The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประหยัดพลังงานใน พัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในโรงงานปิโตรเคมีเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม <br>การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนจะไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิต แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by econ energy-conservationtech, 2025-12-29 00:08:11

เรื่อง การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมี

การประหยัดพลังงานใน พัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในโรงงานปิโตรเคมีเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม <br>การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนจะไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิต แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Keywords: พัดลม,พลังงาน,พัดลมระบายความร้อน

การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 1Energy Conservation Technology Co.,ltd.เรื่อง การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีดร.ศุภชัย ปัญญาวีร์ อ.ปฏิญญา จีระพรมงคล อ.อภิวัฒน์ ปิดตะ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด การประหยัดพลังงานใน พัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในโรงงานปิโตรเคมีเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ดังนี้1. การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงo ใช้ พัดลมระบายความร้อนประสิทธิภาพสูง ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้พลังงานต่ำ เช่น พัดลมที่ใช้มอเตอร์แบบ IE3 หรือ IE4(IE1, IE2, IE3 และ IE4 แสดงถึงระดับประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน ยิ่งจำนวนมากประสิทธิภาพก็ยิ่งสูงขึ้น)o เลือกใบพัดที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน2. การควบคุมความเร็วของพัดลมo ติดตั้ง Variable Frequency Drive (VFD) เพื่อควบคุมความเร็วรอบของพัดลมตามความต้องการที่แท้จริงo ใช้ระบบอัตโนมัติที่ตรวจวัดอุณหภูมิของสารหล่อเย็น (Cooling Medium) เพื่อปรับความเร็วของพัดลมตามสภาพการทำงาน3. การดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องo ทำความสะอาด ใบพัดและครีบระบายความร้อน อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดแรงต้านทานอากาศo ตรวจสอบ สมดุลของใบพัด และการสั่นสะเทือนของมอเตอร์เพื่อป้องกันการสูญเสียพลังงานo หมั่นตรวจสอบและเปลี่ยนลูกปืน (Bearing) และสายพาน (Belt) ที่ชำรุด4. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนo ออกแบบระบบระบายความร้อนให้เหมาะสมกับการไหลของอากาศและการกระจายความร้อนo ติดตั้ง อุปกรณ์ลดแรงต้านลม เช่น Diffuser หรือ Wind Screen เพื่อช่วยให้ลมไหลผ่านได้ดีขึ้น5. การจัดการพลังงานและการตรวจสอบประสิทธิภาพo ใช้ระบบ Energy Management System (EMS) เพื่อมอนิเตอร์การใช้พลังงานของพัดลมo วิเคราะห์ข้อมูลพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 2Energy Conservation Technology Co.,ltd.6. การใช้พลังงานทดแทนo พิจารณาใช้แหล่งพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับจ่ายไฟฟ้าให้กับพัดลมในกรณีที่เหมาะสม การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนจะไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิต แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย❖ รายละเอียดของแนวทางการประหยัดพลังงาน1. การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดการใช้พลังงานของ พัดลมระบาย ความร้อน (Cooling Fan) ในโรงงานปิโตรเคมี โดยมีแนวทางดังนี้1.1 เลือกมอเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน• ใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง เช่น มอเตอร์ที่มีมาตรฐาน IE3 หรือ IE4 ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 10-30% เมื่อเทียบกับมอเตอร์ทั่วไป• พิจารณาใช้มอเตอร์แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในทุกช่วงความเร็ว


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 3Energy Conservation Technology Co.,ltd.1.2 ใบพัดประสิทธิภาพสูง• เลือกใบพัดที่ออกแบบตามหลัก อากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายอากาศและลดแรงต้าน• ใช้วัสดุที่น้ำหนักเบา เช่น คาร์บอนไฟเบอร์หรือ อะลูมิเนียมอัลลอยด์ซึ่งช่วยลดโหลดของมอเตอร์1.3 ระบบขับเคลื่อนที่เหมาะสม• ใช้Direct Drive System แทนระบบสายพาน เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานที่เกิดจากแรงเสียดทาน• สำหรับระบบสายพาน ควรเลือกสายพานที่มีการยืดหยุ่นต่ำ เช่น สายพานแบบ V-Belt ประสิทธิภาพสูง1.4 ระบบหล่อลื่นมอเตอร์• เลือกระบบหล่อลื่นที่ช่วยลดแรงเสียดทานในส่วนที่หมุน เช่น ลูกปืน (Bearings) และเพลาขับ เพื่อให้การทำงานของพัดลมลื่นไหลและประหยัดพลังงานมากขึ้น1.5 การเลือกอุปกรณ์ควบคุม• ติดตั้ง Variable Frequency Drive (VFD) เพื่อควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ตามความต้องการการใช้งานจริง• ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับอุณหภูมิและโหลดการทำงานเพื่อปรับการทำงานของพัดลมให้เหมาะสม➢ ประโยชน์ของการใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง• ลดการสูญเสียพลังงานและต้นทุนการดำเนินงาน• ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดความจำเป็นในการบำรุงรักษาบ่อยครั้ง• สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ของโรงงาน2. การควบคุมความเร็วของพัดลม การควบคุมความเร็วของพัดลมระบายความร้อนในโรงงานปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปรับความเร็วให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งานจริงสามารถลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายความร้อน2.1 การติดตั้ง Variable Frequency Drive (VFD)• VFD เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์พัดลม โดยการปรับความถี่ไฟฟ้าของมอเตอร์• ช่วยให้พัดลมทำงานตามอุณหภูมิและโหลดที่แท้จริง แทนที่จะทำงานที่ความเร็วคงที่ตลอดเวลา• ตัวอย่าง ถ้าพัดลมทำงานลดความเร็วลงจาก 100% เป็น 80% จะสามารถลดการใช้พลังงานได้มากถึง 50% ตามกฎของพัดลม (Affinity Law)


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 4Energy Conservation Technology Co.,ltd.2.2 การใช้ระบบควบคุมตามความต้องการ (Demand-Controlled Systems)• ติดตั้ง เซ็นเซอร์อุณหภูมิหรือ เซ็นเซอร์แรงดัน ในระบบระบายความร้อนเพื่อตรวจวัดค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญ• ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์เพื่อปรับความเร็วพัดลมให้เหมาะสม เช่นo เมื่ออุณหภูมิลดลงในช่วงเวลากลางคืน ระบบจะลดความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติo เมื่อโหลดการผลิตลดลง ระบบจะปรับพัดลมให้ทำงานน้อยลง2.3 การปรับความเร็วแบบ Dynamic Control• ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ (Real-Time Control) เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความต้องการของระบบ• เหมาะสำหรับโรงงานที่มีการเปลี่ยนแปลงภาระความร้อนในกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เช่น ในการผลิตปิโตรเลียมและปิโตรเคมี2.4 การตั้งค่าความเร็วรอบขั้นต่ำ (Minimum Speed Setting)• ปรับตั้งค่าความเร็วรอบขั้นต่ำของพัดลมเพื่อให้ทำงานในช่วงที่ประหยัดพลังงานที่สุด• ลดความเร็วที่ไม่จำเป็นเมื่อระบบไม่ต้องการการระบายความร้อนสูงสุด2.5 การใช้ Multi-Speed Motor• หากไม่ต้องการติดตั้ง VFD สามารถเลือกใช้มอเตอร์ที่รองรับหลายระดับความเร็ว (Multi-Speed Motor) เพื่อสลับการทำงานตามโหลดได้➢ ประโยชน์ของการควบคุมความเร็วของพัดลม1. ลดการใช้พลังงาน ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยลดการทำงานที่ไม่จำเป็น2. ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามอเตอร์3. ยืดอายุการใช้งานของพัดลม ลดการสึกหรอของมอเตอร์และใบพัดจากการทำงานที่ความเร็วสูงต่อเนื่อง4. ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายความร้อน ทำให้การระบายความร้อนเป็นไปอย่างเหมาะสมกับความต้องการจริง3. การดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลบำรุงรักษาพัดลมระบายความร้อนในโรงงานปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พัดลมทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดการใช้พลังงานและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ รวมถึงลดความเสี่ยงที่เกิดจากการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต3.1 การทำความสะอาดใบพัดและครีบระบายความร้อน• ใบพัดและครีบระบายความร้อน ที่สะสมฝุ่นหรือสิ่งสกปรกจะทำให้การไหลของอากาศลดลง• ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอด้วยo น้ำแรงดันสูง (High-Pressure Water) สำหรับครีบระบายความร้อนo ผ้าหรือแปรงที่เหมาะสมสำหรับใบพัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 5Energy Conservation Technology Co.,ltd.3.2 การตรวจสอบและปรับสมดุลของใบพัด• ใบพัดที่เสียสมดุลอาจทำให้เกิดการสั่นสะเทือน ซึ่งเพิ่มการใช้พลังงานและลดอายุการใช้งานของมอเตอร์• ใช้เครื่องมือวัดการสั่นสะเทือน (Vibration Analyzer) เพื่อตรวจสอบสมดุล และปรับแต่งใบพัดหากจำเป็น3.3 การบำรุงรักษามอเตอร์• หมั่นตรวจสอบและหล่อลื่นลูกปืน (Bearings) เป็นประจำเพื่อลดแรงเสียดทาน• ตรวจสอบการเชื่อมต่อสายไฟและสภาพของขดลวด เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรหรือความร้อนเกิน• เปลี่ยนลูกปืนหรือชิ้นส่วนที่สึกหรอทันทีเมื่อพบปัญหา3.4 การตรวจสอบสายพาน (ในระบบสายพาน)• ตรวจสอบความตึงและสภาพของสายพานo หากสายพานหลวมเกินไปจะเกิดการลื่นไถล ทำให้สูญเสียพลังงานo หากสายพานตึงเกินไปจะเพิ่มโหลดให้กับมอเตอร์• เปลี่ยนสายพานที่มีรอยแตกหรือชำรุดทันที3.5 การวัดประสิทธิภาพการทำงาน• ใช้เครื่องมือมอนิเตอร์พลังงาน (Energy Monitoring Tools) เพื่อตรวจสอบว่าอัตราการใช้พลังงานของพัดลมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่• เปรียบเทียบประสิทธิภาพของพัดลมในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน3.6 การตรวจสอบอุณหภูมิและการหล่อลื่น• ตรวจสอบอุณหภูมิของมอเตอร์และลูกปืนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอุณหภูมิสูงผิดปกติ ควรแก้ไขปัญหาทันที• ใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม และเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด3.7 การบันทึกและวางแผนการบำรุงรักษา• บันทึกข้อมูลการบำรุงรักษาแต่ละครั้ง รวมถึงวันที่ รายละเอียดของงาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง• ใช้ระบบการจัดการบำรุงรักษา (CMMS - Computerized Maintenance Management System) เพื่อช่วยวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)➢ ประโยชน์ของการดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง1. ลดการสูญเสียพลังงาน พัดลมที่ได้รับการบำรุงรักษาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ2. ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจต้องซ่อมแซมด้วยค่าใช้จ่ายสูง3. ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ลดการเสื่อมสภาพของพัดลมและมอเตอร์4. เพิ่มความปลอดภัย ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานของพัดลมที่ชำรุด5. เพิ่มความต่อเนื่องในกระบวนการผลิต ลดการหยุดชะงักที่เกิดจากความล้มเหลวของอุปกรณ์


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 6Energy Conservation Technology Co.,ltd.4. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายความร้อน การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบระบายความร้อนในโรงงานปิโตรเคมีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบกระบวนการผลิต โดยมีแนวทางที่ควรนำไปใช้ดังนี้4.1 การปรับปรุงการไหลของอากาศ (Airflow Optimization)• ออกแบบทางเดินลม (Airflow Path) ให้เหมาะสมo ลดการอุดตันของอากาศในบริเวณครีบระบายความร้อน (Cooling Fins) หรือช่องทางเดินลมo ติดตั้ง Diffuser หรือ Wind Deflector เพื่อลดแรงต้านทานอากาศและเพิ่มการไหลของลมเข้าสู่ระบบ• ป้องกันการไหลย้อน (Backflow) ของอากาศร้อนโดยใช้Air Baffles หรือการแยกช่องทางลมร้อนและลมเย็น4.2 การออกแบบและจัดวางระบบให้เหมาะสม• จัดเรียงอุปกรณ์ระบายความร้อนในตำแหน่งที่อากาศไหลผ่านได้สะดวก เช่น หลีกเลี่ยงการวางในพื้นที่ที่มีลมร้อนสะสม• เพิ่มพื้นที่ระบายความร้อนโดยการขยายขนาดครีบระบายความร้อน (Heat Exchanger Fins) หรือเพิ่มจำนวนชุดพัดลมระบายความร้อน• ใช้การระบายความร้อนแบบ Cross-Flow หรือ Counter-Flow ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าการระบายความร้อนแบบธรรมดา4.3 การปรับปรุงครีบระบายความร้อน (Cooling Fins)• ใช้วัสดุที่นำความร้อนได้ดี เช่น อลูมิเนียมหรือทองแดง ในการทำครีบระบายความร้อน• เลือกครีบที่มีการเคลือบสารกันสนิมหรือการกัดกร่อน (Anti-Corrosion Coating) เพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อน4.4 การเพิ่มประสิทธิภาพของพัดลมระบายความร้อน• ใช้พัดลมที่มีการออกแบบใบพัดตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamically Designed Blades) เพื่อเพิ่มปริมาณลมและลดแรงเสียดทาน• ติดตั้งพัดลมที่มีขนาดและกำลังเหมาะสมกับขนาดของระบบระบายความร้อนเพื่อลดการทำงานที่เกินความจำเป็น4.5 การลดการสะสมของสิ่งสกปรกและตะกรัน• ติดตั้ง Filter หรือ Mesh Screen เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกหรือเศษวัสดุเข้าสู่ระบบระบายความร้อน• ใช้สารเคมีที่เหมาะสมในการทำความสะอาดตะกรัน (Descaling) และป้องกันการสะสมของคราบต่าง ๆ บนพื้นผิวระบายความร้อน4.6 การควบคุมอุณหภูมิอย่างมีประสิทธิภาพ• ใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ(Automatic Temperature Control System) เพื่อตรวจสอบและปรับการทำงานของพัดลมตามอุณหภูมิจริง• ติดตั้ง เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิในจุดสำคัญ เช่น จุดเข้าและจุดออกของของเหลวหล่อเย็น


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 7Energy Conservation Technology Co.,ltd.4.7 การใช้พลังงานหมุนเวียน• พิจารณาติดตั้งแผงโซลาเซลล์เพื่อจ่ายพลังงานให้กับระบบระบายความร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแสงแดดเข้มข้น• ใช้ระบบระบายความร้อนแบบระเหยน้ำ (Evaporative Cooling) ร่วมกับการระบายความร้อนด้วยอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานไฟฟ้า➢ ประโยชน์ของการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายความร้อน1. ลดการใช้พลังงาน ช่วยลดโหลดพัดลมและระบบหล่อเย็น2. ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาระยะยาว3. ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดโอกาสการเกิดปัญหาจากความร้อนสูงในกระบวนการผลิต4. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน5. การจัดการพลังงานและการตรวจสอบประสิทธิภาพ การจัดการพลังงานและการตรวจสอบประสิทธิภาพของพัดลมระบายความร้อนในโรงงานปิโตรเคมีเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความเสถียรของระบบ โดยการดำเนินงานสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้5.1 การติดตั้งระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS)• ระบบ EMS ช่วยติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานของพัดลมแบบเรียลไทม์ (Real-Time Monitoring)• จัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานเพื่อo ระบุจุดที่สิ้นเปลืองพลังงานo วางแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน5.2 การใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (Key Performance Indicators: KPIs)• กำหนด KPIs สำหรับพัดลม เช่นo อัตราการใช้พลังงานเฉลี่ย เช่น kWh/ m3ของอากาศที่ระบาย หรือ kW / cfmo ประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าo อัตราส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เมื่อเทียบกับความต้องการระบายความร้อน• ติดตาม KPIs เหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลและปรับปรุง5.3 การตรวจสอบและบันทึกข้อมูล• ติดตั้ง มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า (Energy Meter) สำหรับพัดลมแต่ละตัว• บันทึกข้อมูลสำคัญ เช่นo การใช้พลังงานไฟฟ้ารายวัน/รายชั่วโมงo ความเร็วรอบของมอเตอร์และโหลดการทำงานo อุณหภูมิของสารหล่อเย็นและอากาศที่ผ่านพัดลม


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 8Energy Conservation Technology Co.,ltd.5.4 การวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน• ใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์พลังงาน เพื่อo สร้างกราฟการใช้พลังงานและเปรียบเทียบกับช่วงเวลาo ระบุแนวโน้มการใช้พลังงานที่ไม่ปกติo วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางประหยัดพลังงาน• จัดทำรายงานเพื่อแสดงการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง5.5 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)• ใช้ข้อมูลจาก EMS เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เช่นo ทำความสะอาดใบพัดและครีบระบายความร้อนเมื่อพบว่าการใช้พลังงานผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลo ตรวจสอบลูกปืนและสายพานเมื่อมีการเพิ่มแรงเสียดทาน5.6 การปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพระบบ• ใช้ข้อมูลการตรวจสอบเพื่อปรับแต่งพารามิเตอร์ เช่นo ลดความเร็วรอบพัดลมในช่วงเวลาที่ความต้องการลดลงo เพิ่มความเร็วในช่วงที่โหลดสูง เพื่อป้องกันความร้อนสะสมในระบบ• ทดสอบระบบเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าประสิทธิภาพยังอยู่ในระดับสูงสุด5.7 การอบรมพนักงาน• ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับการจัดการพลังงาน เช่นo วิธีการตรวจสอบการใช้พลังงานo การระบุปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับพัดลมระบายความร้อน• สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม➢ ประโยชน์ของการจัดการพลังงานและการตรวจสอบประสิทธิภาพ1. ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า2. เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ ลดโอกาสเกิดความเสียหายที่ไม่ได้คาดการณ์3. ยืดอายุอุปกรณ์ลดการใช้งานพัดลมในลักษณะที่เกินความจำเป็น4. ปรับปรุงความยั่งยืน สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)6. การใช้พลังงานทดแทน การใช้พลังงานทดแทนในระบบพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีเป็นอีกแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) โดยสามารถนำแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนมาใช้งานร่วมกับระบบเดิมได้ดังนี้6.1 การติดตั้งแผงโซลาเซลล์ (Solar Panels)• แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำมาใช้จ่ายไฟให้กับมอเตอร์พัดลมหรือระบบควบคุม• ติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนพื้นที่ว่างในโรงงาน เช่น


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 9Energy Conservation Technology Co.,ltd.o บนหลังคาโรงงานo พื้นที่ว่างรอบบริเวณโรงงาน• ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage System) เพื่อสำรองไฟสำหรับการใช้งานในช่วงที่ไม่มีแสงแดด• ประโยชน์o ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเครือข่ายo ลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาว6.2 การใช้พลังงานลม (Wind Power)• ติดตั้ง กังหันลมขนาดเล็ก ในพื้นที่ที่มีลมแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบพัดลม• ระบบนี้เหมาะสำหรับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งหรือที่ราบลมแรง• ใช้ร่วมกับแหล่งพลังงานอื่น เช่น โซลาเซลล์ เพื่อสร้างพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid Energy System)6.3 ระบบระบายความร้อนแบบธรรมชาติ (Passive Cooling Systems)• ใช้การระบายความร้อนด้วยการพาความร้อนตามธรรมชาติแทนที่การใช้พัดลมในบางกรณี เช่นo การออกแบบปล่องระบายอากาศให้ลมไหลผ่านโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าo การปลูกต้นไม้รอบโรงงานเพื่อสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิโดยรอบ• ช่วยลดความจำเป็นในการใช้พัดลมไฟฟ้าในบางช่วงเวลา6.4 การใช้พลังงานชีวมวล (Biomass Energy)• หากโรงงานมีของเสียชีวมวลจากกระบวนการผลิต สามารถนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือไอน้ำเพื่อใช้ในระบบระบายความร้อนได้• ตัวอย่าง เศษไม้ เศษพืช หรือกากน้ำมันที่ไม่ได้ใช้6.5 การนำความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat Recovery)• ใช้ระบบนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery System) เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือขับเคลื่อนระบบระบายความร้อน• ตัวอย่าง ติดตั้ง Organic Rankine Cycle (ORC) หรือระบบเทอร์โมอิเล็กทริกส์ (Thermoelectric Systems) เพื่อแปลงความร้อนเป็นไฟฟ้า6.6 ระบบพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid Energy Systems)• ผสมผสานการใช้พลังงานจากแหล่งต่าง ๆ เช่น โซลาเซลล์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มความเสถียรและลดการพึ่งพาพลังงานจากเครือข่ายไฟฟ้าหลัก• ติดตั้ง ระบบจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะ (Smart Energy Management System) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแหล่งพลังงานที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลา6.7 การใช้งานพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)• ใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับระบบพัดลม• เหมาะสำหรับโรงงานที่มีการผลิตไฮโดรเจนอยู่แล้ว เช่น โรงงานปิโตรเคมีที่มีการแยกก๊าซไฮโดรเจนในกระบวนการผลิต


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 10Energy Conservation Technology Co.,ltd.➢ ประโยชน์ของการใช้พลังงานทดแทน1. ลดต้นทุนพลังงาน ลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับเครือข่ายพลังงานหลัก2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน3. เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไฟฟ้าหรือปัญหาขาดแคลนพลังงาน4. สนับสนุนความยั่งยืน เพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร การใช้พลังงานทดแทนในระบบพัดลมระบายความร้อนไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability Goals) ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน❖ มาตรการประหยัดพลังงาน1. การประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนใบพัดของ Cooling Fan การเปลี่ยนใบพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบและลดการใช้พลังงาน โดยใบพัดที่ออกแบบอย่างเหมาะสมสามารถลดแรงต้านอากาศและปรับปรุงการไหลเวียนของลม ส่งผลให้การทำงานของพัดลมใช้พลังงานน้อยลงแต่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น1.1 หลักการที่ทำให้ประหยัดพลังงาน• ลดแรงต้านทานอากาศ (Air Resistance)o ใบพัดที่ออกแบบตามหลัก อากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ช่วยลดแรงต้านและเพิ่มการเคลื่อนที่ของอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ• ลดโหลดของมอเตอร์o ใบพัดที่เบากว่าเดิม (เช่น ใบพัดวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์หรืออะลูมิเนียม) ช่วยลดภาระของมอเตอร์ ทำให้ใช้พลังงานน้อยลง• ปรับปรุงการกระจายลมo ใบพัดใหม่ที่มีการออกแบบเพื่อเพิ่มปริมาณลม (Air Volume) หรือแรงดันลม (Air Pressure) ทำให้สามารถระบายความร้อนได้เร็วขึ้นในอัตราการหมุนที่ต่ำกว่าเดิม1.2 การเลือกใบพัดที่เหมาะสม1.2.1 วัสดุของใบพัด• คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber)o น้ำหนักเบา แข็งแรง และลดโหลดมอเตอร์ได้มาก• อะลูมิเนียมอัลลอยด์o มีความทนทานต่อความร้อนและการกัดกร่อน เหมาะสำหรับโรงงานปิโตรเคมี• พลาสติกวิศวกรรม (Engineering Plastics)o เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป มีราคาถูกกว่า แต่ใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่รุนแรง


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 11Energy Conservation Technology Co.,ltd.1.2.2 การออกแบบใบพัด• ใบพัดแบบโค้งถอยหลัง (Backward-Curved Blades)o ช่วยลดแรงต้านและประหยัดพลังงานมากกว่าใบพัดแบบโค้งไปข้างหน้า (ForwardCurved)• ใบพัดแบบแกนหมุน (Axial Fans)o ให้ปริมาณลมสูง เหมาะสำหรับระบบที่ต้องการการไหลเวียนอากาศปริมาณมาก• ใบพัดแบบผสม (Mixed-Flow Fans)o ผสมผสานระหว่าง Axial และ Centrifugal เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านปริมาณและแรงดัน1.3 ตัวอย่างการประหยัดพลังงาน1.3.1 ลดความเร็วรอบของมอเตอร์• ใบพัดที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถให้ปริมาณลมเท่าเดิมที่รอบหมุนต่ำกว่า ส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง• ตามกฎของพัดลม(Affinity Laws)o การลดความเร็วรอบลง 20% จะลดการใช้พลังงานได้ถึง 50%1.3.2 เพิ่มการถ่ายเทความร้อน• ใบพัดใหม่ที่ปรับปรุงการไหลของลมช่วยเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อน ลดเวลาที่ระบบต้องทำงาน ส่งผลให้ลดการใช้พลังงาน1.4 การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)• ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนใบพัดo วัสดุและค่าติดตั้ง อยู่ในช่วง 10,000-50,000 บาท/หน่วย ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภท• การประหยัดพลังงานo หากพัดลมแต่ละตัวใช้พลังงานลดลง 20-30% ค่าไฟฟ้าลดลงได้ถึงหลายแสนบาทต่อปีในโรงงานขนาดใหญ่• ระยะเวลาคืนทุนo โดยทั่วไปการเปลี่ยนใบพัดมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1-3 ปี1.5 การดำเนินงาน1.5.1 การตรวจสอบใบพัดเดิม• ตรวจสอบใบพัดเดิมว่ามีการสึกหรอหรือออกแบบมาไม่เหมาะสมกับโหลดการทำงานหรือไม่• วัดปริมาณลม (CFM) และแรงดัน (Pressure) ที่ใบพัดเดิมผลิตได้1.5.2 การเลือกใบพัดใหม่• ปรึกษาผู้ผลิตหรือผู้เชี่ยวชาญในการเลือกใบพัดที่เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของระบบ


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 12Energy Conservation Technology Co.,ltd.1.5.3 การทดสอบและปรับแต่ง• หลังการเปลี่ยนใบพัดใหม่ ควรทดสอบระบบเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานและการประหยัดพลังงานที่ได้จริง1.6 ประโยชน์ของการเปลี่ยนใบพัด1. ลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว2. เพิ่มประสิทธิภาพระบบ ระบายความร้อนได้เร็วขึ้นและดีกว่าเดิม3. ลดภาระของมอเตอร์ลดความร้อนที่เกิดจากการทำงานหนักเกินไป4. ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ทั้งมอเตอร์และพัดลมจะมีอายุการใช้งานนานขึ้น5. ส่งเสริมความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม1.7 การตรวจวัดและวิเคราะห์ผลการประหยัดจากการเปลี่ยนใบพัด หลังจากเปลี่ยนใบพัดของพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) การตรวจวัดและวิเคราะห์ผลการประหยัดพลังงานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการตัดสินใจในโครงการปรับปรุงพลังงานอื่น ๆ ต่อไป1.7.1 ขั้นตอนการตรวจวัดผลการประหยัดพลังงาน1.7.1.1 การเก็บข้อมูลก่อนและหลังการเปลี่ยนใบพัด• ก่อนการเปลี่ยนใบพัดo วัดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของพัดลม (kWh) โดยใช้เครื่องวัดพลังงาน (EnergyMeter)o บันทึกค่าปริมาณลม (Airflow) เช่น CFM (Cubic Feet per Minute) หรือแรงดันลมo เก็บข้อมูลโหลดการทำงาน เช่น ความเร็วรอบมอเตอร์ (RPM) และกระแสไฟฟ้าที่ใช้• หลังการเปลี่ยนใบพัดo วัดและบันทึกค่าต่าง ๆ อีกครั้งในเงื่อนไขการทำงานเดียวกับก่อนการเปลี่ยน เพื่อเปรียบเทียบ1.7.1.2 การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล• ควรเก็บข้อมูลในช่วงเวลาที่อุณหภูมิและโหลดของระบบคล้ายกัน เพื่อให้ผลการเปรียบเทียบมีความแม่นยำ• เก็บข้อมูลอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนและหลังการเปลี่ยนใบพัด1.7.2 เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัด• Power Meter สำหรับวัดการใช้พลังงานไฟฟ้า• Flow Meter สำหรับวัดปริมาณลม (CFM) หรือแรงดันอากาศ• Temperature Sensor ตรวจวัดอุณหภูมิของสารหล่อเย็นหรืออากาศขาเข้า/ขาออก• Vibration Analyzer วัดการสั่นสะเทือนเพื่อประเมินความสมดุลของใบพัด• Data Logger สำหรับบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 13Energy Conservation Technology Co.,ltd.1.7.3 การวิเคราะห์ผลการประหยัดพลังงาน1.7.3.1 การคำนวณพลังงานที่ประหยัดได้ พลังงานที่ประหยัดได้ (%) = (พลังงานก่อนการเปลี่ยน – พลังงานหลังการเปลี่ยน) / (พลังงานก่อนการเปลี่ยน) x 100• ตัวอย่าง ถ้าการใช้พลังงานก่อนเปลี่ยน 1,000 kWh และหลังเปลี่ยน 800 kWh พลังงานที่ประหยัดได้= ((1,000 – 800) / 1,000) × 100 = 20%1.7.3.2 การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ• คำนวณ ค่าไฟฟ้าที่ลดลง ค่าไ ฟ ฟ้า ที่ล ด ล ง (บ า ท /ปี) = พ ลังง า น ที่ป ร ะ ห ยัด ไ ด้(kWh) × อัต ร า ค่ าไฟฟ้า (บาท/kWh)• คำนวณ ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนใบพัด (บาท) / ค่าไฟฟ้าที่ลดลง ต่อปี(บาท/ปี)1.7.3.3 การเปรียบเทียบปริมาณลมและแรงดัน• ตรวจสอบว่าใบพัดใหม่ยังสามารถผลิตลมได้ตามที่ระบบต้องการหรือไม่ (CFM/แรงดันไม่ลดลง)• เปรียบเทียบการระบายความร้อนที่ได้รับก่อนและหลังการเปลี่ยน เพื่อยืนยันว่าใบพัดใหม่ไม่ได้ลดประสิทธิภาพในการทำงาน1.7.4. การประเมินผลที่ครอบคลุม1.7.4.1 ผลประหยัดพลังงาน• คำนวณค่าพลังงานที่ประหยัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ (kWh) และในเชิงการเงิน1.7.4.2 ประสิทธิภาพระบบ• วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนใบพัดช่วยลดการทำงานของมอเตอร์ เช่น ลดรอบหมุน (RPM) หรือกระแสไฟฟ้า1.7.4.3 ความยั่งยืน• คำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions) ตามมาตรฐานo CO2 reduction (kg) = พลังงานที่ประหยัดได้(kWh) × Emission Factor (kgCO2/kWh)


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 14Energy Conservation Technology Co.,ltd.1.7.5 การนำผลวิเคราะห์ไปใช้• รายงานผล จัดทำรายงานเปรียบเทียบก่อนและหลังการเปลี่ยน พร้อมกราฟหรือตารางแสดงผล• ปรับปรุงต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อปรับปรุงระบบในส่วนอื่น ๆ เช่น การปรับแต่งมอเตอร์หรือระบบควบคุม• นำเสนอผลต่อผู้บริหาร เพื่อแสดงผลตอบแทนการลงทุน (ROI) และสนับสนุนโครงการด้านพลังงานในอนาคต2. การประหยัดพลังงานจากการใช้สารเคลือบครีบระบายความร้อน การใช้สารเคลือบครีบระบายความร้อน (Coating for Cooling Fins) ในโรงงานปิโตรเคมีเป็นวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการลดการสะสมสิ่งสกปรกและการกัดกร่อนของครีบ (Fins) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบระบายความร้อน2.1 หลักการของการเคลือบครีบระบายความร้อน2.1.1 ลดการสะสมของสิ่งสกปรก• สารเคลือบช่วยป้องกันการเกาะตัวของฝุ่นละออง คราบไขมัน และตะกรัน (Scale) ที่อาจขัดขวางการถ่ายเทความร้อน• ทำให้ครีบสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีขึ้น ลดโหลดของพัดลมและมอเตอร์2.1.2 ป้องกันการกัดกร่อน• สารเคลือบชนิดพิเศษ เช่น Epoxy Coating หรือ Polyurethane Coating สามารถป้องกันการกัดกร่อนที่เกิดจากสารเคมีในกระบวนการผลิตหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด/ด่าง• เพิ่มอายุการใช้งานของครีบ ทำให้ลดต้นทุนในการเปลี่ยนครีบใหม่2.1.3 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน• สารเคลือบบางชนิด เช่น Thermal Conductive Coating ช่วยเพิ่มการนำความร้อน ทำให้ระบบสามารถถ่ายเทความร้อนได้เร็วขึ้น2.2 การประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้น2.2.1 ลดภาระของพัดลม• เมื่อครีบสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีขึ้น พัดลมไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อลดอุณหภูมิ• ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของพัดลม2.2.2 ลดการสะสมของสิ่งสกปรก• ลดแรงต้านการไหลของอากาศ ทำให้มอเตอร์ใช้พลังงานน้อยลงในการสร้างแรงดันลม• ลดความถี่ในการทำความสะอาดครีบ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 15Energy Conservation Technology Co.,ltd.2.2.3 ลดอุณหภูมิของสารหล่อเย็น• ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยให้อุณหภูมิของของเหลวหรือก๊าซที่หล่อเย็นลดลงเร็วขึ้น ทำให้กระบวนการผลิตทำงานได้ราบรื่นขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง2.3 กระบวนการเคลือบสารบนครีบระบายความร้อน2.3.1 การเตรียมพื้นผิว• ทำความสะอาดครีบอย่างละเอียดเพื่อขจัดคราบไขมัน ฝุ่น และตะกรัน• ใช้สารเคมีหรือเครื่องมือพิเศษ เช่น น้ำแรงดันสูง หรือเครื่องพ่นทราย2.3.2 การเลือกสารเคลือบ• Epoxy-Based Coating เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีสารเคมีรุนแรง• Polyurethane Coating ใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีการกัดกร่อนจากความชื้นและฝุ่นละออง• Hydrophobic Coating ป้องกันการเกาะตัวของน้ำหรือไอความชื้น• Thermal Conductive Coating เพิ่มการถ่ายเทความร้อนในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง2.3.3 การเคลือบ• ใช้วิธีการพ่น (Spray Coating) หรือแปรง (Brush Coating) เพื่อให้สารเคลือบกระจายทั่วพื้น ผิวครีบ• ปล่อยให้แห้งตามคำแนะนำของผู้ผลิตสารเคลือบ2.4 การตรวจวัดและวิเคราะห์ผลการประหยัดพลังงาน2.4.1 การตรวจวัดก่อนและหลังการเคลือบ• วัดอัตราการใช้พลังงานของพัดลม (kWh) ก่อนและหลังเคลือบ• ตรวจสอบแรงดันลม (Airflow Pressure) และอุณหภูมิของสารหล่อเย็นขาเข้า/ขาออก2.4.2 การคำนวณพลังงานที่ประหยัดได้ พลังงานที่ประหยัดได้ (%) = (พลังงานก่อนการเคลือบ – พลังงานหลังการเคลือบ) / พลังงานก่อนการเคลือบ x 1002.4.3 การประเมินอุณหภูมิ• เปรียบเทียบอุณหภูมิของของเหลว/ก๊าซที่หล่อเย็นก่อนและหลังการเคลือบ เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน2.5 ตัวอย่างผลลัพธ์คาดหวัง• ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ประหยัดพลังงานได้10-20% ของพัดลมระบายความร้อน• ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาo ลดความถี่ในการทำความสะอาดครีบได้ถึง 30-50%o เพิ่มอายุการใช้งานของครีบระบายความร้อนได้อีก 5-10 ปี• เพิ่มประสิทธิภาพระบบ ลดอุณหภูมิสารหล่อเย็นได้ประมาณ 1-3°C


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 16Energy Conservation Technology Co.,ltd.2.6. ประโยชน์ของการใช้สารเคลือบครีบระบายความร้อน1. ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว2. เพิ่มอายุการใช้งาน ลดการสึกกร่อนและการเสื่อมสภาพของครีบ3. ลดต้นทุนการบำรุงรักษา ลดความถี่ในการทำความสะอาดและการเปลี่ยนครีบ4. ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ ทำให้การระบายความร้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น5. สนับสนุนความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงาน3. การประหยัดพลังงานจากการเคลือบ Thermal Conductive Coating การเคลือบ Thermal Conductive Coating เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนของครีบระบายความร้อน (Cooling Fins) โดยการลดความต้านทานการถ่ายเทความร้อนและป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรก ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบระบายความร้อน เช่น พัดลมระบายความร้อนและปั๊มหล่อเย็น3.1 หลักการทำงานของ Thermal Conductive Coating3.1.1 เพิ่มการนำความร้อน• สารเคลือบช่วยเพิ่มการนำความร้อน (Thermal Conductivity) ระหว่างพื้นผิวครีบและอากาศที่ไหลผ่าน ทำให้การถ่ายเทความร้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น3.1.2 ลดการสะสมสิ่งสกปรก• พื้นผิวที่เคลือบสารนี้จะมีคุณสมบัติHydrophobic (ป้องกันน้ำ) และ Non-Stick (ป้องกันการเกาะตัวของฝุ่นและคราบไขมัน)• ลดแรงต้านของอากาศในระบบ ช่วยให้พัดลมทำงานเบาลง3.1.3 ลดการสูญเสียพลังงานในระบบระบายความร้อน• ทำให้อุณหภูมิของสารหล่อเย็นหรืออากาศเย็นลดลงในเวลาที่สั้นกว่าเดิม ส่งผลให้พัดลมและมอเตอร์ไม่ต้องทำงานหนัก3.2 การประหยัดพลังงานจากการใช้ Thermal Conductive Coating3.2.1 ลดการใช้พลังงานของพัดลม• พัดลมสามารถลดความเร็วรอบ (RPM) ได้เมื่อครีบระบายความร้อนทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น• การลดความเร็วรอบของพัดลมตามกฎมอเตอร์ (Affinity Law) สามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมากo ลดความเร็วรอบลง 20% การใช้พลังงานลดลงประมาณ 50%


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 17Energy Conservation Technology Co.,ltd.3.2.2 ลดการใช้พลังงานในระบบหล่อเย็น• ระบบหล่อเย็น (Cooling System) ใช้พลังงานน้อยลงเนื่องจากสารหล่อเย็นกลับสู่อุณหภูมิที่เหมาะสมได้เร็วกว่าเดิม• ตัวอย่าง ปั๊มหล่อเย็นใช้พลังงานลดลงเมื่ออุณหภูมิน้ำหล่อเย็นลดลงในเวลาสั้นกว่า3.2.3 ลดการทำงานของระบบในช่วงพีค• Thermal Conductive Coating ช่วยเพิ่มความเร็วในการถ่ายเทความร้อนในช่วงเวลาที่ระบบทำงานหนัก เช่น ในช่วงที่อุณหภูมิแวดล้อมสูง• ลดความจำเป็นที่พัดลมต้องทำงานที่กำลังสูงสุดนาน ๆ3.3 การตรวจวัดและวิเคราะห์ผลการประหยัดพลังงาน3.3.1 การตรวจวัดก่อนและหลังการเคลือบ• วัดการใช้พลังงานไฟฟ้าของพัดลม (kWh) และปั๊มหล่อเย็น• ตรวจสอบอุณหภูมิของสารหล่อเย็น (ขาเข้าและขาออก)• เปรียบเทียบเวลาในการระบายความร้อนของระบบ3.3.2 การคำนวณพลังงานที่ประหยัดได้ พลังงานที่ประหยัดได้ (%) = (พลังงานก่อนการเคลือบ – พลังงานหลังการเคลือบ) / พลังงานก่อนการเคลือบ x 100 ตัวอย่าง หากพัดลมใช้พลังงานก่อนการเคลือบ 1,000 kWh และหลังเคลือบใช้850 kWh พลังงานที่ประหยัดได้= (1,000 – 850) / 1,000 ×100 = 15%3.3.3 การตรวจสอบประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน• ใช้เครื่องมือวัด Thermal Imaging หรือ Temperature Sensors เพื่อวิเคราะห์การกระจายความร้อนบนครีบ• เปรียบเทียบอุณหภูมิของสารหล่อเย็นหลังผ่านการระบายความร้อน3.4 ตัวอย่างผลลัพธ์จากการเคลือบ Thermal Conductive Coatingตัวชี้วัด ก่อนเคลือบ หลังเคลือบ ผลลัพธ์การใช้พลังงาน (kWh) 1,000 850 ประหยัด 15%อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น (°C) 35 32 ลดลง 3°Cความเร็วรอบของพัดลม (RPM) 1,500 1,200 ลดรอบลง 20%เวลาในการระบายความร้อน (นาที) 20 15 ลดเวลาลง 25%


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 18Energy Conservation Technology Co.,ltd.3.5 ข้อดีของการเคลือบ Thermal Conductive Coating1. ลดการใช้พลังงานo ลดค่าไฟฟ้าในระยะยาวจากการลดภาระการทำงานของพัดลมและมอเตอร์2. เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนo ช่วยให้กระบวนการระบายความร้อนเร็วขึ้น ส่งผลให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น3. ลดต้นทุนการบำรุงรักษาo ลดการสะสมของคราบตะกรันและสิ่งสกปรก ทำให้ความถี่ในการล้างครีบลดลง4. ยืดอายุการใช้งานของระบบo ป้องกันการกัดกร่อนและการเสื่อมสภาพของครีบระบายความร้อน5. สนับสนุนความยั่งยืนo ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) จากการใช้พลังงานที่ลดลง4. การประหยัดพลังงานจากการลดรอบพัดลม การลดรอบพัดลมในระบบระบายความร้อน (Cooling Fan) เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประหยัดพลังงาน เนื่องจากพัดลมใช้พลังงานไฟฟ้าตามกฎความสัมพันธ์(Affinity Laws) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังงานที่ใช้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วรอบ (RPM) หรืออัตราการไหลของอากาศยกกำลังสาม ของพัดลม ดังนั้น การลดรอบหรืออัตราการไหลของพัดลมสามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องระวังเรื่องความดันอากาศที่จะลดลงเป็นกำลังสองด้วย4.1 หลักการพื้นฐาน4.1.1 Affinity Laws สำหรับพัดลม1. ปริมาณลม (Airflow) เปลี่ยนแปลงตามความเร็วรอบ Q ∝ N (Q = ปริมาณลม, N = ความเร็วรอบ)2. แรงดันลม (Pressure) เปลี่ยนแปลงตามกำลังสองของความเร็วรอบ P ∝ N23. พลังงานที่ใช้ (Power) เปลี่ยนแปลงตามกำลังสามของความเร็วรอบ W ∝ N3ซึ่งหมายความว่า หากลดความเร็วรอบลง 20% การใช้พลังงานจะลดลงประมาณ 50%4.2 วิธีการลดรอบพัดลม4.2.1 การติดตั้ง Variable Frequency Drive (VFD)• VFD คืออุปกรณ์ที่ปรับความเร็วรอบของมอเตอร์พัดลมได้ตามความต้องการ• ช่วยให้พัดลมทำงานที่ความเร็วต่ำลงในช่วงที่โหลดการระบายความร้อนไม่สูง เช่นo ช่วงกลางคืนที่อุณหภูมิลดลงo ช่วงเวลาที่กระบวนการผลิตใช้พลังงานน้อยลง• ลดการสูญเสียพลังงานจากการทำงานที่ไม่จำเป็น


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 19Energy Conservation Technology Co.,ltd.4.2.2 การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ• ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดo อุณหภูมิ (Temperature Sensors) เพื่อตรวจสอบว่าความร้อนในระบบถึงระดับที่ต้องใช้การระบายหรือไม่o ความดัน (Pressure Sensors) เพื่อตรวจวัดความดันอากาศในระบบ• ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์เพื่อปรับรอบพัดลมให้เหมาะสมแบบเรียลไทม์4.2.3 การตั้งค่าความเร็วรอบขั้นต่ำ• ตั้งค่าความเร็วรอบขั้นต่ำที่ยังสามารถรักษาประสิทธิภาพการระบายความร้อนในระบบได้ เช่น ลดจาก 100% เหลือ 70% ในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการโหลดเต็มที่4.3 การประหยัดพลังงาน4.3.1 การคำนวณการประหยัดพลังงานตัวอย่าง• พัดลมที่ทำงานที่ 100% ความเร็วรอบ ใช้พลังงาน 10 kW• หากลดรอบพัดลมลงเหลือ 80% พลังงานที่ใช้= 10 × (0.8)3= 5.12 kW• การประหยัดพลังงาน = 10 - 5.12 = 4.88 kW (ประหยัดได้ 48.8%)4.3.2 การลดต้นทุนไฟฟ้า• หากค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 บาท/หน่วยo พลังงานที่ประหยัดได้ต่อชั่วโมง = 4.88 kWho ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อชั่วโมง = 4.88 × 4 = 19.52 บาท/ชั่วโมงo ใน 1 ปี (8,000 ชั่วโมงการทำงาน) 19.52 × 8,000 = 156,160 บาท/ปี4.4 การตรวจวัดและวิเคราะห์ผล4.4.1 การตรวจวัดพลังงาน• ใช้Energy Meter วัดการใช้พลังงานก่อนและหลังลดรอบ• บันทึกค่าพลังงานที่ใช้ในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์4.4.2 การวัดอุณหภูมิและประสิทธิภาพ• วัดอุณหภูมิสารหล่อเย็น (ขาเข้าและขาออก) เพื่อให้แน่ใจว่าการลดรอบไม่กระทบต่อความสามารถในการระบายความร้อน• ตรวจสอบความเร็วลม (Airflow) และแรงดันลม (Pressure) ในระบบ4.4.3 การคำนวณระยะเวลาคืนทุน• ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง VFD (บาท) / ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี(บาท/ปี)• ตัวอย่าง หากติดตั้ง VFD ราคา 200,000 บาท และประหยัดไฟฟ้าได้ปีละ 156,160 บาท/ปีระยะเวลาคืนทุน = 200,000 / 156,160 = 1.28 ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 20Energy Conservation Technology Co.,ltd.4.5 ตัวอย่างผลลัพธ์ที่คาดหวังตัวชี้วัด ก่อนลดรอบ หลังลดรอบ (80%)ผลลัพธ์การใช้พลังงาน (kW) 10 5.12 ลดลง 48.8%อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น (°C) 35 33 ลดลงเล็กน้อยค่าไฟฟ้า (บาท/ปี) 320,000 163,840 ประหยัด 156,160 บาท/ปี4.6 ข้อดีของการลดรอบพัดลม1. ลดการใช้พลังงาน ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากในระยะยาว2. ลดต้นทุนการบำรุงรักษา ลดการสึกหรอของมอเตอร์และพัดลม3. ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ระบบทำงานที่โหลดต่ำลง4. เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ปรับเปลี่ยนความเร็วรอบได้ตามความต้องการ5. สนับสนุนความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)5. การประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนไปใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง การเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง (High-Efficiency Motor) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานปิโตรเคมี โดยมอเตอร์เหล่านี้ได้รับการออกแบบให้มีการสูญเสียพลังงานน้อยกว่าเมื่อเทียบกับมอเตอร์มาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions)5.1 ความแตกต่างระหว่างมอเตอร์มาตรฐานและมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงคุณสมบัติ มอเตอร์มาตรฐาน มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง (IE3/IE4)การสูญเสียพลังงาน สูง ต่ำวัสดุ มาตรฐาน ใช้วัสดุที่ลดความร้อนและแรงต้านทานอัตราประสิทธิภาพ (Efficiency) 85-90% 92-96%อายุการใช้งาน สั้นกว่าประสิทธิภาพสูง ยาวนานกว่าเนื่องจากความร้อนต่ำ5.2 หลักการประหยัดพลังงาน5.2.1 ลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้า• มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงใช้วัสดุที่ลดการสูญเสียในส่วนของo Rotor และ Stator เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดo ลดความร้อนสะสมในขดลวด (Winding) และเหล็กแกน (Core Loss)


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 21Energy Conservation Technology Co.,ltd.5.2.2 ลดโหลดการทำงาน• มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงสามารถผลิตกำลังขับ (Torque) เดียวกันกับมอเตอร์มาตรฐานได้โดยใช้พลังงานน้อยลง5.2.3 รองรับการทำงานที่รอบต่ำ• มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงสามารถทำงานที่รอบต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เกิดการสูญเสียมากเหมือนมอเตอร์มาตรฐาน5.3 การประหยัดพลังงาน5.3.1 การคำนวณพลังงานที่ประหยัดได้ พลังงานที่ประหยัดได้ต่อปี(kWh/y) = กำลังมอเตอร์ (kW) × (1 – (% ประสิทธิภาพเก่า / % ประสิทธิภาพใหม่)) × ชั่วโมงการทำงานต่อปีตัวอย่าง• มอเตอร์ขนาด 50 kW ใช้งานวันละ 24 ชั่วโมง (8,760 ชั่วโมง/ปี)• มอเตอร์เดิมมีประสิทธิภาพ 88%, มอเตอร์ใหม่ประสิทธิภาพ 95% พลังงานที่ประหยัดได้= 50 × (1- (88/95)) × 8,760 = 32,274 kWh/ปี• หากค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้= 32,274 × 4 = 129,096 บาท/ปี4.3.2 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก• โดยประมาณ 1 kWh ของพลังงานไฟฟ้าผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.5 กิโลกรัม ปริมาณ CO2 ที่ลดได้= 32,274 × 0.5 = 16,137 กิโลกรัม/ปี4.4 การวิเคราะห์ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)4.4.1 สมการคำนวณ ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = (ต้นทุนมอเตอร์ใหม่ - มูลค่าซากมอเตอร์เก่า) / ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี(ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนมอเตอร์อยู่แล้ว ให้ใช้เงินลงทุนเท่ากับ ผลต่างราคามอเตอร์ประสอทธิภาพสูงและมอเตอร์ธรรมดา มาใช้คำนวณ) ตัวอย่าง• ราคามอเตอร์ใหม่ = 200,000 บาท• ราคามอเตอร์เก่าที่ขายได้ = 20,000 บาท• ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี = 129,096 บาท/ปี ระยะเวลาคืนทุน = (200,000 - 20,000) / 129,096 = 1.39 ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 22Energy Conservation Technology Co.,ltd.4.5 การตรวจวัดและประเมินผล4.5.1 การตรวจวัดพลังงาน• ติดตั้งเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้า (Power Meter) เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงานก่อนและหลังการเปลี่ยนมอเตอร์• วัดค่าประสิทธิภาพที่จุดโหลดต่าง ๆ (Load Profile)4.5.2 การติดตามการประหยัด• เก็บข้อมูลการใช้พลังงานรายเดือนหรือรายปีเพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม• ตรวจสอบความเสถียรของมอเตอร์ในระยะยาว4.6 ตัวอย่างผลลัพธ์ที่คาดหวังตัวชี้วัด มอเตอร์เดิม มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง ผลลัพธ์กำลังไฟฟ้า (kW) 50 50 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพ (%) 88 95 เพิ่มขึ้น 7%การใช้พลังงานต่อปี (kWh) 166,364 155,339 ลดลง 11,025 kWh/ปีค่าไฟฟ้าต่อปี (บาท) 499,092 466,017 ลดลง 33,075 บาท/ปีปริมาณ CO2 ลดลง (kg/ปี) - - 5,512.5 kg/ปี4.7 ข้อดีของการใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง1. ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานo ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในระยะยาว2. เพิ่มอายุการใช้งานo ลดการสึกหรอและปัญหาความร้อนสะสม3. ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาo ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสถียร4. สนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนo ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม5. คืนทุนรวดเร็วo มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงมักคืนทุนได้ภายใน 3-7 ปีขึ้นอยู่กับการใช้งาน5. การประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนระบบส่งกำลัง การเปลี่ยนระบบส่งกำลังในพัดลมระบายความร้อนหรือระบบมอเตอร์ในโรงงานปิโตรเคมีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียพลังงานได้อย่างมาก การออกแบบและเลือกใช้ระบบส่งกำลังที่เหมาะสม เช่น การเปลี่ยนจากระบบสายพาน (Belt Drive) เป็นระบบส่งกำลังโดยตรง (Direct Drive) สามารถลดภาระการทำงานของมอเตอร์และเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 23Energy Conservation Technology Co.,ltd.5.1 ประเภทของระบบส่งกำลัง5.1.1 ระบบสายพาน (Belt Drive)• ใช้สายพานในการส่งกำลังจากมอเตอร์ไปยังพัดลม• ข้อเสียo การสูญเสียพลังงานเนื่องจากแรงเสียดทานและการลื่นไถลของสายพานo ต้องการการบำรุงรักษาบ่อย เช่น การตั้งสายพานใหม่และเปลี่ยนสายพานที่เสื่อมสภาพ5.1.2 ระบบส่งกำลังโดยตรง (Direct Drive)• ส่งกำลังจากมอเตอร์ไปยังพัดลมโดยตรงผ่านเพลา (Shaft)• ข้อดีo ลดการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทานo ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เพราะไม่มีสายพานหรือพูลเล่ย์ (Pulley)5.1.3 ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ (Gear Drive)• ใช้เกียร์เพื่อเพิ่มหรือลดรอบหมุน• เหมาะสำหรับการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนความเร็วรอบในระบบที่ซับซ้อน5.2 หลักการประหยัดพลังงาน5.2.1 ลดการสูญเสียพลังงานในระบบ• ระบบสายพานสามารถมีการสูญเสียพลังงานได้ถึง 10-15% ของกำลังที่ส่ง• ระบบส่งกำลังโดยตรงลดการสูญเสียพลังงานเหลือเพียง 2-3%5.2.2 เพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง• การเปลี่ยนไปใช้ระบบ Direct Drive ทำให้มอเตอร์สามารถส่งกำลังได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการสูญเสียจากการลื่นไถล (Slippage) หรือแรงตึงสายพานที่ไม่เหมาะสม5.2.3 ลดภาระการทำงานของมอเตอร์• ระบบส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยลดภาระของมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์ทำงานที่โหลดต่ำลง ส่งผลให้ลดการใช้พลังงาน5.3 การประหยัดพลังงานที่คาดหวัง5.3.1 การคำนวณการประหยัดพลังงาน• หากระบบสายพานเดิมมีการสูญเสียพลังงาน 10% ของกำลังมอเตอร์ และเปลี่ยนเป็นระบบ Direct Drive ที่มีการสูญเสียเพียง 3%พลังงานที่ประหยัดได้ (%) = (10% - 3%) = 7%• ตัวอย่างo มอเตอร์ขนาด 50 kW ใช้งานปีละ 6,000 ชั่วโมง/ปีo การประหยัดพลังงาน พลังงานที่ประหยัดได้(kWh/ปี) = 50 × 0.07 × 6,000 = 21,000 kWh/ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 24Energy Conservation Technology Co.,ltd.• หากค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้(บาท/ปี) = 21,000 × 4 = 84,000 บาท/ปี5.3.2 การลดต้นทุนการบำรุงรักษา• ระบบ Direct Drive ไม่มีสายพานที่ต้องเปลี่ยนหรือปรับแรงตึง ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา• ลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในกระบวนการผลิตเนื่องจากปัญหาระบบส่งกำลัง5.4 ข้อดีของการเปลี่ยนระบบส่งกำลัง5.4.1 ลดการใช้พลังงาน• ลดการสูญเสียพลังงานในระบบ• มอเตอร์ทำงานที่โหลดต่ำลง ลดการเกิดความร้อนและการสึกหรอ5.4.2 เพิ่มความน่าเชื่อถือ• ระบบ Direct Drive มีความเรียบง่าย ลดจุดที่อาจเกิดการเสียหาย• ลดความจำเป็นในการหยุดระบบเพื่อซ่อมบำรุง5.4.3 ลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน• ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า• ลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว5.5 การตรวจวัดและประเมินผล5.5.1 การตรวจวัดก่อนและหลังการเปลี่ยน• ใช้Power Meter วัดการใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบส่งกำลังก่อนและหลังการเปลี่ยน• บันทึกค่าพลังงานที่ใช้ในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์5.5.2 การคำนวณระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบ / ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี ตัวอย่างo ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบ = 150,000 บาทo ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี = 84,000 บาท ระยะเวลาคืนทุน = 150,000 / 84,000 = 1.79 ปี5.6 ตัวอย่างผลลัพธ์ที่คาดหวังตัวชี้วัด ระบบสายพานเดิม Direct Drive ผลลัพธ์การใช้พลังงาน (kWh/ปี) 300,000 279,000 ลดลง 7%ค่าไฟฟ้า (บาท/ปี) 1,200,000 1,179,000 ประหยัด 21,000 บาท/ปีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา (บาท/ปี) 20,000 5,000 ลดลง 15,000 บาท/ปีระยะเวลาคืนทุน (ปี) - - ประมาณ 1.79 ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 25Energy Conservation Technology Co.,ltd.5.7 ข้อควรพิจารณา• ต้นทุนการเปลี่ยนระบบ ระบบ Direct Drive อาจมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า• การออกแบบใหม่อาจต้องปรับปรุงโครงสร้างหรือเพลาของระบบเดิม• ความเหมาะสม ระบบส่งกำลังแต่ละประเภทเหมาะสมกับลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ควรเลือกให้เหมาะสมกับโหลดและการใช้งานจริง6. การประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำครีบและคอยล์ การเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ใน ครีบ (Fins) และ คอยล์ (Coils) ในระบบระบายความร้อน เช่น คอนเดนเซอร์ เป็นอีกวิธีที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน ลดการใช้พลังงานในระบบ และเพิ่มความทนทานของอุปกรณ์ ส่งผลให้ลดต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษาในระยะยาว6.1 ความสำคัญของวัสดุที่ใช้ทำครีบและคอยล์• วัสดุที่ใช้ทำครีบและคอยล์มีผลมากในการถ่ายเทความร้อนระหว่างอากาศและสารหล่อเย็นในระบบระบายความร้อน• การเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่มีค่าการนำความร้อนสูง (Thermal Conductivity) สามารถลดความต้านทานความร้อน (Thermal Resistance) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน6.2 วัสดุที่ใช้ทำครีบและคอยล์6.2.1 อะลูมิเนียม (Aluminum)• คุณสมบัติo ค่าการนำความร้อนดี (200-235 W/m. K)o น้ำหนักเบาและราคาไม่แพงo ทนต่อการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมทั่วไป• ข้อเสียo อาจไม่ทนต่อสารเคมีหรือความชื้นสูงในบางกรณี6.2.2 ทองแดง (Copper)• คุณสมบัติo ค่าการนำความร้อนสูงมาก (380-400 W/m. K)o เหมาะสำหรับการใช้งานในระบบที่ต้องการถ่ายเทความร้อนอย่างรวดเร็วo ทนต่อการกัดกร่อนได้ดี• ข้อเสียo มีน้ำหนักมากและราคาแพงกว่าอะลูมิเนียมo อาจเกิดปัญหาสนิมเขียวในบางสภาพแวดล้อม


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 26Energy Conservation Technology Co.,ltd.6.2.3 คอมโพสิตและโลหะผสม (Composite & Alloys)• คุณสมบัติo น้ำหนักเบาo ออกแบบเพื่อเพิ่มการนำความร้อนและลดต้นทุน• ข้อเสียo อาจมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าอะลูมิเนียมหรือทองแดง6.2.4 สแตนเลสสตีล (Stainless Steel)• คุณสมบัติo ทนทานต่อการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมรุนแรง• ข้อเสียo ค่าการนำความร้อนต่ำกว่าอะลูมิเนียมและทองแดง (15-25 W/m. K)o เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะที่เน้นความคงทน6.3 ผลกระทบของวัสดุต่อการประหยัดพลังงาน6.3.1 ค่าการนำความร้อนที่สูงขึ้น• วัสดุที่มีค่าการนำความร้อนสูง เช่น ทองแดง ช่วยลดความร้อนตกค้างในระบบ• ลดความจำเป็นที่พัดลมหรือคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิ6.3.2 ลดแรงต้านในระบบ• ครีบที่บางและนำความร้อนได้ดี เช่น อะลูมิเนียมหรือโลหะผสม ช่วยลดแรงต้านของอากาศ• ลดพลังงานที่ใช้ในการขับพัดลม6.3.3 ลดเวลาการทำงาน• การถ่ายเทความร้อนที่เร็วขึ้นช่วยลดระยะเวลาที่ระบบต้องทำงานเพื่อลดอุณหภูมิ• ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานโดยรวม6.4 การประหยัดพลังงานที่คาดหวัง6.4.1 ตัวอย่างการเปลี่ยนวัสดุ• หากเปลี่ยนจากครีบอะลูมิเนียม (200 W/m. K เป็นครีบทองแดง (380 W/m. K)o ประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนจะเพิ่มขึ้น 20-30%o พลังงานที่ใช้ในพัดลมหรือคอมเพรสเซอร์ลดลง 10-15%6.4.2 การคำนวณการประหยัดพลังงาน ตัวอย่าง• ระบบใช้พลังงาน 100,000 kWh/ปี• หากลดการใช้พลังงานได้15% พลังงานที่ประหยัดได้(kWh/ปี) = 100,000 × 0.15 = 15,000 kWh/ปี• หากค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้(บาท/ปี) = 15,000 × 4 = 60,000 บาท/ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 27Energy Conservation Technology Co.,ltd.6.5 ข้อดีของการเปลี่ยนวัสดุครีบและคอยล์6.5.1 ลดการใช้พลังงาน• เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน ลดการทำงานหนักของระบบ6.5.2 เพิ่มอายุการใช้งาน• วัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนช่วยลดการสึกหรอและความเสียหาย6.5.3 ลดต้นทุนการบำรุงรักษา• ลดความถี่ในการทำความสะอาดครีบและการซ่อมบำรุง6.5.4 เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ• ระบบที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีขึ้นจะเสถียรและลดความเสี่ยงในการหยุดชะงัก6.6 ข้อควรพิจารณา• ต้นทุนของวัสดุวัสดุอย่างทองแดงมีราคาสูงกว่าอะลูมิเนียม• สภาพแวดล้อม วัสดุที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น ความชื้นหรือการสัมผัสสารเคมี• การออกแบบและติดตั้ง อาจต้องปรับเปลี่ยนการออกแบบหรือติดตั้งใหม่เพื่อรองรับวัสดุใหม่7. การประหยัดพลังงานโดยการออกแบบครีบและคอยล์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การออกแบบ ครีบ (Fins) และ คอยล์ (Coils) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นการปรับปรุงระบบระบายความร้อนที่ช่วยลดการใช้พลังงานในโรงงาน โดยเน้นการเพิ่มพื้นที่ถ่ายเทความร้อน ลดความต้านทานการไหลของอากาศ และลดภาระการทำงานของพัดลมและคอมเพรสเซอร์ ส่งผลให้ลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความยั่งยืนในการดำเนินงาน7.1 หลักการออกแบบครีบและคอยล์ที่มีประสิทธิภาพสูง7.1.1 เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส• ออกแบบครีบให้มีพื้นผิวสัมผัสมากขึ้นo ครีบแบบบางและถี่ (Thin and Dense Fins) เพิ่มพื้นที่สำหรับการถ่ายเทความร้อนo ครีบแบบมีลวดลาย (Enhanced Surface Design) เช่น Wavy-Fin หรือ Louvered-Fin ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับอากาศ• ใช้Microchannel Coils ซึ่งมีท่อขนาดเล็กหลายช่อง ช่วยเพิ่มพื้นที่ถ่ายเทความร้อนโดยรวม7.1.2 ลดความต้านทานการไหลของอากาศ• ออกแบบช่องว่างระหว่างครีบให้เหมาะสมo ระยะห่างครีบที่เหมาะสมลดแรงต้านการไหลของอากาศo ใช้การออกแบบ Airfoil Fin เพื่อลดการเกิดแรงต้านจากอากาศ• ปรับปรุงการไหลของอากาศในระบบเพื่อหลีกเลี่ยงการไหลย้อนกลับ (Air Recirculation)


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 28Energy Conservation Technology Co.,ltd.7.1.3 ใช้วัสดุที่นำความร้อนสูง• ใช้วัสดุที่มีค่าการนำความร้อนสูง เช่นo ทองแดง (Copper) สำหรับคอยล์ เนื่องจากมีค่าการนำความร้อนสูงถึง 380-400 W/m. Ko อะลูมิเนียม (Aluminum) สำหรับครีบ เพื่อความเบาและการนำความร้อนที่ดี7.1.4 ลดการสะสมสิ่งสกปรก• ใช้สารเคลือบครีบ เช่น Hydrophobic Coating หรือ Anti-Corrosion Coating เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองและความชื้นที่ลดประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน7.2 การประหยัดพลังงานที่เกิดจากการออกแบบใหม่7.2.1 ลดภาระของพัดลม• ครีบและคอยล์ที่ออกแบบให้ลดแรงต้านอากาศช่วยให้พัดลมทำงานเบาลง• การลดความเร็วรอบของพัดลมลง 20% สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 50% ตามกฎของพัดลม(Affinity Laws)7.2.2 ลดภาระของคอมเพรสเซอร์• การเพิ่มการถ่ายเทความร้อนช่วยลดอุณหภูมิของสารหล่อเย็น ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง• ลดภาระคอมเพรสเซอร์ได้10-20% จากการออกแบบที่มีประสิทธิภาพสูง7.2.3 ลดเวลาในการทำงาน• ครีบและคอยล์ที่ออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงช่วยให้ระบบระบายความร้อนสามารถลดอุณหภูมิได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ลดเวลาในการทำงานของระบบ7.3 ตัวอย่างการประหยัดพลังงาน7.3.1 การคำนวณการประหยัดพลังงานของพัดลม• พัดลมที่ใช้กำลังไฟฟ้า 10 kW ทำงานปีละ 6,000 ชั่วโมง/ปี• หากลดแรงต้านอากาศและลดความเร็วรอบลง 20% พลังงานที่ประหยัดได้(kWh/ปี) = 10 × 0.49 × 6,000 = 29,400 kWh/ปี• ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้(บาท/ปี) = 29,400 × 4 = 117,600 บาท/ปี7.3.2 การคำนวณการประหยัดพลังงานของคอมเพรสเซอร์• คอมเพรสเซอร์ใช้กำลังไฟฟ้า 50 kW ทำงานปีละ 6,000 ชั่วโมง/ปี• หากลดภาระของคอมเพรสเซอร์ลง 15% พลังงานที่ประหยัดได้(kWh/ปี) = 50 × 0.15 × 6,000 = 45,000 kWh/ปี• ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้(บาท/ปี) = 45,000 × 4 = 180,000 บาท/ปี


การประหยัดพลังงานในพัดลมระบายความร้อนของโรงงานปิโตรเคมีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด P a g e | 29Energy Conservation Technology Co.,ltd.7.4 ตัวอย่างผลลัพธ์ที่คาดหวังตัวชี้วัด ก่อนปรับปรุง หลังปรับปรุง ผลลัพธ์การใช้พลังงานพัดลม (kWh/ปี) 60,000 30,600 ลดลง 49%การใช้พลังงานคอมเพรสเซอร์ (kWh/ปี) 300,000 255,000 ลดลง 15%ค่าไฟฟ้า (บาท/ปี) 1,440,000 1,142,400 ประหยัด 297,600 บาท/ปี7.5 ข้อดีของการออกแบบใหม่7.5.1 ลดการใช้พลังงาน• ลดการใช้พลังงานของพัดลมและคอมเพรสเซอร์• ประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว7.5.2 เพิ่มอายุการใช้งาน• ลดภาระการทำงานของพัดลมและคอมเพรสเซอร์ ส่งผลให้อายุการใช้งานของอุปกรณ์ยาวนานขึ้น7.5.3 ลดต้นทุนการบำรุงรักษา• ครีบและคอยล์ที่ลดการสะสมสิ่งสกปรกช่วยลดความถี่ในการทำความสะอาด7.5.4 รองรับความยั่งยืน• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้พลังงาน7.6 ข้อควรพิจารณา• ต้นทุนในการออกแบบและปรับปรุง อาจมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูง โดยเฉพาะวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ทองแดงหรือการออกแบบ Microchannel• การปรับแต่งระบบเดิม อาจต้องปรับแต่งระบบระบายความร้อนเดิมให้รองรับการออกแบบใหม่7.7 ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)• ต้นทุนการออกแบบและติดตั้งใหม่ = 400,000 บาท• ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี = 297,600 บาท ระยะเวลาคืนทุน (ปี) = เงินลงทุน / ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ต่อปี= 400,000 / 297,600 = 1.34 ปี


Click to View FlipBook Version