The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องระดับภาษาและอิทธิพลของการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tang_01, 2022-03-03 08:13:06

แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องระดับภาษาและอิทธิพลของการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖

แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องระดับภาษาและอิทธิพลของการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖

1

แบบฝึกทกั ษะภาษาไทย
เร่ืองระดบั ภาษาและอิทธพิ ลของการใช้ภาษา

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖

โดย
นางสาวสภุ าพร ธานา

ตำแหนง่ ครู

โรงเรียนนาสักวิทยา
สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี ชมุ พร



แบบฝกึ เสรมิ ทักษะภาษาไทย กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๖ ฉบับนี้ ทางผู้ศกึ ษาได้
พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งมีเนื้อหาตรงตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มกี ารจัดทำเนอ้ื หาและแบบฝึกใบงานพร้อมเฉลยให้สามารถศึกษาได้เอง

ผู้จัดทำขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนครู และผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้กรุณาให้คำแนะนำและ
ตรวจสอบความถกู ต้องของแบบฝกึ เสรมิ ทักษะภาษาไทย เรอ่ื งระดับภาษาและอทิ ธิพลของการใช้ภาษา กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ฉบับนี้ด้วยดี และขอบใจนักเรียนทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการ
เรียนและช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการจนทำให้เอกสารฉบับนี้สมบรู ณ์มากยิ่งขึ้น ผู้จัดทำหวังว่าแบบฝกึ
เสรมิ ทกั ษะเลม่ น้ี เป็นประโยชนต์ อ่ นกั เรียนและครผู สู้ อนท่ีจะนาไปใช้เปน็ อยา่ งยิ่ง

สุภาพร ธานา
ผู้จัดทำ

เรื่อง ข
คำนำ
สารบญั หน้า
คำแนะนำสำหรบั ครกู ารใช้แบบฝกึ เสรมิ ทักษะภาษาไทย ก
คำแนะนำสำหรบั นักเรียนการใช้แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะภาษาไทย ข
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ค
แบบทดสอบก่อนเรยี น ง
ใบความรู้ จ
ใบงานที่ ๑ ๑
ใบงานที่ ๒ ๓
ใบงานที่ ๓ ๑๐
ใบงานท่ี ๔ ๑๑
ใบงานท่ี ๕ ๑๓
ใบงานท่ี ๖ ๑๖
ใบงานที่ ๗ ๑๗
ใบงานท่ี ๘ ๑๘
แบบทดสอบหลังเรยี น ๑๙
แบบบันทกึ คะแนน ๒๐
บรรณานกุ รม ๒๒
ภาคผนวก ๒๔
๒๕
๒๖



คำแนะนำสำหรบั ครกู ารใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะภาษาไทย

การนำแบบฝึกทักษะภาษาไทยฉบบั นี้ ไปใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรให้คำแนะนำในการเรยี นรู้
พร้อมทำขอ้ ตกลงในการเรียน และปฏิบัติดงั นี้

๑. ครูผู้สอนควรให้คำแนะนำขั้นตอนการใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะภาษาไทย เรอ่ื งระดับภาษาและอิทธพิ ล
ของการใชภ้ าษา กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยแก่นักเรียนอย่างละเอยี ด เพอ่ื ให้นกั เรียนแต่ละคนเข้าใจตรงกนั
รวมทงั้ การให้คะแนนทง้ั การทดสอบกอ่ นเรียนหลงั เรยี น และคะแนนจากแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะแต่ละกจิ กรรม

๒. แบบฝึกเสริมทักษะฉบับน้ี นอกจากการใชส้ อนตามแผนการจดั การเรยี นรู้แล้ว ยงั สามารถนำใช้สอน
เสรมิ นอกเวลาเรยี นปกติ หรือตามความเหมาะสม

๓. ครูผูส้ อนต้องอธิบายขนั้ ตอนการใช้แบบฝกึ เสริมทักษะนกี้ บั นักเรียนทีละข้นั ตอน โดยให้นักเรียนทำ
แบบทดสอบก่อนศึกษาเน้ือหาและทำแบบฝกึ เสริมทักษะครจู ะต้องบันทึกคะแนนทุกครั้งไวด้ ้วย

๔. ครผู ้สู อนจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนตามความเหมาะสม โดยใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะ กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้ภาษาไทย เป็นสื่อในการจดั การเรยี นรู้

๕. ครผู สู้ อนให้นกั เรียนศกึ ษาองค์ความรู้ ท่อี ยใู่ นแบบฝึกเสรมิ ทักษะโดยศกึ ษา ทำความเข้าใจอธิบาย
ซกั ถาม ประกอบแลว้ จงึ ใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกเสริมทกั ษะในแต่ละกิจกรรม

๖. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ ทกั ษะตง้ั แตต่ ้นจนจบตามลำดับในแผนการสอน
๗. ครูผูส้ อนตรวจแบบฝึกเสริมทักษะท่นี กั เรยี นไดท้ ำใบกจิ กรรมพร้อมบนั ทึกคะแนนทกุ ครั้งให้
เรยี บรอ้ ยใหท้ ำแบบทดสอบหลงั เรยี น
๘. ครดู ำเนินการตรวจแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ และสงั เกตพฤติกรรมการรว่ มกจิ กรรมของนกั เรียน
บนั ทกึ คะแนน และแจง้ ผลแกน่ กั เรียน



คำแนะนำสำหรบั นักเรียนการใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะภาษาไทย

แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยฉบบั นี้ จดั ทำข้ึนเปน็ นวัตกรรมสำหรบั
จัดการเรยี นร้ใู ห้กบั นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖ เพอ่ื ให้มคี วามรู้ ความเข้าใจในเรื่องระดับภาษาและอทิ ธพิ ลของ
การใช้ภาษา ซง่ึ จะช่วยใหน้ กั เรยี นใชไ้ ดถ้ กู ต้อง ดงั นัน้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพในการจัดการเรยี นรู้ ใหป้ ฏิบตั ิตาม
คำแนะนำดงั ต่อไปน้ี
๑. นักเรียนควรฟังคำแนะนำวธิ กี ารใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะ เกณฑก์ ารวดั ผลและประเมินผลจากครูผู้สอนให้เขา้ ใจ
๒. นกั เรยี นควรอา่ นและทำแบบทดสอบก่อนเรยี นตามทกี่ ำหนดไว้ในแบบฝกึ เสริมทกั ษะให้ครบทกุ กิจกรรม
๓. นักเรียนควรต้งั ใจศึกษาและทำความเข้าใจคำช้ีแจง และคำส่งั กอ่ นทจี่ ะลงมอื ปฏิบัตกิ ิจกรรมในแบบฝกึ เสริม
ทักษะตา่ ง ๆ ตามทก่ี ำหนดไว้ในแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
๔. นักเรยี นควรอา่ นทบทวนแบบฝึกเสริมทักษะแต่ละแบบฝกึ ทที่ ำทุกคร้ังก่อนส่งครู เพอ่ื ตรวจทานความถูกตอ้ ง
๕. นักเรยี นควรสำรวจตนเองวา่ ทำคะแนนในแบบฝึกเสริมทักษะในแต่ละแบบฝึกและแบบประเมนิ ต่าง ๆ ผา่ น
เกณฑอ์ ยใู่ นระดบั ใด เพื่อแกไ้ ขขอ้ บกพร่องและพฒั นาตนเองให้มคี วามสามารถมากขึ้น
๖. ถ้านักเรยี นมีขอ้ สงสัยเกีย่ วกบั การเรยี นการสอนโดยการใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะ เรือ่ งระดับภาษาและอิทธิพล
ของการใช้ภาษากลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยฉบับน้ี ควรสอบถามจากครูผูส้ อนให้เขา้ ใจ
๗. นักเรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น เพื่อวดั ความร้คู วามเขา้ ใจในเรอื่ งที่เรยี นมาแล้ว



ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการส่ือสารของคนไทย ผใู้ ชภ้ าษาจงึ ควรเลอื กใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมตาม
สมั พันธภาพระหว่างบุคคล และต้องเข้าใจลกั ษณะคำยมื ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย และวิเคราะห์อทิ ธิพลของาษา
ต่างประเทศในภาษาไทย การใช้ภาษาในการสื่อสารจะต้องอธิบายและใช้ระดับภาษาที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับ
สมั พนั ธภาพของบุคคลและกาลเทศะ

ท ๔.๑ ม.๔-๖/๓ ใช้ภาษาเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และบุคคล รวมทงั้ คำราชาศัพทอ์ ย่างเหมาะสม
ม.๔-๖/๕ วิเคราะห์อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศและภาษาถนิ่

๑) อธบิ ายระดับภาษาและการใชภ้ าษาที่ถกู ต้องและเหมาะสมได้
๒) ใช้ภาษาได้เหมาะสมกบั สัมพันธภาพของบคุ คลและกาลเทศะ
๓) ใช้คำราชาศัพทไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสม

สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
๑) ระดับของภาษา
๒) คำราชาศพั ท์

1

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

ช่อื ชั้น เลขที่

คำชแี้ จง : ให้นักเรยี นเลือกคำตอบท่ีถกู ตอ้ งทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดียว

๑. ข้อใดเป็นวัฒนธรรมการใช้ภาษาของไทย ๖. เหตุใดภาษาไทยจึงต้องยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้

ก. คำท่ีใช้มีสัมผัสคล้องจองทำให้จดจำได้ง่าย ในภาษาไทย

ข. ควรคำนึงถึงฐานะของบุคคลและโอกาสที่สื่อสาร ก. เพราะต้องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาติ

ค. มีคำให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลายทุกสถานการณ์ อ่ืน ๆ

ง. เพศและฐานะทางสังคมเป็นส่ิงที่กำหนดการใช้ภาษา ข. เพราะต้องใช้ในการทำนุบำรุงศาสนา

๒. การใช้ภาษาเพื่อใช้ในการเปิดประชุมรัฐสภา ควรใช้ ค. เพราะให้เห็นถึงความเจริญทางภาษา

ระดับภาษาใด ง. เพราะใช้ในการติดต่อสื่อสาร

ก. ภาษาวิชาการ ๗. ข้อใดเป็นคำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทยท่ีไม่

ข. ภาษาแบบแผน เก่ียวข้องกับศาสนา

ค. ภาษาก่ึงแบบแผน ก. โมกข์ อาสน์ ข. อนัตตา ทุกข์

ง. ภาษาไม่เป็นแบบแผน ค. สถาปนา สิทธ์ิ ง. เวทนา อวิชชา

๓. ภาษาท่ีใช้ในนิตยสารหรือวารสารทั่ว ๆ ไปมีลักษณะ ๘. คำในข้อใดเป็นคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยท่ีมี

ตรงกับข้อใด ลักษณะเป็นคำแผลง

ก. ใช้ภาษาท่ีสร้างสัมพันธภาพใกล้ชิดกับผู้รับสาร ก. บรรทม ผลาญ ข. กำเนิด บันดาล

ข. โครงสร้างประโยคต้องสมบูรณ์ ส่ือความชัดเจน ค. ดำเนิน สมเด็จ ง. สำรวจ ตำรวจ

ค. เขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาเป็นสำคัญ ๙. คำยืมภาษาอังกฤษในภาษาไทยในข้อใด มีลักษณะ

ง. ควรเน้นภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มเป็นหลัก ต่างจากข้ออ่ืน

๔. ปัจจัยในข้อใดไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ระดับภาษา ก. ดีเปรสชัน คอนโทรล

ก. สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ข. คุกก้ี เว็บไซต์

ข. โอกาสและสถานท่ี ค. แก๊ง แท็กซ่ี

ค. บุคลิกท่าทาง ง. โควตา เชิ้ต

ง. ส่ือท่ีใช้ ๑๐. ประโยคในข้อใดท่ีใช้ภาษาต่างระดับกัน

๕. คำใดไม่ใช่คำยืมภาษาชวา-มลายูในภาษาไทย ก. นักเรียนชอบปั่นจักรยานมาโรงเรียน

ก. มะหัล ดะหมัง ข. กระแสเคป๊อบ(K-pop) ยังอยู่ในหมู่วัยรุ่นไทย

ข. มะตาหรี แมร ค. นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยฝึกซ้อมอย่าง

ค. ปานิเยน สะตาหมัน หนัก

ง. สะละปะตุ่น กำมะหริด ง. มวลน้ำจะเดินทางมาเยือนและท่วมพระนคร

เร็วๆ นี้

เฉลย ๑. ข ๒. ข ๓. ก ๔. ค ๕. ง ๖. ง ๗. ค ๘. ข ๙. ก ๑๐. ง

2

กระดาษคำตอบ

เรอ่ื งระดับภาษาและอิทธิพลของการใชภ้ าษา

ช่อื ...............................................................................เลขท.่ี .......................

ทดสอบก่อนเรียน
ข้อ ก ข ค ง









๑๐

คะแนนท่ีได้__________คะแนน
คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน

3

 ใบความรู้ 

ระดับของภาษา
การใช้ภาษาขึ้นอยู่กับกาลเทศะ สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ซึ่งอาจแบ่ง

ภาษาเป็นระดับต่างๆได้หลายลักษณะ เช่น (ภาษาระดับที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน),(ภาษาระดับพิธีการ
ระดบั กงึ่ พิธกี าร ระดับไมเ่ ปน็ ทางการ) ในช้นั เรียนนี้ เราจะชี้ลกั ษณะสำคัญของภาษาเป็น ๕ ระดบั ดังนี้

๑. ระดับพธิ ีการ ใชส้ ่ือสารกันในที่ประชมุ ท่ีจัดข้นึ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ การประชมุ รฐั สภา การกล่าวอวย
พร การกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร การกล่าวสดุดีหรือการกล่าวเพื่อ
จรรโลงใจใหป้ ระจักษ์ในคุณความดี การกล่าวปดิ พิธี เป็นตน้ ผู้สง่ สารระดับนมี้ ักเป็นคนสำคัญสำคัญหรอื มีตำแหน่งสูง
ผรู้ บั สารมกั อยู่ในวงการเดียวกันหรือเป็นกลุ่มคนสว่ นใหญ่ สมั พนั ธภาพระหว่างผู้สง่ สารกับผ้รู ับสารมีต่อกันอย่างเป็น
ทางการ ส่วนใหญ่ผู้ส่งสารเป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ ผู้กล่าวมักต้องเตรียมบทหรือวาทนิพนธ์มาล่วงหนา้
และมกั นำเสนอดว้ ยการอา่ นต่อหนา้ ที่ประชมุ

๒. ภาษาระดับทางการ ใช้บรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุมหรือใช้ในการเขียนข้อความท่ี
ปรากฏตอ่ สาธารณชนอยา่ งเป็นทางการ หนงั สือทใี่ ช้ตดิ ตอ่ กบั ทางราชการหรือในวงธรุ กิจ ผู้สง่ สารและผรู้ ับสารมักเป็น
บุคคลในวงอาชีพเดียวกัน ภาษาระดับนี้เป็นการสื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์โดยยึดหลักประหยัดคำและเวลาให้
มากท่สี ุด

๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นงานเป็นการลงบ้าง เพื่อให้เกิด
สัมพันธภาพระหวา่ งผู้ส่งสารและผู้รับสารซ่ึงเปน็ บุคคลในกลุ่มเดยี วกัน มีการโต้แยง้ หรือแลกเปลีย่ นความคิดเห็นกนั
เป็นระยะๆ มักใช้ในการประชุมกลุ่มหรือการอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในชั้นเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์
เน้ือหามักเป็นความรู้ท่วั ไป ในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน กิจธุระต่างๆ รวมถงึ การปรึกษาหารอื รว่ มกัน

4

๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดบั นี้มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่เกิน
4-5 คนในสถานทีแ่ ละกาละทีไ่ ม่ใช่สว่ นตัว อาจจะเปน็ บคุ คลท่คี ุน้ เคยกนั การเขียนจดหมายระหว่างเพือ่ น การรายงาน
ข่าวและการเสนอบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะใช้ถ้อยคำสำนวนที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกันมากกว่าภาษาระดับ
ทางการหรือภาษาที่ใชก้ นั เฉพาะกล่มุ เนอื้ หาเป็นเรอ่ื งทั่ว ๆ ไป ในการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั กจิ ธรุ ะตา่ ง ๆ รวมถึงการ
ปรกึ ษาหารือหรอื ร่วมกนั

๕. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับนี้มักใช้กันในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อนสนิท สถานที่ใช้มักเป็นพื้นที่
ส่วนตัว เนื้อหาของสารไม่มีขอบเขตจำกัด มักใช้ในการพูดจากัน ไม่นิยมบนั ทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยกเว้นนวนิยาย
หรอื เร่อื งสน้ั บางตอนทีต่ อ้ งการความเปน็ จรงิ (การแบ่งภาษาดังท่กี ล่าวมาแลว้ มิได้หมายความว่าแบง่ กนั อย่างเด็ดขาด
ภาษาระดับหน่ึงอาจเหล่อื มล้ำกับอีกระดับหนงึ่ ก็ได)้

ขอ้ ควรสงั เกตเกีย่ วกบั ความลดหล่ันตามระดับภาษา

๑. ภาษาที่ใช้ในระดับพิธีการ ระดับทางการและระดับกึ่งทางการ คำสรรพนามที่ใช้แทนตนเอง(สรรพนาม
บุรุษที่ ๑) มักใช้ กระผม ผม ดิฉัน ข้าพเจ้า คำสรรพนามที่ใช้แทนผู้รับสาร(สรรพนามบุรุษที่ ๒) มักจะใช้ ท่าน ท่าน
ทั้งหลาย ส่วนภาษาระดับท่ีไม่เป็นทางการและระดบั กันเอง ผู้ส่งสารจะใช้สรรพนาม ผม ฉัน ดิฉัน กัน เรา หนู ฯลฯ
หรอื อาจใชค้ ำนามแทน เช่น นดิ ครู หมอ แม่ พ่อ พ่ี ปา้ ฯลฯ

๒. คำนาม คำนามหลายคำเราใช้เฉพาะในภาษาระดับกึ่งทางการ ระดับไม่เป็นทางการและระดับกันเอง
เท่านั้น หากนำไปใช้เป็นภาษาระดับทางการจะต่างกันออกไป เช่น โรงจำนำ>สถานธนานุเคราะห์ โรงพัก>สถานี
ตำรวจ หมู>สุกร ควาย>กระบอื รถเมล์>รถประจำทาง หมา>สนุ ัข เป็นต้น

๓. คำกริยา คำกรยิ าทแ่ี สดงระดับภาษาต่างๆอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตาย อาจใช้ ถงึ แก่กรรม เสยี ล้ม กิน อาจ
ใช้ รบั ประทาน บริโภค

๔. คำวิเศษณ์ บางคำใช้คำขยายกริยา มักใชใ้ นระดับภาษาไมเ่ ป็นทางการและระดบั กันเองหรอื อาจใช้ในภาระ
ดับกึ่งราชการก็ได้ คำวิเศษณ์เหล่าน้ีมักเป็นมักเป็นคำบอกลักษณะหรือแสดงความรู้สึก เช่น เปรี้ยวจี๊ด เย็นเจี๊ยบ วิ่ง
เต็มเหยยี ด ฟาดเต็มเหนีย่ ว เยอะแยะ ภาษาระดับทางการข้นึ มีใชบ้ ้าง เช่น เป็นอันมาก มาก

หลกั การฟัง

การฟงั คอื การรับรู้ความหมายจากเสียงทไี่ ด้ยิน เปน็ การรับรู้สารทางหู ในชีวิตประจำวันของเรา เราใช้เวลาน
การฟงั ทงั้ ท่ฟี งั จากบคุ คลโดยตรง และฟังจากจากสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ตา่ ง ๆ เพราะข่าวสาร ความรู้และศลิ ปะวิทยาการ
ต่าง ๆ ที่มนุษย์ถ่ายทอดกันตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ยังใช้วิธีการพูดอธิบายให้ฟังแม้จะมีหนังสือบันทกึ ไว้เปน็
ลายลกั ษณ์อกั ษรแลว้ กต็ าม หลกั การฟงั ที่ดี การฟังทด่ี มี หี ลกั สำคญั คอื

๑. ฟังใหต้ รงตามความมุ่งหมาย โดยทั่วไปแล้หลกั การฟังมีความมงุ่ หมายหลัก ๓ ประการ ๑.๑ ฟังเพื่อความ
เพลิดเพลิน ได้แก่ การฟังเรื่องราวที่สนกุ สนาน ๑.๒ ฟังเพื่อความรู้ ได้แก่ การฟังเรื่องราวทางวิชาการ ข่าวสารและ

5
ข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ ๑.๓ ฟังเพือ่ ให้ได้คตชิ ีวิตหรือความจรรโลงใจ ได้แก่ การฟังทีก่ ่อให้เกดิ สติปัญญา ความสุขุมและ
วจิ ารณญาณ เพือ่ เชดิ ชูจติ ใจให้สูงขน้ึ ประณีตขนึ้

๒. ฟังโดยมีความพรอ้ ม ความพร้อมในทีน่ ี้ หมายถึง ความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และ ความพร้อมทาง
สติปัญญา ความพร้อมทางร่างกาย หมายถึง การมีสุขภาพทางร่างกายเปน็ ปกติ ไมเ่ หนอ่ื ย ไม่อิดโรย ความพร้อมทาง
จติ ใจ หมายถงึ การมีพนื้ ฐานความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอ

๓.ฟงั โดยมสี มาธิ หมายถึง ฟงั ดว้ ยความตัง้ ใจมนั่ จดจอ่ อยู่กบั เรอ่ื งทฟี่ ัง ไมป่ ลอ่ ยจิตใจให้เล่อื นลอยไปทอี่ ืน่
๔. ฟงั ดว้ ยความกระตือรือรน้ ผู้ท่ีฟงั ด้วยความกระตอื รอื รน้ มกั จะเป็นผูฟ้ ังท่มี องเห็นประโยชนห์ รือเห็นคุณค่า
จึงสนใจเร่ืองท่ตี นจะฟงั
๕. ฟงั โดยไม่อคติ ผู้ฟงั โดยไม่อคตติ ้องพจิ ารณาให้ละเอียดถถ่ี ว้ น ไมเ่ ป็นโทษแกผ่ ู้อ่นื

หลกั การพดู
การพูด มีความสำคญั ตอ่ ชวี ติ มนษุ ยเ์ ปน็ อันมาก ไม่ว่าจะอยู่ ณ ทใ่ี ด ประกอบกิจการงานใด หรอื คบหาสมาคม

กับผู้ใด ก็ต้องสื่อสารด้วยการพูดเสมอ จึงมักพบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในกิจธุระ การงาน การคบหาสมาคมกับ
ผู้อื่น ตลอดจนการทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ล้วนแต่เป็นคนที่มปี ระสิทธิภาพในการพดู ทั้งสิ้น ส่วนหนึง่ ของการ
พูดสามารถสอน และฝกึ ได้ อาจกลา่ วไดว้ ่า การพูดเปน็ " ศาสตร ์" มหี ลกั การ และกฎเกณฑเ์ พื่อให้ผ้เู รียนมีทกั ษะ ถึง
ขั้นเปน็ ท่ีพอใจอีกส่วนหนง่ึ เป็นความสารถพิเศษหรือศิลปะเฉพาะตวั ของผูพ้ ูดแตล่ ะบคุ คล บางคนมคี วามสามารถที่จะ
ตรงึ ผูฟ้ งั ใหน้ ิ่งอย่กู บั ทีจ่ ติ ใจจดจอ่ อย่กู บั การฟังเร่อื งทพี่ ูด ผู้พดู บางคนสามารถพดู ให้คนฟังหัวเราะไดต้ ลอดเวลา ศิลปะ
เฉพาะตัวนี้ เป็นสิ่งท่ีลอกเลยี นกันได้ยาก แต่อาจพัฒนาขึน้ ได้ในแตล่ ะบคุ คล ซึ่งการพูดที่มปี ระสทิ ธิภาพเกิดจากการ
สังเกตวิธีการที่ดแี ละมีโอกาสฝกึ ฝน

6

ประเภทของการพูด แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ

๑. การพูดระหวา่ งบุคคล ได้แก่

๑.๑ การทกั ทายปราศัย ลักษณะการทกั ทายปราศัยทีด่ ีดงั นี้ - หน้าตายิ้มแย้มแจม่ ใส แสดงอาการยนิ ดีท่ไี ดพ้ บ
ผู้ทเ่ี ราทกั ทาย - กล่าวคำปฏิสนั ถารท่ีเปน็ ทีย่ อมรับกนั ในสงั คม เชน่ สวัสดคี รบั สวสั ดคี ะ่ - แสดงกริ ิยาอาการประกอบ
คำปฏิสันถาร - ข้อความท่ใี ช้ประกอบการทกั ทายควรเปน็ เร่อื งท่กี ่อใหเ้ กดิ ความสบายใจ

๑.๒ การแนะนำตนเอง การแนะนำเป็นสงิ่ จำเป็น และมีความในการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั บคุ คลอาจแนะนำ
ตนเองในหลายโอกาสด้วยกนั การแนะนำตนเองมหี ลักปฏบิ ตั ดิ งั นค้ี อื ต้องบอกช่อื นามสกลุ บอกรายละเอียดกบั ตวั เรา
และบอกวัตถปุ ระสงค์ในการแนะนำตัว

๑.๓ การสนทนา หมายถึง การพูดคุยกัน พูดจาเพื่อนสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ
ประสบการณ์ การรบั สารทีง่ ่ายทส่ี ดุ คือ การสนทนา - คุณสมบตั ขิ องการสนทนาทีด่ ี คอื - หน้าตาย้ิมแย้มแจม่ ใส - ใช้
ถ้อยคำสำนวนภาษาท่งี ่าย ๆ สภุ าพ คำพดู และนำ้ เสยี งนา่ ฟงั เป็นกนั เองกับคสู่ นทนา

๒. การพูดในกลุ่ม

การพูดในกลุ่มเป็นกิจกรรมที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน ทั้งในชีวิตประจำวันและในการศึกษาเป็นเปิดโอกาสให้
สมาชกิ ในกลุ่มได้ซกั ถาม แสดงความคดิ เห็น หรือเกย่ี วกบั เหตุการณ์ที่เกิดขึน้ แลว้ มาเล่าใหฟ้ ังกัน มวี ธิ ีการดังต่อไปน้ี -
เลา่ ถึงเนือ้ หาและประเด็นประเดน็ สำคญั ๆ วา่ มีอะไรบ้าง - ภาษาทีใ่ ชค้ วรเปน็ ภาษาที่ง่าย - น้ำเสียงชดั เจนนา่ ฟัง เน้น
เสยี งในตอนทส่ี ำคัญ - ใช้กริ ิยาทา่ ทางประกอบการเลา่ เร่ืองตามความเหมาะสม - ผู้เลา่ เรอื่ งควรจำเรอ่ื งไดเ้ ป็นอยา่ งดี

มารยาทการฟัง - การฟังในที่ประชมุ ควรเข้าไปนัง่ กอ่ นผู้พูดเริ่มพูด - ฟงั ด้วยความต้งั ใจ มสี มาธิในการฟัง -
ตาควรมองที่ผู้พดู - ไม่พดู คุยกบั คนขา้ งๆ หรือส่งเสยี งดงั - ปิดเสยี งเครือ่ งมอื ส่ือสาร

มารยาทในการดู - ตั้งใจดู มีสมาธิในการดู - ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น - นั่งหรือยืนดูในท่าทางที่สุภาพ
เรียบรอ้ ย - ไมล่ กุ เดนิ ไปมา

มารยาทในการพดู - การพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก ควรมาถึงสถานทพี่ ดู ให้ตรงเวลาหรือมาก่อนเวลา - พดู จา
สภุ าพไพเราะ - พูดให้ชดั เจน ได้ยนิ อย่างทัว่ ถงึ - ใชน้ ้ำเสยี งให้เหมาะสมกบั เรอื่ งท่ีพดู

ปัจจัยทม่ี ีอิทธพิ ลตอ่ การเลอื กใช้

๑. โอกาสและสถานที่ ปัจจัยที่ทำให้ใช้ภาษาต่างระดับกันอยู่ที่โอกาสและสถานที่ เช่น ถ้าสื่อสารกับบุคคล
กลุม่ ใหญ่ในทป่ี ระชุมก็จะใช้ภาษาระดับหน่งึ ถ้าพดู กันในตลาดร้านคา้ ภาษากจ็ ะตา่ งระดับกันออกไป

๒. สัมพันธภาพระหวา่ งบุคคล บุคคลมีสัมพันธภาพหลายลักษณะ เช่น บุคคลที่ไม่เคย รู้จักบุคคลที่เพิ่งรู้จัก
บุคคลทเี่ ป็นเพอื่ นสนิท น่กี เ็ ป็นปัจจัยให้ใช้ภาษาต่างระดับกัน แต่อยา่ งไรกต็ ามตอ้ งยึดหลกั พิจารณาโอกาสและสถานท่ี
ด้วย

7

๓. ลักษณะของเนอ้ื หา เนือ้ หาย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสไม่น้อย เช่น เน้ือหาเกีย่ วกบั เร่ืองส่วนตัว ก็ไม่นำไปใช้กับ
ภาษาระดบั พธิ กี ารหรอื ทางการ

๔. สื่อที่ใช้ในการส่งสาร สื่อที่ใช้ก็ทำให้ภาษาเปลี่ยนระดับได้ เช่น จดหมายปิดผนึกกับไปรษณียบัตร ระดับ
ภาษาทีใ่ ชต้ ้องตรงกัน เมื่อพูดด้วยปากกับพูดดว้ ยเครื่องขยายเสียงหรอื พดู ทางวิทยุ ทางโทรทศั น์ ระดบั ภาษาทใ่ี ช้ย่อม
แตกต่างกัน

8

9

10

ใบงานท่ี ๑ วเิ คราะห์ระดับภาษา เลขท่ี

ชอื่ ช้นั
คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนวิเคราะห์ระดับภาษาท่เี หมาะสมกบั สถานการณท์ ีก่ ำหนดให้

สถานการณ์ท่ี ๑ นกั เรยี นตอ้ งการติดตอ่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพ่อื ขอขอ้ มลู สำหรบั การทำรายงาน
นกั เรียนจะมวี ิธีการขอขอ้ มูลอย่างไร เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อมลู น้ันมา

สถานการณ์ที่ ๒ นักเรียนมาหาอาจารย์ที่ห้องพักอาจารย์เพื่อปรึกษาเรื่องการบ้านแต่ไม่พบ นักเรียนจะเขียนจดหมาย
ส้นั (โน้ต) ถงึ อาจารยอ์ ยา่ งไร

สถานการณท์ ี่ ๓ นักเรียนกบั เพอ่ื นสนทิ มคี วามคดิ เห็นทไี่ มต่ รงกัน ซ่งึ ความคดิ เหน็ ของนักเรียนถกู ตอ้ ง นักเรียนจะมี
วธิ ีการพดู กบั เพอ่ื นอยา่ งไร

สถานการณท์ ่ี ๔ หากนักเรียนเป็นคณะกรรมการนักเรยี น แลว้ นักเรียนได้รบั มอบหมายใหจ้ ดั กจิ กรรมของโรงเรยี น
เพือ่ เข้าร่วมงานของจังหวัด นักเรยี นจะมีวิธีการพดู อยา่ งไร ให้เพอ่ื นทั้งโรงเรียนรว่ มกันทำกิจกรรมน้ัน

ใบงานที่ ๒ ระดับภาษาในสงั คมไทย 11
เลขท่ี
ชื่อ ช้ัน
คำชี้แจง ใหน้ ักเรยี นยกตวั อย่างการใชภ้ าษาระดบั ตา่ ง ๆ

➢ ภาษาแบบแผน

➢ ภาษาก่ึงแบบแผน

➢ ภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน

12

เฉลย ใบงานท่ี ๒ ระดับภาษาในสังคมไทย เลขที่

ชื่อ ช้นั
คำชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งการใช้ภาษาระดบั ตา่ ง ๆ

➢ ภาษาแบบแผน

กรุงเทพมหานครได้จดั ทำ “โครงการชีวติ พอเพียง ตามแนวพระราชดำริ” เพื่อเชญิ ชวนประชาชนผู้อยูอ่ าศัย
หรือประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานครจำนวน ๑ ล้านคน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีถวายเป็นราชสักการะ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ด้วยการต้งั
ปณิธานว่า จะทำบญั ชรี ายรับ-รายจ่ายของตนเองหรือครอบครัว เพื่อใหร้ ูจ้ กั การใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง คุ้มค่า
และเหลือเกบ็ ออม อนั เปน็ การนอ้ มนำแนวพระราชดำริ “เศรษฐกจิ พอเพยี ง” มาเป็นแนวทางในการดำเนนิ ชีวติ

(ท่มี า : “สาส์นจากผวู้ า่ ราชการกรุงเทพมหานคร” ในชีวิตพอเพียงตามแนวพระราชดำร)ิ
➢ ภาษาก่งึ แบบแผน

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๐๑๕ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการสานต่อ
กระบวนการรวมกลุม่ ของอาเซียนท่เี ร่ิมจากการเปิดเสรกี ารค้ามากกว่า ๒๐ ปี เป้าหมายตาม AEC Blueprint จึง
เป็นการเร่งกระบวนการเปิดเสรีด้านสินค้า บริการและการลงทุนที่มีอยู่แล้ว โดยเสริมด้วยการเคลื่อนย้ายปัจจัย
การผลิต คือ แรงงานฝีมือ และเงินทุน โดยหวังวา่ จะช่วยเสริมสร้างประสทิ ธิภาพในการผลติ จากการแบ่งงานกัน
ทำ ได้รบั ประโยชนจ์ ากขนาดทใ่ี หญ่ข้นึ เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก เนอ่ื งจากหากมอง AEC เปน็ กล่มุ เดียวก็จะมี
ประชาการเป็นอันดับที่ ๓ มีรายได้เป็นอันดับที่ ๖ และมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับท่ี ๕ เมื่อเปรียบเทียบกับ
ประเทศต่างๆ ในโลก (ที่มา : “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี นกับการเปิดเสรีภาคการเงิน” จุลสารของกรมเจรจา
การค้าระหวา่ งประเทศ ปที ่ี ๑ ฉบบั ท่ี ๕ ประจำปกั ษ์แรก กันยายน ๒๕๕๔)

➢ ภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน

รองเท้าผ้าใบเก่าเปื่อย เหยียบลงบนใบไม้แห้งบังเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ย่ำก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ระมัดระวัง หลิมและเลิศสะพายปืนยาวอยู่หน้าโรงนา ซึ่งเป็นที่เก็บยาบ้า ชะงักเมื่อไดย้ ินเสียบใบไม้ “เฮ้ย เสียง
อะไรวะ” เลศิ เงย่ี หูฟัง “เสยี งเหมือนมีคนเดินอยโู่ รงนาว่ะ ไปดูซ”ิ สองคนย่องไปดู เงาดำผ่านวบู ไป “เฮ้ย นั่นใคร
วะ ตามไปเรว็ ” หลมิ กับเลิศวิ่งตามเงาดำออกไปทวนกับเมนิ ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากมุมหลบ มองตามไปด้วย
ความสงสยั (ที่มา : “เพลงรักบ้านนา” เดลินวิ ส์ ฉบับท่ี ๒๒,๖๖๔ วันอังคารท่ี ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๔ หน้า ๒๒)

13

ใบงานที่ ๓ ภาษาถน่ิ เลขท่ี

ชือ่ ช้นั
คำชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามต่อไปน้ี

๑. ภาษาไทยมาตรฐานต่างจากภาษาไทยถ่ินอยา่ งไร

๒. การศกึ ษาภาษาไทยถิน่ มปี ระโยชน์อยา่ งไร

๓. ใหน้ กั เรยี นวิเคราะห์คำต่อไปน้ี ว่าเปน็ คำทม่ี าจากภาษาถน่ิ ใดรวมกบั ภาษาถิ่นใด
๑) ทองคำ
๒) คอยทา่
๓) เสื่อสาด
๔) กา้ วย่าง

๔. เหตุใดภาษาไทยมาตรฐานจงึ มอี ิทธิพลเหนอื ภาษาไทยถ่นิ

14

๕. ภาษาทีใ่ ช้ในท้องถิน่ ของนักเรียนเป็นภาษาไทยถ่นิ ใด ให้ยกตวั อย่างคำศัพท์ท่ใี ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั พรอ้ มท้ัง
ความหมายของคำศัพท์ เป็นภาษาไทยมาตรฐาน มา ๒๐ คำ

ชื่อ เฉลย ใบงานที่ ๓ ภาษาถิ่น 15
คำชี้แจง ให้นักเรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้ เลขที่
ชัน้

1. ภาษาไทยมาตรฐานตา่ งจากภาษาไทยถิ่นอย่างไร
ภาษาไทยถิน่ เป็นภาษาของกลุม่ คนทอ่ี าศัยอยู่ในภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ของประเทศไทย แตภ่ าษาไทยมาตรฐานเปน็ ภาษาไทย

กรงุ เทพฯ เปน็ ภาษากลางใช้ในการตดิ ต่อกบั ทางราชการและใชใ้ นการเรยี นการสอนในระบบการศกึ ษาของประเทศ

2. การศึกษาภาษาไทยถนิ่ มปี ระโยชนอ์ ย่างไร
การศกึ ษาภาษาไทยถน่ิ ทำให้ผศู้ ึกษาสามารถทำความเข้าใจบริบททางสงั คมและวัฒนธรรมของแต่ละถิน่ รวมท้งั ทำให้

สามารถสื่อสารกับคนในแตล่ ะท้องถนิ่ ได้ถกู ตอ้ ง ตรงตามความหมายทต่ี อ้ งการสื่อ

3. ให้นกั เรียนวิเคราะหค์ ำต่อไปน้ี ว่าเป็นคำท่ีมาจากภาษาถน่ิ ใดรวมกับภาษาถนิ่ ใด
1) ทองคำ = ทอง ภาษาไทยมาตรฐาน คำ ภาษาไทยถ่นิ เหนอื
2) คอยท่า = คอย ภาษาไทยมาตรฐาน ท่า ภาษาถิน่ ใต้
3) เสอื่ สาด = เสอ่ื ภาษาไทยมาตรฐาน สาด ภาษาไทยถน่ิ ใต้
4) ก้าวย่าง = ก้าว ภาษาไทยมาตรฐาน ยา่ ง ภาษาไทยถน่ิ เหนอื ภาษาไทยถิ่นอีสาน

4. เหตใุ ดภาษาไทยมาตรฐานจึงมีอิทธิพลเหนอื ภาษาไทยถนิ่
เพราะทางราชการกำหนดใหภ้ าษาไทยมาตรฐานเปน็ ภาษากลางที่ใชใ้ นการศกึ ษาและใช้ในทางราชการ อกี ทั้ง
สือ่ มวลชนตา่ งๆ ก็ใชภ้ าษาไทยมาตรฐาน คนไทยในถ่นิ ตา่ งๆ จำเปน็ ตอ้ งเรียนร้เู พ่ือใช้ในการสอื่ สารกบั ทางราชการ ทาง
การศกึ ษา และเพอื่ รบั ข่าวสารจากสือ่ ตา่ งๆ

5. ภาษาที่ใชใ้ นทอ้ งถน่ิ ของนกั เรียนเป็นภาษาไทยถนิ่ ใด ใหย้ กตัวอยา่ งคำศพั ท์ท่ีใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั พรอ้ มทงั้
ความหมายของคำศพั ท์ เปน็ ภาษาไทยมาตรฐาน มา ๒๐ คำ
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยให้อยใู่ นดลุ ยพินจิ ของครูผ้สู อน)

16

ใบงานที่ ๔ ระดบั ภาษาและอทิ ธพิ ลของการใช้ภาษา

ชอื่ ชั้น เลขที่

17

ใบงานที่ ๕ ระดบั ภาษาและอทิ ธพิ ลของการใช้ภาษา

ชอื่ ชั้น เลขที่

18

ใบงานที่ ๖ ระดบั ภาษาและอทิ ธพิ ลของการใช้ภาษา

ชอื่ ชั้น เลขที่

19

ใบงานที่ ๗ ระดบั ภาษาและอทิ ธพิ ลของการใช้ภาษา

ชอื่ ชั้น เลขที่

20

ใบงานที่ ๘ ระดบั ภาษาและอทิ ธพิ ลของการใช้ภาษา

ช่ือ ช้ัน เลขท่ี
คำช้แี จง : ให้นักเรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้
๑) นกั เรียนคิดวา่ การพูดคยุ กับเพอ่ื นกบั การพดู คุยกบั ครู มวี ธิ ีและลักษณะการพดู ที่เหมอื นกันหรอื แตกตา่ งกันอยา่ งไร
๒) นักเรยี นคดิ ว่า การใช้ภาษาของคนไทยมลี ักษณะอยา่ งไร
๓) ในชวี ิตประจำวันนักเรยี นใชภ้ าษาระดบั ใดบา้ ง เพราะเหตใุ ด
๔) การเขยี นตอบข้อสอบแบบอัตนยั นกั เรยี นควรใช้ภาษาแบบใด
๕) ปัจจยั ใดที่มีผลตอ่ การใชร้ ะดับภาษา
๖) การใช้ระดบั ภาษาใหถ้ กู ตอ้ งและเหมาะสมมีประโยชน์ตอ่ นกั เรียนอยา่ งไร
๗) เหตใุ ดจึงมีการยืมคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
๘) นักเรยี นคิดว่า ภาษาต่างประเทศภาษาใดท่มี อี ิทธิพลในภาษาไทยเป็นภาษาแรก
๙) นกั เรยี นคิดวา่ ภาษาต่างประเทศภาษาใดที่มอี ิทธิพลในภาษาไทยมากท่ีสดุ เพราะเหตุใด
๑๐) นักเรยี นคดิ ว่า อทิ ธพิ ลภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทยมีอิทธพิ ลตอ่ ชีวติ ประจำวันของนักเรยี นหรือไม่ อย่างไร
๑๑) ปจั จุบันอิทธพิ ลภาษาต่างประเทศในภาษาไทยยงั มอี ยู่หรอื ไม่ อยา่ งไร

๑๒) ภาษาถ่ินใดท่มี คี วามคล้ายคลงึ กัน
๑๓) นักเรียนคิดวา่ การพูดภาษาถน่ิ เป็นเรื่องท่ีควรส่งเสรมิ หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
๑๔) การศึกษาภาษาถ่นิ เป็นความเจรญิ หรอื ความลา้ หลงั ทางภาษา เพราะเหตุใด

21

เฉลย ใบงานท่ี ๘ ระดับภาษาและอทิ ธพิ ลของการใชภ้ าษา

ชื่อ ช้ัน เลขท่ี
คำชแี้ จง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
๑) นกั เรียนคดิ วา่ การพดู คุยกับเพอ่ื นกบั การพูดคุยกับครู มีวธิ แี ละลกั ษณะการพดู ท่เี หมือนกนั หรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพินจิ ของครูผสู้ อน)
๒) นกั เรยี นคดิ ว่า การใช้ภาษาของคนไทยมีลกั ษณะอยา่ งไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพินิจของครผู ูส้ อน)
๓) ในชีวติ ประจำวนั นกั เรยี นใช้ภาษาระดบั ใดบา้ ง เพราะเหตใุ ด
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยให้อย่ใู นดลุ ยพนิ จิ ของครผู ้สู อน)
๔) การเขยี นตอบข้อสอบแบบอัตนัย นักเรยี นควรใช้ภาษาแบบใด
(ภาษาแบบแผน)
๕) ปจั จัยใดที่มีผลต่อการใช้ระดับภาษา
(โอกาสและสถานที่ สัมพันธภาพระหว่างบคุ คล ลักษณะของเน้ือหาและส่อื ทใ่ี ช้)
๖) การใชร้ ะดับภาษาใหถ้ กู ตอ้ งและเหมาะสมมีประโยชนต์ ่อนกั เรียนอย่างไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครูผ้สู อน)
๗) เหตุใดจงึ มกี ารยืมคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
(เนื่องจากมกี ารติดตอ่ ส่ือสารหรือคา้ ขายจงึ มีการรับวฒั นธรรมของชาติอ่ืนเพอ่ื ใช้ตดิ ต่อส่อื สารและใช้เรยี กสิ่งต่างๆ)
๘) นกั เรยี นคดิ วา่ ภาษาต่างประเทศภาษาใดท่มี อี ิทธพิ ลในภาษาไทยเปน็ ภาษาแรก
(ภาษาบาลีสนั สฤตและภาษาเขมร)
๙) นักเรยี นคิดว่าภาษาตา่ งประเทศภาษาใดท่ีมอี ิทธิพลในภาษาไทยมากท่ีสุด เพราะเหตใุ ด
(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยให้อยู่ในดุลยพนิ จิ ของครูผู้สอน)
๑๐) นกั เรยี นคิดวา่ อิทธิพลภาษาต่างประเทศในภาษาไทยมอี ทิ ธพิ ลต่อชีวติ ประจำวันของนักเรยี นหรือไม่ อยา่ งไร
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ จิ ของครผู ู้สอน)
๑๑) ปจั จุบนั อทิ ธพิ ลภาษาต่างประเทศในภาษาไทยยังมีอยู่หรือไม่ อยา่ งไร
(ยงั มอี ยู่ เพราะอิทธพิ ลภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทยเปน็ คำที่ใชเ้ ฉพาะ เชน่ คำศัพท์วิชาการ ศพั ทเ์ ฉพาะด้าน หรือคำ
ที่ใช้ในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งจะอยู่ในรูปทับศัพท์ ปัจจุบันคำยืมที่มีอยู่ในภาษาไทยมีหลายภาษา เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษา
เกาหลี ภาษาฝรง่ั เศส)
๑๒) ภาษาถิน่ ใดทม่ี ีความคล้ายคลงึ กนั
(ภาษาถิ่นเหนอื และภาษาถนิ่ อีสาน)
๑๓) นกั เรียนคิดว่าการพูดภาษาถนิ่ เป็นเร่ืองท่ีควรส่งเสริมหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
(พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยให้อย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของครูผ้สู อน)
๑๔) การศึกษาภาษาถ่นิ เปน็ ความเจรญิ หรือความลา้ หลงั ทางภาษา เพราะเหตุใด
(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยให้อยใู่ นดลุ ยพนิ ิจของครูผูส้ อน)

22

แบบทดสอบหลงั เรียน

ชือ่ ช้นั เลขที่

คำชแ้ี จง : ให้นักเรียนเลอื กคำตอบทถี่ กู ตอ้ งทส่ี ดุ เพยี งขอ้ เดียว

๑. ข้อใดเป็นวัฒนธรรมการใช้ภาษาของไทย ๖. เหตุใดภาษาไทยจึงต้องยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้

ก. คำท่ีใช้มีสัมผัสคล้องจองทำให้จดจำได้ง่าย ในภาษาไทย

ข. ควรคำนึงถึงฐานะของบุคคลและโอกาสท่ีสื่อสาร ก. เพราะต้องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาติ

ค. มีคำให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลายทุกสถานการณ์ อ่ืนๆ

ง. เพศและฐานะทางสังคมเป็นสิ่งท่ีกำหนดการใช้ภาษา ข. เพราะต้องใช้ในการทำนุบำรุงศาสนา

๒. การใช้ภาษาเพื่อใช้ในการเปิดประชุมรัฐสภา ควรใช้ ค. เพราะให้เห็นถึงความเจริญทางภาษา

ระดับภาษาใด ง. เพราะใช้ในการติดต่อส่ือสาร

ก. ภาษาวิชาการ ๗. ข้อใดเป็นคำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทยที่ไม่

ข. ภาษาแบบแผน เกี่ยวข้องกับศาสนา

ค. ภาษาก่ึงแบบแผน ก. โมกข์ อาสน์ ข. อนัตตา ทุกข์

ง. ภาษาไม่เป็นแบบแผน ค. สถาปนา สิทธ์ิ ง. เวทนา อวิชชา

๓. ภาษาท่ีใช้ในนิตยสารหรือวารสารท่ัว ๆ ไปมีลักษณะ ๘. คำในข้อใดเป็นคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยที่มี

ตรงกับข้อใด ลักษณะเป็นคำแผลง

ก. ใช้ภาษาท่ีสร้างสัมพันธภาพใกล้ชิดกับผู้รับสาร ก. บรรทม ผลาญ ข. กำเนิด บันดาล

ข. โครงสร้างประโยคต้องสมบูรณ์ สื่อความชัดเจน ค. ดำเนิน สมเด็จ ง. สำรวจ ตำรวจ

ค. เขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาเป็นสำคัญ ๙. คำยืมภาษาอังกฤษในภาษาไทยในข้อใด มีลักษณะ

ง. ควรเน้นภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มเป็นหลัก ต่างจากข้ออ่ืน

๔. ปัจจัยในข้อใดไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ระดับภาษา ก. ดีเปรสชัน คอนโทรล

ก. สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ข. คุกก้ี เว็บไซต์

ข. โอกาสและสถานที่ ค. แก๊ง แท็กซี่

ค. บุคลิกท่าทาง ง. โควตา เช้ิต

ง. ส่ือท่ีใช้ ๑๐. ประโยคในข้อใดที่ใช้ภาษาต่างระดับกัน

๕. คำใดไม่ใช่คำยืมภาษาชวา-มลายูในภาษาไทย ก. นักเรียนชอบป่ันจักรยานมาโรงเรียน

ก. มะหัล ดะหมัง ข. กระแสเคป๊อบ(K-pop) ยังอยู่ในหมู่วัยรุ่นไทย

ข. มะตาหรี แมร ค. นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยฝึกซ้อมอย่าง

ค. ปานิเยน สะตาหมัน หนัก

ง. สะละปะตุ่น กำมะหริด ง. มวลน้ำจะเดินทางมาเยือนและท่วมพระนคร

เร็วๆ นี้

เฉลย

1. ข 2. ข 3. ก 4. ค 5. ง 6. ง 7. ค 8. ข 9. ก 10. ง

23

กระดาษคำตอบ

เรอื่ งระดบั ภาษาและอทิ ธิพลของการใชภ้ าษา

ช่ือ...............................................................................เลขที่........................

ทดสอบหลังเรียน
ขอ้ ก ข ค ง









๑๐

คะแนนท่ีได้__________คะแนน
คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน

24

แบบบนั ทกึ คะแนน
การทดสอบก่อนเรยี น / หลังเรียน และแบบฝึกทกั ษะ

เร่ืองระดบั ภาษาและอทิ ธิพลของการใช้ภาษา

ชือ่ ................................................................................................ช้นั ..........................................เลขท.่ี ...................

โรงเรียน............................................................................
สังกัด........................................................................

แบบทดสอบ/แบบฝกึ คะแนนเต็ม คะแนนท่ีได้ หมายเหตุ
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๑๐
แบบทดสอบหลังเรยี น ๑๐
แบบฝกึ ทักษะใบงานท่ี ๑-๘ ๘๐
รวมคะแนนท้งั หมด ๑๐๐

ลงชื่อ......................................................ครูผสู้ อน
( ....................................................... )
ตำแหน่ง................................................

25

กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว.

กรรณิการ์ พวงเกษม. (2559). ปญั หาและกลวธิ ีการสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถมศกึ ษา-มัธยมศึกษา. (พิมพ์
ครงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช.

กุศยา แสงเดช และคณะ. (2560). หนังสอื เรียนเสริมบทเรยี นภาษาไทยชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6. กรุงเทพฯ : แมค็ .
อนุสรณ์ แสงน่ิมนวล. (2560). คู่มือในการจดั กระบวนการเรียนร้ทู เี่ น้นผู้เรยี นเปน็ สำคัญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์

จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ดวงเดือน แสงชัย. (2561). การสอนภาษาไทยในระดับมัธยมศึกษาปที ี่ 6. กรงุ เทพฯ : คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์

มหาวทิ ยาลัย.
บญุ เรือน จันทรโ์ ต. (2561). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคดิ วเิ คราะห์ทางวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรยี นชั้น

มธั ยมศึกษาปที ่ี 6. ปรญิ ญาศึกษามหาบณั ฑติ ภาควชิ าหลกั สูตรและวธิ สี อน บณั ฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลยั
ศลิ ปากร.
วราลี สิทธิจนิ ดาวงศ์. (2562). การใชภ้ าษาไทยในชวี ิตประจำวัน. กรงุ เทพฯ : เอม็ ไอเอส ไบร์ซอฟท์เทค.
ศิริรตั น์ กมลวานนท.์ (2563). แบบฝึกทักษะภาษาไทย เลม่ 1. กรงุ เทพมหานคร : เจรญิ รัฐการพิมพ.์
Korene Wasing, Pages. (2019). “study conduction cards to learner 2.” [Online]. Retrieved April 16,
2017, from Website: http://www.kids-pages.com.
Ramsay, Nick. 2020). “All Subject Fit Worksheets.” [Online]. Retrieved April 4, 2018, from Website:
http://www.esl-worksheets.com.

26

ภาคผนวก

27

28


Click to View FlipBook Version