The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาเปรียบเทียบ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-05-13 21:20:16

ศาสนาเปรียบเทียบ

ศาสนาเปรียบเทียบ

Keywords: ศาสนาเปรียบเทียบ,ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู,ศาสนาพุทธ,ศาสนาคริสต์,ศาสนาอิสลาม,ศาสนาซิกข์

  44

2. ศาสนากบั ปรัชญาตะวนั ออก
ปรัชญาตะวนั ออก โดยเฉพาะปรัชญาอินเดีย หรือปรัชญาจีน มุ่งแสวงหาความจริง

เก่ียวกบั โลกและชีวิตเช่นเดียวกบั ปรัชญาตะวนั ตก แต่กม็ ีขอ้ แตกตา่ งกนั คือ ปรัชญาตะวนั ตก
มุ่งแสวงหาความจริงหรือขอ้ เทจ็ จริงเพยี งอยา่ งเดียว โดยไม่พยายามปฏิบตั ิตนเพื่อใหถ้ ึงความจริง
ซ่ึงแสวงหาพบแลว้ เพราะฉะน้นั นกั ปราชญต์ ะวนั ตกอาจกาํ เนินชีวิตไปในทางตรงกนั ขา้ มกบั
แนวความคิดทางปรัชญาของตนกไ็ ด้ อีกอยา่ งหน่ึงปรัชญาตะวนั ออกส่วนใหญ่ไม่เก่ียวกบั ศาสนา
คือแยกออกจากกนั เป็นคนละส่วน แต่ปรัชญาตะวนั ออกไม่อาจแยกออกจากศาสนาไดเ้ ดด็ ขาด
ท้งั น้ีเพราะนกั ปราชญห์ รือนกั คิดน้นั เมื่อแสวงหาความจริงพบแลว้ กพ็ ยายามปฏิบตั ิตามวิธีท่ีกาํ หนด
ข้ึนไดเ้ พอ่ื เขา้ ถึงความจริงน้นั ๆ ฉะน้นั ปรัชญาอินเดียทุกระบบจึงเป็นปรัชญาชีวติ เพราะแนวความคิด
ทางปรัชญาท่ีเกิดข้ึนไดน้ ้นั ไดน้ าํ มาใชป้ ฏิบตั ิในชีวติ ประจาํ วนั ดว้ ย โดยลกั ษณะดงั กล่าวน้ีปรัชญา
กบั ศาสนาของตะวนั ออกจึงแยกออกจากกนั ไม่ได้ และคาํ วา่ ปรัชญาจึงหมายถึงความรู้ช้นั ประเสริฐ

3. ลกั ษณะปรัชญาตะวนั ออก
ปรัชญาแมจ้ ะมีมากมายหลายระบบและระบบต่างๆ เหล่าน้นั แมจ้ ะมีหลกั คาํ สอน

สาํ คญั หลกั คาํ สอนปลีกยอ่ ยแตกต่างกนั อยา่ งไรกต็ ามแต่กระน้นั กม็ ีหลกั การสาํ คญั บางประการซ่ึง
เป็นลกั ษณะร่วม ซ่ึงเดือน คาํ ดี (เดือน คาํ ดี. 2531 :277) ไดอ้ า้ งผลงานของสุทร ณ รังษีมากล่างไว้
โดยสงั เขป ดงั น้ี

3.1 ปรัชญาตะวนั ออกทุกระบบถือวา่ เป็นแนวความคิดทางปรัชญา มีสาระอยทู่ ่ี
สามารถนาํ มาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนแ์ ก่ชีวิตประจาํ วนั เพ่อื ใหช้ ีวิตดาํ เนินไปสู่อุดมการณ์ที่ต้งั ไวอ้ ยา่ ง
ดีท่ีสุด

3.2 ปรัชญาตะวนั ออกทกุ ระบบ เกิดข้นึ จากความรู้สึกไม่พึงพอใจต่อสภาพท่ีเป็นอยู่
ของชีวติ โดยเห็นวา่ ชีวิตของมนุษยน์ ้นั เตม็ ไปดว้ ยความทุกขน์ านปั การ นกั คิดหรือนกั ปรัชญาของ
อินเดียจึงพยายามคิดคน้ แสวงหาทางท่ีจะทาํ ใหช้ ีวิตน้ีหลุดพน้ ไปจากสภาพที่เป็นทกุ ข์ แลว้ บรรลุถึง
ความสุขนิรันดร์

3.3 ปรัชญาอินเดียทุกระบบเชื่อในกฎแห่งศีลธรรม ท้งั ที่เป็นกฎแห่งสากลจกั รวาล
หรือกฎแห่งเหตุผล และในลกั ษณะที่เป็นกฎแห่งศีลธรรม เชื่อวา่ ทาํ ดียอ่ มไดร้ ับผลดี ทาํ ชวั่ ยอ่ ม
ไดร้ ับผลชวั่

3.4 ปรัชญาอินเดียทุกระบบ มีทศั นะตอ้ งกนั ในขอ้ ที่มาวา่ อวชิ ชาหรืออวทิ ยาเป็น
สาเหตุแห่งความติดขอ้ งและการเวยี นวา่ ยตายเกิดในวฏั ฏะสงสาร ส่วนวชิ ชาหรือวทิ ยาเป็นส่ิงท่ีทาํ
ใหห้ ลุดพน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกิด การติดขอ้ งอยใู่ นโลกและการท่องเที่ยวไปในวฏั ฏะสงสารทาํ

  45

ใหต้ อ้ งไดร้ ับความทุกขท์ รมานไม่มีสิ้นสุด ฉะน้นั จึงมีการบรรลุโมกษะหรือการหลุดพน้ จากทกุ ข์
ท้งั ปวง

อยา่ งไรกต็ ามเก่ียวกบั ส่ิงท่ีเรียกวา่ อวชิ ชาน้ี ปรัชญาอินเดียไม่ไดม้ ีความเห็นตอ้ งกนั
ทุกระบบ ระหวา่ งปรัชญาฮินดูกบั พทุ ธปรัชญา ปรัชญาฮินดูถือวา่ การเห็นหรือรู้ชดั วา่ สิ่งเที่ยงแทไ้ ม่
แปรเปลี่ยน เรียกวา่ อาตมนั ส่วนพทุ ธปรัชญาถือวา่ การเห็นวา่ มีส่ิงท่ีเท่ียงแทเ้ ช่นน้นั เป็นอวชิ ชา
เป็ นตน้

3.5 ปรัชญาอินเดียทุกระบบถือวา่ เป็นการบาํ เพญ็ สมาธิและวปิ ัสสนา โดยพิจารณา
ส่ิงต่างๆ ใหเ้ ห็นตามสภาพความเป็นจริง เป็นทางท่ีจะนาํ ไปสู่ความหลุดพน้ จากทกุ ข์ การควบคุม
ตนเองและการควบคุมจิตใจไม่ปล่อยให้เป็ นไปตามอาํ นาจของตณั หา เป็ นทางขจดั กิเลสหรือ
ความเศร้าหมองแห่งจิตใจใหห้ มดไปได้ เม่ือความเศร้าหมองแห่งจิตหมดไปแลว้ กจ็ ะบรรลุโมกษะ
ซ่ึงเป็ นความสุขนิรันดร์

4. ศาสนากบั ปรัชญาตะวนั ตก
ลกั ษณะสาํ คญั ของศาสนาและปรัชญาในทางตะวนั ตกก็คือการประนีประนอม

ระหว่างปรัชญากรีกกบั ศาสนาคริสต์ ซ่ึงอาจแบ่งปรัชญาในช่วงน้ีได้ 2 ยคุ คือ
4.1 สมยั ปรัชญาปิ ตาจารย์ ยคุ น้ีเริ่มจากกาํ เนิดศาสนาคริสต์ มาถึงปลายศตวรรษท่ี

8 ปัญหาปรัชญาที่สาํ คญั คือ การพยายามเอาปรัชญาเพลโตมาอธิบายคาํ สอนของศาสนาคริสต์ เพอื่
พิสูจนแ์ ละสนบั สนุนคาํ สอนในศาสนาคริสตใ์ หเ้ ป็นที่น่าเช่ือถือนกั ปรัชญาคนสาํ คญั ที่สุดในยคุ น้ี
คือ เซนต์ ออกสั ติน

4.2 สมยั สกอลแลสติค ยคุ น้ี เร่ิมต้งั แต่ศตวรรษท่ี 9-15 ปัญหาปรัชญาท่ีสาํ คญั การ
พยายามนาํ เอาปรัชญาจองเพลโตมาอธิบายและสนบั สนุนความคิดของอริสโตเติลในบางเรื่อง นกั
ปรัชญาที่สาํ คญั คือ เซนต์ โธมสั อควนิ สั

สภาพทว่ั ไปของคริสตศ์ าสนิกชนในสมยั ก่อนออกสั ติน เกี่ยวกบั ความเห็นทางปรัชญา
แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ

1. พวกที่ถือวา่ ปรัชญาเป็นวิชานอกรีต ซ่ึงเป็นความรู้ของพวกนกั ปราชญช์ าวกรีกที่อยู่
ภายนอกศาสนา เพราะปรัชญาตามทศั นะน้ีกล่าวถึงเฉพาะเน้ือหาทางปรัชญาลว้ นๆ ไม่เกี่ยวกบั
ศรัทธาของศาสนา เป็นเน้ือหาท่ีวา่ ดว้ ยเหตุผลโดยเฉพาะ เช่น ปัญหาปรัชญาของ โสกราตีส เพลโต
และอริสโตเติล เป็นตน้ พวกน้ีจะเห็นวา่ ปรัชญาเป็นปฏิปักษ์ ต่อศาสนาคริสตแ์ ละถือวา่ เป็นคาํ
สอนนอกรีต

2. อีกพวกหน่ึงถือวา่ ปรัชญา คือ อารยธรรมของมนุษยท์ ี่เกิดจากความรู้ทุกอยา่ งท่ีจะพงึ
แสวงหาและคน้ ควา้ มาไดด้ ว้ ยสามารถแห่งสติปัญญา แมแ้ ต่ศาสนากเ็ ป็นอารยธรรมที่เกิดจากความรู้

  46

ในธรรมชาติปัญญาของมนุษย์ เหมือนกนั เทววทิ ยา เป็นวชิ าที่สามารถเขา้ ถึงความรู้ที่แทจ้ ริงได้
เพราะเทววิทยาเป็นเคร่ืองมือของเทววทิ ยา

5. ลกั ษณะเฉพาะของวชิ าศาสนาและวชิ าปรัชญา
แมว้ า่ ศาสนากบั ปรัชญาจะมีบ่อเกิดมาจากแหล่งเดียวกนั คือประสบการณ์ของชิวิต

มนุษยก์ ต็ าม แต่กม็ ีลกั ษณะพิเศษเฉพาะอยา่ งตามธรรมชาติของประสบการณ์ วธิ ีการและจุดมุ่งหมาย
ของแต่ละวชิ าซ่ึงอาจเปรียบเทียบใหเ้ ห็นเป็นประเดน็ ไดด้ งั น้ี

5.1 ลกั ษณะของศาสนา
5.1.1 วิชาศาสนามุ่งแสวงหาความรู้เก่ียวกบั รูปแบบวถิ ี และอิทธิพลของ

ศาสนาทีมีต่อชีวิตและสงั คม รวมท้งั การตีความหลกั คาํ สอนต่าง ๆ พยายามตอบปัญหา พ้ืนฐานที่
เก่ียวกบั ชีวิตโดยการยดึ เอาศรัทธาในหลกั พ้ืนฐาน ส่วนวชิ าปรัชญามงุ่ แสวงหาการแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึน
เพือ่ พยายามเขา้ ใจตนเองและโลกโดยอาศยั เหตุผลเป็นหลกั การและจุดยนื ในการมองปัญหาต่าง ๆ

5.1.2 วิชาศาสนาพงึ แสวงหากฎทวั่ ไป ซ่ึงเป็นบรรทดั ฐานชีวิตของศาสนิก
ในศาสนาน้นั ๆ ส่วนวิชาปรัชญาไม่ไดม้ ุ่งแสวงหากฎทวั่ ไปเหมือนวทิ ยาศาสตร์และศาสนา เป็นการ
แสวงหาความเขา้ ใจเก่ียวกบั ปัญหาพ้นื ฐานอนั มีลกั ษณะเป็นนามธรรม สมั พนั ธก์ บั ประสบการณ์
ชีวิต ซ่ึงยอ่ มแตกต่างกนั ไปตามกาลเวลาและสถานที่

5.1.3 วชิ าศาสนามิไดใ้ ชเ้ หตุผลเพยี งอยา่ งเดียวมาอธิบายประสบการณ์ของ
ชีวติ แต่อาศยั ความงามและอารมณ์ ความรู้และศรัทธามาเป็นองคป์ ระกอบเพอื่ ที่จะเขา้ ใจในหลกั ธรรม
ศาสนา วิชาปรัชญามิไดแ้ สวงหาความช่ืนชมและความงามในตงั ของมนั เองในการตรวจสอบ
ทบทวน ไตร่ตรอง วจิ ารณ์ปัญหาต่าง ๆ อาจจะเกิดมีความชื่นชมและความงามควบคูก่ นั ไปดว้ ย

5.1.4 วิชาศาสนามุ่งพิสูจน์ความจริง อนั เป็ นคาํ ตอบปัญหาเร่ืองชีวิตซ่ึง
มีลกั ษณะเฉพาะตน ในแต่ละศาสนาบางอยา่ งอาจจะสอดคลอ้ งลบลอยกนั กบั พธิ ีการ กฎเกณฑท์ าง
วิทยาศาสตร์และสงั คมศาสตร์ แต่ไม่สามารถพสิ ูจน์ไดท้ ุกกรณี เพราะศาสนาเป็นเรื่องความเช่ือต่อ
ส่ิงนอกเหนือ กฎธรรมชาติ แต่วชิ าปรัชญาพยายามความหลีกเล่ียงการพสิ ูจนต์ ามแบบทางวทิ ยาศาสตร์
คงมุ่งแต่คน้ ควา้ หาคาํ ตอบวา่ อะไรจริง อะไรไม่จริงต่อไป

5.1.5 วิชาศาสนายึดมน่ั ในเร่ืองของคุณค่าและขอ้ เท็จจริง ถือว่ามีมาใน
ศาสนาเพราะทาํ ให้การปฏิบตั ิตามหลกั มีความหมาย แต่วิชาปรัชญามีปัญหาเร่ืองคุณค่าและ
ขอ้ เทจ็ จริง แสดงบทบาทแตกต่างกนั กล่าวคือวชิ าอภิปรัชญาเกี่ยวกบั ความจริงข้นั สูงสุดญาณวทิ ยา
เกี่ยวกบั ขอ้ เทจ็ จริง ส่วนจริยศาสตร์เก่ียวขอ้ งโดยตรงกบั คุณคา่ แต่ละลทั ธิแต่ละสาํ นกั ทางปรัชญาเนน้
บทบาทของคุณคา่ ไม่ตรงกนั

  47
อยา่ งไรกต็ าม ในทางตะวนั ออกศาสนาปรัชญาไม่แยกขาดจากกนั เหมือนตะวนั ตก

คือศาสนาคริสตไ์ ม่ถือว่าเป็ นระบบปรัชญาระบบหน่ึง หากแต่เป็ นเร่ืองประสบการณ์ชีวิตของผทู้ ่ี
เช่ือในพระผเู้ ป็นเจา้ ตามประเพณีของชาวยวิ ในข้นั ตน้ ต่อมานกั เทววทิ ยาในศาสนาคริสตไ์ ดใ้ ชป้ รัชญา
กรีกมาช่วยอธิบายและให้เหตุผลสนบั สนุนขอ้ ความเชื่อในศาสนาคริสตด์ ว้ ยเหตุน้ีจึงทาํ ให้ระบบ
ปรัชญาและศาสนาของตะวนั ออกและตะวนั ตกแตกต่างกนั หรือกล่าวอีกนยั หน่ึงกค็ ือ ศาสนา
ตะวนั ตกแยกจากปรัชญา ส่วนศาสนาตะวนั ออกไม่แยกจากปรัชญา แต่ถึงอยา่ งน้นั กต็ ามท้งั ศาสนา
และปรัชญาต่างกม็ ีขอ้ เหมือนกนั คือ เป็นผลผลิตของประสบการณ์ชีวติ

ความสัมพนั ธ์ระหว่างศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์

เมื่อพิจารณาอยา่ งละเอียดแลว้ ดูเหมือนวา่ วทิ ยาศาสตร์จะไม่เก่ียวขอ้ งกนั กบั วิชาศาสนา
แต่อยา่ งไร เช่น วชิ าฟิ สิกส์ เคมี ชีววิทยา ดาราศาสตร์ หรือแมแ้ ต่วิชาจิตวทิ ยา เพราะวชิ าเหล่าน้ีมี
พ้ืนฐานอยทู่ ี่ตวั ของตวั เอง วิธีการศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งเดด็ ขาดและวตั ถุแห่งการศึกษาน้นั เป็นเร่ือง
สสารหรือวตั ถุ ไม่เก่ียวขอ้ งกบั จิตหรือคุณภาพแต่อยา่ งใด

เม่ือพจิ ารณาอยา่ งลึกซ้ึงแลว้ จะเห็นไดว้ า่ ศาสนาประเภทอเทวนิยมมีความสมั พนั ธอ์ ยา่ ง
มากมาย โดยเฉพาะพระพทุ ธศาสนา อาจกล่าวไดว้ า่ มีมลู บทวธิ ีการศึกษาและวตั ถุแห่งการศึกษามี
ลกั ษณะเป็นวทิ ยาศาสตร์อยา่ งยงิ่ ส่วนศาสนาประเภทเทวนิยมมีมลู บทตนอยบู่ นความเชื่อ ยอ่ มมี
ความแตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงอาจกล่าวไดว้ า่ มีลกั ษณะไม่เป็นวทิ ยาศาสตร์ต่อไปน้ีขอไดพ้ จิ ารณา
ลกั ษณะของวทิ ยาศาสตร์วา่ มีขอ้ ขดั แยง้ และลงกนั ไดก้ บั ศาสนาในแง่มุมใดบา้ ง

1. ลกั ษณะของวทิ ยาศาสตร์
1.1 วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่แน่นอน รัดกมุ และเป็นระบบระเบียบมีหนา้ บรรยาย

ขอ้ มลู ของประสบการณ์อยา่ งสมบูรณ์และกลมกลืนกนั ดว้ ยถอ้ ยคาํ ท่ีง่ายที่สุด
1.2 นกั วิทยาศาสตร์ เมื่อจะศึกษาปรากฏการณ์กลุ่มใดกลุ่มหน่ึง จะเร่ิมทาํ การ

รวบรามขอ้ มูล วิเคราะห์ และจดั แบ่งเป็นประเภท ๆ ศึกษาดูเงื่อนไขท่ีชกั นาํ ใหม้ ีข้ึนมา คือการคน้ หา
สาเหตุรวบรามพฤติกรรมสม่าํ เสมอ คือการคน้ หากฎแลว้ นาํ สิ่งต่าง ๆ ท้งั หลายลงเป็นเร่ืองราวอยา่ ง
เป็ นระเบียบ

1.3 วทิ ยาศาสตร์พยายามศึกษาในเชิงปริมาณมากกวา่ คุณสมบตั ิ โดยสนใจที่จะ
แสดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความเขม้ ของ 2 ปรากฏการณ์ เช่น ความเขม้ ของกระแสไฟฟ้ า
กบั ความเขม้ ของหลอดไฟฟ้ า วิทยาศาสตร์ไม่ตอบวา่ อยา่ งไร แต่ใชข้ อ้ เทจ็ จริงตอบเชิงปริมาณวา่
เท่าไร ดงั น้นั นกั วทิ ยาศาสตร์จึงอาศยั การวดั ชงั่ ตวง คาํ นวณและรายละเอียด เป็นตน้

  48
1.4 วิทยาศาสตร์ทกุ แขนงยอ่ มพยายามหาสาเหตุ เพราะเขา้ ใจวา่ ถา้ รู้สาเหตุไดเ้ รา

กส็ ามารถควบคุมพลงั ธรรมชาติไดแ้ ละอาจจะพยากรณ์ในธรราชาติล่วงหนา้ ได้ ดงั น้นั ในการปฏิบตั ิ
เชิงวิทยาศาสตร์จึงเริ่มข้ึนดว้ ยการสืบหาสาเหตุของปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น สาเหตขุ องการตกผลึก
ของสนิม ของการปลูกธญั พืชไม่ไดผ้ ล ของไขม้ าลาเรีย ไทฟอยดแ์ ละมะเร็ง ของเศรษฐกิจตกต่าํ
และเศรษฐกิจเฟื่ องฟู ของนกั หยดุ งานขจองความลม้ เหลว หรือความสมั ฤทธ์ิผลทางการศึกษา
ของศีลธรรมเส่ือมโทรมในสงั คมและในชีวติ ประจาํ วนั หรือของสงคราม เป็นตน้ โดยใชค้ าํ วา่
ทาํ ไม เช่น ทาํ ไมเราจึงตอ้ งนบั ถือศาสนา ดงั น้ีเป็นตน้

2. ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจสรุปไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ ดงั น้ี
2.1 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไดจ้ ากประสบการณ์และทดสอบดว้ ยประสบการณ์

เพราะวิทยาศาสตร์ไดใ้ ชว้ ิธีหาความรู้ทางอุปนยั โดยอาศยั อายตนะ สมั ผสั คือ หู จมกู ลิ้น กาย
ความเช่ืออะไรก็ตามท่ีไม่อาจจะรู้จกั ไดด้ ว้ ยประสาทสัมผสั เหล่าน้ี ถือว่าอยู่นอกขอบเขตของ
วทิ ยาศาสตร์

2.2 ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เป็นสาธารณะและสากล กล่าวคือเมื่อเราพบขอ้ เทจ็ จริง
อนั หน่ึงแลว้ เรายอ่ มสามารถอธิบายใหค้ นอ่ืนฟังได้ รวมท้งั สามารถจะแสดงหรือทดลองใหค้ นอ่ืน
เห็นได้ ความรู้อยา่ งน้ีเป็นสาธารณะ ดงั น้นั ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์จึงสามารถอธิบายใหค้ นอ่ืนที่อยู่
ในเง่ือนไขเดียวกนั เขา้ ใจไดแ้ ละมีลกั ษณะสากล

2.3. ความรู้วิทยาศาสตร์มีลกั ษณะเป็นเงื่อนไขและสามารถคาดหมายในอนาคตได้
คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่วา่ จะสลบั ซบั ซอ้ นอยา่ งไร แคไ่ หน กม็ ีหลกั อยวู่ า่ “ส่ิงๆ น้ี ถา้ อยู่
ภายใตเ้ งื่อนไขน้นั อะไรจะเกิดข้ึนกบั มนั ” เพราะวิธีอุปนยั เป็นวิธีการกา้ วกระโดดจากบางสิ่งไปสู่ทุก
ส่ิงและเป็นการกระโดดจากอดีตไปสู่อนาคตและเพราะหลกั ฐานท่ีเราไดจ้ ากประสบการณ์ใด อดีต
ทาํ ใหเ้ ราสามารถสรุปไดว้ า่ อนาคตจะเป็นอยา่ งน้นั อยา่ งน้ี

3. ข้อแตกต่างระหว่างวทิ ยาศาสตร์กบั ศาสนา
3.1 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ลกั ษณะเป็นเง่ือนไข และใหค้ วามมน่ั ใจไดใ้ นระดบั

น่าจะเป็น เช่น ขอ้ ความวา่ ถา้ เล่นกลางแดดมากจะปวดศีรษะแมว้ า่ จะเป็นความรู้สากลแต่กต็ ้งั อยบู่ น
สมมติฐานและการควบคุมตวั แปร

ความรู้ทางศาสนามีลกั ษณะเป็นสจั จะ และเป็นสากลไม่มียกเวน้ ตรงกนั ขา้ มกบั
ความรู้ท่ีเป็นเงื่อนไข เช่น พทุ ธศาสนาอธิบายวา่ “มนุษยก์ ระทาํ การเพราะแรงจูงใจ คือ กิเลส”
น้นั กค็ ือ มนุษยท์ ุกคนยอ่ มมีกิเลส มนุษยท์ กุ คนยอ่ มมีกิเลส ในศาสนาคริสตก์ ล่าววา่ “ทุกคนมีบาป
ติดตวั มาแต่กาํ เนิด” กเ็ พราะเชื่อวา่ มนุษยส์ ืบเช้ือสายมาจากมนุษยค์ ูแ่ รกของโลก คืออาดมั กบั อีวา

  49
ซ่ึงถูกพระเจา้ สาปเป็นมรดกแก่ลกู หลาน และในศาสนาอิสลามสอนวา่ “ความตาย คือความประสงค์
ของพระเจา้ ” ขอ้ ความเหล่าน้ีเป็นความรู้ข้นั อนั ติมะ คือสูงสุด

3.2 ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ปราศจากความรู้สึก ค่านิยมและอตั ตา เป็นเร่ืองของ
ปริมาณ ซ่ึงไดม้ าจากการวดั ชงั่ ตามและคาํ นวณ แต่ความรู้ทางศาสนาเป็นเชิงคุณภาพและเป็นเร่ือง
ท่ีเก่ียวกบั อารมณ์หรือความรู้สึกคา่ นิยมสมั พนั ธก์ บั เจตนารมณ์ (อตั ตา) อยา่ งแยกกนั ไม่ออก

3.3 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แยกส่ิงท่ีศึกษาออกจากกอารมณ์และความรู้สึก
มิฉะน้นั จะไม่ไดค้ วามรู้สึกสากล ถา้ แยกออกไม่ไดค้ วามรู้น้นั จะมีลกั ษณะเป็ นเร่ืองส่วนตวั และ
ตอ้ งผา่ น กรอบ จึงมีลกั ษณะเป็น “รู้เก่ียวกบั ” ส่วนความรู้ทางศาสนาเกิดจากการเขา้ ไปผกู พนั
เป็นส่วนหน่ึงของส่ิงที่เราศึกษา ความรู้จึงไม่ตอ้ งผา่ น “กรอบ” ลกั ษณะความรู้จึงเป็นการรู้จกั
เพราะไม่ตอ้ งผา่ นกรอบกลาง

3.4 ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เป็นความรู้ท่ีอยนู่ อก กล่าคือวตั ถุแห่งการศึกษาและวธิ ี
การศึกษา เป็นเร่ืองแยกออกจากความรู้สึก คา่ นิยม หรือรสนิยมของผศู้ ึกษาเองดว้ ยจุดมุ่งหมายของ
การศึกษาวทิ ยาศาสตร์อนั สูงสุด กค็ ือการหลุดพน้ จากอารมณ์และความรู้สึกส่วนตวั วางตวั เป็นกลาง
ไม่เขา้ ไปผูกพนั กบั ส่ิงที่เราจะศึกษาหาความจริงเก่ียวกบั มนั ดงั น้ัน ในการหาความจริงทาง
วทิ ยาศาสตร์ ผศู้ ึกษาจะอยรู่ อบนอก จะเขา้ ไปผกู พนั หรือเขา้ ไปเป็นส่วนหน่ึงของส่ิงท่ีเราศึกษา
ไม่ได้

แต่ในทางศาสนาตรงกนั ขา้ ม คือ ไม่แยกผศู้ ึกษาออกจากส่ิงที่ถกู ศึกษาเพราะตอ้ งการ
“รู้จกั ” หรือเป็นอนั เดียวกบั สิ่งท่ีเราศึกษาน้นั ที่เรียกวา่ “เขา้ ถึง” บา้ ง “บรรลุ” บา้ ง กค็ ือความเขา้ ไป
เป็นเอกภาพกบั ส่ิงท่ีถกู ศึกษา กล่าวคือ ผศู้ ึกษาไดย้ ดึ เอา “ความจริง” ของศาสนาที่ตนเองนบั ถือ
ปฏิบตั ิอยนู่ ้นั ไวเ้ ป็นส่วนหน่ึงของตนเท่า ๆ กบั ท่ีตวั ของเขาเป็นส่วนหน่ึงของ “ความจริง” น้นั

3.5 ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ ต้งั อยบู่ นฐานแห่งส่ิงที่เป็นรูปธรรม สามารถแสดงออก
ใหผ้ อู้ ื่นรับรู้ดว้ ยอวยั วะสมั ผสั ท้งั 5 ได้ ส่วนความรู้ทางศาสนาเป็นความรู้สึกที่เป็นนามธรรมเก่ียวกบั
อาํ นาจที่มองไม่เห็น ซ่ึงควบคุมชะตาชีวติ ในฐานะกาํ หนดชว่ั ดี และปรารถนาสมั พนั ธ์กนั เขา้ อยา่ ง
เอกภาพ เป็นเรื่องเฉพาะตน

4. ทศั นะของศาสนาเทวนิยมต่อวทิ ยาศาสตร์
ศาสนาฝ่ ายเทวนิยมแสดงทศั นะต่อวทิ ยาศาสตร์ในลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี เป็นเจา้
4.1 ศาสนากบั วิทยาศาสตร์มีบ่อเกิดมากแหล่งเดียวกนั คือ อุบตั ิมาจากพระผเู้ ป็นเจา้
4.2 ศาสนากบั วิทยาศาสตร์แตกต่างกนั อยา่ งสิ้นเชิง ถือวิทยาศาสตร์อาศยั เหตุผล

แต่ศาสนาอาศยั ศรัทธา หรืออารมณ์ท้งั 2 ศาสตร์ไม่สามารถจะบรรจบกนั ไดเ้ ลย และไม่อาจ
เปรียบเทียบกนั ได้

  50

4.3 ศาสนาเป็นสจั ธรรมมากกวา่ วิทยาศาสตร์ และมีความขดั แยง้ กนั อยา่ งตรงกนั
ขา้ ม กล่าวคือ ศรัทธาอนั เป็นตวั ศาสนายอ่ มอยเู่ หนือเหตุผล เหตุผลควรสนบั สนุนศรัทธาแต่เหตุผล
ในตงั ของมนั เองทาํ ลาอิสรภาพของมนุษยใ์ นการที่จะร่วมกิจกรรมกบั พระผเู้ ป็นเจา้ โดยจาํ กดั ความคิด
ลงสู่ท่ีเรียกวา่ ขอ้ เทจ็ จริง

4.4 วิทยาศาสตร์ไม่เป็นทางนาํ ไปสู่สจั ธรรมช้นั สูง เพราะวิทยาศาสตร์ยง่ิ พฒั นา
มากเท่าใด กย็ อ่ มแสดงขอ้ บกพร่องของศาสนามากเท่าน้นั เพราะส่ิงท่ีเป็นศาสนาน้นั อยเู่ หนือ
ธรรมชาติท่ีมองไม่เห็น

5. ความสัมพนั ธ์ของศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์
ศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์มีความเกี่ยวขอ้ งกนั ดงั น้ี
5.1 ในฐานะเป็ นวิถีชีวิตและระบบความรู้ของมนุษย์ อาจกล่าวไดว้ ่า ศาสนากบั

วทิ ยาศาสตร์เป็นกิจกรรมของมนุษย์ ซ่ึงลว้ นแต่จะเป็นส่ิงสนบั สนุนกนั และกนั เพอื่ ประโยชนข์ อง
มนุษยน์ นั่ เอง ความรู้ท้งั ปวงของมนุษยเ์ มื่อจาํ แนกออกแลว้ มี 3 ศาสตร์น้นั ยอ่ มศึกษาเร่ืองเดียวกนั
คือ เร่ืองโลกและชีวติ นนั่ กค็ ือการศึกษาธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ มหรือโลกภายนอก รวมท้งั ตวั มนุษย์
เองโดยการไมเ่ อาอารมณ์ (อตั ตา) ของตนเขา้ ไปเก่ียวขอ้ ง ไดค้ วามรู้เกี่ยวกบั ส่ิงแวดลอ้ มและเป็น
ความพยายามทีจะจดั การกบั วตั ถุต่าง ๆ ใหอ้ ยใู่ นอาํ นาจควบคุมและนาํ มาใชเ้ ป็นอุปกรณ์ของมนุษย์
เพ่อื ใหช้ ีวติ ไดร้ ับความสะดวกสบายมากข้นึ ยน่ เวลา สถานท่ีใหเ้ ร็วและใกลช้ ิดมากข้ึน มนุษย์
สมารถประหยดั เวลา แรงงานและความสิ้นเปลืองได้ อีกท้งั ไดใ้ ชช้ ีวิตอย่างปลอดภยั ซ่ึงเป็ น
ความสมั พนั ธข์ องคนกบั สิ่งแวดลอ้ ม หรือระบบนิเวศวทิ ยา

5.2 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใชใ้ นการควบคุมและสร้างสรรค์ ส่ิงท่ี
เรียกธรรมชาติท่ีอยรู่ วมตวั แลว้ ยงั นาํ มาจดั การกบั ความสมั พนั ธข์ องคนท่ีมีต่อกนั ในสงั คมในฐานะ
ที่มนุษยเ์ ป็นสตั วส์ งั คม รวมกนั อยเู่ ป็นกอ้ น เป็นชุมชน พฤติกรรมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ดา้ นการผลิต
การแลกเปลี่ยน ที่เรียกวา่ เชิงเศรษฐกิจ วา่ ทาํ อยา่ งไรสงั คมจึงจะหมุนไปสู่อุดมคติอยา่ งกลมกลืนและ
ปลอดภยั ท้งั ในดา้ นการเมือง หรือเศรษฐกิจและการศึกษา เป็นตน้ เพราะนบั วนั ทวีความสลบั ซบั ซอ้ น
ยิ่งข้ึนมนุษยไ์ ม่สามารถเขา้ ใจพฤติกรรม หรือความสัมพนั ธ์ในแง่มุมเหล่าน้นั ไดอ้ ยา่ งครบถว้ น
สมบรู ณ์จาํ เป็นตอ้ งอาศยั วทิ ยาศาสตร์เป็น “กรอบ” แยกแยะใหม้ นุษยร์ ู้จกั บทบาทและหนา้ ที่ของตน
และสงั คม

5.3 ส่วนความสมั พนั ธใ์ นดา้ นความเชื่อ ความบนั ดาลใจ ซ่ึงเป็นเรื่องคุณภาพหรือ
คุณค่าของมนุษยท์ ี่อยนู่ อกขอบขา่ ยของวทิ ยาศาสตร์กเ็ ป็นเรื่องท่ีมนุษยท์ ุกคนจาํ ตอ้ งใชว้ ธิ ีเขา้ ไปรู้จกั
ดว้ ยใจต่อใจ พงึ เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือดว้ ยการถ่ายทอดชีวติ จากชีวติ ซ่ึงเป็นวธิ ีที่ใชเ้ ฉพาะใน
เรื่องขอมนุษยต์ ่อมนุษย์ เรียกวา่ มนุษยศ์ าสตร์

  51

วิชาศาสนาในฐานะเป็นแกนกลางแห่งคุณค่าของศาสนาท้งั ปวง นอกจากจะมีหนา้ ท่ีทาํ
ใหบ้ ุคคลบรรลุอุดมคติหรือความจริงข้ึนสูงสุดในชีวิตของตนแลว้ ยงั มีหนา้ ที่ในการธาํ รงรักษาคุณคา่
ของมนุษยแ์ ละความสมั พนั ธต์ ่อกนั ของคนในสงั คมท่ีเรียกวา่ “ความดี” เพราะศาสนาเป็นวิถีแห่ง
ความสมั พนั ธข์ องมนุษย์ มีความดีเป็นคุณภาพแห่งความเป็นคนและแห่งพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์
เป็นคุณธรรมของมนุษยท์ ี่จะถึงปฏิบตั ิต่อส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งรู้เท่าน้นั เพอ่ื ใหช้ ีวิตท้งั สามส่วนคือ มนุษย์
สงั คม และธรรมชาติไม่ตอ้ งเสียดุลต่อกนั มีความกลมกลืนกนั อยา่ งไม่เป็นโทษภยั ตอ่ กนั

ความสัมพนั ธ์ระหว่างศาสนากบั กฎหมาย

วิวฒั นาการของสังคมมนุษยท์ ี่มีการรวมกนั อยู่เป็ นกลุ่มเป็ นกอ้ น จาํ เป็ นท่ีจะตอ้ งมี
กฎระเบียบหรือกติกาของสงั คมหรือชุมชนเป็นเครื่องบงั คบั เพ่อื ป้ องกนั การกดข่ี ข่มเหง รังแก
เอาเปรียบซ่ึงกนั และกนั และมีความจาํ เป็นท่ีมนุษยจ์ ะตอ้ งทาํ หนา้ ท่ีของตนเองเพือ่ ความเป็นไปของ
สงั คม จึงตอ้ งมีการกาํ หนดสิทธิและหนา้ ที่ใหส้ มาชิกในสงั คมไดป้ ฏิบตั ิ เมื่อรัฐเกิดข้ึนอาํ นาจการ
บริหาร การบญั ญตั ิกฎ ระเบียบต่างๆ และการพิพากษาจาํ เป็นตอ้ งเกิดข้ึนตามมา สถาบนั นิติบญั ญตั ิ
กฎ ระเบียบต่าง ๆ และการพพิ ากษาจาํ ตอ้ งเกิดข้ึนตามมา สถาบนั นิติบญั ญตั ิเพอื่ ออกกฎหมายของ
รัฐจึงถือวา่ เป็นสถาบนั ท่ีตอ้ งอยบู่ นความยตุ ิธรรม หรือความเป็นธรรมแก่สมาชิกในสงั คม

เมื่อกฎหมายที่ใชเ้ ป็นเครื่องมือในการบงั คบั ใหส้ มาชิกทุกคน จะตอ้ งปฏิบตั ิตนตามตอ้ งมี
ธรรมเป็นรากฐานน้นั จาํ เป็นที่กฎหมายที่ตอ้ งอา้ งอิงหลกั ความเช่ือ ประเพณีวฒั นธรรมและศาสนา
ไม่เพยี งแต่เป็นเคร่ืองช่วยเหลือในการควบคุมความประพฤติทางกาย วาจาเท่าน้นั ยงั คุม้ ครองจิตใจ
อนั เป็ นจุดเร่ิมตน้ แห่งพฤติกรรมต่างๆ อีกดว้ ย ตามท่ีปรากฏในประวตั ิศาสตร์ของมนุษยช์ าติ
ในสมยั ใดท่ีผปู้ กครองต้งั อยใู่ นธรรม ใชค้ วามยตุ ิธรรมบริหารบา้ นเมือง ในสมยั น้นั ประชาชนกม็ ี
ความสุขร่มเยน็ ในการทาํ ใหม้ นุษยต์ ้งั อยใู่ นความเสมอภาคกนั ทว่ั หนา้ น้นั จะตอ้ งอาศยั กฎระเบียบ
ท่ีเรียกวา่ กฎหมายเป็นเครื่องมืออยา่ งจาํ เป็น การที่รัฐสร้างกฎหมายและระเบียบในสงั คมข้ึนมาน้นั
กเ็ พื่อพิทกั ษค์ ุม้ ครองศาสนาและความดีของประชาชนน้นั เอง

ในสมยั แรกๆ กฎหมายเริ่มข้ึนบนรากฐานแห่งศีลธรรม ในศาสนามนุษยถ์ ือวา่ กฎหมาย
กบั ศีลธรรมเป็ นศีลธรรมเป็ นเรื่องเดียวกนั แมจ้ ะเป็ นบางส่วนท่ีเป็ นขอ้ ตกลง เป็ นกฎ กติกา
เป็นขอ้ ตกลงกนั เอง เพอื่ ความสะดวกเพราะถือวา่ กฎหมายคลี่คลายออกจากพ้นื ฐานศาสนาและระยะ
หลงั ทางยโุ รป ประมาณ ค.ศ. 15-16 เห็นวา่ ศีลธรรมกบั ศาสนาควรแยกกนั โดยเฉพาะในความหมาย
นิติศาสตร์ และศตวรรษท่ี 19 นกั นิติศาสตร์ตะวนั ตกเห็นวา่ ศีลธรรมกบั กฎหมายจะตอ้ งแยกกนั โดย
เดด็ ขาด โดยมีแนวความคดิ วา่ “รัฐมีอาํ นาจอธิปไตยไม่ตอ้ งอยใู่ นอาํ นาจใด ๆ ท้งั สิ้น” ศีลธรรมกบั
กฎหมายแตกต่างกนั อยา่ งสิ้นเชิง เพราะกฎหมายเป็นคาํ สง่ั ของรัฐฐาธิปัตย์ ซ่ึงอาจเป็นธรรมกไ็ ดไ้ ม่

  52
เป็นธรรมกไ็ ด้ ผลกค็ ือกฎหมายเป็นสาเหตุแห่งความไร้จุดยนื แก่สงั คมขาดรากฐาน กฎหมายมี
ลกั ษณะเป็นอตั ตวิสยั เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกขแ์ ละอยตุ ิธรรมแก่คนบางพวก แต่กก็ ลบั กลายเป็น
ประโยชนแ์ ก่คนบางพวก

ในที่สุด ปัจจุบนั กม็ าถึงยคุ ที่วา่ กฎหมาย ศีลธรรมและความยตุ ิธรรม แมอ้ าจจะถูกมองวา่
เป็นสิ่งที่แตกต่างกนั แตก่ ม็ ีความเห็นลงรอยกนั วา่ มีรากฐานอยา่ งเดียวกนั คือต่างเป็นปรากฎการณ์
ในสงั คมมนุษยท์ ่ีถกู ผลกั ดนั โดยแรง เจตนารมณ์ท่ีจะใฝ่หาความเป็นธรรมและความดีงาม แต่เพราะ
ดว้ ยวิวฒั นาการทางการสังคมที่สลบั ซับซอ้ นมากข้ึน ทาํ ให้มองเห็นว่าศีลธรรมหรือศาสนากบั
กฎหมายมีลกั ษณะที่แตกต่างกนั ซ่ึงอนั ท่ีจริงจะแยกออกจากกนั โดยเดด็ ขาดน้นั ไม่ไดเ้ พราะยามใดท่ี
กฎหมายตากลงสู่ยคุ ของกฎหมายแขง็ กระดา้ ง หรือยนื หยดั ในแบบพธิ ีการ จนกระทงั่ กฎหมายตาม
ซากในยามข้นั พลงั คุณภาพท่ีสถิตอยใู่ นดวงจิตของมนุษยท์ ุกคนกจ็ ะแสดงออกมาเพือ่ ความสมบูรณ์
ของกฎหมาย เพราะฉะน้นั กฎหมายกบั ศาสนาจึงมีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งแยกไม่ออก ตลอดเวลาที่
กฎหมายเจริญพฒั นามาต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ความคดิ ทางศีลธรรมความยตุ ิธรรม ความดีงามได้
เขา้ มาทาํ ใหก้ ฎหมายมีความถูกตอ้ งและยดื หยนุ่ ไดต้ ามสมควร ท้งั น้ีเพราะรากฐานแห่งศีลธรรมและ
กฎหมายเป็นเร่ืองเดียวกนั กล่าวคือ มนุษยธรรมนนั่ เอง

ความสัมพนั ธ์ระหว่างศาสนากบั รัฐศาสตร์

ศาสนากบั รัฐศาสตร์สัมพนั ธ์กนั ในฐานะท่ีศาสนาเป็ นหน่ึงของสังคมที่มีความสาํ คญั
ใหค้ วามหมายเอกภาพและสญั ลกั ษณ์ของชาติ เป็นที่มาของการถ่ายทอดทางวฒั นธรรมขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชาติและเป็นวถิ ีประชาชนของชาติ

ศาสนาเป็นบ่อเกิดของคติธรรมอนั เป็นหลกั คุม้ ครองสงั คม ไม่เพียงแต่ดา้ นพฤติกรรมทาง
กายเท่าน้นั แต่รวมไปถึงความรู้สึกสาํ นึกอีกดว้ ย การปกครองเป็นเรื่องของคน 2 ฝ่ าย คือ
ฝ่ ายผปู้ กครองและฝ่ ายผอู้ ยใู่ ตก้ ารปกครองที่จะพงึ ปฏิบตั ิต่อกนั บนหลกั ธรรม อนั เป็นที่ต้งั แห่งระเบียบ
และกฎเกณฑท์ างสงั คม สมยั ใดท่ีผปู้ กครองต้งั อยใู่ นธรรม ใหค้ วามเป็นธรรมเป็นหลกั ในการบริหาร
บา้ นเมือง สมยั น้ันประชาชนก็มีความผาสุก ร่มเยน็ ดงั น้ันธรรมของศาสนาจึงเป็ นรากฐาน
แห่งการปกครอง อยา่ งจาํ เป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้

วชิ ารัฐศาสตร์มาข้ึนมาจากปรัชญาการเมืองกม็ ีราฐาน อยบู่ นจริยศาสตร์ จริยศาสตร์เป็น
วชิ าที่วา่ ดว้ ยคุณคา่ ความประพฤติของมนุษยว์ า่ ผดิ ถูก ชวั่ ดี อยา่ งไร ดงั น้นั มาตรฐานหรือเกณฑ์
การตดั สิน ถกู ผดิ จึงเป็นเร่ืองของขอบเขตศีลธรรมในศาสนาเม่ือศีลธรรมเป็นบ่อเกิดแห่งคุณค่า
ถูก ผดิ แลว้ บรรดาการปฏิบตั ิหรือความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมนุษยท์ ้งั ปวง คือ อาศยั ศาสนาเป็นวถิ ีทาง
ดาํ เนินไปสู่เป้ าหมายของชีวติ และความกลมกลืนทางสงั คม

  53

สรุปท้ายบท

ศาสนามีส่วนสมั พนั ธก์ บั ศาสตร์ต่างๆ มากมายท้งั น้ีกเ็ พราะ ศาสนาเป็นบ่อเกิดของศาสตร์
ท้งั ปวง ดงั จะเห็นไดใ้ นรายละเอียดดงั น้ี

1. ศาสนากบั การศึกษา การศึกษาคือกระบวนการพฒั นาชีวิตเป็ นตวั พฒั นาและเป็ น
เครื่องมือสาํ หรับพฒั นาบุคคลซ่ึงกต็ รงกบั หลกั ศาสนาท่ีมุ่งอบรมใหค้ นพฒั นาท้งั ตวั เองและต้งั อยใู่ น
คุณธรรมอนั ดีงาม

2. ศาสนากบั วฒั นธรรม วฒั นธรรมคือครรลองแห่งชีวติ อนั ครอบคลุมทุกอยา่ งที่มนุษย์
ไดส้ ร้างข้ึน คิดหรือประดิษฐค์ ิดคน้ และความเชื่อถือและปฏิบตั ิตามความเช่ือถือ ศาสนาจดั วา่ เป็น
วฒั นธรรมอยา่ งหน่ึง เพราะเกี่ยวกบั ความเชื่อถือและปฏิบตั ิตามความเชื่อถือน้นั

3. ศาสนากบั ปรัชญา ศาสนากบั ปรัชญามีความใกลช้ ิดกนั มาก คือ ศาสนาพยายาม
แสวงหาความผสมกลมกลืนระหว่างบุคคลกบั โลก ส่วนปรัชญาพยายามเขา้ ใจโลกอย่างรวมๆ
โดยหวงั จะไดพ้ บความหมายอนั แทจ้ ริงของโลก ศาสนาและปรัชญาจึงเหมือนกนั ตรงที่ต่างกแ็ สวงหา
ความจริงข้นั สูงสุดเกี่ยวกบั มนุษยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มของมนุษยด์ ว้ ยกนั กนั แต่ในแง่น้ีมีขอ้ แตกต่าง
อยบู่ า้ ง คือปรัชญาเม่ือคน้ พบความจริงแลว้ กห็ ยดุ เพยี งน้นั แต่ศาสนาเมื่อพบความจริงแลว้ นาํ มา
ปฏิบตั ิ อยา่ งไรกต็ ามท้งั ปรัชญาและศาสนาน้นั มีส่วนสมั พนั ธ์กนั อยา่ งใกลช้ ิดแยกกนั ไม่ออก

4. ศาสนากบั วิทยาศาสตร์ ถา้ พิจารณาอยา่ งผวิ เผนิ ดูเหมือนวา่ ศาสนาจะไม่เก่ียวกบั
วิทยาศาสตร์เลย แต่ถา้ ดูอยา่ งลึกซ้ึงแลว้ ศาสนามีส่วนสมั พนั ธ์กบั วิทยาศาสตร์เช่นเดียวกนั โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ ศาสนาพทุ ธมีวิธีการศึกษาและวตั ถแุ ห่งการศึกษา มีลกั ษณะเป็นวทิ ยาศาสตร์อยา่ งยง่ิ ส่วน
ศาสนาประเภทเทวนิยมมีมลู บทของตนอยบู่ นความเช่ือ ยอ่ มมีความแตกต่างกนั ไปอยา่ งไรกต็ าม
นกั วทิ ยาศาสตร์ กค็ ือ นกั ศาสนาน้นั เอง ดงั น้นั จึงมีส่วนสมั พนั ธ์อยา่ งลึกซ้ึง

5. ศาสนากบั กฎหมาย ในสมยั เริ่มแรกมนุษยถ์ ือวา่ ศาสนากบั กฎหมายเป็นเร่ืองเดียวกนั
เน่ืองจากศาสนาเป็นเรื่องศีลธรรม แมบ้ างส่วนจะเป็นขอ้ ตกลง เป็นกติกา ขอ้ ตกลงกนั เองเพราะถือ
วา่ กฎหมายมาจากพ้ืนฐานของศาสนาแต่ภายหลงั เห็นวา่ ศีลธรรมกบั กฎหมายความแยกจากกนั และ
ไดแ้ ยกออกจากกนั ไปตามทศั นะของนกั นิติศาสตร์ ปัจจุบนั มาถึงยคุ ท่ีวา่ กฎหมายศีลธรรมและ
ความยตุ ิธรรม แมพ้ อจะมองวา่ เป็นส่ิงท่ีแตกต่างกนั แต่กม็ ีความเห็นลงลอยกนั วา่ มีรากฐานอยา่ ง
เดียวคือต่างเป็นปรากฏการณ์ในสงั คมของมนุษยท์ ่ีถูกผลกั ดนั โดยเจตนารมณ์ที่จะไม่หาความเป็น
ธรรมและความดีงาม ดงั น้นั ศาสนากบั กฎหมายจึงมีส่วนสมั พนั ธก์ นั

6. ศาสนากบั รัฐศาสตร์สมั พนั ธก์ นั ในฐานะท่ีศาสนาเป็นหน่ึงของสงั คมที่มีความสาํ คญั
ใหค้ วามหมายเอกภาพและสญั ลกั ษณ์ของชาติ เป็นที่มาของการถ่ายทอดทางวฒั นธรรมขนบธรรมเนียม
ของชาติเป็นวถิ ีประชาชนของชาติ

  54
ศาสนาเป็นบ่อเกิดของคติธรรมอนั เป็นหลกั คุม้ ครองสงั คม ไม่เพยี งเป็นพฤติกรรมทาง

กายเท่าน้นั แต่รวมไปถึงความรู้สึกสาํ นึกอีกดว้ ย การปกครองเป็นเรื่องของคนสองฝ่ ายคือฝ่ าย
ปกครองและฝ่ ายใตป้ กครองท่ีจะปฏิบตั ิต่อกนั บนหลกั ธรรมอนั เป็นที่ต้งั แห่งกฎระเบียบและ
กฎเกณฑข์ องสงั คม ดงั น้นั จึงสรุปไดว้ า่ ศาสนากบั รัฐศาสตร์มีส่วนสมั พนั ธก์ นั อยา่ งแยกกนั ไม่ออก

  55

แบบฝึ กหัด
บทท่ี 3 ความสัมพนั ธ์ระหว่างศาสนากบั ศาสตร์ต่าง ๆ

1. จงอธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งศาสนากบั การศึกษามาพอเขา้ ใจ
2. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งศาสนากบั วฒั นธรรมมีวา่ อยา่ งไรอธิบายโดยละเอียด
3.ศาสนากบั ปรัชญามีส่วนสมั พนั ธ์กนั มากนอ้ ยเพยี งใดอธิบาย
4. ศาสนากบั กฎหมายและรัฐศาสตร์มีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งไร อธิบายโดยละเอียด
5. ศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์มีส่วนสมั พนั ธ์กนั หรือไม่อยา่ งไร อธิบายมาโดยละเอียด

 

บทที่ 4
ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

ศาสนาพราหมณ์เป็ นศาสนาที่มีความเก่าแก่มากท่ีสุดในโลกศาสนาหน่ึงมีอายมุ ากกว่า
4,000 ปี จากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์และโบราณคดีที่ขดุ คน้ พบอารยธรรมลุ่มแม่น้าํ สินธุ
สันนิษฐานไดว้ ่าชาวพ้ืนเมืองด้งั เดิมที่อาศยั อยใู่ นชมพทู วีปหรือประเทศอินเดียในสมยั โบราณน้นั
ไดม้ ีความเจริญทางวฒั นธรรมและอารยธรรมสูงแลว้ และมีการนบั ถือลทั ธิ ศาสนาอยา่ งเป็นระบบ
มีการป้ันรูปเคารพของเทพต่างๆ ที่ตนนับถือ การนับถือในสมยั น้ัน เป็ นลกั ษณะพหุนิยม
แบบนบั ถือผสี างเทวดาและธรรมชาติ

ต่อมาพวกอารยนั ซ่ึงเป็นเผา่ ท่ีอาศยั ทางตอนเหนือของชมพทู วิปแถบใกลเ้ ทือกเขาหิมาลยั
ซ่ึงเป็นชนเผา่ นกั รบ มีความสามารถสูงในการผลิตอาวธุ และรถศึกและมีความชาํ นาญในการใชอ้ าวธุ
บงั คบั และรถศึก เก่งกลา้ ในการรบ ชอบทาํ สงครามขยายดินแดน จนไดค้ รอบครองชมพทู วปี ไวใ้ น
นาํ อาจเกือบท้งั หมด พวกอาหรับเชา้ ปกครองและต้งั มนั่ อยใู่ นบริเวณแควน้ ปัญจาบและดว้ ยนโยบาย
และกศุ โลบายในทางการเมือง การปกครอง ชาวอารยนั จึงพยายามกลืนชาติและทาํ ใหช้ าวพ้นื เมือง
เจา้ ของถ่ินเดิมยอมรับดว้ ยวธิ ีต่างๆ และที่สาํ คญั ประการหน่ึงคือการรวมเอาลทั ธิศาสนา ความเช่ือ
ของพ้ืนเมืองเขา้ มาไวใ้ นศาสนาของพวกตน โดยมีการปรับปรุงให้เป็ นส่วนหน่ึงของศาสนา
เปลี่ยนแปลงช่ือและเรื่องราวใหเ้ ป็นเทพสูงสุดในศาสนา และอนั ดบั รองลงมาแลว้ แต่ความสาํ คญั
เพือ่ ใหม้ ีความนบั ถือความเช่ือร่วมกนั ในแนวเดียวกนั พวกนกั รบชาวอายนั ไดร้ วบรวมเรื่องราวและ
แต่งเติมบทสรรเสริญพระเจา้ กฎวนิ ยั แนวทางปฏิบตั ิ พธิ ีกรรมข้ึนเป็นคมั ภีร์ เพื่อเป็นหลกั การของ
ศาสนาข้ึน เรียกวา่ “คมั ภีร์พระเวท” แปลวา่ “คมั ภีร์แห่งความรู้” และน่ีเองเป็นจุดเร่ิมตน้ แห่งประวตั ิ
ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ซ่ึงมีปรากฏหลกั ฐานเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร หลงั จากน้นั
ศาสนาพราหมณ์กแ็ บ่งยคุ ต่าง ๆ ตามววิ ฒั นาการของศาสนาต่อมา

ศาสนาพราหมณ์เกิดข้ึนก่อนศาสนาพทุ ธและศาสนาเซน และมีผนู้ บั ถือศาสนาที่เกิดข้ึน
ภายหลงั เพิ่มข้นึ ทาํ ใหศ้ าสนาพราหมณ์ตกต่าํ เน่ืองจากมีคนถือนอ้ ยลง นกั บวชศาสนาจึงช่วยกนั
พยายามแกไ้ ขปรับปรุงเน้ือหาสาระและหลกั ธรรมคาํ สอนใหด้ ีข้ึนและ เหมาะสมกบั สภาวการณ์
เกิดการปฏิรูปศาสนาเดิมเป็นศาสนาท่ีปฏิรูปปรับปรุง แต่คมั ภีร์ไดเ้ พม่ิ เติมข้ึน ไดแ้ ก่คมั ภีร์อุปนิษทั
และคมั ภีร์ภวคีตา และเพิม่ ความเช่ือมนั่ เรื่องอวตารของพระเจา้ คือพระนารายณ์โดยถือวา่ พระพทุ ธเจา้
เป็นองคอ์ วตารองคท์ ี่ 9 เพ่มิ มาจากววิ ฒั นาการและปฏิรูปศาสนาไดด้ ีและเหมาะสมยงิ่ ข้ึน ใหย้ นื หยดั
อยไู่ ดท้ ่ากลางศาสนาท่ีเกิดข้ึนใหม่น้ีเอง ศาสนา พราหมณ์จึงกลายเป็นศาสนาฮินดูในเวลาต่อมา

58
ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู เป็นศาสนาพหุเทนิยม คือนบั ถือพระเจา้ หลายองค์
รวมท้งั นบั ถือผสี างเทวดา และมีความเชื่อวา่ ธรรมชาติต่าง ๆ มีจิตวญิ ญาณท่ีมีอาํ นาจแฝงเร้นอยจู่ ึง
ยกยอ่ งใหเ้ ป็นเทพีมากมาย
ศาสนาพราหมณ์เดิมมีอายเุ ก่าแก่มาก จึงไม่อาจสืบคน้ หาหลกั ฐานไดว้ า่ ใครเป็นผกู้ ่อต้งั
จึงเป็นศาสนาที่ไม่ปรากฏวา่ วา่ มีศาสดา คงมีแต่ลทั ธิความเชื่อถืออนั มน่ั คง คมั ภีร์และเทพเจา้ ต่างๆ
ท่ีนบั ถือเคารพสืบต่อกนั มาถึงปัจจุบนั ซ่ึงพอจะนาํ มากลางเป็นยคุ ไดด้ งั น้ี

ยุคพราหมณะ

ประภาศรี สีอาํ ไพ ไดก้ ล่าวไวว้ า่ ความเช่ือดงั เดิมมีความเคารพยาํ เกรงธรรมชาติ แมส้ ตั ว์
เช่น โคกเ็ ป็นท่ีนบั ถือ มีการแบ่งแยกคนเป็นวรรณะโดยมีนกั บวชเป็นผทู้ าํ ตาม ความประสงคข์ อง
อาํ นาจเบ้ืองบนเรียกวา่ ปรมาตมนั หรือพรมนั ทุกอยา่ งจึงเป็นไปตามพรหมลิขิต พราหมณ์จึงเป็น
กลุ่มที่มีฐานอาํ นาจเกิดจากโอษฐข์ องพระพรหม กษตั ริยเ์ กิดจากอุระพระพรหม แพศยเ์ กิดจาก
เพลาของพระพรหม ศูทรเกิดจากบาทของพระพรหม ถา้ อยนู่ อกวรรณะเหล่าน้ีจะถกู ดูถูกเหยยี ดหยาม
รวมท้งั พวกผสมวรรณะจะกลายเป็นจณั ฑาล ถือเป็นเสนียดจญั ไร

ความเชื่อในธรรมชาติทาํ ใหม้ ีเทวดากาํ เนิดเกี่ยวกบั ธรรมชาติเหล่าน้นั เช่น พระอาทิตย์
พระอคั นี พระคงคา เป็นตน้ ต่อมาเกิดลทั ธินบั ถือภูตผปี ี ศาจเช่ือวา่ แมน้ ร่างกายตายไปวิญญาณ
ยงั คงอยตู่ อ้ งเช่นสรวงบูชาดวงวญิ ญาณของบรรพบุรุษ

ยุคพระเวท

นงเยาว์ ชาญณรงค์ ไดก้ ล่าวไวว้ า่ ระหวา่ ง 900-1,000 ปี ก่อนพทุ ธศกั ราช คมั ภีร์พระเวท
มีชื่ออีก ชื่อหน่ึงวา่ ศรุติ แบ่งออกเป็น 3 คอื มนั ตระ พรหมณะ และอปุ นิษทั

ภาคที่ 1 มนั ตระหรือมนต์ หมายถึง บทสวดสรรเสริญพระเป็นเจา้ เป็นคาํ ฉนั ท์ มีความ
เก่าแก่เป็นอนั ดบั แรก

ภาคท่ี 2 พรหมณะ หมายถึง คาํ ร้อยแกว้ อนั กลา่ วถึงพิธีกรรมและคาํ อธิบายเก่ียวกบั
พิธีกรรมน้นั ๆ มีความเก่ารองลงมาจากมนั ตระ

ภาคท่ี 3 ส่วนอุปนิษทั แปลว่าเขา้ ไปน่ันใกล้ ฟังคาํ สอนของอาจารยเ์ ป็ นภาคที่ 3
แห่งพระเวท อนั อธิบายถึงปรัชญาวา่ ดว้ ยสภาพแห่งอาตมนั และปรมาตมนั

คมั ภีร์พระเวท แบ่งออกเป็น 4 คมั ภีร์ คือ
1. คมั ภีร์ฤคเวทเป็นคมั ภีร์ท่ีมีอายเุ ก่าแก่ท่ีสุด และเป็นคมั ภีร์แห่งความรอบรู้ในบทสวด
สาํ หรับสรรเสริญพระเจา้

59

2. คมั ภีร์ชุรเวท เป็นคมั ภีร์รวบรวมบทร้องกรองใชส้ าธยายในพธิ ีบชู ายนั ในศาสนา
3. คมั ภีร์สามเวท เป็ นคมั ภีร์รวบรวมบทสวดมนตส์ าํ หรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ
ของประชาชนทวั่ ไป
4. คมั ภีร์อาถรรพเวท เป็นคมั ภีร์แห่งเวทมนตค์ าถา การทาํ พิธีแกเ้ คลด็ แกอ้ าถรรพ์
คุณไสยศาสตร์ต่างๆ

คมั ภรี ์อปุ นิษทั

เป็นบทสรุปของพระเวท จึงมีชื่ออีกอยา่ งหน่ึงวา่ เวทานตะ ซ่ึงถือวา่ เป็นการพฒั นาปรัชญา
พระเวทใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน เป็นคมั ภีร์ท่ีอธิบายถึงธรรมชาติของสากลจกั รวาลและวญิ ญาณของมนุษย์
นบั เป็นตาํ ราเล่มแรกท่ีอธิบายถึงการเกิดใหมข่ องมนุษยแ์ ละเร่ืองราวของการเวยี นวา่ ยตายเกิด นบั เป็น
ตาํ ราอุปนิษทั หลายคมั ภีร์ดว้ ยกนั ท่ีนบั วา่ เก่าแก่จริงๆ มีประมาณ 10 คมั ภีร์ อายขุ องคมั ภีร์ท่ีเก่าแก่
ท่ีสุดคือ 600-800 ปี ก่อนคริสตกาลแมน้ จะมีขอ้ ความขดั แยง้ กนั เองบา้ ง แต่ทุกคมั ภีร์มีจุดมุ่งหมาย
เป็นอนั เดียวกนั คือ ตอ้ งการประกาศลทั ธิเอกเทวนิยม สิ่งน้ีเป็นความจริงสูงสุดของโลกมนุษยแ์ ละ
เอกภาพท้งั หมดเป็นการสาํ แดงตวั ของพรหม มนุษยท์ ุกคนเป็นพรหม อยตู่ ลอดเวลา แต่ความ
ไม่ชดั เจนเลยทาํ ใหเ้ ป็นงูไป ดงั น้นั เม่ือมนุษยร์ ู้วา่ เขาคอื พรหม เขากไ็ ดบ้ รรลุโมกษะธรรม ไม่ตอ้ ง
เวยี นวา่ ยตายเกิดในวฏั สงสารอีกต่อไป (จนั ดา จนั ทร์แกว้ . 2526 : 25 – 29)

พรหมในท่ีน้ี คือพระเจา้ สูงสุด หรือปรมาตมนั ซ่ึงเป็นวิญญาณสูงสุดในจกั รวาลทุกสิ่ง
ทุกอยา่ ง มาจากพระพรหมน้ีและจะกลบั คนื ไปสู่พรหม เม่ืออตั มนั น้นั หลุดพน้ เขา้ บรรลุถึงโมกษะ

ในคมั ภีร์อุปนิษทั ในสงั คมอินเดีย เกิดมีการคิดคน้ หาทางแห่งความรู้นาํ สู่หลุดพน้ ทุกข์
เกิดมีสาํ นกั ปรัชญาท่ีสาํ คญั เกิดข้ึน 6 สาํ นกั ปรัชญาเหล่าน้ีเป็นพ้นื ฐานทางภูมิปัญญาของศาสนา
พราหมณ์หรือฮินดูในเวลาตอ่ มา ซ่ึง นงเยาว์ ชาญณรงค์ ไดก้ ล่าวไวว้ า่

1. ปรัชญามีมางสา ปรัชญาสาํ นกั น้ีสถาปนาโดย ฤาษี ไซมินี คาํ วา่ มีมางสา หมายถึง
การพจิ ารณาหาความถกู ตอ้ ง หรือ สจั ธรรม ปรัชญาสาํ นกั น้ีชื่อในเรื่องอาํ นาจเหนือธรรมชาติ เช่น
เรื่องพลงั ศกั ด์ิสิทธ์ิ นรก สวรรค์ ปรัชญามีมางสาจึงเป็นปรัชญาเทวนิยม คือ นบั ถือพระเจา้
มีการยดึ ถือเอาพิธีกรรมทางศาสนาเป็นพ้นื ฐานของโมกษะ คือการหลุดพน้

2. ปรัชญาเวทานตะหรืออตุ าระ ปรัชญาสาํ นกั สถาปนาโดย ฤาษีนวยาสหรือพทรายนะ
ในตอนแรกแลว้ วิวณั นาการต่อเน่ืองกนั มาตลอด คาํ ว่า เวทาตะ แปลว่า ท่ีสุดของความรู้ หรือ
ความรู้สูงสุด ปรัชญาสาํ นักน้ีถือว่า อาตมนั กบั พรหม เป็ นสิ่งเดียวกนั พรหม คือสิ่งสมบูรณ์
เป็นความแทจ้ ริง ส่ิงต่างๆ มาจากพรหม ทุกคนจึงควรบชู าพรหมดว้ ยในสงบ ลทั ธิน้ีมีการคน้ ควา้
หาเหตุผลแห่งโลกพร้อมท้งั ตรัสรู้สภาพของตนเองดว้ ย

60

3. ปรัชญานยายะ ปรัชญาสาํ นกั น้ีสถาปนาโดย ฤาษีโครมะ เป็นปรัชญามุ่งคน้ ควา้ หา
ความจริงเป็นหลกั และยดึ เอาโมกษะคือการหลุดพน้ เป็นเป้ าหมาย เป็นปรัชญาคิดคน้ หาความจริง
ของโลกตามหลกั ของตรรกวทิ ยา คืออาศยั การอนุมานปรัชญานยายะมีทฤษฎีของความรู้วาไดม้ า
จาก 4 ประการ ดว้ ยกนั คือ

3.1 ความรู้ที่ไดร้ ับมาจากประสบการณ์โดยตรง
3.2 ความรู้ที่ไดม้ าจากการคิดคน้ หาเหตุผล
3.3 ความรู้ที่ไดม้ าจากการเปรียบเทียบ เรียกวา่ ความรู้อนุมาน
3.4 ความรู้ท่ีไดม้ าจากพยานหลกั ฐาน เช่น ความรู้ที่ไดจ้ ากคมั ภีร์พรเวท
ปรัชญานยายะถือวา่ อาตมนั เป็นสภาพท่ีคงอยนู่ ิรันดร และถือวา่ พระเจา้ เป็นผสู้ ร้างโลก เป็นผทู้ รง
ใหค้ มั ภีร์พระเวท ปรัชญาสะนกั น้ีเป็นปรัชญาเทวนิยมและลทั ธิน้ีถือวา่ เหมาะในการคน้ หาความรู้
4. ปรัชญาไวเศษกิ ะ ปรัชญาสาํ นกั น้ีสถาปนาโดย กนาทะ ปรัชญาไวเศษิกะเป็นปรัชญา
ที่แยกมาจากปรัชญานยายะ คาํ วา่ ไวเศษิกะ คือคาํ เดียวกบั คาํ วา่ วเิ ศษ ปรัชญาไวเศษิกะปรับปรุง
ปรัชญานยายะใหม้ ีความสมบูรณ์มากยงิ ข้นึ ปรัชญาไวเศษิกะมุ่งแสวงหาความจริงและยดึ ในโมกษะ
หรือการหลุดพน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกิดเป็นเป้ าหมายสาํ คญั ช่ือวา่ ชีวติ ปัจจุบนั สิบเนื่องมาจากการ
กระทาํ ของตนเอง ปรมาตมนั เป็นอนนั ต์ คือไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเบ้ืองตน้ เบ้ืองปลาย ไม่มีรูปร่าง
เหตุใหม้ ีโลกและชีวติ ชีวติ คือส่วนยอ่ ยของปรมาตมนั ปรัชญาไวเศษิกะยงั เป็นปรัชญากล่าวถึง
ธรรมชาติของอนุภาคปรมาณู โดยกล่าววา่ ทุกสิ่งทุกอยา่ งในเอกภพเกิดข้ึนจากปรมาณู ซ่ึงแบ่งแยก
ออกเป็ นส่วนย่อยอีกไม่ได้ และพระเจา้ เป็ นผสู้ ร้างโลกข้ึนจากปรมาณู ในหลกั การสร้างดา้ น
จริยธรรม ปรัชญาไวเศษิกะมีความเห็นวา่ เมื่อไม่ทาํ ความชว่ั วิญญาณกบ็ ริสุทธ์ิ พน้ ความทุกขไ์ ด้
5. ปรัชญาสางขยะ ปรัชญาสาํ นกั น้ี สถาปนาข้ึนโดยมหามุนีนิล สางขยะ แปลวา่
จาํ นวน หรือ การนบั ปรัชญาสางขยะสอนไวว้ า่ ชีวิตประกอบไปดว้ ย 2 ภาค ภาคหน่ึง คือปุรุษะ
ส่วนภาคหน่ึงคือประกฤติ กล่าวง่าย ๆ ชีวิตมี 2 ส่วน คอื สสารกบั จิต เม่ือสองภาคน้ีประกอบกนั เขา้
ทาํ ใหเ้ กิดสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ เช่น พชื สตั ว์ คน พระเจา้ เม่ือจิตแยกออกจากสสารไดโ้ ดย
เดด็ ขาดแลว้ กจ็ ะไม่กลบั มาเกิดอีก เมื่อพน้ จากการเวียนวา่ ยตายเกิด
จิตกบั ประกฤติ (สารด้งั เดิม) มีคุณสมบตั ิตรงกนั ขา้ มกนั คือ จิตเป็นความรู้ท่ีบริสุทธ์ิส่วน
ประกฤติมีสภาพเป็นเพยี งสสาร แต่เมื่อจิตกบั ประกฤติรวมกนั จะเกิดสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติข้ึน
มากมาย และววิ ฒั นาการเร่ือยไป
6. ปรัชญาโยคะ ปรัชญาสาํ นกั น้ี สถาปนาโดยฤาษีตนั ไซบี ปรัชญาโยคะคู่กบั ปรัชญา
สางขยะ กล่าวคือปรัชญาสางขยะเป็นทฤษฎี ส่วนปรัชญาโยคะเป็นภาคปฏิบตั ิ คาํ วา่ โยคะ แปลว่า
การประกอบ คือการประกอบภาคปฏิบตั ิในภาคทฤษฎีปรัชญาสางขยะ

61

การปฏิบตั ิตามหลกั ปรัชญาโยคะ คือการเพง่ จิตไม่ใหจ้ ิตมอารมณ์หวนั่ ไหว โดยเพง่ จิตให้
แน่วแน่อยกู่ บั พระอิศวร ทาํ จิตสะอาดบริสุทธ์ิ ควบคุมจิตไม่ใหเ้ กิดความหวน่ั ไหว แมจ้ ะพบกบั
อารมณ์แปรปรวน จิตกไ็ ม่หวน่ั ไหวสน่ั คลอน ท้งั น้ีเพราะต้งั จิตมน่ั อยกู่ บั พระอิศวร ผทู้ รงพระนามวา่
ประนพ หรือ โอม ดงั น้นั เมื่อภาวนาวา่ โอม กจ็ ะป้ องกนั อุปสรรคในการปฏิบตั ิโยคะวถิ ีทางการ
ปฏิบตั ิมีอยู่ 8 ประการ คือ

1. ยมะ คือ การสาํ รวมอิริยาบถและความประพฤติ ไม่เบียดเบียนชีวิตผอู้ ่ืนไม่กล่าวเทจ็
ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ลกั ทรัพย์ ขอ้ ปฏิบตั ิเหล่าน้ีเพอื่ ทาํ ใหใ้ จมีความสะอาด

2. นิยมะ คือ การสาํ รวมทาํ ให้จิตและร่างกายมีความสะอาด มีความสันโดษมี
ความอดกล้นั เรียนรู้คมั ภีร์ตา่ ง บริกรรมคาํ วา่ โอม เพง่ จิตอยกู่ บั พระอิศวร โดยถือวา่ พระองคเ์ ป็น
ผวู้ เิ ศษ ไม่ติดอยกู่ บั กิเลสตณั หา อธิษฐานแนบแน่นอยกู่ บั อิศวร

3. อาสนะ การนงั่ ทาํ ใหจ้ ิตใจแน่วแน่ในท่าต่าง ๆ มีอาจารยค์ อควบคุมเป็นการฝึกฝนให้
จิตและร่างกายมีความสะอาด

4. ปราณยามะ คือ การควบคุมลมหายใจเขา้ ออกดว้ ยการหายใจลึกแลว้ หยดุ แลว้ ระบาย
ลมหายใจออก วิธีน้ีเป็นการฝึกใหห้ วั ใจ ปอดมีความแขง็ แรง เป็นการทาํ ใหจ้ ิตมีความเขม้ แขง็

5. ปริตยาหาระ คือ การถอนอินทรียอ์ อกจากอารมณ์ อินทรีย์ คือ ตา หู จมกู ลิ้น กาย
เป็นการทาํ ใหจ้ ิตใจอยรู่ ะดบั สูงกวา่ อารมณ์ ไมมีความหวน่ั ไหวไปตามอารมณ์

6. ธารณะ คือทาํ ใหจ้ ิตต้งั มนั่ สนใจต่อการปฏิบตั ิสมาธิอยา่ งเดียว อาจมุ่งจิตอยใู่ นสิ่ง
ใดสิ่งหน่ึง เป็นการทาํ จิตใหม้ ีพลงั แน่วแน่

7. ธยานะ คือ การเพง่ ท่ีเรียกวา่ เขา้ ฌาน ทาํ ใหเ้ กิดพลงั จิตมากยงิ่ ข้ึนและเกิดพลงั ในการ
รู้เห็นความจริงยง่ิ ข้ึน

8. สมาธิ คือ ทาํ ดวงจิตใหแ้ น่วแน่ จิตจะจมด่ิงจนไมเ่ กิดมีความรู้สึกวา่ มีตวั ตนบุคคล
และอารมณ์เป็นหน่ึงอนั เดียวกนั

ผปู้ ฏิบตั ิตามปรัชญาโยคะอยา่ งเคร่งคดั เรียกวา่ โยคี การทาํ โยคะ กค็ ือการทาํ จิตใหม้ น่ั คง
ไม่หวน่ั ไหวไปตามความตอ้ งการของอารมณ์ เป็นวธิ ีการแยกจิตอกจากกายไม่ติดแน่นอยกู่ บั ตณั หา
อุปทานและความชว่ั ท้งั หมด เป็นการชาํ ระจิตใหส้ ะอาดดว้ ยการทาํ สมาธิ

ในคมั ภีร์พระเวท ยงั มีหลกั ที่สาํ คญั ในการดาํ รงชีวิตของชาวฮินดูต้งั แต่เกิดไปจนตายและ
การจดั ระเบียบแห่งสงั คมและชนช้นั ต่าง ๆ ในสงั คม ตลอดจนหนา้ ท่ีของแต่ละชนช้นั น้นั ๆ อนั เป็น
จุดกาํ เนิดของความเชื่อทางศาสนาในระบบช้นั วรรณะ ซ่ึงมีปรากฏเป็ นคาํ สอนและให้ถือปฏิบตั ิ
สืบต่อมาหลายพนั ปี โดยเป็นพระประสงคข์ องพระผเู้ ป็นเจา้

62

ระบบชนช้นั วรรณะดงั กล่าวแบ่งออกเป็น 4 วรรณะ คือ
1. วรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะสูง มีประมาณร้อยละ7 ของชาวฮินดูท้งั หมดและเป็น
ชนช้นั ที่มีสิทธิและอิทธิพล เป็นอภิสิทธ์ิชนในสงั คม โดยความเช่ือในพระเวทวา่ พราหมณ์เกิดจาก
ปากหรือศีรษะของพรหม จึงเป็นวรรณะที่จะไดเ้ รียนรู้ศึกษาศาสนาและสรรพวิชาการต่างๆ และ
สง่ั สอนแก่คนทวั่ ไป ท้งั ยงั ทาํ หนา้ ที่เป็นการสื่อกลางติดต่อกบั พระเจา้ ดว้ ย ดงั น้นั คนทุกวรรณะ
จึงตอ้ งเคารพพวกพราหมณ์ดว้ ย ถือวา่ เป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธ์ิ จึงนุ่งห่มสีขาวมกั และมกั มี
อาชีพเป็นครู อาจารย์
2. วรรณะกษตั ริย์ เป็นวรรณะสูงไดแ้ ก่กษตั ริย์ ราชวงศผ์ เู้ ป็นประมุขปกครองประเทศ
และนกั รบนกั ปกครอง เช่ือกนั วา่ เกิดจากอก และขนของพระพรหม วรรณะกษตั ริยน์ ิยมนุ่งห่มสีแดง
3. วรรณะแพศย์ เป็ นวรรณะกลาง ส่วนใหญ่มีอาชีพคา้ ขาย กสิกร ประมง ฯลฯ
เป็ นวรรณะท่ีสาํ คญั แก่เศรษฐกิจของบา้ นเมือง เชื่อกนั ว่าเกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม
ส่วนมากนิยมใชส้ ีเหลือง
4. วรรณะศูทร เป็นวรรณะต่าํ ของสงั คม มีอาชีพเป็นกรรมกร คนรับใช้ ผใู้ ชแ้ รงงาน
ลกู จา้ ง รับจา้ งต่างๆ เช่ือวา่ เกิดจากเทา้ ของพระพรหม
ท้งั 4 วรรณะ เป็นองคป์ ระกอบสาํ คญั ของสงั คม เปรียบไดว้ า่ ปรัชญา (พราหมณ์) อาํ นาจ
(กษตั ริย)์ เงิน (แพศย)์ และแรงงาน (ศูทร)
นอกจากน้ียงั มีคนอีกจาํ นวนหน่ึงในสังคมเป็ นพวกที่ต่าํ ที่สุด เรียกว่า วรรณะจณั ฑาล
เป็ นนพวกท่ีเกิดจากแต่งงานกบั คนวรรณะสูงกบั คนวรรณะต่าํ เกิดลูกหลานเช้ือสายออกมาจะ
กลายเป็น วรรณะจณั ฑาล เป็นพวกท่ีแยกออกจากสงั คม เป็นพวกท่ีถูกดูหม่ินเหยยี ดหยามรังเกียจ
ของคนทวั่ ไป ตอ้ งแยกอยตู่ ่างหากเป็นหม่บู า้ นและมีอาชีพท่ีต่าํ ลาํ บากที่คนทวั่ ไปไม่อยากทาํ เช่น
กวาดถนน เกบ็ ขยะ ลา้ งสว้ ม ขดุ หลุมศพ เผาศพและขอทาน เป็นตน้
คนวรรณะสูงถือวา่ การแตะตอ้ งถูกตวั พวกจณั ฑาลเป็นมลทิน ตอ้ งรีบลา้ ง

ยุคมหากาพย์

อยใู่ นราว 200-600 ปี ก่อน ค.ศ. หรือเริ่มตน้ พ.ศ. ถึง พ.ศ. 800 การเรียกช่ือยคุ น้ี
“มหากาพย”์ เพราะเป็นงานที่เด่นในยคุ น้ี คือ มหากาพยร์ ามายณะและมหากาพย์

มหาภารตะ ซ่ึงแต่ละเรื่องเป็นบทกวีเร่ืองใหญ่และยาวเก่ียวกบั วีรบุรุษผมู้ ีนามกระเด่ือง
ท้งั ยงั แฝงปรัชญาไวด้ า้ ย โดยเฉพาะมหาถารตะไดม้ ีบางส่วนที่กลายมาเป็นคมั ภีร์ศาสนาอนั มีชื่อเสียง
ของชาวอินเดีย จนกระท้งั ปัจจุบนั น้ีคือ คมั ภีร์ภควทั คีตา อนั แสดงถึงหลกั ธรรมเร่ืองอาตมนั และ

63
พระพรหมไวช้ ดั เจน หนงั สือเรื่องภควทั คีตาอยใู่ นบรรพหน่ึงของมหาภารตะ มีนามวา่ ภีษมบรรพ
ยคุ น้ีเป็นยคุ เริ่มตน้ แห่งพระพทุ ธศาสนา

ส่วนมหากาพยร์ ามายณะ เป็ นเร่ืองราวอมตะของวีรบุรุษซ่ึงเชื่อว่าเป็ นปางหน่ึงของ
พระวษิ ณุนารายณ์อวตารลงมาเกิดปราบมาร มีความยาวมากและเป็นวรรณกรรมท่ีแพร่ในประเทศ
ต่าง ๆ ไดแ้ ปรเป็นภาษาของชาติตนและประพนั ธ์เป็นวรรณะกรรมระดบั สูง เช่น เมืองไทยไดร้ ับ
เอามหากาพยร์ ามายณะมาแต่งเป็นคาํ กลอนเรื่องรามเกียรต์ิมาเล่นเป็นโขน ละคร หนงั หุ่นกระบอก
เป็นตน้ ชาวไทยและประเทศใกลเ้ คียงรู้จกั กบั รามายณะหรือรามเกียรต์ิ

คมั ภรี ์ภควทั คตี า

คมั ภีร์ภควทั คตี า เป็นคมั ภีร์ศาสนาในยคุ มหากาพย์ ประพนั ธด์ ว้ ยภาษาสนั สฤตอนั เป็น
ภาษาแห่งวรรณกรรมช้นั สูงของอินเดียท่ีแพร่หลายที่สุดของชาวฮินดูและไดร้ ับความสนใจตีพิมพ์
เป็นหลายภาษาและศึกษากนั แพร่หลายในหลายประเทศ เน้ือหาสาระสาํ คญั อนั เป็นจุดมุ่งประสงค์
ในการเรียบเรียงคมั ภีร์น้ีกเ็ พอื่ มุ่งสอนธรรมะระดบั สูงของฮินดูวา่ การบรรลุโมกษะ คือการหลุด
ไมต้ อ้ งเวยี นวา่ ยตายเกิดอีกตอ่ ไปน้นั ยอ่ มจะบนั ดาลไดก้ โ็ ดยอาศยั ญาณอยา่ งเดียว แต่การท่ีจะบรรลุ
ถึงญาณน้นั จะตอ้ งทาํ ตวั เราเป็นเสมือนภาชนะอนั เหมาะสมแก่ญาณน้นั เสียก่อน ซ่ึงจะเป็นไปไดก้ ็
โดยอาศยั กรรมหรือการปฏิบตั ิ การปฏิบตั ินาํ ไปสู่จิตท่ีบริสุทธ์ิ ความบริสุทธ์ิแห่งจิตยอ่ มนาํ ไปสู่
เขตแดนแห่งญาณ ซ่ึงนบั วา่ เป็นโมกษะน้นั เอง ในขณะที่อินเดียยงั ติดยดึ อยกู่ บั การประกอบยญั พธิ ี
น้นั คีตาน้ีไดป้ ระกาศวา่ ผลที่จะไดร้ ับจากยญั พิธีน้นั หาใช่ผลที่ถาวรไม่ ถา้ หากตอ้ งการผลท่ีถาวร
แท้ กค็ วรละผลแห่งยญั กรรม คือการบูชายญั แมแ้ ห่งกรรมท้งั หลายเสีย คีตา แปลวา่ ตยาดี คือ
ผเู้ สียสละ การเสียสละมิใช่การเสียสิ่งท่ีประเสริฐ แต่การเป็นการเสียสละแห่งกรรม เพราะตอนใด
ที่เรายงั หลงใหลอยใู่ นผล ตอนน้นั เรากย็ งั เป็นทาสอวชิ ชาคือ ความโง่เขลาอยู่ และจะตอ้ งเวยี นวา่ ย
ตายเกิดอยใู่ นวฏั สงสารตลอดไป แมก้ ารปรารถนาผลแห่งการปฏิบตั ิ กค็ ือการผกู มดั ชนิดหน่ึง
เหมือนกนั เหตุน้นั หนา้ ท่ีของเราโดยเฉพาะกค็ ือการดาํ เนินการ มิใช่ความมุ่งหมายท่ีจะเสวยผล
(จาํ นง ทองประเสริฐ. 2520 : 14)

คมั ภีร์ภควทั คตี า เป็นส่วนหน่ึงที่แทรกอยใู่ นมหาภารตะ ซ่ึงเป็นคมั ภีร์มหากาพยท์ ี่ยาวท่ีสุด
ของอินเดีย (ประมาณหน่ึงแสนโศกา) มหาคมั ภีร์ภารตะ เป็นคมั ภีร์ท่ีพรรณนาถึงการรบระหว่าง
กองทพั ทุรโยชน์กบั กองทพั สองพ่ีน้อง ฝ่ ายปาณฑพท่ีดาํ เนินไปเป็ นเวลาสิบแปดวนั ที่ทุ่งเกษตร
ขา้ งเมืองทสั ตินาปุระ (ไม่ไกลจากเดลฮี นครหลวงอินเดียปัจจุบนั นกั ) ความจริงทุรโยชน์และ
พนี่ อ้ งปาณฑพน้นั เป็นญาติสนิทกนั เติบโตมาในราชสาํ นกั เดียวกนั และศึกษาวิ ชาการต่างๆ รวมท้งั
วิชาการรบมาดว้ ยกนั จากอาจารยค์ นท่ีสูงสุดองคห์ น่ึงของอินเดีย (มกั จะเรียกวา่ พระนารายณ์)

64
เม่ือพระกฤษณะเห็นอรชุนทอ้ ใจและแสดงอารมณ์ไมส่ ู้ กใ็ หเ้ หตุผลวา่ การกระทาํ เช่นน้นั
ไม่เป็นการสมควร พระกฤษณ์ใหเ้ หตุผลวา่ อรชุนควรรบและจะตอ้ งเขา้ รบ เหตุผลที่ให้ มีลกั ษณะ
เป็นท้งั ศาสนาและปรัชญา ในท่ีสุดอรชุนกย็ อมตดั สินใจเขา้ รบจนกระทงั่ มีชยั ชนะในท่ีสุด
ขอ้ ความท่ีพระกฤษณะอธิบายสง่ั สอนอรชุน พอสรุปไดว้ า่ ที่อรชุนวา่ ไม่ตอ้ งการฆ่าฟัน
ญาติมิตรและครูบาอาจารยข์ องตนน้นั อรชุนจะตอ้ งเขา้ ใจใหถ้ กู ตอ้ งเสียก่อนวา่ ที่วา่ ฆ่าน้นั หมายถึง
อะไร
พระกฤษณะอธิบายวา่ ขวญั คน (หรือ Soul ในภาษาองั กฤษ) น้ีเป็นอมตะไม่มีเบ้ืองตน้
ไม่มีเบ้ืองปลาย ไม่อาจจะสร้างหรือทาํ ลายได้ (ศพั ทภ์ าษาสนั สกฤตสาํ หรับคาํ วา่ “ขวญั ” น้ีไดแ้ ก่
คาํ วา่ เทหิน หรือ ศรีริน แปลตามตวั วา่ ผคู้ รองร่าง) เมื่อเป็นเช่นน้ี แมอ้ รชุนจะเขา้ ใจวา่ ตนฆ่าใคร
กต็ าม ความจริงแลว้ กม็ ิไดฆ้ ่าหรือทาํ ลายผใู้ ดเลย พระกฤษณะอธิบายต่อไปวา่ อรชุนเป็นกษตั ริย์
และหนา้ ท่ีของกษตั ริยท์ ี่สาํ คญั ประการหน่ึงของกษตั ริยน์ ้นั คือการรบ อรชุนจะเล่ียงหนา้ ท่ีวรรณะ
ของตนระบุไวน้ ้นั ไม่ได้ คนเราที่เกิดมาทุกคนจะตอ้ งมีการปฏิบตั ิและตอ้ งมีการประกอบกรรม
แตก่ ารประกอบกรรมที่ถกู ตอ้ งน้นั จะตอ้ งเป็นไปโดยไมห่ วงั ผลเฉพาะตวั เป็นการตอบแทน แต่จะตอ้ ง
เป็นการกระทาํ ที่เน่ืองจากการรู้สาํ นึกในหนา้ ที่และดว้ ยความเล่ือมใสศรัทธาองคพ์ ระบรมเทพเป็ น
หลกั การปฏิบตั ิการตามหนา้ ที่เป็นของสาํ คญั ที่สุด โลกจกั คงอยไู่ ดก้ ต็ อ่ เม่ือคนแต่ละคนปฏิบตั ิตาม
หนา้ ท่ีของวรรณะของตน เช่นเดียวกบั การประกอบยญั กรรม หากพราหมณ์ละเลย ไม่ประกอบกิจ
ตามหนา้ ที่โดยถกู ตอ้ งและยญั กรรมน้นั จะส่งผลหรือสาํ เร็จผลหาไดไ้ ม่
พระกฤษณะกล่าววา่ ผทู้ ่ีสามารถถอนตวั ออกจากสิ่งท่ีอยรู่ อบตวั ได้ โดยไม่มีใจผกู พนั
และถือวา่ การประกอบกรรมท่ีตนกระทาํ น้นั มาจากพรหมท้งั สิ้น แมป้ ระกอบกรรมใดตามบาป
จะติดเป้ื อนเป็ นมลทินแก่เขาก็หาไม่ ทาํ นองเดียวกบั น้าํ จะไม่ติดบนใบบวั ไดฉ้ ันน้นั (8.10)
แต่การที่จะถอนตวั ออกจากส่ิงแวดลอ้ มไดก้ ต็ อ้ งมีการบาํ เพญ็ โยคะ แต่จะตอ้ งสงั เกตประการหน่ึงวา่
คมั ภีร์ภควทั คตี ามิไดส้ อนหลกั ปรัชญาระบบโยคะโดยตรง แต่คมั ภีร์น้ีใชศ้ พั ทว์ า่ โยคะ และอาศยั
วิธีการตามแบบโยคะน้นั วิธีบาํ เพญ็ โยคะน้นั อธิบายในอธั ยายะท่ี 6ผบู้ าํ เพญ็ โยคะตอ้ งหาสถานท่ี
ที่เหมาะสม สงบเงียบ ผบู้ าํ เพญ็ ตอ้ งไม่ปล่อยตวั ตามความอยาก ความปรารถนาของตนจนเกินไป
แต่ก็มิไดย้ กย่องชมเชยการบาํ เพญ็ ทุกกิริยา การบาํ เพญ็ โยคะมีจุดประสงคท์ ี่จะรวมความคิดให้
ดวงจิตมุ่งเขา้ สู่บรมเทพเพียงจุดเดียว การบาํ เพญ็ ในช้นั น้ีเรียกว่า ธนานโยคะ (หรือฌาณโยคะ)
เม่ือสามารถรวบรวมจิตใจใหม้ นั่ คงในบรมเทพแลว้ การกระทาํ การหรือการประกอบกรรมใดๆ กย็ อม
จะเป็นไปตามหลกั การท่ีถกู ตอ้ ง คือกระทาํ โดยมิไดห้ วงั ผลตอบแทน เป็นการบาํ เพญ็ โยคะข้นั ที่
สอนเรียกกรรมโยคะ

65
บทสนทนาระหวา่ งอรชุนกบั พระกฤษณะในตอนน้ีแหละที่เรียกวา่ คมั ภีร์ภควทั คีตาน้ีถา้
แลตามตวั กแ็ ปลไดว้ า่ “บทเพลงอนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ทรงขบั แลว้ ” เน้ือหาสารัตถะของคมั ภีร์น้ี
ไดแ้ ก่คาํ พดู ของพระกฤษณะ แต่เมื่อพระกฤษณะเป็นอวตารองคห์ น่ึงของพระวิษณุบรมเทพ คมั ภีร์
น้ีย่อมไดช้ ื่อว่าเป็ นคมั ภีร์ท่ีบรรจุคาํ สอนท่ีบรมเทพเป็ นผูป้ ระทานเป็ นเทวจนะและย่อมมีความ
ศกั ด์ิสิทธ์ิในตวั ของมนั เอง (นงเยาว์ ชาญณรงค.์ 2531 : 271)

ยุคสูตร

ต้งั แต่ ค.ศ. 200 เป็นตน้ มา เป็นยคุ ที่มีการรวบรวมเรียบเรียงปรัชญาหรือทรรศนะสายต่างๆ
อนั มีอยใู่ นยคุ มหากาพยใ์ หเ้ ป็นรูปสูตร หรือกล่าวอีกอยา่ งหน่ึงกค็ ือ เป็นการยอ่ ความหรือจบั ประเดน็
สาํ คญั ลงเป็นสูตร เพ่อื จาํ ง่ายและเป็นหลกั ฐาน

ยุคปราชญ์

ต้งั แต่ ค.ศ. 200 เป็นตน้ มาเช่นเดียวกนั คือยคุ ของปราชญท์ ี่มีช่ือเสียงหลายคนท่ีมี
ทรรศนะต่างๆ กนั โตแ้ ยง้ กนั นามของนักปราชญ์เหล่าน้ันเช่นสังกราจารยแ์ ละระพินท์
นารถตะกอร์ เป็นตน้ นกั ปราชญใ์ นยคุ น้ีไดแ้ ปลความหมายของศาสนาใหด้ ูเด่นชดั และเรียบเรียง
คมั ภีร์ทางศาสนาใหม้ ีความเป็นระเบียบ โดยไม่พ่ึงหลกั เดิมในคมั ภีร์พระเวทและคมั ภีร์อุปนิษทั
นอกจากน้นั แลว้ นกั ปราชญบ์ างคนยงั ต้งั นิกายใหม่ข้ึนมา ยคุ น้ีจึงถือวา่ ยคุ ปราชญข์ องศาสนาฮินดู

คมั ภีร์ทางศาสนาฮินดูที่เกิดข้นึ ในยคุ น้ี คมั ภีร์มนูธรรมศาสตร์เรียบเรียงโดย “มนู”
นอกจากน้ีกม็ ีการรวบรวมหลกั การสาํ คญั ของฮินดู ไวเ้ ป็นหลกั ตรีมรู ติ เม่ือประมาณ พ.ศ. 800
เกิดนิกายไวษณวะ เม่ือประมาณ พ.ศ. 1300 นอกจากน้นั ยงั มีขบวนการจดั ต้งั สมาคมเพือ่ เผยแพร่
หลกั ธรรมในศาสนาฮินดูอีกหลายสมาคมดว้ ยกนั ในปัจจุบนั เช่น สมาคมพรหมสมาธอารยสมา
ธและรามกฤษณะมิชนั่ เป็นตน้

คมั ภรี ์มนูธรรมศาสตร์

คมั ภีร์มนูธรรมศาสตร์ คือ กฎหมายหรือระเบียบปฏิบตั ิของชาวฮินดู ผแู้ ต่งคมั ภีร์น้ีมี
ช่ือเสียงมากคอื พระมนู และนอกจากน้ียงั มีผแู้ ต่งอีกหลายท่านแต่ไม่คอ่ ยมีช่ือเสียงมากนกั คมั ภีร์
พระธรรมศาสตร์เป็นคมั ภีร์ที่วางหลกั ความประพฤติตลอดแนวทางครองชีวิตไวอ้ ยา่ งละเอียดถี่ถว้ น
ทุกวรรณะ ไดแ้ ก่ อาศรม 4 และพิธีสกั การะหรือพิธีการที่ทาํ ใหบ้ ริสุทธ์ิ

อาศรม 4 เป็นระเบียบกฎเกณฑใ์ นการดาํ รงชีวติ ของชาวฮินดู คือ
อาศรม 1 พรหมจารี คือวยั ศึกษา วยั น้ีตอ้ งศึกษากบั ครู – อาจารย์

66
อาศรม 2 คฤหสั ถ์ คือวยั ครอบครัว วยั น้ีตอ้ งมีความรับผดิ ชอบต่อครอบครัว
อาศรม 3 วานปรัสถ์ คือวยั หาความสงบในป่ า
อาศรม 4 สนั ยาสี คือวยั ดาํ เนินชีวติ สละโลก เป็นนกั บวช
การกาํ หนดข้นั ตอนในการดาํ เนินชีวิตของชาวฮินดูตามคมั ภีร์มนูธรรมศาสตร์มีความสาํ คญั
ต่อชนช้นั วรรณะ 3 ช้นั แรกเท่าน้นั ไมไ่ ดก้ าํ หนดไวส้ าํ หรับวรรณะศูทร หรือจณั ฑาล กฎ 2 ขอ้ แรก
เป็นกฎขอ้ บงั คบั ท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิ ส่วนกฎ 2 ขอ้ หลงั เป็นเพียงกฎเสนอใหป้ ฏิบตั ิเท่าน้นั

พระเจ้าสูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

พระเจา้ สูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู มี 3 องคร์ วมเรียกวา่ “ตีมรู ติ” คือ
1. พระพรหม ผสู้ ร้างทุกส่ิงทุกอยา่ งในจกั รวาล
2. พระวษิ ณุหรือพระนารายณ์ ผรู้ ักษาทุกสิ่งทุกอยา่ งในจกั รวาล
3. พระอิศวรหรือพระศิวะ ผทู้ าํ ลายทุกสิ่งในจกั รวาล

นิกายในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

นิกายในศาสนาฮินดูมีมากมายหลายนิกาย แยกยอ่ ยตามความเชื่อเฉพาะกลุ่มชน ทอ้ งถิ่น
เมือง ซ่ึงจะแยกไดด้ งั มีรายละเอียดต่อไปน้ี

1. นิกายไศวะ
นิกายน้ีเป็ นนิกายที่นับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็ นใหญ่เหนือเทพองค์อื่นๆ

ศาสนิกชนในนิกายน้ีจะนับถือพระศิวะและศิวลึงค์สูงสุดและเคารพนับถือพระพรหม และ
พระนารายณ์รองลงมา

โดยทว่ั ไปศาสนิกท่ีนบั ถือนิกายน้ีจะนบั ถือบชู าพระชายาของพระศิวะ คือพระนาง
อุมาเทวพี ร้อมท้งั โอรสท้งั สองคือ พระพฆิ เนศและพระขนั ทกมุ าร (หรือพระการ์ติเกยา) ตลอดจน
ววั นนั ทิซ่ึงเป็นพาหนะของพระศิวะดว้ ย ชาวฮินดูนิกายน้ีจะนบั ถือววั มาก คือ จะไม่ทาํ รายทบุ ตี
ด่าวา่ ววั ท้งั หลาย เพราะเชื่อวา่ เป็นเทพเจา้ ดว้ ย ชาวฮินดูนิกายไศวะท่ีเคร่งมาก แบ่งออกเป็นนิกาย
ยอ่ ยเรียกวา่ พวกลึงคย์ ตั ิ คือพวกท่ีนบั ถือศิวลึงคอ์ ยา่ งสูงถึงกบั ทาํ รูปศิวลึงคอ์ นั เลก็ ๆ ไวท้ ่ีเอว

2. นิกายไวษณวะ
นิกายน้ีนบั ถือพระวษิ ณุหรือนารายณ์เป็นเทพสูงสุด ส่วนเทพองคอ์ ่ืนๆ เป็นอนั ดบั รอง

พระวษิ ณุมีพระชายามีนามวา่ พระนางลกั ษณมี พระวษิ ณุและพระนางลกั ษณมีไมปรากฏมีพระโอรส
ธิดา พระวษิ ณุมีพาหนะเป็นพญาครุฑ มีบลั ลงั กเ์ ป็นพญาอนนั ตนาคราชมีหนุมานเทพเป็นทหารเอก

67

นิกายไวษณวะมีชาวฮินดูนบั ถือมากทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย ชาวฮินดูที่
นบั ถือนิกานน้ี เวลาทาํ พธิ ีบชู าพระเจา้ จะเจิมหนา้ ผาก 3 จุด เป็นเคร่ืองหมายแสดงถึงความเคารพ
พระวษิ ณุ

การเคารพพระวิษณุหรือพระนารายณ์มีแนวโนม้ ทางปฏิบตั ิตามลทั ธิภกั ดี (การเสียสละ)
มากกวา่ การเขา้ ฌาน ซ่ึงเป็นแนวปฏิบตั ิของลทั ธิไศวะโดยทง่ั ๆไปในลทั ธิไวษณวะมีเป้ าหมายเพอ่ื
สร้างความอุดมสมบูรณ์ใหก้ บั ชีวติ ไม่มีการใชช้ ีวติ สตั วบ์ ชู าพระวษิ ณุ มีความเช่ือมน่ั ในการดาํ รงชีวติ
ในแนวทางท่ีดี ลทั ธิน้ีมีความเห็นตรงกนั ขา้ ม กบั ลทั ธิวธิ ีสอนการบาํ เพญ็ ตบะเพือ่ ความหลุดพน้

ชาวฮินดูผนู้ บั ถือนิกายน้ีมีความเชื่อเรื่องอวตาร การแบ่งภาคลงมาจุติเพ่อื โปรดมนุษย์
ในยคุ ต่าง ๆ ท่ีมีความยคุ เขญ็ พระวษิ ณุอวตารลงมายงั โลกมนุษย์ 10 คร้ังดว้ ยมีบรรดาเทพท้งั หลาย
มาขอร้องใหพ้ ระองคล์ งมาช่วยมนุษย์

3. นิกายศักติ
ลทั ธิศกั ติเจริญข้ึนในยคุ กลาง แต่ลทั ธิเก่าแก่ไม่แพล้ ทั ธิไศวนิกายเพราะพฒั นามาจาก

การบูชาอิตถีพละ ในรูปของพระแม่ธรณี เป็ นลทั ธิที่มีความเก่าแก่มากของชนชาติพ้ืนเมือง
ก่อนหนา้ ท่ีอารยธรรมพระเวทปรากฏในประเทศอินเดีย

การขุดคน้ อารยธรรมลุ่มแม่น้าํ สินธุก็ไดพ้ บหลกั ฐานทางโบราณคดี ยืนยนั ถึง
ความเก่าแก่ของวชิ าน้ี เพราะพบรูปสตรีดินเผาท่ีมีลกั ษณะเป็นพระแม่หรือพระแม่ธรณี ผมู้ ีอาํ นาจ
ประสาทความอุดมสมบรู ณ์แก่พืชพนั ธุ์ธญั ญาหาร

นอกจากพบรูปพระแม่จาํ นวนมากแลว้ การขดุ คน้ ดงั กล่าวยงั ไดพ้ บหินเจาะรู ซ่ึงมี
ลกั ษณะคลา้ ยอวยั วะเพศหญิง การบชู าอิตถีพละอนั เป็นลทั ธิเก่าที่ปรากฏในกลุ่มชนที่มีอาชีพหลกั
ในการกสิกรรมไดว้ วิ ฒั นาการมาเป็นลทั ธิศกั ติและแพร่หลายในยคุ กลาง

“ศกั ติ” หมายถึง พลงั คือก่อใหเ้ กิดการสร้างและพลงั ควบคุมและจดั ระเบียบจกั รวาล
พลงั แห่งการผลิตสืบพนั ธุม์ นุษย์

นิกายศกั ติ คือ นิกายท่ีนบั ถือเทพี หรือเทพเจา้ ท่ีเป็นหญิง ความเช่ือถือในเร่ืองน้ีมี
มาชา้ นานแลว้ ชาวอินเดียโบราณนบั ถือเทพีถือเป็นเทพมารดา ไดเ้ รียกวา่ พระแม่ เช่น พระแม่
ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ นบั ถือธรรมชาติที่มีลกั ษณะใหก้ ารอุดมสมบรู ณ์แห่งพืชพนั ธุ์
ธญั ญาหาร เป็นพระแม่เทพี ต่อมาเมื่อเทพเจา้ สูงสุด 3 องค์ กน็ บั ถือชายาของเทพเจา้ เหลา้ น้นั ดว้ ย
เกิดเป็ นนิกายท่ีนบั ถือเทพเจา้ เพศหญิงข้ึนแพร่หลาย เทพีในนิกายศกั ติมีลกั ษณะ 2 แบบคือ
เป็ นเทพมารคาใหค้ วามรัก ความเมตตา ความอบอุ่น หึความอุดมสมบรู ณ์ ความสุขสงบต่างๆ
แต่อีกระบบหน่ึงเป็นเทพแี ห่งการลงโทษ ผทู้ ่ีทาํ ชว่ั ดว้ ยความโหดร้าย

68

ภาคฝ่ ายดี ไดแ้ ก่ พระสรัสวดี เทพีแห่งความงาม ความเจริญ ศิลปะปัญญาพระลกั ษณ
มีเทพีแห่งชีวิตสมรส ความงาม ความเจริญสมบูรณ์พนู สุข พระอุมาเทพแี ห่งมารคดแห่งการให้
การช่วยเหลือ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ ปารวติ อมั พกิ า

ภาคฝ่ ายร้าย ไดแ้ ก่ พระแมท่ ุรดาและพระแม่กาลี ซ่ึงเป็นปางหน่ึงของพระอุมาชาตา
แห่งพระศิวะ เทพีท้งั สองมีความดุร้ายและน่ากลวั ท้งั รูปร่างหนา้ ตา และชอบบูชายญั พลีกรรมดว้ ย
เลือดและชีวติ

จึงมีพิธีกรรมใหแ้ ก่เทพีเจา้ องคน์ ้ีดว้ ยเลือดและชีวิต ในฐานะเทพเี จา้ แห่งความน่าสะพรึงกลวั
พิธีกรรมจดั ใหก้ บั เจา้ แม่กาลีในท่ีสาธารณชน ปกติจะบชู าดว้ ยเลือด เลือดจากเหยอ่ื ถูกนาํ มาทาํ พธิ ี
บูชายญั ที่หนา้ แท่นบชู าเจา้ แม่กาลี พธิ ีเคารพเจา้ แม่กาลีจึงนากลวั มาก

พธิ ีกรรมในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นศาสนาที่มีพธิ ีกรรมมากมาย ท้งั พธิ ีกรรมเพ่ือบูชาพระเจา้
และหลกั คาํ สอนที่ปรากฏอยใู่ นคมั ภีร์ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู กาํ หนดหนา้ ท่ีของมนุษยไ์ ว้ 5 ประการ
ท่ีจะตอ้ งทาํ คือ (นงเยาว์ ชาญณรงค.์ 2531 : 282)

1. ศึกษาพระเวท
2. บชู ายญั
3. ใหก้ าํ เนิดบุตร (โดยเฉพาะบตุ รชาย)
4. ตอ้ นรับแขก
5. บริจาคทาน
ในหนา้ ที่ท้งั 5 ประการดงั กล่าวไดก้ าํ หนดใหม้ นุษยท์ าํ พธิ ีบชู าพระเจา้ คือบชู ายญั ซ่ึงเป็น
พธิ ีกรรมที่สาํ คญั ของชาวอินดู และไดก้ าํ หนดพธิ ีต่าง ๆ ไวด้ งั น้ี
1. พธิ ีบูชายญั

เป็นการทาํ พิธีแสดงความเคารพ ถือพระเจา้ ดว้ ยอามิสบชู า ซ่ึงถือวา่ เป็นภาระหนา้ ที่
ที่สาํ คญั ซ่ึงชาวฮินดูทกุ คนตอ้ งทาํ สาํ หรับสิ่งของวตั ถุในการบูชาน้นั จะดีเลว มากนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั
ความสามารถของแต่ละบุคคล

การบชู ายญั ประกอบดว้ ยเครื่องสงั เวย เช่น น้าํ นม เนย ขา้ วเปลือก และสุรา
ซ่ึงพระอคั นีเทพเจา้ แห่งไฟจะเป็นผนู้ าํ เอาของสงั เวยน้ีไปสู่เทพเจา้ ท้งั หลาย โดยกลืนกินเอาส่ิงเหล่าน้นั
แลว้ แปรรูปเป็นควนั น้าํ ข้ึนสู่สวรรค์ การบชู ายญั มีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ ความเจริญทางวตั ถุและประโยชน์
สุขในโลกน้ี

69

นอกจากน้ีตายแบบแผนธรรมเนียมพราหมณ์ยงั มีการบชู าท่ียงิ่ ใหญ่ มกั กระทาํ โดยมี
พระราชาเป็นประธานในพธิ ี เป็นพิธีใหญ่ของบา้ นเมือง นานๆ จึงจะทาํ พิธีใหญ่เช่นน้ีสกั คร้ังตอ้ ง
เป็นวาระที่สาํ คญั หรือเพ่ือขอความช่วยเหลือท่ียงิ่ ใหญ่ต่อพระเจา้ พิธีน้ีเรียกวา่ “มหายญั ” มีการบูชายญั
ดว้ ยองคป์ ระกอบ 4 อยา่ ง คือ

1. อศั วเมธะ การฆ่ามา้ บชู ายญั
2. โคเมธะ การฆ่าโคบชู ายญั
3. ราชสูยะ การฆ่าชา้ งบชู ายญั
4.นรเมธะ การฆ่าคนบชู ายญั
พวกพราหมณ์ถือวา่ การบูชายญั พระเจา้ น้ีเป็นยอดบุญ ผบู้ ชู าจะพน้ จากบาปท้งั หมด
ท่ีเคยทาํ มาต้งั ร้อยชวั่ คนและผทู้ ่ีมีสิทธิจะทาํ มหายญั ไดจ้ ะเป็ นอยใู่ นวรรณะพราหมณ์และวรรณะ
กษตั ริยเ์ ทา่ น้นั และคนในวรรณะอ่ืนกไ็ ม่มีโอกาสไดอ้ ยใู่ นพิธีดว้ ย
2. พธิ ีศิวาราตรี
พิธีศิวาราตรี เป็นพธิ ีกรรมท่ีจดั ทาํ ใหม้ ีข้ึนปี ละคร้ังเพ่อื บวงสรวงบชู าและทาํ พลีกรรม
แก่พระศิวะเทพเจา้ สูงสุดหน่ึงในตีมรู ติ ชาวฮินดูทุกคนจะทาํ พธิ ีน้ีโดยเฉพาะชาวฮินดูที่นบั ถือนิกาย
ไศวะ จะปฏิบตั ิตามอยา่ งเคร่งครัดและทาํ พธิ ีอยา่ งครบถว้ น
ก่อนจะถึงวนั ทาํ พิธีซ่ึงจะเป็ นวนั เพ็ญแห่งเดือนมาฆะ ชาวฮินดูจะเร่ิมถือศีลกิน
มงั สาวิรัติล่วงหนา้ ก่อน 2-3 วนั สาํ หรับผทู้ ่ีเคร่งครัดมากจะอดอาหารหน่ึงวนั กบั สองคืนและจะพา
กนั สวดมนตต์ ลอดคืนและอา่ นคมั ภีร์สลบั กนั ไป
เมื่อถึงวนั เพญ็ ข้ึน 15 ค่าํ อนั เป็นวนั ประกอบพิธี ชาวฮินดูจะพากนั มาท่ีวหิ ารเทวาลยั
ของพระศิวะและนาํ เอาขา้ วตอกดอกไมต้ ่างๆ อนั ไดแ้ ก่ดอกดาวเรือง มะลิ กหุ ลาบ เป็นตน้ ที่เตรียม
ไวน้ ้นั วางตรงรูปเคารพของพระศิวะและศิวลึงค์ และเร่ิมตน้ ร้องเพลงของศาสนาท่ีมีเน้ือความ
สรรเสริญพระศิวะ สวดมนตแ์ ละอ่านคมั ภีร์พิธีดงั กล่าว จะทาํ พร้อมเสียงสนนั่ กอ้ งไปทง่ั บริเวณ
เทวาลยั ชาวฮินดูท่ีมีศรัทธาแรงกลา้ จะสวดไปจนกวา่ เสียงจะขาดหายหลบั ไปเองบางคนท่ีหลงั จาก
สวดมนตไ์ ปไดน้ านพอสมควรกก็ ราบนมสั การเทวรูป และกเ็ ดินกลบั บา้ น
3. พธิ ีสวดสายยญั โญประวติ ร
พิธีสวดสายยญั โญประวติ ร คือสวดดว้ ยถกั ซ่ึงชาวอินเดียไดเ้ ขา้ พธิ ีกรรมทาํ ใหเ้ ป็น
ดว้ ยศกั ด์ิสิทธ์ิ เรียกวา่ “ดว้ ยสายยญั โญประวิตร” เดก็ ชาวฮินดูในวรรณะสูง ไดแ้ ก่ วรรณะพราหมณ์
และกษตั ริยท์ กุ คน เม่ือเกิดมาอายไุ ด้ 12 ปี จะตอ้ งเขา้ พธิ ีสวมสายยญั น้ี เมื่อสวมแลว้ ตอ้ งกล่าว
ปฏิญาณตนเป็น “พรหมจารี” คือเป็นผนู้ บั ถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูโดยสมบูรณ์หลงั จากน้นั จึงจะมี
โอกาสไดศ้ ึกษาคมั ภีร์ศกั ด์ิสิทธ์ิต่าง ๆ ของศาสนาได้

70
4. พธิ ีประจําชีวติ

ผทู้ ่ีเป็นศาสนิกชนฮินดูจะตอ้ งพธิ ีระจาํ บา้ น ละเวน้ ไม่ได้ การทาํ พธิ ีตอ้ งอาศยั พราหมณ์
เป็นผนู้ าํ ตามคาํ สอนในคมั ภีร์มนูธรรมศาสตร์หรือมานวธรรมศาสตร์และคมั ภีร์อ่ืน ๆ ไดก้ าํ หนด
พิธีประจาํ บา้ นไว้ 12 ประการ ท่ีคนในวรรณะพราหมณ์ กษตั ริยแ์ ละแพศยจ์ ะตอ้ งทาํ คือ (จาํ นง
ทองประเสริฐ. 2520 : 9 -10)

4.1 พธิ ีเมื่อต้งั ครรภ์ เรียกวา่ ครรภาธาน
4.2 พิธีเมื่อเขา้ ใจวา่ เดก็ ในครรภม์ ีลมปราณหรือชีวติ เรียกวา่ ปุงสวนะ และเป็น
พธิ ีเมื่อมีเคร่ืองแสดงใหเ้ ห็นวา่ เป็นบุตรชาย
4.3 พธิ ีแยกผมหรือตดั ผมหญิงผมู้ ีครรภ์ 4 เดือน 6 เดือนและ 8 เดือน เรียกวา่
สีมนั โตนะพยวะ
4.4 พิธีคลอดบุตร เอาเนยใสและน้าํ ผ่งึ ใส่ชอ้ นทองคาํ ใหท้ ารกชิมแบบแตะลิ้น 3 คร้ัง
เรียกวา่ ชาตกรรม
4.5 พิธีต้งั ชื่อเด็กหลงั จากคลอดในวนั ท่ี 10-12-13-14 หรือท่ี 101 เรียกว่า
นามกรณะ
4.6 พิธีนาํ เดก็ ไปดูดวงอาทิตยอ์ ุทยั เม่ือเดก็ อายไุ ด้ 84 เดือน และดูดวงจนั ทร์
ในวนั ข้ึน 3 ค่าํ เดือน 3 เรียกวา่ นิษกรมณะ
4.7 พิธีป้ อนขา้ วในเดือนที่ 7-8 หรือเมื่อทารกน้นั มีฟันงอก เรียกวา่ อนั นปราศนะ
4.8 พธิ ีโกนผมใหเ้ หลือไวแ้ ต่จุกตรงกลางศีรษะถกั เป็นหางเปี ย ซ่ึงเรียกวา่ สิยะ
ใหท้ าํ ในปี ท่ี 3 เรียกวา่ จูฑการยะ
4.9 พธิ ีตกั ผม ถา้ เป็นพราหมณ์ตดั เมื่ออายไุ ด้ 16 ปี กษตั ริยเ์ มื่ออายุ 22 ปี
และแพศยต์ ดั เมื่ออายุ 24 ปี เรียกวา่ เกศานตะ
4.10 พธิ ีเร่ิมการศึกษา เป็นทวชิ าติ คือ เกิด 2 คร้ัง คร้ังน้ีเป็นคร้ังที่ สอง หลงั จาก
คลอดจากครรภม์ ารดา ซ่ึงถือวา่ เป็นการเกิดข้ึนคร้ังแรก คร้ังน้ีเกิดในศาสนาพราหมณ์ โดยคลอ้ ง
สายยญั โญประวติ ร หรือสายธุราํ แลว้ สอนใหว้ า่ มนต์ คายตั รี (ซ่ึงเป็นมนตป์ ระจาํ ตวั ไปตลอดชีพ)
พิธีน้ีทาํ เม่ืออายไุ ด้ 5 ขวบ หรือ 8 ขวบ หรือ 12 ขวบ เรียกวา่ อุปนยนะ
4.11 พธิ ีกลบั บา้ นเมื่อจบการศึกษาจากสาํ นกั ครู – อาจารย์ เรียกวา่ สมาวรรตนะ
4.12 พิธีแต่งงานเรียกวา่ ววิ าหะ
พิธีเหล่าน้ี ถา้ เป็ นเพศหญิงก็เวน้ พิธีขอ้ 10 คือพิธีอุปนยนะและห้ามสวดคมั ภีร์
พระเวทฮินดูในปัจจุบนั น้ีกป็ ฏิบตั ิกนั อยเู่ ป็นบางพธิ ีเท่าน้นั คือพิธีต้งั ชื่อ พิธีป้ อนขา้ ว พธิ ีคลอ้ งดา้ ย
ยญั โญประวติ รและพิธีแต่งงานเท่าน้นั ในชาวฮินดูบางพวกกม็ ีพธิ ีเจาะหูใหเ้ ดก็ ผหู้ ญิงดว้ ย

71
5. พธิ ีศราทธ์

พธิ ีศราทธ์ คือ พิธีที่ผมู้ ีศรัทธาสงั เวยบรรพบุรุษฝ่ ายบิดาผลู้ ่วงลบั ไปแลว้ ดว้ ยขา้ วบิณฑ์
กระทาํ ในวนั หน่ึงก่อนเผาศพและตลอดเวลาที่ไวท้ กุ ข์ ท้งั น้ีกเ็ พ่อื วญิ ญาณของคนตายท่ีไดร้ ับขา้ วบิณฑ์
จะไดเ้ ขา้ สูร้ ่างหยาบ พน้ จากความเป็นเปรต พธิ ีน้ีลูกชายเท่าน้นั จึงจะทาํ ไดใ้ นพธิ ีญาติหญิงชาย
ท้งั ฝ่ ายบิดามารดาสืบข้ึนไป 3 ชวั่ จะตอ้ งมาร่วมพธิ ีดว้ ย เรียกวา่ สบิณฑะ แปลวา่ ร่วมขา้ วบิณฑ์
พธิ ีกาํ หนดไวว้ า่ ตอ้ งทาํ เดือนละคร้ังเร่ือยไปตลอดปี

6. พธิ ีบูชาเทวดา
พิธีวา่ ดว้ ยการบชู าน้ีแตกต่างกนั ไปตามวรรณะ พวกวรรณะสูงจะบญั ญตั ิ ดงั น้ี
6.1 สวดมนตภ์ าวนา อาบน้าํ ชาํ ระร่างกาย ชาํ ระพนั และสงั เวยเทวดาทุกวนั
6.2 พธิ ีสมโภชถือศีลและวนั ศกั ด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงผดิ แผกไปตามนิกายและทอ้ งถิ่นต่าง ๆ
6.3 ไปนมสั การบาํ เพญ็ กศุ ลตามเทวาลยั

ปรัชญาความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

ศาสนิกแห่งศาสนาน้ี ไม่วา่ จะเป็นนิกายใดกต็ ายจะมีความเช่ือร่วมกนั และยดึ ถือเป็นหลกั
สาํ คญั ในการปฏิบตั ิตามแนวแห่งความเช่ือน้นั ความเชื่อของชาวฮินดูมีมากมายเพราะเน่ืองจาก
ประเทศอินเดียมีดินแดนกวา้ งใหญ่ไพศาล มีภูมิอากาศ เผา่ พนั ธุม์ ากมาย หลายร้อยเผา่ หลายร้อย
ภาษา แต่พอสรุปความเช่ือที่สาํ คญั ของศาสนิกชนชาวฮินดูส่วนใหญ่ไดด้ งั น้ี

1. เช่ือวา่ พระพราหมณ์เป็นผสู้ ร้างโลก
2. เช่ือวา่ เทพท้งั สามแห่งตรีมูรติเป็นเทพสูงสุด
3. เชื่อวา่ มนุษยม์ ีส่วนประกอบ คือร่างกายและอาตมนั อาตมนั หรือจิตวญิ ญาณน้นั เป็น
ส่ิงสาํ คญั ที่สุด เชื่อวา่ อาตมนั เดินมาจากพรหม หรือ ปรมาตมนั เชื่อวา่ มนุษยม์ ีความหลุดพน้ จาก
กิเลสและบรรลุถึงโมกษะอาตมนั กจ็ ะกลบั คืนไปสู่ปรมาตมนั คือการท่ีมนุษยจ์ ะกลบั คืนไปอยกู่ บั
พระเจา้ สูงสุด
4. เช่ือเรื่องการแบ่งช้นั วรรณะว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษยใ์ ห้แตกต่างกนั ในฐานะ
แห่งชาติกาํ เนิด ใครจะฝ่ าฝืนไม่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นพรหมลิขิต
5. เชื่อเร่ืองการลา้ งบาป ลอยบาปในแมน่ ้าํ คงคาวา่ หากไดอ้ าบน้าํ ในแม่น้าํ คงคาแลว้ จะ
ลา้ งบาปได้ เมื่อตายไปตามสายน้าํ ไปสู่สวรรคไ์ ด้ เพราะเช่ือวา่ แมน่ ้าํ คงคาเป็นแม่น้าํ ศกั ด์ิสิทธ์ิไป
ผสมทาํ พิธีกรรมต่างๆ ที่ตอ้ งใชน้ ้าํ มนตด์ ่ืมกิน เพ่อื สิริมงคลและรักษาโรค
6. นบั ถือบูชาเทพต่างๆ อื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยองค์ แตกต่างไปตามทอ้ งถ่ินและ
เผา่ พนั ธุ์อาชีพ

72
7. มีความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยม เชื่อว่าสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติมีวิญญาณสถิตอยมู่ ี
อาํ นาจเหนือมนุษยแ์ ละอาจใหค้ ุณใหโ้ ทษได้ มีความเช่ือถือ
ในบรรดาสตั วต์ ่างๆ ท้งั หมด โคเป็นสตั วท์ ่ีมีความศกั ด์ิสิทธ์ิที่สุด ท่ีจริงชาวฮินดูเช่ือวา่ โค
คือตวั แทนของพระเจา้ ท้งั ปวง ทุกส่ิงทุกอยา่ งมาจากโคเป็นสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ ปัสสาวะของโคทาํ ใหช้ ีวิต
วญิ ญาณและร่างกายมีความบริสุทธ์ิ ตามถนนและในเมืองต่างๆ ของชาวฮินดูวรรณะต่าํ เดินตามโค
เพื่อเอาปัสสาวะของโคแสดงความเคารพและจะเกบ็ ข้ีโคไปผสมดินฉาบฝาผนงั บา้ น การใหอ้ าหาร
โคถือวา่ เป็นคุณธรรมน้นั สูง
เช่ือกนั วา่ โคและพราหมณ์ถกู สร้างข้ึนโดยพระพรหมในวนั เดียวกนั มีความศกั ด์ิสิทธ์ิ
เท่ากนั ดงั การฆ่าโคจึงมีบาปเท่าๆ กบั ฆ่าพระพราหมณ์ โคมีความศกั ด์ิสิทธ์ิในทุกนิกายและใน
ทุกชนช้นั วรรณะ การรับประทานเน้ือโคน้นั ชาวฮินดูเห็นวา่ เป็นส่ิงชวั่ ร้ายยง่ิ กวา่ การรับประทาน
เน้ือมนุษย์ ยงิ่ ไปกวา่ น้นั พระศิวะยงั มีววั นนั ทิเป็นพาหนะ และเม่ือพระกฤษณะยงั ทรงเยาวว์ ยั เคยอยู่
กบั ฝงู โค ดว้ ยเหตุน้ีโคจึงเป็นสตั วศ์ กั ด์ิสิทธ์ิของนิกายไศวะและนิกายไวษณวะ
สตั วท์ ี่มีความสาํ คญั รองลงมาจากโค คือพญานาคหรืองู ชาวฮินดูใหค้ วามเคารพพญานาค
หรืองูใหญ่ ในอินเดียภาคใตแ้ ละเบงกอลเป็นบริเวณท่ีมีผนู้ บั ถือพญานาคมากที่สุด ทุกบา้ นใน
มาลาบาร์ที่มดั ทราสจะมีสถานท่ีเล้ียงงู และมีงูเป็นจาํ นวนมาก เจา้ ของบา้ นจะใหน้ มและผลไมเ้ ป็น
อาหารเล้ียงงู เร่ืองพญานาคมีอยมู่ ากมายในเรื่องศาสนาฮินดูจึงมีพิธีกรรมใหก้ บั งูในเบงกอลมากกวา่
ในบริเวณอ่ืน ๆ ของอินเดีย
ชาวฮินดูนิกายไวษณวะนบั ถือหนุมาน เพราะหนุมานเป็นหวั หนา้ วานร ช่วยพระรามนาํ
นางสีดามาจากยกั ษร์ าวนะ (ทศกณั ฑ)์ และคุณธรรมในเรื่องความซ้ือสตั ยข์ องหนุมานที่มีต่อพระราม
เป็ นแบบอย่างที่ดีของชาวฮินดูท้งั มวลในภาพของนางสีดา และพระรามจะมีหนุมานนงั่ อยแู่ ทบ
พระบาท พร้อมปฏิบตั ิตามคาํ สงั่ ของเจา้ นาย มีบางวหิ ารสร้างข้ึนเพ่ือบูชาหนุมานโดยเฉพาะ
พระยาครุฑซ่ึงมีรูปคร่ึงมนุษยเ์ ป็นพาหนะของพระวษิ ณุ ดว้ ยเหตุน้ีวา่ วและนกอินทรีย์
จึงไดร้ ับการเคารพ นกยงู เป็นพาหนะของเทพีสรัสวดี หงส์เป็นพาหนะของพระพรหม หนูเป็น
พาหนะของพระคเนฆ สิงโตเป็นพาหนะของทุรคาและพระแม่กาลี ภาคหน่ึงของมเหสีของพระศิวะ
ควายเป็นพาหนะของพญายม ชา้ งเป็นพาหนะของพระอินทร์ สตั วต์ ่าง ๆ ดงั กล่าวถือวา่ เป็นสตั ว์
ศกั ด์ิสิทธ์ิของฮินดู

73

สรุปท้ายบท

ศาสนิกของพราหมณ์หรือฮินดู ไม่วา่ จะเป็นนิกายใดจะมีความเช่ือรวมกนั และถือเป็น
หลกั ในการปฏิบตั ิธรรมตามแนวความเชื่อน้นั ความเชื่อของชาวอินเดีย พอสรุปไดด้ งั น้ี

1. เชื่อวา่ พระพราหมณ์เป็นผสู้ ร้างโลก
2. เชื่อวา่ เทพท้งั สามแห่งตรีมูรติเป็นเทพสูงสุด
3. เช่ือวา่ มนุษยม์ ีส่วนประกอบ คือร่างกายและอาตมนั อาตมนั หรือจิตวญิ ญาณน้นั เป็น
ส่ิงสาํ คญั ท่ีสุด เช่ือวา่ อาตมนั เดินมาจากพรหม หรือ ปรมาตมนั เช่ือวา่ มนุษยม์ ี ความหลุดพน้ จาก
กิเลสและบรรลุถึงโมกษะอาตมนั กจ็ ะกลบั คืนไปสู่ปรมาตมนั คือการท่ีมนุษยจ์ ะกลบั คืนไปอยกู่ บั
พระเจา้ สูงสุด
4. เชื่อเรื่องการแบ่งช้นั วรรณะว่าพระพรหมทรงสร้างมนุษยใ์ ห้แตกต่างกนั ในฐานะ
แห่งชาติกาํ เนิด ใครจะฝ่ าฝืนไม่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นพรหมลิขิต
5. เช่ือเรื่องการลา้ งบาป ลอยบาปในแมน่ ้าํ คงคาวา่ หากไดอ้ าบน้าํ ในแม่น้าํ คงคาแลว้ จะ
ลา้ งบาปได้ เมื่อตายไปตามสายน้าํ ไปสู่สวรรคไ์ ด้ เพราะเชื่อวา่ แมน่ ้าํ คงคาเป็นแม่น้าํ ศกั ด์ิสิทธ์ิไป
ผสม ทาํ พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ตอ้ งใชน้ ้าํ มนตด์ ่ืมกิน เพอื่ สิริมงคลและรักษาโรค
6. นบั ถือบูชาเทพต่าง ๆ อ่ืน ๆ อีกมากมายหลายร้อยองค์ แตกต่างไปตามทอ้ งถิ่นและ
เผา่ พนั ธุ์ อาชีพ
7. มีความเชื่อเร่ืองวิญญาณนิยม เชื่อวา่ ส่ิงตา่ ง ๆ ตามธรรมชาติมีวญิ ญาณสถิตอยมู่ ี
อาํ นาจเหนือมนุษยแ์ ละอาจใหค้ ุณใหถ้ ามได้ มีความเช่ือคือสตั วบ์ างชนิดท่ีเกี่ยวกบั เทพเจา้ สูงสุดต่าง
เช่นโค เป็นตน้
จากขอ้ มลู ท่ีกล่าวมาแลว้ พอสรุปไดว้ า่ ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม
คือนบั ถือเทพเจา้ หลายองค์ และมีหลกั ปฏิบตั ิท่ีเรียกจริยธรรมน้นั มีปรากฏอยใู่ นคมั ภีร์ ไมว่ า่ จะ
เป็นคมั ภีร์พระเวท คมั ภีร์อุปพพิ ทั และคมั ภีร์อ่ืน ๆ อีก ซ่ึงสามารถเลือกสรรนาํ ไปปฏิบตั ิได้

74

แบบฝึ กหัด
บทท่ี 4 ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

1. จงอธิบายประวตั ิความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมาโดยสงั เขป
2. จงอธิบายหลกั จริยธรรมที่ปรากฏอยใู่ นคมั ภีร์ต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมา
พอเขา้ ใจ
3. ผลความคิดของนกั ปรัชญา 6 สาํ นกั มีลกั ษณะแตกต่างกนั จงอธิบายแนวความคิด
หรือปรัชญาของแต่สาํ นกั มาพอเขา้ ใจ
4. คาํ วา่ “ตรีมรู ติ” หมายถึงอะไร อธิบาย
5. อาศรม 4 ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีวา่ อยา่ งไร อธิบาย

บทท่ี 5
ศาสนาพทุ ธ

ศาสนาพทุ ธ เป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม คือ ไม่เช่ือและไม่สอนเร่ืองพระเจา้ สร้างโลก
ไม่สอนโดยมีเทวดาเป็นจุดศนู ยก์ ลาง (สุชีพ ปุญญานุภาพ. 2506: 285) แต่สอนเนน้ ในเรื่องศีลธรรม
และปัญญาช้นั สูง และเป็นหน่ึงในสามของศาสนาของโลก คือมีผนู้ บั ถือในหลายประเทศ ไม่เฉพาะ
ในประเทศที่เกิดศาสนาน้ี ศาสนาอื่นนอกจากพระพุทธศาสนาที่นบั ถือว่าเป็ นศาสนาของโลก
เพราะมีผนู้ บั ถือหลายประเทศ คือศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์

พทุ ธศาสนาสอนใหใ้ ชป้ ัญญาพจิ ารณาเหตุผล ไม่ถือบุคคลเป็นใหญ่ ไม่ถือโลกเป็นใหญ่
แต่ถือธรรมะเป็นใหญ่ ใครกต็ ามแมน้ บั ถือศาสนาอ่ืนหรือสอนศาสนาอ่ืน แต่ถา้ คาํ สอนน้นั ถกู
มีเหตุผล พระพทุ ธศาสนากร็ ับรองวา่ ถกู แตใ่ นที่บางแห่งพระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ในขอ้ ที่สอนไม่
ตรงกนั จงรับไว้ จงพิจารณาเฉพาะในส่วนท่ีตรงกนั ระหว่างพระพุทธเจา้ กบั ศาสดาที่สอนน้นั ๆ
เม่ือสอนวา่ ส่ิงใดไม่ควร ควรละแลว้ ใครจะไดจ้ ริง ตามท่ีสอนกนั มากกวา่ หรือสอนวา่ ส่ิงใดควร
ปฏิบตั ิ แลว้ ใครปฏิบตั ิไดจ้ ริงตามท่ีสอนมากกวา่ กนั (มหาสีหนาทสูตรทีมนิกาย, พระไตรปิ ฎกฉบบั
ประชาชน เล่ม 2 หนา้ 452)

พระพทุ ธศาสนาสอนเนน้ หนกั เฉพาะเทวดาโดยความบริสุทธ์ิ คือ มนุษยก์ อ็ าจเป็นเทวดา
ได้ ถา้ ต้งั อยใู่ นคุณธรรมอนั สูงส่งและถา้ เป็นเทวดาโดยความบริสุทธ์ิแลว้ กส็ ูงกวา่ เทวดาทุกประเภท
ความเป็นเทวดาในพระพทุ ธศาสนา จึงเกิดมีไดใ้ นชีวติ น้ี ไม่ตอ้ งรอชาติหนา้

ส่วนเทวดาโดยกาํ เนิด หรือเทวดาบนสวรรคน์ ้นั แมพ้ ระพทุ ธศาสนาไดส้ อนไวแ้ ต่กม็ ิได้
ยกยอ่ งวา่ เป็นเลิศ คงถือเพียงเป็นส่ิงที่มีชีวติ ประเภทหน่ึงเท่าน้นั มีความเปลี่ยนแปลงไปไดต้ ามกฎ
ของไตรลกั ษณ์

กาํ เนิดของพทุ ธศาสนา

1. พทุ ธประวตั โิ ดยสังเขป
พระพุทธเจา้ ทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” ทรงเป็ นพระโอรสของพระเจา้

สิริสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพสั ดุ์ นครหลวงของแควน้ สักกะทาง
อินเดียภาคเหนือ พระองคท์ รงประสูติท่ี “สวนลุมพินี” อนั ต้งั อยแู่ ดนต่อแดน ระหวา่ งกรุงกบิลพสั ดุ์
และกรุงเทวทหะ ซ่ึงในปัจจุบนั ต้งั อยใู่ นเขตประเทศเนปาล เรียกวา่ “ลุมมินเด”

76

เมื่อเจริญเติบโต ทรงไดร้ ับการศึกษาศิลปวิทยาเป็นอยา่ งดี เม่ือพระชนมไ์ ด้ 16 ปี
ทรงอภิเษกสมรสกบั เจา้ หญิงยโสธราหรือพิมพาแห่งกรุงเทวทหะ เม่ือพระชนมม์ ายไุ ด้ 29 ปี
ทรงไดพ้ ระโอรสนามวา่ “ราหุล”

ในปี ท่ี 29 แห่งพระชนมม์ ายนุ ้นั ไดท้ รงเสดจ็ ออกผนวชเพ่อื แสวงหาการตรัสรู้สจั ธรรม
เพ่ือพน้ การเวยี นวา่ ยตายเกิด และเพ่อื สงั่ สอนชาวโลกใหต้ รัสรู้ตามคร้ังแรก ทรงศึกษาจากอาฬา
รดาบส และอุทกดาบส แต่ไม่ทรงเห็นดว้ ย จึงทรงคน้ ควา้ และปฏิบตั ิดว้ ยพระองคเ์ องต่อไป
ทรงบาํ เพญ็ เพยี รอยา่ งหนกั คร้ังแรกทรงทดลองดว้ ยการทรมานพระองคต์ ามแบบฉบบั ของนกั บวช
ในคร้ังน้นั ในที่สุดทรงพบวา่ มิใช่ทางท่ีถกู จึงทรงฝึกอบรมทางจิตและตรัสรู้เป็นพระสมั มาสมั พทุ ธ
เจา้ ใน 6 ปี ต่อมา คือเมื่อพระชนมม์ ายไุ ด้ 35 ปี ณ โคนตน้ ไมพ้ ระศรีมหาโพธ์ิ ตาํ บลอุฬุเวลาเสนา
นิคม ปัจจุบนั เรียกวา่ “พทุ ธคยา” แควน้ พหิ ารของอินเดีย

ต่อจากน้นั ไดเ้ สดจ็ ไปแสดงธรรมคร้ังแรกแก่ภิกษุ 5 รูป ซ่ึงออกบวชตามพระองคแ์ ละ
คอยรับใชใ้ นระหวา่ งบาํ เพญ็ เพยี ร แต่เม่ือเห็นพระองคท์ รงเลิกการทรมานกาย กเ็ ขา้ ใจวา่ ทรงผดิ
จึงปลีกตวั ออกมาอยใู่ นป่ า “อิสิปตนะ” อนั เป็นที่ใหอ้ ภยั แก่เน้ือใกลก้ รุงพาราณสีเมื่อพระองคต์ รัสรู้
แลว้ จึงทรงแสดงธรรมคร้ังแรกแก่ปัญจวคั คีท้งั 5 ณ ป่ าอิสิปตนะนน่ั เอง ธรรมที่แสดงน้นั ไดแ้ ก่
“ธมั จกั กปั วตั นสูตร” สถานที่แสดงธรรมในสมยั น้นั ปัจจุบนั น้ีเรียกวา่ “สารนาถ” อยใู่ นแควน้ อุดร
ประเทศของอินเดีย

ทรงแสดงธรรมและบญั ญตั ิวนิ ยั ประดิษฐานพระพทุ ธศาสนา มีภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก
อุบาสิกา คือนกั บวชชายหญิงและสาวกที่เป็นคฤหสั ถช์ ายหญิงมากมายเป็นเวลา 45 ปี กไ็ ดป้ รินิพาน
ณ ป่ าไมส้ าละใกลก้ รุงกสุ ินารา ปัจจุบนั เรียกวา่ กสุ ินคร ทรงสอนใหถ้ ือพระธรรมวนิ ยั เป็นศาสดา
แทนพระองค์

พระองคม์ ิไดส้ อนศาสนายดึ ตวั พระองคเ์ ป็นจุดศนู ยก์ ลาง แต่ต้งั พระธรรมเป็นศูนยก์ ลาง
พระธรรมคือความจริง ความถกู ความตรง ท่ีทรงนาํ มาสงั่ สอนมิไดท้ รงสง่ั สอนดว้ ยการเดา แต่ได้
ทรงประพฤติปฏิบตั ิไดผ้ ลประจกั ษแ์ จง้ ในความจริงน้นั แลว้ จึงนาํ มาสง่ั สอน

พระองคไ์ ม่ทรงสอนเก่ียวกบั เทวดาสร้างโลกและไมเ่ รียกร้องความเคารพนบั ถือ กลบั ทรง
แสดงวา่ ผบู้ ชู าพระองคด์ ว้ ยวตั ถุ เช่น ธูปเทียน ดอกไม้ ไม่ช่ือวา่ บชู าอยา่ งยง่ิ ผใู้ ดประพฤติตนดีตาม
ธรรมะผนู้ ้นั ชื่อวา่ บชู าพระองคด์ ว้ ยการบูชาอยา่ งยง่ิ เป็นการเนน้ ใหเ้ ห็นความสาํ คญั ที่ความประพฤติ
ปฏิบตั ิของศาสนิกชน เหตุการณ์ในพระชนมช์ ีพของพระองคค์ ือ

1. ประสูติ ก่อนพทุ ธศกั ราช 80 ปี ณ ลุมพินี ซ่ึงปัจจุบนั เรียกวา่ “ลุมมินเด” ต้งั อยใู่ น
ประเทศเนปาล ในวนั วิสาขปุณณมี คือวนั พระจนั ทร์เตม็ ดวงแห่งเดือนวสิ าขะ (เทียบดว้ ยกลางเดือน
6 ของไทย)

77

2. ตรัสรู้ ก่อนพทุ ธศกั ราช 45 ปี ณ โคนตน้ โพธ์ิ ตาํ บลอุฬุเวลาเสนานิคมถึงปัจจุบนั
เรียกวา่ “พทุ ธคยา” ต้งั อยใู่ นแควน้ พหิ าร ประเทศอินเดียในวนั วสิ าขปุณณมีเช่นเดียวกบั วนั ประสูติ
เป็นแต่ต่างปี กนั

3. แสดงธรรมคร้ังแรก ในปี ท่ีตรัสรู้นนั่ เอง ห่างจากวนั ตรัสรู้ 2 เดือน ณ ป่ าอิสิปตน
มฤคทายวนั ใกลก้ รุงพาราณสี ซ่ึงปัจจุบนั เรียกวา่ “สารนาถ” ต้งั อยใู่ นแควน้ อุดรประเทศอินเดีย
ในวนั อาสาฬหปุณณมี คือวนั พระจนั ทร์เตม็ ดวงแห่งอาสาฬหะ (เทียบดว้ ยวนั กลางเดือน 8 ของไทย)

4. ปรินิพพาน ก่อนพทุ ธศกั ราช 1 ปี ณ ป่ าไมส้ าละใกลก้ รุงกสินารา ซ่ึงปัจจุบนั เรียกวา่
“กสุ ินคร” ต้งั อยใู่ นอดุ รประเทศของอินเดียในวนั วิสาขปุณณมี เช่น เดียวกบั วนั ประสูติและตรัสรู้

คมั ภรี ์ในพระพทุ ธศาสนา

คมั ภีร์ในพระพทุ ธศาสนา ไดร้ วบรวมบนั ทึกหลกั คาํ สอนและวนิ ยั ต่างๆ ของพทุ ธศาสนา
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทหน่ึงเป็นดาํ รัสของพระพทุ ธเจา้ เรียกวา่ ไตรปิ ฎกอีกประเภท
หน่ึงเป็นคาํ สอนของพระอรรถกถาจารยแ์ ละปราชญอ์ ่ืนๆ ท่ีแต่ข้ึนในช้นั หลงั เรียกอรรถกถา ฎีกา
อนุฎีกา โยชนาและอ่ืนๆ

พระไตรปิ ฎก เป็นคมั ภีร์รวบรวมบนั ทึกคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ ซ่ึงกล่าวกนั วา่ มีมากมาย
(พระองคท์ รงสง่ั สอนประชาชนนานถึง 45 ปี ) ถึง 48,000 พระธรรมขนั ธ์และไดม้ ีการทาํ สงั คายนา
ชาํ ระเพอ่ื ความถูกตอ้ งถึง 10 คร้ัง ในเวลา 2,500 กวา่ ปี

คมั ภีร์พระไตรปิ ฎก ฉบบั เดิมเป็นภาษาบาลีแปลเป็นไทยมี 45 เล่ม แบง่ ออกเป็น 3 คมั ภีร์
(หรือ 3 หมวด) คือ

1. พระวนิ ัยปิ ฎก เป็นคมั ภีร์วา่ ดว้ ยวนิ ยั ศีล สาํ หรับใหภ้ ิกษุ สามเณร ปฏิบตั ินอกจากน้นั
กก็ ล่าวถึงศีลเบ้ืองตน้ รวมกาํ หนดหลกั การในการประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา เช่น เร่ืองอุปสมบท
และการผกู พทั ธสีมาและขอ้ วตั รปฏิบตั ิต่างๆ มารยาทที่ดีงามของสงฆ์ เป็นตน้

วนิ ยั ปิ ฎก มี 5 คมั ภีร์ คือ
1. อาทิกรรม มีช่ือเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ มหา(ภิกข)ุ วภิ งั ค์
2. ปาจิตตีย์ มีช่ืออีกอยา่ งหน่ึงวา่ ภิกขนุ ิวิภงั ค์
3. มหาวรรค
4. จุลวรรค และ
5. บริวาร
นบั เป็นธรรมขนั ธ์ (หมวดธรรม) ได้ 21,000 ธรรมขนั ธ์ พิมพเ์ ป็นเล่มต้งั แต่เล่มหน่ึงถึง
เล่มแปด รวมเป็น 8 เล่ม

78

2. พระสุตตนั ตปิ ฎก เป็นคมั ภีร์พระสูตรวา่ ดว้ ยหลกั ธรรมคาํ สอนท้งั หมดของพระพทุ ธเจา้
ท่ีตรัสแก่ชนต่างช้นั ต่างประเทศในเวลาและโอกาสต่างกนั ท้งั ในแง่สจั ธรรม คือความจริงของ
ส่ิงต่างๆ วา่ มีสภาพอยา่ งไร และจริยธรรม คือ ขอ้ ที่มนุษยค์ วรปฏิบตั ิ เพอื่ ใหค้ วามเป็นมนุษย์
สมบูรณ์ข้ึนจนถึงข้นั สมบูรณ์ท่ีสุดเท่าที่มนุษยค์ วรจะไดแ้ ละอยรู่ วมกนั อยา่ งเป็นสุข

พระสุตตนั ตปิ ฏก มี 5 คมั ภีร์ ชื่อเรียกและจาํ นวนสูตร ดงั น้ี
1. ทีฆนิกาย มี 34 สูตร
2. มชั ฌิมนิกาย มี 152 สูตร
3. สงั อุตตนิกาย มี 7,762 สูตร
4. องั คุตตรนิกาย มี 9,557 สูตร
5. ขทุ ทกนิกาย อนั น้ีไม่แบ่งเป็นสูตร แบ่งเป็นคมั ภีร์มี 14 คมั ภีร์
3. พระอภิธรรมปิ ฎก เป็ นคมั ภีร์ท่ีกล่าวถึงธรรมะระดบั สูง หรือปรมตั ติสัจจะที่
พระพทุ ธเจา้ ตรัสรู้ เป็นการอธิบายหลกั ธรรมใหพ้ ศิ ดารและเป็นระบบที่ลึกซ้ึงละเอียดข้ึนไปหลาย
นยั เกี่ยวกบั จิต สิ่งที่เกิดข้ึนกบั จิต รูปและลกั ษณะของรูปต่างๆ และพระนิพพาน คือความดบั ทุกข์
บางท่านกล่าววา่ อภิธรรมเป็นปรัชญาและการวเิ คราะห์เร่ืองจิตและสภาวะของจิตอยา่ งละเอียดใน
ระดบั สูง

ลกั ษณะธรรมะในพระพทุ ธศาสนา

การสอนของพระศาสดาองคใ์ ดก็ตาม ย่อมจะสอนธรรมเพื่อศาสนิกชนตามสมควรแก่
บุคคล ตามกาลเทศะ แต่ละอยา่ งไม่เหมือนกนั ฉะน้นั จะรู้ว่าธรรมน้นั เป็ นของศาสดาองคใ์ ด
กต็ อ้ งดูลกั ษณะของธรรมน้นั ๆ

ในพทุ ธศาสนาแสดงลกั ษณะแห่งธรรมของพระพทุ ธเจา้ วา่ จะตอ้ งประกอบดว้ ย 8 อยา่ งน้ี
1. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอ่ื ความกาํ หนดั ยอ้ มใจ
2. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอื่ ความประกอบทุกข์
3. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอ่ื ความพอกพนู กิเลส
4. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอื่ ความปรารถนาใหญ่
5. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอ่ื ความไม่สนั โดษ
6. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอ่ื ความเกียจคร้าน
7. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอ่ื ความคลุกคลีดว้ ยหมู่คณะ
8. ธรรมน้นั ตอ้ งไม่เป็นไปเพอื่ ความเล้ียงยาก

79

หากธรรมใด คาํ สอนใด เป็นไปโดยลกั ษณะตรงกนั ขา้ ม คาํ สอนน้นั ไมใ่ ช่ธรรมะใน
พระพทุ ธศาสนา

หลกั ธรรมทว่ั ไปของพระพทุ ธศาสนา

ในการประดิษฐานพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธองคท์ รงสงั่ สอนและปลกู ฝังความเชื่อแก่
พทุ ธศาสนิกชน โดยอาศยั หลกั เกณฑ์ ดงั น้ี (สนิท ต้งั กวี. 2527 : 21)

1. พทุ ธศาสนา คือ สภาวะของบุคคล (Person) มากกวา่ คือสภาวะของโลก (Universe)
ดงั น้นั จึงมีการปฏิเสธผสู้ ร้างโลกหรือการมีพระผเู้ ป็นเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิใดๆ ในสากลโลกท้งั สิ้น

2. พระพทุ ธศาสนาไม่คาํ นึงถึงการสร้างโลก หรือมีพรหมผสู้ ร้างโลกสร้างสรรพส่ิงใดๆ
แต่ถา้ จะมีการสมมติใหม้ ีพระพรหมนน่ั กค็ ือ บิดา มารดา ของบุตรท้งั หลายใหค้ าํ นึงแต่ระเบียบของ
โลก หรือที่เราเรียกกนั วา่ “ธรรม” อนั เป็นของมีมา เป็นมา เกิดมา โดยกระแสธรรมชาติของตนเอง
ฉะน้นั จึงเปล่ียนหลกั “อตั ตา” หรือ อาตมนั เสียเป็น “อนตั ตา” คือ

3. พระพทุ ธศาสนาไม่คาํ นึงถึงการสร้างโลก หรือมีพรหมผสู้ ร้างโลก สร้างความไม่ใช่
ตวั ตน เราเขา

สรรพสิ่งในโลกน้ีแบ่งเป็น 2 คือ
1. วตั ถุท่ีมีใจครอง
2. วตั ถุที่ไม่มีใจครอง
1. วตั ถุที่มีใจครอง ไดแ้ ก่ มนุษยแ์ ละสตั วท์ ี่เกิดมาจากกรณี 2 ประการ คือ รูปวตั ถุ
หรือรูปธรรมและอรูปวตั ถุ หรือรูปธรรม

รูปวตั ถุ คือ การรวมหรือคุมกนั เขา้ เป็นรูปจากปรมาณูท้งั หลาย อนั เป็นธาตุแขง็ (ดิน)
เหลว (น้าํ ) อากาศ (ลม) ความร้อน (ไฟ)

อรูปวตั ถุ คือ การรวมและคุมกนั เขา้ เป็นอรูปวตั ถุอนั หน่ึงจาก
เวทนา - ความรู้สึกสุข-ทุกข์
สญั ญา - ความจาํ ไดห้ มายรู้
สงั ขาร - อารมณ์แห่งเจตสิกท้งั ส่วนดี ส่วนชวั่ และส่วนกลางๆ
วิญญาณ - ความรู้อารมณ์ท้งั หลาย หรือความมีชีวิตจิตใจ
2. วตั ถุท่ีไม่มีใจครองน้นั ไดแ้ ก่ พฤกษชาติท้งั หลายรวมท้งั สรรพส่ิงทว่ั ๆไปในโลก
อนั เกิดจากรูปวตั ถุหรือรูปธรรมอยา่ งเดียว

80

ท้งั น้ีเรียกวา่ ขนั ธ์ 5 มีปกติที่จะสลายตวั ไปและตกอยใู่ นอาํ นาจของไตรลกั ษณ์ คือ
อนิจจตา - ความเป็นของไม่เท่ียง
ทุกขตา - ความเป็นทุกข์
อนตั ตตา - ความเป็นของไม่ใช่คน
3. กรรม พระพทุ ธศาสนาถือวา่ เป็นมูลรากท่ีมีความสาํ คญั ยง่ิ ที่หมุนเวยี นมนุษยแ์ ละสตั ว์
ท้งั หลายในโลกน้ีใหด้ าํ เนินสภาวะไปแปลกอยา่ งต่างกนั

กรรม หมายถึง การกระทาํ ดว้ ยไตรทวาร คือ กาย วาจา และใจ พระพทุ ธศาสนา
จึงถือกรรมเป็นเรื่องสาํ คญั ดงั มีรายละเอียดในเร่ืองกรรม ดงั น้ี

1. ทุกคนตอ้ งมีกรรมเป็นของตวั เอง
2. ทุกคนตอ้ งมีกรรมเป็นทายาทคอยตอบสนอง
3. ทุกคนตอ้ งมีกรรมเป็นที่เกิด คือ เกิดจากกรรม
4. ทุกคนตอ้ งมีกรรมเป็นเผา่ พนั ธุ์
5. ทุกคนตอ้ งมีกรรมเป็นท่ีพ่ึงอาศยั
4. เช่ือในเหตุผล พระพุทธศาสนาสอนให้ทุกคนมีเหตุผลไม่ให้เชื่อในส่ิงเหลวไหล
และพิสูจนไ์ ม่ได้
5. เช่ือในสถานะของมนุษย์ พระพทุ ธศาสนาไดจ้ ดั ระเบียบของมนุษย์ เป็นการอนุสนธิ
จากระเบียบของโลกข้ึน เป็นทางปฏิบตั ิในขณะที่อยใู่ นโลก ระเบียบของมีอยู่ 4 สถานะ คือ
1. โลกิยภูมิ
2. โลกตุ รภูมิ
3. โลกิยภูมิ คือ สถานะท่ีมนุษยผ์ เู้ ป็นเพียงปุถุชน ไม่สามารถจะสละกิเลสไดย้ งั มี
การเกาะเก่ียวครองชีพอยใู่ นโลกจาํ เป็นตอ้ งมีศีลธรรมและวนิ ยั ในการปฏิบตั ิพร้อมดว้ ยจรรยาอนั
เป็นเขม็ ทิศช้ีทางความประพฤติ หลกั การใหญ่ของศีลธรรม คือ ความไม่เบียดเบียนซ่ึงกนั และกนั
4. โลกตุ รภูมิ คอื สถานะที่มนุษยผ์ ปู้ รารถนาท่ีจะพน้ จากกิเลสท้งั หลาย เขา้ หา
พระอนุตรสมั มาสมั โพธิญาณ หรือที่เรียกวา่ สาํ เร็จเป็นพระอรหนั ตข์ ีณาสพเขา้ สู่นิพพานในที่สุด

หลกั จริยศาสตร์ในพระพทุ ธศาสนา

หลกั ธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ มีมากมายถึง 94,000 พระธรรมขนั ธแ์ ต่อาจสรุปยอ่
ลงในหลกั ปฏิบตั ิได้ 3 ระดบั คือ (สนิท ต้งั กวี 2527: 35)

1. จริยศาสตร์ข้นั ตน้
2. จริยศาสตร์ข้นั กลาง

81

3. จริยศาสตร์ข้นั สูง

1. จริยศาสตร์ข้นั ตน้
จริยศาสตร์ข้นั ตน้ ไดแ้ ก่ “เบญจศีล” เบญจธรรม” ศีล 5 ธรรม 5 ซ่ึงเป็นคู่ขนาน

และทาํ หนา้ ที่อุปการะซ่ึงกนั และกนั
ศีล 5 เป็นหลกั จริยธรรมเบ้ืองตน้ อยา่ งหยาบหรือระดบั พ้นื ฐาน เป็นลกั ษณะการเวน้

ประพฤติชวั่ ทางกาย วาจา เรียกวา่ เบญจศีล ไดแ้ ก่
1. เวน้ จากการฆ่าสตั ว์
2. เวน้ จากการลกั ทรัพย์
3. เวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม
4. เวน้ จากการพดู ปด
5. เวน้ จากการดื่มสุราเมรัย
ธรรม 5 เป็นจริยศาสตร์เบ้ืองตน้ อยา่ งละเอียด เป็นคุณสมบตั ิทางใจ 5 อยา่ ง เรียกวา่

“เบญจธรรม” ไดแ้ ก่
1. มีเมตตา กรุณาต่อมนุษยแ์ ละสตั ว์
2. เอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผป่ ระกอบสมั มาชีวะ
3. สาํ รวมในกาม
4 พดู จริง
5. มีสติสมั ปชญั ญะ

2. จริยศาสตร์ข้นั กลาง
จริยศาสตร์ข้นั กลาง ไดแ้ ก่ “กศุ ลกรรมบถ” แปลวา่ “ทางแห่งการกระทาํ เป็นกศุ ล”

คือ ที่ดีงาม มี 10 ขอ้ คือ
1. เวน้ จากการฆ่าและเบียดเบียนสตั ว์
2. เวน้ จากการละเมิดกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของผอู้ ื่น
3. เวน้ จากการประพฤติผดิ ประเวณี
วจีสุจริต 4 ไดแ้ ก่
1. เวน้ จากการพดู เทจ็
2. เวน้ จากการพดู ยยุ งใหแ้ ตกแยกกนั
3. เวน้ จากการพดู คาํ หยาบ
4. เวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ เหลวไหล ไร้สาระ

82

มโนสุจริต 3 ไดแ้ ก่
1. ไม่คิดโลภอยากไดข้ องผอู้ ่ืน
2. ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผอู้ ื่น
3. มีความคิดเป็นถกู ตอ้ งตามทาํ นองคลองธรรม
3. จริยศาสตร์ข้นั สูง
จริยศาสตร์ข้นั สูงไดแ้ ก่ การปฏิบตั ิใหถ้ ึงความทุกข์ ท่ีเรียกวา่ “อริยมรรค” หรือ
มรรคมีองค์ 8 ซ่ึงถือวา่ เป็นหลกั ปฏิบตั ิอนั ประเสริฐ 8 ประการ คือ
3.1 ความเห็นชอบ ไดแ้ ก่ การที่ปัญญา รู้อริยสจั 4 คือ

3.1.1 รู้วา่ ชีวิตน้ีมีแต่ความทุกขเ์ ท่าน้นั
3.1.2 รู้วา่ ความทุกขน์ ้นั เกิดจากเหตุ คือ ตณั หา ไม่ใช่เกิดจากพระเจา้ บนั ดาล
3.1.3 รู้วา่ ทุกขน์ ้นั สามารถดบั ได้ ดว้ ยวธิ ีที่ถูกตอ้ ง
3.1.4 รู้จกั วิธีปฏิบตั ิเพอ่ื ใหพ้ น้ ทุกข์
3.2 ความดาํ ริชอบ คือ คิดถูกตอ้ ง ไดแ้ ก่
3.2.1 คิดจะปลีกตวั ออกจากกาม
3.2.2 คิดไม่พยายามปองร้ายผอู้ ่ืน
3.2.3 คิดไม่เบียดเบียนผอู้ ่ืน
3.3 การเจรจาชอบ
3.3.1 ไม่พดู เทจ็ บิดเบือนความจริงใหค้ นอ่ืนเขา้ ใจผดิ
3.3.2 ไม่พดู ส่อเสียดยยุ งใหแ้ ตกความสามคั คี
3.3.3 ไม่พดู หยาบคาย
3.3.4 ไม่พดู เพอ้ เจอ้ ไร้สาระ
3.4 การกระทาํ ชอบ คือ ประพฤติสุจริตทางกาย
3.4.1 ไม่ฆ่าและเบียดเบียนสตั ว์
3.4.2 ไม่ละเมิดกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของผอู้ ื่น
3.4.3 ไม่ประพฤติผดิ ประเวณี
3.5 เล้ียงชีวติ ชอบ ไดแ้ ก่ การเวน้ อาชีพทจุ ริต ประกอบอาชีพสุจริต (สมั มาอาชีวะ)
3.6 ความเพยี รชอบ คือ ความพยายามที่จะไม่ใหโ้ อกาสแก่กิเลสอนั เป็นอุปสรรค์
ขดั ขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ไดแ้ ก่
3.6.1 ระวงั ไม่ใหบ้ าปเกิดข้ึนแลว้
3.6.2 พยายามละบาปท่ีเกิดข้ึนแลว้

83
3.6.3 พยายามทาํ ความดีใหเ้ กิดข้ึนภายในจิต
3.6.4 พยายามรักษาความดีที่มีอยแู่ ลว้ ไม่ใหเ้ ส่ือมและทาํ ดียง่ิ ๆข้ึน
3.7 การต้งั สติชอบ คือ ต้งั สติไวใ้ นวิถีทางที่ถกู ท่ีควร ท่ีตรงต่อการบรรลุ มรรคผล
ไดแ้ ก่การต้งั สติกาํ หนดพจิ ารณาสิ่งที่ท้งั หลายใหร้ ู้เห็นความเป็นจริง คือ ตามส่ิงน้นั ๆมนั เป็นของ
มนั เอง คือ
3.7.1 การต้งั สติพจิ ารณากายใหร้ ู้เห็นตามความเป็นจริงวา่ แต่เพยี งกายเท่าน้นั
ไม่ใช่สตั ว์ ตวั บุคคล ไม่ใช่ตวั เรา ตวั เขาไม่วา่ จะเป็นความรู้สึกเป็นสุขกด็ ีความรู้สึกเป็นทุกขก์ ด็ ี
อยา่ ไดย้ ดึ มนั่ เพราะเป็นอนตั ตาหาแก่นสารไม่ได้
3.7.2 การต้งั สติพจิ ารณา เวทนา คือ ความรู้สึกของเราใหร้ ู้เห็นตามความ
เป็นจริง เป็นเพยี งความรู้สึกเท่าน้นั ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตวั เรา เขาไม่วา่ จะเป็นความรู้สึก
เป็นสุขกด็ ี ความรู้สึกเป็นสุขกด็ ี ความรู้สึกเป็นทุกขก์ ด็ ี อยา่ ไดย้ ดึ มนั่ ถือมน่ั เพราะเป็นอนตั ตา
หาแก่นสารไมไ่ ด้
3.7.3 การต้งั สติพิจารณาใหร้ ู้เห็นความเป็นจริง วา่ เป็นเพยี งความคิดเท่าน้นั
ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตวั เรา ตวั เขา เป็นอนตั ตา อยา่ ไดย้ ดึ มนั่ ถือมน่ั กล่าวคอื ใหส้ ติรู้ชดั วา่
จิตของตนมีราคะหรือไม่ มีโทสะหรือไม่ มีเศร้าสลดหรือวา่ ผอ่ นใส ฟ้ งุ ซ่านหรือ วา่ สงบ เป็นตน้
3.7.8 การต้งั สติกาํ หนดพจิ ารณาธรรมใหร้ ู้เห็นตามความเป็นจริงวา่ เป็น
เพียงธรรมชาติเท่าน้นั ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใช่ตวั บุคคล ฯลฯ ใหร้ ู้สภาพตามความเป็นจริงไม่ใหย้ ดึ มนั่
3.8 การต้งั มน่ั ชอบ หมายถึง การทาํ สมาธิ ทาํ ใหใ้ จสงบจนไดฌ้ าณบริบรู ณ์มี
พลงั แกร่งพอท่ีจะตดั กิเลสใหข้ าดออกจากจิตได้ เรียกวา่ บรรลุนิพพาน
จริยศาสตร์ข้นั สูงน้ีเรียกวา่ ทางสายกลาง หรือ มชั ณิมาปฏิปหาและในทางปฏิบตั ิตาม
องคม์ รรค 8 น้นั เป็นเพยี งการเตรียมตวั ใหพ้ ร้อมที่จะเขา้ ถึงจุดสุดยอดของพระพทุ ธศาสนา คือ
พระนิพพาน ไม่ใช่จุดหมายอนั แทจ้ ริง คือเป็นการชาํ ระพ้นื ใหส้ ะอาดแลว้ จึงใชอ้ าวธุ คือ วิปัสสนา
ปัญญา ตดั กิเลสใหข้ าดสะบ้นั ลงโดยสิ้นเชิงหาแก่นสารไม่ได้ จึงใชอ้ าวธุ คือ วิปัสสนาปัญญา
ตดั กิเลสใหข้ าดสะบ้นั ลงโดยสิ้นเชิง
องคป์ ระกอบท้งั 8 ของมรรค เม่ือยน่ ยอ่ จะเป็นไตรสิกขา คือ เป็นปัญญา ศีลและสมาธิ
การยอ่ มรรค 8 เป็นไตรสิกขาไดด้ งั น้ี
1. สมั มาทิฏฐิและสมั มาสงั กปั ปะ (ความเห็นชอบและความดาํ ริชอบ) คือ ปัญญา
2. สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะและสมั มาอาชีวะ (การเจรจาชอบการกระทาํ ชอบและ
การเล้ียงชีวิตชอบ) คือ ศีล

84

3. สมั มาวายามะ สมั มาสติและสมั มาสมาธิ (ความเพยี รชอบ การต้งั สติของและการ
ต้งั ใจชอบ) คือ สมาธิ

ไตรสิกขาซ่ึงไดแ้ ก่ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเกิดข้ึนมาไดจ้ าการปฏิบตั ิตามมรรคมีองค์ 8
ดว้ ยเหตนุ ้ีการบรรลุนิพพานจึงมี ศีล สมาธิและปัญญาเป็นองคป์ ระกอบท่ีมีอยแู่ ลว้ ในมรรคมีองค์ 8

หลกั คาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ อาจนาํ มาสรุปไดเ้ ป็น 3 ข้นั อนั เหมาะสมแก่ฐานะและ
ระดบั จิตของแต่ละบุคคล และเกิดประโยชน์แก่ผปู้ ฏิบตั ิ คือ ประโยชนข์ ้นั ตน้ ประโยชนข์ ้นั กลาง
และประโยชนข์ ้นั สูงสุด

1. ประโยชน์ข้นั ตน้
ประโยชนข์ ้นั ตน้ ไดแ้ ก่ ทิฏฐธมั มิกตั ถประโยชน์ คือ ประโยชนเ์ กิดจากการปฏิบตั ิ

ธรรมท่ีจะพงึ ไดใ้ นโลกน้ี มีอยู่ 4 อยา่ ง คือ (นงเยาว์ ชาญณรงค.์ 2531 : 302)
1.1 ถึงพร้อมดว้ ยความขยนั หมนั่ เพียร เรียกวา่ อฏุ ฐานสมั ปทา
1.2 ถึงพร้อมดว้ ยการรักษา คือ ป้ องกนั ทรัพยท์ ี่ตนหามาไดม้ ิให้เสื่อมเรียกว่า

อารักขสมั ปทา
1.3 คบเพือ่ นที่ดี ไม่คบมิตรชว่ั หรือมิตรเทียม เรียกวา่ กลั ยาณมิตตา
1.4 เป็นผรู้ ู้จกั เล้ียงชีพ คือ ใชจ้ ่ายทรัพยใ์ หเ้ หมาะสมควรแก่กาํ ลงั ทรัพยท์ ี่หามาได้

ไม่ใหฟ้ ่ ุมเฟื อยนกั เรียกวา่ สมชีวติ า
2. ประโยชน์ข้นั กลาง
ประโยชน์ข้นั กลาง ไดแ้ ก่ สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ ไดแ้ ก่ ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับใน

โลกหนา้ มีอยู่ 4 ประการ คือ
2.1 ถึงพร้อมดว้ ยความเชื่อ คือ เช่ือในพระพทุ ธศาสนา เป็นความเชื่อที่ยตุ ิดว้ ย

เหตุผล เช่ือดว้ ยความชอบธรรม ไม่ใหเ้ ชื่องมง่าย ไม่ใหเ้ ป็นคนไร้ศาสนา ใหศ้ าสนาเป็นเครื่องตดั สิน
ความประพฤติ เรียกวา่ ศรัทธาสมั ปทา

2.2 ใหถ้ ึงพร้อมดว้ ยความประพฤติดี คือ ใหป้ ระพฤติท้งั กาย วาจา และใจ
ประพฤติอยา่ งใดอยา่ งใหม้ ีโทษ อยา่ งต่าํ ที่สุดใหต้ ้งั อยใู่ นศีลธรรมเรียกวา่ สีลสมั ปทา

2.3 ให้ถึงพร้อมดว้ ยการเสียสละ คือ ให้มีอธั ยาศยั เผ่ือแผ่เจือจาน เรียกว่า
จาคสมั ปทา

2.4 ใหถ้ ึงพร้อมดว้ ยความรู้ในส่ิงท่ีควรรู้ คือ ใหร้ ู้จกั คติของธรรมดา เช่น รู้จกั
ความทุกข์ ความสุข เหตุของความทุกขแ์ ละความสุข เป็นตน้ เรียกวา่ ปัญญาสมั ปทา

85
3. ประโยชนข์ ้นั สูงสุด

ประโยชนข์ ้นั สูงสุด ไดแ้ ก่ ปรมตั ถประโยชน์ คือ พระนิพพานผบู้ าํ เพญ็ เพยี รจะตอ้ ง
ปฏิบตั ิตนตามธรรมข้นั สูงสุดเป็นลาํ ดบั ไป เร่ิมต้งั แต่ปฏิบตั ิตนจากข้นั ต่าํ คือ มีศีล สูงข้ึนไปมีสมาธิ
แลว้ มีปัญญา เรียกวา่ ปฏิบตั ิตนใหม้ ีไตรสิกขา ท่านเปรียบไวว้ า่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อบรมได้
เตม็ ท่ีจกั สมั พนั ธ์กนั ประดุจเชือก 3 เกลียว เอามือจบั เขา้ ที่ใดยอ่ มกระทบไปท้งั 3 เกลียว จกั อาํ นวย
ผลดบั กิเลสทุกขไ์ ด้

นิกายในพระพทุ ธศาสนา

พระพทุ ธศาสนา หลงั จากที่พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ปรินิพพานแลว้ จึงเกิดการแตกแยกใน
คณะสงฆ์ มีความไม่ลงรอยกนั ในเร่ืองพระธรรมวนิ ยั และอดุ มการณ์ในทางปฏิบตั ิแบ่งออกเป็น
2 ฝ่ ายใหญ่ๆ หรือแบ่งออกเป็น 2 นิกายที่สาํ คญั คือ นิกายหินยานและมหายาน

1. นิกายหินยาน (แปลวา่ ยานเลก็ คือ หลุดพน้ ไปคนเดียว) หรือเถรวาท ซ่ึงมีชื่อเรียก
กนั หลายชื่อ ไดแ้ ก่ สาวกยาน อรหตั ตยาน วิภชั วาทิน เป็นตน้ นิกายหินยานยดึ มน่ั แน่นแฟ้ นใน
หลกั คาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ และพระวินยั หินยานมีผนู้ บั ถือแพร่หลายในฝ่ ายใต้ ไดแ้ ก่ ประเทศ
ลงั กา ไทย มอญ พม่า ลาว เขมร เป็นตน้

2. นิกายมหายาน (แปลวา่ ยานใหญ่ คือ พาสรรพสตั วห์ ลดุ พน้ ดว้ ยกนั ) ไดแ้ ก่ มหาสงั มิกะ
เอกยาน อนุตรยาน พทุ ธยาน โพธิสตั วยานปรับปรุงหลกั คาํ สอนและพระวนิ ยั ใหเ้ หมาะสมกบั และ
สภาพแวดลอ้ ม นิกายน้ีมีผนู้ บั ถือแพร่หลายในฝ่ ายเหนือ ไดแ้ ก่ ประเทศจีน เกาหลี ญ่ีป่ ุนและธิเบต
เป็ นตน้

ข้อแตกต่างทสี่ ําคญั ของสองนิกาย พอสรุปกล่าวได้ดังนี้
ฝ่ ายหินยานหรือเถรวาท
1. มุ่งปฏิบตั ิไปสู่ทางแห่งการหลุดพน้ เป็นพระอรหนั ต์ หมดพน้ ทุกขไ์ ปเพือ่ ตนเองก่อน
เมื่อสาํ เร็จแลว้ จึงโปรดสตั วช์ ่วยเหลือผอู้ ื่นต่อไป และมีอุดมการณ์ในการหลุดพน้ โดยใหแ้ สวงหา
ดว้ ยตนเอง
2. ยดึ มน่ั ในคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ ไม่เปลี่ยนแปลงและเคร่งครัดในพระธรรมวนิ ยั
และศีล 227 ขอ้
3. ปฏิเสธลทั ธิตรีกาย (ธรรมกาย, นิรมานกายและสมั โภคกาย) ของพระพทุ ธเจา้
4. ไม่รับพทุ ธภาวะท่ีมีอยใู่ นสรรพสตั ว์
5. บุคคลจะสาํ เร็จอรหัตผลไดด้ ว้ ยตวั เองทางเดียว โดยการปฏิบตั ิอริมรรค 8 ของ
พระพทุ ธเจา้

86

ฝ่ ายมหายาน
1. มุ่งปฏิบตั ิตามทางแห่งโพธิสตั ว์ ยงั ไม่ปรารถนาจะหลุดพน้ ไปคนเดียวจนกวา่ จะช่วย
สตั วอ์ ื่นใหห้ มดทุกข์ ขา้ มพน้ ทะเลแห่งสงั สารวฎั ไปดว้ ยกนั ดว้ ยความเมตตา กรุณา แก่เพือ่ นร่วมเกิด
เจบ็ ตาย มีความเชื่อวา่ พระพทุ ธเจา้ มีพระประสงคจ์ ะโปรดสรรพสัตวท์ ้งั หลายใหพ้ น้ ทุกข์ ดงั น้นั
การเขา้ ถึงพระสมั มาสมั โพธิญาณจะตอ้ งสามารถ ขนสตั วท์ ้งั หลายขา้ มฝั่งไปดว้ ย มิใช่เอาแต่ตวั รอด
คนเดียว
2. ยดึ มนั่ ในคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้ ไม่เปลี่ยนแปลง และเคร่งครัดในพระวนิ ยั (แต่เพ่มิ
วนิ ยั ของพระโพธิสตั ว)์
3. มีความเชื่อในลทั ธิตรีกายวา่ พระพทุ ธเจา้ มี 3 พระกาย
4. ยนื ยนั วา่ พทุ ธภาวะวา่ มีอยใู่ นสภาพสตั วท์ ้งั หลาย
5. บุคคลคงจะตรัสรู้ (หลุดพน้ ) ดว้ ย

5.1 โดยการศึกษาจากคมั ภีร์ (ปริยตั ิ)
5.2 โดยการบาํ เพญ็ ทางใจ (ปฏิบตั ิ)
5.3 โดยศรัทธาต่อพระพทุ ธเจา้
อีกอรรถหน่ึง (อีกมิติหน่ึง)
1. โดยปฏิบตั ิตามอฏั ฐงั คิกมรรค (แบบเดียวกบั เถรวาท)
2. โดยหลกั ณาณ (นิกายเชน)
3. โดยหลกั ตนั ตรยาน
4. โดยหลกั ภกั ดีต่ออมิตาภพทุ ธเจา้
จากนิกายใหญส่ องนิกายน้ี ยงั แยกยอ่ ยออกเป็นนิกายเลก็ ๆ อีกเช่น นิกาย หินยานหรือ
เถรวาท แบ่งออกเป็นธรรมยตุ ิกนิกายและมหานิกาย นิกายลงั กาวงศ์ ฯลฯ ส่วนนิกามหายานมีแตก
ออกเป็นนิกายเชนและนิกายสุขาวดี เป็นตน้

ปรัชญาความเช่ือในพทุ ธศาสนา

หลกั ธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธศาสนามีอยมู่ ากมาย แต่ชาวพทุ ธส่วนใหญ่จะมีความเช่ือ
ท่ีเป็นหลกั แนวทางเดียวกนั ไม่วา่ จะนบั ถือนิกายใด เป็นความเชื่อที่สืบทอดกนั มาและผงั แน่นใน
สายเลือดของชาวพทุ ธท้งั หลายและจะแสดงออกมาในพฤติกรรมต่างๆในการดาํ เนินชีวติ ของชาวพทุ ธ
พอสรุปดงั น้ี

1. เช่ือเร่ืองบุญ-บาป พระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาสอนเรื่องบุญ บาปไวต้ อนหน่ึง ความวา่
“หากบุรุษพึงทาํ บาปน้นั บ่อยๆ ไม่พึงทาํ ความพอใจในบาปน้นั เพราะการสง่ั สมบาปนาํ ทุกขม์ าให”้

87
ความเชื่อในพทุ ธศาสนา ไม่มีการลา้ งบาป เช่ือวา่ บาปลา้ งหรือแกไ้ ขไม่ไดแ้ ต่อาจผอ่ นหนกั ใหเ้ ป็น
เบาได้ หากทาํ บุญมากๆ และสาํ นึกผดิ

“บุญ” แปลวา่ “เครื่องชาํ ระสนั ดาน ความดี กศุ ล ความสุข” บุญคือ การกระทาํ ในสิ่ง
ที่ดี ทาํ แลว้ ไดร้ ับผลบุญ จิตใจเป็นสุข ผอ่ นคลาย สบายใจ อ่ิมเอิบใจบุญน้นั

“บาป” คือสิ่งที่ตรงกนั ขา้ มกบั บุญ คือ การทาํ ในสิ่งท่ีไม่ได้ ทาํ ผดิ ทาํ ชว่ั เม่ือทาํ
แลว้ กจ็ ะไมเ่ ป็นสุข ทุกขใ์ จ หดหู่ วติ กกงั วล เศร้าหมอง หวาดกลวั

ตามความเช่ือในศาสนาพทุ ธน้นั การทาํ บุญจะใหผ้ ลสมบรู ณ์ดีท่ีสุด ตอ้ งอยทู่ ่ีเจตนา
ในการกระทาํ ท่ีบริสุทธ์ิ จิตใจอ่ิมเอิบ นอ้ มนาํ ในการทาํ บุญน้นั อยา่ งเป่ี ยมดว้ ยศรัทธา ในขณะเร่ิมทาํ
บุญ (ปุพพเจตนา) ขณะทาํ บญุ (ปุญจนเจตนา) และในขณะท่ีทาํ บุญไปแลว้ (อปราปรเจตนา)

ในคมั ภีร์สัตตนิบาต องั คุตรนิกายไดก้ ล่าวเกี่ยวกบั การทาํ บุญไวว้ ่า “คร้ังหน่ึง
พระสารีบุตรเถรอคั รสาวก ทูลถามพระพทุ ธเจา้ วา่ คนท่ีทาํ บุญเหมือนกนั ๆ แต่ไมไ่ ดผ้ ลเหมือนกนั
น้นั กม็ ีอยไู่ ม่ใช่หรือ พระพทุ ธเจา้ ตรัสสอบวา่ มีที่เป็นดงั น้ีเพราะคนบางคน จาํ พวกในโลกน้ีเวลา
ทาํ บุญมกั มุ่งผลในการกระทาํ หรือมีดวงจิตไม่บริสุทธ์ิเกี่ยวกบั ความเสียกายส่ิงท่ีตนไดท้ าํ ไปแลว้
ผลบุญที่ทาํ แลว้ กจ็ ะนอ้ ยลง ส่วนผทู้ ี่ทาํ บุญดว้ ยความบริสุทธ์ิไม่มีดวงจิตเสียกายมาเกี่ยวเกาะ ไม่มุ่ง
สง่ั สมและไมม่ ีเจตนาอะไรอยา่ งอื่นที่ไม่ดี ต้งั ใจอยอู่ ยา่ งเดียววา่ การทาํ บุญเป็นความดี เป็นประโยชน์
มีจิตศรัทธาในการกระทาํ ท้งั ขณะเริ่มทาํ กาํ ลงั ทาํ และหลงั จากทาํ ไปแลว้ กป็ ิ ติใจ นบั วา่ เป็นบุญอนั ดี
ที่สุด นบั วา่ เป็นเจตนาของผกู้ ระทาํ คือ

1. บุคคลทาํ บุญโดยมิไดห้ วงั ผลตอบแทน เป็นการทาํ บุญโดยมีเจตนาบริสุทธ์ิอยา่ ง
แทจ้ ริง

2. บุคคลท่ีทาํ บุญโดยหวงั ผลบุญเป็นเคร่ือง ตอบแทนเพอื่ ความสบายใจหรือเป็น
เคร่ืองช่วยเหลือบรรเทาทุกขท์ างใจอนั เกิดจากผลของการกระทาํ ของตนน้นั ๆ

3. บุคคลทาํ บุญเพอ่ื เป็นการอุทิศส่วนกศุ ลใหแ้ ก่ผลู้ ่วงลบั ไปแลว้ ไดแ้ ก่ บิดา มารดา
บรรดาญาติมิตร เป็นตน้

2. การเวยี นว่ายตายเกดิ
เช่ือในการเวียนวา่ ยตายเกิด หากบุคคลใดยงั ไม่พน้ จากกิเลสตณั หา เครื่องร้อยรัดและ

อวชิ ชา ความไม่รู้มาบดบงั อยจู่ ะเวยี นวา่ ยตายเกิดอยใู่ นสงั สารวฏั หากเมื่อหลุดพน้ จากกิเลส ตณั หา
และอวิชชาไดก้ จ็ ะหลุดพน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกิดอนั เป็นทุกขข์ องสตั วโ์ ลกได้ การเชื่อเรื่องการ
เวียนวา่ ยตายเกิดน้ี ชาวพทุ ธจึงเช่ือเร่ืองชาติหนา้

88
3. ความเช่ือเรื่องอนิจจงั

ชาวพทุ ธมีความชื่อเร่ืองอนิจจงั คือ ความไม่เที่ยงแทแ้ น่นอน ทุกสิ่งเกิดข้ึนต้งั อยแู่ ละ
ดบั ไป จึงไมค่ วรประมาทและความเชื่อเรื่องอนตั ตา ความไม่มีตวั ตนหรือความวา่ งเปล่าจากตวั ตน
ไม่ยดึ มนั่ ถือมนั่ ในส่ิงใด

4. ความเช่ือเร่ืองการไม่จองเวร
ชาวพทุ ธมีความเชื่อวา่ การไม่จองเวรซ่ึงกนั และกนั เป็นสิ่งท่ีดี ดงั ท่ีมีพทุ ธภาษิตวา่

“ผชู้ นะยอ่ มก่อเวรผแู้ พย้ อ่ มนอนเป็นทุกข์ บุคคลและความชนะและความแพเ้ สียได้ จึงสงบและ
นอนไดเ้ ป็นสุข” ชาวพทุ ธมีคติสอนใจในความเช่ือน้ีวา่ “จงระงบั เวรดว้ ยการไมจ่ องเวร” และ
แพเ้ ป็ นพระชนะเป็ นมาร” จากความเช่ือน้ีจึงทาํ ให้ชาวพุทธไม่ผูกพยาบาทนานและมกั ให้อภยั
อโหสิกรรมใหห้ ากผทู้ าํ ผดิ สาํ นึกผดิ เพราะมีความเช่ือเรื่องการเวยี นวา่ ยตายเกิด จึงไม่ตอ้ งไปใช้
เวรกรรมในชาติหนา้

5. ความเสมอภาคในการเกดิ
ชาวพทุ ธมีความเช่ือวา่ ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกนั จะแตกต่างกนั เฉพาะกรรมที่สง่ั สม

มา ดงั น้นั จึงปฏิเสธการแบ่งช้นั วรรณะของมนุษยเ์ พราะสิ่งเหล่าน้นั สมมติท้งั น้นั คุณภาพของคนอยู่
ท่ีความดี ทุกคนไม่วา่ จะอยใู่ นเพศใด สถานะใดกส็ ามารถบรรลุธรรมไดเ้ ท่าเทียมกนั

6. เสรีภาพในการเชื่อและศรัทธา
ชาวพทุ ธมีเสรีภาพในเร่ืองเก่ียวกบั ความเชื่อและศรัทธา แต่ความเช่ือน้นั จะตอ้ งมี

เหตุผล ไม่ใช่เชื่ออยา่ งงมงาย ควรคิดพจิ ารณาตามคาํ สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ เก่ียวกบั เร่ืองความเชื่อ
ดงั ที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสไวใ้ นกาลามสูตร เกสปุตติยสูตรวา่

6.1 อยา่ เช่ือโดยฟังตามกนั มา
6.2 อยา่ เช่ือโดยปฏิบตั ิสืบต่อกนั มา
6.3 อยา่ เช่ือโดยฟังขา่ วลือ
6.4 อยา่ เช่ือโดยอา้ งตาํ รา
6.5 อยา่ เช่ือโดยนึกเอาเอง
6.6 อยา่ เชื่อโดยคาดคะเนเอาเอง
6.7 อยา่ เชื่อโดยคิดเอาตามอาการที่เป็นไป
6.8 อยา่ เชื่อโดยชอบใจวา่ ถกู ตอ้ งตามลทั ธิของตน
6.9 อยา่ เช่ือโดยเชื่อวา่ ผพู้ ดู ควรจะเช่ือได้
6.10 อยา่ เชื่อโดยนบั ถือวา่ “ท่านเป็นครู เป็นอาจารยข์ องเรา”อยา่ เช่ืออยา่ งงมงายใหใ้ ช้
ปัญญาพจิ ารณาควบคูก่ นั ไปกบั ศรัทธาและความเชื่อ

89

7. เชื่อในกรรมลขิ ติ
ชาวพทุ ธเช่ือในกรรมลิขิต คือ เชื่อวา่ ทาํ กรรมดี ยอ่ มไดร้ ับผลดี ทาํ กรรมชวั่ ยอ่ ม

ไดร้ ับผลชว่ั กรรมจาํ แนกสตั วโ์ ลกใหเ้ ป็นไปตามต่างๆกนั สตั วโ์ ลกมีกรรมเป็นกาํ เนิดมีกรรมเป็น
เผา่ พนั ธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพ่ึงอาศยั

“บุคคลไม่ไดเ้ ป็นคนชว่ั ไมไ่ ดเ้ ป็นคนดีเพราะบาป หากเป็นเพราะการกระทาํ บุคคลเป็น
ชาวนา เป็นศิลปิ น เป็นพอ่ คา้ เป็นคนรับใช้ เป็นโจร เป็นทหาร เป็นตาํ รวจ เป็นคนบูชายญั
เป็นพระราชากเ็ พราะการกระทาํ โลกเป็นไปตามกรรม สตั วท์ ้งั หลายผกู พนั อยกู่ บั กรรมเหมือนกบั
สลกั ล่ิม เป็นเคร่ืองยดึ เหน่ียวรถท่ีแล่นไปน้นั กรรมจะส่งผลเร็วหรือชา้ แลว้ แต่ปัจจยั และชนิดของ
กรรม พระพทุ ธเจา้ ทรง แสดงผลแห่งกรรมไวด้ งั น้ี (นารีรัตน์ รักวจิ ิตรกลุ . 2533 : 12)

1. วบิ ากกรรมชวั่
1.1 คนมีอายนุ อ้ ยเพราะฆ่าสตั ว์
1.2 คนมีผวิ พรรณทรามเพราะมกั โกรธแคน้ พยาบาท
1.3 คนมีโรคมากเพราะเบียดเบียนสตั ว์ ทรมานสตั ว์
1.4 คนมีศกั ด์ิต่าํ เพราะมกั ริษยา
1.5 คนมีโภคทรัพยน์ อ้ ยเพราะไม่เอ้ือเฟ้ื อ ไม่ใหท้ าน
1.6 คนเกิดในตระกลู ต่าํ เพราะกระดา้ ง ถือตวั ไม่อ่อนนอ้ ม
1.7 คนมีปัญญาทรามเพราะไม่ไต่ถาม เกียจคร้าน ไม่แสวงหาความรู้

2. วบิ ากกรรมดี
2.1 คนมีอายยุ นื เพราะไม่ฆ่าสตั ว์
2.2 คนมีโรคนอ้ ยเพราะไม่เบียดเบียนสตั ว์
2.3 คนมีผวิ ดีเพราะไม่โกรธแคน้ พยาบาท
2.4 คนมีศกั ด์ิสูงเพราะไม่ริษยา
2.5 คนมีทรัพยม์ ากเพราะเอ้ือเฟ้ื อเจือจาน
2.6 คนเกิดในตระกลู สูงเพราะไม่กระดา้ งถือตวั รู้จกั อ่อนนอ้ ม
2.7 คนมีปัญญาดีเพราะรู้จกั ไต่ถามและขยนั แสวงหาความรู้

พธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา

พิธีกรรม คือ งานพิธีที่จดั ทาํ ข้ึนตามลทั ธิความเช่ือ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือความขลงั
ความศกั ด์ิสิทธ์ิหรือเพ่ือเฉลิมฉลองหรือระลึกถึงเน่ืองในโอกาสใดโอกาสหน่ึงพธิ ีกรรมมกั เกิดข้ึน
ภายหลงั จากที่มีการยดึ ถือสิทธิ ดงั น้นั ลทั ธิความเช่ือถือหรือศาสนาต่างๆ จึงเกิดข้ึนก่อนพิธีกรรม

90
สาํ หรับพิธีกรรมทางพระพทุ ธศาสนาเกิดข้ึนหลงั จากที่พระพทุ ธเจา้ ปรินิพพานไปแลว้
ท้งั สิ้นจนถึงปัจจุบนั พทุ ธศาสนาจึงมีพธิ ีกรรมหลากหลายเป็นท่ีทราบกนั อยโู่ ดยทว่ั ไปความสาํ คญั
ของพิธีกรรม พธิ ีกรรมมีความสาํ คญั ต่อศาสนามากมายท้งั ในแง่ลบและแง่บวก ศาสนาเมื่อเกิด
นานๆไป ศาสนิกชนกน็ บั ถือในคาํ สอนนอ้ ยลง แตไ่ ปนบั ถือพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมเพม่ิ ข้ึน
ในท่ีสุดศาสนากม็ ี 2 ส่วน คือ ส่วนหน่ึงเป็นแก่นแท้ คือ หลกั คาํ สอนและส่วนหน่ึงคือพิธีกรรมต่างๆ
พธิ ีกรรมเป็นเสมือนเปลือกกระพ้ีของตน้ ไม้ ทาํ หนา้ ที่ป้ องกนั ละหล่อเล้ียงแก่นภายใน พธิ ีกรรมจึงมี
ความสาํ คญั ในแง่ที่ห่อหุม้ แก่นแทข้ องศาสนาไว้ ส่วนในแง่ลบน้นั พธิ ีกรรมห่อหุม้ ปิ ดบงั ตวั แก่นแท้
ของศาสนาเสียจนมองไม่เห็น ทาํ ใหศ้ าสนิกชนงมงายติดอยแู่ ตพ่ ธิ ีกรรม กา้ วไปไมถ่ ึงจุดสูงสุดของ
ศาสนา เช่น ภิกษุในพระพทุ ธศาสนาติดอยใู่ นพิธีกรรม และผลประโยชน์อยา่ งอื่นเสียจนลืม
จุดมุ่งหมายของการบวช คือการศึกษาทฤษฎีแลว้ นาํ ไปปฏิบตั ิอยา่ งจริงจงั เพ่ือบรรลุที่สุดแห่งทุกข์
1. พธิ ีบวชนาค

การบวชเป็นประเพณีที่ชาวพทุ ธโดยเฉพาะชาวไทยนิยมบวชกนั มากจนเป็นธรรมเนียม
วา่ ผชู้ ายชาวพทุ ธทุกคนตอ้ งบวชเมื่ออายุ ๒๐ ปี ก่อนท่ีจะแตง่ งาน เพอื่ ตอบแทนบญุ คุณบิดามารดา
และบิดามารดากไ็ ดอ้ านิสงส์ที่บุตรของตนไดบ้ วช

2. พธิ ีแต่งงาน
พิธีแต่งงานเป็ นประเพณีไทย มีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั พระพุทธศาสนาเป็ นบางส่วน

ในกรณีท่ีคู่บ่าวสาวเป็นชาวพทุ ธ กล่าวคือ ตอนเยน็ ก่อนวนั แต่งงาน เจา้ ภาพจะนิมนตพ์ ระสงฆ์
มาสวดมนตเ์ ยน็ ท่ีเรือนหอหอ้ งท่ีจะประกอบพิธี เจา้ บ่าว เจา้ สาวรับศีล ๕ และฟังพระสวดมนตจ์ บ
แลว้ พระสงฆก์ จ็ ะประพรมน้าํ พระพทุ ธมนต์ พอรุ่งเชา้ หรือเพล พระสงฆช์ ุดเดียวกนั น้นั จะมา
สวดชยั มงคลคาถา ถวายพรพระ คู่บ่าวสาวตดั บาตรร่วมกนั ถวายอาหารร่วมกนั เสร็จแลว้
ถวายเคร่ืองไทยทานร่วมกนั และสุดทา้ ยเม่ือพระใหพ้ รกก็ รวดน้าํ ร่วมกนั เสร็จพธิ ีทางสงฆ์

3. พธิ ีศพ
พิธีศพ เป็นพธิ ีสาํ คญั อยา่ งหน่ึงของคนไทยที่เกี่ยวขอ้ งกบั ศาสนาพทุ ธแทบทุกตอน

เริ่มตน้ แต่ก่อนจะสิ้นใจ ขณะท่ีผปู้ ่ วยจะหมดลมหายใจ จะมีการบอกกนั ให้ระลึกถึงพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อจะทาํ จิตให้สงบก่อนจะหมดลมหายใจ เมื่อหมดลมหายใจแลว้ ก็จะ
ประกอบพธิ ีทางศาสนาต่อไปจนกวา่ จะเสร็จ

4. พธิ ีมาฆบูชา
มาฆบูชา เป็นพธิ ีบูชาพระในวนั เพญ็ เดือน 3 เพอื่ ระลึกถึงเหตุการณ์สาํ คญั ในสมยั ที่

พระพทุ ธเจา้ ยงั ทรงพระชนมอ์ ยู่ จึงไดจ้ ดั ใหม้ ีพธิ ีบูชาในวนั เพญ็ เดือน 3 ของทุกปี เป็นการนอ้ มระลึก
ถึงวนั น้ีในอดีตที่มีเหตุการณ์สาํ คญั ทางศาสนาเกิดข้ึน กล่าวคือ ในปี แรกแห่งการประกาศศาสนาที่

91
กรุงราชคฤห์ กม็ ีพระอรหนั ต์ 1,250 รูป มาเฝ้ าพระพทุ ธองค์ พร้อมกนั โดยไม่ไดน้ ดั หมาย
พระพทุ ธองคจ์ ึงถึงโอกาสวนั น้ีแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เรียกวนั น้ีวา่ เป็นวนั จาตุรงคสนั นิบาต คือ
วนั ท่ี ถึงพร้อมดว้ ยองค์ 4 ไดแ้ ก่ (สถิต วงศส์ วรรค.์ 2514 :84)

4.1 พระสงฆส์ าวกมาประชุมกนั โดยมิไดน้ ดั หมาย มีจาํ นวนถึง 1,250 รูป
4.2 พระสงฆท์ ้งั สิ้นลว้ นเป็นเอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา คือ พระพทุ ธเจา้ ทรงเป็นผบู้ วช
ใหเ้ องท้งั สิ้น
4.3 พระสงฆท์ ี่มาน้นั ลว้ นเป็นอรหนั ตข์ ีณาสพท้งั สิ้น
4.4 วนั น้นั เป็นวนั เพญ็ พระจนั ทร์เสวยตามฤกษ์
ต่อมาชาวพทุ ธไดถ้ ือเอาวนั น้ีเป็นวนั มาฆบชู า มีการตกั บาตรในตอนเชา้ รับศีลฟังเทศน์
ในเวลากลางวนั พอถึงเวลากลางคืนกม็ ีการเวียนเทียนรอบปชู นียสถานเสร็จแลว้ กเ็ ขา้ โบสถร์ ับศีล
และฟังพระธรรมเทศนา เป็นเสร็จพิธี
5. พธิ ีวสิ าขบูชา
พธิ ีวิสาขบูชา เป็นพิธีบชู าพระในวนั เพญ็ เดือน 6 มีจุดมุ่งหมายเพ่ือระลึกถึงเหตุการณ์
สาํ คญั ในอดีตสมยั เมื่อพระพทุ ธเจา้ ทรงมาพระชนมอ์ ยวู่ นั เพญ็ เดือน 6 เป็นวนั ท่ีมีเหตุการณ์สาํ คญั
อยา่ งยง่ิ เก่ียวกบั ประวตั ิชีวิตของพระพทุ ธเจา้ เกิดข้นึ 3 คร้ัง คือ
5.1 วนั ประสูติ เจา้ ชายสิทธตั ถะประสูติท่ีลุมพินีวนั ปัจจุบนั เรียกลุมมิเด ประเทศ
เนปาล เม่ือวนั เพญ็ เดือน 6 ก่อน พ.ศ. 80 ปี
5.2 วนั ตรัสรู้ พระสิทธตั ถะไดต้ รัสรู้อนุตรสัมมาสมั โพธิญาณท่ีตาํ บลอุรุเวลาเสนา
นิคม ฝั่งแม่น้าํ เนรัญชรา แขวงเมืองคยา พทุ ธคยาปัจจุบนั เมื่อวนั เพญ็ เดือน 6 ก่อน พ.ศ. 45 ปี
5.3 วนั ปรินิพพานพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดเ้ สดจ็ เขา้ สู่นิพพานท่ีสาลวโนทยาน
เมืองกสุ ินารา ปัจจุบนั เรียกวา่ กาเซีย เม่ือวนั เพญ็ เดือน 6 พ.ศ. 1
ต่อมาภายหลงั พทุ ธศาสนิกชนเห็นวา่ การที่เหตุการณ์ท้งั 3 เกี่ยวกบั องคพ์ ระศาสดา
เกิดข้ึนในวนั เพญ็ เดือน6 เหมือนกนั จึงถือวา่ เป็นส่ิงที่น่าอศั จรรยอ์ ยา่ งยง่ิ จึงไดถ้ ือเอาวนั น้ีเป็น
วนั ระลึกถึงพระพทุ ธคุณ เรียกวา่ วนั วสิ าขบูชา ส่วนพธิ ีกรรมกป็ ฏิบตั ิคลา้ ยๆกบั วนั มาฆบชู าที่กล่าว
มาแลว้
6. พธิ ีอาสาฬหบูชา
พิธีอาสาฬหบชู า เป็นพธิ ีบูชาพระในวนั เพญ็ เดือน 8 มีจุดมุ่งหมายเพอื่ ระลึกถึงวนั น้ี
ในอดีต เมื่อพระพทุ ธเจา้ ยงั ทรงพระชนมอ์ ยู่ ไดม้ ีเหตุการณ์สาํ คญั เกิดข้ึนเก่ียวกบั การเร่ิมประกาศ
ศาสนาของพระองค์ คือ ปฐมเทศนา ช่ือธรรมจกั กปั ปวตั ตนสูตร ท่ีป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั
แขวงเมืองพาราณสีปัจจุบนั เรียกวา่ สารนาถ ผลของประกาศคาํ สอนทาํ ใหอ้ รัญญาโกณฑญั ญะได้

92
ดวงตาเห็นธรรมและขอบวชเป็ นภิกษุในพระพุทธศาสนากบั พระพุทธเจา้ เป็ นองคแ์ รก วนั น้ีจึงมี
ความสาํ คญั หลายประการ เช่น

6.1 เป็นวนั ที่พระพทุ ธเจา้ ประกาศศาสนาเป็นคร้ังแรก
6.2 เป็นวนั กาํ เนิดพระสงฆส์ าวก
6.3 เป็นวนั ท่ีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ซ่ึงก่อนหนา้ น้ีมี 2 รัตน์ คือ พระพทุ ธรัตนะ
และพระธรรมรัตนะเท่าน้นั ส่วนพิธีกรรมในวนั น้ีกม็ ีลกั ษณะคลา้ ยๆ กบั วนั สาํ คญั ทางพทุ ธศาสนา
อื่นๆ ดงั ท่ีกล่าวมาแลว้
7. พธิ ีเข้าพรรษา – ออกพรรษา
การเขา้ พรรษา เป็นพธิ ีท้งั คฤหสั ถแ์ ละภิกษุสงฆป์ ฏิบตั ิในวนั เพญ็ และวนั แรม 1 ค่าํ
เดือน 8 หรือเดือน 9 สาํ หรับคฤหสั ถก์ ถ็ วายผา้ จาํ นาํ พรรษาแก่พระสงฆร์ ักษาศีลและฟังธรรม
บางคนกอ็ ุโบสถศีล (ศีล 8) ซ่ึงตอ้ งนอนคา้ งที่วดั ทุกวนั พระตลอดพรรษา พอรุ่งข้ึนวนั แรมหน่ึงค่าํ
เดือน 11 เป็นวนั เทโวโรหนะ คือ วนั ท่ีกิจกรรมตกั บาตรเทโว ซ่ึงถือวา่ เป็นกิจกรรมที่ยงิ่ ใหญ่ เป็นที่
นิยมกนั มากเพราะถือวา่ ไดบ้ ุญมากเนื่องจากพระภิกษุสงฆผ์ รู้ ับไทยธรรมบริสุทธ์ิ พธิ ีน้ีจดั ข้นึ โดย
ถือเอาเหตุการณ์ตอนที่พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากสวรรคท์ ่ีเมืองสงั กสั สนคร หลงั จากท่ีไดไ้ ปจาํ พรรษา
อยบู่ นสวรรคเ์ พือ่ โปรดพทุ ธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน พอถึงวนั แรม 1 ค่าํ เดือน 11 ชาวพทุ ธใน
ชมพทู วปี คิดถึงพระพทุ ธองคม์ ากเฝ้ าคอยวนั เวลาท่ีพระพทุ ธองคเ์ สดจ็ กลบั พอพระองคเ์ สดจ็ ลงมาก็
พากนั ไปเฝ้ าอยา่ งเนื่องแน่นเป็นการชุมนุมท่ียงิ่ ใหญ่ที่สุด

ลกั ษณะพเิ ศษของพระพทุ ธศาสนา

พระพทุ ธศาสนา ในฐานะระบอบการดาํ เนินชีวิตไปสู่ความพน้ ทุกขแ์ ละเป็นศาสนาท่ี
เกิดข้ึนดว้ ยความพากเพียรของมนุษยโ์ ดยตรงและเพ่ือประโยชน์สุขแก่มนุษยโ์ ดยตรงและเพื่อ
ประโยชน์สุขแก่มนุษยโ์ ดยแทจ้ ริง จึงมีผมู้ องพทุ ธศาสนาในแง่ดา้ นต่างๆกนั ซ่ึงอาจแยกใหเ้ ห็นได้
เช่น (เดือน คาํ ดี. 2531: 370)

1. พทุ ธศาสนา คอื ปฏิบตั ินิยม เพราะเนน้ การปฏิบตั ิบนเหตุผลท่ีสามารถพิสูจนไ์ ด้ เช่น
หลกั ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา

2. พทุ ธศาสนา คือ เหตผุ ลนิยม เพราะสอนหลกั ปฏิจจสมุปบาท กฎแห่งกรรม
ไตรลกั ษณ์ และอริยสจั 4 เป็นตน้

3. พทุ ธศาสนา คือระบอบธรรมธิปไตย เพราะไม่คดั คา้ นหรือโตแ้ ยง้ กบั ลทั ธิใดหรือ
ทฤษฎีใด ผดิ ถกู อยา่ งไรน้นั ไดท้ รงแสดงหลกั ธรรมเพื่อเป็นเกณฑไ์ ว้ เรียกวา่ ธรรมาธิปไตย กล่าวคือ

93

การกระทาํ ใดๆ ไม่วา่ จะเป็นส่วนแห่งปัจเจกชนหรือสงั คม ถา้ หากประกอบดว้ ยหลกั ธรรมาธิปไตย
แลว้ การกระทาํ น้นั กเ็ ป็นอนั ถกู ตอ้ ง

4. พุทธศาสนา คือ ระบอบพรหมจรรยน์ ิยม เพราะแสดงหลกั ปฏิบตั ิสายกลางท่ีเรียกวา่
มชั ฌิมาปฏิทา ละเวน้ ส่วนสุดท้งั 2กล่าวคือ มรรคมีองค์ 8 เป็นทางดาํ เนินชีวติ

5. พระพุทธศาสนา คือ สนั ตินิยม เพราะสอนไม่ใหเ้ บียดเบียนกนั ดว้ ยหลกั แห่งศีล เช่น
เบญจศีล เบญจธรรม สอนเพอื่ สนั ติภาพแก่โลกและชีวิตอยา่ งไม่จาํ กดั ชาติ ช้นั วรรณะ รวมท้งั
สรรพสตั วก์ ไ็ ม่ยกเวน้

6. พระพทุ ธศาสนาเป็ นอเทวนิยม เพราะปฏิเสธพระเจา้ สร้างโลก และสอนไม่ใหร้ อ
คอยวาสนาอาศยั อาํ นาจภายนอกมาช่วยเหลือ แต่สอนใหพ้ ่ึงตนเอง เช่น เร่ืองกฎแห่งกรรม กฎแห่ง
ไตรลกั ษณ์ เพราะสรรพสิ่งยอ่ มเป็นไปตามเหตุปัจจยั

7. พระพุทธศาสนาเป็ นมนุษยนิยม เพราะถือว่าความคิดท่ีเป็ นจริง ตอ้ งก่อให้เกิด
การกระทาํ และการกระทาํ น้นั ตอ้ งให้ผลเป็ นคุณประโยชน์และความสุขแก่มนุษยแ์ ละความจริง
ท้งั หลายท้งั ปวง ตอ้ งเป็นเร่ืองในชีวิตจริงของมนุษยแ์ ละคุณค่าของส่ิงใดๆยอ่ มไมอ่ ยเู่ หนือคุณคา่
ของความเป็นมนุษย์ พทุ ธธรรมเป็นเรื่องของมนุษยโ์ ดยตรง เพราะมนุษยเ์ ท่าน้นั เป็นผสู้ ร้างโลก
สร้างชีวติ ของมนุษยเ์ อง พร้อมกนั น้นั กค็ าํ นึงถึงศกั ด์ิศรีและเสรีภาพแห่งมนุษยเ์ ป็นสาํ คญั

ในขณะเดียวกนั เม่ือพิจารณาอยา่ งลึกซ้ึงแลว้ จะพบลกั ษณะพิเศษของพระพทุ ธศาสนาที่
แตกต่างไปจากศาสนาประเภทเทวนิยมและอเทวนิยมดว้ ยกนั เช่น

7.1 พทุ ธศาสนาเป็นศาสนาแห่งมชั ฌิมาปฏิปทา เพราะสอนใหเ้ วน้ จากส่วนสุดท้งั
สอง คือ กามสุขลั ลิกานุโยคและอตั ตกิลมตั ถานุโยค

7.2 พุทธศาสนามีความเป็ นสากล เพราะสอนสัจธรรมสากลกบั ทุกสิ่ง เช่น
หลกั ปาณาติบาตหรือหลกั เบญจศีล เบญธรรม

7.3 พทุ ธศาสนาเป็นกริยาวาที หรือกรรมวาทะท่ีสอนวา่ คนจะดี จะชวั่ กเ็ พราะ
การกระทาํ ของตนเอง ไม่ใช่ญาติ โคตรกาํ เนิด กล่าวคือสอนใหเ้ ช่ือการกระทาํ หรือกรรม

7.4 พทุ ธศาสนาเป็นวภิ ชั วาทะ เพราะอธิบายธรรมะดว้ ยวธิ ีจาํ แนก แยกแยะและ
ตอบปัญหาดว้ ยวธิ ีการจาํ แนกตอบตามเหตุผลและองคป์ ระกอบ

7.5 พทุ ธศาสนามีวมิ ุติเป็นแก่นสาร เพราะสอนโดยวิมุติเป็นจุดหมายใหญ่และเป็น
หลกั การใหญ่ คือ มีความไมย่ ดึ มนั่ ถือมนั่ เป็นปริโยสาร โดยอาศยั ปัญญาเป็นเคร่ืองตดั สิน

7.6 พุทธศาสนาประกาศความเป็ นอนัตตาโดยหลกั แห่งปฏิจจสมุปบาท คือ
แสดงสมั พนั ธภาพแห่งเหตุปัจจยั ท่ีเรียกวา่ กฎแห่งอิทปั ปัจจยตา

94
7.7 พทุ ธศาสนา ยนื ยนั ในศกั ยภาพของมนุษยว์ า่ สามารถฝึกใหเ้ ป็นสตั วผ์ ปู้ ระเสริฐ
ได้ โดยการพฒั นาตนเองดว้ ยวชิ ชาและจรณะ สามารถเล่ือนตนเองจากปุถุชน เป็นพระอริยบุคคลได้
7.8 พทุ ธศาสนาเป็นศาสนแห่งการศึกษา เพราะเอาการศึกษามาเป็นหลกั การดาํ เนิน
ชีวิต คือ หลกั ศีล สมาธิ ปัญญา ทาํ ใหค้ นดาํ เนินชีวิตไปอยา่ งถกู ตอ้ ง ขดั เกลา ชีวติ ใหบ้ ริสุทธ์ิ
สะอาด
7.9 พทุ ธศาสนาอุบตั ิข้ึนบนธรรมนูญแห่งประโยชนเ์ ก้ือกลู แก่มวลชนเป็นเบ้ืองตน้
และเนน้ การปฏิบตั ิธรรม ดาํ เนินชีวติ ไปอยา่ งไม่ประมาณ ท่ีเรียกวา่ อปั ปมาทธรรมเป็นปริโยสาน

สรุปท้ายบท

ศาสนาพทุ ธ เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม คือไม่เชื่อ ไม่สอนเรื่องพระเจา้ สร้างโลก
ไม่สง่ั สอนโดยมีเทวดาเป็นจุดศนู ยก์ ลาง แตส่ อนเนน้ เรื่องศีลธรรมและปัญญาช้นั สูง คือ พระนิพพาน

ศาสนาพทุ ธ สอนใหศ้ าสนิกใชป้ ัญญา พจิ ารณาเหตุผล ไม่ถือบุคคลเป็นใหญ่ ศาสนา
พทุ ธมีจริยธรรมแบ่งไดเ้ ป็น 3ระดบั คือ ระดบั ตน้ ไดแ้ ก่ เบญจศีล เบญจธรรม จริยธรรมระดบั กลาง
ไดแ้ ก่ กศุ ลกรรมบถ 10 ประการ คือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 และจริยธรรมข้นั สูง คือ
อริยมรรคมีองค์ 8 ไดแ้ ก่ เห็นชอบ ดาํ ริชอบ เจรจาชอบ กระทาํ ชอบเล้ียงชีวติ ชอบ เพียรชอบ
ต้งั สติชอบ และต้งั ใจมน่ั ชอบ


Click to View FlipBook Version