ค ว า ม สำ เ ร็ จ กำ ห น ด อ น า ค ต ด้ ว ย ห ลั ก ก า ร ณ์
PDCA | 5W1H | SMART
เ ป้ า ห ม า ย ชี วิ ต
PDCA | 5W1H | SMART
ขับเคลื่ อนชีวิตสู่เป้าหมาย ก้าวข้ามอุ ปสรรค
วางแผนอย่างมีระบบ
CONTENTS
สารบัญ
1 การวางแผนเป้าหมายชีวิต วงจรควบคุมคุณภาพ
การวางแผนเป้าหมายชีวิต แนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) ได้แบ่ง
ความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ
3 การวางแผนเป้าหมายชีวิต
ทฤษฎีความต้องการ ของแอบราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) การ
วางแผนเป้าหมายชีวิต แนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) ได้แบ่งความ
ต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น
5 เทคนิคการวางแผนเป้าหมายสู่ความสำเร็จในชีวิต
ตั้งเป้าหมายให้ท้าทาย การตั้งเป้าหมายในชีวิตควรจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายซึ่ง
หมายถึงเป้าหมายที่ไม่ง่ายจนเกินไป ควรจะมีเป้าหมายหลักและเป้าหมายรอง
ก า ร ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย ใ น ชี วิ ต ที่ ดี
6 การนำ PDCA ไปใช้
ถ้ า ห า ก ไ ม่ เ ป็ น ไ ป ต า ม แ ผ น ที่ ว า ง ไ ว้ ก็ ค ว ร จ ะ นำ ข้ อ มู ล ที่ ร ว บ ร ว ม ไ ว้ ม า วิ เ ค ร า ะ ห์
แ ล ะ พิ จ า ร ณ า ว่ า ค ว ร จ ะ ดำ เ นิ น ก า ร อ ย่ า ง ไ ร ต่ อ ไ ป
11 เครื่ องมือวิเคราะห์เป้าหมาย
การวางแผนที่ดีต้องวิเคราะห์ผ่านเครื่ องมือ 5W1H
12 ประโยชน์ของการวางแผน 5W1H
5W1H for Life การวางแผนงานจะช่วยทำให้มีการเตรียมความ
พร้อมเมื่ อเผชิญหน้าในชีวิตจริงได้
13 SMART GOAL เทคนิคการตั้งเป้าหมายชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ
SMART เป็นเทคนิคในการตั้งเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพ และเอื้ อ
อำ น ว ย ต่ อ ก า ร วั ด ผ ล
14 เป้าหมายของชีวิต LIFE GOAL
ประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข การวางแผนเพื่ อเป้าหมาย
ข อ ง ชี วิ ต ก็ จ ะ ส่ ง ผ ล ใ ห้ เ ร า ป ร ะ ส บ ค ว า ม สำ เ ร็ จ ใ น ชี วิ ต ไ ด้ เ ร็ ว ขึ้ น
15 กระบวนการวางแผนชีวิต
4 Step for Life Planning
CONTENTS
ส า ร บั ญ ( ต่ อ )
18 ช่วงชีวิตในการวางแผนกำหนดเป้าหมาย
การวางแผนเป้าหมายชีวิต แนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) ได้แบ่ง
ความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ
20 การวางแผน ชีวิตแต่ละช่วงวัย
วัยต่าง ๆ วัยเรียน วัยทำงาน สู่วัยเกษียณ และบริหาร
จั ด ก า ร ก า ร ใ ช้ เ งิ น ที่ สำ คั ญ
แ ผ น สำ ร อ ง ก ร ณี ฉุ ก เ ฉิ น " เ งิ น อ อ ม สำ ร อ ง ฉุ ก เ ฉิ น ”
22 เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย ??
หลากหลายเรื่ องราวที่ทำให้ชีวิตอาจจะต้องสะดุดด้านการเงิน หากมีเงินออม
สำรองฉุกเฉินเตรียมไว้เราก็จะสามารถพยุงตัวเองผ่านเรื่ องวิกฤตต่างๆ ได้อย่างไม่
ย า ก เ ย็ น
37 วิเคราะห์ตัวตน SETUP ระบบความคิดก่อนขีดเส้นทางเดิน วางแผน
ชี วิ ต สู่ ค ว า ม สำ เ ร็ จ ด้ ว ย S W O T
วิเคราะห์ตัวเองผ่านเครื่ องมือคลาสสิคที่ใคร ๆ ก็รู้จัก และคุ้นเคย เชื่ อว่าทุกคน
อย่างน้อยต้องได้เคยทำ SWOT มาแล้วอย่างแน่นอน
39 วางแผนชีวิตการทำงานด้วยการวิเคราะห์ SWOT
เราทุกคนล้วนมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเอง หลายคนสามารถนำจุดแข็งของตัว
เ อ ง ม า พั ฒ น า ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ทำ ง า น ไ ด้
40 วิเคราะห์เพื่ อการพัฒนาตนเอง
การวิเคราะห์เพื่ อพัฒนาตนเองส่วนใหญ่แล้ว มักจะขาดแนวคิดและกลยุทธ์ใน
การวิเคราะห์ โดยธรรมชาติแล้วหากเราไม่มีกลยุทธ์ในการวิเคราะห์ มักจะไม่
ส า ม า ร ถ วิ เ ค ร า ะ ห์ ต น เ อ ง ใ ห้ อ ยู่ ใ น ก ร อ บ ไ ด้
41 วิเคราะห์ตัวเองและคู่แข่งรอบกาย
ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายใน (Internal Factors) ซึ่งเราสามารถควบคุมได้
ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก (External Factors) ซึ่งเราไม่สามารถควบุคมได้
42 วิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน
นอกจากจะใช้กับธุรกิจได้แล้ว การวิเคราะห์ SWOT ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ
บุคคลโดยทั่วไปในการวิเคราะห์ฐานะ หรือสุขภาพทางการเงินได้ด้วยเช่นกัน
4 3 HAPPY MONEY วางแผนชีวิตดีต้องมีความสุขและเงินทองด้วย
จัดการอย่างไรให้เงินมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งอีกประการที่ต้องมี
การบริหารจัดการเงิน ควบคู่กับการวางแผนชีวิต
CONTENTS
ส า ร บั ญ ( ต่ อ )
44 6 วิธีวางแผนการเงินเพื่ อความมั่นคงในอนาคต
ชีวิตจะมีความมั่งคั่งถ้าวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้น
ยังไง วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับ “วิธีวางแผนการเงิน” มาฝากกัน
46 4 รู้สู่ HAPPY MONEY
การสร้างความสุขในชีวิต โดยเฉพาะความสุขทางการเงินไม่ใช่เรื่ องยาก แค่
คุณเข้าใจและยึดหลัก “4 รู้สู่ความมั่งคั่ง”
47 MINDSET คืออะไร?
Mindset เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเป็นตัวชี้นำการตัดสินใจเรื่ องต่างๆในชีวิตซึ่งส่ง
ผลต่ออนาคต ดังนั้นการมี Mindset ที่ดีจะส่งผลที่ดีต่อชีวิตของเรา
48 รวมแง่คิดเพื่ อสร้าง MINDSET ที่ดี
1.อย่าได้สนใจสิ่งรอบข้างหรือคำพูดของคนอื่ นๆ
2 . ไ ม่ ต้ อ ง ส ม บู ร ณ์ แ บ บ
3 . ห ยุ ด เ ป รี ย บ เ ที ย บ
4.อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ให้มองความผิดพลาดเป็นบทเรียนที่จะได้
เรียนรู้เพื่ อความสำเร็จ
49 3 MINDSET สู่ความสำเร็จตามเป้าหมายในชีวิต
สำหรับ 3 วิธีคิดที่นำมาปรับใช้เพื่ อสร้างความมั่งคั่ง
50 FRAMEWORK กรอบแนวคิดภาพรวมเพื่ อกำหนดเป้าหมายชีวิต
สรุปกรอบแนวคิด เพื่ อวางแผนชีวิตและตั้งเป้าหมายอย่างมีหลักการ
51 บทสรุปจากผู้เขียน
การมีความสุขทางการเงิน ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมายเพียงแค่กินอยู่อย่างพอ
เพียง มีเงินใช้ตามฐานะ ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ไม่สะสมหนี้ ตั้งเป้าหมาย
ว า ง แ ผ น ชี วิ ต ใ ห้ ดี สู่ ค ว า ม สำ เ ร็ จ ใ น ชี วิ ต ดั ง ฝั น
บทนำ
การวางแผนเป้าหมายชีวิต ความต้องการของมนุษย์นั้น เป็นแรงผลักดันให้คนทำงานหรือ
ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน ความต้องการของมนุษย์นั้นแตกต่างกัน ความต้องการของมนุษย์
เองยังมีความเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ละบุคคลสิ่งแวดล้อม มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้นการตั้งเป้าหมายจะช่วยให้บุคคลรู้ถึงความต้องการของตนเอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิด
ความพยายามมากขึ้นยิ่งและการบรรลุเป้าหมายจะเป็นสิ่งจูงใจให้มีการกระทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไป
ทั้งนี้ ความต้องการของมนุษย์ เป็นแรงผลักดัน (Mainspring) ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน
เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้
การวางแผนเป้าหมายชีวิต
ด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ
วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA คือ วงจรที่ เอดวาร์ด เดมมิ่ง
พัฒนามาจากวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์ (W.EDWARDS DEMING)
ซิวฮาร์ท (Walter Shewhart ) ผู้บุกเบิกการ
ใช้สถิติสำหรับวงการอุตสาหกรรมและต่อ พัฒนาวงจร PDCA
มาวงจรนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อ
เอดวาร์ด เดมมิ่ง
(W.Edwards Deming)
ปรมาจารย์ด้านการบริหาร คุณภาพเผย
แพร่ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับปรุง
กระบวนการทำงานของพนักงาน ภายใน
โรงงานให้ ดียิ่งขึ้นและช่วยค้นหาปัญหา
อุปสรรคในแต่ละขั้นตอนอย่างเป็นกระบวน
การจนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า
“วงจรเด็มมิ่ง”
P PDCA หรืออีกชื่อที่เป็นที่รู้จักคือวงจร
D เดมมิ่ง (Deming Cycle) คือ การบริหาร
งานด้วยวงจรคุณภาพที่มีความสำคัญใน
การวางแผนแก้ปัญหา และสามารถนำมา
ปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานให้ดีขึ้น
ประกอบด้วย 4 คำ คือ
PDCA
Plan | Do | Check | Act
C P : Plan หมายถึง การวางแผน
A D : Do หมายถึง ปฏิบัติตามแผน
C : Check หมายถึง ตรวจสอบ ประเมินผล
และนำผลประเมินมาวิเคราะห์
A : Action หมายถึง ปรับปรุงแก้ไขดำเนินการให้
เหมาะสมตามผลการประเมิน
การวางแผนเป้าหมายชีวิต
ทฤษฎีความต้องการ ของแอบราฮัม มาสโลว์ (ABRAHAM MASLOW)
การวางแผนเป้าหมายชีวิต แนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) ได้แบ่งความต้องการของ
มนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ ดังนี้
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological needs)
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety and security needs)
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรัก และความเป็นเจ้าของ (Belonging and love needs)
ขั้นที่ 4 ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem needs)
แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
4.1) ความต้องการนับถือ ตนเอง (Self-respect)
4.2) ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem from others)
ขั้นที่ 5 ความต้องการที่จะเข้าใจประจักษ์ตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization needs)
แอบราฮัม มาสโลว์
(ABRAHAM MASLOW)
คำว่า “เป้าหมาย” สำหรับบางคนอาจจะเป็นแค่สิ่งที่คิดไว้ภายในจิตใจ แต่บางคนมันเป็น
สิ่งสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้อย่างมีคุณค่าและมีความหมาย
ในการตั้งเป้าหมายในชีวิตอย่างแรกเลย ที่ต้องคำนึงถึงนั่นคือ Mindset สิ่งนี้จะช่วยปรับ
กระบวนการคิดตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนเปิดใจ รับรู้ เปิดใจรับฟัง เปิดใจศึกษา และเปิดใจกับตัว
เองที่จะตั้งเป้าหมายในชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใดความซื่อสัตย์ต่อตนเองที่จะดำเนินไปตาม
แผนที่ตั้งไว้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง
ความสำคัญ
ของการวางแผนเป้าหมายชีวิต
ด้วย PDCA
การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุด เป็นการตั้งเป้าหมาย
ของชีวิตที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น คือ
การตั้งใจดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จในการศึกษา
เล่าเรียน หน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัวและตั้งใจปฏิบัติ
ธรรมทุกรูปแบบ โดยการตั้งใจทำความดีหมั่นให้ทาน
รักษาศีลฝึกสมาธิเพื่อให้จิตใจผ่องใสก่อเกิดปัญญาเพื่อ
รักษาเป้าหมายของชีวิตให้มั่นคงในทุกๆด้านหลักการ
“วงจรเด็มมิ่ง” (PDCA)
1.การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้นต้น เทคนิคการวางแผนเป้าหมายสู่ความสำเร็จในชีวิต คือ
เป็นการวางแผนตั้งเป้าหมายเช่น จะ ถามตัวเองว่าในอนาคตเราอยากจะเป็นอะไร อยากจะมี
ต้องเรียนให้จบจะได้มีอาชีพที่ดี ทำมา อะไร อยากจะได้อะไร อยากจะมีชีวิตเหมือนใคร เช่นคนที่
ค้าขายสุจริต เช่นครู พยาบาล ตำรวจ กำลังทำงานประจำอยู่และคิดอยากจะออกมาทำธุรกิจ
ทหาร ชาวนาหรืออื่นๆ ส่วนตัว ก็ควรเลือกทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองถนัดและสิ่งที่ตัว
เองชอบเป็นอันดับแรก เพราะธุรกิจที่เราทำนั้นเราจะต้อง
2. การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้น อยู่กับมันนาน ถ้าใครเลือกทำธุรกิจที่ตัวเองไม่มีใจรัก หรือ
กลาง เป็นการตั้งเป้าหมายของชีวิตว่า ความชอบเป็นพื้นฐาน เราจะทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ต้องพยายามตั้งตัวและสร้างฐานะของ
ตนเองมีชีวิตครอบครัวมีลูกที่ดี รู้จัก เทคนิคการวางแผนเป้าหมายให้ไปสู่ความสำเร็จใน
การสร้างคุณค่าให้ชีวิตด้วยความขยัน ชีวิต เราต้องเริ่มต้นจากสังเกตุความชอบของเราก่อนหรือ
ตั้งใจมุ่งมั่นทำความดี มีความเอื้อ สิ่งที่เราสามารถทำเป็นประจำทุกวัน ทำแล้วมีความสุข มี
อาทร ความเมตตาต่อผู้อื่นซึ่งเป็นการ ใจรักในสิ่งนั้น ถ้าหากเราไม่รู้จริงๆให้เราลองถามคนที่อยู่
วางแผนเป้าหมายชีวิตสูงสุดคือระดับ รอบๆตัวดู จากนั้นให้เราตีกรอบให้แคบลง เพื่อโฟกัสถึง
ของการวางแผนเป้าหมายชีวิตของ แก่นแท้อันเป็นนัยสำคัญ (Significant) ของความต้องการ
แต่ละบุคคล ของเรา แล้วเลือกเป้าหมายนั้น เมื่อเรารู้ว่าเราชอบอะไร
แล้ว เราจะสามารถกำหนดกรอบของเป้าหมายเราให้
ชัดเจน ขั้นต่อมา คือ การศึกษาข้อมูลแนวทางหรือลู่ทาง
ต่างๆ เราจะไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ได้อย่างไร
วางแผน
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต
เทคนิคการวางแผนเป้าหมาย
สู่ความสำเร็จในชีวิต
ตั้งเป้าหมายให้ท้าทาย
การตั้งเป้าหมายในชีวิตควรจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ซึ่งเป้าหมายนั้นจะต้องไม่
ง่ายจนเกินไป การตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ดีควรจะมีเป้าหมายหลักและเป้าหมายรอง
ที่สอดคล้องกัน เพราะถ้าเป้าหมายหลักมีปัญหาอุปสรรคหรือเป็นไปไม่ได้ ควรมีการ
ตรวจสอบ ตรวจเช็คระหว่างเดินไปตามแผนเพื่อปรับแก้ไขเป้าหมายรอง ให้เป็นไป
ตามเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้ จะได้ไม่หลงทางและออกนอกแผนหลักที่วางไว้
เทคนิคการวางแผนเป้าหมาย
เทคนิคการวางแผนเป้าหมายสู่ความสำเร็จในชีวิต นำไปปฏิบัติตามวงจร PDCA เมื่อ
เรากำหนดแผนงานชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว
(Plan) ลงมือนำไปปฏิบัติจริง
(Do) จะต้องมีการตรวจสอบเป็น ระยะๆว่า สิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติไปนั้นเป็นไปตาม
แผนและเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
(Check) หลังจากนั้นถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงให้
สอดคล้องกับเป้าหมาย
(Action) เราจะต้องคำนึงถึงวงจรนี้อยู่ตลอดเวลา วงจร PDCA นี้ใช้ได้ทั้งวงจรของ
แผนใหญ่ของชีวิตและแผนสนับสนุนย่อยๆ
ก า ร นำ P D C A ไ ป ใ ช้
Apply P D C A for your Life
การวางแผน (Plan) คือ การ 1. การวางแผนในอนาคต จะทำให้เราเห็น
ว า ง แ ผ น ชี วิ ต โ ด ย จ ะ ต้ อ ง ท ร า บ ว่ า ต น เ อ ง เ ป้ า ห ม า ย ชั ด เ จ น ม า ก ขึ้ น แ ล ะ ทำ ใ ห้ เ ร า ไ ม่
นั้นอยากจะทำอะไร ต้องการอะไร แล้ว เดินออกนอกเป้าหมาย บางครั้งอาจมี
จึ ง ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย แ ล ะ วิ ธี ก า ร ใ น ก า ร ดำ เ นิ น เ ห ตุ ก า ร ณ์ ไ ม่ ค า ด ฝั น เ กิ ด ขึ้ น ห รื อ เ ร า ไ ม่
ชีวิตให้ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายชีวิตของ สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งการวางแผนใน
แ ต่ ล ะ ค น จ ะ มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น อ อ ก ไ ป อนาคตจะทำให้ช่วยลดปัญหาและลด
ทั้งนี้การวางแผนให้ครอบคลุมถึงเรื่ องที่ ค ว า ม เ สี ย ห า ย ที่ อ า จ เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้
ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวม
ถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่ 2. การวางแผนเพื่ อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน ฯลฯ พร้อม เป็นการวางแผนเพื่ อเปลี่ยนแปลงชีวิตใน
กั บ พิ จ า ร ณ า ว่ า มี ค ว า ม จำ เ ป็ น ต้ อ ง ใ ช้ ปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถควบคุมสิ่งที่
ข้อมูลใดบ้างเพื่ อการปรับปรุง เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ ด้ ว ย ก า ร เ ริ่ ม ต้ น เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
เปลี่ยนแปลง โดยระบุวิธีการเก็บข้อมูล ตั้ ง แ ต่ ปั จ จุ บั น
ให้ชัดเจน จากนั้นต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่
รวบรวมได้ แล้วกำหนดทางเลือกในการ ลำ ดั บ ขั้ น ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ว า ง แ ผ น ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การวางแผน - การกำหนดวัตถุประสงค์
เ ป็ น ก า ร ช่ ว ย ค า ด ก า ร ณ์ สิ่ ง ที่ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น - กำหนดขอบเขตในการวางแผน
ในอนาคต และช่วยลดความเสียหาย - พิจารณาข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นใน
ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยการวางแผน
มี ดั ง นี้ การวางแผน
- พัฒนาทางเลือก
วางแผน - ประเมินทางเลือก เพื่ อเลือกสิ่งที่เป็นไป
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต ไ ด้ สู ง สุ ด
- เปลี่ยนแปลงแผนสู่การปฏิบัติ
ก า ร นำ P D C A ไ ป ใ ช้
Apply P D C A for your Life
การปฏิบัติตามแผน (DO) คือ การทำตามแผนที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ด้วยความ
ตั้งใจ มุ่งมั่นพยายาม
ทั้ ง นี้ ก า ร ป ฏิ บั ติ เ ป็ น ก า ร ล ง มื อ ป รั บ ป รุ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ต า ม ท า ง เ ลื อ ก ที่ เ ร า ไ ด้
กำหนดไว้ในขั้นตอนการวางแผน ซึ่งต้องตรวจสอบระหว่างการปฏิบัตินั้นว่าได้
ดำ เ นิ น ไ ป ใ น ทิ ศ ท า ง ที่ ถู ก ต้ อ ง ต ร ง กั บ วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ที่ เ ร า ตั้ ง ไ ว้ แ ล ะ เ ป้ า ห ม า ย แ ล้ ว
หรือไม่ พร้อมกับติดตามการปฏิบัตินั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่ อศึกษาถึงความเป็น
ไปได้และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่ อสถานการณ์
เปลี่ยนแปลงไป เพื่ อจะมั่นใจได้ว่าการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้นั้นเกิดความผิด
พ ล า ด น้ อ ย ที่ สุ ด
ดังนั้นมุ่งมั่นตั้งใจในการทำ (Do) ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป็นไปตาม
ระยะเวลาที่กำหนด (TimeLine) และความสม่ำเสมอ (Regularly) เป็นสิ่ง
สำ คั ญ ซึ่ ง อ า ศั ย ค ว า ม พ ย า พ ย า ม แ ล ะ ค ว า ม อ ด ท น ข อ ง เ ร า อ ย่ า ง แ ท้ จ ริ ง เ ป็ น ห ลั ก
วางแผน
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต
ก า ร นำ P D C A ไ ป ใ ช้
Apply P D C A for your Life
การตรวจสอบ (Check) คือ การประเมินเป้าหมายชีวิตที่วางแผนไว้
ว่ า ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ ไ ด้ สำ เ ร็ จ ห รื อ ไ ม่ แ ล ะ ต้ อ ง ป รั บ ป รุ ง ห รื อ แ ก้ ไ ข อ ย่ า ง ไ ร
บ้าง จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งนี้ การตรวจสอบ เป็นการ
ประเมินผลที่ได้จากการปฏิบัติ (DO) โดยการตรวจสอบทำให้ทราบว่า
ในการปฏิบัตินั้นสามารถ บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
ได้หรือไม่ สิ่งสำคัญก็คือจะต้องรู้ว่าตรวจสอบอะไรบ้างและมีความ
สม่ำเสมอมากน้อยเพียงใด ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบจะเป็น
ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ขั้ น ต อ น ต่ อ ไ ป
หลังจากเราเริ่มลงมือปฏิบัติไปได้สักระยะ ต้องเริ่มทำการตรวจสอบ
ค ว า ม คื บ ห น้ า ข อ ง สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ด้ ล ง มื อ ป ฏิ บั ติ ไ ป นั้ น ว่ า เ ป็ น ไ ป ต า ม แ ผ น ห รื อ
ไม่ ซึ่งสิ่งที่จะบ่งบอกได้ก็คือตัวชี้วัดที่เรากำหนดไว้นั่นเอง ถ้าจุดที่เรา
ต ร ว จ ส อ บ ไ ด้ ผ ล ลั พ ธ์ ต า ม ตั ว ชี้ วั ด ที่ เ ร า ตั้ ง ไ ว้ ห รื อ ดี ก ว่ า แ ส ด ง ว่ า วิ ธี ก า ร ที่
เราเลือกใช้นั้นยังคงถูกต้อง แต่ถ้าตรวจสอบออกมาแล้วผลปรากฏว่าต่ำ
กว่าตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่ามีความผิดปกติบางอย่าง
เ กี่ ย ว กั บ แ ผ น ง า น ห รื อ วิ ธี ก า ร ที่ เ ร า ไ ด้ กำ ห น ด ไ ว้ ใ น ต อ น แ ร ก
วางแผน
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต
ก า ร นำ P D C A ไ ป ใ ช้
Apply P D C A for your Life
การปรับปรุงแก้ไข (Act) คือการนำเอาผลการประเมินจาก
(C=Check) มาปรับปรุง หรือพัฒนาวิธีการ ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ
ม า ก ขึ้ น
ทั้ ง นี้ เ ป็ น ก า ร ดำ เ นิ น ง า น ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม ซึ่ ง จ ะ พิ จ า ร ณ า ผ ล ที่ ไ ด้ จ า ก ก า ร
ตรวจสอบ คือ
1) ผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ถ้าผลที่เกิดขึ้นเป็นไป
ตามแผนที่วางไว้ เพื่ อทำให้ผลลัพธ์กลับมาอยู่ในแผนงานหรือเส้นทางสู่
เ ป้ า ห ม า ย ต า ม ร ะ ย ะ เ ว ล า ที่ กำ ห น ด ไ ว้ ใ น ค รั้ ง แ ร ก
2) กระบวนการปรับปรุงเริ่มจากการวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้
ผ ล ลั พ ธ์ ไ ม่ เ ป็ น ไ ป ต า ม ที่ เ ร า ว า ง แ ผ น ห รื อ กำ ห น ด ไ ว้
3) วิเคราะห์หาสาเหตุ องค์ประกอบหรือปัจจัยภายใน/ภายนอกใด
บ้ า ง ที่ เ ป็ น ทำ ใ ห้ เ ร า ไ ม่ บ ร ร ลุ วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
4) กำหนดมาตรการแก้ไข จากนั้นก็จะนำแนวทางหรือกระบวนการ
ปฏิบัติ (DO) นั้นมาจัดทำให้เป็นมาตรฐาน พร้อมทั้งหาวิธีการที่จะ
ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าเดิมและ
เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเดิม รวมทั้งทำให้คุณภาพดียิ่งขึ้นก็ได้ ถ้าหากไม่เป็น
ไปตามแผนที่วางไว้ก็ควรจะนำข้อมูลที่รวบรวมไว้มาวิเคราะห์ และ
พิ จ า ร ณ า ว่ า ค ว ร จ ะ ดำ เ นิ น ก า ร อ ย่ า ง ไ ร ต่ อ ไ ป
วางแผน
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต
ก า ร นำ P D C A ไ ป ใ ช้
Apply P D C A for your Life
P-D-C-A อย่างต่อเนื่ อง
ห ลั ง จ า ก เ ร า กำ ห น ด ม า ต ร ก า ร แ ก้ ไ ข แ ล้ ว จึ ง นำ ม า ป รั บ เ ป ลี่ ย น แ ผ น ง า น ใ ห้
สอดคล้องกับวิธีการและทรัพยากรที่กำหนดขึ้นมาใหม่ โดยยังคงคำนึงถึง
การกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสม แล้วจึงเริ่มลงมือปฏิบัติ ตรวจสอบ ปรับปรุง
แก้ไข ตามวงจร P-D-C-A อย่างต่อเนื่ องจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
หลังจากบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ครั้งแรกแล้ว เรายังคงใช้หลักการ
PDCA อย่างต่อเนื่ องได้ด้วยการยกระดับของเป้าหมายให้สูงขึ้น แล้วจึงมา
กำหนดแผนงาน-วิธีการที่เหมาะสม แล้วจึงเริ่มเข้าสู่วงจร
วางแผน – ลงมือปฏิบัติ – ตรวจสอบ – ปรับปรุง/แก้ไข ได้เช่นกัน
วางแผน
ออกแบบเป้าหมาย
กำหนดอนาคต
เครื่องมือวิเคราะห์เป้าหมาย Who What Where When Why How
Life Analysis Tools
การแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ การวางแผนที่ดี
ต้องวิเคราะห์
ผ่านเครื่องมือ 5W1H
- Who ใคร
การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์เป็นทักษะการหาคำ - What อะไร
ตอบที่หลากหลาย แปลกใหม่ ในการแก้ไขปัญหาใน - When เมื่อไร
สถานการณ์ที่จำกัด สามารถเลือกวิธีการแก้ปัญหา - Where ที่ไหน
อย่างเหมาะสม มีเหตุมีผลสามารถอธิบาย - Why ทำไม
กระบวนการแก้ไขปัญหาในแต่ละขั้นตอนได้ และ - How อย่างไร
สามารถอธิบายถึงผลกระทบ จากการเลือกวิธีการ
แก้ไขปัญหานั้นๆได้ ความสามารถในการแก้ปัญหา
เชิงสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน และ
พัฒนาให้เก่งขึ้นได้
โดยแบ่งทักษะกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ใหม่เป็น 4
ขั้นตอนใหญ่ คือ
- Clarify วิเคราะห์ข้อมูลและสาเหตุของปัญหา
- Ideate การหาไอเดียใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์
- Develop การนำไอเดียต่างๆมาประเมินผลและเลือกไอเดียที่
แก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดมาแก้ไขปัญหานั้น
- Implement กำหนดแผนงาน และแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้
ปฏิบัติได้จริง
ประโยชน์ของการวางแผน
5W 1H for Life
1. Who (ใคร)
2. What (ทำอะไร)
3. Where (เป้าหมายในการทำงานอยู่ที่ไหน)
4. When (ระยะเวลาขั้นตอนการทำงานเมื่อไร)
5. Why (ทำไมต้องทำเป้าหมายนี้)
6. How (การทำงานเป็นอย่างไร)
การวางแผนงานจะช่วยทำให้เรามีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น เทคนิคการ
วางแผนงานมีดังนี้
1. การศึกษา เป็นการวางแผนศึกษาหาข้อมูล วิธีการในการประกอบอาชีพธุรกิจ
เช่น ความต้องการของตลาด ข้อมูลวัตถุดิบ ข้อมูลทรัพยากรที่มีอยู่หรือเงินทุน
2. การเตรียมงาน เป็นการวางแผนการเตรียมงานด้านสถานที่ การออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ ความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องจักร วัตถุดิบ
3. การดำเนินงาน เป็นการวางแนวทางการปฏิบัติงานของแต่ละฝ่าย เช่น ฝ่าย
การตลาด ฝ่ายผลิต ฝ่ายการเงินและบัญชี เป็นต้น
4. การประเมินผล เป็นการวางแผนหรือเตรียมการประเมินผลงานอย่างเป็น
ระบบ เช่น ประเมินจากยอดขาย, ความสำเร็จตามแผนงาน (Action Plan
Tracking), ประเมินจากสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า เป็นต้น
SMART GOAL เทคนิคการตั้ง
เป้าหมายชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ
SMART เป็นเทคนิคในการตั้งเป้าหมายให้มี
ประสิทธิภาพ และเอื้ออำนวยต่อการวัดผล
ลักษณะของ SMART คือ เทคนิคการตั้งเป้าหมาย
ที่มีความเฉพาะ สามารถวัดความคืบหน้าของ
ความสำเร็จได้
ที่มาของ SMART เพื่อให้เราสามารถตั้งเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมาย
ในการทำงาน หรือสามารถนำไปใช้ร่วมกับวิธีการตั้งเป้าหมายในชีวิตของตัวเองก็ได้ด้วยเช่นกัน
S - Specific หมายถึง เป็นสิ่งที่ชี้เฉพาะเจาะจง และมีขอบเขตที่แน่ชัด
คือ การที่เราตั้งมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงลงไป ชัดเจน ไม่คลุมเครือ และ
ต้องระบุให้ชัดเจนได้ว่าต้องการอะไร นั่นจะทำให้เรามีทิศทางในการปฎิบัติที่
ชัดเจนได้ด้วย
M - Measurable หมายถึง สามารถวัดได้ มีหลักฐาน หรือการอ้างอิงได้
คือ การวัดผลที่สามารถคิดออกมาเป็นตัวเลขได้ ต้องมีที่ไปที่มา มีหลักฐาน
ยืนยันได้ เพื่อรู้ว่าการปฎิบัตินั้นไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว (Progress) ยังขาดอะไร
อีกเท่าไร และควรจะต้องทำอะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
A - Achievable หมายถึง เป็นไปได้ บรรลุผลได้
การตั้งเป้าหมายตามหลักการ SMART ซึ่งควรจะต้องเป็นเป้าหมายที่จับต้อง
ได้ มีโอกาสสำเร็จได้ สามารถปฎิบัติเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายได้จริง
R - Relevant หมายถึง สอดคล้องกับเป้าหมาย สอดคล้องสถานการณ์ความเป็นจริง
เป้าหมายที่ตั้งต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง มีความสมเหตุสมผล สอดคล้อง
กับสถานการณ์ และเป็นไปตามความต้องการที่คาดหวังไว้ตามแผน
T - Time-based หมายถึง มีระยะเวลากำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการตั้งเป้าหมาย คือ การกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน
วางแผนชัดเจน มีกรอบระยะเวลาในการปฎิบัติการที่กำหนดไว้ให้รู้ชัดเจน
เป้าหมายของชีวิต
LIFE GOAL
LIFE GOALS
เป้าหมายของชีวิตต้ องตั้งตั วสร้างฐานะให้ ได้
เป้าหมายในชีวิต (Life Goals) หมายถึง สิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญและปรารถนาที่จะให้เกิด
ขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ตนเองมีพลังมุ่งไปสู่ความสำเร็จ การมีเป้าหมายในชีวิตจะช่วย
ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มีความหวัง มีคุณค่า และ มีทิศทางที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย เพราะ
การมีเป้าหมายจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นต้องการอะไรบ้าง จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร และ
เพื่อที่จะทำอะไร
เป็นกระบวนการกำหนดวัตถุประสงค์สิ่งที่จะต้องกระทำเพื่อที่จะทำให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่
กำหนด
การวางแผนเป้าหมายชีวิต เป็นกระบวนการกำหนดวัตถุประสงค์และสิ่งที่จะต้องทำเพื่อนำ
ตนเองไปสู่เป้าหมายในอนาคต การวางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องตั้งตัวสร้างฐานะให้ได้ โดยเรียนให้
จบและประกอบอาชีพที่สุจริตซึ่งการวางเป้าหมายในชีวิตของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป เพื่อ
ให้การดำเนินชีวิตมีคุณภาพ ได้แก่ การวางแผนเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การวางแผนเกี่ยวกับการ
ศึกษา การวางแผนเกี่ยวกับอาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร ตำรวจ ทหาร นักธุรกิจ เกษตรกรรม
ชาวนา ชาวไร่ เป็นต้น การวางแผนเกี่ยวกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน การวางแผนที่จะปฏิบัติ
ความดี การดำเนินชีวิตให้อยู่ในกรอบศีลธรรม การวางแผนเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวในอนาคต
เป็นต้น
วางแผนเป้าหมายในชีวิต หากพบว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้นระหว่างทาง บุคคลนั้นก็
สามารถหาจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ แล้วนำมาพิจารณาทบทวนขั้นตอน เพื่อแก้ไข พัฒนา
ปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินชีวิต หากทุกปัญหาชีวิตมีการวางแผนเพื่อพิชิต
เป้าหมายของชีวิต ก็จะส่งผลให้เรานั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ได้มี
การวางแผนในชีวิต
เป้าหมายของชีวิต
LIFE GOAL
เป้าหมายชีวิตของบุ คคล แบ่งได้ 3 ระดับ
1. การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้นต้น L
I
การวางแผนตามหลักการ PDCA เพื่อให้ชีวิตบรรลุวัตถุประสงค์ (Objective) F
ควรกำหนดกิจกรรม (Activity) ที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดแผนหลัก (Master E
Plan) และกำหนดหัวข้อดำเนินการ (Action Plan) เช่น ตั้งเป้าหมายจะเก็บ
สะสมเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ตอนอายุ 30 ปี เราจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เรา G
บรรลุเป้าหมาย การกำหนดหัวข้อกิจกรรมที่จะดำเนินการ และเพื่อให้ชัดเจนใน
เป้าหมายนั้นควรใช้หลักการของ 5W1H มาประกอบการจัดทำแผนด้วย จะ
ทำให้เราสามารถตีกรอบการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้นกลาง
เมื่อเราได้ดำเนินการตามแผนที่ตั้งไว้แล้วเราจะทราบถึงปัญหาของแต่ละ
หัวข้อตามที่จัดทำไว้ใน Action Plan และสามารถ Tracking สถานะของแต่ละ
กิจกรรมที่ดำเนินไป จากนั้นการปรับปรุงและพัฒนาแผนเป้าหมาย เพื่อให้
สอดคล้องกับสถานะการณ์ปัจจุบันจะทำให้เราปิด Gap ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง
ทางและปรับแผนให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
3. การวางแผนเป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุด O
A
สุดท้ายของการดำเนินการตามแผน คือ การบันทึกสถานะ Tracking ความ L
สำเร็จที่เป็นไปตามแผน รวมถึงความสำเร็จด้านระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน S
Action Plan เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปผลความสำเร็จว่าเราสามารถดำเนิน
การตาม Master Plan ได้สมบูรณ์ครบถ้วนแล้วหรือยัง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของ
ความสำเร็จจะเกิดจากความมุ่งมั่น เพื่ิอบรรลุตามวัตถุประสงค์ ตามกรอบระยะ
เวลาที่กำหนดไว้ จงระลึกไว้เสมอว่าเวลาในชีวิตจริงนั้นไม่สามารถย้อนกลับได้
ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ตั้งไว้ เราเองเท่านั้นที่จะดำเนินไปให้สำเร็จได้
จริง
สิ่งที่ต้องพิจารณา
ในการกำหนดเป้าหมายชีวิต
Things to consider in setting life goals
1. การตั้งเป้าหมายจะต้องชัดเจนและแน่นอน เช่นการออมเงินจากรายได้สุทธิ
เดือนละ 10,000 บาท เพื่อสำหรับซื้อบ้านภายใน 2 ปีข้างหน้า จะเห็นได้ว่าเป็นการ
กำหนดให้ชัดเจนลงไปว่าต้องการออมเงินเพื่อต้องการซื้อบ้าน และ มีการกำหนด
ระยะเวลาให้ชัดเจนเพราะถ้าไม่มีกรอบเวลาชัดเจนจะทำให้เราหลงลืม และเลิกทำไป
ในที่สุด
2. เป้าหมายนั้นต้องมีความเป็นไปได้ ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ก่อน หากคิด
ว่าเหมาะสม สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากนั้นก็เริ่มวางแผนและลงมือ
ปฏิบัติ เช่น เมื่อถึงวัยทำงานเป้าหมายแรกคือ การหาเงิน เราต้องมีการกำหนดเป้า
หมาย เช่น รายได้ต่อเดือนเราต้องการเท่าไหร่ งานที่เราทำตอบโจทย์ได้ไหม สามารถ
นำความรู้ไปต่อยอดได้ไหม ถ้าไม่ได้จะต้องทำอย่างไร จากเป้าหมายการหาเงินก็จะ
ขยับมาสู่การวางแผนชีวิต เห็นไหมว่า เป้าหมายการเงิน = การวางแผนชีวิต เพราะ
มันต้องไปคู่กัน
3. การตั้งเป้าหมายนั้นควรจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังให้แน่นอน เช่น ต้องการ
ออมเงินไว้สำหรับท่องเที่ยวในปีนี้ และออมเงินเพื่อซื้อบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้าใน
อนาคต
กระบวนการ
วางแผนชีวิต
4 Step forLife Planning
Step 1
ขั้นที่ 1 การตั้งเป้าหมายในชีวิต เป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินชีวิตของตนเองเพื่อให้
บรรลุได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ต้องการเรียนให้จบการศึกษาสูงสุดในชีวิต ต้องกำหนดว่าจะ
จบการศึกษาเมื่อไหร่ จะประกอบอาชีพอะไร จะหารายได้เท่าไหร่ และหามาได้อย่างไร เป็นต้น
Step 2
ขั้นที่ 2 การวางแผนเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เมื่อได้ตั้งเป้าหมายแล้วก็ต้องมีการกำหนด
แผนงานเพื่อระบุวิธีที่ต้องปฏิบัติตามแผน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น เมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็
ต้องเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ที่จะสามารถสร้างรายได้เพื่อนำมาเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดย
อาจ วางแผนเลือกอาชีพไว้มากกว่า 1 อาชีพก็ได้
Step 3
ขั้นที่ 3 ประเมินทางเลือก ควรมีการประเมินว่าควรจะตัดสินใจเลือกอาชีพใดที่เหมาะสมกับตนเอง
มากที่สุดโดยเน้นที่ความสนใจและชอบในอาชีพนั้น รวมทั้งสามารถที่จะสร้างรายได้ให้ชีวิตของตนเอง
มีความสุขอยู่ได้อย่างพอเพียง เช่น เลือกประกอบอาชีพทำร้านอาหาร นำรายได้ส่วนหนึ่งมาเก็บไว้เป็น
เงินออมหรือนำไปลงทุนเพื่อใช้ในวัยเกษียณ อีกส่วนหนึ่งอาจจะนำมาใช้จ่ายส่วนตัวและค่าใช้จ่ายใน
การพัฒนาร้านอาหาร เป็นต้น
Step 4
ขั้นที่ 4 การตัดสินใจ หากการวางแผนตามขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 3 เป็นไปตามเป้าหมายแล้วจากนั้น ก็
สามารถตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพได้ แต่หากไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องยกเลิกหรือถ้าต้องการที่จะ
ประกอบอาชีพอื่นๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนการวางแผนทางการประกอบอาชีพใหม่
ช่ ว ง ชี วิ ต ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น กำ ห น ด เ ป้ า ห ม า ย
LIFE EXPECTANCY IN GOAL PLANNING
การวางแผนเป้าหมายชีวิตอาจจะมีการคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง ดังนั้นวงจรชีวิตของแต่ละบุคคล
นับตั้งแต่วัยเด็กถึงจนวัยชราก็จะมีอายุแตกต่างกันไปความต้องการและเป้าหมายจึงเปลี่ยนแปลง
ตามไปด้วยบุคคลด้วย โดยส่วนใหญ่จึงต้องวางเป้าหมายและวางแผนในแต่ละช่วงชีวิตให้
สอดคล้องกับรายได้และความรับผิดชอบในช่วงนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งได้แก่
การตกงาน การเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัว การเจ็บป่วย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจทราบล่วง
หน้าได้ ถ้ามีการเตรียมแผนเป้าหมายชีวิตไว้ก่อนก็จะช่วยแก้ปัญหาไว้ได้
1. ช่วงวัยเด็ก อายุในวัยเด็กจนถึงประมาณ 21 ปี เป็นวัยที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของบิดา
มารดาที่ต้องเลี้ยงดู และเป็นช่วงการศึกษาหาความรู้ การบรรลุผลสำเร็จ นักศึกษาที่มีระบบการ
ศึกษาดีจะเป็นผู้ที่มีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายในการเรียนเพราะการมีเป้าหมายจะเป็นเสมือนแสง
สว่างหรือเข็มทิศ ช่วยนำทางจนถึงความสำเร็จ
2. ช่วงวัยหลังจบการศึกษา อายุประมาณ 22-30 ปี เป็นวัยที่อยู่ระหว่างการเริ่มสร้างครอบครัว
เริ่มทำงานอย่างแรกที่เด็กเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ควรทำคือตั้งเป้าหมายการเงิน เช่น เก็บเงินเพื่อสร้าง
บ้าน เก็บเงินเพื่อซื้อคอนโดหรือจะวางแผนการเงินหลังเกษียณ หลายคนมองข้ามไปคือการศึกษา
เรื่องการลงทุน เมื่อเราวางแผนการเงินที่ลงตัวแล้ว บวกกับความรู้ที่เราศึกษาเรื่องการลงทุน เราก็จะ
เข้าใจว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถคาดคะเนผลตอบแทนได้อีกด้วย
3. ช่วงวัยทำงานเต็มที่ อายุประมาณ 31-40 ปี เป็นช่วงระยะเวลาที่กำลังขยายครอบครัวและ
มีหน้าที่การงานมั่นคง มีรายได้แน่นอนเป็นช่วงที่มีความรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การรู้
ว่าตนเองชอบทำงานอะไรและมีวิธีการที่จะหาเงินรายได้เข้าบ้าน จะลงทุนอะไรได้บ้าง เมื่อมีเป้า
หมายศึกษาวิธีการลงทุนต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบจากนั้นลองลงทุน ทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน
บวกกับการจัดสรรเวลาที่ดีจะทำให้เราสามารถทำงาน และหารายได้เข้าบ้านได้หลายช่องทาง
4. ช่วงก่อนวัยเกษียณอายุ อายุประมาณ 41-55 ปี เป็นช่วงที่มีรายได้และมีหน้าที่การงานสูงสุด
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในระยะนี้สำหรับผู้มีบุตรก็จะจบการศึกษาและทำงานหรือสร้างครอบครัว
ของตนเองได้แล้ว ค่าใช้จ่ายก็จะลดลง เงินออมก็จะมีเพิ่มขึ้นหรือบางคนเลือกลงทุนจากเงินที่หามา
ตลอดชีวิต เพื่อให้เงินได้ทำงานและได้ผลลัพธ์เป็นกำไรจากดอกเบี้ยที่ลงทุนไป โดยไม่ต้องทำงาน
เหมือนที่ผ่านมา
5. วัยเกษียณอายุ อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่รายได้จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากรายได้จาก
งานประจำไม่มีเพราะออกจากงานแล้ว แหล่งรายได้ก็จะมาจากเงินบำเหน็จ บำนาญ เงินประกัน
สังคม ดอกเบี้ย เป็นต้น ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายก็ลดลงด้วย ถ้าเราวางแผนการเงินมาเป็นอย่างดี ก็
จะไม่มีปัญหาทางการเงิน แต่ถ้าไม่ได้วางแผนทางการเงินไว้ก่อนจะทำให้ชีวิตในช่วงนี้ลำบากมาก
คนแต่ ละวัยควรให้ ความสำคั ญกั บการบริหาร
จัดการชีวิต และการเงิ นอย่างไร
โดยทั่วไปแล้วในการวางแผนการเงิน เราจะพบว่า คนในแต่ละช่วงอายุ ก็มักจะมีเรื่องที่ต้องมุ่ง
เน้นหรือให้ความสำคัญแตกต่างกัน เนื่องจากคนในแต่ละวัยก็อาจเจอสถานการณ์ที่เข้ามาในช่วง
ชีวิตนั้นต่างกัน
ดังนั้น วิธีการวางแผน เตรียมตัวรับมือ ก็ย่อมจะแตกต่างกันไปด้วยเพื่อให้คนในแต่ละวัยเตรียม
ตัวรับมือและวางแผนได้อย่างถูกต้อง แนวทางการจัดการชีวิตและการเงินที่เหมาะสมไว้ ดังนี้
1. วัยช่วงต้นการทำงาน (อายุ 22-30 ปี)
สิ่งที่คนในวัยนี้ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการ
"รู้จักและเข้าใจตัวเอง" และ "สร้างวินัยทางการเงินที่ดี" สิ่งที่
มักพบเจอในคนที่อายุยังน้อย ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานหาเงินเอง
ได้ก็คือ "อยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำงาน
อะไรดี?"
2.วัยสร้างฐานะและครอบครัว (อายุ 31-40 ปี)
จากช่วงก่อนหน้านี้ที่อาจจะมีแค่ค่าใช้จ่ายเฉพาะตัว
เอง พอเข้าสู่วัยนี้จะพบว่า ภาระทางการเงินจะพุ่งสูงขึ้นมาก
เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เริ่มสร้างครอบครัว ดังนั้นค่าใช้จ่าย
และภาระเงินผ่อนต่างๆก็จะเริ่มตามมาจากการต้องดูแลผู้อื่น
3. วัยก่อนเกษียณ (อายุ 41-55 ปี)
จะเริ่มเป็นวัยที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงขึ้นมาก
(หากก่อนหน้านี้วางแผนชีวิตมาดี) เนื่องจากประสบการณ์
ทำงานสูงขึ้น หน้าที่การงานลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง มาก
ขึ้น มีรายได้สูงขึ้น สวนทางกับภาระการเงินที่เริ่มค่อยๆลดลง
4. วัยหลังเกษียณ (อายุ 55 ปีเป็นต้นไป)
ควรจะเป็นวัยที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด เพราะหาก
วางแผนมาดีแต่ต้น เมื่อเข้าสู่วัยนี้ ภาระหนี้สินและความรับ
ผิดชอบต่างๆ ควรจะต้องลดลงไปมาก หรือหมดไปแล้ว ขณะ
ที่ทรัพย์สินที่มีอยู่ ก็น่าจะมีมากพอจนเป็นเงินก้อนใหญ่ หลัง
จากที่สะสมและลงทุนมาทั้งชีวิต
PLANNING
การวางแผน
ชีวิตแต่ละช่วงวัย
ความล้มเหลวในการวางแผน คือการวางแผนที่จะล้มเหลว
You were born to win, but to be a winner, you must plan to win, prepare to win,
and expect to win.
เธอเกิดมาเพื่อชัยชนะ แต่การจะเป็นผู้ชนะได้ เธอต้องวางแผนที่จะชนะ เตรียมพร้อมสู่
ชัยชนะ และคาดหวังว่าจะชนะ
Zig Ziglar
Expect the best, plan for the worst, and prepare to be surprised.
คาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด วางแผนสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และเตรียมพร้อมสำหรับความ
ประหลาดใจ
Denis Waitley
Choose your friends with caution; plan your future with purpose, and frame your life
with faith.
เลือกเพื่อนของเธอด้วยความระมัดระวัง วางแผนอนาคตของเธออย่างมีเป้าหมาย และโอบ
ล้อมชีวิตของเธอด้วยศรัทธา
Thomas S. Monson
A goal without a plan is just a wish.
เป้าหมายที่ปราศจากการวางแผนก็เป็นได้เพียงความปรารถนา
Larry Elder
การวางแผนชีวิตแต่ ละช่วงวัย
1. วัยช่วงต้นการทำงาน (อายุ 22-30 ปี) - (ต่อ)
วัยช่วงต้นการทำงาน (อายุ 22-30 ปี) หากเราไม่ได้เดือดร้อนที่จะต้องใช้เงินจำนวนมาก
สิ่งที่คนในวัยนี้ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในแต่ละเดือน เราจะโฟกัสที่ความสุขที่แท้จริงใน
การใช้ชีวิตได้มากขึ้น งานที่เราทำ เราก็จะเลือกทำ
คือการ "รู้จักและเข้าใจตัวเอง" และ "สร้างวินัย เพราะความสุขในการทำงานเป็นหลัก ไม่ได้ทำ
ทางการเงินที่ดี" สิ่งที่ผมมักพบเจอในคนที่อายุยัง เพราะต้องการเงินเยอะแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นสิ่ง
น้อย ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานหาเงินเองได้ก็คือ "อยาก สำคัญในการเลือกทำงานสำหรับคนวัยนี้ ก็คือการ
ทำงานที่ได้เงินเยอะๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี?" รู้ตัวว่า เราควรเดินทางในเส้นทางไหน งานอะไรที่
คนทำงานในช่วงเริ่มต้น ที่เพิ่งหาเงินได้ด้วยตัวเอง เราทำแล้วมีความสุข มีแรงผลักดัน งานอะไรที่แม้
มักจะหมดเงินไปกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ เราเจอปัญหาแล้ว เราก็ยังยินดีที่จะลุกขึ้นเพื่อเดิน
ว่าจะเป็นการกิน เที่ยว ช็อปปิ้ ง การใช้เงินไปกับไลฟ์ ต่อ ไม่ยอมแพ้แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นกลางทาง
สไตล์ที่ตัวเองชอบ ซึ่งหากงานที่ทำอยู่จ่ายค่า เพราะ ถ้าหากเราทำงาน เพียงเพราะอยากได้เงิน
ตอบแทนที่ไม่สูงพอที่จะตอบสนองรายจ่าย ก็อาจจะ แต่เป็นงานที่เราทำแล้วอึดอัด เครียด ไม่มีความสุข
เริ่มมีความทุกข์ อยากเปลี่ยนงานเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม เลย แต่เราต้องยอมทนทำเพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี
ขึ้น ขณะเดียวกัน ถ้าหากไม่รู้จักบริหารเงินที่หามาได้ พอเราอายุมากขึ้น เราอาจจะมีปัญหาในการเปลี่ยน
ให้ดี ปัญหาการเงินก็จะตามมา เช่น การมีรายได้ไม่ งานถ้าเราจะยากไปทำอย่างอื่น เพราะเราจะเริ่มมี
เพียงพอกับรายจ่าย ใช้จ่ายเกินตัว ก็เริ่มเป็นหนี้บัตร ความรับผิดชอบมากขึ้น มีภาระการเงินมากขึ้น
เครดิต รีบร้อนไปซื้อสิ่งของก้อนใหญ่ราคาแพง เช่น และเปลี่ยนงานยากขึ้น เราจึงควรต้องวางแผนชีวิต
ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด โดยที่ฐานะทางการเงินตัวเองยัง ให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อีก
ไม่พร้อม ก็ยิ่งทำให้มีภาระการเงินมากตั้งแต่อายุยัง หลายปีต่อจากนี้หากมีโอกาส เราจึงควรลองให้
น้อย ที่อาจจะส่งผลกระทบระยะยาวต่ออนาคต สิ่งที่ โอกาสตัวเองในการเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่เรา
ผมอยากจะแนะนำ และฝากไว้ให้คนที่อยู่ในวัยเริ่ม สนใจ ได้ลองผิดลองถูกในสิ่งที่เราอยากจะทำ โดย
ต้นทำงานได้ตระหนักก็คือ "การรู้จักตนเอง" ว่าจริงๆ ไม่ต้องกลัวผิดพลาด (ถ้ามันไม่ได้สร้างความเดือด
แล้วชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่? ความสุขจริงๆของ ร้อนให้ใครและพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาด
เราอยู่ที่ไหน? ชีวิตแบบไหนที่เราต้องการจริงๆโดยที่ นั้น เราก็จะมีโอกาสเรียนรู้ตัวเองและค้นพบสิ่งที่
ไม่ต้องพยายามเลียนแบบใครหรือทำตามใคร เพื่อให้ เหมาะกับชีวิตเราเองมากขึ้นในส่วนของการเงิน สิ่ง
ได้รับการยอมรับเพราะเมื่อต้องใช้ชีวิตให้คนอื่น ที่คนวัยนี้ควรให้ความสำคัญมากที่สุด คือการสร้าง
ยอมรับ เราอาจจะมีต้นทุนการใช้ชีวิตที่แพงมาก เช่น พื้นฐานการเงินที่ดี คือ รู้จักหา รู้จักใช้จ่าย (ไม่ใช้เงิน
ต้องไปกินเที่ยวแพงๆตามเพื่อนๆอยู่บ่อยๆ ต้องใช้ เกินตัว) รู้จักเก็บออม (มีเงินเหลือใช้ทุกเดือน)
ของแบรนด์เนมที่คนอื่นใช้กัน ต้องเปลี่ยนมือถือหรือ พยายามทำตัวให้เบาๆ อย่าเพิ่งไปรีบร้อนสร้าง
อุปกรณ์ต่างๆให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งที่แค่กิน ภาระการเงินให้ตัวเอง โดยการเป็นหนี้บัตรเครดิต
อยู่ธรรมดาทั่วไปหรือใช้ของเดิมที่เรามีอยู่แล้ว เราก็ หนี้รถ หนี้บ้าน โดยไม่จำเป็น ผ่านไปสัก 3-4 ปี ควร
ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไปได้โดยไม่ได้ทุกข์ มีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินหลักแสนบาทสักก้อน
ร้อนมากนัก และรู้จักแบ่งสรรเงินให้เป็นสัดส่วน เผื่อกรณีไม่คาด
ฝัน หรือเผื่อต้องออกจากงาน หรืออยากลาออกมา
ลองทำงานอิสระของตัวเอง ก็จะได้มีทุนสำรองเอา
ไว้ใช้ในช่วงแรก ทำให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น
แผนสำรองกรณีฉุกเฉินเงินออมสำรองฉุกเฉิน”
เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย ??
อ่านต่อหน้าต่อไป >>>
แผนสำรองกรณีฉุกเฉินเงินออมสำรองฉุกเฉิน
เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย ??
เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่น
1) บริษัทปิดกิจการ ทำให้เราตกงานกะทันหัน
2) จากอุบัติเหตุรถชน ทำให้หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต
3) ญาติผู้ใหญ่หกล้มในบ้านกลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต
หลากหลายเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตอาจจะต้องสะดุด เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ซึ่งแต่ละรายการ
ล้วนเป็นรายจ่ายแทบทั้งสิ้น หากมีเงินออมสำรองฉุกเฉินเตรียมไว้เราก็จะสามารถพยุงตัวเองผ่านเรื่อง
วิกฤตต่างๆ มาได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้ามหากเราไม่มีเงินสำรองไว้ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะหนี้
สินก้อนโตตามมาอีกในไม่ช้า แล้วเราควรเตรียมเงินออมสำรองฉุกเฉินไว้เท่าไหร่?
2 แนวคิดการเตรียมเงินออมสำรองฉุกเฉิน
1. แนวคิดมนุษย์เงินเดือน
มนุษย์เงินเดือนนั้นจะมีรายได้ที่แน่นอน รู้ว่าเงินเดือนของตนเองออกทุกวันที่เท่าไหร่ ทำให้
สามารถจัดระบบการออมเงินและระบบรายจ่ายได้ การเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินนั้นมีหลักง่าย ๆ
คือ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย
ตัวอย่าง ปกติมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 70% ของรายได้ หากเรา
มีเงินเดือน 20,000 บาท แสดงว่าเรามีค่าใช้จ่าย รายเดือน
14,000 บาท เราควรมีเงินออมสำรองฉุกเฉิน 42,000 -
84,000 บาท สมมติหากตกงานกะทันหัน ก็จะได้มีเงินออม
สำรองฉุกเฉินมาใช้จ่ายในช่วงรองานใหม่
2. แนวคิดคนทำงานฟรีแลนซ์
คนที่ทำงานฟรีแลนซ์นั้นมีรายได้ไม่แน่นอน บางเดือนอาจจะมีรายได้เยอะมาก ในขณะที่บาง
เดือนไม่มีเงินเข้ามาเลย การจัดระบบออมเงินและระบบรายจ่ายนั้นค่อนข้างลำบาก ดังนั้นเงินออม
สำรองฉุกเฉินควรเก็บในจำนวนที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือน โดยนึกถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน เช่น
หากไม่มีการจ้างงานเป็นเวลายาวนาน
ตัวอย่าง มีค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 15,000 บาท ใน
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือ ไม่มีผู้ว่าจ้างงานนาน 6 เดือนถึง 1 ปี
จะต้องเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินไว้ที่ 90,000 - 180,000 บาท
การเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้ที่ที่สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและความเสี่ยงต่ำ
เช่น เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น ซึ่งแนวคิดข้างต้นนี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ผู้
อ่านควรนำมาปรับใช้กับความรู้สึกของตนเองว่าระดับไหนถึงเรียกว่าเราปลอดภัยและอุ่นใจ เช่น มนุษย์
เงินเดือนอาจจะเก็บเงินออมสำรองฉุกเฉินไว้ 1 ปีก็ได้
การวางแผนชีวิตแต่ ละช่วงวัย
2.วัยสร้างฐานะและครอบครัว (อายุ 31-40 ปี)
วัยสร้างฐานะและครอบครัว (อายุ 31-40 ปี)
จากช่วงก่อนหน้านี้ที่อาจจะมีแค่ค่าใช้จ่ายเฉพาะตัวเอง พอเข้าสู่วัยนี้จะพบว่า ภาระ
ทางการเงินจะพุ่งสูงขึ้นมาก เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เริ่มสร้างครอบครัว ค่าใช้จ่ายและภาระ
เงินผ่อนต่างๆก็จะเริ่มตามมาจากการต้องดูแลผู้อื่น เริ่มตั้งแต่จัดงานแต่งงาน พอมีลูกก็ต้องมี
ค่าคลอดลูก ค่าเลี้ยงดูลูก ค่าเล่าเรียนลูก ประกันสุขภาพลูก พอเดินทางไปไหนมาไหนร่วมกัน
หลายคน ก็เริ่มต้องซื้อรถ ต้องมีเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆจากการมีรถ พอย้าย
ออกมาสร้างครอบครัว ก็ต้องมีเงินดาวน์บ้าน ผ่อนบ้าน รวมถึงค่าเบี้ยประกันชีวิตที่อาจจะต้อง
พิจารณาทำเพื่อคุ้มครองภาระการเงินให้ครอบครัว จึงทำให้ถ้าใครวางแผนบริหารจัดสรรเงิน
ได้ไม่ดี จะกลายเป็นช่วงที่มีปัญหาการเงิน (รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นหนี้บัตรเครดิต ผ่อนเกิน
กำลัง) ได้ง่ายๆ ดังนั้นสิ่งที่คนวัยนี้ควรจะให้ความสำคัญมากที่สุดเรื่องการเงินก็คือการรู้จัก
"วางแผนการเงิน" ที่ไม่ใช่แค่การรู้จักเก็บออม ลงทุน แต่คือการที่ต้องมีแผนในการจัดสรรเงิน
เมื่อมีรายได้เข้ามา ว่าต้องวางแผนกันเงินแต่ละส่วน ไปเป็นค่าใช่จ่ายที่จำเป็นต่างๆมีอะไรบ้าง
เพื่อควบคุมรายจ่าย ค่ากินอยู่ทั่วไปให้เหมาะสม และควรเหลือเงินเก็บเท่าไหร่ เอาไว้ใช้จ่ายใน
อนาคตไปกับค่าเล่าเรียนลูกหรือเงินเกษียณของตัวเองนอกเหนือจากเรื่องการเงิน คนวัยนี้ก็
ควรให้ความสำคัญต่อเรื่องของสุขภาพบ้าง เนื่องจากเมื่อภาระเยอะขึ้นก็อาจจะเน้นทำแต่งาน
มัวแต่ยุ่งกับเรื่องของครอบครัว จนอาจจะละเลยเรื่องของสุขภาพ ทำให้เริ่มเจ็บป่วยได้ง่าย
(ใครที่อายุเริ่มข้าเลข 3 กลางๆจะรู้ตัวเลยว่า สุขภาพมันถดถอยลงกว่าช่วงหนุ่มสาวเยอะ)
ฉะนั้นอย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายกันด้วยนะครับ
การวางแผนชีวิตแต่ ละช่วงวัย
3. วัยก่อนเกษียณ (อายุ 41-55 ปี)
วัยก่อนเกษียณ (อายุ 41-55 ปี)
จะเริ่มเป็นวัยที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงมากขึ้น (หากก่อนหน้านี้วางแผนชีวิตมาดี) เนื่องจากมี
ประสบการณ์การทำงานสูงขึ้น หน้าที่การงานลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงมากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น สวน
ทางกับภาระการเงินที่เริ่มค่อยๆลดลง (ลูกใกล้เรียนจบ หนี้บ้านหนี้รถลดลงไปเยอะ) ทำให้ในวัยนี้จะ
มีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ การจัดการทางการเงินจึงเน้นไปที่ "การวางแผนลงทุน" รู้จักนำเงินที่
เหลือจากการใช้จ่ายมาบริหารจัดการ ลงทุนให้เงินเก็บงอกเงยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไว้เตรียม ไว้
ใช้ในช่วงหลังเกษียณ หรือเงินทุนให้ลูกไว้ใช้เรียนในชั้นป.ตรี ป.โท ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ หรือลงทุน
ในทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเราเพิ่มเติม (เช่น อสังหาริมทรัพย์) ขณะเดียวกัน สำหรับคน
ที่ยังมีภารหนี้ระยะยาวที่ยังเหลืออยู่ เช่น หนี้บ้าน ก็อาจวางแผนนำเงินส่วนที่เหลือบางส่วน มา
จัดการกับภาระหนี้เหล่านี้ เพื่อช่วยเร่งปิดยอดหนี้ ที่เหลืออยู่ ก็จะยิ่งช่วยลดภาระการเงินได้เร็วขึ้น
เพื่อเป็นการเตรียมตัวเคลียร์ภาระทั้งหมดก่อนเข้าสู่วัยเกษียณต่อไป
การวางแผนชีวิตแต่ ละช่วงวัย
4. วัยหลังเกษียณ (อายุ 55 ปีเป็นต้นไป)
วัยหลังเกษียณ (อายุ 55 ปีเป็นต้นไป)
ควรจะเป็นวัยที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด เพราะหากวางแผนมาดีแต่ต้น เมื่อเข้าสู่วัยนี้ ภาระหนี้
สินและความรับผิดชอบต่างๆ ควรจะต้องลดลงไปมาก หรือหมดไปแล้ว ขณะที่ทรัพย์สินที่มีอยู่ ก็น่า
จะมีมากพอจนเป็นเงินก้อนใหญ่ หลังจากที่สะสมและลงทุนมาทั้งชีวิต ในทางการเงินแล้ว วัยนี้จึง
ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง "การบริหารเงินหลังเกษียณ" เพื่อเอาไว้กินใช้ให้เพียงพอให้นานที่สุด
การลงทุนจึงเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการเติบโตของเงิน คาดหวังผลตอบแทนสูงๆ รับความเสี่ยงและ
ความผันผวนสูงๆได้ ไปเป็นการลงทุนที่เน้นการรักษามูลค่าของเงิน ผลตอบแทนอาจจะขอแค่ไม่
แพ้เงินเพื่อ ไม่ต้องเสี่ยงมาก และไม่ต้องเผชิญความผันผวนของเงินลงทุนสูงๆแล้วเพื่อให้เงินเก็บที่
หามาทั้งชีวิต หมดลงช้าที่สุดขณะเดียวกัน ก็ควรจะป็นวัยที่ต้องดูแลรักษากายใจให้ดี เพระเมื่อเริ่ม
เข้าสู่วัยเกษียณ โอกาสเจ็บป่วยก็เริ่มสูงขึ้น และเมื่อเกษียณ มีเวลาว่างมากขึ้น หากไม่มีอะไรทำ ก็
อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีคุณค่า ยิ่งใครที่เป็นโสด หากไม่มีลูกหลานมาแวะเวียน
เยี่ยมเยียน ก็อาจจะรู้สึก เหงา ว้าเหว่ ดังนั้น นอกจากต้องรู้จักบริหารเงินแล้ว ก็ต้องรู้จักบริหาร
สุขภาพกาย ใช้เวลาว่างที่มีขยับร่างกาย ออกกำกายลังบ้าง เพื่อไม่ให้สุขภาพเสื่อมถอยเร็วเกินไป
รวมถึงสุขภาพใจ ที่ต้องรักษาให้แจ่มใสเสมอ โดยอาจจะหาอะไรทำ หรือออกเดินทางไปทเี่ยวพัก
ผ่อนบ้าง เพื่อไม่ให้ชีวิตเงียบเหงาจนเกินไป
ช่วงวัยเด็ก
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นตามวัย
ต่างๆ ช่วงวัยเด็ก เป็นช่วงแห่งการปูพื้นฐาน การเรียนรู้ พัฒนาการ และการ
ศึกษาหาความรู้ นั่นหมายถึง วัยที่จะได้รับการบ่มเพาะ สร้างพื้นฐานความคิด
และกระบวนการตัดสินใจ เรียนรู้ถูกผิด และเริ่มพัฒนาเข้าสู่ความเป็นตัวของตัว
เอง โดยจะดีหรือไม่นั้นอยู่ที่การปูพื้นฐานจากครอบครัวเป็นหลัก
จากชีวิตในวัยเด็กบางคนก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
โดยไม่รู้ว่าจะทำงานอย่างไรเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
บางคนอาจจะเติบโตมาอย่างสบายจนอาจจะ
ขาดความสามารถในการรับมือกับสถาณ
การณ์ของการเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล
ใดก็ตามเราไม่สามารถจะย้อนเวลาเหล่านั้น
กลับมาได้อีกแล้ว การเข้าใจและอยู่กับปัจจุบัน
ต้องสร้างให้ตัวเอง รู้จักปรับแนวคิด เรียนรู้มุ่ง
มั่นพัฒนา เพื่ออนาคต วางกรอบการใช้ชีวิต
และมีแผนที่เปรียบเสมือน Road Map ที่ทำให้
มีวิสัยทัศน์ Vision มองไปข้างหน้าและกำหนด
เป้าหมายในอนาคต
ประสบการณ์วัยเด็กจะแสดงออกในปัจจุบัน
และทัศนะคติที่ดีนั้นจะพาไปสู่แผนชีวิตที่ดีเช่นกัน
เราทุกคนต่างมีความเป็นตัวของตัวเอง นั่นคือบุคลิก ความคิด และความเชื่อ ที่ทำให้เราไม่เหมือนใคร
นั่นเป็นเพราะเราทุกคนต่างผ่านประสบการณ์ชีวิตระหว่างทางที่หล่อหลอมที่แตกต่างกัน ทำให้เรามี
แนวคิดหรือทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน แท้จริงแล้วประสบการณ์หรือสิ่งที่เราเรียนรู้มา มันอาจมีหน้าที่แค่ทำให้
ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิด หรือเป้าหมายของเรา แต่มันอาจไม่เคยเปลี่ยนสิ่งที่เป็นตัวเราได้เลย โดยสิ่งที่
กำหนดแก่นของบุคลิกภาพความเป็นตัวเรานั้น ล้วนถูกพัฒนามาจากเรื่องราวในวัยเด็ก (Childhood
Experiences) ทั้งสิ้น
การที่เราลองเปิดใจให้กว้างขึ้น คิดอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใครไป อาจจะทำให้หลายคนใช้ชีวิต
ในสังคมได้ง่ายขึ้น ทั้งการเข้าใจตัวเองมากขึ้นและเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย โดยเชื่อว่าการเข้าใจตัวเองนั้น
เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และบางครั้งก็ต้องยอมรับให้ได้ว่า ทำไมเราถึงเป็นหรือไม่สามารถเป็นบางอย่างได้
หากเพียงยอมรับและเข้าใจตัวเอง เราก็คงจะตอบคำถามบางอย่างและเติมใจตัวเองให้เต็มได้
ดังนั้นประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในช่วงวัยเด็กนี้ เป็นสิ่งละเอียดอ่อน และเปราะบาง หากได้รับการปลูก
พื้นฐานจากครอบครัวมาดีแล้ว ความคิดของตัวเรานั้นย่อมดีตามที่ได้รับการขัดเกลา หล่อหลอมมาอย่าง
แน่นอน เช่นเดียวกันกับการวางแผนชีวิต หากพื้นฐานดี ความคิดทัศนคติดี การวางแผนสู่ความสำเร็จใน
อนาคต ก็จะถูกตีกรอบความคิด (Framework) ด้วยพื้นฐานที่ดีไปด้วยเช่นกัน
วัยหลังจบการศึกษา
ช่วงวัยหลังจบการศึกษา อายุประมาณ 22-30 ปี เป็นวัยที่อยู่ระหว่างการเริ่มสร้าง
ครอบครัว เริ่มทำงาน บางคนก็แต่งงานและสร้างฐานะ รายได้ในช่วงนี้จะค่อยเป็นค่อย
ไป และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางครอบครัวก็เริ่มมีบุตรและเก็บเงินบางส่วนไว้ใช้จ่ายภายใน
ครอบครัว เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ เป็นต้น
การวางแผนการเงินในวัยทำงานนั้น
หากเราวางแผนมาดีตั้งแต่ต้น พอเราเริ่มมี
เงินเก็บก้อนแรก สิ่งแรกที่เราควรจะทำคือ
นำเงินเหล่านั้นไปต่อยอด เพื่อให้เกิดความ
มั่งคงทางรายได้ ข้อดีของคนวัยทำงานคือ
ยังไม่มีภาระที่ต้องดูแลรับผิดชอบมากนัก
ทำให้เงินที่หามาได้สามารถนำไปลงทุนได้
มากกว่าคนที่มีภาระครอบครัว แนวคิดก็
คือ ควรวางแผนการเงินส่วนบุคคล โดย
แบ่งเงินอย่างน้อย 20-30% ของรายรับที่
เราทำได้มาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถ
เอาชนะเงินเฟ้อ นั่นก็คือ การลงทุนในรูป
แบบต่าง ๆ ได้แก่ ลงทุนในกองทุนรวม
ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในหุ้น
ที่ดี หากเราต้องการผจญภัยหน่อยสามารถ
ลงทุนแบบเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงรูป
แบบอื่น ๆ แต่ต้องศึกษามาให้ดีก่อนตัดสิน
ใจ เพราะการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง
แฝงอยู่เสมอ สำหรับเป้าหมายการวางแผน
การเงินในวัยทำงานควรตั้งให้เป็นรูปธรรม
เช่น อาจตั้งเป้ามีเงินล้านแรก อยากมีบ้าน
ในฝัน อยากมีรถในฝัน
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไงเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
1. รู้จักตัวเองมากเท่าไหร่ยิ่งดี
2. ตั้งเป้าหมาย กำหนดให้ชัดเจน
3. ต้องวางแผนเพื่อพิชิตเป้าหมาย
4. ลงมือทำทันที
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
การเรียนจบและกำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เป็นเหมือนการเดินทางในเส้นทางที่เราไม่เคยไป และ
ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง ซึ่งเด็กจบใหม่หลายคนไม่รู้จักวิธีวางแผนชีวิตจึงต้องเสียเวลาไปหลายปีกับ
การลองผิดลองถูกจนกว่าจะเจอกับเส้นทางที่ใช่ ดังนั้นการวางแผนชีวิตการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุก
คนต้องทำ เราจึงมีขั้นตอนวางแผนชีวิตการทำงานมาฝากเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
1. รู้จักตัวเองมากเท่าไหร่ยิ่งดี 3. ต้องวางแผนเพื่อพิชิตเป้าหมาย
เมื่อรู้จักตัวเองแล้วตั้งเป้าหมายในอนาคตว่า เราจะถึงเป้าหมายได้นั้นเราต้องวางแผนเป็น
ต้องการประกอบอาชีพใด เพื่อจะได้ศึกษาต่อใน อย่างดี ซึ่งเป้าหมายแรกสุดของเด็กจบใหม่ที่คือ
สาขาวิชาที่สอดคล้องหรืออาชีพที่ตนเองมีความ การได้ทำงานในสายงานที่ตัวเองสนใจ ให้เราเอา
สนใจ มีความถนัดและสอดคล้องกับบุคลิกภาพ คำตอบที่ได้จากการสำรวจตัวเองและเป้าหมาย
ของตน เราควรใส่ใจที่จะวางเป้าหมายให้กับ ที่ตั้งไว้มาเป็นหลักแล้วพิจารณาว่าศักยภาพของ
ชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสาขาวิชาที่ เราตอนนี้มีมากพอที่บริษัทจะรับเราเข้าทำงานรึ
เรียน การเลือกอาชีพ ส่วนใหญ่จะเรียนตามที่ ยัง มีอะไรที่เราต้องศึกษา เรียนรู้ หรือพัฒนาเพิ่ม
โรงเรียนกำหนด เรียนตามเพื่อน ตามความนิยม เติมบ้าง ค่อย ๆ วางแผนไปทีละขั้น ให้สอดคล้อง
ของสังคม สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่ทราบว่า จะทำ กับเป้าหมายย่อย ๆ ที่เราตั้งไว้ เราควรต้องหา
อย่างไรกับอนาคตตนเอง การวางแผนชีวิตเป็น ความรู้เพิ่มเติมอยู่เสม่ำสมอ โดยเฉพาะที่
สิ่งสำคัญ เราควรรู้ว่าตนเองต้องการทำอะไรกับ เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราสนใจ อาจเป็นการ
ชีวิตตนเอง จะไปที่ไหนและไปอย่างไร ทั้งนี้การ สอบถามพูดคุยกับรุ่นพี่หรือเพื่อนที่ทำงานใน
วางแผนชีวิตต้องอยู่บนรากฐานของความเป็น สายนี้ ลงคอร์สเรียนในวิชาที่สายงานนั้นต้องการ
จริงของแต่ละบุคคลด้วย รวมถึงลองทำงานพาร์ทไทม์ที่เกี่ยวข้องกับสาย
งานก็ได้ เพียงแค่เราเปิดรับความรู้อยู่ตลอด ก็จะ
2. ตั้งเป้าหมาย กำหนดให้ชัดเจน ทำให้เราจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ แม้จะต้องใช้
ความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ความสำเร็จใน เวลามากขึ้น แต่ให้คิดว่าถือเป็นการลงทุนในอีก
หน้าที่การงาน หรือความสำเร็จในการศึกษาเล่า รูปแบบหนึ่ง เพราะเมื่อเรามองย้อนกลับมา เรา
เรียน ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของหลายคน และ จะพบว่าสิ่งที่เราเคยศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมส่งผล
ถ้าเราอยากทำเป้าหมายให้สำเร็จ ก่อนอื่นต้อง ให้เรามีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น ๆ
เริ่มจาก การตั้งเป้าหมายให้เป็นเสียก่อน โดยเริ่ม
จากกำหนดขั้นตอน กำหนดระยะเวลา
กำหนดการประเมินผลตามแผน และที่สำคัญ
อย่างรีรอให้เวลาผ่านไป ต้องตั้งใจจริงและลงมือ
ทำทันที
4. เมื่อพร้อมก็ลงมือทำทันที
สิ่งสำคัญสุดก็คือ “ลงมือทำ” เพราะแผนการและเป้าหมายต่าง ๆ ที่เราวางมาอย่างดี จะไม่มีประโยชน์
อะไรเลยถ้าเราไม่ลงมือทำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กจบใหม่ที่ต้องปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานอย่างเต็มตัว
ไหนยังจะต้องแข่งกับเด็กจบใหม่คนอื่น ๆ ที่หางานในช่วงเวลาเดียวกับเราอีก เราเลยต้องมีความมุ่งมั่น
และทำตามแผนที่เราวางไว้อย่างเคร่งครัด เส้นทางการทำงานของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ระหว่างทางเราอาจต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆมากมายจนอาจส่งผลกับแผนที่เราวางไว้ แต่เรา
สามารถปรับเปลี่ยนแผนการให้เป็นไปตามความเหมาะสมได้ เพียงแต่เราต้องหมั่นคอยกระตุ้นตัวเอง
และไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ก็พอ
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
เมื่อก้าวสู่ชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัว หากคุณทำงานอะไรสักอย่างที่คุณคิดว่ามันดีแล้ว แต่คุณเห็น
คนอื่นที่ทำงานอีกอย่างกลับได้ดีกว่าตน ซึ่งนั้นก็เป็นแรงจูงใจที่ทำให้เรากระสับกระส่ายอยากที่จะ
ทำงานแบบคนอื่น พอไปทำเข้าจริงๆกลับได้ไม่ชอบเหมือนเขาหรือทำได้ไม่ดีเท่าเขา ซึ่งตรงนี้มันอยู่ที่
ความถนัดและความเชื่อมั่นในตัวเอง ให้เราคิดว่าฉันทำได้ๆ มันจะทำให้เรามีความมุ่งมั่นมากขึ้น หาก
คุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองและทำมันออกมาได้ดีก็อย่าลืมที่จะให้รางวัลแก่ตนเอง เพราะรางวัลนั้นจะ
ทำให้คุณมีแรงบันดาลใจมากขึ้นและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆมากขึ้น
1. รู้จักตัวเองมากเท่าไหร่ยิ่งดี
จะเริ่มต้นวางแผนชีวิตการทำงานได้ ก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน ลองตั้งคำถามสำรวจตัวเองดู ไม่ว่า
จะเป็นทักษะที่เป็นจุดเด่น จุดด้อยที่ต้องปรับปรุง ความสนใจพิเศษ ลักษณะงานที่ชอบและไม่ชอบ
หรือกิจกรรมต่างๆที่เราชอบทำตอนเรียน ซึ่งเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด เพราะคำตอบที่ได้
จะทำให้เราเห็นศักยภาพของตัวเองและมีผลต่อการกำหนดเป้าหมายการทำงานของเราหรือเราอาจ
จะเอาคำตอบที่ได้ไปคุยกับคนรอบตัวที่รู้จักเราดี เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นก็ได้ ว่าคำตอบนั้นคือ
ตัวตนที่แท้จริงของเราจริง ๆ
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
ความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือความสำเร็จ
ในการศึกษาเล่าเรียน ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลาย ๆ คน และถ้าเรา
อยากทำเป้าหมายให้สำเร็จ ก่อนอื่นต้องเริ่มจาก การตั้งเป้าหมายให้เป็นเสียก่อน
2. ตั้งเป้าหมาย กำหนดให้ชัดเจน
ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้คุณประสบความสำเร็จ การตั้งเป้าหมาย วางแผนอนาคตสู่ความสำเร็จ
นั้นมันไม่ได้มาอย่างง่ายดาย จุดเริ่มต้นของความสำเร็จเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย ซึ่งสิ่งที่เป้า
หมายเหล่านั้นควรมีก็ คือ มีความชัดเจน เราต้องการประสบความสำเร็จเรื่องอะไรและประสบ
ความสำเร็จเมื่อไหร่ ต้องการให้เกิดสิ่งใดขึ้นในชีวิตของเรา ประกอบกับเริ่มต้นทำอย่างมีกลยุทธ์
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทำตามขั้นตอน และดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ แล้วจะพบว่าการประสบ
ความสำเร็จนั้นไม่ได้ยากเกินไปกว่าความพยายามของเรา
1. เริ่มจากตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ แล้วค่อยขยับไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น
หลายครั้งที่เราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไป จนทำให้รู้สึกท้อแท้ตั้งแต่เริ่ม เพราะช่องว่างหรือ
ระยะทางระหว่างเป้าหมายกับความเป็นจริงมันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน จนเรามองว่าเป้าหมาย
ที่เราตั้งไว้นั้นไกลตัว
ทางที่ดีเราจึงควรเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เป็นการแบ่งย่อยออกมาจากเป้าหมายใหญ่
เหมือนเป็นด่านต่างๆ ตอนเล่นเกมส์ที่เราต้องผ่านไปให้ได้ทีละด่าน ทุกครั้งที่ทำเป้าหมายเล็กๆ
ให้สำเร็จ ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แล้วเราก็จะสะสมประสบการณ์และความสามารถได้
ถึงด่านสุดท้าย หรือเป้าหมายสูงสุดของเราในที่สุด
2. ประเมินความสามารถตัวเองและ Passion ของเรา
การไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราควรประเมินความ
สามารถของตัวเอง และ Passion ที่เรามีต่อเป้าหมาย ณ
ตอนนั้น ด้วยว่ามากพอหรือไม่ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังมี
ทักษะความสามารถหรือแรงจูงใจไม่มากพอ ที่จะให้
ลงมือทำตามสิ่งที่คิดไว้ ให้ลองตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ดู
ก่อน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง ก่อนที่จะเดินหน้าไป
สู่เป้าหมายต่อไป
3. มุ่งมั่น จดจ่อ แน่วแน่ในเป้าหมาย
ไม่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้จะเป็นอะไรก็ตาม จะใหญ่หรือเล็ก จะยาก
หรือง่าย หากเรามีความเชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถมากเพียงพอ และมี
แรงจูงใจแรงปรารถนาในเป้าหมายนั้นอย่างแรงกล้า (Passion) ก็จงอย่า
ลังเลที่จะทำมัน จงตั้งมั่นในเป้าหมายให้แน่วแน่ แม้บางครั้งอาจจะรู้สึก
ว่ายากเหลือเกิน โดยเฉพาะในช่วงแรก แต่จงบอกตนเองไว้เสมอว่า ถ้าเรา
ทำมันมากพอ อดทนมากพอ ผลลัพธ์จะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
2. ตั้งเป้าหมาย กำหนดให้ชัดเจน (ต่อ)
4. วางแผนให้ชัดเจน
หลังจากตั้งเป้าหมายได้แล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ การวางแผน ซึ่งการวางแผน
ให้ชัดเจนประกอบไปด้วย
กำหนดขั้นตอนการไปถึงเป้าหมายว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง
กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีกรอบเวลาชัดเจนจะทำให้เราหลงลืม และเลิก
ทำไปในที่สุด
กำหนดการประเมินผลในแต่ละขั้น ว่ามีความคืบหน้าและเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือ
ไม่
มีการทบทวนและปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ เราควรทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่
กำลังทำอยู่ตรงตามแผนหรือไม่ หรือควรปรับแก้แผนตรงไหน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์
ในตอนนั้น แม้ว่าจะมีการวางแผนมาอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราจะเปลี่ยนแผนไม่ได้
เพราะถ้ายึดติดมากเกินไปจะทำให้เราเครียดจนเลิกทำได้เช่นกัน ดังนั้นแผนที่วางไว้
อาจสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม
5. ลงมือทำทันที
การผัดวันประกันพรุ่ง ถืออุปสรรคใหญ่ที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้น
หลังจากเรากำหนดเป้าหมาย และวางแผนเสร็จแล้ว เราควรเริ่มต้นลงมือทำโดยทันที อย่า
ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย
เป็นยังไงกันบ้างเมื่อเรารู้เคล็ดลับการตั้งเป้าหมายให้สำเร็จแล้ว จะรออะไรอยู่! วางมือถือ
แล้วออกไปสร้างเป้าหมายของเราให้เป็นจริงกันขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จ
ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
3. ต้องวางแผนเพื่อพิชิตเป้าหมาย
การทำงาน ย่อมต้องมีกรอบในการเดินและการสร้างกรอบในการเดินได้อย่างถูกทิศถูกทางนั้นจำเป็นมาก
ๆ ที่ต้องมีเป้าหมาย เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขามีเป้าหมาย
ที่ชัดเจน แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดเป้าหมายที่ชัดเจน ในบทนี้เรามาทำความ
รู้จัก กับคำว่า "เป้าหมาย" กันว่าแท้จริงการคิดโดยมีเป้าหมายมีเทคนิคการตั้งเป้าหมาย 3 ข้อหลัก ๆ คือ
1.เป้าหมายต้องชัดเจน 2.เป้าหมายต้องวัดได้
ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เพราะการกำหนดเป้า เมื่อเรารู้ว่าเรามีเป้าหมายที่เป็นกรอบค่อนข้างจะใหญ่
หมาย เท่ากับ เรากำหนดปลายทางแห่งความ แล้วต้องรู้จักแบ่งย่อยเป้าหมายนั้นให้เล็กลง และกำหนด
สำเร็จไว้แล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ คุณต้องกำหนด วันในการลงมือทำ เช่น ฉันต้องมีเงินสดในบัญชีธนาคาร
เป้าหมายให้เฉพาะเจาะจง สามารถบอกปลาย หลังวัยเกษียณตอนอายุ 60 ปี จำนวน 5 ล้านบาท สำรวจ
ทางได้ไม่ใช่ว่า สะเปะสะปะ มึน ๆ งง ๆ ยก ตนเองปรากฏว่า ตอนนี้อายุ 30 ปี แล้ว มีเวลาสร้างเงิน
ตัวอย่าง หากผมพูดคำว่า ผมอยากรวยคิดว่า เหลือเพียง 30 ปี และทรัพย์สินเรามีเพียง 100,000 บาท
เป็นเป้าหมายนี้ชัดเจนไหม คำตอบ คือ ไม่ เท่านั้น ก็จำเป็นต้องมานั่งคิดวางแผน จะทำอย่างไร กับ
ชัดเจน เพราะคำว่าอยากรวยมันค่อนข้าง กรอบเวลาที่เหลืออีก 30 ปี เพื่อจะได้หาวิธีการสร้าง
กว้าง ไม่เฉพาะเจาะจงอย่าลืมว่า รวยแต่ละ ทรัพย์สินให้ไปถึงปลายทางตอนอายุ 60 ปี กับเงินสดใน
คนไม่เท่ากัน ดังนั้น หากอยากให้ชัดเจนมาก บัญชีธนาคาร 5 ล้านบาท
ขึ้นควรตั้งเป้าหมายว่า ฉันต้องมีเงินสดใน ดังนั้น ต้องรู้จักวางแผนในการเก็บเงิน หรือ การลงทุน
บัญชีธนาคารหลังวัยเกษียณตอนอายุ 60 ปี เพื่อให้เงินงอกเงย โดยอาจลองเขียนแผนออกมาเป็นราย
จำนวน 5 ล้านบาท แบบนี้จะชัดมากขึ้น เดือน หรือรายปี เพื่อวัดแผนนั้นว่าสามารถทำได้ หรือ
เพราะปลายทางเราย่อมรู้ว่า ต้องหาเงิน 5 ติดขัดสิ่งใดบ้างในการปรับปรุงหากแผนนั้นไม่ได้ตามที่
ล้านบาทให้ได้หรือบางคนมีเป้าหมายอยากมี ตั้งใจ หรือ พัฒนาต่อไปหากแผนนั้นไปได้ดีโดยส่วนใหญ่
บ้าน 1 หลัง ก็ควรเฉพาะเจาะจง ว่าบ้านแบบ การวางแผนจะแบ่งอยู่ประมาณ 3 ระยะ คือ 1)ระยะสั้น 1
ไหนราคาเท่าไหร่ อยู่ย่านไหน เพื่อสร้างภาพ ปี ไล่ลงมาเป็นรายเดือน รายสัปดาห์ และ รายวัน 2)ระยะ
ในหัวของเราให้ชัดเจน ในการลงมือทำ กลาง 2-5 ปี 3)ระยะยาว ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หากเราอยากทำ
สิ่งใด ต้องมีกรอบในการวัด เพื่อวัดว่าแผนนั้นทำได้ หรือไม่
ได้ถ้าได้ พัฒนาต่อไป ถ้าไม่ได้ ควรค้นหาทางใหม่
3.เป้าหมายต้องท้าทาย
หลายคนตั้งเป้าหมายที่ใหญ่จนเกินไป หรือ ง่ายเกินไปจนไม่เกิดการพัฒนาตนเอง ผมอยากแนะนำ
ว่าการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้น ต้องเป็นเป้าหมายที่ทำแล้วสนุก ไม่เครียด ไม่กดดันตนเองมากเกินไปเพราะ
หากเป้าหมายนั้นกดดัน จะทำให้เกิดโอกาสท้อกับสิ่งที่ทำ สุดท้ายจะเริ่มหยุดในการทำเป้าหมายนั้น แต่
หากเป้าหมายที่ทำง่ายจนสามารถทำได้แบบชิว ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการเบื่อได้ง่าย ๆ
การตั้งเป้าหมายควรเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย (Challenge) หรือคาดหวังว่าจะสำเร็จได้ดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้
(Exceed Expectation) จะช่วยให้เรามีแรงผลักดันเพื่อสร้างแรงจูงใจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ดังสูตร
คำนวณระดับความสำเร็จ ดังนี้
ระดับของความสำเร็จ = เป้าหมายที่ท้าทาย x แรงจูงใจ
เด็กจบใหม่ต้องวางแผนชีวิตยังไง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
4. เมื่อพร้อมก็ลงมือทำ
ในชีวิตของเราทุกคน ล้วนมีเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จ เป้าหมายเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนให้ตัวเรา
ไปข้างหน้า เมื่อคุณค้นพบแล้วว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร การมีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัด จะทำให้คุณรู้
ว่าต้องใช้เวลาเท่าใดในการดำเนินตามแผนเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งเราสามารถแบ่งเป้าหมายออก
ได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น(Short-term goal) ระยะกลาง(Medium-term goal) และระยะยาว(Long-
term goal) ไม่ว่าจะเป็นระยะไหน คุณจะต้องมีความปรารถนาอันแรงกล้ามากพอ ที่จะเป็นพลังในการ
สร้างหนทางไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้ และนี่คือ 3 สิ่งที่ต้องทำ หากคุณอยากจะไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
1. Be fearless to face fear อย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว
ความกล้าพลังที่ดูแสนจะธรรมดา แต่สร้างความสำเร็จได้อย่างมหาศาล ความ
สเร็จล้วนเริ่มจากความกล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าที่จะก้าวออกจากความสบายใจ
ของเราไปในเส้นทางใหม่ กล้าที่จะเปลี่ยนงาน หรือกล้าที่จะทำอะไรที่เราไม่เคยทำ
มาก่อน แต่บ่อยครั้งที่ "ความกลัว" เข้ามาครอบงำ ทำให้เราเสียโอกาสหลายๆ
อย่างในชีวิตจาก ความไม่กล้า
การเรียนรู้จากความล้มเหลว รู้จักความกลัวของตัวเอง เรียนรู้ที่จะจัดการกับ
ความเสี่ยง กล้าที่จะก้าวไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อเรียนรู้ และเปลี่ยนมุมมองเมื่อเผชิญ
หน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ สร้างความมั่นใจในตัวเอง นี่คือสิ่งที่เราจะใชเป็นเครื่อง
มือบริหารความกลัวในใจเราได้อย่างมากที่สุด
2. Empowering Mindset แนวคิดทรงพลัง 3. Unwavering Determination ความตั้งใจแนวแน่ที่มั่นคง
สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการพิชิตเป้า สิ่งที่คุณต้องมีไม่ใช่เพียงแค่แรงจูงใจ แต่เป็นความมุ่งมั่น
หมายไม่ใช่พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ มากพอที่จะทำมันให้ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีความมุ่ง
หรือทักษะ แต่เป็นวิสัยทัศน์และแนวคิดของ มั่น เราต้องกำหนดสิ่งที่เราจะทำพร้อมกับกำหนดเป้าหมาย
คุณต่างหากจะเป็น Mindset ที่สร้างพลัง อย่างชัดเจน หลังจากนั้นก็ทำด้วยความตั้งใจ ปรับตนเองให้
บวก ความเชื่อมั่นว่าจะทำได้ ใจที่เปิดกว้าง Active กับสิ่งที่ทำอยู่เสมอ และผลักดันให้คุณมีความอดทน
และพร้อมที่จะออกไปผจญภัยกับชีวิตใน เมื่อคุณมีความมุ่งที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จ คุณจะสามารถ
โลกใบใหม่ที่ จะเป็นแรงขับเคลื่อนพลังใน ทำตามเป้าหมายได้ถึงแม้ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด จะ
ตัวของคุณ ก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติที่จะ ต้องพบเจอกับปัญหา อุปสรรค ความผิดหวัง แต่ถ้าคุณมี
นำไปสู่ความสำเร็จ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่แน่วแน่ ทุ่มเทให้กับเป้าหมายของตัวเอง
อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไร คุณจะไม่มีวันแพ้ให้
กับมันอย่างแน่นอน
สรุปทั้งหมด หากคุณเป็นคนที่มีเป้าหมายและอยากทำมันให้สำเร็จ อย่างแรกที่ต้องทำคือ อย่ากลัวที่จะ
เผชิญหน้ากับความกลัว อย่างที่สองคือให้เริ่มลงมือทำตามเป้าหมายทันทีด้วย Mindset อันทรงพลัง อย่าง
สุดท้ายคือให้ความมุ่งมั่นตั้งใจที่มั่นคงและต่อเนื่องเป็นเชื้อเพลิงที่จะพาคุณไปสู่ปลายทางที่คุณวาดไว้ แม้เป้า
หมายของคุณอาจมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไม่มาก แต่การที่คุณได้ลงมือทำมัน นั่นเท่ากับคุณได้สร้าง
โอกาสในความสำเร็จให้กับตัวเองแล้ว ต่อให้โอกาสนั้นจะมีเพียงแค่ 1% ก็ตาม แต่ยิ่งคุณได้ทำโอกาสนั้นจะยิ่ง
เพิ่ม ถ้าคุณทำมันทุกวันด้วยความสม่ำเสมอ ความฝันของคุณก็จะใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณกลัวและ
เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย นั่นเท่ากับว่า โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายนั้นคือ 0%
วัยทำงาน 3 ระยะ
ต้องวางแผนชีวิตยังไง
ระยะที่ 1 วัยทำงานระยะต้น ระยะในการใช้ชีวิต (ช่วงอายุ 22-30 ปี)
คนในวัยเริ่มต้นทำงาน ควรให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจตัวเอง สร้างวินัยทางการเงินเป็นพิเศษ
คนส่วนใหญ่ในวัยนี้มักจะละเลยในการทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ความต้องการในชีวิตของตนเองนั้น คือ
อะไร? สิ่งที่คนในวัยนี้ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการเริ่มต้นสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ดี รู้จักจัดการ
กับรายรับและไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมา เช่น
มีรายได้ไม่เพียงพอจนเกิดการเป็นหนี้ นอกจากนี้ยังควรมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์
ไม่คาดฝันหรือต้องออกจากงาน หรืออยากมีทุนสำรองเพื่อหวังในการทำอาชีพอิสระของตนเอง รวมทั้งยัง
จะต้องคำนึงถึงฐานะทางการเงินของตัวเองก่อนที่จะสร้างภาระทางการเงินใดๆเพิ่มขึ้น เพราะอาจจะส่ง
ผลกระทบในระยะยาวได้ถ้าหากเริ่มจัดการชีวิตในช่วงเริ่มต้นการทำงานได้เป็นอย่างดี จะมีพื้นฐานในการ
งานและการเงินค่อนข้างมั่นคง รวมทั้งยังมีความสามารถในด้านที่ถนัดอย่างชัดเจนมากขึ้น เพื่อนำไปต่อย
อดในการพัฒนาชีวิตในช่วงต่อไป
ระยะที่ 2 วัยทำงานระยะกลาง ช่วงสร้างครอบครัวและความมั่นคง (ช่วงอายุ 31-40 ปี)
อนาคตกำหนดได้ หากมีความฝัน มีเป้าหมาย ในช่วงวัยทำงานที่อยู่ใน
การวางแผนและดำเนินการอยู่ในช่วงระยะกลางนี้ การวางแผนเพื่อสร้าง
ครอบครัว และฐานะให้ความมั่นคง เหมือนการตั้งเข็มทิศชีวิต ถ้าตั้ง
ตำแหน่งได้ถูกต้อง จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ
และทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้
การวางแผนล่วงหน้าได้ครอบคลุมปัญหาทุก ๆ ด้านจะช่วยให้ตัดสิน
ใจได้อย่างถูกต้อง ทำให้ตัวเราและครอบครัวสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
สถานการณ์ต่างๆได้ง่ายขึ้น การวางแผนครอบครัวที่ดี ให้ความรักความ
อบอุ่น และความมั่นคง มั่งคั่งนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต และ
เป็นแผนงานที่ชีวิตจะนำไปสู่ความสุข และความสำเร็จในขั้นต่อไป
ระยะที่ 3 วัยทำงานระยะปลาย ช่วงทำงานก่อนเกษีณ (ช่วงอายุ 41-55 ปี)
วัยนี้เป็นวัยที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงมากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์การทำงานสูงขึ้น หน้าที่การ
งานมีความมั่นคง มีรายได้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันภาระการเงินก็เริ่มค่อยๆ ลดลงเรื่องของการวางแผน
ทางการเงินจึงเน้นไปที่การลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนมากกว่า เพื่อเตรียมเป็นเงินสำรองสำหรับชีวิต
หลังเกษียณหรือเป็นเงินทุนสำหรับการเรียนในระดับสูงขึ้นไปของลูก ซึ่งอาจ ต้องใช้เงินก้อนใหญ่หรือ
ลงทุนในทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์หรือกองทุน เป็นต้น
วัยเกษียณ
บทพิสูจน์ความสำเร็จจากการวางแผนตลอดชีวิต
วัยเกษียณอายุ (หลังอายุ 60 ปีเป็นต้นไป)
วัยเกษียณวัยที่หลายคนไม่ได้ทำงานประจำแล้ว วัยนี้ควรเป็นวัยที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด หากวางแผน
การเงินและการใช้ชีวิตที่ดีมาตั้งแต่ต้น เมื่อเข้าสู่วัยนี้ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญที่สุด คือการบริหารเงินหลัง
เกษียณ ให้เพียงพอในการใช้ชีวิต ภาระหนี้สินและความรับผิดชอบต่างๆ ควรจะต้องลดลงหรือหมดไป
แล้ว ส่วนการลงทุน ควรมุ่งเน้นการลงทุนที่ไม่ความเสี่ยงหรือความผันผวนสูงๆ คาดหวังผลตอบแทนระ
ดับกลางๆ แต่สะสมไปเรื่อยๆ ดีกว่า นอกจากนี้ก็ควรจะเป็นวัยที่ต้องดูแลเรื่องสุขภาพให้ดี เพราะเมื่อเริ่ม
เข้าสู่วัยเกษียณ โอกาสเจ็บป่วยก็เริ่มสูงขึ้นและอาจกระทบต่อการเงินที่ท่านวางแผนไว้แต่ละช่วงวัยของ
แต่ละท่าน มีความแตกต่างกัน การวางแผนชีวิตและการเงินจึงไม่มีกฎตายตัวว่าใครควรทำอะไรหรือมีเงิน
เท่าไรในวัยนั้นๆ แต่อย่างน้อยการเข้าใจ การเริ่มวางแผนชีวิตและการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้เพิ่ม
โอกาสในด้านดีของชีวิตได้ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน หากสามารถจัดการกับชีวิตได้ตามเป้าหมายก็นับว่า
ประสบความสำเร็จตามช่วงวัยของท่านแล้ว
สรุปได้ว่า การเกษียณหรือการเป็นผู้สูงอายุ เป็นเพียงแค่หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงภาวะหนึ่งไปยังอีก
ภาวะหนึ่งซึ่งแตกต่างจากเดิมและท้าทายมากขึ้นถือเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ตามวัยวุฒิและจิตวุฒิที่เพิ่ม
ขึ้น หากสามารถทำงานและผนวกกับการวางแผนชีวิตได้ดีก่อนเกษียณ และแม้เกษียณแล้วไม่ว่าจะเป็น
สิ่งท้าทายใดก็ยังสามารถทำได้เสมอ โดยทั้งหมดนั้นอยู่ที่ความคิด การพัฒนาตนเองโดยใช้ หลัก
เกณฑ์(Regulation) ร่วมกับหลักการ(Principle) ผนวกกับดุลยพินิจ ผสมผสานกับความ
ยืดหยุ่น(Flexible) รู้จักศึกษาและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมองหาอนาคต เพื่อสร้างวิสัยทัศน์(Vision) มุมมอง
ที่หลากหลาย
สำหรับแผนเกษียณอายุนั้น ถือว่าเป็นแผนอนาคตระยะยาว ซึ่งระหว่างทางอาจมีปัจจัยความเสี่ยง
ต่าง ๆ ที่มากระทบ ซึ่งมีผลต่อเป้าหมายและแผนของเรา ดังนั้น เราต้องมีการสำรวจ ประเมิน และปรับ
เปลี่ยนแผนให้เหมาะกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เพื่อรองรับเป้า
หมายและประสบความสำเร็จตามความคาดหวังของเรา
ป.อ. ปยุตฺโต หลักธรรมสำหรับการเป็นวัยสุขเกษียณอายุการทำงาน
หากบุคคลที่กำลังทำงานอยู่นำ "อิทธิบาท 4" มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงานแม้
เกษียณอายุแล้วก็ยังสามารถนำมาป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตได้ สมเด็จพระพุทธโฆษา
จารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต, 2562) กล่าวว่า ธรรมะที่สามารถนำมาใช้ในวัยเกษียณหรือในวัยสูง
อายุ ก็คือ อิทธิบาท 4 ได้เช่นกัน กล่าวคือ "มีฉันทะ " คือความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่
ชอบทำให้จิตใจเบิกบานไม่ห่อเหี่ยวไปกับสภาพแวดล้อการเกษียณอายุถือเป็นการ
ท้าทายเป็นการยุติการทำงานชิ้นหนึ่งเพื่อเป็นการเริ่มต้นงานใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำโดยใช้
หลักอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องมือเฉกเช่นเดียวกับการทำงานก่อนเกษียณ
อริสโตเติล (Aristotle) ได้นิยาม ความสุขไว้ว่ามี 2 แบบ คือ
1) ความสุขแบบ Hedonic เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้จากความ
เพลิดเพลินและความสนุกสนาน
2) ความสุขแบบ Eudaimonic เป็นความสุขที่เกิดขึ้นโดยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มี
ความหมายและมีวัตถุประสงค์ นักจิตวิทยาให้ความเห็นว่า Hedonic และEudaim onic
เป็นเส้นทางแห่งความสุขที่มนุษย์ควรจะมีไปพร้อมกันเพื่อช่วยเติมเต็มความสมดุลให้กับ
ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี
บทสรุปแห่งวัยเกษียณ
บทพิสูจน์ความสำเร็จจากการวางแผนตลอดชีวิต
การเกษียณอายุงานถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้พักผ่อนหลัง
จากทำงานมาเป็นระยะเวลานาน แต่เนื่องจากความเคยชินจากการทำงาน
ก่อนเกษียณอาจจะเกิดความคิดว่าอยากเกษียณเร็ว ๆ จะได้ไม่ต้องรับผิด
ชอบต่อสิ่งต่าง ๆ มากมาย และเมื่อเกษียณแล้วก็เกิดความคิดเหนื่อยหน่าย
เนื่องจากมีเวลาเหลือไม่รู้จะทำอะไรเกิดความคิดวนไปมา และคิดว่า
ตนเองไม่มีค่าเนื่องจากขาดรายได้ ยิ่งการเกษียณมาพร้อมกับการตีตราว่า
เป็นผู้สูงอายุยิ่งทำให้ท้อแท้และสิ้นหวังมากไปกว่าเดิมแต่หากมองการ
เกษียณเป็นเรื่องท้าทายเปรียบเหมือนได้รับมอบหมายงานใหม่ที่เปิด
โอกาสได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ตั้งแต่การบริหารจัดการตนเอง
รวมถึงการบริหารเวลาโดยอาศัยหลักธรรมเป็นเครื่องมือในการทำสิ่ง
ท้าทายใหม่นี้ และหากมีเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนเกษียณ คือ มีการ
วางแผนการเงินไว้ให้พร้อมก็จะสามารถสร้างเกษียณให้มีแต่ความสุข และ
เป็นผู้ที่สุขเกษียณได้
Principles for a Successful Retirement
1. CREATE THE PLAN YOU NEED FOR THE RETIREMENT YOU WANT
2. PLAN FOR A LONG LIFE
3. MAKE AN INFORMED DECISION ABOUT SOCIAL SECURITY
4. KNOW WHAT TO EXPECT WITH HEALTH CARE COSTS
5. USE TIME TO YOUR ADVANTAGE WHILE PROTECTING FOR THE SHORT-TERM
6. BE WELL DIVERSIFIED AND STAY INVESTED
หลักการสู่ความสำเร็จในชีวิตวัยเกษียณ
1. สร้างแผนที่จำเป็นสำหรับการเกษียณอายุที่คุณต้องการ
2. วางแผนเพื่อการมีชีวิตอยู่ที่ยืนยาว
3. ตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวด้านประกันสังคม
4. วางแผนการเงินเกี่ยวกับสุขภาพ
5. ใช้เวลาเพื่อประโยชน์และมีแผนป้องกันในระยะสั้นเสมอ ๆ
6. มีช่องทางการลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา
วิเคราะห์ตัวตน SETUP ระบบความคิด
ก่อนขีดเส้นทางเดินวางแผนชีวิต
สู่ความสำเร็จด้วยSWOT
วิเคราะห์ตัวเองผ่านเครื่องมือคลาสสิคที่ใคร ๆ ก็รู้จัก และคุ้นเคย ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่าน
เคยมีประสบการณ์วิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียนของน้องๆ วัยกำลังศึกษาเล่า
เรียนทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหรือกลุ่มพี่ ๆ ที่อยู่ในวัยทำงาน จะต้องได้ใช้เป็นวิเคราะห์
ข้อมูลในการทำงาน แต่อันที่จริงแล้วนั้นหลักการของ SWOT เป็นไปได้มากกว่าที่เราเคยรู้จักและ
มีประโยชน์อย่างยิ่ง
โดยในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนจะนำท่านเข้าสู่บทวิเคราะห์อันหลากหลายมิติ ด้วยหลักการง่าย ๆ
ผ่าน SWOT Analysis ที่นำหลักการมาวิเคราะห์ตัวเราเอง เพื่อปูพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่มุมมอง
ในการวางแผนชีวิตให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
วิเคราะห์ตัวตน SETUP ระบบความคิดก่อนขีดเส้น
ทางเดินวางแผนชีวิตสู่ความสำเร็จด้วยSWOT
คืออะไร ?
“SWOT” มาจากตัวอักษรย่อของคำ 4 คำคือ
Strengths (จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน),
Opportunities (โอกาส), Threats (อุปสรรค) SWOT
คือ เทคนิคการวิเคราะห์ทางการตลาดของบริษัทตัว
เองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด SWOT ถูก
ใช้งานอย่างแพร่หลายครั้งแรกที่มหาวิทยาลัย
Harvard ในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1960
ประวัติของ SWOT Analysis – ใครเป็นคนคิด และการ
ใช้งานที่แท้จริงSWOT Analysis เป็นเครื่องมือวิเคราะห์
ธุรกิจ ที่ถูกสร้างโดย อัลเบิร์ต ฮัมฟรี ในปี 1960-1970
โดยเป้าหมายดั้งเดิมของการวิเคราะห์คือการตอบว่า
‘ทำไมการวางแผนในธุรกิจบางบริษัทถึงล้มเหลว’ ใน
ตอนแรกเครื่องมือนี้มีชื่อว่า SOFT Analysis และได้ถูก
เปลี่ยนมาเป็น SWOT ในภายหลัง
อัลเบิร์ต ฮัมฟรี (Albert Humphrey)
คือนักวิจัยและผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจที่เป็นคนคิดค้น SWOT Analysis ขึ้นมานานกว่า
50 ปีที่แล้ว ซึ่งในฐานะที่ปรึกษาทางธุรกิจ หน้าที่ของ อัลเบิร์ต ฮัมฟรี ก็คือการให้คำปรึกษา
คำแนะนำเพื่อทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตและพัฒนาได้ยั่งยืนกว่าเดิม
วางแผนชีวิตการทำงานด้วยการวิเคราะห์ SWOT
บทเริ่มต้นเพื่อวิเคราะห์ตัวเองด้วย SWOT
รู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของตัวเอง เราถนัดอะไร หรืออะไร
คือความสามารถที่เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ
หาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ เช่น งานอะไรที่ตัวเอง
ทำได้ไม่ดีนัก นิสัยอะไรที่คนอื่น ๆ มักตักเตือนเรา หรือ
ทักษะอะไรที่ยังด้อยกว่าคนอื่น จากนั้นให้พัฒนาและ
แก้ไขมันให้ดีขึ้น
หาอุปสรรคที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการ
ทำงานของเรา และวางแผนเพื่อหาทางป้องกัน รับมือ
และหลีกเลี่ยงให้พร้อม
มองหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ และคว้ามันเอาไว้ทันที
เมื่อมีโอกาส
เมื่อได้คำตอบของทุกข้อแล้ว ให้จับคู่จุดแข็งกับโอกาส
ว่าศักยภาพของเรามีมากพอสำหรับโอกาสหรือยัง และ
จับคู่จุดอ่อนกับอุปสรรค เพื่อประเมินว่ามีอะไรที่เรา
ต้องหลีกเลี่ยง หรือวางแผนป้องกัน
เราทุกคนล้วนมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเอง หลายคนสามารถนำจุดแข็งของตัวเองมาพัฒนา
ทักษะในการทำงานได้ ในขณะที่คนทำงานบางส่วนยังมองไม่เห็นจุดแข็งของตัวเอง ทำให้พวกเขายัง
ใช้ชีวิตทำงานในสายงานที่ตัวเองไม่ถนัด โดยปล่อยให้จุดแข็งของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า และมอง
ไม่เห็นโอกาสมากมายที่ผ่านเข้ามา ซึ่งสุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
วิเคราะห์เพื่อการพัฒนาตนเอง
การวิเคราะห์เพื่อพัฒนาตนเองส่วนใหญ่แล้ว มักจะขาดแนวคิดและกลยุทธ์ใน การ
วิเคราะห์ โดยธรรมชาติแล้วหากเราไม่มีกลยุทธ์ในการวิเคราะห์ มักจะไม่สามารถวิเคราะห์
ตนเองให้อยู่ในกรอบได้ เนื่องจากการวิเคราะห์ตนเองในด้านลบ มักไม่เห็นถึงข้อเสียที่ควร
ปรับปรุง และไม่สามารถพัฒนาตนเองตามกรอบที่วางไว้ได้
ดังนั้นเราควรทำการวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวคิดและวางแผนในการพัฒนาตนเอง โดย
ใช้กลยุทธ์ในการวิเคราะห์ที่เรียกว่า SWOT Analysis หรือกลยุทธ์การประเมินสถานการณ์
แวดล้อม โดยกำหนด จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
Strengths คือ จุดแข็ง หมายถึง เรามีจุดแข็งหรือส่วนดีด้านใดบ้าง
เก่งทางด้านไหน ควรหาวิธีการพัฒนาและฝึกฝนด้านดีนี้ตลอดเวลา
เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
Weaknesses คือ จุดอ่อน เรามีข้อด้อยในด้านใด สิ่งไหนที่ไม่
ถนัด ไม่ชอบ หรืออาจทำไม่ค่อยได้ ควรพยายามหาทางแก้ไข
ปรับปรุง และพัฒนาจุดอ่อนนั้นให้ลดน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด
Opportunities คือ โอกาสซึ่งเป็นปัจจัยของสภาพแวดล้อมภายนอก
ที่เอื้ออำนวยให้การทำงานนั้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ และ
ช่วยส่งเสริมการพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อ
มีโอกาสที่ดีเข้ามาแล้วจึงไม่ควรปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป
Threats คือ อุปสรรค เป็นปัจจัยภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อ
เป้าหมาย ซึ่งอุปสรรคนี้อาจทำให้เราไม่สามารถบรรลุ
วัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้
แม้ว่า SWOT เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของแต่ละบุคคล
เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเองที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเอง คือความ
ตั้งใจ และความพยายามที่จะปฏิบัติตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ให้สำเร็จลุล่วงนั่นเอง
วิเคราะห์ตัวเองและคู่แข่งรอบกาย
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หลายคนน่าจะรู้จักกับเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานะของธุรกิจ
ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่เรียกกันว่า “SWOT Analysis” โดย SWOT ที่ได้
พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนาย Albert Humphrey ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการจาก
สถาบันวิจัย Stanford (The Stanford Research Institute) มหาวิทยาลัย Stanford
ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970
“เพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หาสถานะ และศักยภาพของในการสร้าง
ความได้เปรียบในการแข่งขันหรือดำเนินชีวิต และหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยง
หรือความล้มเหลวซึ่งอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ”
ทั้งนี้ คำว่า “SWOT” นั้นเป็นตัวอักษรย่อที่มาจากคำภาษาอังกฤษ 4 คำ คือ Strengths
(จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) โดย
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายใน (Internal Factors) ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ คือ
Strengths จุดแข็ง (Strengths) คือ ความสามารถ หรือศักยภาพที่ตัว
เรามีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน เป็นปัจจัยด้านบวกที่เป็น
Weaknesses จุดเด่นของตัวเอง จึงควรรักษา และพัฒนาจุดแข็งดังกล่าว
เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันต่อไป
จุดอ่อน (Weaknesses) คือ ข้อจำกัดที่ทำให้ตัวเราเสีย
เปรียบคู่แข่งขัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำการปรับปรุง และแก้ไขให้
เร็วที่สุด ถือเป็นปัจจัยด้านลบที่เป็นจุดด้อยของตัวเอง
ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก (External Factors) ซึ่งไม่สามารถควบุคมได้ ได้ คือ
Opportunities โอกาส (Opportunities) คือ สภาพแวดล้อม
ภายนอกที่สนับสนุน หรือเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนิน
Threats งาน ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจ
อุปสรรค (Threats) คือ สภาพแวดล้อมภายนอกที่
ขัดขวาง หรือคุกคามการดำเนินงาน อันจะส่งผลเสีย
ต่อตัวธุรกิจ บางทีจนถึงขั้นล้มละลาย
วิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน
นอกจากจะใช้กับธุรกิจได้แล้ว การวิเคราะห์ SWOT ยังสามารถนำมา
ประยุกต์ใช้กับบุคคลโดยทั่วไปในการวิเคราะห์ฐานะ หรือสุขภาพทางการ
เงินได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นฐานในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน และลด
ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของบุคคลนั้นๆ โดย นิตยสาร Harvard
Business Review (HBR) ได้นำเสนอแนวคิดในการนำ SWOT มาใช้
วิเคราะห์ฐานะทางการเงินส่วนบุคคล ดังนี้
Strengths
จุดแข็ง ให้พิจารณาว่า มีความรู้ทางด้านทางการเงินการลงทุนมากน้อย
เพียงใด มีแหล่งที่มาของรายได้จากหลายแหล่งหรือไม่ มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน
เพียงพอที่จะรองรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นไหม มีการทำบัญชีรายรับ
รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันหรือไม่ สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้
จ่ายของตนได้ดีเพียงใด มีการลงทุน และจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพหรือไม่ ตลอดจนมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินมากน้อยเพียงใด
Weaknesses
จุดอ่อน พิจารณาถึงพฤติกรรมที่ส่งผลให้สุขภาพทางการเงินของแต่ละบุคคล
ย่ำแย่ ซึ่งได้แก่ การไม่วางแผนทางการเงิน นิสัยการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย มือเติบ
ซื้อของตามใจชอบ เก็บเงินไม่อยู่ ถ้ามีเงินเก็บออมก็น้อยมาก หรือไม่มีเลย ไม่คิด
ที่จะลงทุน หรือพัฒนาตนเอง จนท้ายสุดก็ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนโดย
การก่อหนี้ยืมสินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดได้
Opportunities
โอกาส พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะต่อยอดความรู้ทางด้านการเงินการ
ลงทุน อาชีพเสริมที่หลากหลายซึ่งสามารถช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้ รวมถึงช่อง
ทางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือทางการเงินการลงทุนใหม่ๆ ที่ทำให้
เงินออมที่มีอยู่สามารถงอกเงยออกดอกออกผลต่อไปได้ ตลอดจนสภาพ
แวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต
Threats
อุปสรรค พิจารณาผลกระทบทางลบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
แวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ส่งผลให้ฐานะทางการเงินย่ำแย่ลง
ผลกระทบจากหนี้สินที่ได้ก่อขึ้น การเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆ ขึ้นในชีวิต
เช่น การเจ็บป่วยร้ายแรง อุบัติเหตุ การตกงาน เป็นต้น ตลอดจนผลกระทบจาก
ภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้
HAPPY
MONEY
วางแผนชีวิตดีต้องมี
ความสุขและเงินทองด้วย
เงิน คำนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความสำคัญกับชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในช่วงวัย
ใด Generationใด ล้วนแล้วแต่ทำงาน และต้องใช้เงิน เพราะเงินเปรียบเสมือนสื่อกลางใน
การแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการ ใช้ชำระหนี้สิน ใช้จับจ่ายซื้อของ และนำไปสู่ความสุข
แต่จะมีความสุข และจัดการอย่างไรให้เงินมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งอีก
ประการที่ต้องมีการบริหารจัดการเงิน ควบคู่กับการวางแผนชีวิต
6 วิธีวางแผนการเงิน
เพื่อความมั่นคงในอนาคต
ชีวิตจะมีความมั่งคั่งถ้าวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นยังไง วันนี้เรามีคำ
แนะนำดี ๆ เกี่ยวกับ “วิธีวางแผนการเงิน” มาฝากกัน หากเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะ
ได้เตรียมตัวรับมือได้ทันเวลา เพื่อพร้อมเดินทาง สร้างอิสรภาพทางการเงินตลอดชีวิตคุณ
1. รู้จักตัวเองด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
หากที่ผ่านมาคุณใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ ไปกินข้าว ดูหนัง ท่องเที่ยวสุดพิเศษ หรือช้อปปิ้ งทุกสิ่งที่
ต้องการ เรียกว่าเปย์ตัวเองแบบจัดเต็ม ต้องระวังถ้าใช้จ่ายเพลินเกินไปจนขาดสติ สภาพคล่อง
ทางการเงินของเราอาจอยู่ในระดับเดือนชนเดือน หรืออาจเหลือไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือนด้วยซ้ำ ยิ่ง
ปล่อยไว้นานคงไม่ดีแน่ ส่วนเรื่องเก็บเงินก้อน หรือการวางแผนทางการเงินเพื่อรองรับวัยเกษียณ
หรือลงทุนในอนาคตคงหมดหวังไปได้เลย
เพราะฉะนั้นการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายจึงเป็นจุดเริ่มต้นการวางแผนการเงินที่ดีที่สุด ค่าใช้
จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ค่าสังสรรค์ ฯลฯ
นอกจากจะรู้ว่าเงินของเราไปอยู่ตรงไหนบ้างแล้ว ยังทำให้เห็นว่าควรลดรายจ่ายไหนที่ไม่จำเป็น
และที่สำคัญคือ รายรับต้องมากกว่ารายจ่าย เพราะเราจะได้แบ่งเงินจากรายรับมาเก็บออมตาม
แผนเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองและช่วยให้เราวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น
2. วางแผนการออมเงินตามเป้าหมายชีวิต
เพราะเป้าหมายทำให้เรามีแรงผลักดัน ฉะนั้น เราควรตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อวางแผนการใช้เงินและ
กำหนดทิศทางการออมเงินให้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ หากยังไม่ใจในการออมเงินหรือว่ายังไม่มีเทคนิค
การเก็บออมในใจ อาจเริ่มต้นด้วยการแบ่งเงินจากรายได้ ประมาณ 10-20% มาเก็บออมไว้ทันที หาก
กลัวว่าจะเก็บเงินไม่อยู่ สามารถใช้การตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติ ในระหว่างนี้ก็ศึกษาหาข้อมูลด้านการ
วางแผนทางการเงินและการเก็บออมเพิ่มเติมไปด้วยแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับตนเอง ไม่ว่าเป้า
หมายจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็เป็นไปได้แน่นอน
3. เก็บเงินสำรองฉุกเฉินเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
สาเหตุที่การวางแผนการเงินนั้นสำคัญมาก ก็เพราะว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน หากพรุ่งนี้คุณต้อง
ตกงาน กิจการขาดทุนหนัก หรือต้องใช้เงินก้อนโตกะทันหัน เงินสำรองฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ต้องมีให้พร้อม
ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อไรก็หยิบเงินก้อนนั้นมาใช้ได้เลย ซึ่งควรมีกระแสเงินสดอย่างน้อย
3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น คุณมีรายจ่ายต่อเดือนทั้งหมด 10,000 บาท คุณจึงควรจะวางแผน
การเงินและมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 30,000-60,000 บาท เพื่อให้สภาพคล่องยังดำเนินต่อไปแม้
ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม
(ต่อ) 6 วิธีวางแผนการเงิน
เพื่อความมั่นคงในอนาคต
4. วางแผนค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ
หลายคนอาจจะคิดว่า ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตดีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม แต่โรคภัยไข้เจ็บก็อาจเกิด
ขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว แถมค่าใช้จ่ายยังสูงอีกด้วย ดังนั้น เราต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าจ้างพยาบาลพิเศษหากเป็นโรคร้ายและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือ
ค่าใช้จ่ายสำหรับบ้านพักคนชรา ซึ่งวางแผนการเงินเพื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทำได้หลายวิธี ทั้งการ
ออมเงินเป็นประจำทุกเดือนด้วยตนเอง หรือการซื้อประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันภัยโรค
ร้ายแรงไว้ก็ช่วยได้อีกทางหนึ่ง
5. วางแผนการเงินเพื่อชีวิตเกษียณที่มั่งคั่งและมีความสุข
คำถามที่ว่าควรวางแผนการเงินสำหรับชีวิตเกษียณเมื่อไรดี? คำตอบคือ
ควรเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ดีที่สุด เพื่อปูทางสู่ความมั่งคั่งในอนาคต แถมยังมี
โอกาสใช้ชีวิตตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของตนเองได้โดยไม่
ลำบาก การวางแผนทางการเงินอาจเริ่มต้นจากการคำนวณคร่าว ๆ ว่า
ตอนนี้คุณอายุเท่าไร ต้องการเกษียณตอนไหน และอยากมีเงินใช้เดือนละ
เท่าไร เช่น ตอนนี้คุณอายุ 30 ปี ต้องการเกษียณตอนอายุ 55 ปี และอยาก
มีเงินใช้หลังจากเกษียณเดือนละ 20,000 บาท (เสียชีวิตตอนอายุ 80 ปี)
เท่ากับว่าคุณมีเวลา 25 ปีในการเก็บเงิน และใช้เงินหลังเกษียณอีก 25 ปี
เช่นกัน เพราะฉะนั้นคุณต้องมีเงินก้อนประมาณ 6,000,000 บาทนั่นเอง
6. ลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา
เพื่อให้เงินที่เราหามาได้งอกเงยขึ้นอย่างมีคุณค่าและสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว การ
วางแผนทางการเงินด้วยการลงทุนนับเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะมีโอกาสสร้าง
ผลตอบแทนได้ดีกว่าการเก็บเงินไว้เฉย ๆ แถมยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับ
สินทรัพย์ที่ลงทุนและระดับความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคการลงทุนให้เลือกมากมาย เช่น
ลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์
ฯลฯ มีให้เลือกทั้งการลงทุนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สามารถเริ่มต้นลงทุนเงินก้อนใหญ่
หรือแบบถัวเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือนก็ได้ตามที่สะดวก งานนี้เหมาะกับทุกคน ทั้งหน้าใหม่ที่เริ่มต้น
ลงทุนไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญที่จับจังหวะตลาดได้ดีอีกด้วย
"หากคุณเป็นอีกคนที่อยากวางแผน
การเงินอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิธีเหล่านี้
จะเป็นตัวช่วยที่ดีให้คุณได้ และขอย้ำ
อีกครั้งว่า ยิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงินเร็ว
เท่าไร ความมั่นคงและมั่งคั่งทางการ
เงินย่อมเกิดขึ้นเร็วเท่านั้น"