คู่มอื การจัดทาโครงงานปญั หาพเิ ศษ
เอกสารกลุ่มสาระวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดย
นายเชาวลิต ไชยธงรตั น์
ศึกษานิเทศก์ชานาญการ
กลมุ่ นิเทศติดตาม และประเมนิ การจดั การศึกษา
สานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 1
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
เอกสารหมายเลขท่ี 1
คู่มือการจดั ทาํ โครงงาน
1. ส่วนประกอบ
• ปก
• ใบรับรองการสอบหวั ขอ้ โครงงาน
• บทคดั ยอ่ ภาษาไทย
• บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ
• กิตติกรรมประกาศ
• สารบญั
• สารบญั ภาพ
• สารบญั ตาราง
• เน้ือหา
• บรรณานุกรม
• ภาคผนวก
2. การเขยี นส่วนเนื้อหา
• บทท่ี 1
1. หลกั การและเหตุผล
2. ปัญหา
3. วตั ถุประสงค์
4. ขอบเขตและขอ้ จาํ กดั
5. ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
6. ระยะเวลาและแผนดาํ เนินงาน(แสดงโดยใช้ Gatt Chart หรือ PERT-CPM)
7. คาํ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ(ถา้ มี)
• บทที่ 2 ทฤษฏีและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง
• บทที่ 3 ระเบียบวธิ ีวจิ ยั การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
• บทท่ี 4 ข้นั ตอนการพฒั นาโปรแกรม
• บทที่ 5 การทดสอบและการประเมินผลการทาํ งาน
• บทที่ 6 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ
3. การพมิ พ์โครงงาน (วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์/เทคโนโลยสี ารสนเทศ)
3.1 กระดาษทใ่ี ช้พมิ พ์
ใชก้ ระดาษสีขาว ขนาดมาตราฐาน A4 น้าํ หนกั ไม่ต่าํ กวา่ 80 แกรม และใชเ้ พียงหนา้ เดียว
3.2 ตวั พมิ พ์
ใช้ตวั อกั ษร (font) เป็ นมาตรฐานและอ่านไดช้ ดั เจน ไม่ใชต้ วั เอน และตวั ลวดลาย ตวั อกั ษรตอ้ งเป็ น
อกั ษรสีดาํ มีขนาดและแบบเดียวกนั ตลอดเล่ม (นอกจากกรณีตวั พิมพใ์ นตารางหรือภาพประกอบที่อาจจาํ เป็นตอ้ ง
ใชต้ วั พิมพท์ ี่เลก็ ลงหรือยอ่ ส่วนเพอ่ื ใหอ้ ยใู่ นกรอบของการวางรูปกระดาษตามระเบียบ)
การพิมพบ์ ท และชื่อบท ให้ใชต้ วั อกั ษร ขนาด 18 พอยต์ และพิมพต์ วั เขม้ หัวขอ้ ในระดบั ต่าง ๆให้ใช้
อกั ษร ขนาด 16 พอยต์ และพิมพต์ วั เขม้ ส่วนในเน้ือความโครงงานใหใ้ ชข้ นาด 16พอยต์
3.3 ชื่อ Font ตวั พมิ พ์ทใี่ ห้ใช้ได้
AngsanaUPC
BrowalliaUPC
CordiaUPC
EucrosiaUPC
TH SarabanPSK
TH SarabanIT
*** หมายเหตุ เลือกใชแ้ บบใดแบบหน่ึงใหเ้ หมือนกนั ตลอดท้งั เล่ม
3.4 การเว้นทว่ี ่างริมขอบกระดาษ
ขอบบน เวน้ 1 นิ้วคร่ึง (นบั ถึงฐานตวั อกั ษร)
ขอบซา้ ยมือ เวน้ 1 นิ้วคร่ึง
ขอบขวามือ เวน้ 1 นิ้ว
ขอบล่าง เวน้ 1 นิ้ว (นบั ถึงฐานตวั อกั ษร)
3.5 การเว้นระยะระหว่างบรรทดั
การพมิ พ์ ใหใ้ ชร้ ะยะบรรทดั เด่ียว (single space) และใหเ้ วน้ 1 บรรทดั พิมพ์ (1 enter) ในกรณี
ตอ่ ไปน้ี
1. การพิมพร์ ะหวา่ งบทกบั ชื่อบท
2. การพมิ พร์ ะหวา่ งหวั ขอ้
3. การพมิ พร์ ะหวา่ งหวั ขอ้ กบั ขอ้ ความท่ีตามมา
4. การข้ึนยอ่ หนา้ ใหม่ทุกคร้ัง
5. การข้ึนขอ้ ใหม่ทุกคร้ัง (ในกรณีท่ีสามารถพมิ พข์ อ้ ความจบไดใ้ นบรรทดั เดียว
สามารถพมิ พต์ ิดกนั ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งเวน้ บรรทดั )
6. การพมิ พร์ ะหวา่ งดา้ นบนและดา้ นล่างของตารางและภาพ กบั เน้ือความโครงงาน
3.6 การย่อหน้า
ใหเ้ วน้ ระยะ 1 tab (อตั โนมตั ิ) หรือ 0.5 นิ้ว จากขอบท่ีเวน้ ไวแ้ ลว้ และเร่ิมพิมพต์ วั ถดั ไป
3.7 การลาํ ดบั หน้าและการพมิ พ์เลขหน้า
3.7.1 การลาํ ดบั หน้า
ในส่วนแรกของโครงงานใหเ้ ร่ิมลาํ ดบั หนา้ ต้งั แต่สารบญั โดยใชต้ วั เลขและมีวงเลบ็
กาํ กบั เช่น (1) (2) . . .ในส่วนเน้ือหาของโครงงานเป็นตน้ ไป ใหเ้ ร่ิมลาํ ดบั หนา้ ต้งั แตบ่ ทท่ี 1
ไปจนจบเลม่ โดยใชต้ วั เลขเรียงตามลาํ ดบั ไปและนบั ทุกหนา้ เช่น 1, 2, 3, …
3.7.2 การพมิ พ์เลขหน้า
ใหพ้ ิมพเ์ ลขหนา้ ที่มุมบนดา้ นขวา ห่างจากขอบบน และดา้ นขา้ งทางขวาดา้ นละ 1
นิ้ว ทุก ๆ หนา้ จะตอ้ งมีหมายเลขหนา้ กาํ กบั ยกเว้นปกใน หน้าทมี่ ชี ื่อบท หนา้ แรกของเอกสาร
และสิ่งอา้ งอิง และหนา้ ท่ีมีคาํ วา่ ภาคผนวก
3.8 การพมิ พ์บทท่ี และหัวข้อในบท
3.8.1 บท
เม่ือเริ่มบทใหม่ตอ้ งข้ึนหนา้ ใหม่เสมอ โดยพมิ พค์ าํ วา่ บทที่ กลางหนา้ กระดาษดว้ ย
อกั ษรเขม้ ทุกบทตอ้ งมีเลขประจาํ บท ซ่ึงอาจใชเ้ ลขไทยหรือเลขอารบิกในโครงงาน เช่น บทที่
1 หรือ บทที่ ๑
3.8.2 การกาํ หนดหัวข้อในบท
การกาํ หนดหัวขอ้ โครงงาน หมายถึง การแบ่งโครงงานออกเป็ นส่วน ๆ ตามความ
เหมาะสมแต่ควรมีหวั ขอ้ เท่าท่ีจาํ เป็ น หัวขอ้ เร่ืองในการเขียนโครงงานแต่ละบทประกอบดว้ ย
หวั ขอ้ ใหญ่ และหวั ขอ้ ยอ่ ยตามลาํ ดบั ดงั น้ี
1. บทที่และชื่อบท ให้พิมพก์ ลางหน้ากระดาษไม่ขีดเส้นใต้ พิมพด์ ว้ ยตวั อกั ษรเขม้
ขนาด 18 พอยต์ ชื่อบทท่ียาวเกิน 1บรรทดั ให้แบ่งคาํ หรือประโยคตามความเหมาะสมและ
พิมพจ์ ดั ก่ึงกลาง
2. หวั ขอ้ รอง ใหพ้ มิ พก์ ลางหนา้ กระดาษไม่ขีดเส้นใต้ พมิ พด์ ว้ ยตวั อกั ษรเขม้ ขนาด
16 พอยต์
3. หวั ขอ้ ขา้ ง ใหพ้ ิมพต์ ิดริมซา้ ยมือสุดของกระดาษ เวน้ ขอบกระดาษไวต้ ามระเบียบ
และพิมพด์ ว้ ยตวั อกั ษรเขม้ ขนาด 16 พอยต์
4. หวั ขอ้ ยอ่ ย ใหพ้ มิ พใ์ นระดบั ยอ่ หนา้ และพมิ พด์ ว้ ยตวั อกั ษรเขม้ ขนาด 16 พอยต์
เม่ือมีการให้หัวขอ้ ในระดบั ใด หัวขอ้ ระดบั น้ันจะต้องมี 2 หัวข้อเป็ นอย่างน้อยให้เริ่มจากชื่อบทมาก่อน เม่ือมี
ความจาํ เป็นจึงแบ่งเป็นหวั ขอ้ ยอ่ ย ๆ ลงไปอีกตามลาํ ดบั
การขึ้นหัวข้อใหม่ ถา้ มีที่ว่างสําหรับพิมพ์ขอ้ ความต่อไปไดไ้ ม่เกินสองบรรทัดแล้วให้ขึ้นหัวข้อใหม่น้ันในหน้า
ถัดไป กรณีท่ีตอ้ งการใส่ตวั เลขหรือตวั อกั ษรเพ่ือแสดงลาํ ดบั ของหัวขอ้ ก็สามารถกระทาํ ไดต้ ามความเหมาะสมโดยเร่ิมให้
ตวั เลขหรือตวั อกั ษรกาํ กบั ในระดบั หัวขอ้ ขา้ ง ส่วนการพิมพห์ วั ขอ้ ยอ่ ย ถา้ มีการแบ่งหวั ขอ้ ยอ่ ยออกเป็ นมากกว่า 3 ระดับให้
ใช้ตวั อกั ษรกาํ กบั สลบั ตวั เลข
3.9 การพมิ พ์ตาราง
1. ตารางประกอบดว้ ย ลาํ ดบั ที่ของตาราง ช่ือตาราง ส่วนขอ้ ความ และท่ีมาของขอ้ มูลใน
ตาราง (ถา้ มี) ใหพ้ ิมพอ์ ยใู่ นหนา้ เดียวกนั ท้งั หมด ตารางที่มีความยาวจนไม่สามารถบรรจุลง
ในหนา้ กระดาษเดียวได้ ใหพ้ ิมพส์ ่วนที่เหลือในหนา้ ถดั ไป โดยพิมพค์ าํ วา่ ตารางที่ (พร้อม
เลขลาํ ดบั ที่ของตาราง) แลว้ ตามดว้ ยคาํ วา่ (ต่อ) เช่น ตารางท่ี1 (ตอ่ ) เป็นตน้
2. ลาํ ดบั ที่ของตาราง สามารถเลือกใหล้ าํ ดบั ไดต้ ามแบบใดแบบหน่ึงดงั น้ี
แบบท่ี 1 ใหล้ าํ ดบั ต่อเนื่องกนั ต้งั แตบ่ ทท่ี 1 จนถึงบทสุดทา้ ย เช่น ตารางที่ 1, 2, 3. . .20
แบบที่ 2 ใหล้ าํ ดบั แยกตามบทโดยมีเลขประจาํ บทกาํ กบั เช่น ตารางที่ 1.1, 1.2 . . . 1.5 ใน
บทท่ี 1 และตารางท่ี 2.1, 2.2 . . . 2.10 ในบทที่ 2
3. การพิมพต์ าราง พิมพค์ าํ วา่ ตารางที่ โดยใชอ้ กั ษรเขม้ ตามดว้ ยเลขลาํ ดบั ที่ของตาราง (โดย
เวน้ 1 อกั ษร) ไวร้ ิมซ้ายมือสุดของกระดาษที่เวน้ ขอบไวต้ ามระเบียบแลว้ และพิมพ์ชื่อ
ตารางต่อจากเลขลาํ ดับที่ของตาราง (โดยเวน้ 2 ตวั อกั ษร) หากช่ือตารางยาวเกินกว่า 1
บรรทดั ใหพ้ ิมพอ์ กั ษรตวั แรกของบรรทดั ที่ 2 ตรงกบั ตวั แรกของชื่อตาราง
4. ตารางที่มีความกวา้ งจนไม่สามารถบรรจุในหน้ากระดาษเดียวได้ ให้พิมพต์ ามขวางของ
หนา้ กระดาษ โดยหนั หวั ตารางเขา้ สันปก หรืออาจยอ่ ส่วนใหเ้ ลก็ ลงไดต้ ามความจาํ เป็น แต่
ไม่ควรเลก็ เกินกวา่ 14 พอยต์ หากไม่สามารถทาํ ไดใ้ หแ้ บ่งตารางออกเป็นส่วนๆ ท้งั น้ี คาํ วา่
ตารางท่ี และชื่อตาราง ตลอดจนท่ีมา และหมายเหตุใตต้ ารางใหใ้ ชอ้ กั ษรขนาด 16 พอยต์
5. ให้จัดวางตารางตามความเหมาะสมสวยงามของหน้ากระดาษ กรณีตารางอยู่ในหน้า
เดียวกบั เน้ือความโครงงานให้เวน้ ระยะบรรทดั ระหวา่ งดา้ นบนและดา้ นล่างของตารางกบั
เน้ือความโครงงาน 1 บรรทดั พมิ พ์
6. ไม่ควรมีเส้นแบ่งสดมภ์ (column) ยกเวน้ กรณีจาํ เป็น
7. การพิมพห์ น่วยของตวั เลขในตาราง ในกรณีที่ตวั เลขในสดมภต์ ่าง ๆ มีหน่วยเดียวกนั ให้
พิมพห์ น่วยของตวั เลขไวใ้ นวงเลบ็ ตรงมุมบนดา้ นขวามือเหนือหัวตาราง กรณีท่ีตวั เลขใน
สดมภต์ ่าง ๆ มีหน่วยต่างกนั ใหพ้ มิ พห์ น่วยของตวั เลขไวใ้ นวงเลบ็ ภายใตช้ ื่อสดมภน์ ้นั
8. หมายเหตุของตาราง (ถา้ มี) ใหอ้ ยกู่ ่อนท่ีมาของตาราง
9. ขอ้ มูลปฐมภูมิไม่ตอ้ งระบุที่มา ส่วนขอ้ มูลทุติยภูมิตอ้ งระบุที่มา โดยใส่คาํ ว่าที่มาไวใ้ ต้
ตารางตามดว้ ยเคร่ืองหมายทวภิ าค(:) แลว้ เวน้ 1 ตวั อกั ษร จึงบอกแหลง่ ท่ีมา
10. ตารางใหใ้ ชภ้ าษาเดียวกบั ภาษาที่ใชเ้ ขียนโครงงาน
3.10 การพมิ พ์ภาพประกอบ
1. ภาพประกอบไดแ้ ก่ แผนภูมิ แผนที่ ภาพถ่าย ภาพวาด
2. การใหล้ าํ ดบั ท่ีของภาพ ใชร้ ะบบเดียวกบั การใหล้ าํ ดบั ที่ของตาราง
3. ให้พิมพค์ าํ ว่า ภาพท่ี โดยใชอ้ กั ษรเขม้ และเลขลาํ ดบั ท่ีของภาพไวด้ า้ นล่างของภาพ ตรง
ตาํ แหน่งริมซา้ ยมือของกระดาษท่ีเวน้ ขอบไวต้ ามระเบียบแลว้ และพิมพค์ าํ บรรยายภาพต่อ
จากเลขลาํ ดบั ท่ีของภาพโดยเวน้ 2 ตวั อกั ษร หากคาํ บรรยายภาพยาวเกินกวา่ 1 บรรทดั ให้
พิมพอ์ กั ษรตวั แรกของบรรทดั ท่ี 2 ตรงกบั ตวั แรกของคาํ บรรยายภาพ
4. ให้จดั วางภาพตามความเหมาะสมสวยงามของหนา้ กระดาษ กรณีท่ีไม่สามารถบรรจุภาพ
ในหนา้ เดียวได้ ใหย้ อ่ ส่วนลงตามความจาํ เป็ น หรือใหบ้ รรจุส่วนท่ีเหลือในหนา้ ถดั ไปโดย
พิมพค์ าํ วา่ ภาพท่ี (พร้อมเลขลาํ ดบั ท่ีของภาพ) แลว้ ตามดว้ ยคาํ วา่ (ต่อ) เช่น ภาพที่ 1 (ตอ่ )
5. ท่ีมาของภาพ ใชร้ ูปแบบเดียวกบั ที่มาของตาราง
6. คาํ อธิบายภาพใหใ้ ชภ้ าษาเดียวกบั ภาษาที่ใชเ้ ขียนโครงงาน
3.11 การพมิ พ์ภาคผนวก
วธิ ีการแบ่งภาคผนวกใหแ้ บ่งเป็ นภาคผนวกยอ่ ย ก,ข,ค,… หากตอ้ งการแบ่งเป็นภาคผนวกแยก
ยอ่ ยอีก ใหแ้ บ่งเป็นภาคผนวก ก1, ภาคผนวก ก2,… ตามลาํ ดบั
1. กรณีที่มีภาคผนวกเดียวใหร้ ะบุชื่อภาคผนวกบนแผน่ แรก
2. กรณีมีหลายภาคผนวกใหเ้ พมิ่ แผน่ ภาคผนวก
3. ตารางในส่วนภาคผนวก ใหใ้ ชร้ ูปแบบเดียวกบั ตารางในส่วนเน้ือหา แต่ใหใ้ ส่ลาํ ดบั ที่แยก
ตามภาคผนวกยอ่ ย เช่น
ตารางผนวกท่ี 1, 2, . . . 5 กรณีไม่แยกภาคผนวกยอ่ ย
ตารางผนวกที่ ก 1 ก 2 . . . ก 6 ในส่วนที่อยใู่ นภาคผนวก ก
ตารางผนวกท่ี ข 1 ข 2 . . . ข 8 ในส่วนที่อยใู่ นภาคผนวก ข
4. ภาพในส่วนภาคผนวก ให้ใชร้ ูปแบบเดียวกบั ภาพในส่วนเน้ือหา แต่ให้ใส่ลาํ ดบั ท่ีแยก
ตามภาคผนวกยอ่ ย เช่น
ภาพผนวกท่ี 1, 2, . . . กรณีที่ไม่แยกภาคผนวกยอ่ ย
ภาพผนวกท่ี ก 1 ก 2 . . . ก 4 ในส่วนท่ีอยใู่ นภาคผนวก ก
ภาพผนวกท่ี ข 1 ข 2 . . . ข 5 ในส่วนท่ีอยใู่ นภาคผนวก ข
3.12 ส่วนเนื้อหา
บทนํา ประกอบดว้ ย
ชื่อบท : บทที่ 1 บทนาํ
เน้นการเขียนถึงภูมิหลงั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั โครงงานท่ีจดั ทาํ การนาํ ไปสู่ความกา้ วหน้า
วิชาการแขนงน้ันตลอดจนประโยชน์ที่เกิดจากการจดั ทาํ เร่ืองน้ัน และหน่วยงานที่นิสิตได้
นาํ มาเป็นกรณีศึกษา
• ปัญหา (Problem)
กลา่ วถึงความจาํ เป็นหรือสาเหตุท่ีตอ้ งจดั ทาํ
• วตั ถุประสงค์ (Objective)
เป็ นการเขียนถึงจุดมุ่งหมายที่ตอ้ งการคน้ ควา้ หาขอ้ เทจ็ จริงของผศู้ ึกษาคน้ ควา้ ดงั น้นั หัวขอ้ น้ี
จะกล่าวถึงปัญหาท่ีตอ้ งการทราบคาํ ตอบ เรียงลาํ ดบั ความสําคญั ก่อนหลงั การเขียนการใชป้ ระโยคที่
สมบูรณ์ ใชถ้ อ้ ยคาํ ที่แสดงอาการหรือระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ระบุตวั แปร ขอ้ มูลท่ีตอ้ งการ
ศึกษา
ตวั อย่าง หวั เร่ือง “การออกแบบและพฒั นาระบบการจดั การเรียนการสอน ระดบั อุดมศึกษา”
วตั ถุประสงค์
1. เพ่อื วเิ คราะห์และออกแบบระบบการจดั การเรียนการสอน ระดบั อุดมศึกษา
2. เพื่อพฒั นาระบบการจดั การเรียนการสอน ระดบั อุดมศึกษา
• ขอบเขตและขอ้ จาํ กดั (Scope)
เนน้ ขอบเขตและขอ้ จาํ กดั ในการจดั ทาํ โครงงานใหแ้ น่ชดั วา่ พิจารณาในขอบเขตใด คุณ
สมบัติของสิ่งที่จดั ทาํ สิ่งท่ีจะทาํ การออกแบบ ขอบเขตในการพฒั นาระบบ เคร่ืองมือท่ีใช้ทางด้าน
Hardware และ Softwareและขอ้ มูลท่ีใช้ รวมถึงขอ้ จาํ กดั ของ Hardware และ Software ที่ใช้ โดยกาํ หนด
ขอบเขตใหช้ ดั เจน
• ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ (Advantages)
เป็นการกล่าวถึงผลท่ีไดจ้ ากการจดั ทาํ โครงงาน โดยดูส่ิงท่ีไดน้ ้นั นาํ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไร
การเขียนใหเ้ ขียนประโยชน์ที่จะไดร้ ับเป็นขอ้ ๆ
• ระยะเวลาและแผนดาํ เนินงาน (Duration)
เป็นการกลา่ วถึงข้นั ตอนการทาํ งาน แต่ละข้นั ตอนที่เริ่มตน้ ศึกษาจนกระทง่ั สิ้นสุด
การศึกษา โดยกาํ หนดระยะเวลาทุกข้นั ตอน
• คาํ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ (Definitions) (ถา้ มี)
เป็ นการกล่าวถึงความหมายของคาํ หรือขอ้ ความ ที่ผูจ้ ดั ทาํ ตอ้ งการทาํ ความเขา้ ใจกบั ผูอ้ ่าน
เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั
ตวั เร่ือง (Body of the text) ประกอบดว้ ย
ชื่อบท : บทท่ี 2 ทฤษฎีและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง
การเขียนเน้ือหาเกี่ยวกบั ทฤษฎีและงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งนบั วา่ มีความสาํ คญั อยา่ งยงิ่ ต่อ
การศึกษาคน้ ควา้ ซ่ึงแสดงถึงการสํารวจตรวจสอบหรือทบทวนทฤษฎีรายงาน การวิจยั และ
เอกสารต่างๆท่ีเก่ียวขอ้ งในอดีตอย่างละเอียดครบถว้ นของผูศ้ ึกษา และเพ่ือให้ผูอ้ ่านเห็น
ประเดน็ ปัญหาการศึกษาและแนวความคิดในการศึกษาอยา่ งชดั เจน
ผู้ที่ศึกษาควรเอาทฤษฎีและข้อค้นพบ จากเอกสารและรายงานทางการวิจัยที่
เก่ียวขอ้ ง มาวเิ คราะห์วิจารณ์ใหเ้ ห็นถึงความสมั พนั ธ์ และเก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาท่ีวจิ ยั เช่นถา้ เป็น
การพฒั นาซอฟต์แวร์ ก็น่าจะเน้นการยกตวั อย่างทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง คือ ทฤษฎีการพฒั นา
ซอฟตแ์ วร์ (SDLC: Software Development Life Cycle) โดยมีข้นั ตอนกระบวนการศึกษาการ
ทาํ งานอยา่ งไร เพื่อให้ไดเ้ ป้าหมายหรือเพ่ือแกไ้ ขปัญหาที่เรากาํ ลงั ทาํ การศึกษาน้นั ให้สําเร็จ
ลุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี
ชื่อบท : บทท่ี 3 ระเบียบวธิ ีวจิ ยั การวเิ คราะห์และออกแบบระบบ
ทาํ การศึกษาวิเคราะห์อยา่ งละเอียดถึงข้นั ตอนและเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการทาํ งาน โดย
เขียนเป็นระเบียบวิธีวจิ ยั และการวเิ คราะห์โดยใหเ้ นน้ วา่ ไดท้ าํ การศึกษาอะไรบา้ ง ผลท่ีไดเ้ ป็ น
อย่างไร บทน้ีจะเป็ นการอธิบายคาํ ตอบของประเด็นปัญหาน้ันมีแผนการใชเ้ ทคนิค และจะ
เขียนเป็ นอย่างไร มีเหตุผลและให้ไดค้ าํ ตอบอย่างมีประสิทธิภาพ มากน้อยเพียงใด ในการ
เขียนการดาํ เนินการศึกษา พฒั นาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในบทที่ 3 น้ีจะเป็ นการออกแบบ
ดาํ เนินการศึกษา เนน้ การศึกษาการวิเคราะห์และออกแบบงานที่ทาํ ตวั อยา่ งเช่น ถา้ เป็นงานวจิ ยั
ให้เขียนระเบียบวิธีวิจยั ท่ีกล่าวถึงข้นั ตอนต่างๆ ในการทาํ วิจยั โดยละเอียด และถา้ เป็ นการ
พฒั นาโปรแกรมระบบงาน เร่ิมเขียนการศึกษาระบบงานปัจจุบัน (Current System) และ
ระบบงานใหม่ที่ตอ้ งการ (New System) แลว้ นาํ มาออกแบบระบบงานใหม่โดยใชเ้ คร่ืองมือ
ดงั น้ี
เครื่องมือในการวเิ คราะห์และออกแบบระบบมี 2 รูปแบบ ดงั น้ี
รูปแบบที่ 1
1. เคร่ืองมือในการวเิ คราะห์ระบบ
1. Work Flow
2. Context Diagram
3. Data Flow Diagram Level 1 และ Level 2
4. Process Description
2. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการออกแบบระบบ
1. ER-Diagram
2. Data Dictionary
3. Architecture Design
รูปแบบที่ 2
1. เคร่ืองมือในการวเิ คราะห์ระบบ
1. Work Flow
2. Package Diagram
3. Usecase Diagram
4. Usecase Description
5. Activity diagram
2. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการออกแบบระบบ
1. ER-Diagram
2. Data dictionary
3. Class Diagram
4. Sequence Diagram (ถา้ เป็ น Application ประเภทเกม ให้ใช้ State Chart
Diagram แทน)
5. Architecture Design
การออกแบบระบบ จะตอ้ งประกอบดว้ ยข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี
- การออกแบบรายงาน
- การออกแบบขอ้ มูลนาํ เขา้
- การออกแบบฐานขอ้ มูล
- การออกแบบเมนู
- การออกแบบโปรแกรม
ในการจัดทาํ ทุกข้ันตอนจะต้องให้ ละเอียด และชัดเจนเพ่ือเป็ นมาตรฐานเดียวกัน และควรจะศึกษา
วิธีการทาํ ให้ถกู ต้อง และเลือกใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ และออกแบบ ให้เหมาะสมกับระบบท่ีจัดทาํ
ช่ือบท : บทท่ี 4 ข้นั ตอนการพฒั นาโปรแกรม
อธิบายลาํ ดบั ข้นั ตอน และวธิ ีการพฒั นาโปรแกรม โดยมีส่วนประกอบดงั น้ี
1. ผงั ระบบ (Systems Flow)
2. ผงั งาน (Flowchart)
3. การเลือกใช้ Operating Software และ Application Software
ชื่อบท : บทท่ี 5 การทดสอบและประเมินผลการทาํ งาน
ผลการศึกษานับว่าเป็ นหัวใจสําคญั ของการศึกษาเอกเทศ โดยผูศ้ ึกษาตอ้ งเสนอ
ใหผ้ อู้ ่านทราบอยา่ งชดั เจน ถึงเน้ือหา ผลการศึกษา จะตอ้ งต่อเน่ืองจากการกระทาํ ในบทท่ี
3 โดยบอกผลที่ได้จากการกระทาํ ในบทที่ 3 เช่น การพัฒนาโปรแกรม จะต้องมีการ
ออกแบบก่อนการพฒั นา ดงั น้นั ในบทน้ีตอ้ งกล่าวถึงผลจากการศึกษา หรือ การออกแบบ
ในบทที่ 3เม่ือนาํ ไปพฒั นาโปรแกรมแลว้ ทาํ ให้ไดผ้ ลดีอยา่ งไร เหมาะสมหรือไม่ โดยเนน้
กระบวนการทุกอยา่ งไปที่เป็ นเจา้ ของระบบหรือผูใ้ ชร้ ะบบ (User) มีความพอใจมากน้อย
เพียงใดในแต่ละส่วน การทาํ งานของโปรแกรมให้ประสิทธิภาพอยา่ งไร เช่นความถูกตอ้ ง
แม่นยาํ ความเร็ว ความเชื่อถือได้ โดยเขียนแยกออกเป็ นหัวขอ้ ตามการศึกษาแลว้ ในบทที่
3 และตอ้ งมีการทดสอบท้งั กรณีท่ีถูกตอ้ งและไม่ถูกตอ้ ง
ข้อสรุปและ/หรือข้อเสนอแนะ (Conclusion/Suggestion) ประกอบดว้ ย
ช่ือบท : บทที่ 6 บทสรุป และขอ้ เสนอแนะ
ในบทน้ีจะเสนอบทสรุปโดยสรุปจากการศึกษาที่ผา่ นมา แยกแยะเป็นปัญหาและการ
เสนอแนะ ในขอ้ บกพร่องหรือปัญหาที่พบบ่อย ควรใหค้ าํ เสนอแนะโดยทวั่ ไปจะมุ่ง 3
ประเดน็ คือ
1. การนําผลการศึกษาไปปรับ เป็ นการเสนอแนะว่าจากผลการวิจัยที่ได้ศึกษา
สามารถนาํ ไปเป็นประโยชน์อะไรไดบ้ า้ ง และจะใหป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งไร จะตอ้ งเสนอแนะ
ใหร้ ายละเอียดอยา่ งเพียงพอท่ีสามารถนาํ ไปใชไ้ ดท้ นั ที
2. ระเบียบใชท้ างการศึกษาเน้นการเสนอแนะ ให้ผูอ้ ่านที่จะทาํ การศึกษาในเร่ือง
เดียวกันทราบว่าควรทําอย่างไร สามารถนําไปพัฒนาต่อไปได้อย่างไร ควรเขียน
ขอ้ เสนอแนะไวใ้ หช้ ดั เจน
3. การศึกษาต่อไป เป็ นการเสนอแนะเก่ียวกบั ประเดน็ หรือปัญหา วิชาการศึกษา
เพือ่ ใหก้ ารศึกษาน้ีสมบูรณ์ท่ีสุด
3.13 ส่วนเอกสารและสิ่งอ้างองิ หรือบรรณานุกรม (References or Bibliography)
เป็ นส่วนท่ีผู้เขียนแสดงรายช่ือหนังสื อ เอกสาร ส่ิงพิมพ์ บุคคล และวสั ดุต่าง ๆ เช่น
ภาพยนตร์ แผน่ เสียงวดี ิทศั น์ ฯลฯ ท่ีผเู้ ขียนใชใ้ นการคน้ ควา้ และที่ไดอ้ า้ งถึง
• การพมิ พเ์ อกสารและส่ิงอา้ งอิง
1. การยอ่ หนา้ การเวน้ ระยะบรรทดั การเวน้ ระยะพมิ พ์
1.1 บรรทดั แรกของเอกสารอา้ งอิงแต่ละรายการ อกั ษรตวั แรกห้างจากริมกระดาษ
ดา้ นซา้ ย 1.5 นิ้วบรรทดั ที่สองและบรรทดั ต่อๆ ไป ใหย้ อ่ หนา้ โดยเวน้ 0.5 นิ้ว นบั จากอกั ษรตวั
แรก
1.2 รายการเอกสารอา้ งอิงให้เวน้ 1 บรรทัดเม่ือจบแต่ละรายการก่อนข้ึนรายการ
เอกสารอา้ งอิงใหม่
1.3 การพิมพใ์ หถ้ ือหลกั การใชเ้ คร่ืองหมายและการเวน้ วรรคตอน ดงั น้ี
- เคร่ืองหมายทวิภาค (:) ให้พิมพต์ ่อเน่ืองจากอกั ษรตวั ก่อนหนา้ และเมื่อ
พมิ พอ์ กั ษร ต่อจากเครื่องหมาย ใหเ้ วน้ 1 ช่วงตวั อกั ษร (หน่ึงเคาะ)
- เคร่ืองหมายอฒั ภาค (;) ให้พิมพต์ ่อเนื่องจากอกั ษรตวั ก่อนหนา้ และเม่ือ
พิมพอ์ กั ษรต่อจากเครื่องหมายใหเ้ วน้ 1 ช่วงตวั อกั ษร (หน่ึงเคาะ)
- เครื่องหมายจุลภาค (,) ให้พิมพต์ ่อเน่ืองจากอกั ษรตวั ก่อนหน้า และเมื่อ
พมิ พอ์ กั ษรตอ่ จากเครื่องหมายใหเ้ วน้ 1 ช่วงตวั อกั ษร (หน่ึงเคาะ)
- เคร่ืองหมายมหพั ภาค (.) ใหพ้ ิมพต์ ่อเนื่องจากอกั ษรตวั ก่อนหนา้ และเมื่อ
พิมพอ์ กั ษรต่อจากเครื่องหมายให้เวน้ 2 ช่วงตวั อกั ษร (สองเคาะ) ยกเวน้
การพิมพอ์ กั ษรยอ่ ใหเ้ วน้ 1 ช่วงตวั อกั ษร (หน่ึงเคาะ)
2. ลาํ ดบั การเสนอรายการเอกสารอา้ งอิง
3. รูปแบบ และตวั อยา่ งการเขียนรายการเอกสารอา้ งอิง
3.14 ภาคผนวก (Appendix)
เป็นส่วนท่ีใหร้ ายละเอียดเพ่ิมเติมที่ไม่รวมอยใู่ นส่วนของเน้ือหา และเป็ นสิ่งท่ีจะช่วยใหผ้ ูอ้ ่าน
เขา้ ใจสาระสาํ คญั ของโครงงานดียง่ิ ข้ึน จะมีหรือไม่มีกไ็ ด้ เช่น ข้นั ตอนวธิ ีการติดต้งั โปรแกรม
- ขอ้ มูลเพ่ิมเติมบางส่วนท่ีไดใ้ ชไ้ ปแลว้ ในส่วนเน้ือเร่ือง
- ขอ้ มูลเพมิ่ เติมที่ไดจ้ ากปฏิบตั ิการบางอยา่ ง เช่น การทดลอง การศึกษาเฉพาะกรณี
(Case study) การวเิ คราะห์เน้ือหา (Content analysis)
- สาํ เนาเอกสารหายาก
- คาํ อธิบายระเบียบวธิ ี กระบวนการและวธิ ีการรวบรวมขอ้ มูล เช่น การสังเกตการณ์ การใช้
แบบสอบถาม การสมั ภาษณ์ การทดสอบ
- แบบฟอร์มท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล เช่น แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสํารวจ
(Inventory)แบบตรวจสอบ (Check list) แบบทดสอบ (Test)
- โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ที่ใชใ้ นโครงงาน
- คาํ อธิบายเก่ียวกบั ข้นั ตอน หรือวิธีการทาํ ภาพประกอบ การสร้างเคร่ืองเมื่อหรืออุปกรณ์การ
ทดลอง
- นามานุกรม (Directory) บุคคลที่อา้ งถึงในโครงงานภาคผนวก อาจมีมากกวา่ หน่ึงภาคก็ได้
กรณีท่ีมีมากกวา่ หน่ึงภาคใหใ้ ชเ้ ป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค
- บทดาํ เนินเร่ือง(Story Board) รายละเอียดของบทเรียน (CAI) ซ่ึงประกอบดว้ ยการออกแบบ
ของส่ือในแต่ละ Module
- วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้(Objective) วตั ถุประสงคข์ องเน้ือหาแตล่ ะบทเรียน(CAI)
- แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน (Pre-Test and Post-Test)
- คู่มือการใชง้ าน (User Manual) อธิบายการทาํ งานของระบบ
- วธิ ีการติดต้งั โปรแกรม(Installation)
เนื้อหาภายในซีดี ส่วนประกอบของซีดโี ครงงาน
1. Folder Document
2. Folder Program เกบ็ ขอ้ มูลท่ีเป็นเน้ือหาแตล่ ะบท (PDF และ Word file)
3. File Readme.txt เกบ็ โปรแกรมที่ผา่ นการ Compile แลว้ source code และ database
4. File poster รายละเอียดการติดต้งั ของโปรแกรม
โปสเตอร์โครงงานออกแบบตาม template ท่ีกาํ หนด
รูปแบบปกซีดี
โครงงานปัญหาพิเศษ [วทิ ยาการคอมพิวเตอร์] / [เทคโนโลยสี ารสนเทศ]
ชื่อนิสิต รหสั ประจาํ ตวั
ชื่อนิสิต รหสั ประจาํ ตวั
ชื่ออาจารยท์ ี่ปรึกษา
สาขาวชิ า คณะ
เดือน/ปี ที่สอบ
ชื่อเรื่องภาษาไทย
ชื่อเร่ืองภาษาองั กฤษ
ช่ือ _______________________ รหสั
ชื่อ _______________________ รหสั
สาขาวชิ า __________________
คณะ _____________________
แผ่นใหญ่
สาํ หรับปกกล่องใส่ CD-Rom
แผ่นเลก็
ให้นิสิต กรอกขอ้ ความ แลว้ นาํ ไปติดแผน่ CD Rom ดว้ ยสต๊ิกเกอร์ใส หรือ สก๊อตเทป ห้ามใช้กาวเพราะจะทาํ ให้
กระดาษหลดุ ติดในเคร่ืองอ่าน
การส่งแผ่น CD Rom
ใหส้ ่ง CD Rom จาํ นวน 2 แผน่ ใส่กลอ่ งพลาสติก โดยมีปกซีดีตามแผน่ ใหญ่