The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bp.asustufgaminga15, 2022-08-08 13:53:16

การแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอน

การแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอน

ประเภทของกลอนสุภาพ

ผ้จู ดั ทา
เดก็ ชายพงษ์สยาม จันทร์สว่าง เลขท่ี ๙
เดก็ ชายกนั ตชาติ มาทอง เลขท่ี ๑๖
เดก็ ชายณัฐสิทธ์ิ ดอนทราย เลขที่ ๑๙
เดก็ ชายพสั กร จีรเศวต เลขท่ี ๒๓
เดก็ ชายพงศกร อ่วมแจ้ง เลขท่ี ๒๔
เดก็ ชายธนภัทร พ่วงเจริญ เลขที่ ๓๖
เด็กชายญาณพฒั น์ ยานาบัว เลขที่ ๓๗

ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ ๑.๗
เสนอ

อาจารย์ลฎาภา เผือกอ่อน
รายงานนเี้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าภาษาไทย

ภาคเรียนท่ี ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนพษิ ณโุ ลกพทิ ยาคม

ประเภทของกลอนสุภาพ
( กลอนแปด )

คานา

กลอนสุภาพ เป็ นกลอนประเภทหนง่ึ ซ่ึงลกั ษณะคาประพนั ธ์ของภาษาไทย ท่เี รียบ
เรียงเข้าเป็ นคณะ ใช้ถ้อยคาและทานองเรียบ ๆ ซ่ึงนบั ได้ว่ากลอนสุภาพเป็ นกลอนหลกั ของกลอน
ท้ังหมด เพราะเป็ นพืน้ ฐานของกลอนหลายชนดิ หากเข้าใจกลอนสุภาพ กส็ ามารถเข้าใจกลอน
อื่น ๆ ได้ง่ายขนึ้

รายงานนเี้ ป็ นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย และเป็ นประโยชน์ต่อผู้ทส่ี นใจศึกษา

ผ้จู ดั ทา

เด็กชายพงษ์สยาม จันทร์สว่าง

เด็กชายกนั ตชาติ มาทอง

เดก็ ชายณัฐสิทธ์ิ ดอนทราย

เดก็ ชายพสั กร จีรเศวต

เด็กชายพงศกร อ่วมแจ้ง

เด็กชายธนภทั ร พ่วงเจริญ

เด็กชายญาณพฒั น์ ยานาบัว

สารบัญ

เร่ือง หน้า

บทนา 1-3
ประเภทของกลอนสุภาพ 3
ลกั ษณะของกลอนประเภทต่างๆ 4
กลอนแปด 5-6
กลอนนิราศ 7-8
กลอนเพลงยาว 8-9
กลอนบทละคร 9-10
กลอนดอกสร้อย 10
กลอนสักวา 11
กลอนเสภา 12
สรุป 13
บรรณานุกรม 14
ภาคผนวก 15-17
อภธิ านศัพท์ 18

1

บทนา

กลอน เป็ นลกั ษณะคาประพนั ธ์ไทยทฉี่ ันทลกั ษณ์ประกอบด้วยลกั ษณะบงั คบั 3 ประการคือ คณะ จานวนคา

และสัมผสั [1] ไม่มีบังคบั เอกโทและครุลหุ[2] เช่ือกนั ว่าเป็ นคาประพนั ธ์ท้องถน่ิ ของไทยแถบภาคกลางและ
ภาคใต้ โดยพจิ ารณาจากหลกั ฐานในวรรณกรรมท้งั วรรณกรรมลายลกั ษณ์(เป็ นตวั หนังสือ) และวรรณกรรม
มขุ ปาฐะ(เป็ นคาพดู ที่บอกต่อกนั มาไม่มีการจดบันทึก) โดยวรรณกรรมท่ีแต่งด้วยกลอนเก่าแก่ท่สี ุดคือ เพลง
ยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา และเพลงยาว ณ พระท่ีน่ังจนั ทรพิศาล กวแี ต่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ก่อน
หน้าน้ันกลอนคงอยู่ในรูปแบบวรรณกรรมมขุ ปาฐะเป็ นร้อยกรองชาวบ้านเช่น บทร้องเล่น บทกล่อมเดก็
เพลงชาวบ้าน เป็ นต้น

กลอนมารุ่งเรืองในยุครัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลยั มกี วสี าคัญๆ ได้แก่
องค์พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั สุนทรภู่ กรมหลวงวรวงศาธิราชสนทิ ฯลฯ โดยเฉพาะสุนทร
ภู่ เป็ นกวีที่ทาให้ฉันทลกั ษณ์กลอนพฒั นาถึงระดบั สูงสุด มีความลงตวั ทางฉันทลกั ษณ์ทาให้กลอนลลี าแบบ
สุนทรภู่ได้รับการยอมรับว่าเป็ นแบบฉบับของกลอนทไี่ พเราะที่สุดและนิยมแต่งจนถึงปัจจุบนั [1]

การจาแนกกลอน

กลอนจาแนกตามฉันทลกั ษณ์

ฉันทลกั ษณ์ของกลอนในวรรณกรรมจาแนกได้ 5 ประเภทคือ จาแนกตามจานวนคา จาแนกตามคาขนึ้ ต้น
จาแนกตามคณะ จาแนกตามบทขนึ้ ต้นและจาแนกตามการส่งสัมผัส

จาแนกตามจานวนคา จะแบ่งได้ 2 ชนดิ คือ

กลอนกาหนดจานวนคาเท่ากนั ทกุ วรรค (กลอนสุภาพ) ได้แก่ กลอนส่ี กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และ
กลอนเก้า

กลอนกาหนดจานวนคาในวรรคโดยประมาณ ได้แก่ กลอนดอกสร้อย กลอนสักวา กลอนเสภา กลอนบท
ละคร กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว กลอนนิทาน และกลอนชาวบ้าน

จาแนกตามคาขนึ้ ต้น จะแบ่งได้ 2 ชนดิ คือ

กลอนบังคบั คาขนึ้ ต้น ได้แก่ กลอนดอกสร้อย กลอนสักวา กลอนเสภาและกลอนบทละคร

2

กลอนไม่บงั คับคาขนึ้ ต้น ได้แก่ กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด กลอนเก้า กลอนนิราศ กลอนนทิ าน
และกลอนเพลงยาว
จาแนกตามคณะ จะแบ่งได้ 2 ชนดิ คือ
กลอนไม่ส่งสัมผสั ระหว่างคณะ ได้แก่ กลอนดอกสร้อย และกลอนสักวา
กลอนส่งสัมผัสระหว่างคณะ ได้แก่ กลอนบทละคร กลอนเสภา กลอนนิทาน กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว
กลอนส่ี กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า
จาแนกตามบทขนึ้ ต้น จะแบ่งได้ 2 ชนดิ คือ
กลอนบงั คบั บทขึน้ ต้นเต็มบท (4 วรรค) ได้แก่ กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจด็ กลอนแปด กลอนเก้า กลอน
ดอกสร้อย กลอนสักวา กลอนเสภา และกลอนบทละคร
กลอนบงั คบั บทขึน้ ต้นไม่เตม็ บท (3 วรรค) ได้แก่ กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว และกลอนนทิ าน
จาแนกตามการส่งสัมผสั จะแบ่งได้ 2 ชนิดคือ
กลอนส่งสัมผสั แบบกลอนสุภาพ ได้แก่ กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจด็ กลอนแปด กลอนเก้า กลอนดอกสร้อย
กลอนสักวา กลอนเสภา กลอนนทิ าน กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว และกลอนบทละคร
กลอนส่งสัมผสั แบบกลอนชาวบ้าน
กลอนส่งสัมผัสแบบกลอนสังขลกิ ได้แก่ กลอนในบทร้องเล่นของเดก็
กลอนส่งสัมผสั แบบกลอนหัวเดยี ว ได้แก่ กลอนเพลงชาวบ้าน เช่น เพลงเรือ ลาตัด เพลงอแี ซว เป็ นต้น
กลอนสังขลกิ และกลอนหัวเดียว ปรากกฎเฉพาะในร้อยกรองมุขปาฐะ เรียกอกี อย่างหน่ึงว่า กลอนชาวบ้าน

กลอนจาแนกตามวตั ถุประสงค์การนาไปใช้

แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ
กลอนอ่าน เป็ นกลอนทีผ่ ู้แต่งมีจดุ ม่งุ หมายแต่งไว้สาหรับอ่านเพ่ือความเพลดิ เพลนิ แบ่งเป็ น 8 ชนดิ ได้แก่
กลอนนริ าศ กลอนเพลงยาว กลอนนิทาน กลอนส่ี กลอนหก กลอนเจด็ กลอนแปด และกลอนเก้า

3

กลอนร้อง เป็ นกลอนที่แต่งขึน้ โดยมจี ดุ ม่งุ หมายสาหรับการขบั โต้ตอบกนั การขับลานาเพื่อความไพเราะ
และการขบั ร้องประกอบการแสดงเพื่อความบนั เทิง แบ่งเป็ น 5 ชนิด ได้แก่ กลอนดอกสร้อย กลอนสักวา
กลอนเสภา กลอนบทละคร และกลอนเพลงชาวบ้าน

ประเภทของกลอนสุภาพ ( กลอนแปด )
แยกตามจุดประสงค์ของการนาไปใช้

กลอนบทละคร

กลอนขับร้อง

กลอนเสภา กลอนดอกสร้อย
กลอนนิทาน
กลอนสักวา

กลอนอ่าน

กลอนนิราศ

กลอนเพลงยาว

4

ลกั ษณะของกลอนชนดิ ต่างๆ

กลอนสุภาพ บทหนึ่งมี ๔ วรรค กลอน ๒ เรียกว่า ๑ บาท หรือ ๑ คากลอน ฉะน้ันกลอนสุภาพบท
หน่ึง จึงมี ๒ บาท หรือ ๒ คากลอน บทแรกเรียกว่า บาทเอก บาทท่ีสองเรียกว่า บาทโท สาหรับวรรคท้งั สี่ของ
กลอนยงั มชี ื่อเรียกวรรค ตามลกั ษณะการบงั คบั สัมผัส และนิยมใช้เสียงวรรณยกุ ต์ท้ายวรรคต่างกนั ดงั ผังภูมิ
ต่อไปนี้

วรรคแรก เรียกว่า วรรคสลบั หรือ วรรคสดับ เป็ นวรรคขึน้ ต้น ทาหน้าท่ีส่งสัมผสั อย่างเดียวคา
สุดท้ายใช้ได้ทุกเสียีง แต่ไม่นิยมเสียงสามัญ

วรรคสอง เรัยกว่า วรรครับ ทาหน้าทสี่ ัมผัสจากวรรคสลบั และส่งสัมผัสไปยังวรรครองคาสุดท้าย
นยิ มใช้เสียงจตั วา ห้ามใช้เสียงสามัญ

วรรคท่สี าม เรียกว่า วรรครอง ทาหน้าที่รับสัมผัสจากวรรครับ และส่งสัมผัสไปยงั วรรคส่งคาสุดท้าย
นิยมใช้เสียงสามัญและตรี

วรรคท่สี ี่ เรียกว่า วรรคส่ง ทาหน้าท่รี ับสัมผัสจากวรรครอง และส่งสัมผัสระหว่างบทไปยงั วรรครับ
ของบทจ่อไป คาสุดท้ายนยิ มใช้เสียงสามญั ห้ามใช้เสียงจตั วา

5

กลอนแปด

กลอนแปด เป็ นคาประพนั ธ์อกี ชนิดหนง่ึ ทไี่ ด้รับความนิยมกนั ท่วั ไป เพราะเป็ นร้อยกรองชนิดทีม่ คี วามเรียบ
เรียงง่ายต่อการสื่อความหมาย และสามารถสื่อได้อย่างไพเราะ ซึ่งกลอนแปดมกี ารกาหนดพยางค์และสัมผสั
มีหลายชนิดแต่ที่นิยมคือ กลอนสุภาพ

ลกั ษณะคาประพนั ธ์

๑. บท บทหน่ึงมี ๔ วรรค

วรรคทห่ี นง่ึ เรียกวรรคสดับ วรรคท่ีสองเรียกวรรครับ

วรรคท่ีสามเรียกวรรครอง วรรคท่สี ี่เรียกวรรคส่ง

แต่ละวรรคมีแปดคา จึงเรียกว่า กลอนแปด

๒. เสียงคา กลอนทุกประเภทจะกาหนดเสียงคาท้ายวรรคเป็ นสาคัญ กาหนดได้ ดงั นี้

คาท้ายวรรคสดบั กาหนดให้ใช้ได้ทุกเสียง

คาท้ายวรรครับ กาหนดห้ามใช้เสียงสามญั กบั ตรี

คาท้ายวรรครอง กาหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามัญกบั ตรี

คาท้ายวรรคส่ง กาหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามัญกบั ตรี

๓. สัมผัส

ก. สัมผสั นอก หรือสัมผัสระหว่างวรรค อันเป็ นสัมผัสบงั คบั มีดังนี้

คาสุดท้ายของวรรคทหี่ น่ึง (วรรคสดบั ) สัมผสั กบั คาที่สามหรือที่ห้า ของวรรคทีส่ อง (วรรครับ)

คาสุดท้ายของวรรคท่ีสอง (วรรครับ) สัมผัสกบั คาสุดท้ายของวรรคทสี่ าม (วรรครอง) และคาที่สามหรือที่ห้า

ของวรรคทีส่ ่ี (วรรคส่ง)

6

สัมผสั ระหว่างบท ของกลอนแปด คือ
คาสุดท้ายของวรรคทส่ี ่ี (วรรคส่ง) เป็ นคาทส่ี ่งสัมผัสบังคับให้บทต่อไปต้องรับสัมผสั ที่คาสุดท้ายของวรรคที่
สอง (วรรครับ)
ข. สัมผสั ใน ในแต่ละวรรคของกลอนแปด แบ่งช่วงจงั หวะออกเป็ นสามช่วง ดังนี้
หน่ึงสองสาม – หนึ่งสอง – หนึง่ สองสาม
ฉะน้นั สัมผัสในจงึ กาหนดได้ตามช่วงจงั หวะในแต่ละวรรคนั่นเอง ดงั ตวั อย่าง
อนั กลอนแปด – แปด คา – ประจาวรรค
วางเป็ นหลกั – อกั ษร – สุนทรศรี

ตวั อย่างกลอนแปด

เรื่องกานท์กลอนอ่อนด้อยค่อยค่อยหัด
แม้นอดึ อดั ขดั ใจอย่าไปเลย่ี ง
ทลี ะวรรคถักถ้อยนาร้อยเรียง
แม้ไม่เคยี งเย่ียงเขาจะเศร้าไย
วางเค้าโครงโยงคาค่อยนาเขยี น
เฝ้าพากเพยี รเจียรจารนาขานไข
จะถูกนิดผดิ บ้างช่างปะไร
เขยี นด้วยใจใฝ่ รักอกั ษรา

แม้ไม่เก่งเพลงกลอนยังอ่อนด้อย
แต่ใจรักถักถ้อยร้อยภาษา
แม้ถ้อยคานาเขียนไม่เนยี นตา
อย่าโมโหโกรธาต่อว่ากนั

ทุกทุกวรรคถัก-ร่ายหมายสืบสาน
ทกุ อกั ษรกลอนกานท์บนลานฝัน
อาบคุณค่าช้านานแห่งวารวัน
เป็ นของขวัญค่าล้นเพื่อชนไทย

7

กลอนนิราศ

กลอนนริ าศ คือคากลอนท่แี ต่งขนึ้ เพื่อเล่าเรื่องการเดินทางไปยงั แห่งใดแห่งหนึง่ โดยราพนั ถึงการจากคนท่ีรัก
ไปยังแห่งน้นั และไม่จาเป็ นว่าคนท่ีรักจะมตี ัวตนจริงหรือไม่ การประพนั ธ์ต้องใช้ศิลปะในการราพนั ให้
ไพเราะกนิ ใจผ้อู ่าน กลอนนิราศท่ีนยิ มว่าแต่งดไี ด้แก่ นริ าศของสุนทรภู่ เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศพระ
บาท เป็ นต้น ส่วนนิราศเรื่องอื่นที่นบั ว่าไพเราะด้วยความพรรณนา เช่น นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทยั
นริ าศรอบโลก ของแสงทอง

กลอนนิราศมลี กั ษณะบังคับอย่างกลอนทว่ั ไป กาหนดลกั ษณะเฉพาะเช่นเดียวกบั กลอนเพลงยาว คือ
ขนึ้ ต้นด้วยวรรครับ และลงท้ายบทด้วยคาว่าเอย

8

กลอนเพลงยาว

9

ลกั ษณะกลอนเพลงยาว

กลอนเพลงยาวเป็ นกลอนทบ่ี ังคบั บทขนึ้ ต้นเพยี ง ๓ วรรค จัดเป็ นกลอนขนึ้ ต้นไม่เต็มบท ขนึ้ ต้น
ด้วยวรรครับในบทแรก ส่วนบทต่อๆไป คงมี ๔ วรรคตลอด สัมผสั เป็ นแบบกลอนสุภาพ ไม่จากดั ความยาว
ในการแต่ง แต่นยิ มจบด้วยบาทคู่ และต้องลงด้วยคาว่าเอย จานวนคาในวรรคอยู่ระหว่าง ๗-๙ คา วัตถปุ ระ
สงคืสาคัญของเพลงยาวคือใช้เป็ นจดหมายโต้ตอบ ระหว่างชาย -หญงิ เพลงยาวปรากฎขึน้ สมัยกรุงศรี
อยุธยาตอนปลาย ได้แก่ เพลงยาวพระราชนพิ นธ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทก่ี ล่าวกนั ว่าทรงนพิ นธ์ให้แก่เจ้าฟ้า
สังวาล โดยเหตทุ ว่ี ตั ถปุ ระสงค์สาคัญของกลอนเพลงยาว คือใช้เป็ นจดหมายรักและจบลงด้วยคาว่า"เอย"จงึ
เป็ นทีม่ าของสานวน "ลงเอย" ในภาษาไทยหมายถงึ การตกลงปลงใจท่จี ะร่วมชีวติ คู่ ของ ชาย-หญงิ ส่วน
ชื่อ"เพลงยาว" น่าจะเกดิ จากเนื้อความของจดหมายแต่ละฉบบั ที่มขี นาดยืดยาว หรืออีกประการหนึง่ อาจ
เกดิ จากระยะเวลา ในการผกู สมัครรักใคร่ และโต้ตอบจดหมายกนั จน"ลงเอย"ใช้เวลานานกเ็ ป็ นได้

อน่ึงอาจกล่าวได้ว่า "เพลงยาว"เป็ นตัวการสาคัญ ฃข้อหนง่ึ ทท่ี าให้ผ้หู ญิงไทยสมัยก่อนไม่มีโอกาส
ได้รับการศึกษา เพราะผู้ใหญ่ไม่ส่งเสริม เน่ืองจากเกรงว่าเม่ืออ่านออกเขียนได้แล้ว

กลอนบทละคร

กลอนบทละคร เป็ นคาประพนั ธ์ชนิดหน่งึ ซึ่งแต่งขนึ้ เพ่ือใช้ในการเล่นละคร ต้องอาศัยทานองขับร้องและ
เคร่ืองดนตรีประกอบ แต่งเสร็จต้องนาไปซักซ้อมปรับปรุง ดังน้นั จานวนคาของแต่ละวรรคจงึ ไม่เท่ากัน
ขึน้ อยู่กบั จังหวะขบั ร้องเป็ นสาคญั ว่าโดยหลกั มีแต่ ๖ คา ถงึ ๙ คา แต่ท่ปี รากฏว่าใช้มากสุด คือ ๖ คา เช่นเรื่อง
รามเกยี รต์ิ เฉพาะวรรคแรกขึน้ ต้น ใช้ ๒ คา ถงึ ๔-๕ คา บางคราวกส็ ่งสัมผสั ไปยงั วรรคท่ี ๒ บางคราวกไ็ ม่
ส่ง คาท่ใี ช้เช่น เมื่อน้นั , บัดนี้, น้องเอ๋ยน้องรัก

แม้กลอนสดับ จะใช้คาพูดเพยี งสองคา กถ็ ือถือว่าเต็มวรรค โดยลกั ษณะสัมผสั ในวรรคและนอกวรรค
นยิ มใช้แบบกลอนสุภาพ แต่งเป็ นตอน ๆ พอจบตอนหนง่ึ ขนึ้ ตอนต่อไปใหม่ ไม่ต้องรับสัมผัสไปถึงตอนท่ี
จบ เพราะอาจเปลยี่ นทานองตามบทบาทตัวละคร ท่ีขึน้ ต้นว่า เม่ือน้นั ใช้สาหรับพระเอกหรือผ้นู าในเรื่อง บดั
น้นั ใช้สาหรับเสนา กลอนนเี้ ป็ นกลอนผสม คือ กลอน ๖ กลอน ๗ กลอน ๘ หรือ กลอน ๙ ผสมกนั ตาม
จงั หวะ มีแผนผังและตวั อย่างดงั นี้

10

กลอนดอกสร้อย

11

กลอนสกั วา

ฉันทลกั ษณ์
๑. กลอนสักวาบทหน่ึงมี ๘ วรรค หรือ ๒ คากลอน วรรค หน่ึงใช้คาต้งั แต่ ๖-๙ คา ถ้าจะแต่งบทต่อไป ต้อง
ขนึ้ บทใหม่ ไม่ต้องมี สัมผัสเกย่ี วข้องกบั บทต้น
๒. ต้องขนึ้ ต้นด้วยคาว่า “สักวา” และลงท้าย ด้วยคาว่า “เอย”
๓. สัมผัสและความไพเราะ เหมือนกบั กลอนสุภาพ
ตัวอย่าง
๐ สักวาหวานอ่ืนมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม
กลน่ิ ประเทียบเปรียบดวงพวงพยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม
แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดดู ดื่มบอระเพด็ ต้องเข็ดขม
ผู้ดไี พร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ)

12

กลอนเสภา

กลอนเสภา เป็ นคาประพนั ธ์ชนิดหนง่ึ ซ่ึงแต่งเพ่ือใช้ขับ เพราะใช้เป็ นกลอนขบั จึงกาหนดคาไม่แน่นอน ม่งุ
การขับเสภาเป็ นสาคัญ จึงใช้คา ๗ คา ถงึ ๙ คา การส่งสัมผสั นอกเหมือนกบั กลอนสุภาพ แต่ไม่บังคับหรือ
ห้ามเสียงสูง ตา่ ตามจานวนคาแต่ละวรรค อย่ใู นเกณฑ์กลอน ๗-๙ เช่น เสภาขุนช้างขนุ แผน มแี ผนผงั และ
ตวั อย่างดังนี้

13

สรุป

คาประพนั ธ์ท่ีนิยมแต่งกนั คือ กลอน เพราะแต่งง่าย ไพเราะ บังคบั เพยี งคณะและ
สัมผสั เท่าน้ัน ซึ่งการแต่งกลอนแต่ละประเภทต้องมคี วามรู้ในลกั ษณะบงั คบั หรือฉันท
ลกั ษณ์ เพ่ือจะได้แต่งออกมาถูกต้องและไพเราะ

14

บรรณานุกรม

แหล่งทม่ี าของเนื้อหา : สานักพมิ พ์วัฒนาพานิช www.wpp.co.th
อ้างองิ
กรมศิลปากร. ครรภครรลองร้อยกรองไทย. กรุงเทพฯ, 2545.
กาชัย ทองหล่อ. หลกั ภาษาไทย. รวมสาส์น (1977) : กรุงเทพฯ, 2545.
อปุ กติ ศิลปสาร, พระยา. หลกั ภาษาไทย. 2511:360-365
สุภาพร มากแจ้ง. กวีนิพนธ์ไทย 1. กรุงเทพฯ, โอเดยี นสโตร์, 2535.
https://sites.google.com/site/wichai32202/klxn-chnid-
tang?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F
สานกั พมิ พ์วัฒนาพานิช www.wpp.co.th
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31489-044083

15

ภาคผนวก

16

17

18

อภิธานศัพท์

ฉันทลกั ษณ์
/ฉันทะลกั /
คานาม
1. 1.
แบบแผนคาประพนั ธ์ประเภทร้อยกรอง.
"ฉันทลกั ษณ์กลอน ๘ กาหนดให้แต่ละวรรคมี ๘ คา คาสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคาที่ ๓ ของวรรคท่ี ๒
คาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกบั คาสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และคาที่ ๓ ของวรรคที่ ๔ เป็ นต้น"
2. 2.
ตาราหลกั ภาษาไทยตอนท่ีว่าด้วยลกั ษณะแบบแผนของคาประพนั ธ์ประเภทร้อยกรอง.

มขุ บาฐ, มุขปาฐะ
/มุกขะบาด, มุกขะ-/
คานาม
1. การต่อปากกนั มา, ข้อความท่ที ่องจากนั มาด้วยปากเปล่า, การบอกเล่าต่อๆ กนั มาด้วยปากเปล่า ไม่ได้เขียน
หรือบันทกึ ไว้เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร.

19


Click to View FlipBook Version