The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส ผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teeranaikano0, 2021-10-20 07:29:00

หนังสืออิเล็กทรอนิกส ผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุง

หนังสืออิเล็กทรอนิกส ผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุง

1หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี

ผ้าซิน่ ไหมคำเชยี งตงุ
การสบื ทอดและผลติ ซ้ำวฒั นธรรมผา้ ลา้ นนาในปัจจบุ นั

ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวัง
วิเคราะห์ปจั จยั ที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ภูมปิ ัญญาไทย
และวัฒนธรรมไทย ซงึ่ มีผลต่อสงั คมไทยในยคุ ปัจจุบนั

ประเด็นที่จะศกึ ษา

- เมอื งเชยี งตุงและผา้ ซ่ินไหมคำ
- การสบื ทอดและผลิตซำ้ ทางวัฒนธรรม
- การสืบทอดและผลติ ซ้ำผา้ ซิน่ ไหมคำ

ในพ้ืนที่เชยี งตุงและล้านนา
- การสบื ทอดและผลติ ซำ้ ผา้ ซน่ิ ไหมคำในเมืองเชียงตงุ
- การสบื ทอดและผลติ ซ้ำผ้าซิ่นไหมคำในล้านนา
- ผา้ ซ่นิ ไหมคำในดนิ แดนล้านนา
- การผลติ ซำ้ ในด้านเร่ืองราวเก่ียวกบั เมอื งเชยี งตุงและผ้าซิ่นไหมคำ
- การผลติ ซำ้ เพื่อใช้สำหรับการแสดงทางวฒั นธรรม
- การผลติ ซำ้ ผ้าซ่นิ ไหมคำเชิงพาณิชย์
- ปจั จัยท่ีทำใหเ้ กิดการสืบทอดและผลติ ซำ้

เมอื งเชียงตุงและผ้าซ่นิ ไหมคำ

เมืองเชยี งตงุ หรอื เขมรัฐตุงคบุรี เป็นเมอื งในหบุ เขาท่ใี หญ่ท่ีสุดของฝงั่ ตะวันออกแมน่ ้ำสาละวนิ ปจั จุบันอยู่
ในเขตรฐั ฉาน สหภาพหมา่ พลเมอื งหลกั คอื ชาวไทเขิน ซงึ่ แทจ้ ริงแลว้ เป็นชาวไทล้ือกลุ่มหนึ่งท่ีมาอาศัยอยู่บริเวณ
ลุ่มแม่น้ำเขิน จึงเรียกตัวเองว่า "ไทเขิน" ตามชื่อแม่น้ำ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำเครื่องเขิน
นอกจากน้แี ล้วยงั มกี ลมุ่ ชาติพันธุไ์ ทอนื่ ๆ อกี ได้แก่ ไทลื้อ ไทเหนือ ไทใหญ่ ไทยวนและไทดอย อาศยั อยู่ร่วมกนั

เชียงตุงมีความสำคัญทางด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจต่อพม่าอย่างมาก แม้ว่าจะห่างไกลจาก
เมืองหลวง ศนู ยอ์ ำนาจของหม่า คือ นครเนปิดอร์ แต่กลับมพี ้นื ที่ตั้งอยู่ใกลภ้ าคเหนือตอนบนของประเทศไทยมาก
ในอดีตยังมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ต่อดินแดนล้านนาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเมืองเชียงตุงถูกสร้างขึ้นโดย
พญามังราย ปฐมกษัตริย์ของล้านนา และส่งราชบุตร คือ เจ้าน้ำท่วมไปปกครองเมืองใน พ.ศ. 1886ภายหลัง
จากนั้นเชียงตุงมีความสัมพันธ์กับล้านนาอย่างมาต่อเนื่อง โดยมีฐานะเป็นเมือง "ลูกช้างหางเมือง" กษัตริย์ล้านนา
มักส่งบุตรไปปกครอง ทั้งยังมีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอีกด้วย จนกระทั่งพระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีเข้ายึด
เชียงใหม่ ใน พ.ศ.2101 ในระยะเวลาราว 200 ปีที่พม่าปกครองล้านนา ความสัมพันธ์ระหว่างเชยี งตุงและล้านนา
ก็ถูกลดบทบาทลงไป จนเมื่อพระยากาวิละได้ทำการฟืน้ ม่านและฟื้นฟูบ้านเมืองในดินแดนล้านนา ทำการ "เก็บผกั
ใส่ซา้ เก็บข้าใสเ่ มือง" ไดย้ กกองทัพข้ึนไปตีเมืองของกล่มุ คนไทในรัฐฉานและสิบสองปันนา กวาดต้อนผู้คนลงมายัง
ดินแดนล้านนา ทำให้มีชาวไทเขินจำนวนหนึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน ชาวเมืองเชียงตุง
จำนวนหนึ่งนำโดยเจ้ามหาขนาน ได้กอบกู้บ้านเมืองและฟื้นฟูเมืองเชียงตุงขึ้นอีกครั้ง และยอมรับอำนาจพม่ าใน
ฐานะประเทศราช ในที่สุดเมืองพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในพ.ศ.2429 เชียงตุงก็ถูกรวบเข้าสู่การเป็น
อาณานคิ มไปด้วย ทา่ มกลางความเปล่ยี นแปลงผนั ผวนทางการเมืองสมยั ใหม่ การก่อเกดิ ข้ึนของเส้นพรมแดนและ
รฐั สมัยใหม่ จึงทำใหค้ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งเมืองเชยี งตุงและล้านนาค่อยๆ จางหายไป อยา่ งไรก็ตามนักวิซาการและ
กลุ่มผู้นิยมวัฒนธรรมชาวไทย ยังคงให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของเชียงตุงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น
ประวัติศาสตร์ สงั คม วัฒนธรรมและประเพณี โดยเริ่มตน้ ปรากฏชัดเจนขนึ้ ในชว่ ง พ.ศ.2530 เป็นตน้ มา สอดคล้อง
กระแสท้องถ่นิ นยิ มท่ีกอ่ ตัวขึ้นในชว่ งเวลาดงั กล่าวเช่นเดียวกัน

ในอดตี เมอื งเชียงตุงในฐานะรัฐจารีตใหห้ บุ เขา ปกครองโดยระบอบ "เจา้ ฟา้ " สบื เชอ้ื สายผปู้ กครองมาจาก
ราชวงศม์ ังราย โดยเร่มิ ต้ังแต่เจา้ นำ้ ท่วม ราชบตุ รของพญามังราย สืบการปกครองมายาวนานถึง 619 ปี รวมท้ังสิ้น
43 รชั กาล แมใ้ นชว่ งทีต่ กเป็นอาณานคิ มขององั กฤษ กย็ งั คงรักษาระบบการปกครองแบบเดิมไว้ได้ แม้จะมีขา้ หลวง
อังกฤษควบคุมดูแล เพ่อื จำกดั อำนาจทางการทหารและการทูตกับต่างประเทศ กระทงั่ เมื่อพม่า ได้รบั เอกราช และ
เกิดการปฏิวัติของนายพลเนวิน ระบบเจ้าฟ้าจึงถูกยกเลิกไปใน ปีพ.ศ.2505 โดยมีเจ้าฟ้าองค์ สุดท้าย คือ เจ้าฟ้า
ชายหลวง ซ่ึงถูกควบคุมตัวให้อย่แู ต่เฉพาะในเมอื งย่างกงุ้ จนกระทงั่ สิ้นพระชนม์

ระบอบการปกครองแบบเจ้าฟ้า ปรากฏในดินแดนบ้านเมืองคนไทในรฐั ฉาน ผูม้ ีอำนาจปกครองสูงสุดหรือ
กษตั รยิ ์ คอื "เจา้ ฟ้า" มตี ำแหน่งอปุ ราชคือ "เจา้ แกมเมอื ง" นอกจากน้ยี ังมีเช้ือพระวงศ์ ได้รบั การแตง่ ตั้งลดหล่ันรอง
ลงไปอกี คอื "เจา้ เมืองเหล็ก" "เจา้ เมอื งขาก" และ "เจ้าเมืองขอน" ชายาของเจา้ ฟา้ ท่ีมตี ำแหนง่ สูงสุด คอื "มหาเทวี"
หรือ "แม่เจ้านางเมือง " ส่วนชายาองค์อื่น ๆ เรียกว่า "นางฟ้า" และเจ้านายสตรีทุกพระองค์ได้รับการยกย่องเรียก
ขานวา่ "เจา้ นาง" ทกุ พระองค์

สตรีชนชั้นสูง หรือ "เจ้านาง" ไทเขินในราชสำนักเชียงตุง มีเครื่องแต่งกายที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะ
ของตน โดยสวมเสื้อสาบป้าย หรือที่เรียกว่า "เสื้อปัด" ที่ตัดจากผ้าแพรสีอ่อนหวาน เกล้าผมเป็นมวยใหญ่เหนือ
ศีรษะประดับปิ่นทองคำและอัญมณี บางโอกาสจะโพกศีรษะด้วยผ้าแพร ในชีวิตประจำวันสวมผ้าซิ่นต่อเชิงสีเขียว
หรืองม่วง ซึ่งจะต้องทอเป็นแบบแผนเฉพาะ ในโครงสร้างแบบไทลื้อ เป็นนลายขวางลำตัว เส้นลายไม่ซ้ำเสมอกัน
เรียกว่า "ซ่ินตาลื้อ" กับแบบโครงสร้างไทยวน เป็นผ้าชิ้นลายริ้วสม่ำเสมอขวางลำตัว ส่วนโอกาสพิเศษ เช่น งาน
แต่งงาน งานพระราชพิธี ประเพณีปอยงานบุญ เป็นต้น เจ้านางจะสวมผ้าซิ่นที่ทอด้วยเส้นไหมคำ เรียกว่า "ผ้าซิ่น
ไหมคำ" มีลักษณะโครงสรา้ งตามแบบผา้ ซ่ินของกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุไท ประกอบดว้ ยหวั ซิน่ ตัวซิน่ และตีนซนิ่ เสน้ ไหมคำ
ที่นำมาทอนี้ เป็นเส้นโลหะสีทองที่ถูกรีดให้แบน ทำเป็นเส้นขนาดเล็ก พันเข้ากันแกนฝ้ายหรือไหม มีแหล่งผลิต
สำคัญอยใู่ นประเทศจนี และอนิ เดีย

การแตง่ กายท่ีงดงามของเจา้ นางไทเขิน สรา้ งความประทบั ใจให้แกช่ าวตะวันตกทไ่ี ด้พบเหน็ อย่างมากมาย
เม่อื ครง้ั ทหี่ มอด็อดด์ (Wilian Clifon Dodd) เดินทางมายังเมืองเชียงตุง ไดบ้ รรยายว่าผา้ ซิ่นทอเป็นรว้ิ หลายสี ต่อ
เชิงเป็นสีเขียว ปักไหมทองเป็นลายดอกไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 นิ้ว ซึ่งมีมูลค่าดอกละ 1 รูปี มีผ้าซิ่นซ้อน
อีกด้านในอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ประดับด้วยไหนทองเส้นเดียวกัน เมื่อเจ้านางเชียงตุงออกปรากฏตัวในแสงแดดก็เกิด
ประกายระยบิ ระยับงดงามมาก นอกจากน้ี ไพศาล จั่วทอง ไดอ้ ธบิ ายลักษณะของผ้าซ่นิ ไหมคำจากคำบอกเล่าของ
เจ้านางสุคันธา ธดิ าเจา้ ฟ้า กอ้ นแก้วอินทรแ์ ถลง ไวด้ ังน้ี

"ซิ่นไหมคำ ตัวซิ่นใช้เส้นไหมทอสลับกับเส้นทอง (ไหมคำ-ผู้เขียน) เส้นทองนี้สั่งมาจากอินเดีย ส่วนตีนซ่นิ
ทำจากแพรเขียว สามารถปักลวดลายต่าง ๆ หลายรูปแบบ อาจเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย มีการประดับตีนซ่ินด้วย
ดาวคำ ซึ่งดาวคำนี้ได้มาจากเมืองเล็ม ไม่ได้ทำเองในเชียงตุง ทำจากทองคำ การประดับดาวคำนั้น จะใช้เป็นแถว
เดียวเสมอกันหมด หรือเริ่มจากแถวแรกหนึ่งดอก สามดอก ห้าดอกขึ้นไปก็ได้ นอกจากแม่เจ้านางเมืองแล้ว ผู้ที่มี
ชื่นไหมคำพิเศษ คือ เจ้านางบัวสวรรค์ ตัวซิ่นใช้เส้นทองทอกับเส้นไหมในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่วนตีนซ่ิน
ออกแบบลวดลายอีกรูปแบบหนึ่ง จะใช้ทองคำในปริมาณมากและมีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองมากกว่าส่วนตัวซ่ิน
นอกจากน้ียังมีซ่ินอีกประเภทหน่ึงทเ่ี รียกว่า ซ่นิ ไหมคำปิง เป็นซ่นิ ทม่ี ีการใช้เส้นทองทอสลับกบั เส้นไหม โดยใช้เส้น
ทองทม่ี ากกวา่ ซ่ินไหมคำปกติ ซิน่ ชนิดนีจ้ ะไม่ค่อยปักลวดลายใดๆ เพิม่ มากนัก เนน้ ปริมาณทองท่ีใชท้ อสลับกับเส้น
ไหม เพื่อใหด้ ูเหมอื นกบั เป็นทองท้ังผืน"

ได้เพิม่ เตมิ ข้อมลู อีกว่า เจา้ บวั สวรรคเ์ ป็นผู้ทม่ี ีความสามารถในการทอและปักผา้ นานาชนิด ได้ประดิษฐ์ซ่ิน
ไหมคำปิงขึ้น โดยใช้ทองคำมากกว่าซิ่นไหมคำผืนอื่น ๆ เป็นน้ำหนักทองคำทั้งสิ้น 11 บาท ทั้งยังทอซ่ินไหมคำปิง
ขึ้นอกี 5 ผนื ไวใ้ ช้ภายในราชสำนัก

ผ้าซิน่ ไหมคำในราชสำนักเชยี งตุง 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ผา้ ซ่นิ ไหมคำทป่ี ักลายบวั ควำ่ บัวหงาย
ผา้ ซิน่ ไหมคำทไี่ มไ่ ดป้ ักลายบวั คว่ำบวั หงาย และผา้ ซ่นิ ไหมคำปงิ ทท่ี อดว้ ยเส้นไหมคำตลอดทงั้ ผืน

จากข้อมูลข้างต้น อาจแบ่งประเภทของผ้าซิ่นไหมคำ ได้คร่าว ๆ 3 ประเภท ได้แก่ ผ้าซิ่นไหมคำที่ปักลาย
บัวคว่ำบัวหงาย ชนิ้ ไหมคำแบบที่ไม่ได้ปักบวั คว่ำบัวหงาย แตใ่ ช้ดนิ้ หรอื แล่งตกแต่งเชิงซ่ิน และซ่ินไหมคำปิง ซึ่งทอ
ด้วยเส้นไหมคำตลอดทั้งผืน นอกจากจะถูกสงวนใช้เฉพาะเจ้านางแล้ว สตรีไทเขินที่มีฐานะดี หรือเป็นธิดาของขุน
นางผู้รับใช้ใกล้ชิดยังสามารถมายืมจากหอหลวงไปใช้ในงานแต่งงานของตนเองได้ โดยจะสวมผ้าซิ่นสีขาวด้านใน
กอ่ น เพ่อื ปอ้ งกันไม่ใหผ้ ้าซน่ิ เป้อื นในระหวา่ งการใชง้ าน

ความสำคัญของผ้าซ่ินไหมคำ นอกไปจากการเป็นเครื่องแต่งกายในวาระโอกาสพิเศษสำหรับเจ้านาง
เชียงตุงแล้ว ยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงอำนาจในการปกครองของผู้สวมใส่อีกด้วย เช่นเดียวกันกับเครื่องแต่งกายอื่น ๆ
ของเจ้านายล้านนา หรือฉาน กล่าวว่าอำนาจที่ปรากฏอยู่ในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในราชสำนัก เป็นอำนาจสาม
ประเภท คือ อำนาจแห่งการเป็นกษัตริย์ในพุทธศาสนา อำนาจที่มาจากความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร และ
อำนาจที่มาจากการสมรสระหว่างเมือง นอกจากนี้กรรมวิธีการผลิตตลอดจนถึงการนำไปใช้ ยังแสดงให้เห็นถึง
บทบาทของสตรใี นราชสำนักทตี่ ้องเก้ือหนุนเจ้าฟ้า เปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบงานในครัวเรือน การดแู ลการเงนิ และเศรษฐกิจ
ภายในหอหลวง กระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบขั้นตอน ได้กลายเป็นสิ่งที่ขัดเกลาความเป็นสตรีชนชั้นสูง ทำให้
เกิดการตระหนักและรับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ นอกจากนี้ยังสะท้อนโลกทัศน์และความเชื่อของสตรี ที่ปรากฏอยู่บน
ลวดลายผา้ อีกด้วย

ผ้าซ่ินไหมคำถกู ใช้ในราชสำนักเชียงตุงมาอย่างต่อเนือ่ งยาวนาน แม้จะไม่ปรากฎหลักฐานว่า ผ้าซ่ินชนิดนี้
ถอื กำเนดิ ข้นึ มาได้อย่างไร และผใู้ ดเปน็ ผ้ปู ระดิษฐ์คดิ คน้ แต่ท้ายทส่ี ุดเมือ่ ระบบการปกครองแบบเจ้าฟ้าล่มสลายลง
บทบาทหน้าที่ของผ้าซ่ินไหมคำก็ยุติลงด้วย ผ้าซ่ินไหมคำได้กลายเป็นโบราณวัตถุที่ตกทอดกันภายในเชื้อสาย
ตระกูลเจ้านายเมืองเชียงตุง และสำหรับคนทั่วไป ได้กลายเป็นของสะสมจากต่างแดน อันคุณค่ามากกว่าจะ
ประเมินราคาได้ เป็นตวั แทนของรากเหงา้ และอดีตอันรงุ่ เรืองของบรรพชนคนไท ไดร้ บั การยอมรับ และถูกผลิตช้ำ
ขึ้นอย่างมากมายในดินแดนประเทศไทย

ภาพสตรีชน้ั สูงชาวไทเขนิ ในราชสำนักเชียงตงุ

การสบื ทอดและผลิตซำ้ ทางวัฒนธรรม
การสืบทอดทางวัฒนธรรม (Cultural Tranmission) และการผลิตช้ำทางวัฒนธรรม (Cultural

Reproduction) เป็นแนวคิดทางคติชนวิทยา ทีม่ กั ถกู นำมาใช้มองปรากฎการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งมี
พลวตั วฒั นธรรมทถ่ี กู ถา่ ยทอดมาจากอดีตจากรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรนุ่ หนง่ึ อาจถูกปรับเปลีย่ นให้เข้าบริบทสังคมใหม่ใน
แต่ละยุค การสืบทอดวัฒนธรรม คอื การรกั ษาและสืบสาน ความเชอ่ื ประเพณี พิธกี รรม หรือวถิ ีการปฏิบัติต่าง ๆ
ที่ทำกันจากรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยการ สืบทอดจะต้องคงองค์ประกอบและสาระสำคัญด้ังเดิมของ
วัฒนธรรมนั้น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม เป็นการหยิบเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาใช้
โดยให้ความหมายและคุณค่าใหม่ นอกจากนี้ยังอาจรวมไปถึงการปรากฎของวัฒนธรรมดั้งเดิมบนพื้นที่ใหม่ รับใช้

บริบทสังคมแบบใหม่ และวัตถุประสงค์ใหม่ การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม จะทำให้วัฒนธรรมที่ถูกคัดเลือกใหผ้ ลิตซำ้
นั้น ดำรงอยู่ต่อไปในสงั คมผ่านกระบวนการเลือกสรรทางวัฒนธรรม ผู้เขียนจึงได้เลือกใชแ้ นวคิดดังกล่าว เพื่อมอง
และอธิบายปรากฎการณค์ วามนิยมของผา้ ซ่นิ ไหมคำในสงั คมไทยปัจจุบนั โดยมองวา่ ผ้าซ่นิ ไหมคำ ไดถ้ กู รับการสืบ
ทอดในฐานะท่ีเป็นอัตลกั ษณ์ของกลมุ่ ชาตพิ ันธไุ์ ทเขินน ในพื้นทเ่ี ดิมของตน คือทเ่ี มอื งเชยี งตุง รฐั ฉาน ประเทศพม่า
ในขณะเดียวกันก็ใด้รับการผลิตช้ำในพื้นท่ีใหม่ เพื่อรับใช้บริบหสังคมแบบใหม่จากกลุ่มผู้นิยมวัฒนธรรมล้านนาใน
ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

การสืบทอดและผลิตซำ้ ผ้าซนิ่ ไหมคำในพน้ื ทเ่ี ชยี งตงุ และล้านนา

แม้ว่าในอดีต ผ้าซ่ินไหมคำจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ถูกสงวนไว้สำหรับสตรีในราชสำนักเชียงตุงเท่านั้น
แต่ภายหลังผ้าซิ่นไหมคำก็ถูกฟื้นฟูและได้รับการสืบทอดหน้าที่ใช้สอยขึ้นอีกครั้ง ทั้งในพื้นที่เมืองเชียงตุงเอง ใน
ฐานะทีเ่ ปน็ ตัวแทนอัตลกั ษณ์ทางชาติพนั ธ์ุทเขิน ในขณะเดยี วกันตวั ผ้าซ่ินไหมคำผืนดง้ั เดิมซึ่งเคยใชก้ นั ในราชสำนัก
นั้น ถูกโยกย้ายข้ามพรมแดนเข้าสู่ด่านแม่สาย ก่อนขนลำเลียงมายังจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับ และถูกซื้อขาย
กลายเป็นของเก่าแก่น่าสะสม ทรงคุณค่าสำหรับนักสะสมหลายท่าน และเกิดการสืบทอดหน้าที่ใช้สอยดั้งเดิม
บางอยา่ งไว้ไดอ้ ย่างน่าสนใจ

การสบื ทอดและผลิตซ้ำผ้าซ่นิ ไหมคำในเมืองเชียงตุง

เมื่อเกิดการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลอูนุ นำประเทศพม่าเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม โดยนายพลเนวิน เม่ือ
พ.ศ.2505 พม่าดำเนินนโยบายยึดกิจการของเอกชนและต่างชาติทั้งหมด เน้นการพึ่งพาตนเองภายในประเทศให้
มากที่สุด ซึ่งมีลักษณะเป็นการปิดประเทศ นอกจากนี้ยังมีนโยบายรวมอำนาจจากรัฐชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เข้าสู่
ศูนย์กลางใหไ้ ด้มากที่สุด พยายามเผยแพรว่ ัฒนธรรมพม่าและปดิ กั้นการแสดงออกทางวัฒนธรรมชองชนกลุ่มน้อย
ทุกวิถีทาง ทำให้เมืองเชียงตุงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉานมีลักษณะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เมืองเชียงตุงได้รับ
ผลกระทบอย่างหนัก จากการดำเนินนโยบายที่ลิดรอนสิทธิของชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างการบริหารของคณะสงฆพ์ ม่า และลดทอนความสำคัญของตำแหน่งคณะสงฆ์ดัง้ เดมิ การให้เลิกการสอน
อักษรไทเขินหรือตัวธรรมแบบลา้ นนา นอกจากนี้ที่สำคัญท่ีสุดคือ การทำลายสัญลักษณ์ของระบบการปกครองเจา้
ฟ้าในอดีต ด้วยการทำลายหอลวงเมืองเชียงตุงลงอย่างราบคาบในปี พ.ศ. 2534 สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ ก่อให้เกิดความ
บีบค้นั กดดนั ทางชาติพนั ธุ์ จนทำใหเ้ กดิ การพยายามสร้างอัตลักษณ์ของภายในกลุ่มทโ่ี ดดเดน่ และแตกต่างจากพม่า
หนึ่งในวธิ กี ารแสดงอตั ลักษณท์ ี่ดีทีส่ ุดและรฐั บาลพมา่ ไม่ใด้ให้ความสนใจมากนัก คือ การแตง่ กายตามชาตพิ ันธุ์

ในอดีตเครื่องแต่งกายสำหรับสามัญชนชาวไทเขินเมืองเชียงตุง ไม่แตกต่างจากกลุ่มชาวไทลื้อในเมือง
ใกล้เคียงเท่าใดนัก คือ สวมเสื้อปั๊ดสีอ่อน เกล้ามวยโพกศีรษะดว้ ยผา้ แพรสีชมพู และนุ่งผ้าซิ่นตาล้ือ เมื่อเกิดความ
พยายามที่จะรื้อฟื้นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ขึ้น ประชาชนชาวเชียงตุงในยุคนั้น จึงได้นำเอารูปแบบเครื่องแต่งกาย
ของชนชั้นสูงในอดีตมาปรับประยุกต์ใช้ สำหรับเป็นเครื่องแต่งกายสตรีไทเขิน และเลือกผ้าซ่ินไหมคำเพื่อแสดงให้
เห็นถึงความแตกต่างกนั ระหวา่ งไทเขินกบั ไทล้ือ แตไ่ ดล้ ดทอนรปู แบบท่ีซับซ้อนใหเ้ รียบง่ายขึ้น และจากการใช้วัสดุ
ราคาสูง เป็นผ้าที่หาได้ทั่วไปตามท้องตลาด โดยยังคงโครงสร้างหัวซิ่น ตัวซ่ิน และตีนซ่ินไว้อย่างครบถ้วน ตัวซิ่น
นิยมใช้ผ้าตาดหรือผ้าทอโรงงานสีทองสะดุดตา ลายดอกไม้ปักอย่างง่าย ๆ ด้วยลูกปัดเลื่อมพลาสติกหลายสี และ
ต่อเชิงด้วยผ้าเครปสีเขียวสด จากการสัมภาษณ์ Kyaw Ye Myint Aung (2560) หรือชื่อภาษาไทเขิน คือ "ชาย
หลวง" ชาวเชียงตงุ รุ่นใหม่ที่ได้ทำการสืบทอดและฟนื้ ฟูการทำผา้ ซน่ิ ไหมคำ กลา่ ววา่ การสบื ทอดและผลิตซ้ำผ้าซิ่น
ไหมคำในรูปแบบอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไทเขินดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.2530 เล็กน้อย โดยร้านขาย
เส้อื ผา้ พน้ื เมอื งในกาดหลวงเชียงตงุ เป็นผผู้ ลิตซ่ึงระยะเวลาใกลเ้ คียงกบั เหตุการณ์ การทำลายหอหลวงเมืองเชียงตุง
เหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจสร้างความรู้สึกกดขี่ของพม่าที่มีต่อชาวไทเขิน และในปัจจุบันก็ยังคงผลิตมาขายอย่าง
ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อได้สืบค้นเอกสารหนังสอื สารเกี่ยวกับเมืองเชียงตุงในยุคก่อนหน้านัน้ ก็พบว่ามีภาพสตรี
ชาวไทเขินนุ่งผ้าซ่ินไหมคำอยูบ่ ้างแล้ว แต่มีลักษณะเป็นการนำผ้าซิ่นเก่าที่หลงเหลอื ตกทอดมาซ่อมแซมสำหรับใส่
ถา่ ยภาพ

ในปัจจุบัน Kyaw Ye Myint Aung ยังคงสืบทอดวิธีการผลิตผ้าซิ่นไหมคำตามกรรมวิธีปักแบบโบราณซึ่ง
เริ่มทำการผลิตผ้าซิ่นไหมคำขึ้นในปี พ.ศ. 2558 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความต้องการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทาง
ชาติพันธุ์ การชื่นชอบในการสะสมภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์เมืองเชียงตุงมาเป็นทุนเดิม จากนั้นได้ไปสืบค้น
ข้อมูลจากคนเก่าคนแก่ที่เคยมีชีวิตรับใช้ใกล้ชิดเจ้านางต่าง ๆ อยู่ในหอหลวง เช่น นางเหมยฟอง ต้นห้องเจ้านาง
บัวสวรรค์ หรือนางสุ่ยจา หลานสาวของนางเหมยฟอง ที่ได้ต้นแบบผ้าปักลายบัวคว่ำบวั หงายมาสบื ทอดวธิ ีการปัก
เป็นต้น ขณะเดียวกันประโยชน์จากการติดต่อสื่อสารทางโลกโซเชียล ทำให้ Kyaw Ye Myint Aung เกิดการรับรู้
ว่าในประเทศไทยเอง ก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทเขินในแง่มุมต่างๆ จนไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล
ความรู้กลับไปมาระหว่างเชียงตุงและประเทศไทย เกิดการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำในรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบ
ประยุกต์ เพ่อื ใหส้ อดคล้องกับความนยิ มและแฟช่ันในยุคสมยั ใหม่ ผมู้ าซอ้ื มีทง้ั ชาวเชียงตงุ เองและชาวไทย สำหรับ
นำไปใส่ในโอกาสพเิ ศษตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเปน็ การแตง่ งาน หรือการแตง่ ในพิธีรว่ มทำบุญสำคัญ

นอกจากนี้ Kyaw Ye Myint Aung ยังได้เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปักผ้าซิ่นไหมคำ ให้แก่เยาวชน
คนรุ่นใหมช่ าวเชยี งตุงอยเู่ สมอ

ดงั น้ันผู้เขยี นเขา้ ใจวา่ แม้ในอดีตผ้าซิ่นไหมคำ จะถกู จำกัดให้ใชส้ ำหรบั ชนชั้นสงู แตช่ าวไทเขินในยุคต่อมา
ไม่ได้มองว่า ผ้าซิ่นไหมคำเป็นของใช้สำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังคงมีหน้าที่สำคัญในการรับใช้สังคมไทเขินอีก

รูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือการเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ผ้าซิ่นไหมคำจึงยังคงได้รับการสืบทอดและผลิตซ้ำขึ้นมาอีก
คร้งั เพือ่ รับใช้สงั คมไทเขินในบริบทที่ปัจจุบันได้กลายเปน็ ชนกลุม่ น้อย ถูกเบียดขับ ลิดรอนสทิ ธิต่าง ๆ จากรัฐบาล
พม่ามาโดยตลอด ชาวไทเขินจึงต่อรองและตอบโต้อำนาจของรัฐบาลพม่าด้วยการแสดงออกตัวตนผ่านการฟื้นฟู
รากเหง้า และต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม การใช้ผ้าซิ่นไหมคำของชาวเชียงตุงในปัจจุบันยังคงหน้าที่ใช้สอย
เช่นในอดีต เพราะไม่ได้เป็นเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน แต่ใช้สวมใส่ในโอกาสสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งาน
ทำบญุ พิธปี อยสำคัญของเมือง ทง้ั นเ้ี พือ่ เปน็ การแสดงออกทางอตั ลกั ษณ์นน้ั เอง

กลมุ่ ชาติพนั ธใุ์ นเชียงตงุ จากซา้ ยไปขวาคือ ชาวไทใหญ่ ไทเขนิ และไทเหนอื
สตรไี ทเขนิ นุ่งผา้ ซ่ินไหมคำเชียงตงุ ทน่ี ำตัวซิน่ ไหมคำเก่ามาซ่อมแซมต่อตีนใหม่
ภาพถา่ ยขน้ึ ในราวปี พ.ศ. 2520 หน้าปกหนงั สือเชยี งตุง ปรวิ รรตโดยทวี สวา่ งปัญญางกรู

ชาวไทใหญ่ ชาวไทเขิน ชาวไทเหนอื

การแต่งกายของชาวไทเขนิ ตามลกั ษณะทางชาติพันธท์ุ ี่ไดร้ ับการฟืน้ ฟูขึน้ มาใหม่
สตรีนุง่ ผา้ ซน่ิ ไหมคำทีท่ ำประยกุ ต์ขึ้นมาจากวัสดุทีห่ าได้งา่ ยในทอ้ งตลาด

การสบื ทอดและผลิตซ้ำซน่ิ ไหมคำ

การสืบทอดและผลิตซำ้ ผ้าซิ่นไหมคำในล้านนา

การสืบทอดและการผลิตซ้ำที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมผ้าล้านนา เป็นผลมาจากการเกิดขึ้นของกระแส
ท้องถิ่นนิยมหรือล้านนานิยม ซึ่งได้เริ่มก่อตัวขึ้น ในราว พ.ศ.2500 อันเป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ท่ี
เปลี่ยนแปลงสังคมโลกยุคสมัยใหม่ การเคลื่อนย้ายของผู้คนประชากร การค้าขาย เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร ข้าม
พื้นที่ พรมแดนของรัฐชาติสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา การแบ่งแยกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางกายภาพหรือ พื้นที่ใน
ความคิด จึงมีความเลือนราง ไมว่ า่ จะเป็นพนื้ ที่ความเป็นเรากบั ความเป็นคนอนื่ พ้นื ท่ีตะวนั ตกกบั ตะวนั ออก นำมา
สู่การตั้งคำถามกับตนเองว่า เราคือใคร เกิดการกลับไปค้นหารากเหง้า เพื่อพื้นฟูศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง
ผนวกกับนโยบายสนับสนนุ พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศไทย ที่เรียกว่า "แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
แห่งชาต"ิ ตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นตน้ มา และพฒั นาให้เชยี งใหม่เป็นเมืองศนู ย์กลางการท่องเที่ยวในภาคเหนือ ซ่ึงรัฐ
ก็ให้การสนับสนุนให้การแสดงออกทางอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กัน ในขณะนั้นเกิดปรากฎการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมล้านนาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น การ
เกิดขน้ึ ของนติ ยสารคนเมือง การสร้างประเพณีประดิษฐ์ขันโตกดินเนอร์ การฟ้นื ฟกู ารแตง่ กายล้านนาด้วยเสื้อหม้อ
ฮอ่ ม และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากน้ีการมสี ถาบนั การศึกษาเป็นของตนเองภายในท้องถ่ิน ไดแ้ ก่ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ วิทยาลัยครู
และมหาวทิ ยาลัยพายัพ ยังมสี ว่ นชว่ ยทำใหก้ ารค้นคว้าศึกษาด้านล้านนาคดีเตบิ โตอย่างมัน่ คง ในปี พ.ศ.2526 ได้มี
การก่อตั้งคณะวิจิตรศิลป์ และ พ.ศ.2528 ก่อตั้งโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมขึ้นภายใน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การเกิดขึ้นของทั้งสองสถาบัน ทำให้เกิดศูนย์กลางที่เป็นแหล่งรวมอาจารย์และนักวิชาการ
ทางด้านศิลปวัฒนธรรมถ้านนา เช่น วิถี พานิชพันธุ์ เผ่าทอง ทองเจือ ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล เครือมาศ วุฒิ
การณ์ เป็นต้น เกิดการสร้างกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางวฒั นธรรมในทกุ รูปแบบ ทั้งการจัดอบรม ประชุมเสวนา
จัดนิทรรศการ การเดินแฟชั่นโชว์เครื่องแต่งกายย้อนยุค สอดรับกับนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวใน
ประเทศ ในปี พ.ศ.2530 เป็นปีท่องเที่ยวไทย และพ.ศ.2531-2532 ให้เป็นปีศิลปวฒั นธรรมไทย และจนกระทั่ง ปี
พ.ศ. 2539 เป็นวาระโอกาสที่เชียงใหม่ครบรอบ 700 ปี ภาครัฐส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมต่างๆ เพ่ือ
ฟื้นฟศู ิลปวฒั นธรรมล้านนาในทุกประเภท ทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ ศลิ ปะ และวัฒนธรรมล้านนา
และสรา้ งความสืบเนอ่ื งมาจนกระทัง่ ถงึ ปจั จุบัน

การศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมผ้าและเครื่องแต่งกายล้านนา เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ได้รับความสนใจโดยกลุ่ม
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลงานทางวิชาการ นิทรรศการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ
ผ้าและเครอ่ื งแต่งกายล้านนา เชน่ นทิ รรศการ "ผา้ ไทในอุษาคเนย"์ ทศ่ี นู ย์สรรพสินคา้ รเิ วอร์ซตี ี้ พ.ศ.2531 หนังสือ
"ผ้าล้านนา ยวน ลื้อ ลาว" ตีพิมพ์ในพ.ศ. 2533 นิทรรศการ "มรดกผ้าเอเชีย" พ.ศ. 2536 เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้น

สอดคล้องกับกระบวนการการเกิดขึ้นของกระแสท้องถิ่นนิยมดังกล่าว เช่นเดียวกับการสืบทอดและผลิตซ้ำผ้าซิ่น
ไหมคำ

ผ้าซิ่นไหมคำในดินแดนลา้ นนา

ผ้าซิน่ ไหมคำเชียงตงุ ไดโ้ ยกย้ายขา้ มพรมแดนจากเชยี งตงุ มาสดู่ นิ แดนลา้ นนาเป็นครง้ั แรกโดยเจ้าทิพวรรณ
ณ เชียงตงุ ชายาเจา้ ฟา้ พรหมลอื เจา้ ฟา้ ซง่ึ ปกครองเมอื งเชียงตงุ ในขณะที่ไทยสามารถยดึ เมืองเชยี งตุงไดใ้ นสงคราม
มหาเอเชียบูรพา ภายหลังเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเจ้าฟ้าพรหมลือ ได้อพยพนำครอบครัวทั้งหมดเดนิ ทางมาอาศยั อยู่
ในจังหวดั ลำปางและเชยี งใหม่ตามลำดับ โดยเจา้ ทพิ วรรณ ไดน้ ำผา้ ซิน่ ไหมคำติดตวั มาด้วยสองผืน อย่างไรก็ตามใน
ขณะนั้นผ้าซิ่นไหมคำ ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักวิซาการและคนทั่วไป จนกระทั่งเมื่ออาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ได้นำ
ผ้าซิ่นไหมคำ ซึ่งเป็นผ้าโบราณที่เคยใช้ในราชสำนักเชียงตุง ออกมาใช้ในงานแต่งงานของตนเอง ใน พ.ศ.2526
กล่าวว่าผ้าซิ่นไหมคำผืนที่ใช้ในงานแต่งงานนั้น ได้ซื้อมาจากร้านขายของเก่าในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลาท่ี
อาจารย์วิถีจะจัดงานแต่งงานนั้น ได้กระแสความนิยมศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว จึงได้คิดจัดงานแต่งงานที่บา้ นเสานัก
จังหวัดลำปางด้วยพิธีแบบโบราณ ให้แขกผู้ร่วมงานแต่งกายดว้ ยผ้าไทย ส่วนเจ้าบา่ วเจา้ สาวแต่งกายในชดุ เจ้านาย
ในรัฐฉาน เจ้าบ่าวสวมเสื้อเจ้าฟ้าตัวยาวคู่กับโจงกระเบน เจ้าสาวสวมผ้าซิ่นไหมคำ ซึ่งอาจารย์เองก็ยังไม่ทราบว่า
ผา้ ซิ่นท่จี ะใหเ้ จา้ สาวใสน่ น้ั มชี อ่ื เรยี กวา่ อย่างไร และเปน็ ของชาติพันธไ์ุ หน ทราบเพียงแต่ว่ามาจากรัฐฉาน สาเหตุที่
นำมาใช้ก็เพราะผ้าซิน่ ผืนดังกล่าวมีความระยิบระยับเป็นประกายเพราะทอจากเสน้ ไหมทอง การใช้ผ้าซิ่นไหมคำใน
คร้ังน้ี อาจกลา่ วไดว้ ่าเปน็ ครงั้ แรกท่ีมีการสบื ทอดหนา้ ที่การใช้ผา้ ซ่นิ ไหมคำ สำหรับงานแตง่ งานขน้ึ อีกคร้งั ภายหลัง
ท่รี าชสำนกั เชียงตุงได้ล่มสลายลง โดยเปน็ ไปเพือ่ รับใชบ้ ริบทท้องถิน่ นยิ ม

หลังจากงานแต่งงานครั้งน้ัน ทำให้ผ้าซิ่นผืนดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจของแขกที่มาพบเห็น อาจารย์วิถีจึง
ค้นควา้ ข้อมูลเพ่ิมเตมิ จากเจ้านายเชียงตุงท่ียงั มีพระชนม์อยู่ในขณะน้ัน ได้แก่ เจา้ นางสคุ นั ธา ณ เชียงใหม่ และเจ้า
ทิพวรรณ ณ เชียงตุง จนในที่สุดทำให้เกิดองค์ความรูเ้ บื้องต้นเกี่ยวกับผ้าซิน่ ไหมคำ ซึ่งได้นำมาไปใช้สอนในวิชาผา้
และสิ่งถักทอไท บรรจุอยู่ในภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างไรก็ตามการรับรู้
เกี่ยวกับผ้าซ่ินไหมคำในขณะนั้นยังอยู่ในวงการการศึกษา และเพื่อนฝูงใกล้ชิดเท่านั้น เป็นท่านต่อมาที่ได้นำมา
ผ้าซิ่นไหมคำมาใช้ในงานแต่งงานของตนเอง ในพ.ศ.2527 คุณอัคเดชกล่าวว่า ในขณะนั้นตนเองได้สนใจสะสมผ้า
โบราณอยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อไต้ไปร่วมงานแต่งงนของอาจารย์วิถี เกิดความประทับใจในความงามของผ้าซิ่นไหมคำ
และเจา้ สาว คือคุณใจสะคราญ ก็มเี ชื้อสายชาวยองซึ่งอพยพมาจากรฐั ฉาน ทำให้เจ้าสาวเกดิ แรงบันดาลใจอยากจะ
สวมใส่ผ้าซ่ินไหมคำในงานแต่งงานของตน ในครั้งนี้ ผ้าซิ่นไหมคำยังมีหน้าที่ใช้สอยสำหรับงานแต่งงานเช่นเดิม
ขณะเดียวกันก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้การรบั รู้เกี่ยวกับผา้ ซิ่นไหมคำส่งผลไปสู่สงั คมภายนอกมากขึ้น จากเดิมที่มี
กระแสการสะสมโบราณอยู่แล้ว ในแวดวงนักวิชาการและผู้นิยมศิลปวัฒนธรรมไทย ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสความ

ตอ้ งการผ้าซน่ิ ไหมคำไว้ครอบครองดว้ ย ผู้ทสี่ ะสมผา้ ซน่ิ ไหมคำ เช่น เผ่าทอง ทองเหลือง ดวงจิต ทวศี รี สาธร โสรัจ
ประสพสนั ติ เปน็ ต้น

ดงั นนั้ ปรากฏการณ์เกีย่ วกบั ผ้าซนิ่ ไหมคำในยคุ เร่มิ ตันนี้ยังคงมลี ักษณะในการเปน็ ของสะสม และสบื
ทอดหน้าที่ใชส้ อยเดิม คือ ใชเ้ พ่อื การแต่งงาน หรอื ในโอกาสพเิ ศษเทา่ น้ัน

ภาพงานแต่งงานของอาจารย์วถิ ี และคณุ สุคนธ์ พานิชพนั ธ์ ในปีพ.ศ. 2526

ผ้มู ผี า้ ซ่ินไหมคำโบราณ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ และคุณอัครเดช นาคบลั ลงั ก์

การผลิตซำ้ ในด้านเรอ่ื งราวเกยี่ วกับเมืองเชยี งตุงและผ้าซนิ่ ไหมคำ

ความสนใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม และผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุง เกิดขึ้นจากการผลิตซ้ำเกี่ยวกับเรื่องราว
อันน่าค้นหาของเมืองเชียงตงุ มาอยา่ งตอ่ เนื่อง ชาวไทยและชาวล้านนามีความสนใจศึกษาค้นควา้ เกี่ยวกับเรื่องราว
ของเมืองเชียงตุงมานานแล้ว ดังเห็นได้จากหนังสือสารคดีและปกิณกะต่าง ๆ แต่ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการสืบ
คันเรื่องราวของผ้าซิ่นไหมคำอย่างเป็นวงกว้างนั้น อาจสามารถพิจารณาได้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ดังนี้ เริ่มจาก
การถึงแก่พิราลัยและงานจัดพระราชทานเพลิงศพของเจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง ในพ.ศ. 2533 โดยมีโดยสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน การจัดพิธีเป็นไปตาม
ขนบธรรมเนียมโบราณ ซึ่งมีการออกอากาศไปท่ัวประเทศในขา่ วพระราชกรณียกิจ นอกจากนยี้ ังมรี ายการโลกสลับ
สีมาถา่ ยทำรายการอกี ด้วย

ในปีพ.ศ.2536 บริษัทดาราวีดีโอ โดยช่อง 7 ได้สร้างละคร "วันนี้ที่รอคอย" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้า
ดินแดนสมมติ คุณอัคเดช นาคบัสลังค์ ได้ควบคุมดูแลเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในละคร และนำแรงบันดาลใจมาจาก
วัฒนธรรมเจ้าฟ้าในรัฐฉาน ต่อมาในปีพ.ศ.2537 บริษัทกันตนาโปรดักชั่น โดยช่อง 5 ได้สร้างละครเรื่อง "เจ้านาง"
โดยในเรื่องมีเมืองสมมติชื่อเมืองนาย ผู้ควบคุมดูแลบทละคร คือ คม ขาวทอง จึงได้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จาก
แรงบันดาลใจวัฒนธรรมไทเชินแห่งเมืองเชียงตุง คุณอัคเดช นาคบัลลังค์ เป็นผู้จัดเสื้อผ้าทั้งหมดซึ่งได้นำเสื้อผ้า
เครอ่ื งแต่งกายโบราณ ในคลังสะสมออกมาใชใ้ นละคร โดยมผี า้ ซนิ่ ไหมคำรวมอยูด่ ้วย

ต่อมาใน พ.ศ.2545 ช่อง 7 ได้ออกอากาศละครเรื่อง "บ่วงบรรจถรณ์" ขึ้น โดยเป็นเรื่องราวเหตุการณ์อิง
ประวัติศาสตร์เมืองเชียงตุงโดยเฉพาะ ตัวละครต่าง ๆ ได้อ้างอิงถึงบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ในด้านเครื่องแต่งกาย
ผู้จัดทำ ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอยี ด จึงยังทำให้ไม่มีความสมจริงมากนัก แต่ละครเรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้เมือง
เชยี งตงุ กลายเปน็ ทส่ี นใจมากข้นึ

พ.ศ.2548 อาจารย์วลิ ักษณ์ ศรีป่าซาง ไดเ้ ผยแพรผ่ ลงาน "เบญจภาคภี ษู ติ าภรณ์พลิ าส นางพญาผา้ ซนิ่ แห่ง
ล้านนา " ลงเป็นตอนๆ ในนิตยสารสกุลไทย ก่อนจะนำมารวมเล่มตีพิมพ์อีกครั้งหนังสือ "เดือนส่องหล้า สืบสาน
ล้านนา ในโอกาสครบรอบ 80 วัสสา เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่" ในพ.ศ.2552 โดยเนื้อหานำเสนอผ้าซ่ินล้านนา 5
ประเภท ท่ีได้รับการยกย่องว่าเป็นนางพญาผ้าซ่ินได้แก่ ผ้าซ่ินตีนจกไหมคำเชียงใหม่ ผ้าซิ่นน้ำท่วม ผ้าซิ่นน้ำปาด
ฟากท่าอุตรดิตถ์ ผ้าซิ่นจกวิเศษเมืองน่าน และสุดท้ายคือ ผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุง เรื่องราวของผ้าซิ่นไหมคำ ได้เล่า
เรอ่ื งแรงบันดาลใจในการสะสมของภรรยาอาจารยว์ ิลักษณ์ ท้งั ยังให้องค์ความรู้เกี่ยวกบั การใช้ผ้าซ่ินไหมคำในอดีต
ผลงานชิ้นนี้ได้ประกอบสร้างคุณค่าและความหมายของผา้ ซิ่นไหมคำ ทั้งยังเป็นการผลิตซ้ำเรื่องราวของผ้าซิ่นไหม
คำ ซึ่งก่อนหนา้ นีเ้ คยเป็นที่รบั ร้กู ันเฉพาะในวงวชิ าการ ใหก้ ลายเป็นทรี่ ับรู้ของคนในวงกวา้ งมากข้ึน

พ.ศ.2554 บริษัทแอคอาร์ตไทเทเลวิชั่น โดยช่อง 3 ได้ออกอากาศละครเรื่อง "รอยไหม" แม้เนื้อเรื่องของ
บทประพันธ์ตันฉบับจะดำเนินเรื่องบนความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงใหม่และหลวงพระบางก็ตาม แต่ในบท
โทรทัศน์ได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชียงใหม่และเชียงตุงแทน ตัวเอกของเรื่องสวมผ้าซิ่นไหมคำ
เชียงตงุ นอกจากนี้เน้ือเร่ืองยังเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรผ้าของล้านนาอีกด้วย ผา้ ซ่ินจงึ กลายเป็นแกนหลักของเรื่อง ซ่ึง
ทำให้ผู้ชมละครโทรทัศน์ได้หันกลับมาให้ความสนใจการนุ่งผ้าซิ่น ในปัจจุบันยังมีการกลับมาผลิตละครเรื่อง "บ่วง
บรรจถรณ์" ซึ่งเคยโด่งดังในอดีตอีกครั้ง และละครเรื่อง "รากนครา" ซึ่งผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้อ้างอิง
วัฒนธรรมเชียงตงุ

สอื่ หลัก คอื ส่งิ พมิ พแ์ ละละครโทรทัศน์ ได้สร้างปรากฏการณ์ความสนใจในวฒั นธรรมของกลุม่ ชาติพันธ์ุไท
ในรัฐฉานให้แกส่ งั คมไทยในวงกว้าง เมอื งเชยี งตงุ และรฐั ฉานเป็นเมืองเรน้ ลับ ท่ีมอี ดีตอันรงุ่ เรืองเคยมีเจ้าผู้ปกครอง
มาก่อน เนื่องจากในขณะนั้นพม่ายงั ดำเนินนโยบายปดิ ประเทศ ในแง่มุมนี้จงึ เป็นการเริ่มประกอบสรา้ งคุณค่าและ
ความหมายให้แกเ่ มืองเชยี งตุงและชาวไทเขิน เปน็ ปจั จัยนำไปสกู่ ารผลิตซ้ำผา้ ซิน่ ไหมคำต่อไปนอกจากน้ีการพัฒนา
ของเทคโนโลยีอนิ เตอร์เน็ตก็มปี ัจจัยทช่ี ว่ ยส่งเสริมการผลติ ซ้ำทางเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าซิน่ ไหมคำให้กลายเป็นกระแส
นิยมในปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งการผลิตซ้ำดังกล่าวนี้ยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ เพื่อส่งเสริมการผลิตซ้ำผ้าซิน่ ไหมคำในเชิง
พาณชิ ย์ต่อไป

ละครเรื่อง “วนั น้ที ่รี อคอย” เปน็ ละครเรอ่ื งแรกของวงการละครไทย
ทน่ี ำเครอ่ื งแตง่ กายแบบเจา้ ฟ้าในรัฐฉานในละครโทรทัศน์

ละครเร่อื ง “เจ้านาง” นำเสนอเคร่ืองแตง่ กายละครในวฒั นธรรมเชียงตงุ
ละครเร่ือง “บว่ งบรรจถรณ์” เรื่องราวอิงประวตั ิศาสตร์เมืองเชียงตงุ

ละครเร่อื ง “รอยไหม” เร่ืองราวเกย่ี วกับวฒั นธรรมการทอผ้าและซิน่ ไหมคำ

ละครเรอ่ื ง “รากนครา” เรอ่ื งราวอิงประวตั ิศาสตร์ดินแดนล้านนา
หวั เมืองเหนือของสยามในสมัยรชั กาลที่ 5

บทความเรื่อง “ภษู ติ าภรณ์พิลาสแหง่ ล้านนา นางพญาผา้ ซ่ิน” โดยอาจารย์วลิ กั ษณ์ ศรีป่าซาง

ซิ่นนำ้ ปาด-ฟากท่าอตุ รดิตถ์ ซ่นิ นำ้ ทว่ ม เชียงใหม่ ซิ่นวิเศษเมืองนา่ น ซนิ่ ตนี จกไหมเงินไหมคำ ซิน่ ไหมคำเมอื งเชยี งตุง
หรือ ผ้าไหลน่าน ราชสำนักเชียงใหม่

การผลิตซ้ำเพ่ือใชส้ ำหรับการแสดงทางวฒั นธรรม

รัฐบาลได้ส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวประจำภาคเหนือ ตาม "แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ " พ.ศ.2504 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเน้นภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองทาง
วัฒนธรรม มีประเพณีวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่งดงาม ด้วยนโยบายดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้ภาครัฐและเอกชนจัดงาน
ประเพณีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณียี่เป็ง ประเพณีสลุง
หลวงเมืองลำปาง เทศกาลไม้ดอกไม้ประดบั เมืองเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนยี้ ังมงี านทางวัฒนธรรมประเภทอ่นื ๆ
อีก โดยการแสดงต่าง ๆ ในงานเหล่านี้ ล้วนถูกจัดชื้นโดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้มาจากการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ท่ี
ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของล้านนา เช่น นิทรรศการและแฟชั่นโชว์ "ผ้าไทในอุษาคเนย์"
พ.ศ.2531 นิทรรศการ "มรดกผ้าเอเชีย" พ.ศ.2536 เป็นต้น นำไปสู่การผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำสำหรับการแสดงทาง
วฒั นธรรมข้นึ เปน็ ครง้ั แรก เพอื่ ใชใ้ นการเดินแฟช่ันโชวแ์ สดงแบบเครื่องแต่งกายย้อนยุคของล้านนา โดยรา้ นสบันงา
ของคุณอัคเดช นาคบัลลังก์ ซึ่งเปิดใน ปี พ.ศ.2532 โดยมีทั้งการนำผ้าเก่ามาปรับประยุกต์เพิ่มเติม และการสร้าง
ผ้าซิ่นไหมคำผืนจำลองขึ้นมาใช้ ตัวซิ่นใช้ผ้าที่หาได้ในท้องตลอด และลวดลายบัวคว่ำบัวหงายที่ปีกมืออย่างง่าย ๆ
นำไปใช้ในการเดินแฟชั่นโชว์ 5 เชียง ในวันเปิดห้างเชียงอินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ (ไม่ทราบปี พ.ศ.) แฟชั่นโชว์
มหกรรมผ้าโบราณลำ้ ค่า โดยศนู ย์สง่ เสริมการสง่ ออกภาคเหนือ ราวปีพ.ศ.2534 เปน็ ต้น

ต่อมาก่อนปีที่เชียงใหม่ครบรอบ 700 ปีเล็กน้อย ราว พ.ศ.2537 โดยอาจารย์โกมล พานิชพันธ์ นักสะสม
ผ้าโบราณ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ และผลิตสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเชิงวัฒนธรรมสำหรับจำหน่าย อาจารย์
โกมลได้รับแรงบันดาลใจในการผลติ ซ้ำผ้าซิ่นไหมคำ มาจากภาพถ่ายโบราณของเจ้านางเชยี งตงุ ประกอบกับทราบ
วา่ อาจารยว์ ถิ เี คยใช้ในการแตง่ งาน จึงไดข้ อยมื ผ้าซ่นิ ไหมคำของอาจารย์วิถี มาใช้เป็นต้นแบบในการผลิต ใชช้ า่ งทอ
และช่างปักในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ เพื่อสำหรับจำหน่ายใหแ้ ก่นักสะสมหรอื ผู้ท่ีชอบผ้าโบราณ และนำไปใช้เพื่อ
การแสดงทางวัฒนธรรม เช่น การแสดงแสงสีเสียง ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย การแสดงแฟชั่นโชว์ประกอบการ
ประกวดนางงาม ในงานสลุงหลวงเมืองลำปาง พ.ศ. 2539 การแสดง 700 ปีเมืองเชียงใหม่ ณ วัดสวนดอก เม่ือ
พ.ศ.2539 เปน็ ต้น

ภายหลังจากนั้นราวพ.ศ.2540 กล่าวว่า ได้เกิดการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำเชียงตุงออกมาอย่างต่อเนื่อง โดย
ร้านเช่าชุดแต่งงาน ร้านถ่ายภาพโบราณที่ในท์บาซ่า เพื่อใช้สำหรับเป็นชุดเช่าแต่งงาน ถ่ายภาพพรีเวดด้ิ ง และ
สำหรับแต่งกายในขบวนแห่เทศกาล เช่น ขบวนโคมยี่เป็งไนท์บาซ่าเชียงใหม่ ขบวนแห่กระทงใหญ่เชียงใหม่ เป็น
ต้น ประกอบได้เกิดบริษัทจัดงานทางวัฒนธรรม ซึ่งมีต้นแบบมาจากร้านสบันงา เช่น บริษัทหอหมั้นเมือง บริษัท
บรี ยา เปน็ ต้น บริษทั เหลา่ นี้เน้นการจดั งานเชิงวัฒนธรรม ซึง่ มักได้รับมอบหมายมาจากการท่องเทีย่ วและกีฬา เน้น
การแสดงทางวัฒนธรรม ฟ้อนรำในเครื่องแต่งกายย้อยยุค หรือขบวนแห่ซึ่งจำลองมาจากประเพณใี นดตี ผ้าซ่ินไหม
คำที่ใชเ้ พอ่ื การแสดงทางวัฒนธรรมเหลา่ นี้ ใช้ตัวซน่ิ จากผา้ ยกอินเดีย หรือผา้ ลายริว้ แบบล้านนา ตอ่ เชิงลายบัวคว่ำ

บัวหงายแบบปักจกั ร ให้มีลักษณะใกล้เคียงตน้ แบบ มีการปรับประยุกต์ในบางส่วน ซึ่งไม่ได้คำนึงว่าจะต้องเหมือน
ตามลักษณะผ้าโบราณ การนำไปใช้มีทั้งการแต่งกายแบบดั้งเดิมของเชียงตุง คือ สวมเสื้อปั๊ดโพกศีรษะ และ
บางครั้งก็นำไปใช้ประยุกต์ คือ พันอกหรือห่มสไบ เน้นความงดงามอลังการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในปีพ.ศ.2547
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งมีประเพณีประจำคณะ คือ ขบวนแห่นางแก้ว และไหว้ครูคณะ ได้
ออกแบบเครื่องแต่งกายนางแก้ว ในแนวคิดเจ้านางเมืองเชียงตุง สวมเสื้อกาบคำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก
ภาพถ่ายงานแต่งานของเจ้านางสุคันธาและเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ สวมคู่กับผ้าซิ่นไหมคำ ซึ่งทอตัวซิ่นอย่าง
ประณีตให้ใกล้เคียงกบั ตน้ ฉบับลายบัวควำ่ บวั หงาย แมจ้ ะปกั จักรแตก่ ใ็ ช้สกี ลมกลืนงดงาม

การผลติ ซ้ำผ้าซน่ิ ไหมคำ เพอื่ ใชใ้ นการแสดงทางวฒั นธรรม เปน็ ผลสืบเนอื่ งโดยมาจากการสง่ เสริมนโยบาย
การท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยผู้จัดงานจะใช้ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของชาติพันธุ์ไทในล้านนาซึ่งได้มี
การศกึ ษาคน้ ควา้ อย่างเปน็ ระบบมาจากมหาวิทยาเชียงใหม่ มาสร้างเรอ่ื งราวให้สะท้อนความเกา่ แก่ของอาณาจักร
ล้านนา ความงดงามทางประเพณีพิธีกรรม โดยใช้สาวงามเป็นตัวดำเนินเรื่อง ผลจากการแสดงทางวัฒนธรรม
ผนวกกับการผลิตซ้ำเรื่องราวผ่านสื่อละครโทรทัศน์ยังทำให้เกิดการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำเพื่อใช้สำหรับการจัดงาน
แตง่ งาน และถ่ายภาพโบราณอีกดว้ ย

การแสดงแฟชัน่ โชว์ร้านสบันงา ใช้ผ้าซนิ่ ไหมคำโบราณและผลติ ซ้ำผา้ ซิ่นไหมคำขนึ้ มาใหม่

ผา้ ซ่นิ ไหมคำทผ่ี ลิตซำ้ ขึ้นโดยร้านโกมลผา้ โบราณใช้เส้นไหมคำหนักถงึ 10 บาท
ชดุ สตรีไทเขนิ เชียงตงุ และผ้าซิ่นไหมคำ เป็นอีกทางเลือกหน่ึงในธรุ กิจถ่ายภาพแนวโบราณ

นางแกว้ วิจิตรศิลป์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ ในเคร่อื งแต่งกายแบบเจ้านายเชยี งตุง

ผา้ ซิ่นไหมคำในขบวนแหท่ างวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่
การแสดงฟอ้ นวี ในชดุ ผา้ ซนิ่ ไหมคำแบบประยุกต์กับการพันอก
เคร่อื งแต่งกายแบบไทเขินและผ้าซน่ิ ไหมคำ สำหรบั พธิ ีแต่งงานแบบลา้ นนา

การผลิตซ้ำผา้ ซ่ินไหมคำเชงิ พาณิชย์

แม้ว่าการผลิตซ้ำผ้าซ่ินไหมคำเพือ่ ใช้ในการแสดงทางวัฒนธรรมจะเริ่มตน้ มาต้ังแต่ในช่วงต้นปี 2530 เป็น
ต้นมา แต่การผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำสำหรับการจำหน่ายนัน้ กลับมีการตื่นตัวขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2555 สาเหตุมาจาก
ผ้าซ่ินไหมคำยงั ไมเ่ ป็นท่ีร้จู ักของคนในวงกว้างมากนัก

สำหรับการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำเพื่อการพาณิชย์ ท่านแรกที่ทำขึ้น ก็คือ อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ตัวซ่ิน
ทอด้วยเสน้ ไหมคำทีท่ ำจากทองคำแท้ นำ้ หนกั มากถึง 10 บาท ทำใหผ้ ้ามรี าคาสงู ถึงหกหลัก ลูกคา้ ท่ีซื้อจำกัดอยู่ใน
วงแคบสำหรับผู้ที่สนใจในศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น การผลิตซ้ำเรื่องราว "เบญจภาคีภูษิตาภรณ์พิลาสนางพญาแห่ง
ล้านนา" โดยอาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง นับเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นท่ีช่วยทำให้คนรู้จักผ้าซิ่นไหมคำมากขึ้น แต่ยัง
ไม่เกิดความต้องการที่จะครอบครองหรือนำผ้าซิ่นไหมคำไปใช้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการจำหน่ายผ้าซิ่นไหมคำ ก็
คอื ละครโทรทัศน์เรื่อง "รอยไหม" ซึ่งออกอากาศทางช่อง 3 ในปพี .ศ. 2554 โดยเรอ่ื งราวเกี่ยวกับสตรีชนช้ันสูงชาว
ไทเขิน ไดเ้ ดินทางมาแต่งงานท่ีเมืองเซียงใหม่ และระหวา่ งนัน้ ได้ทอผ้าซนิ่ เพื่อใช้ในการแตง่ งาน นอกจากน้ีเส้ือผ้าที่
ใช้ในละครล้วนแล้วแต่เป็นผ้าซ่ินทอมือ จากร้านโกมลผ้าโบราณ ซึ่งมีความสวยงาม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่
ผู้รับชมอย่างมาก ประกอบกับข้อมูลความรู้จากนักวิซาการหรือผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมล้านนา ที่ได้ เผยแพร่ผ่าน
เว็บไซต์ เช่น โลกล้านนา ส่งสการดอทคอม พันทิพย์ เป็นต้น ทำให้เกิดกระแสความต้องการผ้าซิ่นไหมคำในกลุ่ม
ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เกิดขึ้นใหม่ นอกเหนือไปจากกลุ่มผู้รักศิลปวัฒนธรรมล้านนาเดิม จากการสัมภาษณ์
คณุ สุทธิพันธ์ เหรา และคณุ อคั รเดช เพยี บเพียร ผู้ผลิตซ้ำผ้าซ่นิ ไหมคำสองเจ้าสำคัญในจงั หวดั เชยี งใหม่ ให้ข้อมูลที่
สอดคล้องกันว่า นับตั้งแต่ก่อนละครออกอากาศได้มีการโปรโมทประชาสัมพันธ์ ทำให้มีกระแสกล่าวถึงผ้าซิ่นไหม
คำอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อละครออกอากาศไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว ยิ่งทำให้เกิดความต้องการจนผลิตออกมาสำหรับ
จำหนา่ ยต่อเน่ืองจนกระท่งั ปัจจบุ ัน

ลักษณะของการผลิตช้ำผ้าซิ่นไหมคำเพื่อพาณิชย์ สามารถออกแบบได้ สองลักษณะ คือ แบบเน้นความ
สมจรงิ ตามตน้ แบบของโบราณ สำหรบั กลมุ่ ลกู ค้าระดับบน กบั แบบปรบั ประยุกต์ เพ่ือลดตน้ ทุน สำหรับกลุ่มลูกค้า
ระดบั ล่าง

1) การผลิตซ้ำผา้ ซ่ินไหมคำสำหรับกลุ่มลกู ค้าระดบั บน อาจารยโ์ กมล พานิชพนั ธ์ เป็นทา่ นแรกในการผลิต
ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตมากชื้น แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มาก เพราะกลุ่มลูกค้าจำกัด ผู้ผลิตจะพยายามรักษาคงรูปแบบ
โครงสรา้ งให้คล้าย หรอื เหมือนต้นแบบเดิมมากท่ีสุด ไมว่ ่าจะเปน็ เทคนคิ วิธีการผลิต วสั ดุ เส้นใย ลวดลายและอื่นๆ
ซึ่งมีราคาสูง เช่น เส้นไหมคำที่ใช้ทอ โดยบางครั้งมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100,000 บาท ทำจากเงินแท้ชุบทอง
หรือเป็นทองคำเปอร์เซ็นต์ต่ำ หมากดาวเงิน ทำจากเงินแท้ชุบทองคำ ราคาเม็ดละ 50-100 บาท เป็นต้น ส่วน
แหลง่ ผลิตมกั อยู่นอกพน้ื ท่ลี ้านนา เช่น ชา่ งปกั ลายบวั คว่ำบัวหงาย เปน็ ชา่ งกรงุ เทพหรืออีสาน ช่างทอตัวซิ่นมักอยู่

ในพื้นที่อีสาน เนื่องจากเป็นแหล่งไหมและช่างมีความชำนาญในการทอไหม เป็นตัน เมื่อผ้าซิ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จะมีราคาจำหน่ายต้งั แตห่ ลกั หม่ืนขน้ึ ไป

2) การผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำสำหรบั กลุ่มลูกค้าระดับล่าง ผู้ผลติ จะปรับเปลีย่ นรูปแบบ และลวดลายเพือ่ ให้
งา่ ยตอ่ การผลติ และลดต้นทนุ นอกจากน้ีบางครั้งอาจปรับประยุกต์สีสันตามความต้องการของผู้บริโภค นำไปใช้ใน
โอกาสตา่ ง ๆ แหลง่ ผลติ ทอตวั ซนิ่ ในหม่บู ้านไทลอื้ เช่น อำเภอเชยี งคำ จังหวดั พะเยา อำเภอปวั จังหวัดนา่ น อำเภอ
เชยี งของ จังหวัดเชียงราย เป็นตน้ เน่ืองจากตัวซิ่นไหมคำเป็นการทอดว้ ยเทคนิคขิด และมสี องตะเข็บ ส่วนลายบัว
คว่ำบัวหงาย ซ่งึ เปน็ สว่ นท่ีสำคญั ที่สดุ อีกส่วนหนึ่ง มที ้ังแบบวิธปี กั จกั รดว้ ยมือ และแบบปกั คอมพิวเตอร์ แหล่งผลิต
อยู่ที่ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ราคาจำหน่ายประมาณหลักพันต้น ๆ จนถึงเกือบหมื่น นอกจากแบบทอ
แล้ว ยงั มแี บบทีพ่ มิ พ์ลายทัง้ ผืนผลติ ราคาจำหนา่ ยหลักรอ้ ยถึงหลกั พัน

ผา้ ซิน่ ไหมคำทผี่ ลิตเพื่อลูกคา้ ระดบั บน

ผา้ ซิ่นไหมคำทผ่ี ลิตสำหรับกลุ่มลูกระดับล่าง

ผ้าซนิ่ ไหมคำแบบพิมพ์ลาย

ปัจจัยทที่ ำให้เกิดการสืบทอดและผลติ ซำ้

ผ้าซิ่นไหมคำได้รับการสืบทอดและผลิตซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นจากสองปัจจัย คือ ปัจจัยที่มาจาก
คณุ คา่ ของผ้าซิ่นไหมคำเอง กับปจั จยั จากบริบททางสังคมในปจั จุบนั

ปัจจัยที่มาจากคุณค่าของผ้าซิ่นไหมคำ เกิดขึ้นจากคุณค่าสามประการ คือ คุณค่าทางด้านความงามเชิง
ศิลปะ คุณค่าในเรื่องราวประวัติศาสตร์ และคุณค่าเชิงพาณิชย์ ประการแรก คุณค่าความงามทางศิลปะ ดังนท่ี
ทราบกันว่า ผ้าชินไหมคำ มีความงดงามโดดเด่นจากผ้าซ่ินชนิดอื่น ๆ ของล้านนา เพราะตัวซิ่นทอด้วยเส้นไหมคำ
ด้วยเทคนิคขิดเป็นลายมุกขนาดเล็ก ซึ่งให้ผลทางความงามคือ ประกายแวววาว ระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงไฟ
ส่วนลายปักบัวคว่ำบัวหงาย ก็มีลักษณะเป็นลายเส้นที่อ่อนหวาน ปักขึ้นจากเส้นไหมคำและไหมสี ซึ่งเป็นเทคนิค
เฉพาะ ตอ้ งอาศยั ความชำนาญและระยะเวลาในการปัก ผนื นึงไม่ต่ำกว่า 1 เดอื น ส่วนเชงิ จะต่อดว้ ยผ้าแพรหรือผ้า
กำมะหยี่สีเขียว ซึ่งเมื่อมองในภาพรวมแล้ว ให้ความงดงามกลมกลืน สีสันละมุนไปตลอดทั้งผืน สร้างความ
ประทบั ใจใหแ้ ก่ผพู้ บเห็น

ประการที่สอง คุณค่าทางเรื่องราวประวัติศาสตร์ เนื่องจากในอดีตเป็นผ้าซ่ินที่สงวนใช้สำหรับสตรีชน
ชั้นสูงในราชสำนักเชียงตุงเท่านั้น ดังนั้นจึงทำให้ผ้าซิ่นไหมคำปรากฎอยู่ในภาพถ่ายเก่า หรือเหตุการณ์สำคัญทาง
ประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงตุงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น พิธีราชาภิเษกเจ้าฟ้า พิธีแต่งงานระหว่างเมือง เรื่องราว
เหล่านี้ได้ถูกนำมาต่อยอด ขยายเรื่องราวให้กลายเป็นเรื่องโรแมนติกชวนฝัน ผ่านสารคดี นวนิยายหรือละคร
โทรทศั น์ สร้างความตราตรึงใจให้แก่ผู้รบั ร้ใู หเ้ คลบิ เคลิม้ ตามไปกบั เรื่องราวได้โดยงา่ ย

ประการที่สาม คือคุณค่าเชิงพาณิชย์ เป็นผลมาจากคุณค่าสองประการแรก โดยทั่วไปสินค้าประเภทงาน
ศิลปะหรืองานหัตถศิลป์ ซึ่งผลิตด้วยมือมนุษย์จะมีราคาสูงอยู่แล้วในท้องตลอด เมื่อมาผนวกเข้ากับเรื่องราวทาง
ประวตั ิศาสตร์ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสองเมืองที่มเี รื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้องจงึ ทำให้ผา้ ซนิ่ ไหมคำมีความโดดเด่น
ทางคณุ คา่ นำไปสู่การเปน็ สินค้าท่ีมีมูลคา่ สงู ในทีส่ ดุ

ปัจจัยจากบริบทสงั คมในปจั จบุ ัน อา้ งองิ จากแนวคดิ เรอ่ื ง "คตชิ นสรา้ งสรรค"์ คติซนสร้างสรรค์ คอื คติชนท่ี
มีการสร้างใหม่หรอื ผลติ ช้ำในบริบททางสังคมไทยปัจจุบันในลักษณะของการสืบทอดคตชิ นในบริบทใหม่ หรือการ
ประยุกต์คติชน การต่อยอดคติชน การตีความใหม่และสร้างความหมายใหม่ หรือการนำคติชนไปใช้เพื่อสร้าง
มูลคา่ เพ่มิ หรอื เพ่อื สรา้ งอัตลักษณ์ของท้องถนิ่ หรืออตั ลักษณข์ องชาติพันธ์ุ ซ่ึงปจั จัยทท่ี ำให้เกิดคติชนสร้างสรรค์ใน
ปจั จุบันนั้นเป็นผลมาจากบริบททางสังคม 4 บรบิ ท คือ

1) บริบทสังคมโลกาภิวัตน์และการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้คนสามารถติดต่อถึงกันได้โดยปราศจากพรมแดน
ทำใหโ้ ลกเชอ่ื มต่อถึงกัน คนมวี ถิ ีชวี ิตที่คลา้ ย ๆ กนั จนนำไปสกู่ ารพบกันของสองวฒั นธรรม ไมว่ า่ จะเป็นวัฒนธรรม
ตะวันตกกับวัฒนธรรมตะวันออก วัฒนธรรมใหม่กับวัฒนธรรมเก่า การพบกันเช่นนี้ทำให้เกิดการผสมผสานทาง
วัฒนธรรม เกิดความผสมผสานและสร้างสรรค์จนทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ หรือมิเช่นนั้นก็ส่งผลทำให้เกิดการ
กลับมาฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง เช่นที่ปรากฏในการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำในยุคนี้พบว่ามีการผสมผสาน
เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปในวิธีการผลิต หรือการปรับเปลี่ยนสีสันลวดลายให้เข้ากับผู้บริโภค นอกจากนี้กระแส
โลกาภิวัตน์ยังส่งผลใหเ้ กิดธุรกิจและอุตสาหกรรมการท่องเทยี่ วในระดับชาติและระดับนานาชาติ รฐั บาลได้ส่งเสริม
นโยบายท่องเที่ยวในประเทศไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ "Visit Thailand Year" "Amazing Thailand" และอื่น ๆ การ
ท่องเที่ยวเหล่านี้ได้เขา้ มามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงหรือฟืน้ ฟูวัฒนธรรม ซึ่งเป็น "ทุนทางวัฒนธรรมเดมิ "
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ขายวัฒนธรรม" ดังปรากฏการผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำเพื่อใช้ในขบวนแห่เทศกาล หรือการ
ถา่ ยภาพแนวโบราณ

2) บริบทสงั คมทนุ นิยมและวัตถุนิยม ทำใหว้ ถิ ีชีวิตของคนไทยเปล่ียนแปลงไปอยา่ งรวดเร็วทำให้เกิดสินค้า
ประเภทใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในทุกระดับ โดยนำทุนวัฒนธรรมที่มาแต่เดิมมาประยุกต์ใช้
ทั้งนี้ผู้บริโภคยงั ให้คุณคา่ ของสนิ คา้ ชนิดต่าง ๆ อย่างผิวเผิน โดยคำนึงถึงราคาเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันก็มีลูกค้า
อีกกลมุ่ หน่ึงทใ่ี ห้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าราคา เพ่ือแสดงสถานภาพทางสังคมและรสนยิ มของตนเองจนทำให้
เกดิ สนิ คา้ ทางวฒั นธรรมตา่ ง ๆ ผา้ ซน่ิ ไหมคำเองกเ็ ป็นสินค้าทางวฒั นธรรมท่ตี อบสนองกลมุ่ ผูบ้ รโิ ภคท้ังสองกลมุ่

3) บริบทยคุ แห่งข้อมูลขา่ วสารและเทคโนโลยี ปัจจุบนั สงั คมโลกเตม็ ไปดว้ ยข้อมลู ต่างๆจากสอ่ื หลากหลาย
ประเภท ทั้งสื่อสารมวลชนและส่ือโซเชียลมีเดียในสังคมออนไลน์ เช่นเว็บไซต์ เว็บบอร์ด เฟซบุค ไลน์ เป็นต้น ส่ือ
เหล่านี้ล้วนแต่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ผู้เสพสื่อเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ ว เกิด

แรงจูงใจและส่งอิทธิพลต่อคนหมู่มากได้ในระยะเวลาอันส้ัน ซ่งึ อธิบายให้เห็นได้อย่างชัดเจนต่อปรากฎการณ์ความ
นยิ มผา้ ซ่ินไหมคำทีเ่ กดิ ข้ึนในช่วงระยะเวลาไมถ่ ึงสบิ ปีทีผ่ า่ นมา

4) บริบทสังคมข้ามพรมแดน ซึ่งเกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ผู้คนในโลกก้าวเข้าสู่สภาวะข้ามชาติ
หรือข้ามพรมแดน อันเนื่องมาจากการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว เช่นเดียวกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ไม่สามารถ
จำกัดขอบเขตความรูไ้ ด้อีกตอ่ ไป ส่งผลให้ลักษณะของอัตลกั ษณ์และความเป็นชาติพันธุไ์ ม่ได้ถูกยึดโยงอยู่กับพื้นท่ี
ใดพนื้ ทห่ี น่ึงอกี ต่อไป วัฒนธรรมต่าง ๆ จงึ อยู่ในภาวะ "การหลุดลอยจากมาตภุ ูม"ิ ปรากฎการณส์ บื ทอดและผลิตซ้ำ
ผ้าซ่ินไหมคำของล้านนาและประเทศไทย จึงมีลักษณะดังกล่าว คือ ผ้าซิ่นไหมคำ เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะข้าม
พรมแดนรัฐชาติจากเขตพม่าเข้ามาสู่ประเทศไทย ในขณะที่คนไทยเองก็ไม่ได้แบ่งแยกหรือกีดกันว่าเป็นของนอก
วฒั นธรรมของตน จนทำให้ผ้าซ่นิ ไหมคำไดร้ ับการยอมรับในท่ีสดุ

บริบทของสังคมไทยที่กลา่ วมานัน้ เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการสืบทอดและผลติ ซ้ำผา้ ซิน่ ไหมคำในประเทศ
ไทยอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันการสืบทอดและผลิตซ้ำผ้าซิ่นไหมคำในดินแดนมาตุภู มิคือ เมืองเชียงตุงน้ัน
เป็นไปเพื่อรับใช้บริบทสังคมพม่าสมัยใหม่ที่ชนกลุ่มน้อยถูกเบียดบังขับ กีดกันและลิดรอนสิทธิเสรีภาพจนนำไปสู่
การสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์จากทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ส่วนในดินแดนล้านนาและประเทศ ไทยน้ัน
เกิดขึ้นในบริบทสังคมไทยสมัยใหม่ ที่เกิดกระแสการโหยหาอดีตและท้องถิ่นนิยม นำไปสู่การสืบค้นและรื้อฟื้น
รากเหงา้ ของตนเอง โดยอาศยั ความเปน็ ชาตพิ ันธ์ุที่หลากหลายในล้านนา ได้หยิบยืมเอาวัฒนธรรมผา้ ซ่นิ ไหมคำของ
ชาวไทเขินมาเลือกปรับใช้ เพ่ือตอบสนองสังคมยุคใหม่ ผ้าซ่นิ ไหมคำ จงึ เป็นอกี วัฒนธรรมหน่ึงจากอดีตท่ีได้รับการ
คดั สรรให้ดำรงอย่ใู นสังคมปจั จบุ ัน


Click to View FlipBook Version