295
การตอบสนองความต้องการทจี่ าเป็ น (Need) การท่ีเราจะสามารถสร้างความเสมอภาคใหเ้ กิดข้ึน
ในสงั คมไดน้ ้นั จาเป็ นอยา่ งยิง่ ที่จะตอ้ งทาใหผ้ คู้ นในสงั คมไดร้ ับการตอบสนองความตอ้ งการท่ีจาเป็น
ดว้ ยการท่ีสงั คมควรกระจายผลประโยชนท์ างวตั ถุท่ีจาเป็ นตอ่ การดารงชีวติ ไม่ใช่รอคอยการแจกจา่ ยดว้ ย
ความใจบุญของปัจเจกบุคคลบางคนเท่าน้นั หรือไม่ใช่วา่ ทางานไดเ้ ทา่ ใดก็สามารถใชไ้ ดเ้ พียงเทา่ น้นั
สาหรับบางคนอาจทางานไดน้ อ้ ย แตก่ ม็ ีความตอ้ งการท่ีจาเป็นเท่ากบั คนอ่ืน ก็ควรไดร้ ับการจดั สรร
สิ่งจาเป็นอยา่ งเพยี งพอ หลกั ความจาเป็นน้ี มากซ์ไดเ้ คยกล่าวไวว้ า่ “เอาจากแต่ละคนตามความสามารถ
ของเขา ใหแ้ ก่แตล่ ะคนตามความจาเป็นของเขา” ความจาเป็นของคนเราน้นั คลา้ ยๆ กนั คือเรามีความ
ตอ้ งการพ้ืนฐานบางอยา่ งเหมือนกนั โดยเฉพาะความตอ้ งการในปัจจยั 4 คือ อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ที่อยู่
อาศยั และยารักษาโรค การที่ความตอ้ งการพ้ืนฐานของเราไดร้ ับการตอบสนองจะทาให้คนเราสามารถ
ท่ีจะมีส่วนร่วมพฒั นาชุมชนหรือสงั คมของเราใหด้ ียง่ิ ข้ึนได้
ชนช้ันทางสังคม (Social Class) นกั สังคมนิยมเชื่อวา่ สงั คมมีชนช้นั แนวคิดเร่ืองชนช้นั ทางสงั คม
เป็นแนวคิดสาคญั ในการวเิ คราะห์สังคม สังคมนิยมมีความเช่ือมโยงกบั การเมืองเร่ืองชนช้นั นกั สงั คมนิยม
มีแนวโนม้ ที่จะวเิ คราะห์สังคมในแง่ของการกระจายรายไดห้ รือการกระจายความมง่ั คง่ั พวกเขามองชน
ช้นั วา่ เป็นรูปแบบการแบ่งช้นั ทางสังคมท่ีสาคญั ที่สุด สังคมนิยมโดยรากฐานความคิดแลว้ ถือวา่ เป็นเรื่อง
ของการต่อสู้เพือ่ ผลประโยชน์ของชนช้นั ที่ถูกกดขี่หรือชนช้นั กรรมาชีพที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนช้นั
ผปู้ กครองท่ีกดข่ีคือชนช้นั กระฎุมพหี รือชนช้นั นายทุน อยา่ งไรกต็ าม นกั สังคมนิยมตา่ งกม็ ีความเช่ือมน่ั วา่
ชนช้นั ทางสังคมน้นั เป็ นส่ิงท่ีสามารถรักษาเยยี วยาได้ แกไ้ ขใหด้ ีข้ึนได้ เป้ าหมายของพวกเขาก็คือการขจดั
ความไมเ่ สมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม รวมท้งั การทาลายสังคมที่มีชนช้นั และสร้างสังคมท่ีไร้ชนช้นั
ข้ึนมาใหไ้ ดใ้ นท่ีสุด
การยดึ ถือในกรรมสิทธ์ิส่วนรวม (Common Ownership) ในขณะที่เสรีนิยมและอนุรักษนิยมมอง
วา่ การท่ีคนเราในฐานะปัจเจกบุคคลจะมีกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินส่วนตวั น้นั เป็นเร่ืองธรรมชาติและมีความ
เหมาะสมแลว้ สงั คมนิยมกลบั มีความเห็นแตกตา่ งไป เพราะนกั สังคมนิยมไดว้ จิ ารณ์กรรมสิทธ์ิใน
ทรัพยส์ ินส่วนตวั ไวห้ ลายประการ ประการแรก นกั สงั คมนิยมมองวา่ กรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินส่วนตวั เป็น
เรื่องที่ไม่ยตุ ิธรรม เนื่องจากความมง่ั คงั่ น้นั เป็ นผลมาจากความพยายามร่วมกนั ของคนเรา ความมงั่ คงั่ น้นั จึง
ควรเป็ นของส่วนรวมหรือของชุมชน ไม่ใช่เป็นของปัจเจกบุคคล ประการท่ีสอง นกั สงั คมนิยมมองวา่
296
ทรัพยส์ ินน้นั ก่อใหเ้ กิดความรู้สึกอยากไดใ้ คร่มี การใหม้ ีกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินส่วนตวั ทาใหค้ นเราเป็น
นกั วตั ถุนิยม (ในความหมายท่ีวา่ นิยมในวตั ถุ) หรือเป็นนกั บริโภคนิยม คือทาใหเ้ ราเชื่อวา่ เราสามารถมี
ความสุขไดด้ ว้ ยการบริโภคทรัพยส์ ิน คนเราจึงแขง่ ขนั กนั เพ่ือใหไ้ ดค้ รอบครองทรัพยส์ ิน คนท่ีมีมากอยู่
แลว้ กอ็ ยากไดเ้ พิม่ ข้ึน คนที่ยงั ไม่มีกใ็ ฝ่ ฝันอยากจะไดท้ รัพยส์ ินมาครอบครองเช่นเดียวกนั ประการที่สาม
นกั สงั คมนิยมเห็นวา่ ระบบทรัพยส์ ินส่วนตวั น้นั ส่งเสริมใหเ้ กิดความขดั แยง้ ในสังคม ไมว่ า่ จะเป็นความ
ขดั แยง้ ระหวา่ งเจา้ ของกิจการกบั คนงาน ความขดั แยง้ ระหวา่ งนายจา้ งกบั ลูกจา้ ง หรือความขดั แยง้ ระหวา่ ง
คนรวยกบั คนจน ดว้ ยเหตุผลดงั กล่าวมาน้ี นกั สงั คมนิยมจึงเสนอใหย้ กเลิกระบบทรัพยส์ ินส่วนตวั และ
สร้างระบบกรรมสิทธ์ิส่วนรวมข้ึนมาใชแ้ ทน
ความก้าวหน้า (Progress) ไม่วา่ เราจะพิจารณาจากแนวคิดของนกั คิดสังคมนิยมยโู ทเปี ยหรือจาก
แนวคิดมาร์กซิสต์ กจ็ ะเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนวา่ ความกา้ วหนา้ เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของแนวคิดสังคมนิยม
สาหรับนกั สังคมนิยมยโู ทเปี ยน้นั สังคมในอุดมคติท่ีพวกเขาเสนอไวก้ ค็ ือสงั คมท่ีดีซ่ึงมีความกา้ วหนา้
กวา่ เดิม และสาหรับมากซ์ เราก็เห็นไดช้ ดั เจนวา่ ท่ีเขาเสนอวา่ สังคมน้นั มีพฒั นาการมาจากสังคมบุพกาล
ผา่ นสังคมทาส มาสู่สังคมศกั ดินา ทุนนิยม จนถึงคอมมิวนิสตใ์ นที่สุดน้นั ก็คือสงั คมที่กา้ วหนา้ ยงิ่ ข้ึน
เรื่อยๆ สงั คมคอมมิวนิสตเ์ ป็ นสังคมท่ีกา้ วหนา้ ที่สุด ถือวา่ เป็นจุดหมายปลายทางของสงั คมมนุษย์
เน้ือหาต่อจากน้ีจะเนน้ แนวคิดสังคมนิยมที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองซ่ึงเป็ นปฏิกิริยาต่อระบบ
ทุนนิยมอุตสาหกรรมหรือการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม (Heywood. 1998 : 103-104; Heywood. 2002 : 51;
Esenwein. 2005 : 2227) ซ่ึงแนวคิดของพวกนกั คิดยโู ทเปี ยน้นั เกิดข้ึนในช่วงท่ีกาลงั มีการปฏิวตั ิ
อุตสาหกรรมในยโุ รป จึงจะเนน้ ต้งั แตแ่ นวคิดยโู ทเปี ยเป็นตน้ มาจนถึงแนวคิดของมากซ์ โดยกล่าวถึง
แนวคิดสงั คมนิยมยคุ หลงั มากซ์พอสงั เขป
11.2 สังคมนิยมยูโทเปี ย
ดงั ท่ีกล่าวไวข้ า้ งตน้ แลว้ วา่ มากซ์และเองเกลส์ไดเ้ รียกนกั สังคมนิยมในยคุ ก่อนหนา้ พวกเขาวา่
เป็นนกั สงั คมนิยมยโู ทเปี ย และเหตุที่เรียกวา่ ยโู ทเปี ยก็เพราะเห็นวา่ พวกเขาน้นั ไร้เดียงสาและเพอ้ ฝัน แต่
ในความเป็นจริงแลว้ นกั สงั คมนิยมยโู ทเปี ยน้ีกไ็ ดพ้ ยายามสร้างสังคมที่ดีตามแนวคิดของตนข้ึนมาไดอ้ ยา่ ง
น่าสนใจมากเลยทีเดียว หลายคนสามารถสร้างชุมชนหรือขบวนการเคลื่อนไหวขนาดใหญข่ ้ึนมาได้
297
นิวแมน (Newman. 2005 : 7) ไดก้ ล่าวถึงเอเตียน กาเบ (Etienne Cabet) ชาวฝรั่งเศส วา่ เป็นนกั สังคมนิยม
ยโู ทเปี ยท่ีไดร้ ับการสนบั สนุนมากท่ีสุดในสมยั น้นั เขาไดอ้ ่านยโู ทเปี ยของมอร์และแต่งนวนิยายแนว
ยโู ทเปี ยเรื่อง “จาริกสู่อิคาเรีย” (Voyage to Icaria) เขาเป็นผกู้ ่อต้งั ขบวนการอิคาเรียน (Icarian Movement)
ซ่ึงมีสานุศิษยน์ บั แสนคน และเขาไดน้ าผอู้ พยพกลุ่มหน่ึงไปต้งั สังคมใหมใ่ นสหรัฐอเมริกา อยา่ งไรกต็ าม
นกั สงั คมนิยมยโู ทเปี ยที่มีอิทธิพลมาอยา่ งยาวนานกวา่ กาเบก็คือแซ็งต-์ ซีมอ็ ง, ชาร์ลส์ ฟูริเยร์ และโรเบิร์ต
โอเวน ในที่น้ีจะเนน้ กล่าวถึงเฉพาะ 3 คนน้ี โดยกล่าวถึงประวตั ิแบบยอ่ ๆ และแนะนาใหร้ ู้จกั ความคิดของ
พวกเขาพอสงั เขป
11.2.1 ประวตั แิ ละแนวคิดของแซ็งต์-ซีม็อง
ประวตั ิ แซ็งต-์ ซีมอ็ ง (Saint-Simon : ค.ศ. 1760-1825) เป็ นลูกของขนุ นางชาวฝร่ังเศส เกิดท่ี
กรุงปารีส ตอนท่ียงั เป็นเยาวชนอยนู่ ้นั เขาไดม้ ีโอกาสไปทางานท่ีอเมริกาและไดเ้ ขา้ ร่วมยดึ ครองเมือง
ยอร์คทาวน์ภายใตก้ ารบงั คบั บญั ชาของนายพลวอชิงตนั (“Claude Henri de Rouvroy, comte de Saint-
Simon.” 2012 : Website) เมื่อเกิดการปฏิวตั ิฝรั่งเศส เขาก็ไดส้ นบั สนุนการปฏิวตั ิฝร่ังเศสและไดป้ ระกาศ
สละตาแหน่งขนุ นาง ในช่วงแห่งความวนุ่ วายภายหลงั การปฏิวตั ิ เขาถูกจบั กุมคุมขงั อยู่ 9 เดือน เมื่อถูก
ปล่อยตวั ออกมา เขาก็มีความเชื่อมน่ั อยา่ งหนกั แน่นยงิ่ ข้ึนวา่ จาเป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีจะตอ้ งจดั โครงสร้างสงั คมข้ึน
ใหม่ (Hoffman. 2007 : 165)
แซ็งต-์ ซีมอ็ ง ไดเ้ ขียนหนงั สือไวห้ ลายเล่ม หนงั สือทางดา้ นทฤษฎีการเมืองเล่มแรกของเขาคือ
Letters of a Genevanto his Contemporaries ซ่ึงตีพิมพอ์ อกมาใน ค.ศ. 1802 ต่อมาก็มีหนงั สือเล่มอื่นๆ
ออกมา เช่น Introduction to the Work of Science in the19th Century (1807), Memoir on the Science of
Man (1813), On the Reorganisation of European Society (1814), และ The New Christianity (1825)
(Hoffman. 2007 : 165)
แซ็งต-์ ซีมอ็ งเสียชีวติ ใน ค.ศ. 1825 หลงั จากน้นั ก็มีลูกศิษยข์ องเขากลุ่มหน่ึงไดพ้ มิ พห์ นงั สือเรื่อง
An Explanation of the Doctrine of Saint-Simon ซ่ึงพวกเขามองอาจารยข์ องตนวา่ เป็นนกั อุตสาหกรรมผทู้ ่ี
ตอ้ งการใหม้ ีการกระจายความมงั่ คง่ั เพ่อื ประโยชนต์ ่อสังคม แนวคิด/ทฤษฎีของแซ็งต-์ ซีมอ็ งมีอิทธิพลต่อ
นกั คิดรุ่นหลงั หลายคนซ่ึงรวมถึงจอห์น สจว๊ ต มิลล์ และฟรีดริช เองเกลส์ดว้ ย กล่าวกนั วา่ แนวคิดของ
เองเกลส์ที่เสนอวา่ รัฐจะคอ่ ยๆ สลายตวั ไปน้นั เป็นแนวคิดที่เองเกลส์รับมาจากแซ็งต์-ซีมอ็ งน่ีเอง
298
(Hoffman. 2007 : 165-166) นอกจากน้ีก็พบวา่ แซ็งต-์ ซีมอ็ งมีแนวคิดแบบคอมมิวนิสตม์ าก่อนหนา้ คาร์ล
มากซ์ผไู้ ดช้ ่ือวา่ เป็นบิดาของคอมมิวนิสตเ์ สียอีก (Holmes. 2009 : 1)
หลงั จากท่ีแซ็งต-์ ซีมอ็ งเสียชีวติ ไดไ้ ม่นาน ก็ไดม้ ีการต้งั ชุมชนแนวแซ็งต-์ ซีมอ็ งข้ึนในฝรั่งเศสและ
ในท่ีอ่ืนๆ ดว้ ย ในฝร่ังเศสมีการประกาศใหช้ ุมชนเหล่าน้นั เป็นชุมชนเถื่อนที่ผดิ กฎหมายเมื่อ ค.ศ. 1830 แต่
ชุมชนเหล่าน้นั กย็ งั คงมีอิทธิพลต่อมาจนถึง ค.ศ. 1848 โดยมีสานุศิษยป์ ระมาณ 40,000 คน (Newman.
2005 : 9)
แนวคดิ ในหนงั สือเรื่อง The New Christianity แซ็งต-์ ซีมอ็ งซ่ึงไมไ่ ดน้ บั ถือศาสนาคริสตเ์ ลย
(Vincent. 2010 : 97) ไดเ้ สนอวา่ คาสอนด้งั เดิมของศาสนาคริสตน์ ้นั เป็นคาสอนที่ใส่ใจและห่วงใยคน
ยากจน (Lamb and Docherty. 2006 : 295) เขาตอ้ งการฟ้ื นฟศู าสนาคริสตข์ ้ึนมาใหม่ ศาสนาคริสตใ์ หม่น้ีท่ี
นาโดยนกั คิดซ่ึงมีความรู้ความสามารถท่ีสุดในสงั คมซ่ึงกค็ ือพวกนกั วทิ ยาศาสตร์และนกั ศิลปกรรมแขนง
ตา่ งๆ น้นั จะแสดงให้เราเห็นความเช่ือหลกั สาหรับใชเ้ ป็ นระเบียบสังคมอุตสาหกรรมชุดใหม่ (Hoffman.
2007 : 165)
นอกจากน้ี แซ็งต-์ ซีมอ็ งยงั ไดเ้ สนออีกวา่ ยโุ รปอยใู่ นสภาพท่ีขาดสมดุลอยา่ งรุนแรงและจาเป็น
จะตอ้ งมีการสร้างสรรคย์ โุ รปข้ึนมาใหม่อยา่ งเร่งด่วน เขาเสนอใหม้ ีการพฒั นาเศรษฐกิจแบบมีการวางแผน
ไวล้ ่วงหนา้ ในระบบการวางแผนพฒั นาอุตสาหกรรมน้นั เขาเสนอใหม้ ีคณะบุคคลผรู้ ับผดิ ชอบข้ึนมา 3
ชุด ชุดแรกคือวศิ วกรและนกั ศิลปกรรมซ่ึงมีหนา้ ที่ในการกาหนดและเสนอแผน ชุดท่ีสองคือ
นกั วทิ ยาศาสตร์ซ่ึงมีหนา้ ที่ในการประเมินแผน และชุดที่สามคือนกั อุตสาหกรรมซ่ึงมีหนา้ ที่ในการนาเอา
แผนไปใชเ้ พื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวม (Hoffman. 2007 : 165)
ในหนงั สือเร่ือง Letters from an Inhabitant of Geneva แซ็งต-์ ซีมอ็ งไดต้ ้งั ความหวงั ไวว้ า่ มีความ
เป็นไปไดท้ ่ีจะสร้างสงั คมที่ต้งั อยบู่ นฐานของหลกั การเชิงวตั ถุวสิ ัยข้ึนมา เขาไดว้ พิ ากษว์ จิ ารณ์สังคมท่ี
ดารงอยใู่ นขณะน้นั วา่ เป็นสงั คมท่ียงั ไมไ่ ดเ้ ป็นทุนนิยม เพราะยงั เป็นสังคมที่มีความสมั พนั ธ์เชิงอานาจ
แบบก่ึงศกั ดินาดารงอยู่ เขาเชื่อวา่ ชนช้นั เป็นแกนสาคญั ในการวเิ คราะห์สงั คมและเนน้ ใหม้ องเห็นความ
เป็นไปไดท้ ี่เราจะสามารถเขา้ ใจพฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์อยา่ งเป็นวทิ ยาศาสตร์ได้ ซ่ึงถือวา่ เป็น
แนวคิดท่ีเกี่ยวขอ้ งอยา่ งชดั เจนกบั ทฤษฎีมาร์กซิสต์ แต่เขาแตกตา่ งจากมากซ์ในประเด็นท่ีวา่ เขาไมไ่ ดม้ อง
การเป็นเจา้ ของทรัพยส์ ินวา่ เป็นประเด็นสาคญั ที่สุด คือเขาเห็นวา่ ประวตั ิศาสตร์น้นั เป็ นเร่ืองของการ
เกิดข้ึนและการเสื่อมสลายไปของชนช้นั ท่ีมีผลิตภาพและชนช้นั ที่ไร้ผลิตภาพในยคุ สมยั ตา่ งๆ ในยคุ ของ
เขา เขาไดจ้ ดั คนออกเป็ น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มท่ีมีผลิตภาพหรือมีความสามารถในการผลิต อยา่ งเช่น
คนงานที่ทางานในโรงงานและพวกเจา้ ของโรงงาน คนกลุ่มน้ีเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม กลุ่มที่สองเป็น
299
กลุ่มท่ีไร้ผลิตภาพหรือไม่มีความสามารถในการผลิต อยา่ งเช่นพวกชนช้นั สูงและพวกนกั บวช คนกลุ่มน้ี
เป็นคนส่วนนอ้ ยที่เกียจคร้าน เขามองวา่ ความกา้ วหนา้ ในสงั คมน้นั เกิดจากการสร้างสรรคข์ องชนช้นั ที่มี
ผลิตภาพซ่ึงเรียกวา่ “ชนช้นั อุตสาหกรรม/วทิ ยาศาสตร์” ท่ีตระหนกั รู้ในภารกิจของตนจนสามารถ
สร้างสรรคง์ านที่เปลี่ยนผา่ นไปสู่ยคุ ใหม่ได้ (Newman. 2005 : 8-9)
อยา่ งไรกต็ าม ที่กล่าวขา้ งตน้ น้นั ไม่ใช่เรื่องของการที่ชนช้นั หน่ึงเขา้ มาแทนท่ีอีกชนช้นั หน่ึง
เพราะตามความเห็นของแซ็งต-์ ซีมอ็ งน้นั นกั อุตสาหกรรมและนกั วทิ ยาศาสตร์มีความสมั พนั ธ์ต่อกนั
แตกตา่ งไปจากความสัมพนั ธ์ของผคู้ นในสงั คมศกั ดินา ในสงั คมศกั ดินาน้นั ความสมั พนั ธ์ของผคู้ น
รวมท้งั สถานะและตาแหน่งต่างๆ ต้งั อยบู่ นฐานของอานาจ แตใ่ นสงั คมของนกั อุตสาหกรรมและ
นกั วทิ ยาศาสตร์น้นั พวกเขาจะเนน้ ความสาคญั ของการร่วมมือกนั และการแข่งขนั กนั อยา่ งสันติ การท่ี
ชนช้นั ศกั ดินายงั คงมีอานาจจึงเป็นอุปสรรคขดั ขวางความเจริญกา้ วหนา้ ทางเศรษฐกิจและการปกครอง
ในรูปแบบใหมๆ่ (Newman. 2005 : 9)
สาหรับมุมมองเกี่ยวกบั รัฐน้นั แซ็งต-์ ซีมอ็ งมองรัฐในแง่ดี เพราะเขาเห็นวา่ รัฐน้นั มีหนา้ ท่ีในการ
ประสานประโยชน์ระหวา่ งผปู้ ระกอบการ ผใู้ ชแ้ รงงาน และผบู้ ริโภค แทนที่รัฐจะใชอ้ านาจบงั คบั รัฐกลบั
ใชค้ วามสามารถในการวางแนวทางเพื่อใหเ้ กิดความเทา่ เทียมทางอุตสาหกรรม ซ่ึงทาใหฝ้ ่ ายต่างๆ ท่ีมีส่วน
เกี่ยวขอ้ งกบั การทางานสร้างสรรคไ์ ดร้ ับประโยชนต์ ามอตั ราส่วนท่ีตนมีส่วนร่วมอยใู่ นรัฐหรือในชุมชน
การผลิตน้นั ๆ แซ็งต-์ ซีมอ็ งไมไ่ ดเ้ สนอใหม้ ีการโอนปัจจยั การผลิตไปเป็นของรัฐ แต่ลูกศิษยข์ องเขาชื่อ
ออ็ งฟ็องแตงเป็นผเู้ สนอใหเ้ ปล่ียนกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินส่วนตวั ไปเป็ นกรรมสิทธ์ิของรัฐโดยแนะนาให้
ใชว้ ธิ ีชกั จูงโนม้ นา้ วดว้ ยเหตุผลทางศีลธรรม (สมเกียรติ วนั ทะนะ. 2544 : 55)
11.2.2 ประวตั ิและแนวคดิ ของฟูริเยร์
ประวตั ิ ชาร์ลส์ ฟรู ิเยร์ (Charles Fourier: ค.ศ. 1772-1837) เกิดในครอบครัวของพอ่ คา้ ขายเส้ือผา้
(Adams and Dyson. 2007 : 118; Newman. 2005 : 10) ระดบั นกั ธุรกิจรายยอ่ ย (Charles Fourier. 2012 :
Website) เขาสนใจสถาปัตยกรรมมากกวา่ พาณิชยกรรมท่ีเป็ นอาชีพของพอ่ เขาอยากเป็ นวศิ วกร แต่
สถาบนั การศึกษาทางดา้ นวศิ วกรรมในทอ้ งถิ่นซ่ึงเป็นของทหารน้นั รับเฉพาะนกั เรียนที่เป็นลูกของขนุ นาง
เขาจึงไมไ่ ดเ้ ขา้ เรียนตามท่ีใฝ่ ฝัน เม่ือพ่อของเขาเสียชีวติ ใน ค.ศ. 1781 เขาไดร้ ับทรัพยม์ รดกจากพอ่ มา 2
ใน 5 ส่วนของทรัพยม์ รดกท้งั หมด ทรัพยม์ รดกที่เขาไดร้ ับน้นั มีมลู ค่ากวา่ 20,000 ฟรังก์ ทาใหเ้ ขาสามารถ
เดินทางท่องเท่ียวไปทว่ั ยโุ รป (Charles Fourier. 2012 : Website) เม่ือเกิดการปฏิวตั ิฝร่ังเศส ครอบครัวของ
เขาก็ประสบกบั ความยากลาบากและตวั เขาเองก็เกือบจะถูกสังหารโดยฝ่ ายจาโคแบง หลงั จากน้นั เขาก็
300
ดารงชีวิตอยดู่ ว้ ยการเป็นพอ่ คา้ เร่ขายของ แต่เขาไมช่ อบการคา้ ขายเพราะเช่ือวา่ การหากาไรจากการซ้ือถูก
แลว้ ขายแพงน้นั เป็นการกระทาที่ไมซ่ ่ือสัตย์ เขาไม่คอ่ ยไดอ้ ่านหนงั สือเพราะคิดวา่ หนงั สือส่วนมากเตม็ ไป
ดว้ ยเรื่องไร้สาระ แต่เขาชอบอ่านหนงั สือพมิ พอ์ ยา่ งมาก เขาใชช้ ีวติ ส่วนมากของเขาอยคู่ นเดียวในกรุง
ปารีส (Adams and Dyson. 2007 : 118) โดยที่มีความเป็นไปไดว้ า่ เขาไมเ่ คยมีความสัมพนั ธ์ทางเพศกบั
ใครๆ ดว้ ยซ้า (Newman. 2005 : 10)
ใน ค.ศ. 1812 ฟูริเยร์กไ็ ดร้ ับทรัพยม์ รดกอีกคร้ังหน่ึง คราวน้ีเป็นทรัพยม์ รดกจากแม่ของเขา
ซ่ึงทาใหเ้ ขาสามารถใชเ้ วลาไปกบั การเขียนหนงั สือไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี หนงั สือสาคญั ที่เขาเขียนออกมาคือ
Théoriedes quatre mouvements et des destinées générales ท่ีตีพมิ พอ์ อกมาใน ค.ศ. 1808 ซ่ึงตอ่ มาไดแ้ ปล
เป็นภาษาองั กฤษในช่ือ The Social Destiny of Man; or, Theory of the Four Movements ตีพมิ พใ์ น ค.ศ.
1857 และ Le Nouveau Monde industriel ซ่ึงมีชื่อในภาษาองั กฤษวา่ The New Industrial World ตีพิมพ์
ใน ค.ศ. 1829 (Lamb and Docherty. 2006 : 124-125)
แนวคดิ ฟูริเยร์มองตนเองวา่ เป็นนกั สจั นิยมผมู้ ีความเชื่อวา่ ตนไดค้ น้ พบกฎพ้ืนฐานที่จาเป็น
สาหรับนาไปใชเ้ พื่อสร้างสรรคส์ งั คมใหมข่ ้ึนมา แมว้ า่ ชีวติ จริงของเขาจะโดดเด่ียวเดียวดาย แตแ่ นวคิด
ยโู ทเปี ยท่ีเขาสร้างข้ึนมาซ่ึงเรียกวา่ “ฮาร์โมนี” (Harmony) น้นั กลบั เตม็ ไปดว้ ยอารมณ์ความรู้สึก แรง
ปรารถนา และวถิ ีชีวติ ทางเพศ ซ่ึงบางทีอาจจะมีความเช่ือมโยงใกลช้ ิดกบั ขบวนการเคล่ือนไหวท่ีเกิดข้ึน
ในคริสตท์ ศวรรษ 1960 เสียยงิ่ กวา่ จะใกลช้ ิดกบั ชนช้นั กรรมาชีพท่ีเกิดข้ึนในยคุ สมยั ของเขาเสียอีก
เนื่องจากเขามีความเช่ือวา่ ปัญหาตา่ งๆ ส่วนมากน้นั เกิดข้ึนมาจากการที่แรงปรารถนาของคนเรากบั วถิ ีของ
สงั คมน้นั ไมส่ อดคลอ้ งกนั เขาจึงคิดวา่ เป็ นไปไดท้ ี่เราจะแกป้ ัญหาความขดั แยง้ น้ีดว้ ยการจดั ต้งั ชุมชนซ่ึง
เขาเรียกวา่ ฟาลงั สแตร์ (Phalanstères) หรือฟาลงั ซ์ (Phalanxes) ข้ึนมา โดยกาหนดใหแ้ ต่ละฟาลงั ซ์มี
สมาชิกประมาณ 1,600 คน (Newman. 2005 : 10) หรืออาจจะมีสมาชิกมากถึง 1,700-1,800 คนก็ได้
(Adams and Dyson. 2007 : 120) แต่ถา้ ใหม้ ีสมาชิกมากกวา่ น้ีก็จะไมส่ ามารถตอบสนองความปรารถนา
ท้งั หมดของคนเราได้ อีกท้งั ไม่สามารถทาใหง้ านสาคญั ท้งั หมดสาเร็จลุล่วงไปได้ (Newman. 2005 : 10)
ฟาลงั ซ์เป็นท้งั ที่อยอู่ าศยั และที่ทาการผลิต การผลิตมุง่ ให้เกิดความพอเพียงสาหรับเล้ียงตวั เองใน
ฟาลงั ซ์ ผลผลิตท่ีไดเ้ ม่ือแปลงเป็นรายไดแ้ ลว้ ใหม้ ีการแบง่ ใหก้ บั 3 ฝ่ ายคือ ฝ่ ายเจา้ ของทุนหรือผถู้ ือหุน้
ฝ่ ายแรงงานท่ีทาการผลิต และฝ่ ายจดั การ ฝ่ ายแรกไดร้ ับส่วนแบง่ รายได้ 4 ใน 12 ส่วน ฝ่ ายที่สองไดร้ ับ
ส่วนแบง่ รายได้ 5 ใน 12 ส่วน และฝ่ ายสุดทา้ ยไดร้ ับส่วนแบง่ รายได้ 3 ใน 12 ส่วน (สมเกียรติ วนั ทะนะ.
2544 : 56)
301
ฟรู ิเยร์ไมค่ ่อยมีความเชื่อมนั่ ศรัทธาในรัฐบาล เขาเช่ือวา่ สงั คมในอุดมคติน้นั จะตอ้ งสร้างข้ึนมา
จากเบ้ืองล่างท่ีเนน้ ความสมั พนั ธ์ส่วนตวั และการมีชุมชนขนาดเล็ก อยา่ งเช่นท่ีเห็นในฟาลงั ซ์ ในฟาลงั ซ์ที่
เขาเสนอน้นั อาจจะมีพ้ืนที่สาหรับรับประทานอาหารร่วมกนั มีท่ีพกั อาศยั และบริการต่างๆ ร่วมกนั รวมท้งั
มีสถานท่ีเล้ียงเดก็ เสรีภาพทางเพศมีอยอู่ ยา่ งเตม็ ที่ในฟาลงั ซ์ คนท่ีอยใู่ นฟาลงั ซ์สามารถเปล่ียนคูน่ อนได้
อยา่ งอิสระ ผหู้ ญิงไดร้ ับการปลดปล่อยใหเ้ ป็นอิสระเตม็ ที่ ฟูริเยร์เชื่อวา่ เพศหญิงเป็นเพศท่ีเหนือกวา่ เพศ
ชาย เขาเช่ือวา่ ฟาลงั ซ์จะเขา้ มาแทนท่ีครอบครัวในฐานะแหล่งแห่งความรักและความภกั ดี เอกภาพทาง
สงั คมกจ็ ะถูกรักษาเอาไวไ้ ดด้ ว้ ยการศึกษาร่วมท่ีจดั ใหท้ ุกคน (Adams and Dyson. 2007 : 120)
ฟรู ิเยร์มีความเช่ือพ้ืนฐานวา่ คนเราน้นั ไมไ่ ดม้ ีความตอ้ งการท่ีจะเปล่ียนแปลง ปัญหาในขณะน้นั
คือมีความกดข่ีเกิดข้ึนในสังคมซ่ึงถือวา่ เป็นสาเหตุหลกั ของความทุกขย์ ากของคนเรา เขายงั ไดต้ าหนิ
ติเตียนการกดขี่ผหู้ ญิงดว้ ยโดยเช่ือวา่ การตาหนิเช่นน้นั คือการเปิ ดเผยใหเ้ ห็นความผดิ ปกติของระบบสงั คม
เขาไมไ่ ดเ้ นน้ ใหเ้ ห็นความสาคญั ของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมในฐานะท่ีเป็นสาเหตุข้นั
พ้ืนฐานของความขดั แยง้ เพราะเขาเช่ือวา่ เราสามารถแกป้ ัญหาความไมเ่ สมอภาคไดถ้ า้ ทุกคนไดร้ ับ
สิ่งจาเป็นพ้ืนฐานข้นั ต่าสุด ซ่ึงเทียบเคียงไดก้ บั การมีทรัพยส์ ินส่วนตวั การท่ีเขาใหค้ วามสนใจกบั ประเด็น
เร่ืองชนช้นั และความไม่เสมอภาคค่อนขา้ งนอ้ ยเม่ือเปรียบเทียบกบั นกั สงั คมนิยมยโู ทเปี ยคนอื่นๆ ทาให้
แนวคิดของเขาไดร้ ับความนิยมนอ้ ยท่ีสุดจากบรรดาขบวนการเคลื่อนไหวของนกั สงั คมนิยมยคุ แรก และ
ในบรรดาสานุศิษยข์ องเขาน้นั ก็มีพวกชนช้นั กรรมาชีพอยนู่ อ้ ยมาก (Newman. 2005 : 10) อยา่ งไรก็ตาม
ก็ไดม้ ีการจดั ต้งั ชุมชนแบบฟาลงั ซ์ข้ึนมาท้งั ในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา เฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีการ
จดั ต้งั ฟาลงั ซ์ข้ึนมากวา่ 40 แห่ง และหน่ึงในน้นั ฟาลงั ซ์อเมริกาเหนือที่เรดแบงก์ มลรัฐนิวเจอร์ซี ไดด้ ารง
อยตู่ อ่ มาจนถึงปลายคริสตท์ ศวรรษ 1930 แมว้ า่ จะมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบไปมากก็ตาม (Lamb and
Docherty. 2006 : 124-125)
การท่ีฟรู ิเยร์เชื่อวา่ การไม่มีความสุขของคนเราน้นั มีสาเหตุมาจากปัญหาทางจิตวทิ ยาและปัญหา
ทางเพศ การแกป้ ัญหาจึงควรแกท้ ่ีระบบสังคม ไม่ใช่แกท้ ่ีระดบั ปัจเจกบุคคลน้นั ถือวา่ เป็นความคิด
กา้ วหนา้ ท่ีมีมาก่อนแนวคิดสังคมนิยมอีกหลายแบบในเวลาต่อมา (Newman. 2005 : 10)
11.2.3 ประวตั ิและแนวคิดของโอเวน
ประวตั ิ โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen : ค.ศ. 1771-1858) เกิดท่ีเมืองนิวทาวน์ แควน้ เวลส์
ประเทศสหราชอาณาจกั ร เขาออกจากโรงเรียนต้งั แต่อายเุ พียง 9 ขวบ และไดไ้ ปฝึกงานเป็นพอ่ คา้ ขาย
เส้ือผา้ จากน้นั เขาก็ไดไ้ ปทางานอยทู่ ี่กรุงลอนดอนและท่ีเมืองแมนเชสเตอร์ ใน ค.ศ. 1791 เขาไดร้ ่วมกบั
302
เพอื่ นคนหน่ึงทาธุรกิจป่ันฝ้ าย ไดต้ ้งั โรงงานปั่นฝ้ ายเป็นของตวั เองซ่ึงต่อมากเ็ จริญรุ่งเรืองยงิ่ ข้ึน ใน ค.ศ.
1799 เขาและเพ่อื นจึงไดซ้ ้ือโรงงานหลายแห่งท่ีเมืองนิวลานาร์ค ซ่ึงอยใู่ กลเ้ มืองกลาสโกว์ โรงงานท่ีเขา
ซ้ือมาน้นั เคยเป็ นของเดวดิ เดล มาก่อน ซ่ึงเดลไดร้ ิเริ่มการจดั สวสั ดิการท่ีดีและการปฏิรูปการศึกษาเอาไว้
แลว้ โอเวนก็ไดส้ านงานต่อและขยายการจดั สวสั ดิการและการปฏิรูปการศึกษาออกไปใหก้ วา้ งขวางยง่ิ ข้ึน
โรงงานที่นิวลานาร์คจึงเป็ นแหล่งดึงดูดใหม้ ีผไู้ ปศึกษาดูงานจานวนมากท้งั จากประเทศองั กฤษและ
ประเทศอื่นๆ ในยโุ รป (Lamb and Docherty. 2006 : 258-259)
ใน ค.ศ. 1813 โอเวนไดต้ ีพิมพห์ นงั สือเรื่อง The Formation of Character และในปี ถดั มาเขาได้
ตีพมิ พห์ นงั สือเรื่อง A New View of Society ซ่ึงเขาไดเ้ สนอวา่ ศาสนา การแตง่ งาน และทรัพยส์ ินส่วนตวั
เป็นอุปสรรคตอ่ ความกา้ วหนา้ ใน ค.ศ. 1815 เขาไดย้ นื่ ขอ้ เสนอท่ีเก่ียวกบั การปฏิรูปโรงงานตอ่ รัฐสภา
เขาพยายามเสนอแนวคิดของตนออกไปสู่สังคมองั กฤษ แตก่ ไ็ ม่คอ่ ยมีเสียงตอบรับ เขาจึงไดไ้ ปซ้ือที่ดินที่
มลรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา และไดจ้ ดั ต้งั ชุมชนข้ึนที่นน่ั โดยใหช้ ่ือวา่ นิวฮาร์โมนี (New Harmony) แตก่ ็
ไม่ค่อยประสบผลสาเร็จ ใน ค.ศ. 1827 เขาไดข้ ายโรงงานท่ีนิวลานาร์ค จากน้นั จึงทุม่ เทพลงั เพอื่ ปฏิรูป
โรงงาน เรียกร้องสิทธิเลือกต้งั และพฒั นาสหภาพแรงงาน นอกจากน้ี เขายงั ไดพ้ ยายามก่อต้งั ชุมชนใหม่
อีกแห่งหน่ึงข้ึนท่ีเมืองแฮมป์ เชียร์ แตช่ ุมชนใหม่แห่งน้ีประสบชะตากรรมคลา้ ยกบั ชุมชนนิวฮาร์โมนี คือ
ในท่ีสุดกต็ อ้ งลม้ เลิกไปเพราะความขดั แยง้ ของสมาชิกในชุมชน (Hoffman. 2007 : 134)
ตอนท่ีโอเวนกลบั ไปท่ีองั กฤษ เขาไดร้ ับการสนบั สนุนจากชนช้นั กรรมาชีพอยา่ งมาก โดยเฉพาะ
ตอนที่เขาเขา้ ร่วมกบั ขบวนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน แตต่ ่อมาเขาไมส่ ามารถสนบั สนุนขอ้
เรียกร้องของสหภาพแรงงานและไดถ้ อนตวั ออกมา อิทธิพลของเขากล็ ดนอ้ ยถอยลง (Newman. 2005 :
12)
แนวคิด โอเวนมีแนวคิดคลา้ ยคลึงกบั ฟรู ิเยร์ สาหรับมุมมองเกี่ยวกบั สงั คมน้นั ท้งั สองต่างกม็ ี
ความเช่ือวา่ ความทุกขย์ ากลาบากต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนน้นั เป็นผลมาจากสังคมมากกวา่ ที่จะมาจากปัจเจกบุคคล
ปัญหามาจากการท่ีสังคมขาดความรู้ แต่โอเวนก็มีความเชื่อวา่ คนเราควรเปล่ียนแปลงและสามารถ
เปล่ียนแปลงความทุกขย์ ากเหล่าน้นั โดยแกไ้ ขใหด้ ีข้ึนได้ เขาเชื่อวา่ ส่ิงแวดลอ้ มมีส่วนอยา่ งสาคญั ในการ
กาหนดชีวติ ของคนเรา คนเราจะมีบุคลิกลกั ษณะ มีความประพฤติ มีนิสยั ใจคออยา่ งไรน้นั ข้ึนอยกู่ บั วา่
เราดารงอยใู่ นส่ิงแวดลอ้ มแบบใด เขาเห็นวา่ คาสอนทางศาสนาและเศรษฐศาสตร์แนวเสรีน้นั มีอิทธิพล
ครอบงาอยา่ งมากในขณะน้นั เขาจึงกล่าววา่ ผคู้ นในยคุ น้นั อาจจะทาตวั ลึกลบั เหนือธรรมชาติเหมือน
303
ศาสนาและเป็นคนเห็นแก่ตวั ได้ เพราะสิ่งแวดลอ้ มในขณะน้นั ส่งเสริมใหม้ ีพฤติกรรมเช่นน้นั (Newman.
2005 : 11)
ในหนงั สือเร่ือง A New View of Society โอเวนไดก้ ล่าวอา้ งไวว้ า่ เม่ือเขาไปถึงนิวลานาร์คน้นั
ประชาชนที่นน่ั มีความเลวทรามแทบทุกอยา่ ง นอ้ ยคนนกั ที่จะมีคุณธรรมสาหรับอยรู่ ่วมกนั ในชุมชน
พวกเขาต่างกล็ กั เลก็ ขโมยนอ้ ย ขายสินคา้ ท่ีไดจ้ ากการลกั เลก็ ขโมยนอ้ ยน้นั พวกเขาเป็ นคนข้ีเมาและ
เกียจคร้าน เห็นแก่ตวั และหลอกลวง พวกเขารวมตวั กนั ก็ต่อเม่ือตอ้ งการจะประทว้ งนายจา้ งของตนเท่าน้นั
เพอื่ ท่ีจะเปลี่ยนแปลงชุมชนน้นั ใหด้ ีข้ึน โอเวนไดค้ ิดนาเอาวธิ ีการใหมๆ่ หลายอยา่ งมาใช้ ซ่ึงรวมถึงการ
เล้ียงดูเด็ก การแกป้ ัญหาอาชญากรรม การกาหนดแบบและท่ีต้งั ของอาคารต่างๆ การจดั ใหม้ ีแหล่งพกั ผอ่ น
หยอ่ นใจ การกาหนดรูปแบบความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเพศ และวธิ ีการจดั การกบั งาน เขาอา้ งวา่ ดว้ ยการนา
วธิ ีการดงั กล่าวไปใชบ้ นฐานของหลกั การเรื่องความมีเหตุผลและความร่วมมือกนั ในที่สุดคนในชุมชนก็
จะเปล่ียนแปลงพฤติกรรมได้ ซ่ึงเม่ือเวลาผา่ นไป 16 ปี ความเปล่ียนแปลงก็ไดเ้ กิดข้ึนจริงๆ ประชาชนใน
ชุมชนซ่ึงมีประมาณ 2,000 คนมีความประพฤติโดยทวั่ ไปดีข้ึนอยา่ งเห็นไดช้ ดั เมื่อเป็นเช่นน้นั เขายง่ิ มี
ความมนั่ ใจเพม่ิ ข้ึนวา่ หลกั การที่เขานาไปใชอ้ ยา่ งไดผ้ ลในชุมชนนิวฮาร์โมนีน้นั จะสามารถนาไปใชไ้ ดผ้ ล
ในชุมชนอ่ืนๆ ในวงกวา้ งดว้ ย ดงั ท่ีเขากล่าวไวว้ า่ “สมาชิกของชุมชนใดๆ ก็ตาม อาจจะไดร้ ับการฝึกฝน
อบรมทีละเล็กทีละนอ้ ย ใหม้ ีชีวติ อยโู่ ดยปราศจากความเกียจคร้าน ปราศจากความยากจน ปราศจาก
อาชญากรรม และปราศจากการลงโทษ เพราะวา่ ส่ิงเหล่าน้ีแต่ละอยา่ งต่างกเ็ ป็นผลของความผดิ พลาดที่มี
อยใู่ นหลายระบบซ่ึงแพร่กระจายอยทู่ ว่ั โลก สิ่งเหล่าน้ีท้งั หมดเป็นผลมาจากการขาดความรู้โดยแท”้
(Newman. 2005 : 12; อา้ งอิงมาจาก Owen)
แนวคิดของโอเวนน้นั แมว้ า่ จะดูกา้ วหนา้ มากในยคุ ของเขา แตผ่ มู้ ีอานาจในยคุ น้นั ตา่ งก็ปฏิเสธ
ไมไ่ ดน้ าเอาแนวคิดของเขาไปใช้ การท่ีเขามองวา่ คนเรามีศกั ยภาพที่สามารถพฒั นาใหด้ ีสมบรู ณ์ไดถ้ ูกมอง
วา่ ขดั กบั แนวคิดเร่ืองบาปแต่กาเนิดในศาสนาคริสต์ และการที่เขาเนน้ ใหน้ ายจา้ งมีความรับผดิ ชอบต่อ
สังคมกถ็ ูกมองวา่ ขดั แยง้ กบั หลกั การของทุนนิยมเสรี เม่ือแนวคิดของเขาถูกปฏิเสธเช่นน้นั ก็ทาใหเ้ ขามี
ความคิดแบบหวั รุนแรงยง่ิ ข้ึน เขาจึงไดโ้ จมตีระบบทรัพยส์ ินส่วนตวั และการแสวงหากาไรอยา่ งจริงจงั
อยา่ งไรก็ตาม การท่ีเขาเนน้ ความสาคญั ของการศึกษาอบรมวา่ เป็นปัจจยั หลกั ในการพฒั นาน้นั ถือวา่ เป็น
คุณูปการท่ีสาคญั มากต่อทฤษฎีสังคม (Newman. 2005 : 12-14)
304
11.3 สังคมนิยมมาร์กซิสต์ของมากซ์
เน่ืองจากมากซ์เขียนงานร่วมกบั เองเกลส์หลายเรื่อง และเป็นการยากที่จะแยกไดว้ า่ ความคิดใด
เป็นของมากซ์ ความคิดใดเป็ นของเองเกลส์ ดงั น้นั สังคมนิยมของมากซ์ในที่น้ีจึงครอบคลุมแนวคิดของ
เองเกลส์ดว้ ย
11.3.1 ประวตั ิของมากซ์
คาร์ล ไฮน์ริช มากซ์ (Karl Heinrich Marx : ค.ศ. 1818-1883) เกิดท่ีเมืองไทรเออร์ ประเทศ
เยอรมนี ในครอบครัวคนช้นั กลางท่ีไมไ่ ดร้ ่ารวยนกั ท้งั พอ่ และแม่ของเขาเป็ นชาวยวิ แต่ไดเ้ ปล่ียนมานบั ถือ
ศาสนาคริสตน์ ิกายโปรเตสแตนตเ์ พ่อื ใหพ้ อ่ สามารถรับราชการในเยอรมนีได้ (Walker and Gray. 2007 :
209) เขาไดเ้ ขา้ เรียนในมหาวทิ ยาลยั บอนน์ เบอร์ลิน และเจนา ตามลาดบั คือเมื่ออายไุ ด้ 17 ปี เขาไดเ้ ขา้
เรียนกฎหมายในมหาวทิ ยาลยั บอนน์ เมื่อเรียนไดเ้ พยี งปี เดียวเขาก็ถูกจาคุกเพราะเมาเหลา้ และต่อสู้กบั คน
อื่นจนไดร้ ับบาดเจบ็ พ่อของเขาจึงส่งเขาไปเรียนท่ีมหาวทิ ยาลยั เบอร์ลิน โดยไดเ้ ปล่ียนสาขาจากกฎหมาย
ไปเป็นปรัชญา ซ่ึงพอ่ เขาไม่เห็นดว้ ย แตพ่ อ่ ของเขาอยไู่ ม่นานนกั ก็เสียชีวติ จากไป เม่ือทางครอบครัวไม่
สามารถส่งใหเ้ ขาเรียนต่อได้ เขาจึงพยายามหารายไดเ้ ล้ียงตวั เอง โดยไดเ้ ริ่มเขียนวทิ ยานิพนธ์เพือ่ ท่ีจะได้
มีโอกาสเป็นอาจารยใ์ นมหาวิทยาลยั เขาไดเ้ สนอวทิ ยานิพนธ์ซ่ึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาของ
เดโมคริตสั กบั เอปิ คิวรัส และสอบผา่ นใน ค.ศ. 1841 แต่ขณะน้นั กไ็ มม่ ีมหาวทิ ยาลยั ใดเลยที่มีตาแหน่ง
อาจารยร์ องรับเขา (Singer. 2000 : 3-5) ตอนท่ีเขาเรียนอยทู่ ี่มหาวทิ ยาลยั เบอร์ลิน เขาไดร้ ับอิทธิพลทาง
ความคิดแบบเฮเกลจากกลุ่มลูกศิษยข์ องเฮเกล และตอนที่เขาเสนอวทิ ยานิพนธ์ปริญญาเอกน้นั เขาเสนอ
ตอ่ มหาวทิ ยาลยั เจนา เขาจึงจบปริญญาเอกจากมหาวทิ ยาลยั เจนา (Walker and Gray. 2007 : 209) เมื่อไม่
สามารถเป็นอาจารยไ์ ด้ เขาจึงหนั ไปสนใจทางดา้ นวารสารศาสตร์และไดเ้ ขียนบทความวชิ าการทางสงั คม
การเมือง และปรัชญาส่งไปตีพิมพใ์ นหนงั สือพมิ พ์ Rhenish Gazette (Rheinische Zeitung) ซ่ึงเป็น
หนงั สือพิมพแ์ นวเสรีนิยมที่ออกใหมใ่ นช่วงน้นั บทความของเขาไดร้ ับการตอบรับเป็ นอยา่ งดีจนเมื่อ
บรรณาธิการหนงั สือพมิ พฉ์ บบั น้นั ลาออกในปลาย ค.ศ. 1842 เขากไ็ ดเ้ ขา้ ไปเป็ นบรรณาธิการแทน
(Singer. 2000 : 5)
ใน ค.ศ. 1943 มากซ์ไดแ้ ต่งงานกบั เจนนี ฟอน เวสตฟ์ าเลน และมีลูกถึง 6 คน แตม่ ีเพียง 3 คนหลงั
เทา่ น้นั ท่ีมีชีวิตรอดพน้ วยั เด็กมาได้ และในปี เดียวกนั น้ีเองท่ีเขาสลดั อิทธิพลทางความคิดของเฮเกล
ออกไปได้ โดยไดเ้ ขียนหนงั สือเรื่อง Critique of Hegel’s Philosophy of Right ออกมาวพิ ากษว์ จิ ารณ์
แนวคิดของเฮเกล ใน ค.ศ. 1944 เขาไดพ้ บกบั ฟรีดริช เองเกลส์ ซ่ึงต่อมาก็เป็นเพ่อื นและผรู้ ่วมงานกนั จน
305
ตลอดช่วงชีวติ ของเขา มากซ์กบั เองเกลส์เขียนงานสาคญั ร่วมกนั หลายเร่ือง หน่ึงในน้นั ก็มี The
Communist Manifesto ซ่ึงหมายถึงคาประกาศของคอมมิวสิตร์ วมอยดู่ ว้ ย (Walker and Gray. 2007 : 209-
210)
คาประกาศของคอมมิวนิสตเ์ ป็นงานเขียนที่เกิดจากการท่ีมากซ์ไดเ้ ดินทางไปกรุงบรัสเซลล์
และไดเ้ ขา้ ไปเก่ียวขอ้ งกบั เครือข่ายของขบวนการปฏิวตั ิหลายกลุ่ม กลุ่มที่เด่นท่ีสุดต่อมาไดก้ ่อต้งั เป็ น
สันนิบาตคอมมิวนิสต์ (Communist League) ใน ค.ศ. 1847 สนั นิบาตคอมมิวนิสตท์ ่ีวา่ น้ีไดข้ อร้องให้
มากซ์และเองเกลส์เขียนคาประกาศใหใ้ น ค.ศ. 1848 สันนิบาตคอมมิวนิสตไ์ ดส้ ลายตวั ไปใน ค.ศ. 1952
แตม่ ากซ์กย็ งั เขา้ ไปเก่ียวขอ้ งกบั ขบวนการปฏิวตั ิต่อไปจนเขาสามารถช่วยก่อต้งั สากลที่หน่ึง (First
International) ไดใ้ น ค.ศ. 1964 สากลท่ีหน่ึงน้ีเป็นช่ือของสมาคมท่ีรวมตวั กนั อยา่ งหลวมๆ ของพรรค
การเมืองและสหภาพแรงงานของชนช้นั กรรมาชีพแนวสังคมนิยม (Walker and Gray. 2007 : 210-211)
งานเขียนของมากซ์มีมากมายมหาศาล ที่เด่นๆ นอกจากที่กล่าวมาแลว้ ก็อยา่ งเช่น Capital ซ่ึงมี
3 เล่ม ตีพิมพอ์ อกมาในช่วง ค.ศ. 1861-1879 The Class Struggles in France (1850) The Eighteenth
Brumaire of Louis Bonaparte (1852) The Civil War in France (1871) และ Critique of the Gotha
Program (1875) เป็นตน้ (Walker and Gray. 2007 : 221-212) ขณะท่ีอิทธิพลทางความคิดของเขาก็ยง่ิ ใหญ่
ไม่แพก้ นั ปี เตอร์ ซิงเกอร์ ถึงกบั กล่าววา่ “ผลกระทบของมากซ์เทียบไดก้ บั ผลกระทบจากผนู้ าศาสนา
อยา่ งเช่นพระเยซูหรือศาสดามฮู มั หมดั เลยทีเดียว เพราะวา่ ส่วนมากของคร่ึงหลงั แห่งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 20
ประชาชนเกือบ 4 ใน 10 คนบนโลกน้นั ดารงชีวติ อยภู่ ายใตร้ ัฐบาลที่พิจารณาตนเองวา่ เป็นมาร์กซิสตแ์ ละ
อา้ งวา่ ไดใ้ ชห้ ลกั การของมาร์กซิสตใ์ นการตดั สินใจวา่ ชาติจะดาเนินตอ่ ไปอยา่ งไร” (Singer. 2000 : 1)
11.3.2 แนวคิดของมากซ์
แนวคิดของมากซ์มีมากมายหลายอยา่ ง ในที่น้ี จะกล่าวถึงแนวคิดเด่นๆ อนั เป็นลกั ษณะเฉพาะของ
มากซ์ (และเองเกลส์) เท่าน้นั ควรกล่าวไวด้ ว้ ยวา่ มากซ์ไมไ่ ดต้ อ้ งการใหเ้ ราใชแ้ นวคิดไปทาความเขา้ ใจ
โลกอยา่ งเดียวเทา่ น้นั แตต่ อ้ งการใหเ้ ราใชแ้ นวคิดทฤษฎีต่างๆ ในการเปล่ียนแปลงโลกใหก้ า้ วหนา้ ยงิ่ ข้ึน
ดว้ ย ดงั ที่มากซ์ไดเ้ คยกล่าวไวใ้ น “Thesis on Feuerbach” วา่ “นกั ปรัชญาไดแ้ ต่เพยี งตีความโลกใน
แนวทางท่ีหลากหลาย แต่ประเดน็ สาคญั กค็ ือการเปลี่ยนแปลงโลกตา่ งหาก” (Marx and Engels. 1998 :
574) ในท่ีน้ี จะกล่าวถึงแนวคิด 8 ประการ ดงั ต่อไปน้ี
306
การเปลยี่ นแปลงแบบปฏพิ ฒั นาการ (Dialectical Change) โดยทว่ั ไป เม่ือกล่าวถึงแนวคิดเร่ืองน้ี
นกั วชิ าการส่วนมากจะใชค้ าวา่ “วภิ าษวธิ ี” และบางคนก็ใชค้ าทบั ศพั ทว์ า่ “ไดอะเล็คติก” (เช่น สมเกียรติ
วนั ทะนะ. 2544) แต่ผเู้ ขียนเห็นดว้ ยกบั ราชบณั ฑิตยสถาน (2540 : 26-27) วา่ คาวา่ วภิ าษวธิ ีเป็นคาท่ีใช้
กล่าวถึงวธิ ีการแสวงหาความรู้ของโสกราตีสซ่ึงเป็นเร่ืองทางญาณวทิ ยา แตค่ าท่ีใชอ้ ธิบายแนวคิดของ
เฮเกลและมากซ์นามาใชด้ ว้ ยน้นั เป็นเรื่องของอภิปรัชญา ซ่ึงควรใชค้ าวา่ “ปฏิพฒั นาการ” จึงขอใชค้ าหลงั
น้ี และคาวา่ วภิ าษวธิ ีน้นั เมื่อพิจารณาจากรากศพั ทก์ ็พบวา่ เกี่ยวกบั การพดู แตต่ ามแนวคิดของเฮเกลและ
มากซ์น้นั คาวา่ “Dialectics” ไมค่ ่อยเก่ียวขอ้ งกบั การพดู เลย หากแตเ่ ป็นเรื่องของการเปล่ียนแปลง โดยท่ี
เฮเกลและมากซ์น้นั ตา่ งก็มองวา่ ทุกสิ่งทุกอยา่ งลว้ นเปล่ียนแปลง เพยี งแตค่ วามเปล่ียนแปลงน้นั เป็นการ
เปลี่ยนแปลงอยา่ งไรต่างหากท่ีท้งั สองมองต่างกนั
เฮเกลมองวา่ ลกั ษณะสาคญั ของส่ิงตา่ งๆ น้นั มี 3 ประการคือ ความเปลี่ยนแปลง ความขดั แยง้ และ
ความสัมพนั ธ์กนั ส่ิงตา่ งๆ น้นั อยใู่ นสภาพที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรท่ีหยดุ น่ิงอยกู่ บั ที่ ส่ิงต่างๆ
มีพลงั ความขดั แยง้ แฝงอยใู่ นตวั เสมอ และส่ิงตา่ งๆ น้นั กเ็ ชื่อมโยงสัมพนั ธ์กนั ไมม่ ีอะไรอยโู่ ดดเดี่ยวโดย
ไม่เก่ียวขอ้ งกบั สิ่งอ่ืนได้ (Walker and Gray. 2007 : 87)
มากซ์ก็มองวา่ ทุกส่ิงลว้ นเปล่ียนแปลงเช่นเดียวกนั แต่ที่เขาตา่ งจากเฮเกลก็คือวา่ มุมมองของ
เฮเกลน้นั เป็นแบบจิตนิยม (Idealism) คือเฮเกลเชื่อวา่ มีส่ิงท่ีเรียกวา่ “จิต” หรือ “วิญญาณ” (Spirit หรือ
Geist) หรือ “พระเจา้ ” (God) ดารงอยู่ ส่ิงน้ีดารงอยใู่ นทุกท่ีและทาใหส้ ิ่งอื่นเปลี่ยนแปลง (Hoffman. 2007 :
42) ขณะท่ีมากซ์น้นั มีมุมมองแบบวตั ถุนิยมซ่ึงไมเ่ ช่ือวา่ จิตน้นั กาหนดส่ิงอื่น แตว่ ตั ถุต่างหากท่ีกาหนดจิต
วตั ถุทาใหจ้ ิตเปล่ียนแปลง
เองเกลส์ไดอ้ ธิบายปฏิพฒั นาการของเฮเกลไวว้ า่ เป็ น “ศาสตร์ท่ีมีกฎทว่ั ไปวา่ ดว้ ยความเคลื่อนไหว
และพฒั นาการของธรรมชาติ สังคมมนุษย์ และความคิด” (Walker and Gray. 2007 : 88; อา้ งอิงมาจาก
Engels) เขามองวา่ ปฏิพฒั นาการคือการเปล่ียนแปลงและการพฒั นากา้ วหนา้ ยง่ิ ข้ึนท่ีเกิดข้ึนในโลกน่ีเอง
กฎทวั่ ไปของปฏิพฒั นาการน้นั เองเกลส์กล่าววา่ มี 3 ประการ คือ 1) เอกภาพของส่ิงที่ตรงขา้ มกนั (The
Unity of Opposites) คือทุกสิ่งทุกอยา่ งจะประกอบไปดว้ ยส่ิงที่ตรงขา้ มกนั หรือสิ่งที่ขดั แยง้ กนั แตก่ ็มา
รวมอยดู่ ว้ ยกนั เป็นหน่ึงเดียวได้ 2) การปฏิเสธของการปฏิเสธ (The Negation of the Negation) คือเมื่อส่ิงท่ี
ตรงขา้ มกนั มาปะทะกนั ส่ิงหน่ึงก็ปฏิเสธหรือขดั แยง้ กบั อีกสิ่งหน่ึง และส่ิงที่ถูกปฏิเสธน้นั กจ็ ะมีสิ่งอ่ืนมา
307
ปฏิเสธหรือขดั แยง้ อีกไปเรื่อยๆ และ 3) การเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ (The Transformation
of Quantity into Quality) คือการเปล่ียนแปลงเชิงปริมาณท่ีคอ่ ยๆ เกิดข้ึนในท่ีสุดก็จะก่อใหเ้ กิดการ
เปลี่ยนแปลงสาคญั ซ่ึงเกิดข้ึนแบบทนั ทีทนั ใดอนั เป็ นการเปล่ียนแปลงเชิงคุณภาพได้ (Hoffman. 2007 :
42; Walker and Gray. 2007 : 88)
วตั ถุนิยม (Materialism) ดงั ท่ีไดก้ ล่าวแลว้ วา่ แนวคิดของมากซ์น้นั เป็นวตั ถุนิยม แนวคิดวตั ถุนิยม
ของมากซ์มีขอ้ เสนออยู่ 6 ประการ คือ 1) โลกดารงอยอู่ ยา่ งเป็นอิสระจากการรับรู้ของเรา หรือวตั ถุดารงอยู่
โดยแยกออกและเป็นอิสระจากจิต 2) วตั ถุสาคญั กวา่ จิต วตั ถุกาหนดจิต จิตหรือความคิดเกิดข้ึนมาจากวตั ถุ
3) ความเป็นจริงท้งั หมดเป็ นความเป็นจริงทางวตั ถุ โลกธรรมชาติกค็ ือโลกทางวตั ถุ ธรรมชาติดงั กล่าวน้ี
ไมไ่ ดม้ าจากหรือข้ึนอยกู่ บั ส่ิงเหนือธรรมชาติแต่อยา่ งใด 4) การผลิตของมนุษยใ์ นสังคมซ่ึงถือวา่ เป็นเร่ือง
ทางวตั ถุเป็นตวั กาหนดการดารงอยขู่ องมนุษยแ์ ละสังคมโดยรวม หรือวถิ ีการผลิตเป็ นตวั กาหนดวธิ ีคิด
หรืออุดมการณ์ของคนเรา 5) มนุษยม์ ีบทบาทสาคญั ในการเปล่ียนแปลงธรรมชาติ สงั คม และจิตสานึก
โดยตอ้ งประสานทฤษฎีเขา้ กบั การปฏิบตั ิใหเ้ ป็นหน่ึงเดียวกนั (Praxis) และ 6) วธิ ีวทิ ยาแบบวตั ถุนิยมมี
ความสาคญั นน่ั หมายความวา่ วธิ ีการเชิงประจกั ษส์ าคญั กวา่ วธิ ีการท่ีเป็นนามธรรม (Walker and Gray.
2007 : 214) และเนื่องจากแนวคิดวตั ถุนิยมของมากซ์น้นั เป็นเคร่ืองมือสาคญั ในการอธิบายการเปลี่ยน
แปลงแบบปฏิพฒั นาการ จึงมีชื่อเรียกอยา่ งหน่ึงวา่ วตั ถุนิยมปฏิพฒั นาการ (Dialectical Materialism)
วตั ถุนิยมประวตั ิศาสตร์ (Historical Materialism) ในบรรดาขอ้ เสนอท้งั 6 ประการขา้ งตน้
ขอ้ เสนอประการท่ี 4 กค็ ือวตั ถุนิยมประวตั ิศาสตร์นนั่ เอง เองเกลส์กล่าววา่ การมองประวตั ิศาสตร์ดว้ ย
มุมมองแบบวตั ถุนิยมถือวา่ เป็ นหลกั หมายสาคญั ของปรัชญามาร์กซิสต์ (Heywood. 2002 : 53) ความจริง
แลว้ คาวา่ “Dialectic Materialism” ก็ดี คาวา่ “Historical Materialism” กด็ ี ไม่ใช่เป็นคาท่ีมากซ์เป็นคนใช้
เอง แตร่ ุ่นลูกศิษยเ์ ป็นคนใชเ้ พ่อื อธิบายแนวคิดของมากซ์ซ่ึงเป็นแบบวตั ถุนิยม คนในรุ่นเดียวกบั มากซ์ท่ี
อธิบายวตั ถุนิยมของมากซ์วา่ เป็นอยา่ งไรน้นั ก็คือเองเกลส์ (Avineri. 1968 : 65) วตั ถุนิยมของมากซ์เป็น
วตั ถุนิยมปฏิพฒั นาการดงั ที่กล่าวแลว้ และเป็นวตั ถุนิยมประวตั ิศาสตร์ดว้ ยเมื่อเอาไปใชม้ องประวตั ิศาสตร์
วตั ถุนิยมประวตั ิศาสตร์ของมากซ์ช้ีใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของชีวติ ทางเศรษฐกิจซ่ึงเป็นตวั กาหนดหรือเป็น
เงื่อนไขของส่ิงอื่นๆ มากซ์เช่ือวา่ โครงสร้างพ้ืนฐานหรือโครงสร้างส่วนล่าง (Base) ซ่ึงเป็นเร่ืองของวถิ ีการ
ผลิตน้นั เป็ นตวั กาหนดโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) ซ่ึงเป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิด ความเช่ือ
308
และอุดมการณ์ตา่ งๆ ของคนเรา (Heywood. 2002 : 53) กล่าวคือวถิ ีที่เราผลิตอาหาร เส้ือผา้ ท่ีอยอู่ าศยั
และสินคา้ ตา่ งๆ น้นั เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมดา้ นอ่ืนๆ เศรษฐกิจและเทคโนโลยคี ือ
รากฐานของความเปลี่ยนแปลง ดงั น้นั ถา้ เราตอ้ งการเขา้ ใจสงั คมและประวตั ิศาสตร์ เรากต็ อ้ งพจิ ารณาท่ี
การผลิต เพราะวา่ มนุษยเ์ ราน้นั โดยพ้ืนฐานแลว้ เป็ นผผู้ ลิต และสังคมมนุษยโ์ ดยพ้ืนฐานก็คือระบบการผลิต
หรือกระบวนการผลิตนน่ั เอง การเมือง ปรัชญา ศาสนา ศีลธรรม กฎหมาย วฒั นธรรม และสถาบนั ต่างๆ
ในสงั คมจะเป็นอยา่ งไรน้นั ก็ข้ึนอยกู่ บั วา่ วถิ ีการผลิตเป็นอยา่ งไรนนั่ เอง (Walker and Gray. 2007 : 136)
วถิ ีการผลิต (Mode of Production) ประกอบไปดว้ ยพลงั การผลิต (Forces of Production) และ
ความสัมพนั ธ์ทางการผลิต (Relations of Production) (Walker and Gray. 2007 : 219-220) สาหรับพลงั
การผลิตน้นั ยงั แบง่ ออกไดอ้ ีก 2 อยา่ งคือปัจจยั การผลิต (Means of Production) อยา่ งเช่นเครื่องมือ
โรงงาน และวตั ถุดิบ และพลงั แรงงาน (Labour Power) ซ่ึงเป็นความสามารถในการทางานที่มีอยใู่ นตวั
คนงาน ส่วนความสมั พนั ธ์ทางการผลิตน้นั หมายถึงระบบกรรมสิทธ์ิท่ีจะกาหนดวา่ ใครจะไดเ้ ป็นเจา้ ของ
อะไร ใครจะไดส้ ่วนแบ่งอะไร เท่าไร ใครจะตอ้ งทาอะไร ในกระบวนการผลิตนน่ั เอง (สมเกียรติ วนั
ทะนะ. 2544 : 63)
การเปลี่ยนแปลงทางประวตั ิศาสตร์ตามความเห็นของมากซ์เป็นการเปล่ียนแปลงในวถิ ีการผลิต
หรือเป็นเรื่องของความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพลงั การผลิตกบั ความสัมพนั ธ์ทางการผลิตนน่ั เอง โดยมากซ์ได้
ช้ีใหเ้ ห็นวา่ การเปลี่ยนแปลงท่ีผา่ นมาน้นั มีวถิ ีการผลิต 4 แบบ หรือสังคมผา่ นยคุ 4 ยคุ มาแลว้ นน่ั คือ 1) ยคุ
บุพกาลซ่ึงมีวถิ ีการผลิตรวมหมู่แบบด้งั เดิม (Primitive Communism) 2) ยคุ ทาส (Slavery) 3) ยคุ ศกั ดินา
(Feudalism) และ 4) ยคุ ทุนนิยม (Capitalism) และมากซ์กล่าวทานายไวว้ า่ จะมีการเปล่ียนแปลงจากยคุ ทุน
นิยมเขา้ สู่ยคุ คอมมิวนิสต์ (Communism) ซ่ึงเป็นยคุ สุดทา้ ย คอมมิวนิสตเ์ ป็ นวถิ ีการผลิตแบบท่ี 5 ซ่ึงเป็น
วถิ ีการผลิตที่กา้ วหนา้ ท่ีสุด เป็นยคุ ท่ีดีที่สุด (สมเกียรติ วนั ทะนะ. 2544 : 63; Heywood. 1998 : 127;
Walker and Gray. 2007 : 220)
มูลค่าส่วนเกนิ (Surplus Value) มูลค่าส่วนเกินเป็ นแนวคิดสาคญั ท่ีมากซ์ใชว้ เิ คราะห์ทุนนิยม
เพ่ือช้ีใหเ้ ห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขดู รีดของทุนนิยม ระบบทุนนิยมไดผ้ ลิตสินคา้ ออกมา สินคา้
(Commodity) คือสิ่งท่ีถูกผลิตออกมาเพือ่ ซ้ือขายแลกเปลี่ยนกนั เพ่ือเอาไปไวใ้ ชอ้ ุปโภคบริโภค ในตวั
สินคา้ จึงมีมลู คา่ อยา่ งนอ้ ย 2 อยา่ ง คือมูลค่าใชส้ อย (Use Value) และมลู คา่ แลกเปล่ียน (Exchange Value)
309
มลู คา่ ใชส้ อยคือประโยชน์ท่ีเกิดข้ึนจากการไดใ้ ชส้ ินคา้ น้นั สนองความตอ้ งการของเรา มลู ค่าแลกเปลี่ยน
เป็นประโยชนท์ ่ีเกิดจากการที่เราสามารถใชส้ ินคา้ น้นั แลกเปล่ียนกบั สินคา้ อ่ืนได้ คือเป็นสิ่งท่ีซ้ือไดข้ ายได้
นน่ั เอง มากซ์ต้งั คาถามวา่ ถา้ สินคา้ ตา่ งๆ แลกเปล่ียนกนั ไดต้ ามมูลคา่ ของปริมาณแรงงานที่มีอยใู่ นตวั
สินคา้ แลว้ กาไรจะมาจากที่ใด หรืออีกนยั หน่ึงถา้ เราขายสินคา้ ตามมลู คา่ ที่มีอยตู่ วั สินคา้ นายทุนจะได้
กาไรไดอ้ ยา่ งไร มากซ์ไดช้ ้ีใหเ้ ห็นวา่ นายทุนสามารถแสวงหากาไรจากการขายสินคา้ ไดโ้ ดยไดจ้ ากมลู คา่
ส่วนเกินนี่เอง คือคนงานน้นั มีกาลงั แรงงาน กาลงั แรงงานของคนงานน้นั เป็ นมูลค่าแลกเปล่ียนท่ีมีปริมาณ
เทา่ กบั แรงงานท่ีใชใ้ นการผลิตสินคา้ เมื่อคนงานทางาน คนงานก็ไดค้ ่าจา้ งตอบแทนกลบั มาแลกกบั การที่
เขาตอ้ งทางานผลิตสินคา้ ใหน้ ายทุน แตค่ นงานอาจจะใชเ้ วลาเพยี งแคค่ ร่ึงหน่ึงของเวลาทางานเพ่อื ผลิต
สินคา้ ใหม้ ีมลู ค่าแลกเปล่ียนเทา่ กบั ค่าจา้ งท่ีตนไดม้ า เวลาส่วนท่ีเหลือจึงถูกใชเ้ พื่อผลิตมลู คา่ ส่วนเกินให้
นายทุน (Walker and Gray. 2007 : 308-309) กาลงั แรงงานจึงเป็นสินคา้ พิเศษเพราะสามารถสร้าง
มลู คา่ เพม่ิ ใหเ้ กิดข้ึนมากกวา่ มูลคา่ ท่ีนายทุนซ้ือมา นายทุนจึงไดก้ าไรจากการเอารัดเอาเปรียบคนงาน ราคา
ของสินคา้ ที่ซ้ือขายกนั ในตลาดไดร้ วมกาไรของนายทุนเอาไวเ้ รียบร้อยแลว้ มูลคา่ ของสินคา้ จึงมาจากการ
คิดค่าตน้ ทุนซ่ึงมีท้งั ทุนคงที่ (Constant Capital) เช่นทุนที่ใชใ้ นการต้งั โรงงานและซ้ือเคร่ืองจกั ร และทุน
แปรผนั เช่นคา่ จา้ งท่ีนายทุนจ่ายใหค้ นงาน บวกกบั กาไรของนายทุนนน่ั เอง (สมเกียรติ วนั ทะนะ. 2544 :
65)
ความแปลกแยก (Alienation) ความแปลกแยกเป็นความรู้สึกของคนเราท่ีดารงชีวติ อยใู่ นโลกซ่ึงดู
แปลกและไม่เป็นมิตรกบั เรา เรารู้สึกวา่ ชีวติ ของเราน้นั ช่างไร้ความหมาย ไร้คุณค่า ไมน่ ่าพึงพอใจ เมื่อรู้สึก
เช่นน้ี คุณคา่ ความเป็นมนุษยข์ องเรากถ็ ูกลดทอนลงไป ความรู้สึกเช่นน้ีเกิดข้ึนไดใ้ นทุกสังคม แตใ่ นสงั คม
ทุนนิยมซ่ึงนายทุนเอารัดเอาเปรียบคนงานน้นั คนงานหรือชนช้นั กรรมาชีพจะเกิดความแปลกแยกไดม้ าก
คือแปลกแยกกบั สินคา้ ที่ตนผลิตได้ แปลกแยกจากเง่ือนไขของกระบวนการทางาน และแปลกแยกกบั
เพือ่ นมนุษยด์ ว้ ยกนั การแปลกแยกกบั สินคา้ ท่ีผลิตไดน้ ้นั เกิดจากการที่คนงานเมื่อผลิตสินคา้ ไดแ้ ลว้
ตนเองกไ็ มไ่ ดเ้ ป็นเจา้ ของสินคา้ น้นั แต่นายทุนต่างหากที่เป็นเจา้ ของ ความแปลกแยกจากเง่ือนไขของ
กระบวนการทางานเกิดจากการที่คนงานไมส่ ามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้ ไม่ไดเ้ ป็นเจา้ ของ
เคร่ืองจกั รที่ใชใ้ นการผลิต ตอ้ งทางานที่ซ้าซากจาเจน่าเบ่ือ ไมไ่ ดใ้ ชท้ กั ษะและความคิดสร้างสรรค์ ความ
แปลกแยกกบั เพ่ือนมนุษยด์ ว้ ยกนั เกิดจากการท่ีคนงานเป็นผผู้ ลิตเชิงสงั คม นนั่ คือตอ้ งทางานดว้ ยกนั และ
310
ร่วมมือกนั แต่กระบวนการผลิตของทุนนิยมไม่เอ้ือต่อการผลิตเชิงสงั คมเลย (Walker and Gray. 2007 : 9-
10) และในที่สุด คนงานกแ็ ปลกแยกกบั ตวั เอง (Heywood. 2002 : 54) มองตนเองวา่ ไร้คุณคา่ ขาดความ
ภาคภมู ิใจในตนเอง
การต่อสู้ทางชนช้ัน (Class Struggle) เมื่อคนงานหรือชนช้นั กรรมาชีพถูกเอารัดเอาเปรียบ
กดขี่ขดู รีดจนเกิดความแปลกแยก คนงานก็จะพฒั นาจิตสานึกทางชนช้นั (Class Consciousness) ข้ึนมา
มองเห็นวา่ เพ่ือนร่วมงานคนอื่นก็ถูกกดขี่เหมือนกนั กบั ตน มองเพ่ือนร่วมงานวา่ เป็นคนชนช้นั เดียวกนั
พวกเขาจึงร่วมมือกนั เพ่ือโค่นลม้ นายทุนและระบบทุนนิยม การต่อสู้ทางชนช้นั จึงเป็ นส่ิงที่หลีกเลี่ยงไมไ่ ด้
มากซ์กบั เองเกลส์ถึงกบั กล่าววา่ “ประวตั ิศาสตร์ของสงั คมที่มีอยใู่ นอดีตจนถึงปัจจุบนั ท้งั หมดเป็น
ประวตั ิศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนช้นั ” (Marx and Engels. 2008 : 33) การต่อสู้และความขดั แยง้ เกิดข้ึน
ตลอดช่วงเวลาของประวตั ิศาสตร์ท่ีผา่ นมา ในยคุ ต่างๆ ที่ผา่ นมาในอดีตน้นั ลว้ นแตม่ ีความขดั แยง้ ในยคุ
บุพกาล ความขดั แยง้ เป็นผลมาจากความขาดแคลนทางดา้ นวตั ถุ ในยคุ ทาส กม็ ีความขดั แยง้ และการต่อสู้
ระหวา่ งมลู นายกบั ทาส ในยคุ ศกั ดินา เจา้ ท่ีดินกบั ไพร่ติดท่ีดินก็ขดั แยง้ และต่อสู้กนั ส่วนในยคุ ทุนนิยม
นายทุนกบั คนงานหรือชนช้นั กระฎุมพีกบั ชนช้นั กรรมาชีพกข็ ดั แยง้ กนั (Heywood. 1998 : 127) และท้งั
สองฝ่ ายก็ตอ่ สู้กนั จนในท่ีสุด มากซ์ก็ทานายไวว้ า่ จะเกิดการปฏิวตั ิโดยชนช้นั กรรมาชีพท่ีสามารถโค่นลม้
ระบบทุนนิยมลงได้
การปฏวิ ตั ขิ องชนช้ันกรรมาชีพ (Proletarian Revolution) มากซ์กล่าวถึงการปฏิวตั ิของชนช้นั
กรรมาชีพวา่ เป็ นเหตุการณ์ที่จะเกิดข้ึนในช่วงเปล่ียนผา่ นระหวา่ งทุนนิยมไปสู่คอมมิวนิสต์ ในช่วงน้ี
ชนช้นั และรัฐกย็ งั คงมีอยู่ แต่ชนช้นั กรรมาชีพจะกา้ วเขา้ ไปกมุ อานาจรัฐ โค่นลม้ รัฐของชนช้นั กระฎุมพี
นาเอารัฐของชนช้นั กรรมาชีพเขา้ แทนที่ รัฐของชนช้นั กรรมาชีพน้ีเป็ นการปกครองของคนส่วนใหญ่ซ่ึงมี
จานวนมาก รัฐน้ียงั คงรักษาอานาจเชิงกดปราบเอาไวเ้ พื่อใชป้ ราบปรามคนรวยที่ตอ้ งการฟ้ื นฟรู ะบบทุน
นิยมและการปกครองโดยคนส่วนนอ้ ยข้ึนมาใหม่ อยา่ งไรกต็ าม การใชอ้ านาจเผดจ็ การน้นั กจ็ ะดารงอยู่
ชวั่ คราวเทา่ น้นั ถา้ ร่องรอยสาคญั ของทุนนิยมและจิตสานึกแบบนายทุนยงั คงอยู่ ก็จาเป็ นตอ้ งคงไวซ้ ่ึง
อานาจเผด็จการน้ี แตอ่ านาจเผด็จการน้ีไม่เหมือนกบั อานาจของรัฐบาลเผด็จการทวั่ ไป เพราะเป็นเผดจ็ การ
ชวั่ คราวและเป็นเผด็จการของคนส่วนมาก ไมใ่ ช่เผด็จการของคนส่วนนอ้ ยท่ีใชอ้ านาจบีบบงั คบั คน
ส่วนมาก มาตรการที่เผด็จการของชนช้นั กรรมาชีพจะนามาใชน้ ้นั มีหลายอยา่ ง เช่นการยกเลิกกรรมสิทธ์ิ
ส่วนตวั ในที่ดิน การนาเอาค่าเช่าไปใชก้ ่อใหเ้ กิดประโยชน์สาธารณะ การเกบ็ ภาษีรายไดแ้ บบกา้ วหนา้ ใน
311
อตั ราสูง การยกเลิกสิทธิในทรัพยม์ รดก การทาใหโ้ รงงานและเครื่องมือเครื่องจกั รท่ีใชใ้ นการผลิตเป็ นของ
รัฐ การรวมศูนยอ์ านาจในการปล่อยกไู้ วท้ ่ีธนาคารกลางของรัฐ การควบคุมช่องทางการสื่อสารและการ
ขนส่ง และการจดั การศึกษาแบบใหเ้ ปล่าสาหรับเด็กและเยาวชน (Walker and Gray. 2007 : 89-90)
สังคมคอมมิวนิสต์ (Communism) เม่ือผา่ นช่วงท่ีเผดจ็ การของชนช้นั กรรมาชีพใชอ้ านาจ
ชวั่ คราวแลว้ สงั คมคอมมิวนิสตก์ ็จะเกิดข้ึน ในช่วงเปลี่ยนผา่ นเพอื่ เขา้ สู่สังคมคอมมิวนิสตน์ ้ี มากซ์กล่าววา่
ความเป็นปฏิปักษร์ ะหวา่ งชนช้นั ก็จะลดลงและสงั คมคอมมิวนิสตก์ จ็ ะเกิดข้ึน รัฐของชนช้นั กรรมาชีพก็จะ
ไมม่ ีความจาเป็นอีกต่อไป รัฐจึงคอ่ ยๆ สลายตวั ไป (Heywood. 2002 : 54)
แมว้ า่ มากซ์จะกล่าวถึงสงั คมคอมมิวนิสตใ์ นฐานะท่ีเป็ นสังคมอุดมคติที่พึงปรารถนาและทานาย
ไวว้ า่ สังคมคอมมิวนิสตจ์ ะเกิดข้ึนแทนที่สงั คมทุนนิยม โดยเขาใชค้ าวา่ “Communism” ต้งั แต่งานเขียน
เรื่อง Economic and Philosophical Manuscripts ท่ีตีพิมพต์ ้งั แต่ ค.ศ. 1844 จนถึงงานเขียนเร่ือง Capital เล่ม
3 แตไ่ ม่มีที่ใดเลยท่ีมากซ์ไดก้ ล่าวถึงสงั คมน้ีไวอ้ ยา่ งละเอียด วอลก์ เกอร์และเกรย์ (Walker and Gray.
2007 : 60) กล่าววา่ เทา่ ที่รวบรวมไดจ้ ากความเห็นที่กระจดั กระจายอยใู่ นงานหลายเรื่อง สงั คม
คอมมิวนิสตน์ ่าจะมีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ีคือ เป็นสงั คมที่นาเอาปัจจยั การผลิตมาเป็ นกรรมสิทธ์ิส่วนรวม
เป็นสังคมที่ไม่มีการแบ่งงานกนั ทา ไมม่ ีความแปลกแยก ไมม่ ีการเอารัดเอาเปรียบกดข่ีขดู รีด ในสังคม
คอมมิวนิสตจ์ ะไม่มีรัฐ ไมม่ ีชนช้นั ไม่มีความอดอยากขาดแคลน ผคู้ นจะรู้และเขา้ ใจตวั เองอยา่ งแทจ้ ริง
ในเมื่อสงั คมคอมมิวนิสตม์ ีระบบกรรมสิทธ์ิแบบกรรมสิทธ์ิส่วนรวม ชนช้นั จึงเกิดข้ึนไม่ได้ และ
เมื่อไมม่ ีชนช้นั รัฐในความหมายที่วา่ เป็นองคก์ รที่รวมศูนยอ์ านาจและใชอ้ านาจเชิงบีบบงั คบั ท่ีชนช้นั หน่ึง
ใชเ้ พ่อื กดปราบอีกชนช้นั หน่ึงจึงเกิดข้ึนไมไ่ ดเ้ ช่นเดียวกนั สงั คมคอมมิวนิสตจ์ ะไม่มีกองกาลงั ทหาร ไมม่ ี
ตารวจ ไม่มีระบบราชการ ไม่มีศาล ไม่มีเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐ แต่จะมีหน่วยงานบริหารงานสาธารณะท่ี
กระจายอานาจคอยประสานการผลิตและการแจกจา่ ย ความสัมพนั ธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมก็จะถูก
ยกเลิกไปซ่ึงทาใหพ้ ลงั การผลิตพฒั นาไดเ้ ตม็ ท่ีและมีการทางานเตม็ ขีดความสามารถ ทาใหก้ ารผลิต
ขยายตวั มีสินคา้ มากมาย การผลิตจะเป็นแบบรวมหมู่คือร่วมกนั ผลิตและไดร้ ับผลประโยชน์ร่วมกนั ไมม่ ี
การบงั คบั ใชแ้ รงงาน ผคู้ นไม่มุ่งทางานเพือ่ เห็นแก่เงิน งานก็จะมีมากมายหลายอยา่ งทาใหป้ ัจเจกบุคคลได้
พฒั นาความคิดสร้างสรรคไ์ ดเ้ ตม็ ท่ี คนจะเปลี่ยนนิสัยจากที่เห็นแก่ตวั ชอบแขง่ ขนั และกา้ วร้าว ไปเป็นคน
ท่ีชอบช่วยเหลือกนั และอยรู่ ่วมกนั ดว้ ยความสามคั คี (Walker and Gray. 2007 : 60)
312
ใน Critique of the Gotha Programme ซ่ึงตีพิมพอ์ อกมาใน ค.ศ. 1875 มากซ์ไดแ้ บง่ แยก
คอมมิวนิสตอ์ อกเป็น 2 ข้นั คือข้นั ต่าและข้นั สูง ในสังคมคอมมิวนิสตข์ ้นั ต่าจะยงั คงมีลกั ษณะบางอยา่ ง
ของสงั คมทุนนิยมอยบู่ า้ ง เช่นยงั มีการจ่ายคา่ จา้ งในการทางาน แต่ในสังคมคอมมิวนิสตข์ ้นั สูง จะเป็นไป
ตามหลกั การ “เอาจากแตล่ ะคนตามความสามารถ ใหแ้ ตล่ ะคนตามความจาเป็น” จริงๆ และใน The State
and Revolution ท่ีตีพมิ พใ์ น ค.ศ. 1917 น้นั เลนินไดใ้ ชค้ าวา่ “สังคมนิยม” เพอ่ื ใหห้ มายถึงสงั คม
คอมมิวนิสตข์ ้นั ต่า และใชค้ าวา่ “คอมมิวนิสต”์ เพื่อให้หมายถึงสงั คมคอมมิวนิสตข์ ้นั สูง (Walker and
Gray. 2007 : 61)
11.4 สังคมนิยมยคุ หลงั มากซ์
หลงั ยคุ ของมากซ์ สังคมนิยมกระแสหลกั ก็คือสงั คมนิยมมาร์กซิสต์ คาวา่ “Socialism”
“Marxism” และ “Communism” มกั จะถูกใชเ้ ป็น “ไวพจน”์ คือเป็นคาท่ีมีความหมายเหมือนกนั และใช้
แทนกนั ได้ ท้งั สามคาน้ี นอกจากจะหมายถึงแนวคิดแลว้ ยงั หมายถึงขบวนการทางการเมืองและระบอบ
การปกครองดว้ ย โดยเฉพาะคาวา่ สงั คมนิยมและคอมมิวนิสตซ์ ่ึงท้งั สองคาน้ีน้นั ในช่วงปลายคริสต์
ศตวรรษท่ี 19 ยงั ไม่ไดม้ ีความหมายตา่ งกนั แต่ต้งั แต่ ค.ศ. 1917 ซ่ึงมีการปฏิวตั ิรัสเซียเกิดข้ึน และตอ่ มามี
การก่อต้งั สากลท่ี 3 (Third International) ข้ึนมา คาวา่ สังคมนิยมและคอมมิวนิสตก์ เ็ ริ่มมีความหมายตา่ งกนั
และต่างกนั ยงิ่ ข้ึนเม่ือสตาลินข้ึนครองอานาจ ทาใหค้ อมมิวนิสตม์ ีความหมายวา่ เป็ นระบอบการปกครอง
แบบเบด็ เสร็จของสหภาพโซเวียตและประเทศบริวาร และสังคมนิยมกถ็ ูกใชเ้ ป็นชื่อของพรรคการเมือง
ฝ่ ายซา้ ยซ่ึงมีนโยบายเปล่ียนแปลงสังคมแบบปฏิรูปและยดึ มน่ั อยกู่ บั โครงสร้างและกระบวนการท่ีเป็น
ประชาธิปไตย อยา่ งไรก็ตาม ตอ่ มากม็ ีการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสตใ์ นยโุ รปตะวนั ตกซ่ึงเคลื่อน
ออกห่างจากแนวทางของสหภาพโซเวยี ตและมุง่ สู่การเป็ น “ยโู รคอมมิวนิสต”์ (Eurocommunism) ท่ีเป็น
ประชาธิปไตย จึงทาใหค้ วามแตกต่างระหวา่ งสงั คมนิยมกบั คอมมิวนิสตก์ ลบั มานอ้ ยลงอีก (Walker and
Gray. 2007 : 59-60)
ในหวั ขอ้ น้ี จะกล่าวถึงแนวคิดของนกั คิดมาร์กซิสตร์ ุ่นหลงั มากซ์จานวนหน่ึง ซ่ึงส่วนหน่ึงเป็น
ผนู้ าทฤษฎีของมากซ์ไปประยกุ ตใ์ ชจ้ ริงใหเ้ กิดความเปล่ียนแปลงอยา่ งเป็นรูปธรรมดว้ ย ดงั ตอ่ ไปน้ี
313
เอดวร์ด เบริ ์นสไตน์ (Eduard Bernstein : ค.ศ. 1850-1932) เสนอความคิดสังคมนิยมที่เขาเรียก
วา่ “สังคมนิยมววิ ฒั นาการ” (Evolutionary Socialism) ซ่ึงตรงขา้ มกบั สังคมนิยมปฏิวตั ิ (Revolutionary
Socialism) ตามแบบของมากซ์ (Heywood. 1998 : 116-121) เขาเสนอความเห็นไวว้ า่ ระบบทุนนิยมน้นั มี
ความสามารถในการปรับตวั ไดด้ ีกวา่ ที่มากซ์คิดไว้ เม่ือเป็ นเช่นน้นั ววิ ฒั นาการจากระบบทุนนิยมไปเป็น
สงั คมนิยมจึงเป็นส่ิงที่เป็นไปได้ ขอ้ เสนอเช่นน้ีถูกมองวา่ เป็น “ลทั ธิแก”้ (Revisionism) (Heywood. 1998 :
142-143) ซ่ึงส่งผลใหม้ ีการพฒั นาสงั คมนิยมที่เป็นประชาธิปไตย (Democratic Socialism) หรือ
ประชาธิปไตยแบบสงั คมนิยม (Social Democracy) ข้ึนมา (Steger. 1997) ขอ้ เสนอของเขาทาใหเ้ กิด
ปัญหาทางสองแพร่งท่ีสาคญั สาหรับขบวนการปฏิวตั ิ คือควรจะส่งเสริมการปฏิรูปหรือควรจะคดั คา้ น
ขดั ขวางการปฏิรูป เพราะถา้ การปฏิรูปประสบผลสาเร็จ การปฏิวตั ิก็จะเกิดข้ึนล่าชา้ แต่ถา้ คดั คา้ นขดั ขวาง
การปฏิรูปก็จะไมไ่ ดร้ ับการสนบั สนุนจากประชาชนที่เห็นดว้ ยกบั การปฏิรูป ขอ้ เสนอของเบิร์นสไตน์เป็น
ขอ้ เสนอที่สนบั สนุนฝ่ ายท่ีตอ้ งการใหม้ ีการปฏิรูป (Sargent. 2009 : 200)
โรซา ลกั เซมเบริ ์ก (Rosa Luxemburg : ค.ศ. 1871-1919) เป็นนกั คิดมาร์กซิสตท์ ่ีแสดงความเห็น
ขดั แยง้ กบั เบิร์นสไตนอ์ ยา่ งจริงจงั ในปี เดียวกนั กบั ท่ีเบิร์นสไตนต์ ีพมิ พห์ นงั สือที่เสนอแนวคิดสังคมนิยม
ววิ ฒั นาการซ่ึงเป็นสังคมนิยมเชิงปฏิรูปออกมาคือ ค.ศ. 1899 น้นั เธอก็ไดต้ ีพมิ พห์ นงั สือเรื่อง Social
Reform and Revolution ออกมา ซ่ึงในหนงั สือเล่มน้ีเธอเสนอวา่ การปฏิวตั ิเป็ นสิ่งจาเป็ นอยา่ งขาดเสียมิได้
เธอไดใ้ หก้ ารสนบั สนุนการนดั หยดุ งานของมวลชนในฐานะที่เป็นแนวทางที่ดีท่ีสุดซ่ึงจะนาไปสู่การ
ปฏิวตั ิ อยา่ งไรก็ตาม เธอก็ไม่เห็นดว้ ยกบั กบั แนวคิดของเลนินซ่ึงตอ้ งการใหม้ ีพรรคปฏิวตั ิที่รวมศูนย์
อานาจ โดยเช่ือวา่ พรรคที่รวมศูนยอ์ านาจเช่นน้นั ก่อใหเ้ กิดการทาลายความคิดสร้างสรรคข์ องชนช้นั
กรรมาชีพ (Sargent. 2009 : 200) และเธอก็ไดจ้ ดั ทาใบปลิวออกมาโจมตีพรรคบอลเชวกิ ที่ปราบปราม
ชาวนาและปิ ดก้นั เสรีภาพของประชาชน (Lamb and Docherty. 2006 :217)
อนั โตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci : ค.ศ. 1891-1937) เป็ นนกั คิดมาร์กซิสตท์ ่ีปฏิเสธแนวคิดของ
มาร์กซ์ในส่วนท่ีเนน้ ความสาคญั ของโครงสร้างส่วนล่างมากจนเกินไป เขาเสนอใหม้ ีประชาธิปไตยใน
โรงงาน ใหม้ ีสภาคนงาน กรัมชียงั ไดเ้ สนอแนวคิดเรื่อง “การครองอานาจนา” (Hegemony) เอาไวด้ ว้ ย ซ่ึง
เขาเสนอวา่ การที่ชนช้นั ปกครองสามารถรักษาอานาจครอบงาเอาไวไ้ ดน้ ้นั ส่วนสาคญั เกิดจากการที่ชนช้นั
ปกครองสามารถสร้างการครอบงาทางความคิดใหผ้ ถู้ ูกปกครองเห็นดว้ ยคลอ้ ยตาม ไมใ่ ช่เกิดจากการใช้
314
อานาจเชิงบีบบงั คบั อยา่ งเดียวเทา่ น้นั เขาช้ีใหเ้ ห็นวา่ ในระบบทุนนิยมน้นั จะมีปัญญาชนซ่ึงทาหนา้ ท่ีใน
การจดั การความเชื่อของคนในสังคมโดยชกั จูงโนม้ นา้ วมวลชนใหเ้ ห็นดว้ ยและยอมรับการปกครองและ
ทรรศนะของชนช้นั ปกครอง ปัญญาชนฝ่ ายปฏิวตั ิจะตอ้ งเขา้ ไปขดั ขวางแทรกแซงกระบวนการสร้าง
ความคิดครอบงาน้นั และสร้างความคิดอุดมการณ์ใหม่ข้ึนมา (Walker and Gray. 2007 : 126)
จอร์จ ลกู าช (György Lukács : ค.ศ. 1885-1971) กเ็ ป็นนกั คิดอีกคนหน่ึงที่ไมเ่ ห็นดว้ ยกบั แนวคิด
มาร์กซิสตด์ ้งั เดิม (Orthodox Marxism) ในสมยั ของเขา เขาเสนอแนวคิดมาร์กซิสตใ์ นฐานะท่ีเป็นปรัชญา
แนวมนุษยนิยม โดยเนน้ ช้ีให้เห็นถึงกระบวนการที่ระบบทุนนิยมไดล้ ดค่าของความเป็ นมนุษยข์ องคนงาน
ทาใหค้ นงานเป็ นเพยี งสินคา้ ที่ซ้ือขายไดใ้ นตลาด (Heywood. 1998 : 138) เขาเนน้ ใหม้ ีการตระหนกั ถึง
ความสาคญั ของความคิดสร้างสรรคข์ องมนุษยใ์ นการเปลี่ยนแปลงสังคมใหด้ ีข้ึน เขาเสนอวา่ คนเราน้นั
สามารถคิดและกระทาไดอ้ ยา่ งเสรี เป็นอิสระจากสถานะทางเศรษฐกิจและสถานะทางชนช้นั ของตนได้
(Sargent. 2009 : 200)
วลาดเิ มยี ร์ เลนิน (Vladimir Lenin ค.ศ. 1870-1924) นอกจากจะเป็นนกั คิดมาร์กซิสตแ์ ลว้ เลนิน
ยงั เป็นผปู้ กครองคนสาคญั ในระบอบสังคมนิยม/คอมมิวนิสตด์ ว้ ย เขาเป็นผนู้ าขบวนการปฏิวตั ิรัสเซียที่
ก่อใหเ้ กิดจากจดั ต้งั สหภาพโซเวยี ตรัสเซียข้ึนมา แนวคิดของเขามีชื่อเรียกวา่ “ลทั ธิเลนิน” (Leninism)
หรือ “ลทั ธิมากซ์-เลนิน” (Marxism-Leninism) เขามีแนวคิดที่ตอ้ งการใหม้ ีพรรคการเมืองแนวปฏิวตั ิซ่ึง
ประกอบดว้ ยบุคคลท่ีเป็นมืออาชีพและอุทิศตวั ใหแ้ ก่พรรคอยา่ งเตม็ ที่ คนเหล่าน้ีจะเป็ นแนวหนา้ ของชน
ช้นั กรรมาชีพ คอยนาทางชนช้นั กรรมาชีพท้งั ในช่วงก่อนและหลงั การปฏิวตั ิ เขาเห็นดว้ ยกบั แนวทางการ
ปฏิวตั ิของชนช้นั กรรมาชีพตามที่มากซ์กล่าวไว้ เขาไมเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งมากกบั แนวทางของสงั คมนิยม
ประชาธิปไตย เสรีนิยม และประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา เขาไมอ่ ยากใหม้ ีศาสนา มองวา่ ศาสนาก่อใหเ้ กิด
การหลอกลวงมอมเมามวลชน และเขาเสนอความเห็นท่ีวา่ จกั รวรรดินิยม (Imperialism) เป็นพฒั นาการข้นั
สุดทา้ ยของระบบทุนนิยม (Lamb and Docherty. 208-209)
โจเซฟ สตาลนิ (Joseph Stalin : ค.ศ. 1878-1953) เป็นผนู้ าของสหภาพโซเวยี ตที่สืบทอดอานาจ
ตอ่ จากเลนิน แนวคิดของเขาเรียกวา่ “ลทั ธิสตาลิน” (Stalinism) ซ่ึงนี่ไม่ใช่เป็นเพียงแคแ่ นวคิดเท่าน้นั
แต่เป็นลกั ษณะเด่นของการปกครองในสหภาพโซเวยี ตรัสเซียในยคุ น้นั เลยทีเดียว คือลทั ธิสตาลินน้ีมี
ความหมายบง่ ถึงการปกครองที่เป็นเผดจ็ การ ใชอ้ านาจกดข่ี และรวมศูนยอ์ านาจแบบเบ็ดเสร็จ ลกั ษณะ
สาคญั อยา่ งหน่ึงของลทั ธิสตาลินคือความคิดและการปฏิบตั ิที่อยบู่ นฐานความเชื่อท่ีวา่ การปฏิวตั ิจะตอ้ งมา
315
จากขา้ งบน คือจะตอ้ งนาโดยพรรคคอมมิวนิสตท์ ี่รัฐมีอานาจมากและมีบทบาทสาคญั ในการนา ทางดา้ น
การเกษตร ลทั ธิสตาลินตอ้ งการใหม้ ีการผลิตแบบรวมหมู่ซ่ึงชาวนาจะตอ้ งทานารวมท่ีเป็นนาของรัฐ
ทางดา้ นอุตสาหกรรม ลทั ธิสตาลินมีนโยบายที่ใหม้ ีการควบคุมอุตสาหกรรมโดยเนน้ พฒั นาอุตสาหกรรม
หนกั เป็นหลกั การใชอ้ านาจกดขี่บีบบงั คบั ไดท้ าใหร้ ะบอบสตาลินเป็นท่ีรู้จกั วา่ เป็ น “ความน่ากลวั สุดขีด”
(Great Terror) เพราะมีการกวาดลา้ งจบั กมุ ผคู้ นอยา่ งกวา้ งขวาง มีการสังหาร และบีบบงั คบั ใหค้ นท่ีไมไ่ ด้
กระทาผดิ รับสารภาพวา่ ไดก้ ระทาผดิ ซ่ึงบางคนกเ็ ป็นบุคคลสาคญั ของพรรคบอลเชวกิ นนั่ เอง (Walker
and Gray. 2007 : 305)
ลอี อน ทรอตสกี (Leon Trotsky : ค.ศ. 1879-1940) เป็นบุคคลสาคญั ท่ีร่วมปฏิวตั ิและจดั ต้งั
สหภาพโซเวยี ตรัสเซียร่วมกบั เลนิน เป็นผนู้ าและผกู้ ่อต้งั กองทพั แดงของรัสเซีย และเป็นผนู้ าคนสาคญั ใน
พรรคคอมมิวนิสตร์ ัสเซียหรือพรรคบอลเชวกิ (Walker and Gray. 2007 : 317) แนวคิดของเขามีช่ือเรียกวา่
“ลทั ธิทรอตสกี” (Trotskyism) ทรอตสกีอา้ งวา่ ตนเองน้นั เป็นทายาทผสู้ ืบต่อความคิดของมากซ์และเลนิน
ลกั ษณะเด่นอยา่ งหน่ึงของลทั ธิทรอตสกีคือแนวคิดเร่ืองการปฏิวตั ิที่ถาวร (Permanent Revolution) ซ่ึงเป็น
แนวคิดท่ีทรอตสกีพฒั นาข้ึนมาต้งั แต่ ค.ศ. 1906 และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกใน ค.ศ. 1928 แนวคิดเรื่อง
การปฏิวตั ิที่ถาวรเสนอวา่ ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อกา้ วเขา้ สู่สงั คมนิยมน้นั เป็นพฒั นาการท่ีผสมผสานกนั
และไมร่ าบเรียบสม่าเสมอ กล่าวคือประเทศตา่ งๆ น้นั มีพฒั นาการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองท่ี
แตกตา่ งกนั แตป่ ระเทศท่ีลา้ หลงั กวา่ กส็ ามารถท่ีจะเร่งพฒั นาใหผ้ า่ นข้นั ตอนตา่ งๆ อยา่ งรวดเร็วได้ โดย
นาเอาลกั ษณะท่ีกา้ วหนา้ ของประเทศท่ีพฒั นาแลว้ มาผสมผสานเขา้ กบั ลกั ษณะท่ีลา้ หลงั ของประเทศดอ้ ย
พฒั นา เขายกตวั อยา่ งรัสเซียวา่ สามารถที่จะเคล่ือนจากรัฐก่ึงศกั ดินา ขา้ มข้นั ตอนทุนนิยม เพือ่ กา้ วเขา้ สู่
สังคมนิยมไดโ้ ดยตรง โดยใชก้ ารปฏิวตั ิที่ถาวรซ่ึงยน่ ยอ่ รวบรัดข้นั ตอนตา่ งๆ ของการพฒั นาได้ ทฤษฎีการ
ปฏิวตั ิที่ถาวรของเขายงั รวมเอาลกั ษณะสาคญั ของนานาชาตินิยม (Internationalism) เขา้ ไวด้ ว้ ย คือเขามอง
วา่ การปฏิวตั ิสงั คมนิยมจะตอ้ งขยายตวั เป็นเรื่องระหวา่ งประเทศ ซ่ึงถา้ ไม่สามารถขยายใหก้ วา้ งไปใน
ระดบั นานาชาติได้ การปฏิวตั ิสงั คมนิยมกจ็ ะไม่ประสบผลสาเร็จ ซ่ึงความเห็นของทรอตสกีในเร่ืองน้ีน้นั
ขดั แยง้ กบั ความเห็นของสตาลินเร่ือง “สงั คมนิยมในประเทศเดียว” (Socialism in One Country) ท่ีสตาลิน
เช่ือวา่ มีความเป็นไปไดท้ ี่สหภาพโซเวยี ตรัสเซียสามารถสร้างสังคมนิยมข้ึนมาในประเทศเพยี งลาพงั ก่อน
ไม่ตอ้ งรอประเทศอื่น (Walker and Gray. 2007 : 319)
316
เหมา เจ๋อ ตุง (Mao Zedong :1893–1976) เป็ นผนู้ าการต่อสู้จนเปล่ียนแปลงการปกครองของจีน
มาสู่ระบอบสังคมนิยมไดใ้ น ค.ศ. 1949 และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน
แนวคิดของเขาเรียกวา่ “ลทั ธิเหมา” (Maoism) ลกั ษณะเด่นของลทั ธิเหมาคือการเนน้ ความสาคญั ของลทั ธิ
สมคั รใจ (Voluntarism) คือตอ้ งการใหป้ ระชาชนไดเ้ ขา้ ร่วมตอ่ สู้ร่วมกบั พรรคคอมมิวนิสตด์ ว้ ยความเตม็
ใจและภาคภูมิใจ การเนน้ ความสาคญั ของปรัชญาปฏิพฒั นาการโดยเฉพาะประเดน็ เรื่องความขดั แยง้ การ
วเิ คราะห์ชนช้นั โดยเนน้ ไปที่อตั ลกั ษณ์ทางชนช้นั และบทบาทการปฏิวตั ิของชาวนา ทฤษฎีการปฏิวตั ิของ
เขาครอบคลุมแนวคิดหลายอยา่ ง เช่นการใหม้ ีกองกาลงั แบบกองโจรเขา้ ต่อสู้แบบ “ป่ าลอ้ มเมือง” และการ
ยดึ มนั่ ผกู พนั กบั “ประชาธิปไตยรวมศนู ย”์ (Democratic Centralism) แนวคิดของเขาเป็ นการนาเอาแนวคิด
มาร์กซิสตม์ าปรับใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั บริบทของประเทศจีน หรือเป็นการทามาร์กซิสตใ์ หเ้ ป็นแบบจีน (The
Sinification of Marxism) นนั่ เอง (Walker and Gray. 2007 : 201-202)
สังคมนิยมในยคุ ปัจจุบนั มีความหลากหลายมาก มีนกั คิดสงั คมนิยมจานวนมากท่ีไดเ้ สนอแนวคิด
ออกมาอยา่ งน่าสนใจ นกั คิดสังคมนิยมบางคนกย็ งั เป็นมาร์กซิสตแ์ บบด้งั เดิม แตห่ ลายคนก็เป็นผทู้ ่ีถูก
เรียกวา่ นีโอมาร์กซิสต์ นกั ทฤษฎีวพิ ากษท์ ี่ผเู้ ขียนกล่าวถึงในบทท่ี 6 น้นั ก็เป็ นพวกนีโอมาร์กซิสต์ แตน่ กั
คิดนีโอมาร์กซิสตท์ ี่เด่นๆ ก็ยงั มีอีกมาก อยนู่ อกเหนือขอบขา่ ยเน้ือหาของบทน้ีที่จะกล่าวถึงได้
สรุปท้ายบท
เน้ือหาในบทน้ีเป็ นการกล่าวถึงสังคมนิยมซ่ึงเป็นแนวคิด อุดมการณ์ทางการเมือง และ
ระบอบการปกครองที่มีความสาคญั มาก อิทธิพลของแนวคิดน้ีในทางการเมืองท่ีเห็นไดช้ ดั เจนก็คือใน
คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 มีประเทศจานวนมากท่ีปกครองดว้ ยระบอบสงั คมนิยม และเคยมีประชาชนจานวน
มากเกือบคร่ึงโลกอยใู่ นประเทศท่ีเคยเป็นสงั คมนิยมมาแลว้ ในแง่แนวคิด สงั คมนิยมเป็ นแนวคิดที่เนน้
ความสาคญั ของสงั คมเหนือปัจเจกบุคคล เนน้ การช่วยเหลือเก้ือกลู กนั การทางานร่วมกนั และให้
ความสาคญั กบั ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสงั คมมากวา่ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล
สังคมนิยมยโู ทเปี ยเป็นคาที่มากซ์ใชเ้ รียกแนวคิดสงั คมนิยมในยคุ ก่อนหนา้ เขาซ่ึงเขามองวา่ เป็น
แนวคิดที่เพอ้ ฝัน ไมเ่ ป็นวทิ ยาศาสตร์ ไมม่ ีแนวทางท่ีชดั เจนในการสร้างสงั คมเช่นน้นั ใหเ้ กิดข้ึนจริงได้
ในความเป็นจริงแลว้ คาวา่ เพอ้ ฝันหรือยโู ทเปี ยน้ีไม่ไดห้ มายความวา่ นกั คิดเหล่าน้ีเอาแต่คิดอยา่ งเดียว แต่
ความเป็นจริงแลว้ พวกเขาไดเ้ สนอท้งั แนวคิดและไดล้ งมือสร้างสงั คมในอุดมคติตามความคิดของตนดว้ ย
317
หรือในบางกรณีความคิดที่พวกเขาเสนอไวก้ ไ็ ดเ้ ป็นแรงบนั ดาลใจใหเ้ กิดการสร้างสงั คมอุดมคติในท่ีอ่ืนๆ
ในเวลาตอ่ มา มีผคู้ นศรัทธาเล่ือมใสในแนวคิดของพวกเขา เกิดเป็นขบวนการท่ีมีสานุศิษยม์ ากมายในยคุ
น้นั นกั สงั คมนิยมยโู ทเปี ยท่ีเด่นๆ คือแซ็งต-์ ซีมอ็ ง ชาร์ลส์ ฟูริเยร์ และโรเบิร์ต โอเวน สาหรับคนหลงั สุดน้ี
ไดพ้ ยายามสร้างสหกรณ์ข้ึนมาหลายแห่งดว้ ยจนไดช้ ื่อวา่ เป็นบิดาแห่งการสหกรณ์
สังคมนิยมมาร์กซิสตค์ ือแนวคิดของคาร์ล มากซ์ และฟรีดริช เองเกลส์ รวมถึงนกั คิดมาร์กซิสต์
อ่ืนๆ ดว้ ย แต่ในบทน้ีมุง่ อธิบายเฉพาะแนวคิดของมากซ์เป็นหลกั ซ่ึงมีแนวคิดที่โดดเด่นหลายอยา่ ง เช่น
การมองความเปล่ียนแปลงแบบปฏิพฒั นาการ การมองประวตั ิศาสตร์ดว้ ยปรัชญาวตั ถุนิยม การเสนอ
ทฤษฎีมลู ค่าส่วนเกินเพอ่ื อธิบายถึงการที่ชนช้นั นายทุนมุ่งแสวงหากาไรซ่ึงเป็นการเอารัดเอาเปรียบชนช้นั
กรรมาชีพ การช้ีให้เห็นความแปลกแยกที่เกิดข้ึนในหม่ชู นช้นั กรรมาชีพซ่ึงในท่ีสุดก็จะเป็ นปัจจยั ที่กระตุน้
ใหเ้ กิดจิตสานึกทางชนช้นั และการตอ่ สู้ทางชนช้นั โดยชนช้นั กรรมาชีพจะยดึ อานาจจากชนช้นั นายทุน
และในช่วงแรกจะปกครองแบบเผด็จการของชนช้นั กรรมาชีพ เพ่ือท่ีจะจดั การปกครองใหเ้ ขา้ สู่สังคม
คอมมิวนิสตใ์ นที่สุด มากซ์ไดท้ านายไวว้ า่ ชนช้นั กรรมาชีพจะโค่นลม้ ระบบทุนนิยมและสถาปนาสังคม
คอมมิวนิสตท์ ่ีไมม่ ีรัฐไม่มีชนช้นั ข้ึนมาได้
สังคมนิยมยคุ หลงั มากซ์เป็นแนวคิดมาร์กซิสตข์ องนกั คิดรุ่นหลงั มากซ์ ที่ทุกคนตา่ งก็ยงั เช่ือใน
ความคิดพ้นื ฐานบางอยา่ งของมากซ์อยู่ เพียงแต่ไม่เห็นดว้ ยในแนวคิดบางประการ และพยายามนาเอา
แนวคิดมาร์กซิสตไ์ ปปรับประยกุ ตใ์ ชต้ ามที่ตนเห็นเหมาะสม ในยคุ น้ี มีผเู้ สนอแนวคิดสังคมนิยมออกมา
หลายอยา่ ง เช่นสังคมนิยมววิ ฒั นาการ ซ่ึงเบิร์นสไตน์เสนอวา่ การกา้ วไปเป็ นสงั คมนิยมน้นั ไม่จาเป็ นตอ้ ง
ใชว้ ธิ ีปฏิวตั ิ แต่ควรใชแ้ นวทางปฏิรูปแทน แนวคิดสงั คมนิยมที่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยแนว
สงั คมนิยมกไ็ ดร้ ับอิทธิพลจากเบิร์นสไตน์ดว้ ย แต่ผทู้ ี่ไมเ่ ห็นดว้ ยก็มีไม่นอ้ ย ที่เด่นๆ เช่นลกั ซมั เบิร์กท่ี
ยนื ยนั วา่ จะตอ้ งใชแ้ นวทางปฏิวตั ิ มีหลายคนท่ีไดน้ าเอาแนวคิดมาร์กซิสตไ์ ปใชใ้ น การปกครองประเทศ
แตก่ ็ไดป้ รับประยกุ ตต์ ามที่ตนเห็นวา่ เหมาะสม จนเป็นแนวคิดมาร์กซิสตท์ ่ีมีลกั ษณะเฉพาะและต้งั ชื่อตาม
นกั คิดคนน้นั เช่นลทั ธิเลนิน ลทั ธิสตาลิน ลทั ธิทรอตสกี และลทั ธิเหมา
คาถามท้ายบท
1. สงั คมนิยมหมายถึงอะไร? แนวคิดอะไรเป็นแหล่งท่ีมาสาคญั ของแนวคิดสงั คมนิยม? โปรด
อธิบายโดยละเอียด
2. แนวคิดสงั คมนิยมยโู ทเปี ยของแซ็งต-์ ซีมอ็ ง ชาร์ลส์ ฟูริเยร์ และโรเบิร์ต โอเวน มีความ
คลา้ ยคลึงและ/หรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร?
318
3. แนวคิดสาคญั ของมากซ์มีอะไรบา้ ง? โปรดอธิบายโดยละเอียด รวมท้งั เปรียบเทียบดว้ ยวา่
สังคมนิยมยโู ทเปี ยกบั สงั คมนิยมมาร์กซิสตค์ ลา้ ยคลึงกนั และ/หรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร?
4. ลกั ษณะเด่นของแนวคิดมาร์กซิสตย์ คุ หลงั มากซ์ท้งั 8 คนเป็นอยา่ งไร? ใหอ้ ธิบายพอสงั เขป
บรรณานุกรม
บรรณานุกรม
กองทะเบียนและประมวลผล มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. หลกั สูตรการศึกษาระดบั ปริญญาตรี
ปี การศึกษา 2553 วทิ ยาลยั การเมืองการปกครอง. มหาสารคาม : กองทะเบียนและ
ประมวลผล มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2553.
กาญจนา แกว้ เทพ และ สมสุข หินวมิ าน. สายธารนกั คิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกบั สื่อสาร
ศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ,์ 2551.
ชยั วฒั น์ สถาอานนั ท.์ ‚หน่วยที่ 5 ปรัชญาการเมืองสมยั ใหม่.‛ ใน เอกสารการสอนชุดวชิ าปรัชญา
การเมือง หน่วยที่ 1-7, หนา้ 201-242. พมิ พค์ ร้ังท่ี 13. นนทบุรี : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั
สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2540.
บาร์ตส์, โรล็องด.์ มายาคติ. แปลโดย วรรณพมิ ล องั คศิริสรรพ. กรุงเทพฯ : โครงการจดั พมิ พค์ บไฟ,
2544.
นพพร ประชากุล. ยอกอกั ษร ยอ้ นความคิด เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พอ์ ่าน, 2552 ก.
______. ยอกอกั ษร ยอ้ นความคิด เล่ม 2. กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พอ์ า่ น, 2552 ข.
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหมื่นนราธิปพงศป์ ระพนั ธ์. ชุมนุมพระนิพนธ์ ชุดวทิ ยาวรรณกรรม.
กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พเ์ สริมวทิ ยบ์ รรณาคาร, 2518.
มติชนออนไลน.์ 2 มิถุนายน 2554. ‚เผยยอดประชากรคนเล่น ‘เฟซบุค๊ ’ จะพุง่ เป็น ‘พนั ลา้ นคน’ ก่อน
ปี หนา้ ไทย ‘ร้อนแรง’ ติดอนั ดบั 18.‛ <http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid
= 1307003897&grpid=01&catid=&subcatid=> 2 มิถุนายน 2554.
มาคิอาเวลลี, นิโคโล. เจา้ ผปู้ กครอง. พมิ พค์ ร้ังที่สอง. แปลโดย สมบตั ิ จนั ทรวงศ.์ กรุงเทพฯ :
โครงการจดั พมิ พค์ บไฟ, 2542.
เมธีธรรมาภรณ์ (ประยรู ธมฺมจิตฺโต), พระ. ปรัชญากรีก : บอ่ เกิดภูมิปัญญาตะวนั ตก. พิมพค์ ร้ังท่ี 2.
กรุงเทพฯ : สานกั พิมพศ์ ยาม, 2537.
ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน,
2542. < http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp >
______. พจนานุกรมศพั ทป์ รัชญา องั กฤษ-ไทย ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน (แกไ้ ขเพิม่ เติม). พิมพ์
คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน, 2540.
______. ศพั ทบ์ ญั ญตั ิราชบณั ฑิตยสถาน. n.d. <http://rirs3.royin.go.th/coinages/webcoinage.php>
2011.
สุนีย์ ประสงคบ์ ณั ฑิต. แนวความคิดฮาบิทสั ของปิ แอร์ บูร์ดิเยอ กบั ทฤษฎีทางมานุษยวทิ ยา.
กรุงเทพฯ : ศูนยม์ านุษยวทิ ยาสิรินธร (องคก์ ารมหาชน), 2553.
321
สุภางค์ จนั ทวานิช. ทฤษฎีสังคมวทิ ยา. พิมพค์ ร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , 2553.
วนิ ยั ผลเจริญ. “แนวคิดหลงั อาณานิคมนิยม : บทสารวจทางทฤษฎี และการประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่ือศึกษา
สงั คมและการเมืองไทย (Postcolonialism : A Theoretical Survey and An Application to
Study Thai Society and Politics).” 2552. (งานวจิ ยั ท่ีเสนอต่อวทิ ยาลยั การเมืองการปกครอง
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ปี งบประมาณ 2552)
เอก ต้งั ทรัพยว์ ฒั นา. ‚Structuration Theory, Structuration/ทฤษฎีการก่อตวั ของโครงสร้างความ
สัมพนั ธ์ทางสังคม.‛ ใน คาและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมยั เล่ม 1, หนา้ 381-382. พิมพ์
คร้ังที่ 2. บรรณาธิการโดย เอก ต้งั ทรัพยว์ ฒั นา สิริพรรณ นกสวน และ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ
ชุมพล. กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2550.
Abrahamson, Mark. ‚Functional, Conflict and Neofunctional Theories.‛ In Handbook of Social
Theory, pp. 141-151. Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage
Publications, 2003.
Adams, Ian and R.W. Dyson. Fifty Major Political Thinkers. Second Edition. London
and New York : Routledge, 2007.
Adorno, Theodor. ‚The Culture Industry.‛ In Scott Appelrouth and Lauara Desfor Edles.
Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 103-107. Thousands Oaks : Pine Forge
Press, 2007.
Agnes, Micheal, Editor in Chief. Webster New World College Dictionary. Cleveland,
Ohio : Wiley Publishing, Inc., 2004.
Allen, Graham. Roland Barthes. London and New York : Routledge, 2003.
‚Anthony Giddens.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Anthony_Giddens,_Baron_Giddens> May
28, 2011.
Antonio, Robert J. ‚Karl Marx.‛ In The Blackwell Companion to Major Classical Social Theorists,
pp. 93-131. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell Publishing, 2003.
Appelrouth, Scott and Lauara Desfor Edles. Sociological Theory in the Contemporary Era.
Thousands Oaks : Pine Forge Press, 2007.
Ashcroft, Bill and Pal Ahluwalia. Edward Said. London and New York : Routledge, 2001.
Ashcroft, Bill, Gareth Griffiths, and Helen Tiffin. Postcolonial-Studies : The Key Concepts.
Second Edition. London and New York : Routledge, 2007.
322
Avineri, Shlomo The Social and Political Thought of Karl Marx. Cambridge :
Cambridge University Press, 1968.
Baert, Patrick. ‚Jurgen Habermas.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 126-131. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Baert, Patrick and Fernando Domínguez Rubio. ‚Philosophy of the Social Sciences.‛ In The
New Blackwell Companion to Social Theory, pp. 60-80. Edited by Bryan S. Turner.
Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Bandyopadhyay, Saghamitra. ‚Karl Marx.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 156-158. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
Barbalet, Jack. ‚Pragmatism and Symbolic Interactionism.‛ In The New Blackwell Companion to
Social Theory, pp. 199-217. Edited by Bryan S. Turner. Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Baudrillard, Jean. Jean Baudrillard: Selected Writings. Edited by Mark Poster.
Stanford, California : Stanford University Press, 1988.
Bauman, Sygmunt. Modernity and the Holocaust. New York : Cornell University Press, 1989.
Beaud, Michel and Gilles Dostaler. Economic Thought Since Keynes : A History and Dictionary of
Major Economists. Translated from French by Valérie Cauchemez with the participation of
Eric Litwack. Routledge : London and New York, 1997.
Beck, Ulrich. ‚Living in the world risk society.‛ Economy and Society 35/3 (August 2006) : 329-
345.
Bellah, Robert N. ‚The Ritual Roots of Society and Culture.‛ In Handbook of the Sociology of
Religion, pp. 31-44. Edited by Michele Dillon. Cambridge : Cambridge University Press,
2003.
Berger, Peter and Thomas Luckmann. ‚The Social Construction of Reality.‛ In Scott Appelrouth
and Lauara Desfor Edles. Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 283-294.
Thousands Oaks : Pine Forge Press, 2007.
Berlin, Isaiah. ‚Introduction.‛ In John Stuart Mill. On Liberty and Utilitarianism, pp. vii-xxxix.
London : David Campbell Publishers Ltd., 1992.
Bhabha, Homi K. The Location of Culture. London and New York : Routledge, 1994.
Bird, Colin. An Introduction to Political Philosophy. Cambridge : Cambridge University Press,
2006.
323
Blackburn, Robin. ‚Karl Marx.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp. 99-109.
Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Blumer, Herbert. ‚The Methodological Position of Symbolic Interactionism.‛ In Scott Appelrouth
and Lauara Desfor Edles. Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 166-177.
Thousands Oaks : Pine Forge Press, 2007.
Boucher, David. ‚Rousseau.‛ In Political Thinkers From Socrates to the Present, pp. 235-252.
Edited by David Boucher and Paul Kelly. Oxford : Oxford University Press, 2003.
Brown, Richard Harvey and Douglas Goodman. ‚Jurgen Habermas' Theory of Communicative
Action : An Incomplete Project.‛ In Handbook of Social Theory, pp. 201-216.
Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage Publications, 2003.
Bryan, Christopher G. A. and David Jary. ‚Anthony Giddens.‛ In The Blackwell Companion to
Major Contemporary Social Theorists, pp. 247-273. Edited by George Ritzer. Malden :
Blackwell Publishing, 2003.
Calhoun, Craig. ‚Pierre Bourdieu.‛ In The Blackwell Companion to Major Contemporary
Social Theorists, pp. 274-309. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell Publishing,
2003.
Calhoun, Craig and Joseph Karaganis. ‚Critical Theory.‛ In Handbook of Social Theory, pp. 179-
200. Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage Publications, 2003.
Carhart, Michael C. ‚Enlightenment.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 2, pp.
673-676. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson
Gale., 2005.
Carrabine, Eamonn. ‚Roland Barthes.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 7-14. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007 A.
______. ‚Theodore Adorno.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp.
8-14. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007 B.
Cave, Peter. ‚Niccolò Machiavelli.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 151-153. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
Chalcraft, David. ‚Max Weber.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp. 203-
209. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
324
Chambers, Simone. ‚The Politics of Critical Theory.‛ In The Cambridge Companion
to Critical Theory, pp. 219-247. Edited by Fred Rush. Cambridge : Cambridge University
Press, 2004.
‚Charles Fourier.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Fourier> December 20, 2012.
“Charles Sanders Peirce.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Sanders_Peirce> May 2,
2012.
Chavert, John. ‚Liberalism.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 3, pp. 1262-1268.
Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson Gale., 2005.
Christman, John. Social and Political Philosophy : A Contemporary Introduction. London and
New York, 2002.
Craig, Edward. Philosophy : A Very Short Introduction. Oxford : Oxford University Press, 2002.
Cohen, H. Floris. ‚Scientific Revolution.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 5, pp.
2191-2194. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson
Gale., 2005.
Colier, Terri. ‚Jean-Jacques Rousseau.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 203-205. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
Collinson, Diané and Kathryn Plant. Fifty Major Philosophers. Second Edition. London and
New York : Routledge, 2006.
Comte, Auguste. The Positive Philosophy of August Comte, vol 1. Translated by Harriet
Martineau. Kichener : Batoche Books, 2000.
Danaher, Geoff, Tony Schirato, and Jen Webb. Understanding Foucault. London : Sage
Publications, 2000.
‚David Harvey.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/David_Harvey_(geographer)> October 24,
2011.
Delanty, Gerard. ‚The Foundations of Social Theory.‛ In The New Blackwell Companion to the
Social Theory, pp. 19-37. Edited by Bryan S. Turner. Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Deegan, Mary Jo. ‚George Herbert Mead.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists,
pp. 113-117. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Delacampagne, Christian. A History of Philosophy in the Twentieth Century. Translated by
M.B. DeBevoise. Baltimore and London : The Johns Hopkins University Press, 1999.
325
Derrida, Jacques. Of Grammatology. Translated by Gayatri Chakravorty Spivak. Baltimore:
Johns Hopkins University Press, 1997.
______. Writing and Difference. Translated by Alan Bass. London: Routledge, 2006.
‚Desiderius Erasmas.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Desiderius_Erasmus> May 1, 2011.
Dirlik, Arif. ‚The Postcolonial Aura : Third World Criticism in the Age of Global Capitalism.‛
In Postcolonialism : Critical Concept in Literary and Cultural Studies vol. I, pp. 207-236.
Edited by Diana Brydon. London and New York : Routledge, 2000.
Donner, Wendy and Richard Fumerton. Mill. Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Durkheim, Emile. The Elementary Forms of the Religious Life. Translated by Joseph Ward
Swain. New York : George Alien & Unwin Ltd, 1976.
Edgar, Andrew and Peter Sedgwick. Cultural Theory : The Key Thinkers. London and
New York : Routhledge, 2002.
Esenwein, George. ‚Socialism.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 5, pp.
2227-2235. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson
Gale., 2005.
‚Facebook.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Facebook> May 6, 2011.
Farrelly, Colin. Contemporary Political Theory : A Reader. London : Sage Publications, 2004.
“Ferdinand de Saussure.” n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Ferdinand_de_Saussure> April 27,
2012.
Finlayson, James Gordon. ‚Jurgen Habermas.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 108-110. Edited by
Julian Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
Foucault, Michel. Discipline and Punish. New York : Vintage Books, 1977.
______. The Order of Things An Archaeology of the Human Sciences. New York :
Vintage Books, 1994.
‚Francis Bacon.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Francis_Bacon> April 12, 2011.
‚Frankfurt School.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Frankfurt_School> May 25, 2011.
Friedman, Milton. Capitalism and Freedom. 40th Anniversary Edition. Chicago and London: The
Chicago University Press, 2002.
‚Friedrich Hayek.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Friedrich_Hayek> November 1, 2012.
Furlong, Jack. ‚Theodor Adorno.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 19-24. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
326
Garfinkel, Harold. Studies in Ethnomethodology. Englewood Cliffs, New Jersy : Prentice
Hall, 1967.
Gauba, O.P. An Introduction to Political Theory. Fourth Edition. New Delhi : Macmillan, 2003.
‚George Ritzer.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/George_Ritzer> October 23, 2011.
Geyh, Paula E. ‚Postmodernism.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Volume 5, pp. 1867-
1870. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson Gale.,
2005.
Giddens, Anthony. Sociology. Sixth Edition. Cambridge : Polity, 2009.
______. The Consequences of Modernity. Stanford, California : Stanford University Press, 1990.
______. ‚The Constitution of Society.‛ In Scott Appelrouth and Lauara Desfor Edles. Sociological
Theory in the Contemporary Era, pp. 533-544. Thousands Oaks : Pine Forge Press, 2007.
Gikandi, Simon. ‚Poststructuralism and Postcolonial Discourse.‛ In The Cambridge
Companion to Postcolonial Literary Studies, pp. 97-119. Edited by Neil Lazarus.
Cambridge : Cambridge University Press, 2004.
Goffman, Erving. ‚The Presentation of Self in Everyday Life.‛ In Scott Appelrouth
and Lauara Desfor Edles. Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 192-206.
Thousands Oaks : Pine Forge Press, 2007.
Gray, Alexander. The Socialist Tradition Moses to Lenin. London : Auburn : Ludwig von Mises
Institute, 2010.
Haralambos, Michael and Martin Holborn. Sociology : Themes and Perspectives. Sixth Edition.
London : Collins, 2004.
‚Harold Garfinkel.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Harold_Garfinkel> May 15, 2011.
Hartley, John. Communication, Cultural and Media Studies. Third Edition. London and
New York : Routledge, 2002.
Hayek, F. A. The Road to Serfdom. London : Routledge, 1993.
‚Herbert Blumer.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Herbert_Blumer> May 13, 2011.
Heywood, Andrew. Political Ideologies. Second Edition. Basingstoke : Macmillan Press Ltd.,
______. Political Theory : An Introduction. Third Edition. Basingstoke : Palgrave
Macmillan, 2004.
______. Politics. Second Edition. London : Palgrave Macmillan, 2002.
327
Hobbes, Thomas. ‚The Natural Condition of Mankind.‛ In The Political Theory Reader, pp. 131-
133. Edited by Paul Schumaker. Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
Hoffman, John. A Glossary of Political Theory. Edinburgh : Edinburgh University Press, 2007.
Hoffman, John and Paul Graham. Introduction to Political Theory. Harlow : Pearson Longman,
2006.
Holmes, Leslie. Communist : A Very Short Introduction. Oxford : Oxford University Press, 2009.
Holmwood, John. ‚Contemporary Sociological Theory: Post-Parsonian Developments.‛ In The
New Blackwell Companion to Social Theory, pp. 38-59. Edited by Bryan S. Turner.
Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Holton, Robert J. ‚Talcott Parsons: Conservative Apologist or Irreplaceable Icon?.‛ In Handbook
of Social Theory, pp. 152-162. Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage
Publications, 2003.
Horkheimer, Max. ‚Eclipes of Reason.‛ In Scott Appelrouth and Lauara Desfor Edles.
Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 95-102. Thousands Oaks : Pine Forge
Press, 2007.
Horowitz, Maryanne Cline. ‚Renaissance.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 6,
pp. 2087-2090. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills :
Thomson Gale., 2005.
Howarth, David. ‚Ferdinand de Saussure.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp.
208-211. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Huddart, David. Homi Bhabha. London and New York : Routledge, 2006.
“Jean Baudrillard.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Jean_Baudrillard> June 15, 2012.
‚Jean-François Lyotard.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Lyotard> June 14, 2012.
‚John Calvin.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/John_Calvin> April 4, 2011.
‚John Maynard Keynes.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/John_Maynard_Keynes> October 28,
2012.
“John Rawls.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/John_Rawls> October 29, 2012.
Jones, Robert Alun. ‚Emile Durkheim.‛ In The Blackwell Companion to Major Classical
Social Theorists, pp. 193-238. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell : 2003.
‚Jurgen Habermas.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Jurgen_Habermas> May 21, 2011.
328
Kalberg, Stephen. ‚Max Weber.‛ In .‛ In The Blackwell Companion to Major Classical
Social Theorists, pp. 132-192. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell : 2003.
Kawade, Yoshie. ‚Montesquieu.‛ In Political Thinkers From Socrates to the Present, pp. 217-234.
Edited by David Boucher and Paul Kelly. Oxford : Oxford University Press, 2003.
Kellner, Douglas. ‚Herbert Marcuse.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp.
86-91. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Kemple, Thomas M. ‚Founders, Classics, and Canons in the Formation of Social Theory.‛ In
Handbook of Contemporary European Social Theory, pp. 3-13. Edited by Gerard Delanty
Routledge : London and New York, 2006.
Kennedy, Valerie. Edward Said : A Critical Introduction. Cambridge : Polity, 2000.
Kingdon, Robert M. ‚Reformation.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 5, pp.
2029-2031. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson
Gale., 2005.
Lacey, A. R. Robert Nozick. Chesham : Acumen Publishing Limited, 2001.
Lamp, Peter and James C. Docherty. Historical Dictionary of Socialism. Second Edition.
Lanham : The Scarecrow Press, Inc., 2006.
Launay, Robert. ‚Structuralism and Poststructuralism : Anthropology.‛ In New Dictionary of the
History of Ideas Volume 5, pp. 2265-2267. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz.
Farmington Hills : Thomson Gale., 2005.
Layder, Derek. Understanding Social Theory. Second Edition. London : Sage Publications, 2006.
Lechte, John. Fifty Key Contemporary Thinker : From Structuralism to Post-Humanism. Second
Edition. London and New York : Routhledge, 2008.
Ley, David. ‚Postmodernism.‛ In The Dictionary of Human Geography, pp. 620-622.
Fourth Edition. Edited by R.J. Johnston, Derek Gregory, Geraldine Pratt, and Michael
Watts. Oxford : Blackwell Publisher Ltd., 2000.
Lidz, Victor. ‚Talcott Parsons.‛ In The Blackwell Companion to Major Classical Social Theorists,
pp. 376-419. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell Publishing, 2003.
Locke, John. ‚The Second Treatise of Government.‛ In The Political Theory Reader, pp. 31-37.
Edited by Paul Schumaker. Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
______. Two Treatises of Government and A Letter Concerning Toleration. Edited by Ian Shapiro.
New Haven : Yale University Press, 2003.
329
Loomba, Ania. Colonialism/Postcolonialism. London : Routledge, 1998.
Loya, Steven. ‚Anthony Giddens.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 101-109. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Luckmann, Thomas. ‚Alfred Schutz.‛ In Fifty Key Sociologists : The Formative Theorists, pp.
146-151. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Lyotard, Jean-François. The Postmodern Condition : A Report on Knowledge. Translated by
Geoff Bennington and Brian Massumi. Minneapolis :University of Minnesota Press, 1984.
Marcuse, Herbert. ‚One-Dimensional Man.‛ In Scott Appelrouth and Lauara Desfor Edles.
Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 109-116. Thousands Oaks : Pine Forge
Press, 2007.
‚Martin Luther.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Martin_Luther> April 1, 2011.
Marx, Karl and Friedrich Engels. ‚The Communist Manifesto.‛ In The Political Theory Reader,
pp. 40-47. Edited by Paul Schumaker. Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
______. The Communist Manifesto. London : Pluto Press, 2008.
______. The German ideology : Including Theses on Feuerbach and Introduction
to The Critique of Political Economy. New York : Prometheus Books, 1998.
‚Max Horkheimer.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Max_Horkheimer> May 17, 2011.
Merton, Robert K. ‚Manifest and Latent Functions.‛ In Scott Appelrouth and Lauara Desfor Edles.
Sociological Theory in the Contemporary Era, pp. 62-68. Thousands Oaks : Pine Forge
Press, 2007.
‚Michel Foucault.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault> June 15, 2012.
Mill, John Stuart. ‚On Liberty.‛ In J. S. Mill On Liberty in Focus. Edited by John Gray and G. W.
Smith. London : Routledge, 1991.
“Milton Friedman.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Milton_Friedman> November 3, 2012.
Morton, Stephen. Gayatri Chakrvorty Spivak. London and New York : Routledge, 2003.
Nisbet, Robert. ‚Introduction.‛ In Emile Durkheim. The Elementary Forms of the Religious
Life, pp. xv. Translated by Joseph Ward Swain. New York : George Alien & Unwin Ltd.,
1976.
Newman, Michael. Socialism : A Very Short Introduction. Oxford : Oxford University Press,
2005.
330
Nozick, Robert. Anarchy, State, and Utopia. New York : Basic Books, Inc., 1974.
Outhwaite, William. ‚Jurgen Habermas.‛ In The Blackwell Companion to Major Contemporary
Social Social Theorists, pp. 228-246. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell :
2003.
Pickering, Mary. ‚Auguste Comte.‛ In Fifty Key Sociologists: The Formative Theorists, pp. 21-26.
Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
‚Pierre Bourdieu.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_Bourdieu> June 4, 2011.
Poster, Mark. ‚Introduction.‛ In Jean Baudrillard. Jean Baudrillard: Selected Writings, pp. 1-9.
Edited by Mark Poster. Stanford, California : Stanford University Press, 1988.
Pratt, Geraldine. ‚Post-structuralism.‛ In The Dictionary of Human Geography, pp. 625-627.
Fourth Edition. Edited by R.J. Johnston, Derek Gregory, Geraldine Pratt, and Michael
Watts. Oxford : Blackwell Publisher Ltd., 2000.
Pressman, Steven. Fifty Major Economists. Second Edition. London and New York : Routledge,
2006.
Quayson, Ato. Postcolonialism : Theory, Practice or Process. Cambridge : Polity Press, 2000.
Rabil Jr., Albert. ‚Humanism : Rnaissance.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 3, pp.
1029-1033. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson
Gale., 2005.
‚Ralf Dahrendorf.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Ralf_Dahrendorf > May 10, 2011.
Ralws, Anne. ‚Harold Garfinkel.‛ In The Blackwell Companion to Major Contemporary
Social Theorists, pp. 122-153. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell : 2003.
Ralws, John. ‚Justice as Fairness.‛ In Introduction to Contemporary Political Theory : A Reader,
pp. 13-21. Edited by Colin Farrelly. London : Sage Publications, 2004.
Raphael, D. D. ‚Introduction.‛ In Adam Smith. The Wealth of Nations, pp. xii-xxxi. London :
David Campbell Publishers Ltd., 1991.
‚Richard Rorty.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Rorty> June 15, 2012.
Ritzer, George. Contemporary Sociological Theory and Its Classical Roots : The Basics. Boston :
McGraw Hill, 2007.
______. Sociological Theory. Eighth Edition. Boston : McGraw Hill, 2011.
Ritzer, George and Douglas J. Goodman. Modern Sociological Theory. Sixth Edition. Boston :
McGraw Hill, 2004.
331
Ritzer, George and Douglas J. Goodman and Wendy Wiedenhoft. ‚Theories of Consumption.‛ In
Handbook of Social Theory, pp. 410-427. Edited by George Ritzer and Barry Smart.
London : Sage Publications, 2003.
‚Roland Barthes.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Roland_Barthes> April 27, 2012.
Rosen, Michael. ‚Benjamin, Adorno, and the Decline of the Aura.‛ In The Cambridge Companion
to Critical Theory, pp. 40-56. Edited by Fred Rush. Cambridge : Cambridge University
Press, 2004.
Rousseau, Jean-Jacques. ‚On the General Will.‛ In The Political Theory Reader, pp. 111-115.
Edited by Paul Schumaker. Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
______. The Social Contract. n.d. <http://www.constitution.org/jjr/socon_01.
htm#001> April 17, 2011.
Rush, Fred. ‚Conceptual Foundations of Early Critical Theory.‛ In The Cambridge Companion
to Critical Theory, pp. 6-39. Edited by Fred Rush. Cambridge : Cambridge University
Press, 2004.
Russell, Bertrand. A History of Western Philosophy. New York : Simon and Schuster, 1945.
Ryan, Alan. ‚Liberalism.‛ In Blackwell Companion to Contemporary Political Philosophy.
Second Edition. Edited by Robert E. Goodin and Philip Petitt. Malden : Blackwell
Publishing Ltd., 2007.
Ryan, Michael. ‚Structuralism and Poststructuralism : Overview.‛ In New Dictionary of the
History of Ideas Vol. 5, pp. 2260-2264. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz.
Farmington Hills : Thomson Gale., 2005.
Said, W. Edward. ‚Afterword.‛ In Orientalism. London : Penguin Books, 1995.
______. Culture and Imperialism. New York : Alfred A. Knopf, Inc., 1993.
______. Orientalism. London and Henley : Routledge & Kagan Paul, 1978.
______. The World, the Text, and the Critic. Cambridge : Harvard University Press, 1983.
Sargent, Lyman Tower. Contemporary Political Ideologies : A Comparative Analysis.
Fourteenth Edition. Belmont. Wadsworth, 2009.
______. ‚Utopia.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Vol. 6, pp. 2403-2409. Editor in
Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson Gale., 2005.
332
Scarre, Geoffrey. ‚Mill.‛ In A Companion to the Philosophers, pp. 404-407. Edited by Robert L.
Arrington. Malden : Blackwell Publishers, 2001.
Schumaker, Paul. ‚Preface.‛ In The Political Theory Reader, pp. ix-xii. Edited by Paul Schumaker.
Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
Schumpeter, Joseph A. Ten Great Economists From Marx to Keynes. London : Routledge, 1997.
Sciortino, Giuseppe. ‚Functionalism and Social Systems Theory.‛ In The New Blackwell
Companion to Social Theory, pp. 106-123. Edited by Bryan S Turner. Malden : Wiley-
Blackwell, 2009.
Scott, John. ‚Talcott Parsons.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists, pp.
187-193. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Scott, Susie. ‚Erving Goffman.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists, pp.
113-119. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Sharrock, Wes. ‚Harold Garfinkel.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists, pp.
88-92. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007
Shilling, Chris. ‚The Embodied Foundations of Social Theory.‛ In Handbook of Social Theory, pp.
439-457. Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage Publications, 2003.
Silverman, Hugh J. ‚French Structuralism and After : De Saussure, Lévi-Strauss, Barthes, Lacan,
Foucault.‛ In Routledge History of Philosophy Volume IX : Continental Philosophy in
the 20th Century, pp. 322-336. Edited by Richard Kearney. London and New York :
Routledge, 2005.
Singer, Peter. Marx : A Very Short Introduction. Oxford : Oxford University Press, 2000.
Skousen, Mark. The Big Three in Economics : Adam Smith, Karl Marx, and John Maynard Keynes
New York : M.E. Sharpe, Inc., 2007.
Smith, Adam. An Inquiry into the Nature and Causes of The Wealth of Nations. Edited by
Jonathan B. Wight. Petersfield : Harriman House Ltd., 2007.
______. The Wealth of Nations. London : David and Cambell Publishers Ltd., 1991.
Smith, Dennis. ‚Zygmunt Bauman.‛ In In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 18-24. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Smith, Paul. Moral and Political Philosophy : Key Issues, Concepts and Theories. Basingstoke :
Palgrave Macmillan, 2008.
333
Solomon, Robert C. ‚Philosophy : Historical Overview and Recent Developments.‛ In New
Dictionary of the History of Ideas Vol. 4, pp. 1775-1778. Editor in Chief by Maryanne
Cline Horowitz. Farmington Hills : Thomson Gale., 2005.
Spivak, Gayatri Chakravorty. ‚Can the Subaltern Speak?.‛ In Postcolonialism : Critical Concept in
Literary and Cultural Studies vol. IV, pp. 1427-1477. Edited by Diana Brydon. London
and New York : Routledge, 2000 A.
______. ‚Postcolonial Theory and Literature.‛ In New Dictionary of the History of Ideas Volume
5, pp. 1859-1867. Editor in Chief by Maryanne Cline Horowitz. Farmington Hills :
Thomson Gale., 2005.
______. ‚Poststructuralism, Maginality, Postcoloniality and Value.‛ In Postcolonialism : Critical
Concept in Literary and Cultural Studies vol. I, pp. 57-83. Edited by Diana Brydon.
London and New York : Routledge, 2000 B.
Steger, Manfred B. The Quest for Evolutionary Socialism : Eduard Bernstein and Social
Democracy. Cambridge : Cambridge University Press, 1997.
Steger, Manfred B. and Ravi K. Roy. Neoliberalism : A Very Short Introduction. Oxford : Oxford
University Press, 2010.
Stehr, Nico. ‚Modern Societies as Knowledge Societies.‛ In Handbook of Social Theory, pp. 494-
508. Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage Publications, 2003.
Stern, David G. ‚The Practical Turn.‛ In The Blackwell Guide to the Philosophy of the Social
Sciences, pp. 185-206. Edited by Stephen P. Turner and Paul A. Roth. Blackwell :
Malden, 2003.
Stones, Rob. Structuration Theory. Basingstoke : Palgrave Macmillan, 2005.
______. ‚Theories of Social Action.‛ In The New Blackwell Companion to Social Theory,
pp. 83-105. Edited by Bryan S Turner. Malden : Wiley-Blackwell, 2009.
Strauss, Leo. ‚What is Political Philosophy.‛ In The Political Theory Reader, pp. 5-8. Edited by
Paul Schumaker. Malden : Blackwell Publishing Ltd., 2010.
Swartz, David. ‚Pierre Bourdieu.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 39-47. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Sztompka, Piotr. ‚Robert K. Merton.‛ In The Blackwell Companion to Major Contemporary Social
Social Theorists, pp. 12-33. Edited by George Ritzer. Malden : Blackwell : 2003.
334
______. ‚Robert Merton.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists, pp.
169-175. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Taylor, Roger. ‚Walter Benjamin.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 40-43. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
‚Theory.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Theory> April 1, 2011.
‚Thomas Hill Green.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Thomas_Hill_Green> October 23, 2012.
‚Thomas Luckmann.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Thomas_Luckmann > May 14, 2011.
Turner, Bryan S. (Editor). The New Blackwell Companion to Social Theory. Malden : Wiley-
Blackwell, 2009.
Turner, Jonathan H. ‚The Origins of Positivism: The Contributions of Auguste Comte and Herbert
Spencer.‛ In Handbook of Social Theory, pp. 30-42. Edited by George Ritzer and Barry
Smart. London : Sage Publications, 2003.
Turner, Rachel S. Neoliberal Ideology : History, Concepts and Policies. Edinburgh : Edinburgh
University Press, 2008.
‚Ulrich Beck.‛ n.d. <http://en.wikipedia.org/wiki/Ulrich_Beck> October 23, 2011.
Vandenberghe, Frederic. ‚The Age of epigones : Post-Bourdieusian Social Theory in France.‛ In
Handbook of Contemporary European Social Theory, pp. 69-81. Edited by Gerard
Delanty. Routhledge : London and New York, 2003.
Voorhoeve, Alex. ‚Desiderius Erasmus.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 91-93. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
Vincent, Andrew. Modern Political Ideologies. Third Edition. Malden : Wiley-Blackwell, 2010.
Wagner, Peter. ‚Social theory and political philosophy.‛ In Handbook of Contemporary European
Social Theory, pp. 25-36. Edited by Gerard Delanty. London and New York : Routledge,
2006.
Walker, David and Daniel Gray. Historical Dictionary of Marxism. Second Edition. Lanham : The
Scarecrow Press, Inc., 2007.
Walmsley, Jonathan. ‚John Locke.‛ In Great Thinkers A-Z., pp. 149-151. Edited by Julian
Baggini and Jeremy Strangroom. London and New York : Continuum, 2004.
‚Walter Benjamin.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Walter_Benjamin > May 21, 2011.
Whimster, Sam. ‚Max Weber: Work and Interpretation.‛ In Handbook of Social Theory, pp. 54-65.
Edited by George Ritzer and Barry Smart. London : Sage Publications, 2003.
335
Whitebook, Joel. ‚The Marriage of Marx and Freud : Critical Theory and Psychoanalysis.‛ In
The Cambridge Companion to Critical Theory, pp. 74-102. Edited by Fred Rush.
Cambridge : Cambridge University Press, 2004.
Wight, Jonathan B. ‚Introduction.‛ In Adam Smith. An Inquiry into the Nature and Causes of The
Wealth of Nations. Edited by Jonathan B. Wight. Petersfield : Harriman House Ltd., 2007.
Wilkinson, Iain. ‚Ulrich Beck.‛ In Fifty Key Sociologists : The Contemporary Theorists,
pp. 28-31. Edited by John Scott. London and New York : Routledge, 2007.
Young, Robert. ‚White Mythologies.‛ In Postcolonialism : Critical Concept in
Literary and Cultural Studies vol. II, pp. 748-773. Edited by Diana Brydon. London and
New York : Routledge, 2000.
‚Zygmunt Bauman.‛ n.d. < http://en.wikipedia.org/wiki/Zygmunt_Bauman> October 23, 2011.