The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เพื่อใช้อบรมภาคทฤษฎีสำหรับนักเรียนโรงเรียนส.สะพานมอญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ctk Tubtim, 2023-01-12 04:00:10

คู่มืออบรมจักรยานยนต์

เพื่อใช้อบรมภาคทฤษฎีสำหรับนักเรียนโรงเรียนส.สะพานมอญ

Keywords: อบรม,โรงเรียนสอนขับรถจักรยานยนต์

1

ความร้เู บ้อื งตน้ เกีย่ วกบั การขบั รถ

การเตรยี มพรอ้ มกอ่ นการขับข่ี

ก่อนการขับรถทุกครั้งผู้ขับรถควรตรวจสอบความพร้อมก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น
ความพร้อมของตัวผู้ขับรถเอง ความพร้อมของยานพาหนะ รวมทั้งสังเกตสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ
เพ่ือใช้ในการวางแผนการเดินทาง ทั้งนี้หากผู้ขับรถมีการเตรียมพร้อมที่ถูกต้อง จะทาให้การเดินทาง
เป็นไปโดยปลอดภัยมากขนึ้

การเตรียมพร้อมร่างกายของผู้ขับข่ี

- ผู้ขับขี่ควรได้รับการพักผ่อนท่ีพอเพียง โดยหากจะต้องเดินทางไกล ผู้ขัรถจักรยานยนต์
ควรนอนหลับพักผ่อนประมาณ 7-9 ช่ัวโมงก่อนออกเดินทาง ซ่ึงหากไม่ได้รับการพักผ่อน
ท่เี พยี งพอควรเปลีย่ นใหผ้ ้อู น่ื มาขับแทน

- หากป่วยหรือไม่สบายผู้ขับรถควรพักผ่อนจนอาการดีขึ้น สามารถขับรถและตัดสินใจ
ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพจงึ ออกเดนิ ทาง

- หากรับประทานยาก่อนการขับรถ ต้องระวังเพราะยาบางประเภทอาจมีผล ทาให้
ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง ซึ่งมักจะเป็นประเภทยาแก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดเมื่อย
ตามร่างกาย ยาสาหรับอาการคล่ืนไส้อาเจียน และยาแก้แพ้บางชนิด ดังน้ันควรพักผ่อน
จนรูส้ ึกวา่ สามารถขับรถไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพกอ่ นค่อยออกเดินทาง

- ผู้ขบั ขคี่ วรออกกาลงั กายเป็นประจาสม่าเสมอ

การเตรียมความพร้อมยานพาหนะ

ผู้ ขั บ ร ถ ค ว ร ต ร ว จ ส อ บ ส ภ า พ ค ว า ม พ ร้ อ ม ข อ ง ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต์ ทุ ก วั น ห รื อ ทุ ก ค ร้ั ง
ก่อนออกเดินทาง โดยส่ิงที่ผู้ขับขี่จะต้องตรวจสอบ ได้แก่ การตรวจสอบสภาพของรถจักรยานยนต์
และเครื่องยนต์เบ้ืองต้นก่อนใช้งาน ตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กระจกมองข้างไฟสัญญาณ ระบบเบรก
เปน็ ตน้

สรุปขอ้ ควรร้แู กผ่ ้ขู ับขีร่ ถจักรยานยนต์

- ตรวจดนู า้ มนั ในถังมพี อหรอื ไม่ในการเดินทางแตล่ ะเที่ยว
- ตรวจดนู ้ามันเครอ่ื งวา่ อย่ใู นระดบั กาหนดหรือไม่
- ตรวจเช็กลมยางทกุ ครง้ั ใหอ้ ยใู่ นสภาพปกติ ไมอ่ อ่ น หรอื แข็งเกินไป
- ตรวจสอบโซ่รถใหต้ งึ พอประมาณ
- ตรวจดเู ครอ่ื งยนตว์ ่ามรี อยรว่ั หรือไม่ และมีนา้ มนั หลอ่ ลื่นเพียงพอไหม
- ตรวจสอบระบบเบรก


2

- ตรวจไฟทกุ ดวงกอ่ นขบั ทุกครง้ั เพราะไฟสัญญาณจะใหก้ ารขับขป่ี ลอดภัยยิ่งข้ึน
- ตรวจแบตเตอร่ี มีน้ามันกล่ันอยูห่ รอื ไม่
- ปรับกระจกขา้ งทั้งสองใหม้ องเห็นได้ซดั เจน
- ตรวจดูท่ีวางเท้าให้อยู่ในสภาพสะดวกแก่การขับข่ี เช่น ไม่ทาให้สะดุดในการใช้เบรก

หรือเปลี่ยนเกียร์
- ก่อนการขับข่ี ผู้ขับข่ีจะต้องขึ้นขาต้ังรถจักรยานยนต์ให้สุด หากข้ึนขาตั้งรถจักรยานยนต์

ไม่สุดจะทาให้ขาตั้งท่ิมลงไปบนพ้ืน ขณะทาการเล้ียวหรือเข้าโค้ง ซ่ึงจะทาให้เกิดอุบัติเหตุ
ตามมาได้
- สวมหมวกนิรภยั ท่ไี ด้มาตรฐานและการสวมท่ีถูกตอ้ งจะต้องรัดคางทกุ คร้งั
- ผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมขณะขับขี่ เพราะจะทาให้สามารถ
ควบคุมเกียร์และเบรกเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ
ที่อาจเกิดข้นึ กบั ผขู้ บั ขไ่ี ดอ้ ีกดว้ ย
- ผู้ขับข่ีไม่ควรสวมใส่กางเกงขาสั้นหรือกางเกงท่ีบางขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ เพราะ
จะทาให้ไมส่ ามารถปอ้ งกันการกระแทกหากเกิดการลื่นลม้

ทา่ นัง่ ขบั ขีท่ ี่ถูกตอ้ ง

ผู้ขับขี่ควรจัดท่านั่งในการขับรถให้ถูกต้องก่อนออกเดินทาง เน่ืองจากการน่ังไม่ถูกต้อง
อาจทาให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่าย เกิดการปวดเม่ือยตามร่างกาย ทั้งนี้ยังมีผลต่อการควบคุมรถ
ได้อยา่ งไมม่ ปี ระสิทธิภาพ

การขบั ขีร่ ถจักรยานยนต์อยา่ งคล่องแคลว่ น้นั จะต้องทาให้ร่างกายและรถไดส้ มดุล โดยจะตอ้ ง
ฝึกให้เป็นนิสัย ท่าทางการขับขี่รถจักรยานยนต์ มีจุดสาคัญ 7 แห่งของร่างกาย ประกอบด้วย

ตา

พยายามแผ่สายตาออกไปให้กว้างท้ังสองข้างเท่า ๆ กัน เพื่อจะได้มองเห็นส่ิงกีดขวางหรือ
รถท่ีสวนมาได้ รวมท้ังการคาดคะเนส่ิงแวดล้อมท่ีอยู่ข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ป้องกันอุบัติเหตุ
ได้ทันที ข้อสาคัญคือ ไม่ควรปล่อยจิตใจให้เหม่อลอยหรือเหลียวมองด้านข้าง เพราะจะเหมือน
คนตาบอดขับขี่รถน่ันเอง

บา่

บ่าทาให้เป็นธรรมชาติ ไม่ควรเกรง็ เพือ่ ช่วยให้สามารถบังคบั รถไดค้ ล่องตัวในสภาพถนนต่าง ๆ


3

ศอก

ไม่ควรกางหรือหุบศอกในขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ เพราะเม่ือเกิดอุบัติเหตุหรือกระแทก
จะทาให้ไมส่ ามารถบังคบั รถได้และทาใหเ้ สียการทรงตัวในเวลาเบรก

มือ
การใช้มอื จับแฮนด์ ควรใชน้ ้วิ หวั แมม่ ือรบั ส่วนใต้ของคันเรง่ และเบรกมือ สาหรับมุมของข้อมือ

ควรวางในมมุ ท่มี ีการเคลอ่ื นไหวทค่ี ล่องตัว เมอ่ื มกี ารเบรกกะทนั หนั จะไดเ้ บรกได้ทนั ท่วงที

สะโพก

ควรเลือกตาแหน่งท่ีนั่ง โดยจะไม่ทาให้กาลังไปอยู่ท่ีแขนหรือบ่ามากเกินไป ไม่ควรน่ัง
ล้ามาข้างหน้าหรือข้างหลัง ถ้าตาแหน่งที่น่ังไม่ดีการเคล่ือนไหวทันทีทันใดจะทาได้ยาก จึงต้องระวัง
ในการนง่ั ให้ถกู ตาแหน่งเพือ่ ความปลอดภัย

เขา่

ควรวางแนบไปกับถังน้ามันและควรแนบไปกับเบาะให้กระชับ เมื่อสภาพถนนไม่ดีหรือ
ในชว่ งเล้ียวโคง้ เพ่ือช่วยในการทรงตัวใหส้ มดุล

เท้า

เท้าต้องช้ีไปทางด้านหน้าโดยวางบนแท่นเกียร์ แท่นเบรก ช่วงขาควรท้ิงน้าหนักไว้ที่เบรก
และให้ขนานไปกับระดบั พืน้ ถนน เพือ่ จะไดเ้ บรกหรือเปลี่ยนเกยี ร์ไดท้ นั ทแี ละมัน่ คง

สรปุ ขอ้ ควรรู้แกผ่ ้ขู ับขร่ี ถจกั รยานยนต์

- ขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่จะต้องเงยหน้าขึ้นโดยให้คางของผู้ขับขี่ชี้ไปยังทิศทาง
ท่ีต้องการไป

- การน่ังขับข่ีรถจักรยานยนต์ที่ไกลจากแฮนด์เกินไปจะมีผลทาให้ส่งผลกระทบกับ
การถา่ ยน้าหนัก ซึง่ จะทาใหแ้ ฮนด์เบาเกนิ ไป

การใช้กระจกมองต่าง ๆ และการใชส้ ายตา

ผู้ขับขี่ควรระลึกถึงเสมอว่า ต้องเว้นระยะห่างรอบด้านให้เพียงพอหรืออยู่ในระยะท่ีปลอดภัย
เพ่อื ที่จะหยุดหรือหลบได้ทัน ดงั น้ันทกั ษะการมองจงึ เปน็ ส่งิ จาเปน็ ในการคาดการ สถานการณ์ หรืออันตราย
ท่ีจะเกิดขน้ึ ผู้ขับข่จี กั รยานยนตค์ วรใช้ประโยชน์จากทศั นวิสยั ทีม่ องเหน็ เพอื่ การตัดสินใจ


4

การมองท่ีดีท่ีผู้ขบั ขพี่ งึ ปฏิบตั ติ ลอดการขับรถ คอื

- ตอ้ งมองเห็นใหไ้ ดไ้ กลและกว้าง
(1) มองเหน็ ด้านหน้าไดอ้ ย่างชดั เจน
(2) คน้ พบปญั หาด้านหนา้ ได้ก่อน

- สามารถตอบสนองการมองเหน็ ด้านหน้าตามสถานการณท์ ่ีมองเห็น
- ตดั สนิ ใจกับเหตกุ ารณท์ ่เี กิดข้ึนได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง

ระยะของการมองเห็นเพื่อการตดั สินใจ

เพ่อื ใหเ้ หน็ วา่ ลกั ษณะทางข้างหน้าเป็นอย่างไร มรี ถท่วี ง่ิ อยู่มากนอ้ ยแค่ไหน หรอื เกดิ เหตุการณ์
อะไรข้างหน้า ข้อมูลจากการมองท้องถนนทั้งหมดนั้นจะต้องมีการจัดลาดับความสาคัญ โดยการ
แบ่งพ้ืนทกี่ ารมองออกเป็น 4 ส่วน ตามระยะใกลไ้ กลดงั นี้

- ระยะ 30-120 วินาที บริเวณวางแผน (Planning Zone) บริเวณนี้เป็นส่วนที่มองเห็น
สิ่งต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการขับขี่ โดยการมองไกลจะทาให้สามารถมองเห็นได้เต็มพื้นที่
บริเวณวางแผน นั่นจะทาให้สามารถรับรู้ถึงสิ่งท่ีอาจเป็นอันตรายได้ก่อนล่วงหน้า
และมีเวลาเหลือให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง คนขับท่ีไม่มองไปข้างหน้าระยะไกล
อาจตอ้ งทาในสง่ิ ทค่ี าดไมถ่ งึ หรอื หักเลี้ยวรถแบบทันทีทนั ใด

- ระยะ 12-15 วินาที บริเวณสังเกต (Observation Zone) คือ บริเวณท่ีเร่ิมสังเกต
ว่าสิ่งท่ีมองเห็นที่ระยะวางแผนเริ่มทาสิ่งผิดปกติหรือไม่ บริเวณน้ีเป็นบริเวณท่ีสามารถ
แยกแยะคนขับรถท่ีเป็นปัญหาได้ด้วย เช่น เห็นรถวิ่งส่ายไปมาอย่างชัดเจน เห็นรถ
ท่ีสวนมาพยายามแซงขึ้นมา โดยการใช้พื้นที่ในระยะบริเวณสังเกตนี้ให้เป็นประโยชน์
จะช่วยหลบหลีกการชนประสานงาได้ และถ้าไม่สามารถหลบหลีกการชนประสานงาได้
ให้พยายามเล่ียงไปชนวัตถุอ่ืน ๆ ท่ีอยู่น่ิง โดยพยายามเอามุมรถเป็นจุดสัมผัสแรก
ของการชนเพราะจะทาใหเ้ กิดการเสยี หายของรถน้อยท่สี ดุ

- ระยะ 4-8 วินาที บริเวณกระทาการ (The Action Zone) คือ บริเวณที่จะต้อง
บังคับรถตามที่ต้ังใจวางแผนเอาไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ท่ีสังเกตได้
ในสองบริเวณก่อนหน้า โดยบริเวณน้ีเป็นระยะท่ีสามารถใช้เบรกได้เต็มที่เพ่ือควบคุม
สถานการณ์

- ระยะตา่ กวา่ 4 วนิ าที บรเิ วณอบุ ัตเิ หตุ (The Accident Zone) คือ เปน็ บริเวณสุดท้าย
ที่จะสามารถหลบหลีกอุบัติเหตุได้ ไม่ว่าจะเป็นการหักหลบ เบรก หรือเร่งหลบ
จาเอาไว้อย่างหน่ึงว่าการตัดสินใจใด ๆ ที่ระยะนี้อาจทาให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
ระหวา่ งเกือบเกิดกบั เกดิ อุบัติเหตุ


5

การมองเห็นด้านหน้าได้อย่างชัดเจนจะช่วยให้สามารถค้นพบปัญหาได้ก่อน เม่ือผู้ขับขี่มอง
และได้สังเกตพบเป้าหมายแล้ว ขณะที่จะเคล่ือนรถผู้ขับรถต้องมองกลุ่มเป้าหมายที่ค้นพบด้านหน้า
และเร่มิ ตัดสินใจในการปฏิบตั โิ ดยพจิ ารณาจากระยะของรถท่ีใกล้ถงึ เป้าหมาย

ประโยชนข์ องการมอง

- มีเวลาในการสงั เกต เห็น และวางแผนได้
- ลดความเรว็ ได้กอ่ น
- ถ้าจาเป้นสามารถเบรกรถไดก้ อ่ น
- สามารถควบคุมรถไดด้ ี
- สามารถตดั สนิ ใจได้เหมาะสม

ข้อเสนอแนะและขอ้ ควรระวงั

- อย่ามองท่ีจุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน ถ้าจาเป็นต้องทาควรลดความเร็วลงและเพิ่มความ
ระมัดระวงั ข้ึน

- เมื่อถูกรบกวนสมาธิ การลดความเร็วลงจะทาให้มีเวลาในการสังเกตส่ิงต่าง ๆ และมีเวลา
ตัดสินใจได้นานขึ้น

สรปุ ขอ้ ควรรู้แก่ผขู้ ับขร่ี ถจกั รยานยนต์

- เมื่อผู้ขับขี่ต้องการท่ีจะแซงซ้ายหรือแซงขวา ผู้ขับขี่จะต้องมองกระจกข้าง แต่ผู้ขับข่ี
ไม่จาเป็นต้องมองกระจกขา้ งขณะทาการกลบั รถ

- หากท่านสังเกตเห็นผู้ขับข่ีท่ีตามหลังท่านมาให้สัญญาณไฟสูงเพื่อขอแซง ท่านต้องหลบให้
คันท่ตี ามหลงั มาแซงทา่ นไป

- ก่อนทาการเบรกผู้ขับขี่จะต้องมองกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลังว่ามีรถขับตามมา
อย่างกระชน้ั ชดิ หรือไม่

- ขณะขบั ขี่ท่านควรใชส้ ายตามอง
(1) การเคลือ่ นไหวของรถและคน
(2) มองการเคล่อื นไหวของสตั ว์ทก่ี าลังข้ามถนน
(3) มองระดบั ของถนนทต่ี า่ งกนั
(4) มองกระจกข้าง
(5) กวาดตาอยา่ งสม่าเสมอโดยไม่มองอยู่กับสง่ิ ใดสิง่ หนึง่ นานกวา่ 23 วินาที


6

- เม่อื รถทีก่ าลังสวนมาทาทา่ จะวง่ิ เข้ามาในช่องจราจรของท่าน ท่านควรมองกระจกมองข้าง
แล้วลดความเรว็ และหากเปน็ ไปได้ให้หลบรถของทา่ นไปทางซา้ ย

- ในขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ กระจกมองข้างของท่านจะต้องสามารถมองเห็นครึ่งหน่ึง
ของการจราจรในชอ่ งจราจรของทา่ นและการจราจรในช่องจราจรที่ติดกัน

- การหันหน้ามองไปทางข้าง ๆ ขณะขับข่ีมีจุดประสงค์หลักเพ่ือดูรถท่ีไม่สามารถมองเห็นได้
จากกระจกมองข้าง


7

ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั อุปกรณแ์ ละอาการตา่ ง ๆ ที่แสดงบนแผงหน้าปัดรถ

สญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ บนหน้าปัด

ผู้ขับรถควรมีคามข้าใจถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ในหน้าปัดรถ ทั้งนี้เพื่อทราบถึงปัญหา
ข้อบกพร่องที่เกิดข้ึนของอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือรับรู้อุปกรณ์ใดมีสถานะทางานอยู่ สัญลักษณ์โดยท่ัวไป
มคี วามหมายของสญั ลักษณด์ งั ต่อไปน้ี

ลาดบั ท่ี สญั ลักษณ์ ความหมาย

1

เกจวัดความเร็วรถ

2
เกจวัดรอบเครื่องยนต์

3
เกจวดั นา้ มนั เชอ้ื เพลิง

4
เกจความร้อน

5
ไฟเตือนวา่ มีการเปิดสัญญาณไฟสงู

6
ไฟเตือนวา่ ไมม่ กี ารชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่

7 ไฟเตือนความดนั น้ามันเครอื่ ง

8
ไฟเตือนไส้กรองน้ามนั เครื่องตัน

9
น้ามนั ใกลห้ มด


8

ความร้ทู ั่วไปเก่ยี วกบั การใช้ถนน

สรปุ ขอ้ ควรรูแ้ ก่ผู้ขับขีร่ ถจกั รยานยนต์

- เน่ืองจากรถจักรยานยนต์มีขนาดเล็ก การทรงตัวไม่ดี รวมทั้งผู้ขับข่ีร่วมทางไม่สามารถ
มองเหน็ ได้ในบางขณะ จึงทาใหผ้ ู้ขับขร่ี ถจกั รยานยนตม์ ีความเสี่ยงมากกวา่ ผ้ขู บั รถยนต์

- หากท่านต้องการให้รถที่ว่ิงสวนมามองเห็นท่านได้ชัดเจนในเวลากลางวัน ท่านควรขับขี่
โดยเปิดไฟหน้าตลอดเวลา

- การขับขรี่ ถจักรยานยนต์จะตอ้ งขับรถชิดด้านซ้ายขอ

ทกั ษะการขับขเ่ี บอื้ งต้น

สรปุ ข้อควรรู้แก่ผขู้ บั ขีร่ ถจกั รยานยนต์

- เมื่อท่านต้องการลดความเร็วเพ่ือหยุดรถจักรยานยนต์ ท่านควรชะลอความเร็วของรถ
และลดเกยี ร์ลงก่อนท่รี ถจะหยดุ

- เม่ือท่านกาลังขับข่ีรถเข้าทางโค้ง ท่านจะต้องลดเกียร์ก่อนเข้าโค้ง หากทาการลดเกียร์
ขณะเข้าโค้งในขณะที่ทา่ นขบั ด้วยความเรว็ สงู จะทาให้รถของทา่ นเสยี หลกั ได้

อุปกรณเ์ พอื่ ความปลอดภัย

หมวกนิรภัย

(1) ชนิดของหมวกนิรภัย
- หมวกชนิดครึ่งศีรษะ (แบบมาตรฐาน Standard Helmet) เป็นชนิดแรกท่ีได้มีการ
เริ่มนามาใช้รูปร่างเหมือนกะลา เมื่อสวมแล้วจะได้ครึ่งศีรษะพอดี มีสายรัดคาง
สามารถป้องกันได้เฉพาะแรงท่ีกระทาต่อส่วนบนศีรษะที่เห็นเป็นประจาคือหมวก
ท่ีตารวจสวมอยู่
- หมวกชนิดเตม็ ศรี ษะ (แบบเจท็ -Jet Helmet) ดัดแปลงมาจากชนดิ คร่ึงตวั หมวกจะยน่ื ต่า
ลงมาถึงท้ายทอยด้านหลังและมุมกระดูกขากรรไกรด้านข้าง มีสายรัดคางเหมือน
หมวกชนดิ คร่งึ ศีรษะ
- หมวกชนิดเต็มหน้า (Full Face Helmet) เป็นหมวกเต็มใบ เปิดช่องหน้าตรงตาแหน่งตา
เท่าน้ัน สามารถปอ้ งกนั อันตรายบริเวณปากและคางด้านหน้า จะมสี ายรดั คางด้วย


9

(2) การเลือกหมวกนิรภัย
- หมวกชนิดเต็มศีรษะ (Jet Helmet) จะดีกว่าชนิดอื่นเพราะสามารถป้องกัน
และลดการบาดเจ็บที่ใบหน้าบางสวนได้ มีขนาดเบาเหมาะกับขนาดรา่ งกายของคนไทย
- หมวกนริ ภัยท่ีดคี วรมีน้าหนักประมาณ 3 ปอนด์ หรอื ไมเ่ กนิ 1.5 กโิ ลกรัม
- ควรเลือกหมวกช้ันนอกทม่ี วี สั ดุแขง็ เพือ่ ป้องกนั แรงกระแทกเม่ือเกดิ อุบัติเหตุ
- ตัวหมวกชั้นในควรบุด้วยโพลิสไตรีน ซ่ึงเป็นวัสดุท่ียึดหยุ่นได้ดี ก่อนซื้อควรจะทดสอบ
โดยการสวมหมวกนิรภัยแล้วคาดสายรัดคางไว้ ทดลองผลักตัวหมวกมาทางด้านหลัง
และดา้ นหนา้ ถ้าขอบหมวกเลอ่ื นไปจนถงึ กลางศรี ษะควรเปลี่ยนขนาดของหมวกใหม่
- สีของหมวกนิรภัย ควรเป็นสีสดหรือมีแถบสีสะท้อนแสงคาดติดไว้ เพื่อให้เห็นได้ง่าย
ควรซื้อหมวกนิรภัยท่ีได้รับการรับรองจากสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย (สมอ.)
- หมวกนริ ภยั ถา้ ชารุดจากอุบตั เิ หตมุ าแล้วหรอื ไดร้ ับการกระแทกอย่างแรง ควรจะซือ้ ใหม่

(3) การใช้และการเกบ็ รกั ษา
- ไม่ควรปล่อยไว้ในบริเวณท่ีมีแสงแดดนาน ๆ หรืออับ ช้ืน อย่าให้ตกกระแทก
หรือกระทบกระเทือนต่อหมวกบ่อย ๆ ควรมีการทาความสะอาดหมวกท้ังด้านใน
และด้านนอกเป็นประจา โดยใช้ผ้าชุบน้าแล้วบิดให้แห่งเช็ดบริเวณด้านในหมวก จากน้ัน
ใหน้ าไปผึ่งแดดอยูส่ ม่าเสมอ

หลักการขบั รถปลอดภยั
การตดิ เครอ่ื งและการดบั เครือ่ ง

การติดเครื่องและการดบั เครือ่ งยนต์ โดยปฏบิ ตั ิดงั นี้
(1) เปดิ สวิตชเ์ พอ่ื ตรวจสอบตาแหน่งของไฟเกียรว์ ่าง
(2) ตดิ เครื่องยนต์ โดยใช้เทา้ ขวากดลงไปทขี่ าตดิ เครือ่ งยนตด์ ้านล่างค่อนขา้ งแรงและเรว็
(3) เปลี่ยนตาแหน่งเทา้ ซา้ ยไปเท้าขวาเพอ่ื เตรยี มเขา้ เกียร์
(4) บีบคลัตชไ์ วพ้ รอ้ มกบั เขา้ เกยี ร์
(5) เปล่ยี นตาแหนง่ เท้าขวาไปเท้าซา้ ย
(6) เทา้ ข้างขวาเหยยี บเบรก
(7) หนั มองดูด้านหลังเพ่อื ความปลอดภยั
(8) บิดคันเรง่


10

(9) เริ่มปลอ่ ยคลัตช์
(10) เมือ่ เร่ิมออกรถใหย้ กขาข้างซ้ายขึน้ วางบนพักเท้า
(11) การดับเครื่องยนต์ ต้องให้ตาแหน่งของเกียร์อยู่ที่ตาแหน่งว่างหรือตาแหน่ง N

แลว้ จึงปิดสวติ ช์

การออกรถ

การออกรถจกั รยานยนต์

(1) ติดเคร่ืองยนต์เรยี บรอ้ ยแล้ว
(2) มอื ขวาเบาคันเรง่ เพื่อใหร้ อบเคร่อื งยนต์ลดลง
(3) มอื ซา้ ยบบี คันคลัตชใ์ ห้สดุ
(4) เมื่อบีบคันคลัตช์เรียบร้อยแล้วให้ใช้ขาช้ายเข้าเกียร์ต่าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า

เข้าเกียร์หน่ึง
(5) ปล่อยมือซ้ายท่ีทาการบีบคลัตช์อยู่ออกช้า ๆ ส่วนมือขวาก็ค่อยเร่งเล็กน้อย

จนรถจักรยานยนต์เคลื่อนตัวออกไป เม่ือรถจักรยานยนต์เคลื่อนตัวออกไปแล้ว
ก็ให้ยกเท้าขึน้ มาวางไวท้ ่ีทพ่ี กั เท้า

ออกตัวรถอยา่ งนุ่มนวลและประหยดั พลังงาน ผู้ขับข่ีควรปฏบิ ตั ิดังต่อไปน้ี

(1) ก่อนการเคล่อื นรถ ผู้ขับขี่ควรวางแผนการเดนิ ทาง เส้นทางการเดนิ ทาง
(2) ตรวจเชค็ รถก่อนการเดินทางใหพ้ ร้อมทกุ ครั้ง
(3) ปรับระยะการนัง่ และระยะกระจกให้พอเหมาะกบั ตวั ผขู้ บั รถ
(4) ให้ใช้เกยี รท์ ี่ 1 ในการออกรถทุกครัง้

การเปล่ยี นเกียร์

การเปล่ียนเกียร์จะต้องเลือกใช้เกียร์ท่ีเหมาะสมกับความเร็วที่ว่ิง เช่น เกียร์ต่าใช้สาหรับ
ทางลาดชัน เกียรส์ งู ใชส้ าหรับทางวงิ่ ปกติ เกยี ร์ของรถจกั รยานยนต์สว่ นใหญ่จะมี 2 ลกั ษณะ คือ

เกียรแ์ บบวน

(1) ใช้เท้าช้ายกดคันเปลี่ยนเกียร์ให้สุด กดคร้ังแรกจะเป็นเกียร์ 1 กดคร้ังต่อไปจะเป็น
เกียร์ 2, 3, 4 และ N (เกยี ร์วา่ ง)

(2) ถ้าอย่ทู ีเ่ กยี ร์สูงและต้องการจะใชเ้ กียร์ต่าลง ให้ใชส้ น้ เทา้ ซ้ายกดเพื่อเลื่อนเกียร์ให้ต่าลง
จากเกียร์ 4, 3, 2, 1 และ N (เกยี ร์ว่าง)

(3) การจอดรถตอ้ งให้เกยี ร์อยทู่ ีต่ าแหน่ง N (เกยี รว์ ่าง)


11

เกยี รแ์ บบกดลงและขนึ้

(1) การเปลี่ยนเกยี รท์ ุกครัง้ มือซ้ายจะตอ้ งบบี คลัตช์ใหส้ ดุ
(2) เมือ่ เขา้ เกยี ร์ 1 จะใช้เท้าขา้ ยกดคันเกยี รล์ งไปด้านล่างให้สดุ
(3) ตาแหน่งเกียรว์ า่ งจะอยูร่ ะหวา่ ง 1 กับ 2
(4) เม่ือจะเขา้ เกียร์ 2, 3, 4, 5 ก็ใหใ้ ช้เทา้ ซ้ายงดั คนั เกยี รข์ น้ึ ไปตามลาดับ

การเบรก

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพของถนนและการจราจร
เพ่ือให้สามารถหยุดรถได้อย่างสบายและนิ่มนวล โดยไม่ต้องเบรกกะทันหัน สาเหตุหน่ึงที่ทาให้
รถจักรยานยนต์เสยี การทรงตัวและลม้ ควา่ กค็ ือ การเบรกอย่างกะทันหันน่นั เอง

หลัการใช้เบรกรถจักรยานยนต์ก็คือ การใช้เบรกทั้ง 3 แบบ ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ
(ใช้เบรกหน้า เบรกหลัง และเบรกด้วยเคร่ืองยนต์พร้อม ๆ กัน) เพื่อให้ระยะเบรกสั้นสุด เบรกหน้า
ของรถจักรยานยนต์จะมีแรงหยุดมากกว่าเบรกหลังเหตุผลก็คือ น้าหนักของรถจักรยานยนต์ (ตัวรถ
และผู้ขับขี่) โดยปกติจะตกอยู่ท่ีล้อหน้ากับล้อหลังเท่า ๆ กัน แต่เมื่อเบรกแรง ๆ แล้วน้าหนักจะเคล่ือน
มาตกอย่ทู ล่ี ้อหน้า

ในเวลาเบรก ถ้าใช้แรงเบรกล้อหน้ากับล้อหลังเท่า ๆ กัน น้าหนักท่ีตกไปที่ล้อหน้าจะเพิ่มข้ึน
ทาให้การเบรกล้อหน้าไม่ได้ผลเพียงพอ ทาให้ระยะทางกว่าท่ีรถจะหยุดยาวข้ึน ในทางตรงกันข้ามล้อหลัง
ซ่ึงมีน้าหนักตกอยู่น้อย การเบรกจะให้ผลเกินความจาเป็น ล้อจะถูกล็อกและทาให้เสียการทรงตัวได้
และถ้าล้อถูกล็อกระยะทางที่ใช้หยุดรถจะยาวขึ้น สามารถทาให้รถพุ่งชนส่ิงกีดขวางได้ จากเหตุผลดังกล่าว
ในสภาพถนนปกติแล้วการเบรกล้อหน้าจะต้องใช้แรงมากกว่าเล็กน้อย ในสภาพท่ีถนนลื่น
ต้องใช้เบรกล้อหลงั แรงขนึ้ เลก็ น้อย ซึง่ เปน็ หลกั ของการหยดุ รถท่ีดี

วธิ ีการเบรก

- ใหร้ ถตัง้ ตรงผ่อนคันเร่งใหส้ ุดแลว้ จงึ เบรกโดยไม่บบี คลตั ช์
- หลีกเล่ยี งการเบรกอย่างกะทนั หนั
- ใช้วิธกี ารแตะเบรกหลาย ๆ ครงั้ เพอื่ สง่ สัญญาณให้รถข้างหลงั ทราบ
- เม่ือรถกาลังจะหยุดจงึ บบี คลัตช์ (เพอ่ื ไมใ่ หเ้ ครอ่ื งยนต์ดับ)
- การหยุดรถจักรยานยนต์ควรมองรอบ ๆ ถนนให้ดีก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว

จึงดบั เครื่องยนต์


12

การเบรก มี 3 แบบ ดงั น้ี

- การเบรกล้อหน้า
(1) บบี เบรกมืออย่างนิ่มนวล
(2) บีบเบรกโดยใชแ้ รงใหเ้ หมาะสมกบั ความเรว็ ของรถ
(3) เพ่ือให้มีแรงในการบีบเบรก ควรใชน้ ว้ิ ต้ังแต่ 3 นิ้วข้นึ ไป

- การเบรกล้อหลงั
(1) วธิ กี ารเหมือนการเบรกล้อหนา้
(2) หา้ มเบรกกะทนั หันหรอื กดเทา้ เพ่อื เบรกอย่างแรงจะทาให้ล้อล็อกได้

- การเบรกเคร่อื งยนต์ เป็นการผ่อนคันเรง่ เพือ่ เบาเคร่ืองยนต์

การใชเ้ บรกอย่างมปี ระสิทธภิ าพขน้ึ อยู่กับ

- ความว่องไว้ในการตอบสนองทางร่างกาย
- สภาพเครื่องยนต์ สภาพของเบรก ระบบเบรก
- สภาพยางของรถ การเติมลมยางแต่ละเสน้
- สภาพพ้นื ผิว หยาบ เรยี บ เปียก
- ทศั นวสิ ัยในการมองเห็นของผขู้ บั
- สภาพในดา้ นวิศวกรรมจราจร เชน่ ทางโค้ง ทางลาด

ขอ้ พึงระวังในการใชเ้ บรก

- อย่าใชเ้ บรกหลังอย่างเดียวเพราะจะทาให้รถลน่ื ไถล
- ถา้ ใช้เบรกหน้าอยา่ งเดยี ว จะทาให้รถเสียการทรงตัว ควบคุมรถยาก
- ในกรณีที่ต้องเบรกอย่างกะทันหัน โดยไม่มีการหลีกเลี่ยง ให้ใช้วิธีลดเกียร์โดยเร็ว

อยา่ ใชเ้ บรกท้ังล้อหน้าและล้อหลังทนั ที ควรเพมิ่ แรงเบรกทีละน้อย เพ่ือใหก้ ารล็อกของล้อ
เกดิ ขึ้นน้อยทส่ี ดุ

การชะลอและการหยุดรถ

การชะลอ

การชะลอ คือ การลดระดับความเร็วของรถลง อันเนื่องจากสาเหตุหลาย ๆ ประการ เช่น
การชะลอเนื่องจากการจราจรติดขัด การชะลอเพื่อจอดหรือหยุดรอ การชะลอเพ่ือเล้ียวรถ โดยการ
ชะลอรถผู้ขับรถจักรยานยนต์อาจใช้วิธีการผ่อนคันเร่งหรือลดเกียร์ให้ต่าลง เม่ือความเร็วของรถเริ่มลดลง
หรืออาจใช้เบรกช่วยในการชะลอรถใหช้ ้าลง


13

การหยดุ รถ

การหยุดรถ คือ การใช้เบรกห้ามล้อเพื่อทาให้รถท่ีกาลังเคลื่อนท่ีต้องจอดหรือหยุดน่ิงอยู่กับที่
ทักษะการขับข่ีท่ีดีนั้นผู้ขับข่ีต้องตระหนักอยู่เสมอว่าต้องทาให้รถมีการเคลื่อนท่ีไหลอย่า งต่อเน่ืองที่เกียร์
สุดท้ายให้ได้มากและนานท่ีสุด เพ่ือหลีกเล่ียงการใช้รอบเคร่ืองยนต์สูงท่ีเกียร์ต่าซึ่งทาให้เกิดการสึกหรอ
และสิ้นเปลืองน้ามันเช้ือเพลิงมาก ผู้ขับข่ีต้องไม่ทาให้รถเกิดการชะงักความเร็วหรือหยุดอยู่บ่อย ๆ
ดงั นั้นจะต้องรู้จกั การควบคมุ ระยะห่างจากคนั หน้า

การดบั เครื่องยนต์

การดับเครื่องยนต์หลังการใชง้ าน เนื่องจากเครื่องยนต์ผ่านการทางานหนักมาและอุณหภูมสิ งู
การท่ีจะปิดสวิตช์กุญแจดับเครื่องยนต์ควรปล่อยให้เคร่ืองยนต์เดินเบาสักระยะประมาณ 3 -5 นาที
เพื่อให้เคร่ืองยนต์ระบายความร้อนให้ลดลงสักเล็กน้อยก่อน (Engine Cool Down) ค่อยทาการดับ
เครื่องยนต์โดยไม่ต้องเร่งเครื่อง ไม่ควรรีบดับเคร่ืองยนต์ทันทีหลังจากการใช้งานเพราะทาให้เครื่องยนต์
เสียหาย เน่อื งจากความร้อนสงู ขนึ้ ฉบั พลัน

การเว้นระยะห่างระหวา่ งรถ

ในการขับรถจักรยานยนต์จาเป็นอย่างย่ิงท่ีต้องกะระยะห่างระหว่างร ถในด้านต่าง ๆ
ให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างย่ิงระยะห่างระหว่าง
รถคันหน้าซึ่งจาเป็นต้องเว้นให้เหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อการเบรกหรือหยุดรถอย่างปลอดภัย
เม่ือระยะห่างระหว่างรถคันหน้าน้อยผู้ขับรถควรลดความเร็วลง และถ้าระยะห่างระหว่างรถคันหลังน้อย
ผู้ขับข่กี ค็ วรลดความเรว็ เพื่อให้รถคันหลังทาการแซงไปขา้ งหน้า

ปจั จัยที่ควรคานงึ ถงึ และมผี ลตอ่ การเว้นระยะหา่ งทป่ี ลอดภัย

- ลักษณะภูมิประเทศและทัศนวิสัย เช่น มีฝนตก มีหมอกมีควัน ขับข้ึนลงภูเขาสูง
หรือขบั รถผา่ นทางรถไฟ

- ลกั ษณะพน้ื ผวิ ถนน เช่น พน้ื ซีเมนต์ ยางมะตอย พ้ืนลกู รงั พ้นื ถนนลน่ื เปน็ ตน้
- ลักษณะของคนขับ เช่น ประสบการณ์ ความเม่ือยล้า ความรวดเร็วในการตอบสนอง

จติ ใจสับสน
- ลักษณะของรถ เช่น มีการสึกหรอของยาง สภาพของการเบรก มีการตรวจความพร้อม

ของรถอยา่ งสม่าเสมอ
- ลกั ษณะการบรรทุก เช่น ความสงู และจุดศูนยถ์ ว่ งรถ เปน็ ตน้


14

การแซงอย่างปลอดภยั

การขับรถจักรยานยนต์ ผู้ขับรถจาเป็นต้องสร้างขอบเขตระยะปลอดภัยรอบ ๆ ตัวรถ
เพ่ือความปลอดภัยในขณะชับรถ ซ่ึงหากมีความจาเป็นท่ีจะต้องแซงผู้ขับข่ีต้องตรวจสอบความปลอดภัย
ทัง้ ก่อนแซง ขณะแซง และเม่อื แซงพน้ แลว้

เพอื่ ความปลอดภยั ในการแซง ผู้ขบั ขค่ี วรปฏิบัติดงั นี้

- ทาการแซงตอ่ เม่อื เห็นวา่ มคี วามปลอดภยั เทา่ น้นั
- ไม่แซงในท่หี า้ มแซงหรอื มเี ครอ่ื งหมายหา้ มแซง
- ตรวจสอบความปลอดภัยด้านหน้า ในกรณีท่ีเป็นถนนสวนต้องไม่มีรถสวนมาหรือรถ

ท่สี วนมาอยรู่ ะยะไกลพอทีจ่ ะไมเ่ กิดอุบัตเิ หตุ
- รกั ษาระดบั ความเร็วของรถใหส้ งู พอที่จะทาการแซง
- ใหส้ ัญญาณไฟเลย้ี วก่อนทาการแซงทกุ ครัง้
- ประเมนิ ความเรว็ และเวลาทีจ่ ะใชใ้ นการแซงใหถ้ ูกต้อง
- เม่ือจะกลับเข้าช่องทางปกติควรตรวจสอบระยะห่างท่ีปลอดภัยกับรถท่ีแซงว่าเพียงพอ

หรอื ไม่
- เมื่อแซงพ้นไมค่ วรลดความเร็วลงทันที
- ไมค่ วรแซงในทางท่มี ที ัศนวสิ ยั ไมด่ ี เช่น ฝนตกหรือหมอกลงจัด ทางลาดชัน บรเิ วณทางโคง้

หรือทางลงเขา

ห้ามแซงในสถานการณ์ต่อไปน้ี

- เมอ่ื มปี า้ ยห้ามแซง
- เมอ่ื ไมส่ ามารถมองเห็นถนนได้ตลอดความยาวหรอื ในบริเวณทีเ่ ปน็ จุดล่อแหลม เชน่
(1) ทางโคง้
(2) เนินเขาหรือเนินสะพาน
(3) บรเิ วณใกล้ทางแยก
(4) บรเิ วณทางข้ามคนเดนิ ถนน
(5) บริเวณจดุ ขา้ มทางรถไฟ

การเล้ียวรถทางดา้ นชา้ ยและด้านขวา

การเลี้ยวรถผู้ขับจาเป็นต้องมีทักษะและความสามารถในการควบคุมรถเป็นอย่างมาก
ซ่ึงในขณะทาการเลี้ยวผู้ขับต้องคานึงถึงความยาวรถ ระยะตีวงเลี้ยว เพื่อให้การเล้ียวเป็นไปอย่างปลอดภัย
ผขู้ บั รถควรปฏบิ ัติตนตามข้นั ตอนต่อไปนี้


15

การเลยี้ วขวา

- เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทางแยก โดยสังเกตป้ายจราจร รถท่ีอยู่ข้างหน้า ลักษณะทางที่จะ
เลี้ยวและสัญญาณฟจราจร หากไม่แน่ใจว่าจะเล้ียวได้ทันสัญญาณไฟจราจรควรชะลอ
ความเรว็ เพอ่ื เตรียมทจ่ี ะหยุดรถ

- มองกระจกด้านซ้ายและด้านขวา เพอ่ื ตรวจสอบความปลอดภยั ทางดา้ นขา้ งและด้านหลงั
- เชก็ ตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ของรถทางด้านหนา้ และรถท่ีกาลงั จอดรอสัญญาณไฟบริเวณทางแยก
- เลือกช่องทางใหถ้ กู ตอ้ ง ขณะขับเข้าบรเิ วณทางแยกก่อนทาการเลี้ยว
- ตรวจสอบความปลอดภยั ทางดา้ นขา้ ง ทง้ั ทางดา้ นซา้ ย ดา้ นขวา และด้านกอ่ นทาการเลยี้ ว
- ทาการเลี้ยวในตาแหนง่ ที่ถูกต้องและรกั ษาระดับความเร็วทเี่ หมาะสม
- ให้สังเกตสถานการณร์ อบ ทงั้ ดา้ นหนา้ และปากทางด้านขวา ขณะทาการเล้ียวตลอดเวลา

การเล้ียวซา้ ย

- เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทางแยก โดยสังเกตป้ายจราจร รถที่อยู่ข้างหน้า ลักษณะทางที่จะ
เลี้ยวและสัญญาณฟจราจร หากไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยวได้ทันสัญญาณไฟจราจรควรชะลอ
ความเร็วเพือ่ เตรียมทจี่ ะหยดุ รถ

- มองกระจกดา้ นซ้ายและด้านขวา เพือ่ ตรวจสอบความปลอดภัยทางดา้ นข้างและด้านหลงั
- เช็กตาแหน่งตา่ ง ๆ ของรถทางดา้ นหนา้ และรถทีก่ าลังจอดรอสญั ญาณไฟบริเวณทางแยก
- เลือกช่องทางให้ถกู ต้อง ขณะขบั เข้าบริเวณท่จี ะทาการเลีย้ วซ้าย ซ่ึงโดยทั่วไปควรจะขบั ชิด

ช่องซ้ายของช่องทางทจ่ี ะเลีย้ ว
- ตรวจสอบความปลอดภัยทางด้านข้าง ทั้งทางด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลังอีกคร้ังก่อน

ทาการเล้ยี ว
- ทาการเล้ยี วในตาแหนง่ ที่ถกู ตอ้ งและรกั ษาระดับความเรว็ ทีเ่ หมาะสม
- ให้สังเกตสถานการณ์รอบ ๆ ทั้งด้านหน้าและปากทางด้านซ้าย ขณะทาการเลี้ยว

ตลอดเวลา

ข้อเสนอแนะ

ก่อนทาการเล้ยี วผู้ขับควรสังเกตจดุ ตา่ ง ๆ จากกระจกข้างท้ังสองด้วยความระมัดระวัง รวมท้ัง
มองข้ามไหล่ดูจุดบอดและให้สัญญาณฟท่ีชัดเจน รวมท้ังรักษาระดับความเร็วท่ีเหมาะสม ไม่ควรเล้ียว
เร็วเกินไป เพอื่ หลกี เลี่ยงการเกิดอบุ ัติเหตบุ ริเวณทางแยก


16

การขับรถเขา้ ทางโค้ง

การขับรถเข้าทางโค้งถือว่าเป็นสิ่งท่ีต้องอาศัยความสามารถมาก ท้ังการกะวงเล้ี ยว
การรักษาช่องทาง การเผื่อช่องทาง การรักษาระดับความเร็ว การใช้เกียร์ท่ีเหมาะสม ซ่ึงหากผู้ขับ
ไม่สามารถควบคุม สิ่งเหล่านี้ได้ อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขณะเข้าโค้งได้ ผู้ขับข่ีจะต้อง เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน การหักแฮนด์ให้ล้อเปลี่ยนทิศทางเท่าน้ันยังไม่พอ ต้องเอียงลาตัวเพื่อให้ร่างกายและรถ
อยู่ในแนวเดียวกัน เป็นการสร้าจุดศูนย์ถ่วงเวลาเล้ียว เม่ือว่ิงอยู่บนทางโค้งจะมีแรงอันหน่ึงเกิดข้ึน
ดนั ใหร้ ถออกจากทิศทางท่กี าลงั ว่ิงอยู่พงุ่ ออกไปทางด้านข้าง แรงดังกล่าวเรยี กว่า แรงเหวีย่ ง

หลักการขับรถเข้าทางโคง้ อยา่ งปลอดภยั

- ใช้ความเร็วทีเ่ หมาะสมหรือใช้ความเรว็ ตามที่เครือ่ งหมายกาหนด
- ปฏิบัติตามป้ายเตือนหรือสญั ลักษณ์ก่อนเข้าทางโค้ง
- ตรวจสอบสภาพการจราจรด้านหน้าและด้านหลัง ควรทิ้งระยะห่างให้เหมาะสม เผ่ือกรณี

ที่ต้องเบรกฉุกเฉินหรอื หักหลบไดท้ นั
- ประเมินความโค้งด้านหน้า และใช้ความเร็วให้เหมาะสม ไม่ควรเปลี่ยนช่องจราจร

อย่างกะทนั หนั ขณะเขา้ โคง้
- ไม่ควรเบรกกะทันหันขณะเข้าโคง้ เพราะอาจทาใหร้ ถเสียการทรงตวั
- ขณะขบั รถเข้าโค้งควรใช้เกียรใ์ หเ้ หมาะสมกบั โคง้
- ถ้าเป็นทางโค้งรัศมีแคบผู้ขับรถต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ถ้าเป็นโค้งรัศมีแคบ

หรือโคง้ หักศอก และมองเหน็ ทางข้างหนา้ ไมช่ ัดเจน ควรใหส้ ญั ญาณเสยี งหรือสัญญาณไฟ

การกลบั รถ

การกลบั รถอยา่ งปลอดภยั ควรปฏิบตั ดิ ังน้ี

- ประเมินสภาพถนนและจานวนชอ่ งทางซึ่งใชก้ ลับรถ
- ตรวจดสู ภาพการจราจรดา้ นหน้าและดา้ นหลังเมอื่ เห็นปา้ ยแสดงจดุ กลับรถ
- ใหส้ ญั ญาณไฟเล้ยี วและชะลอความเรว็
- เม่ือรถด้านหลังวา่ งพอท่ีจะทาการเลย้ี ว ให้เล้ียวโดยขับชดิ ชอ่ งทางด้านขวา
- เคล่ือนรถและตวี งเลี้ยว
- เคล่ือนรถดว้ ยความเรว็ ตา่ เพ่อื ป้องกนั การเกิดแรงเหวีย่ งขณะกลับรถ
- เมื่อเลี้ยวรถได้แล้วให้วิ่งชิดขอบทางด้านขวาจนกว่าจะปลอดภัยจากรถท่ีวิ่งแซงมาทาง

ด้านซ้ายจึงค่อยขับรถเขา้ สู่ช่องทางปกติโดยตอ้ งให้สญั ญาณไฟทกุ คร้ัง


17

การขบั ผา่ นทางแยก

ในการขับรถผ่านทางแยกผู้ขบั รถควรอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างย่ิง โดยสิง่ ทต่ี อ้ งคานึงถึง
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขับรถผ่านทางแยก คือ ความเร็ว ระยะเบรก การใช้ทาง
ของผู้ร่วมทางอื่นสัญญาณไฟจราจร โดยท้ังหมดน้ีเป็นส่วนสาคัญที่ผู้ขับรถควรนามาพิจารณาเพ่ือวางแผน
และตัดสนิ ใจกอ่ นท่จี ะขบั รถเขา้ ทางแยก รวมท้ังขณะขบั รถผ่านทางแยก

เพือ่ ให้เกิดความปลอดภยั ก่อนขับรถเขา้ ทางแยก ผู้ขับรถควรปฏบิ ัตดิ ังน้ี

- ซะลอความเร็ว เพ่ือสารวจและพิจารณาทางแยก โดยสังเกตป้ายเตือน เครื่องหมาย
ไฟสญั ญาณ โดยสิ่งเหล่านีใ้ ช้ในการตัดสนิ ใจวา่ จะขับผา่ นแยกหรือลดความเรว็ เพ่ือหยุดรถ

- มองบริเวณรอบทางแยกและวางแผน โดยดูตาแหน่งการเดินรถของเรา ของผู้ร่วมทาง
และอ่านป้ายตา่ ง ๆ เชน่ ปา้ ยบอกทาง ปา้ ยบอกช่องจราจร

- เขา้ ใจถึงอันตรายท่ีอาจเกิดขึ้น ทง้ั ดา้ นหนา้ ด้านหลงั ดา้ นซ้าย ดา้ นขวา และพจิ ารณาทาง
เอก ทางโท โดยรถท่อี ยู่ทางโทควรหยดุ และให้รถที่อย่ใู นทางเอกไปก่อน

- ขณะผา่ นทางแยกใหร้ ะวงั รถท่ีกาลงั ว่งิ เขา้ มาหาเรา
- เตรยี มพร้อมและตน่ื ตวั ตลอดเวลา

ขน้ั ตอนการขับรถผ่านทางแยก

(1) ก่อนถึงทางแยกจะมีป้ายเตือนลักษณะทางแยกและป้ายบอกเส้นทาง ผู้ขับรถควรศึกษา
เพือ่ การขับเขา้ ชอ่ งทางที่ถูกต้องและทราบสถานะของการขบั ขี่

(2) เริ่มสงั เกตปริมาณและการเคล่อื นตวั ของรถท่ีอยู่ข้างหน้า
(3) รักษาความเร็วไม่ให้ต่าเกินไปหรือสูงเกินไป เพื่อท่ีหากจาเป็นต้องหยุดจะได้สามารถ

หยุดไดท้ ัน
(4) เมอ่ื ขบั ผ่านอยา่ งปลอดภยั ใหเ้ รง่ เครือ่ งเล็กนอ้ ยเพือ่ ขับผ่านไป
(5) ควรระวงั คนท่ีกาลงั รอขา้ มถนนหรือคนท่ีเดนิ อยบู่ ริเวณทางแยก
(6) หากพบเห็นสัญญาณฟจราจรสีเขียวเป็นเวลานาน ควรสันนิษฐานไว้ว่าสัญญาณ

อาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงได้ ควรชะลอความเร็วลง เพื่อเตรียมหยุดรถในกรณี
ทีส่ ญั ญาณไฟเปลี่ยนเป็นสเี หลอื งหรือแดง


18

การขับรถเข้าวงเวยี น

การขับรถเข้าวงเวียนหรือทางเล้ียวแคบ ซ่ึงต้องทาการเปล่ียนทิศทางไปตามลักษณะ
ของทางท่ีเลี้ยวของวงเวียน ซ่ึงอาจมีหลายจังหวะที่ส่งผลกระทบถึงการทรงตัวของรถ โดยแรงที่เกิดจาก
การเล้ียวนั้นเรียกว่า "แรงเหวี่ยงหนีศูนย์" ซ่ึงถ้าหากผู้ขับข่ีไม่ชานาญหรือไม่สามารถควบคุมรถได้ในขณะท่ี
เลี้ยวจะทาใหร้ ถเสียการทรงตัวหรอื เกิดการพลกิ ควา่ ได้ ดังน้ันสิ่งที่ผู้ขับควรคานึงถึงในการขับรถเข้าวงเวียน
คือ ความเร็วรถ ระยะเบรก การให้สัญญาณไฟ วงเลย้ี ว การจราจรบริเวณวงเวียน เป็นต้น

การขบั รถเข้าวงเวยี นอย่างปลอดภัย ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี

(1) ตรวจดูสภาพการจราจรด้านหน้าและด้านหลัง ตลอดจนช่องทางท่ีต้องการเข้า-ออกจาก
วงเวยี นก่อนขบั รถเขา้ วงเวียน

(2) ประเมนิ สภาพความโค้งของวงเวยี น รวมถงึ ปรมิ าณชอ่ งจราจรทอ่ี ยใู่ นวงเวียน
(3) ประเมินความเร็วรถขณะเข้าวงเวียน ขณะขับรถอยู่ในวงเวียน และการขับรถออก

จากวงเวยี น เนอ่ื งจากอาจเกิดแรงเหวี่ยงสูงหากวิ่งด้วยความเรว็ สูงเกินไป รวมทง้ั อาจเส่ียง
ต่อการพลิกควา่ ในขณะท่ีรถเร่มิ เลีย้ วหรือเปลีย่ นทิศทาง
(4) ขณะเร่ิมขับเขา้ วงเวยี นและก่อนที่จะออกจากวงเวยี นจะต้องเปิดไฟสญั ญาณทุกครั้ง
(5) ตรวจสอบรถทวี่ ิ่งอยู่ภายในวงเวยี นและให้ทางแกร่ ถทางขวามอื ก่อนเข้าวงเวียน
(6) การหมุนแฮนด์ขณะเข้าวงเวียนไม่ควรเร็วเกินไปหรือหักเล้ียวอย่างกะทันหันเพราะ
อาจมผี ลต่อแรงเหวีย่ งทาให้รถพลิกควา่ ได้
(7) ขณะขับรถออกนอกวงเวยี นใหร้ ะวังการพลิกคว่าของรถเน่ืองจากแรงเหว่ียง
(8) เลอื กช่องทางและทศิ ทางทีจ่ ะทาการเข้าและออกโดยเผื่อระยะของวงเลย้ี ว

การขับข่ใี นเขตชุมชน

การขับข่ีเข้าไปในเขตชุมชน ผู้ขับรถจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องเพ่ิมความระมัดระวังมากข้ึน
เน่ืองจากเขตชุมชนเป็นแหล่งท่ีมีผู้คนพลุกพล่าน หรือมีการจราจรท่ีมากกว่าบนถนนทางหลวงท่ัวไป
ผู้ขับข่ีควรสังเกตป้ายจราจร รวมถึงสัญลักษณ์จราจรท่ีคอยเตือนหรือแนะนาต่าง ๆ รวมทั้ง
สังเกตผู้เดินเท้าอยู่ริมถนนหรือกิจกรรมต่าง ๆ บริเวณถนนที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ผู้ขับขี่
ควรลดความเร็วลงให้ไม่เกินท่ีกฎหมายกาหนด เพ่ือให้ง่ายต่อการสังเกตการณ์และสามารถควบคุม
หรอื หยดุ รถไดท้ ันเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน


19

ข้อควรระวังเกยี่ วกับผู้เดินเทา้

มีหลายครง้ั ทีเ่ กิดอบุ ัติเหตรุ ถชนผทู้ เ่ี ดินเท้า บางคร้ังรนุ แรงถึงชวี ิต สาเหตอุ าจมาจากหลายทาง
ทั้งการปฏิบัติท่ีไม่ปลอดภัยของผู้เดินเท้าเองหรือความประมาทละเลยของผู้ขับรถ ไม่ว่าสาเหตุ
จะมาจากส่ิงใด ผู้ขับรถพึงขับข่ีอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา เมื่อขับรถผ่านเขตที่มีผู้คนพลุกพล่านแหล่ง
ชุมชน หรอื เขตทอ่ี ยู่อาศัย

การขบั รถบริเวณท่ีมีคนเดนิ เท้า ผู้ขบั รถควรปฏบิ ตั ิดงั นี้

- ลดความเร็วลงเพ่ือสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบ ๆ ได้อย่างถ่ีถ้วน รวมท้ังควบคุมรถ
ได้ง่ายขนึ้

- เตรียมพร้อมสาหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันตลอดเวลา รวมทั้งคาดการณ์อุบัติเหตุ
ทอี่ าจเกิดขึน้ ไดจ้ ากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น มีเด็กเล่นบอลอยู่รมิ ถนน หรอื มรี ้านคา้ ต้งั ขวาง
ทางเดินจนผู้คนตอ้ งออกมาเดนิ รมิ ถนน คนรอข้ามทางมา้ ลาย เปน็ ต้น

- หากเห็นผู้เดินเท้ากาลังจะข้ามทางม้าลาย ผู้ขับรถควรลดความเร็วและหยุดรถเพ่ือให้
คนข้ามไปกอ่ น

- ในการขบั รถเวลากลางคืน ควรระมดั ระวังผูท้ ี่เดินเทา้ หรือข้ามถนนที่ใสเ่ สอ้ื สีดาหรือสีเขม้

ความร้ขู ัน้ สูงเกยี่ วกับการขบั รถจักรยานยนต์

วิธีปฏิบัตเิ พอ่ื เพมิ่ ความปลอดภัยในการขบั รถจกั รยานยนต์ มดี งั นี้

- ก่อนเปลี่ยนช่องจราจรการเลี้ยว ควรมองกระจกข้าง รวมทั้งมองข้ามใหล่เพ่ือสังเกต
จุดบอดในช่องทางด้านข้างก่อนที่จะกระทาสิ่งต่าง ๆ รวมท้ังสังเกตรถท่ีตามมา
ขา้ งหลงั ดว้ ย

- ข้างหลังของรถอาจเป็นจุดบอดท่ีสังเกตได้ยาก ผู้ขับรถควรขับข่ีด้วยความระมัดระวัง
ไม่ควรเบรกหรือหยุดรถอย่างกะทันหัน ควรอาศัยกระจกข้างช่วยในการสังเกตพื้นที่
ทเี่ ปน็ จุดบอดดว้ ย

สรปุ ข้อควรรแู้ กผ่ ู้ขบั ขร่ี ถจกั รยานยนต์

- ผู้ขับขีจ่ ะตอ้ งหนั หนา้ ไปมองดา้ นข้างก่อนทาการเปลย่ี นช่องจราจรทุกครงั้ เนือ่ งจากผ้ขู ับข่ี
จะต้องตรวจดใู นตาแหน่งจดุ บอดว่ามีผู้ขบั ขี่ท่านอน่ื หรือไม่


20

- จุดบอด คือ
(1) บรเิ วณด้านซ้ายและดา้ นขวาของรถท่กี ระจกมองข้างท้งั สองข้างจบั ภาพไม่ได้
(2) บริเวณดา้ นหลังของรถที่กระจกมองหลงั จับภาพไม่ได้
(3) บรเิ วณดา้ นหนา้ ของรถทผ่ี ู้ขับขไ่ี มส่ ามารถมองเหน็ ได้

การขบั รถขน้ึ ทางลาดชนั

ในการขับรถจักรยานยนต์ข้ึนลงทางลาดชัน ผู้ชับข่ีจาเป็นท่ีจะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
โดยสิ่งที่ผขู้ ับรถควรคานึงถึงเพือ่ ให้การขบั รถขึน้ -ลงทางลาดชนั เปน็ ไปอยา่ งปลอดภยั คือ

- สภาพความสามารถของรถและเครื่องยนต์ รอบเครื่องยนต์ กาลงั สงู สุดของเครอื่ งยนต์
- ผู้โดยสาร
- สภาพความลาดชนั รวมท้ังทางโค้ง สภาพแวดลอ้ มบรเิ วณทางลาดชัน
- สภาพเบรกของรถและการใชเ้ บรกตา่ ง ๆ

การขับรถข้นึ ทางลาดชนั

สิ่งท่ผี ้ขู บั รถควรปฏิบตั ิเมื่อขับรถขึน้ ทางลาดชัน คอื
- ประเมินความลาดชัน ลกั ษณะของถนน ความยาวของเสน้ ทาง สังเกตปา้ ยเตอื นตา่ ง ๆ
รวมทง้ั จุดทีอ่ าจเกดิ อันตรายบ่อย ๆ
- ขณะเข้าทางลาดชันความเร็วจะลดลงให้เปล่ียนเกียร์ให้เหมาะสม คือ ใช้เกียร์ต่า
และเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมตามจังหวะของรอบเครื่องยนต์ โดยพยายามรักษา
ระดบั รอบเครอ่ื งยนต์ให้อยใู่ นชว่ งท่มี กี าลังสงู สุดของเคร่ืองยนต์
- ควรเปล่ียนเกยี รใ์ หส้ ัมพนั ธ์กับลกั ษณะทาง
- ควรระมัดระวังรถที่สวนลงมาหรอื รถท่ลี า้ ช่องทางมา
- ท้ิงระยะห่างจากรถคันหน้าให้มีระยะเบรกท่ีพอเพียงหรือสามารถหักหลบเม่ือเกิดเหตุ
ฉุกเฉนิ ไดท้ ัน
- รักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าให้คงที่ และหลีกเล่ียงการหยุดหรือจอดรถอยู่
ในทางลาดชัน ยกเว้นแต่ในกรณจี าเปน็ ควรจอดรถใหช้ ดิ ขอบทาง


21

การขับรถลงทางลาดชนั

ส่ิงท่ีผู้ขับรถควรปฏบิ ัตเิ มือ่ ขับรถลงทางลาดชนั คอื
- ประเมินความลาดชันให้ถูกตอ้ ง
- ลดความเรว็ ให้ชา้ ลง ใชเ้ กียรต์ า่ ใหเ้ หมาะสมกับทางลาดชัน
- ในขณะลงทางลาดชันและเป็นทางโค้งควรหลกี เล่ยี งการเปลย่ี นเกยี ร์
- หลีกเลี่ยงการแซงขณะลงทางลาดชัน
- ห้ามขบั เข้าไปในช่องทางรถทีส่ วนมาดา้ นหน้า

สรุปขอ้ ควรรแู้ ก่ผขู้ บั ข่รี ถจกั รยานยนต์

- ถา้ เครือ่ งดบั ขณะกาลังเคลอ่ื นที่ออกจากทางลาดชัน ท่านควร
(1) ทาการเบรกทนั ทีเพ่อื ไม่ให้รถไหล
(2) เปลีย่ นไปเข้าเกียรว์ า่ ง
(3) ติดเคร่อื งใหม่

- การขับขีข่ ึน้ หรือลงทางชัน ผ้ขู ับขีจ่ ะตอ้ งเพิ่มความระมดั ระวัง เนอ่ื งจากทาให้ควบคมุ เบรก
และทิศทางไดล้ าบาก

- การขับขข่ี นึ้ หรอื ลงทางชนั ผู้ขับข่คี วรใช้เกียรต์ ่า
- ในการขบั ขล่ี งทางชัน ผู้ขบั ขีค่ วรใช้เกยี ร์ตา่ เพอื่ หนว่ งความเร็วของรถ
- ผู้ขับขี่ไม่ควรใช้เบรกอย่างต่อเน่ืองเป็นเวลานานในขณะขับขี่ลงทางลาดชัน เนื่องจาก

จะทาให้ผ้าเบรกไหม้
- หากเครื่องยนตด์ บั ขณะขบั ขข่ี น้ึ ทางลาดชนั ผขู้ บั ขี่ควรเบรก เปล่ยี นเกียรว์ ่าง และติดเครอื่ ง

ใหม่
- ในขณะขับขีข่ ้ึน-ลงทางลาดชัน ผขู้ บั ข่ีไมค่ วร

(1) บีบคลตั ช์คา้ งไว้
(2) ดบั เคร่ืองยนด์
(3) เปลย่ี นเป็นเกยี รว์ ่าง

การขบั ขบ่ี นถนนทมี่ นี า้ ขงั

ในกรณีท่ีรถจารยานยนต์ต้องลุยบนถนนท่ีมีน้าชัง อาการเคร่ืองยนต์ดับหรือรถพลิกล้ม
อาจเกิดขึ้นได้วิธีท่ีถูกเม่ือเจอสภาพน้าขัง ควรขับด้วยเกียร์ต่า เร่งเครื่องให้อยู่ในระดับใดระดับหน่ึง
ตลอดเวลา และเป็นระยะ ถ้าเคร่ืองดับต้องจงรถให้พ้นน้าและถอดหัวเทียนออกมาเช็ดทาความสะอาด
ให้แห้ง รวมท้ังตรวจสอบระบบไฟจุดระเบิดให้ปราศจากความช้ืนด้วย หลังจากนั้นประกอบเข้าที่
แล้วสตาร์ทเครือ่ งใช้งาน


22

การขับข่ภี ายใต้สถานการณ์ทเี่ ลวรา้ ยและการตอบสนองกรณฉี ุกเฉิน

สาเหตกุ ารลื่นไถล

- ใช้ความเร็วสงู ไมส่ อดคล้องกับสถานการณ์
- ทาการเบรกทรี่ นุ แรงหรือเบรกกะทนั หัน

สรุปข้อควรรแู้ กผ่ ู้ขบั ข่รี ถจกั รยานยนต์

- ในการขับข่ีลุยน้า ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วลง แต่เร่งเคร่ืองยนต์ให้มากกวา่ ปกติเลก็ น้อยเพ่อื
ปอ้ งกันไม่ให้เครื่องยนต์ดบั

- ประโยชน์ของการหยุดรถด้วยเครื่องยนต์ (Engine Brake) คือ ผ้าเบรกจะไม่สึกหรอมาก
และไมเ่ กดิ ความรอ้ นสูง นอกจากน้ีรถจะไม่เสยี การทรงตัวเมอื่ เบรก

- ในกรณีที่รถของท่นเสียหลักล่ืนไถล ท่านควรผ่อนคันเร่งและบังคับแฮนด์ไปในทิศทางทีร่ ถ
ไถลโดยไมใ่ ช้เบรก

- เมอื่ รถของทา่ นยางร่ัวซมึ ในขณะขับขี่ ทา่ นควรผอ่ นคนั เรง่ และประคองรถใหต้ รง
- เมื่อทาานทาการเบรกบนถนนที่เปยี กลน่ื และรถของท่านเริ่มจะปัด ท่านควรปลอ่ ยเบรกให้

สดุ ทงั้ เบรกหนา้ และเบรกหลังเปน็ ขั้นตอนแรก
- หากล้อหลังปัดไปทางซ้าย ท่านควรผ่อนคันเร่งและบังคับแฮนด์ไปทางซ้าย ในกรณี

เดียวกนั หากล้อหลังปดั ไปทางขวา ทา่ นควรผ่อนคันเรง่ และบงั คบั แฮนด์ไปทางขวา

การขับรถขณะทม่ี หี มอกควนั และการขบั รถในเวลากลางคนื

การขบั รถผ่านเส้นทางทีม่ หี มอก

หมอกทาให้ทัศนวิสยั ในการขับรถแยล่ ง หากต้องขับรถท่ามกลางเส้นทางที่มีหมอกลง ผู้ขับรถ
ควรปฏบิ ตั ดิ ังต่อไปน้ี

- ลดความเร็วลงและเปิดไฟหนา้ ทันที เพ่ือให้รถคันอน่ื สังเกตได้
- เพิ่ความระมัดระวังมากข้ึน และควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ

และไม่ควรแซงในเส้นทางที่มีหมอกลง
- หาทจี่ อดหยดุ พกั ในกรณที ่ไี มส่ ามารถมองเหน็ เสน้ ทางได้

การขบั รถผา่ นเส้นทางท่ีมคี วนั ไฟ

ตามเสน้ ทางในตา่ งจงั หวัด มกั จะมีการเผาสิ่งต่าง ๆ ข้างถนน ไม่ว่าจะเป็นเผาหญ้า ผาฟางข้าว
เป็นต้น ซึ่งควันไฟจากการเผาส่ิงเหล่าน้ีอาจมาบดบังเส้นทางที่ขับรถ ทาให้ทัศนวิสัยแย่ลงมีโอกาสเส่ียง
ทจี่ ะเกิดอุบตั ิเหตุ เพอื่ ความปลอดภัยผูข้ ับขี่ควรปฏิบตั ดิ งั ตอ่ ไปนี้


23

- ชะลอความเร็วของรถลดลง เพือ่ ให้สามารถมองเสน้ ทางและตดั สนิ ใจไดง้ ่ายข้ึน
- ควรเพมิ่ ความระมัดระวังและพรอ้ มที่หยุดรถตลอดเวลาเม่ือสังเกตเห็นสิง่ ผิดปกติในควันไฟ
- เปิดไฟหนา้ เพ่ือใหร้ ถท่ีสวนมาสังเกตเห็นและไมค่ วรแซงในเสน้ ทางที่มคี วนั บดบงั
- ไม่ควรจอดรถใกล้จุดท่ีมีควันบดบังถนนหากไม่จาเป็น เพราะอาจเกิดอันตรายจากรถ

ท่ตี ามมาได้

การขับรถในเวลากลางคืน

การขับรถในเวลากลางคืน มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าการขับรถในเวลากลางวัน
เน่ืองมาจากทัศนวิสัยในการมองเห็นมีจากัดกว่า รวมท้ังผู้ขับรถอาจมีอาการง่วงนอน ไม่คุ้นเคยเส้นทาง
หรือใช้ความเรว็ ที่ไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการเกิดอบุ ัติเหตทุ ี่รนุ แรงได้

ข้อปฏิบตั เิ พอ่ื หลีกเสีย่ งอุบตั เิ หตุ

- ตรวจความพรอ้ มของรถและรา่ งกายคนขับ
- ผขู้ บั รถควรมกี ารตนื่ ตวั และระมัดระวังตลอดเวลา
- หากมีอาการเพลียหรือง่วงนอน ให้หยุดพักเพ่ือท่ีจะได้เดินยืดเส้นยืดสายหรือล้างหน้า

แต่ส่ิงเหล่านีอ้ าจช่วยไดเ้ พียงไม่นาน หากง่วงนอนอย่างมากควรหาที่จอดพักเพ่ือนอนหลบั
จนหายง่วงจะเป็นการปลอดภัยท่ีสุด โดยหลักสากลผู้ขับรถไม่ควรขับรถต่อเนื่องกันเกิน
2 ชั่วโมง
- ใช้ไฟสูงในการตรวจสอบเส้นทาง รวมท้ังส่ิงกีดขวางเม่ือมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน แต่
ห้ามใช้ในกรณที ี่มรี ถสวนมาเดด็ ขาด

สรุปข้อควรรู้แกผ่ ้ขู บั ข่รี ถจกั รยานยนต์

- ในกรณีท่ีผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขณะขับขี่ในเวลากลางคืนหรือขณะท่ีมีหมอก
ผ้ขู บั ขค่ี วรเคลือ่ นรถไปอยูใ่ นทปี่ ลอดภยั และเปิดไฟฉุกเฉนิ

- ในขณะขับข่ีท่ามกลางหมอก ผู้ขับข่ีจะต้องเปิดไฟหน้าและไฟหลังในกรณีท่ีไม่สามารถ
เหน็ เสน้ ทางไดใ้ นระยะ 150 เมตร

- เมื่อขับรถในเวลากลางคืน ผู้ขับข่ีควรขับให้ช้ากว่าปกติเนื่องจากไม่สามารถมองเห็น
ไดอ้ ยา่ งชดั เจน


24

การปฏบิ ตั ิเม่ือประสบอุบัติเหตุ

ขอ้ ปฏิบัตเิ มื่อเกดิ อุบัติเหตุ

ปจั จัยที่ส่งผลให้เกิดอุบตั เิ หตุหรือเส่ียงตอ่ การเกิดอันตรายท่ีสาคญั มีอยู่ 3 ปจั จยั คอื
- ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์ เชน่ ทางแยก วงเวยี น ทางโค้ง ทางลาดชัน ทางรถไฟ เปน็ ตน้
- ตาแหนง่ หรือการเคลื่อนไหวของผู้ใชร้ ถอื่น ๆ รวมถึงคนเดินเทา้
- สภาพผวิ การจราจรหรือสภาพดนิ ฟ้าอากาศ

แผนการปฏิบตั ิในการขบั รถในสภาพเส่ยี งอันตราย

- แยกแยะหรือระบลุ กั ษณะของเหตุการณ์ที่อาจเกิดข้ึนได้
- ทานายความเปน็ ไปไดข้ องการเปลีย่ นแปลงในสถานการณต์ า่ ง ๆ ท่มี ีผลต่อความปลอดภยั
- ตัดสินใจพิจารณาทางเลือกและตัดสินใจในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดข้ึนว่าจะใช้แผน

การปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร เมือ่ มีอันตรายเกิดขึน้ มากกว่าทเ่ี ปน็ อยู่
- การกระทาในการควบคุมรถอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งใช้ระบบการควบคุม

อยา่ งเหมาะสม
(1) เสน้ ทาง เลือกเส้นทางทีเ่ หมาะสม เพื่อชว่ ยลดอนั ตรายทอ่ี าจเกิดขน้ึ ได้
(2) กระจกรถ เพอ่ื ตรวจสอบตาแหนง่ ของการจราจรในบรเิ วณที่ใกลเ้ คยี ง
(3) สัญญาณ ใหส้ ญั ญาณเพ่ือแสดงจุดมงุ่ หมายและสงั เกตสญั ญาณตอบสนองของรถคันอน่ื
(4) เบรกได้ทนั ท่วงที
(5) เกยี ร์ เลอื กเกียรใ์ ห้เหมาะสมถกู ตอ้ งกับความเร็ว
(6) การเร่ง เร่งหรือลดความเร็วเพื่อแก้ไชสถานการณ์ต่าง 1 ให้ปลอดภัยหรือลตอันตราย

ทเ่ี กดิ ข้ึน

ข้อปฏบิ ตั เิ มอ่ื เกิดอบุ ตั เิ หตุ

เรยี งลาดบั ความสาคญั ของส่ิงท่ีควรกระทาเมอ่ื เกิดอบุ ตั ิเหตุได้ดังน้ี
(1) ปอ้ งกนั การเสยี ชีวิตและบาดเจบ็
(2) ปกปอ้ งสง่ิ แวดล้อม
(3) ลดความสูญเสียต่อทรัพย์สิน
(4) ควบคุมเหตุการณไ์ มใ่ หล้ ุกลามมากข้ึน


25

เมื่อเกิดอุบัติเหตุท่ีอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ขับขี่หรอื ในกรณีที่เข้าไปเก่ียวข้องกับเหตุการณ์
ผู้ขับขค่ี วรปฏบิ ัติดงั ต่อไปนี้

- ตรวจสอบสภาพการเกิดอุบตั เิ หตุและความสญู เสียดา้ นชีวติ
- แจง้ ตารวจทอ้ งทีแ่ ละบริษัทผ้รู บั ประกันภัยหากมีผ้บู าดเจ็บหรือเสียชีวติ
- จอดรถในตาแหน่งท่ปี ลอดภัยและสงั เกตเห็นไดช้ ัดเจน กรณที ่ีรถสามารถเคลอื่ นท่ีได้
- ดับเครอ่ื งยนตแ์ ละตรวจสอบการร่ัวของนา้ มนั และปดิ ระบบไฟ
- ตรวจสอบหากพบว่ามสี ินค้าที่เปน็ วตั ถุอันตรายร่ัวไหล รวมทัง้ แจง้ ให้ผเู้ ก่ยี วข้องรับทราบ
- ทาการวางกรวยจราจรในระยะ 50 เมตร ทั้งด้านหน้าและหลังรถ หรืออาจติดตั้ง

ปา้ ยเตอื นอบุ ตั เิ หตุ ถา้ เป็นกลางคืนควรตัง้ สัญญาณไฟเตอื นด้วย
- ผ้ขู บั รถควรอยู่ประจารถจนกวา่ ผู้ทีช่ ่วยเหลือจะมาถึง
- ในกรณีท่ีไม่สามารถเคล่ือนย้ายอุปกรณ์ไปในที่ปลอดภัยได้ให้ระมัดระวังการสูญหาย

ของผลติ ภณั ฑ์ อปุ กรณ์ หรอื อุบัติเหตุซา้ ซอ้ นทีต่ ามมา

ก้ันพ้ืนทเ่ี กิดเหตุ

อุบัติเหตุเล็ก ๆ อาจกลายเป็นความเสียหายใหญ่โตได้ ถ้ารถคันท่ีตามมาข้างหลังไม่ทราบ
หรือไม่ได้มีการปิดก้ันช่องทางการจราจรไว้เตือนผู้ใช้ถนนอื่น ๆ ให้ทราบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
โดยตงั้ สามเหลีย่ มเพื่อทาเครอ่ื งหมายในระยะทางอย่างนอ้ ย 50 เมตร ดา้ นหลังบริเวณที่เกิดเหตุ

เตรยี มรายละเอยี ดของการเกิดเหตกุ ารณ์

ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ที่เก่ียวข้อง
เนื่องจากเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย และนอกจากนี้บริษัทประกันวินาศภัยก็ต้องการทราบรายละเลียดสิ่งท่ี
ควรบันทึก

- วันท่ี เวลา และสถานที่เกดิ เหตุ
- ความเสียหายของรถ
- สภาพอากาศและสภาพถนน
- ชอื่ และที่อย่ขู องคนขบั คกู่ รณี
- ชอ่ื และที่อยขู่ องพยาน
- คาอธิบายแบบย่อของบรรยากาศโดยรอบ
- รายช่ือของผ้บู าดเจ็บและอาการบาดเจบ็


26

การบาดเจบ็ และการให้การรกั ษา

สารวจรอบบริเวณท่ีเกิดเหตุและจัดลาดับความสาคัญของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ใครสมควรได้รับ
การช่วยเหลือก่อน โดยดูแลผู้ท่ีมีอาการบาดเจ็บมากท่ีสุดก่น และอย่าพยายามให้การรักษาใด ๆ
แก่ผู้บาดเจ็บโดยไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ให้รอจนว่าหน่วยกู้ภัยที่มีความชานาญและได้รับการฝึก
เพอื่ รบั เหตุการณ์น้ีเปน็ ผ้ดู าเนนิ การ

การปฏบิ ตั ติ นเม่อื พบเหน็ ผู้ประสบอุบัตเิ หตุ

- ควบคมุ สติ อย่าตนื่ ตระหนก
- สารวจสถานการณ์ล่อแหลม เชน่ รถที่ตดิ ไฟ หรอื กซ๊ ร่ัว ฯลฯ า
- สารวจสถานท่เี กดิ เหตุ
- จัดลาดับความสาคัญของสงิ่ ท่คี วรทาดังน้ี

(1) การหายใจและชพี จร
(2) การเสยี เลือด
(3) อาการช็อกเนื่องจากระบบไหลเวียนล้มเหลว

การเคล่อื นย้ายผปู้ ่วย

อย่าทาการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จาเป็น ยกเว้นแต่ในกรณีที่ผู้ป่วยน้ันกาลังอยู่ในตาแหน่ง
หรอื สถานการณ์ท่ีอาจเป็นอันตรายได้ เชน่ อยูบ่ นถนนและกีดขวางทางจราจร อยู่ใกล้รถทกี่ าลังตดิ ไฟผู้ป่วย
ที่หมดสตทิ ่ีอยู่ในทา่ ทางท่ไี ม่ถูกต้อง และตอ้ งการขยบั ท่ทางใหม่ ไมม่ ีหน่วยกูภ้ ยั มาใหก้ ารช่วยเหลือ

สรุปขอ้ ควรรแู้ ก่ผขู้ ับข่รี ถจกั รยานยนต์

- หลังจากเกดิ อุบตั ิเหตุ ผูข้ ับข่ีตอ้ งใหส้ ญั ญาณเพ่อื เตอื นใหร้ ถอืน่ ทราบเป็นอนั ดับแรก
- หากมีผู้บาดเจ็บหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ท่านควรปฐมพยาบาลเบ้ืองต้นแล้วรีบนาส่ง

โรงพยาบาล
- หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ไม่ควรเคล่ือนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุทันทีเพราะจะต้อง

ให้เจา้ หน้าทต่ี ารวจตรวจสอบท่เี กดิ เหตแุ ละลงบันทึกไวเ้ ป็นหลักฐาน
- หากทา่ นประสบอุบัติเหตโุ ดยผูท้ ีซ่ ้อนท้ายท่านบาดเจบ็ ทา่ นไม่ควร

(1) ถอดหมวกนริ ภยั ออก
(2) เคล่อื นยา้ ยตัวผบู้ าดเจ็บออก
(3) ให้ผบู้ าดเจ็บด่ืมนา้


27

การขบั ขี่อย่างประหยัดนา้ มัน

องคป์ ระกอบการขบั รถอยา่ งประหยัดน้ามนั

คนขับรถ

นา้ หนกั บรรทุก ตวั รถ

สภาพแวดลอ้ ง

ผูข้ บั ขี่

คณุ สมบัติทผ่ี ู้ชบั ข่ีควรมเี พื่อการขับรถประหยดั นา้ มัน คือ
- มีความรู้เกีย่ วกบั รถและเทคโนโลยตี ่าง ๆ ของรถทีข่ บั
- ต้องมีความรู้และความเข้าใจเก่ียวกับกาลังของเคร่ืองยนต์ แรงม้า แรงบิด และ
รอบของเครื่องยนต์ทีเ่ หมาะสมในการใช้งาน
- มีความเข้าใจเก่ียวกับชนดิ ของเกียรแ์ ละการใช้เกียร์ต่าง ๆ ท่ีถูกต้อง เช่น การเปลี่ยนเกียร์
ท่ีรอบเครื่องยนต์ตา่ หรือให้อยใู่ นชว่ งที่ประหยดั นา้ มนั
- การใชเ้ บรกอย่างถกู ต้อง
- มีความพร้อมของร่างกายและสภาพจติ ใจในขณะขับรถ
- วางแผนก่อนการเดินทางเพ่ือให้เดินทางได้อย่างรวดเร็วและระยะทางสั้นที่สุด
โดยพยายาม
- หลกี เลย่ี งการขับรถบนทางลาดชนั หรือมีสภาพการจราจรติดขัด

การถอกรถและการเปล่ยี นเกียรท์ ่ชี ว่ ยใหป้ ระหยัดนา้ มันเชอื้ เพลิง

- ให้รอบเคร่ืองยนด์อยู่ในตาแหน่งที่ประหยัดและได้แรงบิดจากรอบเครื่องยนต์มากท่ีสุด
โดยท่ัวไปรถที่ผลิตในปัจจบุ ันรอบของเคร่ืองยนดจ์ ะได้แรงบิดสูงสุดในขณะเครื่องยนต์รอบ
ตา่ (อย่ใู นช่วงแถบสเี ขียว)

- ห้ามลากรอบเครื่องยนต์ให้เกินตาแหน่งเกินรอบท่ีได้แรงบิดสูงสุด ซึ่งหากเกินจะเป็นการ
สน้ิ เปลอื งน้ามนั อยา่ งมาก


28

- การเปลย่ี นเกียร์ให้สูงข้ึนให้เปลย่ี นในช่วงที่ได้รอบแรงบิดสงู สุด (อยู่ในช่วงแถบสเี ขยี ว)
- การเปล่ียนเกียร์ให้ต่าลงให้เปล่ียนในรอบเครื่องในแถบต่าสุด (ในตาแหน่งต่าสุดของ

แถบสีเขยี ว)
- ในขณะขับรถผู้ขับรถควรรักษาระดับความเร็วและรอบเคร่ืองยนต์ให้อยู่ในตาแหน่ง

แถบสีเขียวตลอดเวลาเพอื่ การประหยัดน้ามนั เชอ้ื เพลิงสงู สดุ

ปัจจัยอืน่ ท่มี ผี ลตอ่ การประหยัดน้ามัน

- หลกี เลีย่ งการใช้เบรกโดยไมจ่ าเป็น
- ไม่เบรกอย่างรนุ แรง
- ใชก้ ารลดเกยี รใ์ หต้ ่าลงขณะใช้ความเรว็ ตา่
- ทิ้งระยะหา่ งจากรถคันหนา้ ใหอ้ ยใู่ นระยะทเี่ หมาะสม
- วางแผนล่วงหนา้ ขณะผา่ นทางแยกเพ่อื หลีกเลี่ยงการจอดตดิ ไฟแดง
- ใช้คนั เร่งด้วยความราบเรยี บและสมา่ เสมอ

ตัวรถ

การบารุงรักษาเครื่องยนต์และส่วนควบคุมต่าง ๆ เป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่สามารถช่วยให้เกิดการ
ประหยดั น้ามันได้

- เครอ่ื งยนต์
(1) สภาพความพร้อม สภาพความฟิตของเคร่ืองยนต์
(2) สภาพป๊ัมน้ามันเชือ้ เพลิงและระบบของหัวฉดี น้ามนั เชื้อเพลงิ
(3) สภาพทเี่ ปน็ สว่ นเสรมิ อ่นื ๆ เช่น น้ามนั หล่อลนื่

- คลตั ช์
คลัตช์เป็นตัวช่วยให้การส่งกาลังไปยังระบบเกียร์ หากคลัตช์สึกหรอหรือใกล้หมดจะส่งผลให้
กาลังของเคร่ืองยนต์ถ่ายทอดไปยังชุดเกียร์ได้ไม่เต็มท่ี ทาให้ต้องใช้รอบของเคร่ืองยนต์ที่สูงกว่าปกติ ทาให้
สิน้ เปลอื งนา้ มันมากขึน้

- เบรก
เบรกรถเป็นส่วนช่วยในการหยดุ รถ หากมีการตั้งเบรกท่ีชิดเกินไปอาจเกิดปัญหาในเร่ืองเบรก
ติ ด ห รื อ เ กิ ด ค ว า มฝื ดที่ จ าน เ บร ก ร ว ม ถึ ง ส ภ าพ ข อ ง ส ปริ ง เบ รก ท่ี ล้า เ กิ นไ ป ก็ มี ส่ว น ทาให้
ขณะทาการเบรกแล้วผ้าเบรกคืนกลบั ชา้ ซ่งึ สง่ ผลให้สิน้ เปลอื งน้ามันเชื้อเพลงิ


29

- ยาง
ในขณะขับรถ ยางรถเป็นส่วนหน่ึงในการรับน้าหนักบรรทุก หากลมยางอ่อนเกินไป

หรือแรงดนั ในลมยางแต่ละเส้นมคี า่ แตกตา่ งกัน ทาใหก้ ารขบั รถไมเ่ กดิ การประหยดั น้ามนั

- สภาพแวดลอ้ ม
สภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพดินฟ้าอากาศ สภาพถนน สภาพการจราจร สภาพภูมิประเทศ
เป็นต้น โดยส่ิงเหล่านี้สามารถเป็นข้อมูลท่ีผู้ขับรถควรศึกษาและใช้ในการวางแผนการเดินทาง
ใหเ้ หมาะสมรวมทั้งหลีกเลีย่ งสภาพเส้นทางทไ่ี มค่ ้นุ เคยและมีสภาพเส่ียงในขณะเดนิ ทาง

หลักการบรรทกุ
ส่งิ ทค่ี วรระวงั และคานึงขณะเคล่อื นย้ายสงิ่ ของบรรทุก

ผู้ขับรถท่ีดีต้องใส่ใจเก่ียวกับบรรทุกสินค้า เน่ืองจากการบรรทุกสินค้ามีผลต่อการขับรถ
ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นแรงเหว่ียงท่ีเกิดจากการเข้าโค้ง การเบรกฉุกเฉิน รวมท้ังการขับรถก็มีผล
ต่อการบรรทุกสินค้าด้วย เช่น หากขับรถไม่ดีสินค้าที่บรรทุกมาอาจเกิดความเสียหายได้ ท้ังนี้ผู้ขับรถต้อง
ทราบชนดิ ของสนิ ค้า ปรมิ าณน้าหนัก ลักษณะหบี หอ่ การจัดวางสินค้า หรือการรดั ตรงึ สินค้า ผ้ขู บั รถจะต้อง
นาข้อมูลท่ีได้มาประเมินให้เข้ากับสภาพการขับรถ รวมถึงสภาพเส้นทางท่ีจะต้องเดินทางผ่าน
เพอ่ื วางแผนในการเดนิ ทางทีป่ ลอดภัยท้ังต่อรถทข่ี บั และสินค้าทบ่ี รรทกุ

สว่ นสาคัญทีท่ าให้การบรรทุกนา้ หนกั เปลี่ยนไป
- การเบรก
- การเปลย่ี นจุดศูนย์ถว่ ง (ลกั ษณะการบรรทุกของเหลว)
- แรงเหวยี่ งหนีศูนย์ (แรงที่เกดิ จากการเข้าโคง้ )
- การจดั วางสนิ คา้ และการรดั ตรึงสนิ ค้า
น้าหนักบรรทุกมีผลต่อการควบคุมรถ การบรรทุกน้าหนักที่มากเกินขีดจากัด หรือการจัดวาง

ไม่ถูกวิธี ตลอดจนพฤติกรรมการขับรถ การออกตัว การเบรก การเล้ียวรถ ย่อมมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
ง่าย ซ่ึงผขู้ ับรถและผูป้ ระกอบการขนสง่ สินคา้ ควรปฏบิ ตั ิดังนี้

- น้าหนักที่บรรทุกไม่ควรเกินกว่าท่ีพิกัดของรถที่รับได้ การบรรทุกน้าหนักท่ีมากเกินไป
จะทาให้รถในขณะเบรกหรือเบรกฉุกเฉินเสียการทรงตัวได้ง่ าย และยังส่งผลต่อ
โครงสร้างของรถ รวมถึงการทาพื้นผวิ บรรทกุ น้าหนกั ท่มี ากเกินไปจะทาให้รถในขณะเบรก
หรอื เบรกฉุกเฉินเสยี การทรงตัว ผิวการจราจรเสียหายจากการบรรทกุ นา้ หนกั เกนิ อัตรา

- ของท่ีบรรทุกควรรัดตรึงกับตัวรถให้มั่นคงเพ่ือป้องกันการลื่นไหล ซ่ึงจะมีผลต่อการเลี้ยว
ทาใหค้ วบคุมรถยาก


30

แรงที่เป็นผลกระทบจากการเบรกและการเลีย้ วโค้ง

ในขณะที่ทาการเบรกเพื่อหยุดรถ น้าหนักบรรทุกและความเร็วของรถจะส่งผลให้เกิดแรงตา้ น
การหยดุ รถส่งผลใหผ้ า้ เบรกสกึ หรอ ผลกระทบตา่ ง ๆ ที่มีในการเล้ยี วโคง้

- จุดศูนยถ์ ่วง
- รัศมีโค้งและความลาดเอยี ง
- แรงเหว่ยี งหนีศูนย์

ในขณะทาการขับรถเข้าทางโค้งจะเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ซึ่งเป็นผลจากการใช้ความเร็ว
และลักษณะโค้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค้งรูปตัวเอส เพื่อความปลอดภัยผู้ขับรถควรรักษาระดับความเร็วของ
รถและใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับทางโค้งเพ่ือรักษาระดับเสถียรภาพการทรงตัวของรถใ ห้ดีขึ้น ท้ังนี้
ผู้ขับรถควรวางแผนเส้นทางการขนส่งอย่างรอบคอบ รวมทั้งรู้สมรรถนะของรถท่ีใช้ รวมถึง
การทิ้งระยะห่างของรถคันหน้าเพ่ือเพ่ิมพื้นที่ขณะทาการเบรก และสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น
ด้านหน้าได้อยา่ งถกู ตอ้ ง

การบรรทุกสินคา้ และการรัดตรงึ สินคา้

ผู้ขับรถที่ดีควรใส่ใจเก่ียวกับสินค้าที่บรรทุกมา โดยควรรู้ว่ากาลังบรรทุกสินค้าชนิดใด
มีอันตรายขนาดไหน สามารถแตก หรือเป็นของผิดกฎหมาย และมีผลกระทบต่อการควบคุมรถ
ขณะเบรกหรอื ขณะเขา้ ทางโคง้ หรือไม่

สรปุ ข้อควรรแู้ ก่ผขู้ ับขร่ี ถจักรยานยนต์

- หากรถของท่านบรรทุกน้าหนักมากเกินไป จะส่งผลทาให้รถของท่านควบคุมได้ยากและ
ทาใหต้ ้องใชร้ ะยะในการเบรกมากขน้ึ

- ผู้ขับข่ีสามารถให้ผู้อืน่ ซอ้ นท้ายไดไ้ มเ่ กิน 1 คน
- หากทา่ นบรรทกุ ของเป็นจานวนมากขณะขับขี่ ท่านควรขบั ดว้ ยความเรว็ ตา่
- ผ้ขู บั ขจ่ี ะต้องทราบว่าสนิ ค้าท่ีบรรทกุ เป็นอะไร สามารถแตก หรือระเบิดไดห้ รือไม่
- ประโยชน์ของการจดั เรียงสินค้าอย่างเป็นระเบียบ คอื

(1) ผู้ขบั ขส่ี ามารถควบคมุ รถไดง้ า่ ย
(2) ลดความเสยี หายของสินคา้ เวลาหยุดรถฉกุ เฉินหรือเขา้ โค้ง
(3) ลดอุบัตเิ หตุท่ีอาจเกดิ ข้นึ จากการเลีย้ วโค้ง


31

- ในการบรรทุกสินค้า ผู้ขับขี่ควรคานึงถึง
(1) การกระจายนา้ หนกั สินค้า
(2) การเลยี้ วและการเขา้ โคง้
(3) การใชย้ านพาหนะท่เี หมาะสม
(4) การเบรกรถ

- ผขู้ ับขีค่ วรพึงระลกึ อยู่เสมอวา่
(1) รถทีบ่ รรทกุ ถงั บรรจขุ องเหลวมแี นวโน้มท่จี ะพลกิ คว่าได้ง่ายกวา่ รถท่ีบรรทุกของแข็ง
(2) การเขา้ โคง้ หรือเลีย้ วรถทบี่ รรทุกของเหลวจะทาใหจ้ ุดศนู ยถ์ ว่ งรถเปล่ียนไป
(3) การเบรกรถอยา่ งรุนแรงอาจส่งผลใหส้ นิ คา้ เสยี หาย

- การเคลื่อนย้ายของท่บี รรทกุ ออกจากรถ ผขู้ บั ขีจ่ ะต้อง
(1) รอให้รถจอดสนทิ
(2) ปลดสายรัดตรงึ สินคา้ อย่างระมัดระวงั
(3) ไม่ขนสนิ คา้ บนทางทีล่ าดชัน

- หากมีผู้โดยสารซ้อนท้ายขณะขับข่ี ท่านควรใช้ความเร็วต่าขณะเข้าโค้ง และ
ไมเ่ บรกกะทันหัน

- ในการบรรทุกสินค้าบนรถจักรยานยนต์ สินค้าทุกชนิดจะต้องใช้อุปกรณ์รัดตรึงสินค้า
ให้แนน่

- ผ้ขู ับขี่จะต้องไม่ใหผ้ ู้อืน่ ซ้อนท้ายในขณะท่ที ่านยังไม่ชานาญการขบั รถจักรยานยนต์

สาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กิดการพลิกควา่

สาเหตุท่ที าให้รถเกดิ การเปล่ยี นแปลงทีส่ ง่ ผลทาใหร้ ถพลกิ คว่า

- การเบรกกะทันหนั
- การเบรกในทางโค้ง
- แรงเหวีย่ งหนศี ูนย์
- สภาพความพรอ้ มของรถทใ่ี ช้บรรทุก

การปอ้ งกนั การพลิกควา่ ขณะขับรถเข้าทางโค้ง

- ประเมินสถานการณใ์ หส้ อดคลอ้ งกับสภาพการณ์ เชน่ การเข้าโคง้ ทางลาดชัน
- ลดความเรว็ และเปลี่ยนเกียร์ลงล่วงหนา้ ก่อนจะถึงทางโค้ง
- รักษาระดบั ความเรว็ ในบริเวณทางโคง้ หรอื เบรกกะทันหันขณะรถอยูใ่ นทางโค้ง
- คอ่ ย ๆ เรง่ เครอ่ื งยนต์ขณะออกจากทางโค้งเพ่ือลดแรงเหวีย่ งหนีศูนย์


32

- ถ้ารู้สึกว่ามีแรงเหว่ียงหนีศูนย์เกิดข้ึน แสดงว่าเราขับรถเร็วเกินไปสาหรับทางโค้งน้ัน
ให้ลดความเรว็ ลง แตอ่ ย่าเบรกทนั ทหี รือเบรกกะทันหนั

มารยาทในการขับรถ

ปัจจุบันการขับชี่ยวดยานพาหนะในทางสาธารณะ แม้ผู้ขับข่ีจะปฏิบัติตามกฎหมายจราจร
โดยเคร่งครดั แล้ว เทา่ นั้นยังไม่เพยี งพอเพราะอุบัติเหตุสว่ นหน่ึงมาจากการทะเลาะววิ าทอันเนื่องมาจากการ
ขาดมารยาทในการชับรถ ดงั น้ันผขู้ บั ขี่จงึ ควรมมี ารยาททดี่ แี ละมีนา้ ใจต่อเพ่อื นผูร้ ว่ มทางด้วยกนั ดงั ต่อไปน้ี

มารยาทในการสตาร์ทรถ

ไม่ควรเร่งเคร่ืองยนต์ค้างไว้ จนเกิดเสียงดังน่าราคาญ เพิ่มมลพิษไอเสียให้ส่ิงแวดล้อม
สิน้ เปลอื งน้ามนั เชื้อเพลงิ

มารยาทในการเคล่ือนรถออกจากท่จี อด

ควรเร่งออกรถด้วยความนุ่มนวล ระมัดระวัง รอบคอบ ไม่ออกรถแบบกระซาก สร้างความ
หวาดเสียวตกใจเสียงดังแก่ผอู้ ยใู่ กล้เคียง

มารยาทในการเร่งความเร็วให้สงู ขนึ้

ควรเร่งดว้ ยความนุ่มนวลจะทาให้รถเคลอื่ นไปแบบไมก่ ระซาก

มารยาทในการใชค้ วามเรว็

ควรใช้ความเร็วตามท่ี กฎหมายกาหนด ในเขตชุมชน คนพลุกพล่าน ต้องลดความเร็ว
ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ แม้ขับรถไม่เกินความเร็วขั้นสูงที่กฎหมายกาหนด แต่บางคร้ังบางสถานที่อาจ
ถือวา่ ไม่มีมารยาทกไ็ ด้

มารยาทในการแซง

ควรให้สัญญาณก่อนแซงทุกครั้ง เพ่ือให้รถคันหน้ารู้ตัวและระมัดระวังหรือให้ทางไม่แซงในท่ี
คบั ขันหรอื เขตหา้ มแซง

มารยาทในการแชง

ขณะแซงไม่หักเข้าซ้ายเร็วจนเกินไป ดูเป็นลักษณะปาดหน้า ทาให้รถคันถูกแซงต้องเบรก
ตัวโก่ง หรือหักหลบเสียการควบคุมรถ เม่ือแซงพ้นอยู่ในระยะท่ีปลอดภัยแล้วให้ชิดซ้ายทันที
ไม่ว่าจะมีรถตามหลังมาหรอื ไม่ หากมรี ถตามหลงั มากจ็ ะไม่เป็นการกดี ขวางรถคันอ่นื


33

มารยาทในการให้แชง

- เมื่อมีรถจะแรงควรขับชิดทางซ้าย เพ่ือให้มีช่องทางเพียงพอแก่รถที่ ขอแซง เมื่อ
เห็นสัญญาณขอแซงจากรถคันหลังโดยการให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวา ไม่ควรเร่งความเร็ว
ตคี ูก่ บั รถท่ีขอแซง เพราะอาจเกดิ อบุ ัตเิ หตไุ ด้

- เมื่อมีรถแรงข้ึนมาดีคู่รถเรา แล้วมีรถวิ่งสวนทางมา เราควรลดความเร็วเพ่ือเว้นช่องว่าง
ให้รถทีต่ คี ู่เรามามชี อ่ งว่างหลบเขา้ มา เป็นน้าใจทีช่ ว่ ยลดอบุ ตั ิเหตุ

มารยาทในการเลีย้ วรถ

- ใหส้ ญั ญาณฟล่วงหน้าในระยะท่เี หมาะสมและชะลอความเร็วรถลง เพื่อให้รถคนั อ่นื รู้ตวั
- การเลี้ยวซ้ายในทางร่วมทางแยก เม่ือเห็นป้าย "เล้ียวข้ายผ่านตลอด" หมายความว่าเลี้ยว

ได้ตอ่ เมือ่ เห็นว่าปลอดภัย
- เม่อื เล้ียวรถเรยี บรอ้ ยแลว้ ตอ้ งเปลยี่ นสัญญาณไฟให้กลบั สปู่ กติ ไมล่ มื เปิดค้างไว้

มารยาทในการเปล่ยี นชอ่ งเดินรถ

ให้สัญญาณไฟซ้ายหรือขวาล่วงหน้าในระยะท่ีเหมาะสม เมื่อเห็นปลอดภัยแล้วให้เปล่ียน
ช่องเดินรถแล้วเปล่ียนสัญญาณฟกลับเป็นปกติ ใช้ความเร็วให้สอดคล้องกับรถที่อยู่ในช่องการเดินรถนั้น
ไมใ่ หร้ ถทีต่ ามมาต้องชะงกั หรือเบรกเสียจังหวะ

มารยาทในการขับรถสวนทางกนั

ในการขับรถบนทางที่สวนกัน ตอ้ งลดความเร็วหรือใช้ความเรว็ ให้เหมาะสม ขับรถชดิ ขอบซ้าย
ใหม้ ากท่ีสุด ไมใ่ ช้ไฟสงู เป็นเดด็ ขาด เพราะจะแยงตาผู้ขับรถคันที่สวนมา

มารยาทในการใช้แตรรถ

การบีบแตรควรใช้เพ่ือเตือนผู้ใช้ถนนอ่ืน ๆ ให้ระมัดระวัง ไม่ใช่เพื่อต่อว่าหรือทาให้ตกใจ
ดังนั้นไม่ควรบีบแตรแรง ๆ หรือยาว ๆ และไม่ใช้แตรในเขตชุมชน โรงพยาบาล หรือเขตห้ามใช้เสียง
การใหส้ ัญญาณแตรมกั ใช้เมื่อ

- ทางโค้งหักศอกหรือโคง้ ทมี่ องไมเ่ ห็นรถสวนมา
- มมุ ชบั ในขอยท่มี กี าแพงทึบบังอยหู่ รือบริเวณท่ีไมแ่ น่ใจ เพอื่ เตอื นรถทสี่ วนมา
- เมือ่ มเี หตถุ ูกเน เชน่ รถของเราเบรกแตก ยางระเบิด เพ่ือให้รถคนั อ่ืนรูต้ ัว หลบหลกี
- ขอความช่วยเหลือ


34

มารยาทในการใชไ้ ฟสูง

การใช้ใฟสูงมีความหมายเช่นเดียวกับแตร คือ ใช้ไฟสูงเพื่อเตือนให้ระวัง แต่นิยมใช้ในเวลา
กลางคืน โดยกรณีทม่ี กั ใช้ไฟสูง

- เวลาขบั ขม้ เนนิ ทางโคง้ เพือ่ ห้รถวิ่งสวนมาร้วู า่ มรี ถเรากาลังวิ่งสวนไป
- ใช้เตือน ขอทางกอ่ นแซง
- ใชต้ รวจทางข้างหน้าให้แน่ใจวา่ มีลักษณะทางอย่างไร มสี ิง่ กีดขวางหรอื ไม่
- ไม่ควรใช้ใฟสูงในลักษณะไลร่ ถคนั หนา้ หรือแกล้งให้รถคันท่ีสวนมามองไมเ่ หน็ แสบตา

มารยาททเี่ ปน็ หลกั สากล

ควรขับรถชิดด้านซ้าย ไม่ขับรถคร่อมช่องทางเดินรถ เพราะจะทาให้คนอ่ืนสับสนในการแซง
หรือการขับตามหลังไม่ใช้สัญญาณฟสูง เพราะจะรบกวนคนท่ีขับรถคันข้างหน้า แตะเบรกเท่าท่ีจาเป็นเพื่อ
ไม่ให้รถคันหลังต้องชะงักตาม การเปล่ียนช่องดินรถต้องให้สัญญาณก่อนและเปล่ียนในจังหวะ
ท่ปี ลอดภัย

ใหค้ วามสะดวกแก่รถถกู เฉนิ

ควรหลบทางให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนเม่ือได้ยินสัญญาณฉุกเฉินผู้ขับรถควรลดความเร็ว ลง
และหลบเข้าทางดน้ ชาั ยของถนนเพอ่ื ใหร้ ถกเฉนิ แซงผ่านไป

มารยาทในการชบั ผา่ นทางข้ามหรอื เขตชุมธน เขตโรงเรียน

ในการขับรถผ่านทางข้าม หรือเขตชุมชน เขตโรงเรียน ผู้ขับรถควรลดความเร็วและใช้ความ
ระมัดระวังกว่าปกติ มีน้าใจให้คนเดินเท้าในการข้ามถนน ไม่กดแตร หรือกะพริบไฟในลักษณะไล่หรือ
ทาให้ตกใจแต่ควรใชใ้ นลกั ษณะเป็นการเตือนจะดีกว่า

มารยาทในการขบั รถลยุ ฝน/นา้

ควรใช้ความเร็วต่า เพื่อไม่ให้น้ากระเซ็นไปโดนคนเดินเท้าหรือรถคันอ่ืน หลีกเลี่ยงผิวถนน
ท่มี นี า้ ขงั เพราะอาจทาให้เกิดการแฉลบ นา้ กระเซ็น เวน้ ระยะหา่ งจากรถคันหน้าพอสมควรมากกว่าการขับ
บนถนนแห้ง

มารยาทในการใช้เบรก

ผู้ขับรถไม่ควรเบรกโดยไม่จาเป็น จะทาให้รถกันหลังที่ตามมาชะงัก ราคาญ เพราะ
ตอ้ งเบรกตามโดยไมจ่ าเป็นเช่นกนั


35

มารยาทในการจอดรถ

ควรจอดให้ชิดขอบทางให้มากที่สุด ไม่จอดในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือกีดขวางรถผู้อื่น
กรณีรถจอดเสียให้แสดงไฟฉุกเฉินหรือป้ายสามเหล่ียม ไ ม่ควรจอดในพ้ืนที่ห้ามจอด เพราะ
ผดิ ทง้ั กฎจราจรและเป็นจดุ อันตรายดว้ ย การจอดรถรอสญั ญาณฟเขียวไฟแดง ต้องเว้นระยะห่างระหว่างคัน
หน้าเรา คนั หลงั เรา และคนั ด้านข้างเราดว้ ย ใหเ้ หมาะสม

การแสดงการขอโทษ

ในกรณีที่เราขับรถผิดมารยาท ผิดกฎจราจร หรืออะไรก็ตามท่ีก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
เราต้องไม่เพิกเฉยที่จะแสดงการขอโทษ เช่น การยกมือขวาข้ึนระดับคิ้วพร้อมโค้งศีรษะหรืออาการอื่น ๆ ที่
ส่ือวา่ เรารูต้ วั ว่าเราผดิ และขอโทษดว้ ย

การแบง่ ปนั นา้ ใจ มารยาทในขณะขับรถ

การแบ่งปันน้าใจจะสะท้อนออกมาจากผู้ขับขี่ว่ามีจิตใจอยา่ งไรบ้าง และมีหลากหลายรปู แบบ
เช่น การมีเมตตาธรรมต่อผู้เดินเท้า ได้แก่ การระวังไม่ให้น้ากระเซ็นไปโดนคนเดินเท้า การหยุดรถ
ให้คนเดินเท้าข้ามถนน ไม่ใช้แตรให้ตกใจ การมีน้าใจกับผู้ขับขี่อื่น ได้แก่ การเปิดทางให้แทรกเข้ามา
ในช่องเดินรถ การเปิดทางให้แซง การรู้ให้อภัยต่อผู้อ่ืน อย่างไรก็ดีในการแบ่งปันน้าใจน้ีต้องไม่ทาให้
ผูข้ ับรถอ่นื ๆ เดอื ดรอ้ นดว้ ย

การแสดงความขอบคุณ

การแสดงความขอบคุณเป็นมารยาทที่จาเป็นต้องใช้ให้เคยชินติดเป็นนิสัย โดยถ่ายทอด
ความรู้สึกที่ดีที่เราได้รับการปฏิบัติหรือได้รับน้าใจที่ดีจากผู้ใช้ทาง เช่น การโค้งศีรษะขอบคุณ การส่งย้ิม
ขอบคุณ การยกมอื ขวาพร้อมโค้งศีรษะ

จิตสานึกในเรื่องความปลอดภยั
การสร้างจติ สานกึ ในการขบั ขี่

การขับรถเชงิ ป้องกัน

คนส่วนมากมักคิดว่าการชับรถเชิงป้องกันน้ัน คือ การชับรถให้ช้า ๆ ท้ังนี้การขับรถที่
ช้าเกินไปก็มีอันตรายได้เท่า ๆ กับการขับรถเร็วเกินไปเช่นกัน คาว่า "ป้องกัน" มีความหมายว่า
ปกป้องจากอันตราย ดังน้ันความหมายของการขัรถเชิงป้องกันก็คือ การป้องกันตนเองให้รอดพ้น
จากอันตรายของอบุ ตั ิเหตุนน่ั เอง ผขู้ ับขร่ี ถเชงิ ป้องกนั น้นั ต้องเปน็ ผู้ทต่ี น่ื ตวั และสงั เกตส่งิ รอบข้างตลอดเวลา


36

และพร้อมท่ีจะรับมือกับเหตุการณ์ท่ีไม่คาดฝัน ด้วยการตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย คนขับ
บางคนอาจคิดว่าการกระทาต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนยาง หรือการบรรทุกสินค้า ฯลฯ เป็นพฤติกรรมท่ี
เสี่ยงอันตราย แท้จริงแล้วในขณะท่ีกาลังขับรถอยู่ต่างหากท่ีเป็นช่วงที่เส่ียงอันตรายมากท่ีสุด เกือบ
ทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น และเราพบว่าเป็นความผิดของคู่กรณี ขอให้ตระหนักเอาไว้เสมอว่า
ความเสียหาย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุน้ันไม่มีการแยกแยะว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก
จะเกิดอะไรข้ึนกับใครก็ได้ไม่ว่าคุณจะรักษากฎแค่ไหนก็ตาม ดังน้ันส่ิงที่ต้องกระทาควบคู่กันไปกับ
การขบั รถอยา่ งปลอดภยั คือ

- การรกั ษาความเร็วให้เหมาะสม
- การเปลยี่ นตาแหนง่ ท่ถี กู ตอ้ ง
- การให้สญั ญาณทช่ี ดั เจน
- ต่ืนตวั อย่เู สมอ

ทกั ษะฝีมอื ในการขบั

ฝีมือในการขับรถสามารถพิจารณาได้จากความสามารถในการตัดสินใจท่ีถูกต้องและ
รวดเร็วจากสภาพการขับขี่บนท้องถนน ดังน้ันผู้มีประสบการณ์ในการขับรถสูงย่อมจะสามารถสังเกตหรือ
คาดการณเ์ หตตุ า่ ง ๆ ไดอ้ ย่างถกู ต้องแมน่ ยา ผู้ขับขที่ ม่ี ีทกั ษะดคี วรคาดการณพ์ ฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ดงั น้ี

- การขบั รถของผูอ้ ืน่
- สญั ญาณไฟจราจร
- สง่ิ ท่ีไม่คาดฝันจากการวง่ิ เขา้ ส่ีแยก
- สภาพถนนและสภาพอากาศเปล่ยี น

ความละเลยและความไมม่ สี มาธิ

การไม่มีสมาธิอาจทาให้ท่านขาดการสังเกตเหตุการณ์รอบข้าง ลืม หรือละเลยการปฏิ บัติ
ในสิ่งที่สาคัญ ท้ายท่ีสุดอาจนามาซ่ึงการเกิดอุบัติเหตุได้ ความผิดพลาดระหว่างการขับขี่เน่ืองจากคนขับมัก
ไม่ค่อยต้ังสมาธิอย่างเต็มท่ีตลอดเวลาที่ขับรถ อาจเกิดความผิดพลาดต่าง ๆ ได้แก่ ขับรถตามคันหน้ามาก
เกินไป ว่ิงแฉลบออกนอกทางวิ่ง ขับตัดหน้ารถเนื่องจากต้องการจะเล้ียว มองไม่เห็นสัญญาณจราจรต่าง ๆ
เป็นต้น

การขับรถเป็นงานที่ต้องระมัดระวังมาก ในบางคร้ังการชับรถในสถานการณ์เฉพาะบางอย่าง
อาจซับซ้อน โดยที่คนขับรถจาเป็นที่ต้องสังเกตเหตุการณ์รอบ ๆ ด้วยความรอบคอบสูง เช่น คนเดินเท้า
ไฟสญั ญาณต่าง ๆ ผโู้ ดยสารทีน่ ัง่ มาด้วย สภาพถนน รถคันอนื่ ๆ เป็นตน้


37

การขบั รถด้วยความเรว็ สงู

ยิ่งใช้ความเร็วสูงเท่าไรความเสี่ยงท่ีจะเกิดอุบัติเหตุยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อีกท้ังเวลาในการ
ตดั สนิ ใจสั้นลง ระยะทางในการเบรกก็ลดลง และความเรว็ ยงิ่ สูงความรุนแรงในการชนย่งิ รุนแรงมากขึ้นด้วย
ผูข้ ับรถบางคนนิยมขับรถดว้ ยความเร็วจนเป็นนสิ ัย บางคนขบั รถเกินกว่าที่กฎหมายกาหนดหรือเร็วเกินกว่า
ความเหมาะสมของถนนในขณะนั้น ท้ายที่สุดนามาซ่ึงอุบัติเหตุ รวมทั้งความสูญเสียที่ใครก็ไม่อยากให้
เกดิ ขน้ึ คนสว่ นมากมกั ประเมนิ ความสามารถในการขบั ข่ีของตัวเองสงู เกนิ ไป การขบั ทีค่ วามเร็วสงู นั้นทาให้

- การบงั คบั แฮนด์เพ่ือหกั หลบส่ิงกดี ขวางเป็นไปไดย้ ากข้ึน
- ลดประสิทธิภาพในการมองส่งิ ต่าง ๆ รอบตัว
- เพมิ่ ความเสยี่ งในการสญู เสยี การควบคุมรถ
- ลดระยะการเบรก
- เพม่ิ ความเสีย่ งตอ่ การเกดิ อุบัติเหตุ

การควบคมุ อารมณข์ ณะขบั

อารมณ์ขณะขับข่ีไม่ว่าเป็นอารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดีนั้น ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม
การขบั รถด้วยกันท้ังสน้ิ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ เมอ่ื ผู้ขับมีอารมณ์ไม่ดี จะนาไปสูก่ ารขับขที่ ี่กา้ วรา้ วและรุนแรงซึ่ง
สิ่งเหล่านี้ส่งผลตอ่ ผ้ใู ชถ้ นนคนั อ่นื ดว้ ย การขบั รถท่ีก้าวร้าวมลี ักษณะดงั นี้

- การขับจท้ี า้ ยรถคนั อืน่
- การใชไ้ ฟหนา้ จ่อทา้ ยรถคันอืน่
- การทาทา่ ทางท่ไี ม่สุภาพ
- การขบั บงั หนา้ รถคนั อืน่ โดยจงใจ
- การดา่ ทอหรอื ใช้คาหยาบคาย
- การมีเจตนาทาร้ายตอ่ รถคนั อ่นื หรือคนเดินถนน

การขับรถในขณะออ่ นล้า

ความอ่อนลา คือ ความอิดโรย อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อย ง่วงนอน ภายหลังจากการทาส่ิงใด
ติดต่อกันเป็นชวงระยะเวลานาน ๆ ซ่ึงความอ่อนล้า ความง่วงซึม ส่งผลให้การตอบสนองช้าลง
ลดความตื่นตัวและการตัดสินใจ โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถทางานในเวลากลางคืน เน่ืองจากอาจเหน่ือยล้า
ในการทางานมาในตอนกลางวัน หรือมีเวลาพักผ่อนน้อยกว่าผู้ที่ขับรถในตอนกลางวัน รวมท้ังกลางคืนเป็น
เ ว ล า ท่ี ค น ป ก ติ ใ ช้ ใ น ก า ร พั ก ผ่ อ น แ ล ะ ก า ร ชั บ ร ถ ใ น เ ว ล า ก ล า ง คื น จ า เ ป็ น อ ย่ า ง ย่ิ ง ท่ี ต้ อ ง
มีความระมัดระวังสูง แม้แต่คนขับรถท่ีมีประสบการณ์สูง ๆ ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าตน
รสู้ กึ งว่ งเมื่อใด


38

ปจั จัยที่ก่อใหเ้ กดิ ความเมื่อยลา้

- สภาพแวดลอ้ ม สภาพเส้นทาง ชว่ งเวลาการขับรถ
- ด้านสุขภาพ การกนิ ยา การมีโรคประจาตัว การเจ็บป่วย
- ดา้ นกิจวตั รประจาวนั การพกั ผอ่ น การกนิ อาหาร
- ปัจจยั อืน่ ๆ เชน่ สภาพการทางาน สภาพจติ ใจ

อาการท่ีสังเกตไดว้ ่ารา่ งกายต้องการการพกั ผ่อน

- ตาเริ่มหนักและการจบั ภาพเริม่ ทาไดล้ าบากข้ึน
- ศีรษะหนัก
- เริ่มหาวบอ่ ยและเร่มิ เฉื่อย ประสาทสั่งการช้าลง
- ไม่สามารถตั้งสมาธไิ ด้
- อาจจะจาสิ่งที่เพง่ิ เกดิ ขึน้ เมอ่ื ไม่กีว่ ินาทกี อ่ นไม่ได้
- เร่ิมขับอย่างผิดพลาด เช่น ขับรถออกข้างทาง ขับรถส่ายไปมา ขาดความมั่นใจ

ในการขบั รถ เป็นตน้
ถ้าเริ่มมีอาการเหล่าน้ี ผู้ขับข่ีควรหลบรถเข้าข้างทางและลงเดินผ่อนคลาย หรือหาที่พัก
หลับสักครู่ การใช้สารบางอย่างสามารถเพ่ิมความรู้สึกต่ืนตัวได้ เช่น คาเฟอีน หรือนิโคดิ น แต่มี
ข้อควรระวังคือ หลังจากที่สารเหลา่ นีห้ มดฤทธ์ิอาจเกิดอาการอ่อนลา้ อีกคร้ัง โดยบางทีผู้ขับอาจไม่รู้ตัว การ
รับประทานอาหารบางชนิด เช่น ข้าวเหนียวหรืออาหารมื้อหนัก ๆ ก็สามารถทาให้เกิดการง่วงซึม
ได้เช่นกัน สาหรับการขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ ควรเลือกรับประทานอาหารม้ือเบา ๆ เช่น ผัก
หรือผลไม้ เพื่อหลีกเล่ยี งมื้อหนกั ทท่ี าใหอ้ ่ิมเกินไป

การปฏิบัติทเ่ี หมาะสมเพอื่ หลีกเสี่ยงความอ่อนลา้

- พกั ผ่อนให้เพยี งพอ ปกติคนส่วนใหญ่ต้องการการนอนพกั ผอ่ นประมาณ 7-9 ชั่วโมง
- ระหว่างขับรถพยายามจอดรถทุก ๆ 2 ช่ัวโมง เพื่อคลายเส้นและสูดอากาศบริสุทธิ์

เพ่อื ความสดชืน่
- มองหาจดุ จอดพักรถเปน็ ท่ีท่ปี ลอดภยั

การขบั รถผา่ นทางแยกอย่างปลอดภัย

การขบั รถผา่ นทางแยกอย่างปลอดภัย ควรปฏบิ ตั ิดงั นี้

- อย่าเปล่ยี นชอ่ งทางว่ิงทีท่ างแยก
- สังเกตเครื่องหมายตา่ ง ๆ ทที่ างแยก และปฏิบตั ิตามอยา่ งเครง่ ครดั


39

- สังเกตรถคนั อื่นทีอ่ าจเปล่ยี นชอ่ งทางว่ิงมาได้
- หลกี เล่ียงตาแหนง่ ที่เป็นจดุ อบั ที่คนขับคนอืน่ ไมส่ ามารถมองเหน็ คุณได้
- ระวงั สงั เกตคนเดินถนนที่อาจมาไดท้ กุ ทิศทาง
- ห้ามออกรถเด็ดขาดถา้ ยังไม่สามารถแน่ใจไดว้ ่าถึงคิวช่องทางวง่ิ ของเราแล้ว
- สังเกตดา้ นขวา-ซา้ ยของทางแยกก่อนขับรถผ่าน

การขับรถข้ามทางรถไฟ

การขับผา่ นทางรถไฟก็เชน่ เดียวกับทางแยกอ่นื ๆ จะแตกตา่ งกต็ รงท่คี วามเร็วและมวลน้าหนัก
ของรถไฟทีว่ งิ่ มา ทรี่ างรถไฟ หรอื ท่ีรางรถไฟตัดกับถนนนีเ้ ป็นจุดที่เกิดอันตรายมากที่สุด ทนั ทที พี่ นักงานขับ
รถไฟเหน็ รถท่กี าลังขวางหน้าอยู่ นั่นกเ็ ป็นการสายเกินไปทจ่ี ะหยดุ รถแล้ว

การขับรถขา้ มทางรถไฟ ควรปฏบิ ตั ิดังนี้

- ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรอยา่ งเครง่ ครดั
- เมอ่ื เห็นสญั ญาณไฟกะพริบท่ีไม้กั้นหรือทบี่ ริเวณรางรถไฟ ใหห้ ยุดรถทันที
- กอ่ นขับข้ามรางรถไฟ ตรวจดูและฟังเสยี งตา่ ง ๆ กอ่ นทกุ ครั้ง
- พยายามหลกี เล้ยี งการข้ามทางรถไฟท่ีมีหลาย ๆ ทางตอ่ กัน เพราะเป็นการเพิ่มคว
- ต่อการเกิดอบุ ัติเหตุ เนือ่ งจากต้องระมัดระวงั ในหลายทิศทาง
- อย่าเปลย่ี นเกียรข์ ณะทก่ี าลังขับขา้ มทางรถไฟ เพราะอาจทาให้รถเลยี กาลงั ได้
- ถา้ รถเลียกาลังหรือดบั คารางรถไฟ อยา่ ต่ืนตระหนกและรีบเขา้ เกียร์ 2 หรอื 3

อันตรายจากสตั ว์

สัตว์ท่ีเดินบนถนนเป็นอันตรายอีกอย่างหน่ึงที่พบได้เสมอ ๆ โดยเฉพาะพ้ืนที่ในเขตป่าไม้
หรอื ตามชนบททม่ี ีการเลี้ยงสตั ว์ เมอื่ เห็นสตั วอ์ ยู่บนถนน คุณควรชะลอความเร็ว เมอ่ื ขับผา่ นพนื้ ท่ีชนบทควร
ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าเห็นสัตว์กาลังเดินอยู่ ให้บังคับรถในทิศทางที่ไปด้านหลัง
ของสัตว์ อย่าพยายามเร่งแซงผ่านด้านหน้าของมัน ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้หรือเบรก
และพยายามเฉีย่ วกบั ตัวมันแทน


40

ความรู้เกยี่ วกบั การดม่ื แลลกอสอล์

ความหมายทองแลลกลลอล์

แอลกอฮอล์เป็นสารธรรมชาติท่ีได้จากการหมักน้าตาลจากข้าว องุ่น ข้าวโพด ฯลฯ
กับยีสต์เกิดเป็นสารท่ีเรียกว่า เอทานอล (Ethano) ซ่ึงเป็นองค์ประกอบหลักในเครื่องด่ืมประเภทสุรา
แอลกอฮอล์เป็นสารท่ีมีคุณสมบัติทาให้เกิดการเสพติดได้ โดยไปกระตุ้นสมองในส่วนที่เก่ียวข้องกับความ
อยาก ทาให้ผูเ้ สพเกิดความพอใจและมีความต้องการใช้ชา้ อีก หักหา้ มใจไม่ได้ จนนาไปสู่การติดในท่สี ดุ

ผลเสยี ของแอลกอฮอล์

นอกเหนือจากผลเสียท่ีมีต่อสุขภาพแล้ว ผู้ด่ืมแอลกอฮอล์ยังได้รับผลเสยี ทางอ้อมอีกมาก เชน่
หากขับรถในขณะมึนเมา อาจประสบอุบัติเหตุร้ายแรงได้ หากดื่มนาน ๆ จะมีความจาบกพร่อง
ทาให้ทางานผิดพลาด ในขณะมึนเมาจะขาดสติและขาดการควบคุมตนเอง ทาให้เสียบุคลิกภาพ
และอาจเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น นอกจากนั้นการซื้อเคร่ืองด่ืมที่มีแอลกอฮอล์ทาให้เสียค่าใช้จ่ายมากอาจ
ทาใหค้ รอบครวั เกิดปัญหาทางการเงนิ ได้

ฤทธิ์ของแอลกอฮอลต์ ่อการขับรถ

ฤทธิ์ของการดื่มเหล้า 2 แก้ว หรือเบียร์กิน 2 กระป๋องเล็ก เทียบเท่ากับแอลกอฮอล์ 50
มิลลกิ รมั เปอร์เซน็ ต์ จะสง่ ผลใหผ้ ู้ดื่มเกิด

- อาการมนึ เมา
- สญู เสียความสามารถในการควบคมุ ตนเอง
- สมรรถนะในการขับรถลดลง
- ปฏกิ ิริยาในการตอบสนองต่อสงิ ต่าง ๆ ช้าลง
- ประสทิ ธภิ าพในการมองเห็นและการไดย้ ินลดลง
- อีกทง้ั เกิดความคึกคะนอง โดยเฉพาะผ้ทู ขี่ ับข่ยี านพาหนะอาจมีพฤติกรรมไมป่ ้องกนั ตนเอง

เช่น ขับชีรถด้วยความเร็วสูง ไม่สวมหมวกนิรภัย ฝาฝืนกฎจราจร ขับรถย้อนศร
ขบั รถกระชั้นชดิ และขับรถส่ายไปมา เปน็ ตน้
ซ่ึงผลเหลา่ น้อี าจทาให้เกดิ ความสูญเสียทั้งตอ่ ตนเองและผู้อืน่ ได้

โทษของการดมื่ แอลกอฮอล์แล้วขับรถ

เพ่ือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินท้ังต่อตนเองและผู้อื่น ควรปฏิบัติตามมาตรการ
เมาไม่ขับอย่างเคร่งครัด ท้ังนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2550 (ฉบับท่ี 7) ได้ระบุโทษ
ของผู้ท่ีฝ่าฝืนเมาแล้วขับ หากถูกตรวจพบมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
มีโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับต้ังแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจาทั้งปรับ อีกทั้งยังถูกพักใบอนุญาต


41

ขับขีไ่ ม่น้อยกว่า 2 เดอื น ทางานบรกิ ารสงั คม 12-48 ช่ัวโมง รวมทง้ั การเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมายาทภายใต้การดูแลของเจ้าพนักงานคุมประพฤติ กรณีผู้ขับข่ีเมาแล้วขับ
และทาให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000-40,000
บาท ทั้งจาทั้งปรับ รามทั้งศาลสั่งพักใบนุญาตขับข่ีไม่น้อยกว่า 6 เดือน และหากเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้
ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จาคุกต้ังแต่ 3-10 ปี ปรับต้ังแต่ 60,000-200,000 บาท รวมทั้งถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ขับข่ีตลอดชวี ิต ทั้งนี้การพักใชใ้ บอนญุ าตขบั ข่ขี นึ้ อยู่กับระดับความรุนแรงของอบุ ัตเิ หตุ

การบารุงดแู ลรักษารถและเครอ่ื งยนต์
การตรวจสอบสภาพเครือ่ งยนต์และการวิเคราะหส์ ภาพการณข์ องยานพาหนะ

การตรวจเธิ์กรถกอ่ นการเดนิ ทาง
การตรวจเช็กระดบั นา้ มนั หลอ่ ลื่น

โดยจอดรถให้อยู่ในลักษณะระนาบเดียวกับพ้ืน ควรตรวจสอบก่อนการติดเครื่องยนต์
หากสตาร์ทเคร่ืองยนต์แลว้ ควรทงิ้ ไว้อย่างนอ้ ย 10 นาที หลังจากดับเครอื่ ง โดยการตรวจเช็กดังนี้

- ระดบั นา้ มันเคร่อื งควรอยู่ระหวา่ ง MIN-MAX
- สีของน้ามนั หล่อล่นื
- ความหนืดของนา้ มัน
- รอยซึมรั่วของเครอ่ื งยนต์

การตรวจเช็กระดบั น้ามนั คลัตช์

- ระดบั นา้ มนั คลตั ช์ควรอย่ใู นระดบั MIN-MAX
- หากน้ามันคลัตช์ลดลงผิดปกติควรหารอยร่วั ซมึ
- หากลดลงเลก็ น้อยอาจเกิดจากคลัดช์สกึ หรือใกลห้ มด

การตรวจเชก็ ระดบั นา้ กล่ันแบตเตอร่ี

- ตรวจสอบระดับน้ากล่ันให้อยู่ในระดับที่ท่วมแผ่นประจุไฟฟ้าหรือให้อยู่ในระดับ LOWER-
UPPER

- หากระดับนา้ กลัน่ ตา่ ควรใชน้ ้ากลั่นเติม ไม่ควรใชน้ ้าธรรมดาเติม
- ตรวจสอบขั้วแบตเตอร่ีหากมีคราบกรดจับอยู่ให้ใช้น้าอุ่นล้างทาความสะอาด และใช้

จาระบที าเพอ่ื ป้องกนั กรด
- ตรวจสอบการรัดตรึงของหวั ขั้วแบตเตอรแี่ ละตรวจสอบสายไฟให้อยูใ่ นสภาพพร้อมใช้งาน


42

การตรวจเอ็กโซ/่ สเตอร์

รถจักรยานยนส์ท่ีขับเคล่ือนท่ีด้วยใซ่และสเตอร์นั้นซ่อมง่ายดูแลง่ายแต่ก็สีกหรอง่ายกว่า
ระบบเพลา เพราะทั้งสองส่วนต้องทางานร่วมกัน เช่น หากโซ่หมดอายุก็จะทาให้สเตอร์เสียหายไปด้วย
จึงต้องคอยดูแลตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ทุก ๆ สัปดาห์ โดยเฉพาะในระยะรัน-อินที่โซ่
จะยืดตัวมาก อีกท้ังไม่ควรตั้งโซ่ให้ตึงมากเกินไป เพราะจะทาให้ท้ังโซ่และสเตอร์สึกหรอมาก หากต้อง
ใช้งานบรรทุกหนัก ลุยน้าลุยโคลนต้องคอยตรวจดูความหนาแน่นของข้อต่อโซ่และลูกกล้ิง
วา่ ยังหมนุ ไดค้ ลอ่ งหรอื ไม่ หากขอ้ ตอ่ ตดิ ตอ้ งรบี เปล่ยี นทันทีเนอื่ งจากมสี ทิ ธิขาดไดต้ ลอดเวลา

การบารุงรักษาโซ่ควรหล่อลื่นด้วยน้ามันเกียร์เป็นประจา หากสกปรกมากควรล้างด้วยน้ามัน
โซล่าหรือเบนชินโดยใช้แปรง อย่าแช่ทิ้งไว้เพราะจะทาให้โอริงแข็งและเส่ือมคุณภาพ ส่วนสเตอร์นั้น
จะเสื่อมไปตามสภาพ เช่น พันล้มหรือบิ่น โดยมากโซ่และสเตอร์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 10,000
กโิ ลเมตร เม่อื ถงึ ระยะเวลาเปล่ียนควรเปลย่ี นท้งั ซุด

ตรวจเชก็ รถในระหว่างขับรถ

การตรวจเช็กเครื่องยนต์

- ในระหว่างขับข่ีผู้ขับขี่ต้องสังเกตเสียงเคร่ืองยนต์ว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ หากมีเสียงดัง
ควรหยุดรถเพือ่ ตรวจสอบในทันที

- ผู้ขับรถต้องสังเกตอัตราการเร่งของเครื่องยนต์ได้ หากกาลังตกขณะขับบนทางปกติ
ควรหยุดรถเพ่ือตรวจสอบ

- ควันที่ออกจากท่ออเสียต้องสังเกตว่ามีปริมาณมากกว่าปกติหรือไม่ และให้สังเกตสี
ของควันความเข้มของควนั

ภายในหน้าปัดหรือเกจวัดต่าง ๆ

- ตรวจดูระดบั นา้ มันเชือ้ เพลงิ
- สัญญาณเตอื นต่าง ๆ

ระบบบงั คบั เล้ียว

- สังเกตอาการสะบดั เวลาเลี้ยว
- การบังคับแฮนด์ทางด้านซ้าย-ขวาและขณะขับทางตรงแฮนด์ต้องได้ศูนย์ขณะขับไม่กิน

ดา้ นซา้ ยหรือขวา

ระบบเบรก

- การตรวจเชก็ การเบรกขณะรถวิง่ ว่ามีเสียงดังผิดปกตหิ รอื ไม่


43

ระบบไฟฟ้า

- ตรวจสอบระบบไฟเล้ียว
- ตรวจสอบไฟหน้า
- ตรวจสอบไฟฉุกเฉิน
- ตรวจสอบไฟสงู
- ตรวจสอบไฟหรี่
- ตรวจสอบไฟเบรก

สรุปข้อควรรูแ้ ก่ผู้ขบั ขีร่ ถจักรยานยนต์

- การตรวจสอบสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบทกุ ครัง้ ก่อนออกเดินทาง
- การตรวจสอบระดับน้ามันเคร่ืองในเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบหลังดับเคร่ืองยนต์

อย่างนอ้ ย 10 นาที
- การเตมิ นา้ มันเครอ่ื งมากเกินไปจะทาให้

(1) เครื่องยนต์เร่งไม่ขึน้
(2) เครื่องยนตร์ ้อนจัด
(3) ส้ินเปลอื งน้ามันเครือ่ ง
(4) เครอ่ื งยนตเ์ กดิ การสกึ หรอมากขน้ึ
- หากระดบั นา้ มนั เคร่อื งอยู่ในระดับทตี่ ่าเกินไป มผี ลทาให้
(1) ชิน้ สว่ นของเคร่อื งยนต์เกิดการสึกหรอ
(2) น้ามันเครอ่ื งรอ้ นจดั
- สาเหตุทท่ี าให้เครือ่ งยนต์สตารท์ ไมต่ ิดหรอื ตดิ ยาก คอื
(1) แบตเตอรีม่ ีไฟไม่เพยี งพอ
(2) น้ามนั เชอื้ เพลงิ หมด
- การที่มีควันดาออกมาจากท่อไอเสียเป็นปริมาณมาก มีสาเหตุมาจากเครื่องยนต์มีการ
เผาไหมไ้ ม่สมบูรณ์
- ถ้าควันท่ีออกจากท่อไอเสียมีปริมาณมากผิดปกติและสีควันเข้ม แสดงว่าเคร่ืองยนต์
อาจมปี ญั หา
- ในระหวา่ งขับข่ี หากเคร่อื งยนต์มีเสยี งดังผิดปกติ ควรหยุดรถเพือ่ ตรวจสอบ
- ในการตรวจสอบระบบไฟ ผู้ขับข่คี วรตรวจสอบ
(1) ไฟเลี้ยวซา้ ย-ขวา
(2) ไฟหนา้ สงู -ตา่
(3) ไฟท้าย-ไฟหรี่-ไฟเบรก


44

- เม่ือปิดสวิตชญแจแล้ว แต่เคร่ืองยนต์ยังไม่ดับ มีสาเหตุมาจากการท่ีมีเขม่า
ท่หี ัวลูกสบู มาก

- การตรวจสภาพโร่รถจัารยานยนต์ทถ่ี กู ตอ้ งจะตอ้ งใช้น้วิ มือกดท่ีบรเิ วณก่ึงกลางของโซ

การปอ้ งกันและดแู ลรกั ษายานพาหนะ

สรปุ ข้อควรรแู้ กผ่ ู้ขบั ขรี่ ถจกั รยานยนต์

- คณุ สมบตั ขิ องนา้ มันหลอ่ ล่ืนมีดงั ตอ่ ไปนี้ คอื
(1) ลดการสึกหรอของเครอ่ื งยนต์
(2) คน่ั หรอื รองระหวา่ งผิวสมั ผสั
(3) ลดความฝืด

- หากระดับน้ามันเบรกอยู่ในระดับที่ต่า จะมีโอกาสทาให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นผู้ขับข่ี
จึงควรหมน่ั ตรวจสอบอยู่เป็นประจา

- นา้ ท่หี มาะสมท่ีสุดในการเติมแบตเตอร์คือน้ากล่นั โดยผู้ขบั ขค่ี วรเติมน้ากลั่นให้อยู่ในระดับ
เกณฑ์ที่กาหนด

- หากผ้าเบรกสึกมากแล้วไม่ทาการเปล่ียน จะส่งผลให้จานเบรกเสียหายและประสิทธิภาพ
ในการเบรกลดลง

- โดยปกตซิ แ่ ละสเตอรจ์ ะมีอายกุ ารใช้งานประมาณ 10,000 กิโลเมตร
- หวั เทียนในสภาพปกติจะมีคราบท่ปี ลายฉนวนเปน็ ส่ีเทา
- หากหัวเทียนเสอ่ื มสภาพ จะทาให้เคร่ืองยนต์สตารท์ ตดิ ยากและกาลังของเครอื่ งยนต์ลดลง

ความร้เู ก่ียวกับยาง
การดแู ลบารงุ รกั ษายาง

การขับรถด้วยความเร็วสูง จะส่งผลกระทบกับยางรถโดยตรงและหากรถที่ มีน้าหนักรถ
และน้าหนักบรรทุกมากจะส่งผลให้ยางเกิดการเสยี ดทานกับพื้นถนนเพิ่มมากข้ึน การขับรถในทางแคบหรือ
การเล้ยี วรถท่ใี ช้วงเลี้ยวแคบบ่อยครงั้ อาจมีผลทาให้ยางมีอายุการใช้งานท่สี ัน้ ลง รถทีม่ กี ารใช้ความเร็วสูงจะ
ส่งผลกระทบดงั นี้

- ระยะทางในการเบรกหยุดรถเพมิ่ มากข้นึ
- ดอกยางสึกหรอเรว็ กวา่ ปกติ
- เกดิ ความรอ้ นภายในยางเพิ่มมากข้ึน
- ยางเกดิ การบวม หลุดล่อน และระเบดิ ได้งา่ ย
- สิ้นเปลอื งนา้ มนั เชือ้ เพลิง


45

การเติมลมยาง

การเตมิ ลมยางอย่างถกู วธิ เี ป็นอีกปัจจยั หนึง่ ทช่ี ่วยใหย้ างมีอายุการใชง้ านที่ยาวนานขน้ึ
- ถ้าสบู ลมยางน้อยไป ยางจะบวม หลุดล่อนได้ง่าย อายกุ ารใชง้ านลดลง ดอกยางสกึ ผิดปกติ
คือ สึกที่ขอบยางด้านใดด้านหน่ึงหรือสองด้าน สึกที่ไหล่ยางหรือที่ปลายดอกมีความฝืด
ที่ผิวสมั ผสั มาก และทาให้ส้ินเปลืองเชอื้ เพลงิ มากกว่าปกติ
- ถ้าสูบลมมากเกินไป เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลงดอกยาง
โดยเฉพาะอย่างย่ิงตรงกลางหน้ายางจะสึกมาก มีการถ่ายเทการส่ันสะเทือน
หรอื การกระแทกขน้ึ สู่ตัวรถได้มาก ขาดความน่มุ นวล
- ผู้ขับขี่จาเป็นต้องสูบลมให้พอดีตามเกณฑ์ท่ีโรงงานกาหนดหรือพิจารณาให้สอดคล้อง
กับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องสูบลมให้ถูกต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ต้ังมุม
ของล้อหน้าใหอ้ ย่ใู นเกณฑ์ท่ีกาหนดตามมาตรฐานของรถยหี่ อ้ นั้น ๆ อกี ดว้ ย
ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 กิโลกรัม/เซนติเมตร หรือ 14 ปอนด์/ตารางนิ้ว จะรับ

น้าหนักต่างกันถึง 400 กิโลกรัม ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2 กิโลกรัม/เซนติเมตร หรือ 28 ปอนด์จะรับน้าหนัก
ต่างกันถึง 800 กิโ ลกรัม และในกรณีท่ี แรงดันลมต่างกัน 2 กิโ ลกรัม/เซนติเมตร หรือ
28 ปอนด์/ตารางนิ้ว ยางท่ีสูบลมมากจะมีอายุการใช้งานเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ เส้นท่ีสูบลมอ่อน
จะมอี ายุการใชง้ านเหลอื เพียง 45 เปอร์เซน็ ต์ การสบู ลมให้เท่ากันจงึ มีความจาเปน็ อย่างยิ่ง

เพอ่ื ความปลอดภัยและยึดอายกุ ารใช้งาน
(1) ตรวจสอบลมยางอยา่ งนอ้ ยอาทิตย์ละครง้ั
(2) ตรวจสอบและเตมิ ลมยางในขณะท่ียางยังเย็นอยู่
(3) แลบลืนอไพแบหน็
(4) ตรวจสอบฝาครอบวาลว์ ให้อยใู่ นสภาพเรยี บรอ้ ย
(5) ใชอ้ ัตราแรงดนั ลมยางให้เหมาะสม

การดูแลตรวจสอบลมยางอยา่ งถกู ต้องจะมผี ลต่อการใชร้ ถดังนี้
(1) ลดปญั หาการสกึ ไมเ่ รยี บของหนา้ ยาง
(2) ลดปัญหาความเสยี หายของยาง
(3) ยดื อายกุ ารใชง้ าน
(4) ชว่ ยประหยัดนา้ มนั
(5) ทาใหย้ างยึดเกาะถนนเต็มประสทิ ธิภาพ

สรปุ ขอ้ ควรรู้แก่ผ้ขู ับขรี่ ถจักรยานยนต์

- การตรวจสอบลมยาง ควรกระทาสัปดาห์ละครั้ง โดยการตรวจสอบลมยางท่ีถูกต้อง
ผู้ขบั ขค่ี วรใชเ้ ครือ่ งวัดลมยางตรวจแรงดันลมยาง


46

- หากยางล้อรถมีลมออ่ นหรือแบนจะทาใหร้ ถ
(1) มอี าการสัน่ สะเทอื นมาก
(2) ระบบเบรกมปี ระสทิ ธิภาพในการทางานลดลง
(3) ระบบควบคุมทิศทางมปี ระสทิ ธิภาพในการทางานลดลง
(4) กินกาลังเครอื่ งยนต์และส้นิ เปลืองนา้ มนั เช้ือเพลงิ มากข้ึน
(5) เกดิ ความร้อนสูงและทาใหย้ างระเบิดไดห้ ากขับด้วยความเร็วสงู
(6) ดอกยางดา้ นข้างสกึ หรอเร็วกวา่ ปกติ

- หากความดันลมยางสงู กว่าปกติ จะมีผลทาให้
(1) รถเกิดการล่นื ไถลได้ง่าย
(2) ดอกยางตรงกลางสึกหรอเรว็ กว่าปกติ
(3) การขบั ขไี่ ม่นุ่มนวล

- เมื่อยางหมดสภาพ จะมีอาการตา่ ง ๆ ดังนี้
(1) ลมอ่อนบอ่ ย ๆ โดยไมพ่ บรอยร่วั
(2) มีอาการบวมทแ่ี ก้มยางหรอื หนา้ ยาง
(3) ตัวรถมีอาการสน่ั ขณะขบั
(4) ยางมเี สยี งดงั ขณะเลี้ยวโคง้

อปุ กรณ์ที่จาเป็น
เคร่อื งมอื และอปุ กรณ์ทค่ี วรมตี ิดรถ เพ่อื ใชส้ าหรับตรวจเซ็ก บารงุ รักษารถ รวมท้งั เมอ่ื เกิดเหตุ

ฉุกเฉินหรือกรณีที่จาเป็น เช่น ยางแบน นอตหลวม รถเกิดเสียกลางทาง เป็นต้น ทั้งนี้เพ่ือเป็นการ
เตรยี มพรอ้ มรับสถานการณต์ ่าง ๆ โดยไม่ประมาท โดยอุปกรณท์ ่ีควรมตี ดิ รถไว้ มดี งั นี้

ประแจปากตาย

เคร่ืองมือสาหรับรถโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะมีกันเป็นชุด หลายเบอร์ เพราะนอตแต่ละตัว
จะมีขนาดไม่เท่ากัน ชุดหน่ึงก็จะมีประมาณ 6 ตัว ใช้เป็นน้ิวหรือมิลลิเมตรก็ได้ ข้ึนอยู่กับประเทศ
ทผี่ ลติ รถออกมา ถ้าเป็นรถจากสหรัฐฯหรือองั กฤษก็ใชเ้ ปน็ น้ิว รถของยโุ รปและญป่ี ุน่ จะใช้เปน็ มิลลิเมตร

ไขควง

เหมาะสาหรบั การไข ควรมไี วท้ ั้งไขควงปากแบนและปากแฉก น่าจะมไี วห้ ลาย ๆ ขนาดทงั้ เล็ก
และใหญ่

น้ากลัน่ แบตเตอร่ี

สงิ่ นอ้ี าจมไี วห้ รอื ไม่มกี ไ็ ด้เพราะเราจะต้องเช็กและเตมิ น้ากลน่ั ตลอดอยูแ่ ลว้


47

ไขควงลองไฟ

มไี ว้สาหรับตรวจสอบกระแสไฟฟ้า

น้ามนั เคร่อื ง

อันนีก้ ค็ งเชน่ เดยี วกันกบั น้ากล่ัน แตค่ วรจะปดิ ขวดน้ามนั ให้แนน่ หนาเพอ่ื กนั การหกใสรถ

นา้ มันเบรก

มีไว้ในกรณีฉุกเฉินที่น้ามันเบรกเกิดแห้งหรือลดระดับลงไปมาก แต่ถ้าจะให้ดีควรเช็ก
และเตมิ ก่อนออกเดนิ ทางให้เรียบร้อย

ถุงมือ

ใส่ไว้เพื่อแกไ้ ขรถจกั รยานยนตป์ ้องกันมอื สกปรกหรือปอ้ งกนั การเกดิ บาดแผลจากการซ่อมรถ

ไฟฉาย

มตี ดิ รถไว้ใชใ้ นกรณีซ่อมรถในเวลากลางคืน

ผ้าข้ีร้วิ

ใหส้ าหรบั เช็ดส่งิ สกปรกหรอื คราบน้ามนั ต่าง ๆ ท่ีเปรอะเปือ้ น

สมุดบันทึก

ใช้จดรายละเอียดหมายเลขเคร่ืองยนต์ขนาดของยาง ชนิดน้ามันท่ีใช้ ค่าลมยางต่าง ฯ
เพ่ือกันลืม ในการซื้อเปล่ียนใหม่หรือเมื่อต้องตามช่างก็สามารถบอกช่างให้นาอะไหล่มาได้ถูกขนาดรวมทั้ง
จดรายละเอียดเมือ่ เกิดอุบตั ิเหตุตา่ ง ๆ ขึ้น

อะไหลต่ า่ ง ๆ

เชน่ หวั เทียน ฟวิ ส์ ยางอะไหล่ สายพานพัดลม ผ้าเทป หลอดไฟ หรือชดุ ปะยาง ฯลฯ

ชุดปฐมพยาบาล

เอาไว้สารองในกรณีฉุกเฉิน เม่ือได้รับบาดเจ็บจากการซ่อมรถหรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บ
จากกรณีอืน่ ๆ


48

แผนท่ี

เพ่ือใชด้ เู สน้ ทาง

เคร่ืองมืออุปกรณ์ท่ีว่ามาท้ังหมดนี้ควรจะมีติดรถเอาไว้ใช้เผ่ือในยามฉุกเฉิน เครื่องมือท้ังหมด
ควรเกบ็ ให้เปน็ ระเบยี บในกลอ่ งหรอื ในถุงบรรจุเครื่องมอื เพื่อการหยบิ ใช้ไดส้ ะดวก

ความรู้เกีย่ วกับเครอ่ื งยนต์และการแก้ไขขอ้ ขัดข้อง
ความรู้เกี่ยวกบั เครอ่ื งยนต์

เครื่องยนต์ที่มีใช้อยู่ในรถจักรยานยนต์เกือบท้ังหมดเป็นเคร่ืองยนต์ท่ีเรียกกันว่า "เคร่ืองยนต์
เผาไหม้ภายใน" ซึ่งนาเชื้อเพลิงจากภาชนะเก็บเชื้อเพลิงเข้าไปทาการเผาไหม้ร่วมกับอา กาศภายใน
เครอื่ งยนต์น้ันแลว้ ได้กาลังงานออกมา

เก่ียวกับเช้ือเพลิง

(1)แก๊สโซลีน (Gasoline) คือ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการกลั่นน้ามันดิบ (Crude Oil) ซ่ึง
มีค่าความร้อนความหนืด ความระเหยง่าย และคุณสมบัติอื่น ๆ ท่ีเหมาะสมในการใช้
เป็นเชื้อเพลิงสาหรับเคร่ืองยนต์ลูกสูบที่จุดระเบิดด้วยประกายไฟ (Spark-Ignition
Engine) ประกอบด้วยสารเคมีหลายอย่างและมีเบนชิน (Benzene) อยู่เพียงประมาณ
3% เท่านั้น แก๊สโซลีนนี้ไม่ต้องการถังอัดความดันในการเก็บ และใช้งานกับเหล็กและ
อะลูมิเนียมได้โดยไม่ผุกรอ่ น

(2)แก๊สโซฮอล (Gasohol) คือ ส่วนผสมของแก๊สโซลีนกับเอธิลแอลกอฮอล์
(EthyI Alcohol) หรือมีชอื่ เรียกอกี อยา่ งหนึ่งวา่ เอธานอล (Ethanol) ในอตั ราสว่ นใด ๆ
ก็ได้ เนื่องจากเอธานอลเองน้ันมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมในการเป็นเชื้อเพลิงสาหรับ
เคร่ืองยนต์ลูกสูบท่ีจุดระเบิดด้วยประกายไฟได้อยู่แล้ว มันไม่ต้องการถังอัดความดัน
แตม่ คี ณุ สมบัติในการทาใหโ้ ลหะหลายชนดิ เกิดการผกุ ร่อนได้

เกยี่ วกบั เคร่ืองยนต์

(1) หลักการทางานของเครอ่ื งยนต์ 2 จงั หวะ
- จังหวะคายกับดดู ลกู สูบจะเคลื่อนทีจ่ ากจุดศนู ย์ตายบนลงมาเร่ือย ๆ จนผา่ นพอรท์ ไอเสียหรือ

ชอ่ งระบายไอเสยี ไอเสียก็จะผา่ นออกไปทางช่องนี้ เม่อื ลกู สูบเคล่อื นต่อไปอีกเล็กน้อยช่องไอดี
ก็จะเปิดให้ไอดีที่ได้จากการผสมอากาศกับน้ามันเชื้อเพลิงจากคาร์บูเรเตอร์เข้าไป ในกระบอก
สูบและไส่ไอเสยี ออกไปจนหมดสนิ้ จนลกู สูบจะเคลื่อนลงจนถึงจุดศนู ย์ตายลา่ ง


49

- จังหวะอัดกับระเบิด ลูกสูบจะเคลื่อนจากศูนย์ตายล่างขึ้นไปเรื่อย ๆ จนปิดพอร์ทไอดี
และพอร์ทไอเสียตามลาดับ พร้อมกับอัดไอดีไปด้วย เม่ือลูกสูบเคล่ือนเข้าใกล้จุดศูนย์ตาย
บนหัวเทียนได้รับแรงดันไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าจุดระเบิดและจุดประกายไฟในตาแหน่ง
ท่ีถูกต้อง ทาให้เกิดการเผาไหม้และระเบิดตันลูกสูบให้ทางาน ในขณะเดียวกันไอเสีย
ก็จะมีความดันสูงด้วย เม่ือลูกสูบเคล่ือนท่ีลงมาเปิดช่องไอดี ไอดีก็จะเข้ามาและทาการ
ขับไล่ไอเสียออกไปทางช่องไอเสียเหลือไวเ้ พียงแต่ไอดีในห้องเผาไหม้

- เมื่อเคร่ืองยนต์ทางานครบ 2 จังหวะ เพลาข้อเหว่ียงจะหมุนไปได้หน่ึงรอบเมื่อลูกสูบ
อยู่ที่ตาแหน่งศูนย์ตายล่างในจังหวะดูด ภายในกระบอกสูบจะมีปริมาตรท่ีบรรจุสวนผสม
น้ามันและอากาศ เม่ือลูกสูบเคล่ือนที่ข้ึนในจังหวะอัด ปริมาตรน้ีจะถูกอัดให้ลดลง
ตรงส่วนของลูกสูบ เม่ือลูกสูบเคล่ือนท่ีถึงจุดศูนย์ตายบนปริมาตรจะมีขนาดเล็กท่ีสุด
บรเิ วณทมี่ ีปริมาตรเล็กนถ้ี กู เรยี กวา่ ห้องเผาไหม้

(2) หลักการทางานของเครือ่ งยนต์ 4 จงั หวะ

- จังหวะดูด เป็นจังหวะที่ลูกสูบจะเลื่อนลง ขณะที่ล้ินไอดีจะเปิดเพ่ือที่จะดูดไอดีเข้ามา
ในห้องลูกสบู

- จังหวะอัด เป็นจังหวะที่ลูกสูบจะเลื่อนข้ึน ขณะท่ีลิ้นไอดีจะปิด ไอดีในห้องลูกสูบ
จะถูกบีบอดั เพือ่ รอการจุดระเบิด

- จังหวะระเบิด เป็นจังหวะท่ีลูกสูบเลื่อนข้ึนไปเกือบสุด หัวเทียบจะทาการจุดประกายไฟ
และเกิดการระเบิดขึ้นในห้องลกู สบู และลูกสูบก็จะเล่ือนลง

- จังหวะคาย เป็นจังหวะหลังจะเกิดการระเบิดและลูกสูบเลื่อนลงมาแล้ว ลูกสูบก็จะ
เล่ือนข้นึ ขณะท่ีล้นิ ไอเสียเปิดข้นึ ลกู สบู จะดนั ไอเสยี ออก

ปญั หาและการแก้ไขข้อขัดข้องเบ้ืองต้น

ไฟเตอื นและมาตรวดั บนหนา้ ปดั

แผงหน้าปัดของรถจักรยานยนต์มีหน้าที่บอกสถานการณ์ทางานของทั้งรถจักรยานยนต์
เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ประกอบอ่ืน ๆ การหม่ันเหลือบตามองหน้าปัดเสมอเป็นสิ่งที่ควรต้องฝึกกระทาจน
เป็นนิสัย การแปลความหมายของสัญญาณหรือตาแหน่งของมาตรวัดบนหน้าปัดเป็นสิ่งที่จาเป็น
ในการขบั ขี่

(1) ไฟเตือนนา้ มันเคร่ือง

ไฟเตือนน้ามันเคร่ืองมีสัญลักษณ์เป็นกาน้ามันเคร่ืองดังรูป แสดงว่าความดัน

ของน้ามนั เคร่อื งต่ากว่าปกติและจะเปน็ อนั ตรายตอ่ เครื่องยนต์อย่างยิ่ง ผู้ขบั ข่ีจะตอ้ งดับเครื่องยนตท์ นั ทีแล้ว

ตรวจระดับนา้ มันเคร่ือง ถ้าต่า (LOW) ตอ้ งเตมิ จนถึงระดับ (FULL) แตถ่ า้ ระดับน้ามนั เครื่องปกติต้องให้ช่าง


50

ซ่อมมาตรวจเพราะสาเหตุอาจมาจากการที่ป๊ัมน้ามันเครื่องล้มเหลว กรองน้ามันเคร่ืองตัน
หรอื สาเหตุอ่ืน ไมค่ วรตดิ เครอื่ งยนต์อกี เพราะจะเป็นต้นเหตขุ องความเสียหายท่ใี หญ่หลวง

(2) ไฟเตือนห้ามลอ้ หรือเบรก
ไฟเตือนห้ามล้อหรือเบรกมีสัญลักษณ์ดังรูป BRAKE แจ้งให้ทราบว่าระดับน้ามันเบรก

ต่าซ่ึงอันตรายมาก เมื่อสังเกตเห็นไฟเตือนนี้ติดข้ึนให้ตรวจเดิมน้ามันเบรกให้ถึงระดับที่กาหนด ติดตามดู
หลังจากเติมแล้วภายในหนึ่งช่วั โมง ถ้าหากยังลดระดับลงอีก ต้องติดต่อช่างซ่อมเพราะส่วนหน่ึงส่วนใดของ
ระบบตอ้ งมีการร่ัว

ในอีกกรณีหน่ึง (สาหรับรถจักรยานยนต์บางรุ่น) ไฟเตือนดังกล่าวอาจหมายถึงเบรก
จอดอยใู่ นตาแหนง่ เบรก ให้ปลดเบรกจอต ไฟเตอื นจะดับ

เครือ่ งยนตส์ ตาร์ทไม่ตดิ

ผู้ขบั ขีต่ อ้ งสามารถแยกแยะไดว้ า่ เม่อื ใดเคร่ืองยนต์สตารท์ ไมต่ ิด โดยทาความเขา้ ใจจากหวั ชัอ
ของปัญหาขา้ งล่างน้ี

เมื่อบิดเวิตย์กุญแจไปที่ตาแหน่ง "สตาร์ท"แล้วทุกอย่างเงียบหรืออาจมีเสียงดัง "แชะ"
และเงยี บ

สตาร์ทไม่หมุน ปัญหาเกิดได้สองแห่ง คือ แห่งแรกท่ีต้องสงสัยไว้ก่อนคือ แบตเตอร่ีซ่ึงอาจ
เป็นได้ทั้งไมมีไฟและขั้วสกปรก อีกแห่งหนึ่งก็คือ ไดนาโมสตาร์ทสัมเหลว กรณีข้ัวสกปรกจากข้ีเกลือ
สีขาวจับสามารถแก้ไขได้โดยการนาน้าร้อนมาราดโดยไม่ต้องถอดข้ัวออก แต่ถ้าสกปรกด้วยสาเหตุ
อย่างอ่ืนน่าจะเป็นงานของช่างซ่อม และเช่นเดียวกันกับกรณีที่ไดนาโมสตาร์ทเสียและแบตเตอร่ีไม่มีไฟ ซึ่ง
การสตารท์ สามารถทาได้โดยการเช็นใหต้ ิดหรอื การพว่ งแบตเตอร่ี

มนี า้ มนั หยดอยทู่ ี่พ้ืนทจี่ อดรถ

ควรสังเกตว่าตาแหน่งท่ีหยดของน้ามันอยู่ที่ใด เพ่ือเวลาแจ้งให้ช่างทราบจะช่วยทาให้
การวิเคราะหง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรดูจากค้านบน (บริเวณเครื่องยนต์) เนื่องจากสาเหตุอาจเกิดจาก
เพยี งแคก่ ารเติมน้ามันล้นและมีการไหลเยิ้มลงไปจนในทส่ี ดุ หยดลงบนพื้น

เบรกไมท่ างาน

กรณเี บรกไมท่ างานขณะขับข้ึ ขั้นแรกควรต้งั สติใหด้ เี สยี กอ่ น แล้วค่อย ๆ ลดเกยี ร์ตา่ สุดเพอื่ ให้
เครอื่ งยนตช์ ว่ ยเบรก เมอื่ สามารถหยุดได้แลว้ ควรเร่งแก้ไขข้อผิดพลาด และขณะท่เี กิดเหตคุ วรบบี แตรไว้
ตลอดเวลา เพอ่ื เตอื นใหร้ ถคันอ่นื ทราบวา่ ทา่ นกาลังประสบปัญหา


Click to View FlipBook Version