แหล่งอารยธรรมโบราณที่มี
อิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง
ของโลก
written by
Alisa Johnson
แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
→-เมโสโปเตเมียแปลว่าดินแดนระหว่างแม่น้ำ โดยอยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Trigris) และยูเฟรติส (Euphrates)
-ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าดินแดนอุดมสมบูรณ์พระจันทร์เสี้ยว (The Fertile Cresent)
- เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในตะวันออกกลาง (เพราะดินแดนรอบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายทั้งสิ้น) ดิน
แดนที่อยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียไปจรดทะเลเมดิเตอเรเนียน
-เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
-แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศ อิรัก (Iraq)
-เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีหลายกลุ่มผลัดเปลี่ยนเข้ามามีอำนาจและยึดครอง ได้แก่
1.ชาวสุเมเรียน(Sumerian)
2.ชาวอัคคาเดียน(Akkadian)
3.ชาวอะมอไรต์(Amorites)
4.ชาวฮิตไทต์(Hittites)
5.อัสซีเรีย(Assyrian)
6.คาลเดียล(Chaldean)
แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
1.ชาวสุเมเรียน(Sumerian)
-ปฏิวัติเกษตรกรรม
-มีการพัฒนาระบบชลประทาน เช่น ทำอ่างเก็บน้ำ เขื่อนทดน้ำ ประตูกั้นน้ำ
-สถาปัตกรรมที่สำคัญ “ซิกกูแรต” (Ziggurat) >> เป็นศาสนสถานที่บูชาเทพเจ้า>>ทำด้วยอิฐตากแห้ง
-ประดิษฐ์อักษรใช้ครั้งแรกบนโลก (เก่าแก่ที่สุด) “อักษรคูนิฟอร์ม”(Cuneiform)หรือ“อักษรลิ่ม”
-วรรณกรรมชิ้นสำคัญ “มหากาพย์กิลกาเมซ” (Gilgamesh)เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลก
-ความเจริญด้านคณิตศาสตร์ค่าพาย ชั่ง ตวง วัด ปฏิทินแบบจันทรคติ
2.ชาวอัคคาเดียน(Akkadian) สถาปัตยกรรมที่สำคัญ:ซิกกูแรต
3.ชาวอะมอไรต์(Amorites)หรือ บาบิโลนเก่า
-ตั้งกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวง
-มีการจัดเก็บภาษีและเกณฑ์ทหาร
-สมัยกษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) (1792-1745 B.C. )ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (Code of Hammurabi)
→ประมวลกฎหมายลายลักษณ์อักษร จารึกบนแผ่นหิน->ลักณระกฎหมายอาญา ->มีลักษณะที่เรียกว่า“ ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ใน
→การลงโทษ บทลงโทษเหี้ยมโหด
แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
4.ชาวฮิตไทต์(Hittites)
-เป็นกลุ่มชนรบเก่ง
-เป็นกลุ่มแรกที่รู้จักใช้เหล็กนำมาทำเป็นอาวุธและใช้รถเทียมมาทำศึกสงคราม
-อยู่ในร่วมสมัยกับที่อาณาจักรอียิปต์เรืองอำนาจและมีอำนาจทางการรบทัดเทียมอียิปต์
5.อัสซีเรีย(Assyrian)
-มีศูนย์กลางการปกครองที่กรุงนีนะเวห์ (Nineveh)>>เป็นเมืองที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วย
-สมัยกษัตริย์อัสซูร์บานิปาล (Assurbanipal) (668-629 B.C. )>>ยุคที่อาณาจักรอัสวีเรียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
-อาวุธทำด้วยเหล็ก>>แข็งแกร่งกว่าโลหะอื่นๆ
-ทำภาพนูนต่ำ (Base relief) >>แสดงวิถีประจำวัน
แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
6.คาลเดียล(Chaldean)หรืออาณาจักรบาบิโลนใหม่ (ชนชาติสุดท้าย)
-สร้างอาณาจักรบาบิโลนใหม่ (Neo Babylon)
-สมัยกษัตริย์ในบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) (605-562 B.C. )>>เป็นสมัยที่รุ่งเรืองสุด
-ตีกรุงเยรูซาเล็มของชาวยิว>>เกณฑ์ชาวยิวมาเป็นทาสเฉลยที่กรุงบาบิโลน
→-สร้างสวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon) ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรค์
-ด้านดาราศาสตร์>>ทำแผนที่ดวงดาวคำนวณสุริยุปราคา จันทรุปราคา คำนวนทางดาราศาสตร์ได้แม่นยำ
-เอาดาราศาสตร์มาพยากรณ์โชคชะตามนุษย์
สิ้นสุด 539 B.C. 3 กษัตริย์ไซรัสเข้าตีกรุงบาบิ โลนสำเร็จ-ถูกเปอร์เซียยึดครอง-ถูกเป็นส่วนหนึ่งของ
จักรวรรดิเปอร์เซีย
อารายธรรมอียิปต์โบราณ
-อียิปต์เป็นวัฒนธรรมจักรวรรดิ
-ที่ตั้งของอียิปต์ยังมีความมั่นคงและมีปราการธรรมชาติเช่น ทะเลทราย
-มีชัยภูมิในการป้องกันการรุกรานของศัตรู อีกทั้งแม่น้ำไนล์ก็นำความชุ่ม
ชื้นอุดมสมบูรณ์ตลอดริมฝั่งในฤดูน้ำหลากโดยเอ่อท่วมสองชายฝั่งแห้ง
แล้ง เมื่อน้ำลดก็จะทิ้งโคลนตมเป็นปุ๋ยธรรมชาติเอาไว้ ดังนั้นชาวอียิปต์
จึงมีคติต่อแม่น้ำไนล์ดังคำพูดของเฮโรโดตุสบิดาแห่งประวัติศาสตร์ว่า
“อียิปต์เป็นของขวัญจากแม่น้ำไนล์”
-ให้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการมีชีวิตและชีวิตหลังความตายจนเกิดเป็น
วัฒนธรรมรักษาศพผู้ตายเรียกว่า “มัมมี่”
อารธรรมอียิปต์โบราณ
อียิปต์แบ่งออกเป็น 2 อาณาจักร
อียิปต์ตอนบน (Upper Egypt)
>>อยู่ทางตอนใต้บริเวณที่เป็นที่ราบจนถึงบริเวณเมืองอัสวาน
อียิปต์ตอนล่าง(Lower Egypt)
>>ทางตอนเหนือณบริเวณปากแม่น้ำไนล์ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เหนือนครเมมฟิส
เมเนสหรือนาร์เมอร์ ประมุขแห่งอียิปต์ล่าง ได้รวมดินแดนทั้งสองเข้าด้วยกันและ
สถาปนาราชวงศ์ที่ 1 โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมมฟิส
อียิปต์ได้พัฒนาระบบตัวอักษรที่เรียกว่าอักษร “ไฮโรกกลิฟิก(Hieroglyphic)”หรือ
สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์>พัฒนาเป็นตัวเขียนที่ง่ายขึ้นอักษรภาพอยู่เรียกว่า“อักษรเฮียราติก”
เขียนลง “กระดาษปาปิรุส”
อารธรรมอียิปต์โบราณ
อารยธรรมอียิปต์ที่เห็นชัดแบ่งออกเป็น 3สมัย
สมัยอาณาจักรเก่าหรือสมัยพีระมิด
-ความเชื่อว่าฟาโรห์ทรงเป็นเทวะหรือพระเจ้า จึงทำให้มีการเชิดชูฟาโรห์โดยการสร้างสุสานที่
ใหญ่เรียกว่า “พีระมิด (pyramid)” เพื่อเก็บพระศพหรือ มัมมี่
-การทำมัมมี่เพื่อให้ผู้ตายแล้วโดยเฉพาะฟาโรห์มีชีวิตนิรันดร์ดรและเยาว์วัยตลอดกาลซึ่งเป็น
เสมือน “หนังสือเดินทางไปสู่การนิรันดร์”
-ความเชื่อในชีวิตอมตะหรือฟื้นคืนชีพเกิดจากการสำรวจธรรมชาติโดยรอบของชาวอียิปต์
ดังนั้น การเก็บศพฟาโรห์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
-พีระมิดที่ใหญ่ที่สุดได้แก่พีระมิดของ “ฟาโรห์คูฟู(Khufu) หรือ คีออปส์ (Cheops)”
ข้างหน้าพีระมิดมีตัว “สฟิงค์ (Sphinx)”
หน้าเป็นองค์ฟาโรห์ลำตัวเป็นสิงโต เป็นองค์รักษ์
>>การสร้างพีระมิดต้องใช้ซับและบุคคลมากจนนำไปสู่ความวุ่นวายสิ้นสุดสมัยอาณาจักรเก่า
อารธรรมอียิปต์โบราณ
อาณาจักรกลาง
-ไม่นิยมสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ฟาโรห์ทรงหันไปสนใจการทำนุบำรุงสุขประชาชน
-มีวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาเทพ อะมอน(Amon)หรือ อะมอน-เร Amon-Re) และ
เทพโอซิริส(Osiris) >> วิหารคาร์นัก (Karnak)
วิหารที่อาบูซิมเบลที่หน้าวิหารมีเสาเรียงแกะสลักเป็นรูปฟาโรห์รามที่2 จัดเป็นวิหารที่มี
ความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของอียิปต์
อะมอน(Amon)หรือ อะมอน-เร
Amon-Re) >>เทพแห่งดวง
อาทิตย์
อารธรรมอียิปต์โบราณ
อาณาจักรใหม่
-นักบวชมีอำนาจมากขึ้นทั้งลัทธิบูชาเทพโอซิริสก็เป็นที่นิยมนับถือกันอย่างกว้างขวาง
-การแต่งหนังสือ “คัมภีร์มรณะ (Book of the Dead)”เพื่อใช้เป็นคู่มือว่าหลังจากเสียชีวิตแล้วควรจะปฏิบัติ
ตนอย่างไรก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก
เทพเจ้าโอสิริส>>มีบทบาทในการชั่งน้ำหนัก
ระหว่างหัวใจของผู้ตายกับขนนกแห่งความ
เป็นจริงและหัวใจที่ปราศจากบาปเท่านั้นที่จะ
มีชีวิตอมตะ
-ฟาโรห์อัคเคนาตัน ทำลายอำนาจของกลุ่มนักบวชและปฏิรูปศาสนาคือการนับถือเทพเจ้าองค์
เดียวคือสุริยะเทพ ย์จึงสร้างความขัดแย้งแก่ฟาโรห์กับกลุ่มนักบวชจนมาสู่การแบ่งแยก
-ต่อมาถูกพวกอัสซีเรียยึดครอง>เปอร์เซีย>กรีก>โรมัน
ในกลางทศวรรษที่7 อียิปหันไปนับถือศาสนาอิสลาม
อารธรรมอียิปต์โบราณ
มรดกของชาวอียิปต์
-เป็นผู้วางแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
-สังเกตุการโคจรของดาวซิริอุส (Sirius) ทำให้เกิดปฏิทินแบบสุริยคติ
โดยแบ่งโดยแบ่งปีนึงออกเป็น 365 วัน
-วางรากฐานการศึกษาวางรากฐานการศึกษาวิชาพีชคณิต เรขาคณิต
วงกลมและเส้นรอบวงกับเส้นผ่าศูนย์กลาง พื้นที่สามเหลี่ยมปริมาตรของ
พีระมิด]
-ป็นผู้ส่งผ่านความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และการดนตรี
อารยธรรมกรีก
-อารยธรรมกรีซโบราณเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลอีเจียนและ
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีลักษณะเป็นอารยธรรมทางทะเล
-รากเหง้าของอารยธรรมกรีกคืออารยธรรมอีเจียนประกอบด้วย อารยธรรม
มิโน และอารยธรรมไมซินี
อารยธรรมมิโนน>>เป็นสังคมที่มุ่งทางโลก
-เกิดขึ้นที่เกาะครีต(Crete๐) >>ชาวครีตัน>>การเดินเรือและค้าขาย
-มีการใช้อักษร ลีเนียร์ เอ (Linear A)ประกอบด้วยสัญลักษณ์ 87 สัญลักษณ์
ใช้แทนคำพยัญชนะ
-เซอร์อาเทอร์ อีแวนส์ (Sir Arthur Evans) ขุดพบว่าเคยเป็นที่ตั้งของวังคนอสซุส
(Knossos) มีระบบประปาและชักโครก
-ไม่นิยมสร้างวัดและไม่มีนักบวช
>>สิ้นสุด ถูกรุกรานจากพวกเอเคียนหรือไม
ซินี เพราะ เกาะครีตไม่มีป้อมปราการ
อารยธรรมกรีก
อารยธรรมไมซินี
-อยู่ในคาบสมุทรเพโลพอนนีซัส(Peloponnesus) ชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน
-มีความสามารถด้าน การรบ และสามารถเมืองทรอยที่เป็นคู่แข่งในสงครามโทรจัน
-กษัตริย์นักค้า(ผูกขากการค้า) ส่งออกสำคัญ น้ำมันมะกอก
-มรดก: รูปบูชาเทพซุส(Zeus) เฮรา(Hera)และโพไซดอน(Poseidon)การอุทิศ
ตกแก่การกีฬา
ระหว่าง 1120-800ปีก่อนคริสต์ศักราช>> ยุคมืด
-ประพันธ์วรรณกรรมมุขปาฐะเรื่อง มหากาพย์อิเลีย(lliad) และ โอดีสซีย์
(Odyssey)
อารยธรรมกรีก
อารยธรรมเฮเลนหรืออารยธรรมกรีก
-เข้าสู่สมัยคลาสสิก
-มหากาพย์อิเลีย(lliad) และ โอดีสซีย์ (Odyssey) เปรียบได้กับคำพีร์ไบเบิ้ล
-มีการจัดตั้งนครรัฐหรือโพลิส(polis)>>พลเมืองกรีก กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การ
เฉลิมฉลองเทพซุส>>หุบเขาโอลิมเปีย >>ต้นกำเนิดกีฬาโอลิมปิกในเวลาต่อมา
เทพซูส เป็นราชาแห่งทวยเทพ
ผู้ปกครองเขาโอลิมปัส
(Olympus) และเทพแห่ง
ท้องฟ้าและฟ้าร้องของ ตำนาน
เทพปกรณัมกรีก
อารยธรรมกรีก
นครรัฐกรีกที่สำคัญ>>เอเธนส์ คอรินท์ สปาร์ตา ทีบส์และไมซิเนีย
เอเธนส์
-การปกครองแบบประชาธิปไตย [ให้สิทธิผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะและพลเมืองของรัฐในการเลือกตั้ง]
-ระบบเนรเทศ
**กรีกได้สมญานามว่า “บิดาแห่งระบอบการปกครองประชาธิปไตย
สปาร์ต้า
-การปกครองแบบเผด็จการทหาร
-ระบบเกณฑ์ทหารและทำให้ทหารเป็นอาชีพตลอดชีวิตของพลเมือง
-ระบบคานอำนาจเป็นครั้งแรกของโลก(ปกครองโดยกษัตริย์2พระองค์)
อารยธรรมกรีก
ระหว่าง492-449ปีก่อนคริสต์ศักราช
เอเธนส์และนครรัฐกรีกอื่นๆ+เปอร์เซีย >>
ในสงครามกรีก-เปอร์เซีย (Greco-Persian Wars)
กรีกชนะ>>ยุคทองแห่งเอเธนส์
ต่อมาใน 431 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เอเธนส์+สปาร์ต้า>>สงครมเพโลพอนนีเชียน(Peloponnesian War) [สู้รบ27ปี]
>>นำไปสู่ความวิบัติ
มาซิดอน (Macedon) ขย
ายอำนาจเข้าครอบครองนครรัฐกรีก
ต่อมาใน 336-323 ปีก่อนคริสต์ศักราช
>>รัชสมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช
>>เข้าสู่ยุคเฮเลนิสติก (Hellenistic Age)
**ในทศวรรษที่2ก่อนคริสต์ศักราช
กรีกสูญเสียอิสระภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของโรมัน
อารยธรรมกรีก
สถาปัตยกรรม
วิหารกรีกที่สร้างด้วยหินอ่อน หลังคาหน้าจั่ว มีเสาเรียงราย
ดอริก(Doric) >>เรียบง่าย
ไอออนิก(lonic)>>ม้วนย้อย เข้มแข็ง
โครินเธียน(Corinthian)>>ธรรมชาติ
วิจิตรศิลป์ สมัยคลาสสิค จิตรกรรม: ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
มนุษย์เปลือยกาย>>ถูกต้องตามหลักกายวิภาคศาสตร์
สมัยเฮเลนิสติก ประติมากรรม: สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดความ
ทุกข์ทรมาณของมนุษย์แทนความงามที่สมบูรณ์แบบ
จิตรกรรม:ใช้กรวดเม็ดเล็กๆเรียงเป็นภาพ เรียกว่า
โมเสก(mosaic)
***กรีกยังเป็นต้นตำรับการแสดงนาฏยกรรมในฤดูใบไม้ผลิของทุกๆปีจะมีการแสดง
ละครถวายแก่ไดโอนีซุส(เทพแห่งเหล้าองุ่น) >>โรงละครกลางแจ้ง >>อัฒจันทร์
อารยธรรมกรีก