จัดทำโดย พรรษนันท์ พรหมณาเวช ม.5/10 เลขที่ 24
คุณค่าด้าน
วรรณศิลป์
นิราศเมืองเพชร
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
มีการใช้คำง่ายๆ แต่มีความหมาย มีการใช้สัมผัสลีลาและ
จังหวะ ทำให้บทร้อยกรองเกิดความไพเราะ ในบทร้อยกรอง
สุนทรภู่สุนทรภู่มีการใช้ทั้งอุปมา อุปลักษณ์ สัทพจน์
ปฏิปุจฉา และการใช้ภาพพจน์ ที่ทำให้บรรยายหรือพรรณนา
อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน สามารถสรุปได้ดังนี้
1 เสียงเสนาะ มีสัมผัส ลีลาจังหวะ
การเลียนเสียงธรรมชาติ และการเล่นคำ
- การสรรคำ
การสรรคำ ใช้คำง่ายๆ ธรรมดาๆ ที่ชาวบ้านใช้กัน โดยไม่นิยมใช้ศัพท์
ที่เป็นคำศัพท์ซึ่งมาจากภาษาอื่นดังเช่นที่ใช้ในการแต่งฉันท์ เนื่องจาก
เห็นว่าคำศัพท์เหล่านั้นหากชาวบ้านทั่วไปฟังก็จะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่คำที่
ท่านใช้นั้นก็มิใช่คำพื้น ๆ แต่หากเป็นคำที่สุนทรภู่เลือกสรรแล้วว่ามี
ความหมายเข้มข้น ลึกซึ้งและสะเทือนอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อตอนที่สุนทรภู่เดินทางไปเมืองเพชรบุรี ผ่านถ้ำ แล้วรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่เคยพาแม่จันหนีมา ดังนี้
แล้วเดินดูภูผาศิลาเลื่อม บ้างงอกเงื้อมเงาระยับสลับสี
เป็นห้องน้อยรอยหนังสือลายมือมี คิดถึงปีเมื่อเป็นบ้าเคยมานอน
ชมลูกจันกลั่นกลิ่นระรินรื่น จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน
เห็นห้องหินศิลาน่าอาวรณ์ เคยกล่าวกลอนกล่อมช้าโอ้ชาตรี
สุนทรภู่ได้เดินทางผ่านแม่น้ำแม่กลอง ล่องเรือชมหิ่งห้อย ดังนี้
หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร
เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตา
- สัมผัสลีลาและจังหวะ
เล่นทั้งเสียงสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ รวมทั้งจัดช่วงจังหวะ
อย่างเหมาะเจาะทำให้บทร้อยกรองเกิดความไพเราะ เช่น
โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน
ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน เป็นเพศพันธุ์ไร้ผัวเพราะมัวเมา
โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอก เห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว
ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบ เรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง
- การเลียนเสียงธรรมชาติ
ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงการพรรณนาในตอนนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น เช่น
เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีเสียง
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน
เหมือนดนตรีปี่ ป่าประสายาก ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวง
ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ เสียงผัวะผะพึบพับปุบปับแปะ
ที่เข็นเรียงเคียงลำขยำแขยะ มันเกาะแกะกันจริงจริงหญิงกับชาย
- การเล่นคำ
การเล่นคำในบทร้อยกรองของท่านหลายแบบทั้งซ้ำคำ ซ้ำความ และซ้ำอักษร
ซึ่งทำให้เกิดเสียงเสนาะและความหมายที่ลึกซึ้ง เช่น
ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี
ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาส เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี
ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี มาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา
2 การใช้โวหาร ในบทร้อยมีการใช้ทั้งอุปมา อุปลักษณ์
สัทพจน์ และปฏิปุจฉา
- อุปมา
ตัวอย่างเช่น
เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน ไปหากินแล้วก็พากันมารัง
บ้างเคียงคู่ชูคอเสียงซ้อแซ้ โอ้แลแลแล้วก็ให้อาลัยหลัง
แม้นร่วมเรือนเหมือนนกที่กกรัง จะได้นั่งแนบข้างเหมือนอย่างนก
นี่กระไรไม่มีเท่ากี่ก้อย โอ้บุญน้อยนึกน่าน้ำตาตก
- อุปลักษณ์
ตัวอย่างเช่น
ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง
ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย
- สัทพจน์
ภาพพจน์ที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียงคลื่น เสียงลม
เสียงฝนตก เสียงน้ำไหล ฯลฯ การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้เหมือนได้ยินเสียง
นั้นจริง ๆ
ตัวอย่างเช่น
เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีเสียง
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน
เหมือนดนตรีปี่ ป่าประสายาก ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวง ฯ
- ปฏิปุจฉา
หมายถึง การใช้คำถามถามออกไปเพื่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มิใช่คำตอบ
ของคำถามนั้นตรงๆ ซึ่งก็คือ “คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ” นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น
ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี
ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวา ใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง
ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพัง แนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการ ๚
3 การใช้ภาพพจน์
- พรรณนาโวหาร
ได้เล่าการทัศนาชมทะเล ชมธรรมชาติ ที่ตนพบเจอผ่านบทร้อยกรองดังนี้
ข้างฝั่ งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่น นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน
แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลน ลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า
หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่ งซ้าย แสนสบายบังลมร่มรุกขา
บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมา คอยคงคาเกลื่อนกลาดไม่ขาดคราว
บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิง บ้างแกงปิ้ งปากเรียกกันเพรียกฉาว
เสียงแต่ตำน้ำพริกอยู่กริกกราว เหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงาน
- การบรรยายโวหาร
ในระหว่างการเดินไปเพชรบุรี สุนทรภู่ได้ไปบ้านท่านขุนเพ่งผู้ที่ตนเคยมาพึ่ง
ใบบุญอาศัยด้วย แล้วสุนทรภู่ได้รำลึกถึงความหลังมีการบรรยาย
การทำข้าวเม่ากับท่านขุนเพ่งครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้
โอ้คิดถึงพึ่งบุญท่านขุนแพ่ง ไปหน้าแล้งรับแขกแรกวสันต์
ตำข้าวเม่าเคล้าน้ำตาลทั้งหวานมัน ได้ช่วยกันคั้นขยำน้ำกะทิ
เขาไปเที่ยวเกี่ยวข้าวอยู่เฝ้าห้อง เหมือนพี่น้องนึกโอ้อโหสิ
- การสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและการสร้างบรรยากาศ
ในบทร้อยกรองของสุนทรภู่โดยเฉพาะนิราศ ซึ่งสุนทรภู่แต่งขึ้นจากความรู้สึก
ที่แท้จริงนั้น ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง นอกจากนี้ท่านยังสร้าง
บรรยากาศที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี เช่น
ในตอนที่สุนทรภู่ได้รำพึงรำพัน รำลึกถึงความหลัง ผ่านภูเขาที่ตนเคยพา
แม่จันหนีมาอาศัยที่ถ้ำ ดังนี้
แล้วเดินดูภูผาศิลาเลื่อม บ้างงอกเงื้อมเงาระยับสลับสี
เป็นห้องน้อยรอยหนังสือลายมือมี คิดถึงปีเมื่อเป็นบ้าเคยมานอน
ชมลูกจันกลั่นกลิ่นระรินรื่น จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน
เห็นห้องหินศิลาน่าอาวรณ์ เคยกล่าวกลอนกล่อมช้าโอ้ชาตรี
พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้อง เรไรซ้องเสียงจังหรีดดังดีดสี
คิดคะนึงถึงตัวกลัวต้องตี ต่อช้าปีจึงค่อยวายฟายน้ำตา
คุณค่าด้านด้านสังคม
1 คุณค่าทางด้านความรู้และข้อคิด
- ความรู้เกี่ยวถ้อยคำและสำนวน
สุนทรภู่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับที่มาของสำนวนบางสำนวน เช่น สำนวนปากบอน
ที่หมายถึง อาการปากอยู่ไม่สุข ชอบพูด ชอบฟ้อง ชอบนินทา สุนทรภู่กล่าวไว้ใน
บทประพันธ์ ดังนี้
ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน
อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟัง
และสำนวนปั้ นน้ำเป็นตัว ที่หมายถึง โกหก แต่งเรื่องขึ้น สุนทรภู่กล่าวไว้ใน
บทประพันธ์ ดังนี้
ถึงบางขวางข้างซ้ายชายชลา ไขคงคาขังน้ำไว้ทำเกลือ
หรือบ้านนี้ที่เขาว่าตำราร่ำ ช่างปั้ นน้ำเป็นตัวน่ากลัวเหลือ
- ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ
ธรรมชาติของสัตว์ วรรณกรรมของสุนทรภู่ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของ
ธรรมชาติหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
เมื่อตอนที่สุนทรภู่เดินทางปากอ่าวแม่กลอง ได้เห็นปูชุกชุม จึงได้กล่าว
ถึงธรรมชาติของปูตามที่ท่านได้ทราบมา ดังปรากฏไว้ว่า
โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน
ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน เป็นเพศพันธุ์ไร้ผัวเพราะมัวเมา
แม้นเมียออกลอกคราบไปคาบเหยื่อ เอามาเผื่อภรรยาเมตตาเขา
ระวังดูอยู่ประจำทุกค่ำเช้า อุตส่าห์เฝ้าฟู มฟักเพราะรักเมีย
ถึงทีผัวตัวลอกพอออกคราบ เมียมันคาบคีบเนื้อเป็นเหยื่อเสีย
จึงเกิดไข่ไร้ผัวเที่ยวยั้วเยี้ย ยังแต่เมียเคลื่อนคล้อยขึ้นลอยแพ
และสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สุนทรภู่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมันไว้อย่างน่า
สนใจคือลิง ท่านได้กล่าวถึงลิงไว้และต่อท้ายด้วยการกล่าวถึงแมงดาอีกครั้ง
หนึ่งว่า
เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอ มาคอยขอโภชนากระยาหาร
คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทาน ต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย กระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลย ๚
โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู
แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือ จนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู
ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้ ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว
ตลอดหลามตามตลิ่งล้วนลิงโลน อ้ายทโมนนำหน้าเที่ยวคว้าปู
ครั้นล้วงชุดสุดอย่างเอาหางยอน มันหนีบนอนร้องเกลือกเสือกหัวหู
เพื่อนเข้าคร่าหน้าหลังออกพรั่งพรู ลากเอาปูออกมาได้ไอ้กะโต
ทั้งหอยแครงแมงดามันหาคล่อง ฉีกกระดองกินไข่มิใช่โง่
ได้อิ่มอ้วนท้วนหมดไม่อดโซ อกเอ๋ยโอ้เอ็นดูหมู่แมงดา
ให้สามีขี่หลังเที่ยวฝั่ งแฝง ตามหล้าแหล่งเลนเค็มเล็มภักษา
เขาจับเป็นเห็นสมเพชเวทนา ทิ้งแมงดาผัวเสียเอาเมียไป
ฝ่ายตัวผู้อยู่เดียวเที่ยวไม่รอด เหมือนตาบอดมิได้แจ้งตำแหน่งไหน
ต้องอดอยากจากเมียเสียน้ำใจ ก็บรรลัยแลกลาดดาษดา
- คุณค่าทางด้านความคิด
สุนทรภู่ได้สอดแทรกข้อคิด คติชีวิต และธรรมชาติของมนุษย์ไว้ในรูปแบบ
สำนวนและสุภาษิต เช่นในตอนที่สุนทรภู่ได้เดินทางผ่านย่านบางซื่อ กล่าวในบท
ประพันธ์ไว้ดังนี้
ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน
สุนทรภู่ได้สอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม สัจธรรมแห่งชีวิตให้กับหนูน้อยในเรื่อง
ของใจคด กล่าวในบทประพันธ์ไว้ดังนี้
ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง ชะวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา
ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา แต่หนึ่งมาถ้วนสามสิบสองคด
อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่ เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคน
สุนทรภู่ได้สอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม สัจธรรมแห่งชีวิตให้กับหนูน้อยในเรื่อง
ของใจคด กล่าวในบทประพันธ์ไว้ดังนี้
ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง ชะวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา
ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา แต่หนึ่งมาถ้วนสามสิบสองคด
อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่ เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคน
กล่าวถึงสำนวนไทยป้ันน้ำเป็นตัวไว้ดังนี้ ไขคงคาขังน้ำไว้ทำเกลือ
ถึงบางขวางข้างซ้ายชายชลา ช่างปั้ นน้ำเป็นตัวน่ากลัวเหลือ
หรือบ้านนี้ที่เขาว่าตำราร่ำ
สอดแทรกข้อคิดความรักของแม่ที่มีต่อลูกไว้ดังนี้
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย กระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลย
โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู
สอดแทรกสจั ธรรม มีเกิดขึ้นมีดับไปไว้ดังนี้
ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากะโห้ไม่สังหาร
ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่าองค์พระทรงปลา
แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา
ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน
เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน
เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน นึกสะอื้นอายใจมาในเรือ