The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปผลการดำเนินงานของโครงการส่งเสริมโอกาส
ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” กระทรวงศึกษาธิการ ตามแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน “พาน้องกลับมาเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการ และเพื่อเป็นแนวทางให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ระดับสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานสรุปผลการดำเนินงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษาและภาคีเครือข่าย เพื่อติดตามผู้เรียนนำกลับเข้าสู่การศึกษา และเป็นแนวทางในการ “พาน้องกลับมาเรียน” ได้อย่างเหมาะสม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สรุปผลการดำเนินงานโครงการพาน้องกลับมาเรียน

สรุปผลการดำเนินงานของโครงการส่งเสริมโอกาส
ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” กระทรวงศึกษาธิการ ตามแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน “พาน้องกลับมาเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการ และเพื่อเป็นแนวทางให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ระดับสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานสรุปผลการดำเนินงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษาและภาคีเครือข่าย เพื่อติดตามผู้เรียนนำกลับเข้าสู่การศึกษา และเป็นแนวทางในการ “พาน้องกลับมาเรียน” ได้อย่างเหมาะสม

Keywords: พาน้องกลับมาเรียน

ข สารบัญ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญ 1-2 วัตถุประสงค์ 2 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการพาน้องกลับมาเรียน 3 บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงาน กศน.จังหวัด/สถานศึกษา 3-4 บทที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 5 นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ “พาน้องกลับมาเรียน” 5 แนวคิดเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของการตกหล่นและการออกกลางคันของผู้เรียน 5-9 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา 9-13 บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ 13-16 บทที่ 3 การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ออกกลางคัน 17 เด็กออกกลางคัน 18 สาเหตุของนักเรียนออกกลางคัน 18-20 จำนวนนักศึกษาออกกลางคัน สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช 20-26 บทที่ 4 ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน 27 ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน 27-38 ของสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน 39 สรุปผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาค 39-42 และความเท่าเทียมทางการศึกษา "พาน้องกลับมาเรียน” ของสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช การนิเทศติดตามและประเมินผล 43 ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะ 44 ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนโยบาย 44 บรรณาธิการ 45 ภาคผนวก 47 -คำสั่ง/เอกสารการประชุม 47-52


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ ตามนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวตรี นุช เทียนทอง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2565 ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564เรื่อง การจัดสรรและการ กระจายทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการระดมทรัพยากรทางการศึกษาจากความร่วมมือทุกภาค ส่วน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษามีความเป็นธรรมและสร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึง การศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกลุ่มอื่น ๆ และเรื่องการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตาม อัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มโอกาสและการเข้าถึง การศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยมี นโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริมการจัด การศึกษาให้ผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่าง มีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคมสามารถช่วยเหลือตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ได้มอบหมายศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จัดทำโครงการ “กศน.ปักหมุด ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาส การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ” โดยนำแนวทาง “รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น” ด้วยการทำงานเชิงรุก ค้นหาคนพิการถึง ชานเรือนและดำเนินการ “ปักหมุด” โดยนำร่องในกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนองและสตูล เรียกว่า “ระนองโมเดล” และจากผลการสำรวจได้ “ปักหมุด”จำนวน 106 หมุด โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 จำนวน 24 คน ได้รับการศึกษาในระบบกศน. กลุ่มที่ 2 จำนวน 82 คน ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา แต่ยังมีความต้องการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษา และมีความต้องการการช่วยเหลือ ในด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ ระบบการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ณ จังหวัดกระบี่ ด้านการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพ ต้นทุนมนุษย์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการความ ร่วมมือในการแก้ไขปัญหานักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่ม โอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทาง การศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย 11 ภาคีเครือข่าย ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้วิธีการนำ นักศึกษาและเยาวชนวัยเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยความร่วมมือของ


2 หน่วยงานต่าง ๆในการช่วยกันติดตามนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและ บรรลุประสงค์ของโครงการ เลขาธิการ กศน. ได้ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่ มีคุณภาพจึงมีข้อสั่งการให้ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ และกลุ่ม เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ดำเนินโครงการลดความเหลื่อมล้ำ “พาน้องกลับมาเรียน” เพื่อติดตามค้นหา ผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมนำข้อมูลดังกล่าวเข้าระบบพา น้องกลับมาเรียน ของศูนย์พัฒนาระบบข้อมูลทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จัดทำขึ้นสำหรับให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จัดเก็บข้อมูลและ รายงานผลการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ดังนั้น เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายตามโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” สำนักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคลดความเหลื่อมล้ำให้กับ ผู้เรียนทุกคนได้รับบริการทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการและสอดคล้องตามบทบาทหน้าที่ จึงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตลอดจนป้องกันผู้เรียน กศน.ออกจากระบบการศึกษา โดยส่งเสริมการใช้ระบบการ ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของสำนักงาน กศน.จังหวัด นครศรีธรรมราช ทั้ง 25 แห่ง โดยสำนักงาน กศน.ได้แจ้งจำนวนนักศึกษากลุ่มเป้าหมายของจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 80 คน เพื่อติดตาม ค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และได้รับการศึกษา อย่างมีคุณภาพ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้รับ การศึกษาอย่างมีคุณภาพ 2. เพื่อให้ผู้เรียน กศน. ที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ได้รับการศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับ และ/ หรือการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. เพื่อดูแล ช่วยเหลือ ส่งต่อ โดยบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องให้ได้รับ การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพและพัฒนาฝีมือเพื่อการมีงานทำ 4. เพื่อระดมสรรพกำลังในการติดตามค้นหาและช่วยเหลือ ผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา กับหน่วยงานที่ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน ทั้งระดับ ส่วนกลาง ระดับภูมิภาค และระดับพื้นที่ ตามบทบาทหน้าที่ หรือภารกิจของแต่ละหน่วยงาน 5. เพื่อป้องกันผู้เรียน กศน. หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยส่งเสริมการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือ ผู้เรียนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ


3 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการพาน้องกลับมาเรียน 1.นักศึกษาที่หลุดออกจากระบบสามารถกลับเข้ามาเรียนต่อได้และเมื่อจบการศึกษาทำให้มีทางเลือกใน การศึกษาต่อและสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ 2.เครื่องมือติดตามนักศึกษาด้วยแอพพลิเคชั่น “พาน้องกลับมาเรียน” ทำให้การทำงานสะดวกรวดเร็ว สามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลของปัญหาที่เกิดแต่ละครอบครัวได้อย่างละเอียด เป็นแนวทางในการให้ความ ช่วยเหลือที่ตรงจุดเบื้องต้นอย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ง/กทม. 1. แต่งตั้งคณะทำงานผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมีองค์ประกอบของคณะทำงานเป็นไปตามความ เหมาะสมของพื้นที่ให้ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดเป็นประธาน เพื่อกำหนดแผนและแนวทางการ ดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้รับ การศึกษาอย่างมีคุณภาพ 2. ชี้แจง สร้างความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ แผนและแนวทางการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้สถานศึกษาในสังกัดทราบและถือปฏิบัติ 3. ลงพื้นที่ ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน ที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน กศน. และส่งต่อข้อมูลให้ สถานศึกษา 4. ส่งเสริม สนับสนุน สถานศึกษาในการติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยวิเคราะห์สภาพปัญหา หาสาเหตุ วิธีการแก้ไขปัญหา เป็นรายบุคคล และดำเนินการให้ผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบ การศึกษา พร้อมจัดทาแผนป้องกันผู้เรียนออกจากระบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ส่งเสริมการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผู้เรียน ออกจากระบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6. ปฏิบัติงานร่วมกับสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 7. ติดตาม ประเมินผล กลั่นกรองรายงาน การดำเนินงานตามนโยบาย ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำ ให้กับสถานศึกษา และรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอสำนักงาน กศน. สถานศึกษา ประกอบไปด้วย กศน.อำเภอ/เขต/ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มเป้าหมายพิเศษ/สถาบันการศึกษาทางไกล 1. แต่งตั้งคณะทำงานผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมีองค์ประกอบของคณะทำงานเป็นไปตามความ เหมาะสมของพื้นที่ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นประธาน เพื่อกำหนดแผนและแนวทางการดำเนินงานติดตาม ค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้รับการศึกษา อย่างมีคุณภาพ 2. แต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงานสำหรับการลงพื้นที่ค้นหาติดตาม ประสานงานกับผู้นำชุมชนและผู้นำ ท้องถิ่น


4 3. ตรวจสอบ วิเคราะห์ ข้อมูลผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน กศน. สำนักงาน กศน.จังหวัด สำรวจ ในแต่ละภาคเรียนให้ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์ 4. ติดตามค้นหาผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยใช้ Mobile Application “พาน้อง กลับมาเรียน” และเว็บไซต์ https://dropout.edudev.in.th เป็นเครื่องมือในการติดตามและรายงานผล 5. แก้ปัญหาผู้เรียน กศน. ที ่หลุดออกจากระบบการศึกษาโดยวิเคราะห์สภาพปัญหาหาสาเหตุ วิธีการ แก้ไขปัญหาเป็นรายบุคคล และดำเนินการให้ผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมจัดทำแผนป้องกันผู้เรียน ออกจากระบบการศึกษา 6. ดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผู้เรียน ออกจากระบบการศึกษา 7. ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นในการติดตามค้นหา ผู้เรียน กศน. ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนการดูแล ช่วยเหลือ และส่งต่อ 8. สรุปและรายงานผลการดำเนินงาน ให้สำนักงาน กศน. และสำนักงาน กศน.จังหวัด


5 บทที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน “พาน้องกลับมาเรียน” สังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. นโยบายสำนักงาน กศน.เกี่ยวกับการ “พาน้องกลับมาเรียน” 2. แนวคิดเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของการตกหล่นและการออกกลางคันของผู้เรียน 2.1 ความหมายของการตกหล่นและการออกกลางคัน 2.2 ปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน 2.3 สาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกหล่นและการออกกลางคัน 3. ข้อมูลพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 3.1 ข้อมูลพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 3.2 สถานการณ์ปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช 4. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน 5. บทบาทของหน่วยงานต่างๆ 6. การบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 1. นโยบายกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการ “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบายของรัฐบาล “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม เพื่อให้คนไทยทุกคน ได้รับประโยชน์ในทุกด้านอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นถึงความ สำคัญและ ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องให้การศึกษาแก่ผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างเทียมกัน แต่เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (covid-19) ที่ผ่านมาและที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้เรียน จำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมโอกาสความ เสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” โดยบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงาน ที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 12 หน่วยงาน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2565) 2. แนวคิดเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของการตกหล่นและการออกกลางคันของผู้เรียน 2.1 ความหมายของการตกหล่นและการออกกลางคัน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.ป.ป.) ให้ความหมายไว้วา เด็กตกหล่น หมายถึง เด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ยังไม่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute; TDRI) พบว่า ก่อนมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี กลุ่มรายได้ของครัวเรือนต่อปีที่ต่ำกว่า 50,000 บาท จะมีผู้ตกหล่น จากการศึกษา ระดับประถมไปสู่ระดับมัธยมศึกษามากที่สุด กล่าวคือ มีโอกาสเรียนระดับประถม ร้อยละ 50 ระดับมัธยมต้น ร้อยละ 34 และระดับมัธยมปลาย ร้อยละ 14 (กัญญาวีร์, 2551) แต่ภายหลังจากมีโครงการ เรียนฟรี 15 ปี


6 ในปี พ.ศ. 2555 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ได้สำรวจสภาวการณ์ด้านการศึกษาของ ไทย พบว่า เด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ย ร้อยละ 75 -92 แต่การตกหล่น ทางการศึกษา ของเด็กไทยในระดับประถม ยังนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และในระดับมัธยม มีจำนวนการตกหล่น ของเด็กสูงกว่าประเทศมาเลเซีย (กัญญาวีร์, 2557) กฤตชัย อรุณรัตน์ (2561) กล่าวว่า สภาวการณ์เด็กตกหล่นในระบบการศึกษาที่ไม่ได้รับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ได้รับการประสานจากสภานิติ บัญญัติแห่งชาติให้ดูแลเรื่องเด็กตกหล่นจากกระบบการศึกษา และได้ประสานไปยังสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีระบบข้อมูลของนักเรียนที่มีรายชื่อที่ชัดเจน โดยมอบหมายให้ครูสังกัดสํานักงาน ส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในพื้นที่เป็นผู้ดูแล และเมื่อได้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน จึงมอบหมาย ให้สถานศึกษาของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแต่ละอําเภอดําเนินงาน จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย การออกกลางคัน (Drop out) เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการสูญเปล่าทางเศรษฐกิจและการศึกษา รวมถึง ปัญหาสังคมต่างๆ เป็นปัญหาที่ส่งผลให้ผู้เรียนต้องออกจากระบบการศึกษา และไม่สามารถกลับเข้ามาเรียน ในระบบการศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้เรียนได้รับประสิทธิผลไม่คุ้มค่าจากงบประมาณ หรือค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป ทั้งนี้ หากสถานศึกษาสามารถผลิตผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ สามารถเรียน จนจบตามหลักสูตร ผู้เรียนทุกคนก็จะไม่มีปัญหาการออกกลางคันหรือไม่มีผู้เรียนคนใดใช้เวลาเรียนมากกว่า หลักสูตรที่กำหนด (พัฒนรัตน์, 2562) โดยคณะทำงานได้ศึกษาแนวคิดและความหมาย “การออกกลางคัน (Drop out)” รายละเอียดดังนี้ กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ให้ความหมายไว้ว่า การออกกลางคัน หมายถึง การที่นักเรียนต้องออก จากระบบโรงเรียนก่อนเรียนจบหลักสูตรตามที่กำหนดไว้ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มนักเรียน ที่ออกจากโรงเรียน โดยสมบูรณ์ 2) นักเรียนกลุ่มที่ออกกลางคันยังไม่สมบูรณ์ เป็นนักเรียนกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยง หรือมีแนวโน้มจะออกกลางคัน ด้วยการขาดเรียนบ่อยๆ หรือมีลักษณะสำคัญอย่างอื่นประกอบ เช่น ถูกจับ เพราะ ต้องคดีความ หรือถูกคุมตัวในสถานพินิจ ถูกคุมประพฤติ เจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุ สมรสแล้วหรือตั้งครรภ์และ รักษาตัวจากการติดยาเสพติด นักเรียนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ต้องป้องกันไม่ให้ออกกลางคัน (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2554) รุ่งโรจน์ อาริยะ (2552) ให้ความหมายไว้ว่า การออกกลางคัน หมายถึง การที่นักเรียนเข้าศึกษา ต่อในสถานศึกษาแล้วต้องออกจากสถานศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น ขาดเรียนเกินกำหนดก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสถานศึกษา เบญจลักษณ์ ลอยนอก (2556) ให้ความหมายไว้ว่า การออกกลางคัน หมายถึง การที่นักเรียน นักศึกษา ออกจากสถานศึกษาโดยขาดการติดต่อกับแผนกทะเบียน และถูกจำหน่ายชื่อออกจากสถานศึกษา ก่อนที่จะเรียน จบตามหลักสูตรที่ได้กำหนดไว้ โดยไม่ใช่สาเหตุเนื่องมาจากการย้ายสถานศึกษา พัฒนรัตน์ มณฑลอนันต์ธร (2562) ให้ความหมายไว้ว่า การออกกลางคัน หมายถึง การที่นักเรียน ยังคงมี รายชื่ออยู่ในทะเบียนนักเรียน และอายุยังไม่พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ แต่ออกจากสถานศึกษาไป ก่อนเรียน จบตามหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ และไม่กลับมาเข้าเรียนอีกต่อไป เพราะประสบกับสภาพปัญหา ที่เกิดขึ้นกับ


7 ตัวนักเรียนเองโดยตรง โดยไม่ใช่สาเหตุเนื่องมาจากการย้ายสถานศึกษา ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ (2561) เปิดเผยว่า สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ได้รายงานตัวเลขระบบฐานข้อมูล ติดตามประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบ การศึกษา โดยสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาและการสื่อสาร และสํานักติดตามและประเมินผล ของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อสํารวจตรวจสอบและติดตามประชากรวัยเรียน ซึ่งขยายผล การดําเนินการสํารวจ และตรวจสอบต่อเนื่องจนสิ้นสุดวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 พบวา มีเด็กปกติที่ไม่ได้เรียน หนังสือ จํานวน 99,472 คน และเด็กออกกลางคัน จํานวน 83,459 คน ซึ่งต้องการให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ได้มีการขยายโอกาสการศึกษาให้ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคัน เพื่อนำกลุ่มเด็กเหล่านี้ให้มารับโอกาสทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็น การเรียนสายอาชีพ หรือ การศึกษานอกระบบ โดยสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จะต้องดำเนินการ เคาะประตูบ้านนําเด็กเข้าสู่ระบบใหเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า เด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน หมายถึง เด็กในวัยการศึกษา ภาคบังคับที่ ยังไม่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและเด็กในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เคยเข้าเรียน ในสถานศึกษาแล้ว แต่ออกจากสถานศึกษาก่อนที่จะจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช 2.2 ปัญหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน สถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้จัดให้มีมาตรการรองรับหลังจาก ที่ผู้เรียนออกกลางคัน ส่งผลให้ผู้เรียน ที่ออกกลางคันจำนวนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างไม่มีเป้าหมาย และมีแนวโน้มที่จะ กระทำความผิด จำแนกความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนที่ออกกลางคัน ได้ดังนี้1) ส่งผลให้ไม่มีงานทำหรือได้ ทำงานที่ต่ำกว่าความสามารถของตนเอง หรือได้ทำงาน ที่มีผลตอบแทนต่ำ 2) ส่งผลให้มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ อนามัยต่อตัวของเยาวชนเอง และมักจะหนีไม่พ้น เรื่องการติดยาเสพติดให้โทษต่อร่างกาย 3) กลายเป็นบุคคลที่ เป็นปัญหา และเป็นภัยต่อสังคมไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลกระทบ จากการออกกลางคันของนักเรียนมีผลต่อ สังคม โดยก่อให้เกิดปัญหาในทางอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น 4) เป็นผู้ที่ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ จึงทำให้เขา เหล่านี้เป็นภาระของครอบครัวและสังคม สรุปได้ว่า ปัญหาและผลกระทบจากการออกกลางคันของเด็กและ เยาวชนนั้นเป็นปัญหา ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสหลายๆ ด้าน ทั้งต่อตัวเด็กและเยาวชนเองรวมไปถึงสูญเสีย โอกาสของสังคม และส่งผลกระทบต่อไปถึงความเจริญของประเทศชาติด้วย (สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม, 2550) 2.3 สาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกหล่นและการออกกลางคัน นันธวัช นุนารถ (ม.ป.ป.) ให้ความเห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลตอการออกกลางคันของเด็ก และเยาวชน จําแนกออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยเสี่ยงด้านครอบครัว ได้แก่ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว บทบาทและการ สนับสนุนจาก ครอบครัว การเห็นความสำคัญด้านการศึกษาของผู้ปกครอง การมีหัวหนาครอบครัวเพียงคนเดียว และการศึกษา ของผู้ปกครอง 2) ปัจจัยเสี่ยงด้านครูได้แก่ รู้จักและเข้าใจนักเรียน ความพร้อมในการเรียนการสอน ปัจจัยเสี่ยงด้าน สถานศึกษา ได้แก่ ความพร้อมในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ความปลอดภัย ในสถานศึกษา มาตรการเพื่อ


8 ปกป้อง หรือพิทักษ์เด็กอย่างจริงจังจริงใจ ใหความดูแลช่วยเหลือที่ถูกต้อง เท่าทัน หรือเท่าเทียม จัดการศึกษาโดย การมีส่วนร่วม บุคลากรครูมีคุณธรรม จริยธรรม หรือจัดการศึกษาโดยพิจารณา ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และสถานศึกษา 3) ปัจจัยเสี่ยงด้านผู้เรียน ได้แก่ความรับผิดชอบต่อตนเอง สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความสัมพันธ์ในกลุมเพื่อน การเบื่อหน่ายต่อการเรียน ด้านพฤติกรรมไม่พึงประสงค 4) ปัจจัยเสี่ยงด้านสังคมและ สภาพแวดลอม ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางบ้าน การย้ายถิ่นฐาน การสาธารณูปโภค และความสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียนกับชุมชน อัญชิสา อยู่ยืนยง (2550) ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อเยาวชนในตัดสินใจออกจากโรงเรียนกลางคัน ในระดับมัธยมศึกษา กรณีศึกษาตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์โดยได้จำแนกปัจจัย ของการออก กลางคันของนักเรียนเกิดจากปัจจัย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านตัวนักเรียนเอง ได้แก่ นักเรียนมีผลการเรียนไม่ดีสอบตกซ้ำชั้น ไม่สนใจการเรียน ไม่อยาก เรียน หรือเบื่อหน่ายการเรียน อายุมากหรือมีร่างกายโตกว่าเด็กในระดับชั้นเดียวกัน มีปัญหากับครูหรือถูกครู ลงโทษและปัญหาด้านสุขภาพ เป็นต้น 2) ปัจจัยด้านครอบครัว ได้แก่ ผู้ปกครองมีฐานะยากจนหรือรายได้ต่ำ ไม่มีที่ดินทำกิน เป็นของตนเอง ผู้ปกครองต้องเดินทางไปประกอบอาชีพที่อื่น ผู้ปกครองต้องการให้นักเรียนประกอบอาชีพหรือ หารายได้ ครอบครัวแตกแยก ผู้ปกครองมีการศึกษาน้อย บิดามารดาไม่เอาใจใส่ในการเรียนของบุตร และ ไม่เห็นความสำคัญ ของการศึกษา เป็นต้น 3) ปัจจัยด้านโรงเรียนและครูได้แก่ จำนวนครูไม่สมดุลกับนักเรียน ครูขาดเจตคติที่ดีต่อการสอนโรงเรียน ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน ขาดบริการด้านการแนะแนว และขาดบริการด้านการอำนวย ความสะดวก ในโรงเรียน การจัดโปรแกรมด้านการเรียนไม่น่าสนใจหรือไม่สนองความต้องการของนักเรียน ครูขาดการติดตาม นักเรียนที่ขาดเรียน และขาดความเป็นธรรมต่อนักเรียนเป็นต้น 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ชุมชน และวัฒนธรรมได้แก่ บ้านเรือนนักเรียนอยู่ห่างไกล จากโรงเรียน ห่างไกลจากแหล่งน้ำและขาดสาธารณูปโภค หรืออาศัยอยู่ในชุมชนหนาแน่นมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ในโรงเรียน เนื่องจากนักเรียนถนัดภาษาถิ่นมากกว่า ราษฎรในชุมชนไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาและ ความสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนกันโรงเรียนอยู่ในระดับต่ำ ครรชิต เมฆขลา (2552) ได้สรุปสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการออกกลางคันของนักเรียน ซึ่งประกอบไปด้วย 1) นักเรียนไม่อยากเรียน ไม่พร้อมที่จะเรียน มีความบกพร่องด้านร่างกายหรือสติปัญญา 2) โรงเรียนและครูที่ไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียน ขาดการบริการ แนะแนว มีทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ 3) ครอบครัวที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ครอบครัวที่แตกแยก ไม่มีผู้ดูแลเอาใจใส่นักเรียน 4) สังคมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตไปในทางที่ดีให้กับนักเรียนเหมาะสมกับวัยของนักเรียน ภูมิเพชรศักดาสิริ (2553) ได้สรุปปัจจัยความเสี่ยงต่อการออกกลางคันของนักเรียนไว้ว่า มี4 ปัจจัยหลัก จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ปัจจัย ได้แก่


9 1) ปัจจัยเสี่ยงด้านครอบครัว จำนวน 4 ปัจจัย คือ 1.1) รายได้ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง 1.2) ระดับการศึกษาของพ่อ 1.3) อาชีพของพ่อ 1.4) อาชีพของแม่ 2) ปัจจัยเสี่ยงด้านครู/ โรงเรียน จำนวน 2 ปัจจัย คือ 2.1) ครูไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านนักเรียน 2.2) ไม่มีครูรับฟังปัญหา และให้คำปรึกษาแก่นักเรียน 3) ปัจจัยเสี่ยงด้านนักเรียน จำนวน 2 ปัจจัย คือ 3.1) การเข้าเรียนสาย 3.2) การขาดเรียน 4) ปัจจัยเสี่ยงด้านเพื่อน จำนวน 4 ปัจจัย คือ 4.1) การมีเพื่อนที่เคยติด 0 ร มส. 4.2) การมีเพื่อนไม่ตั้งใจเรียน 4.3) การมีเพื่อนที่ออกกลางคันไปแล้ว 4.4) การมีเพื่อนที่ชอบใช้ความรุนแรง พัฒนรัตน์มณฑลอนันต์ธร (2562) ให้ความเห็นว่า ข้อมูลบ่งชี้ นักเรียนออกกลางคัน และนักเรียน เสี่ยงออกกลางคัน ประกอบด้วยข้อมูลบ่งชี้4 ประเด็น คือ 1) นักเรียนเบื่อเรียน 2) นักเรียนเป็นเด็กพิเศษ/มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 3) นักเรียนด้อยโอกาส 4) นักเรียนถูกละเมิดสิทธิ ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ปัญหาสาเหตุที่ทำให้เด็ก ไม่ได้เข้าเรียน หรือเข้าเรียนแล้ว แต่ออกกลางคัน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของ COVID - 19 จึงมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ผู้เรียนอาจจะต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย ผู้เรียนอาจจะต้องย้าย ติดตามผู้ปกครองไปพื้นที่อื่น หรือต้องออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัวตนเอง ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ขาดแคลน ทุนทรัพย์ในการดำรงชีวิต หรืออยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล อยู่ในพื้นที่ป่าเขา เกาะแก่ง ซึ่งเป็น เหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำ ให้เด็กขาดโอกาสทางการเรียน (แนวหน้า, 2564) สรุปได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกหล่นและการกลางคันของผู้เรียน ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านครอบครัว 2) ปัจจัยด้านโรงเรียนและครู3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และ 4) ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ซึ่งแต่ละปัจจัย มีสาเหตุ แตกต่างกันล้วนมีผลต่อการออกกลางคันและการกลับมาเรียนทั้งสิ้น แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตกหล่นและออกกลางคันของผู้เรียน การพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพบุคลากรทุกคนต้องพัฒนาและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า การบริหารระบบคุณภาพ ซึ่งได้รับแนวคิดและหลักการของการพัฒนาองค์กร (Organization Development) สำหรับ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ ของหน่วยงานทั่ว ๆไป ได้แก่การใช้วงจรการควบคุมคุณภาพ


10 (PDCA Cycle) หรือวงจรเด็มมิ่ง (Deming Cycle) ซึ่งแบ่งขั้นตอนการทำงานเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan : P) ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติตามแผน (Do : D) ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ ผลการปฏิบัติงาน (Check : C) ขั้นตอนที่ 4 การแก้ปัญหา (Action : A) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2540) กระบวนการบริหาร PDCA ซึ่งประกอบด้วย Plan (วางแผน) Do (ปฏิบัติ) Check (ตรวจสอบ) และ Act (การปรับปรุงแก้ไข) เป็นกระบวนการบริหารที่ได้เผยแพร่อย่าง กว้างขวางในปีค.ศ. 1950 โดยEdwards W. Deming นักบริหารส่วนใหญ่เรียกวงจรนี้ว่า “วงจรเด็มมิ่ง” โดยวงจรเด็มมิ่ง เป็นวงจรการบริหารที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่การบริหารกิจการต่างๆ การดำเนินชีวิตของ บุคคลให้ประสบความสำเร็จการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการบริหารงานในองค์กรของรัฐและเอกชน ทั้งใน และต่างประเทศ (ยุทธนา, 2560) 4.1 ความหมายของวงจรเด็มมิ่งแบงค์(Bank อ้างถึงใน เรืองวิทย์เกษมสุวรรณ, 2545) กล่าวถึงประวัติของเด็มมิ่งว่า เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหลักการบริหารที่เรียกว่า วงจรคุณภาพ (PDCA Cycle) หรือ วงจรเด็มมิ่ง (Deming Cycle) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้แทนกันกับการจัดการคุณภาพ เขาเป็นคนผลักดันให้ผู้บริหารญี่ปุ่นยอมรับ แนวคิดในการจัดการคุณภาพ และเป็นคนแรกที่มองว่าการจัดการคุณภาพเป็นกิจกรรมขององค์กรทั้งหมด ไม่ใช่แค่งาน ตรวจคุณภาพ ตามที่กำหนดหรือเป็นงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเป็นคนแรกที่ระบุว่าคุณภาพเป็นความรับผิดชอบ ทางการบริหาร ของผู้บริหาร วงล้อเด็มมิ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย ดร. ชิวฮาร์ท นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมา ดร.เด็มมิ่ง ได้นำไปเผยแพร่ที่ประเทศญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยมีกิจกรรม ที่เกี่ยวข้อง 4 ขั้นตอน คือ PDCA (Plan, Do, Check and Act) ที่เป็นกิจกรรมพื้นฐาน ในการพัฒนาประสิทธิภาพ และคุณภาพ ในการดำเนินงานขององค์กร วีรพงษ์เฉลิมจิระรัตน์(2543) กล่าวว่า วงล้อเด็มมิ่ง หรือวงล้อ PDCA คือวิธีการที่เป็นขั้นตอน ในการทำงานให้งานเสร็จสมบูรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ(Do) การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน (Check) และการแก้ไข ปัญหาที่ทำให้งานไม่บรรลุตาม เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้(Act) ดังนั้น การหมุนวงล้อเด็มมิ่ง (PDCA) อย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ การบริหารงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อุทัย บุญประเสริฐ(2545) ได้เสนอว่าวงจรเด็มมิ่ง หรือ PDCA Cycle คือแนวความคิดในการแก้ปัญหา (Problem Solving) และการพัฒนากระบวนการ (Process Improvement) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวคิดของ ดร.เด็มมิ่ง และถือเป็นแนวคิดพื้นฐานของวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 4.2 กระบวนการแก้ไขปัญหา 4.2.1 Plan คือ การวางแผนที่จะคลอบคลุมในเรื่องการกำหนดวัตถุประสงค์เป้าหมาย วิธีการ แก้ไข ปัญหา และจัดทำแผนการดำเนินงานในกิจกรรมที่ประกอบกันทั้ง 4 ของวงจร PDCA นั้น ขั้นตอนการวางแผน เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือจะเป็นอย่างไร ขอเพียงแค่ ให้การ วางแผนถูกต้องก็พอ แต่เนื่องจากทุกสิ่งที่ลงมือปฏิบัติต้องอาศัยแผน หากแผนที่วางเอาไว้ไม่ดีขั้นตอน ต่อไปก็จะไม่ ดีไปด้วย เพราะมีการวางแผนผิดตั้งแต่ต้น ซึ่งหากมีการวางแผนที่ดีปัญหาต่างๆ ที่ตามมาก็จะมีน้อย หรือมีโอกาสที่ จะไม่เกิดขึ้นเลย ในการจัดทำแผนจำเป็นจะต้องมีการระบุข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีผลต่อแผน เช่น ทรัพยากร มนุษย์วัตถุดิบ เงินทุน และระยะเวลาที่จะใช้ในการดำเนินการ และพิจารณาหาวิธีการที่เป็นไปได้เพื่อเป็นการ ตรวจสอบว่าการวางแผนดังกล่าวว่ามีการวางแผนที่ดีหรือไม่ และปฏิบัติถูกต้องตามแผนที่วางไว้หรือไม่ 4.2.2 Do คือ การลงมือปฏิบัติหลังจากจบจากการวางแผนแล้วเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน หรือ ดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ที่วางไว้และควรนำไปปฏิบัติเพื่อให้มันใจว่ามีการปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงในขั้นตอนดังกล่าวคือ 1) สร้างความมั่นใจว่าผู้รับผิดชอบดำเนินการเล็งเห็นถึง


11 วัตถุประสงค์และความสำคัญของงาน ที่ได้รับมอบมาย 2) ให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบได้รับรู้เนื้อหาและแผนที่วางเอาไว้ และดำเนินการตามแผน อย่างมีประสิทธิภาพ 3) จัดให้มีการศึกษา และฝึกอบรมเพื่อให้มีความเข้าใจในแผนและ ดำเนินงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 4) จัดหาทรัพยากรให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับงาน 4.2.3 Check คือการตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน เมื่อทำการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผน เพื่อให้สามารถเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและรีบดำเนินการแก้ไขจนได้รับกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติงาน ที่สามารถ กำหนดเป็นมาตรฐาน 4.2.4 Act คือ การปฏิบัติตามผลการตรวจสอบ หรือแก้ไขปัญหา การปฏิบัติการใดๆ ที่เหมาะสม ตามผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนการตรวจสอบ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะต้องทำการปรับปรุงแก้ไข แต่หากในกรณีที่ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้จัดทำเป็นมาตรฐาน ซึ่งเรียกขั้นตอนนี้ว่าการนำไปปฏิบัติ และกำหนดเป็นมาตรฐาน (Action) ปริทรรศน์พันธุบรรยงก์ (2545) กล่าวว่า วงจรคุณภาพ (PDCA : plan do check act) คือ องค์ประกอบ หลักของวงจรการจัดการ ดังแผนภาพที่ 1 หมุนให้เร็ว หมุนให้ถูกต้อง แผนภาพที่1 แสดงวงจรการจัดการ (ที่มา : ปริทรรศน์พันธุบรรยงก์, 2545) คำว่า หมุนให้เร็ว หมุนให้ถูกต้อง ที่อยู่ทางด้านขวาของวงจรการจัดการนั้น คือ การหมุนวงจร อย่างถูกต้องตาม ขั้นตอน 1 รอบ จะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาได้1 ระดับ การหมุนให้เร็ว จะทำให้เกิดการปรับปรุง อย่างรวดเร็ว ฮิโตชิ(2540) กล่าวถึง การบริหารงานด้วยระบบวงจรคุณภาพ จัดเป็นกิจกรรมการปรับปรุง และการ ควบคุมที่ประกอบไปด้วย การวางแผน การนำไปปฏิบัติการตรวจสอบ และการปฏิบัติการแก้ไข โดยการวางแผน การนำแผนที่วางไว้มาปฏิบัติตาม และตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ถ้าผลลัพธ์ไม่ได้ตามที่คาดหมายไว้จะมีการทบทวน แผนการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การควบคุมและการปรับปรุงสามารถอธิบายได้อีกแบบหนึ่ง ก็คือ การทำ การวางแผน การกระทำ การตรวจสอบ และการแก้ไขซ้ำ การทำตามวงจรคุณภาพอย่างตั้งใจ และถูกต้องจะช่วย ให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำงาน เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้ำจะทำให้เกิดการปรับปรุง และระดับของผลลัพธ์จะ สูงขึ้นเรื่อยๆ งานส่วนใหญ่จะกระทำซ้ำในสิ่งที่เคยทำมาก่อน ถึงแม้ว่างานนั้น จะดูเหมือนว่าเป็นงานใหม่ทั้งหมด ก็ยังคงมีส่วนประกอบหลายส่วนที่เหมือนหรือคล้ายกับสิ่งที่เคยทำมาก่อน การปรับปรุงคุณภาพส่วนใหญ่จะเป็น


12 การพิจารณาวิธีการของงานที่กระทำซ้ำอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ตลอดจนมีการแก้ไข ความไร้ประสิทธิภาพ โทซาวะ (2544) กล่าวว่า วงจรคุณภาพ คือ กระบวนการทำงานที่เปรียบกับวงล้อที่เต็มไปด้วย ขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การดำเนินตามแผน การตรวจสอบ การปรับปรุงแก้ไข เมื่อวงล้อหมุนไป 1 รอบ จะทำให้ งานบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้และหากการดำเนินงานนั้นเกิดการสะดุด แสดงว่ามีบางขั้นตอน หายไป เช่น ส่วนของการวางแผนหายไป เรียกว่า ประเภทไม่มีแผนการ ถ้าในส่วนของการตรวจสอบหรือ ปรับปรุงแก้ไขหายไป จะเรียกว่าพวกทำแล้วทิ้ง ธีระชัย โสมเกษตรินทร์(2550) กล่าวว่า Deming (1980 : 112, อ้างถึงใน สมศักดิ์สินธุระเวชญ์2542 : 188 – 190) ได้กล่าวถึงหลักการบริหารตามกระบวนการพัฒนาคุณภาพวงจร PDCA มีกระบวนการบริหาร ตามลำดับ 4 ขั้นตอน ต่อไปนี้ 1) การวางแผน (Plan) การวางแผนจะช่วยพัฒนาความคิดต่างๆเพื่อนำไปสู่รูปและแบบที่เป็นจริงขึ้นมา ในรายละเอียดให้พร้อมในการเริ่มต้นลงมือปฏิบัติข้อกำหนดของการวางแผนมีดังนี้ 1.1) กำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน 1.2) กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย 1.3) กำหนดวิธีการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายให้ชัดเจน และถูกต้องแม่นยำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ 2) การปฏิบัติ (Do) ประกอบด้วยการทำงาน 3 ระบบ คือ 2.1) การวางกำหนดการ 2.1.1) การแยกแยะกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องกระทำ 2.1.2) กำหนดเวลาที่คาดว่าจะใช้ในกิจกรรมแต่ละอย่าง 2.1.3) การจัดสรรทรัพยากรต่างๆ 2.2) การจัดแบบเมททริกซ์ (Matrix Management) การจัดการแบบนี้สามารถช่วยดึง ผู้เชี่ยวชาญหลาย แขนงจากแหล่งต่างๆ มาได้และเป็นวิธีช่วยประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ 2.3) การพัฒนาขีดความสามารถในการทำงานของผู้ร่วมงาน 2.3.1) ให้ผู้ร่วมงานเข้าใจถึงงานทั้งหมด และทราบเหตุผลที่ต้องกระทำนั้นๆ 2.3.2) ให้ผู้ร่วมงานพร้อมในการใช้ดุลยพินิจอันเหมาะสมในการปฏิบัติงานด้วยความยืดหยุ่น ภายใต้ข้อจำกัดของแนวทางที่กำหนดไว้ 2.3.3) สอนให้ผู้ร่วมงานฝึกกระบวนการทางความคิด โดยการฝึกฝนด้วยการทำงาน (On - The - Job - Training) 2.3.4) พัฒนาให้เป็นคนมีความสามารถหลายๆ ด้าน 2.3.5) พัฒนาจิตใจรักการร่วมมือกัน 3) การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบทำให้รับรู้สถานการณ์ของงานที่เป็นอยู่เปรียบเทียบ กับสิ่งที่วางแผน ซึ่งมีกระบวนการ ดังนี้ 3.1) กำหนดวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ 3.2) รวบรวมข้อมูล


13 3.3) พิจารณากระบวนการทำงานเป็นตอนๆ เพื่อแสดงจำนวนและคุณภาพของผลงานที่ได้รับ ในแต่ ละขั้นตอนเปรียบเทียบกับที่ได้วางแผนไว้ 3.4) การรายงานจะเสนอผลการประเมิน รวมทั้งมาตรการป้องกันความผิดพลาด หรือความล้มเหลว 4) การแก้ปัญหา (Action) ผลของการตรวจสอบ หากพบว่าเกิดข้อบกพร่องขึ้น ทำให้งานที่ได้ ไม่ตรงตามเป้าหมาย หรือผลงานไม่ได้มาตรฐาน ให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามลักษณะปัญหาที่ค้นพบ 4.1) ถ้างานเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมาย ต้องแก้ไขที่ต้นเหต 4.2) ถ้าพบความผิดปกติใดๆ ให้สอบสวนค้นหาสาเหตุแล้วทาการป้องกันเพื่อมิให้ความผิดปกตินั้น เกิดขึ้นซ้ำอีก 4.3 ประโยชน์ของวงจรคุณภาพ (Deming Cycle) 4.3.1 เพื่อป้องกัน 1) การนำวงจรPDCA ไปใช้ทำให้ผู้ปฏิบัติมีการวางแผน การวางแผนที่ดีช่วยป้องกันปัญหา ช่วยลดความสับสนในการทำงาน ลดการใช้ทรัพยากรมากหรือน้อยเกินความพอดีลดความสูญเสียใน รูปแบบต่างๆ 2) การทำงานที่มีการตรวจสอบเป็นระยะ ทำให้การปฏิบัติงานมีความรัดกุม และแก้ไขปัญหา ได้อย่างรวดเร็วก่อนจะลุกลาม 3) การตรวจสอบที่นำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วไม่เกิดซ้ำหรือ ลดความ รุนแรงของปัญหา ถือเป็นการนำความผิดพลาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 4.3.2 เพื่อแก้ไขปัญหา 1) หากเราพบสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่สะอาด ไม่สะดวก ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ประหยัด เราควร แก้ปัญหา 2) การใช้PDCA เพื่อการแก้ไขปัญหาด้วยการตรวจสอบว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เมื่อพบปัญหา ก็นำมาวางแผนเพื่อดำเนินการตามวงจร PDCA ต่อไป 4.3.3 เพื่อปรับปรุง PDCA เพื่อการปรับปรุง คือไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา แต่เราต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ หรือวิธีการที่ดีกว่าเดิมอยู่เสมอ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม และเมื่อเราคิดว่าจะปรับปรุงอะไร ก็ให้นำ วงจร PDCA เป็นขั้นตอนในการปรับปรุงข้อสำคัญต้องเริ่ม PDCA ที่ตัวเองก่อนมุ่งไปที่บุคคลอื่น 5. บทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ 5.1 บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ: ระดับส่วนราชการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน/ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา/สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย/ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 5.1.1 แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีเลขาธิการเป็นประธานคณะกรรมการ และกรรมการอื่น ตามความ เหมาะสม 5.1.2 กำหนดนโยบาย แผนและแนวทางบริหารจัดการ กำกับ ติดตาม และดูแลช่วยเหลือ ผู้เรียนที่หลุด ออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา


14 5.1.3 ชี้แจง สร้างความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ นโยบาย แผนและแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อติดตาม ค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้กับหน่วยงาน ในสังกัดและภาคีเครือข่าย 5.1.4 ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัดทุกระดับ หน่วยงานที่ร่วมบันทึก ข้อตกลงความ ร่วมมือ (MOU) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการกำกับติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและ ออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอกระทรวงศึกษาธิการ เดือนละ 1 ครั้ง 5.1.5 กรณี หน่วยงานในการจัดการศึกษาติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และออก กลางคันแล้วไม่พบตัวผู้เรียน ให้ดำเนินการส่งต่อข้อมูลให้กับกระทรวงศึกษาธิการรวบรวม และส่งต่อ ข้อมูลให้กับ หน่วยงานที่ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินการติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุด ออกจากระบบ การศึกษาและออกกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป 5.2 บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ: ระดับจังหวัด 5.2.1 แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน/มีผู้แทนจากหน่วยงานที่ร่วม บันทึก ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จาก 12 หน่วยงานในพื้นที่เป็นกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงาน เขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ทุกจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ 5.2.2 ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของหน่วยงานทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา/สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย/สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัด เพื่อให้การ ดำเนินการ ติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ต่อไป 5.2.3 ให้คำปรึกษาและแนะนำการดำเนินงานตามนโยบายให้กับหน่วยงานทางการศึกษา 5.3 บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ: ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัด/ อาชีวศึกษาจังหวัด/สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด/ สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด 5.3.1 แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีหัวหน้าหน่วยงานเป็นประธานคณะกรรมการ และ กรรมการอื่นตามความ เหมาะสม 5.3.2 กำหนดแผนและแนวทางการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบ การศึกษาและ ออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และ ภาคเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 5.3.3 วิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันที่ ได้รับแจ้งจาก ส่วนราชการ พร้อมกำหนดแผนและแนวทางการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจาก ระบบการศึกษา และออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้สถานศึกษาในสังกัดทราบและถือปฏิบัติโดยบูรณาการกับ หน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง


15 5.3.4 ส่งเสริม สนับสนุน สถานศึกษาในสังกัด ในการติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบ การศึกษา และออกกลางคัน โดยวิเคราะห์สภาพปัญหา หาสาเหตุ วิธีการแก้ไขปัญหา เป็นรายบุคคล และ ดำเนินการให้ ผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ 5.3.5 ปฏิบัติงานร่วมกับสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 5.3.6 กำกับ ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวม ต่อส่วนราชการต้นสังกัด (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา/สำนักงานส่งเสริม การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย/สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน) และ กรรมการระดับจังหวัด เดือนละ 1 ครั้ง 5.4 บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ: ระดับสถานศึกษา 5.4.1 แต่งตั้งคณะทำงาน โดยมีองค์ประกอบของคณะทำงานเป็นไปตามบริบทของสถานศึกษา ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นประธาน เพื่อกำหนดแผนและแนวทางการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียน ที่หลุด ออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยบูรณาการกับหน่วยงาน ที่บันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ (MOU) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น 5.4.2 วิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันที่ได้รับแจ้ง จากหน่วยงานต้นสังกัด (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา/ ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัด/การศึกษาระดับอาชีวศึกษาจังหวัด/สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด/สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด) พร้อมกำหนด แผนและ แนวทางการดำเนินงานติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบ การศึกษา โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น 5.4.3 ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการลงพื้นที่ติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบ การศึกษาและออกกลางคัน โดยใช้ Mobile Application “พาน้องกลับมาเรียน” และเว็บไซต์ “พาน้องกลับมา เรียน” เป็นเครื่องมือในการติดตามและรายงานผล พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและ ออกกลางคัน โดยวิเคราะห์สภาพปัญหา และแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล และดำเนินการให้ผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบ การศึกษา พร้อมจัดทำแผนป้องกันผู้เรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา 5.4.4 ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และ ภาคีเครือข่าย ที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ในการติดตามค้นหาผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและ ออกกลางคัน ตลอดจนการ ดูแล ช่วยเหลือและส่งต่อ 5.4.5 สรุปและรายงานผลการดำเนินงาน ให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบ


16 6. การบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำ โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ด้วยการสร้าง ความร่วมมือและบูรณาการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกัน 12 หน่วยงาน ดังนี้ 1) กระทรวงศึกษาธิการ 2) กระทรวงมหาดไทย 3) กระทรวงสาธารณสุข 4) กระทรวงวัฒนธรรม 5) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 6) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 8) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 10) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใจราชอาณาจักร 11) กรุงเทพมหานคร 12) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา


17 บทที่ 3 การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจนจบหลักสูตร สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน.ได้มีการแจ้งขั้นตอนการดำเนินงานติดตามโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและ ความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ของสำนักงาน กศน. ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ.2565 เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดได้ใช้ในการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้


18 เด็กออกกลางคัน หมายถึง เด็กวัยเรียนภาคบังคับที่เคยเขาเรียนในสถานศึกษาแลว แตออกจาก สถานศึกษาระหว่างปไปโดยไมไปเรียนตอสถานศึกษาอื่นใด และไมกลับเขามาเรียนตามปกติได กอนที่จะจบ การศึกษาภาคบังคับ 9 ป โดยแบ่งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาออกกลางคัน ประกอบด้วย สาเหตุของนักเรียนออกกลางคัน 1. ฐานะยากจน 2. มีปญหาครอบครัว 3. สมรสแลว 4. มีปญหาการปรับตัว 5. ตองคดี / ถูกจับ 6. เจ็บปวย / อุบัติเหตุ 7. อพยพตามผูปกครอง (ไมรวมการยายออกไปเรียนที่สถานศึกษาอื่น) 8. หาเลี้ยงครอบครัว 9. กรณีอื่น ๆ 1.ด้านปัญหาความยากจน 1.1 จัดหาทุนเพื่อการศึกษา ค่าครองชีพ โดยประสานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จังหวัดนครศรีธรรมราช (พมจ.จังหวัดนครศรีธรรมราช) 1.2 จัดส่งเสริมอาชีพให้แก่นักศึกษาตามกลุ่มเป้าหมาย โดย กศน.อำเภอ/กศน.ตำบล 1.3 หางานให้ผู้ปกครองเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือให้ผู้ปกครองเข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ของกศน.ตำบล 1.4 ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยสร้างผลิตภัณฑ์ใช้เองในครอบครัว เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ เป็นต้น 1.5 ส่งเสริม สนับสนุน ครอบครัวของนักศึกษาในด้านเศรษฐกิจพอเพียง ผักสวนครัว รั้วกินได้ 1.6 จัดให้ผู้เรียน ศึกษา ณ กศน.ตำบลใกล้บ้าน กรณีนักศึกษายากจนและต้องเดินทางไกล ๒. ด้านปัญหาครอบครัว 2.1 ลดช่องว่างระหว่างครูกับนักศึกษา โดยครูให้ความรักและเอาใจใส่ สนใจ ดูแล ให้คำปรึกษาในทุกด้าน 2.2 ให้ความรู้ผู้ปกครองในด้านการศึกษา ความสำคัญของการศึกษา จิตวิทยาในการปกครองดูแล นักศึกษาในภาวะที่ครอบครัวมีปัญหา 2.3 ครู ให้คำแนะนำ เพื่อแก้ไขปัญหาให้นักศึกษาอย่างทันท่วงที 2.4 พูดคุยกับผู้ปกครอง แนะนำให้ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด และไม่ควรสร้างแรงกดดันให้นักศึกษา ส่งเสริม ให้นักศึกษาได้รับการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด


19 2.5 ให้ครูสวมบทบาทเป็นพ่อและแม่ เพื่อให้ความอบอุ่นดูแลนักศึกษาที่มีปัญหา 2.6 สถานศึกษาประชุมหารือกับชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ครอบครัวร่วมแก้ปัญหาร่วมกัน 3.ด้านปัญหาเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน 3.1 กรณีนักศึกษาออกจากในระบบสถานศึกษา เมื่อมาศึกษาในระบบ กศน. ให้ทุกผ่ายร่วมมือกันดูแล ช่วยเหลือนักศึกษาดังกล่าวอย่างทั่วถึง ทั้งครู ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง ไม่ให้ มีการพูดซ้ำเติมนักศึกษาที่ผิดพลาดไป แล้ว 3.2 สถานศึกษาสอดแทรกความรู้ในรายวิชาเพศศึกษาให้แก่นักศึกษา 4. ปัญหาความเจ็บป่วย/อุบัติเหตุ 4.1 ผู้บริหารสถานศึกษา/ครู กศน. ควรไปเยี่ยมบ้านนักศึกษาด้วยตนเอง และชวนเพื่อนครูไปเยี่ยม นักศึกษาที่บ้าน เพื่อสร้างขวัญกําลังใจ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดี 4.2 กรณีนักศึกษาเกิดอุบัติเหตุ สถานศึกษาควรเข้าไปช่วยเหลืออํานวยความสะดวกในการเข้า รักษาพยาบาล โดยด่วน 4.3 หมั่นติดตามถามข่าวหรือเยี่ยมนักศึกษาบ่อยเท่าที่ทําได้ 4.4 แจ้งผู้ปกครองให้ทําประกันหมู่ให้กับนักเรียนในสังกัด โดยวิธี - ผู้ปกครองออกค่าเบี้ยประกันทั้งหมด - ใช้งบประมาณค่ารายหัวนักเรียนทั้งหมด - ผู้ปกครองและนักเรียนร่วมกันออกค่าเบี้ยประกัน 4.5 ตรวจสุขภาพประจําปี โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล และส่งต่อกรณีเจ็บป่วยหนัก 5. ปัญหาอพยพตามผู้ปกครอง 5.1 แจ้งระเบียบการย้ายสถานที่เรียน 5.2 ติดตามสถานศึกษาปลายทางการเข้าเรียนของนักเรียน 5.3 สร้างความตระหนักในเรื่องความสามัญทางการศึกษาให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับทราบ 5.4 ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยติดตามผู้ปกครองที่อพยพบ่อย ๆ เพื่อติดตามการ เข้าเรียนของนักเรียน 6. ปัญหาการเรียนการสอน 6.1 ผู้บริหารประชุมครู และสร้างจิตสํานึกให้ครูมีความเป็นครูที่มีคุณธรรม สละเวลาสอนซ่อมให้นักศึกษา ที่มีปัญหาในการเรียน 6.2 คัดกรองนักศึกษา ศึกษาปัญหานักศึกษาเป็นรายบุคคล แยกประเภทนักศึกษา และดูแลนักศึกษาตาม สภาพปัญหาครูและผู้ปกครองร่วมมือกันศึกษาปัญหาที่มีและร่วมมือกันแก้ไขปัญหา 6.3 ครูสร้างนวัตกรรมและบรรยากาศการเรียนการสอนที่เร้าความสนใจของนักศึกษา กระตุ้นให้นักศึกษา สนใจการเรียนให้นักศึกษาทําแบบฝึกหัดง่ายๆ หรือบูรณาการเรื่องการให้การบ้านสลับวิชากันไปแต่ละสัปดาห์ 6.4 จัดกิจกรรมที่ให้นักศึกษาได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งศักยภาพอย่างเต็มที่ มีการมอบรางวัลเพื่อให้ นักศึกษา


20 ภาคภูมิใจ 6.5 จัดหาสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เพียงพอกับจํานวนนักศึกษา จัดแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอก สถานศึกษา ให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน 7. ปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพ เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน เช่น การเลี้ยงปลา กบ ปูนา ปลูกพืชผัก สวนครัวทําอาหารพร้อมจําหน่าย การทําปุ๋ยหมัก การฝึกทักษะนวดแผนไทย ฝึกทักษะการซ่อมแซมเครื่องยนต์เล็ก ติดตั้งซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ซึ่งจะทําให้มีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องออกจากระบบ การศึกษาการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือนักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ เรียนจบหลักสูตร จำนวนนักศึกษาออกกลางคัน สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน. ได้ส่งข้อมูลจำนวนักศึกษาตหล่น ตามโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า นักศึกษาที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องดำเนินการติดตามนักศึกษาที่หลุดจากระบบให้เข้าสู่ระบบ การศึกษาทั้งสิ้น 188 คน รายละเอียดดังนี้


21 โดยสรุปการสำรวจโครงการพบว่า จากข้อมูลนักศึกษาจำนวน 188 คน แบ่งแยกประเภทนักศึกษา ได้ดังนี้ 1. กำลังศึกษา กศน. จำนวน 103 คน 2. ศึกษาต่อที่อื่น จำนวน 5 คน 3. ย้ายที่อยู่อาศัย จำนวน 26 คน 4. ไม่พบตัวตน จำนวน 37 คน 5. หมดสภาพ จำนวน 3 คน 6. รักษาสภาพ จำนวน 9 คน 7. ลาออก จำนวน 5 คน


22 ตารางรายชื่อของนักศึกษาที่หลุดออกจากระบบ กศน. (จังหวัดนครศรีธรรมราช) สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนนักศึกษาที่หลุดจากระบบ จำนวน 80 คน ดังนี้ ศธ. ร่วมใจพาน้องกลับมาเรียน ลำดับ รหัส สถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา เลข ประจำตัว ชื่อ นามสกุล 1 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6212002388 นัฐธิดา สุธาโพชน์ 2 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002597 กิตติพงศ์ นภาพัน 3 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6113003479 ณรงค์ สีมาทอง 4 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 5922001315 เพชรจรี อมรลักษณ์ 5 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002944 ปัทมา เหล็กเพชร 6 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 5912001523 พีรวัฒน์ นิลจินดา 7 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 5921000119 อำนวย ดอนกลาย 8 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6013002116 กษัด์เดช มากแจ้ง 9 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6212001783 ฮากิม ตอกอ 10 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112003177 ศราวุฒิ เสนนวล 11 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012001675 กิจชจร รู้แจ้ง 12 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6013002581 จุฑารัตน์ บัวเทพ 13 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 5921000128 อดุลย์ แซ่ตั้น 14 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112002947 เอกชัย ไกรแก้ว 15 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112002808 วิมลศักดิ์ ทองหนู 16 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6013003551 กมลวรรณ แตงกวารัมย์ 17 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002748 ณัฐพล ศรีหอม 18 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002216 หยาดพิรุณ รัญจวญจิต 19 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002953 นัตชา เหล็กเพชร 20 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112003551 เมธี แก้วบางพระ 21 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012003044 วศิน มิตรกูล 22 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112003542 ธีรภัทร คงเมือง 23 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6012002935 สรวิทย์ คุ้มวงศ์ 24 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6212002034 ต่วนฮาบูอาชัน ต่วนกือจิ


23 ศธ. ร่วมใจพาน้องกลับมาเรียน ลำดับ รหัส สถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา เลข ประจำตัว ชื่อ นามสกุล 25 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6212001822 นิอาซูวัน ดีแม 26 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112002974 ชุติพนธฮ ไกรพลรักษ์ 27 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6112002330 สุวิทย์ ภูมี 28 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 5913002046 นารีรัตน์ เกตุเกลี้ยง 29 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 6212002490 ณัฐพล จำเนียร 30 1280020000 กศน.อำเภอพรหมคีรี 5912000329 นริศ จันพลโท 31 1280030000 กศน.อำเภอลานสกา 5923000177 อติวิชญ์ ยอดไชย 32 1280050000 กศน.อำเภอพิปูน 5922000163 บังอร เพชรประพันธ์ 33 1280070000 กศน.อำเภอชะอวด 5921000010 ธีรภัทร์ ปัญจเชษฐกุล 34 1280080000 กศน.อำเภอท่าศาลา 6023000738 วีรยุทธ ดำจันทร์ 35 1280080000 กศน.อำเภอท่าศาลา 5823001130 ศิริชัย แขกเต้ 36 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6123003281 กรกช รัตนคช 37 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6213002422 ต่วนฮาฟีส ลอยากามาเจาะ 38 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6013002976 เนาวนิตย์ ประพฤติชอบ 39 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6112002640 ศักรินทร์ ไชยจินดา 40 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6013001447 กมลชนก โททอง 41 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 5922001399 ณัฐธพงษ์ เพ็ชรศรีทอง 42 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 5923003686 ปิยะนันท์ รักศรีทอง 43 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6212002317 ปุณณวิชญ์ หมุดหมัด 44 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6023002601 ปรีดาภรณ์ ชุมคงดำ 45 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6112002341 ศุภโชค สัสดี 46 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6212002513 ภูวนัย ตรีไชย 47 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6222001755 นันทกร ส่งแสงแก้ว 48 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6212002885 สมพงศ์ สัมฤทธิ์ 49 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง 6212002894 สิโรดม วงศ์สวัสดิ์ 50 1280100000 กศน.อำเภอนาบอน 5712000340 ภาณุวัฒน์ แต้มเพชร


24 ศธ. ร่วมใจพาน้องกลับมาเรียน ลำดับ รหัส สถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา เลข ประจำตัว ชื่อ นามสกุล 51 1280100000 กศน.อำเภอนาบอน 5912000289 พีรพัฒน์ รอดคุ้ม 52 1280100000 กศน.อำเภอนาบอน 5812000035 รัตนพงศ์ ราชคงแก้ว 53 1280110000 กศน.อำเภอทุ่งใหญ่ 5812000539 ทัศพงค์ รัตนบุรี 54 1280140000 กศน.อำเภอสิชล 6023000999 วิวัฒน์ชัย สุขสวัสดิ์ 55 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 6022000734 สว่าง พลนิกร 56 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5913000334 ปริญญา ยิ่งกันทา 57 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5923000461 โสภิดา พืชทอง 58 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 6012000081 อนุวัต เลื่อนลอย 59 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5922000413 ณัฎฐวุฒิ ภักดี 60 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5922000141 อุษา โต๊ะรามัญ 61 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5913000820 สหรัฐ ทองแก้ว 62 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5922000619 ธีรภัทร บุญรอด 63 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5923000425 ปิยนุช ทิณกร 64 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร 5913000174 ธนวัฒน์ ละอองแก้ว 65 1280170000 กศน.อำเภอบางขัน 5812000131 สุรินทรณ์ เอี่ยมอักษร 66 1280190000 กศน.อำเภอจุฬาภรณ์ 5822000350 ทนงศักดิ์ คงโอ 67 1280190000 กศน.อำเภอจุฬาภรณ์ 5822000341 ธนาทิตย์ ทองบุญยัง 68 1280190000 กศน.อำเภอจุฬาภรณ์ 5822000583 ปฐพี อ้นทอง 69 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221001220 สมโชค อุปการแก้ว 70 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221000915 สุนิษา แก้วพินิจ 71 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221001239 อภิเชษฐ์ แก้ววิหค 72 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221000933 เปรมฤดี ยอดแก้ว 73 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6311001301 อุไรวรรณ จันเมธา 74 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221001211 อนันต์ทศักดิ์ เมฆาระ 75 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221000988 วนิดา ดวงมุสิก 76 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6311001431 จารุวรรณ ชลสาคร


25 ศธ. ร่วมใจพาน้องกลับมาเรียน ลำดับ รหัส สถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา เลข ประจำตัว ชื่อ นามสกุล 77 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6311001440 สิริวรรณ ทิพย์เสภา 78 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม 6221000942 พัชรี เจริญเลิศ 79 1280230000 กศน.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 5922000431 เสกสรรค์ บุญจอง 80 1280230000 กศน.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 5921000045 สุธาทิพย์ สังเรือง


จังหวัดนครศรีธรรมราช พบนักศึกษาที่หลุดจากระบบการศึกษา ประกอบด้วย 7 สถานศึ ศธ. ร่วมใจพ รหัส สถานศึกษา ตำบล อ 1280020000 กศน.อำเภอพรหมคีรี พรหมโลก พ 1280030000 กศน.อำเภอลานสกา ท่าดี ล 1280050000 กศน.อำเภอพิปูน พิปูน 1280070000 กศน.อำเภอชะอวด ชะอวด ช 1280110000 กศน.อำเภอทุ่งใหญ่ ท่ายาง ท 1280140000 กศน.อำเภอสิชล สิชล 1280170000 กศน.อำเภอบางขัน บ้านลำนาว บ 1280080000 กศน.อำเภอท่าศาลา ท่าศาลา ท่ 1280230000 กศน.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สวนหลวง เฉลิม 1280100000 กศน.อำเภอนาบอน นาบอน น 1280190000 กศน.อำเภอจุฬาภรณ์ ทุ่งโพธิ์ จุฬ 1280160000 กศน.อำเภอหัวไทร หัวไทร ห 1280200001 กศน.อำเภอพระพรหม นาสาร พร 1280090000 กศน.อำเภอทุ่งสง ปากแพรก 1280010000 กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช คลัง เมืองนค รวม


26 ศึกษา ดังนี้ พาน้องกลับมาเรียน อำเภอ จังหวัด หน่วยงาน จำนวนนักเรียนที่หลุดจากระบบ รหมคีรี นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 านสกา นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 พิปูน นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 ชะอวด นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 ทุ่งใหญ่ นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 สิชล นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 บางขัน นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 1 ท่าศาลา นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 2 พระเกียรติ นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 2 นาบอน นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 3 ฬาภรณ์ นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 3 หัวไทร นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 10 ระพรหม นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 10 ทุ่งสง นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 14 รศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน. 29 80


27 บทที่ 4 ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน ของสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช 1. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจัดทำแผนและแนวทางการบริหารจัดการ กำกับ ติดตาม และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมทั้ง ดำเนินการจัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 23 แห่ง เพื่อมอบแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการดำเนินงานตามแผนและแนวทางการบริหารจัดการ กำกับ ติดตามและดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยบุคลากรผู้รับผิดชอบงาน การศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมประชุมและรับฟังการมอบนโยบายการ ดำเนินงานติดตาม ค้นหาผู้เรียน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาโครงการส่งเสริมโอกาส


28 ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ผ่านโปรแกรม Microsoft Teams 2. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2565 ที่ 042/2565 ลงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565 3. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อชี้แจงแนว ทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2565 และการติดตาม ผู้เรียนในพื้นที่ ณ ห้องประชุมประชุมราชพฤกษ์ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่งการติดตามเป็น 3 ระยะ เพื่อทราบถึงความก้าวหน้าของการ ดำเนินงานในการขับเคลื่อนติดตามนักศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และรับฟังสภาพปัญหาในการดำเนินงานของ โครงการในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน


29 4. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับสำนักงาน กศน.จังหวัด เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการใช้งาน แอพลิเคชั่น “พาน้องกลับมาเรียน” ผ่านโปรแกรม Microsoft Teams ในวันที่ 3 มีนาคม 2565 5. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับสำนักงาน กศน.จังหวัด ดำเนินการจำแนกจำนวนผู้เรียนตาม กลุ่มเป้าหมายจากในระบบ https://dropout.edudev.in.th/ เป็นสารสนเทศแยกแต่ละสถานศึกษา 6. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการจัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน”และการใช้งานแอพลิ เคชั่น กลุ่มเป้าหมายได้แก่ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูกศน.ตำบล ครูผู้สอนคนพิการ ในวันที่ 4 มีนาคม 2565 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงาน กศน.นครศรีธรรมราช เร่งขับเคลื่อน โครงการ"พาน้องกลับมาเรียน" และโครงการปัก หมุด" กลยุทธิ์: รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น” เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 เวลา 09.00 น. โดยนายเรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการส่งเสริม โอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา "พาน้องกลับมาเรียน" และโครงการปักหมุด เพื่อสร้างโอกาศ ทางการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกลุ่มเป้าหมายได้แก่ ตัวแทนครูและบุคลากรจากสถานศึกษาทั้ง 23 แห่ง ในสังกัด สำนักงาน กศน.จังหวัด นครศรีธรรมราช เพื่อรับแนวทางในการดำเนินงานและขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อตอบสนองนโยบายของเลขาธิการ กศน. ที่มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของนรัฐบาลและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางตรีนุช เทียนทอง) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นาง กนกวรรณ วิลาวัลย์) ในการแก้ปัญหานักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษากลับมาเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อลดความ เหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและได้มอบหมายนายจิรายุ เวชศาสตร์ นักวิชาการศึกษา ปฏิบัติการ ชี้แจงการใช้งานเว็บไซต์ โครงการพาน้องกลับมาเรียน และโครงการปักหมุด ตลอดจนวิธีการดำเนินงาน ของสถานศึกษาเพิ่มเติม


30 7. สถานศึกษาในสังกัดทั้ง 23 แห่ง นำนโยบายของสำนักงาน กศน.และแนวทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนขยายผลในสถานศึกษา ติดตาม นักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่หลุดออกจากระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบ การศึกษา 8. ครูและบุคลากรของสถานศึกษาลงทะเบียน ผ่าน https://dropout.edudev.in.th/ และติดตั้ง แอพลิเคชั่น 9. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับสำนักงาน กศน.จังหวัด อนุมัติผู้ที่ลงทะเบียนผ่านระบบ 10. ครูและนักศึกษา ลงพื้นที่ติดตาม/สำรวจ นักศึกษา ในพื้นที่ ตามรายชื่อนักศึกษาที่รับผิดชอบ 11. ครูและบุคลากรผู้รับผิดชอบ รายงานข้อมูลผ่าน https://dropout.edudev.in.th/ พร้อมทั้ง ปักหมุดตามพื้นที่ ที่พบติดตามพบตัวผู้เรียน ผ่านแอพลิเคชั่น “พาน้องกลับมาเรียน”


31 12. สถานศึกษาลงพื้นที่ติดตามผู้เรียน ส่งต่อผู้เรียน และสรุปผลการติดตาม ค้นหาผู้เรียน 13. ส่งต่อข้อมูลผู้เรียน กศน.ที่ติดตามแล้ว - พบตัว กรณีต้องการศึกษากับหน่วยงานอื่น จำนวน 0 คน - ไม่พบตัว ส่งต่อให้หน่วยงานภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามค้นหา ผู้เรียน กศน.ต่อไป ตามตารางดังแนบ 14.สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช สรุปผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานที่ระบุ เป้าหมาย และ กิจกรรมการดำเนินงานภายในระยะเวลาที่ สำนักงาน กศน.กำหนดและจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ตลอดจนมีการสรุปผลและติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง


32 ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ของสำนักงาน กศน. ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ.2565 3. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราชและสถานศึกษา มีการชี้แจง สร้างความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์แผนและแนวทางการบริหารจัดการให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย - สถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมชี้แจง สร้างความเข้าใจแก่ครู บุคลากรในสถานศึกษาและผู้เรียน โดยสถานศึกษาในสังกัดนำแนวทางการดำเนินงานโครงการพาน้องกลับมาเรียน ขยายผลในสถานศึกษาและประชาสัมพันธ์ลงในพื้นที่


33 4. มีการจัดส่ง“คู่มือพาน้องกลับมาเรียน”ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการ ทำงานทุกระดับ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจัดประชุมคณะขับเคลื่อนดำเนินงานและจัดส่งคู่มือพาน้อง กลับมาเรียน ไปยังสถานศึกษาในสังกัด ทั้ง 23 อำเภอ 5. สถานศึกษามีการสมัครใช้งานแอปพลิเคชัน “พาน้องกลับมาเรียน” สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยประชุมตัวแทน/ผู้รับผิดชอบ งานระดับ กศน.อำเภอ โดยติดตั้ง ครบทั้ง 23 อำเภอ แอปพลิเคชัน “พาน้องกลับมาเรียน” โดยเปิดบัญชีทั้งสิ้น 133 คน เพื่อติดตาม นักศึกษาที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา


34 6. สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการอบรมขยายผลการใช้งานแอปพลิเคชัน “พาน้อง กลับมาเรียน” ระดับอำเภอและระดับตำบล สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยประชุมตัวแทน/ผู้รับผิดชอบ งานระดับ กศน.อำเภอ โดยติดตั้ง ครบทั้ง 23 อำเภอ แอปพลิเคชัน “พาน้องกลับมาเรียน” โดยเปิดบัญชีทั้งสิ้น 133 คน สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการกำกับติดตาม โดยใช้ Application “พาน้องกลับมา เรียน” เป็นเครื่องมือลงพื้นที่ สำรวจ ติดตาม ค้นหา นักเรียน/นักศึกษาที่หลุดระบบ และรายงานผลผ่านเว็บไซต์ http://dropout.edudev.in.th 1. ข้อมูลผลการปฏิบัติ 11.1 จำนวนผู้เรียนเป้าหมาย 80 (คน) 11.2 ติดตามพบตัว 55 (คน) 11.3 ยังไม่ได้ติดตาม 0 (คน) 11.4 ติดตามแล้วไม่พบตัว 25 (คน) (กลุ่มทหารปลดประจำการ นักศึกษาเรือนจำ ไปทำงานนอกสถานที่) 11.5 พบตัว แต่ไม่อยู่ในรายชื่อ 0 (คน)


35 โดยข้อมูลการติดตามสำรวจนักศึกษาหลุดอออกจากระบบการศึกษา (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2565) สถานะ “พบตัวตน” จำนวน 55 คน นั้น แบ่งสาเหตุและความต้องการความช่วยเหลือ พบว่า สาเหตุปัญหา: 1. ความจำเป็นทางครอบครัว จำนวน 15 คน 2. ความพิการ จำนวน 2 คน 3. จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์จะเข้าเรียนต่อ จำนวน 1 คน 4. ปัญหาการปรับสภาพตัวเองในสังคม จำนวน 1 คน 5. ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ไม่พอเพียง จำนวน 1 คน 6. ย้ายถิ่นที่อยู่ จำนวน 7 คน 7. เรียนในสังกัดเดิม จำนวน 7 คน 8. สภาพของครอบครัว จำนวน 3 คน 9. สุขภาพอนามัย จำนวน 3 คน 10. อยู่ในกลุ่มเสี่ยง จำนวน 2 คน 11.อายุพ้นเกณฑ์และไม่ประสงค์เรียนต่อ จำนวน 13 คน ความต้องการ : 1. ไม่มี/ไม่ต้องการ จำนวน 32 คน 2. ความต้องการด้านการเรียน จำนวน 1 คน 3. ครอบครัวลำบาก ต้องช่วยที่บ้านทำงาน จำนวน 1 คน 4. ชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยังไม่ครบ จำนวน 1 คน 5. ความต้องการด้านอาชีพ จำนวน 1 คน 6. สนใจเรียนในภาคเรียนถัดไป จำนวน 8 คน 7. สนใจเรียนในอนาคต จำนวน 10 คน 8. ศึกษาต่อในระดับ ม.ปลาย จำนวน 1 คน


โดยข้อมูลการติดตามสำรวจนักศึกษาหลุดอออกจาก สถานะ “ติดตามแล้วไม่พบตัวตน” จำนวน 25 คน นั้น สาเหตุ : 1. ย้ายถิ่นที่อยู่ จำนวน 24 คน 2. ความจำเป็นทางครอบครัว จำนวน 1 คน ความต้องการ: 1. ไม่มี/ระบุ จำนวน 12 คน 2. ลาออกจากสถานศึกษา จำนวน 1 คน 3. ไปทำงานนอกสถานที่ จำนวน 1 คน 4. นักศึกษาเรือนจำ(พ้นโทษ) จำนวน 2 คน 5. ทหารปลดประจำการ/ย้ายภูมิลำเนา จำนวน 9 คน


36 ระบบการศึกษา (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2565) น แบ่งสาเหตุและความต้องการความช่วยเหลือ พบว่า


37


38


39 บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา "พาน้องกลับมาเรียน” ของ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการนำนโยบายชองกระทรวงศึกษาธิการ มาขับเคลื่อนภายใต้ส่งเสริมโอกาสความ เสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา "พาน้องกลับมาเรียน”สรุปได้ว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการช่วยเหลือ นักศึกษากลุ่มเป้าหมายสถานะติดตามพบตัวตน จำนวน 55 คน พบว่า มีนักศึกษาที่ไม่ประสงค์ศึกษาต่อ จำนวน 31 คน และสามารถ ติดตามและการนำนักศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษา ของ กศน. ครบจำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 43.63 สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการรับการส่งต่อนักเรียนจากกหน่วยงานอื่น เพื่อนำเข้าระบบการศึกษาของ กศน.จำนวนทั้งสิ้น 54 คน ดังนี้


40


41


Click to View FlipBook Version