URINE ANALYSIS
SPECIMEN
COLLECTION AND
TRANSPORT IN
CLINICAL
LABORATORY
STOOL EXAM
การเก็บสิ่งส่งตรวจเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งในการตรวจวิเคราะห์ทางห้อง
ปฏิบัติการ ดังนั้นไม่ว่าจะมีเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ดี ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือมีผู้ตรวจ
วิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญมากเพียงใดก็ตาม ถ้าสิ่งส่งตรวจเก็บมาไม่ถูกต้องหรือไม่
เหมาะสมก็จะทำให้ผลตรวจวิเคราะห์ที่ได้ ผิดพลาดไม่มีความหมายเพราะไม่ได้สะท้อนถึง
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยจริงตามที่แพทย์ต้องการ มากกว่านั้นหากเเพทย์นำผล
ตรวจวิเคราะห์ที่ได้ไปใช้ อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาผิดพลาดและอาจเกิด อันตราย
ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้
การตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะเพื่อดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี
และตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยง
ในบางโรคเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จัดเป็นการตรวจ
พื้นฐานที่แพทย์นิยมใช้ เนื่องจากเป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว
สามารถตรวจได้ทันทีในคนทุกเพศทุกวัย มีค่าใช้จ่ายในการตรวจที่ไม่แพง
และรู้ผลได้เร็วภายใน 1-2 ชั่วโมง การตรวจปัสสาวะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
การทำหน้าที่ของไตและระบบปัสสาวะของผู้เข้ารับการตรวจได้หลายอย่าง
รวมทั้งอาจทำให้ทราบถึงความเจ็บป่วยบางอย่างในร่างกายของผู้เข้ารับการ
ตรวจจากการพิจารณาปริมาณสารเคมีต่าง ๆ ที่ขับออกมากับปัสสาวะ
แจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบก่อนการตรวจปัสสาวะหากมีการกินยาหรือวิตามิน
เสริมบางชนิด เช่น วิตามินบี, กลุ่มยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ที่ใช้ลดความดันโลหิต,
กลุ่มยาปฏิชีวนะ (Erythromycin), ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้
รักษาวัณโรค, ยาฟินาโซไพริดีน (Phenazopyridine) ที่ใช้บรรเทาอาการปวดจากโรค
ระบบทางเดินปัสสาวะ, ยาแก้หวัดแก้ไข้ (วิตามินซีที่มีการกินคู่กับยาปฏิชีวนะ)
ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนหรือใกล้มีประจำเดือนควรเลื่อนการตรวจปัสสาวะออก
ไปก่อนจนกว่าประจำเดือนจะหมด เพราะการตรวจปัสสาวะในช่วงที่มีประจำเดือนจะมี
โอกาสสูงที่จะทำให้ผลการตรวจเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะพบสูงกว่าความเป็นจริงได้
ถ่ายปัสสาวะแรกของวันทิ้งไปก่อนเพราะมีความเข้มข้นของสารเคมีต่างๆมากกว่าปกติ
ผู้ที่ได้รับการตรวจเอ็กซเรย์ (X-ray) และได้รับสารสะท้อนรังสีหรือสารทึบรังสีเพื่อการ
ตรวจอวัยวะภายในบางจุดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่เกิน 3 วัน ควรหลีกเลี่ยงการ
ตรวจปัสสาวะ
ตรวจกคารลปาดล่เอคยลืท่ิอ้งนปัไสด้สาวะเพื่อการส่งตรวจวิเคราะห์ไว้นานกว่า 1 ชั่วโมง อาจทำให้ผลการ
ทใตโตอั้ดหยรวาู้ย่ถวอยภ่ใใาจนยนาหั่ย้้ายขนซัผปึู้งใ่น้ัองเปนสขหัตา้สทสาจอม่สารอจนัาวบาปะยกัะวกมสถาชะีึา่สสงรไวราปเางปตกรวั็ทรรบส้คะอัาวสปดงยรจัาูหเสทเถกิวป่้็สลงิัาะบ่ดางไยทปปีจวท่ัป่ไะสัา)อมสกน่สเัปใส้พตัานช่สา่วรอจชวส่ะามะวะาะชลงน่ชวูปิว่แกัยะวงสรหมงกกสรแมใลวแาชรา้ามวลกปกงะัถะทสึปิใง้เชงสนม่นมืวไ่ืาชอเปอง่วปวเืทขส้กะ้อ่ง็อาวชบแน่ยนงวรปมผขัหูงก้สาเอกนจขึสด้งล่้ะงาาวลากมรวยำั่ีงบอโะปไอั(นกดไMส้กดาแ้สาตรiลdาส้ตาววsปมรจtะึวนปrงทeจีคเร่่ิอaปมือส้mออ่ายวกนณเนอมuขปทาrีาัอ่iสตกnง้(สอรทeเชะางืำ)้อปวกกใุะโานการใรเรกคนกแเ็าทกชลบีร็่้่บวตว
สิ่งกดไง็
ด
้
1. เจ้าหน้าที่หรือพยาบาลจะให้กระปุกเก็บตัวอย่างปัสสาวะให้แก่ผู้เข้า
รับการตรวจ เพื่อให้นำไปเก็บตัวอย่างปัสสาวะในห้องสุขาด้วยตนเอง
(โดยทั่วไปจะเป็นกระปุกพลาสติกทรงปากกว้างขนาดเล็กที่มีฝาปิด) ที่
แห้งและสะอาด ผู้เข้ารดัีบอกย่าารใหต้รมีวสิจ่งคปวนรเรปัืก้อษนาใคดวๆามสะอาดของกระปุกให้
2. เมื่อได้รับกระปุกเก็บตัวอย่างปัสสาวะมาแล้ว อย่างแรกก็ต้องดูชื่อ
ตรงสติกเกอร์ที่ติดอยู่ข้างกระปุกด้วยว่าเป็นชื่อของท่านถูกต้องหรือไม่
รหอาแกลชืะ่อยัไงมไ่ตม่รไดง้ใทหำ้แกจา้งรเเจก้็าบหปนั้สาสทีา่เวพืะ่อเคปวลีร่ยเกน็บใหก้ถรูะกปตุ้กอเงกท็ับนปทัีสส(ใานวระะไหว้วก่ัาบงตทัีว่
ห้ามนำไปทิ้งไว้ในที่ต่าง ๆ เพราะกระปุกของตนเองอาจไปสลับกับผู้เข้า
รับการตรวจรายอื่นโดยไม่ตั้งใจได้)
ใรูผห3ขเูเ้้ชปหไ.อ็เิมดหดญเง่็มใใินตืข่หชงอ้้นทอใกแ่ถหงเอึร้หองทท้ปะ่ขงงััำอ้ดสดใน้คปหาสวัต้ควษสสายอาลวสะชกนมอะำอารกสวดราะพะาะะดแดรรอดซเล้า้เ้อสาวษกะีำ็ดยมยอบช(ุกบกนเจำ่ัตพ้อบัืรรจำ่ิวอเนสใะาอวชปะจร้ณ้ยแม่ออะาืาลรอกมางู้งเวกดอทาปปัี่ทัินทแกอสีดำ่ลขกบปสท้ใัะา่ารหาสอิ้งรซเวสคัวปทปบะัาวณำสนใวาผคหสูรเะมู้้ปเวาเแืไขส้ปา้วอปหิาะม้ดะนทรงอัสดทดบข้า่า้ะวอวงอกดยอทปยงาโักาสกดวรสดาาาตรยสรดรระรล้าใ้หควดววชาัย้ดจนาะงมันืบษจห)กอ้ะรำลชเขัิทส่ต้เำง่า้วะาจอรงณนอะางหั้กาลนรน้สึดอชา่่่งวแงบอถแนมล่งืาลใๆอะ
งนะ
กมน4สดปัั้ิั้5.ะบาลนสเน.ปอลสสใิิ่หตาใดลาว้ินดรวเนตฝอขวอะารใีาจอนชกก่กหดงวคขรูรกรคงะอรืัะแ้อรวปงงปุะรปากุกกกปมรรเุทมกกสะะิ็้าบมง)ะปุรลอาจตกอังณาาวแใงดกอลนคเ่บนกยะัโอ็่้ถบรนาจนิึเงสปงใว้กปัหววัสณ้ราสมถสะ่งรสไาาปกปอยาุวรกบวกปะ่ะเัขะอภจสทปี้อด่นุาาส้ปกงวหชสาลภ่ทยน่วีนว่อ้คาเะนะาปชยวชิทแห่ีดอนา่วลหนมฝอึะง่ะรงราทกบืป้อปแะิมารดพรวลยราั้ะฝงยวจใทิุอมหาไ้างว(ยใาบม้ไใ่หใ่ณาปน้าในเในลใรรหทีหี4้ชะย่้่นท-เิหีวบ้่ส5วปงวรรม่้ก็ลาวือจิอลงนอยทถาปดีาู่ิงกแเทภดกใีัขล็หฝย้บ้แอวาใไอลจบนดกึ้ยงะปกหร่น้าจะรรอึนำงะปะงหุำกปมสกุมุลยกืขาัุอบดแณาหเกลไนัขร้ัป้ื้้วน3นอาสลไ0ไ่ส้วงัาปแ้มใ-งลสหจ6ผ้มั้ัวืมา0กสอัใกผ
บ
หใั
้สห
้
กใลผชู้โลปคการาสญะร)เทสซมึิำ่างนรงมรีาอผะนาลบหขกบอารรกงะไา(ทตรเชบเ่ผนต่าฮค(Hบปหร
อHั---
ะอววาสใใใu
Cชชชทางราสm้้้์Gอมววตนโบาิิมนนยaผร)วติิ่ิโน่วnาจจดะทอรีจงต่ฉฉปคพก่ััcทเกายยีชกค่าhบ่เงาคโนรตกวoรรใิิวทๆานใดคตrัโานมำi้จนoรตงโม่้นงดคาครnาัำ้รานกคุรปำคงiนนัcปโรโมวสัๆแขรลภสาะgส์ครอหสมขoเทิางนีงรตั่าอผ็nวข้สไงินว่สงดะตaอบงูะสงdปผงๆาจเตโoลชกงาร่รปชใtนตีกคจิrหนนท้oกทิาโมีดม่pาีากรส่งารคiฮงn
ใมเผอีน
บสลร
์าาโก
มหรdบ
ต
นร่iรใือsอ
ชรo้มนปดr้ทdอีาร่ผตะeย่ลคอเrผิมิsตวมิด)นาตไป้หพรมน้กทาผยท่ิตกอดิาากมธป็ีงิ(ยปสEอ่กอภรnาติมิมจาdแาพกoณสำขcดลอrมัiงงnงาวม
่กeีา
พใชสบ้ไโคาปตรับมดค่กอโากคตรยิรรวคบถใอาตนาตัมปงงบเัรโดบสสืรัว้นสวโอคจร
นาโงเพคลรวตไื้้บเอดหะนบ้ิรคจตัางเาวสหชทูกา่ัง่นววมนา้ซไผึำโ่นปิงร
ด
ทคี
่
ขปใใณชนเนป้บืวัรท้ะิสอ้นะฯปิอสงับจลงสตผาฉ้ิบฯวัสนดปยทะาปเวโเบพวารืกชด่่งะ่อคอตนหเิยหดหปทลิีัมัน่ราสเีองือกสอปสิาัปดกาาสกาเกวาขวสึหา้รดานะราตตรเุมแวิอคีปดะสเววลวเบืช
าใดือ้น
มอ
ด
จใเชชสา้นตกพิดรโตลิวดเหจชใ่หะนนหาร่สสนาัาางกกรรพบาสิยาษางร
รตัเ่ทกใชา่ชาษงน้ตงาิๆทดโีโ่รรตดวีคค่าหาเแมเบรืปลผอ็านะลแหภไกยวป่าาลาใวรนงนะ
การแปลผลตรวจปัสสาวะ
การตรวจดูลักษณะทางกายภาพทั่วไป การตรวจดูลักษณะทาง
กายภาพ หรือการตรวจดูด้วยสายตา (Visual examination)
1 สีปัสสาวะ (Color) อปนั้ักอสเยสสหาบวรืจอะาสจกีาเสหกาลภืเอหาวงตุเะอขืข่้นมาด(นD้ำarหkรืyอeโlรlคoไwว)รัสอตาับจเอกัิกดเกสาบรดโื่รมคนต้ัำบ
ทปัาสนสวาิตวาะมสิีนเหแลลือะงอสาหว่าางรเ(สBริrมigมhาtกเyกิeนlกloว่wาท)ี่อร่าาจงกเกาิดยจต้าอกงกกาารร
วปิัตสาสมิานวะหสีรืสอ้มเกิ(ดOจrาaกnกgาeร)กินอยาจาบเกิาดงจชานิกดกาเชร่นขายดานร้ัำกหษรืาอวั
ณโรค
ปเปชัั่สสนสสากาววาะระ,ตสภิีดแาเดวชืะ้งอฮีใ(โนRมรeโะกdบล)บบเิกทนิดาในงจเาปดักิสนกสปาัาสรวมสะีาเล(วืHอะeดมmปะนoเรใg็นงlกoปัรbสะiสnเาพuวาrะiะa
)
ปปGปััั6สสสPสสสDาาาวววทะะีะ่หจมสัีารกนืกอ้จำสมะตีาเมามีเ็อหลดาตเุ(กลตBื่าอาrรงดoเมแwๆ็ตดnเกเช)ล่ใืเนอกนิดดรใ่าแจนงตาคกกกนากงท่ยีาา่แเยรปลม็้ีนหวเลโถรืืูรออกคดกขขัปาบารนอดติใอเดนอกเน
ชมื้ไอาซใมน์
เใปกันิสดกสจราาณวีกทะโี่รใไสมค่ไไไมดต้่ดมหืี่มสรืีอน้(โำCรมคoาเLกบoกา็rอจlืeาดจss
)
ป(Aัสlkสaาpวtะoสnีดuำria(B) lซึa่งcเkป็)นพโรบคไทด้าในงพโัรนคธุแกอรลรแมคที่ปพโบตไนดู้เไรีมย่บ
่อย
ปปััสสสสาาววะะมสัีกขเากิวดจ(Wากhกiาtรeต)ิดอเาชื้จอเใกนิดรจะาบกบกทารางมีเหดินนอปังสปสนาใวนะ
(ปMัสeสtาhวyะleสีnน้eำเbงินlue(B),luอeะม)ิทอราิปจเไกทิดลีจนาก(Aยmาเiมtrทiิpลีtนyบlinลูe
)ฯลฯ
การแปลผลตรวจปัสสาวะ
การตรวจวิเคราะห์ทางเคมี
ซึ่งทางห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่จะใช้แผ่นตรวจสำเร็จรูป (Test strip หรือ
Dipstick) โดยนำแผ่นตรวจที่เปลี่ยนสีแล้วมาอ่านผลด้วยเครื่องอ่านผลอัตโนมัติ ใน
การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะโดยทั่วไปจะมีสารเคมีที่นิยมทำการตรวจและรายงาน
ㆍผลเพียงไม่กี่ตัว ดังนี้
ค่าความถ่วงจำเพาะ (Spec ific gravity หรือ Sp.Gr. หรือ SG) คือ ค่าความ
หนาแน่นของน้ำปัสสาวะเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำบริสุทธิ์ในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดย
ㆍค่าปกติจะอยู่ในช่วง 1.003 - 1.030
ค่าความถ่วงจำเพาะที่ ต่ำกว่าปกติอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มน้ำ
มากเกินไป, โรคเบาจืด (Diabetes insipidus), โรคไตเรื้อรัง, การใช้ยาขับปัสสาวะ
ㆍ(Diuretic use)
ค่าความถ่วงจำเพาะที่สูงกว่าปกติอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะขาดน้ำ
(Dehydration) การดื่มน้ำน้อย, ภาวะที่มีการสูญเสียน้ำเช่น อาเจียนรุนแรง หรือ
ㆍท้องร่วงท้องเสียรุนแรง โรคเบาหวาน
ค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) คือ การตรวจหาว่าตัวอย่างปัสสาวะนั้นมีความ
เป็นกรดหรือด่างมากน้อยเพียงใด โดยปกติจะมีค่าอยู่ในช่วง 4.6 - 8.0 (เฉลี่ยอยู่ที่
ㆍประมาณ 5.5 - 6.5 ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่ม ประเภทอาหาร และยาที่บริโภค)
ค่า pH ที่ต่ำกว่าปกติ (ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง) อาจเกิดได้จากการบริโภค
เนื้อสัตว์มากจนเกินไป, การดื่มแอลกอฮอล์มาก, การกินยาบางชนิด (กินยา
ㆍแอสไพรินเกินขนาด),โรคเบาหวานในระยะที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ , การติดเชื้อ
ค่า pH ที่สูงกว่าปกติ (ปัสสาวะมีความเป็นด่างสูง) อาจเกิดได้จากการกิน
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและการกินผักมากๆ (รวมถึงการบริโภคอาหารอย่างผล
ไม้กลุ่มซิเตรตสูง เช่น ส้ม ส้มโอ มะนาว).การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรค
ท่อหน่วยไตมีความผิดปกติในการขับกรด (Renal tubular acidosis)
การแปลผลตรวจปัสสาวะ
การตรวจวิเคราะห์ทางเคมี
ㆍ คีโตน (Ke tone หรือ KET) หมายถึง สารคีโตนรั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็น
สารที่เกิดจากร่างกายเผาผลาญไขมันมาทำให้เกิดพลังงานแทนการใช้กลูโคส ถ้า
ㆍไม่มีกลูโคส ตับจะย่อยไขมันไปเป็นคีโตน
ภาวะปกติ คือ ต้องตรวจไม่พบสารคีโตนในปัสสาวะ (Negative) แต่การตรวจ
ㆍพบสารคีโตนในระดับสูง อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับหญิงตั้งครรภ์บางคนได้
ภาวะผิดปกติ คือ พบสารโคนในปัสสาวะ (1+ เท่ากับมีแต่น้อย, 2+ เท่ากับมี
ปานกลาง, 3+ เท่ากับมีมาก) อาจแสดงว่าเกิดจากการอดหรือขาดอาหารจากโรค
ㆍคลั่งผอม (Anorexia nervosa), โรคพิษสุรา(AIcoholism)
ไนไตรท์ (Nitrites หรือ NIT) ปกติจะตรวจไม่พบสารไนไตรท์ในปัสสาวะ
(Negative) หากตรวจพบก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าระบบทางเดินปัสสาวะกำลังเกิดการ
ติดเชื้อ (UTI) จากแบคทีเรียชนิดที่สามารถเปลี่ยนจากสารไตเตรตให้กลายเป็นสาร
ไนไตรท์ได้ เช่น อีโคไล (E. coli), โปรเตียส (Proteus)หรือไม่ก็อาจตรวจพบใน
ㆍกรณีเกิดเลือดออกในปัสสาวะขนาดหนักก็ได้
บิลิรูบิน (Bilirubin หรือ BIL) เป็นสารที่สร้างมาจากตับ โดยในคนปกตินั้นจะ
ตรวจไม่พบบิลิรูบินในปัสสาวะ
ตรวจพบบิลิรูบินในปัสสาวะ ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่ามีภาวะตับอักเสบ หรือมีภาวะอุดกั้น
ㆍของทางเดินน้ำดีเกิดขึ้น
ยูโรบิลิโนเจน (Urobilinogen หรือ UBG) เมื่อบิลิรูบินถูกขับออกมาทางเดิน
อาหาร จะถูกแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนเป็นสารยูโรบิลิโนเจน คนทั่วไปจะสามารถ
ตรวจพบยูโรบิลิโนเจนในปัสสาวะในระดับต่ำ ๆ ได้เป็นปกติ
ถ้าตรวจพบสารยูโรบิลิโนเจนในปัสสาวะสูงขึ้น เกิดจากภาวะที่เกิดการทำลายของ
เนื้อตับ (Hepatic disease) เช่น ตับแข็ง (Cirrhosis), ตับอักเสบจากไวรัส (Viral
hepatitis)
การแปลผลตรวจปัสสาวะ
การตรวจวิเคราะห์ผ่านกล้องจุลทรรศน์
ㆍเม็ดเลือดขาว (White blood cell หรือ WBC)
-ภาวะปกติ คือ ตรวจไม่พบเซลล์เม็ดเลือดขาว (Negative) หรือตรวจพบได้ไม่เกิน
2 ตัวในผู้ชาย และไม่เกิน 5 ตัวในผู้หญิง
-ภาวะผิดปกติ จะบ่งชี้ถึงภาวะมีเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ (Leukocyturia) ส่วนใหญ่
มักจะสัมพันธ์กับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) เช่นกระเพาะปัสสาวะ
อักเสบ กรวยไตอักเสบ หรืออาจเกิดจากการมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
•เม็ดเลือดแดง (Red blood cell หรือ RBC) คือการตรวจหาปฏิกิริยาเพอร์ออกซิเดส
ของเม็ดเลือดแดง และสารไมโอโกลบินในกล้ามเนื้อก็สามารถทำ
-ภาวะปกติ คือ ตรวจไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดง หรือตรวจพบได้ไม่เกิน 2 ตัวต่อการ
ส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจหนึ่งครั้ง(HPF)
-ภาวะผิดปกติ คือ ตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดแดง < 3 cells/HPF จากการตรวจ
ปัสสาวะซ้ำอย่างน้อย 2 ใน 3 ครั้ง จึงจะบ่งชี้ว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (He
maturia) ซึ่งจะบ่งชี้ถึงสาเหตุที่มาจากความผิดปกติที่หน่วยไต (Glomerular causes)
• แบคทีเรีย (Bac teria), ยีสต์ (Yeast) และปรสิต (Parasite โดยปกติจะตรวจไม่พบ
ถ้ามีการเก็บปัสสาวะอย่างถูกต้องและไม่มีการปนเปื้อน แต่หากเก็บปัสสาวะไม่ถูกต้อง
ก็อาจพบมีการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ยีสต์ หรือปรสิต จากผิวหนังและสารคัดหลั่งจาก
ช่องคลอดปนเปื้อนได้
-ภาวะผิดปกติ บ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) ซึ่งหากไม่ได้
รับกรรักษาก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อย้อนกลับไปเป็นการติดเชื้อที่ไตกลายเป็นภาวะ
กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) ได้
•คาสท์ (Casts) คือ คราบของโปรตีนหรือสารผิดปกติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัสสาวะ เป็นตัว
ที่แสดงถึงความผิดปกติในการทำงานของไต ตามปกติแล้วไม่ควรจะตรวจพบใน
ปัสสาวะ แต่หากตรวจพบก็อาจแสดงว่าท่อหรือกรวยเล็ก ๆ ของไตกำลังเกิดความเสีย
หายหรืออักเสบ
การแปลผลตรวจปัสสาวะ
การตรวจวิเคราะห์ผ่านกล้องจุลทรรศน์
•ผลึก (Crystal) สารเคมีที่ละลายอยู่ตกผลึกเกิดเป็นผลึกในปัสสาวะ
-ภาวะผิดปกติ คือ ตรวจพบผลึกต่าง ๆ โดยผลึกจะแบ่งเป็นชนิดที่พบได้ปกติและ
ไม่ปกติในน้ำปัสสาวะ สำหรับผลึกของสารเคมีที่ปกติจะพบได้ในปัสสาวะนั้น พบใน
ปริมาณมาก ๆ ก็อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติบางอย่างได้ เช่น Uric acid crystal โรค
เกาต์หรือกลุ่มอาการเนื่องจากก้อนมะเร็งสูญสลาย (Tumor lysis syndrome),
Calcium oxalate crystal ภาวะไตเสียหาย หากเกิดการตกผลึกในร่างกายจำนวน
มากและนานเพียงพอ มันจะรวมตัวกันเป็นก้อนนิ่วอยู่ในไตหรือท่อไต หากมีขนาดใหญ่
ก็จะทำให้มีอาการปวดและพบภาวะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (Hematuria)
•เซลล์เยื่อบุ (Epithelial cell) มักพบในตัวอย่างปัสสาวะได้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่เซลล์
เยื่อบุที่ต่างชนิดจะบ่งบอกข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น
•เซลล์เยื่อชนิดสแควมัส (Squamous epithelial cell หรือ Squamous cell) เป็น
เซลล์เยื่อบุส่วนท่อปัสสาวะส่วนนอก หากพบในปริมาณมาก เช่น 15 – 20 cells
/HPF ขึ้นไป ก็จะบ่งบอกว่าตัวอย่างปัสสาวะนั้นมีการปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากการแตะ
ต้องถ้วยรองน้ำปัสสาวะหรือถ้วยรองน้ำปัสสาวะสัมผัสกับนิ้วมือของผู้รับการตรวจจาก
ความประมาท
•เซลล์เยื่อบุชนิดรีนัลทิวบูล (Renal tubule cell) เป็นเซลล์เยื่อบุท่อหน่วยไต โดยปกติ
จะต้องไม่พบในปัสสาวะ หากพบมักแสดงถึงความผิดปกติของโรคไต
•เซลล์เยื่อบุชนิดทรานซิเชินนัล (Transitional epithelial cell หรือ Transitional
cell) เป็นเซลล์เยื่อบุส่วนกระเพาะปัสสาวะ
•เมือก (Mucus) ในตัวอย่างปัสสาวะปกติสามารถพบเมือก (Mucus) ได้ โดยอาจเป็น
เมือกที่ขับออกมาตามปกติจากท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะ ในผู้หญิงอาจปน
เปื้อนมาจากช่องคลอดหรือปากมดลูก ส่วนในกรณีที่มีการอักเสบหรือการติดเชื้อของ
ทางเดินปัสสาวะก็อาจทำให้พบเมือกในปัสสาวะเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
การตรวจสุขภาพพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยความผิดปกติหรือโรคพื้น
ฐานในระบบทางเดินอาหารได้มากมาย เช่น โรคพยาธิต่าง ๆ ของระบบทางดินอาหาร
การมีแผลในระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ โดยการตรวจอุจจาระนั้นจะแบ่งเป็นการตรวจดู
ลักษณะของอุจจาระด้วยตาเปล่า การส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และการตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ
ข้อบ่งชี้ของการตรวจอุจจาระ
ออเุปาจ็นหจกาารารระ(ตมเีชรไ่นขวจมัอสนุาขปจภนมีามไพขา่ปพกรยะาจธิำ) ปแีเลพืะ่อตดรูสวุขจภคาวพามทั่ผวิดไปปขกอตงอืร่นะบๆบ(ทเชา่นงเ
ดิน
ตมสูารกมวเลจาือรเมถืด่อวิอมนุีิจอจจาฉัากยราโะรรเผคปิ็ดไนดป้นก้ำติอใุนจกจาารรอะุจเปจ็นารก้ะอนเช่ทนั้งอนีุ้จเพจื่อารช่ะวเยป็ในห้เแลืพอทดยห์
รือมี
ตโ(Cรรคoวทwจี่เหกีmา่ยคiวlวkข้าอaมงlผlกิัeดบrปgกกyา)ตริยขอ่ออากยงกาแราลทระ้ยอก่องาเยรสอีดยูาดเหรซื้ึอามรรอัเงพาื่หอาวิรนิจเชฉ่ันยหภาาสวาะเแหพตุ้นขมอวงั
ว
ปต่รววยจทีห่มีาภภาาววะะซมีดีเโลืดอยดหอาอสกาใเนหรตุะไบม่บไดท้ างเดินอาหาร เช่น ในกรณีของผู้
ตรวจคัดกรองหาแผลหรือโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
ตในรรวะจบในบกทราณงีเทดี่ิแนพอทาหย์าสรงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีพยาธิหรือไข่พยาธิ
ตทราวงเจดหินาอชานิหดาขรอว่งาเเชปื้็อนโเรชืค้อเชมื่นอิดผู้ใป่ดวยมีการติดเชื้อในระบบ
การตรวจอุจจาระ
1.การตรวจอุจจาระแบบพื้นฐาน
การตรวจทางกายภาพ (Physical examination)
1.ลักษณะของอุจจาระ (Consistency)
อุจจาระแยกออก
อุจจาระเป็นก้อนยาว
มาเป็นก้อนแข็งๆ ผิวขรุขระมาก
อทท้า้ออหงงาผผูรูกกทีม่ดมืเา่ีพมกกนรา้มากำัะนกใ้ยรจอับนะย้ปอพยรบะเใกทนินาคไนนป
ขัมขบักอถ่จงาะเยสพีย2บค-้ใ3าขน้งาวคอังนนนยูค่ทใา้นรันอ้งลงำจผึูไงกสท้มคีำ่กอใาหน้รม
ี
อุจจาระเป็นก้อน
อุจจาระลักษณะ
ยาว ผิวจะมีรอย
คล้ายกล้วยหอม
แยกเล็กน้อย เอปนุ็ิจ่นมจทาเรปร็เงะนกยทณอีาุ่สจวฑม์พจืท้บีานู่ดรรีผะมิณว์ทาีเแ่กรดีีบยอบบยมอู่่ใาอนกน
หนอทแุ่อจตร่ยจงคยาวถราืรอะวดืวปพ่่ืม้ากนนอต้มิยำีู่รเใอพอุนิจ่มยเจกแมาณยารกกะฑ์ขนเึปิ้ปนด็กน
ต
ิ
อุจจาระเริ่มเหลว
แต่ยังเป็นแบบกึ่ง
อุจจาระเป็นแตกๆ
แต่ยังเป็นชิ้นอยู่ แข็งกึ่งเหลว
อยู่ในรับเกปปณรระะฑโ์ทยปาชกนนต์ิอมคาาหวกราขึปร้นทรีั่บมี
การ
ทค้อนงกทรีา่่วทร้งรอัเบงล็เปกสีนรย้ะอทคยวามรนัรกอะจาวหะังพาเรรบื่อใงน
อุจจาระเหลวเป็นน้ำ
กทกาั้นอรตนงิเดาสีนเยชืๆ้รอุคนใวนแรรลไงำปไมพสั้กบหจแะาพกพทอบุยจ์ใเจนพืาค่อรนตะทแรี่ทวบ้จอบสงุนีเข้สตภีิยดาตพม่ีอ
การตรวจอุจจาระ
1.การตรวจอุจจาระแบบพื้นฐาน
2ก.าสรีขตอรงวอจุจทจาางรกะาย(Cภoาพlor(P) hysical examination)
อสีาน้หำาตราทลี่กิ(นBเrข้oาwไปn)แลแะต่ชสีนอิดาจขแอต
งยกาต่ทาี่งกิกนันไปได้อันเนื่องมาจาก
ปอุจลจายารหะรสืีอแเดกิงดจ(Rากeกdา)รมกีิเนลืออาดหอาอ
รกจใำนพรวะกบเบนื้ทอวาัวงเใดนินปอริามหาาณรมส่าวกน
อตุ้นจจหารรือะเสกีิดดำเนื(่อBงlaจcาkก)กามีรเลกืิอนดเอช่อ
นกธในาตรุะเหบลบ็กทชางาเรด์โินคลอาหารส่วน
อหุจรือจเากริดะจสีาเขกีอยาวก(าGรrท้eอeงnเส)ียกอินย่ผาักง
รทุี่นมีแสีรเงขียวหรือมีคลอโรฟิลล์สูง
อุจจาระสีขาว (White) กินแบเ
รียมหรือกินยาลดกรด
อถิุ่นจจในาลรำะไสีสเ้หหรลืืออกงา(รYกิeนlยloาwปฏ)ิชเีดว็กน
ทะารกที่ขาดแบคทีเรียประจำ
3.มูกหรือเยื่อเมือก (Mucus) ปกติจะไม่พบหรือพบ
ได้น้อยมากในระบบทางเดินอาหาร
4.เลือด (Blood) ปกติจะไม่พบ ถ้ามีเลือดออกมาปนกับอุจจาระเกินกว่า 3
มิลลิลิตร ภายใน 24 ชั่วโมงแล้ว ก็แสดงว่ามีโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยเลือด
ที่ออกมาจากระบบทางเดินอาหารส่วนบนตั้งแต่ปากถึงกระเพาะอาหาร เม็ดเลือด
แดงจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารเปลี่ยนเป็นฮีโมโกลบิน เป็นฮีม และโกลบิน ส่วน
เลือดที่ออกในระบบทางเดินอาหารส่วนล่างตั้งแต่ลำไส้เล็กส่วนต้นไปจนถึงรูทวาร
หนักมักจะพบเม็ดเลือดออกมาด้วย
การส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination)
เป็นการตรวจหาไข่พยาธิ ตัวอ่อนพยาธิ
รวมทั้งหาโปรโตซัว เม็ดเลือดขาว และ
เม็ดเลือดแดงในบางโรงพยาบาลอาจให้
บริการตรวจค่าความเป็นกรดหรือด่าง
ของอุจจาระ (ค่า pH)
2.การตรวจอุจจาระแบบเฉพาะเจาะจง
(Comprehensive digestive stool analysis : CDSA)
คือ การตรวจที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น บางการตรวจจะมีการ
ตรวจเตรียมตัวก่อนตรวจที่แตกต่างกันไป (ปกติแพทย์และพยาบาล
จะเป็นผู้อธิบายการเตรียมตัวนั้น ๆ ให้ผู้ป่วยทราบ) เช่น การหยุดกิน
ยาบางชนิด โดยการตรวจอุจจาระแบบเฉพาะเจาะจงมีดังนี้
การตรวจเลือดในอุจจาระขั้นละเอียด (Stool guaiac test)
เป็นการตรวจเพื่อช่วยคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การเพาะเชื้อเพื่อให้ทราบว่าการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารนั้น
เกิดจากชนิดใด เช่น เชื้อโรคบิด เชื้อโรคไทฟอยด์
การตรวจหาปริมาณของไขมันทั้งหมดในอุจจาระเพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะ
ความผิดปกติในการดุดซึมอาหาร (Malabsorption syndrome)
การตรวจหาน้ำย่อยหรือเอนไซม์ในการย่อยอาหารต่าง ๆ เพื่อดูว่าการ
ย่อยอาหารที่ผิดปกตินั้นเกิดจากเอนไซม์ตัวใด
ขั้นตอนและการเตรียมตัวก่อนตรวจอุจจาระ
การตรวจอุจจาระแบบพื้นฐาน โดยทั่วไปไม่ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพียง
แต่เก็บอุจจาระที่ถ่ายตามปกติใส่ภาชนะและนำส่งห้องตรวจ ห้องปฏิบัติการ หรือ
แผนกตรวจสุขภาพเท่านั้น ส่วนการตรวจแบบเฉพาะเจาะจงอาจมีการเตรียมตัวบ้าง
ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกินยาหรืออาหารบางชนิดที่อาจทำให้ผลตรวจผิดพลาดได้
ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะเป็นผู้อธิบายการเตรียมตัวสำหรับการตรวจนั้น ๆ ให้ผู้ป่วย
ทราบ โดยจะมีขั้นตอนดังนี้
1. ปรึกษาหรือพบกับแพทย์ก่อนการตรวจอุจจาระ แพทย์หรือ
พยาบาลจะให้ภาชนะและอุปกรณ์สำหรับเก็บอุจจาระ ถ้าต้องมี
การงดอาหารและ/หรือยาบางชนิดก็ให้ปฏิบัติตามที่แพทย์
พยาบาลแนะนำ นอกจากนั้นก็จะเป็นการเก็บอุจจาระที่ถ่ายตาม
ปกติของเราใส่ในภาชนะที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ แล้วจึง
นำไปส่งห้องตรวจหรือห้องปฏิบัติการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการกินยาที่จะส่งผลต่อตัวอย่างอุจจาระ เช่น
ยาลดกรด(Antacid), ยาแก้ท้องเสียเคาเพกเทต (Kaopectate) ฯลฯ
ถ้าต้องกลืนแป้งแบเรียมเพื่อการตรวจพิเศษทางรังสีของหลอดอาหาร
(Barium swallow) ผู้ตรวจควรเลื่อนการเก็บตัวอย่างอุจจาระออกไป
ก่อน
2. ก่อนการเก็บตัวอย่างอุจจาระ ควรปัสสาวะทิ้งไปก่อนให้เรียบร้อยเพื่อป้องกัน
การปนเปื้อนของปัสสาวะที่อาจส่งผลให้การตรวจอุจจาระนั้นผิดพลาดได้
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนเก็บเนื่องจากอุจจาระอาจเป็นแหล่งแพร่กระจายของ
เชื้อโรคได้ และใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันอุจจาระเปื้อนมือ
4. เตรียมที่ป้ายอุจจาระ (ควรจะเป็นไม้แผ่นเล็ก ๆ หรือช้อนพลาสติกที่ใช้ครั้ง
เดียวแล้วทิ้ง) และภาชนะที่เก็บอุจจาระที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ (หากไม่มี
ควรเลือกภาชนะที่แห้ง สะอาด ปากกว้าง ล้างให้สะอาดและแห้ง)
5. ถ่ายอุจจาระลงในถุงพลาสติกปากกว้างที่แห้งและสะอาด หรือ
อาจใช้พลาสติกสำหรับห่อหุ้มวางพาดโถส้วมเพื่อไม่ให้อุจจาระ
ตกลงน้ำ
6. จากนั้นให้ใช้ไม้หรือช้อนพลาสติกป้ายอุจจาระเก็บใส่ภาชนะให้ได้ประมาณ
ขนาดนิ้วหัวแม่มือ โดยให้กระจายเก็บให้ทั่วก้อนอุจจาระและเลือกเก็บอุจจาระใน
บริเวณที่มีสีแตกต่างกันหรือเลือกจุดที่มีความผิดปกติ เพื่อเพิ่มความแม่นของผล
การตรวจ
7. ปิดฝาที่เก็บอุจจาระให้สนิท เช็ดภาชนะที่บรรจุอุจจาระให้สะอาด
8. ถอดถุงมือ และทิ้งถุงมือรวมทั้งที่ป้ายอุจจาระลงในถุงพลาสติก
ปิดปากถุงให้แน่น และนำไปทิ้งในถังขยะสำหรับสิ่งติดเชื้อ แล้วล้างมือ
ให้สะอาดด้วยน้ำกับสบู่
9. เขียนชื่อนามสกุล วันที่ เวลาในการเก็บ เลขประจำตัวผู้ป่วย (HN)
และวันเดือนปีเกิด (ถ้ามี) ให้ถูกต้องชัดเจนบนภาชนะเก็บอุจจาระ (ถ้า
ไม่มีอาจเขียนใส่สติกเกอร์และแปะไว้ข้างภาชนะเก็บ หรือเขียนลงบน
กระดาษเพื่อแนบส่งกับตัวอย่างอุจจาระ)
10. เก็บภาชนะที่ใส่อุจจาระในถุงพลาสติก 2 ชั้น ปิดปากถุงทีละ
ชั้นให้แน่นเรียบร้อย แล้วจึงนำส่งเจ้าหน้าที่ห้องตรวจทันที แต่ถ้าไม่
สามารถทำได้ก็ควรนำตัวอย่างอุจจาระไปเก็บไว้ในตู้เย็นที่ไม่ใช่ช่อง
เก็บน้ำดื่มและอาหาร (ไม่ควรเก็บนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะ
แบคทีเรียในอุจจาระจะเติบโตและเปลี่ยนแปลง และปกติแล้วแพทย์
พยาบาลจะแนะนำให้ส่งตัวอย่างภายใน 2 ชั่วโมง หรือไม่ควรเกิน 4
ชั่วโมง เพื่อความแม่นยำของผลตรวจ)
11. เมื่อห้องปฏิบัติการได้ตรวจอุจจาระเสร็จแล้วจะทำการส่งผล
ตรวจให้ผู้ป่วย (ผู้ป่วยสามารถทราบผลได้เอง) หรือส่งให้แพทย์หรือ
พยาบาลแปลผลให้ผู้ป่วยทราบ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละโรง
พยาบาล)
12. ในการแปลผลตรวจนั้นจะดูจากลักษณะภายนอกของอุจจาระว่า
เป็นก้อนแข็งปกติ มีมูกเลือด หรือมีสีปกติหรือไม่, ดูจากการมีเม็ดเลือดที่
จะช่วยบอกถึงการติดเชื้อ, ดูจากเม็ดเลือดแดงและการตรวจเลือดปนใน
อุจจาระที่จะช่วยบอกภาวะมีเลือดออกในอวัยวะระบบทางเดินอาหาร, ดู
จากพยาธิและไข่พยาธิ, ดูจากค่าความเป็นกรดหรือด่างของอุจจาระ
13. ระยะเวลาตั้งแต่รับสิ่งส่งตรวจจนถึงรายงานผลปกติจะใช้เวลา
ประมาณ 2 ชั่วโมง (แต่ส่วนใหญ่จะทราบผลหลังจากนั้นภายใน 24
ชั่วโมง) หรือภายใน 2-3 วันถ้าเป็นโรงพยาบาลที่มีจำนวนผู้ป่วยต่อ
เจ้าหน้าที่ห้องตรวจที่น้อย
อ้างอิง
MedThai.( 2561).การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis หรือ Urine analysis
:UA) มีประโยชน์อย่างไร.สืบค้น 12กุมภาพันธ์ 2565, จาก www.medthai.com
นพ.วิวัฒน์เอกบูรณะวัฒน์.(2560).การแปลผลการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ
(UrineAnalysis).สืบค้น12กุมภาพันธ์2565,จาก www.summacheeva.org
MedThai.(2561).การตรวจอุจจาระ (Stool Examination) ประโยชน์,
วิธีเก็บอุจจาระส่งตรวจ ฯลฯ.สืบค้น 12กุมภาพันธ์ 2565,จาก www.medthai.com
ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพญาไท 3.(2562).
สืบค้น 12กุมภาพันธ์ 2565, จาก www.phyathai3hospital.com