็นหัวหนา้ มีใจเป็นใหญ่ สาเรจ็ ดว้ ยใจ
ถ้าคนมใี จดี ก็จะพดู ดหี รอื ทาดตี ามไปด้วย
เพราะความดนี นั้ สขุ ยอ่ มตดิ ตามเขาไป เหมอื นเงาตดิ ตามตวั เขาไป ฉะนนั้

ดว้ ยเหตุนี้ มโนสจุ ริต จึงเป็นจุดเรม่ิ ตน้ แห่งการทาความดีทั้งปวง หากมจี ติ ใจต้ังมั่นในการทาความดี
โดยเริม่ ตน้ ทีใ่ จในเบอื้ งตน้ กอ่ นแล้ว ก็ยอ่ มสง่ ผลไปถงึ การแสดงออกทางกายและวาจาตามไปด้วย ดังนั้น มโนสุจริตจึง
มีความสาคัญมากที่สุด เพราะเป็นตัวกาหนดความประพฤติที่ถูกต้องดีงามได้ทั้งหมด ซ่ึงมโนสุจริตน้ีหรือการคิดดีน้ี
อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า การมีคุณธรรมประจาใจก็ได้ เพราะคุณธรรมท่ีเกิดขึ้นทางใจนี้ จะส่งผลต่อการควบคุม
ความประพฤติทางกายและวาจา หรอื ทีเ่ รยี กอีกอยา่ งหนึง่ วา่ จรยิ ธรรมทางกายและวาจานัน่ เอง

เมื่อมโนสุจริตมีความสาคัญเช่นนี้ จึงควรพิจารณาถึงองค์ธรรมที่ส่งผลให้เกิดมโนสุจริต
อย่างเป็นรูปธรรมด้วย นั่นคือ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นองค์ธรรมท่ีส่งผลให้เกิดมโนสุจริตควบคู่กันไป และเมื่อพิจารณาถึง
สมั มาทิฏฐยิ อ่ มค้นพบข้อเท็จจริงได้ว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นอริยมรรคข้อแรกท่ีมีความสาคัญย่ิง เพราะเป็นความเห็นชอบ

๖๓

ที่กอปรด้วยหลักคิดทางปัญญาอย่างแท้จริง เม่ือมีความเห็นชอบท่ีดีงาม ย่อมส่งผลให้เกิดพลังความคิดในด้านบวก
และมีความสร้างสรรคใ์ นทางที่ดีงามต่อองค์กรและสังคมได้ ดังนั้น มโนสุจริต จึงเป็นเหมือนเข็มทิศในการกาหนดหัวเรือ
ใหเ้ ดินหนา้ ไปสเู่ สน้ ทางที่ถกู ตอ้ งและปลอดภยั ได้ด้วยการพจิ ารณาไตร่ตรองตามกระบวนการแห่งปัญญาท่ีงดงาม

เม่ือมโนสุจริตทาหน้าท่ีได้อย่างดีเพียงพอแล้ว ย่อมส่งผลต่อ วจีสุจริต ซึ่งเป็นการประพฤติดีงาม
ทางวาจา ด้วยการพูดคุยแต่สิ่งท่ีดีมีประโยชน์ และงดเว้นจากการพูดเท็จและบิดเบือนความจริงเพื่อให้บุคคลอ่ืน
เข้าใจผิด การพูดจาเหน็บแนมและส่อเสียดต่อบุคคลอื่น การพูดคาหยาบคายเพื่อทาร้ายจิตใจผู้อ่ืน ซ่ึงคาพูดที่ไม่พึงประสงค์
เหล่าน้นี ับเป็นวจีทจุ ริตทสี่ ง่ ผลเสยี หายตอ่ จติ ใจของผู้ฟัง การจะงดเว้นจากวจีทุจริตได้ จาเป็นต้องเริ่มต้นท่ีมโนสุจริต
ที่แรงกล้า กอรปด้วยสติและปัญญาที่ต้ังม่ัน เพื่อคอยยับย้ังความคิดและการกระทาในทางท่ีช่ัวไม่ให้หลุดลอด
ออกจากสมองและส่งตรงออกทางวาจา จึงจะส่งผลต่อการควบคุมความประพฤติทางวาจาให้ดีงามได้ เม่ือควบคุม
ความประพฤติทางวาจาได้เป็นอย่างดีด้วยการมีสติและปัญญากากับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จึงเรียกได้ว่า สัมมาวาจา
หรอื การเจรจาชอบ

เม่ือมโนสุจริตทาหน้าที่นาแนวทางแห่งความคิดดี และส่งผลมาสู่การควบคุมความประพฤติทางวาจา
ในทางที่ดเี รียบร้อยแลว้ ลาดบั ถัดจากนจี้ งึ สง่ ผลโดยตรงต่อ กายสุจริต หรือการควบคุมความประพฤติทางกายต่อไป
ซึง่ กายสจุ ริตน้ี ม่งุ หมายให้มีประพฤตทิ ีด่ ีงามทางกาย โดยเวน้ หา่ งจากการประพฤติชั่วทางกาย ๓ อย่าง ได้แก่ งดเว้น
จากการเบียดเบียนและฆ่าสัตว์อย่างไร้ความปราณี งดเว้นจากจากคดโกง ยักยอก และลักพาส่ิงของที่เจ้าของมิได้อนุญาต
และงดเวน้ จากการประพฤติผิดในเร่ืองกามคุณจนขาดความสารวมระวัง การงดเว้นจากความประพฤติช่ัวทางกายน้ี
นับวา่ เป็นหนทางแห่งการส่งเสริมให้เกิดกายสุจริต เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า เป็นหนทางของหน่ึงในมรรคมีองค์แปดท่ีเรียกว่า
สมั มากมั มันตะ (ทาการชอบ)

แนวทางแห่งสุจริตธรรมกถานี้ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ศ.ดร. ได้นาเสนอไว้เป็น
แนวทางแห่งการพัฒนาพลเมืองเพ่ือเสริมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม โดยให้ความสาคัญกับการพัฒนา
มนุษย์ท่ีเป็นทรัพยากรท่ีมีค่าและเป็นหน่วยย่อยแห่งการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้ยิ่งใหญ่ได้ต่อไปในอนาคต
ดงั คากลา่ วทวี่ ่า “พัฒนาชาตใิ หเ้ ริ่มท่ีประชาชน พัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไร ให้เริ่มที่ตัวเราเองก่อน” น่ันคือ
การพัฒนาประเทศชาติเรม่ิ จากการพัฒนาประชาชนใหเ้ ป็นคนดีคนเกง่ และมคี วามสุข ทั้งน้ี เพราะประชาชนท่ีพัฒนา
ดแี ล้ว ย่อมกลายเปน็ พลงั ขบั เคลื่อนสังคมทกุ ภาคส่วนใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ ไปด้วยกนั

ส่ิงสาคัญในการพัฒนาสังคมอยู่ท่ีการพัฒนาคนให้เป็นสัปบุรุษคือเป็นคนดี คนดีคือคนเช่นไร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนดี คือ คนท่ีเกิดมาบาเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก ดังข้อความว่า “ภิกษุท้ังหลาย ก้อนเมฆใหญ่
เม่ือตกลงมาให้ข้าวกล้าท้ังปวงเจริญงอกงาม ย่อมตกเพ่ือประโยชน์ เพื่อเก้ือกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก ฉันใด ภิกษุ
ทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ก็ฉันน้ันเหมือนกัน ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเก้ือกูล เพ่ือสุขแก่คนหมู่มาก
คือ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มารดาบิดา ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพ่ือเก้ือกูล เพื่อสุขแก่บุตร
ภรรยา ย่อมเกิดเพ่ือประโยชน์ เพื่อเก้ือกูล เพื่อสุขแก่ทาส กรรมกร และคนใช้ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
เพ่ือสุขแก่มิตรและอามาตย์ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพ่ือเก้ือกูล เพื่อสุขแก่สมณพราหมณ์” รวมความได้ว่า สัตบุรุษ
หรือคนดีนนั้ เกดิ มาแลว้ ยอ่ มทาประโยชน์ ๓ ประการใหบ้ ริบรู ณ์ คือ ๑) อตั ตัตถะ ประโยชนต์ น ๒) ปรัตถะ ประโยชนค์ นอืน่
๓) อภุ ยัตถะ ประโยชน์สว่ นรวม

๖๔

คนดีสามารถบาเพ็ญประโยชน์ท้ัง ๓ ประการให้บริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก เพราะเขาทาหน้าท่ี
ได้อย่างไมข่ าดตกบกพร่อง ถ้าสมาชิกในสงั คมใดพรอ้ มใจกนั ทาหน้าที่ไดอ้ ย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สังคมน้ันก็จะมีความม่ันคง
ม่ังค่ัง ยั่งยืน ดังน้ัน การปฏิบัติหน้าท่ีให้สมบูรณ์จึงเป็นส่ิงสาคัญสาหรับการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ แท้ท่ีจริง
การปฏิบัติหน้าที่ก็คือการปฏิบัติธรรม ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มีใจความว่า “พึงประพฤติสุจริตธรรม ไม่พึงประพฤติ
ทุจริตธรรม ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขท้ังในโลกน้ีและโลกหน้า” พระพุทธเจ้าทรงประทานพุทธศาสนสุภาษิตน้ี
แก่พระเจ้าสุทโธทนะในโอกาสท่ีเสด็จไปกรุงกบิลพัสด์ุครั้งแรกภายหลังจากการตรัสรู้ ในพุทธศาสนสุภาษิตน้ีคาว่า
“ธรรม” หมายถึง หน้าท่ี กล่าวคือ พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีหน้าท่ีในการปกครองซ่ึงจัดเป็นวรรณะธรรม คือ หน้าท่ี
ประจาวรรณะกษัตริย์ พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธธรรมคือหน้าที่ประจาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะต้องออก
บิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ใครมีธรรมคือหน้าท่ีอะไร ควรทาหน้าที่น้ันให้สุจริตด้วยลักษณะ ๓ ประการ ได้แก่
๑) ไมบ่ กพร่องตอ่ หน้าที่ ๒) ไม่ละเว้นหน้าท่ี และ ๓) ไม่ทจุ รติ ต่อหนา้ ที่

ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ หมายถึง การทุ่มเทอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกาลังความสามารถ
เมื่อได้รับมอบหมายให้ทาหน้าที่ใด เขาจะทาหน้าท่ีน้ันอย่างดีท่ีสุดเพ่ือไม่ให้เกิดความบกพร่องเสียหายแก่งาน
ในหน้าที่ เข้าทานองท่ีว่า “ร้องให้สุดคา ราให้สุดแขน แพนให้สุดปีก” ดังท่ีขงจื้อกล่าวไว้ว่า “เม่ือได้รับมอบหมาย
ให้ทาหน้าที่ใด จงทาหน้าที่น้ันให้ดีที่สุด ถ้าเขาให้เล้ียงม้า ม้าจะต้องอ้วน ถ้าเขาให้เป็นเสนาบดีกระทรวงการคลัง
เงนิ จะต้องเต็มคลงั ”

ไม่ละเว้นหน้าท่ี หมายถึง ความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี เขาจึงไม่ละทิ้งหน้าท่ีหรือผลักภาระหน้าที่
ของตนไปใหค้ นอื่น เชน่ ผูเ้ ป็นทหารย่อมไมห่ นีทัพ ผู้เป็นบิดามารดาย่อมไม่ละท้ิงหน้าท่ีในการอบรมสั่งสอนบุตรธิดา
ในนิทานอีสปมีเร่ืองเล่าเกี่ยวกับมารดาท่ีไม่ทาหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนบุตรของตน เม่ือพบว่าเขาชอบลักขโมย
ในวยั เดก็ พอบตุ รเตบิ ใหญ่กก็ ลายเปน็ โจร อีสปสรปุ วา่ เมื่อบุตรเปน็ โจร บดิ ามารดายอ่ มมีส่วนในการสร้างความเป็นโจร
ให้กบั บุตร เหตเุ พราะละเว้นการปฏิบตั ิหนา้ ทีใ่ นการอบรมสั่งสอนบุตรของตน

ไม่ทุจริตต่อหน้าท่ี หมายถึง การไม่ปฏิบัติหน้าที่ไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายและหลักศีลธรรม
กล่าวคือ เขาไม่ใช้อานาจหน้าที่ไปในการแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือคนอื่นในทางที่ผิดกฎหมาย
และผิดทานองคลองธรรม ประโยชน์ในที่น้ีหมายรวมท้ังทรัพย์สินเงินทอง ตาแหน่งหน้าท่ี ช่ือเสียงเกียรติยศ
หรอื สิทธอิ ืน่ ใดทไี่ มส่ มควรได้มาแต่ได้ใช้อานาจหน้าท่ีในทางมิชอบจนกระท่ังได้มาตามท่ีต้องการ น้ีเรียกว่าการทุจริต
ต่อหนา้ ท่ี

การทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหมือนสนิมที่กัดกร่อนชีวิตและสังคมให้พังพินาศไปในที่สุด ชีวิตของบุคคล
ผู้บกพร่องต่อหน้าที่ ละเว้นหน้าที่ และทุจริตต่อหน้าที่ ย่อมมีแต่ความอ่อนแอเส่ือมโทรม อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในอดีต
ไม่ได้ล่มสลายเพราะภัยจากภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่บาปทุจริตภายในก็มีส่วนสร้างความอ่อนแอให้กับ
อาณาจักรนั้นๆ จนต้องล่มสลายเม่ือภัยจากภายนอกมารุกราน สอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษิตท่ีว่า “สนิมเกิดขึ้น
จากเหล็ก คร้ันเกิดข้ึนแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด กรรมท้ังหลายของตน ย่อมนาคนผู้ไร้ปัญญาไปสู่ทุคติ
ฉนั นนั้ ” สมดงั โคลงโลกนิติทีว่ า่

สนิมเหล็กเกิดแต่เนือ้ ในตน
กินกดั เนอื้ เหล็กจน กรอ่ นขรา้
บาปเกดิ แตต่ นคน เปน็ บาป
บาปย่อมทาโทษซา้ ใสผ่ บู้ าปเอง

๖๕

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทุจริตของคนไทยในอดีตว่า สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้เสือโคร่งใหม่มาตัวหน่ึง
ผู้อานวยการสวนสัตว์แห่งนั้นตั้งงบประมาณเป็นค่าอาหารเสือตัวนี้วันละ ๑ บาทซึ่งเป็นเงินจานวนมากในสมัยนั้น
ผู้คุมเบิกเงินวันละ ๑ บาทไปซ้ือเน้ือมาเล้ียงเสือ แต่เขาทาการทุจริตต่อหน้าท่ีด้วยการเบียดบังเงิน ๑ สลึงไปเป็นของตน
เขาใช้เงินเพียง ๓ สลึงไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือทุกวัน ผลปรากฏว่าเสือไม่อ้วนสักที คนท่ีมาชมสวนสัตว์จึงฟ้องไปที่
ผู้อานวยการสวนสัตว์ว่างบประมาณค่าอาหารเสือคงไม่พอขอให้ต้ังงบประมาณเพิ่ม ผู้อานวยการสวนสัตว์
เป็นคนรอบคอบสุขุม เขาส่งผู้ตรวจการคนหน่ึงไปตรวจดูว่าทาไมเสือจึงไม่อ้วน ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวัน
ก็รู้ความจริงว่าเงินค่าอาหารเสือถูกเบียดบังไป ๑ สลึง เขาจึงขอส่วนแบ่งเป็นค่าปิดปากอีก ๑ สลึง เสือได้ค่าอาหาร
แคว่ ันละ ๒ สลงึ เสือจึงผอมลงอย่างเหน็ ไดช้ ัด

ผู้ชมสวนสัตว์เห็นว่าเสือผอมจึงร้องเรียนไปยังผู้อานวยการสวนสั ตว์ให้ต้ังงบประมาณค่าอาหาร
เพ่ิมผู้อานวยการสวนสัตว์กส็ ง่ ผตู้ รวจการระดับสูงไปตรวจดูว่าทาไมเสือจึงผอม ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวัน
ก็รู้ความจริงว่าเงินค่าอาหารเสือถูกเบียดบังไป ๒ สลึง เขาจึงขอส่วนแบ่งเป็นค่าปิดปากอีก ๑ สลึง ตกลงว่า
คนสามคนเบยี ดบงั คา่ อาหารเสือไปถึง ๓ สลงึ เสือไดค้ ่าอาหารแคว่ นั ละ ๑ สลึง เสือจึงผอมมากเหลือแต่หนังหุม้ กระดูก

ผ้ชู มสวนสัตว์เห็นวา่ เสือผอมมากจึงร้องเรยี นไปยงั ผอู้ านวยการสวนสัตว์ให้ต้ังงบประมาณค่าอาหาร
เพิ่มโดยด่วนแต่ผู้อานวยการสวนสัตว์กลับส่งผู้ตรวจการระดับสูงสุดไปตรวจดูว่าทาไมเสือจึงผอมมาก ผู้ตรวจการคนนี้
ไปตรวจดูอย่สู ามวนั เสือกต็ าย เพราะเขาขอสลงึ สดุ ทา้ ยเปน็ ค่าปิดปาก น่ันคือ คน ๔ คนเบียดบังค่าอาหารเสือไปจนหมด
เสอื จึงตาย โคลงโลกนิติไดส้ รุปเหตุการณน์ ้ไี ว้วา่

เบิกทรัพยว์ นั ละบาทซ้อื มงั สา
นายหน่ึงเล้ียงพยัคฆา ไปอ่ ว้ น
สองสามสีน่ ายมา กากับ กนั แฮ
บังทรพั ย์สส่ี ว่ นถ้วน บาทสิ้นเสอื ตาย

ปัญหาทุจริตดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นามาเสนอไว้เท่าน้ัน แท้จริงแล้วปัญหาทุจริต
คอรัปชั่นยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น การร่วมกับประชาชนบุกรุกป่าสงวนหรือตัดไม้ทาลายป่า การฮ้ัวการประมูล
การทาสัญญาชนิดท่ีทาให้รัฐเสียเปรียบคู่สัญญา รวมท้ังการซื้อสิทธ์ิขายเสียงในการเลือกต้ังทุกระดับ ปัญหาเหล่าน้ี
เกิดจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการทุจริตและประพฤติมิชอบเพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทน ดังน้ัน
องค์การสหประชาชาติจงึ กาหนดให้วันท่ี ๙ ธนั วาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านการทุจริตคอรัปชันของโลก โดยรณรงค์
ให้ประชาชนท่ัวโลกพร้อมใจกันท่ีจะไม่จา่ ยและไม่รบั สินบน

๒.๒ ธรรมสง่ เสริมเพ่ิมเติมคุณธรรม
หลักธรรมท่ีส่งเสริมเพิ่มเติมคุณธรรมประจาใจให้เกิดข้ึนแก่พลเมืองดีในสังคมและเพ่ิมเติม
ความรับผดิ ชอบต่อสงั คมใหม้ ากยง่ิ ขึน้ น้ี ประกอบหลกั ธรรม ๓ แนวทาง ได้แก่ หลักการเพิ่มอานาจคนดี บีฑาคนช่ัว,
ลักอปริหานิยธรรม สร้างสังคมไทยห่างไกลความเสื่อม และหลักสาราณียธรรม นาไทยม่ันคง ม่ังคั่ง ยั่งยืน
มีรายละเอียดดงั นี้

๖๖

๑) หลกั การเพ่ิมอานาจคนดี บฑี าคนชว่ั
การส่งเสริมเพิ่มคุณธรรมให้เกิดข้ึนแก่ผู้คนในสังคมนั้น จาเป็นต้องนาหลักการเพิ่มอานาจคนดี
และบีฑาคนชั่วไปใช้ เพราะเป็นหลักท่ีรู้จักป้องกันและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอานาจไปข่มเหงรังแกคนอ่ืนในสังคม
และทาการยกย่องเชิดชคู นดี ให้ทาหนา้ ท่ีเพ่ือส่วนร่วมต่อไปอย่างย่ังยืน หลักการนี้ตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตบทหน่ึง
ที่ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห” แปลความว่า “พึงข่มคนที่ควรข่ม พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง”
หลักการน้ีมีความสอดคล้องตรงกับแนวคิดทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ซ่ึงเป็นทฤษฎีการจูงใจ
ทพ่ี ฒั นามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (B.F. Skinner) ทม่ี หี ลกั คดิ ว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้
โดยวิธีการเสริมแรงทางบวกและทางลบ ด้วยเหตุน้ี จึงแยกพิจารณาออกเป็น ๒ ประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ในการนาไปใชช้ วี ิตประจาวันย่งิ ข้นึ ดงั น้ี

๑.๑) เพม่ิ อานาจคนดี
หลักการเพ่ิมอานาจคนดีนี้ ตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห” แปลความว่า
“พึงยกย่องคนท่ีควรยกย่อง” ตรงกับหลักคิดทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ว่าด้วย “ทฤษฎีเสริมแรงทางบวก (Positive
Reinforcement)” เปน็ การเสริมความต่อเน่ืองของพฤติกรรมโดยการให้ผลกรรมเป็นตัวเสริมแรงบวก คือ สิ่งตอบ
แทนที่ดึงดดู ใจหรอื น่าพอใจเป็นรางวลั เม่ือบุคคลน้ันมีพฤติกรรมหรอื ปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ เช่น พนักงานคนหนึ่ง
มาทางานหรือเข้าประชุมตรงเวลาสม่าเสมอ ตัวเสริมแรงบวกท่ีใช้จูงใจในการทางานอาจเป็นการให้เงินเดือนเพ่ิม
การเล่ือนตาแหน่ง การได้รับสิทธิพิเศษ การได้วันหยุดเพ่ิมเติม เป็นต้น การเสริมแรงบวกน้ีเป็นตัวจูงใจท่ีใช้ได้ผลดี
ที่สุดในการเพิม่ ประสทิ ธิภาพในการปฏบิ ัตงิ าน

ดังนั้น หลักการเพ่ิมอานาจคนดีที่สอดคล้องกันกับทฤษฎีเสริมแรงทางบวกนี้ จึงเป็นแนวทาง
แห่งการสร้างคนดใี หม้ ีจานวนมากขนึ้ ในสังคม เปน็ หลกั การแห่งการเพม่ิ การทาดหี รอื เพ่มิ สจุ ริตรายบุคคลให้มีมากขึ้น
ในสังคม ด้วยการให้อานาจ มอบหมายหน้าท่ี หรือให้รางวัลในการทาความดีเช่นนั้นแก่คนดีไปเร่ือยๆ เมื่อคนดี
เหน็ คุณคา่ ของการทาความดแี ลว้ ก็ช่วยกันผลกั ดนั สงั คมในภาพรวมให้เป็นสงั คมอุดมสุขได้ด้วย นับเป็นกระบวนการ
เสริมแรงจงู ใจทางบวกให้เกิดขนึ้ แก่ผ้คู นในสังคม ทาใหส้ งั คมตืน่ ตวั สรา้ งพลงั ด้านบวกเชิงสร้างสรรค์ และสร้างสังคม
ที่รว่ มกันรับผดิ ชอบในความดีงามให้เกิดข้นึ แกส่ ังคมด้วย

๑.๒) บีฑาคนช่วั
หลักการบีฑาคนช่ัว ตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห” แปลความว่า
“พึงข่มคนท่ีควรข่ม” ตรงกับหลักคิดทฤษฎีทางจิตวิทยาท่ีว่าด้วย “ทฤษฎีเสริมแรงทางลบ (Negative
Reinforcement)” เป็นการเสริมความต่อเน่ืองของพฤติกรรมโดยบุคคลสามารถหลีกเล่ียงผลกรรมทางลบได้
เมื่อมีพฤตกิ รรมหรือปฏบิ ัติการเปน็ ทีไ่ มพ่ งึ ประสงค์ ทาใหเ้ กดิ การเรียนรู้พฤติกรรมป้องกันหรือหลีกเลี่ยงส่ิงที่ไม่พอใจ
หรอื การทาโทษ เช่น พนกั งานมาทางานหรอื เข้าประชมุ ตรงเวลา เพราะไม่อยากไดย้ นิ คาตาหนิจากหัวหน้าหน่วยงาน
มักมีการตั้งกฎหรือข้อห้าม อะไรควรหรือไม่ควรกระทา มีระเบียบวินัยและกาหนดการลงโทษไว้ให้ชัดเจน
เพอื่ คอยควบคมุ ความประพฤติของท่ไี มพ่ ึงประสงคข์ องพนักงาน

ดังน้ัน หลักการบีฑาคนชั่วท่ีมีความสอดคล้องกับทฤษฎีเสริมแรงทางลบนี้ จึงเป็นแนวทาง
แห่งการควบคุมคนไม่ดี ซึ่งการควบคุมนี้มีหลายลักษณะ เช่น การทาโทษ หรือการออกข้อบังคับ เพื่อเป็นแนวทาง
แห่งการจากัดอานาจหน้าที่หรือขอบเขตการทางานของคนชั่ว ให้อยู่ในกรอบแห่งความดีงามท่ีสังคมกาหนดร่วมกัน
มิเชน่ น้นั คนชั่วจะมอี านาจมากเกนิ ไปและจะคอยบีบคน้ั คนดีใหเ้ กิดความลาบากในการดาเนินชีวิต แนวทางนี้ใช้หลัก
ของกระบวนการกลุ่มของคนในสังคมมากากับดูแลสุขทุกข์ของผู้คนในสังคมกันเอง เพราะในแต่ละชุมชนนั้น

๖๗

จะทราบและรู้กันดีว่า ใครเป็นคนดีหรือไม่ดีในสังคม เม่ือมีคนไม่ดีเกิดข้ึนในชุมชน เราในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง
ในสังคม จึงต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการดูแลสอดส่องความประพฤติ
ของผู้คนในสงั คมร่วมกนั เพอื่ เปน็ การกากับดแู ลคนชัว่ ไมใ่ ห้ทาความเดือดร้อนขึ้นแก่ชุมชน และเม่ือควบคุมได้ดีแล้ว
กถ็ อื เปน็ การรว่ มแสดงความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมในทางอ้อมดว้ ย

๖๘

๒) หลกั อปรหิ านยิ ธรรม สรา้ งสังคมไทยห่างไกลความเสอื่ ม
หลักอปริหานิยธรรมนี้ เป็นหลักท่ีพระพุทธเจ้าตรัสถึงความเข้มแข็งของชาวแคว้นวัชชีท่ีประพฤติ
ปฏิบตั ติ ามคาสอนทพ่ี ระพุทธองคท์ รงประทานไว้ให้อย่างแขง็ ขัน เมื่อชาวแคว้นวชั ชีปฏิบัตติ ามหลักอปริหานิยธรรมนี้
ย่อมไดช้ ่ือวา่ มแี ตค่ วามเจรญิ ไม่มีความเสอื่ มเลย ซ่ึงหลกั อปรหิ านยิ ธรรมนี้มที ้งั หมด ๗ ขอ้ ดงั นี้

๒.๑) หม่ันประชมุ กนั เนอื งนิตย์

๒.๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทากิจทั้งหลายท่ี
ควรทาร่วมกนั หรือพรอ้ มเพรยี งกันลุกขึ้นปกปอ้ งบ้านเมืองด้วยความสามคั คี

๒.๓) ไม่บัญญัติส่ิงที่ขัดกับหลักการเดิม ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ตามหลักการเดิมท่ีดีอยู่แล้ว
ถือปฏิบัติม่ันตามหลักการเดิมที่วางไว้ ในกรณีเช่นนี้หมายเอาหลักการเดิมท่ีมีความถูกต้องดีงามอยู่ก่อนแล้ว
หากหลักการเดิมมีข้อบกพร่อง ก็ใหพ้ ิจารณารว่ มกันเพอ่ื สร้างบัญญตั ิใหมใ่ ห้มคี วามเหมาะสมต่อผู้คนในชมุ ชนต่อไป

๒.๔) ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชุมชน ให้เคารพนับถือท่านเหล่าน้ัน เห็นถ้อยคาของท่านว่า
เป็นสิ่งท่ีควรรับฟัง เพราะผู้ใหญ่ในชุมชนถือเป็นผู้มีประสบการณ์ผ่านชีวิตมามาก ดังน้ัน ท่านย่อมแนะนาส่ิงท่ีดี
และคอยป้องกนั สง่ิ ท่ไี ม่ดที ่จี ะส่งผลต่อชมุ ชนของเราเป็นแน่แท้

๒.๕) อย่าข่มเหงทาร้ายกุลสตรีท้ังหลายในชุมชนด้วยการทาร้ายจิตใจ ให้ช่วยสงเคราะห์กุลสตรี
เหล่านน้ั ให้อย่อู ย่างเป็นสขุ มิให้ถูกข่มเหงทารา้ ยไมว่ า่ ในกรณใี ดก็ตาม

๒.๖) เคารพสักการบูชาปชู นียสถานและปูชนียวัตถุต่างๆ ท่ีมีความสาคัญต่อจิตใจของผู้คนในชุมชน
มิปลอ่ ยใหร้ กรา้ งว่างเปล่าหรือเส่ือมโทรมขาดคนดูแล เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่าน้ีมีผลต่อศรัทธาและขวัญกาลังใจของ
ผู้คนในชุมชนเป็นอยา่ งย่ิง

๒.๗) จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกันอันชอบธรรม แก่เหล่าพระสงฆ์ผู้เป็นบรรพชิตที่ปฏิบัติ
ตามหลักธรรมและเป็นผู้นาจิตใจของประชาชน โดยตั้งใจว่า จะบารุงท่านเหล่าน้ันให้มีความผ าสุกในปฏิบัติ
สมณธรรมสบื ไป

อปรหิ านยิ ธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่เจ้าแคว้นวัชชีท้ังหลายซ่ึงเป็นผู้ปกครองรัฐ
โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสามัคคีข้ึนในหมู่คณะ และสร้างระบอบสามัคคีธรรม (Republic) ให้เกิดขึ้นในแคว้นวัชชี
หากแคว้นวัชชียังประพฤติปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรมเช่นนี้อยู่ตลอด จะไม่ประสบกับความเสื่อมเลย
จะมีแตค่ วามเจริญเทา่ นน้ั ทีจ่ ะเกดิ ข้ึนในแว่นแคว้นน้ี

หลักอปริหานิยธรรมน้ี เป็นหลักการที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อสังคม
แม้ตนเองจะเป็นเพียงพลเมืองคนหน่ึงที่ถือเป็นหน่วยย่อยที่สุดในสังคม แต่เม่ือตนเองเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักการน้ี
ยอ่ มถือได้ว่าเป็นผู้มสี ่วนรว่ มในการช่วยเหลอื สังคมโดยภาพรวมใหม้ ีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เมื่อสังคมเกิดความเข้มแข็ง
ในการดูแลปกป้องขอบเขตขันธสีมาของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดการพัฒนาสังคมอย่างรอบด้าน
เปน็ การพัฒนาทส่ี ร้างมนั่ คง มัง่ คง่ั ยัง่ ยืนใหเ้ กดิ แกส่ ังคมโดยภาพรวมอีกด้วย

๓) หลักสาราณยี ธรรม นาไทยม่ันคง ม่งั ค่ัง ยงั่ ยนื
หลักสาราณียธรรมน้ี เป็นหลักธรรมอันเป็นท่ีตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน เป็นหลักการแห่งการอยู่
ร่วมกันดว้ ยบารมีแห่งเมตตาและความรกั ท่ีมีให้ตอ่ กนั และกนั ของผู้คนในสังคม หลกั การนมี้ ที ง้ั หมด ๖ ขอ้ ได้แก่

๖๙

๓.๑) เมตตากายกรรม คือ การต้ังเมตตากายกรรมในเพ่ือน ท้ังต่อหน้าและลับหลัง ให้ช่วยเหลือ
กิจธุระของผู้ร่วมคณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ให้เกียรติกันและกัน ทั้งต่อหน้า
และลบั หลัง

๓.๒) เมตตาวจีกรรม คือ การต้ังเมตตาวจีกรรมในเพ่ือน ท้ังต่อหน้าและลับหลัง ให้ช่วยเหลือด้วย
การบอกแจง้ สงิ่ ที่เป็นประโยชน์ แนะนาตกั เตือนและส่ังสอนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับ
ถือต่อกันและกัน ทงั้ ต่อหน้าและลับหลงั

๓.๓) เมตตามโนกรรม คือ การตั้งเมตตามโนกรรมในเพ่ือน ท้ังต่อหน้าและลับหลัง ด้วยการตั้งจิต
ปรารถนาดี คิดทาสงิ่ ที่เป็นประโยชน์แกก่ ันและกนั มองกันในแง่ดี มคี วามคิดด้วยพลงั ด้านบวกอยา่ งสร้างสรรค์ต่อกัน
และกัน มหี นา้ ตายิม้ แยม้ แจ่มใสต่อกันและกนั

๓.๔) สาธารณโภคี คือ เมื่อได้ส่ิงของใดมาโดยชอบธรรม แม้สิ่งของนั้นจะเป็นของเล็กน้อยเพียงใด
ก็ไม่หวงแหนไว้เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว กลับนามาแบ่งปันเฉล่ียช่วยเหลือเจือจาน ให้มีส่วนร่วมในการใช้สอย
บริโภคโดยท่ัวกัน เรียกว่า มีน้าใจในการแบ่งปันให้แก่คนอ่ืน หรือมีจิตสาธารณะพร้อมช่วยเหลือคนอ่ืนในยามท่ีเขา
ประสบความเดอื ดรอ้ น

๓.๕) สีลสามัญญตา คือ มีศีลบริสุทธ์ิเสมอกันกับเพ่ือน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความประพฤติ
สจุ ริตดีงามต่อกัน มคี วามปฏิบตั ถิ กู ตอ้ งตามระเบยี บวินัย ไม่ทาตนให้เป็นท่ีน่ารังเกียจของหมู่คณะ เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า
มีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษจากการปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน
เพราะความเสมอภาคนี้เป็นส่งิ ทม่ี นุษยค์ วรมีเทา่ เทยี มกนั

๓.๖) ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีทิฏฐิดีงามเสมอกันกับเพื่อน ท้ังต่อหน้าและลับหลัง มีความเห็นชอบ
ร่วมกันในข้อท่ีเป็นหลักการสาคัญที่จะนาไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืน เป็นการปรับความคิดเห็น
ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ มีความเห็นชอบร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจท่ีเป็นธรรม
ท้งั ความเห็นท่ตี รงกันและต่างกัน

หลักสาราณียธรรมท้ัง ๖ ประการน้ี เป็นหลักธรรมท่ีทาให้เป็นที่ระลึกถึงกัน ทาให้เป็นที่รัก
และที่เคารพต่อกันและกัน เป็นไปเพ่ือความสงเคราะห์ ไม่ก่อความวิวาทต่อกัน เสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้าหนึ่ง
ใจเดียวกนั ใหเ้ กดิ ขึน้ แกห่ มู่คณะ

อย่างไรก็ดี หลักสาราณยี ธรรมน้มี คี วามสอดคลอ้ งกับพระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ท่ีตรัสแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และพสกนิกรนับแสน
ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่น่ังอนันตสมาคม เน่ืองในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
เมอ่ื วนั ท่ี ๙ มถิ ุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ มใี จความวา่

“ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย ทาให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกาลังใจมากข้ึน นึกถึง
คุณธรรมซึ่งเป็นที่ต้ังของความรักความสามัคคี ที่ทาให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติ
บา้ นเมอื งใหเ้ จรญิ ร่งุ เรืองสบื ตอ่ กันไปไดต้ ลอดรอดฝ่ัง

ประการแรก คอื การให้ทุกคนคดิ พูด ทา ดว้ ยความเมตตา มงุ่ ดีมงุ่ เจริญต่อกนั

๗๐

ประการท่ีสอง คือ การท่ีแต่ละคนต่างช่วยเหลือเก้ือกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน
ให้งานทท่ี าสาเร็จผลทงั้ แก่ตนแก่ผอู้ น่ื และประเทศชาติ

ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบ
แบบแผนโดยเทา่ เทียมเสมอกนั

ประการท่ีสี่ คือ การท่ีต่างคนต่างพยายามทานาความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเท่ียงตรง
อยู่ในเหตุในผล

หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูล
ในกาย ในใจของคนไทย ก็ม่ันใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดารงม่ันคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย
ในมหาสมาคมแห่งนี้ ทงั้ ประชาชนชาวไทยทกุ หมูเ่ หล่าไดร้ กั ษาจิตใจและคณุ ธรรมนไ้ี ว้ให้เหนียวแน่น”

จากพระราชดารัสขา้ งต้นนี้ พบวา่

พระราชดารัสประการที่หน่ึง ที่ว่า “การให้ทุกคนคิด พูด ทา ด้วยเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน”
มีความสอดคลอ้ งกับหลกั สาราณยี ธรรมขอ้ ท่ี ๑-๓ ท่ีวา่ “เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม”

พระราชดารสั ประการท่สี อง ที่วา่ “การทแ่ี ต่ละคนต่างช่วยเหลือเก้ือกูลกัน ประสาน งานประสาน
ประโยชน์กันให้งานท่ีทาสาเร็จผลทั้งแก่ตนแก่ผู้อ่ืนและประเทศชาติ” มีความสอดคล้องกับหลักสาราณียธรรม
ขอ้ ที่ ๔ ที่วา่ “สาธารณโภคี”

พระราชดารัสประการที่สาม ท่ีว่า “การท่ีทุกคนประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา
และในระเบยี บแบบแผนโดยเทา่ เทียมเสมอกนั ” มีความสอดคล้องกบั หลกั สาราณียธรรมขอ้ ที่ ๕ ทีว่ ่า “สีลสามัญญตา”

พระราชดารัสประการที่ส่ี ท่ีว่า “การท่ีต่างคนต่างพยายามทานาความคิดความเห็นของตนให้
ถูกต้องเท่ยี งตรงอยู่ในเหตุในผล” มคี วามสอดคลอ้ งกับหลักสาราณยี ธรรมขอ้ ที่ ๖ ทวี่ ่า “ทิฏฐสิ ามญั ญตา”

จากความสอดคล้องกันของพระราชดารัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับหลักสาราณียธรรม ๖
ประการขา้ งตน้ นี้ นับวา่ เป็นการสร้างความมัน่ คง มัง่ คง่ั ย่งั ยนื ใหเ้ กิดข้นึ แก่ประชาชนในสงั คมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

๓. อนรุ ักขนาปธาน : การสร้างพลเมอื งดีและความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม
ดังท่ที ราบกันในเบ้อื งต้นว่า อนรุ ักขนาปธาน หมายถึง การเพยี รรักษาสุจรติ ธรรมท่ีเกิดข้ึนแล้วไม่ให้

เส่ือมถอย และบาเพ็ญให้เจริญย่ิงขึ้นไปจนไพบูลย์ หากเปรียบไปแล้วอนุรักขนาปธานนี้ สามารถสงเคราะห์เข้ากับ
พระปฐมบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี ๑๐ ทีไ่ ดพ้ ระราชทานให้ไวใ้ นวันท่ี ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ดังมใี จความวา่

“เราจะสบื สาน รักษา และต่อยอด
และครองแผ่นดนิ โดยธรรม

เพอ่ื ประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

จากพระปฐมบรมราชโองการข้างนี้ พบว่า คาว่า “ต่อยอด” นี้ สอดคล้องกับหลักอนุรักขนาปธาน
เป็นอย่างยิ่ง เพราะอนุรักขนาปธานมุ่งหมายเอาการเพียรรักษาสุจริตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดารงคงอยู่ต่อไปเร่ือยๆ
ตราบนานเท่านาน อีกทั้งยงั ต้องรกั ษาความดีเช่นนีใ้ หค้ งอยู่ต่อไปโดยไม่ยอมให้เส่ือมสูญหายไปด้วย ดังน้ัน จึงตรงกับ
คาว่า “ต่อยอด” ท่ีมุ่งหมายเอาการรักษาพระปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ดารงอยู่คู่กับแผ่นดินไทย

๗๑

ไปตราบนานเท่านาน ดังน้ัน การใช้หลักอนุรักขนาปธานเพื่อสร้างพลเมืองดีและให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม
จึงเป็นเรอื่ งท่ีตอ้ งพจิ ารณาใหด้ เี พื่อให้เกิดความม่นั คง ม่งั คัง่ ย่งั ยืน ยิง่ ขนึ้ สืบไป

๓.๑ การใช้หลักอนุรกั ขนาปธานตามหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้ี เป็นแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลท่ี ๙ เป็นผู้ทรงนามาปฏบิ ตั โิ ดยนามาใชเ้ ป็นหลกั การพืน้ ฐานของ
นโยบายการพัฒนาประเทศ จึงประกอบหลักวชิ า และหลักธรรมหลายประการ ได้แก่
(๑) เป็นปรัชญาแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ
ครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถงึ ระดบั รัฐ
(๒) เปน็ ปรัชญาในการพฒั นาและบรหิ ารประเทศใหด้ าเนินไปในทางสายกลาง
(๓) จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการ รองรับ
การเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ กว้างขวาง ทง้ั ดา้ นวตั ถุ สังคม ส่ิงแวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลก ภายนอกไดอ้ ยา่ งดี
(๔) ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นท่ี จะต้องมี
ระบบภูมคิ ุ้มกนั ในตวั ทด่ี พี อสมควรต่อการมผี ลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปล่ียนแปลงท้ัง ภายนอกและภายใน
(๕) จะตอ้ งอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวงั อย่างยง่ิ ในการนา วิชาการต่าง ๆ
มาใช้ในการวางแผนและการดาเนนิ การทกุ ขัน้ ตอน
(๖) จะต้องเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสานักในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้ มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิต
ด้วยความอดทน ความเพยี ร มีสตปิ ัญญา และความรอบคอบ

ในทน่ี ้ี มพี ระบรมราโชวาท ในพิธีพระทานปริญญาบัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในวันพฤหสั บดที ่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๗ มใี จความวา่

“...การพัฒนาประเทศจาเป็นตอ้ งทาตามลาดับข้นั ตอ้ งสรา้ งพนื้ ฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้
ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา
เม่ือได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจ
ข้ันท่ีสูงขึ้นโดยลาดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิด
ความไม่สมดุลในเร่อื งต่างๆ ข้ึน ซึ่งอาจกลายเป็นความยุง่ ยากล้มเหลวได้ในทีส่ ุด...”

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาท่ียึดหลักทางสายกลาง ท่ีชี้แนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติของประชาชน
ในทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดาเนินการทุกข้ันตอน ท้ังนี้ เศรษฐกิจพอเพียง
เปน็ การดาเนินชวี ิตอย่างสมดุลและยัง่ ยนื เพือ่ ให้สามารถอยู่ไดแ้ มใ้ นโลกยุคโลกาภวิ ตั นท์ ม่ี กี ารแข่งขันสงู ไดอ้ ยา่ งมัน่ คง

ในที่น้ี ขอนาหลักธรรม ๔ ประการ มาอธิบายพอสังเขป ได้แก่ ๑) พอดี ๒) พอเหมาะ ๓) พอตัว
๔) พอใจ มรี ายละเอียดดังต่อไปน้ี

๗๒

(๑) พอดี
คาว่า “พอดี” น้ี หมายเอาการดาเนินชีวิตตามหลักทางสายกลาง หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
เป็นการดาเนินชีวติ อยา่ งเปน็ กลางโดยไม่ยึดติดวัตถุนิยมมากเกินไป และไม่ใช้ชีวิตโดยทาตนเองให้ลาบากเกินไป แต่
ให้ดาเนินชีวิตอยู่บนพ้ืนฐานของความพอมีพอกิน พออยู่พอใช้ เป็นการใช้ชีวิตที่ประกอบด้วยหลักการทางปัญญา
กลา่ วคือ รู้จักนาหลักอนรุ กั ขนาปธานไปใชใ้ นการดาเนินชีวิต เพ่ือคอยรักษาสุจริตธรรมและความดีงามที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ให้เส่ือมสลายไป และทาให้ต้งั มั่นย่ังยืนตอ่ ไปในอนาคตด้วย

(๒) พอเหมาะ
คาว่า “พอเหมาะ” หมายเอาการดาเนินชีวิตตามหลักมัตตัญญุตา หรือท่ีเรียกว่า รู้ประมาณ
ในการดาเนินชีวิต กล่าวคอื รู้ประมาณในการใชจ้ า่ ยและรู้ประมาณในการเกบ็ รักษาทรัพยท์ ี่แสวงหามาโดยชอบธรรม
การรู้ประมาณตนเองน้ี เป็นแนวทางแห่งอนุรักขนาปธานท่ีสาคัญในการดาเนินชีวิต เพราะหากเราทราบถึง
ความพอเหมาะท่ีเกิดข้ึนแก่ตนเองได้อย่างดีเพียงพอ จะทาให้เราสามารถควบคุมการดาเนินชีวิตให้อยู่ในกรอบแห่ง
ความดงี ามได้ โดยไมใ่ ชช้ ีวติ โดยทาตนใหม้ ธั ยสั ถ์ลาบากเกนิ ไปและไม่ทาตนใหฟ้ ุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนเกินไป

(๓) พอตัว
คาว่า “พอตัว” หมายเอาการดาเนินชีวิตตามหลัก “อัตตนาถะ” หรือการใช้ชีวิตที่มีการพึ่งพา
ตนเองเป็นหลกั เพราะตนเปน็ ทพ่ี ึงของตนเองได้อยา่ งประเสรฐิ การจะคอยหวังพึ่งผู้อ่ืนอยู่เสมอน้ัน เป็นแนวทางของ
การดูถูกความสามารถของตนเอง ดังพุทธศาสนสุภาษิตท่ีว่า “ตนแล เป็นที่พ่ึงของตน คนอ่ืนใครเล่าจะเป็นท่ีพ่ึงได้
ก็บุคคลมตี นฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ท่ีพ่ึงที่หาได้ยาก” ดังนั้น การพ่ึงพาตนเองจึงเป็นเสมือนการฝึกฝนตนเองให้มีความพร้อม
ในการเป็นท่ีพึ่งพิงของตนเองและคนอื่นอยู่เสมอด้วย ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ
มตี นเป็นที่พ่ึง จงมีธรรมเป็นเกาะ มธี รรมเปน็ ที่พ่ึง มิใชม่ สี งิ่ อืน่ เปน็ ทีพ่ งึ่ ”

(๔) พอใจ
คาว่า “พอใจ” หมายเอาการดาเนินชีวิตตามหลักกามโภคีสุข หรือที่เรียกว่า สุขของชาวบ้าน
ผู้อยู่ครองเรือนมี ๔ ประการ ได้แก่ ๑) อัตถิสุข หมายถึง สุขที่เกิดจากความมีทรัพย์ เป็นความภูมิใจ อิ่มเอิบใจว่า
ตนมีโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้าพักน้าแรงและความขยันหมั่นเพียรของตนและโดยชอบธรรม ๒) โภคสุข หมายถึง
สุขท่ีเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ที่ตนแสวงหามาโดยชอบน้ัน เพื่อไว้ใช้ในการเลี้ยงชีพตนเองและผู้อ่ืน รวมไปถึง
การบาเพญ็ ประโยชน์ตอ่ สาธารณะด้วย ๓) อนณสขุ หมายถึง สุขท่ีเกดิ จากความไมเ่ ปน็ หนี้สินติดค้างใคร มีความภาคภูมิใจ
ว่าตนมีความเป็นใหญ่ในทรัพย์สิน มีอิสระในการดาเนินชีวิตโดยไม่ตกเป็นทาสของส่ิงของหรือทรัพย์สมบัติ
๔) อนวัชชสุข หมายถึง สุขท่ีเกิดจากความประกอบอาชีพท่ีสุจริต เป็นอาชีพที่ไม่มีโทษและสร้างความเดือดร้อน
ให้แก่ผอู้ ืน่ สรา้ งความภาคภูมใิ จใหต้ นเองและผ้อู ่นื กต็ เิ ตียนไม่ไดท้ ง้ั ทางกาย วาจา และใจ

๓.๒ การใชห้ ลักอนุรักขนาปธานเพอ่ื สรา้ งพลเมืองดีและให้เกิดความรับผดิ ชอบต่อสงั คม
อนุรักขนาปธานสามารถนามาใช้เพื่อส่งเสริมให้เกิดมิติของการสร้างพลเมืองท่ีดีและมีความรับผิดชอบ
ต่อสังคมมากยงิ่ ข้ึนด้วย เพราะอนุรักขนาปธานหมายเอากระบวนการเพียรรักษาสุจริตธรรมที่เกิดข้ึนแล้วไม่ให้เสื่อม
ซ่ึงเป็นขั้นตอนของการสร้างพลเมืองดีให้เกิดข้ึนในสังคม ต่อจากนั้นอนุรักขนายังหมายเอากระบวนการบาเพ็ญ
ให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไปไพบูลย์ ซึ่งเป็นข้ันตอนของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น จะแบ่งแนวคิดในส่วนนี้
ออกเป็น ๒ ดา้ น เพอื่ ประกอบการศึกษาใหค้ รบถ้วนสืบไป

๗๓

๑) การสรา้ งพลเมอื งดี
พลเมืองดี หมายถึง ประชาชน หรือราษฎร หรือพสกนิกร หรือชาวบ้านโดยทั่วไปท่ีประพฤติตน
ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมาย และข้อบังคับต่างๆ ของสังคม โดยบุคคลดังกล่าวจะต้องมีหน้าท่ี
และมีความรบั ผิดชอบ ปฏบิ ัตติ นใหเ้ กิดประโยชน์แก่สงั คม ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์

พลเมืองถอื เปน็ องค์ประกอบท่ีสาคัญของสังคม พลเมืองที่สมบูรณ์ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีร่างกาย
ดี จิตใจดี คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และต้องเป็นกาลังในการพัฒนาความเจริญของประเทศชาติให้เกิดความม่ันคง
สามัคคปี รองดอง ซง่ึ พลเมอื งนีม้ ลี กั ษณะโดยท่วั ไป ดงั นี้

๑.๑) เคารพกฎหมายและปฏิบัติตามกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของสงั คม และขอ้ บัญญตั ิของกฎหมาย
๑.๒) มเี หตผุ ลและรบั ฟังความคิดเห็นของผอู้ นื่
๑.๓) ยอมรบั มตขิ องเสยี งส่วนใหญ่ แม้ว่ามตนิ นั้ ๆ จะไมต่ รงกบั ความคดิ ของตนเอง
๑.๔) มีนา้ ใจประชาธิปไตย เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์ตน
๑.๕) เคารพสทิ ธเิ สรภี าพของผู้อ่นื
๑.๖) รบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง สังคม ชมุ ชน และประเทศชาติ
๑.๗) มีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการเมือง การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
๑.๘) มสี ่วนร่วมในการปอ้ งกัน แกไ้ ขปญั หาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองของประเทศ
๑.๙) มีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาท่ตี นนับถือ

หน้าท่ีของพลเมืองดีตามหลักอนุรักขนาปธาน คือ การช่วยกันเป็นหูเป็นตาคอยระแวดระวังภัย
ท่ีอาจเกิดขึ้นแก่ผู้คนในสังคม เม่ือทาหน้าท่ีอย่างสุจริตด้วยการร่วมกันทาความดีและคอยป้องกันความชั่วที่อาจเกิดขึ้น
แก่หมู่คณะแล้ว ยังนับได้ว่า ทาหน้าที่ร่วมกันต้านโกงด้วย การทาหน้าที่ของพลเมืองดีเช่นนี้เป็น ส่วนหนึ่ง
ของการแสดงความรบั ผดิ ชอบต่อสังคมท่นี า่ ยกย่อง

๒) การมคี วามรับผดิ ชอบต่อสงั คม
ความรับผิดชอบนี้หมายเอาการยอมรับในผลท่ีได้กระทาตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ท้ังนี้
บุคคลน้ันๆ จะต้องรับท้ังผิดและชอบ ตามส่ิงที่ตนได้กระทาไปด้วย ดังท่ีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงให้ความหมายของคาว่า “รับผิดชอบ” ไว้ว่า หน้าที่ท่ี
ได้รับมอบหมายให้ทา จะหลีกเล่ยี งละเลยไม่ได้ ผู้ใดมคี วามรับผิดชอบ จะสามารถประกอบการงานให้บรรลุผลสาเร็จ
ตามท่ีมุ่งหมายไว้อย่างแน่นอน ในที่นี้จึงขอนาพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลท่ี ๙ เกี่ยวกับความรับผิดชอบ
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สาเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ เมอื่ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๙ มใี จความดงั นี้

“…การจะทางานให้มีประสิทธิผลและให้ดาเนินไปได้โดยราบร่ืนน้ัน จาเป็นอย่างย่ิงจะต้องทาด้วย
ความรับผิดชอบอย่างสูง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริงของงาน สาคัญท่ีสุด ต้องเข้าใจ
ความหมายของคาว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ให้ถูกต้อง ขอให้เข้าใจว่า ‘รับผิด’ ไม่ใช่การรับโทษ หรือถูกลงโทษ
‘รบั ชอบ’ ไมใ่ ชร่ ับรางวลั หรอื รับคาชมเชย

๗๔

การรู้จักรับผิด หรือยอมรับรู้ว่าอะไรผิดพลาดเสียหาย และเสียหายเพราะอะไร เพียงใดน้ัน
มีประโยชน์ ทาให้บุคคลรู้จักพิจารณาตนเอง ยอมรับความผิดของตนเองโดยใจจริง เป็นทางที่จะช่วยให้แก้ไข
ความผิดได้ และให้รวู้ ่าจะต้องปฏิบัตแิ ก้ไขใหม่

ส่วนการรู้จักรับชอบ หรือรู้ว่าอะไรถูก อันได้แก่ถูกตามความมุ่งหมาย ถูกตามหลักวิชา
ถกู ตามวธิ ีการนน้ั มีประโยชนท์ าใหท้ ราบแจง้ ว่าจะทาใหง้ านสาเร็จสมบรู ณไ์ ดอ้ ย่างไร จักไดถ้ อื ปฏบิ ัตติ ่อไป

นอกจากน้ัน เม่ือเข้าใจความหมายของคาว่า ‘รับผิดชอบ’ ตามนัยดังกล่าวแล้ว ผู้ที่เข้าใจ
ซ้ึงในความรับผิดชอบ จะสานึกตระหนักได้ทันทีว่า ความรับผิดชอบคือหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายให้ทา จะหลีกเลี่ยง
ละเลยไม่ได้ จึงใคร่ขอให้บัณฑิตศึกษาและสังวรระวังในความรับผิดชอบให้มากที่สุด ผู้ใดมีความรับผิดชอบ
จะสามารถประกอบการงานใหบ้ รรลผุ ลสาเรจ็ ตามทม่ี ่งุ หมายไวไ้ ด้อย่างแนน่ อน…”

จากพระบรมราโชวาทน้ี ชใ้ี ห้เหน็ ว่า การจะทางานให้มปี ระสิทธผิ ล และใหง้ านดาเนนิ ไปโดยราบร่ืน
ได้นนั้ จาเป็นอย่างย่ิงจะต้องทาดว้ ยความรับผดิ ชอบอย่างสงู ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริง
ของงาน และทีส่ ุดตอ้ งเขา้ ใจความหมายของคาวา่ “รับผิดชอบ” ให้ถกู ตอ้ งดว้ ย

ความรบั ผิดชอบต่อสงั คมนี้เป็นตัวกาหนดทิศทางและนโยบายในการดาเนินธุรกิจอย่างถูกต้องด้วย
ดังจะเห็นได้จากบริษัทชั้นนามักจะมีนโยบายดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ( Corporate Social
Responsibility : CSR) ด้วยความตระหนักและให้ความสาคัญในการสนับสนุนการดาเนินกิจกรรมเพื่อสังคม
และชุมชนโดยรอบ รวมทั้งใส่ใจดูแลส่ิงแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง มีเจตนารมณ์ที่จะทางานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง
โดยมุ่งสร้างและสืบสานความสัมพันธ์อันดีท่ีเกิดจากการยอมรับและไว้วางใจซ่ึงกันและกัน คานึงถึงผลกระทบ
ที่อาจจะมีต่อผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน ชุมชนท่ีบริษัทประกอบกิจการอยู่ ลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานภาครัฐ
ตลอดจนถงึ สงั คมและประเทศชาติ พร้อมทง้ั สร้างทัศนคตแิ ละวฒั นธรรมองค์กรเพ่ือให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ทอ่ี ยรู่ ว่ มกันดว้ ย

การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมน้ี เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า การประพฤติจริยธรรมเพื่อสังคม
เพราะการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการบ่งบอกถึงการแสดงเจตนารมณ์ท่ีจะอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมอย่าง
สนั ติสขุ ต้องการท่จี ะไดร้ ับการยอมรับจากผู้คนในสังคม เป็นการควบคุมความประพฤติของตนเองให้เข้ากับหมู่คณะ
อื่นในสังคม เม่ือควบคุมความประพฤติตนเองได้แล้ว ยังแสดงออกต่อสังคมด้วยการทาหน้าที่คอยระแวดระวัง ภัย
ใหค้ นอ่นื ในสงั คมดว้ ย ถอื วา่ เปน็ ผมู้ ีจรยิ ธรรมเพ่ือตนเองเปน็ เบอื้ งต้น และมีจรยิ ธรรมเพื่อสังคมในเบื้องปลายได้ด้วย

การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเป็นพลเมืองดีนี้ถือเป็นการทาหน้าท่ีเสมือนหนึ่ง
การสร้างภูมิคุ้มกันภัยให้เกิดแก่หมู่คณะ (Herd Immunity) ด้วย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนให้แก่ตนเองก่อน
เม่ือตนเองมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ก็เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันภัยให้แก่ผู้อื่นตามไปด้วย แนวคิดเช่นนี้จึงเข้ากับหลักอนุรักขนาปธาน
เป็นอย่างย่ิง เพราะการรักษาความดีให้คงอยู่ตราบนานเท่านานโดยไม่ยอมให้เสื่อมสลายไปนั้น ก็เพ่ือความเป็นอยู่
อยา่ งผาสกุ ของประชาชนน่นั เอง

๗๕

๔. สรปุ ความ
สัมมัปปธาน ๔ ประกอบไปด้วยสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธานและอนุรักขนาปธาน นับเป็น

องค์แห่งการบรรลุธรรม สามารถนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้อย่างดีย่ิง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติ
สมถะวิปัสสนา หรือแม้แต่การดารงชีวิตในสังคมปัจจุบัน หรือแม้แต่การประกอบสัมมาอาชีพต่างๆ สามารถท่ีจะ
นาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่จากัดกาล เมื่อกล่าวถึงสัมมัปปธาน ๔ โดยภาพรวมใหญ่ก็เป็นการปรารภถึงความเพียร
น่ันเอง และความเพียรน้ีเป็นคุณธรรมอยู่ภายในจิตใจของเราทุกคนมีความสาคัญต่อการสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงาม
และการเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ส่งเสริมให้เกิดความเพียรเพื่อรักษาสุจริตธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ให้ตั้งมั่นมิให้เสื่อมและเจริญยิ่งขึ้นไปไพบูลย์ เพื่อให้สุจริตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วมีความตั้งมั่นยาวนานมากที่สุด
เมื่อทาแล้วต้องมีความยั่งยืนและเกิดเครือข่าย (Networking) การรักษาความดีนี้ก็เปรียบเหมือนภาษิตไทย
ที่ว่า “พึงรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม” ทาอย่างไรให้เป็นวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง เป็นพลเมืองดีที่มี
ความรับผิดชอบต่อสังคม ในสังวรสูตรมีเกณฑ์ทาความดี โปร่งใสและสุจริต แต่การจะทาได้ดังน้ีต้องมี
หลักยดึ ภายในใจ ตอ้ งรูจ้ กั ยับยัง้ ชั่งใจ รูอ้ ะไรควรไมค่ วร

อนุรักขนาปธาน ซ่ึงเป็นหน่ึงในองค์สัมมัปปธานจึงสอดคล้องกับความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ บุคคลมีหน้าที่
ดังต่อไปน้ี คือ “ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ” ถือได้ว่าเป็นครั้งแรก
ที่รัฐธรรมนูญได้กาหนดให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นหน้าท่ีของประชาชนชาวไทยทุกคน นอกจากน้ี
ยังกาหนดชัดเจนในหมวดท่ี ๕ หน้าท่ีของรัฐว่า “รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตราย
ท่เี กิดจากการทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบท้งั ในภาครัฐและภาคเอกชนและจัดให้มีมาตรการและกลไกท่ีมีประสิทธิภาพ
เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวดรวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชน
รวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ต่อต้านการทุจริต หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ
ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ” การบริหารราชการแผ่นดินรัฐต้องเสริมสร้างให้ประชาชนได้รับบริการท่ีสะดวก
มีประสิทธิภาพ ที่สาคัญ คือ ไม่เลือกปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซ่ึงการบริหารงานบุคคล
ของหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามที่กฎหมายบัญญัติ อย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกัน
มิให้ผู้ใดใช้อานาจหรือกระทาการโดยมิชอบที่เป็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งต้ัง
หรือการพจิ ารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าทข่ี องรฐั และรฐั ต้องจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงาน
ของรัฐใช้เป็นหลักในการกาหนดประมวลจริยธรรมสาหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานน้ันๆ ซ่ึงต้องไม่ต่ากว่ ามาตรฐาน

๗๖

ทางจริยธรรมดังกล่าว การท่ีรัฐธรรมนูญได้ให้ความสาคัญต่อการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพและการบริหาร
บุคคลท่ีมีคุณธรรมนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ จึงได้มีความพยายามท่ีจะแสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่าต้องการสร้างประสิทธิภาพในระบบการบริหารงานราชการแผ่นดินและเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ต้องยึดมั่น
ในหลกั ธรรมาภิบาลและมคี ุณธรรมจรยิ ธรรมตามทก่ี าหนดเอาไว้

๗๗

เม่ือผนวกความตามนัยแห่งอนุรักขนาปธาน การเพียรรักษาสุจริตธรรมท่ีเกิดข้ึนแล้วไม่ให้เส่ือม
และบาเพ็ญให้เจริญยิ่งข้ึนไปจนไพบูลย์ ล้วนมีนัยความหมายเพื่อส่งเสริมไม่ให้ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริต
และประพฤติมิชอบทุกรูปแบบเด่นชัดอย่างยิ่ง เพราะการดาเนินความดีน้ันเป็นส่ิงสร้างได้ยาก ความช่ัวสร้างได้ง่าย
ทาเมื่อใดความช่ัวน้ันเกิดข้ึนจนมีผลให้ได้รับความทุกข์ ผลของความดีเท่านั้นนาให้เกิดความสุข คนไม่ต้องการทุกข์
ต้องการความสุข แต่ก็ไม่อยากสร้างความดี หากว่าได้สร้างความดีเป็นแนวทางไว้แล้วยิ่งก่อ ให้เกิดความสุข
ความเจริญย่ิงข้ึน เม่ือมีมากข้ึนก็ให้หมั่นรักษาความดีนั้นให้อยู่คู่กับตน แต่การจะรักษาความดีให้อยู่ตลอดไปได้
ต้องรู้จักประคับประคองดูแลตนเองให้มีทัศนคติที่ดี อย่าให้ความชั่วได้มีโอกาสแทรกเข้ามาในระหว่างได้ เมื่อเข้าใจ
แจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้วก็ให้เช่ือมั่นในตนเอง หม่ันทาจิตใจให้เบิกบานสงบเยือกเย็น เม่ือคิดดีก็จะนาไปสู่การทา
ส่งิ ดงี ามอนั เปน็ เหตุแหง่ ความเจรญิ ยิง่ ขนึ้ ไปจนถงึ ความไพบลู ย์มัน่ คงตลอดไป

๗๖

บทท่ี ๖

บทสรุป

จากข้อเท็จจริงตามที่ได้ศึกษามาท้ังหมด พบว่า ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในสังคม
มีหลากหลายรูปแบบและซับซ้อนมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงในปัจจุบันนี้ คนในสังคมมักยกย่องคนรวย คนมีอานาจ
คนมีหน้ามีตามีฐานะในสังคม โดยไม่ได้คานึงว่า ความรวยหรืออานาจน้ันได้มาโดยวิธีการใด เป็นวิธีการที่ถูกต้อง
ตามหลักศีลธรรมและมีมนุษยธรรมหรือไม่ เมื่อไม่ได้พิจารณาถึงแก่นหรือกระพ้ีท่ีอยู่ภายในแต่กลับให้ความสาคัญ
ต่อเปลือกที่อยู่ภายนอก ส่งผลให้เกิดสังคมวัตถุนิยมข้ึน ใครมีโอกาสและฐานะท่ีดีกว่าก็จะตักตวงผลประโยชน์
ส่วนรวมมาเป็นของตัว โดยไม่ได้คานึงถึงความถูกต้องและเร่ืองของศีลธรรมมากนัก เข้าทานองสุภาษิตที่ว่า
“มอื ใครยาว สาวไดส้ าวเอา” การตักตวงผลประโยชน์เข้าหาตวั เช่นนี้เกิดขึ้นจากการขาดหิริโอตตัปปะ คือ ไม่มีความ
ละอายช่ัวและกลัวเกรงบาปท่ีทาลงไป คานึงถึงแต่เพียงผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับเท่าน้ันโดยไม่คานึงประโยชน์
ส่วนรวมของประเทศชาติบ้านเมือง บางคร้ังเม่ือไม่ได้รับผลประโยชน์ตามท่ีใจต้องการ ก็อาจใช้วิธีการคดโกง
หรือเอาเปรียบท้ังทางตรงและทางอ้อม เพ่ือให้ได้รับผลประโยชน์ตามที่ต้องการ เข้าทานองสุภาษิตที่ว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์
ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่มุ่งหวัง จึงยินยอมทาเรื่องผิดศีลธรรม
เป็นอันมากได้ โดยไม่ได้คานึงถึงเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ การกระทาความผิดเช่นนี้เป็นบ่อเกิดของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
ในสังคมไทย หากแก้ไขสิ่งเหล่าน้ีไม่ได้ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อแวดวงการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ของประเทศชาติเป็นอยา่ งย่งิ จงึ มีคาถามที่นา่ สนใจว่า เราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหลา่ นี้ได้อย่างไร

ด้วยเหตุน้ี สานักงาน ป.ป.ช. โดย สานักส่งเสริมและบูรณาการการมีส่วนร่วมต้านทุจริต จึงจัดทา
หนังสอื หลักธรรมคาสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือท่ีเรียกว่า “Anti – Corruption Education”
เป็นการนากรอบศีลธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์เข้ากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยสามารถปลูกฝัง
ค่านิยมด้วยการสร้างวัฒนธรรมที่ถูกต้องผ่านการศึกษาของหลักสูตรดังกล่าว และนาไปใช้กับบุคคล ๒ กลุ่มใหญ่
ได้แก่ ๑) พระภิกษุและสามเณร และ ๒) ประชาชนท่ัวไป มี ๕ กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (ระดับปฐมวัย
และ ป.๑ – ม.๖) กลุ่มวัยรุ่นตอนกลาง (อุดมศึกษา) กลุ่มทหารและตารวจ กลุ่มวิทยากร และกลุ่มโค้ช
โดยมีรายละเอียดดังน้ี

กลุ่มของพระภิกษุและสามเณร สามารถช่วยเหลือสังคมได้ด้วยการนาหลักธรรมคาสอนที่เก่ียวกับ
การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมาใช้ในการเทศนาธรรมส่ังสอนชาวบ้านให้ต้ังม่ันอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม
และคอยช่วยเหลือกันสอดส่องเหตุเภทภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนในชุมชน เพราะหน้าที่หลักของพระภิกษุ
และสามเณร คือ ทาให้ชาวบ้านเป็นคนดีมีศีลธรรม สร้างหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ให้เกิดข้ึนตามนโยบายของภาครัฐ
ดังน้ัน จึงสามารถช่วยเทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้รักษาศีล ๕ รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วน
บุคคล และรู้จักเป็นคนละอายช่ัวเกรงกลัวบาป เป็นต้น เมื่อพระภิกษุและสามเณรเดินทางไปแสดงธรรมในท่ีใด
ก็นาหลักธรรมดังกล่าวไปเทศนาสั่งสอนชาวบ้านในท่ีนั้นให้รู้จักรักษาศีล ๕ และไม่รับผลประโยชน์ทับซ้อน
อันเป็นสาเหตุของปัญหาทุจริตคอร์รัปชันต่างๆ หากเป็นครูพระสอนศีลธรรม ก็สามารถนาแนวคิดของหลักสูตร
ดังกล่าวมาช่วยกันเผยแผ่และบูรณาการเชื่อมโยงเข้ากับการเทศน์ในเรื่องเดียวกันน้ีให้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ
เม่ือทาได้เชน่ น้ีจะเกดิ สังคมแหง่ การตระหนักรู้ เป็นสังคมแหง่ การมสี ติ ตืน่ รู้ และมคี วามคิดเทา่ ทันปญั หาทเี่ กดิ ขึ้นได้

๗๗

ส่วนกลุ่มของประชาชนทั่วไป ซึ่งมี ๕ กลุ่มย่อยนั้นก็ทาหน้าที่ ๒ ประการ คือ ๑) หน้าที่ด้านการศึกษา
เรียนรู้และ ๒) หน้าท่ีด้านการเผยแผ่ กล่าวคือ กลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (ระดับปฐมวัยและ ป.๑ – ม.๖) กลุ่มวัยรุ่นตอนกลาง
(อุดมศึกษา) และกลุ่มทหารและตารวจ ท้ัง ๓ กลุ่มน้ีมีหน้าท่ีในการศึกษาเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษานี้ให้ดี
เพอ่ื เปน็ บาทฐานในการช่วยเหลอื และพฒั นาประเทศชาติ เพราะกลุ่มบุคคลทั้ง ๓ กลุ่มน้ีอยู่ในวัยแห่งการศึกษาและเรียนรู้
ในส่ิงต่างๆ เม่ือได้รับการเรียนรู้ในส่ิงที่ถูกต้องและดีงามแล้ว จะสามารถนาความรู้ดังกล่าวมาใช้กับตัวเอง ครอบครัว
และประเทศชาติต่อไปได้อย่างม่ันคง กลุ่มนี้จะทาหน้าที่เหมือนจุดไฟให้ติดที่ไส้ของเทียน ทาหน้าท่ีให้แสงสว่างแก่ตัวเอง
เท่าน้ัน ส่วนกลุ่มวิทยากรและกลุ่มโค้ช จะทาหน้าที่ในการเผยแผ่ เป็นกลุ่มที่ทาหน้าท่ีในการสร้างสรรค์และจรรโลงสังคม
ให้งดงามด้วยการทาหน้าที่เผยแผ่และถ่ายทอดองค์ความรู้เร่ืองการต้านทุจริตคอร์รัปชันให้แก่ผู้คนในสังคมในระดับ
ชัน้ ต่างๆ กลมุ่ นจี้ ะทาหนา้ ทเี่ หมือนจดุ ไฟใหแ้ กเ่ ทยี นเล่มอ่นื ๆ ซ่งึ เปน็ เทียนทยี่ งั ไมเ่ คยผ่านการจดุ ไฟมาก่อน หรือเทยี นทเี่ คย
จุดไฟมาก่อนในอดตี แต่ปจั จบุ นั เทยี นดบั ไปแล้ว ให้เทียนเหล่านี้กลับมามีแสงสว่างขึ้นอีกครั้ง และเทียนจานวนมากที่ถูกจุดไฟ
ข้ึนมานี้ จะเป็นแสงสวา่ งที่มีกาลังกลา้ เพียงพอทีจ่ ะทาใหห้ อ้ งทมี่ ดื มดิ กลบั มคี วามสวา่ งไสวไดด้ ว้ ยแสงเทยี นแหง่ ธรรม

ดังนั้น เปา้ หมายของหลักสตู ร จึงมุ่งหวงั ใหบ้ ุคคล ๒ กล่มุ ใหญ่ กลา่ วคือ กลุ่มของพระภิกษุสามเณร
และส่วนกลุ่มของประชาชนทั่วไป ได้มีความรู้ท่ีถูกต้องและถ่ายทอดความรู้ท่ีถูกต้องน้ีให้แก่ผู้อื่นในสังคมต่อไป
เม่ือมีความรู้และความเข้าใจท่ีถูกต้องดีงามจนสามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม
มีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทาให้ไม่เป็นคนทอดธุระและน่ิงเฉยต่อปัญหา
ทุจริตคอร์รัปชันท่ีเกิดขึ้นในชุมชน ทาหน้าท่ีพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการต่อต้านทุจริต
ในรูปแบบต่างๆ ซ่ึงการทาหน้าท่ีทุกอย่างนี้ดังกล่าวมาน้ีจาเป็นต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีเรียกว่า
ปธาน ๔ มาบูรณาการร่วมกันจนเกิดเป็นหลักสูตรต้านทุจริตเชิงพุทธ ที่สามารถนาไปแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
ในสังคมได้เป็นอย่างดี ในท่ีนี้จะขอนาเสนอหนังสือโดยประยุกต์หลักธรรมคาสอน (ปธาน ๔) ในพระพุทธศาสนา
กบั หลกั สูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti – Corruption Education มีรายละเอียดโดยยอ่ ดังน้ี

๑) สงั วรปธาน หมายถึง ความเพียรระวังยับย้ังการทุจริตท่ียังไม่เกิด มิให้เกิดมีข้ึน โดยมีวิธีป้องกัน
ด้วยการใช้หลักการคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่มีผลประโยชน์
ทับซ้อน (Conflict of interests) เป็นแนวทางท่ีมุ่งเน้นไปที่การสารวมระวังอินทรีย์ ๖ ของตัวให้ดี กล่าวคือ
ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของตัวให้ดี โดยไม่ให้ถูกบีฑาจากส่ิงยั่วยุภายนอกทั้ง ๖ ประการ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น
รส สัมผัส และอารมณ์ทางใจ ดังนั้น หากสามารถควบคุมอินทรีย์ ๖ ของตัวให้ดีได้ ย่อมส่งผลให้เกิดการควบคุม
ความประพฤติท่ดี ีไดท้ ง้ั ทางกาย วาจา และใจ ในท่นี ีม้ ตี ัวอยา่ งทเี่ ป็นกรณีศกึ ษาดังน้ี

การตากขา้ วเปลอื กบนถนนตามพืน้ ทีช่ นบทที่อาจส่งผลให้เกดิ อุบัตเิ หตขุ นึ้ แกบ่ ุคคลอ่ืนที่เดินทางบน
ท้องถนน ซึ่งการกระทาเช่นนี้เกิดขึ้นจากการไม่คิดคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
มองเห็นว่า การตากข้าวเปลือกบนท้องถนนในพ้ืนท่ีชนบทของชาวบ้าน เป็นเพียงแค่การใช้พ้ืนที่สาธารณะแค่ชั่วคราว
ไมน่ ่าจะส่งผลเสยี หายตอ่ บคุ คลอ่ืน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตากข้าวเปลือกบนท้องถนนเช่นนี้ ส่งผลเสียหายต่อ
บุคคลอื่นท่ีร่วมเดินทางสัญจรบนถนนเป็นอย่างย่ิง โดยเฉพาะคนท่ีไม่คุ้นเคยกับเส้นทางสายนั้น เมื่อเดินทางผ่านมา
คร้งั แรกดว้ ยความไม่รู้ อาจกอ่ ใหเ้ กิดอบุ ัตเิ หตขุ ้ึนในขณะทขี่ บั ขยี่ วดยานพาหนะได้

จากกรณีตัวอย่างเช่นนี้พบว่า ชาวบ้านอาจไม่ได้คานึงถึง “สังวรปธาน” หรือเพียรระวังการทุจริต
ท่ียังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น อีกท้ังยังไม่ได้คานึงถึงผลท่ีตัวได้ทาลงไปว่า เป็นการกระทาท่ีส่งผลเสียหายต่อประโยชน์

๗๘

ส่วนรวมหรือเกิดผลเสียต่อคนอื่น เพราะขาดการสารวมระวังทางอินทรีย์ท้ัง ๖ ของตัวให้ดี ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น
กาย และใจ ส่งผลให้เกิดทจุ รติ ขน้ึ ได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย วาจา และใจ ดังน้ัน จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง
อยา่ งมีสติต่อเรื่องที่ตัวจะกระทาลงไปให้ดีว่า ได้คานึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นท่ีตั้งหรือไม่ และทาให้คนอ่ืนลาบาก
เดือดร้อนด้วยการกระทาของตัวหรือไม่ หากพิจารณาด้วยใจที่ประกอบไปด้วยหลักสุจริตธรรมดังกล่าวแล้ว
ย่อมส่งผลให้เกิดสังคมอุดมสุขที่จะคอยช่วยกันระวังสอดส่องเหตุเภทภัยท่ีอาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ และช่วยกัน
ป้องกันเหตุดงั กล่าวน้ันมใิ ห้เกิดมีขน้ึ ในสังคมได้อยา่ งย่ังยนื สบื ไป

๒) ปหานปธาน หมายถึง การเพียรพยายามละการทุจริตท่ีเกิดข้ึนแล้ว ไม่ให้มีหนทางเกิดข้ึนได้อีก
เปน็ กระบวนการลดละทจุ รติ ๓ คอื ทจุ รติ ทางกาย วาจา และใจที่เกดิ ขึน้ แลว้ และควบคุมระวังมิให้เกิดขึ้นซ้าอีกด้วย
การใช้หลักธรรมหิริโอตตัปปะ คือ การละอายช่ัวและเกรงกลัวต่อบาป พร้อมท้ังการไม่ยอมอดทนต่อปัญหา
การทุจริตต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นอย่างนิ่งเฉย ไม่ยอมเป็นไทยเฉยที่น่ิงดูดายต่อปัญหาท่ีเกิดขึ้นในสังคมอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
แต่จะทาหน้าท่ีในการเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องเฝ้าระวังภัยและแจ้งเ หตุไม่พึงประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ให้ทราบ
และมาดาเนนิ การแก้ไขปญั หาใหส้ งบระงบั ต่อไป ในที่นมี้ ตี ัวอยา่ งท่ีเปน็ กรณศี กึ ษาดงั น้ี

การทุจริตคอร์รัปชันในคดีนาเข้ารถยนต์หรูจากเกรย์มาเก็ต โดยกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต
กรมการขนส่งทางบก และสานักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ร่วมกันโกงเป็นทีมโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย
เอ้ือประโยชน์ให้เอกชนแสดงรายการส่วนประกอบรถยนต์ไม่ครบถ้วน และแจ้งราคานาเข้ารถยนต์หรูต่ากว่าที่เป็นจริง
ทาให้รัฐสูญเสียภาษีไปกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การกระทาทุจริตคอร์รัปชันเช่นน้ี เกิดขึ้นจากแสวงหาผลประโยชน์
ร่วมกันโดยทากันเป็นทีมและมีผลประโยชน์มหาศาลเป็นเหยื่อล่อให้บรรดาข้าราชการท่ีทนต่อความหอมหวานของ
อามิสสินจ้างไม่ได้ จึงยอมตัวเป็นผู้กระทาผิดเสียเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่มีความละอายชั่วกลัวบาปต่อส่ิงที่ตัว
กระทาลงไปและอดทนตอ่ สรรพกิเลสท่ยี ่วั ยวนใจไม่ได้ จึงสง่ ผลใหเ้ กดิ การคอรร์ ัปชันในลักษณะนขี้ น้ึ มา

จากกรณีตัวอย่างเช่นนี้พบว่า หากข้าราชการทาหน้าท่ีของตัวด้วยความสุจริตยุติธรรม
มีความละอายชั่วกลัวบาปและคานึงถึงคาสัตย์ปฏิญาณที่ตัวได้ถวายไว้ในขณะที่เข้ามาทาหน้าที่เป็นข้าราชการแล้ว
จะเป็นผู้ไม่ยอมอดทนต่อปัญหาทุจริตท่ีเกิดข้ึน และไม่ยอมตัวให้เสียเกียรติของความเป็นข้าของแผ่นดิน
โดยยอมแลกศักดิ์ศรีของตัวกับเงินทองท่ีหามาได้โดยผิดวิธี เมื่อข้าราชการมีจิตสานึกที่ดีต่อหน้าที่ของตัว
มีความละอายช่ัวกลัวบาป และไม่ยอมอดทนต่อทุจริตท่ีเกิดขึ้น จึงจะเป็นผู้ทาหน้าท่ีด้วยความซ่ือสัตย์เที่ยงตรง
ดจุ ตราช่งั และเปน็ ทพี่ ง่ึ พาของชาวบ้านและประเทศชาติได้

๓) ภาวนาปธาน หมายถึง การเพียรพยายามทาสุจริตธรรมที่ยังไม่เกิดมี ให้มีการเกิดขึ้น
อย่างต่อเน่ือง เป็นกระบวนการสร้างความดีให้มั่นคงถาวรย่ิงขึ้นต่อไป จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งความสุจริต
โดยใช้หลักจิตพอเพียงต้านทุจริตเป็นแกนกลางในการพัฒนาจิตใจให้เกิดชุมชนท่ีเข้มแข็งด้วยแนวคิด STRONG Model
อันเป็นหลักการที่ส่งเสริมความดีและเพ่ิมพูนสติปัญญาให้แก่ผู้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
ให้มคี วามเขม้ แขง็ และยง่ั ยืนต่อไป

STRONG Model ประกอบไปด้วย S = ความพอเพยี ง โดยคานึงถึงหลักประโยชน์ ๓ ในการดาเนินงาน,
T = ความโปร่งใส โดยคานึงถึงประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นสาคัญ, R = ต่ืนรู้ โดยคานึงถึงหลักสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นชอบ
เปน็ แกนกลาง, O = มุ่งไปข้างหน้า โดยการใช้หลักจักขุมาหรือมีวิสัยทัศน์ในการทางาน, N = ความรู้ โดยการใช้หลักวิธูโร
หรือมีความฉลาดในการทางาน และ G = เอ้ืออาทร โดยการใช้หลักนิสสยสัมปันโนหรือการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
ในการทางาน

๗๙

เมื่อหลักการท้ัง ๖ ประการดังกล่าวข้างต้นน้ีเกิดขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นในชุมชน
องค์กร หน่วยงาน และประเทศ เพราะเป็นการสร้างรากฐานแห่งความดีงามให้เข้มแข็งได้ด้วยความซ่ือสัตย์
สุจริตอันนับได้ว่าเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง ดังพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่ว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง
จงึ ตอ้ งฝึกฝนอบรมให้เกดิ ในตัวเอง เพอ่ื จักได้เป็นคนดีมปี ระโยชน์ และมชี วี ติ ทส่ี ะอาด ทเ่ี จรญิ มัง่ คง”

๔) อนุรักขนาปธาน หมายถึง การเพียรพยายามทาสุจริตธรรมท่ีเกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญย่ิงขึ้นต่อไป
เปน็ กระบวนการรักษาความดีท่ีทามาทั้งหมดให้มั่นคงยืนยาวต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นเครือข่าย (Networking) หรือ
เ กิ ด เ ป็ น วั ฒ น ธ ร ร ม อ ง ค์ ก ร ท่ี ดี ง า ม อ ย่ า ง ต่ อ เ น่ื อ ง ส ร้ า ง พ ล เ มื อ ง ดี ที่ มี ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ต่ อ สั ง ค ม
ให้มากที่สุด เสมือนหน่ึงการเก็บกักรักษาน้าฝนที่ไหลผ่านสระใหญ่ หากสระมีรูรั่วซึมอยู่มาก สระย่อมเต็มได้ช้า
ในทางตรงกนั ขา้ ม หากสระไม่มีรูรั่วซมึ สระกย็ ่อมจะเตม็ ไปดว้ ยน้าไดใ้ นเรว็ วัน

แนวทางการส่งเสริมให้เกิดอนุรักขนาปธาน จะต้องนาสุจริตธรรมมาใช้ในสังคมในฐานะ
เป็นเคร่ืองมือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย โดยสะท้อนผ่านหลักสุจริต ๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต
และมโนสุจริต ท่ีกอปรด้วยหลักหิริโอตตัปปะอันเป็นหลักธรรมที่พัฒนาคนให้เป็นเทวดา พัฒนาปัญญาให้ย่ังยืน
แกส่ ังคม และประพฤติตามหลักสุจริตธรรมกถา ๓ ประการ คือ ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ละเว้นหน้าท่ี และไม่ทุจริต
ต่อหน้าที่ หากทาได้เช่นน้ี สงั คมและประเทศชาตกิ จ็ ะประสบพบเจอแตค่ วามสุขและความเจริญสบื ไป

หนังสอื หลักธรรมคำสอน (ปธำน ๔) ในพระพุทธศำสนำกบั หลักสตู รตำ้ นทจุ รติ ศกึ ษำ

๑. สังวรปธำน ๒. ปหำนปธำน

สงั วรปธาน คือ การรวบรวมหลกั พุทธธรรม ปหานปธาน คือ การช่วยแก้ปญั หาทุจรติ คอรร์ ัปชันเพ่อื ให้

เพ่ือป้องกันปญั หาไมใ่ หเ้ กิดขึน้ ปอ้ งกันไม่ใหเ้ กิดการทุจรติ ข้ึน สังคมอยไู่ ด้ โดยช่วยกนั เป็นหเู ปน็ ตาคอยสอดสอ่ งปญั หา

ทาใหค้ นในสงั คมคดิ ดดี ว้ ยมโนสุจรติ คิดแยกแยะระหว่าง ทจุ รติ ตา่ งๆ เมอ่ื เกดิ เหตไุ มพ่ งึ ประสงคก์ ใ็ ห้แจง้ ต่อเจา้ หน้าที่

ผลประโยชน์ส่วนบคุ คลกับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ และคานงึ ถงึ ใหม้ าช่วยจดั การแกไ้ ขปญั หาโดยไม่น่ิงเฉยและไมย่ อมทนตอ่

ผลประโยชนส์ ว่ นรวมมากกว่าผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คล โดยไมม่ ี ปัญหาทุจรติ ที่เกดิ ข้ึน

ผลประโยชนท์ บั ซ้อน (Conflict of interests) ยดึ หลกั ลดอานาจคนชัว่ เพ่มิ อานาจคนดี

ยึดหลกั ประโยชน์ ๓ คือ ประโยชน์ตวั ประโยชน์ผู้อืน่ และประโยชน์ เพอ่ื สนับสนุนใหค้ นดีไดม้ ีกาลงั ใจในการทาความดยี ่งิ ขึน้ ตอ่ ไป
ท้งั สองฝา่ ย (ประโยชน์ส่วนรวม) ยดึ หลักใหม้ ีความละอายชว่ั และเกรงกลวั ตอ่ การ

ยดึ หลกั “ธมมฺ จเร สจุ รติ ” คอื ควรทาหนา้ ท่ี ทาบาป ไม่ยอมอดทนใหก้ ับปัญหาทุจรติ ต่างๆ
ให้สุจรติ ทัง้ ทางกาย วาจา และใจ อยา่ งนงิ่ เฉย

๘๐

๓. ภำวนำปธำน ๔. อนุรกั ขนำปธำน
ภาวนาปธาน คือ การรว่ มกนั พัฒนาอยา่ ง อนุรกั ขนาปธาน คือ การรกั ษาความดที ีท่ ามาท้งั หมด
เปน็ ระบบ ทาใหก้ อ่ เกิดเป็นวัฒนธรรมแหง่ ความสจุ รติ สรา้ งเปน็ ให้มั่นคงยืนนานทีส่ ุดจนเกิดเปน็ เครือข่าย (Networking)
วิถชี ีวิต เกดิ เปน็ วัฒนธรรมต้านทจุ ริต โดยใชห้ ลกั จติ พอเพยี ง ทาให้เปน็ วัฒนธรรมท่ตี ่อเน่อื ง
ตา้ นทุจรติ รว่ มกับพัฒนาจิตใจโดยการนารูปแบบความเขม้ แข็ง สร้างพลเมอื งดที ่ีมีความรับผดิ ชอบต่อสงั คม
หรอื STRONG Model มาใช้ในสงั คม ประกอบดว้ ย ให้มากทสี่ ุด
ยึดหลักสุจรติ ๓ คือ กายสจุ รติ วจสี จุ รติ
- S (sufficient) พอเพียง และมโนสุจริต เพ่อื รว่ มสร้างคณุ ธรรมทเ่ี กดิ
- T (transparent) โปร่งใส จากมโนสุจริต และสง่ เสรมิ จริยธรรมทเ่ี กิด
- R (realize) ตนื่ รู้ จากกายสจุ รติ และวจสี จุ รติ เพอื่ ควบคมุ ความประพฤติ
- O (onward) มุ่งไปข้างหนา้ ให้เรียบร้อยดีงามตอ่ ไป
- N (knowledge) ความรู้
- G (generosity) เออื้ อาทร

เมอื่ พจิ ารณาการนาหลักปธาน ๔ ในพระพุทธศาสนามาประยุกต์เข้ากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาแล้ว
จะพบวา่ การนาหลกั สังวรปธานและปหานปธานมาใชน้ ้ี ถือเป็นกระบวนการระงับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่กาลังเกิดขึ้น
ในสังคมไทยซึ่งเป็นวัฒนธรรมสังคมในรูปแบบเก่า เป็นกระบวนการจัดการกับสารพันปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้น
ให้สงบระงับไปโดยการยึดหลักประโยชน์ ๓ การยึดหลัก “ธมฺม จเร สุจริต” การยึดหลักเพ่ิมอานาจคนดี บีฑาคนช่ัว
และการยึดหลักให้มีความละอายชั่วและเกรงกลัวต่อการทาบาป ไม่ยอมอดทนให้กับปัญหาทุจริตต่างๆ อย่างนิ่งเฉย
เหล่านีท้ ้งั หมดถือเป็นกระบวนระงับดับปญั หาทจุ ริตดว้ ยหลักสงั วรปธานและปหานปธาน

ส่วนกระบวนการต่อไป คือ กระบวนการสร้างวัฒนธรรมแห่งความสุจริตด้วยการใช้หลักภาวนาปธาน
และอนุรักขนาปธาน ถือเป็นกระบวนของการสรรสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ท่ียังไม่เกิดข้ึน ให้เกิดมีขึ้น และต้องรักษา
วัฒนธรรมแบบใหม่นี้ให้เกิดขึ้นตลอดไป เพ่ือทาให้เกิดสังคมเข้มแข็งท่ีอุดมปัญญาโดยใช้หลักจิตพอเพียงต้านทุจริต
ร่วมกับพัฒนาจิตใจโดยการนารูปแบบความเข้มแข็ง หรือ STRONG Model มาใช้ในสังคม และยึดหลักสุจริต ๓
คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายของวัฒนธรรมแห่งความสุจริตอย่างต่อเนื่อง
และสร้างพลเมืองดีท่ีมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากที่สุด เหล่านี้ทั้งหมดถือเป็นกระบวนการสร้างวัฒนธรรม
แห่งความสจุ รติ ด้วยหลักภาวนาปธานและอนรุ ักขนาปธาน

ด้วยเหตุนี้ การจัดทาหนังสือหลักธรรมคาสอน (ปธาน ๔) ในพระพุทธศาสนากับหลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษา : Anti – Corruption Education จึงเป็นหน้าท่ีของทุกคนในสังคม เพราะอาศัยกระบวนการ
๒ ประการ คือ กระบวนการระงับทุจริตด้วยหลักสังวรปธานและปหานปธาน กับกระบวนการสร้างวัฒนธรรม
แห่งความสุจริตด้วยหลักภาวนาปธานและอนุรักขนาปธาน หากทาได้เช่นนี้สังคมก็จะปราศจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
เพราะผู้คนในสังคมจะเป็นคนเสียสละเพ่ือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าคานึงถึงประโยชน์ส่วนบุคคล เป็นผู้มีความละอาย
และไมท่ นตอ่ ปญั หาทุจริต เป็นผู้มีจิตพอเพียงต้านทุจริต และเป็นผู้มีสุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ส่งเสริมให้เกิดสังคม
อุดมสุขและอุดมปัญญาตามหลักคาสอนที่ว่า “สอนให้รู้ ทาให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส” เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์
ให้ผู้คนในสังคมเกิดความตระหนักรู้นาหลักธรรมคาสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดาเนินชีวิตสามารถ
แ ย ก แ ย ะ ร ะ ห ว่า ง ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ส่ว น บุค ค ล แ ล ะ ผ ล ป ร ะโ ย ช น์ส่ว น ร ว ม ไ ด้อ ย่า ง ถูก ต้อ ง อัน จ ะเ กิด ประโยชน์
ตอ่ ชาติบ้านเมืองสืบไป

๘๑

๘๒

บรรณานุกรม

หนังสอื
๑. การทุจริตคอร์รัปชันกับนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปราบการทุจริต ระยะท่ี 1
(พ.ศ. 2551 - 2555), กรุงเทพมหานคร, สานักงาน ป.ป.ช., มิถุนายน 2551,
๒. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีท่ี ๕ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม - มิถนุ ายน ๒๕๖๐.
๓. คณาจารยส์ านักพมิ พเ์ ลี่ยงเชียง. มนตพ์ ธิ ชี าวพทุ ธ. กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพเ์ ลยี่ งเชียง, ๒๕๔๙.
๔. จารุวรรณ สุขุมาลพงษ์. (2556). แนวโน้มของคอร์รัปชันในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สานักงานเลขาธิการสภา
ผู้แทนราษฎร
๕. ณัฐ จันทร์หนูหงส์. แนวทางการปลูกฝังหิริโอตตัปปะเพื่อการแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กและเยาวชน
ในโรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร. มนุษยสังคมสาร (มสส.) ปีท่ี ๑๗ ฉบับที่
๓ (กันยายน – ธันวาคม ๒๕๖๒)
๖. ธมฺมปทฏฺ กถาย ฉฏฺโฐ ภาโค. (๒๕๒๘). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
๗. ธมมฺ ปทฏฺ กถาย สตฺตโม ภาโค. (๒๕๒๘). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวิทยาลัย.
๘. นวโกวาท หลกั สูตรนกั ธรรมช้นั ตรี. (๒๕๓๘). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวทิ ยาลยั .
๙. แนวทางการพัฒนามาตรฐานความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ วารสารวิทยาการ
จัดการ ปที ี่ 28 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2554
๑๐. ในสังคมไทยปัจจุบัน.นักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง
(นยปส.) รุ่นท่ี ๕ สานักงานป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ (ป.ป.ช.).
๑๑. พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศพั ท์
๑๒. พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
๑๓. พิเชฐ ทั่งโต, พุทธธรรมกับการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย. วารสารจันทรเกษมสาร
ปที ี่ ฉบบั ท่ี 43 กรกฎาคม – ธันวาคม 2559.
๑๔. พระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๘ พระวนิ ัยปิฎก เลม่ ท่ี ๘ ปริวาร เน้ือความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๘
๑๕. พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสตุ ตันตปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๒ องั คตุ ตรนิกาย เอก-ทกุ -ติกนิบาต
๑๖. พระไตรปฎิ ก เลม่ ที่ ๒๑ พระสุตตนั ตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคตุ ตรนกิ าย จตุกกนบิ าต เน้ือความพระไตรปิฎก เลม่ ท่ี ๒๑
๑๗. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (๒๕๔๖). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
๑๘. พระพุทธโฆษาจารย์. คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาษาไทย ภาค ๑ ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕.
๑๙. พระพุทธโฆสเถระ รจนา. อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ปปัญจสูทนี ภาค ๑.
กรงุ เทพมหานคร : ฉบบั มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๒.
๒๐. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพค์ รัง้ ที่ ๔๓,
๒๑. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี ๓๑
กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพเ์ พท็ แอนด์โฮม จากัด, ๒๕๕๘.

๘๓

๒๒. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑
กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑

๒๓. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้งท่ี ๓๙
กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๗.

๒๔. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (๒๕๕๔). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังท่ี ๑๖.
กรงุ เทพฯ : สหธรรมิก.

๒๕. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม, สรุปการประชุมวิชาการ
ระดับชาติ มจร ครั้งท่ี 1 : Commemorative Book : MCU Congress I. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , 2557

๒๖. พระมงคลเทพมุนี. มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้า. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์ พร้ินติ้ง แอนด์
พบั ลชิ ชิ่ง จากัด, ๒๕๓๙.

๒๗. พระมหาฉัตรชัย สฉุ ตฺตชโย, ผศ.ดร., (๒๕๖๐). บทบาทหมอชวี กโกมารภัจจ์. วารสาร “ศึกษาศาสตร์ มมร”
๒๘. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, รศ.ดร., (๒๕๕๗). สุจรติ ธรรมในฐานะเครื่องมือปอ้ งกนั การทจุ รติ คอร์รปั ชัน
๒๙. ไพยนต์ กาสี, สวดมนต์อย่างไรให้ได้บญุ กศุ ลสงู สดุ , (กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพ์เลย่ี งเชยี ง, ๒๕๔๙),
๓๐. พระราชวิสุทธิญาณ (อบุ ล นนฺทโก ป.ธ.๙), ข้อควรจาในวนิ ัยมุข เล่ม ๑. (๒๕๓๕). กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวิทยาลัย.
๓๑. พระราชวสิ ุทธโิ สภณ (วลิ าส ญาณวโร). ภูมิวิลาสนิ ี. กรุงเทพ : มิตรสยาม, ๒๕๒๔.
๓๒. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.
๓๓. ยุทธศาสตร์ชาตวิ ่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต ระยะท่ี 3 (พ.ศ. 2560 – 2564)
๓๔. วินัยมุข เลม่ ๑ หลักสูตรนกั ธรรมชั้นตรี. (๒๕๓๗). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หามกุฏราชวิทยาลยั .
๓๕. วนิ ัยมขุ เลม่ ๒ หลกั สูตรนักธรรมช้นั โท. (๒๕๑๖). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลยั .
๓๖. วินยั มุข เล่ม ๓ หลกั สตู รนักธรรมช้นั เอก. (๒๕๓๘). กรุงเทพฯ: โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
๓๗. วิษณพุ งษ์ โพธพิ ิรุฬห์, อังศุธร ศรีสทุ ธิสะอาด, ราชการไทยไร้คอร์รัปชัน: การสารวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าท่ี

รัฐต่อการแจ้งเบาะแสการทุจริต, รายงานการวิจัย, ชุดโครงการสังคมไทยไร้คอร์รัปชันสนับสนุนโดยสานักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจยั และนวตั กรรม (สกสว.) 2563.
๓๘. สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, การทุจริตคอร์รัปชันกับนโยบาย
และแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในยทุ ธศาสตร์ชาตวิ า่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปราบการทจุ ริต ระยะท่ี 1 (พ.ศ. 2551 - 2555), กรุงเทพมหานคร,
สานกั งาน ป.ป.ช., มถิ ุนายน 2551.
๓๙. สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (๒๕๖๑). หลักสูตรโค้ชเพ่ือการรู้คิดต้านทุจริต.
พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๒, นนทบุรี: สหมิตรพริ้นตงิ้ แอนด์พับลสิ ช่งิ จากดั .
๔๐. สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (๒๕๖๑). โครงการปลูกฝังวิธีคิดแยกแยะ
ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์สว่ นรวม. พิมพ์ครั้งท่ี ๒, นนทบรุ ี: สหมิตรพริน้ ติง้ แอนดพ์ ับลสิ ชงิ่ จากัด.
๔๑. สัมมาทิฏฐิสูตร, พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั เล่มท่ี 12 พระสุตตันตปิฎกเล่มท่ี 4
มชั ฌิมนกิ าย มูลปณั ณาสก์

๘๔

๔๒. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร). หลักพระพุทธศาสนา.
กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๔๙.

๔๓. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (๒๕๒๙). สารานุกรมพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย.

๔๔. สมเด็จพระวนั รัต (จบั ฐิตธมโม), นาเท่ียวในพระไตรปฎิ ก. (๒๕๓๙). กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราช
๔๕. วทิ ยาลัย, พมิ พใ์ นงานพระราชทานเพลงิ ศพ สมเดจ็ พระวนั รัต (จับ ฐิตธมโม) วัดโสมนสั วิหาร.
๔๖. สยฺ ามรฏฺ สฺส เตปิฏก. (๒๕๒๓). กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
๔๗. อังคุตตรนกิ าย เอก-ทุก-ติกนบิ าต เน้ือความพระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๒๐ .

วทิ ยานิพนธ์
๑. ว่าที่รอ้ ยตรี วันชยั เมธาอภินนั ท์. การศึกษาวิเคราะห์เร่ืองการทุจริตในพระพุทธศาสนา, สารนิพนธ์พุทธศาสตร

ดุษฎบี ัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘.
๒. วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์, อังศุธร ศรีสุทธิสะอาด, ราชการไทยไร้คอร์รัปชัน : การสารวจความคิดเห็น

ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการแจ้งเบาะแสการทุจริต, รายงานการวิจัย, ชุดโครงการสังคมไทยไร้คอร์รัปชันสนับสนุน
โดยสานักงานคณะกรรมการสง่ เสรมิ วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม (สกสว.) 2563)

เว็ปไซต์
1. ข่าวสดออนไลน์. (๒๕๖๓). ตะลึง! เจอแรงงานพม่า 25 คน หนีเข้าประเทศ เสียค่าหัวคนละ 9 พัน เร่งตรวจผวาโควิด.

สืบคน้ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_5519168
2. ข่าวสามมิต.ิ (๒๕๖๓). สุดทน! สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ ตั้งทีมจับรถบรรทุกจ่ายส่วยแลกน้าหนักเกิน ทาถนนพัง. สืบค้น

๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://headtopics.com/th/362636403604360287208-14587726.
3. ทัชชกร แสงทองดี, คุณลักษณะภาวะผู้นาเชิงพุทธ, วารสารวิจัยวิชาการ: ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 3 (กันยายน-ธันวาคม 2561),

เขา้ ถึงจาก: https://www.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/download/178154/126721/
4. ไทยรัฐออนไลน์. (๒๕๖๒). ชาวบ้านหินโงม ยึดถนนตากข้าวยาวหลาย กม.บอกกลัวโดนขโมย แต่ก็กลัวข้าวไม่แห้ง.

สืบคน้ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔, จาก https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1704928
5. ธนาคารแห่งประเทศไทย. (๒๕๖๔).โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร หลังวิกฤตโควิด-19 จบลง. https://www.bot.or.th/

Thai/ResearchAndPublications/articles สืบคน้ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔.
6. พระครูศรีปญั ญาวกิ รม, (๒๕๖๓). การแพทยส์ มัยพทุ ธกาล. แหล่งทีม่ า:http://www.oknation.net/ blog /

bunruang/2008/08/17/entry-1 สบื ค้นเมื่อวันท่ี ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓.
7. พระพรหมบัณฑิต (ประยรู ธมมฺ จิตโฺ ต), ศ.ดร., (๒๕๖๓). สุจริตธรรมกถา. https://www.watprayoon.com

/main.php?url=about1&code=content195&id=207 สบื คน้ สืบค้นเม่ือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓.
8. สุจริตธรรมในฐานะเครื่องมือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยปัจจุบัน, พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, รศ.ดร.

(2557), https://www.mcu.ac.th/article/detail/439
9. สานักข่าวอิศรา, ทวนความจาคดีโกงระดับชาติ จาก https://www.isranews.org/ thaireform-other-

news/41171-anticorr07.html
10. สมเกียรติ มีธรรม,(๒๕๖๓). สุขภาพดีมิติพุทธ. แหล่งท่ีมา: เว็บไซต์สถาบันอ้อผะหญา, http://www.orphya.

org/index. php/th/features/104-2013-02-24-03-37-34. สืบค้นเมอ่ื วันท่ี ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓.

๘๕

๑๑. สานกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (๒๕๖๐). รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐.
https://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2. สบื คน้ เม่ือวนั ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔.

เอกสารภาษาอังกฤษ
๑. MALALASEKERA,G.P.. Dictionary of Pali Proper Names. (๑๙๙๗). The Pali Text Society: Oxford.

ภาคผนวก

หลกั สูตรสรางวิทยากรผนู ําการเปล่ียนแปลง
สสู ังคมท่ไี มท นตอ การทจุ ริต

สํานักงานคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ

พุทธศักราช ๒๕๖๑

หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ ำ�การเปลย่ี นแปลง
สู่สงั คมท่ไี ม่ทนต่อการทจุ ริต

ส�ำ นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑

หลกั สูตรสร้างวิทยากรผ้นู ำ�การเปล่ยี นแปลง
สูส่ ังคมที่ไม่ทนตอ่ การทุจริต

พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑ พ.ศ. ๒๕๖๒
จำ�นวนพิมพ์ ๗๔๕ เลม่

ผจู้ ดั พมิ พ์ สำ�นกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

พิมพท์ ่ ี ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จำ�กัด สาขา ๔
๑๔๕ , ๑๔๗ ถ.เลีย่ งเมอื งนนทบรุ ี ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบรุ ี ๑๑๐๐๐
โทร. ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๐๗-๙ , ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๕๓-๔ โทรสาร ๐ ๒๕๒๕ ๔๘๕๕
E-mail : [email protected] www.co-opthai.com

คำ�นำ�

ยทุ ธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ระยะท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔)
ไดก้ ำ�หนดประเด็นยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๑ สรา้ งสงั คมที่ไม่ทนต่อการทจุ ริต ประกอบด้วย กลยทุ ธ์ท่ี ๑ ปรบั ฐาน
ความคดิ ทกุ ช่วงวยั ตัง้ แตป่ ฐมวัยเปน็ ต้นไปใหส้ ามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์
สว่ นรวม กลยทุ ธท์ ่ี ๒ สง่ เสรมิ ใหม้ รี ะบบและกระบวนการกลอ่ มเกลาทางสงั คมเพอ่ื ตา้ นทจุ รติ กลยทุ ธท์ ่ี ๓
ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเคร่ืองมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ ๔ เสริมพลังการมี
ส่วนร่วมของชุมชน และบูรณาการทุกภาคส่วนเพ่ือต่อต้านการทุจริต จากกลยุทธ์ที่ ๑ คณะกรรมการ
ปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จงึ ไดม้ คี �ำ สง่ั แตง่ ตง้ั คณะอนกุ รรมการ
จัดท�ำ หลกั สูตรหรอื ชดุ การเรียนรู้และสือ่ ประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทจุ ริต ซึ่งประกอบด้วย
ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิด้านการใหก้ ารศกึ ษาและการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยข์ ้นึ เพ่ือศกึ ษา วิเคราะห์ และรวบรวม
ข้อมลู กำ�หนดแนวทางและขอบเขตในการจดั ทำ�หลกั สูตร ยกรา่ งและจดั ทำ�เนอ้ื หาหลกั สตู รหรือชุดการเรยี นรู้
และสอ่ื ประกอบการเรยี นรู้ รวมทง้ั พจิ ารณาใหค้ วามเหน็ เพม่ิ เตมิ ก�ำ หนดแผนหรอื แนวทางการน�ำ หลกั สตู ร
ไปใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และด�ำ เนนิ การอื่นๆ ตามทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย
คณะอนกุ รรมการจดั ท�ำ หลกั สตู รหรอื ชดุ การเรยี นรแู้ ละสอ่ื ประกอบการเรยี นรดู้ า้ นการปอ้ งกนั
การทุจริตได้ร่วมกันสร้างชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education ประกอบด้วย
๕ หลักสูตร ดงั น้ี ๑. หลกั สูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (รายวิชาเพ่มิ เติม การปอ้ งกันการทจุ ริต) ๒. หลกั สูตร
อดุ มศกึ ษา (วัยใส ใจสะอาด “Youngster with Good Heart”) ๓. หลกั สตู รตามแนวทางรบั ราชการ
กลุ่มทหารและตำ�รวจ ๔. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำ�การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมท่ีไม่ทนต่อการทุจริต
และ ๕. หลักสูตรโค้ชเพ่ือการรู้คิดต้านทุจริต ชุดหลักสูตรดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการนำ�ไปทดลองใช้
เพ่ือปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสำ�หรับการใช้ในกลุ่มเป้าหมายต่อไป นอกจากนี้
คณะอนกุ รรมการจดั ท�ำ หลกั สตู รหรอื ชดุ การเรยี นรแู้ ละสอ่ื ประกอบการเรยี นรดู้ า้ นการปอ้ งกนั การทจุ รติ
ยงั ได้คัดเลือกส่อื การเรยี นรูจ้ ากแหลง่ ตา่ งๆ ทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ รวม ๕๐ ชิ้น เพื่อใชใ้ นการ
เรยี นรู้ ซง่ึ คณะรฐั มนตรมี มี ตเิ หน็ ชอบตามทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑
โดยใหห้ นว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งน�ำ หลกั สตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษาไปปรบั ใชใ้ นโครงการหรอื หลกั สตู รฝกึ อบรมของ
ข้าราชการ บุคลากรของรฐั หรอื พนักงานรัฐวิสาหกจิ ทบ่ี รรจุใหม่
หลกั สตู รสรา้ งวทิ ยากรผนู้ �ำ การเปลย่ี นแปลงสสู่ งั คมทไี่ มท่ นตอ่ การทจุ รติ จดั ท�ำ โดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
ดา้ นการศกึ ษาและการฝกึ อบรม ในคณะอนกุ รรมการจัดทำ�หลักสตู รหรอื ชดุ การเรียนรู้และสื่อประกอบ
การเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย (๑) การคิดแยกแยะระหว่าง
ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (๒) ความอายและความไม่ทนต่อการทุจริต
(๓) การประยุกต์ โมเดล STRONG : จติ พอเพยี งต้านทจุ ริต (๔) การฝกึ ปฏิบตั ิการเปน็ วทิ ยากร


Click to View FlipBook Version