ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลังสมยั ใหม่ 8877
การจัดระเบียบ ควบคุม อธิบาย นิยามตัวตนของมนุษย์ เป็นกรอบในการ
ตคี วามการดาเนนิ ชีวิต และตอกยา้ รปู แบบชวี ติ ประจาวันของประชาชน
อานาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิจึงเป็นอานาจชีวะในความหมายท่ี
ฟูโกพูดถึง ส่วนการเมืองของจักรวรรดิจะเป็นการเมืองชีวะ (bio-politics)
ซ่ึงหมายถึงการบริหารจัดการและควบคุมชีวิตมนุษย์ ถ้าหากอานาจ
อธปิ ไตยของรัฐเป็นอานาจอธิปไตยเหนือดินแดนแล้ว อานาจอธิปไตยแบบ
จักรวรรดิก็จะเป็นอานาจอธิปไตยเหนือชีวิต โดยนัยนี้ การเมืองแบบ
จักรวรรดิจึงเป็นเรื่องของการปกครองจิตวิญญาณ (governmentality)
มากกว่าการปกครองอาณาเขตหรือประชากรอย่างการเมืองแบบรัฐชาติ
และอานาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิจะเป็นอานาจในเชิงรุกท่ีทะลุทะลวง
แทรกแซงเขา้ ไปทุกท่ีเพ่ือผลในการควบคุมชีวิตจิตใจของคนโดยไม่คานึงถึง
อาณาเขตของรัฐชาติอกี ตอ่ ไป
ตวั อย่างทเี่ ด่นชดั ของแนวคิดเรื่องจักรวรรดิก็คือ การสร้างบทบาท
เจ้าจักรวรรดิของประเทศสหรัฐอเมริกา ในกรณีเหตุการณ์การก่อการร้าย
เม่ือวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ที่ความมั่นคงปลอดภัยของชาติมาก่อน
สิทธเิ สรภี าพของประชาชนอเมริกนั รปู แบบของจกั รวรรดิที่เกิดข้ึนใหม่เป็น
การทาสงครามในนามของประชาธิปไตยและระเบียบโลกชุดใหม่ ถ้าหากใน
ยุคสงครามเย็นหรือโลกยุคสมัยใหม่ อานาจจักรวรรดิเป็นไปเพื่อล้มล้าง
“จักรวรรดิแห่งความช่ัวร้าย” ท่ีหมายถึงโลกคอมมิวนิสต์แล้ว ในโลกยุค
หลังสงครามเย็นหรือโลกยุคหลังสมัยใหม่ อานาจจักรวรรดิดาเนินไปเพ่ือ
การขจัด “รฐั เกเร” เปน็ ทาสงครามเพื่อการปลดปล่อย และนาไปสู่เสรีภาพ
88 ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 88
และความเสมอภาค จึงเป็นการทาสงครามเพ่ือความถูกต้อง (just war)
เหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งน้ีเป็นเหตุผลใหม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
นามาใช้เพ่ือขยายอานาจแบบจักรวรรดิของตนออกไป นโยบาย
ตา่ งประเทศของจักรวรรดิมิได้วางอยู่บนผลประโยชน์ของรัฐท่ีเป็นรูปธรรม
แต่วางอย่บู นหลกั การทเี่ ปน็ นามธรรมของประชาธปิ ไตย สันติภาพโลก สิทธิ
มนุษยชน และระเบยี บโลกใหม่ การใชแ้ สนยานุภาพทางทหารของประเทศ
สหรัฐอเมริกาท่ีตามมาก็เพื่อให้บรรลุถึงเปูาหมายเชิงอุดมคติเหล่าน้ี
จักรวรรดิอเมริกันจึงเป็นจักรวรรดิท่ีเช่ือถือในคุณค่าและความสูงส่งของ
สังคมอเมริกัน ประชาธิปไตยคือหลักการสากลท่ีทั่วโลกต้องยอมรับ ไม่
แตกต่างไปจากหลักการเร่ืองตลาดเสรีและคุณค่าเสรีนิยมใหม่อื่นๆ โดยนัย
น้ี ผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะเจ้าจักรวรรดิ จึงเป็นส่ิง
เดยี วกบั ผลประโยชนข์ องโลก และการทาสงครามตอ่ ต้านการก่อการร้ายจึง
เป็นการทาสงครามเพือ่ เผยแพรล่ ทั ธิแบบหนงึ่ เท่านนั้
3.3 ขบวนการเคล่อื นไหวทางสงั คมใหม่ (New Social Movement)3
การคมนาคมส่ือสารที่สะดวกรวดเร็วและประหยัด การมีข้อมูล
ข่าวสารเผยแพร่อย่างมากมายหลากหลายและกว้างขวาง ทาให้คนในโลก
ยุคปัจจุบันต่ืนตัวที่จะหาความรู้เพ่ิมมากขึ้น ประกอบกับเส้นแบ่งต่างๆ ใน
3 รายละเอยี ดเกีย่ วกบั เรอ่ื งนี้ดใู น ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2545, 2553ข;
Hobson, 2003; Zirakzadeh, 2006; และ McDonald, 2006.
ปรัชญาการเมืองยคุ หลังสมยั ใหม่ 8899
สังคมเกิดความพร่ามัวไม่ชัดเจนซ่ึงเป็นผลมาจากการกระชับแน่นของเวลา
และสถานท่ีทาให้โลกในยุคปัจจุบันเกิดปัญหาและความขัดแย้งแบบใหม่ๆ
ข้ึนมากมาย เป็นความขัดแย้งที่บรรดาสถาบันหลักทางการเมืองการ
ปกครอง และสถาบันสังคมท่ีดารงอยู่ไม่เข้าใจ และไม่มีความสามารถใน
การแก้ไขโดยลาพัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนและตัดข้ามบรรดา
เส้นแบ่งเดิมๆ ที่ดารงอยู่ จึงอาจหันไปใช้วิธีการแก้ไขปัญหาด้วยความ
รุนแรง และทาให้ความขัดแย้งในสังคมและในโลกทวีความรุนแรงเพ่ิมมาก
ขึ้น จนอาจถึงข้ันนาไปสู่การล่มสลายของสังคมหรือของโลกโดยรวมได้
ตัวอย่างท่ีเป็นรูปธรรมของความขัดแย้งแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
ได้แก่ ความขัดแย้งบนฐานของเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความขัดแย้ง
บนฐานของเพศ และความขัดแยง้ ในเรื่องส่งิ แวดลอ้ ม เปน็ ต้น
ความขัดแย้งแบบใหม่เหล่านี้แสดงออกมาในรูปของขบวนการ
เคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาวิชาการว่า “ขบวนการ
เคล่ือนไหวทางสังคมใหม่” (new social movement) เช่น ขบวนการ
สตรี ขบวนการศาสนายุคใหม่ ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และขบวนการเรียกร้องสิทธขิ องคนพน้ื เมอื งดงั้ เดมิ ในประเทศต่างๆ เป็นต้น
ดังน้ัน ในโลกยุคหลังสงครามเย็นท่ีเช่ือกันว่าความขัดแย้งรุนแรงแบบต่างๆ
จะโลกจะหมดสิ้นไป เพราะการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในโลกยุคสงครามเย็น
ไดย้ ตุ ลิ งแล้วกไ็ มเ่ ปน็ ความจริง ในทางกลับกัน โลกหลังสงครามเย็นกลับทวี
ความรนุ แรงมากขน้ึ แตใ่ นรูปแบบที่เปลีย่ นไป
90 ปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมยั ใหม่ 90
ในโลกยุคหลังสงครามเย็นกลับปรากฏว่ามีการชุมชนประท้วง
ต่อต้านที่รุนแรง กว้างขวางและเป็นระบบของภาคประชาชนต่อบรรดา
สถาบันและองค์กรต่างๆ ท่ีทาหน้าท่ีควบคุม จัดระบบระเบียบสิ่งท่ีเรียกว่า
“เศรษฐกิจโลก” เพ่ิมมากข้ึน การชุมนุมประท้วงของภาคประชาชนเพ่ือ
ต่อต้านการประชุมขององค์การโลกบาลอยา่ งองคก์ ารการค้าโลกหรือ WTO
(World Trade Organization) ที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศ
สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1999 จนมีผลให้การประชุมดังกล่าวไม่สามารถ
ดาเนินการต่อไปได้ ความโดดเด่นของการประท้วงต่อต้านองค์การการค้า
โลกครั้งนี้อยู่ท่ีการนาเสนอรูปแบบ “การต่อต้านขัดขืนแบบหลังสมัยใหม่”
(postmodern resistance) เน่ืองจากเป็นการชุมนุมประท้วงในรูปของ
เครือข่ายท่ีตดั ขา้ มเสน้ แบ่งเดิมๆ ท่ีดารงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นแบ่งของชนชั้น
เชื้อชาติ ผิวสี ประเทศ ศาสนา หรือวัฒนธรรม ขบวนการต่อต้านโลกา
ภวิ ัตนท์ ี่เมืองซีแอตเติลเห็นว่าองค์กรโลกบาลที่จัดระเบียบเศรษฐกิจโลกไม่
มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนท่ัวโลกเข้าไปมีส่วน
ร่วมในการตัดสินใจต่างๆ ที่ท้ังคุกคามต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของ
ประชนท่ัวโลก หลังจากนั้นก็มีการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเน่ืองมาโดย
ตลอดตามเมืองต่างๆ ท่ีมีการจัดประชุมของบรรดาประเทศ สถาบันและ
องค์กรสาคัญๆ ท่ีทาหน้าที่จัดระเบียบเศรษฐกิจโลกอันมีผลกระทบต่อวิถี
ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการประชุมของ
ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหวา่ งประเทศ (IMF) ธนาคารเพ่ือการพัฒนา
แห่งเอเชีย (ADB) หรือการประชุมของประเทศมหาอานาจทางเศรษฐกิจที่
ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลังสมยั ใหม่ 9911
เรียกว่ากลมุ่ ประเทศ G8
การชมุ นุมประทว้ งดังกล่าว มใิ ช่เป็นความขัดแย้งในระดับประเทศ
ที่เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนกับรัฐบาลของประเทศตัวเอง
อย่างที่ผ่านมา แต่เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลของกลุ่มประเทศ
ตา่ งๆ และองค์กรโลกบาลฝาุ ยหนึง่ กบั ประชาชนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
อีกฝุายหนึ่ง และถือเป็นรูปธรรมสาคัญของการเคล่ือนไหวเรียกร้องของ
ภาคประชาชนธรรมดาในโลกยุคหลังสงครามเย็น เพื่อต่อต้านระบบ
ทุนนิยมโลก มิใช่เวทีท้องถ่ินอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไป ในสายตาของผู้
ประทว้ งต่อตา้ นกระแสโลกาภิวัตน์ กลุ่มประเทศ G8 และสถาบัน องค์กรท่ี
เกี่ยวข้องคือสโมสรของคนร่ารวยที่หากินกับความยากจนและความทุกข์
ยากของคนท่ัวโลก เป็นสโมสรท่ีสนใจแต่เร่ืองเงินและกาไรมากกว่าเรื่อง
สิทธิของคนงาน สิทธิมนุษยชนและความย่ังยืนของธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ ม
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ เป็นการเคล่ือนไหวของภาค
ประชาชนที่ต้องการเสนอทางเลือกใหม่ในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบ
การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในระดับโลก ที่การเมืองแบบ
ตัวแทนหรือการเมืองในระบบพรรคที่ดารงอยู่ไม่อยู่ในฐานะท่ีจะกระทาได้
เน่ืองจากเปูาหมายหลักของการเมืองดังกล่าวอยู่ที่การหวังผลในการชนะ
การเลือกต้ังมากกว่าสนใจแก้ปัญหาในระดับโลก ประกอบกับแนวคิดเร่ือง
อานาจอธิปไตยของรัฐท่ีเด็ดขาดและขาดตอนทาให้รัฐชาติไม่อยู่ในฐานะท่ี
จะแก้ปัญหาในระดับโลกได้ เพราะจะติดขัดในเรื่องของการแทรกแซง
92 ปรัชญาการเมืองยคุ หลังสมัยใหม่ 92
กิจการภายในของรัฐอ่ืน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่จึงอาจเป็น
ทางเลือกหนึ่งของการนาไปสู่การเปล่ียนแปลงในโลกยุคหลังสงครามเย็น
เพราะลักษณะเด่นประการหน่ึงของขบวนการเหล่านี้อยู่ที่ความสามารถใน
การเชอื่ มประสานชีวติ ประจาวันเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งใน
ระดับประเทศและระดับโลก กล่าวคือ มีลักษณะของการเคลื่อนไหวใน
ระดับกว้างโดยรวมเอาเรื่องส่วนตัว เช่น ความสัมพันธ์ทางเพศ ความ
ยากจน หรอื ราคาผลผลิตการเกษตรตกต่า เข้ากับเร่ืองส่วนร่วม เช่น ความ
เสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อม ความไร้ประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตย
แบบตัวแทน และการเอารัดเอาเปรียบในระดับโลก ระหว่างประเทศท่ี
พัฒนาแล้วกับประเทศกาลังพัฒนา หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือ ขบวนการ
เคล่ือนไหวทางสังคมใหม่ เป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ต้องการสร้าง
นิยาม/ความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งที่เคล่ือนไหวเรียกร้อง โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งนิยาม/ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” และ “สังคมโลก” ให้
กว้างไกลไปจากเดิม โดยการชี้ให้เห็นว่าเร่ืองราวในชีวิตประจาวันน้ันเป็น
ท้ังเร่ืองส่วนตัวและการเมืองไปพร้อมๆ กัน แยกกันไม่ออก และเก่ียวข้อง
กบั การเมอื งทั้งในระดับประเทศและระดับโลกด้วย
ขบวนการเคลือ่ นไหวทางสังคมใหม่ แสดงให้เห็นว่าขบวนการภาค
ประชาชนสามารถทาอะไรได้บ้างในระดับของการเมืองโลกและทาอย่างไร
โดยผ่านการรณรงค์เพื่อลดความน่าเชื่อถือของวาทกรรมหลักในเร่ืองน้ันๆ
และเสนอวาทกรรมทางเลือกของตน เมื่อเป็นเช่นน้ีอาวุธที่สาคัญของ
ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมใหม่จึงมิใช่การแย่งชิงอานาจรัฐอย่าง
ปรัชญาการเมอื งยคุ หลงั สมัยใหม่ 9933
ขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต แต่เป็นการท้าทายในเชิงวาทกรรม4
(discursive challenges) มากกว่า การช่วงชิงอานาจรัฐ ถือเป็นลักษณะ
สาคญั ของการเมอื งแบบสมยั ใหม่ (modern politics) สว่ นการเมืองแบบที่
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่พยายามต่อสู้เรียกร้องมีลักษณะที่
เรียกว่า “การเมืองแบบหลังสมัยใหม่” (postmodern politics) ท่ีมี
ประชาชนธรรมดารวมตัวกันในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่
เป็นตัวแสดงหลัก ไม่ใช่รัฐชาติหรือพรรคการเมืองอย่างการเมืองแบบ
สมยั ใหม่
3.4 ประชาธปิ ไตยแบบเข้มข้น (Radical Democracy)5
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 20 นักวิชาการและนักการเมืองท้ัง
“ฝุายซ้าย” และ “ฝุายขวา” เร่ิมมองเห็นถึงปัญหาเก่ียวกับระบอบการ
4 คาว่า “วาทกรรม” (discourse) เป็นแนวคดิ ของยคุ หลังสมัยใหม่ซึ่งเสนอ
โดยแดร์ริดา (Derrida) หมายถึง โครงสร้างเชิงทฤษฎีในการเข้าใจโลก ซึ่งสมาชิกใน
ชุมชนเชอื่ ว่ามคี วามถกู ต้อง และโครงสรา้ งดงั กล่าวจะเปน็ กรอบในการนิยามว่าควรจะ
ศึกษาอะไร มีปัญหาอะไรบ้างที่ควรถาม ควรถามอย่างไร และมีกฎเกณฑ์อะไรบ้างที่
ควรปฏิบตั ใิ นการตีความคาตอบทไ่ี ดร้ ับ โดยนักวิชาการยุคหลังสมัยใหม่ได้ชี้ให้เห็นว่า
วาทกรรมท่ีแท้จริงไม่ได้มีเพียงชุดเดียว แต่มีความแตกต่างหลากหลายขึ้นอยู่กับการ
กาหนดนิยามของกลมุ่ ต่างๆ ในสงั คม
5 รายละเอยี ดเกยี่ วกับเรอื่ งนดี้ ูใน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2545; 2553ข;
Kriesi and Others, 2013; และ Blaug, 1999.
94 ปรัชญาการเมืองยุคหลงั สมัยใหม่ 94
ปกครองแบบที่ตนสนับสนุนและผลท่ีเกิดขึ้นกับความเป็นประชาธิปไตยท่ี
คาดหวังว่าจะเกิด/จะมีขึ้น กล่าวคือ ในส่วนของ “ฝุายซ้าย” เร่ิมตระหนัก
ว่าความหวังท่ีจะเห็นลัทธิคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมนาไปสู่การปกครอง
แบบประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ส่ิงท่ีเกิดข้ึนคือระบบเผด็จการ
อานาจนิยมท่ีมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ หลังจากการ
ล่มสลายของกาแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการ
สิ้นสุดของยุคสงครามเย็นแล้วก็ไม่ปรากฏว่าโลกจะสงบร่มเย็นขึ้นและมี
ประชาธิปไตยเพ่ิมมากขึ้นอย่างที่เคยคิดหรือเคยคาดหวังไว้แต่อย่างใด
ในขณะท่ี “ฝุายขวา” ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน นั่นคือ ระบอบประชาธิปไตย
แบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ให้ความสาคัญกับปัจเจกบุคคล
เป็นหลักก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถสร้างความเสมอภาค
และความเท่าเทียมซ่ึงเป็นสาระสาคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตย
ให้เกิดข้ึนมาได้ ประชาธิปไตยเสรีนิยมพยายามสร้างความเสมอภาคด้วย
การเก็บกดเสรีภาพ ในรูปของการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “พลเมือง” (citizen)
และ “ความเป็นพลเมือง” (citizenship) แบบเดียว คือพลเมืองและความ
เป็นพลเมืองแบบของรัฐ รัฐเท่าน้ันท่ีมีสิทธิในการสร้างพลเมืองข้ึนมา และ
เฉพาะพลเมืองของรัฐเท่านั้นจึงจะมีสิทธิต่างๆ ภายในอาณาเขตของรัฐ
โดยนัยน้ี ความเป็นพลเมอื งในระบอบประชาธิปไตยทีไ่ ด้รับความชื่นชมเป็น
อย่างมากในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงเป็นเพียงเทคนิควิธีในการจัด
ระเบียบความสมั พันธร์ ะหวา่ งรฐั กบั ประชาชนแบบหนงึ่ เท่านน้ั
ปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมยั ใหม่ 9955
ดังนั้น ในโลกยุคหลังสมัยใหม่จึงมีการหันกลับมาขบคิดทบทวน
เกี่ยวกับสิ่งท่ีเรียกว่า “ประชาธิปไตย” (democracy) กันใหม่ ในโลกยุค
หลังสงครามเย็นที่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไป
แล้ว ปรากฏว่ามีประชาธิปไตย 2 แบบท่ีมีอิทธิพลและแข่งขันกันอยู่ใน
สงั คม คอื ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) และ
ประชาธิปไตยแบบเข้มข้น (radical democracy)6 ประชาธิปไตยแบบ
ตัวแทนจะเน้นในเร่ืองของวิธีการในการทาให้ผลประโยชน์ของคนในสังคม
ได้รับการตอบสนองจากรัฐ ในขณะที่ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นจะเน้นใน
เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร เ ปิ ด พ้ื น ที่ ส า ธ า ร ณ ะ ใ น สั ง ค ม ใ ห้ มี ก า ร ถ ก เ ถี ย ง กั น อ ย่ า ง
กว้างขวาง เพื่อสร้างบทสนทนาสาธารณะอันจะนาไปสู่การแก้ปัญหา
ร่วมกัน มากกว่าการแก้ปัญหาผ่านระบบที่ดารงอยู่ ประชาธิปไตยแบบ
เข้มข้นไม่ใช่เร่ืองของการช่วงชิงอานาจรัฐ หรือการล้มล้างรัฐบาลผ่านการ
หย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเร่ืองของการช่วงชิงการนาในการสร้างคานิยาม
หรอื การสร้างความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งท่ีต่อสู้หรือเรียกร้องเพื่อให้มีฐานะ
เปน็ คานิยามหลักในสังคมมากกว่า ดังนั้น การเมืองของประชาธิปไตยแบบ
เข้มข้นจึงเป็นการเมืองแบบที่ต้องการแยกย่อยหรือสลายระบบท่ีดารงอยู่
เพื่อผลในการปรับเปลี่ยนทิศทาง หรือเพื่อการกาหนดและจัดลาดับ
6 คาว่า “ประชาธิปไตยแบบเข้มข้น (radical democracy) มีชื่อเรียกอ่ืนๆ
ท่ีสามารถใช้แทนกันได้ เช่น คาว่า “ประชาธิปไตยแบบพหุนิยม” (plural
democracy) “ประชาธิปไตยแบบการสนทนา” (dialogic democracy) และ
“ประชาธิปไตยแบบปรกึ ษาหารอื ” (deliberative democracy) เป็นต้น
96 ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลังสมัยใหม่ 96
ความสาคัญของปัญหาเสียใหม่ อันจะนาไปสู่การสร้างวาทกรรมชุดใหม่ใน
เรอ่ื งนนั้ ๆ ขน้ึ มาในสังคม
แนวคิดท่ีเป็นพ้ืนฐานของประชาธิปไตยแบบเข้มข้นก็คือแนวคิด
ที่ว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของความสมานฉันท์หรือความเห็นพ้อง
ตอ้ งกัน และไม่ใช่เร่ืองของการสลายหรือแย่งชิงอานาจรัฐ แต่เป็นเรื่องของ
กระบวนการในการสร้างความแตกต่างหลากหลายในรูปของอัตลักษณ์
(identity) ต่างๆ ขึ้นมา ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นจึงเป็นเรื่องของการ
คิดค้นหาวิธีการสร้างอัตลักษณ์ที่สอดรับกับคุณค่าแบบประชาธิปไตย ซึ่ง
การที่ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือไม่ปล่อยให้มี
อัตลักษณ์ใดสถาปนาตัวเองให้เป็นอัตลักษณ์หลักของสังคม เน่ืองจากถ้า
ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นก็จะไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะเป็นการ
เก็บกดปิดก้ันอัตลักษณ์แบบอ่ืนๆ เอาไว้ ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นยอมรับ
และเปิดพ้ืนท่ีให้กับอัตลักษณ์ต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันในรูปของความขัดแย้ง
และความแตกต่างมากกว่าการทาให้เหมือนกันท้ังหมด ดังนั้น ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นจึงเป็นระบบที่ไม่มีข้อยุติเด็ดขาดแน่นอนตายตัว
และไม่ใช่ประชาธิปไตยท่ีสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นกระบวนการที่จะนาไปสู่
ประชาธิปไตยที่กาลังจะเกิด/กาลังจะเป็น เป็นพ้ืนที่ของการล่ืนไหล/
เปล่ียนแปลง ส่วนแนวโน้มและทิศทางของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเช่นใด
น้ันข้ึนอยกู่ ับการปะทะประสานระหวา่ งอัตลักษณ์ตา่ งๆ ในสงั คม
ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นต้ังอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดคนละชุด
กับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม กล่าวคือ ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นไม่ได้
ปรชั ญาการเมืองยุคหลงั สมยั ใหม่ 9977
ต้ังอยู่บนแนวคดิ ของความเปน็ เหตุเป็นผลและความเป็นสากล แต่ต้ังอยู่บน
แนวคิดของความขัดแย้ง และความเป็นมิตร/ศัตรูที่ต่อเนื่องและถาวร
ประชาธิปไตยแบบเข้มข้นไม่ได้มองความขัดแย้ง และความสัมพันธ์แบบ
มติ ร/ศัตรูว่าเปน็ สิ่งที่จะต้องถูกขจัดให้หมดสน้ิ ไป เพือ่ สรา้ งความสมานฉันท์
และความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดข้ึน ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีเป็นไปไม่ได้ตราบเท่าที่
มนุษย์ยังมีตัวตนหรือมีอัตลักษณ์ของตัวเองอยู่ ความแตกต่างหลากหลาย
ต่างหากคือความเป็นจริงทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย ความ
พยายามท่ีจะทาให้ความแตกต่างหลากหลายที่ดารงอยู่กลายเป็นอันหน่ึง
อันเดียวกัน นอกจากจะขัดกับหลักความจริงทางการเมืองและสังคมแล้ว
ยังขดั กับหลกั ประชาธปิ ไตยและธรรมชาติของมนุษย์อยา่ งรนุ แรงอีกดว้ ย
ประชาธิปไตยแบบเข้มข้น (radical democracy) มีความ
แตกต่างจากประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)
และประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) ตาม
แนวคดิ ของฝุายเสรีนิยม เน่ืองจากประชาธปิ ไตยสองแบบหลังมีความหมาย
เพียงแคบๆ เฉพาะในแง่ที่หมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพ่ือปกปูอง
ผลประโยชน์ส่วนตวั และการเมอื งก็มีความหมายเพยี งแคบๆ เฉพาะในแง่ที่
หมายถึงการเลือกตั้งหรือการเลือกตัวแทน จึงมองไม่เห็นหรือก้าวไม่ทัน
ความขัดแย้งแบบใหม่ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคม ส่วนประชาธิปไตยแบบเข้มข้น
น้ันจะเน้นบทบาทท่ีขยันขันแข็งของพลเมืองในการเข้าไปมีส่วนร่วมหรือ
เข้าไปมีบทบาทในประชาสังคม และเน้นในเร่ืองของความหลากหลายโดย
การขยายฐานของประชาธิปไตยให้กว้างออกไป ประชาธิปไตยแบบเข้มข้น
98 ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมยั ใหม่ 98
จึงไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลล้วนๆ อย่างประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม แต่
รวมเอาเรื่องของชุมชน (community) ความเป็นพลเมือง (citizenship)
อัตลักษณ์ (identity) และบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายท่ีถูกเก็บกดปิดกั้นไว้ใน
ระบบประชาธิปไตยแบบเสรนี ิยมเข้าไว้ด้วย
3.5 การเมืองโลก (Global Politics)7
ส่ิงที่เป็นแกนกลางของการเมืองการปกครองก็คือเรื่อง “อานาจ
อธิปไตย” แต่แนวคิดเรื่องอานาจอธิปไตยในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมี
ความหมาย ลักษณะและวิธีคิดที่แตกต่างกัน การท่ีจะเข้าใจสภาวการณ์
ทางการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับ “การเมืองโลก” (global
politics) ได้อย่างแท้จริงเราจาเป็นจะต้องเข้าใจแนวคิดเร่ืองอานาจ
อธปิ ไตยในยุคต่างๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน
ในช่วงยุคกลาง (middle age) อานาจและอาณาเขตมีลักษณะ
ทับซ้อน ขัดแย้งและหลากหลาย โดยอานาจอธิปไตยในยุคกลางจะเป็น
อานาจท่ีใช้ร่วมกันระหว่างสถาบันทางโลกและศาสนา และมีอยู่หลาย
ระบบ ไม่ได้ข้ึนอยู่กับอาณาเขตของประเทศเพียงอย่างเดียวอย่างวิธีคิด
แบบยุคสมัยใหม่ อาณาเขตของยุโรปในช่วงยุคกลางนั้นไม่มีนิยามท่ีชัดเจน
แต่มีลักษณะเล่ือนไหลและไม่ต่อเน่ือง ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 13 ไม่มี
แนวคดิ ของสงิ่ ทเี่ รยี กว่า “อาณาเขต” (territoriality) มีเฉพาะแนวคิดเร่ือง
7 รายละเอียดเก่ียวกับเร่ืองนี้ดูใน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2553ข.;
Purkitt, 2002; Kegley and Wittkopf, 2001; และ McGrew and Lewis, 1992.
ปรัชญาการเมอื งยคุ หลังสมัยใหม่ 9999
“ชายแดน” (frontier) หรอื เขตของการเคล่ือนไหว ระบบของการปกครอง
รัฐในยุโรปยุคกลางไม่มีการแบ่งแยกเด็ดขาดบนพ้ืนฐานของอาณาเขต
อานาจในยุคกลางเป็นทั้งเร่ืองส่วนตัวและส่วนรวม แยกย่อยตัดข้าม
เส้นแบ่งต่างๆ และในขณะเดียวกันก็มีลักษณะทับซ้อนและจัดลาดับช้ัน
แบบเครือข่ายโยงใย มีความจงรักภักดีหลายแหล่ง มิใช่มีเฉพาะกับรัฐชาติ
อย่างในยุคสมัยใหม่ ความสาเร็จของการปกครองในยุคกลางอยู่ท่ีวิธีการ
ปกครองพ้ืนที่แบบต่างๆ ท่ีซ้อนทับกัน ระหว่างรัฐขนาดใหญ่ พ้ืนที่เมือง
และกลมุ่ เมอื ง โดยวิธคี ดิ เกี่ยวกับพ้ืนท่ีในยุคกลางจะเป็นลักษณะของอาณา
เขตแบบเปิด ทุกหน่วยการปกครองสามารถติดต่อกับรัฐอื่นได้เท่าๆ กัน
ไมใ่ ชม่ ลี ักษณะปดิ สนิทอย่างวธิ ีคดิ ของรฐั ชาตใิ นยคุ สมัยใหม่
การเปลี่ยนผ่านจากยุคกลางสู่ยุคสมัยใหม่ (modern) ก็คือการทา
ให้การเมืองเป็นเร่ืองของอาณาเขตหรือเขตแดน ด้วยการแบ่งแยกอย่าง
เด็ดขาดและชัดเจนระหว่างภายใน/ภายนอกอาณาเขต ในขณะเดียวกันก็
แทนที่เครือข่ายความสูงต่าและหลากหลายระดับของอานาจในยุคกลาง
ด้วยความคิดเรอ่ื งอานาจอธิปไตยเหนือเขตแดนหรืออานาจอธิปไตยของรัฐ
หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือรัฐชาติสมัยใหม่จัดระบบพื้นที่ทางการเมืองบน
พื้นฐานของอานาจอธิปไตยเหนือเขตแดน สิ่งต่างๆ ถูกนิยามภายใต้อาณา
เขตของรฐั กฎ ระเบียบตา่ งๆ เป็นการบังคับใช้ภายในอาณาเขตของรัฐเป็น
หลกั โดยนยั นี้ ความคิดเร่ือง “การเมืองระหว่างประเทศ” (international
politics) หรือ “คว ามสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ” (international
relation) จึงเป็นแนวคิดท่ีค่อนข้างใหม่และเกิดข้ึนมาพร้อมๆ กับระบบ
100 ปรชั ญาการเมืองยุคหลังสมยั ใหม่ 100
รัฐชาติ เน่ืองจากหากไม่มีอาณาเขตของประเทศท่ีแน่นอน ชัดเจนและ
ตายตวั แล้ว ความคดิ เรอื่ ง “ระหว่างประเทศ” ยอ่ มจะเกิดขน้ึ ไม่ได้
ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) การรับรู้เรื่องพ้ืนที่ของยุค
สมัยใหม่ที่เป็นแบบหยุดน่ิง แข็งทื่อและตายตัวผ่านการผนวกรวมอานาจ
อธิปไตยทุกชนิดไว้ภายใต้อานาจอธิปไตยแบบเดียว น่ันคืออานาจอธิปไตย
เหนือเขตแดน ไม่สามารถอธิบายและทาให้เข้าใจปรากฏการณ์ท่ี
สลับซับซ้อนของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ได้อีกต่อไป ดังน้ัน จึงทาให้เกิด
แนวคิดท่ีเรียกว่า “การเมืองโลก” (global politics) ขึ้นมา ซ่ึง “การเมือง
โลก” น้ีจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก “การเมืองระหว่างประเทศ”
(international politics) ในแง่ของการมีเครือข่ายและกิจกรรมทางการ
เมืองที่กว้างขวาง ไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะบทบาทของรัฐชาติอย่างการเมือง
ระหว่างประเทศ โดยนัยน้ี แนวคิดเร่ืองการเมืองโลกจึงเป็นการท้าทายวิธี
คิดแบบอานาจอธิปไตยของรัฐท่ีแยกเด็ดขาดระหว่างภายใน/ภายนอก
ประเทศ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้มองเห็นถึงความสลับซับซ้อนของการ
เช่ือมต่อแบบต่างๆ ท่ีตัดข้ามอาณาเขตของรัฐชาติ และช่วยให้มองเห็นถึง
ประเดน็ ปญั หาใหมๆ่ ทตี่ ัดขา้ มอาณาเขตของรัฐ เช่น ปัญหาการก่อการร้าย
สากล ยาเสพติด มลภาวะ และสิทธิมนุษยชน เป็นต้น รวมท้ังการร่วมมือ
ประสานงานในระดับข้ามชาติเพ่ือแก้ไขปัญหาเหล่าน้ีร่วมกันในรูปของ
“การบรหิ ารจัดการระดับโลก”
แนวคิดเร่ือง “การเมืองโลก” คือระเบียบโลกชุดใหม่ที่หนีห่างไป
จากตรรกะความเป็นศูนย์กลางของรัฐชาติในการเมืองระหว่างประเทศ
ปรัชญาการเมอื งยุคหลงั สมยั ใหม่ 110011
นั่นคือ หน่วยในการวิเคราะห์ไม่ใช่รัฐชาติ แต่เป็นโลก ภูมิภาค หรือระบบ
นานาชาติที่กาหนดและบังคับใช้ระเบียบโลก ในโลกของระบบเครือข่าย
และการไหลเวียนที่ตัวแสดงท่ีไม่ใช่รัฐมีจานวนและบทบาทเพ่ิมมากขึ้น
การเมืองการปกครองในแบบรัฐชาติในรูปของรัฐบาลแห่งชาติสูญเสีย
ประสิทธิภาพและความชอบธรรมให้กับการเมืองการปกครองในระดับโลก
ไปเป็นอันมาก เน่ืองจากมีการปรับเปล่ียนบทบาท อานาจ และหน้าที่ของ
รัฐชาติอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นในโลกยุคหลัง
สมัยใหม่ แนวคิดเร่ืองการเมืองโลกเป็นกระบวนการของความร่วมมือทาง
สังคมทมี่ วี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อสว่ นรวม เปน็ กระบวนการที่รัฐชาติแสดงบทบาท
ในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการผูกขาดครอบงาอย่างท่ีผ่านมา แนวคิดเรื่อง
การเมืองโลกจึงเป็นแนวคิดสาคัญในโลกยุคหลังสมัยใหม่ท่ีสามารถช่วยให้
เราจัดระเบียบ ทาความเข้าใจ ตัดสินใจและการประสานร่วมมือทาง
การ เมื อง แล ะก าร แก้ ปัญ หา ที่ตั ดข้ ามเ ส้น แบ่ งสั งค มแ ละ รัฐ ได้ อย่ าง มี
ประสิทธภิ าพและสอดคล้องกับความเปน็ จรงิ มากขึ้น
แนวคิดเรื่อง “การเมืองโลก” เป็นการเคลื่อนย้าย ถ่ายโอน และ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอานาจทางการเมืองจากรัฐชาติสู่องค์กร สถาบันที่
ไม่ใช่รัฐ ซ่ึงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเมืองการปกครองในยุโรปยุคกลาง
ที่อานาจแบบต่างๆ ซ้อนทับกันในหลายระดับและขัดแย้งกัน แต่ดารงอยู่
ด้วยกันภายใต้อาณาเขตที่ไม่แน่นอนตายตัว น่ันคือ แนวคิดเร่ืองการเมือง
โลกในสังคมโลกยุคหลังสมัยใหม่มีขอบเขตท่ีหลากหลายและทับซ้อนกัน
หลายระดับชั้น นับต้ังแต่ระดับรัฐ ระดับท้องถ่ิน ระดับภูมิภาค และระดับ
102 ปรัชญาการเมืองยคุ หลังสมยั ใหม่ 102
โลก และทาให้แนวคิดเร่ืองอานาจอธิปไตยเหนือเขตแดนที่เคยยึดถือกันมา
ในยคุ ก่อนหนา้ นีก้ ลายเปน็ สง่ิ ที่ไม่ชดั เจน ไม่แนน่ อนและไม่ตายตัวอกี ต่อไป
ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 110033
บทที่ 4
บทสรปุ
ในบทสดุ ท้ายของหนังสือเล่มน้ีจะเป็นการสรุปเนื้อหาท่ีได้นาเสนอ
ผ่านมาในบทที่ 2 วา่ ดว้ ยปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องของ
แนวคิดทฤษฎีหรือหรือหลักการที่เป็นแก่นของการเมืองยุคหลังสมัยใหม่
และบทที่ 3 ว่าด้วยสภาวการณ์ทางการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเร่ือง
ของการนาแนวคดิ ทฤษฎีไปปฏิบัติหรือเป็นผลที่สืบเน่ืองมาจากประยุกต์ใช้
แนวคิดที่สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในการสรุปน้ันผู้เขียนจะได้
นาเสนอในรูปของตาราง 2 ตาราง คือ (1) ตารางสรุปแนวคิดและทฤษฎี
ของปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ และ (2) ตารางสรุปสภาวการณ์ทาง
การเมืองยุคหลังสมัยใหม่ เพ่ือให้สามารถมองเห็นความเหมือน ความ
แตกต่างและการเช่ือมโยงของแนวคิดทฤษฎีและการปฏิบัติในแง่มุมต่างๆ
ได้ชัดเจนมากข้ึน ซ่งึ การสรปุ สาระสาคัญในแต่ละตารางมดี ังต่อไปน้ี
4.1 การสรุปแนวคิดและทฤษฎีของปรชั ญาการเมืองยุคหลงั สมยั ใหม่
ในหัวข้อนี้ผู้เขียนจะได้สรุปแนวคิดและทฤษฎีที่เป็นแก่นของ
ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่จานวน 10 ประการ จากนักปรัชญายุค
หลังสมัยใหม่ท่ีเลือกมาศึกษาจานวน 5 คน ที่ได้นาเสนอรายละเอียดไว้ใน
บทท่ี 2 ซง่ึ แนวคิดและทฤษฎขี องปรชั ญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่สามารถ
สรปุ ได้ดังต่อไปนี้
104 ปรชั ญาการเมืองยคุ หลังสมยั ใหม่ 104
ตาราง 4.1 สรปุ แนวคิดและทฤษฎขี องปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่
แนวคดิ และทฤษฎี ชื่อนักปรัชญา สาระสาคัญ
(1) อานาจชีวะ ฟูโก อานาจชวี ะ (bio-power) เป็นแนวคดิ
(bio-power) (Foucault) ที่ ม อ ง ว่ า อ า น า จ เ ป็ น สิ่ ง มี ชี วิ ต ใ น ตั ว เ อ ง
สามารถเคลือ่ นย้ายไปมา และฟงุ้ กระจายอยู่
(2) การปกครองจติ ฟูโก ทุกหนทุกแห่ง คล้ายกับจุลินทรีย์ที่ฟุ้ง
วญิ ญาณ (Foucault) กระจายอยู่ทั่วไปในอากาศ อานาจไม่ได้ยึด
(governmenta- โยงอยู่กับตัวบุคคล สถานภาพ หรือสถาบัน
lity) แต่ข้ึนอยู่กับเงื่อนไขของความสัมพันธ์และ
ปฏบิ ัติการของความสัมพันธ์น้ัน อานาจจึงมี
ลักษณะคล้ายสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แม้มอง
ไม่เห็น แต่ถ้ามันไปสัมพันธ์กับสิ่งใดที่
เหมาะสมก็สามารถแสดงตวั ข้นึ มาได้
ก า ร ป ก ค ร อ ง จิ ต วิ ญ ญ า ณ
(governmentality) เป็นการปกครองใน
ระดับจิตสานึก โดยผู้ปกครองจะปลูกฝัง
ความคดิ อยา่ งใดอย่างหน่ึงลงไปในจิตใจของ
ประชาชน จนประชาชนยอมรับว่าความคิด
นั้นๆ เป็นความจริง แล้วนาเอาความจริงที่
ยอมรับน้ันมาใช้ปกครองหรือควบคุมตัวเอง
การปกครองแบบน้ีจึงไม่มีสถาบันท่ีมีอานาจ
มาปกครองในฐานะท่ีเป็นองค์อธิปัตย์ แต่
ปรชั ญาการเมืองยุคหลงั สมยั ใหม่ 110055
(3) การเมืองของ แดรร์ ดิ า เป็นลักษณะของการปกครองตนเองด้วย
การร้ือสร้าง (the (Derrida) จติ สานึกของตนเอง
politics of
deconstruction) การเมืองของการรื้อสร้าง (the
politics of deconstruction) เป็นการ
(4) การเมอื งเชงิ ลโี ยตาร์ด นาเสนอปมปัญหา และปฏิบัติการถอดถอน
สุนทรยี ศาสตร์ (Lyotard) เพื่อเปิดปมหรือประเด็นปัญหาท่ีถูกละเลย
(aesthetics ปิดก้ันหรือซ้อนทับไว้ในสังคมให้ปรากฏ
politics) ข้ึนมา สลายความย้อนแย้งภายในปมปัญหา
ท่ีลักล่ันต่อกัน เพื่อคลี่คลายความสัมพันธ์
เชิงอานาจท่ีไม่เป็นธรรม สร้างความเป็น
ธรรมให้เกิดขน้ึ ในสังคม โดยมเี ป้าหมายหลัก
คือการรักษาระยะความสัมพันธ์ระหว่างขั้ว
ตรงข้ามไว้ โดยมิให้ข้ัวใดขั้วหนึ่งมากากับ
หรือกาหนดอีกขัว้ หนง่ึ ได้
ก า ร เ มื อ ง เ ชิ ง สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร์
(aesthetics politics) ตง้ั อยบู่ นพื้นฐานของ
แ นว คิ ด ท่ี ว่า กา ร ตั ด สิ นเ ชิ งก า ร เ มื อ ง
(political Judgment) มีลักษณะ
เ ช่ น เ ดี ย ว กั บ ก า ร ตั ด สิ น คุ ณ ค่ า เ ชิ ง
สุนทรียศาสตร์ (aesthetics) ที่เห็นว่าส่ิง
ต่างๆ จะสวยงามหรอื ไม่ข้นึ อย่กู ับทศั นะหรือ
ความคิดเห็นของแต่ละคน ในทานอง
เดียวกัน “ความแตกต่างทางความคิดเห็น”
(differend) และ “การตัดสินเชิงการเมือง”
106 ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 106
(5) การโต้เถยี ง ลีโยตารด์ ที่หลากหลายไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ ที่จะมาวัด
(dispute) (Lyotard) ความถกู ตอ้ งและความชอบธรรมได้
(6) การกาลงั จะ เดอเลซิ การโต้เถียง (dispute) คือเคร่ืองมือท่ี
เกิด/การกาลังจะ (Deleuze) จะนาไปสู่ทางออกทางการเมือง โดยการ
เปน็ (becoming) โต้เถียงจะก่อให้เกิดการจาแนกแจกแจง
และสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้รับทราบ
ความรูส้ ึก รวมทง้ั อคติต่างๆ ท่ีสอดแทรกอยู่
ในทัศนะและความคิดเห็นให้ปรากฏข้ึนมา
ซง่ึ จะทาให้ทกุ คนตระหนักถึงสิ่งที่เป็นจริงได้
อย่างถกู ต้อง โดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมีขอ้ สรุปหรือ
ฉันทามติ ความยุติธรรมที่แท้จริงจะเกิดข้ึน
ได้ เมื่อระบบการเมืองท่ีเป็นอยู่นาเราไปสู่
การโตเ้ ถยี งอันไมม่ ีที่สิน้ สุด
การกาลังจะเกิด/การกาลังจะเป็น
(becoming) คือสภาวะที่จะเป็นอย่างอ่ืน
ท่ีแตกต่างไปจากระบบการจัดประเภทท่ี
ดารงอยู่ สาระสาคัญของการกาลังจะเกิด/
การกาลังจะเป็นคือการหลุดพ้นไปจาก
ปัจจุบัน การสลายสั่นคลอนสามัญสานึกใน
เ ร่ื อ ง เ อ ก ลั ก ษ ณ์ / ตั ว ต น ท่ี มั่ น ค ง ต า ย ตั ว
แนวคิดนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆ ใน
สั ง ค ม เ ป็ น ก า ร ป ะ ท ะ ป ร ะ ส า น ข อ ง ก า ร
ลากเส้นแบง่ การสลายเสน้ แบ่ง การลากเส้น
แบ่งใหม่ การตัดขา้ มเสน้ แบ่งแบบต่างๆ และ
ปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 110077
(7) การเมอื งของ เดอเลซิ ทาให้เกิดการเปลย่ี นแปลงไปสูส่ งิ่ อื่นได้เสมอ
การเปน็ -เสียงส่วน (Deleuze)
นอ้ ย (a politics of เสียงส่วนใหญ่ (majoritarian) เป็น
becoming- ผลลัพธข์ องอานาจและการครอบงาของพลัง
minoritarian) ต่างๆ ทตี่ กผลึกเป็นแบบฉบบั เปน็ มาตรฐาน
หลักในสังคม ส่วน “การกาลังจะเป็น-เสียง
(8) การมีส่วนของ ร็องซีแยร์ ส่วนนอ้ ย” (becoming-minoritarian) เป็น
ภาคสว่ นทไ่ี มม่ สี ว่ น (Ranciere) การต่อสู้เพ่ือหลีกหนีไปจากลักษณะท่ีเป็น
ทางการเมือง (the แบบฉบับ จากตัวแบบมาตรฐานหลักของ
part of those สังคม “การเมืองของการเป็น-เสียงส่วน
who have no น้อย” (a politics of becoming-
part) minoritarian) จึงเป็นการต่อต้านขัดขืน
อานาจกระแสหลักท่ีครอบงาอยู่ในสังคม
กอ่ ให้เกดิ การสลายเส้นแบ่งต่างๆ ที่ดารงอยู่
แ ล ะ น า ไ ป สู่ ก า ร ล า ก เ ส้ น แ บ่ ง ขึ้ น ม า ใ ห ม่
ตลอดเวลา
คาวา่ “การเมือง” เริ่มต้นขึ้นเมื่อภาค
ส่วนท่ีถูกกีดกัน ปิดกั้น ไม่มีพื้นท่ี ไม่มีสิทธิ์
ไ ม่ มี เ สี ย ง ต้ อ ง ก า ร เ ข้ า ไ ป มี ส่ ว น ใ น
ก ร ะ บ ว น ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ล ะ ถู ก ป ก ค ร อ ง
รอ็ งซีแยร์เรยี กการเขา้ ไปมีส่วนร่วมแบบน้ีว่า
“การมีส่วนของภาคส่วนที่ไม่มีส่วนทางการ
เมือง” (the part of those who have
no part) เป็นการสลายระเบียบกฎเกณฑ์
และเส้นแบ่งต่างๆ ท่ีดารงอยู่เพื่อเปิดพื้นท่ี
108 ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ 108
(9) สุนทรยี ศาสตร์ รอ็ งซแี ยร์ ให้กับ “ส่วนที่ถูกนับเพื่อท่ีจะไม่นับรวมให้
ของการเมอื ง (Ranciere) เป็นส่วน” (the uncounted in a space
(aesthetics of where they are countable as
politics) uncounted) ของระบบให้สามารถเข้ามามี
ส่ ว น ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ล ะ ถู ก
ปกครอง
“การเมือง” เป็นเรื่องของการต่อสู้
เรยี กรอ้ งของกล่มุ คนทไ่ี มม่ ีสิทธิ ไมม่ ีเสียง ให้
กลายเปน็ “การพดู ” ไม่ใช่เพียงแค่ “การส่ง
เสียง” (แบบสัตว)์ เนื่องจากคนกลุ่มน้ีไม่เคย
มีเสยี งมากอ่ น จงึ จาเป็นต้องสรา้ งเสียง สรา้ ง
การสื่อสารของตัวเองขึ้นมา ความเป็น
การเมืองจึงเป็นการสร้างฉากหรือเวที
สาหรับการสนทนาเพ่ือสลายและสั่นคลอน
ระบบระเบียบที่ดารงอยู่ และปรับเปล่ียน
การรับรู้ของคนในสังคม โดยนัยนี้ การเมือง
จึงมีลักษณะคล้ายกับการเขียนบทกวีที่
จะต้องมีจินตนาการเก่ียวกับสิ่งท่ีจะต้องมี
การนาเสนอข้ึนมาใหม่ “สุนทรียศาสตร์ของ
การเมือง” (aesthetics of politics) ก็คือ
การสร้างวัฒนธรรมใหม่ สร้างชุมชนใหม่
และสร้างการรับรใู้ หม่ ทแ่ี ตกต่างออกไปจาก
ระบบการจัดประเภทแยกแยะของสังคมที่
ดารงอยู่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่เคยมีสิทธ์ิมี
ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมยั ใหม่ 110099
(10) ประชาธิปไตย ร็องซีแยร์ เสียงได้เข้ามามีสิทธิ์มีเสียงและมีส่วนร่วม
ของผ้ทู ไี่ ม่มสี ว่ น (Ranciere) ในทางการเมอื ง
(democracy of
who have no สาระสาคัญของประชาธิปไตยคือ
part) อานาจของคนที่ไม่สมควรจะมีอานาจ และ
การปกครองโดยคนท่ีไม่สมควรจะมาเป็น
ผู้ปกครอง ประชาธิปไตยคือการเกิดขึ้นของ
ตัวแสดงทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อน ผ่านการสร้างพื้นที่เฉพาะ
การรับรเู้ ฉพาะ เพอ่ื เรยี กรอ้ งความเสมอภาค
และความเท่าเทียม เป็น “ประชาธิปไตย
ของผู้ท่ีไม่มีส่วน” (democracy of who
have no part) ซ่ึงมีทว่ี ่างให้กบั การเห็นแย้ง
หรือการไมเ่ หน็ ด้วย (disagreement) และมี
ที่ว่างให้กับ “ส่วนที่ถูกนับเพ่ือที่จะไม่นับ
รวมให้เป็นส่วน” (the uncounted in a
space where they are countable as
uncounted) เป็นประชาธิปไตยของคนท่ี
เสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ประชาธิปไตย
แบบเลือกตั้งตวั แทน
4.2 การสรุปสภาวการณท์ างการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่
ในหัวข้อน้ีผู้เขียนจะได้สรุปสภาวการณ์ทางการเมืองยุคหลัง
สมัยใหม่จานวน 5 ประการ ท่ีได้นาเสนอรายละเอียดไว้ในบทที่ 3 อันเป็น
ผลมาจากการนาแนวคิดและทฤษฎขี องปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ไป
110 ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลังสมยั ใหม่ 110
ปฏิบัติจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ สังคมและ
การเมืองอยา่ งเปน็ รูปธรรม ซึ่งสาระสาคัญของสภาวการณ์ทางการเมืองยุค
หลังสมัยใหม่ และแนวคิดทฤษฎีท่ีเป็นพ้ืนฐานรองรับสามารถสรุปได้
ดงั ต่อไปน้ี
ตาราง 4.2 สรปุ สภาวการณท์ างการเมอื งยคุ หลังสมยั ใหม่
สภาวการณท์ าง สาระสาคญั แนวคิดทฤษฎรี องรับ
การเมอื ง
( 1 ) ใ น โ ล ก ยุ ค ไ ร้ (1) แนวคิดเรื่องอานาจ
(1) การพรา่ เลือนของ พ ร ม แ ด น ที่ ก า ร ค ม น า ค ม ชวี ะของฟโู ก
ติ ด ต่ อ ส่ื อ ส า ร เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง (2) แนวคดิ เร่ืองการ
แนวคดิ เรือ่ งรัฐชาติ สะดวก รวดเร็วและตัดข้าม กาลงั จะเกดิ /การกาลงั
(Blurred Nation- อาณาเขตของรัฐ และการ จะเปน็ ของเดอเลิซ
State Concept) เคลื่อนย้ายไหลเวียนท่ีเกิดขึ้น
อยา่ งรวดเร็วและอย่างฉับพลัน
ในทุกด้านของชีวิต มนุษย์
นอกจากจะทาให้อาณาเขต
ของรัฐชาติมลี ักษณะลื่นไหลไม่
มั่นคงแล้ว ยังทาให้การห้าม
การแทรกแซงกิจการภายใน
ของกันและกัน ซึ่งเป็นหน่ึงใน
แนวคิดหลักของความคิดเร่ือง
ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ 111111
(2) อานาจอธิปไตย “ อ า น า จ อ ธิ ป ไ ต ย แ ห่ ง ช า ติ ”
แบบจกั รวรรดิ หรอื “อานาจอธิปไตยของรัฐ”
(Imperial ในแบบของสนธิสัญญาเวสต์
Sovereignty) ฟาเลียกลายเป็นส่ิงที่เป็นไป
ไมไ่ ด้ในโลกปจั จุบนั
( 2 ) เ มื่ อ โ ล ก มี ก า ร
เชื่อมโยงกระชับแน่นระหว่าง
เ ว ล า แ ล ะ ส ถ า นท่ี ม า ก ขึ้ น
ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
ได้กลายเป็นปัญหาร่วมกันของ
ประชาคมโลก ซึ่งแนวคิดเรื่อง
อ า น า จ อ ธิ ป ไ ต ย ข อ ง รั ฐ ที่
คับแคบ เด็ดขาดและตัดตอน
ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจาก
ใน โ ล ก ยุ ค ห ลั ง ส มั ย ใ ห ม่ มี
ประเด็นปัญหาท่ีกว้างไกลไป
กว่าอาณาเขตของรัฐและมี
ตัวแสดงอ่ืนๆ บนเวทีการเมือง
ท่ีไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเพ่ิม
มากขึน้
( 1 ) ใ น โ ล ก ยุ ค ห ลั ง (1) แนวคิดเรือ่ งอานาจ
สมัยใหม่ แม้อานาจอธิปไตย ชวี ะของฟูโก
ของรัฐจะอ่อนกาลังลง แต่ตัว (2) แนวคิดเรือ่ งการ
อานาจอธิปไตยเองกลับพัฒนา ปกครองจติ วิญญาณของ
112 ปรัชญาการเมืองยคุ หลังสมยั ใหม่ 112
ก้าวหน้าไปอีกรูปแบบหน่ึง ฟโู ก
กลายเป็นอานาจอธิปไตยแบบ (3) แนวคดิ เรอ่ื งการ
จักรวรรดิเพ่ือการจัดระเบียบ กาลังจะเกดิ /การกาลงั
โ ล กให ม่ โ ด ย อา น า จ ขอ ง จะเปน็ ของเดอเลิซ
จักรวรรดิจะเป็นอานาจแบบ
ตารวจ ทาหน้าท่ีตรวจตรา
สอดส่องให้เปน็ ไปตามระเบียบ
โ ล ก ชุ ด ใ ห ม่ ที่ เ จ้ า จั ก ร ว ร ร ดิ
กาหนดขึ้นมา
(2) เจ้าจักรวรรดิจะใช้
ทั้งอานาจอ่อนและอานาจแข็ง
ควบคู่กันไป อานาจอ่อนใช้
สาหรับความเห็นพ้องต้องกัน
เพ่ือให้ได้รับความร่วมมือจาก
ประเทศสมาชิกของจักรวรรดิ
ส่วนอานาจแข็งจะใช้ในฐานะท่ี
เป็นกาลังสารองพร้อมนามาใช้
ได้ทกุ เม่ือหากจาเปน็
(3) ในการใช้อานาจ
อ่ อ น น้ั น เ จ้ า จั ก ร ว ร ร ดิ จ ะ ใ ช้
เ ท ค นิ ค วิ ท ย า ก า ร ท่ี เ รี ย ก ว่ า
“อานาจชีวะ” (bio-power)
เ พ่ื อ น า ไ ป สู่ ก า ร จั ด ก า ร กั บ
ตัวตนของมนุษย์เพ่ือผลในการ
ปรชั ญาการเมืองยคุ หลังสมัยใหม่ 111133
(3) ขบวนการ ส ย บ ย อม แ ล ะ ง่ า ย แ ก่ กา ร
เคลื่อนไหวทางสังคม ควบคุม อานาจอธิปไตยแบบ
ใหม่ (New Social จั ก ร ว ร ร ดิ จึ ง เ ป็ น อ า น า จ ใ น
Movement) เชิงรุกที่ทะลุทะลวงแทรกแซง
เ ข้ า ไ ป ทุ ก ที่ เ พ่ื อ ป ก ค ร อ ง จิ ต
วิญญาณของคนในโลกโดยไม่
ต้องคานึงถึงอาณาเขตของรัฐ
ชาตอิ ีกต่อไป
( 1 ) ข บ ว น ก า ร (1) แนวคิดเร่อื งอานาจ
เคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ เป็น ชวี ะของฟูโก
ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว ข อ ง ภ า ค (2) แนวคิดเรอื่ ง
ประชาชนท่ีต้องการเสนอ การเมอื งของการ
ท า ง เ ลื อ ก ใ ห ม่ ใ น ก า ร รือ้ สร้างของแดรร์ ดิ า
เปล่ียนแปลงระบบการเมือง (3) แนวคิดเรื่อง
เศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรม การเมืองเชงิ
ในระดับโลก เน่ืองจาก สุนทรยี ศาสตรข์ อง
ข้อจากัดของระบบการเมือง ลีโยตารด์
แบบตัวแทนหรือการเมืองใน (4) แนวคิดเรือ่ งการ
ระบบพรรค และแนวคิดเร่ือง โตเ้ ถียงของลโี ยตารด์
อ า น า จ อ ธิ ป ไ ต ย ข อ ง รั ฐ ที่ (5) แนวคดิ เร่ืองการ
เด็ดขาดและตัดตอนไม่อยู่ใน กาลังจะเกดิ /การกาลงั
ฐานะท่ีจะแก้ไขปัญหาในระดับ จะเปน็ ของเดอเลซิ
โลกได้ (6) แนวคดิ เรอ่ื การเมือง
( 2 ) ข บ ว น ก า ร ของการเปน็ -เสียงสว่ น
114 ปรัชญาการเมืองยคุ หลงั สมยั ใหม่ 114
เคล่ือนไหวทางสังคมใหม่เป็น น้อยของเดอเลิซ
ก า ร เ ช่ื อ ม ป ร ะ ส า น (7) แนวคิดเร่อื งการมี
ชีวิตประจาวันเข้ากับการ สว่ นของภาคสว่ นท่ไี ม่มี
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้ง สว่ นทางการเมอื งของ
ในระดบั ประเทศและระดับโลก รอ็ งซีแยร์
โดยการรวมเอาเรื่องส่วนตัว (8) แนวคิดเร่ือง
เช่น ความสัมพันธ์ทางเพศและ สุนทรยี ศาสตร์ของ
ความยากจน เป็นต้น เข้ากับ การเมอื งของรอ็ งซีแยร์
เรื่องส่วนรวม เช่น ความเส่ือม (9) แนวคดิ เร่อื ง
โทรมของสิ่งแวดล้อมและการ ประชาธปิ ไตยของผูท้ ี่ไม่
เอารัดเอาเปรียบในระดับโลก มีสว่ นของร็องซแี ยร์
เปน็ ตน้ เขา้ ด้วยกนั
(3) ขบวนการ
เคลื่อนไหวทางสังคมใหม่เป็น
การเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อ
ต้ อ ง ก า ร ส ร้ า ง นิ ย า ม ห รื อ
ความหมายชุดใหม่ให้กับสิ่งท่ี
เ ค ลื่ อ น ไ ห ว เ รี ย ก ร้ อ ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามหรือ
ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า
“การเมือง” ให้กว้างไกลไป
จากเดิม โดยการชี้ให้เห็นว่า
เรื่องราวในชีวิตประจาวันนั้น
เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่อง
ปรชั ญาการเมอื งยุคหลงั สมยั ใหม่ 111155
การเมอื งในเวลาเดยี วกัน
(4) ผู้ที่เป็นแกนหลักใน
ก า ร ด า เ นิ น ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว
เรียกร้องในการเมืองแบบหลัง
สมัยใหม่ คือประชาชนคน
ธรรมดา ไม่ใชร่ ัฐชาตหิ รอื พรรค
การเมืองอย่างการเมืองในยุค
สมยั ใหม่
(4) ประชาธปิ ไตย (1) ประชาธิปไตยแบบ (1) แนวคดิ เรื่องอานาจ
แบบเข้มขน้ (Radical เข้มข้นไม่ใช่เรื่องของการช่วง ชีวะของฟูโก
Democracy) ชิงอานาจรัฐ หรือการล้มล้าง (2) แนวคดิ เร่ือง
รัฐบาลผ่านการหย่อนบัตร การเมืองของการร้ือ
เ ลื อ ก ต้ั ง ห รื อ ผ่ า น ร ะ บ บ สรา้ งของแดรร์ ิดา
การเมืองท่ีดารงอยู่ แต่เป็น (3) แนวคดิ เรอื่ ง
เร่ืองของการช่วงชิงการนาใน การเมืองเชิง
การสร้างคานิยาม หรือการ สนุ ทรียศาสตร์ของ
สร้างความหมายชุดใหม่ให้กับ ลโี ยตารด์
สงิ่ ทตี่ อ่ สหู้ รือเรียกร้องเพ่ือให้มี (4) แนวคิดเร่อื งการ
ฐานะเป็นคานิยามหลักใน โต้เถยี งของลโี ยตารด์
สงั คม (5) แนวคดิ เรอ่ื งการ
(2) ประชาธิปไตยแบบ กาลงั จะเกดิ /การกาลงั
เข้มข้นเป็นเร่ืองของการคิดค้น จะเปน็ ของเดอเลิซ
หาวิธีการสร้างอัตลักษณ์ท่ี (6) แนวคิดเร่ือการเมือง
ส อ ด รั บ กั บ คุ ณ ค่ า แ บ บ ของการเป็น-เสียงส่วน
116 ปรัชญาการเมอื งยคุ หลังสมัยใหม่ 116
ประชาธิปไตย โดยการยอมรับ นอ้ ยของเดอเลซิ
และเปิดพ้ืนท่ีให้กับอัตลักษณ์ (7) แนวคิดเรอ่ื งการมี
ต่างๆ อยู่ร่วมกันในรูปของ ส่วนของภาคสว่ นที่ไมม่ ี
ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง แ ล ะ ค ว า ม สว่ นทางการเมอื งของ
แตกต่างมากกว่าการทาให้ รอ็ งซแี ยร์
เหมอื นกนั (8) แนวคดิ เรอื่ ง
(3) ประชาธิปไตยแบบ สุนทรียศาสตรข์ อง
เข้มข้นจะเน้นบทบาทท่ีขยัน การเมอื งของรอ็ งซีแยร์
ขันแข็งของพลเมืองในการเข้า (9) แนวคิดเร่อื ง
ไปมสี ่วนร่วมทางการเมือง และ ประชาธิปไตยของผู้ท่ไี ม่
เน้นในเรื่องความหลากหลาย มีส่วนของร็องซีแยร์
โดยการขยายฐานของ
ประชาธิปไตยให้กว้างออกไป
โดยรวมเอาเร่ืองของชุมชน
ความเป็นพลเมือง อัตลักษณ์
และส่งิ ตา่ งๆ ที่เคยถูกปิดก้ันใน
ระบบประชาธิปไตยแบบเสรี
นิยมเขา้ ไวด้ ้วย
(4) ประชาธิปไตยแบบ
เข้มข้นเป็นระบบที่ไม่มีข้อยุติ
ไม่แน่นอนตายตัว และไม่ใช่
ประชาธิปไตยท่ีสมบูรณ์แล้ว
แ ต่ เ ป็ นกร ะ บ ว นกา ร ท่ีจ ะ
นาไปสปู่ ระชาธิปไตยที่กาลงั จะ
ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลงั สมัยใหม่ 111177
(5) การเมอื งโลก เกิด/กาลังจะเป็น เป็นพ้ืนท่ี
(Global Politics) ของการลื่นไหล/เปล่ียนแปลง
ขึ้นอยู่กับการปะทะประสาน
ระหว่างอัตลักษณ์ต่างๆ ใน
สงั คม
(1) การเมืองโลกเป็น (1) แนวคดิ เร่อื งอานาจ
แนวคิดที่ท้าทายวิธีคิดแบบ ชีวะของฟูโก
อานาจอธิปไตยของรัฐที่แยก (2) แนวคดิ เร่อื งการ
เ ด็ ด ขา ด ร ะ ห ว่า งภ า ย ใน / กาลงั จะเกดิ /การกาลงั
ภายนอกประเทศ โดยช่วยให้ จะเปน็ ของเดอเลิซ
มองเห็นถึงความสลับซับซ้อน
ของการเช่ือมต่อแบบต่างๆ ท่ี
ตัดข้ามอาณาเขตของรัฐชาติ
ทาให้มองเห็นประเด็นปัญหา
ใหม่ๆ ที่มีลักษณะตัดข้าม
เขตแดน และการร่วมมือ
ประสานงานในระดับข้ามชาติ
เพ่ือแก้ไขปัญหาร่วมกันในรูป
ของการบริหารจัดการระดับ
โลก
(2) การเมืองโลกคือ
ระเบยี บโลกชดุ ใหมท่ ่ีหนหี ่างไป
จากตรรกะความเป็นศนู ยก์ ลาง
ของรฐั ชาติในการเมืองระหว่าง
118 ปรัชญาการเมืองยุคหลงั สมยั ใหม่ 118
ประเทศ หน่วยในการศึกษา
วิ เ ค ร า ะ ห์ เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร เ มื อ ง
ไ ม่ ใ ช่ รั ฐ ช า ติ แ ต่ เ ป็ น โ ล ก
ภูมิภาค หรือระบบนานาชาติท่ี
กาหนดและบังคับใช้ระเบียบ
โลก
( 3 ) แ น ว คิ ด เ รื่ อ ง
ก า ร เ มื อ ง โ ล ก เ ป็ น ก า ร
เคลื่อนย้าย ถ่ายโอน และ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอานาจ
ท า ง ก า ร เ มื อ ง จ า ก รั ฐ ช า ติ สู่
องค์กร สถาบันที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งมี
ลั ก ษ ณ ะ ท่ี ค ล้ า ย ค ลึ ง กั บ
การเมืองในยุโรปยุคกลางท่ี
อานาจแบบต่างๆ ซ้อนทับกัน
ในหลายระดับและขัดแย้งกัน
แ ต่ ด า ร ง อ ยู่ ด้ ว ย กั น ภ า ย ใ ต้
อาณาเขตทไี่ มแ่ นน่ อนตายตวั
จากข้อมูลที่นาเสนอในตาราง 4.1 สรุปแนวคิดและทฤษฎีของ
ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่ และ 4.2 สรุปสภาวการณ์ทางการเมือง
ยุคหลังสมัยใหม่ และข้อมูลที่ผู้เขียนได้นาเสนอมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นใน
หนังสือเล่มนี้ช้ีให้เห็นว่า ในการท่ีวรรณกรรมท่ีเกี่ยวกับปรัชญาการเมือง
ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมยั ใหม่ 111199
ตะวันตกส่วนใหญ่มักจะแบ่งปรัชญาการเมืองออกเป็น 3 ยุค คือ (1)
ปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิก (classical political philosophy) (2)
ปรชั ญาการเมอื งยคุ กลาง (middle ages political philosophy) และ (3)
ปรัชญาการเมืองยุคสมัยใหม่ (modern political philosophy) น้ัน ไม่
สอดคลอ้ งกับความเปน็ จรงิ อกี ต่อไป เนือ่ งจากในปัจจุบันมีปรัชญาการเมือง
แบบใหม่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวท่ีแตกต่างออกไปจากยุคก่อนหน้าน้ีอย่าง
ชัดเจน นั่นก็คือ “ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมัยใหม่” (postmodern
political philosophy) ซง่ึ ถอื ไดว้ ่าเปน็ ปรชั ญาการเมืองยุคท่ี 4
ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดต่อวงวิชาการรัฐศาสตร์ใน
ประเทศไทยว่า ควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลเก่ียวกับยุคของปรัชญา
การเมืองในเอกสารและตาราต่างๆ จาก 3 ยุค เป็น 4 ยุค ดังกล่าวข้างต้น
เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
และที่สาคัญก็คือวงการรัฐศาสตร์จะได้มีกรอบแนวคิดชุดใหม่ในการมอง
หรือการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมไทยและสังคมโลกได้
อย่างลุ่มลึกและรอบด้าน อันจะทาให้การกาหนดนโยบายและการแก้ไข
ปญั หาในด้านต่างๆ มปี ระสิทธิภาพและประสบความสาเร็จมากยิง่ ขึ้น
120 ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลงั สมยั ใหม่
ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลงั สมัยใหม่ 112211
บรรณานกุ รม
หนงั สือ
เกษม เพ็ญภินนั ท.์ (2554). “หลังสมัยใหม่กบั การศึกษารัฐศาตรแ์ ละ
รฐั ประศาสนศาสตร์” ใน รฐั ศาสตรแ์ ละรัฐประศาสนศาสตรแ์ นว
หลงั สมยั ใหม่นยิ ม. กรงุ เทพฯ: ม.ป.ท.
แคทเธอรีน เบลซีย์, เขียน. อภญิ ญา เฟื่องฟสู กุล, แปล. (2549).
หลงั โครงสรา้ งนยิ มฉบับยอ่ . กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พรนิ้ ติง้ เฮา้ ส.์
จันทนี เจริญศรี. (2545). โพสตโ์ มเดริ น์ กบั สังคมวิทยา. พิมพ์ครงั้ ท่ี 2.
กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพว์ ิภาษา.
ไชยรตั น์ เจรญิ สินโอฬาร. (2545). ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสังคม
รปู แบบใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์วภิ าษา.
________. (2552). สนุ ทรียศาสตร์กบั การเมอื งภาคประชาชน.
กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.
________. (2553ก). ความคดิ ทางการเมอื งของฌาคส์ รอ็ งซีแยร.์
กรุงเทพฯ: สานกั พิมพส์ มมติ.
________. (2553ข). รฐั -ชาตกิ บั (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.
พมิ พค์ รง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พว์ ิภาษา.
________. (2554ก). แนะนาสกุลความคิดหลงั โครงสรา้ งนิยม.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พภ์ าพพิมพ.์
122 ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมยั ใหม่ 122
________. (2554ข). วาทกรรมการพัฒนา: อานาจ ความรู้ ความจรงิ
เอกลักษณ์ และความเป็นอ่นื . พิมพ์คร้งั ท่ี 5. กรงุ เทพฯ:
สานกั พมิ พ์วิภาษา.
________. (2554ค). “หลงั โครงสร้างนิยมกับรฐั ศาสตร์และรฐั ประศาสน
ศาสตร์” ใน รฐั ศาสตรแ์ ละรฐั ประศาสนศาสตร์แนวหลัง
สมัยใหมน่ ยิ ม. กรงุ เทพฯ: ม.ป.ท.
________. (2555ก). การเมืองของความปรารถนา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
อักษรสัมพันธ์ (1987) จากัด.
________. (2555ข). สญั วทิ ยา โครงสร้างนยิ ม หลงั โครงสรา้ งนยิ มกบั
การศึกษารฐั ศาสตร.์ พมิ พ์ครงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์
วิภาษา.
________. (2556). ภาษากบั การเมอื ง/ความเปน็ การเมอื ง. พิมพค์ ร้ังท่ี
2. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์วิภาษา.
ธเนศ วงศย์ านนาวา. (2541). การรวมศนู ย์ศิลปะของการกระจายตวั ของ
ศิลปะและการเมอื ง : จากสภาวะสมยั หลังใหม่สสู่ ภาวะ
สมัยใหม่. งานวิจัยเสนอต่อคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, ม.ป.พ.
ธรี ะ นชุ เปีย่ ม. (2541). การเมอื งโลกหลงั สมัยใหม.่ กรงุ เทพฯ: ศิลป์สยาม
บรรจุภณั ฑแ์ ละการพิมพ์.
ประโยชน์ ส่งกลิ่น. (2556). การบรหิ ารรฐั กิจยคุ หลังสมยั ใหม.่
มหาสารคาม: อภิชาติการพมิ พ์.
ปรัชญาการเมืองยุคหลงั สมัยใหม่ 112233
มิแช็ล ฟโู กต์, เขียน. ทองกร โภคธรรม, แปล. (2547). รา่ งกายใตบ้ งการ.
กรุงเทพฯ: โครงการจัดพมิ พค์ บไฟ.
วรนุช จรุงรัตนาพงศ์, แปล. (2548). สู่โลกหลังสมัยใหม.่ กรงุ เทพฯ:
สานกั พมิ พ์มูลนธิ เิ ด็ก.
สรวศิ ชัยนาม. (2552). จกั รวรรดอิ เมรกิ า: ประวัตศิ าสตรแ์ บบทวน
กระแส อตั ลกั ษณ์ ชีวอานาจ. กรุงเทพฯ: Green Print Co.Ltd.
สรุ พงษ์ โสธนะเสถียร. (2552). การแสวงหาความร้แู บบหลังนวสมยั .
กรุงเทพฯ: ประสทิ ธ์ิภณั ฑแ์ อนด์ พรน้ิ ติง้ .
อานนั ท์ กาญจนพันธุ์. (2555). คิดอยา่ งมิเชล ฟูโกต์ คิดอย่างวิพากษ.์
พมิ พ์คร้ังที่ 2. เชยี งใหม่: สานักพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
อมั พร ธารงลักษณ.์ (2552). “การบรหิ ารรฐั กิจยคุ หลงั สมัยใหม่.” ใน
รฐั ศาสตรส์ าร : รฐั ศาสตรธ์ รรมศาสตร์ 60 ปี /รัฐศาสตร์สาร
30 ปี (เลม่ 3). กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ธรรมศาสตร์.
Books
Beardsworth, Richard. (1996). Derrida & the Political. London:
Routledge.
Best, Steven and Kellner, Douglas. (2001). The Postmodern
Adventure: Science, Technology, and Cultural
Studies at the Third Millennium. London: Routledge.
124 ปรัชญาการเมืองยคุ หลงั สมยั ใหม่ 124
Blaug, Ricardo. (1999). Democracy, Real and Ideal: Discourse
Ethics and Radical Politics. New York: State University
of New York Press.
Bogason, Peter. (2004). “Postmodern Public Administration” in
Ferlie B. Ewan; Lynn Larry and Pollitt Christophey.
Handbook of Public Management. London: Oxford
University Press.
Brockling, U.; Krasmann, S.; and Lemke, T. (2011).
Governmentality: Current Issues and Future
Challenges. Ney York: Routledge.
Burbach, Roger. (2001). Globalization and Postmodern
Politics: From Zapatistas to High-Tech Robber
Barons. London: Pluto Press.
Cahoone, Lawrerce. ed. (2003). From Modernism to
Postmodern an Anthology. 2ndEd. Oxford: Blackwell
Publishing Ltd.
Cawley, R. McGreggor and Chaloupka, William. (1997).
“American Governmentality: Michel Foucault and
Public Administration.” in The American Behavioral
Scientist. Vol. 41, No. 1, pp. 28-42.
ปรัชญาการเมอื งยคุ หลังสมัยใหม่ 112255
Cobb, John B., Jr. (2002). Postmodernism and Public Policy:
Reframing Religion, Culture, Education, Sexuality,
Class, Race, Politics, and Economy. New York: State
University of New York Press.
Dasgupta, Samir and Kivisto, Peter. eds. (2014).
Postmodernism in a Global Perspective. London:
SAGE Publications Ltd.
Dickens, David R. and Fontana, Andrea. (1994).
Postmodernism and Social Inquiry. London:
UCL Press Ltd.
Docherty, Thomas. (1993). Postmodernism : A Reader.
New York: Harvester Wheatsheaf.
Downing, Lisa. (2008). The Cambridge Introduction to Michel
Foucault. Cambridge: Cambridge University Press.
Drolet, Michael, ed. (2004). The Postmodernism Reader:
Foundation Texts. London: Routledge.
Farmer, David J. (1997). “Derrida, Deconstruction, and Public
Administration.” in The American Behavioral
Scientist. Vol. 41, No. 1, pp. 12-27.
Foucault, Michel. (1994). Power : Essential Works of Foucault
1954-1984. New York: The New Press.
126 ปรชั ญาการเมืองยุคหลงั สมยั ใหม่ 126
Fox, Charles J. and Miller, Hugh T. (1996). Postmodern Public
Administration: Toward Discourse. London: SAGE
Publications.
Gabardi, Wayne. (2001). Negotiating Postmodernism.
Minneapolis: University of Minnesota Press.
Garrison, Jim. (2004). America as Empire: Global Leader or
Rogue Power. San Francisco: Berrett-Koehler
Publishers, Inc.
Gutting, Gary. (2001). French Philosophy in the Twentieth
Century. Cambridge: Cambridge University Press.
Gutting, Gary. ed. (2006). The Cambridge Companion to
Foucault. 2nded. New York: Cambridge University Press.
Haber, H. Fern. (1994). Beyond Postmodern Politics: Lyotard,
Rorty, Foucault. New York: Routledge.
Harvey, David. (1990). The Condition of Postmodernity: An
Enquiry into the Origins of Cultural Change. Oxford:
Basil Blackwell.
Hobson, Barbara. ed. (2003). Recognition Struggles and Social
Movements: Contested Identities, Agency and
Power. Cape Town: Cambridge University Press.
ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลังสมยั ใหม่ 112277
Holland, Eugene W. (1999). Deleuze and Guattari’s
Anti-Oedipus: Introduction to Schizoanalysis.
New York: Routledge.
Jameson, Fredric. (1991). Postmodern, or, The Cultural Logic
of Late Capitalism. New York: Verso.
Kaufman, Eleanor and Heller, Kevin J. eds. (1998). Deleuze &
Guattari: New Mappings in Politics, Philosophy, and
Culture. Minneapolis: University of Minnesota Press.
Kegley, Charles W. Jr. and Wittkopf, Eugene R. (2001). The
Global Agenda: Issues and Perspectives. 6thed.
New York: McGraw-Hill.
Kellner, Douglas. (1989). Jean Baudrillard : From Marxism to
Postmodernism and Beyond. Cambridge: Polity Press.
Kelly, Mark G. E. (2009). The Political Philosophy of Michel
Foucault. New York: Routedge.
Kriesi, Hanspeter, and others. (2013). Challenges to
Democracy in the 21st Century: Democracy in the
Age of Globalization and Mediatization. New York:
Palgrave Macmillan.
Love, Maryann C. (2011). Beyond Sovereignty: Issues for a
Global Agenda. Boston: Wadsworth.
128 ปรัชญาการเมอื งยคุ หลงั สมัยใหม่ 128
Lyotard, Jean-Francois. (1984). The Postmodern Condition:
A Report on Knowledge. Minneapolis: University of
Minnesota Press.
Malpas, Simon, ed. (2001). Postmodern Debates. New York:
PALGRAVE.
May, Todd. (2005). Gilles Deleuze: An Introduction.
Cambridge: Cambridge University Press.
McDonald, Kevin. (2006). Global Movements: Action and
Culture. Victoria: Blackwell Publishing.
McGrew, Anthony G. and Lewis Paul G. et al. (1992). Global
Politics: Globalization and the Nation-State. Oxford:
Polity Press.
McSWITE, O. C. (1996). “Postmodernism, Public Administration,
and the Public Interest.” in Refounding Democratic
Public Administration: Modern Paradoxes,
Postmodern Challenges. California: SAGA Publications.
Moss, Jeremy. ed. (1998). The Later Foucault: Politics and
Philosophy. London: SAGE Publications Ltd.
Patton, Paul. (2000). Deleuze and the Political. London:
Routledge.
ปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมยั ใหม่ 112299
Purkitt, Helen. (2002). World Politics. 23rded., Annual Editions.
Connecticut: McGraw-Hill.
Ranciere, Jacques. (1999). Disagreement: Politics and
Philosophy. Minneapolis: University of Minnesota
Press.
Readings, Bill. (1991). Introducing Lyotard: Art and Politics.
London: Routledge.
Roberts, Adam. (2000). Fredric Jameson. London: Routledge.
Simons, Jon. (1995). Foucault & the Political. New York:
Routledge.
Sim, Stuart. (1996). Jean-Francois Lyotard. New York: Prentice
Hall/Harvester Wheatsheaf.
Sorensen, Georg. (2004). The transformation of the state:
Beyond the Myth of Retreat. New York: Palgrave
Macmillan.
Spicer, Michael W. (1997). “Public Administration, the State,
and the Postmodern Condition: A Constitutionalist
Perspective.” in The American Behavioral Scientist.
Vol. 41, No.1, pp. 90-102.
130 ปรชั ญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 130
________. (2001). Public Administration and the State:
A Postmodern Perspective. Alabama: The University
of Alabama Press.
Stivale, Charles J. ed. (2007). Gilles Deleuze : Key Concepts.
Stocksfield: Acumen Publishing Ltd.
Tallack, Douglas. ed. (1995). Critical Theory : A Reader.
New York: Harvester Wheatsheaf.
Thiele, Leslie P. (2002). Thinking Politics: Perspectives in
Ancient, Modern, and Postmodern Political Theory.
2nd Edition. New York: Seven Bridges Press.
Ulrich, B.; Susanne, K.; and Thomas, L. eds. (2011).
Governmentality: Current Issues and Future
Challenges. New York: Routledge.
Williams, James. (1998). Lyotard : Towards a Postmodern
Philosophy. Cambridge: Polity Press.
Woller, M. Gary. (1997). “Public Administration and
Postmodernism: Editor’s Introduction” in The
American Behavioral Scientist. Vol. 41, No. 1,
pp. 9-11.
Yeatman, Anna. (1994). Postmodern Revisionings of the
Political. New York: Routledge.
ปรชั ญาการเมืองยุคหลงั สมัยใหม่ 113311
Zirakzadeh, Cyrus E. (2006). Social Movements in Politics: A
Comparative Study. New York: Palgrave Macmillan.
132 ปรชั ญาการเมอื งยคุ หลงั สมยั ใหม่
ปรัชญาการเมอื งยุคหลงั สมยั ใหม่ 113333
ดชั นี
ก
การกาลงั จะเกิด/การกาลังจะเปน็ , 60, 61, 63, 74, 106, 110, 112, 113,
115, 117
การตอ่ ต้านขัดขืนแบบหลงั สมัยใหม่, 90
การตัดสินคณุ ค่าเชงิ สุนทรยี ศาสตร์, 56, 105
การตดั สนิ เชิงการเมือง, 53, 54, 55, 56, 58, 105
การโตเ้ ถียง, 54, 56, 57, 58, 74, 106, 113, 115
การทา้ ทายในเชงิ วาทกรรม, 93
การบริหารรัฐกจิ ยุคหลงั สมยั ใหม่, 16
การแบ่งแยกการรบั รู้, 8, 9, 65, 67, 68, 69, 71
การปกครอง, 1, 3, 9, 15, 16, 20, 21, 22, 39, 40, 44, 45, 46, 61, 66,
67, 68, 72, 74, 75, 77, 87, 89, 93, 94, 98, 99, 101, 104,
105, 107, 108, 109, 111,
การปกครองจติ วิญญาณ, 21, 40, 44, 45, 74, 87, 104, 111
การปกครองชวี ญาณ, 15, 16
การพร่าเลือนของแนวคดิ เร่ืองรฐั ชาติ, 77, 110
การมีส่วน, 53, 65, 66, 67, 70, 97, 107, 114, 116
การมสี ่วนทางการเมือง, 67
การมสี ว่ นรว่ ม, 53, 67, 70, 97
134 ปรัชญาการเมืองยุคหลังสมยั ใหม่ 134
การเมือง, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 13, 14, 16, 19, 21, 22, 23, 27,
28, 29, 31, 37, 38, 39, 40, 41, 43, 44, 45, 46, 47, 48, 49,
52, 53, 54, 55, 56, 57, 58, 59, 60, 61, 63, 64, 65, 66, 67,
68, 69, 70, 71, 72, 73, 74, 75, 77, 78, 79, 80, 81, 86, 87,
89, 91, 92, 93, 95, 97, 98, 99, 100, 101, 103, 104, 105,
106, 107, 108, 109, 110, 111, 113, 114, 115, 116, 117,
118, 119
การเมืองของการเปน็ -เสียงสว่ นนอ้ ย, 60, 61, 64, 107, 113, 114, 115,
116
การเมืองของการรอื้ สรา้ ง, 13, 14, 48, 49, 105, 115
การเมืองเชงิ สนุ ทรยี ศาสตร์, 53, 54, 105, 113, 115
การเมืองท่ีไร้ขีดจากัด, 57, 58
การเมืองแบบหลังสมัยใหม่, 93, 115
การเมืองภาคประชาชน, 7, 8, 70
การเมืองระหว่างประเทศ, 81, 99, 100, 117, 118
การเมืองโลก, 4, 77, 81, 92, 98, 100, 101, 117, 118
การเมืองโลกยุคหลงั สมัยใหม่, 4, 77
การรอ้ื สร้าง, 12, 13, 14, 15, 19, 20, 47, 48, 49, 50, 51, 105, 115
การลากเส้นแบ่งใหม่, 61, 64, 71, 106
การสร้างชาติ, 11, 84
การสลายเส้นแบ่ง, 60, 61, 63, 64, 71, 106, 107
การเหน็ ไม่ตรงกัน, 8
ปรัชญาการเมอื งยุคหลังสมัยใหม่ 113355
การอ่านแบบร้อื สรา้ ง, 20
ข
ขบวนการเคล่ือนไหวทางสงั คม, 6, 7, 10, 68, 77, 80, 88, 89, 91, 92,
93, 113, 114,
ขบวนการเคล่ือนไหวทางสงั คมใหม่, 10, 68, 77, 80, 88, 89, 91, 92, 93,
113, 114
ค
ความจริง, 1, 12, 15, 16, 17, 19, 20, 26, 28, 29, 31, 32, 36, 43, 44,
45, 46, 47, 50, 51, 89, 97, 104
ความจรงิ เชงิ วาทกรรม, 46
ความดี, 17, 29, 30, 31
ความเปน็ การเมืองของการร้ือสรา้ ง, 13, 14, 48
ความเปน็ ธรรม, 50, 55, 58, 74, 105
ความเปน็ พลเมือง, 94, 98, 116
ความเป็นพหนุ ิยม, 17, 29, 37
ความเปน็ อน่ื , 14, 37, 46, 47, 48, 50
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ, 12, 13, 99
ความหลากเล่ือน, 47
ความเห็นพ้องต้องกนั , 8, 73, 86, 96, 97, 112
โครงสร้างของอานาจอธปิ ไตย, 45
136 ปรชั ญาการเมืองยคุ หลังสมัยใหม่ 136
โครงสรา้ งนยิ ม, 12, 13, 18, 32, 33, 34, 35, 38, 47, 51
จ
จักรวรรดิ, 2, 9, 10, 11, 12, 77, 83, 84, 85, 86, 87, 88, 111, 112,
113
ด
เดอเลิซ (Gilles Deleuze), 3, 18, 37, 39, 58, 59, 60, 61, 62, 63, 106,
107, 110, 112, 113, 114, 115, 116, 117
แดร์ริดา (Jacques Derrida), 3, 13, 18, 19, 20, 21, 37, 38, 46, 47,
48, 49, 50, 51, 93, 105, 113, 115
ต
ตัวตนที่ปราศจากรปู , 64
ตวั บท, 12, 13, 15, 20, 21, 47, 52
ตัวแสดงทางการเมือง, 8, 9, 68, 69, 70, 72, 109
ตารวจ, 41, 42, 71, 86, 112
ท
ทฤษฎภี าษา, 32, 34
เทคนคิ วิธขี องการปกครอง, 45