ชุดความรู้ เรื่องประวัติศาสตร์และภูมิปัญญา เครื่องถมนคร History and Wisdom of Nakhon Niello ware มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สาขาวิชาการจัดการวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ก ค าน า เครื่องถมนคร หรือเครื่องถมเงินถมทอง เป็นศิลปะหัตถกรรมไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่ ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ความงดงามและความละเอียดอ่อนในการสร้างสรรค์เครื่องถมได้สะท้อนถึงภูมิ ปัญญาและฝีมือของช่างไทยที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ ศิลปะนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับที่มี ความสวยงาม แต่ยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ส าคัญ ชุดความรู้เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของเครื่องถมนครและ เพื่อการอนุรักษ์และสืบสานเครื่องถมนคร เนื้อหาในชุดความรู้จะครอบคลุมถึงประวัติความเป็นมา กระบวนการ ผลิต ลวดลาย และความส าคัญของเครื่องถมนครในบริบทของวัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ เราหวังว่าชุดความรู้เล่มนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ สนใจหันมาศึกษาและอนุรักษ์ศิลปะเครื่องถมนคร เพื่อให้ศิลปะที่ล้ าค่านี้ยังคงอยู่และเติบโตต่อไปในอนาคต สุดท้ายนี้ ผู้จัดท าขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดท าหนังสือเล่มนี้ รวมถึงผู้สนับสนุนและผู้อ่าน ทุกท่านที่ให้ความสนใจและสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ผู้จัดท า กรณัฏฐ์ มีแก้ว คณิศร ไชยคช
ข สารบัญ หน้า ค าน า ____________________________________________________________________________ก สารบัญ __________________________________________________________________________ ข ประวัติความเป็นมาของเครื่องถมไทย ____________________________________________________ 1 การท าเครื่องถมในประเทศไทย ______________________________________________________ 1 - 2 ความหมายของเครื่องถมนคร __________________________________________________________ 2 ประวัติความเป็นมาของเครื่องถมนคร _________________________________________________ 2 – 4 บุคคลส าคัญและช่างท าเครื่องถมที่มีชื่อเสียง ____________________________________________ 4 - 7 รูปแบบของเครื่องถม ____________________________________________________________ 8 - 10 กรรมวิธีในการท าเครื่องถม _______________________________________________________ 10 – 15 ลวดลายของเครื่องถมนคร _______________________________________________________ 16 - 20
1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องถมไทย เครื่องถมจะมีก าเนิดขึ้นในเมืองไทย ในสมัยใดไม่ปรากฎหลักฐานเป็นที่แน่ชัด แต่ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การท าเครื่องถมในกลุ่มประเภททางตะวันตกนั้น กล่าวกันว่าน ามาจากต าราของแรดสิอุส ชาวโรมัน และเท่าที่ ค้นพบเครื่องถมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นของชาวโรมัน ซึ่งประมาณกันว่ามีมาก่อน สร้างกรุงโรม ต่อมาความรู้ในการ ท าเครื่องถมเหล่านั้นได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทย มีผู้ให้ ความเห็นว่าน่าจะมาจากชาวโปรตุเกส คือ พระเจ้า มานุเอลแห่งโปรตุเกส ได้ส่งราชทูตมาเจริญพระราชไมตรี กับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และได้ทรงอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามา ท าการค้าครั้งแรกในพระราชอาณาจักรไทยตามหัวเมืองใหญ่ 4 หัวเมือง คือ นครศรีธรรมราช ปัตตานี ปะริต และกรุงศรีอยุธยา ซึ่งท าให้คนไทยรับเอาขนบประเพณีและศิลปะวิทยาการ หลายอย่างมาจาก ชาวโปรตุเกส โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราชได้รับเอาวิธีการท าเครื่องถมไว้ และต่อมา วิธีการท า เครื่องถมก็ได้แพร่หลายเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จนมีอยู่ครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดเกล้าให้ท าไม้กางเขนถมส่งไปถวายสันตปาปาที่กรุงโรมก็ได้รับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหาช่างถมที่มี ฝีมือเข้ามาท า แสดงว่าเมืองนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางของการท าเครื่องถม ส่วนอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่า ชาวอินเดียซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านศิลปหัตถกรรม เครื่องเงิน ได้เข้ามา ติดต่อค้าขายกับชาวไทยที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ถ่ายทอดวิธีการท าเครื่องถมดังกล่าวนี้ไว้ที่ นครศรีธรรมราช เพราะเมือง นครศรีธรรมราชเป็นเมืองท่าเมืองหนึ่งที่มีชาวมลายู ชาวขวา และชาว อินเดียเข้ามาติดต่อค้าขายเสมอ และเมื่อชาวนครศรีธรรมราช ได้รับความรู้เรื่องเครื่องถมจากชาว อินเดียแล้ววิชาเครื่องถมจึงได้แพร่หลายสู่กรุงศรี อยุธยา การท าเครื่องถมในประเทศไทย ประเทศไทยจะคิดกรรมวิธีท าเครื่องถมขึ้นเอง หรือได้มาจากทางใดแต่เมื่อไรนั้นยังหาหลักฐาน ที่แน่นอน ชัดเจนไม่พบ ได้อนุมานจากหลักฐานที่ระบุเกี่ยวข้องหรือค าบอกเล่าที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งตราขึ้นครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีแห่งหนึ่งกล่าวว่า “ขุนนางศักดินา 10000 กินเมือง กินเจียดเงินถมยา ด ารองตะลุม” จึงท าให้คิดวา เครื่องถมต านี้เป็นของไทยเราคิดท าได้ ตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือระหว่าง ปี พ.ศ. 1991-2031 ต่อมาในสมัยพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ก็มีหลักฐานยืนยันว่าได้โปรดรับสั่งให้ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาชางถม ชาวเมืองนครศรีธรรมราชที่มีฝีมือเข้าท าเครื่องถมส่งไปบรรณาการแต่พระ เจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศ ฝรั่งเศสเป็นเครื่องถมด าลายอรหันต์ ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุของฝรั่งว่า เจ้าพระยา วิชาเยนทร์เป็น ผู้ออกแบบ และในรัชกาลนี้ได้สงทูตตานุสยาม ไปถวายบรรณาการ คือ กางเขนถม ฝีมือช่างชาว
2 นคร พร้อมด้วยพระราชสาส์นต่อ โปป ณ กรุงโรม และในการเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์น “ราชทูตเชิญพาน แว่น ฟ้า ทองค ารับราชสาส์น ราชสาส์น ม้วนบรรจงไว้ในผอบทองค าลงยาราชาวดีอย่างใหญ่ลงผอบนั้น ตั้งอยู่ในหีบถม ตะ ทอง หีบถมตะทองตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าทองค า อุปทูตเชิญเครื่องมงคลราช บรรณาการ...ตรีทูตเชิญของถวาย (ของ) เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีถุงเข็มขาบพื้นเขียวหุ้ม 1 ถุง เมื่อ ท่านโกศาปานผู้เป็นราชทูตไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้น บาทหลวงเดอวิเซบันทึกไว้ว่า “ที่โรงเรียน ช่างทองนั้น ท่านราชทูตก็เข้าไปดูบ้างเหมือนกัน แต่ดูอยู่ไม่นาน เพราะการช่างทองท่านเข้าใจดิบดีมาแต่กรุงสยามเสียแล้ว” ความหมายของเครื่องถมนคร เครื่องถมนคร หมายถึง "เครื่องถม" หรือมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ถมนคร” ในอดีตใช้เป็นเครื่องราชูปโภค ของกษัตริย์หรือเป็นเครื่องยศของขุนนางชั้นสูง ทั้งยังใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการส าหรับกษัตริย์ประเทศต่าง ๆ รูปแบบภาชนะหรือเครื่องประดับท าโดยใช้ผงยาถมผสมน ้าประสานทองถมลงบนลวดลายที่แกะสลักบนภาชนะ หรือเครื่องประดับนั้น แล้วขัดผิวให้เป็นเงางาม ว่า เครื่องถม หรือ ถม เช่นถมนคร ถมทอง ถมเงิน ประวัติความเป็นมาของเครื่องถมนคร ประวัติศาสตร์ของวิชาการท าเครื่องถมที่ชาวนครศรีธรรมราชได้รับมรดกจากฝรั่งชาวโปรตุเกส ผู้มา ค้าขายกับชาวไทยในสมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้ถ่ายทอดการท าเครื่องถมให้กับชาว นครศรีธรรมราช และชาวนครศรีธรรมราชถ่ายทอดวิชานี้จากรุ่นต่อรุ่นมาตลอด เจ้าพระยานครศรีธรรมราชทุกยุค ทุกสมัย ให้เอาใจใช่ทะนุบ ารุงให้มีการท าเครื่องถม ส านักของตนและจัดท าเครื่องถม ไปถวายพระมหากษัตริย์ใน สมัยรัตนโกสินทร์มาตลอดจนถึงรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประวัติก าเนิดเครื่องถมครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 คือ ในราว พ.ศ.2061 พระองค์ให้ทรงอนุญาตให้ชาวโปรตุเกส ฝรั่งชาติแรกเข้ามาตั้งท าการค้าขายในราชอาณาจักรไทย 4 หัว เมืองด้วยกัน คือ กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด ชาวโปรตุเกสไปอยู่ ณ ที่ใด ก็น าเอาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ของตนไปเผยแพร่ ณ ที่นั้นด้วย โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นแหล่งท า การค้าขายแห่งหนึ่งของชาวโปรตุเกส ชาวนครศรีธรรมราช ได้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของโปรตุเกส หลายอย่าง เช่น การติดตลาดนัด การชนวัว ซึ่งมีสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนในทางศิลปหัตถกรรมนั้น ชาว โปรตุเกสได้ถ่ายทอดวิชาการท าเครื่องถมให้เป็นมรดกแก่ ชาวเมืองนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่ครั้งนั้น เมือง นครศรีธรรมราชได้รับวิชาการท าเครื่องถมจากชาวโปรตุเกสแล้วก็ได้ดัดแปลงแก้ใขในเรื่องรูปพรรณและลวดลาย ตามอุดมคติของศิลปกรรมไทยทุกประการ ในไม่ช้าเครื่องถมก็ได้รับความนิยม แพร่หลายมากขึ้นตามล าดับเจ้า เมืองนครศรีธรรมราชทุกยุคทุกสมัยก็ได้เอาใจใส่ทะนุบ ารุงและจัดให้มีการถ่ายทอดวิชานี้ กันตลอดมา จนเป็น
3 ศิลปหัตถกรรมประจ าท้องถิ่นของเมืองนครศรีธรรมราช ในที่สุดเครื่องถมของเมืองนครศรีธรรมราช ก็ได้เเพร่หลาย มากขึ้นตามล าดับ เข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดมีรับสั่งให้เจ้าเมือง นครศรีธรรมราชจัดหาช่างที่มีฝีมือเข้ามาท าไม้กางเขนถมส่งไปถวายสันตะปาปาที่กรุงโรม ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติ ของเครื่องถมฝีมือของเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏว่าเครื่องถมที่ท าจาก นครศรีธรรมราชได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ในราชส านักของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352- 2367) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411) พระองค์ได้ส่งเครื่องราชบรรณนาการไป ถวายแก่พระนางวิกตอเรีย แห่งกรุงอังกฤษและหลอดการ์เชนตอน เสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งผู้มี บรรดาศักดิ์ในราชส านักอังกฤษ ในบรรดาของถวายและของพระราชทานเหล่านี้ ปรากฏว่ามี เครื่องถมอยู่เป็น จ านวนมาก การที่เครื่องถมได้แพร่หลาย มีผู้คิดท าขึ้นในกรุงเทพฯ เล่ากันว่าเนื่องจากชาวเมืองนครศรีธรรมราชเป็น ช่างเครื่องถมที่มีฝีมือเป็นอย่างดีและประกวดประชันกันเองจนรูปพรรณและลวดลายสวยงามถึงขั้นสุดยอดครู ประหนึ่งเป็นฝีมือของคนเดียวกัน น้ ายาถมก็ด าสนิท เนื้อแน่นมีมันเป็นเงา สวดลายงดงามวิจิตรบรรจง จนเป็นที่ สังเกตุกันอย่างหนึ่งว่าถ้าเป็น ของที่ท ามาจากนครศรีธรรมราชแล้ว ต้องมีรูปพรรณลวดลายและยาด าเป็นอย่าง นั้นๆ ทุกอย่างไป และยกย่องความดีของ เครื่องถมที่ท าไปจากเมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นเมืองก าเนิดเครื่องถม ว่า “ถมนคร” ติดปากมาจนทุกวันนี้ ในครั้งนั้นชาวกรุงเทพที่มีจิตใจรักในทางช่างอยู่บ้างจึงต่างกันคิดอ่านท าเครื่อง ถมไว้ใช้สอยบ้าง ผู้อื่นได้เห็นการใช้เครื่องถมเป็นของดีก็พลอยชอบใช้ขึ้นบ้าง แล้วก็ได้ซื้อขายกันไปทั่วพระ ราชอาณาจักร เมื่อได้อาศัยเหตุเช่นนี้ ช่างเครื่องถมในกรุงเทพฯ ต่าง รวบรวมกันอยู่เป็นหมวดหมู่ ตั้งท าเครื่องถม เป็นทางหาเลี้ยงชีพ อยู่ในบ้านพาน (บ้านพานถม) นั้นตลอดมาแต่เดิมจนทุกวันนี้ แต่เครื่องถมที่ท าอยู่ในกรุงเทพฯ ครั้งนั้นน้ ายาถมมีสีด าเหมือนสีถ่าน ไม่มีมันเป็นเงาและตามุดพรุนไปหมด มักท าเป็น ลายใบเทศ ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.2433 พระยาเพชรปราณีเจ้ากรมอ าเภอกระทรวง นครบาล ได้ เอื้อเฟื้อขอค าราท าน้ ายาถมจากช่างนครศรีธรรมราช ให้กับท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (เมื่อครั้งยังเป็นพระยา ไพศาลศิลปะศาสตร์) เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้รับต าราท าน้ ายาถมแล้ว จึงเรียกนายหยุย ช่างถมบ้านพาน ถม ภายหลังได้เป็นขุนประณีตถมการ) ให้เข้ามารับราชการเป็นครูช่างถมในโรงเรียนเพาะช่าง (ครั้งนั้นยังมีชื่อว่า โรงเรียนช่าง หัตถกรรม) และให้มาปรับปรุงท าน้ํายาถมตามต าราของเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่นั้นมา ส่วนเมือง นครศรีธรรมราช ซึ่ง เป็นเมืองก าเนิดเครื่องถมไทย ก็ยังคงประกอบอาชีพในการท าเครื่องถม ถ่ายทอดวิชาท า เครื่องถมกันเองอยู่ตลอดมา ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2456 พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราชเจ้าคณะ มณฑล ในสมัยนั้นมองเห็นความส าคัญของ ศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองแขนงนี้ จึงเป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนช่างถมขึ้นเป็น ครั้งแรก โดยใช้ทุนส่วนตัว ต่อมาใน พ.ศ.2459 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้รับช่วงโอนเข้าไปในสังกัด
4 กระทรวงศึกษาธิการ จึงนับได้ว่าเป็นโรงเรียนอาชีพศิลปหัตถกรรม แห่งที่ 2 ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีชื่อว่า วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เดิมชื่อว่า “โรงเรียนช่างถม” ได้เปิดสอนวิชาการท าเครื่องถมมา ตลอดเป็นเวลา 100 ปี และเป็นวิทยาลัยแห่งเดียวในภาคใต้ ที่เปิดสอนวิชาเครื่องถม ที่วัดท่าโพธิ์ ต าบลท่าวัง อ าเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธชเถร เปรียญ) เจ้าอาวาสวัดท่า โพธิ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนช่างถม โดยท่านได้มองเห็นความส าคัญ ของวิชาช่างถมในสมัยนั้นว่า หากไม่คิดจัดตั้งโรงเรียนวิชาประเภทนี้ขึ้น ต่อไปภายหน้าศิลปะประเภทนี้อาจจะสูญ หายไปจากเมืองนครศรีธรรมราช ในการด าเนินการนั้นท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธชเถร เปรียญ) เป็นผู้ อุปถัมภ์มาโดยตลอด ได้จ้างครูมาท าการสอนโดยบริจาคเงิน (นิตยภัต) ของท่านเป็นเงินเดือนครู ต่อมาโรงเรียนช่าง ถมได้ย้ายสถานที่ และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนหลายครั้งด้วยกัน จนกลายมาเป็นวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมในปัจจุบัน บุคคลส าคัญและช่างท าเครื่องถมที่มีชื่อเสียง 1. พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ โปรด ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจัดหาช่างผู้มีฝีมือท าเครื่องถม ท าเป็นไม้กางเขนถม ส่งไปถวายสันตะปาปาที่ กรุงโรม นับเป็นเกียรติประวัติของช่างท าเครื่องถมชาวนครศรีธรรมราช พระมหากษัตริย์จัดให้มีช่างในราชส านัก จัดท า เครื่องประกอบยศ พระราชทานในการแต่งตั้งพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สมเด็จเจ้าพระยากินเมือง ต าแหน่ง ส าคัญต่างๆ พระราชทานเป็นเครื่องประกอบยศหลายๆ ชนิด ในเครื่องประกอบยศเหล่านั้นจะมีเครื่องถมเป็นของ ใช้เป็นเครื่อง ถม เช่น ถมเงินกาไหล่ทอง ถมทอง เครื่องใช้ลงยาราชวดี เป็นต้น ทุกๆ สมัยในกรุงศรีอยุธยา กรุง รัตนโกสินทร์ ตอนต้นรัชกาลที่ 1-5 2. เจ้าพระยานครทุกสมัยต่างก็มีช่างท าเครื่องถมประจ าส านักกวดขันเรื่องของรูปทรง ลวดลาย สวยงาม น้ ายาถมสีด า ผิวด าสนิท ผิวเป็นเงาแวววาว ผู้ที่นิยมเครื่องถมต้องเลือกใช้เครื่องถมนครเท่านั้น รัชกาลที่ 2 สมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาภัย รัชกาลที่ 3 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สั่ง ให้ เจ้าพระยานครท าเครื่องถมจัดเครื่องใช้คานหามยานพาหนะเป็นเครื่องประกอบยศ เครื่องใช้ส าหรับ พระมหากษัตริย์ ใช้ประจ าพระที่นั่งต่างๆ
5 พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) 3. พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) ได้เห็นความส าคัญของอาชีพของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบอาชีพท า เครื่องถม ซึ่งท ากันมาตั้งแต่ในอดีตสมัยอยุธยา ซึ่งชาวนคร ได้รับถ่ายทอดการท าเครื่องถมจากฝรั่งชาวโปรตุเกสเข้า มาติดต่อ ค้าขายกับชาวไทย อยุธยาและชาวนครศรีธรรมราชจนเป็นอาชีพที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ ท่านเจ้าคุณ เกรงว่าอาชีพ การท าเครื่องถมจะสูญหายไปจากเมืองนคร จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสอนการท าเครื่องถมขึ้นใน พ.ศ. 2456 ชื่อว่า โรงเรียนช่างถม และโรงเรียนนี้ได้สอนวิชาการท าเครื่องถมติดต่อกันมาตลอด ไม่ว่าโรงเรียนแห่งนี้จะ เปลี่ยนชื่อโรงเรียนอะไร ปัจจุบัน คือ วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช มีแผนกศิลปหัตถกรรมสอนวิชาการ ท า เครื่องถมเหมือนครั้งอดีต และพัฒนาการสอน พัฒนาหลักสูตร เครื่องมือเครื่องใช้ ให้ทันสมัยมากตลอดตามยุค ตามสมัย 4. นายจงรักษ์ มณีสุข ครูใหญ่โรงเรียนศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ได้น าผลิตภัณฑ์เครื่องถมไปจัด แสดงในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดชได้เสด็จพระราชด าเนินทอดพระเนตร ณ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนและทรงได้พบเห็นผลิตภัณฑ์ เครื่องถมเมืองนคร จึงได้ตรัสไว้ว่า “จงรักษาศิลปะของชาติอันนี้ไว้ให้ดี” เป็นพระราชด ารัสที่ได้ถูกจารึกโดดเด่น เป็นสง่าไว้ที่หน้าโรงงานเครื่องถม แผนกวิชาศิลปหัตถกรรม วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสิ่ง เตือนใจเหล่าศิษย์ศิลปหัตถกรรมรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้ตระหนักในบทบาทและหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์สืบทอด ศิลปะอันล้ าค่าของชาติด้านการท าเครื่องถมหรือเรียกว่า “ถมนคร” ให้ด ารงอยู่คู่บ้านคู่เมืองสืบไป
6 นายเห้ง โสภาพงศ์ 5. นายเห้ง โสภาพงศ์ ได้สร้างผลงานด้วยความประณีตและพัฒนาอยู่เสมอ พร้อมที่จะเผยแพร่และ ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ศิษย์และผู้สนใจตลอดเวลา ซึ่งสมควรยกย่องไว้ในฐานะศิลปินแห่งชาติ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงได้ประกาศยกย่องให้นายเห้ง โสภาพงศ์ เป็นศิลปินพื้นบ้านดีเด่น ประจ าปี 2529 สาขาเครื่องถม เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2529 ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 คณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติก็ได้ยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ ประจ าปี 2529 สาขาทัศนศิลป์ (เครื่องถม) เข้ารับ พระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
7 นายนิคม นกอักษร 6. นายนิคม นกอักษร อดีตรับราชการครู วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ก่อนและหลัง เกษียณอายุราชการได้เปิดศูนย์เรียนรู้หัตถศิลป์ไทยและชมรมผู้ผลิตเครื่องถมนคร “นครหัตถกรรม” เพื่อสร้างคน รุ่นใหม่ สืบทอดงานเครื่องเงิน-เครื่องถม ปัจจุบันยังคงจัดอบรมอาชีพหัตถศิลป์ให้กับสถาบันการศึกษาและโรงเรียน ต่าง ๆ ทั้งจากภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ผลงานส าคัญ - งานประติมากรรมเสาสัญญาณไฟแดง รูปช้าง สี่แยกเทศบาลนคร จังหวัดกระบี่ (ปั้นหล่อซีเมนต์) - ประติมากรรมนูนสูงลอยตัว รูปนก จังหวัดนราธิวาส อ าเภอแว้ง ชายแดนไทยมาเลเซีย - กรอบพระถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี - สร้อยนโมถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
8 รูปแบบของเครื่องถม เครื่องถมเป็นงานหัตถกรรมซึ่งจัดอยู่ในงานศิลปกรรม ประเภทประณีตศิลป์ มีการท าที่ สลับซับซ้อนอย่าง มาก ผู้เป็นช่างต้องอาศัยความพยายาม ความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะช่าง แต่ละช่าง เป็นอย่างมาก ซึ่งจะได้ เครื่องถมที่ดีมีคุณภาพสมกับเป็นศิลปหัตถกรรมประจ าชาติ เครื่องถมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตาม ลักษณะของสีผิวและวัสดุที่น ามาใช้ ดังนี้ 1. เครื่องถมชนิด ถมเงินหรือถมด า 2. เครื่องถมชนิดถมทอง 3. เครื่องถมชนิดตะทอง เครื่องถมทั้ง 3 ชนิด นี้ มีวิธีการท าล าดับขั้นตอนที่เหมือนกันในเบื้องต้น คือ ท าการขึ้นรูปสลักลวดลาย และ ลงยาถมตามล าดับ เครื่องถมเงินหรือถมด า 1. เครื่องถมเงิน เป็นถมที่เก่าแก่ที่สุดตามความนิยม ถมที่ดีต้องมีสีด าสนิท ไม่มี "ตามด" (ตามดคือ จุดขาว บนสีด า) ถมเป็นกรรมวิธีในการผสมของโลหะสามอย่างเข้าด้วยกัน คือ เงิน ตะกั่ว และทองแดง น ามาป่น จนเป็น ผงละเอียด เพื่อโรยลงบนพื้นแผ่นเงิน ที่ขูดร่องหรือตอกเป็นลวดลายไว้แล้ว การที่จะให้ผงถมเกาะแน่นอยู่ที่การ เหยียบพื้น (คือ การแกะหรือตอกร่องลงบนเนื้อเงินที่เป็นพื้นของลายที่ตอก) ถ้าเหยียบพื้นให้มีรอยขรุขระมาก เท่าใด ผงถมก็เกาะได้มากเท่านั้น
9 การถมพื้นนั้น เริ่มด้วยการโปรยผงถม ลงในช่องพื้นที่สลักหรือตอกลายเหยียบพื้น เมื่อเต็มพื้นแล้ว น าไป อบ จนผงถมละลายทั่วหุ่น หลังจากนั้นจึงขัดให้เนื้อสม่ าเสมอกัน จนเห็นลายเด่นชัดบนพื้นสีด า ต้องอาศัยความ ช านาญในการเขียน และการแลลาย การแลลาย หมายถึง การ ต้องแลเป็นเส้นเล็กๆ ตามลวดลายที่สลักดุน เพื่อให้ เกิดความวาว ดูแล้วเหมือนเคลื่อนไหวได้ ถมเมืองนครผลิตและสลักด้วยมือ นครศรีธรรมราชยังได้ชื่อว่า มีฝีมือใน การท าถมด า เครื่องถมทอง 2. เครื่องถมทองคือ ถมด าแต่แตกต่าง ที่ลวดลาย คือ ลายสีเงินได้เปลี่ยนเป็นสีทอง ช่างถมจะเปียกหรือ ละลายทองค าให้เหลวเป็นน้ า โดยใส่ทองแท่งลงในปรอท ปรอทจะละลายทองแท่งให้เป็นน้ า ช่างถมจะชุบน้ าทอง ผสมปรอทด้วยพู่กัน เขียนทับลงบนลวดลายสีเงิน การเขียนน้ าทองละลายปรอทนี้ จะต้องใช้ความประณีตเป็นอย่างมาก ต้องเขียนทับลงบนเส้นเงินเท่านั้น เมื่อเขียนเสร็จแล้ว จะใช้ความร้อนไล่ปรอทออกจากทอง ทองก็จะติดแน่นอยู่ บนพื้นที่เขียนน้ าทองนั้น ถมทองมี ความงามตรง ที่เป็นสีทอง ลวดลายกระจ่างเด่นชัด ทองที่ทาทับ ก็จะมีความคงทนนับร้อยปี
10 เครื่องถมตะทอง 3. เครื่องถมตะทอง เป็นศัพท์ของช่างถม หมายถึง วิธีการระบายทองค า ละลายปรอท หรือแต้มทองเป็น แห่งๆ เฉพาะที่ มิใช่ระบาย จนเต็มเนื้อที่อย่างเดียวกับการท าถมทอง โดยเอาทองค าแท้ๆ ใส่ลงในปรอท ทอง ละลายอยู่ในน้ าปรอท เมื่อเอาน้ าปรอท ที่มีทองค าละลายปนอยู่ ไปแต้มตามแห่งที่ต้องการให้เป็นสีทองนั้น ในขั้น แรกปรอท จะยังคงอยู่ เมื่อไล่ด้วยความร้อนปรอทจะหนี ทองก็จะติดแน่นอยู่บนต าแหน่งหรือลายที่แต้ม ทองนั้น การแต้มทองหรือระบายทองในที่บาง แห่งของถมด า เป็นการเน้นจุดเด่น หรือต้องการ แสดงอวดภาพหรือลาย เด่นๆ ฉะนั้นเครื่องถม ตะทองจึงเป็นของที่หายากกว่าถมเงินหรือถมทอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความนิยมในถมตะ ทอง มากกว่าถมทอง กรรมวิธีในการท าเครื่องถม กรรมวิธีการท าเครื่องถมไทยในปัจจุบันมีกรรมวิธีท าสองวิธี คือ 1. วิธีท าแบบโบราณ ท าด้วยมือล้วน 2. วิธีท าแบบสมัยใหม่ใช้เครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ช่วย ขั้นแรก การท าน้ ายาถม ส าหรับน้ ายาถม มีวิธีท าคือ ขั้นแรกช่างถมจะต้องหลอมน้ ายา หรือที่ช่างถมเรียกกันว่า "กุม น้ ายา" ขึ้น ก่อน ตัวยาถมมีส่วนผสมของโลหะ 3 ชนิด คือ ทองแดงบริสุทธิ์ 1 ตะกั่วอย่างดี 1 และเงินแท้อีก 1 น าโลหะทั้ง 3 อย่างมาผสมกันตามส่วน ใส่ในเบ้าหม้อที่มีฝาปิด ใส่ในเตาสูบ หลอมจนเนื้อโลหะผสมเข้ากันดี คือ ละลายเข้าเป็น เนื้อเดียวกัน ใช้ความร้อนประมาณ 3 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง อัตราส่วนผสม และเวลาที่หลอม ของช่างแต่ละคน จะแตกต่างไปตามสูตรลับ ที่เป็นมรดกตกทอด หรือได้จากต าราโบราณที่จะต้องตีความหมายเอา เอง เช่น "วัว 5 ม้า 6 บริสุทธิ์ 4 ผสมกันแล้วซัดด้วยก ามะถัน ได้ยาถมแล" เมื่อใช้เวลาหลอมพอสมควร แล้วเปิดฝา เบ้า ซัดด้วยน้ าก ามะถันเหลือง จนเห็นว่าน้ ายาขึ้นสีด าใส มีคุณสมบัติพิเศษ ไม่มีฟอง ไม่มีฝ้า แล้วจึงเทลงในเบ้า
11 จาน ทิ้งไว้จนแห้ง รอการน าไปถมต่อไป ยาถมมีลักษณะแข็งสีด าเป็นนิลขึ้นเงามันเคลือบสีน้ าเงินอ่อนๆ เนื้อคล้าย โลหะชนิดหนึ่ง แต่ทุบบดให้ละเอียดเป็นผงได้ ท าเป็นแท่งๆ ไว้ ตามแท่งมีร่องยาวๆ ไม่ขาดตอน จึงนับว่าเป็นยาถม ที่ดี มีจุดหลอมต่ ากว่าจุดหลอมตัวของเงินหรือทองแท่ง ยาถมนี้เมื่อเวลาจะใช้ต้องน ามาบดทุบให้ละเอียดก่อน แล้ว คลุกด้วยน้ าประสานทอง จนเป็นน้ ายาถมส าหรับน าไปลงถม ขั้นที่ 2 การท ารูปพรรณ การท ารูปพรรณ คือ การน าแผ่นเงินมาท าเป็นรูปร่างตามต้องการ อาจเป็นภาชนะ เช่น ขันน้ า พานใส่ของ หรือเครื่องประดับ เช่น ก าไล เข็มกลัด ทรวดทรงจะงดงามเพียงไร อยู่ที่ฝีมือของช่างผู้ออกแบบให้เป็นรูปร่าง อย่างไร ขั้นที่ 3 การแกะสลักลวดลาย 1. การแกะสลักลวดลาย เริ่มด้วยการใช้หมึกจีนเขียนลวดลายลงบนพื้นเงิน แล้วแกะสลักเป็นลวดลาย ต่างๆ ให้อ่อนช้อยงดงาม 2. การท าถม ได้แก่ การลงยาถมลงไปบนพื้นที่เป็นร่องหรือราบต่ า สีด ามันของยาถมที่ข้น ท าให้ลวดลาย เด่นงามตระการตา มีรายละเอียดที่ช่างถมนครศรีธรรมราช ยึดถือปฏิบัติดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นผสมโลหะที่จะใช้เป็นพื้นภาชนะ ชั่งเงิน 65 ส่วน ทองแดง 5 ส่วน ส าหรับหลอมเป็นโลหะผสม ท าเครื่องถม ขั้นที่ 2 ขั้นหลอมโลหะ ถ้าเป็นงานขนาดเล็กๆ จะใช้จอกหลอม ถ้าเป็นงานขนาดใหญ่ ที่โลหะมีน้ าหนัก ตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป จะใช้เบ้าหลอม ใช้เตาถ่าน หรือใช้เตาไฟฟ้าก็ได้ แต่เตาไฟฟ้าหลอมได้สะดวกกว่า การหลอม จะดีหรือใช้ได้เพียงใดนั้น ใช้วิธีการสังเกตสีของโลหะว่า ละลายผสมเข้ากันดีหรือไม่ ในการหลอมต้องใช้น้ าประสาน ทองใส่ผสมลงไปในขณะหลอมด้วย และใช้ถ่านไฟคนหรือกวน ถ้าโลหะผสมกันดีแล้ว จะเป็นสีม่วง และผิวเรียบ เกลี้ยงเป็นเงามัน แล้วเทลงราง ออกรูปเป็นแผ่นเงิน ขั้นที่ 3 ขั้นขึ้นรูป การท าโลหะให้เป็นแผ่น ใช้พะเนิน (ค้อนใหญ่) หรือค้อน ทุบแผ่ด้วยแรงคน แล้วน าแผ่น เงินมาดัดหรือตีแผ่ให้เป็นรูปภาชนะต่างๆ หรือรูปพรรณต่างๆ ตามที่ต้องการ ให้มีความหนาพอสมควร ในขั้นนี้ต้อง ใช้เวลานานมากกว่าขั้นอื่นๆ เพราะโลหะแข็งมาก และใช้มือท าตลอด เครื่องถมนครแท้ จะไม่ใช้เครื่องจักรช่วยเลย ขั้นที่ 4 ขั้นเขียนลาย เมื่อสร้างรูปพรรณต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็เขียนลวดลายตามต้องการลงไปบนภาชนะ หรือรูปพรรณนั้นๆ (ด้วยหมึกพิเศษ หรือหมึกจีน) หลักการเขียนลวดลายนั้น ใช้วิธีแบ่งส่วนทั้งซ้ายและขวาให้เท่าๆ
12 กัน โดยใช้วงเวียนแบ่งเส้น แบ่งช่วง และแบ่งครึ่ง เขียนไปเรื่อยๆ เช่น แบ่ง 1 เป็น 2, แบ่ง 2 เป็น 4, แบ่ง 4 เป็น 8 ฯลฯ จนได้ลวดลายละเอียดตามความเหมาะสม ขั้นที่ 5 ขั้นแกะสลักลาย ก่อนแกะสลักลาย ช่างจะท าความสะอาด และแต่งผิวรูปพรรณให้เรียบ แล้วใช้สิ่ว แบบต่างๆ สลักลวดลายด้วยมือ ตอกเป็นรอยลึกลงไปตามลวดลายที่เขียนไว้ โดยไม่ให้ผิวโลหะหลุดออกเป็นชิ้น และสลักให้มีรอยนูนดุนออกไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนที่สลักลวดลายนี้ เป็นพื้นที่ที่จะถูกเคลือบด้วยยาถมต่อไปจนเต็ม ขั้นที่ 6 ขั้นเก็บผิวรูปพรรณ ในขั้นสลัก รูปทรง และผิวรูปพรรณ อาจจะมีต าหนิบ้าง เมื่อสลักเสร็จจึงต้อง แต่งผิวให้เรียบร้อย แต่งทรงรูปพรรณให้ได้ศูนย์หรือสมดุลเหมือนเดิม จากนั้นก็ท าความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง โดยขัด ด้วยกรดอ่อนๆ ใช้กรดผสมกับน้ า อัตราส่วน 1:4 ต้องขัดส่วนที่จะลงยาถมให้สะอาดเป็นพิเศษ ขัดจนขาวเป็นเงา มัน ไม่มีคราบสีน้ าตาลเจือปนอยู่เลย ขั้นที่ 7 ขั้นลงถม ต้องใช้น้ ายาถมที่เตรียมไว้แล้ว ละลายตัวด้วยความร้อนสูงพอสมควร โดยให้สังเกตว่า น้ ายาถมนั้น มีลักษณะเกือบแดง แล้วใช้น้ ายาถมที่ละลายแล้วนั้น แปะลงไปบนร่องลวดลายที่แกะสลักไว้ น้ ายาถม จะ "แล่น" (วิ่ง) หรือไหลไปตามร่องนั้น จนทั่ว โดยการใช้ไฟ "เป่า แล่น" การลงถมที่ดีนั้น ไม่ได้ลงครั้งเดียว ต้องลง ถมถึง 2-4 ครั้ง ครั้งแรกลงแต่พอประมาณ ขั้นที่ 8 ขั้น ตกแต่งถม เมื่อลงยาถมกระจายเต็มลวดลายทั่วทุกส่วนดีแล้ว ก็ทิ้งรูปพรรณนั้นให้เย็น แต่ห้าม น าไปแช่น้ า เพราะโลหะจะหดตัว และอาจจะแตกได้ หรือถมหลุดออกเป็นชิ้นๆ ได้ เมื่อเย็นดีแล้ว ก็ใช้ตะไบถู หรือ ใช้เหล็กขูด แต่งยาถมที่ไหลเลอะบนส่วนที่ไม่ต้องการให้มียาถม ออกให้หมด แต่งผิวให้เรียบ ด้วยกระดาษทราย จนกระทั่งเห็นลวดลายหรือภาพปรากฏขึ้นชัดเจนดีหมดทุกส่วน และผิวของส่วนถมจะไม่มีรูพรุน หรือจุดที่เรียกว่า "ตา มด" ต้องมีถมอยู่เต็มสนิท ไม่มีช่องที่จะมองเห็นเนื้อโลหะพื้น ซึ่งเรียกว่า "พื้น ขึ้น" ขั้นที่ 9 ขั้นปรับแต่งรูปทรง ในขณะที่ลงยาถมนั้น รูปพรรณ หรือภาชนะ ต้องถูกความร้อนสูงเผาอยู่เป็น เวลานานพอสมควร จนกว่าจะเสร็จจากการลงยาถมแต่ละครั้ง ดังนั้นรูปลักษณะของรูปพรรณอาจบิดเบี้ยว คดงอ ไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้เมื่อเสร็จจากการลงยาถมแล้ว ต้องมีการปรับแต่งรูปใหม่ ให้มีรูปลักษณะคืน สภาพเดิม ขั้นที่ 10 ขั้นขัดผิวและแกะแร เมื่อปรับแต่งรูปแล้ว พื้นผิวยังคงหยาบกร้านและด้าน ต้องขัดผิวด้วย กระดาษทรายละเอียด และถูด้วยถ่านไม้เนื้ออ่อน จนผิวเกลี้ยง ขัดผิวอีกครั้งด้วยฝ้ายและยาขัดโลหะ ถ่านไม้ที่ใช้ถู เป็นถ่านไม้สุก คล้ายถ่านหุงข้าว แต่เนื้ออ่อน ส่วนมากต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ แต่ถ้าไม่มี ช่างจะใช้ถ่านไม้สน แทน เมื่อเกลี้ยงได้ที่แล้ว ก็ขัดผิวทั่วไปทั้งหมดด้วยเครื่องขัด และยาขัดโลหะอีกครั้งหนึ่ง แล้วล้างให้สะอาด เช็ดให้ แห้ง
13 หลังจากนั้นถึงขั้นการแกะแรลวดลาย หรือการแรเงาตกแต่งลวดลายให้สวยงาม เพราะลวดลายที่ปรากฏ ในขั้นที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นเพียงภาพโครงสร้างภายนอกเท่านั้น เป็นภาพที่หยาบๆ ไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีรายละเอียด ส่วนอื่นๆ ไม่มีเส้นตัดภายใน ให้เป็นลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม จึงต้องเป็นงานฝีมือของ "ช่าง แกะแร" ท าหน้าที่ สลักหรือแกะแรส่วนละเอียดของภาพต่างๆ ให้ปรากฏชัดเจนขึ้น ลวดลายจะอ่อนช้อยงดงามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความ ช านาญ และความประณีตของช่างประเภทนี้โดยเฉพาะ ขั้นที่ 11 ขั้นขัดเงา หลังจากแกะแรแล้ว จึงน ารูปพรรณถมเข้าเครื่องขัด ด้วยยาขัดอย่างละเอียด แล้วล้าง ให้สะอาดเช็ดด้วยผ้านุ่มๆ ท าความสะอาดให้เป็นเงางาม ด้วยฝ้ายขัดเครื่องถม ด้วยยาขัดเงา ขัดด้วยมือ ก็ถือว่า ส าเร็จเรียบร้อย ทุกขั้นตอนต่างๆ ของการท าถม ล้วนแต่มีความส าคัญในตัวเองทั้งสิ้น หากช่างถมท าขั้นใดขั้นหนึ่งบกพร่อง เสียแล้ว ถมนั้นก็ยากจะดีได้ ทุกขั้นตอนจึงต้องท าอย่างละเอียด ประณีต ใช้ฝีมือสูง เช่น การลงถม เป็นหัวใจของการท าถม พื้นถม ต้องเรียบเป็นเนื้อเดียวกับเงิน ไม่มีรูตามด และไม่โหว่จนพื้นขึ้น การขัดผิว ถูด้วยถ่านนั้น ก็ต้องใช้ถ่านชนิดพิเศษ ที่สั่งจากต่างประเทศ หรือถ้าไม่มี ก็ต้องใช้ถ่านไม้สน ส่วนการแกะแรนั้น เป็นศิลปะสุดยอดของถมไทย ที่ไม่มีที่ใดเหมือน ภาพจะมีชีวิต ลวดลายจะพลิ้ว สวยงามยามเคลื่อนไหวหรือไม่ ย่อมอยู่ที่ความช านาญ และประณีตบรรจงของบรรดาช่างประเภทนี้ เครื่องถมที่ดีเป็นที่นิยมสะสมกันทุกวันนี้ ต้องผลิตด้วยกระบวนการแบบเก่า อาจใช้เทคนิคสมัยใหม่บ้าง เพียงเล็กน้อย แต่กรรมวิธีสมัยใหม่ เช่น การหล่อหรือพิมพ์รูป โดยใช้เครื่องปั๊มกด การใช้เครื่องรีดแทนใช้พะเนิน หรือค้อนทุบเป็นแผ่น ถือว่า ไม่เป็นงานหัตถกรรม แต่จะนับเป็นอุตสาหกรรมศิลป์ ซึ่งจะผลิตให้ได้จ านวนมาก โดย มีรูปแบบ และลวดลายเดียวกัน เพื่อการจ าหน่ายในตลาดที่กว้างกว่าสมัยโบราณ กรรมวิธีการท าเครื่องถมไทยดังกล่าวมานี้ ใช้ส าหรับถมเงิน และถมทอง ถ้าเป็นถมเงิน รูปพรรณก็เป็น โลหะเงิน ถ้าเป็นถมทอง รูปพรรณก็เป็นโลหะทองค า การใช้ทองค านี้ จะท าให้เครื่องถมมีราคาแพงมาก ไม่ค่อย นิยมท ากัน จึงหาวิธีการท าถมทองด้วยวิธีอื่น คือ ท าอย่างไรจึงจะให้ลวดลาย ซึ่งเป็นสีเงินนั้น เป็นสีทองได้ วิธีที่ใช้ กันมาแต่เก่าก่อนก็คือ ใช้วิธี เปียกทอง ทาทับลงไปบนเส้นเงิน เพื่อประหยัดเนื้อทองค าให้น้อยลง วิธีนี้การช่างถม เรียกว่า "ตะ ทอง"
14 เครื่องถมที่ท าโดยวิธีที่เรียกว่า "ถม ตะทอง" มีวิธีท าดังนี้ 1. การเตรียมวัตถุถมตะทอง ใช้วัตถุเงิน ซึ่งขัดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่แกะแร เตรียมเฉพาะถึงขั้นตอนท าความสะอาดผิวตาม กระบวนการของถมเงิน 2. การเตรียมเนื้อทอง (ทองเปียก) ใช้ทองค าบริสุทธิ์อย่างน้อย ๙๙% กะจ านวนที่จะใช้แต่ละครั้งให้พอดี รีดหรือทุบให้บางที่สุด เท่าที่จะท า ได้ หั่นให้เป็นฝอยละเอียด แล้วเอาเข้าเครื่องบดจนเกือบเป็นผงทราย ล้างให้สะอาด เทปรอทบริสุทธิ์ลงไป คลุกเคล้ากับผงทองนี้ในครกหินที่ได้เตรียมไว้ บดกวน จนผงทองกับปรอทละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าได้ที่ดีแล้ว จะ มีลักษณะข้น และเหนียว ซึ่งเรียกว่า "ทอง เปียก" เก็บไว้ใช้ในขั้นต่อไป 3. การทาทองหรือตะทอง น าผลิตภัณฑ์ถมเงินที่เตรียมไว้ในข้อ ๑ มาเช็ดถูให้สะอาด ด้วยน้ ามะกรูด หรือมะนาว ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ขจัดไขมัน และไฝฝ้าต่างๆ บนผิวเงินให้หมดไป เพราะถ้ามีไขมัน หรือไฝฝ้าสกปรกแล้ว เนื้อทองและปรอทจะจับผิว เงินไม่สะดวก ต่อไปใช้ส าลีชุบทองเปียกที่เตรียมไว้ ถูทาวัตถุถมเงินนั้น เฉพาะที่ตรงเป็นเส้นเงิน หรือภาพเงินให้ทั่ว แล้วน าวัตถุนั้น ไปตากแดด หรืออบความร้อนอ่อนๆ บนเตาผิง ทิ้งไว้ประมาณ ๖ ชั่วโมง ปรอทซึ่งละลายปนกับเนื้อ ทองนั้น เมื่อถูกความร้อน ก็ระเหยกลายเป็นไอไปทีละน้อย แล้วก็จะเหลือแต่เนื้อทองจับติดแผ่นบนผิวเงินนั้นอย่าง เดียว ท าอยู่เช่นนี้ประมาณ ๓-๔ ครั้ง ครั้งสุดท้ายอบให้ได้ความร้อนสูงกว่าเดิม จนรูปพรรณถมนั้นร้อนจัด (ระวัง อย่าให้ร้อนจนเนื้อถมละลาย) เมื่อปรอทระเหยออกหมด เหลือแต่เนื้อทองเคลือบติดแน่นกับเนื้อเงิน ก็เป็นอันเสร็จ ได้เป็นวัตถุถมตะทอง ทางช่างเรียกว่า "การ รมทอง" มองดูเหมือนกับท าด้วยทองค าบริสุทธิ์ จากนั้นก็น าไปขัดเงา ฟอกผิวด้วยน้ ายาชักเงา เพื่อให้ผิวทองเกลี้ยงและสุกใสขึ้น ถ้าทาทองบนพื้น ที่เป็นเงินทั้งหมด เรียกว่า ถมทอง ถ้า แตะทองเพียงบางส่วนเรียกว่า ถมตะทอง 4. การสลักหรือเพลาลอย วัตถุถมทอง หรือถมตะทองดังกล่าวมาแล้วนั้น ภาพหรือลวดลายต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ เพราะภาพหรือ ลวดลายต่างๆ ไม่มีลายเส้น ยังไม่ชัดเจนสวยงาม ช่างจึงต้องใช้ฝีมือสลักลวดลายเพิ่มเดิม ใช้สิ่วสลัก เพื่อให้ปรากฏ ลายเส้นเป็นส่วนประกอบต่างๆ ตามความเหมาะสมของภาพหรือลวดลายเหล่านั้น วิธีการนี้เรียกว่า "การ สลักหรือ เพลาลาย" ก็ตรงกับ "แกะ แร" ในการท าถมเงินนั่นเอง เมื่อเสร็จจากการสลักหรือเพลาลายแล้ว จึงไปท าความ สะอาด และชักเงาอีกครั้งหนึ่ง จึงเสร็จขั้นตอน ส าหรับการประดิษฐ์เครื่องถมตะทอง โดยเรียบร้อยสมบูรณ์
15 ถมตะทองนี้ โดยทั่วไปส่วนมากก็เรียกกันว่า ถมทอง ที่จัดอยู่ในชั้นดีนั้น ต้องใช้เนื้อทองบริสุทธิ์ทาเคลือบ ผิวเงินมากพอสมควร ทั้งต้องใช้ความประณีตมากด้วย ฉะนั้นต้นทุนในการผลิตจึงสูง แต่ก็คุ้มค่า เพราะมีความ ทนทานมาก เนื้อทองจะเคลือบผิวเงินแน่นอยู่ตลอด ไม่จางหรือหลุดออก แม้จะใช้สอยนานนับร้อยปี ซึ่งต่างกับชุม ทอง หรือที่เรียกว่า "กะไหล่" เป็นอันมาก อย่างที่เทียบกันไม่ได้เลย การตะทองดังกล่าวมานี้ เป็นศิลปะที่ต้องอาศัย ความช านาญอย่างมากของบรรดาช่างฝีมือ การสลักหรือเพลาลาย "การ เพลาลาย คือ การตกแต่งส่วนละเอียดลงบนผิว ด้วยการใช้สิ่วเดินเส้นรูปนอกของลาย ภาษาช่าง เรียกว่า เหยียบพื้นให้ยุบลงกว่าลายบนเล็กน้อย" การแกะแร เป็นขั้นเดียวกับการเพลาลาย แต่มีวิธีการต่างกันเล็กน้อย คือ ใช้มีดหรือสิ่วเล็กๆ แกะหรือแร เป็นลวดลาย เมื่อแกะแรได้ที่แล้ว จะมองเห็นร่องลายที่แกะแรไว้ เป็นเงาวิบวับ ในยามสะท้อนแสง หรือเคลื่อนไหว ท าให้ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง "การเพลาลาย นิยมใช้กับถมทอง แกะแรใช้กับถมเงิน" การรักษาเครื่องถม 1. การล้างเครื่องถม ถ้าเครื่องถมไม่สกปรกมาก จะล้างประจ าวัน (ทุกวัน) โดยใช้ลูกประค าดีควาย ขัดล้างด้วย แปรง (ถ้าไม่มีแปรงทอง ใช้แปรงสีฟันใช้แล้ว ที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม) ใช้ได้กับถมทั้ง 2 ชนิด ถ้าไม่มีลูกประค าดีควาย ใช้น้ ายาล้างจาน ที่มีส่วนผสมของน้ ามะนาว แล้วล้างด้วยน้ าอุ่น เสร็จแล้วเช็ดให้สะอาด 2. ถ้าเครื่องถมสกปรกมาก ให้ล้างโดยวิธีใช้กรด ถมทอง ใช้ตะเกียงเป่ารมให้สุก เมื่อเย็นจึงน าไปล้างหัวกรด ปริมาณกรด 80% น้ า 20% ถมเงิน เมื่อถมเย็นตัวแล้ว แช่ใน กรดก ามะถันเจือจางประมาณ 5 นาที แล้วน ามา ขัดด้วยแปรง ทองเหลือง"
16 ลวดลายของเครื่องถมนคร ลวดลาย หมายถึง ลายต่างๆที่เขียนขึ้นหรือสลักลงบนชิ้นงาน จากการศึกษาของ สมศักดิ์ เทพพิทักษ์ (2538) กล่าวไว้ว่าเอกลักษณ์ของเครื่องถมนครในอดีตมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ คือ การเขียนลวดลายหรือ การแกะสลักลงบนชิ้นงาน มีการเว้นช่องไฟระหว่างลวดลายอย่างสวยงาม การใช้ลวดลายนิยมใช้ลวดลายหลาย ชนิดมาผสมผสานกัน นอกจากนี้ในลวดลายจะมีการใช้ ภาพประกอบที่หลากหลาย ส่วนเครื่องถมนครในปัจจุบัน การใช้ลวดลายนิยมเขียนลายหรือสลักลาย บนชิ้นงานมาก โดยมีช่องไฟระหว่างลวดลายน้อย ส่วนมากจะนิยมใช้ ลวดลายใดลวดลายหนึ่งเท่านั้น ไม่มีการผสมผสานลวดลายอื่นเลย หรือถ้ามีก็น้อยมาก ภาพประกอบก็มีน้อยลง โดยมากจะใช้ใน ชิ้นงานเฉพาะอย่างตามความต้องการของผู้ใช้สอยเท่านั้น ลวดลายของเครื่องถมนครในปัจจุบัน สามารถจ าแนกลวดลายออกได้ 9 ลวดลาย คือ ก าไลถมทอง ลายกนกเปลว 1. ลายกนกเปลว มีลักษณะเป็นกอ กาบ กิ่ง ก้าน ใบ ประกอบอยู่ภายในรูปสามเหลี่ยมมุม แหลม มี ลักษณะลวดลายเลียนแบบจากเปลวไฟ ปรากฏในภาชนะเครื่องถม เช่น ขันน้ าพานรอง เชี่ยนหมาก ถาดใส่ผลไม้ ชุดชา-กาแฟ เป็นต้น
17 ขันน้ าจานรองถมทองลายใบเทศ 2. ลายใบเทศ มีลักษณะเป็นช่อมีก้าน กาบ ดอก ใบอยู่ในช่อหนึ่งๆ ลายใบเทศสามารถน ามาต่อลายใช้เป็น ลายหลักโดยไม่ต้องน าลายอื่นมาประกอบเลยก็ได้ หรืออาจจะน าภาพประกอบ ลวดลายมาด้วยใส่ก็ได้ กล่องชุดลายประจ ายาม 3. ลายประจ ายาม มีลักษณะลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ภายในแบ่งเป็น 4 กลีบ มีเกษรอยู่ ตรงกลาง ดอก สามารถเขียนลายในกลีบดอกไม้ให้มีรายละเอียดมากขึ้นได้ นิ ยมใช้เป็นจุดศูนย์กลาง ของลวดลายบน รูปพรรณของเครื่องถม หรือใช้เป็นจุดแบ่งลวดลายออกเป็นสองส่วน ปรากฏในชิ้นงาน เช่น ขันน้ าพานรอง ถาด กระเป๋า ก าไล เป็นต้น
18 กระเป๋าราตรีถมตะทอง-ทรงแปดเหลี่ยม 4. ลายพุ่มข้าวบิณฑ์มีลักษณะเป็นทรงพุ่มคล้ายกับหยดน้ า ภายในอาจใช้ลายหรือภาพอื่น ประกอบ เช่น รูปเทพพนม หน้าขบ เป็นต้น ปรากฏในภาชนะเครื่องใช้หรือเครื่องประดับ เช่น ตลับแป้ง กระเป๋า ผอบน้ าหอม จานรองแก้ว ต่างหูถมทองลายกระจังตาอ้อย 5. ลายกระจัง มีลักษณะลายเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ภายในอาจจะสอดไส้ลวดลายเพื่อ เพิ่มความ ละเอียดของลวดลายยิ่งขึ้น มักใช้สลักตามขอบหรือฐานของชิ้นงาน ปรากฏในภาชนะ เครื่องใช้หรือเครื่องประดับ เช่น ขันน้ าพานรอง ถาด กระเป๋า ก าไล เป็นต้น
19 หัวรัดซิ่นถมเงิน 6. ลายก้านขด มีลักษณะของลายที่เป็นการน าลวดลายต่างๆ เช่น กนกเปลว กนกใบเทศ กระจังมาเขียน ต่อลายให้เกิดความต่อเนื่องกันเป็นเถาว์ขดไปมาตามรูปพรรณ ปรากฏในภาชนะ เครื่องใช้หรือเครื่องประดับ เช่น ตลับแป้ง กระเป๋า ผอบน้ าหอม จานรองแก้ว ก าไล ขันพานทรงใบบัวถมตะทอง 7. ลายบัวคว่ า-บัวหงาย มีลักษณะลายเป็นรูปกลีบบัว การให้รายละเอียดของกลีบบัวโดยใช้ ลายต่างๆ สอดไส้เพื่อความสวยงาม การใช้มักใช้สลักตามขอบหรือฐานของชิ้นงาน ปรากฏในภาชนะ เครื่องใช้หรือ เครื่องประดับ เช่น ขันน้ าพานรอง ถาด ชุดกรวดน้ า กระเป๋า ก าไล เป็นต้น
20 8. ลวดลายเม็ดบัว มีลักษณะหลายแบบ เช่น กลมรี ส่วนมากนิยมใช้ต่อเนื่องกันเป็นเส้นตรง หรือโค้งเป็น วงกลม ใช้กั้นระหว่างลวดลายต่างๆหรือขั้นบริเวณขอบภาชนะหรือรูปพรรณ ปรากฏใน ภาชนะเครื่องใช้หรือ เครื่องประดับ เช่น ตลับแป้ง กระเป๋า ผอบน้ าหอม จานรองแก้ว ก าไล เป็นต้น ก าไลหงศ์ 9. ภาพประกอบลาย มีลักษณะเป็นภาพต่างๆ เช่น รูปเทพพนม หน้าขบ นางฟ้า เทวดา เมขลา พระราม พระลักษณ์ ยักษ์ หรือภาพสัตว์ป่าหิมพานต์ น ามาประกอบกับลวดลายเพื่อเพิ่มความ สวยงามและเพิ่มรายละเอียด ให้กับลวดลาย ปรากฏในภาชนะเครื่องใช้หรือเครื่องประดับ เช่น ตลับแป้ง กระเป๋า ผอบน้ าหอม จานรองแก้ว ก าไล
อ้างอิง ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน, ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ, กรุงเทพ. ไทยวัฒนพาณิช, 2522. ไพโรจน์ โพธิ์ไทย, สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทยฉบับนักเรียนนักศึกษา, กรุงเทพฯ. สหมิตรศึกษา, 2518. สดับ ธีระบุตร. เงินพดด้วง, กรุงเทพฯ. องค์การค้าของคุรุสภา, 2524. สุกิจ เที่ยงมนีกุล. เครื่องราชอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. สมหมายการพิมพ์, 2521. วิเชียร ณ นคร และคณะ, หนังสือนครศรีธรรมราชว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับศิลปกรรมและหัตถกรรม. โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, กรุงเทพ. ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชนเขตที่ 8. เครื่องถมเมืองนคร. OTOP อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช. 2547.