The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชากัญชากัญชงศึกษา เพื่อใช้ยาอย่างชาญฉลาด ทช33098

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by n.thamagorn11, 2022-06-11 01:33:03

ใบความรู้วิชากัญชากัญชงศึกษา เพื่อใช้ยาอย่างชาญฉลาด

วิชากัญชากัญชงศึกษา เพื่อใช้ยาอย่างชาญฉลาด ทช33098

ใบความรู้ ที่ ๑
เรื่อง รจู้ ักโทษและประโยชน์

วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ให้วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บความแตกต่งระหว่างกัญชากบั กัญชงในทกุ มติ ไี ด้
2. เพ่อื ใหม้ ีทกั ษะการแสวงหาความรู้ และทกั ษะการคดิ วิเคราะห์เปรียบเทยี บความแตกต่าง

ระหว่างกญั ขากบั กัญชง
3. เพ่ือให้ตระหนกั ถงึ คณุ และโทษของสารทีพ่ บในกญั ชาและกญั ชง

เน้ือหา
1. ความแตกต่างกัญชาและกญั ชงทางกายภาพ

ภาพที่ 1 ใบพืชกญั ชา (Indica) ภาพท่ี 2 ใบพืชกญั ซง (Sativa)
1.1 แหลง่ กำเนิด

แหล่งกำเนิดของพืชกัญชาอย่ใู นเขตอบอนุ่ และตะวนั ออกกลาง ปากสี ถานอัฟกานสิ ถาน อนิ เดยี และ
เทือกเขาทเิ บต สว่ นพืขกัญชงพบใกลบั รเิ วณเสน้ ศูนยส์ ตู ร ไดแ้ ก่ โคสัมเบียแม็กซโ่ี ก ไทย และเอเชียตะวนั ออกเฉียง
ใต้

แหลง่ กำเนิดของพชื กัญชาและพืชกัญชง
1.2 ชนดิ ของสายพันธ์

กญั ชา (Cannabis) มชี ่ือทางวทิ ยาศาสตร์ Cannobis satia L. subsp. indico มลี กั ษณะ
เปน็ พุ่มตยี้ ลักษณะหน้าใบกว้างและสั้น มีสีเขียวเข้ม แผน่ ใบเปน็ สีเขยี วถงึ เขยี วจดั ใบมี 5 - 7 แฉก

การเรียงตวั ของใขจะชิดกนั ปลอ้ งหรือช้อสน้ั และแตกกงิ่ เปน็ แบบสลับ เปลอื กไมเ่ หนียวลอกได้ยาก
ใหส้ น้ ใยสัน้ มีคุณภาพต่ำ เมื่อออกดอกจะมยี างทชี่ ่อดอกมาก เมล็ดมีชนาดเลก็ ผวิ เมล็ดมนั วาว ใบเมื่อ
นำมาสบู จะมกี ลนิ่ หอมคล้ายหญา้ แห้ง มีสาร tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณร้อยละ
1 - 10 ของ บปั ติสต์ เดอ ลามาร์ก Vean Baptiste de Lamarck! นกั ชวี วิทยาชาวฝร่งั ศสได้ค้นพบความ
แตกต่างของแคนนาบิสชนิดนใี้ นแถบอินเดีย จึงมีต้งั ชอื่ โดยมคี ำนำหน้าวา่ indica

ต้นกัญชา ต้นกัญชง

กัญชง หรือ เฮมพ์ (Hemp) มีชอ่ื ทางวทิ ยาศาสตร์วา่ Cannnabis sativa L..subsp.sativa ลำ

ตน้ สงู มากกว่า 2 เมตร ปลอ้ งหรอื ข้อยาว แตกก่งิ กา้ นน้อยและแตกกิง่ ไปในทางเดีวกนั เปลือกเหนียวลอก

ง่าย ใหเ้ สน้ ใยยาวคณุ ภาพสูง แผน่ โบเป็นสีเขยี วอมเหลือง ใบมแี ฉกประมาณ 7 - 9 แฉก การเรยี งตวั ของใบ

คอ่ นขา้ งหา่ ง เมอื่ ออกดอกจะมยี างท่ชี อ่ ดอกไม่มาก มลด็ มขี นาดใหญแ่ ละเปน็ ลาย ผวิ เมล็ดหยาบดา้ น ใบ

เมื่อนำมาสูบจะมีกลน่ิ หอมนอ้ ยทำใหผ้ ู้เสหปวดหวั มีสาร tetrarydrocannabinol (THC) นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ

1.0 ใชป้ ระโยชน์เพ่อื ตอ้ งการเส้นใย

1.3 กญั ชาตัวผู้ ตัวเมยี และกะเทย มีความโดดเด่นทแ่ี ตกต่าง

- กัญขาเปน็ พืชแยกเพศต่างตัน คอื มีทั้งกญั ชาเพศผ้แู ละเพศเมีย

- กัญชาเพศผมู้ โี ครโมโซม XY ส่วนกญั ชาเพศเมยี มีโครโมโขม XX โดยตามธรรมชาตจิ ะมี

สัดสว่ นอยทู่ ่ีครงึ่ ตอ่ คร่งึ

- กญั ชาสามารถป็นพืชทมี่ ี 2 เพศนตันเดยี วได้ โดยมที ง้ั กสตวั เมยี และเกสรตัวผู้ในต้น

เดียวกันที่เรยี กว่า "กญั ชากะเทย" ซงึ่ จะผลิตคอกและจะถ่ยละอองเรณกู บั ดอกพวกนั้น โดยกญั ชา

อาจเป็นกัญชากะเทยไดเ้ องตามธรมชาติ หรอื กลายเป็นกะเทยเนอ่ื งจากความเครียดของพืชจาก

ปจั จยั อย่างแสงแดดที่มากป นำ้ ท่ีมากไปหรอื ไม่เพยี งขอ รวมไปถึงแมลงหรอื โรค เปน็ ต้น

- เพศของกญั ชาไม่โช่แค่ข้ึนอยกู่ บั พันธุกรรม แตก่ ข็ ้ึนอย่กู บั ปจั จยั ส่งิ แวดล้อมรอบขา้ งด้วย

แต่ละเพศมีความโดดเดน่ ที่แตกต่างกัน

กัญซากะเทยมักไมน่ ิยมนำผสผิ ลมาใช้เนอ่ื งจากดอกท่ีเต็มไปด้วยเมล็ด แปลวา่ สารแคนนาบนิ อยด์

มจี ำนวนไม่มาก จึงไมน่ ิยมนำมาใชใ้ นการรักษา อีกทั้งคณุ ภาพของตวั ต้นจะไมด่ เี ทา่ กัญชาตวั ผู้หรือ

กญั ชาตัวเมีย ทั้งนี้กัญชากะเทยสามารถผสมพนั ธเ์ุ องได้ แปลวา่ กญั ชารนุ่ หลงั จะเป็นกญั ชาทส่ี ามารถ

เป็นพชื 2 เพศในตันเดยี วกันทจ่ี ะทำให้แหล่งรวมยนื ต้อยลง ไม่หลากหลายเพราะการผสมพนั ธกุ์ นั เอง

1.4 กระบวนการสงั คราะห์ด้วยแสง

1.4 กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) กญั ชา หรือ อินตกิ า้ (indica) มี
คลอโรฟลิ ล์ (chlorophy! สูงจงึ ทำห้โตเร็วกว่าสายพนั ธุ์ยอ่ ย กัญชง หรอื ชาตวิ า (sativa) ซง่ึ ทำให้

อินดกี ัามสี ีเขียวเข้มกว่า แตจ่ ะมีรงควตั ถุ (accessory pigments) ที่ทำหนา้ ทจ่ี บั พลงั งานแสงแดด
ท่นี อ้ ยกวา่ จึงมกี ารเดิบโตในประเทศทมี่ ีอากาศเย็น

ภาพรายละเอียดกัญชาและกัญชง

1.5 ประโยชน์ของกัญชง

กญั ชง หรอื เฮมพ์ (Hemp) นำมาใช้ประโยชน์ไดห้ ลายมติ ิ โดยแบง่ เป็น 2 กลมุ่

1. กัญชงสำหรบั อุตสาหกรรม (Industrial 2. กัญชงเพื่อใช้เป็นยา (Medicinal Hemp) คอื

Hemp) คอื พันธก์ุ ญั ชงทใี่ ห้เสน้ ใยไฟเบอร์สงู พันธุก์ ญั ชงท่ีมีวัตถปุ ระสงค์ในการเลีย้ ง เพอื่ ให้ได้

ปรมิ าณน้ำมนั ท่ีจะผลิต THC ตำ่ โดยเนน้ ใน ดอกกญั ชง โดยดอกกัญชงจะผลิตเปน็ น้ำมนั ได้

ส่วนของลำตน้ กญั ชงเป็นหลัก โภยประเทศไทย มากท่ีสดุ แตน่ ้ำมนั นน้ั จะใหส้ าร THC ต่ำ แตม่ ี

ได้มกี ารปลกู กัญชงและตดั กัญชงกอ่ นทจ่ี ะออก ความคาดหวงั ทจ่ี ะให้สารแคนนาบิไดออล หรอื

ดอกเพอื่ ให้ได้ใยกัญชงมาผลิตในอุตสาหกรรม CBD ซ่ึงเป็นสารในกล่มุ แคนนาบินอยด์ท่ีช่วยลด

ปัจจบุ ันใยกญั ชงซ่ึงมคี ุณสมบัตทิ เี่ หนียว การอกั เสบ ลดความเครียด และชว่ ยอาการเกรง็
ทนทานไดถ้ ูกนำมาใชเ้ ป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ผิดปกติ รวมถงึ การนำมาใชช้ ว่ ยบำบดั อาการทาง
เช่น สว่ นประกอบของแผงประตูรถยนต์ สมอง เชน่ โรคลมชัก และโรคพาร์กินสนั ฯลฯ

อุตสาหกรรมเฟอร์นเิ จอร์ เสือ้ ผ้า กระเปา๋ เยอื่ ปจั จุบันมูลค่าของ CBD มีราคาสงู มาก ไม่เพยี ง
กระดาษ ไมแ้ ปรรปู วสั ดุก่อสร้าง อาหารสัตว์ นำมาใชเ้ ป็นยารักษาโรคเทา่ นนั้ แตย่ งั นำมาใส่ใน

ๆลๆ ผลติ ภัณฑ์น้ำมนั CBD ผลติ ภัณฑ์เสรมิ อาหาร
อาหาร ขนม เครื่องดืม่ เคร่ืองสำอาง ฯลฯก

นอกจากน้นั แล้วยงั มสี ว่ นท่เี ป็น "เมล็ดกัญชง" ทเี่ ม่ือถกู เครื่องบบี อัดออกมาแล้วก็จะได้"น้ำมนั กัญชง" จาก

เมลด็ ซ่ึงไม่มีทงั้ THC และ CBD แตจ่ ะมีน้ำมนั โอเมกา้ 3 ซงึ่ ทำให้เลือดเหลวตวั ลดการก่อตัวเป็นลมิ่ เลือด ชว่ ยลด
การอกั เสบของหลอดเลือด ซงึ่ สามารถนำมาใช้เป็นผลติ ภณั ฑเ์ สริม
อาหารทีม่ คี ุณคา่ ได้เชน่ เดยี วกนั

กลา่ วโดยสรปุ พืชกัญชากบั พชื กัญชงมีความแตกต่างกนั ในด้านแหลง่ กำเนดิ ซ่ึงมกี ารระบุวา่ พืชกัญชาอยู่
ในเขตอบอุ่น ส่วนพืชกญั ชงพบใกล้บริเวณเสน้ ศนู ยส์ ตู ร โดยกญั ชามีชอื่ ทางวิทยาศาสตรว์ ่า แคนนาบิส ชาติวา่

แอล. อินดกี ้า (Cannabis sativa L. subsp. indica ) สว่ นกัญชงมีช่อื ทางวทิ ยาศาสตรว์ า่ แคนนาบิส ชาติวา่ แอล.
ชาตวิ า่ (Cannnabis sativa L.. subsp. sativa ) พชื กญั ชาในทนี่ ีห้ มายรวมถึงกญั ชงดว้ ย มีการแยกเพศตง่ ต้น เป็น
ตัวผู้ ตน้ ตวั เมีย และยงั มีต้นกะเทย ซ่ึงมสี องเพศในตน้ เดยี วกัน ดา้ นการสังเคราะห์แสงเจริญเติบโตกญั ชามี

คลอโรฟลิ ล์สูงจงึ ทำให้โตเรว็ กวา่ กัญชง ทำให้กญั ชามสี ีเขียวเข้มกว่า และเติบโตในประเทศทีม่ ีอากาศเย็น

ภาพ เพศของกญั ชา
2. ความแตกต่างของสารสกัดกัญชาและกญั ชง

การกำหนดคำนยิ ามของคำว่า "กญั ชง" ของแตล่ ะประเทศ เพ่ือให้แยกออกจากคำนยิ ามจาก
กญั ชาน้ันมีความแตกต่างกนั โดยใช้ปริมาณของสาร THC รอ้ ยละของนำ้ หนักดอกเป็นกณฑต์ ดั สิน โดยใน

ประเทศแคนนาดา และสหรัฐอเมริกไดก้ ำหนดสาร THC ตำ่ กว่าร้อยละ 0.3 คือ

กญั ชง ในขณะทสี่ หภาพยโุ รปกำหนดสาร THC ต่ำกวา่ รอ้ ยละ 0.2 คอื กญั ชง
ในประเทศไทย ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ได้กำหนดลักษณะตามปริมาณสาร

THC ในใบและซ่อดอกไมก่ ินร้อยละ 1.0 ตอ่ น้ำหนกั แห้ง คือ กญั ชง
ดงั นั้น หากปริมาณสาร THC สูงเกนิ กวา่ ท่ีแต่ละประเทศกำหนด จัดได้ว่าเปน็ กัญชา

ภาพแสดงชีวะสังเคราะหส์ าร THC สาร CBD และภาพครง่ึ ใบของพืชกัญชาและกัญชง

การพฒั นาสายพันธ์กุ ญั ชาท่มี คี า่ เฉลย่ี สาร CBD สูง เพอ่ื ใช้ทางการแพทย์ ปัจจุบันมหี ลายประเทศท่ัวโลกที่
อนญุ าตใหใ้ ช้ (BD ทางการแพทย์ รวมท้ังประเทศไทยอนญุ าตให้ผปู้ ว่ ยใชก้ ญั ชาทางการแพทยไ์ ด้ ถงึ แม้ไมส่ ามารถ
ปลูกพืชชนดิ นอี้ ย่างถูกกฎหมายได้ในประเทศไทย สายพนั ธก์ุ ัญชาทนี่ ิยมนำมาใช้ทางการแพทย์สว่ นใหญ่จะเน้นสาย
พนั ธุ์ทมี่ ี CBD สูง แต่มี THC ท่ีต่ำ หรอื ใกล้เคยี ง สาเหตุทีม่ ีการผลกั ดันใหใ้ ช้ CBD ทางการแพทย์ เพราะสารน้ีมี
ประโยชน์ในการรักษาท่ีคลา้ ยกับ THC แต่ CBD ไม่ทำใหเ้ กิดอาการเมาเหมอื นกบั THC จงึ ดูเหมาะสมทีจ่ ะนำมาใช้
ทางการแพทย์มากกว่า แต่อย่างไรกต็ ามโรคบางโรคนน้ั ต้องใช้ทั้ง CBD และ THC ควบคกู่ ันไปในการรกั ษา เชน่
โรคมะเร็ง บรรเทาอาการปลายปอกประสาทเสื่อม

กล่าวโดยสรปุ สาร THC และ (BD ถูกนำไปใชป้ ระโยชน์ทางการแพทย์ สาร THC มผี ลตอ่

ระบบประสาทสว่ นกลาง แต่สาร CBD ไมม่ ีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง
3. สารในกัญชงและกญั ชา ตามกฎหมายกำหนด ยงั เปน็ ยาเสพติด

3.1 ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบับท่ี 2 ยังคงยนื ยนั กำหนดใหก้ ญั ชาและกัญชงเปน็ ยาเสพ
ตดิ ใหโ้ ทษประเภท 5 เช่นเดิม การผลิต เพาะปลูก นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรอื มไี วใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ บั

อนุญาตเป็นความผิดตามกฎหมายยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ
3.2 ประกาศฉบับนีเ้ ป็นเพยี งการประกาศยกเว้นใหส้ ารสกัดจากกัญชาและกญั ชงทีม่ ี

ปรมิ าณของสาร THC เพียงเลก็ นอ้ ย รวมถงึ บางสว่ นของพชื กัญชงไม่ถกู ควบคุมเปน็ ยาเสพติดใหโ้ ทษ

เพื่อใหน้ ำไปใชใ้ นอตุ สาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น อาหาร เคร่อื งสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และยา
เทา่ นนั้

3.3 ผลของประกาศกำหนดให้สารสกดั และบางส่วนของพชื กัญชาและกญั ชงเปน็ ยา
หรอื สมุนไพรเทา่ นน้ั

3.3.1 ปลอกแหง้ แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้งของกัญชาและกัญชง

3.3.2 สาร CBD บรสิ ุทธิ์ร้อยละ 99 ที่มี THC ผสมไม่เกนิ ร้อยละ 0.01 (เพอื่
นำมาใช้เป็นสารมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ)

3.3.3 สารสกดั CBD หรอื ผลิตภัณฑ์จากสารสกดั CBD ที่มีสาร THC ผสมไม่เกิน
รอ้ ยละ 0.2 ท่ีเปน็ ยาหรือผลิตภณั ฑ์สมนุ ไพรตามกฎหมายว่าดว้ ยยาหรือสมุนไพร (เช่นเดยี วกบั ใน

หลายประเทศท่ียกเวน้ )
3.3.4 เมล็ดกัณชงหรือน้ำมนั จากเมล็ดกัญชงที่เปน็ อาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร
3.3.5 นำ้ มนั หรอื สารสกัดจากเมลด็ กญั ชงตามกฎหมายว่าดว้ ยเครอื่ งสำอาง

3.4 ในระยะเวลา 5 ปีแรกนับจากวนั ท่ี 31 ส.ค.2562 สารสกัด CBD หรอื ผลติ ภณั ฑ์
จากสารสกดั C8D ที่เปน็ ยาหรอื สมนุ ไพร เมลด็ กัญซง นำ้ มนั จากเมล็ดกัญชง หรอื สารสกดั จากเมล็ด
กัญชงท่เี ป็น อาหาร หรอื เครอื่ งสำอาง จะไดร้ บั การยกเว้นไมเ่ ปน็ ยาเสพติดให้โทษจะตอ้ ง "ผลิตใน
ประเทศเท่านั้น" เพื่อป้องกนั มิใหน้ ำเขา้ ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร หรอื เคร่อื งสำอางสกดั จาก
เมล็ดกัญชงจากต่างประเทศอยา่ งเสรี

3.5 การดำเนนิ การต่อไป กระทรวงสาธารณสุขกำลังเรง่ แก้ไขเพม่ิ เตมิ กฎกระทรวงว่า
ด้วยการอนญุ าตเก่ยี วกบั กัญชง พ.ศ.2559 จากเดมิ มีบทเฉพาะกาล 3 ปีท่ีใหเ้ ฉพาะหน่วยงานของรฐั
ขออนญุ าตปลูกกัญชงได้ เปน็ ให้ภาคเอกชนสามารถขออนญุ าตปลกู ไดด้ ้วย

กลา่ วโดยสรุป ตามกฎหมาย กัญชาและกญั ชง ยงั คงเปน็ ยาเสพตดิ

สรุป
1. ความแตกต่างกญั ชาและกญั ชงทางกายภาพ คือ พชื กัญชากับพชื กญั ชงมคี วามแตกตา่ งกนั ในตา้ น
แหลง่ กำเนดิ ซง่ึ มกี ารระบวุ ่า พชื กญั ชาอยูใ่ นเขตอบอุ่น ส่วนพชื กัญชงพบใกล้บริเวณเส้นศนู ย์สูตร โดยกัญชามีช่อื
ทางวิทยาศาสตรว์ า่ แคนนาบสิ ชาตวิ ่า แอล. อินดิกา้ (Cannabissativa L. subsp. Indica ) ส่วนกญั ชงมชี ื่อทาง
วทิ ยาศาสตรว์ า่ แคนนาบิส ซาตวิ ่า แอล. ชาตวิ ่า(Cannnabis satie L.. subsp. Sotia ) พชี่ กญั ชาในท่ีนห้ี มาย
รวมถงึ กัญชงด้วย มีการแยกเพศตา่ งตน้ เป็นตวั ผู้ ตต้ ัวเมีย และยงั มตี น้ กะเทย ซงึ่ มีสองเพศในต้นเดียวกนั ด้านการ
สังเคราะหแ์ สงเจรญิ เติบโตกญั ชามีคลอโรฟลิ ล์สงู จงึ ทำให้โตเรว็ กวา่ กญั ชง ทำให้กญั ชามีสีเขยี วเขม้ กวา่ และเติบโต
ในประเทศทม่ี อี ากาศเย็น
2. ความแตกต่างของสารสกดั กญั ชาและกัญชง คือ สาร THC และ CBD ถูกนำไปใช้ประโยชนท์ าง
การแพทย์ แตส่ าร THC มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนสาร CBD ไมม่ ผี ลขา้ งเคียงตอ่ ระบบประสาท
ส่วนกลาง
3. สารในกญั ชงและกญั ชา ตามทกี่ ฎหมายกำหนด ยังเป็นยาเสพติด

ใบความรู้ท่ี ๒
เรื่อง กญั ชาและกัญชง กับการแพทย์ แผนปจั จบุ ัน

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่ือใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจกญั ชาและกญั ชง กบั การแพทย์ แผนปัจจุบัน
2. เพอ่ื ให้มที ักษะการแสวงหาความรู้ และทักษะการคิดวเิ คราะหข์ ้อมูลกัญชาและกญั ชง กับการแพทย์

แผนปจั จุบัน
3. เพ่อื ให้ตระหนกั ถงึ การรับรขู้ อ้ มูลจากกญั ชาและกญั ชง กับการแพทย์ แผนปจั จุบัน

เน้ือหา
พืชกญั ชาใชเ้ ปน็ สมุนไพรโดยนำไปเปน็ สว่ นประกอบของยาแผนไทยมาตัง้ แต่อดตี กาล กญั ชาเมอ่ื ผ่านการ

สกัดเรียกว่า"ยาท่พี ัฒนาจากสมนุ ไพร" ซ่งึ เป็นลกั ษณะของใช้ในการแพทยแ์ ผนปัจจุบัน สารประกอบทีไ่ ดจ้ ากการ
สกดั กัญชาที่สำคญั คือสารในกลุ่ม cannabinoids' ในกญั ชาเรยี กวา่ "phytocannabi-noid" ซึ่งมสี ารหลายชนิดที่
ออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธ์ติ อ่ จติ ประสาทท่ีสำคัญ คือ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol)และ CBD
(cannabidiol) โดย THC ออกฤทธโ์ิ ดยจับกับ CB1 และCB2 receptor ในระบบประสาท มีฤทธล์ิ ดอาการปวด
คลืน่ ไส้อาเจียน กระตุ้นความอยากอาหาร แตม่ ขี ้อพึงระวังคอื THC อาจทำให้เกิดผลต่อจิตประสาท ส่วน CBD ไม่
จับกบั CB1 receptor จึงไมท่ ำใหเ้ กดิ อาการทางจิต CBD มฤี ทธต์ิ า้ นอาการปวด ตา้ นการอกั เสบ ต้านอาการชัก
ลดอาการเกร็ง เป็นต้น ด้วยเหตนุ ี้ พระราชบัญญตั ิยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มสี าระสำคญั ในการ
ผ่อนปรนใหน้ ำกญั ชาซง่ึ เป็นยาเสพตดิ ให้โทษประเภทที่ 5 มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การรกั ษาผู้ป่วย หรอื การ
ศกึ ษาวจิ ัยและพัฒนา ซึ่งการสั่งใชใ้ ห้กับผู้ปว่ ยตอ้ งผู้ประกอบวิชาชพี เวชกรรมผูป้ ระกอบวชิ าชพี ทันตกรรมท่ีผา่ น
การอบรมการใช้กญั ชาทางการแพทยแ์ ละได้รบั การขึน้ ทะเบยี นกบั สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

จากการสืบคันข้อมูลที่มีคณุ ภาพทีน่ ่าเชื่อถือในปจั จบุ นั พบวา่ สาร THC และ CBD มปี ระโยชนใ์ นการ
นำมาใช้ทางการแพทย์ หากแตก่ ารใช้ THC มขี ้อพงึ ระวงั อาการข้างเคยี งท่ีเกดิ ขึน้ โดยเฉพาะผลของ THC ตอ่ จิต
ประสาท ดังนน้ั จงึ ไมค่ วรใชผ้ ลิตภัณฑ์กัญชาในการรักษา และ/หรือควบคุมอาการของผูป้ ่วยเปน็ การรักษาลำดับ
แรก (irst-line therapy) โดยเฉพาะผลติ ภณั ฑก์ ัญชาทางการแพทย์ท่ียงั ไมผ่ ่านการขนึ้ ทะเบยี นตำรั(unapproved
products) หากแตค่ วรควบรวม หรือใช้เสรมิ การรักษาจากวธิ มี าตรฐานท่ีไดร้ บั การใช้กญั ชา้ เพ่อื ประโยชน์ทาง
การแพทย์ควรดำเนนิ การบนข้อมูลทเ่ี ปน็ หลักฐานเชิงประจกั ษ์ ในประเดน็ ขอ้ บ่งใช้ชนดิ และอัตราส่วนของ
สารสำคญั เมื่อพจิ ารณาจากหลกั ฐานที่มีคุณภาพแลว้ สามารถแบ่งการนำกัญชามาใชท้ างการแพทย์ออกเป็น 3
กล่มุ ไดแ้ ก่กลุม่ ทส่ี ารสกัดกญั ชาได้ประโยชน์ ได้แก่ โรค/ภาวะของโรคซง่ึ มหี ลกั ฐานทางวชิ าการและงานวจิ ัย
สนบั สนุนเพียงพอ ไดแ้ ก่

ㆍ ภาวะคล่ืนไสอ้ าเจยี นจากเคมบี ำบดั (chemotherapyinduced nausea and vomiting)'3

ㆍ โรคลมชกั ทีร่ กั ษายาก และโรคลมชกั ทดี่ ือ้ ต่อยารกั ษา(intractable epilepsy)"s
* ภาวะกลา้ มเนอ้ื หดเกร็ง (spasticity ในผ้ปู ว่ ยโรคปลอกประสาทเสือ่ มแขง็ (multiple sclerosis)"

ㆍภาวะปวดประสาทส่วนกลาง (central neuropathic

ㆍภาวะเบื่ออาหารในผู้ปว่ ย AIDS ท่ีมีน้ำหนักตัวน้อย*'
* การเพิ่มคณุ ภาพชวี ิตในผู้ปว่ ยท่ีไดร้ ับการดแู ลแบบประคบั ประคองกลุม่ ท่สี ารสกัดกัญชานา่ จะได้ประโยชน์ โดยมี
หลักฐานทางวิชาการทีม่ คี ุณภาพสนับสนุนจำนวนจำกดั การพจิ ารณาใชส้ ารสกัดกญั ชาจำเปน็ ต้องใช้ดุลยพินจิ ของ
แพทยส์ ำหรับผู้ป่วยเปน็ รายกรณี ไดแ้ ก่

· โรคพารค์ ินสัน

. โรคอลั ไซเมอร์
ㆍ โรคปลอกประสาทอักเสบอนื่ ๆ (ทไ่ี มใ่ ชป่ ลอกประสาทเสอ่ื มแขง็ ) อาทิ neuromyelitis optica
. โรควิตกกงั วลไปทวั่ (generalized anxiety disorders)
กลมุ่ ท่สี ารสกดั กัญชาอาจจะได้ประโยชนใ์ นอนาคต เนอื่ งจากข้อมูลทางวชิ าการสนับสนุนมีไมเ่ พียงพอ
ไดแ้ ก่ การใช้รักษาโรคมะเร็ง เป็นตนั
อันตรกริ ิยา (drugs interaction) ระหว่างสารสกดั จากกญั ชากบั ยาอ่นื ๆ1011
การนำสารสกัดกญั ชามาใช้กบั ผู้ปว่ ยตอ้ งระวังอันตรายทเ่ี กดิ จากอนั ตรกริ ิยาระหวา่ งยา (drugs
interaction) ท่ีผปู้ ว่ ยใชอ้ ยู่ได้ในปัจจุบันรว่ มดว้ ย การใช้ THC และ CBD ร่วมกบั ยาอืน่ ๆ ท่ีมีผล
ยับยัง้ cytochrome (CYP) P450 โดยเฉพาะ CYP2C19 และCYP3A4 เชน่ fluoxitine อาจมีผลทำให้ระดบั THC
และ CBD ในเลอื ดสูงขึน้ จนเกิดอาการข้างเคยี งได้ ในทางตรงกนั ข้ามหากใช้THC และ CBD รว่ มกบั ยาทมี่ ีฤทธิเ์ ป็น
enzyme inducers เชน่ rifampicin, carbamazepine จะทำให้ระดับ THC และ CBD ในเลอื ดลดลง นอกจากน้ี
THC มีผลยับยงั้ CYP2C9, CYP2D6 และCYP3A4 ซึ่งอาจสง่ ผลใหย้ าอน่ื ทถี่ ูก metabolized ดว้ ย CYPเหล่านมี้ ี
ระดบั ยาสูงขนึ้ อาทิ warfarin (metabolized ดว้ ย

CYP2C9) ส่งผลให้ INR (International Normalized Ratio)สูงขึ้นได้ สว่ น CBD มผี ลยับย้งั CYP1A1, CYP1A2,
CYP1B1,CYP2B6, CYP2C19, CYP3A4 และ CYP2C9 ดงั นั้น การใช้ CBDรว่ มกับยาอ่ืนที่ถกู metabolized ดว้ ย
CYP เหลา่ นี้ เชน่ warfarin,clobazam (metabolized ด้วย CYP3A4 และ CYP2C19),ยากลุ่ม
fluoroquinolones (metabolized ดว้ ย CYP1A2),ยากล่มุ dihydropyridines (metabolized ด้วย CYP3A4)
จะมีระดบั ยาสูงข้นึ ซง่ึ อาจเกดิ อาการขา้ งเคียงได้

การเร่มิ ใช้ผลติ ภัณฑ์กัญชาในทางการแพทย์'
เมอ่ื พจิ ารณาแลว้ ว่าจำเป็นตอ้ งใชผ้ ลิตภัณฑ์กัญชากบั ผูป้ ่วยผู้สั่งใชค้ วรซักประวตั อิ ย่างละเอยี ดก่อนเร่ิมการ
ส่ังใช้ ดังน้ี
การซักประวัติ

1. อาการสำคัญปจั จุบนั ที่จะใชผ้ ลิตภัณฑ์กญั ชามาใชใ้ นรักษา/บรรเทาอาการ
2. ประวัตเิ จ็บป่วยในปัจจุบนั โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหวั ใจ โรคตับ และโรคไต

. การรักษาท่ไี ด้รับมาก่อนแลว้ ไม่ไดผ้ ล (รวมถึงระยะเวลาท่รี กั ษา และเหตผุ ลท่หี ยุด)
3. ประวตั ิเจ็บป่วยในอดีต
4. ประวัตเิ จบ็ ป่วยทางจิต และโรคทางจติ เวช โดยเฉพาะโรคจิตเภท (schizophrenia) และอาการทางจิต
จากการได้รบั ยารักษาพารก์ นิ สัน ยารกั ษาสมองเส่ือม (cholinesterase inhibitor)
5. พฤตกิ รรมเสย่ี งทส่ี ัมพันธ์กบั การติดสารเสพติด ผทู้ ี่เคยใชห้ รอื ใชก้ ญั ชาในปัจจุบันอาจไม่เปน็ ขอ้ ห้าม แต่
ควรระมดั ระวงั และจัดการความเสีย่ งของการเสพตดิ

. การตดิ นิโคตนิ ในบุหรี่
. การติดแอลกอฮอร์
. การใช้ยาที่ผิดกฎหมายมาก่อน
6. ประวตั ดิ ้านสขุ ภาพของครอบครวั รวมสขุ ภาพจติ โดยเฉพาะโรคจิตเภท (schizophrenia)กัญชากญั ชา
7. ประวตั ทิ างสงั คม (การสนบั สนนุ จากสังคมและครอบครัวในการใช้กัญชารกั ษาโรคของผู้ป่วย)
8. ตรวจร่างกายตามความเหมาะสม
9. ตรวจเพมิ่ เติมอืน่ ๆ ตามความจำเปน็
10. ทบทวนการใชย้ ายาบางชนิดที่ผู้ป่วยใชอ้ าจมีปฏกิ ิริยากับผลิตภัณฑ์

ㆍความเสี่ยงของผลข้างเคียงต่งๆ จากการใช้ผลิตภณั ฑ์
ขนาดยา และการบริหารยา'

1. ไม่มีขนาดยาเร่ิมต้นทแ่ี นน่ อนในผลิตภณั ฑก์ ญั ชาแตล่ ะชนดิ ขนาดยาที่เหมาะสมขนึ้ กับ
ลกั ษณะของผปู้ ่วยแต่ละคนและปรบั ตามแต่ละผลิตภณั ฑ์ โดยเรม่ิ ต้นขนาดตำ่ และปรับเพ่มิ ขนาดชา้ ๆ จนได้ขนาด
ยาเหมาะสม ทใี่ ห้ผลการรกั ษาสูงสุดและเกดิ ผลข้างเคยี งต่ำสดุ ขนาดยาในระดบั ต่ำมีโอกาสเกิดผลข้างเคยี งนอ้ ย

2. ผู้ทเ่ี รมิ่ ตน้ รกั ษา และได้รบั ผลติ ภัณฑก์ ัญชาเปน็ ครัง้ แรก
ควรเร่ิมตนั ทีข่ นาดต่ำมากๆ หากเกิดผลข้างเคยี ง และควรปฏบิ ัตดิ ังนี้

2.1 ปรับลดขนาดยา เมอ่ื พบอาการมึนเวยี นศรี ษะ (dizziness)เสียความสมตุล (loss of co-
ordination)หวั ใจเตน้ ช้า (bradycardia)ความตนั โลหิตผิดปรกติ (abnormal pressure)

2.2 หยุดใช้ทนั ที เมอื่ พบอาการ
สบั สน (disorientation)
กระวนกระวาย (agitation)
วติ กกังวล (anxiety)
ประสาทหลอน (hallucination)

โรคจิต (psychosis)
3. การให้สารสกัดจากกัญชาในคร้งั แรกควรใหเ้ วลาก่อนนอนและมีผู้ดูแลใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกดิ
ผลข้างเคียงไดก้ ารใชส้ ารสกดั กญั ชาทมี่ ีขนาดสูงทำใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่ รา่ งกายโดยเฉพาะ THC มีฤทธต์ิ ้านอาการปวด
และลดอาการคลืน่ ไส้อาเจียน ผ้ทู ่ีใชส้ ารสกดั กัญชาท่ีมี THC ในขนาดสงู ต่อเนื่องกันเปน็ เวลานานอาจทำใหเ้ กดิ
tolerance และตอ้ งเพม่ิ ปรมิ าณการใช้มากขน้ึ ซง่ึ เปน็ สาเหตขุ องการเสพติดไดใ้ นท่ีสุด

ทมี่ า
อรรถสทิ ธิ์ ศรีสุบตั ิ พ.บ. , สมชาย ธนะสทิ ธิชยั พ.บ.**
ที่ปรกึ ษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ
สถาบันวจิ ยั และประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ใบความรทู้ ี่ 3
เร่อื ง ใชก้ ญั ชาและกัญชงเป็นยาอย่างรคู้ ุณคา่ และชาญฉลาด

วัตถุประสงค์
1. เพอ่ื ใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจ การใชก้ ญั ชาและกญั ชงเป็นยาอยา่ งรคู้ ณุ ค่าและชาญฉลาดได้
2. เพอื่ ให้มีทกั ษะการแสวงหาความรูเ้ รื่อง การใช้กัญชาและกัญชงเปน็ ยาอย่างรูค้ ณุ คา่ และชาญฉลาดได้
3. เพอ่ื ให้ผ้เู รยี นมีความตระหนกั ถึงความสำคญั ของ การใชก้ ญั ชาและกญั ชงเปน็ ยาอยา่ งรู้คณุ ค่าและชาญ

ฉลาดได้

เน้ือหา
1. ประวัติการใช้กัญชาและกัญชงทางการแพทย์แผนปัจจุบัน 1.1 ต่างประเทศ ในต่างประเทศใช้กัญชาเป็นยา
รกั ษาโรค ไดแ้ ก่ ประเทศอังกฤษ อนุญาตใหใ้ ช้ กญั ชาในลักษณะเป็นผลติ ภัณฑท์ ี่ใช้ทางการแพทย์ ในรูปของยาเม็ด
ยาแคปซูล น้ามันกัญชา แต่ไม่ อนุญาตให้มีการสูบ ในประเทศเยอรมนี ให้ใช้ในรูปแบบ สเปรย์ (Spray) ส้าหรับ
รักษาอาการปวดเกร็ง กล้ามเนื้อ ในประเทศสเปน มีการวิจัยทางคลินิกการใช้กัญชารักษามะเร็งหรือเนื้องอก
ชนิด กลัย โอบลาสโตมา (Glioblastoma หรอื GBM) ผลการวิจัย ปรากฏวา่ ได้ผลดี ในประเทศสหรฐั อเมริกา มี
การจดสิทธิบัตรกัญชา และพบฤทธิ์ของกัญชาที่อาจมีผลดีต่อโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสนั
โรคหลอดเลือดสมอง และโรคทเี่ กิดจากเซลล์ถูกท้าลายโดยอนมุ ูลอิสระ (Oxidative) โรคหัวใจ โรคปลอกประสาท
เสอ่ื มแข็ง โรคเบาหวาน เป็นตน้ โดยรัฐโคโลราโด อนุญาตให้ใช้กญั ชา อยา่ งถูกกฎหมาย และอีก 33 รฐั อนุญาตให้
ใช้น้ามันกัญชาทางการแพทย์ได้ นอกจากนี้ ประเทศ อิสราเอล โคลัมเบีย และแคนาดา อนุญาตให้ใช้ผลิตภัณฑ์
จากกัญชาเป็นยารักษาโรค ในปี ค.ศ. 1893 หรือ พ.ศ. 2382 นายแพทย์วิลเลียม บรูก โอชอเนสซี (William
Brooke O'Shaughnessy) ชาวอังกฤษ ปฏบิ ตั ิงานอยใู่ นประเทศอินเดยี ได้ทา้ การทดลอง และคน้ พบ ว่า กัญชามี
สรรพคณุ ทางการแพทย์ สามารถใช้ระงับอาการปวด เพมิ่ ความอยากอาหาร ลดการ อาเจียน คลายกล้ามเน้ือ และ
ลดอาการชกั ได้ โดยได้ตพี มิ พ์ผลงานวิจัยในวารสารทางยาในสมัยนนั้ ปี ค.ศ. 1937 หรือ พ.ศ. 2480 มีรายงานว่า
การใช้กัญชาในประเทศสหรัฐอเมริกา ท้าให้ผู้ใช้ขาดสติ เกิดอาการประสาทหลอน ประเทศอังกฤษจึงเพิกถอน
กัญชาออกจากบัญชยี า แต่ใน ปัจจบุ นั รัฐบาลองั กฤษ ประกาศให้แพทย์สามารถใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา เพื่อการรักษา
ทางการแพทย์ได้ อยา่ งถูกกฎหมาย และอนุญาตให้มีการปลกู กัญชาเพื่อใชใ้ นทางการแพทย์ ในทางตอนใต้ของกรุง
ลอนดอน ปี ค.ศ. 1992 หรอื พ.ศ. 2535 ยาโดรนาบินอล (Dronabinol) ได้รบั การรับรองให้ ใชร้ ักษาโรคเอดส์ ที่
เกิดจากอาการน้าหนักลดมากจนผอมแห้ง (AIDS-wasting syndrome) ได้ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ.
1996 หรือ พ.ศ. 2539 รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) เป็นรัฐแรกในประเทศ สหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้กัญชา
ทางการแพทย์ จากนั้นจึงตามด้วยประเทศแคนาดา ปี ค.ศ. 1997 หรือ พ.ศ. 2540 นายริค ซิมป์สัน (Rick

Simpson) ชาวแคนาดา ซึ่งเคยท้างานเปน็ วิศวกรอยู่ในโรงพยาบาล ต่อมาประสบอบุ ัติเหตใุ นขณะปฏิบัติงาน ล้ม
หัวฟาดพื้น เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ และตาลาย จากการรักษาโดยแพทย์ทั่วไปไม่ดีขึ้น เขาได้ยินสรรพคุณของ
กญั ชาว่ามปี ระโยชน์ จงึ แอบน้ามาใช้กับตนั เอง และพบว่าอาการต่าง ๆ ดีขึ้นอยา่ งมาก
ปี ค.ศ. 1999 หรือ พ.ศ. 2542 รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จดสิทธิบัตรกัญชา หมายเลข US6630507 B1
อ้างสิทธิการใช้กัญชาในการรกั ษาโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่
เกิดจากเซลล์ถูกท้าลายโดยอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมาย และองค์การ
อาหารและยา ยงั คงปฏเิ สธกญั ชาเพื่อใช้เปน็ ยา ปี ค.ศ. 2003 หรอื พ.ศ. 2546 บรษิ ัท GW Pharmaceuticals ใน
ประเทศอังกฤษ ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาเพื่อการทดลอง ด้วยความหวังว่าจะได้รับอนุญาตให้ท้าการผลิต และ
จ้าหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ท้ามาจากกัญชา และมีตัวอย่างการใช้กัญชาในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง นายริค ซิมป์สนั
(Rick Simpson) ไดส้ งั เกตเหน็ ตุม่ ผดิ ปกติทผ่ี ิวหนงั บนแขน จ้านวน 3 ตมุ่ และเมื่อ ไปพบแพทย์ ผลการตรวจชิ้น
เนื้อยืนยันว่าเป็น มะเร็งผิวหนัง เขาจึงตัดสินใจจะใช้กัญชาในการรักษา มะเร็งผิวหนังด้วยตนเอง เพราะเคยอา่ น
และได้ยินมาว่าสาร THC สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในหนู ทดลองได้ เขาจึงสกัดกัญชาแล้วนา้ มาประคบไว้บริเวณที่
เป็นตุ่มเนื้อมะเร็งบนผิวหนัง หลังจากนั้น 4 วัน พบว่าตุ่มเน้ือนั้นมีขนาดลดลงอย่างมาก จากนั้นจึงพัฒนาสูตรใน
การผลิตกัญชาสกดั เป็นของ ตนเอง เรียกว่า รคิ ซมิ ปส์ นั ออยล์ (Rick Simpson Oil, RSO) แลว้ นา้ มาเผยแพร่โดย
รักษาประชาชน ชาวสหรฐั อเมรกิ า ประมาณ 5,000 ราย โดยการสกดั กัญชา และใช้สารเอทานอล ทมี่ คี วามเข้มข้น
ร้อยละ 99 สกัดประมาณ 2 วัน จะได้คลอโรฟิลล์ติดออกมาด้วย ซึ่งสารสกัดที่ได้จากวิธีการนี้จะมี สารเตตรา
ไฮโดรแคนนาบินอล (THC ร้อยละ 90) แคนนาบิไดออลออยล์ (CBD ร้อยละ 2 - 6) ปี ค.ศ. 2005 หรือ พ.ศ.
2548 บริษัท GP Pharmaceuticals ได้รับอนุญาตให้ จ้าหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชาในประเทศแคนาดา
(Canada) ปี ค.ศ. 2013 หรือ พ.ศ. 2556 บรษิ ทั โอซูก้า ฟาร์มาซตู คิ อล จ้ากัด โตเกียว ประเทศญ่ีปุน่ บรษิ ทั ยาใน
ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอังกฤษ ได้จดสิทธิบัตรพบฤทธิ์ต้านมะเร็งของ กัญชาในหลอดทดลอง และหนู
ทดลอง ปี ค.ศ. 2014 หรือ พ.ศ. 2557 รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา มกี ารใชก้ ญั ชา ถูกกฎหมายอย่างเต็ม
รูปแบบภายใต้การควบคุมทั้งการผลิต ซื้อขาย และเสพ เป็นสัญญาณแห่งการ จบส้ินยุคมืดของกัญชา ปี ค.ศ.
2018 หรือ พ.ศ. 2561 องค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.FDA) อนุมัติยาจากสารสกัดกัญชาตัว
แรก (ไม่ใช้สารสงั เคราะห)์ ชื่อการคา้ Epidiolex® ประกอบด้วยตัวยา แคนนาบนิ อยด์ ออยล์ (Cannabinoid Oil)
100 มลิ ลิกรมั ตอ่ มิลลลิ ิตร ในรปู แบบ สารละลายให้ทางปาก (Oralsolution) โดยมีขอ้ บ่งใช้ในการรักษาโรคลมชัก
ชนดิ รนุ แรง 2 ชนดิ คือ Lennox - Gastaut syndrome และ Dravet syndrome ในผูป้ ว่ ยอายุ 2 ปขี ้นึ ไป กล่าว
โดยสรปุ ประวตั กิ ารใช้กญั ชาและกัญชงทางการแพทยแ์ ผนปัจจบุ ัน ในต่างประเทศ มกี ารใช้ผลติ ภณั ฑก์ ญั ชาในทาง
การแพทยห์ ลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ น้ามนั หยดใต้ลิน้
แคปซลู สเปรยฉ์ ีดพน่ ใต้ล้ิน ยาเม็ด ยาเหนบ็ ทวาร หรอื รูปแบบแผน่ แปะบนผิวหนัง มีการศกึ ษาวิจยั และใช้กัญชา
เปน็ ยารักษาโรค เช่น ประเทศองั กฤษ สหรฐั อเมริกา และแคนาดา เป็นต้น นอกจากนี้ ในประเทศสหรฐั อเมริกา มี

การจดสิทธิบัตร และพบฤทธิ์ของกัญชาที่อาจมีผลดีต่อโรคทางระบบ ประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรค
หลอดเลือดสมอง และโรคที่เกิดจากเซลล์ถูกท้าลายโดยอนุมูล อิสระ (Oxidative) เป็นต้น แต่ยังต้องการการ
ศึกษาวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมอีกในอนาคต 1.2 ประเทศไทย ประวัติการใช้กัญชาในการแพทย์แผนปัจจุบันใน
ประเทศไทย ไม่ปรากฏข้อมูล หลักฐาน สืบเนื่องจากกัญชา ได้ถูกบรรจุให้เป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตาม
พระราชบญั ญตั ิยา เสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จงึ ทา้ ใหข้ าดการศึกษาวิจยั มาพัฒนาเพอื่ ใช้เปน็ ยาในทางการแพทย์
แผนปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่มีประวัติการใช้กัญชาในประเทศไทย ทถ่ี ูกตอ้ งตามกฎหมาย แตใ่ นปจั จุบนั ได้ มีการแก้ไข
กฎหมายเพิ่มเติม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ก้าหนดให้ ใช้เพื่อประโยชน์ทาง
ราชการ ประโยชน์ทางการแพทย์ ประโยชน์การรักษาผู้ป่วย และประโยชน์ในการ ศึกษาวิจัยในปัจจุบันจึงอยู่
ระหวา่ งการศกึ ษาวิจัย 2. กัญชาและกญั ชงทช่ี ่วยบรรเทาโรคแผนปัจจุบนั 2.1 กญั ชาและกัญชงกบั โรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสัน คอื โรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางต้าแหนง่ เกิดมี การตายโดยไม่ทราบสาเหตุท่ีแน่
ชัด ทา้ ใหส้ ารสอ่ื ประสาทในสมองท่ีช่ือวา่ โดปามนี (Dopamine) ซ่ึงเปน็ สารท่ีมีหนา้ ท่ีควบคมุ การเคล่ือนไหวของ
ร่างกายมปี รมิ าณลดลง จึงส่งผลกระทบต่อ การเคลือ่ นไหวของผู้ป่วย และสาเหตสุ า้ คญั ของการเกิดโรคพาร์กินสัน
มี 10 สาเหตุ ได้แก่ (1) ความ ชราของสมองโดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง (2) ยา
กลอ่ มประสาท หรอื ยานอนหลบั ที่ออกฤทธ์ิกดหรือต้านการสรา้ งสารโดปามนี โดยมากพบในผู้ปว่ ยโรคทางจิตเวช
ทต่ี อ้ ง ได้รับยากล่มุ นีเ้ พื่อป้องกันการควบคุมอาการ (3) ยาลดความดนั โลหิตสงู (4) ภาวะหลอดเลือดในสมอง อุด
ตัน (5) สารพิษท้าลายสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอน นอกไซด์ (6)
ภาวะสมองขาดออกซเิ จน ในกรณีที่จมน้า ถูกบีบคอ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจาก เสมหะหรืออาหาร (7)
ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบตั ิเหตุ (8) เกิดการอักเสบของสมอง (9) โรค ทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน เป็น
ต้น และ (10) ผู้รับยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบาง
ชนิด การรักษาโรคพาร์กินสัน มี 3 วิธี คือ รักษาด้วยยา ส้าหรับยาที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ยากลุ่ม เลโวโดปา
(LEVODOPA) และยากลุม่ โดพามีน อะโกนิสต์ (DOPAMINE AGONIST) เปน็ หลัก (การใชย้ าแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับ
การวนิ จิ ฉยั จากแพทย์ ตามความเหมาะสม) และการทา้ กายภาพบ้าบัด
การผ่าตัด ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จ้าเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างในการพัฒนาฟื้นฟู ทางด้าน
ร่างกาย รวมถึงจิตใจ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระวฒั น์ เหมะจุฑา กล่าวว่า จากข้อมูลภาวะ และโรคที่ ควร
รวบรวมบรรจุเพ่ิมเติมอยู่ในรายการที่กัญชาจะสามารถน้ามาใช้ได้ในคนปว่ ยในประเทศไทย อาทิ อาการแข็งเกร็ง
ที่อาจร่วมกับการบิดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง รวมถึงโรคทาง สมอง เช่น โรคพาร์กิน
สนั จากการศกึ ษางานวิจัยพบว่า สาร THC ช่วยป้องกนั เซลล์สมองจากอันตราย โดยอนุมลู อิสระ สว่ นสาร CBD
จะช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการเสื่อมสภาพ และพบว่าหลังจากใช้ สารสกัดกัญชา 30 นาที ก็ท้าให้อาการของ
โรคดขี ึ้น และหลาย ๆ งานวิจัยแสดงผลการวิจัยตรงกันว่า สาร CBD ท้าให้อาการของโรคดีขน้ึ ชัดเจน หลังจากใช้
ยาไป 1 อาทิตย์ กล่าวโดยสรุป สาร CBD เป็นสารสกัดที่ได้จากกัญชงและกัญชา ไม่มีฤทธิ์ต่อจิต และประสาท

ชว่ ยใหผ้ ปู้ ว่ ย ลดความวิตกกังวล บรรเทาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ มฤี ทธิร์ ะงับปวด และมกี ลไกทเี่ ชื่อว่าอาจท้าให้
ลดอาการสัน่ จากโรคพารก์ ินสัน ท้าให้การเคล่ือนไหวดีขนึ้ ปัจจบุ ันยังไม่ ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน คาดว่า
สาร CBD มีส่วนช่วยชะลออาการของ โรคพาร์กินสัน จาก ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปกป้องเซลล์
สมอง ซึ่งต้องการงานวิจัยเพ่ิมเติมในอนาคตถึง สัดส่วนสารส้าคญั ทีใ่ ช้ในโรคพาร์กินสัน 2.2 กัญชาและกญั ชงกับ
โรคมะเร็ง มะเรง็ เป็นโรคทสี่ ามารถพบได้ในผ้ปู ว่ ยทุกเพศ ทกุ วัย ตงั้ แต่เดก็ แรกเกดิ ไปจนถงึ ผสู้ งู อายุ แต่โดยส่วน
ใหญจ่ ะพบในผปู้ ่วยท่ีเปน็ ผใู้ หญม่ ากกว่าเด็ก และจะพบไดม้ ากในผู้ปว่ ยที่อายุ ตง้ั แต่ 50 ปขี ้ึนไป “มะเร็ง” หรือ
ทางการแพทย์เรียกว่า “เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย” เป็นกลุ่มโรค ที่เกี่ยวข้องกบั การเจริญของเซลล์ที่มคี วามผิดปกติ
คือ เซลล์จะแบง่ ตัว และเจรญิ เติบโตอย่างควบคุม ไม่ไดก้ ่อเป็นเนื้อร้าย และรกุ รานไปยงั อวัยวะสว่ นข้างเคยี ง หรือ
แพรก่ ระจายไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของ ร่างกายทอี่ ยู่หา่ งไกล ผ่านระบบน้าเหลืองหรือกระแสเลือด แตไ่ มใ่ ช่เน้ืองอกทุก
ชนิดจะเป็นมะเร็ง เพราะเนื้องอกไม่ร้ายจะไม่ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง และไม่กระจายไปทั่วรา่ งกาย สาเหตุ
ของการเกิดโรคมะเร็ง ร้อยละ 90 - 95 ของสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็ง มาจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม ส่วนที่
เหลอื อกี รอ้ ยละ 5 - 10 มาจากการถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม ค้าว่า “สงิ่ แวดล้อม” ท่ใี ชโ้ ดย นกั วิจยั มะเร็ง หมายถึง
ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และพฤตกิ รรม ปัจจัยทพี่ บบ่อยทนี่ ้าไปสกู่ ารตายของ โรคมะเร็ง ได้แก่ ยาสบู ร้อยละ 25 - 30
อาหาร และโรคอ้วน รอ้ ยละ 30 - 35 การติดเช้ือ รอ้ ยละ

15 - 20 การสัมผัสกบั รังสี รอ้ ยละ 10 นอกจากนย้ี ังมสี าเหตมุ าจากความเครยี ด ขาดการออกก้าลังกาย และมลพิษ
จากสิ่งแวดล้อมอกี ดว้ ย อาการของโรคมะเร็ง ในระยะแรกของการเกิดโรคมะเรง็ ขนึ้ ในร่างกาย อาจไมท่ ราบไดว้ ่ามี
อาการอย่างไร แต่เมื่อระยะเวลานาน หรือหลายปี ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
รับประทานอาหารได้นอ้ ยลง อิ่มเร็ว ผอมซูบ น้าหนักลด ร่างกายเริ่มทรุดโทรมลง ไม่สดชื่นเหมือนเดมิ ต่อมาเม่ือ
อย่ใู นระยะทม่ี ะเร็งเรมิ่ ลกุ ลามมากขึ้น จะเริม่ ปรากฏอาการอย่างชัดเจน โดยในระยะนี้ จะร้สู ึกเจ็บปวด และทรมาน
เป็นอย่างมากตามจุดต่าง ๆ ทเี่ กดิ มะเรง็ ขน้ึ ทงั้ นจี้ ะมอี าการมากน้อย อย่างไรข้ึนอยูก่ ับเปน็ มะเร็งชนิดนั้น ๆ และ
การกระจายของเซลล์มะเร็งภายในร่างกายไปเบียดบัง อวัยวะส่วนใดในขณะนั้น ๆ 2.2.1 กัญชาและกัญชงกับ
โรคมะเรง็ ปอด ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ภญ.สรุ างค์ ลีละวัฒน์ ผอู้ ้านวยการสถาบนั วิจัยกัญชา เพือ่ การแพทย์ กล่าวว่า
เคยมีการรายงานวจิ ยั พบว่า สารบรสิ ุทธิ์ทแ่ี ยกได้จากกัญชา ไดแ้ ก่ สาร THC และ สาร CBD ทสี่ ามารถลดการเพิ่ม
จ้านวนเซลล์มะเร็งปอดของมนุษย์ในหลอดทดลอง ดังนั้น จึงได้น้าไปศึกษาต่อ ด้วยการฉีดสารทั้ง 2 ตัวลงไปท่ี
เซลล์มะเร็งปอดของมนุษย์ ในหนูทดลองทุกวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าหนูทดลองที่ได้รับสารมีขนาดของ
ก้อนมะเร็งเล็กลง จึงสรุปได้ว่า สารทั้ง 2 ตวั มีฤทธิ์ต้านมะเร็งปอดของมนุษย์ในหลอดทดลอง และ
สัตว์ทดลอง 2.2.2 กัญชาและกัญชงกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบรุนแรงเฉียบพลัน
(Acute Leukemia) คือ กลุ่ม โรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นก้าเนิดเม็ด
โลหิต กรณีศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Case Reports in Oncology ในหัวข้อ Cannabis extract treatment for

terminal acute lymphoblastic leukemia with a Philadelphia chromosome mutation ซึ่งรายงานโดย
Yadvinder Singh และ Chamandeep Bali เป็นการ รายงานของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Acute
Lymphoblastic Leukemia) อายุ 14 ปี ซ่ึงผา่ น การรักษาตามแพทย์แผนปจั จบุ นั ทัง้ การคีโมบ้าบัด และการฉาย
แสงเป็นเวลา 34 เดือน แต่ล้มเหลว แพทย์จึงยอมให้ครอบครัวใช้สารสกัดแคนนาบินอยด์ ในรูปของน้ามันกญั ชง
(Hemp Oil) ครั้งแรก ผู้ป่วยได้รับน้ามันกัญชงด้วยการหยดใต้ลิ้น ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามาก ปรากฏว่า
มะเร็งเม็ด เลือดขาวลดลงหลังการใช้น้ามันกัญชงในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง
แหล่งที่มาของกัญชงแต่ละช่วง พบว่าเซลล์มะเร็งกลับขยายตัวมากขึ้น และเซลล์มะเร็งกลับลดลงได้ อีกเม่ือ
เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของกัญชง ซึ่งรายงานดังกล่าวได้ระบุอาการอย่างละเอียด จนถึงวันที่ 78 ปรากฏว่า แม้
เซลล์มะเร็งจะลดลงอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั แต่ผูป้ ว่ ยกลับป่วยดว้ ยอกี โรคหนงึ่ คอื เกดิ เลอื
ไหลในกระเพาะอาหาร และเสียชีวิตด้วยโรคล้าไส้ทะลุในที่สุด แม้สุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวจะเสียชีวิต แต่ท้าให้
รตู้ วั แปรการใชน้ ้ามันกญั ชงในหลายมิติ ท้งั ในเรอ่ื งความถแ่ี ละปริมาณทใี่ ช้ รวมถึงศกั ยภาพ ของพนั ธุ์กญั ชง ซ่ึงเป็น
ปัจจัยที่ส้าคัญอย่างยง่ิ ในการใชก้ ัญชงรักษาโรค และอย่างนอ้ ยก็ท้าให้เหน็ เรื่อง ของการลดปรมิ าณเซลล์มะเร็งเม็ด
เลอื ดขาวไดจ้ รงิ ส้าหรับในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.นพ.วิโรจน์ ศรอี ุฬารพงศ์ อดีต นายกสมาคมมะเร็ง
วิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาล
จุฬาลงกรณ์ กล่าวถงึ เร่ืองบทบาทของ “กญั ชา” กบั โรคมะเร็งไว้วา่ ในปัจจบุ นั มแี รงผลกั ดนั ใหม้ กี ารน้ากญั ชามาใช้
ในประเทศไทยอย่างมาก จากหลายภาคส่วนเนน้ เปา้ หมายว่า กญั ชาไมค่ วรทจี่ ะถกู จัดกลุ่มอยู่ในสารเสพติด และ
ควรเปดิ กว้างให้มกี ารใชอ้ ย่าง แพรห่ ลายมากข้นึ เสยี งเรยี กรอ้ งทีอ่ อกมาคล้ายกบั วา่ กัญชาเป็นพืชท่มี ีแต่ประโยชน์
สูงมาก มผี ลเสีย นอ้ ย ไมค่ วรที่จะถกู ปดิ ก้นั ให้อยู่ในกลุม่ สารเสพตดิ หนง่ึ ในประเด็นส้าคัญทม่ี ีการอ้างอยา่ งมาก คือ
ประโยชน์ของกัญชาในการรักษาโรคมะเร็ง ด้านฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง มีการศึกษาในประเทศไทย พบว่า กัญชา
สามารถ ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง ในการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องทดลอง แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงผลของกัญชาต่อ
โรคมะเร็งในมนษุ ย์ กล่าวคือ แม้ว่าจะมีการศึกษากัญชาในห้องปฏบิ ัติการมานานแล้ว กลับไม่มี หลักฐาน การนา้
เอากัญชามาใช้วิจัยเพื่อรักษามะเร็งในมนุษย์ นอกจากนี้ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูล การน้ากัญชามาใช้บรรเทาอาการ
หรือผลขา้ งเคยี งจากโรคมะเรง็ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพมากพอ จากหลกั ฐานที่ตีพิมพ์เผยแพรท่ างวิชาการ กลา่ วโดย
สรุป ในต่างประเทศ มีผลการศึกษาวิจัยสารในกัญชา สาร THC และสาร CBD ที่สามารถเชื่อถือได้ ในการรักษา
โรคมะเร็งปอด และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในประเทศไทย มีการศึกษาการใช้กัญชาต่อต้านมะเร็งพบว่า กัญชา
สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในการเพาะเลี้ยง เซลล์ในห้องทดลอง แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงผลของกัญชาต่อ
โรคมะเร็งในมนุษย์ 2.3 กัญชาและกัญชงกับการลดอาการปวด มีการศึกษาการน้ากัญชามาใช้ลดอาการปวด
ส่วนใหญ่พบว่า สามารถบรรเทา อาการปวดแบบเรื้อรัง (Chronic pain) ที่เป็นการปวดทางระบบประสาท
(Neuropathic pain) เช่น ปวดเสียวแปลบเหมือนไฟช็อต แสบร้อน รู้สึกยิบ ๆ ชา ๆ ที่มีอาการรุนแรง หรือไม่
ตอบสนองต่อการ รักษาในยามาตรฐาน เป็นต้น สามารถบรรเทาอาการปวดได้ ส่วนการบรรเทาอาการปวด

เฉียบพลัน เช่น หลังผ่าตัด เป็นต้น ยังไม่ไดใ้ หผ้ ลทีด่ ีนัก เภสัชกรหญิง ดร.ผกาทิพย์ รื่นระเรงิ ศักดิ์ กล่าวว่า มีการ
ทดลองทางคลินิก พบว่า สาร THC ในขนาด 2.5 หรือ 2.7 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดอาการปวดเร้ือรัง ที่เกิดจาก
ระบบประสาทส่วนกลาง (Central neuropathic pain) และช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ เพิ่มขึ้น มีการตั้งต้ารับยา
สเปรย์ (Oromucosal spray, Nabiximols) โดยใชส้ ่วนผสมของสาร THC
และ สาร CBD ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดข้อ (Rheumatoid arthritis) แต่ส้าหรับอาการปวด เรื้อรังในผู้ป่วย
มะเร็งนั้น ยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน สารสกัดกัญชาอาจมีประโยชน์ในการรักษา อาการปวด แต่ยังขาด
ข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุนที่ชัดเจนเพียงพอในด้านความปลอดภยั และ ประสิทธิผล ซึ่งยังต้องศกึ ษาวิจัยต่อไป
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด กล่าวโดยสรุป มีการศึกษาการน้ากัญชามาใช้ลดอาการปวด ส่วนใหญ่พบว่า
สามารถ บรรเทาอาการปวดแบบเรือ้ รัง (Chronic pain) ที่เป็นการปวดทางระบบประสาท (Neuropathic pain)
สามารถบรรเทาอาการปวดลงได้ ส่วนการบรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน เชน่ หลังผ่าตดั ยังไม่ไดใ้ หผ้ ล ท่ดี ี ส้าหรับ
อาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยมะเร็ง ยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน สารสกัดกัญชาอาจมี ประโยชน์ในการรักษา
อาการปวด แต่ยงั ขาดข้อมูลจากงานวิจยั สนับสนนุ ที่ชัดเจนเพียงพอในด้าน ความปลอดภยั และประสทิ ธผิ ล ซ่ึงยัง
ต้องศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด 2.4 กัญชาและกัญชงกับโรคลมชัก โรคลมชักชนิด
รุนแรงมี 2 ชนิด คือ Lennox - Gastaut syndrome และ Dravet syndrome พบได้ในผู้ป่วยอายุ 2 ปีขึ้นไป
อาการชักที่มักพบได้บ่อย มี 7 อาการซึ่งขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคล ได้แก่ (1) อาการชักแบบเหม่อลอย (Absence
Seizures) (2) อาการชักแบบชักเกรง็ (Tonic Seizures) (3) อาการชักแบบกลา้ มเนอ้ื ออ่ นแรง (Atonic Seizures)
(4) อาการชักแบบชัก กระตุก (Clonic Seizures) (5) อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง (Tonic - clonic
Seizures) (6) อาการชกั แบบชกั สะดุ้ง (Myoclonic Seizures) และ (7) อาการชกั เฉพาะสว่ น (Partial หรือ Focal
Seizures การใชย้ าผ้ปู ว่ ยโรคลมชกั ส่วนใหญ่ จะรกั ษาโดยการใชย้ าต้านอาการชัก (Anti Epileptic Drugs, AEDs)
เพื่อควบคุมอาการชัก ส้าหรับสรรพคุณกัญชาทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคลมชัก พบว่าในกัญชา มีสาร CBD มี
คุณสมบัติลดอาการชักเกร็ง ซึ่งมีงานวิจัยที่ระบุว่า กัญชามีสรรพคุณรักษาโรคลมชัก ในเด็กที่รักษายาก หรือใน
ผ้ปู ว่ ยเดก็ โรคลมชักท่ีด้อื ตอ่ การรกั ษาด้วยวิธีต่าง ๆ โดยแพทยห์ ญิงอาภาศรี ลสุ วัสดิ์ กมุ ารประสาทวิทยา สถาบัน
ประสาทวิทยา กลา่ วว่า การใชน้ ้ามันกัญชาท่มี สี าร CBD สงู หรอื แคนนาบินอยด์ ออยล์ (Cannabinoid Oil) ร้อย
ละ 99 ในผู้ป่วยโรคลมชักในเด็ก มีผลการศึกษาว่า ใช้ได้ผลดีกับกลุ่มอาการชักรักษายาก คือ ชักเกร็งกระตุกทง้ั
ตัวอย่างรุนแรง และชักแบบผงกหัว ที่เสี่ยงต่อการหัวแตก ส่วนหลักเกณฑ์ในการขอใช้แคนนาบินอยด์ ออยล์
(Cannabinoid Oil) นายแพทยอ์ รรถสิทธิ์ ศรีสบุ ตั ิ ผู้อ้านวยการสถาบนั วจิ ัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์
กรมการแพทย์ กล่าวว่า สถานพยาบาลที่จะใช้แคนนาบินอยด์ ออยล์ (Cannabinoid Oil) จะต้องขอ อนุญาต
กับส้านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนการน้ามาใช้กับผู้ปว่ ยต้องเป็นผูป้ ่วยทีม่ ี ความจ้าเป็นจริง ๆ
เชน่ การใช้ยาหรือผา่ ตัดแลว้ ไม่ไดผ้ ล เป็นตน้

ในประเทศไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ประกาศเมือ่ วนั ท่ี 8 พฤศจกิ ายน 2561 ถึงประโยชนข์ องสาร
สกัดจากกัญชาทางการแพทย์ ในการน้าสาร CBD มาใช้กับ โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักทีด่ ือ้ ต่อยารักษา
ซึ่งกัญชาเองก็ไม่ได้ท้าให้โรคลมชักหายขาด แต่ช่วยลดความถี่ของการชักได้ กล่าวโดยสรุป ส้าหรับกัญชาที่
องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) ของประเทศสหรัฐอเมริกา อนุมัติยาจากสารสกัด
กัญชาตัวแรก (ไม่ใช่สารสังเคราะห์) ชื่อการค้า Epidiolex® ประกอบด้วยตัวยา CBD 100 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร
ในรูปแบบสารละลายให้ ทางปาก (Oral solution) โดยมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคลมชักชนิดรุนแรง 2 ชนิด คือ
Lennox - Gastaut syndrome และ Dravet syndrome ในผู้ป่วยอายุ 2 ปีขึ้นไป ในประเทศไทย กรมการ
แพทย์ ประกาศถึงประโยชน์ของสารสกัดจากกัญชา ทางการแพทย์ ในการน้าตัวยา CBD มาใช้กับโรคลมชักท่ี
รกั ษายาก และโรคลมชกั ทด่ี ้อื ต่อยารกั ษา เทา่ นนั้ 2.5 กัญชาและกัญชงกับโรคผิวหนงั โรคสะเกด็ เงนิ (Psoriasis)
คือ โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นสภาพผิวที่น้าไปสู่การสะสม ของเซลล์บนพื้นผิวหนงั ท้าให้เกิดการอักเสบเป็นผื่นหนา
หยาบขนาดใหญ่สแี ดง และมีสะเก็ดสเี งิน ปกคลมุ ทผ่ี ิวหนงั ซึ่งเกิดทตี่ า้ แหน่งใดของร่างกายกไ็ ด้ ผู้ป่วยจะมีอาการที่
แตกต่างกันออกไปตามชนิด ของโรคสะเก็ดเงนิ ที่ผู้ปว่ ยเป็น ความผิดปกติที่พบได้บ่อยตามร่างกาย เช่น ผิวหนังมี
ลักษณะแดง ตกสะเก็ดเป็นขุยสีขาว เป็นผื่นแดงนูน เกิดการอักเสบของผิว ผิวแห้งมากจนแตก และมีเลือดออก
หนังศีรษะลอกเป็นขุย เล็บมือและเล็บเท้าหนาขึ้น มีรอยบุ๋ม ผิดรูปทรง ปวดข้อต่อ และมีอาการบวม ตามข้อตอ่
และยงั ทา้ ใหผ้ ปู้ ว่ ยมอี าการเจบ็ คัน หรือรสู้ กึ แสบร้อนบรเิ วณผิวหนงั ซ่งึ อาการของโรค แต่ละชนิดมคี วามคลา้ ยคลึง
กัน อาการอาจคงอย่นู านหลายวนั ไปจนถึงหลายสัปดาห์ แล้วคอ่ ย ๆ บรรเทาลง แตเ่ มอื่ มีสงิ่ มากระตุ้นก็อาจท้าให้
อาการของโรคก้าเรบิ ขน้ึ มาได้ สาเหตกุ ารเกิดโรคสะเก็ดเงนิ ยงั ไมช่ ดั เจน แตค่ าดการณ์วา่ ปจั จยั ส้าคัญ ที่ท้าให้เกิด
การพัฒนาของโรคอาจมาจากเซลล์ เม็ดเลือดขาว ในระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ จึงได้ท้าลายเซลล์ผิวหนัง
แทนสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ ร่างกาย และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดโรคได้ เช่น การบาดเจ็บบริเวณ
ผิวหนงั การตดิ เชอื้ HIV ยาหรืออาหารบางชนดิ ความเครียด เปน็ ต้น ซง่ึ ปัจจัยทีเ่ ป็นตัวกระตุ้นเหล่านี้จะแตกต่าง
กันไปใน แต่ละบุคคล การรักษา โรคสะเก็ดเงินไม่สามารถรักษาได้หายขาด แต่การรักษาท้าได้เพียง บรรเทา
อาการให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการอักเสบ และผิวหนังที่ตกสะเก็ด ชะลอการเติบโตของเซลล์ ผิวหนัง และขจัด
ผิวหนังทีเ่ ป็นแผ่นแข็ง ซึ่งการรักษาสามารถท้าไดห้ ลายวธิ ี ผู้ป่วยทีม่ ีอาการ เพียงเลก็ น้อยถึงปานกลาง อาจรักษา
ดว้ ยการใช้ยาทาภายนอก สว่ นในรายทม่ี ีอาการปานกลาง

ไปจนถึงรุนแรง แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยารับประทาน ยาฉีดหรือการฉายแสงด้วยรังสี อัลตราไวโอเลต การ
รักษาอาจใชห้ ลายวธิ ีควบคกู่ นั เพอ่ื ชว่ ยใหอ้ าการดีข้นึ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรมี การดแู ลเรื่องการรับประทานอาหาร
ระมัดระวงั การรบั ประทานวติ ามินเสริม หลกี เลี่ยงการดื่ม แอลกอฮอล์ หรอื สูบบหุ ร่ี ควบคมุ น้าหนักให้อยู่ในเกณฑ์
ปกติ ส้าหรับกัญชาที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน นายแพทย์เวสารัช เวสสโกวิท ที่ปรึกษา ผู้อ้านวยการด้านวิชาการ
สถาบนั โรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ (สธ.) ศกึ ษาวจิ ัย เก่ยี วกบั การนา้ น้ามันกัญชา เมดคิ ัลเกรด

ที่องค์การเภสัชกรรมจะผลิตมาใช้ในการวิจัยรักษาโรค โดยในส่วนของสถาบันโรคผิวหนัง เบื้องต้นจะดา้ เนนิ การ
ศึกษาวิจัยสารสกัดน้ามันกัญชา ส้าหรับโรค ผิวหนัง 2 โรค ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน และกรรมพันธุผ์ ิวหนัง ชนิดหนัง
หนาแต่กา้ เนดิ ส้าหรับ ในต่างประเทศ มกี ารคน้ พบการรกั ษาโรคมะเรง็ ผิวหนงั ดว้ ยกัญชา ในปี ค.ศ. 2003 นายริค
ซิมป์สัน (Rick Simpson) สงั เกตเห็น “ตุ่ม” ผดิ ปกตทิ ีผ่ วิ หนังบนแขน จา้ นวน 3 ตุ่ม และเม่อื ไปพบแพทย์ ผลการ
ตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็น “มะเร็งผิวหนัง” เขาจึงตัดสินใจจะใช้กัญชาในการรักษามะเร็ง ผิวหนังด้วยตัวเขาเอง
เพราะเคยอ่านได้ยินมาว่าสาร THC สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในหนูทดลอง เขาจึง สกัดกัญชาแล้วน้ามาประคบไว้
บรเิ วณทีเ่ ป็นตมุ่ เน้ือมะเรง็ บนผิวหนงั หลงั จากนั้น 4 วัน เขาพบว่า ตุ่มเนอื้ มขี นาดลดลงอยา่ งมาก จากน้ันมาเขาก็
พฒั นาสูตรในการผลติ กญั ชาสกดั เปน็ ของตนเอง เรียกว่า รคิ ซิมป์สัน ออยล์ (Rick Simpson Oil, RSO) แลว้ น้ามา
เผยแพรแ่ กป่ ระชาชนชาว สหรัฐอเมริกา และประเทศองั กฤษทางอินเทอร์เน็ต แตใ่ นประเทศไทย ยังไมม่ ีการวิจัยท่ี
ชัดเจน เกี่ยวกับประสทิ ธิผลของการใช้สารสกัดนา้ มนั กัญชารกั ษา ทงั้ 2 โรคน้ี กล่าวโดยสรุป นายแพทย์เวสารัช
เวสสโกวิท ศกึ ษาวจิ ยั เก่ยี วกบั การน้านา้ มันกญั ชา มาใช้ในโรคสะเก็ดเงนิ และกรรมพนั ธ์ุผวิ หนังชนิดหนงั หนาแต่ก้า
เนิด ส้าหรับในต่างประเทศ นายริค ซิมป์สัน (Rick Simpson) มีการค้นพบการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังด้วยกัญชา
โดยผลิตนา้ มันกัญชา เรยี กวา่ รคิ ซมิ ปส์ นั ออยล์ (Rick Simpson Oil, RSO) แลว้ น้ามาเผยแพร่แก่ประชาชนชาว
สหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ ทางอินเทอรเ์ น็ต 2.6 กัญชาและกญั ชงกบั โรคต้อหิน การศึกษาวิจัยเกี่ยวกบั
การรักษาโรคต้อหินด้วยกัญชา พบว่าการใช้กัญชา ท้าให้ ความดันในลูกตาลดลงได้ มีฤทธิ์อยู่ได้เพียง 3 ชั่วโมง
และขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้กัญชาด้วย ซึ่งอาจ เพิ่มการเกิดผลข้างเคียงจากการได้รับขนาดยากัญชามากเกินไป
ไดแ้ ก่ ความดันโลหิตต่้าลง และหวั ใจ เตน้ เร็วข้นึ ดว้ ยเหตุผลท่ีวา่ มหี ลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวขอ้ งในการควบคุมความ
ดันลูกตา ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาการออกฤทธิ์ ความแรงของยากัญชา ท้าให้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่
ยอมรับ การน้ากัญชามาใช้รักษาโรคต้อหิน เนื่องจากยาแผนปัจจุบันสามารถคุมความดันในลูกตาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพคงที่ และสม่้าเสมอมากกวา่


Click to View FlipBook Version