ระบบฐานขอ้ มูลเบือ้ งต้น
ว30294
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นวทิ ยาศาสตรจ์ ุฬาภรณราชวทิ ยาลยั นครศรธี รรมราช
ใบอนุญาตเลขที่..... รวบรวมโดย...
กลุมบรหิ ารวชิ าการ ครกู ุศลิน ทิพย์มโนสงิ ห์
ชอื่ -สกุล..............................................................
หอง..............................เลขท่.ี ...............................
คํานาํ
การศึกษาระบบฐานขอมูลเปนการจดั เกบ็ ขอมลู อยางเปนระบบ ทําใหผูใชสามารถใชขอมูลท่ีเกีย่ วของ
ในระบบงานตาง ๆ รวมกันได โดยท่ีจะไมเกิดความซ้ําซอนของขอมูล และยังสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแยง
ของขอมูลดวย อกี ทั้งขอมูลในระบบกจ็ ะถกู ตองเชอ่ื ถือได และเปนมาตรฐานเดียวกนั โดยจะมกี ารกําหนดระบบ
ความปลอดภยั ของขอมลู ขน้ึ นับไดวาป2จจุบันเปนยุคของสารสนเทศ เปนท่ียอมรับกันวา สารสนเทศเปนขอมูล
ที่ผานการกล่ันกรองอยางเหมาะสม สามารถนํามาใชประโยชน4อยางมากมาย ไมวาจะเปนการนํามาใชงาน
ดานธุรกิจ การบริหาร และกิจการอื่น ๆ องค4กรท่ีมีขอมูลปริมาณมาก ๆ จะพบความยุงยากลําบากในการ
จัดเก็บขอมูล ตลอดจนการนําขอมูลท่ีตองการออกมาใชใหทันตอเหตุการณ4 ดังนั้นคอมพิวเตอร4จึงถูกนํามาใช
เปนเคร่ืองมือชวยในการจัดเก็บขอมูล การประมวลผลขอมูล ซึ่งทําใหระบบการจัดเก็บขอมูลเปนไปไดสะดวก
ท้ังนี้โปรแกรมแตละโปรแกรมจะตองสรางวิธีควบคุมและจัดการกับขอมูลข้ึนเอง ฐานขอมูลจึงเขามามีบทบาท
สําคัญอยางมาก โดยเฉพาะระบบงานตาง ๆ ท่ีใชคอมพิวเตอร4 การออกแบบและพัฒนาระบบฐานขอมูล
จงึ ตองคํานึงถงึ การควบคุมและการจดั การความถูกตองตลอดจนประสทิ ธภิ าพในการเรียกใชขอมูลดวย
เรยี บเรียงโดย
กศุ ลนิ ทิพยม4 โนสิงห4
ครูผูสอน
สารบัญ หนา
เร่อื ง 1
11
บทท่ี 1 ความรูเบื้องตนเก่ยี วกบั ฐานขอมลู 20
บทที่ 2 รปู แบบของฐานขอมลู 26
บทท่ี 3 การออกแบบฐานขอมลู 34
บทท่ี 4 ฐานขอมลู เชิงสมั พันธ4 44
บทที่ 5 PHP 50
บทท่ี 6 ภาษา SQL (Standard Query Language) 70
บทท่ี 7 การสรางเวบ็ ดวยภาษา HTML 76
บทที่ 8 การสราง Server จําลอง
บทที่ 9 แนะนาํ osCommerce
บรรณานกุ รม
แผนการจดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรฉู บับยอ
กลมุ สาระวชิ าการงานอาชพี และเทคโนโลยี
รายวชิ า ว 30294 ระบบฐานข!อมูลเบ้ืองตน! วชิ าเพม่ิ เติมกลมุ 2 1.0 หนวยกิต
TECH30208 Introduction to Database Systems
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปทF ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 2 ปFการศกึ ษา 2563
ครูผ!ูสอน นางสาวกศุ ลนิ ทิพยมK โนสิงหK
*********************************************************************************************************
1. คําอธิบายรายวชิ า
ศึกษาความรู!เบื้องต!นเก่ียวกับระบบฐานข!อมูล ฐานข!อมูลเชิงสัมพันธK (Relational Data Model) แบบจําลอง
ความสัมพันธKระหวางข!อมูล (E-R Model) รูปแบบที่เปUนบรรทัดฐาน (Normal Form) การออกแบบฐานข!อมูลเชิง
สัมพันธK ภาษามาตรฐานสําหรับการนิยามข!อมูล และการใช!ข!อมูล(SQL) กระบวนการสอบถามข!อมูล (Query
Processing) ความปลอดภัยของฐานข!อมูล(Database Security) การประยุกตKใช!ฐานข!อมูล (Database
Management Application) เพ่ือสามารถใช!เทคโนโลยีในการสร!างฐานข!อมูลได!อยางค!ุมคา มีประสิทธิภาพ และ
สามารถนําไปประยกุ ตใK ช!ในชวี ติ ประจําวันได!
2. ผลการเรียนรู
1. อธิบายความหมายของขอ! มลู และฐานข!อมลู ได!
2. อธบิ ายเกยี่ วกบั การจดั เก็บขอ! มูลในระบบคอมพิวเตอรK และความจาํ เปUนที่ทาํ ใหเ! กิดการใช!งานโดย
ระบบฐานข!อมูลได!
3. อธบิ ายสถาปตc ยกรรมของระบบฐานข!อมลู ได!
4. อธบิ ายความแตกตางของฐานขอ! มูลแบบลําดบั ช้นั ฐานข!อมลู แบบเครือขาย และฐานข!อมลู แบบ
สัมพันธK
5. อธิบายแนวคิดเก่ยี วกบั ฐานขอ! มลู เชิงสัมพันธ(K Relational Data Model)ได!
6. อธิบายแนวคดิ เกี่ยวกบั แบบจําลองความสมั พันธรK ะหวางข!อมูล(E-R Model) ได!
7. อธบิ ายและออกแบบฐานข!อมลู ด!วยแบบจาํ ลองความสัมพนั ธKระหวางข!อมูล(E-R Model) ได!
8. แปลงฐานขอ! มลู ท่ีออกแบบด!วยแบบจาํ ลองความสัมพนั ธKระหวางข!อมลู (E-R Model) เปนU
ฐานข!อมูลเชิงสมั พนั ธKได!
9. อธิบายแนวคดิ เกีย่ วกบั รปู แบบทเ่ี ปนU บรรทดั ฐาน(Normal Form) ได!
10. อธบิ ายความสมั พันธรK ะหวางแอททริบวิ ตใK นแตละรีเลช่ัน และสามารถอธบิ ายวตั ถปุ ระสงคKในการ
ทาํ ให!เปนU รูปแบบทเ่ี ปนU บรรทัดฐาน(Normal Form) ได!
11. ออกแบบฐานข!อมลู ให!เปUนรูปแบบทเ่ี ปนU บรรทัดฐาน(Normal Form) ได!
12. ออกแบบฐานข!อมูลเชิงสัมพนั ธKได!
13. อธิบายภาษามาตรฐานสําหรับการนิยามข!อมลู และการใช!ข!อมูล (SQL) ได!
2
14. ใชภ! าษามาตรฐานสาํ หรบั การนิยามข!อมูล และการใช!ข!อมลู (SQL) สําหรบั ประมวลผลข!อมลู
ในฐานข!อมูลได!
15. อธบิ ายกระบวนการสอบถามข!อมลู (Query Processing) ได!
16. อธิบายวิธกี ารรกั ษาความปลอดภยั ของฐานข!อมูล(Database Security) ได!
17. สร!างระบบรกั ษาความปลอดภยั ของฐานข!อมูลได!
18. อธบิ ายประโยชนขK องระบบฐานข!อมูลเพอ่ื นําไปประยกุ ตใK ช!ในงานตาง ๆ ได!
19. ใช!เทคโนโลยีในการสร!างฐานข!อมลู ได!อยางคม!ุ คา มปี ระสิทธภิ าพ สรา! งสรรคแK ละสามารถ
นาํ ไปประยุกตKใชใ! นชวี ติ ประจําวันได!
3. กําหนดการสอนและจดุ ประสงคก& ารเรียนรู
สปั ดาหท& ่ี เน้อื หา/สาระการเรียนรู ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวงั
1 ปฐมนิเทศและบทนํา มีความเขา! ใจ วธิ กี ารเรยี น การวดั และ
2 แนะนํารายวิชา วธิ กี ารเรยี น การวัด ประเมนิ ผลการเรียน
และประเมินผลการเรียน
3
ความหมายของขอ! มลู และฐานข!อมลู มคี วามรู!ความหมายของข!อมูลและฐานขอ! มลู
4
5 การจัดเก็บข!อมลู ในระบบคอมพวิ เตอรK มคี วามเข!าใจการจัดเกบ็ ข!อมูลในระบบ
5
6 และความจําเปUนท่ที ําให!เกดิ การใช!งานโดย คอมพิวเตอรK
ระบบฐานข!อมูล และความจาํ เปนU ท่ที าํ ใหเ! กิดการใชง! านโดย
ระบบฐานข!อมูล
สถาปตc ยกรรมของระบบฐานขอ! มลู มีความเขา! ใจการจดั เก็บข!อมูลในระบบ
คอมพวิ เตอรKและความจําเปUนทีท่ ําใหเ! กิดการใช!
งานโดยระบบฐานข!อมลู
ความแตกตางของฐานข!อมูลแบบลาํ ดบั ชัน้ มีความเข!าใจความแตกตางของฐานข!อมลู แบบ
ฐานข!อมูลแบบเครอื ขาย และฐานขอ! มลู แบบ ลําดบั ชั้น ฐานข!อมลู แบบเครือขาย และ
สัมพนั ธK ฐานข!อมูลแบบสัมพนั ธK
ฐานขอ! มลู เชงิ สัมพันธK ฐานขอ! มลู เชงิ สัมพนั ธK
(Relational Data Model) (Relational Data Model)
แบบจําลองความสัมพันธรK ะหวางข!อมูล มีความเขา! ใจแบบจาํ ลองความสมั พันธKระหวาง
(E-R Model) ขอ! มูล(E-R Model)
ออกแบบฐานข!อมูลดว! ยแบบจาํ ลอง มีความเข!าใจออกแบบฐานข!อมูลด!วยแบบจาํ ลอง
ความสัมพันธKระหวางข!อมูล(E-R Model) ความสมั พันธKระหวางข!อมลู
แปลงฐานขอ! มูลทอ่ี อกแบบดว! ยแบบจาํ ลอง แปลงฐานขอ! มลู ท่อี อกแบบดว! ยแบบจาํ ลอง
ความสัมพันธรK ะหวางข!อมูล(E-R Model) ความสัมพนั ธรK ะหวางขอ! มูล(E-R Model)
เปUนฐานขอ! มลู เชิงสมั พนั ธไK ด! เปUนฐานข!อมลู เชิงสมั พนั ธไK ด!
ความสมั พันธรK ะหวางแอททริบิวตใK นแตละ มคี วามเขา! ใจความสัมพนั ธรK ะหวางแอททรบิ วิ ตK
รเี ลช่นั ในแตละรเี ลชน่ั
ออกแบบฐานข!อมลู ให!เปUนรปู แบบทเี่ ปUนบรรทัด มคี วามเขา! ใจออกแบบฐานข!อมูลใหเ! ปนU รปู แบบ
ฐาน(Normal Form) ทเ่ี ปUนบรรทดั ฐาน(Normal Form)
ออกแบบฐานข!อมูลเชงิ สัมพนั ธK มคี วามเข!าใจออกแบบฐานข!อมลู เชงิ สัมพันธK
3
สปั ดาหท& ่ี เนื้อหา/สาระการเรยี นรู ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง
7 ภาษามาตรฐานสาํ หรบั การนิยามขอ! มูล และ ภาษามาตรฐานสาํ หรบั การนิยามข!อมลู และการ
8 การใชข! อ! มลู (SQL) ใชข! อ! มลู (SQL)
9 กระบวนการสอบถามข!อมูล มีความเข!าใจกระบวนการสอบถามข!อมลู
10 (Query Processing) (Query Processing)
11 – 12
13 - 14 วิธีการรกั ษาความปลอดภัยของฐานข!อมูล มคี วามเขา! ใจวิธีการรักษาความปลอดภยั ของ
(Database Security) ฐานขอ! มลู (Database Security)
15
16 – 19 สร!างระบบรกั ษาความปลอดภยั ของฐานข!อมลู มคี วามเข!าใจสร!างระบบรักษาความปลอดภยั
20 ของฐานข!อมูล
ประโยชนขK องระบบฐานข!อมูลเพื่อนาํ ไป มีความเข!าใจประโยชนขK องระบบฐานขอ! มูลเพือ่
ประยุกตKใช!ในงานตาง ๆ นาํ ไปประยุกตใK ช!ในงานตาง ๆ
เทคโนโลยใี นการสรา! งฐานข!อมูลได!อยางคุ!มคา มีความเข!าใจเทคโนโลยีในการสรา! งฐานขอ! มูลได!
มีประสทิ ธิภาพ สรา! งสรรคKและสามารถ อยางคุ!มคา มีประสิทธิภาพ สร!างสรรคKและ
นาํ ไปประยุกตKใชใ! นชวี ติ ประจําวันได! สามารถ
นําไปประยุกตใK ชใ! นชวี ติ ประจําวันได!
สอบกลางภาค
ภาษา SQL (Standard Query Language) มคี วามรู!และเขา! ใจ ภาษา SQL (Standard
Query Language)
การสรา! งเว็บด!วยภาษา HTML มคี วามรู!และเข!าใจการสร!างเว็บดว! ยภาษา
HTML
การสรา! ง Server จําลอง มคี วามรู!และเขา! ใจการสรา! ง Server จาํ ลอง
การใช!ฐานข!อมลู oscommerce การใชฐ! านขอ! มูล oscommerce
สอบปลายภาค
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. การเรยี นร!ูจากประสบการณKโดยมีการกําหนดชนิ้ งานให!ไปศึกษาคน! ควา!
2. การสาธติ
3. การฝjกทักษะปฏิบัตจิ ริง
4. การวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง
5. ชิ้นงานจากการปฏิบัตจิ ริง
4. แผนการประเมนิ ผลการเรียนรูและการมอบหมายงาน
การสอนรายวิชา ง30208 ระบบฐานข!อมูลเบื้องต!น ประจาํ ภาคเรยี นที่ 2 ปFการศึกษา 2560
มีแผนการประเมนิ ผลการเรียนร!ู ดังน้ี
4.1 ประเมนิ งานทีม่ อบหมายด!านความร!ูและฝjกปฏบิ ตั ิการ 60 คะแนน
คะแนน
4.2 ประเมินจากการปฏิบัตกิ าร คร้งั ที่ 1 (ประเมนิ ผลตามสภาพจริง) 10 คะแนน
คะแนน
4.3 ประเมนิ จากการปฏิบัตกิ าร ครั้งท่ี 2 (ประเมินผลตามสภาพจริง) 10 คะแนน
คะแนน
4.4 ประเมินจากการปฏบิ ัตกิ าร ครง้ั ที่ 3 (ประเมินผลตามสภาพจรงิ ) 10
4.5 ประเมินจากการปฏิบัติการ คร้งั ท่ี 4 (ประเมินผลตามสภาพจรงิ ) 10
รวม 100
4
รายละเอยี ดการประเมนิ ผลแตละหวั ขอเป1นดังน้ี
4.1 ประเมนิ จากใบงาน และช้ินงาน (60 คะแนน)
รายการ รูปแบบ วันท่ีมอ กําหนดสง คะแนน
ของงาน หมายงาน
1.ประเมินจากการทาํ ใบงานครัง้ ท่ี 1 งานเดี่ยว 3
2.ประเมนิ จากการทาํ ใบงานครัง้ ที่ 2 งานเดย่ี ว 5
3.ประเมินจากการทําใบงานคร้ังที่ 3 งานเดี่ยว 5
4.ประเมินจากการทําใบงานครั้งท่ี 4 งานเดี่ยว 3
5.ประเมินจากการทําใบงานครง้ั ท่ี 5 งานเด่ียว 8
6.ประเมินจากการทาํ ใบงานครง้ั ที่ 6 งานเด่ยี ว 8
7.ประเมนิ จากการทําใบงานครั้งท่ี 7 งานเดย่ี ว 8
8.ประเมินจากการทาํ ใบงานครั้งท่ี 8 งานเดี่ยว 5
9.ประเมนิ จากการทําใบงานครั้งที่ 9 งานกลุม 15
รวม 60
หมายเหตุ
1. เวลาท่ีนักเรียนควรใช! หมายถึง เวลาท่ีครไู ด!พจิ ารณาวา ในการทํางานช้นิ นนั้ ๆ
นักเรยี นควรใชเ! วลาทาํ ประมาณเทาใด การประมาณการดังกลาว ครูไดพ! จิ ารณาจากความยาก
ความซบั ซ!อน และปริมาณของงานหรอื การบ!านชิน้ นัน้ ๆ
2. การปฏิบตั ิงานเนน! ให!นักเรียนได!ลงมือปฏบิ ัติเปนU กลมุ แตให!เขยี นรายงานเปนU รายบคุ คล
เพอื่ ดกู ารทํางานของแตละคน
5
5. แผนการประเมินจากการปฏบิ ัติการ (ประเมนิ ผลตามสภาพจริง) ซ่ึงมีหัวขอการประเมนิ ดังน้ี
5.1 ประเมนิ จากการปฏิบตั กิ ารครั้งท่ี 1 (ประเมินผลตามสภาพจริง) 10 คะแนน
หวั ขอการประเมนิ คะแนน
10
- ความหมายของข!อมูลและฐานข!อมูล
- การจดั เก็บข!อมลู ในระบบคอมพิวเตอรKและความจาํ เปนU ที่ทําให!
เกดิ การใชง! านโดยระบบฐานข!อมูล
- สถาปตc ยกรรมของระบบฐานข!อมลู
คะแนน 10 คะแนน
5.2 ประเมินจากการปฏบิ ตั ิการครั้งที่ 2 (ประเมนิ ผลตามสภาพจริง) 10 คะแนน
หัวขอการประเมิน คะแนน
10
- ความแตกตางของฐานขอ! มูลแบบลําดับชั้น ฐานข!อมูลแบบ
เครอื ขาย และฐานข!อมูลแบบสัมพันธK
- ฐานขอ! มูลเชิงสัมพนั ธK (Relational Data Model)
- แบบจาํ ลองความสัมพันธรK ะหวางขอ! มลู (E-R Model)
- ออกแบบฐานขอ! มลู ด!วยแบบจําลองความสัมพนั ธKระหวางข!อมูล
(E-R Model)
- แปลงฐานข!อมูลท่ีออกแบบดว! ยแบบจาํ ลองความสัมพนั ธKระหวาง
ขอ! มลู (E-R Model) เปUนฐานข!อมูลเชิงสมั พันธไK ด!
- ความสัมพนั ธรK ะหวางแอททรบิ วิ ตใK นแตละรีเลช่ัน
- ออกแบบฐานข!อมลู ใหเ! ปนU รูปแบบทีเ่ ปUนบรรทดั ฐาน
(Normal Form)
คะแนน 10 คะแนน
5.3 ประเมินจากการปฏบิ ัตกิ ารครงั้ ที่ 3 (ประเมินผลตามสภาพจรงิ ) 10 คะแนน
หัวขอการประเมนิ คะแนน
10
- ออกแบบฐานข!อมูลเชิงสัมพันธK
- ภาษามาตรฐานสําหรบั การนยิ ามขอ! มูล และการใช!ข!อมลู (SQL)
- กระบวนการสอบถามข!อมูล (Query Processing)
- วิธกี ารรกั ษาความปลอดภยั ของฐานข!อมูล (Database Security)
- สรา! งระบบรกั ษาความปลอดภัยของฐานข!อมลู
- ประโยชนKของระบบฐานข!อมูลเพอ่ื นําไปประยุกตKใช!ในงานตาง ๆ
- เทคโนโลยใี นการสรา! งฐานข!อมูลได!อยางคุ!มคา มีประสิทธิภาพ
สรา! งสรรคKและสามารถนาํ ไปประยกุ ตใK ช!ในชวี ิตประจําวันได!
คะแนน 10 คะแนน
6
5.4 ประเมินจากการปฏิบัตกิ ารคร้งั ที่ 4 (ประเมนิ ผลตามสภาพจริง) 10 คะแนน
หัวขอการประเมนิ คะแนน
10
- ภาษา SQL (Standard Query Language)
- การสร!างเวบ็ ด!วยภาษา HTML
- การสร!าง Server จาํ ลอง
- การใช!ฐานขอ! มูล oscommerce
คะแนน 10 คะแนน
บทที่ 1
ความรูเบอ้ื งตนเกีย่ วกับฐานขอมูล
สังคมในปจจุบันจัดไดวาเปนสังคมท่ีอยูบนพื้นฐานของสารสนเทศท่ีสามารถสื่อสารกันไดทั่วโลกระบบ
ฐานขอมูลไดเขามามีบทบาทในสังคมปจจุบันน้ีเปนอยางมาก และมีความสําคัญอยางย่ิงตอการพัฒนาระบบ
สารสนเทศท้งั ในดานเศรษฐกิจ ธุรกจิ อตุ สาหกรรม การศกึ ษา การแพทย2 และการประกอบการอ่นื ๆ สําหรับ
การพัฒนาและออกแบบสารสนเทศจะตองทําความเขาใจเกี่ยวกับระบบฐานขอมูล การออกแบบฐานขอมูล
และเทคโนโลยีระบบจัดการฐานขอมูล โดยนําเอาระบบฐานขอมูลเขามาใชในการเก็บขอมูลหรือบริหารจัดการ
ขอมูล เพ่ือใหไดมาซ่ึงระบบสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพชวยใหผูบริหารใชในการตัดสิ นใจ
การวางแผน และกาํ หนดแนวทางขององค2กร ธุรกิจใดหรือผใู ดสามารถเขาถึงขอมลู ไดอยางรวดเรว็ ทสี่ ุด ถูกตอง
ที่สุด ทันตอเหตุการณ2 มีความปลอดภัยสูง เชื่อถือไดและสามารถตอบสนองความตองการของผูใชงานไดอยาง
ครบถวน ผนู ้นั ยอมประสบความสาํ เรจ็ ในการดาํ เนนิ งานสงู
ในบทท่ี 1 น้ีจะกลาวถึงความรูเบื้องตนท่ีเปนพื้นฐานความรูในเร่ืองของฐานขอมูลประกอบดวย
ความหมายของฐานขอมูล โครงสรางของฐานขอมูล ความเปนมาของฐานขอมูลองค2ประกอบของระบบ
ฐานขอมลู และขอดกี บั ขอเสยี ของการประมวลผลขอมูลในฐานขอมูล ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. ความหมายฐานขอมูล
ขอมูล (data) ซงึ่ เปนขอเท็จจรงิ ทีเ่ กิดขึ้นจากการดําเนินงานของกจิ กรรมใดกจิ กรรมหนึ่งภายในองค2กร
หนวยงาน ตลอดจนขอมูลท่ัวไปในชีวิตประจําวัน โดยการเก็บรวบรวมไวในฐานขอมูลแลวนํามาผาน
กระบวนการประมวลผล (Processing) เชน การเรียงลําดับ การคํานวณ การจัดกลุมสรุปผลสรางเปนรายงาน
หรือจดั ใหอยใู นรูปแบบที่เหมาะสมตอการนําเสนอขององค2กร เพ่ือใหไดขอมลู ท่ีมีความถูกตองและเช่ือถือไดจน
สามารถนําไปใชงานได จึงเรียกขอมูลหลังจากท่ีผานกระบวนการประมวลขางตนแลวน้ีวาเปนสารสนเทศ
(Information) แสดงดังรูปท่ี 1.1
ขอมูล (Data) การประมวลผล (Processing) สารสนเทศ (Information)
รูปที่ 1.1 แสดงระบบการประมวลผลขอมูล
24
รูปท่ี 3.2 แสดงการออกแบบฐานขอมูลในแตละระดบั
สรุป
การออกแบบฐานขอมูลข้ันตอนแรกจะตองเขาใจจุดประสงค2ของการออกแบบฐานขอมูลกอน
จากน้ันจะเปนขั้นตอนของการออกแบบฐานขอมูล ซึ่งโดยท่ัวไปแลวขั้นการออกแบบฐานขอมูลจะมีอยูดวยกัน
4 ขน้ั ตอน คอื
1. การศึกษาและการวิเคราะห2ความตองการของผูใช เปนการศึกษาจากเอกสารที่เก่ียวของใน
หนวยงาน รูปแบบรายงานตางๆ รวมไปถึงการสอบถามขอมูลหรือการใชแบบสอบถาม โดยทํางานรวมกับกลุม
ผใู ช
2. การออกแบบขอมูลในระดับแนวคิด เปนการนําเสนอฐานขอมูลในลักษณะของแผนภาพโดยอาจใช
โมเดลแบบ E-R (Entity Relationship Model)
3. การออกแบบขอมูลในระดับตรรกะ ขั้นตอนน้ีจึงเปนการแปลงผลจากการออกแบบในระดับแนวคิด
(Mapping)ใหอยูในรปู แบบของระบบจัดการฐานขอมูล (DBMS)ท่เี ลอื กใช โดยกําหนดภาษาสาํ หรบั นยิ ามขอมูล
(DDL) รายละเอยี ดเหลานจ้ี ะถูกเก็บไวในพจนานกุ รมขอมลู (Data Dictionary)
4. การออกแบบขอมูลในระดับกายภาพ เปนการนําขอมูลท่ีออกแบบในระดับตรรกะมากําหนด
โครงสรางขอมูล การจัดเกบ็ วิธีการเขาถงึ ขอมลู และการจดั การดานระบบความปลอดภยั
25
แบบฝNกหดั ทายบทท่ี 3
เรอื่ ง การออกแบบฐานขอมูล
คําส่งั ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปน้ี
1. จุดประสงคข> องการออกแบบฐานขอมูล มีอะไรบาง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2 . ใหนักเรียนยกตัวอยา8 งการออกแบบฐานขอมูลในระดับตา8 งๆ
การออกแบบฐานขอมูลในระดับแนวคิด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
การออกแบบฐานขอมลู ในระดบั ตรรกะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
การออกแบบฐานขอมลู ในระดับกายภาพ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. จงบอกขน้ั ตอนของการออกแบบฐานขอมลู มอี ะไรบาง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
26
บทที่ 4
ฐานขอมลู เชงิ สัมพันธ>
ฐานขอมลู เชิงสมั พันธ2 (Relational Database) เปนฐานขอมลู ทมี่ ีความงายตอการใชงาน ใน
ปl พ.ศ. 2513 E.F Codd ไดเปนผูแนะนําใหผูคนในวงการคอมพวิ เตอร2ไดรูจกั รูปแบบของฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2
ฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2ใชระบบจัดการฐานขอมูล (Database Management Systems :DBMS) สนับสนุนใน
การจัดการฐานขอมูลมากมาย ประกอบกับความสามารถตอบสนองความตองการของผูใชในเร่ืองจัดการ
ฐานขอมูลของระบบไดอยางมีประสิทธิภาพ ผูใชธรรมดาทั่วไปก็สามารถใชงานฐานขอมูลนี้ได เน่ืองจากผูใชไม
จําเปนตองทราบเก่ียวกับการจัดเก็บขอมูลในระดับกายภาพ เชน ไมตองทราบวาขอมูลถูกจัดเก็บอยู
ณ ตําแหนงใดในดิสก2หรือวิธีการเขาถึงขอมูลเปนแบบใด นอกจากนี้การแสดงความสัมพันธ2ของขอมูลระหวาง
แฟWมขอมลู จะสามารถมองเห็นไดจากตวั ขอมลู ทีเ่ ก็บอยูในแฟWมขอมลู เลย
ในบทท่ี 4 นี้จะกลาวถึงลักษณะของฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2 ความหมายของฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2
โครงสรางฐานขอมูลเชงิ สมั พันธ2 ขอดขี องฐานขอมลู เชงิ สมั พนั ธ2 คณุ ลักษณะในการจดั เกบ็ ขอมูลของรีเลชัน่ และ
ประเภทของคีย2 ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
1. ฐานขอมูลเชิงสัมพันธ>
ฐานขอมลู เชงิ สมั พันธ2 เปนรปู แบบการจัดการฐานขอมูลท่ีตอบสนองความตองการของผูใชได
อยางมีประสิทธิภาพ
1.1 ความหมายของฐานขอมูลเชงิ สัมพนั ธ>
ฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2เปน Database ชนิดหนึ่ง ซ่ึงนํามาใชเปนพ้ืนฐานในการจัดการฐานขอมูล
ของโปรแกรม โดยใน Database หน่ึงนั้นอาจประกอบไปดวย Table หลายๆ Table และในแตละ Table
กจ็ ะมีความสัมพนั ธ2 (Relation) ซง่ึ กันและกนั ไดมีตําราหลายเลมไดอธิบายถึงฐานขอมูลเชงิ สัมพนั ธ2 ไวดงั นี้
สมจติ ร อาจอนิ ทร2 และงามนจิ อาจอินทร2 (2540:26) ใหความหมายวา ฐานขอมลู เชิงสัมพนั ธเ2 ปน
ฐานขอมูลท่ีมีความนิยมใชกันมากในปจจุบัน ซ่ึงจะสามารถใชงานไดกับเครื่องคอมพิวเตอร2ทุกระดับต้ังแต
ไมโครคอมพิวเตอร2 จนกระท่ังถึงเมนเฟรมคอมพิวเตอร2 โครงสรางขอมูลจะถูกเก็บอยูในรูปแบบของตาราง
(Table) ซึ่งภายในตารางก็จะแบงออกเปนแถว (row) และ คอลัมน2 (column) การแสดงความสัมพันธ2ของ
ขอมลู ระหวางแฟWมขอมูล จะสามารถมองเหน็ ไดจากตวั ขอมลู ทเี่ ก็บอยูในแฟWมขอมูลเลย
ศิริลักษณ2 โรจนกิจอํานวย (2542:45) ใหความหมายวา ฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2เปนการจัดเก็บ
รวบรวมขอมลู เปนแถวและคอลัมนใ2 นลักษณะตารางสองมิติ ทีป่ ระกอบดวยแอททริบวิ ต2ทฐ่ี านขอมูลเชงิ สัมพันธ2
แสดงคุณสมบัติของรีเลชั่นหน่ึงๆ โดยที่รีเลช่ันตางๆ ไดผานกระบวนการทํารีเลชั่นใหเปนบรรทัดฐาน
(Normalized) ในระหวางการออกแบบเพื่อลดความซํ้าซอน และเพื่อใหการจัดการฐานขอมูลเปนไปอยางมี
ประสทิ ธภิ าพ
จากความหมายดังกลาวสรุปไดวา ฐานขอมูลเชิงสัมพันธ2 คือ การรวบรวมรีเลชั่นตางๆ ท่ีมี
ความสมั พันธ2 (Relationship) ระหวางกนั เขาดวยกัน