The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wongsachaid, 2021-07-08 01:25:52

บทที่ 1 การพัฒนาการของร่างกาย

การพัฒนาการของร่างกาย

1

บทที่ 1
การพฒั นาการของรางกาย

สาระสาํ คัญ
พฒั นาการของรา งกายของมนุษยตอ งเปนไปตามวยั ทกุ คนจําเปนตอ งเรียนรใู หเ ขา ใจ

ถึงโครงสรา ง หนา ที่ และการทํางานของระบบอวัยวะทส่ี ําคญั ในรา งกายรวมถึงการปอ งกนั ดูแลรกั ษา
ไมใหเกิดการผิดปกติ เพื่อใหพัฒนาการของรางกายท่ีเปล่ียนแปลงตามวัยมีความสมบูรณท้ังดาน
รา งกาย จติ ใจ อารมณ สังคม และสติปญ ญา

ผลการเรยี นรูทคี่ าดหวัง
1. อธบิ ายโครงสราง หนาที่ และการทํางานของระบบอวยั วะสําคญั ของรางกาย
2. บอกวิธปี ฏิบตั ิตนในการดูแลรกั ษาและปองกันอาการผิดปกติของระบบอวัยวะท่ี

สําคญั
3. อธบิ ายการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยไ ด
4. อธิบายพัฒนาการและการเปล่ียนแปลงของมนุษยในดานตา ง ๆ ได

ขอบขา ยเนอื้ หา
เรอ่ื งท่ี 1 โครงสราง หนา ทีแ่ ละการทาํ งานของระบบตา ง ๆ ท่สี ําคญั ของรางกาย

และการดูแลรกั ษาการปอ งกนั ความผิดปกติของระบบอวยั วะ
เรื่องท่ี 2 ปจ จัยทมี่ ีผลตอการเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย
เร่อื งที่ 3 พฒั นาการและการเปล่ยี นแปลงตามวัย

2

เรอ่ื งท่ี 1 โครงสรา ง หนา ที่และการทาํ งานของระบบตาง ๆ ที่สําคัญของรางกาย และการดูแลอวัยวะ
รักษาและการปองกนั ความผิดปกตขิ องระบบอวัยวะ
รางกายของมนุษยประกอบขึ้นจากหนวยเล็กท่ีสุด คือ เซลลจํานวนหลายพันลาน

เซลล เซลลท ม่ี โี ครงสรางและหนา ท่ีคลา ยคลงึ กนั มารวมเปน เน้อื เยื่อ เน้ือเยื่อมีหลายชนิด แตละชนิด
เมอ่ื มาประกอบกนั จะเปนอวัยวะ อวยั วะทที่ ําหนา ทป่ี ระสานสัมพนั ธก ันรวมเรยี กวา ระบบในรา งกาย
มนุษย ประกอบดว ยระบบการทํางานทัง้ สิ้น 10 ระบบ แตละระบบมกี ารทาํ งานที่ประสานสัมพนั ธก นั
กลไกทาํ งานของรา งกายมีการทํางานที่ซบั ซอ น โดยมีระบบประสาทรวมท้ังฮอรโมนจากระบบตอม
ไรท อเปน หนว ยควบคมุ การทํางานของรา งกาย

3

อวยั วะตาง ๆ ของรา งกายน้นั มมี ากมาย มีทัง้ อวยั วะทีเ่ รามองเหน็ ซึ่งสวนใหญจะอยู
ภายนอกรางกาย และอวยั วะทเี่ รามองไมเห็นซงึ่ อยูภายในรา งกายของคนเรา

การทํางานของระบบอวยั วะตา ง ๆของรา งกาย ประกอบดวยโครงสรางท่ีสลับซับซอนย่ิง
กวาเคร่อื งยนตกลไกทีม่ นุษยสรา งขน้ึ เปน อยางมาก ธรรมชาตไิ ดสรา งระบบอวัยวะตางๆของรา งกายอยา งนา
พศิ วง พอจําแนกไดเปน10ระบบ ซง่ึ แตละระบบกจ็ ะทาํ งานไปตามหนาที่ และมีความสมั พันธตอกันในการ
ทาํ งานอยางวเิ ศษสุด ระบบอวยั วะตาง ๆของรางกายทง้ั 10 ระบบ มดี งั น้ี

1. ระบบผวิ หนัง (Integumentary System)
2. ระบบโครงกระดกู (Skeletal System)
3. ระบบกลา มเนื้อ (Muscular System)
4. ระบบยอยอาหาร (Digestive System)
5. ระบบขบั ถา ยปส สาวะ (Urinary System)
6. ระบบหายใจ (Respiratory System)
7. ระบบไหลเวียนเลอื ด (Circulatory System)
8. ระบบประสาท (Nervous System)
9. ระบบสบื พนั ธุ (Reproductive System)
10. ระบบตอมไรทอ (Endocrine System)
ระบบอวัยวะที่จัดวาเปนระบบโครงสรางพื้นฐานของรางกาย คือ ระบบผิวหนัง
ระบบโครงกระดูก และระบบกลามเนื้อ ระบบอวัยวะทงั้ 3 มีความเก่ียวของสัมพนั ธ กลา วคอื ระบบ
ผิวหนังทําหนาที่ปกคลุมรางกาย ซ่ึงรวมท้ังการหุมหอปองกันอันตรายระบบโครงกระดูกและ
กลา มเนือ้ ดว ย สาํ หรับระบบกระดูกทําหนาท่ีเปนโครงรางของรางกาย เปนที่ยึดเกาะของกลามเนื้อ
เมือ่ กลามเนอ้ื หดตัวทาํ ใหร า งกายสามารถเคล่ือนไหวสวนตาง ๆ ได ระบบท้ัง 3 นอกจากมีการทํางาน
เก่ียวขอ งกันและตอ งทาํ งานประสานกับระบบอน่ื ๆ อกี ดว ย
ในชั้นนี้จะกลาวถึงการทํางานของระบบอวัยวะ 4 ระบบ คือระบบผิวหนัง ระบบกลามเนื้อ ระบบ
กระดกู และระบบไหลเวยี นโลหติ

1. ระบบผวิ หนงั
ผวิ หนังเปนอวัยวะที่หอหุมรา งกาย

เซลลช ้นั บนมกี ารเปล่ียนแปลงท่ีสาํ คัญคือ มีเคอราทิน
(Keratin) ใสและหนา มีความสําคญั คือ ปองกันนํ้าซมึ
เขา สรู า งกาย การเปล่ียนแปลงทีท่ ําใหเกดิ เคอราทนี
เรียกวา เคอราท-ี ไนเซซนั (Keratinization) ตัวอยา ง
อวยั วะที่เกิดกระบวนการดังกลาว เชน ฝา มือ ฝาเทา

4

ผิวหนังประกอบดวย 2 สวน คือ สวนที่อยูบนพื้นผิว เรียกวา หนังกําพรา
(Epidermis) สวนทีอ่ ยลู กึ ลงไป เรียกวา หนังแท (Dermis)

1. หนังกําพรา (Epidermis) เปนผิวหนังสวนบนสุด ประกอบดวยเซลลบาง ๆ ตรง
พืน้ ผวิ ไมมนี ิวเคลียส และจะเปน สวนท่ีมีการหลุดลอกออกเปนขี้ไคล แลวสรางเซลลข้ึนมาทดแทน
อยูเสมอสวนตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชั้นผิวหนังกําพรา ไดแก เล็บมือ เล็บเทา ขน และผม สวนเซลล
ชนั้ ในสดุ ทีท่ าํ หนา ท่ผี ลิตสผี วิ (Melanin) เรียกวา สเตรตมั เจอรมนิ าทิวมั (Stratum Germinativum)

2. หนงั แท (Dermis) ผิวหนังแทอ ยูใตผ วิ หนังกาํ พรา หนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร
ประกอบดว ย เนือ้ เยอ่ื เก่ยี วพัน 2 ชน้ั คอื

2.1 ชนั้ บนหรือชน้ั ตน้ื (Papillary Layer) เปน ชั้นทน่ี ูน ยน่ื เขามาแทรกเขาไปใน
หนังกาํ พรา เรียกวา เพบ็ พิลารี (Papillary) มีหลอดเลือด และปลายประสาทฝอย

2.2 ชนั้ ลางหรือชนั้ ลึก (Reticular Layer) มีไขมันอยู มีรากผมหรือขนและตอม
ไขมนั (Sebaceous Glands) อยูใ นชนั้ น้ี

ความสําคญั ของระบบผวิ หนงั
1. เปน สวนท่หี อหมุ รา งกาย สาํ หรับปองกันอันตรายตาง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะ

ใตผ ิวหนัง
2. เปน อวยั วะรบั สัมผสั ความรสู ึกตา ง ๆ เชน รอ น หนาว
3. เปนอวยั วะขบั ถา ยของเสยี เชน เหงือ่
4. เปนอวัยวะท่ีชวยขับสงิ่ ตาง ๆ ทอ่ี ยใู นตอ มของผิวหนงั ใหเปน ประโยชนต อรางกาย

เชน ขบั ไขมันไปหลอ เลย้ี งเสน ขนหรือผมใหเงางาม
5. ชวยเปนสวนปองกนั รังสตี าง ๆ ไมใหเปน อันตรายตอรา งกาย

5

6. ชวยควบคุมความรอนในรางกายใหคงที่อยูเสมอ รางกายขณะปกติอุณหภูมิ 37
องศาเซลเซียส หรือ 98.7 องศาฟาเรนไฮต หรอื ถา อากาศอบอา วเกนิ ไปก็จะระบายความรอนออกทาง
รูขมุ ขน

การสรา งเสรมิ และดาํ รงประสิทธิภาพการทาํ งานของระบบผวิ หนัง
ผิวหนังเปน อวยั วะภายนอกท่ีหอหุมรางกาย ชวยสงเสริมบุคลิกภาพของบุคคลและ

บงบอกถึงการมีสขุ ภาพทด่ี แี ละไมดขี องแตล ะคนดว ย เชน คนทม่ี สี ุขภาพดี ผวิ หนังหรือผิวพรรณจะ
เตง ตงึ สดใส แข็งแรง ซงึ่ จะตรงกนั ขามกับผูท่ีมีสุขภาพไมดีหรือเจ็บปวย ผิวหนังจะแหง ซีดเซียว
หรือผวิ หนังเปนแผลตกสะเกด็
เปน ตน ดงั น้นั จงึ จาํ เปน ตองสรางเสริมและดูแลผิวหนังใหมีสภาพท่ีสมบูรณมีประสิทธิภาพในการ
ทํางานอยูเสมอ ดังนี้

1. อาบน้ําชําระลา งรางกายใหส ะอาดดวยสบูอ ยา งนอยวนั ละ 1-2 ครั้ง
2. ทาครมี บาํ รงุ ผิวทม่ี ีคุณภาพและเหมาะสมกับผวิ ของตนเอง ซึง่ ตามปกติวัยรุนจะมี
ผิวพรรณเปลงปล่ังตามธรรมชาติอยูแลว ไมจําเปนท่ีจะตองใชครีมบํารุงผิว ยกเวนในชวงอากาศ
หนาว ซ่ึงจะทําใหผวิ แหง แตก
3. ทาครีมกันแดดกอนออกจากบานเมื่อตองไปเผชิญกับแดดรอนจัด เพ่ือปองกัน
อันตรายจากแสงแดดท่มี รี ังสีซ่ึงเปน อันตรายตอผิวหนงั
4. สวมเส้ือผาทีส่ ะอาดพอดีตัวไมค ับหรอื หลวมเกินไป และเหมาะสมกับภูมิอากาศ
ตามฤดกู าล
5. รบั ประทานอาหารใหครบทกุ หมู และเพยี งพอตอ ความตองการโดยเฉพาะผักและ
ผลไม
6. ดม่ื น้ําสะอาดอยางนอยวันละ 6-8 แกว น้าํ จะชว ยใหผ วิ พรรณสดช่ืนแจม ใส
7. ออกกาํ ลังกายเปนประจาํ เพอ่ื ใหร า งกายแขง็ แรง
8. นอนหลับ พกั ผอ นใหเพียงพออยางนอยวนั ละ 8 ช่วั โมง
9. ดูแลผิวหนังอยาใหเปนแผล ถามีควรรีบรักษาเพ่ือไมไดเกิดแผลเร้ือรัง เพราะ
แผลเปนทางผา นของเช้ือโรคเขาสรู างกาย

2. ระบบกลามเนือ้
กลามเนอ้ื เปนแหลง พลงั งานทีท่ าํ ใหเ กดิ การเคลอื่ นไหว ในสวนตาง ๆ ของรางกายมี

กลามเนอ้ื อยใู นรา งกาย 656 มัด เราสามารถสรางเสริมกลามเน้ือใหใหญโต แข็งแรงได ดังเชน นัก
เพาะกายทีม่ กี ลา มเน้อื ใหญโตใหเห็นเปนมัด ๆ หรือนักกีฬาที่มีกลามเน้ือแข็งแรงสามารถปฏิบัติงาน

6

อยางหนักหนวงไดอยางมีประสิทธิภาพ อดทนตอความเมื่อยลา กลามเน้ือประกอบดวยนํ้า 75%
โปรตีน 20% คารโ บไฮเดรต ไขมัน เกลือแร และอน่ื ๆ อกี 5%

ความสําคัญของระบบกลามเนอื้
1. ชวยใหรางกายสามารถเคลื่อนไหวไดจากการทํางาน ซ่ึงในการเคล่ือนไหวของ

รา งกายน้ี ตอ งอาศัยการทาํ งานของระบบโครงกระดกู และขอตอตาง ๆ ดวย โดยอาศัยการยืด และหดตัว
ของกลามเน้อื

2. ชว ยใหอ วยั วะภายในตาง ๆ เชน หัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ลําไสเล็ก ลําไส
ใหญ หลอดเลือด ทํางานไดตามปกติและมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากการบีบรัดตัวของกลามเนื้อของ
อวยั วะดังกลาว

3. ผลติ ความรอนใหความอบอุนแกรางกาย ซึ่งความรอนนี้เกิดจากการหดตัวของ
กลา มเนื้อ แลว เกดิ ปฏิกริ ิยาทางเคมี

4. ชวยปองกันการกระทบกระเทอื นจากอวยั วะภายใน
5. เปนท่ีเกดิ พลังงานของรา งกาย
ชนิดของกลามเนอื้
กลา มเนื้อแบง ตามลักษณะรูปรา งและการทาํ งานได 3 ชนิด คอื
1. กลามเนื้อลาย (Striated Muscle or Crosstripe Muscle) เปนกลามเนื้อที่
ประกอบเปนโครงรางของรา งกาย (Skeletal Muscle) เปนกลามเนื้อท่ีประกอบเปนลําตัว หนา แขน
ขา เปน ตน
โครงสรา งและรูปรา งลักษณะไฟเบอร (Fiber) หรือเซลลของเน้ือเยื่อกลามเน้ือลาย
มีรูปรางยาวรีเปนรูปกระสวย ไฟเบอรมีขนาดยาว 1-40 มิลลิเมตร มีพื้นหนาตัดกวาง 0.01-0.05
มิลลิเมตร ไฟเบอรแตละอันเมื่อสองดูดวยกลองจุลทรรศนจะพบลายตามขวางเปนสีแกและออน
สลบั กัน

7

2. กลามเน้ือเรียบ (Smooth Muscle) กลามเนื้อเรียบประกอบเปนอวัยวะภายใน
รา งกาย เรียกวา กลามเนื้ออวัยวะภายใน ไดแก ลําไส กระเพาะอาหาร กระเพาะปสสาวะ มดลูก
หลอดเลอื ด หลอดน้าํ เหลือง เปนตน

กลามเนื้อเรยี บสนองตอบสิ่งเรา นานาชนดิ ไดดี เชน การขยายตัว การเปล่ียนแปลง
ของอณุ หภมู แิ ละกระแสประสาท ความเย็นจะทําใหก ลามเนอ้ื หดตวั ไดด ี สําหรับความรอนน้ันขึ้นอยู
กับอัตราการใหวาเร็วหรือชา คือ ถาหากประคบความรอนทันทีทันใด ความรอนจะกระตุนให
กลามเน้ือหดตัว แตใหความรอนทีละนอยกลามเน้ือจะคลายตัว กลามเน้ือเรียบมีความไวตอการ
เปล่ยี นแปลงของสว นประกอบของเลอื ดหรือนาํ้ ในเนื้อเย่ือ ฮอรโ มน วิตามนิ ยา เกลือ กรด ดาง

3. กลามเน้ือหัวใจ (Cardiac Muscle) กลามเน้ือหัวใจจะพบท่ีหัวใจและผนังเสน
เลือดดาํ ใหญท ีน่ าํ เลือดเขา สหู ัวใจเทา น้นั เซลลกลามเน้ือหวั ใจมีลักษณะโดยทั่วไปคลายคลึงกับเซลล
กลามเนื้อลาย คือ มีการเรียงตัวใหเห็นเปนลายเม่ือดูดวยกลองจุลทรรศน กลามเน้ือหัวใจมีลักษณะ
แตกกิ่งกานและสานกัน มีรอยตอและชอง (Gap Junction) ระหวางเซลล ซึ่งเปนบริเวณที่มีความ
ตานทานไฟฟาตํ่า ทาํ ใหเซลลก ลา มเน้อื หัวใจสามารถสงกระแสไฟฟา ผา นจากเซลลห นึ่งไปยงั อีกเซลล
หนงึ่ ได

การสรา งเสรมิ และดาํ รงประสิทธภิ าพการทํางานของระบบกลา มเนอื้
การทํางานของกลามเนอื้ ที่มปี ระสทิ ธภิ าพตองทํางานประสานสมั พนั ธก บั กระดกู และ

ขอตอ ตา ง ๆ อยา งเหมาะสมกลมกลืนกัน ตลอดจนมีผิวหนังหอหุม ดังน้ัน อวัยวะตาง ๆ เหลานี้จึง
ตองไดรับการสรา งเสรมิ บํารุง คือ

1. รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน โดยเฉพาะวัยรุนตองการสารอาหารประเภท
โปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร เพ่ือเสริมสรางกลามเน้ือและกระดูกใหแข็งแรงสมบูรณ
ควรไดรับอาหารทใ่ี หสารอาหารโปรตีนอยางนอย 1 กรัม ตอน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัมตอวัน และตอง
รับประทานอาหารใหครบทุกหมใู นปรมิ าณทีเ่ พียงพอ

2. ดื่มนํา้ มาก ๆ อยา งนอยวันละ 6-8 แกว เพราะนํ้ามีความสําคัญตอการทํางานของ
ระบบอวัยวะตาง ๆ

8

3. ออกกําลังกายเพือ่ สรางเสรมิ ความแข็งแรงใหก ับกลามเน้ือ อยางนอยสัปดาหละ 3
วนั
วนั ละ 30-60 นาที

4. ปอ งกนั การบาดเจบ็ ของกลามเนื้อโดยไมใ ชก ลามเนอ้ื มากเกินความสามารถ
3. ระบบโครงกระดกู

มนษุ ยจ ะมรี ปู รา งเหมาะสมสวยงามข้ึนอยูก บั กระดกู สวนตาง ๆ ท่ีประกอบเปนโครง
รางของรางกายเรม่ิ แรกกระดูกทเี่ กดิ ขึ้นเปน กระดูกออนและเปล่ยี นเปนกระดูกแขง็ ในระยะตอมา โดย
มีเลอื ดไปเล้ียงและนําแคลเซยี มไปสะสมในกระดูก

กระดูกจะเจริญท้ังดานยาวและดานกวาง กระดูกจะยาวขึ้นโดยเฉพาะในวัยเด็ก
กระดกู จะยาวขึ้นเรอ่ื ย ๆ จนอายุ 18 ปใ นหญงิ และ 20 ปใ นชาย แลว จึงหยดุ เจริญเติบโต และกลายเปน
กระดูกแข็งแรงทัง้ หมด สว นการขยายใหญยังมีอยูเน่ืองจากยังมีเซลลกระดูกใหมงอกขึ้นเปนเยื่อหุม
รอบ ๆ กระดูก กระดูกเปน อวัยวะสาํ คญั ในการชว ยพยงุ รางกายและประกอบเปนโครงราง เปนที่ยึด
เกาะของกลา มเนอื้ และปอ งกันการกระทบกระเทือนตออวัยวะภายในของรางกาย เม่ือเจริญเติบโต
เต็มทจี่ ะมีกระดกู 206 ชิ้น แบงเปน กระดกู แกน
80 ชิน้ และกระดกู ระยางค 126 ชิน้ กระดูกใหญท ส่ี ําคัญ ๆ ประกอบเปนโครงราง ไดแ ก

1. กระโหลกศรี ษะ (Skull) ประกอบดว ย กระดูก 8 ชิ้น
2. กระดูกใบหนา (Face Bone) ประกอบดว ยกระดกู 14 ช้ิน
3. กระดูกทอี่ ยูภ ายในของหสู วนกลาง (Ear Ossicles) ประกอบดว ยกระดกู 6 ชนิ้
4. กระดกู โคนลิน้ (Hyoid Bone) ประกอบดว ยกระดกู 1 ชน้ิ
5. กระดูกลําตวั (Hyoid of the Trunk) ประกอบดวยกระดูก 26 ช้ิน
6. กระดกู หนาอก (Sternum) ประกอบดว ยกระดูก 1 ช้ิน
7. กระดูกซ่ีโครง (Ribs)ประกอบดวยกระดกู 24 ช้ิน หรือ 12 คู
8. กระดูกแขนและขา (Appendicular Skeleton) ประกอบดวยกระดูก 126 ชิ้น

9

ความสําคญั ของระบบโครงกระดูก
1. ประกอบเปนโครงรา ง เปนสวนทแ่ี ข็งของรา งกาย
2. เปน ท่ีรองรับและปอ งกันอวยั วะตาง ๆ ของรางกาย
3. เปน ทยี่ ึดเกาะของกลามเนือ้ ทาํ ใหม กี ารเคล่ือนไหวได
4. เปนที่สรา งเม็ดเลือด
5. เปน ทเ่ี ก็บและจา ยเกลือแคลเซยี ม ฟอสเฟต และแมกนเี ซียม
6. ปอ งกนั อวยั วะภายในรา งกาย เชน ปอด หวั ใจ ตบั สมอง และประสาท เปน ตน

การสรางเสริมและดาํ รงประสิทธิภาพการทาํ งานของระบบโครงกระดกู
1. รบั ประทานอาหารใหครบทุกหมโู ดยเฉพาะอาหารทม่ี ีสารแคลเซียมและวิตามินดี

ไดแก เนอื้ สัตว นมและผักผลไมตางๆ รับประทานใหเพียงพอตอความตองการของรางกายเพ่ือไป
สรางและบํารุงกระดกู ใหแ ขง็ แรงสามารถทาํ งานไดอยางมีประสิทธิภาพ

2. ออกกําลังกายเปนประจําสม่ําเสมอจะชวยใหรางกายแข็งแรง กระดูกและ
กลามเน้ือท่ีไดรับการบริหารหรือทํางานสม่ําเสมอ จะมีความแข็งแกรงมากข้ึน มีการยืดหยุน และ
ทํางานไดอยางเต็มที่

3. ระมดั ระวงั การเกิดอบุ ตั ิเหตกุ ับกระดูก หากไดรับอบุ ตั ิเหตุโดยถกู ตี กระแทก ชน
หรอื ตกจากที่สงู จนทาํ ใหกระดูกแตกหรอื หัก ตองรีบปฐมพยาบาลอยางถูกวิธีและพบแพทย เพื่อให
กระดูกกลับสสู ภาพปกติและใชงานไดดอี ยา งปกติ

4. ระบบไหลเวียนเลือด
ระบบไหลเวียนเลือดเปรียบเสมือนระบบการขนสง ท้ังน้ีเปนเพราะในระบบ

ไหลเวียนเลือด มีเลือดทําหนาท่ีลําเลียงอาหารท่ียอยสลายแลว น้ํา กาซ ไปเลี้ยงเซลลตาง ๆ ของ
รางกาย และเวลาเลือดไหลเวียนกลับก็จะพาเอาของเสียตาง ๆ ไปยังสวนของรางกายท่ีทําหนาท่ีสง
ของเสยี เหลา นี้ออกมานอกรางกายดวย
ความสาํ คญั ของระบบไหลเวียนเลือด

1. นํากาซออกซิเจน (O2) สงไปยังเซลลตาง ๆ ของรางกาย และนํากาซ
คารบอนไดออกไซด (CO2) จากเซลลเพื่อขบั ออกนอกรา งกายทางลมหายใจ

2. ควบคุมอุณหภูมิภายในรางกายใหอยูใ นเกณฑป กติ
3. นํานํ้าและเกลอื แรต า งๆไปสูเ ซลลแ ละขับของเสียออกจากรางกายในรูปของปส สาวะ
4. นาํ แอนตบิ อดี (Antibody) ไปใหเ ซลลต าง ๆเพือ่ ชว ยใหรางกายมีภูมิคุมกนั โรค
5. นําฮอรโมนไปใหเ ซลลตา ง ๆเพือ่ ใหรางกายทาํ งานตอบสนองตอส่ิงเรา ตา ง ๆได
6. นําเอนไซมไ ปใหเ ซลลตาง ๆ เพอ่ื ชว ยในการเผาผลาญอาหาร

10

เลอื ดและทางเดนิ ของเลอื ด
1. เลือด (Blood) เปน ของเหลวสแี ดงมฤี ทธเ์ิ ปนดา ง มีความเหนียวกวานํ้าประมาณ
5 เทา รางกายคนเรามีเลือดอยูประมาณ 10% ของน้ําหนักตัว ในเลือดจะประกอบดวยพลาสมา
(Plasma) มีอยูประมาณ 55% ของปริมาณเลือดในรางกายและมีเซลลเม็ดเลือด (Corpuscle) ซึ่งมีทั้ง
เม็ดเลอื ดแดงและเม็ดเลือดขาว และเกลด็ เลอื ด (Platelets) ซึ่งรวมกันแลวประมาณ 45% ของปริมาณ
เลือดในรา งกาย

2. หัวใจ (Heart) จะมีขนาดประมาณกําปนของตนเอง ต้ังอยูในทรวงอกระหวาง
ปอดท้งั
2 ขาง พนื้ ทขี่ องหัวใจ 2 ใน 3 สว นจะอยูท างหนา อกดานซา ยของรางกาย ภายในหัวใจจะแบงเปน 4
หอง ขางบน 2 หอง ขางลาง 2 หอง มีล้ินหัวใจก้ันระหวางหองบนและหองลาง แตละหองจะทํา
หนา ทีต่ างกนั คือ หอ งบนขวาจะรบั เลือดเสียจากสวนตาง ๆ ของรางกายจากหลอดเลือดดํา หองลาง
ขวาจะรบั เลอื ดจากหองบนขวาแลวสงไปยังปอด ปอดจะฟอกเลือดดําใหเปนเลือดแดงเพ่ือนําไปใช
ใหม หองบนซา ยจะรบั เลอื ดแดงจากปอด หองลา งซายจะรับเลือดจากหองบนซายแลวสงผานหลอด
เลือดแดงไปยังสว นตา ง ๆ ของรางกาย

3. หลอดเลือด (Blood Vessels) มี 3 ชนิด ไดแก หลอดเลือดแดง (Arteries) จะนํา
เลอื ดแดงจากหวั ใจไปเลย้ี งเซลลตาง ๆ ของรางกาย หลอดเลือดดํา (Veins) จะนําเลือดที่ใชแลวจาก
สว นตา ง ๆ ของรา งกายกลับสูหัวใจ แลวสงไปฟอกที่ปอด หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เปนแขนง
เล็ก ๆ ของทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดํา ผนังของหลอดเลือดฝอยจะบางมากมีอยูทั่วไปใน
รา งกาย จะเปน ท่ีแลกเปลี่ยนอาหาร กาซ และของเสยี ตา ง ๆ ระหวา งเลือดกับเซลลกับเซลลของรางกาย
เพราะอาหาร กาซ และของเสยี ตา ง ๆสามารถซมึ ผา นได

11
4. น้ําเหลืองและหลอดนํ้าเหลือง (Lymph and Lymphatic Vessels) นํ้าเหลืองเปนสวนหน่ึงของ
ของเหลวในรา งกาย มีลักษณะเปน น้ําสีเหลืองออ นอยูในหลอดนา้ํ เหลืองซ่ึงมอี ยูทว่ั รางกาย น้ําเหลือง
จะประกอบดวย นํ้า โปรตีน (Protein) เอนไซม (Enzyme) แอนตบิ อดี (Antibody) และเซลลเม็ดเลือดขาว
(White blood cell) นํา้ เหลอื งจะเปนตัวกลางแลกเปลยี่ นสารตา ง ๆ ระหวางเซลลและหลอดเลือดฝอย เซลล
เม็ดเลือดขาวในตอ มน้ําเหลอื งชว ยกําจดั แบคทเี รยี หรือสงิ่ แปลกปลอมตา ง ๆ

การเสรมิ สรางและดํารงประสิทธภิ าพการทํางานของระบบไหลเวยี นเลือด
1. รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู และมีปริมาณที่เพียงพอตอความตองการของ

รางกาย
2. ลดปริมาณการรับประทานอาหารท่ีมีไขมัน และมีสารคอเลสเตอรอล

(Cholesterol) สงู เมอื่ เขา สูวยั ผใู หญ เน่อื งจากจะทําใหเกิดไขมันในเลือดสูง เชน กุง ปลาหมึก กะทิ
อาหารประเภทผัด ทอด หนังสตั ว ไขมันสัตว เปนตน อยางไรก็ตาม สารอาหารประเภทไขมันยัง
จดั วา เปนสารอาหารท่จี ําเปน ในวัยเด็กและวัยรุน เพราะไขมันเปนสวนประกอบของโครงสรางผนัง
เซลลและเปนแหลงของพลังงาน ดังน้ัน วัยรุนควรรับประทานอาหารท่ีมีไขมันบางในปริมาณท่ี
เหมาะสมตามขอ แนะนําทางโภชนาการ

3. ออกกําลงั กายอยา งสมํา่ เสมออยางนอยสปั ดาหละ3 วัน วนั ละอยา งนอย 30 นาที
4. ทําจติ ใจใหร า เริงแจมใส ดูแลสุขภาพจติ ของตนเองใหด ี
5. ควรมีเวลาพักผอ นบาง ไมหกั โหมการทาํ งานจนเกินไป

12

6. ผใู หญค วรตรวจวดั ความดันเลือดเปนระยะ ๆ และตรวจเลือดเพ่ือดูไขมันในเลือด
อยา งนอ ยปล ะคร้ัง

7. งดเวนการสบู บหุ ร่ี และการด่ืมสุรา ตลอดจนสารเสพตดิ ทกุ ชนดิ
8. เมอ่ื เกิดความผิดปกตเิ กี่ยวกบั ระบบไหลเวียนเลือดควรรีบไปพบแพทย

สรุป
รา งกายของคนเราประกอบดว ยอวยั วะตาง ๆ มากมาย มีท้ังที่มองเห็น ซ่ึงสวนใหญ

จะอยูภ ายนอกรางกาย และสว นทีเ่ รามองไมเ หน็ ซงึ่ จะอยภู ายในรา งกายของคนเรา แตล ะอวัยวะจะทํา
หนาท่ีเฉพาะและทาํ งานประสานกนั จงึ ทาํ ใหร า งกายสามารถดาํ รงชวี ติ อยไู ดอ ยางปกติสขุ การทํางาน
ของระบบอวยั วะตา ง ๆ ของรางกายจาํ แนกเปนระบบได 10 ระบบ ในช้นั นี้ไดศ กึ ษาเพยี ง 4 ระบบ คือ
ระบบผิวหนัง ระบบกลา มเนื้อ ระบบโครงกระดูกและระบบไหลเวยี นเลอื ด

ผิวหนังทาํ หนาทเ่ี หมือนเกราะปอ งกนั ส่งิ ตาง ๆ ที่อาจทําอันตรายตอรางกาย กระดูก
เปนอวัยวะสําคัญในการชวยพยุงรางกายและประกอบโครงราง เปนที่ยึดเกาะของกลามเนื้อ ซึ่ง
กลา มเน้อื ทั่วรา งกายมี 656 มดั มีหนาทีท่ าํ ใหคนเราทาํ งานตาง ๆ ได โดยใชการยืดหดของกลามเนื้อ
ดังนั้นเราจะตองสรางเสริมเพ่ือดํารงประสิทธิภาพในการทํางานของระบบผิวหนัง ระบบกลามเนื้อ
และระบบโครงกระดูก

เรอ่ื งที่ 2 ปจ จัยทม่ี ีผลตอการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของมนษุ ย
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยทุกวัยต้ังแตเกิดจนตาย มีปจจัยสําคัญที่

เกี่ยวของท้ัง 3 เร่ืองคือ พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และโภชนาการ ทุกคนจึงควรเรียนรูเพ่ือใหการ
เจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการเปนไปตามวัย
1. พันธุกรรม (Heredity)

ลกั ษณะท่ีถา ยทอดทางพันธุกรรม เปน ลกั ษณะทางรางกายและจิตใจที่สืบทอดไปยัง
ลกู หลานได ตองเปน ลักษณะที่บรรพบุรุษไดรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุนกอน ๆ สวนความ
ผดิ ปกติทเ่ี กิดขน้ึ หลังจากการปฏิสนธิ เชน ตาบอด มอี วยั วะบางสวนพกิ าร เปน โรคล้ินหวั ใจรั่ว เปน
ตน ลักษณะผดิ ปกติเหลา น้ี จึงไมใ ชค วามผดิ ปกตจิ ากสาเหตุทางพนั ธุกรรม เมื่อมนุษยรูจักธรรมชาติ
ภายในตนเองมากขึน้ และชวยใหวงการแพทยเขา ใจกลไกของการเกดิ โรคหลายกลุม โดยเฉพาะโรค
ที่ถา ยทอดทางพันธกุ รรม อนั มีสาเหตุจากยีน (gene) หรือ โครโมโซม (Chromosome)

13

ลกั ษณะทีถ่ ายทอดทางพนั ธกุ รรม ไดแ ก
1. ลกั ษณะทางกาย เชน สผี วิ สตี า รปู รา ง
2. ลักษณะทางจติ ใจและสติปญญา เชน อารมณ ความฉลาด
3. โรคทางกาย เชน เบาหวาน ตาบอดสี เลอื ดออกไมห ยุด
4. โรคทางจติ บางประเภท เชน โรคจิตเภท
5. ชนดิ ของหมูเ ลือด (Blood group)
สรปุ
พันธุกรรม เปนปจจัยที่มีผลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย เปน
ลักษณะทางรางกายที่ไดรับการถายทอดจากบรรพบุรุษสูลูกหลานตามโครโมโซม ที่แสดงออกใน
ลักษณะสีผวิ สตปิ ญ ญา ชนดิ เลอื ด เปน ตน

2. สิ่งแวดลอม
ส่ิงแวดลอมมีอิทธิพลตอชีวิตตั้งแตการปฏิสนธิในครรภมารดาจนกระท่ังคลอด

ออกมาเปน ทารก แลว เจริญเติบโตและพัฒนาผา นวยั ตาง ๆ ตามลาํ ดบั สิ่งแวดลอ มเปน องคป ระกอบท่ี
มอี ิทธิพลตอสขุ ภาพและการเจรญิ เติบโต แบงออกไดดงั นี้

1. สิ่งแวดลอมกอนเกิด ไมใชเปนเรื่องที่เก่ียวกับพันธุกรรม สิ่งแวดลอมนี้ไดแก
รา งกายของมารดา สุขภาพของมารดาเปนสิ่งท่ีสําคัญที่อาจมีผลกระทบกระเทือนตอทารกในครรภ
โดยเฉพาะอาหาร การกิน และการปฏิบัติของมารดาในขณะตัง้ ครรภ

2. ภาวะทางโภชนาการ มคี วามสาํ คัญตอ ทารกในครรภ หากมารดาขาดสารอาหาร
ขณะต้งั ครรภจ ะมผี ลทาํ ใหบ ุตรมนี ้าํ หนกั แรกเกิดนอย ผลกระทบตอ การเจริญเติบโตมากนอยเพียงใด
ขน้ึ อยูกับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของการขาดสารอาหารนั้น ๆ

3. โรคภัยไขเจ็บโรคตาง ๆ เชน หัดเยอรมัน จะมีผลตออัตราการเจริญเติบโตและ
พัฒนาการของเด็กนับต้งั แตอ ยูในครรภ เปนตน

4. ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจยอมมีผลกระทบตอภาวะโภชนาการและ
สขุ ภาพของเดก็ ได

5. สขุ ภาพของผูเล้ียงดู สภาพสังคมปจจุบันภาระการอบรมเลี้ยงดูเด็กมักตกอยูกับ
ผูอืน่ ทีไ่ มใ ชบิดา มารดา หากผูเล้ียงดูมีสุขภาพท่ีไมดี มีโรคติดตอเชนเปนวัณโรค เพราะเด็กจะติด
โรครา ยแรงและมกี ารเจรญิ เตบิ โตไมดเี ทา ที่ควร สง ผลกระทบตอ พฒั นาการดานอืน่ ๆ

6. สิ่งแวดลอ มทางสังคม
7. บรกิ ารสุขภาพ

14

สรปุ
ส่งิ แวดลอ ม เปน ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โต และพัฒนาการของมนุษยต้ังแตการปฏิสนธิ

ในครรภจนกระทั้งคลอดออกมาเปนทารกและเจรญิ เตบิ โตผานวยั ตาง ๆ ตามลําดบั สิง่ แวดลอ มเหลา น้ี
เชน สุขภาพของมารดาในขณะตั้งครรภ อาจมีผลกระทบตอทารกในครรภ ฐานะทางเศรษฐกิจ
สงิ่ แวดลอมทางสังคม เปน ตน

3. โภชนาการ
การมีความรูเรือ่ งโภชนาการทถ่ี ูกตอง จะทาํ ใหท กุ คนมสี ุขภาพดีท้งั กายและใจทกุ คน ซง่ึ

ควรเรียนรหู ลักการบรโิ ภคเพอื่ สุขภาพท่ดี ขี องคนไทย เรียกวา โภชนบญั ญตั ิ 9 ประการ ดังนี้

1. กนิ อาหารครบ 5 หมู แตล ะหมูใ หห ลากหลาย และหม่นั ดแู ลน้ําหนกั ตัว
2. กินขาวเปนอาหารหลักสลบั กบั อาหารประเภทแปงเปนบางมอ้ื
3. กินพืชผกั ใหมากและกินผลไมเปน ประจํา
4. กนิ ปลา เน้ือสตั วไ มตดิ มนั ไข และถั่วเมล็ดแหง เปน ประจํา
5. ดมื่ นมใหเ หมาะสมตามวัย
6. กินอาหารท่ีมไี ขมันแตพ อควร
7. หลกี เล่ียงการกินอาหารรสหวานจดั และเค็มจัด
8. กนิ อาหารทีส่ ะอาดปราศจากการปนเปอ น
9. งดหรือลดเครอ่ื งดมื่ ที่มีแอลกอฮอล

สรปุ
การรับประทานอาหารโดยยึดหลักโภชนาการ ทําใหไดพลังงานและสารอาหารท่ี

เหมาะสมกับวยั เปน ปจ จัยสาํ คัญขอหน่งึ ท่ีสงผลตอ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยทุกเพศ
ทุกวยั

เร่อื งท่ี 3 พฒั นาการและการเปลีย่ นแปลงตามวัย

3.1 วัยทารก
การแบงชวงอายขุ องวยั ทารกจะแบงออกได 2 ระยะ คอื วัยทารกแรกเกิด อายุตั้งแต

แรกเกิดถงึ 2 สปั ดาห วยั ทารกอายุตั้งแต 2 สัปดาหถึง 2 ขวบ

15

3.1.1 วยั ทารกแรกเกดิ
พฒั นาการทางรา งกาย
ทารกแรกเกิดมีน้ําหนักเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม และลําตัวยาวประมาณ 45-50
เซนติเมตร ทารกไมอาจควบคุมกลา มเนื้อได สายตามองส่ิงตาง ๆ ไรจุดหมาย มองเห็นสิ่งใดไมชัด
จะนอนมากหลับงายและสะดุงต่ืนงา ย
พัฒนาการทางอารมณ
อารมณของทารกแรกเกิดมักจะมีอารมณรัก อารมณโกรธ และอารมณกลัว ทั้งน้ี
พอ แมจ ะมีอิทธพิ ลในการพัฒนาอารมณต อทารกมากที่สดุ
พัฒนาการดานบคุ ลิกภาพ
บุคลิกภาพของทารกมีการพัฒนามาตั้งแตกําเนิดเชนเดียวกับลักษณะอ่ืน ๆ ของราย
กายโดยมีส่งิ แวดลอมและพนั ธกุ รรมเปนตัวกําหนด จึงทําใหทารกแตละคนมีความแตกตางกันตั้งแต
เกิด

3.1.2 วยั ทารก
พฒั นาการทางรา งกาย
ระยะนท้ี ารกเจรญิ เตบิ โตอยางรวดเรว็ จากแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน นํา้ หนักจะเพิม่ ข้ึน
รวดเร็วภายหลัง 6 เดือน ถึง 3 ป น้ําหนักจะเร่ิมลดลง เน่ืองจากตองออกกําลังกายในการฝกหัด
อริ ยิ าบถตา ง ๆ เชน นั่ง ยืน เดิน เปนระยะฝกลักษณะใหมจงึ มักเกิดอุบัติเหตุบาง เชน ลม ตกเตียง
หรอื ตกบนั ได เปนตน
พฒั นาการทางอารมณ
การพัฒนาดานอารมณของทารกวัยแรกเกิดจะสงเสียงรองเมื่อไมพอใจ หรือโกรธ
เมือ่ ถกู ขดั ใจ จะเรมิ่ กลวั ส่ิงรอบตวั สงิ่ ที่ไมคุนเคยจะถอยหนี รองไหเมื่อตองการขอความชวยเหลือ
จากผูใหญ จะเปนวัยท่ีมีความอิจฉาริษยา เมื่อเห็นพอแมเอาใจใสนองเปนพิเศษ ทําใหตนขาด
ความสําคญั ไปอยากรูอยากเห็นสิง่ แปลก ๆ ใหม ๆ รูจกั ยิ้มหรือหวั เราะเมอ่ื มคี วามพอใจ จะรกั และหวง
แหนของเลนหรอื รักสัตวเ ลีย้ ง
พัฒนาการทางภาษา
ทารกเริ่มเปลงเสยี งออแอไ ดตั้งแตร ะยะ 6 เดือนแรก เชน ปอ มา ดา ฯลฯ ภายหลัง
จงึ ฝก หดั ทําเสียงเลยี นแบบผูใกลชิด สามารถเขาใจคําพูด ความรูสึกท่ีแสดงออกทางสีหนา ทาทาง
นํ้าเสียงของผูพูดได ในระหวางน้ีผอู ยใู กลช ดิ ควรเปน แบบอยา งท่ดี ใี หแกท ารก เชนการพูดชา ๆ ออก
เสยี งใหชัดเจน

16

พัฒนาการทางสติปญ ญา
พัฒนาการดานนี้มีอิทธิพลจากการไดเลนกับเพื่อน ๆ เขาใจภาษาท่ีพูดกับคนอ่ืน
ตลอดจนการพัฒนากลา มเนอ้ื บางสว น เชน หู ตา เปน ตน พฒั นาการทางสตปิ ญ ญาของทารก จะเร่ิม
มกี ารเคลอ่ื นไหวโดยบังเอญิ และพอใจเพลดิ เพลิน เชน อมสงิ่ ของ ดูดนิ้วมือ รูจักใชเทาเข่ียของท่ีอยู
ใกลตัว การถีบผาใหออกจากตัวเมื่อรอนหรือผาเปยก รูจักแกปญหาดวยวิธีลองถูกลองผิด ไมทํา
ซาํ้ ซาก เม่ืออายุ 18 เดอื นขน้ึ ไป จะรูจกั สรา งความคิดรวบยอด รจู ักนาํ ตวั ตุก ตามาสมมตเิ ปนพ่ีนอ งกัน
ได
พอแมควรเสริมพฒั นาการดานความคิดดวยการหาเคร่อื งเลน เกย่ี วกับประสาทสัมผัส
การใชกลา มเนอื้ ในระยะตางๆ เชน อายุ 1 เดือน การหาของเลน สสี วยไมแตกมาใหจับเลน อายุ 6-12
เดือน ควรหาของเลนท่เี ปนรูปทรงตางๆ และมีกลองใหใส อายุ 12-18 เดือน ควรเปนรถท่ีสามารถ
ลากได เพ่ือใหเ กิดความสนุกเพลิดเพลินฝกสอนไปดว ย

สรปุ
วัยทารกนบั ชว งอายรุ ะหวา งแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ โดยแบงการพัฒนาการออกได 2

ระยะ คือ
1. วัยทารกแรกเกดิ มพี ฒั นาการทางรางกาย ทางอารมณ และดา นบคุ ลิกภาพ
2. วยั ทารก มีพฒั นาการทางรางกาย ทางอารมณ ทางภาษาและสติปญ ญา
ในวัยทารกจะมีสงิ่ แวดลอ มและพนั ธุกรรมกาํ หนดความแตกตางกันของทารกแตละ

คน ตั้งแตเกิด

3.2 วยั เด็ก
การแบงชวงอายุของวัยเด็ก โดยประมาณแบงไดเปน 3 ระยะไดแกวัยเด็กตอนตน อายุ

ตงั้ แต 2 - 5 ป วยั เดก็ ตอนกลาง อายตุ งั้ แต 5 - 9 ป วัยเด็กตอนปลาย อายุตง้ั แต 9 - 12 ป
3.2.1 วัยเด็กตอนตน
พฒั นาการทางรา งกาย
วัยเดก็ ตอนตน หรือวัยกอนเขา เรยี น อตั ราการเจริญเตบิ โตลดลงตางกวาวัยทารก จะ

เปลย่ี นจากลกั ษณะทาทางของทารก มคี วามเจริญเติบโตของอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย ฟนแทจะเริ่ม
ขึน้ 1-2 ซี่ จะเร่ิมเลอื กอาหารตามที่ชอบ นอนเปน เวลา บางคนยังปสสาวะรดที่นอน เร่ิมมีทักษะใน
การใชม อื แตงตวั ไดเอง ใสรองเทาไดเอง เปน ตน ตอ ไปจะสนใจการวิ่งกระโดดหอยโหนเปนระยะ
ชอบเลน กับเพอ่ื น ๆ มาก ทําใหเ กดิ ความอบอนุ ไมรสู ึกถกู ทอดท้ิง

17

พฒั นาการทางอารมณ
วยั นจ้ี ะเปนคนเจาอารมณ มกั จะโกรธเมือ่ ถกู ขัดใจจะแสดงออกโดยการทุบตี ขวาง
ปาส่งิ ของทง้ิ ตวั ลงนอน จะมีความกลัวกับสิ่งของแปลก ๆ ใหม ๆ จะหลบซอนวิ่งหนี ความกลัวจะ
คอ ย ๆ หายไปโดยการไดร บั การอธิบาย และการใหเ ดก็ ไดคนุ เคยกบั ส่ิงนั้น ๆ มีความอิจฉาริษยานอง
ใหมหรอื พี่ ๆ โดยคิดวา ตนถกู แยงความรกั ไปจากพอแม เปนวัยที่มอี ารมณรางเริง แจมใส หวั เราะย้ิม
งา ย อยากรูอยากเห็นจะถามโนนถามน่ี มีความสงสัยในส่ิงตาง ๆ ไมส้ินสุด จะแสดงความรัก
อยา งเปด เผย เชน การกอดจูบ บุคคลที่ตนรกั หรอื สิ่งของตา งๆ

พฒั นาการทางสงั คม
เด็กเริ่มรจู กั คบเพอ่ื น เลน กับเพอ่ื น ปรบั ตัวใหเขากับเพอื่ น ๆ มีการเลนกันเปนกลุม
ชอบเลนแขง ขันมกี ารเลนแยกตามเพศชายเพศหญงิ พอใจจะเลนดวยกัน ชวยเหลือกัน เห็นอกเห็นใจ
กนั ยอมรบั ฟงกัน เร่มิ มองเห็นความแตกตางระหวางเพศหญิงเพศชาย สนใจซักถามเก่ียวกับสิ่งท่ีเปน
เพศของตน ซึง่ จะเปนการไปสบู ทบาทชายหญิงเมือ่ เตบิ โตข้นึ

พัฒนาการทางภาษา
เดก็ จะใชภ าษาไดด ีพอสมควรสามารถอา นและเขยี น รคู วามหมาย คําใหม ๆ ไดอ ยา ง
รวดเรว็ การพฒั นาภาษามไิ ดข น้ึ อยูกบั สติปญญาอยา งเดยี ว แตม ีองคประกอบอื่น เชน ครอบครัวใหญ
เกนิ ไปโอกาสพูดคยุ กบั ลูกนอ ยไป ในครอบครัวใชภ าษาพูดมากกวา 1 ภาษาทาํ ใหเด็กสบั สน

3.2.2 วยั เด็กตอนกลาง
พฒั นาการทางรางกาย
การเจริญเตบิ โตจะเปนไปเรอื่ ย ๆ รางกายจะขยายออกทางสงู มากกวา ทางกวา ง รปู ราง
เปล่ียนแปลงจะมฟี นถาวรขนึ้ แทนฟนนาํ้ นมเรอื่ ย ๆ เดก็ วัยนีไ้ มชอบอยูนิ่ง ชอบทาํ กจิ กรรมอยางรวดเร็ว
ไมคอ ยระมัดระวงั เด็กสนใจกจิ กรรมการเลน กลางแจง เกมสกฬี าตา ง ๆ ท่ใี ชก ลา มเนือ้ และการทรงตัว

พัฒนาการทางอารมณ
เปนวยั เขาเรียนตอนตน เม่อื เขาโรงเรียนเด็กตองเรียนรูการปรับตัวเขากับส่ิงแปลก ๆ
ใหม ๆ เชน ครู สถานท่ี ระเบียบวินัย สิ่งแวดลอมใหม ๆ ทําใหเด็กมีการเปล่ียนแปลงทางอารมณ
ตองการแสดงตนเปนท่ีชนื่ ชอบของครู ตองการการยอมรับเขาเปนหมูคณะ มีโอกาสทํากิจกรรมกับ
หมคู ณะทําใหอารมณแจมใสเบิกบาน

18

พัฒนาการทางสังคม
เมอื่ เดก็ เริม่ เขาโรงเรยี นบางคนอาจมปี ญ หาในการคบเพอ่ื นฝูง ปรบั ตวั เขากับผูอ่ืนได
ยาก ทัง้ นแ้ี ลว แตการอบรมที่ไดรับจากทางบาน เด็กที่เติบโตในครอบครัวท่ีบรรยากาศอบอุน จะมี
อารมณม นั่ คงแจม ใสจะใหค วามรว มมือแกหมูค ณะ มีเพ่อื นมาก

พฒั นาการทางสตปิ ญญา
โดยทั่วไปเด็กจะเรียนรูจากส่ิงใกลตัวกอน จะมีพัฒนาการทางดานภาษาเจริญข้ึน
รวดเร็ว รับรูคําศัพทเพ่ิมข้ึนใชถอยคําภาษาแสดงความคิดความรูสึกไดอยางดี เริ่มมีพัฒนาการดาน
จรยิ ธรรม มีความรบั ผิดชอบไดในบางอยางเรม่ิ สนใจส่ิงตาง ๆ แตย งั ไมส ามารถพิจารณาไดอยา งลกึ ซ้ึง
ในเรอื่ งของความจริง ความซอ่ื สัตยอ าจหยิบฉวยของผูอืน่ โดยไมต ั้งใจขโมยกไ็ ด

3.2.3 วยั เดก็ ตอนปลาย
เดก็ วยั นี้จะมีอายุระหวาง 9-12 ป โดยประมาณ โครงสรางของรางกายเปลี่ยนแปลง
เพื่อเตรียมเขาสวู ยั รุน

พัฒนาการทางรางกาย
ในระยะนี้ เดก็ หญิงจะเติบโตเร็วกวา เด็กชาย เด็กหญิงจะเริ่มมีประจําเดือนระหวาง
อายุ 11-12 ป โดยประมาณ เดก็ ชายจะเริ่มมีการหล่งั อสุจริ ะหวา งอายุ 12-16 ป โดยประมาณ

พัฒนาการทางดานอารมณ
รกั ษาอารมณไดปานกลาง ไมชอบการแขงขนั ชอบการยกยองมีความกังวลเกี่ยวกับ
รูปรางตนเอง รักสวยรักงาม ตองการความรักจากเพื่อนและครู

พัฒนาการทางสังคม
เดก็ จะมีการรักกลมุ พวกมากโดยมพี ฤติกรรมเหมือนกลมุ ในดานการแตงกาย วาจา
และการแสดงออกมคี วามตอ งการเปน ทไ่ี ววางใจได มอี ารมณ คลา ยคลึงกัน ไมย อมอยูคนเดียว
พัฒนาการทางสตปิ ญ ญา
เรมิ่ มสี ตปิ ญ ญามีความสามารถคิดและแกปญหาไดมาก มีความคิดริเริ่ม ท่ีจะทําสิ่ง
ใหม ๆ มีความเช่ือมน่ั ในตนเอง รบั ผดิ ชอบ รจู กั ใชเหตุผล อยากรูอ ยากเห็น และมคี วามเขา ใจส่ิงตาง
ๆ ไดเรว็ เดก็ ชายจะมีความสนใจเรอ่ื งวทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร ดาราศาสตร แตเด็กหญิงสนใจเร่ือง
ตดั เย็บ ทาํ อาหาร การเรือน แตท่ีสนใจคลายกันไดแก เล้ยี งสัตว ดูภาพยนตร หรือการไปเที่ยวไกล


19

สรปุ
ชว งอายุในวัยเดก็ อยูระหวาง 2-12 ป โดยประมาณมีพัฒนาการเปน 3 ระยะดงั น้ี
วยั เดก็ ตอนตน มพี ัฒนาการทางรา งกาย ทางอารมณ ทางสงั คม และทางภาษา
วัยเด็กตอนกลาง มีพัฒนาการทางรางกาย ทางอารมณ ทางสังคม และทาง

สตปิ ญ ญา
วัยเดก็ ตอนปลาย มพี ัฒนาการทางรา งกาย ทางอารมณ ทางสงั คม และทางสติปญญา
พัฒนาการชวงอายุในวัยเด็ก จะพบวาเด็กหญิงมีพัฒนาการทางรางกายเร็วกวา

เดก็ ชาย

3.3 วยั รุน
การแบง ชว งอายขุ องวัยรุนอยูระหวาง 11-20 ป โดยประมาณ การเจริญเติบโตทาง

รางกายของเด็กผูชายและเด็กผูหญิง เปนชวงระยะของการเขาสูวัยหนุมวัยสาว เด็กผูหญิงจะเขาสู
วัยรุนเม่อื อายปุ ระมาณ 11 ปข ึน้ ไป เดก็ ผชู ายจะเขา สวู ัยรนุ เม่อื อายปุ ระมาณ 13 ป วยั รุนเปนชวงของ
การปรับตวั จากวยั เดก็ ไปสวู ัยผใู หญ ทาํ ใหมีความเครียด ความขดั แยงในความคิด อารมณ และจติ ใจ
หากเด็กวัยรนุ ไดร บั รู เขาใจกระบวนการพัฒนาท้ังในดานรางกายและจิตใจ จะไมวิตกกังวลกับการ
เปล่ียนแปลงท่จี ะเกิดข้ึนกับตัวของเขาเอง อีกท้ังยังสามารถชวยใหพวกเขารูจักวิธีปรับตัวใหเขากับ
สังคม ไมก อ ปญหาใหเ กิดเปนเรื่องวุนวายรวมถึงการดแู ลรักษา และปอ งกันตนเองจากโรคติดตอทาง
เพศสมั พนั ธชนิดตา ง ๆ

การแบง ชวงอายขุ องวยั รุน

ที่ ชวงวยั หญิง ชาย

1. วัยเตรยี มเขา สูว ัยรุน 11-13 ป 13-15 ป
2. วยั รนุ ตอนตน 13-15 ป 15-17 ป
3. วัยรุนตอนกลาง 15-18 ป 17-19 ป
4. วยั รุนตอนปลาย 18-21 ป 19-20 ป

20

ความวิตกกงั วลของวยั รุน
ความวิตกกังวล เปนความกลัวอยางหน่ึงท่ีมีสาเหตุเน่ืองมาจากการใชจินตนาการ

มากกวาจะมีสาเหตจุ รงิ ๆ ในวัยรนุ ความกลวั จะลดนอยลงแตจะมีความกังวลใจมาแทน ความวิตกกังวล
อาจเกดิ จากประสบการณทไี่ มพ อใจในอดตี หรือตัง้ ความหวงั ในการทํางานไวส งู เปนตน

วยั รุน มักมีความวิตกกังวลในเรือ่ งตาง ๆ อาทิ
 วติ กกังวลเก่ียวกับการเปล่ยี นแปลงของรางกายวา มีความผิดปกติหรือไม วัยรุน
คนอ่ืน ๆ จะเปน แบบนหี้ รือไม
 วิตกกังวลกับอารมณทางเพศท่ีสูงข้ึน และรูสึกไมแนใจในความเปนชายหรือ
หญิงของตนทีอ่ าจทําใหภาพพจนหรือความนับถอื ตนเองเรมิ่ สั่นคลอน
 กงั วลกบั พฤตกิ รรมทางเพศ ไดแ ก การสําเรจ็ ความใครดว ยตนเอง ความอยากรู
อยากเหน็ พฤตกิ รรมเบีย่ งเบนทางเพศตาง ๆ
 เรอื่ งความสมั พันธก ับเพือ่ น ทง้ั กบั เพ่ือนเพศเดยี วกัน และเพื่อนตา งเพศ
 เรื่องการทาํ งาน เกรงจะไมประสบความสําเร็จ

วยั รนุ สามารถลดความรูสึกวติ กกังวลลงไดด ว ยวธิ กี ารตาง ๆ อาทิ
 ทําความเขาใจหรอื หาความรูในเรื่องท่ียังไมเขาใจใหเกิดความชัดเจน อาทิ หา

ความรทู ่ีถูกตองในเรอ่ื งเพศ ปรึกษาผูใหญหรอื ผรู ูในเรื่องนน้ั ๆ
 ยอมรับวา อารมณความรูสึกเปนสิ่งท่ีเกิดข้ึนเองควบคุมไมไดเพราะเปน

ธรรมชาติ แตเราสามารถควบคุมการกระทํา หรือพฤติกรรมได อาทิ อยูใกลเพื่อนหญิงแลวเกิด
อารมณท างเพศกค็ วรเขา ใจวา เปนอารมณท เ่ี กดิ ขึน้ จากแรงขับทางเพศตามธรรมชาตไิ มใ ชค วามผดิ ปกติ
หรือสิ่งเลวราย และพยายามฝกควบคุมใหมีการแสดงออกที่เหมาะสมกับสถานะของตนหรือหา
กจิ กรรมอืน่ ทาํ อาทิ การเลนกฬี า ทาํ งานอดิเรก อานหนังสอื เลนดนตรรี อ งเพลง ฯลฯ เปนตน

ความกลัวของวัยรนุ
เนือ่ งจากวัยรนุ ในชวงเวลาของการเปลย่ี นจากเดก็ ไปเปนผูใหญ วัยรุนจึงมักกลัวการ

เปน ผใู หญก ลวั ความรับผิดชอบ บางคร้ังอยากเปนเดก็ บางครัง้ อยากเปนผใู หญ ทาํ ใหอารมณผ นั ผวน
หงุดหงดิ ไดง ายมาก

วัยรุนมักกลัวเสยี ช่อื เสียง กลวั ผดิ พลาด กลวั ทํางานไมไดผ ล
การแสดงออกของวัยรุนเมื่อเกิดความกลัว คอื การหลีกเล่ียงไปจากสถานการณท่ีทํา
ใหเ กดิ กลวั หรือพยายามตอ สกู ับเหตุการณที่เขาพิจารณาแลววาจะเอาชนะได ซ่ึงจะเปนผลดีคือเกิด

21

ความม่ันใจเพม่ิ ข้นึ แตบ างครงั้ ทวี่ ยั รุนไมอ าจหนีจากเหตุการณท่ีทําใหกลัวได เพราะกลัวคนจะวาข้ี
ขลาดจะเปนผลใหว ัยรุนเกิดความวติ กกงั วล

วยั รุน ควรหาทางออกใหแ กต นเองเพอ่ื เอาชนะความกลวั ไดโ ดย
 พยายามหาประสบการณตาง ๆ ใหมากท่ีสุดเพื่อไมไดเกิดความกลัวและสราง
ความม่นั ใจใหต นเอง
 วิเคราะหสถานการณ และพยายามหาทางแกไขสิง่ ทแี่ กไขได
 ขอความชวยเหลือจากผูอ่ืน อาทิ เพอื่ น ครู พอ แม หรอื ผูใหญที่ไวใ จ

ความโกรธของวยั รนุ
ความโกรธของวัยรุนอาจเกิดจากสาเหตุตางๆ อาทิ ความรูสึกวาไมไดรับความ

ยุตธิ รรมจากผูใหญ ถกู เยาะเยย ถากถาง ถกู กา วกา ยเรอ่ื งสวนตัว ถกู ขัดขวางไมใหท ําในสิ่งท่ีเขาคิดวา
จะประสบความสําเร็จ เปนตน การแสดงออกเม่ือโกรธข้ึนอยูกับการเลี้ยงดู การเลียนแบบใน
ครอบครวั อาจแสดงออกโดย สบถ สาบาน การทุบขวางปาส่ิงของ วัยรุนหญิงรองไหเม่ือผานชวง
วัยรุนตอนตนไปแลวคืออายุประมาณ 17-18 ปไปแลวจะควบคุมความโกรธไดดีข้ึน วัยรุนหญิง
สามารถควบคุมโกรธไดด กี วา วัยรนุ ชาย

วนั รุน ควรฝก ควบคมุ การแสดงออกใหเ หมาะสม อาทิ
 ฝกควบคุมความโกรธดวยวิธีตาง ๆ เชน นับ 1-100 หายใจเขาออกลึก ๆ ชาๆ ให
สมาธิจดจอ อยกู บั ลมหายใจเขาออก หลกี เลีย่ งออกไปจากสถานการณที่ทาํ ใหโกรธ เปน ตน
 ไมค วรตอบโตฝา ยตรงขามในขณะทอ่ี ยใู นอารมณโกรธดว ยกนั ท้งั 2 ฝา ย รอให
อารมณส งบแลว จงึ พดู คุยดวยเหตุผล
 ควรพดู ชแ้ี จงดว ยกิรยิ าทส่ี ุภาพตอผใู หญท ี่ตักเตือนเพราะความหว งใย

อารมณรักของวยั รนุ
อารมณรักเปนอารมณที่กอใหเกิดสภาวะของความยินดี ความพอใจ เมื่อวัยรุนมี

ความรูสึกรักใครขึ้นแลว จะมีความรูสึกท่ีรุนแรงและจะมีการเลียนแบบบุคลิกภาพที่ตนรักอีกดวย
เม่ืออยูหางกันจะทําใหเกิดความกระวนกระวายใจ จะมีการโทรศัพทหรือเขียนจดหมายติดตอกัน
วัยรนุ จะพยายามทาํ ทุกวถิ ที างเพ่อื ใหค นทตี่ นรกั มีความสขุ อาทิ ชว ยทํางานในโรงเรียน ใหของขวัญ
วยั รุน จะแสดงออกอยางเปด เผย อาทิ การเฝาคอยดหู รอื คอยฟงคนท่ีตนรักทําสง่ิ ตาง ๆ

22

การมคี วามรกั ตอสิ่งตาง ๆ อาทิ รักธรรมชาติ รักช่ืนชมตอเสียงเพลง แมแตความรักที่
เปนอุดมคติสูงสง อาทิ รกั ในเพอื่ นมนุษย หรอื ความรักตอบคุ คลอ่ืนลวนเปนสิง่ ทีด่ งี าม แตทั้งน้ี
ขึน้ อยกู ับการแสดงออกวา มคี วามเหมาะสมตามสถานะของวัยรุนหรอื ไม

การแสดงความรักที่เหมาะสมตอสถานะของวัยรุน โดยเฉพาะความรักตอเพศตรง
ขา ม ควรเปนความรักทอี่ ยูบ นพื้นฐานของการใหเกยี รติคนที่ตนรัก ไมลวงเกินใหเกิดความเส่ือมเสีย
มีการควบคุมอารมณค วามตองการทางเพศ มีการแสดงออกทส่ี ังคมยอมรับได อาทิ ไมไปอยูในที่ลับ
ตา ไมไ ปพักคางคนื กนั ตามลาํ พัง ไมม ีการถูกเนื้อตอ งตวั เปน ตน

อารมณร า เริงของวัยรนุ
อารมณรา เริงจะเกดิ ขน้ึ เมือ่ วัยรุนสามารถปรบั ตวั ไดด ใี นการทํางาน และการปรับตัว

ใหเขา กับสถานการณต าง ๆ ทางสังคม สามารถทาํ งานที่ยาก ๆ ไดส าํ เร็จ วยั รุน ทอ่ี ารมณราเริงที่มีการ
แสดงออกทางใบหนา ทางรา งกาย อาทิ การย้มิ หวั เราะ

ความอยากรอู ยากเห็น
วัยรุนมีความอยากรูอยากเปนในเหตุการณแปลก ๆ ใหม ๆ เชน เรื่องเพศ การ

เปลย่ี นแปลงรา งกาย ความรูสกึ ทางเพศ
ความอยากรูอยากเปน ของวัยรุน แสดงออกโดยการพดุ คยุ ซักถาม วิพากษวิจารณ มี

การตงั้ คําถามกับคนใกลชิด อาทิ เพื่อน ผูใหญท่ีใกลชิด การแสดงออกเชนน้ีเปนการแสดงออกที่
สรา งสรรค การที่วยั รนุ ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกบั ผใู หญทมี่ ปี ระสบการณมาก ๆ และเปนคนท่ีใจ
กวา งยอมรบั ฟงจะชวยใหวยั รุน ไดพัฒนาความคดิ ทกี่ วา งขวางสกู ารเปนผูใหญต อไป

การเปล่ียนแปลงทางดา นสงั คมของวยั รนุ
เด็กผูห ญิงเม่อื เริม่ ยา งเขาสวู ัยสาวก็จะมีการเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ หรือภาวะ

ทางดานจิตใจไปดวยเชนกัน โดยท่ีเด็กผูหญิงจะเร่ิมมีวามสนใจตัวเองมากข้ึน โดยเฉพาะในเรื่อง
ความแตกตางของบุคลิกภาพ มีความสนใจทางเพศตรงขาม รูจักสังเกตความรูสึกของผูอื่นท่ีมีตอ
ตนเอง ตองการใหผูอื่นประทับใจและใชเวลากับการแตงตัวมากข้ึน ในชวงวัยรุนนี้เองเปนชวงท่ี
เด็กผูหญิง เร่ิมทีจ่ ะวางตัวแยกออกหางจากครอบครัว และเริ่มมีวงสังคมในกลุมเพื่อน ๆ ของเขาเอง
ทั้งกลุม เพอ่ื นในเพศเดียวกันและเพอื่ นตา งเพศจะไปไหนมาไหนกนั เปนกลุม และเมอ่ื ถึงคราวกลับบาน
ก็ยงั ยกหูโทรศัพทห ากันเปน ชั่วโมง ทั้ง ๆ ทีเ่ มื่อกลางวันกไ็ ดเจอกันท่โี รงเรยี น

เด็กผูชายเมื่อเขาสูชวงวัยรุนจะเร่ิมมีความสนใจและใกลชิดกับกลุมเพื่อนมากข้ึน
พวกเขาจะมีกิจกรรมตาง ๆ รวมกัน ซึ่งอาจจะเปนการเลนกีฬา ดนตรีหรือการออกไปเดินตาม

23

หางสรรพสนิ คา พวกเขามีความรูสกึ เอาใจใสซึ่งกันและกัน รักเพ่ือนมากขึ้นทําอะไรก็จะทําตาม ๆ กัน
เปน กลุม ไมตองการที่จะแตกแยกหรือถูกทอดทง้ิ ออกจากลมุ

ปญ หาการเปลีย่ นแปลงทางดา นสงั คมของเดก็ วยั รนุ ผชู ายสว นใหญ จะเปนเรื่องของ
ยาเสพตดิ ซง่ึ มกั จะเริ่มขึน้ ครง้ั แรกจากการทดลองใชย าเสพติด โดยไดร บั การแนะนําจากเพ่ือน บางคน
อาจจะเต็มใจที่จะลอง แตบ างคนจําเปน ทีจ่ ะตอ งลองเพราะวา ไมตองการท่ีจะถกู ทอดทิง้ ออกจากลุม

โดยท่วั ไปการทดลองยาเสพติดมักจะเร่ิมจากการสบู บุหร่ี เพราะสามารถหาซอื้ ไดงาย
และมีราคาถกู ที่สุด เมือ่ เทยี บกบั ยาเสพติดชนดิ อื่น ๆ เม่อื เรม่ิ สบู บหุ ร่ีแลวกอ็ าจจะเริ่มทดลองยาเสพติด
ประเภทอนื่ ๆ ทีม่ ีฤทธร์ิ า ยแรงมากยง่ิ ข้ึน อาทิ สบู กญั ชา เสพยาบา ผงขาว หรือเฮโรอีน เปน ตน

การพฒั นาการทางสติปญญา (Metal Development)
การพัฒนาการทางสติปญญาของวัยรุนตอนตน คือ ความสามารถทางสมองเพิ่มขึ้นเพราะ

เซลลประสาทซ่ึงมีอยูต้ังแตเด็ก ในระยะนี้จะพัฒนาเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงจะเห็นไดชัดใน
ความสามารถในการพูด จนิ ตนาการ ความสนใจ เปล่ียนแปลงไปจากเดิม เร่ิมสนใจเพื่อนตางเพศ
ไมเหมอื นกับวยั เดก็ การทาํ งานมคี วาม

สนใจและตดิ ตอกนั นานกวา วัยเดก็ การทํางาน เรียนดี ความคิดดี มีเหตุผลข้ึน เด็กบางคนสามารถ
เขียนบทประพันธน วนิยายได เปน ตน

สรุป
วัยรุน มีพฒั นาการทางรางกายของเด็กหญิง และเด็กชายแตกตา งกนั คือเด็กหญิงจะ

มีพฒั นาการเรว็ กวา เด็กชาย โดยแบง ชวงอายดุ งั น้ี
1. วยั เตรยี มเขาสูว ัยรนุ
2. วัยรุน ตอนตน
3. วัยรุนตอนกลาง
4. วยั รนุ ตอนปลาย
วัยรนุ เปนชว งท่มี ีพฒั นาการทั้งในดา นรา งกายและจติ ใจคอ นขา งเร็วกวาวยั อนื่ ๆ เปน

ชวงของการปรบั ตัวจากวยั เด็กไปสวู ัยผูใหญ โดยมกี ารเปลี่ยนแปลงในดา นตาง ๆ ดังนี้
1. การเปล่ียนแปลงทางดา นรา งกายจะเปนไปอยางชัดเจน วัยรุนหญิงจะมีลักษณะ

รูปรา งทรวดทรงเปนหญิงสาวชัดเจนมีการเปล่ียนแปลงระบบอวัยวะสืบพันธุโดยเร่ิมมีประจําเดือน
พรอ มจะสืบพันธุได วยั รนุ ชายจะเรมิ่ มีลักษณะของชายหนุม มีการเปลีย่ นแปลงของระบบอวัยวะเพศ
เรม่ิ มีอสุจิซึง่ เปน เซลลส ืบพันธพุ รอ มที่จะสบื พันธุได

24

2. การเปล่ียนแปลงทางดานอารมณและจิตใจสวนใหญจะมีผลมาจากการ
เปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย ไดแก ความวิตกกังวล ความกลัว ความโกรธ ความรักและความ
อยากรอู ยากเห็น ส่ิงตา ง ๆ ท่ีเกิดข้นึ กบั วยั รนุ ดังกลาวนน้ั ผูใหญ ผใู กลชิดควรสงั เกตและแกไขปญหา
ดว ยเหตผุ ลตาง ๆ ที่เหมาะสม

3. การเปล่ียนแปลงทางดานสังคมเร่ิมมีวงสังคมในกลุมเพศเดียวกันและตางเพศมี
การทาํ กจิ กรรมรว มกันเปนกลมุ กลวั การถกู ทอดท้ิง ปญ หาที่ควรระวังมากเปนเรื่องของยาเสพติด

4. การพัฒนาการทางสติปญญาความสามารถทางสมองจะพัฒนาเต็มท่ี มีการ
เปล่ยี นแปลงท่ีเหน็ ไดชัด ไดแกความสามารถใน การพูด การทํางาน ความคิด ความจําดี มีสมาธิ
มากขึ้น

3.4 วัยผูใหญ
ระยะของชว งเวลาทเี่ รยี กวา ผูใหญ นั้นมคี วามยาวนาน และมีความสําคัญตอ

ชีวิตอยางมากเปนระยะเวลาการเลือกประกอบอาชีพท่ีมั่นคง มีเพื่อน คูครอง ในวัยน้ียังมีการ
เปลย่ี นแปลงทางรางกาย และความเสอื่ มในดานความสามารถอีกดว ย จะแบงชวงอายุไดเปน 2 ระยะ
คอื วยั ผใู หญอายตุ ั้งแต 21-40 ป วัยกลางคนอายตุ งั้ แต 40-60 ป

3.4.1 วัยผูใ หญ (Adulthood)
ลกั ษณะโดยท่ัวไปของวัยผูใหญ
บคุ คลยา งเขาสวู ัยผูใหญ ตองปรับตัวใหเขากฎเกณฑตาง ๆ ของสังคม

ยอมรับความเปน จรงิ ของชีวิต การควบคมุ อารมณ การเลือกคคู รองทีเ่ หมาะสม อาจกลา วไดดงั นี้

1. การเลือกคคู รองใชระยะเวลาหลังจากวัยรุน สนใจเลือกคูครองโดย
ศกึ ษาองคประกอบท่สี าํ คญั เพือ่ เลือกคูครองไดเหมาะสมกับตน อาทิ ความสนใจ ทัศนคติคลายคลึง
กนั ฐานะทางเศรษฐกิจไมแ ตกตางกนั เกนิ ไป องคป ระกอบเหลา นี้จะชวยใหชีวติ ครอบครัวยัง่ ยืนเมื่อ
แตงงานแลว ทง้ั ชายและหญิง กต็ อ งปรบั ตัวใหเ ขา กับบทบาทใหมในฐานะความเปนสามี ภรรยาตอง
เขา อกเขา ใจกัน ปรบั ตัวเขาหากัน ยอมรบั สภาพความเปน อยูของกันและกนั ไดด แี ลว การเตรียมจติ ใจ
ไวเพื่อเปน พอ แมต อ ไป

2. การประกอบอาชีพท่ีเหมาะสมกับความสามารถของตน มักจะมี
ความเจริญกาวหนาในอาชีพผูประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพ จะชวยใหชีวิตครอบครัวมี
ความสุข

25

3. การเผชิญปญ หา ในวยั ผูใหญมกั จะมปี ญ หาในเรือ่ งของการมีคูครอง
และบุตร การมีสมาชิกเพื่อขน้ึ กย็ อมมีปญ หาประดังเขามา ตองใชความสามารถในการแกปญหาเพื่อ
ประคับประคองครอบครัวได

4. ความกดดันทางดา นอารมณ ปญ หาตาง ๆ ท้ังในดานครอบครัวและ
การงานบางคนมคี วามยงุ ยากในการปรับตวั อยูบา ง แตพอยา งเขา สวู ยั 30-40 ป อาจลดความตึงเครียด
ไดบา งและสามารถแกไ ขปญหาตา ง ๆ ไดดขี น้ึ ความตงึ เครยี ดทางอารมณกล็ ดลงไป

3.4.2 วัยกลางคน (Middle Ages)
วัยกลางคนนับวา เปน ชว งระยะเวลาที่ยาวนานเปน ชวงท่ีสําคัญที่สุดของ

ชีวิต บคุ คลที่ประสบความสําเรจ็ ในชวี ิตจะอยูในชว งชีวิตตอนนีเ้ ปนสว นมาก
ความเปลี่ยนแปลงในดา นตา ง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ กับบคุ คลวยั กลางคน
1. ความเปล่ียนแปลงทางรางกาย ไดแก รูปราง หนาตา ทาทาง การ

มอง การฟง การทํางานของตอมตาง ๆ ชาลง สมรรถภาพทางเพศลดลง ผูหญิงจะอยูในระยะท่ี
ประจาํ เดือนเรมิ่ หมดหรอื ทีเ่ รียกวา ระยะ “menopause” อารมณหวน่ั ไหวไดงาย มีความหงุดหงิดและ
ราํ คาญเกง ผใู กลชดิ ตองรูจักเอาอกเอาใจ จะชว ยใหค วามวิตกกังวลลดลงไปได

2. ความเปล่ยี นแปลงในหนาทีก่ ารงาน อาจมกี ารเปลย่ี นแปลงตําแหนง
หนา ทีก่ ารงาน เปลย่ี นแปลงผูบังคับบัญชา ระยะนเี้ ปน ชว งของความสาํ เรจ็ สงู สุดในชีวิตการงาน อาจ
กอใหเกดิ ความกงั วลใจไมนอย

3. ความเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ มีความกังวลหวงการงานอาจมี
อารมณท ี่แปรเปล่ียนไปจากเดิม อารมณของหญิงวัยนก้ี ลบั มลี กั ษณะคลา ย ๆ กบั อารมณโกรธงายหาย
เรว็

4. ความเปล่ียนแปลงดานความสนใจ มีความสนใจในเร่ืองตาง ๆ
ลึกซ้งึ พเิ ศษและจริงจัง บางคนสนใจเรอ่ื งศาสนา บางคนชว ยงานสังคม เปน การหาความสขุ ใหต นเอง
และสงั คมตามอตั ภาพ

สรุป
วยั ผใู หญเปนชว งอายุต้ังแต 21-60 ป เปน วยั ที่มพี ัฒนาการในดานตา ง ๆ ไดม ากจนถึง

ขดี สูงสดุ อาทิ ดานความสูง สตปิ ญ ญา มกี ารเปลย่ี นแปลงดานจิตใจความพอใจ คานิยม และสนใจ
ในเร่ืองคคู รองมาก เปน วยั ทเี่ รม่ิ เส่อื มความสามารถ สมรรถภาพทางเพศลดนอยลง

26

3.5 วยั สูงอายุ
ความชราจะมีความแตกตางของบคุ คล เขา มาเกี่ยวของดวยในวัยท่ีมีอายุเทากนั

สมรรถภาพอาจแตกตา งกนั บางคนอายุ 50 ป แตความชราทางกายภาพมีมาก ในเวลาเดียวกัน คน
อายุ 60 ปค วามชราทางกายภาพยงั ไมม ากนัก เราจึงกําหนดอายุวยั ชราโดยประมาณ คอื วัย 60 ปข น้ึ ไป

พฒั นาการทางรางกาย
เซลลตาง ๆ เร่มิ ตายจะมกี ารเกิดทดแทนไดนอยและชา รางกายสึกหรอ ถามี
การเจ็บปวยทางรางกายจะรักษาลาํ บากและหายชากวา วยั อน่ื ๆ เพราะวยั นร้ี างกายมแี ตค วามทรดุ โทรม
มากกวา ความเจริญ ความสูงจะคงท่ี หลังโกง ผมบนศรี ษะหงอก กลา มเนือ้ หยอนสมรรถภาพการทรง
ตัวไมดี

พฒั นาทางสตปิ ญญา
มีความสขุ ุมรอบคอบ ยงั มเี หตผุ ลดีแตขาดความริเริ่มจะยึดหลักเกณฑที่ตน
เคยยึดถือปฏิบัติ สมรรถภาพในการเลาเรียนจะคอย ๆ ลดลงทีละนอยในชวงอายุระหวาง 25-50 ป
หลงั จาก 50 ปแ ลว จะลดลงคอนขา งเร็ว การทองจาํ อะไรจะรับไดยากกวาวยั อืน่ มีความหลงลืมงาย

พัฒนาการทางดานอารมณ
บางคนชอบงาย โกรธงาย อารมณแปรปรวนไมคงท่ี แตวัยชราบางรายมี
จิตใจดี ท้ังนเี้ ปนไปตามสภาพแวดลอม สังคม และประสบการณท ่ผี า นมา รวมถงึ สภาพเศรษฐกิจใน
ครอบครัวดวย ในวยั ชรานจี้ ะมีความเมตตากรุณา สงู กวา วัยอ่นื ๆ จะเห็นไดจ ากการชวยเหลือผูอื่นใน
กรณีตาง ๆ

พัฒนาการทางดา นสงั คม
สวนมากจะสนใจเร่ืองของการกุศลยดึ ถือศาสนาเปนที่พึ่งพิงทางใจ บริจาค
ทรัพยสินเพ่ือการบํารุงศาสนา จับกลุมปฏิบัติธรรม บางรายสิ่งแวดลอมและเศรษฐกิจบังคับไม
สามารถทาํ ความตอ งการได ก็จะไดร ับมอบหมายใหเล้ียงดูเด็กเล็ก ๆ ในบาน มีความสุขเพลิดเพลิน
ไปกับลูกหลานประสบการณของคนชรามคี ามากสําหรบั หนุมสาว บตุ รหลาน ตองยอมรับนับถือเอา
ใจใสเห็นคุณคา ไมเหยียบย่ําดูหม่ินดูแคลน ควรหาทํางานอดิเรกใหทําเพ่ือใหทานมีความสุข
เพลดิ เพลิน


Click to View FlipBook Version