วิ ช า โ ป ร แ ก ร ม ฐ า น ข้ อ มู ล
(DATABASE PROGRAM)
ร หั ส วิ ช า 2 0 2 0 4 - 2 1 0 5
คำนำ
หนังสือ “โปรแกรมฐานข้อมูล” รหัสวิชา 20204-2105 นี้ ได้เรียบเรียง
ตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของ
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของระบบฐานข้อมูล สามารถปฏิบัติจัดการ
ฐานข้อมูลในงานธุรกิจได้ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม และคำนิยมที่ดี
ในการใช้คอมพิวเตอร์ โดยได้จัดแบ่ง หน่วยการเรียนเป็น 10 หน่วย ซึ่ง
แต่ละหน่วยจะมีเนื้อหาความรู้ แบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติและ
ทบทวนความรู้ รวมถึงแบบทดสอบเพื่อใช้ประเมินความรู้ของผู้เรียน ผู้
เรียบเรียงขอขอบคุณสํานักพิมพ์ที่ให้โอกาสในการจัดพิมพ์เป็นหนังสือ
เล่มนี้เพื่อแบ่งเป็นและแลกเปลี่ยนความรู้ในวงกว้าง โดยผู้เรียบเรียงหวัง
เป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการเรียน การสอนและ
เกิดประโยชน์ต่อผู้สนใจทั่วไป
สารบัญ
หน่วยที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูล
1. การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
2. ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในระบบไฟล์ข้อมูล
3. การจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล
5. ชนิดของฐานข้อมูล
6. คำศัพท์เกี่ยวกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
หน่วยที่ 2 การสร้างฐานข้อมูลด้วย Access
1. ปัญหาการสร้างฐานข้อมูลโดยไม่ออกแบบ
2. การออกแบบฐานข้อมูล
3. ขั้นตอนการพัฒนางานฐานข้อมูล
4. ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล
5. การสร้างฐานข้อมูลโดยใช้ Access
หน่วยที่ 3 การสร้างตารางใน Access
1. การสร้างตาราง
2. ชนิดและลักษณะของข้อมูล
3. การกำหนดคีย์หลัก
4. การสร้างรายการเลือก
5. การแก้ไขโครงสร้างตาราง
หน่วยที่ 4 การใช้งานตารางใน Access
1. การกำหนดคุณสมบัติเขตข้อมูล
2. การกำหนดรูปแบบการป้อนข้อมูล
3. การใช้งานมุมมองแผ่นข้อมูล
4. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตาราง
หน่วยที่ 5 การสร้างและใช้งานคิวรี
1. ความหมายของคิวรี
2. คิวรีแบบเลือกข้อมูล
3. คิวรีแบบสรุปค่าข้อมูล
4. คิวรีแบบรับค่าข้อมูล
5. คิวรีแบบจัดการข้อมูล
หน่วยที่ 6 การสร้างฟอร์มใน Access
1. การสร้างฟอร์มแบบอัตโนมัติ
2. การสร้างฟอร์มโดยใช้ตัวช่วยสร้าง
3. การสร้างฟอร์มโดยใช้แบบฟอร์มเปล่า
4. การจัดการคอนโทรลภายในฟอร์ม
5. การปรับแต่งฟอร์ม
หน่วยที่ 7 การสร้างฟอร์มแบบพิเศษ
1. การสร้างฟอร์มย่อย
2. การสร้างฟอร์มแบบแยกรายการ
3. การสร้างฟอร์มโดยใช้คอนโทรลต่าง ๆ
หน่วยที่ 8 การสร้างรายงานใน Access
1. รายงานในโปรแกรม Microsoft Access
2. การสร้างรายงานอัตโนมัติ
3. การสร้างรายงานโดยใช้ตัวช่วยสร้าง
4. การสร้างรายงานในมุมมองการออกแบบ
5. การจัดกลุ่มและการเรียงลำดับในรายงาน
6. การสร้างลำดับที่ในรายงาน
7. การสร้างแผนภูมิ
8. การสร้างป้ายผนึก
หน่วยที่ 9 การใช้งานแมโครใน Access
1. การสร้างแมโครแบบฝังตัว
2. การสร้างแมโครเดี่ยว
3. คำสั่งหรือแอคชันในแมโคร
4. การกำหนดเงื่อนไขในแมโคร
5. การสร้างและใช้งานกลุ่มแมโคร
หน่วยที่ 10 การพัฒนางานฐานข้อมูลด้วย Access
1. ขั้นตอนการพัฒนางานด้วย Access
2. ตัวอย่างการพัฒนางานฐานข้อมูล
3. การสร้างเมนูด้วยตัวจัดการสวิตช์บอร์ด
4. การกำหนดค่าเริ่มต้นการทำงานของ Access
5. การสร้างความปลอดภัยให้กับฐานข้อมูล
หน่วยที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูล
สาระสำคัญ
ระบบฐานข้อมูล (Database) คือ การนำข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมา
รวบรวมและจัดเก็บอย่าง เป็นระบบ เพื่อสะดวกต่อการจัดการบริหาร
ข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึง โดยใช้โปรแกรม ระบบ
จัดการฐานข้อมูล (DBMS : Database Management System)
เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ อาทิเช่น
ข้อมูลซ้ำซ้อน ข้อมูลขัดแย้ง หรือการผูกติดกับโปรแกรมที่ใช้พัฒนา รวม
ทั้งเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน จึงเป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่
หลายแทนการจัดเก็บในระบบ ไฟล์ข้อมูลในแบบเก่า
สาระการเรียนรู้
1. การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
2. ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในระบบไฟล์ข้อมูล
3. การจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล
5. ชนิดของฐานข้อมูล
6. คำศัพท์เกี่ยวกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ได้
2. บอกปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในระบบไฟล์ข้อมูลได้ถูกต้อง
3. อธิบายลักษณะการจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูลได้
4. บอกข้อดีของระบบฐานข้อมูลได้
5. บอกลักษณะของรูปแบบของฐานข้อมูลแต่ชนิดได้
6. บอกคำศัพท์ที่เกี่ยวกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้ สมรรถนะอาชีพ
แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการของระบบฐานข้อมูล
1.การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
การจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะจัดเก็บในระบบดิจิทัล (Digital) โดยแทน
ความหมายของ ข้อมูลในรูปแบบของตัวเลขฐานสอง โดยข้อมูล 1 หลักฐานสองเรียก
ว่าข้อมูล 1 บิต (Bit : Binary Digit) ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้เพียง 2 ค่า ดังนั้นถ้า
ต้องการเก็บข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษรที่มีหลายค่าจึงจำเป็นต้อง ใช้ข้อมูลบิต ซึ่งโดย
ปกติการใช้งานจะขนาด 8 บิต หรือเรียกว่า 1 ไบต์ (Byte) ในการแทนค่าซึ่ง
สามารถ แทนตัวเลขได้ตั้งแต่ 0 ถึง 255 หรือ -128 ถึง +127 และสามารถแทนตัว
อักษรได้ทั้งสิ้น 256 ตัวอักษร แต่ในการเก็บข้อมูลจริงโดยเฉพาะตัวอักษรอาจจำเป็น
ต้องใช้ข้อมูลหลายไบต์มารวมกันเพื่อสื่อ ความหมาย จึงมีวิธีจัดแบ่งการเก็บข้อมูล
ดังนี้
1) บิต (Bit) คือ หน่วยเก็บข้อมูลที่เล็กที่สุด โดยจะเก็บข้อมูลได้เพียง 2 สถานะ คือ
0 และ 1 จึงเก็บข้อมูลได้เพียง 2 ค่า ถ้าต้องการเก็บข้อมูลมากกว่า 2 ค่าต้องใช้
หลายบิตรวมกัน เช่น ข้อมูล 2 บิต จะเก็บข้อมูลได้ 4 ค่า เช่น 00, 01, 10 และ 11
หรือตัวอักษร 4 ตัวอักษร เช่น a, b, c, และ d เป็นต้น
2) ไบต์ (Byte) คือ หน่วยเก็บข้อมูลขนาด 8 บิต ส่วนใหญ่จะใช้แทนข้อมูลตัวอักษร
เพื่อให้ เพียงพอต่อการใช้งาน โดยจะสามารถแทนค่าตัวอักษรได้ถึง 256 ตัว
3) ฟิลด์ (Field) คือ การนำข้อมูลหลายไบต์มารวมกันเพื่อใช้แทนการจัดเก็บข้อมูล
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อ, เพศ, เงินเดือน ฯลฯ
4) เรคอร์ด (Record) คือ ข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อมูลหลายฟิลด์มารวมกัน เพื่อการ
สื่อ ความหมายในการจัดเก็บข้อมูล 1 ชุด หรือ 1 ระเบียน
5) ไฟล์(File) คือ การนำข้อมูลหลายเรคอร์ดมารวมกัน เพื่อนำไปใช้งาน
2. ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในระบบไฟล์ข้อมูล
การจัดเก็บข้อมูลในระบบไฟล์ข้อมูล (Data Files) เป็นการจัดเก็บข้อมูลใน
ลักษณะตัวอักษร (Text File) หรือไฟล์ตามแบบข้อมูล (Type Files) โดยใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษา เบสิก ภาษาปาสคาล ภาษาซี หรือ
ภาษาโคบอล สร้างเป็นไฟล์ข้อมูลขึ้นมาตามวิธีการของภาษานั้น ๆ ซึ่งปัญหาของ
การจัดเก็บไฟล์ข้อมูล คือ ความปลอดภัยของข้อมูลที่จัดเก็บ และการแก้ไขปรับ
เปลี่ยน โครงสร้างข้อมูลในภายหลัง อีกทั้งขาดความเป็นมาตรฐานเพราะส่วนใหญ่
จะกำหนดรูปแบบโครงสร้าง ข้อมูลที่ต่างกัน จึงทำให้ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้
เช่น ในกรณีไฟล์ข้อมูลนักศึกษาของงานทะเบียนที่ สร้างจากภาษาปาสคาล ไม่
สามารถนำมาใช้กับโปรแกรมของงานปกครองที่สร้างไฟล์ข้อมูลด้วยภาษาซี ทำให้
ทั้งสองหน่วยงานต้องป้อนข้อมูลแยกกันเกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพราะไม่
สามารถเชื่อมโยง หรือคัดลอกข้อมูลให้กันได้ นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น
นักศึกษาลาออก เปลี่ยนชื่อ หรือ เปลี่ยนที่อยู่ จะต้องแก้ไขข้อมูลทั้ง 2 ไฟล์ มิฉะนั้น
จะเกิดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกัน หรือข้อมูลขัดแย้งกัน และก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
อีกมากมาย
3.การจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
จากปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะของไฟล์ข้อมูลดังที่กล่าวมา จึงมีการ
พัฒนาการจัดเก็บ ข้อมูลในรูปแบบของฐานข้อมูล (Database) โดยนำข้อมูลที่
ใช้งานร่วมกันมารวบรวมจัดเก็บอย่างเป็น ระบบในแหล่งเดียวกัน เพื่อให้สะดวก
ต่อการจัดการบริหารจัดการข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัยในการ เข้าถึงข้อมูล
รวมทั้งแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและความขัดแย้งที่เป็นปัญหาของระบบไฟล์ข้อมูล
โดยการ จัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูล จะมีการออกแบบและนำข้อมูลที่สัมพันธ์
กันมาเก็บรวบรวมไว้ด้วยกัน โดยใช้ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS :
Data Base Management System) มาช่วยในการ บริหารจัดการข้อมูล ไม่
ว่าจะเป็นการสร้างตารางเก็บข้อมูล การนำเข้าและส่งออกข้อมูล รวมไปถึง
กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล เช่น จากตัวอย่างการจัดเก็บข้อมูลของงาน
ทะเบียนและงานปกครองที่ ผ่านมาได้ เมื่อนำระบบฐานข้อมูลมาใช้งาน ข้อมูล
นักศึกษาที่งานทะเบียนได้ป้อนเข้ามาจัดเก็บไว้ใน ฐานข้อมูล จะทำให้งาน
ปกครองหรือหน่วยงานอื่นที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันสามารถนำมาใช้งานได้โดยไม่
ต้องป้อนซ้ำซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ และในกรณีที่งาน
ทะเบียนแก้ไขข้อมูล ปรับเปลี่ยนข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นการ
เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่อยู่ หรือคัดชื่อออก จะทำให้ หน่วยงานอื่นรับรู้การ
เปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ทันที จึงลดปัญหาข้อมูลขัดแย้งกันซึ่งเป็นปัญหาในระบบ
ไฟล์ข้อมูลได้ด้วย นอกจากนี้ระบบฐานข้อมูลยังเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลโดย
การเข้ารหัสข้อมูลที่ จัดเก็บ และกำหนดสิทธิ์การใช้งานตามหน้าที่รับผิดชอบของ
แต่ละงานหรือของแต่ละบุคคล เช่น หน่วยงานอื่นที่ใช้งานฐานข้อมูลของงาน
ทะเบียน อาจนำข้อมูลชื่อและที่อยู่ของนักเรียนนักศึกษาไปใช้ได้ แต่จะไม่สามารถ
ดูหรือแก้ไขผลการเรียนได
4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล
การนำระบบฐานข้อมูลมาใช้แทนระบบไฟล์ข้อมูล จะทำให้เกิดประโยชน์หลาย
ประการดังนี้ 1. ลดปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน (Reduce Redundancy)
เนื่องจากข้อมูลจะถูกจัดเก็บรวบรวมไว้เป็นแหล่งเดียวไม่ได้แยกเก็บแบบ
กระจัดกระจายจึงไม่ เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล และช่วยลดเวลา
ลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งเพิ่มความสะดวกต่อ การสำรองข้อมูล 2. ลดปัญหาข้อมูลขัด
แย้ง (Reduce Inconsistence) ปัญหาความยัดแย้งของข้อมูล เกิดจากการจัด
เก็บข้อมูลที่แยกเป็นไฟล์ย่อยไว้ในแหล่งต่าง ๆ ซึ่ง เมื่อมีการปรับปรุงข้อมูล เช่น
ลบ-เพิ่ม หรือแก้ไขข้อมูล จะต้องดำเนินการกับทุกแหล่งที่จัดเก็บมิฉะนั้นจะก่อให้
เกิดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกัน เช่นเมื่อมีนักศึกษาลาออก งานทะเบียนจะลบข้อมูลของ
นักศึกษา ดังกล่าวออกจากไฟล์ข้อมูลของตน แต่ถ้าไม่ได้แจ้งให้หน่วยงานอื่นทราบ
ข้อมูลในไฟล์ของหน่วยงานนั้น จะยังคงมีชื่อของนักศึกษาดังกล่าวอยู่ จึงทำให้
ข้อมูลของนักศึกษาในแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน แต่ถ้า เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูล เมื่อ
งานทะเบียนลบข้อมูลของนักศึกษาออกไป จะเป็นการลบข้อมูลจาก ฐานข้อมูล
3. ข้อมูลมีความเป็นอิสระจากโปรแกรม
การจัดเก็บข้อมูลโดยสร้างเป็นไฟล์ข้อมูลในภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ จะมี
โครงสร้างไฟล์ที่ไม่ เป็นมาตรฐานโดยยึดติดกับรูปแบบของโปรแกรมที่สร้างขึ้น จึง
ขาดความเป็นอิสระต่อการพัฒนา ปรับปรุง เพราะต้องพัฒนาด้วยภาษาดังกล่าว
ตามลักษณะการเขียนโปรแกรมจัดเก็บไฟล์ของภาษานั้น ๆ แต่ในระบบฐานข้อมูล
การจัดการต่าง ๆจะกระทำผ่านระบบจัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS และใช้ ภาษา
กลาง คือ ภาษา SQL ในการติดต่อจัดการข้อมูล จึงทำให้สามารถพัฒนางานโดย
ใช้ ภาษาคอมพิวเตอร์อื่นได้ ไม่ต้องติดยึดการพัฒนาด้วยภาษาเดิมอีกต่อไป
4. ลดปัญหาการปรับปรุงโครงสร้างข้อมูล
การพัฒนาโปรแกรมในระบบเดิม หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่นการ
เพิ่มหัวข้อ หรือเปลี่ยนประเภทข้อมูลที่จัดเก็บ จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูล
สูญหายหรือเสียหายได้ และต้อง เขียนโปรแกรมจัดการข้อมูลขึ้นมาใหม่เพื่อให้
สอดคล้องของโครงสร้างข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนไป ทำให้ เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายค่อน
ข้างมาก ในขณะที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูลในระบบฐานข้อมูล จะไม่
กระทบหรือทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่เสียหายแต่อย่างใด รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนใน
ส่วนของ โปรแกรมก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนภาษา SQL ที่เรียกใช้เท่านั้น ไม่ต้องเปลี่ยน
การจัดการข้อมูลแต่อย่างใด
5. ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ
ระบบฐานข้อมูลจะมีความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อน
เช่น สามารถ กำหนดให้ผู้ใช้งานต้องป้อนข้อมูลเป็นตัวอักษร ตัวเลข ตามค่าหรือ
เงื่อนไขที่ระบุ ซึ่งจะช่วยควบคุมหรือ บังคับให้ผู้ใช้ต้องป้อนข้อมูลในช่วงค่าที่กำหนด
ไว้ ถ้าผู้ใช้งานไม่ป้อนข้อมูลตามที่เงื่อนไขหรือข้อกำหนด ระบบฐานข้อมูลจะปฏิเสธ
การจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว และส่งข้อความแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบ
6. ข้อมูลมีความเป็นมาตรฐาน
ข้อมูลที่สร้างในระบบฐานข้อมูลจะมีความเป็นมาตรฐาน สามารถนำไปใช้งานได้อย่าง
กว้างขวาง เช่น นอกจากจะใช้งานภายในระบบเครือข่ายของหน่วยงานแล้ว ยัง
สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งาน ในระบบอินเทอร์เน็ตได้ทันที โดยไม่ต้องแก้ไข
โครงสร้างข้อมูลแต่อย่างใด 7. ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น
ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลจะได้รับการรักษาความปลอดภัย และสามารถกำหนดสิทธิ
การใช้งาน ของผู้ใช้แต่ละคนให้แตกต่างกันตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้ จึงช่วย
ป้องกันข้อมูลจากการกระทำใด ๆ จากผู้บุกรุกหรือผู้ที่ไม่มีสิทธิในการกระทำดังกล่าว
ได้
5. ชนิดของฐานข้อมูล
แบบจำลองฐานข้อมูล (Database Model) หรือรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล อาจแบ่ง
เป็น 4 ชนิด หรือ 4 รูปแบบดังนี้
5.1 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database Model)
เป็นฐานข้อมูลเก่าแก่ซึ่งพัฒนาข้อมูลโดยบริษัท IBM โดยมีโครงสร้างการจัดเก็บ
ข้อมูลใน ลักษณะของโครงสร้างแบบต้นไม้(Tree Structure) โดยแยกข้อมูลเป็น
ส่วนย่อย ๆ ในลักษณะคล้าย การแตกกิ่งก้านสาขาของต้นไม้โดยใช้ความสัมพันธ์ใน
ลักษณะ แม่กับลูก (Parent Child Relationship) โดยข้อมูลในส่วนแม่
(Parent) จะสามารถมีลูกหลายคน แต่ข้อมูลลูก (Child Record) จะต้องเกิดจาก
แม่คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น
5.2 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database Model) ฐานข้อมูลแบบนี้จะ
มีโครงสร้างคล้ายกับฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น แต่จะแตกต่างกันตรงที่ข้อมูล ลูก
สามารถเกิดจากข้อมูลแม่ได้มากว่า 1 คน ซึ่งหมายถึงข้อมูลลูกสามารถเชื่อมโยงกับ
ข้อมูลแม่ได้ มากกว่า 1 จึงมีโครงสร้างความสัมพันธ์ข้อมูลคล้ายกับร่างแห
5.3 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Model)
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ จะมีโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะตาราง 2 มิติคือ
แบ่งข้อมูล เป็นตารางย่อย ๆ และจัดเก็บในลักษณะเป็น แถว (Row) และ คอลัมน์
(Column) โดยมีการเชื่อมโยง ข้อมูลระหว่างตารางที่สัมพันธ์กันฐานข้อมูลประเภท
นี้เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เพราะมี ประสิทธิภาพสูง
และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูลได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน และ
ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล อีกทั้งการเข้าถึงหรือค้นหาข้อมูลสามารถดำเนินการ
ได้อย่างรวดเร็วกว่า รูปแบบฐานข้อมูลแบบเดิม
5.4 ฐานข้อมูลแบบเชิงวัตถุ (Object Oriented Data Model) ฐานข้อมูลเชิง
วัตถุ เป็นฐานข้อมูลรูปแบบใหม่ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลทางด้านมัลติมีเดีย คือ
ข้อมูลภาพ และเสียง หรือข้อมูลเชื่อมโยงกับหน้าเว็บ ซึ่งไม่เหมาะกับการจัดเก็บในรูป
แบบ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relation Model) โดยฐานข้อมูลเชิงวัตถุจใช้แนวคิด
เช่นเดียวกับโปรแกรมเชิง วัตถุ (OOP) คือมองข้อมูลเป็นวัตถุ (Object) ที่มี
คุณสมบัติแตกต่างกัน และมีส่วนในการจัดการข้อมูล ภายในตัวเองข้อดีของฐาน
ข้อมูลเชิงวัตถุ คือ การมีคุณสมบัติการสืบทอด (Inheritance) และมีความสามารถ
ในการดำเนินการ (Method) ในตัวเอง โดยผู้ใช้ไม่ต้องเขียนโปรแกรมจัดการจึงช่วย
ให้ง่ายต่อการใช้งาน แต่เนื่องจากฐานข้อมูลเชิงวัตถุถือว่าเป็นสิ่งใหม่จึงขาดความ
เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังมี ความคุ้นเคยกับการจัดการในระบบฐาน
ข้อมูลแบบเดิม จึงทำให้การใช้งานไม่แพร่หลายเมื่อเทียบกับ ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่
มีผู้ผลิตซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลซึ่งมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก
6. คำศัพท์เกี่ยวกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
ในส่วนของโครงสร้างฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ จะแบ่งการเก็บข้อมูลเป็น ตาราง
(Table) ต่าง ๆ หรือ ตามศัพท์ของฐานข้อมูลจะเรียกว่า รีเลชัน (Relation) โดย
แต่ละรีเลชันจะประกอบด้วยส่วนการจัดเก็บ ข้อมูลที่เรียกว่า แอททริบิวต์
(Attributive) ซึ่งเป็นค่าในแนวคอลัมน์ สำหรับข้อมูลในแต่ละแถว เรียกว่า ทูเพิล
(Tuple)
หน่วยที่2ความรู้เกี่ยวกับการสร้างฐานข้อมูล
ด้วย Access
ขั้นตอนการสร้าง Entity หรือโครงสร้างตาราง (Table)
1. Click เลือกที่ ฐานข้อมูลเปล่า (Blank Database)
2. Click เลือกที่มุมมอง (View) มุมมองออกแบบ (Design View)
3. สร้างชื่อ Table หรือ Entity ที่ได้ออกแบบไว้ ในที่นี้สร้างชื่อ Student
4. กำหนดชื่อเขตของข้อมูล (Field Name) และกำหนดชนิดของข้อมูล (Data
Type) ซึ่งเราจะสามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดชนิดของข้อมูลให้เป็นแบบใด
-โดยมีขอบเขตข้อมูลให้เลือกดังนี้
Text – ข้อความที่เป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ ช่องว่าง หรือทั้งหมด
รวมกัน โดยถ้าข้อมูลเป็นตัวเลขจไะม่สามารถนำมาคำนวณได้ สามารถใส่ Text
สูงสุด 255 ตัว
Memo – สำหรับข้อความขนาดยาว
Number – ตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณ
Date/Time – วันที่และเวลา
Currency – ตัวเลขทศนิยม 4 ตำแหน่งพร้อมด้วยสัญลักษณ์สกุลเงินตรา
เช่น $
Auto Number – เลขลำดับจำนวนเต็ม ที่จะเพิ่ม ค่าอัติโนมัตเมื่อมีการเพิ่ม
เรคคอร์ด ใหม่ โดยค่าตัวเลขจะไม่ซ้ำกันเลยและผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขค่าได้ จึง
นิยมนำไปใช้กับฟิลด์ที่คีย์หลัก (Primary Key)
Yes/No – ข้อมูลทางตรรกะ ซึ่งมีได้ 2 สถานะเท่านั้นคือจริงหรือเท็จ
OLE object – เป็นออบเจ็คที่สร้างจากโปรแกรมอื่น เช่นไฟล์เปรดชีด ,ไฟล์
เอกสาร,รูปภาพ,กราฟ,เสียง
Hyperlink – ลิงค์ที่อ้างอิงไปยังข้อมูลอื่นๆ ซี่ง อาจเป็นไฟล์ฐานข้อมูลของ
Access ไฟล์ที่สร้างจากโปรแกรมอื่นบนเรื่องเดียวกัน หรือบนเน็ตเวิร์ก เว็บไซต์
หรือ Email ก็ได้
Attachment – แนบไฟล์ต่างๆ
Lookup Wizard – เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้อนข้อมูลหรือนำเข้าข้อมูลจาก
Table อื่นของฐานข้อมูล Access
5. กำหนด Primary Key เลือกชื่อเขตข้อมูล (Field Name) ที่ต้องการทำให้
เป็น Primary Key แล้ว Click ที่ คีย์หลัก(Primary Key) หลังจากนั้นเขตข้อมูล
(Field Name) ที่เราเลือกไว้จะปรากฏรูปกุญแจข้างหน้าชื่อเขตข้อมูลนั้น
6. การสร้างตารางใหม่ ให้ที่ Tab สร้าง (Create) และเลือกที่ ตาราง (Table) หรือ
ออกแบบตาราง (Table Design)เพื่อเข้าสู่การสร้างโครงสร้างตารางในมุมมอง
ออกแบบ (Design View) ได้เลย
7. ในกรณีต้องการสร้าง Primary Key สองตัวในหนึ่งตาราง ให้กด Ctrl ค้างไว้
แล้วเลือกชื่อเขตข้อมูลที่ต้องการหลังจากกด Click ที่ คีย์หลัก (Primary Key)
8. เลือกที่ มุมมอง (View) มุมมองแผ่นข้อมูล (Datasheet View) เพื่อ
ป้อนข้อมูลแก้ไขข้อมูลและแสดงข้อมูลในตารางที่เราได้สร้างไว้
1. เลือกที่ เครื่องมือฐานข้อมูล (Database Tools) ความสัมพันธ์
(Relationships)
2.ปัญหาการสร้างฐานข้อมูลโดยไม่ออกแบบ
ปัญหาของการจัดการข้อมูลในอดีต
ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นเอกสารหรือการจัดเก็บด้วยระบบฐานข้อมูลที่ใช้ ภาษา
คอมพิวเตอร์ในการเขียนชุดคำสั่ง เริ่มมีการเขียนด้วยภาษาในยุคที่ 3 เช่น ภาษาฟอร์
เทรน ภาษาโคบอล ภาษาซี เป็นต้น กระบวนการเขียนโปรแกรมชุดคำสั่งจะต้อง
เขียนโดยการใช้โครงสร้างข้อมูล การสร้างแฟ้ม แทรกข้อมูล แก้ไขหรือปรับปรุง
ข้อมูล อาจเกิดปัญหาหลาย ๆ อย่าง ปัญหาเหล่านั้นได้แก่ ความยุ่งยากจากการ
ประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลไม่มีความอิสระ แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อน
กันมาก แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย
และไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง เป็นต้น รายละเอียด มีดังนี้
1. ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล
การดำเนินงานกับแฟ้มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นจะต้องเขียนคำสั่งต่างๆ
ในโปรแกรมเพื่อสร้างแฟ้มข้อมูล ใช้แฟ้มข้อมูล และปรับปรุงแฟ้มข้อมูลให้เป็น
ปัจจุบันรูปแบบของคำสั่งเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ แล้ว ชุดคำ
สั่งของโปรแกรมต้องเขียนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของภาษา เช่น ถ้าภาษา
คอมพิวเตอร์ที่ใช้กำหนดว่าจะต้องระบุชื่อแฟ้มข้อมูลในโปรแกรม ผู้เขียนโปรแกรม
ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การใช้แฟ้มข้อมูลในแบบนี้ มีลักษณะจำกัด คือ ต้อง
ระบุรายละเอียดของแฟ้ม วิธีการจัดแฟ้มข้อมูล และรายละเอียดของระเบียนที่อยู่ใน
แฟ้มเอาไว้ในโปรแกรมอย่างครบถ้วน หากกำหนดรายละเอียดผิดไปหรือกำหนดไม่
ครบ ทำให้โปรแกรมทำงานผิดพลาดได้
2.แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระ
ในระบบแฟ้มข้อมูลถ้ามีการแก้ไขโครงสร้างข้อมูลใหม่ ย่อมส่งผลกระทบถึงคำสั่งที่
ได้เขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วย เนื่องจากการเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบแฟ้มข้อมูล
ต้องใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเรียกข้อมูลในแฟ้มข้อมูลโดยตรง เช่น เมื่อถ้า
ต้องการรายชื่อผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิต A- ที่อยู่ในเขตจังหวัดสงขลา
โปรแกรมเมอร์ต้องเขียนคำสั่งเพื่ออ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลผู้บริจาคโลหิตและพิมพ์
รายงานที่แสดงเฉพาะข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างของแฟ้มข้อมูล เช่น เขตข้อมูลที่อยู่ จากเดิมมีเป็นกลุ่มข้อมูล ถ้าแยกเขต
ข้อมูลใหม่เป็น บ้านเลขที่ หมู่ที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด
3. แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อนมาก
เนื่องจากการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้นต้องมีการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้มี
ความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด จุดประสงค์หลักของการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อ
การลดความซ้ำซ้อนนั่นเองสาเหตุที่ต้องลดความซ้ำซ้อน เนื่องจากความยากใน
การปรับปรุงข้อมูล กล่าวคือถ้าเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายแห่ง เมื่อมีการปรับปรุง
ข้อมูลแล้วปรับปรุงข้อมูลไม่ครบทำให้ข้อมูลเกิดความขัดแย้งกันของข้อมูลตามมา
และยังเปลืองเนื้อที่การจัดเก็บข้อมูลด้วย เนื่องจากข้อมูลชุดเดียวกันจัดเก็บซ้ำกัน
หลายแห่งนั่นเอง ถึงแม้ว่าความซ้ำซ้อนช่วยให้ออกรายงานและตอบคำถามได้เร็ว
ขึ้น แต่ความซ้ำซ้อนทำให้ข้อมูลมีความขัดแย้งกัน ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องและมีความ
ขัดแย้งกันแล้ว การออกรายงานจะทำได้เร็วเพียงไรก็ตามแต่จะไม่มีประโยชน์
เพราะว่า ทำให้ไม่ทราบว่าข้อมูลใดถูก ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการออกแบบฐานข้อมูล
เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลให้มากที่สุด
4. แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย
เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สามารถตรวจสอบกฎบังคับความถูกต้องของข้อมูลให้ได้
ถ้าต้องการควบคุมข้อมูลโปรแกรมเมอร์ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมกฎระเบียบ
ต่างๆ เองทั้งหมด ถ้าเขียนโปรแกรมครอบคลุมกฎระเบียบใดไม่ครบหรือขาดหาย
ไปบางกฎอาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ ซึ่งต่างจากระบบฐานข้อมูลที่ระบบจัดการ
ฐานข้อมูลจะมีกฏบังคับความถูกต้อง โดยนำกฎเหล่านั้นมาไว้ที่ฐานข้อมูล ซึ่งถือ
เป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลที่จะจัดการเรื่องความถูกต้องของข้อมูลให้
แทน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการแก้ไขโปรแกรมด้วย
เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจัดการให้เอง
5.แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย
ในระบบฐานข้อมูล ถ้าหากทุกคนสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน
ฐานข้อมูลทั้งหมดได้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบาง
ส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของผู้บริหาร หาก
ไม่มีการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูล ฐานข้อมูลจะไม่สามารถใช้เก็บ
ข้อมูลบางส่วนได้ ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่มีการรักษาความปลอดภัยของ
ข้อมูล ได้แก่ ต้องมีชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน ในการเข้าใช้งานฐานข้อมูลสำหรับ
ผู้ใช้แต่ละคน ผู้บริหารฐานข้อมูลสามารถสร้างและจัดการตารางข้อมูลทั้งหมด
ในฐานข้อมูลได้ ทั้งการเพิ่มและระงับรายชื่อผู้ใช้ รวมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้
สามารถเรียกดู ป้อนข้อมูลเพิ่มเติม ลบและแก้ไขข้อมูลได้ ผู้บริหารฐานข้อมูล
สามารถใช้คำสั่งวิว เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้
เป็นอย่างดี โดยการสร้างวิวที่เสมือนเป็นตารางของผู้ใช้จริง ๆ
6.ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง
ระบบแฟ้มข้อมูลจะไม่มีการควบคุมการใช้ข้อมูลจากศูนย์กลาง
เนื่องจากข้อมูลที่หน่วยงานย่อยใช้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเสรี
โดยไม่มีศูนย์กลางในการควบคุม ทำให้ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดใช้
ข้อมูลในระดับใดบ้าง ใครเป็นผู้นำข้อมูลเข้า ใครมีสิทธิ์แก้ไข
ข้อมูล และใครมีสิทธิ์เรียกใช้ข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว
3. การออกแบบฐานข้อมูล
การออกแบบระบบฐานข้อมูล คือ การวิเคราะห์หา Entity และ Attribute
ทั้งหมดที่จะใช้ในฐานข้อมูลอย่างครบถ้วน วัตถุประสงค์หลักในการออกแบบฐาน
ข้อมูล คือ การสร้างฐานข้อมูลที่มี ประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้
ใช้งาน ครอบคลุมถึง การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิ ด (Concept) และ
การออกแบบ ภายในหรือเชิงกายภาพ (Internal / Physical)
ตัวอย่างการออกแบบฐานข้อมูลระบบการขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า(BigC) โดย
ระบบจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าสินค้าผู้ผลิตและการซื้อ
ขั้นนที่ 1 การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลรายละเอียดที่ต้องการ ในขั้นตอนนี้เป็นการรวม
รวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบแยกได้ 4 Entity คือ ลูกค้า สินค้า ผู้ผลิต และ
การซื้อ
ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล
ภาพขั้นตอนที่ 1
Entity ลูกค้า Entity การซื้อ Entity ผู้ผลิต Entity สินค้า
ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล
ขั้นตอนที่ 2 กําหนดโครงสร้างของตาราง เป็นการนําข้อกําหนดจากขั้นตอนที่ 1
มาสร้าง Entity ทตี่ อ้ งการ จากนั้นนำ Entity และ Attribute มากําหนด
โครงสร้างตาราง
Entity ลูกค้า Entity การซื้อ Entity ผู้ผลิตร Entity สินค้า
รหัสลูกค้า รหัสประเภทสินค้า หรัสผู้ผลิต รหัสสั่งซื้อ
ชื่อ ชื่อประเภทสินค้า ชื่อผู้ผลิต รหัสลูกค้า
ที่อยู่ ที่อยู่ รหัสสินค้า
รหัสสินค้า จำนวนที่ซื้อ
เบอร์โทรศัพท ชื่อสินค้า เบอร์โทรศัพท์ วันที่ซื้อ
จำนวนคงเหลือ ราคาต่อหน่วย
ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล
ขั้นตอนที่ 3 กําหนดคีย์
ขั้นตอนนี้จะพิจารณาว่า Field ใดบ้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำมาสร้าง
เป็นคีย์ต่างๆ(ในเส้นประ คือเลือกแล้ว)
Entity ลูกค้า Entity การซื้อ Entity ผู้ผลิตร Entity สินค้า
รหัสลูกค้า รหัสประเภทสินค้าง หรัสผู้ผลิต รหัสสั่งซื้อ
ชื่อ ชื่อผู้ผลิต รหัสลูกค้า
ที่อยู่ ชื่อประเภทสินค้า ที่อยู่ รหัสสินค้า
รหัสสินค้า จำนวนที่ซื้อ
เบอร์โทรศัพท์ ชื่อสินค้า เบอร์โทรศัพท์ วันที่ซื้อ
ราคาต่อหน่วย
จำนวนคงเหลือ
รหัสผู้ผลิต
ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล
ขั้นตอนที่ 4 การทํา Normalization
เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลหรือข้อมูลบางคอลัมน์ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน
ตารางนั้น จะต้องนํามาปรับแก้ไขให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมก่อน
ขั้นตอนที่ 5 การกําหนดความสัมพันธ์
นำตารางที่ผ่านการ Normalization มาสร้างความสัมพันธ์ซึ่งอาจเป็น
แบบ 1 : 1, 1 : N, หรือ M : N ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล
ขั้นตอนการพัฒนางานฐานข้อมูล
การออกแบบฐานข้อมูลมีผลต่อประสิทธิภาพการท างานของระบบ การออกแบบ
ฐานข้อมูลครอบคลุมถึงสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลทุกระดับ การพัฒนาฐาน
ข้อมูลจึง ต้องเริ่มจากการวางแผน การก าหนดขอบเขต การรวบรวมและวิเคราะห์
ความต้องการเพื่อ ไปใช้ในการออกแบบฐานข้อมูลในทุกระดับของฐานข้อมูล โดย
พิจารณาประกอบกับการ ออกแบบระบบประยุกต์ใช้งาน รวมถึงการทดสอบและ
บำรุงรักษาระบบฐานข้อมูล
ขั้นตอนที่ 1 : การวางแผน (Planning)
การวางแผนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเป็ นกิจกรรมทางด้านการจัดการที่จะ
ช่วยให้ผลจากการพัฒนาระบบฐานข้อมูลมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้มากที่สุด
ประเด็นสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือ
- ระบบฐานข้อมูลจะรองรับงานอะไร
- ทรัพยากรที่จะช่วยในการจัดการ
- แหล่งของเงินที่จะสนับสนุน
การวางแผนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนเชิงกล
ยุทธ์ขององค์กร เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ทั้งนี้จะต้องมีการ
กำหนดแผนธุรกิจ (Business Plan) และเปาหมาย (Goal) เพื่อกำหนดความ
ต้องการหรือระบบสารสนเทศที่ องค์กรจะต้องมี ซึ่งการที่จะกำหนดสิ่งเหล่านี้ได้
จะต้องทำการประเมินระบบสารสนเทศใน ปัจจุบันว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อน
อย่างไร ตลอดจนการประเมินเทคโนโลยีสารสนเทศว่าจะ ช่วยสร้างโอกาสในเชิง
การแข่งขันกับองค์กรได้มากน้อยเพียงไร